เศรษฐกิจดิจิทัลไทย – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 07 Jan 2026 10:14:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 เลือกตั้ง 2569 : ยศชนัน นำทีมเพื่อไทยรับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรมผลักดันให้เกิดขึ้นจริง https://thestandard.co/yodchanan-pheu-thai-startup-crisis/ Thu, 25 Dec 2025 11:35:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1158311 ยศชนัน นำทีม เพื่อไทย รับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรม ผลักดันให้เกิดขึ้นจริง

วันนี้ (25 ธันวาคม) สมาคมการค้าไทยสตาร์ทอัพ ได้เข้าหารื […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ยศชนัน นำทีมเพื่อไทยรับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรมผลักดันให้เกิดขึ้นจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศชนัน นำทีม เพื่อไทย รับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรม ผลักดันให้เกิดขึ้นจริง

วันนี้ (25 ธันวาคม) สมาคมการค้าไทยสตาร์ทอัพ ได้เข้าหารือร่วมกับพรรคเพื่อไทย ณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบ Startup ไทย และนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายในการสร้างกองทัพนวัตกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย และคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ เข้าร่วมรับฟังอย่างใกล้ชิด และธนวิชญ์ ต้นกันยา นายกสมาคมการค้าไทยสตาร์ทอัพ และคณะให้การต้อนรับ

 

ทางผู้แทนสมาคมฯ ได้นำเสนอภาพรวมความเจ็บปวดของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ชี้ให้เห็นปัญหาสำคัญว่า รายได้ของคนไทยและผู้ประกอบการรายย่อยไม่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่เม็ดเงินจำนวนมากกลับไหลออกไปยังแพลตฟอร์มต่างชาติ ธุรกิจขนาดใหญ่ และกิจกรรมเศรษฐกิจนอกระบบ ส่งผลให้ SME และ Startup ซึ่งเป็นฐานการจ้างงานหลักของประเทศ ขาดโอกาสในการเติบโตอย่างแท้จริง

 

ทางสมาคมฯ จึงยื่นข้อเสนอสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. การแก้ไขกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางกลไกการเงินและหยุดเลือดที่ไหลออกนอกประเทศ 2. การสร้างกองทัพนวัตกรรม ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ผ่านโครงการ Innovation Talent Accelerator, Risk Capital Sandbox และ National Platform เพื่อลดการผูกขาด และ 3. การเปิดเวทีนโยบายใหญ่ในวันที่ 20 มกราคม เพื่อระดมความเห็นจากทุกภาคส่วน

 

ทางด้าน ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ได้รับฟังข้อเสนอทั้งหมดด้วยความตั้งใจ พร้อมกล่าวว่า เมื่อวานตนได้ไปคุยกับทางสภาอุตสาหกรรมซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ แต่วันนี้ตั้งใจมาเน้นที่กลุ่ม Startup ซึ่งตนมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยดูแลงานบ่มเพาะธุรกิจ (Incubate) ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และทำงานร่วมกับ NIA มาโดยตลอด

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า แม้ทางพรรคจะมีแพ็กเกจการสนับสนุนเตรียมไว้บ้างแล้ว แต่ในวงพูดคุยรอบแรกนี้ ตนอยากเปิดใจรับฟังทุกคนแบบสบายๆ เป็นกันเอง (Friendly) ไม่เน้นพิธีการ เพื่อให้เรามองเห็นภาพความเป็นจริงเดียวกันและก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

 

“ผมมักถามตัวเองเสมอว่า เรามีความน่าเชื่อถือ (Authority) พอที่จะพูดเรื่องนี้ไหม ที่ผมมาวันนี้ ก็เพราะผมเคยลงมือทำเรื่องพวกนี้มาพอสมควร และตั้งใจจะมาผลักดันให้เกิดขึ้นจริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

 

ศ.ดร.ยศชนัน แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึก ระบุว่าแนวทางที่อยากพัฒนาคือการมองภาพรวมทั้งระบบนิเวศ (Ecosystem) ไม่ใช่การแก้ปัญหาเป็นรายกรณี โดยมองว่าสิ่งที่ Startup ต้องการเร่งด่วนในปัจจุบัน คือการที่ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี

 

“สิ่งที่ Startup ต้องการคือการรวมศูนย์ข้อมูล (Data Pooling), การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการเข้าถึงเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) ซึ่งผมมองว่ารัฐควรเข้ามาช่วย License In หรือซื้อสิทธิ์การใช้งานเข้ามาเป็นฐานให้พวกเรา เพื่อลดข้อจำกัดเรื่องสิทธิบัตร (Freedom to Operate) เวลาขยายธุรกิจ ซึ่งตรงนี้ผมจะเข้ามาดูแลให้”

 

นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อม (Environment) โดยเปรียบเทียบกับ Silicon Valley หรือ Kendall Square ที่บอสตัน ซึ่งความสำเร็จเกิดจากการที่คนในระบบนิเวศเดินไปมาหาสู่กันได้ เจอทั้ง Hackathon, Incubator และผู้เชี่ยวชาญ สำหรับประเทศไทย ย่านจุฬาฯ หรือเชียงใหม่ ถือว่ามีศักยภาพ แต่ยังขาดองค์ประกอบที่ครบทั้ง 5 ขาที่จะมารวมตัวกัน ได้แก่ Startup, มหาวิทยาลัย, VC, บริษัทใหญ่ (Big Corporate) และภาคการผลิต

 

“เราอยากเห็นพื้นที่ส่วนกลาง (Shared Space) ในเมืองที่ดึงดูดคนหลากหลายกลุ่มให้มาเจอกันได้ รวมถึงเรื่องระบบขนส่ง (Transportation) ที่เอื้อต่อการทำงานของ Startup ซึ่งรัฐบาลสามารถเข้ามาช่วยจัดการได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

 

ในช่วงท้ายของการหารือ ศ.ดร.ยศชนัน พร้อมด้วยทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ได้รับข้อเสนอเรื่องกองทัพนวัตกรรมและการแก้กฎหมายไปพิจารณาเพื่อผลักดันต่อ โดยย้ำว่าเรื่องเงินทุน (Angel Fund/VC) และการเร่งการเติบโต (Accelerate) นั้นอยู่ในแผนงานที่พรรคเตรียมไว้อยู่แล้ว และพร้อมจะทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

 

บรรยากาศการหารือร่วมกันกว่า 2 ชั่วโมงเป็นไปอย่างเปิดใจและเป็นกันเอง ซึ่งทางด้านสมาคมก็เห็นด้วยและขานรับในหลายประเด็น พร้อมแลกเปลี่ยนข้อเสนอกับพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ โดยนายธนวิชญ์ ต้นกันยา นายกสมาคมการค้าไทยสตาร์ทอัพ ก็ได้ขอบคุณทางคณะพรรคเพื่อไทยที่ให้ความสำคัญกับวงการสตาร์ทอัพไทยและข้อเสนอต่างๆ ที่ได้นำเสนอในวันนี้

 

สำหรับการหารือครั้งนี้มีผู้แทนพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ได้แก่ จักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, ฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ที่ปรึกษารองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, ฉัตริน จันทร์หอม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

 

ยศชนัน นำทีม เพื่อไทย รับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรม ผลักดันให้เกิดขึ้นจริง 1ยศชนัน นำทีม เพื่อไทย รับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรม ผลักดันให้เกิดขึ้นจริง 2ยศชนัน นำทีม เพื่อไทย รับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรม ผลักดันให้เกิดขึ้นจริง 3ยศชนัน นำทีม เพื่อไทย รับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรม ผลักดันให้เกิดขึ้นจริง 4

The post เลือกตั้ง 2569 : ยศชนัน นำทีมเพื่อไทยรับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรมผลักดันให้เกิดขึ้นจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก https://thestandard.co/shopee-12-12-msme-14x/ Sat, 20 Dec 2025 07:16:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1156496 Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก (No changes were needed. Based on the rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb.)

Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจด […]

The post Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก (No changes were needed. Based on the rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb.)

Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในโอกาสครบรอบ 10 ปี ผ่านแคมเปญใหญ่ส่งท้ายปี 12.12 โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจท้องถิ่นให้สามารถสร้างยอดขายและเติบโตในยุคดิจิทัล ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการจับจ่ายผ่านการมอบสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 32,000 ล้านบาท เพื่อสร้างความคึกคักให้กับระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซในช่วงโค้งสุดท้ายของปี

 

คงกฤช ล้อเลิศรัตนะ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจการตลาด Shopee (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ในโอกาสครบรอบ 10 ปี เรายังคงมุ่งมั่นเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและธุรกิจ MSME ไทย ผ่านเครื่องมือดิจิทัลและพลังของคอนเทนต์คอมเมิร์ซ ที่ช่วยให้เข้าถึงผู้ซื้อได้ง่ายขึ้นและเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยผลตอบรับในแคมเปญ 12.12 สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานและความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทย”

 

ตัวเลขสถิติที่น่าสนใจจากแคมเปญ 12.12 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยอย่างชัดเจน โดยภายใน 2 ชั่วโมงแรกของวันที่ 12 ธันวาคม ร้านค้าท้องถิ่นและธุรกิจ MSME สามารถสร้างยอดขายเติบโตสูงขึ้นกว่า 14 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในวันปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีของผู้บริโภคต่อสินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อยบนแพลตฟอร์ม

 

สำหรับกลุ่มสินค้าจากร้านค้าท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมและมีการเติบโตของยอดขายอย่างโดดเด่น ได้แก่ รถจักรยานยนต์ใช้น้ำมัน กระเป๋า และสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทขนมขบเคี้ยว เช่น บิสกิต คุกกี้ และเวเฟอร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่เปิดกว้างสำหรับผู้ขายในหลากหลายหมวดหมู่สินค้า ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สินค้าแฟชั่นหรือของใช้ส่วนตัวเท่านั้น

 

ในมิติของการกระจายสินค้า Shopee สามารถช่วยลดข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์และขยายการเข้าถึงตลาดทั่วประเทศ โดยพบว่าจังหวัด ‘ยะลา’ เป็นพื้นที่ปลายทางที่สร้างยอดขายให้แก่ร้านค้าท้องถิ่นและ MSME สูงที่สุด ในขณะที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี มุกดาหาร สิงห์บุรี และอำนาจเจริญ ก็มีอัตราการเติบโตของยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

นอกจากนี้ กลยุทธ์ ‘Content Commerce’ ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนยอดขาย โดยฟีเจอร์ Shopee Video มีส่วนช่วยผลักดันจำนวนสินค้าที่ขายได้จากร้านค้า MSME เพิ่มขึ้นกว่า 14 เท่า เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การซื้อสินค้าผ่านการรับชมคอนเทนต์วิดีโอสั้นมากขึ้น

 

ด้านระบบโลจิสติกส์และการจัดส่ง มีสินค้าจำนวนกว่า 20 ล้านชิ้น ถูกจัดส่งผ่านบริการส่งทันทีและบริการส่งด่วนในช่วงแคมเปญ โดยคำสั่งซื้อที่มีมูลค่าสูงสุดที่เลือกใช้บริการนี้สูงถึงราว 200,000 บาท สะท้อนความเชื่อมั่นต่อระบบขนส่ง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต ที่มียอดใช้บริการส่งด่วนเพิ่มขึ้นถึง 7.5 เท่า

 

ความสำเร็จดังกล่าวยังส่งผลต่อเนื่องมาถึงโปรแกรมสมาชิก Shopee VIP ที่มียอดผู้สมัครใช้งานเพิ่มขึ้นราว 89 เท่า นับตั้งแต่เปิดตัว สะท้อนถึงความต้องการของผู้ใช้งานที่มองหาสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่า และความสำเร็จของการสร้าง ‘Loyalty Program’ ที่สามารถดึงดูดผู้ใช้งานให้มีส่วนร่วมกับแพลตฟอร์มในระยะยาว

 

“Shopee จะเดินหน้ายกระดับแพลตฟอร์ม เครื่องมือ และโซลูชันต่างๆ ของเราอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนผู้ขายไทยทุกขนาดให้เติบโตและขยายธุรกิจได้มากขึ้นในทศวรรษข้างหน้า พร้อมเดินหน้าพัฒนาบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคชาวไทย” คงกฤช กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: Teacher Photo / Shutterstock

The post Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Digital Economy ปลดล็อกเศรษฐกิจดิจิทัล สู่เป้าหมายประเทศรายได้สูง https://thestandard.co/digital-economy-unlocking/ Mon, 04 Aug 2025 08:20:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1103431

เป็นที่รู้กันว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศเอเชียตะวันออกเฉีย […]

The post Digital Economy ปลดล็อกเศรษฐกิจดิจิทัล สู่เป้าหมายประเทศรายได้สูง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เป็นที่รู้กันว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งที่อยู่จุดศูนย์กลางของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก, สภาพแวดล้อมที่ผู้คนโอบรับทุกวัฒนธรรม หรือแม้แต่ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของคนในประเทศที่ริเริ่มอะไรใหม่ๆ เสมอ

 

ทว่า ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ กำลังทำให้ประเทศของเรายืนอยู่ในจุดที่ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่ ทั้งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การขาดแคลนนวัตกรรม รวมถึงสถานะผู้นำในภูมิภาคด้านการค้าการลงทุนอย่างเต็มตัว

 

จากคำถามที่ตามมาว่า แล้ววิธีการใดจะแก้ไขวิกฤตดังกล่าว บทความนี้ทำความรู้จักกับ ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ แนวทางปลดล็อกประเทศสู่เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูง
เศรษฐกิจดิจิทัลคืออะไร ทำไมจึงได้รับความสนใจ

 

ปัจจุบัน แนวคิดเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) กำลังได้รับความสนใจจากโลกระหว่างประเทศในยุค Disruptive ในฐานะเครื่องมือต่อสู้ ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ (Middle Income Trap) หรือสภาวะที่ประเทศที่มีรายได้ปานกลางไม่สามารถยกระดับไปสู่การมีรายได้สูงได้

 

หากจะอธิบายความหมายของเศรษฐกิจดิจิทัลให้เข้าใจอย่างง่ายที่สุด คือ กิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงมนุษย์ ธุรกิจ และข้อมูลสารสนเทศ โดยมีตัวกลางเชื่อมโยงคือเทคโนโลยี เช่น อินเทอร์เน็ต,เทคโนโลยี, Big Data, และเครื่องมือสื่อสารอื่นๆ โดยหัวใจสำคัญของแนวคิดดังกล่าวคือ แนวคิด Hyperconnectivity หรือภาวะที่ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน โดยมีตัวกลางอย่างอินเทอร์เน็ต หรือเทคโนโลยี

 

สาเหตุที่เศรษฐกิจดิจิทัลมีความสำคัญ และกำลังได้รับความสนใจในฐานะอีกทางเลือกของแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นเพราะ ‘การให้ผลลัพธ์สูงสุด แต่ต้นทุนต่ำ’ กล่าวคือ การมีอยู่ของเทคโนโลยี ทำให้ผลิตผลเพิ่มมูลค่าและประสิทธิภาพให้กับภาคเศรษฐกิจ แต่มีข้อเสียน้อย เช่น มีความปลอดภัย รวดเร็ว ราคาไม่แพง เข้าถึงง่าย ประหยัดเวลาและพลังคน

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากเศรษฐกิจดิจิทัลคือ อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) หรือการซื้อ-ขายสินค้าในโลกออนไลน์ โดยมีอินเทอร์เน็ตเป็นตัวกลาง เช่นการค้าบนเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Amazon, Alibaba, หรือ eBay ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันใครหลายคน ทุกคนอยู่ที่ไหนก็สามารถสั่งของที่ต้องการได้ในพริบตา ขณะที่ผู้ขายมีความสะดวก และช่วยลดต้นทุนบางอย่าง เช่น ค่าเช่าที่ ถือเป็นการปฏิวัติโฉมหน้าการค้าและการลงทุนแบบดั้งเดิม

 

เศรษฐกิจดิจิทัลยังครอบคลุมถึงนวัตกรรมอย่างปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในฐานะเครื่องทุ่นแรง โดยเฉพาะความสามารถในการช่วยวิเคราะห์และคาดการณ์ธุรกิจ ทั้งมิติการปรับปรุงคุณภาพสินค้าตามความต้องการของผู้บริโภค, การสร้างอัลกอริทึมดึงดูดลูกค้า ไปจนถึงการเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงาน

 

มากกว่านั้น เศรษฐกิจดิจิทัลมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม เห็นได้ชัดเจนอย่างการมีของเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ที่ระบบฐานข้อมูลเอื้อต่อแนวคิดการกระจายอำนาจ (Decentralized) ขณะที่ยังสร้างความโปร่งใสในการตรวจสอบร่วมกัน และปกป้องข้อมูลส่วนตัวในเวลาเดียวกัน

 

กับดักรายได้ปานกลาง: ปัญหาของไทยที่ก้าวข้ามไม่ได้

 

สำหรับประเด็นกับดักรายได้ปานกลาง รายงานของธนาคารโลกปี 2024 (Development Report 2024: The Middle Income Trap) เปิดเผยว่า ไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่กำลังเผชิญสภาวะดังกล่าวร่วมกับอีก 107 ประเทศ เช่น จีน, อินเดีย, บราซิล และแอฟริกาใต้ นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 หลังมีรายได้ต่อหัวอยู่ที่มูลค่าราว 1,136-13,845 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.8 หมื่น – 4.6 แสนบาท) ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่เข้าข่ายในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางของธนาคารโลก

 

น่าสนใจไม่น้อยว่า เพราะเหตุใดประเทศที่เคยได้รับสมญานามว่า ‘ว่าที่เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย’ และครั้งหนึ่งธนาคารโลกเคยเลื่อนสถานะให้เป็นประเทศกลุ่มเศรษฐกิจรายได้สูงในปี 2011 ถึงเดินทางมาสู่จุดนี้

 

1. การขาดแคลนแรงงาน และอัตราการเกิดรั้งท้ายในอาเซียน ประเทศไทยกำลังเผชิญดังกล่าวมานานเกือบทศวรรษ เนื่องจากอายุเฉลี่ยของแรงงานในตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนประชากรลดน้อยลง โดยปัญหาดังกล่าวมีที่มาจากอัตราการเกิดต่ำ โดยมีสถิติเปิดเผยออกมาในปี 2022 ว่า ไทยมีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในอาเซียน ยกเว้นแค่สิงคโปร์​ ซ้ำปัญหาดังกล่าวอาจรุนแรงกว่าเกาหลีใต้ สะท้อนสถิติในระหว่างปี 2000-2021 ว่า ประชากรไทยลดลงถึง 20% ขณะที่เกาหลีใต้ลดลงเพียง 15%

 

2. ระบบการศึกษาไม่ตอบโจทย์กับตลาดแรงงาน รายงานจาก Thailand in a Middle-Income Trap ยังเผยว่า ระบบการศึกษาประเทศไทย ‘ไม่ประสบความสำเร็จ’ ในการสร้างแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะในสภาวะที่โลกเต็มไปด้วยการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร ความเป็นผู้นำ หรือแม้แต่ภาษา

 

3. ภาคการเกษตรยังเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ แน่นอนว่า เป็นเรื่องดีที่ไทยได้รับความสำคัญในฐานะ ‘อู่ข้าวอู่น้ำของโลก’ (Kitchen of The World) แต่ข้อเท็จจริงที่น่ากังวล และมีผลต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศอย่างยิ่งคือ อุตสาหกรรมการเกษตร คิดเป็นเพียง 1 ใน 10 ของ GDP ประเทศทั้งหมด

 

นอกจากนี้ หากเจาะข้อมูลลงลึกไปจะเห็นว่า ข้าวเป็นพืชหลักในอุตสาหกรรม ที่อยู่ในสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศเพียง 14% ขณะที่หากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างเวียดนาม สปป.ลาว และกัมพูชา ไร่ข้าวของประเทศไทยยังถือว่ามีขนาดเล็กเกินไป รวมถึงสันหลังของชาติอย่างเกษตรกรก็ยังเผชิญกับความยากจน จนไม่สามารถลงทุนหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับผลผลิตได้

 

4. การลงทุนด้านใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) อยู่ในระดับต่ำ แม้ R&D เปรียบดัง ‘แขน’ และ ‘ขา’ ของการพัฒนาประเทศ แต่กลับพบว่า งบประมาณดังกล่าวคิดเป็นเพียง 0.2% ของ GDP ประเทศทั้งหมดต่อปี ซึ่งในภายภาคหน้า ภาคธุรกิจอาจต้องให้ความสำคัญกับนวัตกรรมดังกล่าวมากขึ้น หากต้องการเป็นผู้นำแถวหน้าในบรรดาประเทศที่มีศักยภาพใกล้เคียง

 

‘กลยุทธ์ 3i’ ต้นแบบเศรษฐกิจดิจิทัล: บทเรียนจากเกาหลีใต้สู่การปลดล็อกเป็นประเทศรายได้สูง

 

แม้เป็นเรื่องยากที่หลายประเทศจะก้าวข้ามปัญหากับดักรายได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจ

 

ต้นแบบเศรษฐกิจดิจิทัลของโลกที่โด่งดัง คงหนีไม่พ้นเกาหลีใต้ ดังปรากฏการณ์ ‘ปาฏิหาริย์แห่งแม่น้ำฮัน’ ที่ทำให้เกาหลีใต้สามารถรักษาอัตราการเจริญเติบโตมากกว่า 5% มานานถึง 50 ปีได้อย่างน่าเหลือเชื่อ โดยสะท้อนจากรายได้ต่อหัวของเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้นจาก 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.4 หมื่นบาท) ในปี 1960 สู่ 33,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.1 ล้านบาท) ในปี 2023

 

เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกาหลีใต้เติบโตคือ การพึ่งพาเทคโนโลยีมากกว่า 60 ปี ซึ่งโลกอาจถอดบทเรียนเกาหลีใต้จากความมหัศจรรย์ในครั้งนี้ได้ผ่าน ‘กลยุทธ์ 3i’ ซึ่งเป็นแผนการแก้ไขปัญหาของธนาคารโลกในรายงาน Development Report 2024: The Middle Income Trap

 

จากรายงาน ได้แนะนำให้ ‘ประเทศรายได้ต่ำ’ เน้น 1i หรือการให้ความสำคัญกับการลงทุน (Investment) คือ

 

  1. ปรับปรุงบรรยากาศเพื่อกระตุ้นการลงทุน
  2. ลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์
  3. เพิ่มการลงทุนด้านพลังงานในฐานะรากฐานของการลงทุน
  4. ปฏิรูปกรอบการกำกับดูแลเพื่อดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม

 

ขณะที่ ‘ประเทศรายได้ปานกลาง’ ต้องเน้น 2i หรือการใช้เทคโนโลยีผสมผสานการให้เงินทุน (Investment + Infusion) คือ

 

  1. สร้างวินัยให้กับผู้นำในตลาด
  2. กระจายเทคโนโลยี และเพิ่มแรงกระตุ้นให้บริษัทจูงใจลงทุน
  3. ให้โอกาสที่เท่าเทียมกับทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัยทางสังคม
  4. อนุญาตให้แรงงานที่มีการศึกษา แต่ทักษะไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการภายในประเทศ ออกไปทำงานที่อื่น
  5. ควบคุมรัฐวิสาหกิจด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ

 

ส่วน ‘ประเทศที่มีรายได้สูง’ ต้องใช้กลยุทธ์ 3i หรือการผสมผสาน 3 สิ่ง คือ การลงทุน, การให้เงินทุน และนวัตกรรม (Investment + Infusion + Innovation) เช่น

 

  1. ขยายภาคการตลาดและการหาแหล่งเงินทุน
  2. เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับหน่วยงานกำกับดูแลที่ต่อต้านการผูกขาด
  3. คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
  4. เสริมสร้างความเชื่อมโยงอุตสาหกรรมและวิชาการภายในประเทศ
  5. ส่งเสริมเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง

 

โมเดลที่เห็นได้ชัดเจนจากกลยุทธ์ 3i คือ เรื่องราวของซัมซุง (Samsung) บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้ หากย้อนความเป็นมาจะพบว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เริ่มต้นเส้นทางด้วยการเป็นร้านขายของชำ บะหมี่ และปลาแห้งในปี 1938 ก่อนที่ขยายธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมสิ่งทอ, ประกันภัย และบริษัทหลักทรัพย์ในช่วงสงครามเกาหลี

 

กระทั่งในช่วงทศวรรษ 1960 ซัมซุงขยายกิ่งก้านภาคธุรกิจอีกครั้ง หลังพบว่าผู้คนในประเทศเริ่มให้ความสนใจกับอิเล็กทรอนิกส์ โดยเริ่มจากการเปิดตัวโทรทัศน์ขาวดำในปี 1969 ซึ่งได้รับลิขสิทธิ์ทางเทคโนโลยีจากบริษัทซันโยและเอ็นอีซี (NEC) จากญี่ปุ่น จนขยายตัวไปยังเทคโนโลยีชนิดอื่นๆ อย่างโทรศัพท์ที่มีนวัตกรรมใหม่และลูกเล่นไม่ซ้ำใคร จนถึงเซมิคอนดักเตอร์ ทรัพยากรสำคัญในการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม ซัมซุงไม่ได้เติบโตอย่างโดดเดี่ยว เพราะรัฐบาลเกาหลีใต้ยังดำเนินนโยบายคู่ขนาน เพื่อส่งเสริมศักยภาพประชากรและเสริมสร้างอุตสาหกรรมภายในไปในเวลาเดียวกันคือ ให้การศึกษาและส่งเสริมทรัพยากรมนุษย์ เพื่อตอบรับความต้องการแรงงานของตลาด ขณะที่อัดฉีดเงินทุนและเงินอุดหนุนกับภาคธุรกิจ รวมถึงสนับสนุนการลงทุนแผนก R&D เพื่อคิดค้นนวัตกรรมใหม่ให้กับประเทศ

 

ถือว่า โมเดลดังกล่าวยังใกล้เคียงกับการปฏิวัติเมจิ (Meiji Restoration) ช่วงปลายทศวรรษที่ 1800 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นพัฒนาอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจในเอเชีย โดยรัฐบาลในเวลานั้นได้ริเริ่มโครงการโซกุซังโคเกียว (Shokusan Kogyo) ที่มุ่งเน้นปรับปรุงสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานให้ตอบรับกับโลกสมัยใหม่ ขณะที่ยังตั้งโรงงานสาธิต เพื่อให้ความรู้กับภาคเอกชน

 

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีเป็นเสาหลักสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องอาศัยพยุงธุรกิจ และสนับสนุนทรัพยากรคนไปพร้อมกัน

 

ภาพ: Shutterstock

อ้างอิง:

The post Digital Economy ปลดล็อกเศรษฐกิจดิจิทัล สู่เป้าหมายประเทศรายได้สูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: กฏหมายดิจิทัลใหม่ ฉุดไทยเสียโอกาสการแข่งขัน? | KEY MESSAGES #182 https://thestandard.co/new-digital-law-thailand/ Thu, 30 Jan 2025 07:05:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1035783

ในยุคที่ทุกคนสามารถทำทุกอย่างได้ผ่านช่องทางออนไลน์ ล่าส […]

The post ชมคลิป: กฏหมายดิจิทัลใหม่ ฉุดไทยเสียโอกาสการแข่งขัน? | KEY MESSAGES #182 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในยุคที่ทุกคนสามารถทำทุกอย่างได้ผ่านช่องทางออนไลน์ ล่าสุดสหภาพยุโรป (EU) ตัดสินใจออกกฎหมาย 2 ฉบับ เพื่อควบคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล สร้างเสียงวิจารณ์อย่างรุนแรง และกำลังสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของยุโรปอยู่ในขณะนี้

 

ไทยเรามีความพยายามในการควบคุมโลกดิจิทัล มาตั้งแต่ยุค คสช. จนถึงปัจจุบัน ได้ออกกฎหมายหลายฉบับ เพื่อควบคุมเสรีภาพการแสดงออกบนโลกออนไลน์ของประชาชน รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล

 

แต่สิ่งที่อยากชวนทุกท่านจับตาไปพร้อมกันก็คือ การที่ไทยกำลังเตรียมนำร่างกฎหมายควบคุมโลกดิจิทัลตามแนวของยุโรป แต่รวมทั้ง 2 ฉบับเข้าด้วยกัน ถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ ที่ตอนนี้ยังไม่มีชาติไหนกล้าทำ

 

เนื้อหาของกฎหมายที่ว่านี้คืออะไร ทำไมต่างชาติถึงให้ความสนใจกับเรามากเป็นพิเศษ และมองว่า การมาของกฎหมายฉบับนี้ กำลังจะทำให้ประเทศไทยพ่ายแพ้ในสมรภูมิด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดในภูมิภาคนี้

 

ตัดต่อ: ธนวัฒน์ กางกรณ์

The post ชมคลิป: กฏหมายดิจิทัลใหม่ ฉุดไทยเสียโอกาสการแข่งขัน? | KEY MESSAGES #182 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เจาะแผนอีคอมเมิร์ซ 2025 เมื่อความไวเป็นปีศาจคือกุญแจล็อกใจลูกค้า | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-24112024/ Sun, 24 Nov 2024 02:00:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1011780

คาดเศรษฐกิจดิจิทัลไทยมีมูลค่าพุ่งแตะ 4.6 หมื่นล้านดอลลา […]

The post ชมคลิป: เจาะแผนอีคอมเมิร์ซ 2025 เมื่อความไวเป็นปีศาจคือกุญแจล็อกใจลูกค้า | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

คาดเศรษฐกิจดิจิทัลไทยมีมูลค่าพุ่งแตะ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024 โดยอีคอมเมิร์ซยังคงเป็นดาวเด่น แนวโน้มตลาดในปี 2025 จะเป็นอย่างไร ติดตามได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เจาะแผนอีคอมเมิร์ซ 2025 เมื่อความไวเป็นปีศาจคือกุญแจล็อกใจลูกค้า | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจดิจิทัลไทยพุ่งแตะ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ตอกย้ำมหาอำนาจดิจิทัลอันดับ 2 อาเซียน ท่ามกลางกระแส AI และ Digital Nomad https://thestandard.co/thailands-digital-economy-surges-to-46-billion/ Tue, 19 Nov 2024 06:29:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1010330 เศรษฐกิจดิจิทัล

ประเทศไทยยังคงรักษาตำแหน่งยักษ์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลใ […]

The post เศรษฐกิจดิจิทัลไทยพุ่งแตะ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ตอกย้ำมหาอำนาจดิจิทัลอันดับ 2 อาเซียน ท่ามกลางกระแส AI และ Digital Nomad appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจดิจิทัล

ประเทศไทยยังคงรักษาตำแหน่งยักษ์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยรายงาน e-Conomy SEA 2024 ที่จัดทำโดย Google, Temasek และ Bain & Company คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสินค้ารวม (GMV) สูงถึง 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในทุกภาคส่วน

 

e-Commerce ยังคงเป็นดาวเด่นที่ทรงพลัง คาดว่าจะเติบโตถึง 19% ด้วยมูลค่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนานวัตกรรม โดยเฉพาะการผลักดันวิดีโอคอมเมิร์ซที่กำลังมาแรงแซงโค้ง สร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบอินเตอร์แอ็กทีฟที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

 

ภาคการท่องเที่ยวออนไลน์เดินหน้าทะลุเป้าด้วยอัตราการเติบโตสูงสุดในภูมิภาค โดยคาดว่าจะแตะ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 32% จากปีก่อน ปัจจัยสำคัญมาจากนโยบายวีซ่าเชิงรุกที่ครอบคลุมถึง 93 ประเทศ

 

รวมถึงการเปิดรับกลุ่ม Digital Nomad ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวยุคดิจิทัล นอกจากนี้ พฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนไทยก็เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยการใช้จ่ายในต่างประเทศพุ่งสูงขึ้นถึง 270% นับตั้งแต่ปี 2020

 

บริการด้านการเงินดิจิทัลก็ไม่น้อยหน้า โดยการชำระเงินดิจิทัลคาดว่าจะมีมูลค่าธุรกรรมรวมสูงถึง 1.41 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 5% ขณะที่สินเชื่อดิจิทัลโตแซงหน้าด้วยอัตรา 28% คาดว่าจะมียอดคงค้างสินเชื่อ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มรูปแบบ

 

ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือการก้าวกระโดดด้าน AI ที่กำลังปฏิวัติภูมิทัศน์ดิจิทัลของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีความต้องการสูงสุด ทั้งในแง่การศึกษา เกม และการตลาด

 

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก็สะท้อนความมุ่งมั่นนี้ โดยครึ่งแรกของปี 2024 มีการลงทุนในศูนย์ข้อมูลสูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ความจุเพิ่มขึ้นถึง 550% สูงสุดในภูมิภาค

 

แม้ภาพรวมจะสดใส แต่การลงทุนจากภาคเอกชนยังมีความท้าทาย โดยครึ่งแรกของปี 2024 มีมูลค่าการลงทุนเพียง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย 92% กระจุกตัวในบริการด้านการเงินดิจิทัล สะท้อนว่านักลงทุนยังต้องการเห็นแผนทางออกที่ชัดเจนของธุรกิจท่ามกลางความท้าทายของตลาดทุน

 

“เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐ ตั้งแต่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตไปจนถึงกลยุทธ์ 4 ปีของรัฐบาลที่มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นดิจิทัลฮับชั้นนำในภูมิภาค” แจ็คกี้ หวาง Country Director, Google ประเทศไทย กล่าว

 

ด้าน วิลลี่ จาง Partner, Bain & Company มองว่า “เศรษฐกิจดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมูลค่าสินค้ารวมและรายได้เติบโตในระดับเลข 2 หลัก ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตนี้ และยังคงเป็นผู้นำในแง่ของพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังกำลังก้าวขึ้นเป็นแหล่งบ่มเพาะด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อีกด้วย”

 

แม้ตัวเลขการเติบโตจะหวือหวา แต่คำถามสำคัญที่ต้องติดตามคือการลงทุนกว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน AI จะสามารถดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับต่ำให้กลับมาคึกคักได้เมื่อใด และประเทศไทยจะรักษาความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลในภูมิภาคท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นได้อย่างไร

The post เศรษฐกิจดิจิทัลไทยพุ่งแตะ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ตอกย้ำมหาอำนาจดิจิทัลอันดับ 2 อาเซียน ท่ามกลางกระแส AI และ Digital Nomad appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อีคอมเมิร์ซ’ แรงผลักดันสำคัญของ ‘เศรษฐกิจดิจิทัลไทย’ คาดปี 2565 จะโต 17% จ่อทะลุ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/thai-digital-economy-e-commerce/ Fri, 11 Nov 2022 08:15:37 +0000 https://thestandard.co/?p=707815 เศรษฐกิจดิจิทัลไทย

การระบาดของโรคโควิดได้ผลักให้ผู้คนมีพฤติกรรมเข้าสู่โลกด […]

The post ‘อีคอมเมิร์ซ’ แรงผลักดันสำคัญของ ‘เศรษฐกิจดิจิทัลไทย’ คาดปี 2565 จะโต 17% จ่อทะลุ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจดิจิทัลไทย

การระบาดของโรคโควิดได้ผลักให้ผู้คนมีพฤติกรรมเข้าสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น จนเป็นเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องเติบโตแบบก้าวกระโดดและมีมูลค่ามหาศาล

 

ยืนยันคำพูดด้วยรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฉบับที่ 7 ที่จัดทำโดย Google, Temasek และ Bain & Company ที่คาดว่าประเทศไทยจะมีเศรษฐกิจดิจิทัลมูลค่าสินค้ารวมสูงถึง 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2565 โดยมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 17% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่าอยู่ที่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

“ถึงแม้ว่าต้องรับมือกับความท้าทายต่างๆ ก็ตาม แต่เศรษฐกิจดิจิทัลก็ยังเติบโต โดยอีคอมเมิร์ซ บริการส่งอาหารออนไลน์ และการซื้อของสดออนไลน์ เป็นบริการดิจิทัล 3 อันดับแรกที่มีอัตราการใช้บริการสูงที่สุดในกลุ่มคนไทยที่อยู่ในเขตเมือง” แจ็คกี้ หวาง Country Director, Google ประเทศไทย กล่า

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ‘อีคอมเมิร์ซ’ เป็นแรงผลักดันที่สำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย คิดเป็น 63% ของมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลโดยรวมในปี 2565 โดยตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย ในขณะที่อัตราการใช้บริการอีคอมเมิร์ซของไทยอยู่ที่ 94% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์  

 

โดยภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซเติบโตขึ้น 8% จากปีก่อน โดยมีมูลค่าสินค้ารวมสูงถึง 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2565 และคาดว่าจะแตะ 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568 และผลสำรวจยังพบด้วยว่า 23% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยตั้งใจจะใช้บริการอีคอมเมิร์ซมากยิ่งขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า 

 

ด้าน ‘การขนส่งและบริการส่งอาหารออนไลน์’ ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่กำลังสดใส โดยคาดจะว่ามีมูลค่าสินค้ารวมแตะ 3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2565 เพิ่มขึ้น 12% จากปี 2564 และคาดว่าจะเติบโตขึ้นถึง 20% หรือแตะ 5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568

 

รายงานพบว่า ตลาดบริการส่งอาหารออนไลน์กลับสู่แนวโน้มการเติบโตในทิศทางเดิม หลังจากที่มีการเติบโตถึง 3 เท่าในช่วงสถานการณ์โควิด โดยคาดว่าจะเติบโต 11% มีมูลค่าสินค้ารวมอยู่ที่ 2.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2565 และคาดว่าจะแตะถึง 3.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 ซึ่งจะทำให้ตลาดบริการส่งอาหารออนไลน์ของไทยใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย 

 

ส่วนภาคการขนส่งคาดว่าจะฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง และคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 36% มีมูลค่าสินค้ารวมอยู่ที่ 300 ล้านดอลลาร์ในปี 2565 และพุ่งขึ้นสู่ระดับ 1.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568

 

สำหรับ ‘สื่อออนไลน์’ (บริการวิดีโอออนดีมานด์ เพลงออนดีมานด์ เกม) จากที่เคยหวือหวาในช่วงโควิด ตอนนี้ได้ชะลอตัวลง โดยในปี 2565 มีการเติบโต 10% และมูลค่าสินค้ารวมอยู่ที่ 5 พันล้านดอลลาร์ การเติบโตของเพลงออนดีมานด์และวิดีโอออนดีมานด์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ด้านโฆษณาออนไลน์ยังคงรักษาการเติบโตไว้ได้คงเดิม ส่วนเกมออนไลน์พบว่าการใช้บริการลดลง เนื่องจากผู้คนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแล้ว ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าภาคธุรกิจสื่อออนไลน์จะเติบโต 12% หรือคิดเป็นมูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 

 

‘การท่องเที่ยวออนไลน์’ คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง จากการที่ผู้คนออกเดินทางท่องเที่ยวหรือออกไปทำกิจกรรมต่างๆ นอกบ้านกันมากขึ้น ซึ่งมีระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด โดยมีการเติบโต 139% จากปี 2564 คิดเป็นมูลค่าสินค้ารวม 5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2565 และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ 22% หรือมีมูลค่าสินค้ารวมที่ 9 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 

 

กระนั้นคาดว่าภาคการท่องเที่ยวจะค่อยๆ ฟื้นตัว และใช้เวลาอีกหลายปีในการฟื้นตัวสู่ระดับเดียวกับช่วงก่อนโควิดปี 2562 เนื่องจากมีความท้าทายหลายประการ เช่น ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น การขาดแคลนของอุปทาน และมาตรการจำกัดการเดินทางของประเทศจีนที่ยังคงดำเนินต่อไป เป็นต้น ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ได้รับผลกระทบจากราคาที่พุ่งสูงขึ้น 

 

‘บริการด้านการเงินดิจิทัล’ (Digital Financial Services: DFS) ซึ่งได้แก่ การชำระเงิน การโอนเงินต่างประเทศ การกู้ยืม การลงทุน และประกัน เติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักในปี 2565 เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้นหลังจากที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด

 

ลึกเข้าไปการเติบโตของบริการด้านการเงินดิจิทัลจากนี้ไปจนถึงปี 2568 จะถูกขับเคลื่อนโดยการกู้ยืมและการลงทุน ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (Compounded Annual Growth Rate: CAGR) ประมาณ 40% และ 45% ตามลำดับ บริการธนาคารดิจิทัล (Digibank) ได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยยังคงมีความภักดีต่อผู้ให้บริการด้านการเงินที่จัดตั้งขึ้นมาอย่างยาวนาน พิจารณาจากยอดเงินฝากในปัจจุบันและการลงทุนในหลายด้าน 

 

ส่วนการลงทุนด้านเทคโนโลยี มีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

 

  • มูลค่าการซื้อขายตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกของปี 2564 จนถึงครึ่งแรกของปี 2565 เพิ่มขึ้น 15% การระดมทุนในภาคเทคโนโลยียังคงแข็งแกร่ง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นแหล่งรวมการลงทุนด้านเทคโนโลยี ถึงแม้ว่านักลงทุนจะระมัดระวังมากขี้นในสภาวะเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบัน
  • การลงทุนในบริการด้านการเงินดิจิทัล (DFS) มีสัดส่วนการลงทุนสูงที่สุดในประเทศไทย โดยมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 150 ล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 การลงทุนในบริการด้านการเงินดิจิทัลแซงหน้าอีคอมเมิร์ซขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีสัดส่วนเกือบครึ่งของการลงทุนทั้งหมดในไทยเช่นเดียวกับทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • มูลค่าการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้นจากการลงทุนระดับ Series C จำนวนมากในภาคธุรกิจบริการด้านการเงินดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ

 

รายงานยังได้มีการประเมินด้วยว่า ในปี 2568 มูลค่าสินค้ารวมเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยจะแตะ 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 15% และคาดว่าจะเติบโตขึ้น 2 เท่า มีมูลค่าประมาณ 1-1.65 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2573

 

The post ‘อีคอมเมิร์ซ’ แรงผลักดันสำคัญของ ‘เศรษฐกิจดิจิทัลไทย’ คาดปี 2565 จะโต 17% จ่อทะลุ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sea (ประเทศไทย) เปิดผลสำรวจแรงงานไทย 45% ขาดทักษะด้านดิจิทัล เสี่ยงถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ https://thestandard.co/survey-results-of-45-of-thai-workers-lack-digital-skills/ Tue, 26 Oct 2021 10:36:58 +0000 https://thestandard.co/?p=552483 แรงงานไทย

Sea (ประเทศไทย) เผยผลวิจัยด้านแรงงาน พบแรงงานไทยขาดทักษ […]

The post Sea (ประเทศไทย) เปิดผลสำรวจแรงงานไทย 45% ขาดทักษะด้านดิจิทัล เสี่ยงถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แรงงานไทย

Sea (ประเทศไทย) เผยผลวิจัยด้านแรงงาน พบแรงงานไทยขาดทักษะดิจิทัล 45% หรือราว 17 ล้านคน และมีความเสี่ยงถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ แนะไทยทุกภาคส่วนเร่งปรับตัวสอดรับเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อผลักดันภาพรวมเศรษฐกิจก่อนเผชิญความเสี่ยงสังคมสูงวัยสมบูรณ์ในปี 2030 

 

มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sea (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทยขยายตัวต่อเนื่อง และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต (Internet Penetration) ในประเทศไทยซึ่งอยู่ที่ 96.5% ในปัจจุบัน และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้บริการดิจิทัลยิ่งเป็นที่ต้องการในสังคมไทยมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการแพร่ระบาดของโควิด ที่ทำให้ผู้คนเริ่มคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น จนเกิดความคุ้นเคยมากพอสมควร และมีแนวโน้มที่จะใช้เครื่องมือดิจิทัลเหล่านี้ต่อไปในอนาคต 

 

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีมีอิทธิพลต่อโลกในปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด และทุกภาคส่วนต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลให้มีความครอบคลุม สะดวก และสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับเศรษฐกิจและสังคมในองค์รวม 

 

อ้างอิงรายงาน IMD World Digital Competitiveness Ranking 2021 พบว่า ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 38 จาก 64 ประเทศทั่วโลก โดยมีปัจจัยด้าน Technology (อันดับที่ 22) เป็นจุดแข็ง และมีปัจจัยด้าน Knowledge (อันดับที่ 42) และด้าน Future Readiness (อันดับที่ 44) เป็นจุดที่ต้องเร่งพัฒนา ดังนั้น Sea (ประเทศไทย) จึงให้ความสำคัญกับการเสริมทักษะสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับคนไทยหลากหลายกลุ่มในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัล นำไปสู่การริเริ่มโครงการมากมายที่มุ่งสร้างแรงงานดิจิทัลที่พร้อมด้วยทักษะในการประกอบอาชีพ และส่งเสริมให้ทุกคนสามารถใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลอย่างมีคุณภาพ 

 

“การเสริมสร้างทักษะเหล่านี้ไม่เพียงแต่จำเป็นต่อบุคคลทั่วไปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตลาดแรงงานและอุตสาหกรรมโดยรวมที่มีแนวโน้มจะขาดแคลนในอนาคตจากการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ดังนั้นการพัฒนาแรงงานดิจิทัลจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ช่วยเตรียมพร้อมให้ประเทศเดินหน้าไปสู่อนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

 

มณีรัตน์กล่าวเพิ่มว่า เทรนด์ที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไปมี 2 เทรนด์หลักคือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ (Digital Adoption) โดยเทรนด์สังคมสูงวัยนั้นจัดเป็นความเสี่ยงที่สร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทยพอสมควร 

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยถูกคาดหมายว่าจะเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ในปี 2573 ซึ่งหมายความว่ากำลังซื้อในประเทศจะลดลงตามรายได้ต่อหัวประชากร และจะมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนจำนวนแรงงาน เพราะแรงงานจำนวนมากเกษียณออกจากระบบ อย่างไรก็ตาม เทรนด์นี้จะทำให้เกิดคลื่นความสนใจ และการจับจ่ายใช้สอยเพื่อดูแลสุขภาพมากขึ้น เช่น Healthtech, Medtech 

 

เทรนด์หลักถัดมาคือการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ (Digital Adoption) ซึ่งมองเป็นปัจจัยสนับสนุนทางภาคเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย โดยจากการสำรวจพบว่า 62% ของคนไทยต้องการใช้เครื่องมือทางดิจิทัล (Digital Tools) มากขึ้นเนื่องจากคุ้นชินต่อความสะดวกสบายที่เคยได้รับ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าภาคธุรกิจเองจะมีการปรับตัวด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น การเชื่อมออฟไลน์สู่ออนไลน์แบบไร้รอยต่อ (Seamless OTO) การสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบ Hybrid Workplace  

 

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ผู้อำนวยการบริหาร FutureTales Lab by MQDC กล่าวเสริมในเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตยุคดิจิทัลในมุมอนาคตศาสตร์ว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม อีกทั้งตัวเร่งจากโควิด ส่งผลให้มนุษย์ต้องเร่งปรับตัวทั้งด้านการเรียนรู้ การทํางาน และการใช้ชีวิต ซึ่งกลุ่มคนวัยทำงานรวมไปถึงกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานต้องปรับตัวให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะการเสริมทักษะด้านดิจิทัล และในสาขาที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญในอันดับต้น 

 

“เราเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อาทิ การทำงานแบบ Hybrid ที่เน้นผลิตภาพและความยืดหยุ่น การทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีขั้นสูงให้ผลลัพธ์การทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนไปถึงการเรียนรู้และการทำงานในโลกเสมือนจริง (Metaverse) จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอนาคตการทำงานในสาขาต่างๆ และวิชาชีพที่เน้นด้านความรู้แนวใหม่อย่างมาก”

 

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อต้นปี 2563 ระบุว่า แรงงานไทยมีทักษะด้านดิจิทัล 55% ซึ่งหมายความว่า 45% ของจำนวนแรงงานไทย หรือคิดเป็น 17 ล้านคน ขาดทักษะในเรื่องดิจิทัล และมีความเสี่ยงที่จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ซึ่งหากรวมกับการได้รับผลกระทบจากโควิดแล้ว ประเมินว่าอาจจะมีแรงงานจำนวนมากที่หลุดออกจากระบบ และขาดโอกาสในการเพิ่มทักษะด้านดิจิทัล ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมในที่สุด 

 

ดังนั้น รัฐและเอกชนควรหันมาร่วมมือกันผลักดันการเพิ่มทักษะนี้เป็นความรู้พื้นฐาน เพื่อให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เตรียมพร้อมและพัฒนาความรู้ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

 

ดร.การดีกล่าวว่า การเดินหน้าสู่ Digital Nation จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หน่วยงานผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน หรือแม้แต่ผู้ประกอบการและผู้คนทั่วไป เพื่อร่วมกันสร้างการตระหนักรู้ถึงความจำเป็นในการปรับตัวและการเรียนรู้ทักษะดิจิทัล 

 

รวมทั้งร่วมกันสร้างโครงการเพื่อนำเสนอความรู้ด้านดิจิทัล และปรับระบบการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานให้มีความเหมาะสมและยืดหยุ่น สร้างความรู้และทักษะต่างๆ ที่ทันโลก นำไปสู่การขับเคลื่อนดุมล้อแห่งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เริ่มต้นหมุนได้อย่างรวดเร็ว ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การสร้าง Digital Nation ในอุดมคติ ที่มี Digital Inclusion สูง สามารถกระจายโอกาสจากการเติบโตของสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัล ให้คนทุกกลุ่มเก็บเกี่ยวประโยชน์ได้อย่างทั่วถึงนั่นเอง


ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

Twitter: twitter.com/standard_wealth

Instagram: instagram.com/thestandardwealth

Official Line คลิก https://lin.ee/xfPbXUP

 

The post Sea (ประเทศไทย) เปิดผลสำรวจแรงงานไทย 45% ขาดทักษะด้านดิจิทัล เสี่ยงถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจดิจิทัลไทยปี 63 ทะยานแตะ 5.5 แสนล้านบาท อีคอมเมิร์ซโตไม่ยั้ง 81% เปิดข้อมูลที่นักการตลาดต้องรู้ https://thestandard.co/thai-digital-economy-of-the-year-2563/ Wed, 11 Nov 2020 12:55:08 +0000 https://thestandard.co/?p=419898 เศรษฐกิจดิจิทัลไทย

เป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่บ่งชี้ให้เราเห็นผลกระทบจากการระบา […]

The post เศรษฐกิจดิจิทัลไทยปี 63 ทะยานแตะ 5.5 แสนล้านบาท อีคอมเมิร์ซโตไม่ยั้ง 81% เปิดข้อมูลที่นักการตลาดต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจดิจิทัลไทย

เป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่บ่งชี้ให้เราเห็นผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ที่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคให้หันไปพึ่งพาการใช้งานแพลตฟอร์มบริการดิจิทัลมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สืบเนื่องจากข้อจำกัดด้านการใช้ชีวิตตามมาตรการล็อกดาวน์ และการทำงานจากที่บ้าน Work from Home

 

เมื่อเร็วๆ นี้ Google, Temasek และ Bain & Company ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลงานวิจัยตลาดเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน ประจำปี 2563 (e-Conomy SEA 2020) เพื่อฉายภาพให้เห็นว่า โควิด-19 มีส่วนกระตุ้นและเขย่าพฤติกรรมผู้บริโภคในโลกอินเทอร์เน็ต (เฉพาะอาเซียน) และแพลตฟอร์มดิจิทัลให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางใด

 

โดยทั้ง Google, Temasek และ Bain & Company พบว่า ปี 2020 นี้ ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ‘หน้าใหม่’ ในเวียดนาม, ไทย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย มีจำนวนที่เพิ่มขึ้นมากถึง 40 ล้านราย ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้งานโดยรวมขยับขึ้นมาเป็น 400 ล้านราย นั่นหมายความว่า ณ ตอนนี้ เกือบ 70% ของประชากรในฝั่งอาเซียนปลั๊กอินตัวเองเชื่อมต่ออยู่บนโลกออนไลน์

 

จำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตหน้าใหม่

 

เมื่อจำแนกตามประเทศจะพบว่า ‘ไทย’ มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตหน้าใหม่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนราว 30% จากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งหมดในปัจจุบัน (จำนวนเฉลี่ยของทั้งภูมิภาคอยู่ที่ 36%) ในจำนวนนี้เป็นผู้ใช้งานที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ 57% และต่างจังหวัด 43% ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากสัดส่วนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตก่อนหน้านี้พอสมควร (เดิมอยู่ในกรุงเทพฯ 61% และต่างจังหวัด 39%)

 

 

สัดส่วนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

 

ที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงล็อกดาวน์กักตัวอยู่บ้านจากการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในไทยมีปริมาณการใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์เฉลี่ยสูงกว่าช่วงปกติก่อนล็อกดาวน์ที่ 4.6 ชั่วโมงต่อวัน (ก่อนล็อกดาวน์ 3.7 ชั่วโมง) ถึงอย่างนั้นก็ดี หลังจากที่ผ่านช่วงล็อกดาวน์ไปแล้ว ตัวเลขดังกล่าวมีการปรับลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยลดลงมาอยู่ที่ 4.3 ชั่วโมงต่อวัน 

 

ขณะที่ผู้ใช้งานในสัดส่วนมากถึง 95% ระบุว่า แม้จะผ่านโควิด-19 ไปแล้ว แต่พวกเขายังคงเลือกที่จะใช้งานแพลตฟอร์มในกลุ่มบริการดิจิทัลต่อไปอย่างน้อย 1 บริการ (ครอบคลุมสื่อออนไลน์, การเดินทางออนไลน์​ (จองที่พัก), การเดินทาง และสั่งอาหารผ่านแอปฯ และอีคอมเมิร์ซ)

 

 

ระยะเวลาการใช้งานอินเทอร์เน็ตในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังล็อกดาวน์

 

โดยตลอดทั้งปี 2563 นี้ มีการประเมินกันว่า มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียนน่าจะสูงกว่า 1.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.18 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้นจากปี 2019 ที่ราว 5% และคาดว่าอีก 5 ปีต่อจากนี้น่าจะเติบโตเฉลี่ย 24% ส่งผลให้มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลโดยรวมพุ่งขึ้นไปแตะที่ระดับ 3.09 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 9.36 ล้านล้านบาทได้ไม่ยาก

 

ซึ่งในมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัล 3.18 ล้านล้านบาทนี้ ไทยถือเป็นประเทศลำดับสองของอาเซียนที่มีมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลใหญ่ที่สุดที่ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 545,000 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้ว 7% เป็นรองเพียงแค่อินโดนีเซียที่มีมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

 

เมื่อจำแนกตามบริการดิจิทัลตามแต่ละเซกเตอร์ จะพบว่า ในประเทศ ‘อีคอมเมิร์ซ’ เป็นธุรกิจดิจิทัลที่มีการขยายตัวเติบโตมากที่สุดที่ 81% ขึ้นมาอยู่ที่ 9,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 272,000 ล้านบาท เทียบเท่า ‘ครึ่งหนึ่ง’ ของมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลตลอดทั้งปีนี้

 

 

โดยข้อมูลที่น่าสนใจจาก Google Trends ยังสะท้อนให้เห็นอีกด้วยว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ผู้ขายสินค้าในกลุ่มซัพพลายเออร์มีการเสิร์ชคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับวิธีการขายของออนไลน์เติบโตเพิ่มขึ้นมากถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา

 

รองลงมาคือสื่อออนไลน์ที่เติบโตราว 20% ขึ้นมาอยู่ที่ 4,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 121,000 บาท 

 

ส่วนภาคการท่องเที่ยวออนไลน์ได้ผลกระทบรุนแรงและชัดเจนที่สุดจากการระบาดของโควิด-19 โดยมีอัตราการหดตัวจากปี 2562 ที่ -47% เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขาดหายไป ส่งผลให้มูลค่าของเซกเตอร์นี้ในปัจจุบันอยู่ที่ 4,000 ล้านดอลลาร์เท่ากับสื่อออนไลน์

 

ฝั่งบริการเรียกรถออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม และฟู้ดเดลิเวอรี หดตัวจากปีก่อนหน้า 12% มาอยู่ที่ 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 33,000 ล้านบาท จากผลกระทบที่คนเดินทางน้อยลง นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยได้

 

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าการที่อุตสาหกรรมอีคอมเมิรซ์มีอัตราการเติบโตจากปี 2562 ที่สูงถึงกว่า 81% และการที่ฟู้ดเดลิเวอรีได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในช่วงโควิด-19 ล้วนแล้วแต่มีส่วนสำคัญที่ชดเชยการขาดหายไปของรายได้จากธุรกิจการท่องเที่ยวออนไลน์ จนดันให้เศรษฐกิจดิจิทัลไทยปีนี้ยังคงเติบโตจากปีก่อนได้พอสมควร

 

โดยไทยถือเป็นประเทศที่ได้เปรียบเป็นอย่างมาก จากการรณรงค์ท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งข้อมูลการเสิร์ชหาสถานที่พักในประเทศผ่าน Google Trends สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมีการค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มสูงขึ้นถึง 10 เท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนล็อกดาวน์ เป็นรองเพียงแค่สิงคโปร์ประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ ที่ตัวเลขการเติบโตดังกล่าวอยู่ที่ 12 เท่า

 

ในระหว่างการให้ข้อมูลครั้งนี้ แจ็คกี้ หวาง Country Manager แห่ง Google ประเทศไทย ยังชี้ให้เห็นอีกด้วยว่า บริการการเงินบนโลกดิจิทัล เทคโนโลยีด้านสุขภาพ (HealthTech) และเทคโนโลยีด้านการศึกษา การเรียนรู้ (EdTech) มัดรวมเป็นกลุ่มเทคฯ ที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก

 

เริ่มต้นที่ บริการทางการเงินดิจิทัล (การชำระเงิน การโอนเงิน การให้กู้ยืม ประกันภัย และการลงทุน) แม้ว่าปีนี้ในภาพรวมทั้งอาเซียนจะโตจากปีที่แล้วเพียง 3% ขึ้นมาอยู่ที่ 620 ล้านดอลลาร์ แต่ในปี 2025 ที่จะถึงนี้ มีการคาดการณ์ว่า เงินกระดาษจะแปรผันตัวเองเป็นเงินบนโลกดิจิทัลมากขึ้นตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าการทำธุรกรรมออนไลน์ขยับขึ้นมาเป็น 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ไม่ยาก

 

 

ส่วน HealtTech (การใช้งาน Telemedicine การแพทย์ทางไกล) ก็มีอัตราการเติบโตในเชิงตัวเลขผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มในช่วงล็อกดาวน์มากขึ้นถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนล็อกดาวน์

 

ด้านเครื่องมือการศึกษาผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล EdTech ก็มีปริมาณการติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวเป็น 20 ล้านแอปฯ ในช่วงโควิด-19

 

แจ็คกี้บอกว่า จากผลการวิจัยในปีนี้ เราอาจจะสรุปได้ว่า ธุรกิจอินเทอร์เน็ตได้เติบโตมาสู่จุดที่แข็งแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะฉะนั้น ก้าวต่อไปนับจากนี้ การพัฒนา ‘ข้อจำกัดสำคัญ’ ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่องจะถือเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง 

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อจํากัดด้านการพัฒนา ‘บุคลากรที่มีความสามารถ (Talent)’ ให้พร้อมตั้งรับทันความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เพราะจะถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาแรงขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลเอาไว้ให้ได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคงในระยะยาว

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post เศรษฐกิจดิจิทัลไทยปี 63 ทะยานแตะ 5.5 แสนล้านบาท อีคอมเมิร์ซโตไม่ยั้ง 81% เปิดข้อมูลที่นักการตลาดต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทย 2563 เซกเตอร์ไหน ‘โตเด่นสุด’? https://thestandard.co/thai-digital-economy-value-in-2020/ Wed, 11 Nov 2020 05:21:38 +0000 https://thestandard.co/?p=419685 เปิดมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทย 2563 เซกเตอร์ไหน ‘โตเด่นสุด’?

Google Temasek และ Bain & Company ได้ออกมาเปิดเผยข้ […]

The post เปิดมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทย 2563 เซกเตอร์ไหน ‘โตเด่นสุด’? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทย 2563 เซกเตอร์ไหน ‘โตเด่นสุด’?

Google Temasek และ Bain & Company ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจจากผลการศึกษาภาพรวมเศรษฐกิจิดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน โดยพบว่า ‘โควิด-19’ มีส่วนทำให้เกิดผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ ‘ไทย’ ยังคงรั้งอันดับที่ 2 ของประเทศที่มีมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลสูงที่สุดในภูมิภาคที่ 18,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 550,700 ล้านบาท

 

มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทย 2563

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post เปิดมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทย 2563 เซกเตอร์ไหน ‘โตเด่นสุด’? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google เปิดงานวิจัย ‘เศรษฐกิจดิจิทัลไทย’ คาดปี 68 โต 5 หมื่นล้านดอลลาร์ อีคอมเมิร์ซ-เรียกรถผ่านแอปฯ บูมไม่หยุด https://thestandard.co/e-conomy-sea-2019/ Sun, 03 Nov 2019 16:28:48 +0000 https://thestandard.co/?p=300587

บทบาทของสมาร์ทโฟนในบริบทโลก ณ ปัจจุบันเข้ามาเป็นส่วนหนึ […]

The post Google เปิดงานวิจัย ‘เศรษฐกิจดิจิทัลไทย’ คาดปี 68 โต 5 หมื่นล้านดอลลาร์ อีคอมเมิร์ซ-เรียกรถผ่านแอปฯ บูมไม่หยุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

บทบาทของสมาร์ทโฟนในบริบทโลก ณ ปัจจุบันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราชนิดที่แทบจะแยกออกจากกันไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะ ‘คนไทย’ 

 

ถ้าลองไปพลิกดูข้อมูลจาก Hootsuite ก็จะพบว่าคนไทยมีอัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนในปี 2562 สูงมากๆ นำโด่งเป็นอันดับ 1 ของโลก เฉลี่ยผู้ใช้งาน 1 คนจะใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือวันละ 5.13 ชั่วโมง สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 3.13 ชั่วโมง

 

แล้วถ้าดูทั้ง 10 อันดับประเทศที่มีอัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนสูงสุดก็จะพบว่ามีถึง 6 ประเทศในอาเซียนที่ติดเข้ามาอยู่ในลิสต์นี้ ในจำนวนนี้ ไทย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และมาเลเซีย คือ 4 ประเทศที่มีอัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก และสูงกว่าสองประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนเสียอีก

 

ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกอะไรกับเรา และสะท้อนนัยสำคัญอย่างไร

 

 

ยิ่งคนใช้เน็ตมือถือเยอะ เศรษฐกิจดิจิทัลยิ่งโต

Google, Temasek และ Bain & Company ได้เปิดผลวิจัยเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกัน (e-Conomy SEA 2019) และพบว่ามีจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งสิ้น 360 ล้านคน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นผู้ใช้งานที่ใช้บริการในเศรษฐกิจดิจิทัลและไม่ได้ใช้เท่าๆ กันที่อย่างละครึ่ง

 

คาดการณ์ว่าในปี 2562 เศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนน่าจะมีมูลค่าแตะระดับ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก ขณะที่อีก 6 ปีข้างหน้าในปี 2568 เศรษฐกิจดิจิทัลของทั้งอาเซียนมีแนวโน้มจะโตเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า คิดเป็นมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

เมื่อลดสเกลมาดูแค่ภาพรวมของประเทศไทย จะพบว่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปัจจุบัน (2562) น่าจะมีมูลค่าที่ประมาณ 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 29% ต่อปีเมื่อเทียบกับปี 2558 (6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากอินโดนีเซียเท่านั้น (40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

 

ส่วนในปี 2568 ที่จะถึงนี้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทยน่าจะขยายตัวต่อปีที่ประมาณ 24% และมีมูลค่าแตะหลัก 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ไม่ยาก 

 

โดยปัจจุบัน 4 เซกเตอร์ใหญ่ที่มีผลกระทบกับเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นอย่างมากคือ อีคอมเมิร์ซ​ (e-Commerce), สื่อออนไลน์ (สื่อ, เกม, โฆษณา, บริการสตรีมมิงเพลงและวิดีโอ), บริการเรียกรถออนไลน์ (Ride Hailing) และการท่องเที่ยวออนไลน์ (Online Travel)

 

มีการเปิดเผยว่าตัวกระตุ้นชั้นดีที่ช่วยให้เศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนและไทยเติบโตเป็นอย่างมากคือความนิยมของอีคอมเมิร์ซ​และบริการเรียกรถออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาสองธุรกิจนี้มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นแบบมหาศาลและเร็วเหนือความคาดหมายของหลายฝ่ายไปพอสมควร

 

 

เศรษฐกิจดิจิทัลแต่ละอุตสาหกรรมโตระดับใดบ้าง

ถ้าดูจากภาพข้างต้นจะเห็นว่าสัดส่วนผู้ใช้งานในแต่ละอุตสาหกรรมของเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนมีการเติบโตอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น เกมออนไลน์ที่มีจำนวนผู้ใช้งานแบบแอ็กทีฟเพิ่มขึ้นเป็น 180 ล้านรายภายในปีนี้ (ปี 2558: 130 ล้านราย)

 

ที่น่าตกใจคืออีคอมเมิร์ซและบริการเรียกรถผ่านแอปฯ เพราะทั้งสองบริการมีอัตราการเติบโตในเชิงจำนวนผู้ใช้งานแบบก้าวกระโดดมากถึง 3 และ 5 เท่าตามลำดับ เมื่อเทียบกับปี 2558

 

ปัจจุบันจำนวนผู้ใช้งานอีคอมเมิร์ซแบบแอ็กทีฟอยู่ที่ประมาณ 150 ล้านราย (ปี 2558: 49 ล้านราย) ส่วนผู้ใช้งานแอปฯ เรียกรถอยู่ที่ราว 40 ล้านราย (ปี 2558: 8 ล้านราย)

 

 

ขณะที่ในประเทศไทย อุตสาหกรรมที่มีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นอย่างมาก ณ ปัจจุบันคือ ‘ภาคการท่องเที่ยวออนไลน์’ ในจำนวนนี้นับรวมพวกบริการจองที่พักหรือดีลที่พักออนไลน์ด้วย มีมูลค่ารวมกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (โตเฉลี่ยต่อปีที่ 17% นับตั้งแต่ 2558) โดยคาดว่าในปี 2568 น่าจะมีมูลค่ามากถึง 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มากที่สุดในทุกอุตสาหกรรม

 

ปัจจัยหลักมาจากความนิยมของที่พักแบบ Vacation Rentals เช่น Airbnb, โรงแรมราคาถูก (Budget Hotels) โดยข้อมูลจาก Google Trends พบว่ามียอดการค้นหาที่ก้าวกระโดดมากๆ ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามียอดการเสิร์ชใน Google โตมากถึง 9 เท่า รวมถึงกลยุทธ์แบบพาร์ตเนอร์ชิปที่ทำร่วมกับผู้เล่นในอุตสาหกรรมอื่นๆ เพื่อให้เกิดความไร้รอยต่อในขั้นตอนการให้บริการ ตัวอย่างที่ผ่านมา เช่น Booking x Grab

 

รองลงมาคืออีคอมเมิร์ซที่มีมูลค่ามากถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (โตเฉลี่ยต่อปีที่ 54% นับตั้งแต่ปี 2558) โดยคาดว่าในปี 2568 น่าจะมีมูลค่ามากถึง 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นรองเพียงแค่การท่องเที่ยวออนไลน์เท่านั้น สาเหตุที่ทำให้มันได้รับความนิยมเป็นผลมาจากช่วงเทศกาลช้อปปิ้งที่มีบ่อยขึ้น, ลูกเล่นต่างๆ ในแอปพลิเคชันที่เพิ่มขึ้นมาให้คนใช้เวลาบนแอปฯ นานที่สุด (ไลฟ์, ไลฟ์ประมูล), บริการส่งในวันเดียวกัน ฯลฯ

 

ส่วนสื่อออนไลน์ก็มีการเติบโตมากเช่นกัน ปัจจุบันมีมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (โตเฉลี่ยต่อปีที่ 39% นับตั้งแต่ปี 2558) โดยคาดว่าในปี 2568 น่าจะมีมูลค่ามากถึง 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตัวกระตุ้นที่ทำให้ Online Media โตเป็นผลมาจากจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มสูงขึ้น ความนิยมของแพลตฟอร์มวิดีโอขนาดสั้น เช่น Bigo และ TikTok ไปจนถึงการมี Local Content Creators ที่แข็งแกร่ง

 

ฝั่งบริการเรียกรถผ่านแอปฯ ก็ยังอยู่ในทิศทางที่ดีเหมือนกับภาพรวมการเติบโตในระดับภูมิภาค ปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (โตเฉลี่ยต่อปีที่ 36% นับตั้งแต่ปี 2558) และคาดว่าน่าจะมีมูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 6 ปีต่อจากนี้

 

ส่วนสาเหตุที่ทำให้บริการเรียกรถผ่านแอปฯ ได้รับความนิยมมาจากการที่แพลตฟอร์มเริ่มขยายบริการของตัวเองออกไปให้มีความหลากหลายขึ้น เช่น หันมาจับบริการส่งอาหาร (Food delivery), บริการทางการเงิน (Financial Service) รวมถึง Loyalty Program เพิ่มสิทธิพิเศษต่างๆ ให้กับผู้ใช้งาน

 

ซึ่งบริการเรียกรถผ่านแอปฯ อีคอมเมิร์ซ และสื่อออนไลน์ นับว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจมากๆ เพราะเป็นการขยายบริการในแพลตฟอร์มของตัวเองให้ครอบคลุมด้านอื่นๆ ในไลฟ์สไตล์ออกไปมากขึ้น หรือที่ใครหลายคนเรียกว่า ‘Everyday App’ ซึ่งในมุมหนึ่งยังเป็นการดึงดูดผู้ใช้งานให้มาใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มของพวกเขาให้นานที่สุด

 

เอพริล ศรีวิกรม์ รักษาการผู้จัดการ Google ประเทศไทย ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่าพฤติกรรมของผู้ใช้งานแอปพลิเคชันในเอเชียสะท้อนนัยที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือยิ่งคนใช้เวลาบนแอปฯ นานมากเท่าไรก็จะมีแนวโน้มซื้อหรือจ่ายเงินเพื่อรับบริการและผลิตภัณฑ์จากแพลตฟอร์มเหล่านั้นมากขึ้นเท่านั้น ถือเป็นเทรนด์และพฤติกรรมผู้ใช้งานที่อาจจะแตกต่างจากภูมิภาคอื่นๆ พอสมควร

 

ปัญหาคืออะไร ภาพรวมต่อจากนี้จะเคลื่อนไปในทิศทางไหน

แม้ภาพรวมของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยจะดี แต่เอพริลก็ชี้ให้เห็นว่าไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายในหลากหลายด้าน ทั้งในแง่ของเงินลงทุนในสตาร์ทอัพ ซึ่งสถานการณ์ ณ วันนี้ สตาร์ทอัพไทยยังขาดเงินทุนสนับสนุนในการจัดตั้งธุรกิจให้เกิดขึ้นจริง (Later Stage)

 

อีกประเด็นสำคัญคือ ‘การขาดทาเลนต์’ หรือบุคลากรที่มีศักยภาพและทักษะด้านดิจิทัลเข้ามาเติมเต็มช่องว่าง แต่สามารถแก้ไขได้โดยการพัฒนาและอัปสกิลคนรุ่นใหม่ให้มีความพร้อมด้านดิจิทัล หรือจ้างบุคลากรระดับผู้จัดการที่มีประสบการณ์ระดับสูงจากอุตสาหกรรมอื่นๆ มาให้การสนับสนุน 

 

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองจากภาพรวมคร่าวๆ ก็ถือว่าเศรษฐกิจดิจิทัลในไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ซึ่งเอพริลเชื่อว่าถ้าผู้ให้บริการดิจิทัลต่างๆ สามารถขยายบริการตัวเองออกไปตีตลาดต่างจังหวัดได้มากขึ้นก็จะถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ 

 

เพราะปัจจุบันยอดการใช้จ่ายกับบริการที่อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลของผู้ใช้งานในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะอยู่ที่  549 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าต่างจังหวัดที่มีปริมาณเพียงแค่ 152 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น คิดง่ายๆ คือผู้ใช้งานในพื้นที่เมืองหลวงจะมียอดการทำธุรกรรมออนไลน์มากกว่าผู้ใช้งานต่างจังหวัดสูงถึงประมาณ 4 เท่าตัว

 

เท่ากับว่าถ้าผู้ให้บริการต่างๆ สามารถโน้มน้าวหรือบุกตลาดต่างจังหวัดได้ครอบคลุมขึ้น ก็จะมีโอกาสช่วยขับเคลื่อนให้รายได้และมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลสูงตามขึ้นไปด้วยเช่นกัน

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post Google เปิดงานวิจัย ‘เศรษฐกิจดิจิทัลไทย’ คาดปี 68 โต 5 หมื่นล้านดอลลาร์ อีคอมเมิร์ซ-เรียกรถผ่านแอปฯ บูมไม่หยุด appeared first on THE STANDARD.

]]>