เศรษฐกิจญี่ปุ่น – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 26 Dec 2025 07:04:16 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ไขคำตอบ BoJ ขึ้นดอกเบี้ย แต่ทำไม ‘เงินเยน’ ยังอ่อนค่าหนัก พร้อมเจาะลึกโอกาสลงทุนญี่ปุ่น หุ้นยังน่าเก็บหรือต้องระวัง https://thestandard.co/unlocking-secrets-behind-bank-japans/ Thu, 25 Dec 2025 02:12:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1158035 ไขคำตอบ BoJ ขึ้นดอกเบี้ย แต่ทำไม ‘เงินเยน’ ยังอ่อนค่าหนัก พร้อมเจาะลึกโอกาสลงทุนญี่ปุ่น หุ้นยังน่าเก็บหรือต้องระวัง

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสงสัยให้นักลงทุนทั่วโลก เมื่ […]

The post ไขคำตอบ BoJ ขึ้นดอกเบี้ย แต่ทำไม ‘เงินเยน’ ยังอ่อนค่าหนัก พร้อมเจาะลึกโอกาสลงทุนญี่ปุ่น หุ้นยังน่าเก็บหรือต้องระวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไขคำตอบ BoJ ขึ้นดอกเบี้ย แต่ทำไม ‘เงินเยน’ ยังอ่อนค่าหนัก พร้อมเจาะลึกโอกาสลงทุนญี่ปุ่น หุ้นยังน่าเก็บหรือต้องระวัง

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสงสัยให้นักลงทุนทั่วโลก เมื่อธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ค่าเงินเยนกลับอ่อนค่าลงต่อเนื่องจนหลุดระดับ 20 บาทต่อ 100 เยน ซึ่งขัดแย้งกับตรรกะทางการเงินทั่วไปที่เมื่อดอกเบี้ยขึ้น ค่าเงินควรจะแข็งค่า

 

นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ ผู้อำนวยการ Wealth and Investment Advisory SCB CIO ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ปกติแล้วการขึ้นดอกเบี้ยจะดึงดูดเงินทุนทำให้ค่าเงินแข็งค่า แต่รอบนี้ตลาดได้รับรู้ข่าว (Priced-in) ไปล่วงหน้าแล้วว่า BoJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยมาอยู่ที่ระดับ 0.75% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี

 

จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ถ้อยแถลงของ คาซูโอะ อูเอดะ ผู้ว่าการ BoJ ที่ส่งสัญญาณในลักษณะ Dovish หรือผ่อนคลาย โดยระบุว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่าง “ค่อยเป็นค่อยไป” (Gradual) และเน้นดูข้อมูลทางเศรษฐกิจ (Data dependent) ไม่ได้เร่งรีบ ซึ่งทำให้ตลาดตีความว่า BoJ อาจจะปรับตัวช้ากว่าสถานการณ์ (Behind the curve),

 

นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ญี่ปุ่นยังอยู่ที่ระดับต่ำเพียง 0.5-0.75% ขณะที่สหรัฐฯ (Fed) อยู่สูงถึงระดับ 3-5% ส่วนต่างที่กว้างนี้จึงเป็นแรงกดดันให้เงินเยนยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อไป

 

เงินเยนอ่อน แรงหนุนสำคัญของเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียน

 

ในวิกฤตค่าเงินอ่อน กลับกลายเป็น ผลดีต่อโครงสร้างเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่พึ่งพาการส่งออกสูง คุณนิสารัตน์ชี้ว่า การที่เงินเยนอ่อนค่าช่วยหนุนทั้ง GDP และผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ทำงบประมาณโดยคาดการณ์ค่าเงินเยนไว้ที่ระดับ 140-145 เยนต่อดอลลาร์ แต่สถานการณ์จริงเงินเยนอ่อนค่าไปถึงระดับ 157-160 เยนต่อดอลลาร์ ส่วนต่างนี้จะทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างมีนัยสำคัญ

 

ส่องนโยบายการเงิน-การคลัง แรงขับเคลื่อนคู่ขนาน

 

ทิศทางนโยบายของญี่ปุ่นหลังจากนี้ จะเป็นการประสานพลังระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง

 

  • นโยบายการเงิน แม้เงินเฟ้อจะสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% แต่ BoJ ต้องการให้เงินเฟ้อเติบโตอย่างยั่งยืนจากการบริโภคและการจ้างงาน จึงเลือกใช้วิธี Normalization หรือการทำให้อัตราดอกเบี้ยกลับสู่ภาวะปกติอย่างช้าๆ โดยตลาดคาดการณ์ดอกเบี้ยจะไปอยู่ที่ 1-1.5% ในปี 2027
  • นโยบายการคลัง รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ ที่เน้นนโยบาย Pro-Growth กระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ โดยมีงบประมาณปี 2026 สูงถึง 120 ล้านล้านเยน และงบเพิ่มเติมอีกกว่า 13 ล้านล้านเยน ซึ่งถือเป็นงบกระตุ้นที่ใหญ่ที่สุดรองจากช่วงโควิด เพื่อดูแลค่าครองชีพและกระตุ้นการเติบโต

 

สำหรับความกังวลเรื่องการแทรกแซงค่าเงิน รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้กังวลที่ระดับราคา แต่กังวลเรื่อง ความผันผวน หากค่าเงินเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไปจนภาคธุรกิจปรับตัวไม่ทัน รัฐบาลจึงอาจเข้าแทรกแซงเพื่อลดความผันผวนเท่านั้น

 

Yen Carry Trade ยังน่ากลัวอยู่หรือไม่

 

เมื่อดอกเบี้ยญี่ปุ่นเป็นขาขึ้น หลายคนกังวลเรื่องการ Unwind position ของ Yen Carry Trade (การกู้เงินเยนดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนสูงกว่า)

 

นิสารัตน์ มองว่าผลกระทบจะไม่รุนแรงเหมือนเหตุการณ์เมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน เพราะ

 

  • ตลาดรับรู้แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นของ BoJ แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์
  • สถานะการถือครอง (Position) ของ Yen Carry Trade ในปัจจุบันลดลงไปมากเมื่อเทียบกับอดีต นักลงทุนได้เรียนรู้และปรับตัวแล้ว

 

แนะนำกลยุทธ์การลงทุน ‘หุ้นญี่ปุ่น’ ยังไปต่อได้

 

SCB CIO ยังคงแนะนำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเป็น Top Pick สำหรับพอร์ตการลงทุนระยะยาว (ปี 2025-2026) ด้วยเหตุผลสนับสนุน 4 ประการ

 

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจและกำไร GDP และการบริโภคในประเทศมีแนวโน้มขยายตัว กำไรบริษัทจดทะเบียนคาดว่าจะโตได้ถึง 10% ในปี 2026 และมีการปรับประมาณการกำไรขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 4% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
  • การปฏิรูปโครงสร้าง (Structural Reform) ภาครัฐและตลาดหลักทรัพย์ผลักดันเรื่องธรรมาภิบาล (Governance) ลดการถือหุ้นไขว้ และกระตุ้นให้บริษัทจ่ายปันผลหรือซื้อหุ้นคืนมากขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่ม ROE และมูลค่าหุ้น
  • โครงการ NISA มาตรการส่งเสริมการออมระยะยาวผ่านการลดหย่อนภาษี ช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนในประเทศเข้าสู่ตลาดหุ้นอย่างสม่ำเสมอ
  • Valuation และธีม AI หุ้นญี่ปุ่นยังมี P/E ต่ำกว่าสหรัฐฯ และได้รับอานิสงส์จาก Supply Chain ด้านเทคโนโลยีและ AI ที่แข็งแกร่ง

 

SCB CIO แนะนำให้ หลีกเลี่ยง การลงทุนใน ตราสารหนี้ญี่ปุ่น เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และความเสี่ยงจากปริมาณพันธบัตรที่จะออกมาจำนวนมากจากการกู้ยืมของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะกดดันราคาพันธบัตร,บทสรุปสำหรับนักลงทุน สถานการณ์ ดอกเบี้ยขึ้น แต่เงินเยนอ่อน ของญี่ปุ่นไม่ใช่สัญญาณอันตราย แต่เป็นโอกาสสำหรับภาคการส่งออกและตลาดหุ้น ภายใต้การสนับสนุนของนโยบายภาครัฐที่ชัดเจน

 

ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นเข้าพอร์ตได้ โดยเน้นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปองค์กรและธีมเทคโนโลยี แต่ควรระมัดระวังในส่วนของตราสารหนี้

 

ภาพ: aof3061/Getty Images

The post ไขคำตอบ BoJ ขึ้นดอกเบี้ย แต่ทำไม ‘เงินเยน’ ยังอ่อนค่าหนัก พร้อมเจาะลึกโอกาสลงทุนญี่ปุ่น หุ้นยังน่าเก็บหรือต้องระวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก กับทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น https://thestandard.co/takaichi-japan-first-female-pm-investment/ Tue, 07 Oct 2025 06:16:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1127502 ทาคาอิจิ

จุดเปลี่ยนสำคัญของญี่ปุ่นเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่า […]

The post ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก กับทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทาคาอิจิ

จุดเปลี่ยนสำคัญของญี่ปุ่นเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อ ซานาเอะ ทาคาอิจิ (64 ปี) ชนะเลือกตั้งหัวหน้าพรรค LDP เมื่อ 4 ต.ค. 2025 เปิดทางขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น

 

นักลงทุนไทยต้องทำความรู้จัก เข้าใจนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อประเมินแนวโน้มตลาดทุนญี่ปุ่น เตรียมพร้อมปรับกลยุทธ์การลงทุนตั้งแต่ตอนนี้

 

เริ่มต้นด้วยการทำความรู้จักว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่และนโยบายเศรษฐกิจก่อน

 

ทาคาอิจิ เป็นนักการเมืองที่มีบทบาทหลักในรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีอาเบะ ขึ้นเป็นผู้นำด้วยนโยบายกระตุ้นการคลังแบบอนุรักษ์นิยม

 

ทาคาอิจิเป็นนักการเมืองมืออาชีพ ทำงานใกล้ชิดอดีตนายกอาเบะ เคยคุมกระทรวงมหาดไทยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จุดแข็งคือระเบียบวินัย และความเด็ดขาด เธอยก Margaret Thatcher อดีตผู้นำอังกฤษเป็นแรงบันดาลใจ

 

ส่วนในฝั่งเศรษฐกิจ นโยบายสำคัญประกอบด้วยการกระตุ้นการคลัง สนับสนุน demand-driven inflation และเน้นต่อยอดการกำกับดูแลกิจการในตลาดหุ้น

 

นโยบายหลักที่ทาคาอิจิใช้ในการหาเสียงคือ การลดภาษี ควบคู่ไปกับการให้เงินชาวญี่ปุ่นเพื่อพยุงกำลังซื้อ ตัวอย่างเช่นการสนับสนุนภาษี 0% สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภท เช่นอาหารและพลังงาน หรือการให้เงินสนับสนุนเพื่อการใช้จ่ายเพื่อช่วยค่าครองชีพ

 

นโยบายเหล่านี้ ตั้งเป้าหมายไปที่การทำให้เงินเฟ้อขยับขึ้นจากกำลังซื้อจริง ไม่ใช่จากต้นทุนภาษี โดยมีเป้าหมายหลักคือการฟื้นการเติบโตของเศรษฐกิจ ก่อนเป้าหมายด้านวินัยการคลัง

 

เมื่อเราเข้าใจเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจจากฝั่งการเมืองแล้ว สิ่งที่ต้องคิดต่อคือนโยบายการเงินและผลกระทบกับตลาดทุน

 

การปรับโครงสร้างนโยบายเหล่านี้ มีแนวโน้มหนุนบอนด์ยีลด์ให้ปรับตัวสูง เงินเยนอ่อนค่า แต่ตลาดหุ้นมีแนวโน้มตอบรับเชิงบวก

 

ผมประเมินว่า นโยบายเศรษฐกิจของทาคาอิจิ จะต้องผสานกระตุ้นทางการคลัง เข้ากับความร่วมมือของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เหมือนสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีอาเบะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เพื่อผลักดันเงินเฟ้อ กำไรภาคเอกชน และค่าแรงไปพร้อมกัน นโยบายการคลังต้องเร่งเครื่องอย่างหนัก ปริมาณพันธบัตรจะต้องเพิ่มขึ้นมาก มีแนวโน้มหนุนยีลด์ให้ปรับตัวสูง ส่วน BOJ ก็ต้องช่วยด้วยการชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ดูแลไม่ให้เงินเยนแข็งค่ามากเกินไป

 

ในฝั่งตลาดทุน แม้ทาคาอิจิอาจไม่ได้ประกาศนโยบายอย่างเฉพาะเจาะจง แต่เชื่อว่าแนวทางของเศรษฐกิจ จะกระทบตลาดทุนในสามเรื่องหลักคือ (1) ผลักดันให้มีโครงการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านการลงทุน (2) ส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI, Quantum, Biotech และ Nuclear เปิดโอกาสให้เกิดบริษัทด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และ (3) ต่อยอดโครงการส่งเสริมสิทธิของผู้ถือหุ้นและการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อยกระดับ valuation ของตลาดหุ้นญี่ปุ่น

 

อย่างไรก็ดี ทุกการเปลี่ยนแปลงมักมีความไม่แน่นอนตามมาเสมอ

 

ประเด็นแรกคือการเมือง ทาคาอิจิ ขึ้นมาในช่วงที่ พรรค LDP สูญเสียเสียงข้างมากในทั้งสองสภา จำเป็นต้องมีพรรคร่วมและการประนีประนอมมากขึ้น ในอดีตเสถียรภาพทางการเมืองมักสั่นคลอนง่ายในสถานการณ์เช่นนี้

 

สอง คือประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ ประธานาธิบดี Trump คาดว่าจะมาเยือนโตเกียวปลายเดือนต.ค. ด้วยนโยบายที่อนุรักษ์นิยมมาก อาจต้องระวังเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคง ความสัมพันธ์กับจีนอาจแย่ลง ขณะเดียวกันก็อาจถูกสหรัฐฯ กดดันทางการค้าได้อีก

 

สุดท้าย คือความไม่แน่นอนจากนโยบายเศรษฐกิจ เพราะต้องไม่ลืมว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศใหญ่ที่มีระดับหนี้ต่อ GDP สูงที่สุดเกินกว่า 255% การผ่อนคลายทางการคลังอาจทำให้ยีลด์และเงินเยนผันผวนหนักถ้าเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวตามที่คาด

 

สำหรับนักลงทุนไทย ผมมองว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับใครที่ยังไม่ได้ลงทุน

 

นโยบายของทาคาอิจิ ส่วนใหญ่เป็นบวกกับตลาดหุ้น โอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นไทยผ่าน DR ที่น่าสนใจประกอบด้วย

 

NIKKEI80 ลงทุนใน NEXT FUNDS Nikkei 225 ETF (1321 JP) ประกอบด้วยหุ้นญี่ปุ่นอ้างอิงดัชนี Nikkei 225 สัดส่วนล่าสุดมีกลุ่มหลักคือ Semiconductor (17%) โทรคมนาคม (11%) ค้าปลีก (9%) อิเล็กทรอนิกส์ (6%) และเภสัชกรรม (7%) ระดับ P/E 21เท่า เป็นการลงทุนที่ตรงกับนโยบายเศรษฐกิจอย่างไม่ต้องสงสัย

 

JAPAN10001 ลงทุนใน Hang Seng Japan TOPIX 100 Index ETF (3410 HK) ประกอบด้วยบริษัทใหญ่ในญี่ปุ่นตามดัชนี TOPIX 100 เป็นกลุ่มธนาคาร (12%) ค้าส่ง (8%) เครื่องจักร (7%) และยานยนต์ (7%) กระจายการลงทุนในหุ้นใหญ่ระดับ P/E ไม่แพงเพียง 16เท่า

 

ส่วน DR หุ้นญี่ปุ่นที่ทำผลตอบแทนดีที่สุดในปีนี้คือ MITSU19 ที่ลงทุนในหุ้น Mitsubishi Heavy Industries (7011 JP) แม้จะมีระดับ P/E 49เท่า สูงกว่าตลาดพอสมควร แต่ธุรกิจอยู่ในธีมพลังงาน ความมั่นคง และโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีแนวโน้มได้รับการสนับสนุนชัดเจนสุดในยุคทาคาอิจิ

 

ผู้นำหญิงคนแรกของมาด้วยสโลแกน ‘Japan Is Back’ สุนทรพจน์ฉลองชัยชนะว่า “ฉันจะทำงาน ทำงาน ทำงาน” แน่นอนว่านี่คือเวลาที่ต้องจับตาเศรษฐกิจและตลาดหุ้นญี่ปุ่นอีกครั้งครับ

 

Screenshot

 

ภาพ: Yuichi Yamazaki – Pool/Getty Images, James Matsumoto/SOPA Images/LightRocket via Getty Images

The post ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก กับทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นญี่ปุ่น กับโอกาสลงทุนในเศรษฐกิจโลกยุคเปลี่ยนผ่าน https://thestandard.co/usstock-bubble-japan-valuestock-buffett/ Fri, 03 Oct 2025 04:38:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1125949 USStock-Bubble-Japan-ValueStock-Buffett

นับวันเสียงเตือน “หุ้นสหรัฐฯ แพงที่สุดในประวัติศาสตร์” […]

The post หุ้นญี่ปุ่น กับโอกาสลงทุนในเศรษฐกิจโลกยุคเปลี่ยนผ่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
USStock-Bubble-Japan-ValueStock-Buffett

นับวันเสียงเตือน “หุ้นสหรัฐฯ แพงที่สุดในประวัติศาสตร์” ดังถี่ขึ้นทุกที ทั้งดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq ต่างก็ทำ All time high ไม่พัก ตั้งแต่ต้นปีจนเวลานี้ 

 

รวมๆ แล้วในช่วง 2 ปีกว่ามานี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นกว่า 60% -70% ได้แล้ว ท่ามกลางวัฏจักรยักษ์ขาขึ้นระยะยาวของ AI Supercycle ที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาล่วงหน้าว่า ปลายรอบของ Cycle นี้ คืออะไรและเมื่อไหร่

 

เสียงเตือนหุ้นสหรัฐฯ แพงที่สุดในประวัติศาสตร์

 

นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank เตือน “ฟองสบู่ AI คือ สิ่งเดียวที่ยังคงพยุงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไว้” ซึ่งจริงหรือไม่ก็ได้แต่รอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

 

ล่าสุด Bloomberg ได้วิเคราะห์ว่า ปัจจุบัน ไม่ว่าจะวัดด้วยวิธีไหน “หุ้นสหรัฐฯ” แพงที่สุดในประวัติศาสตร์แล้ว 

 

ในอดีตความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากปี 1929 ไปสู่ 1965 และ 1999 จนถึงวันนี้ ทุกครั้งที่ Valuation พุ่งแรง สุดท้ายก็ตามมาด้วยการปรับฐาน

 

หุ้นสหรัฐฯ ได้ทำ New High ของ Valuation สูงกว่า Dot Com Bubble ปี 2000 และ Great Depression ปี 1929 เสียอีก

 

พร้อมเตือนว่า ทุกครั้งที่มูลค่าหุ้นขึ้นไปแตะจุดสูงสุด มักเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดใกล้ “ปลายรอบ” 

 

เพราะทุกวันนี้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกก็ยังเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจนรอบด้าน ทั้งจากนโยบายกีดกันทางค้าของสหรัฐฯ ที่ไม่น่าจบสิ้นง่ายๆ “โดนัลด์ ทรัมป์”ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงป่วนโลกด้วยมาตรการต่างๆ อีก ด้วยการไล่เก็บภาษีต่างๆ อีก นำโดยภาษีนำเข้ายาที่สูงถึง 100% หลังปิดดีลการรีดภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆ ในอัตราที่เพิ่มขึ้น จบไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา

 

ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่อาจกลับมาเร่งตัวขึ้นจากมาตรการภาษีต่างๆ และแรงกดดันต่อเฟดจะดำเนินนโยบายดอกเบี้ยขาลงอย่างไรต่อไป หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่สูงกับกระแส shutdown ที่เกิดขึ้นทุกปี 

 

นี่คือสัญญาณที่นักลงทุนต้องจับตา เมื่อ Valuation ของตลาดสหรัฐฯ แพงสุดขนาดนี้ ไม่มีใครตอบได้ว่า มันคือความเสี่ยง หรือยังเป็นโอกาสที่ทุกคนคาดหวังกันแน่? และยังมีตลาดหุ้นอีกหลายแห่งที่ Valuation ก็เริ่มตึงตัวด้วยเช่นกัน ปัจจัยเหล่านี้อาจสร้างแรงกดดันให้กับตลาดหุ้นทั่วโลกพลิกผันได้เสมอ 

 

ฉะนั้น การเลือกตลาดหุ้นลงทุนในเวลานี้ ผมอยากให้มองหาประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง และควรมีความเสี่ยงน้อยจากนโยบายกีดกันทางการค้า รวมถึงมีปัจจัยขับเคลื่อนตลาดหุ้นเฉพาะตัวและมี Valuation ที่ไม่สูง ซึ่งหนึ่งในตลาดหุ้นที่น่าสนใจ คือ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ผมขอฉายภาพให้เห็นอย่างนี้ 

 

ส่องตลาดญี่ปุ่น เมื่อหุ้นคุณค่า ชนะหุ้นเติบโต

 

ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่หุ้นคุณค่า (Value Stock) ชนะหุ้นเติบโต (Growth Stock) ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ภาพของตลาดหุ้นโลกเป็นช่วงเวลาที่หุ้น Growth กลุ่มเทคโนโลยี AI เติบโตได้ดีมาก แต่ยกเว้นตลาดหุ้นญี่ปุ่นไว้หนึ่งแห่ง ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ คุณปู่ Warren Buffett นักลงทุนไอดอลสาย VI ของโลก ก็ใส่เงินลงทุนเพิ่มในหุ้นญี่ปุ่นอีกครั้งในหุ้นกลุ่มค้าปลีก ซึ่งผมจะเล่าให้ฟังช่วงท้ายครับ 

 

ผมเห็นนักวิเคราะห์ได้มีการเปรียบเทียบความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างหุ้น Value และหุ้น Growth ใน 3 ตลาดหลัก ได้แก่ หุ้นญี่ปุ่น หุ้นโลก และหุ้นสหรัฐฯ โดยใช้ดัชนี MSCI เปรียบเทียบกันในช่วง 2 ปี (มกราคม 2023 – เมษายน 2025) 

 

อัตราส่วนของ MSCI Japan Value Index หรือ MSCI Japan Growth Index สะท้อนว่าหุ้น Value ของญี่ปุ่นมีผลตอบแทน “ดีกว่า” หุ้น Growth ชัดเจน โดยค่า Index ล่าสุดอยู่ที่ 117.55 เพิ่มขึ้นประมาณ 17.55% 

 

ขณะที่ตัวแทนหุ้นโลกอย่าง MSCI World Value Index หรือ MSCI World Growth Index และตัวแทนหุ้นสหรัฐฯ MSCI USA Value Index หรือ MSCI USA Growth Index พบว่าค่า Index อยู่ต่ำกว่า 100 แปลว่าหุ้น Value ให้ผลตอบแทน “แพ้” หุ้น Growth

 

หากถามว่าปีนี้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นแพงไปหรือยัง? และยังมีโอกาสไปต่อหรือกำลังอยู่ในช่วงพักตัว?

 

มุมมองของผม ในปี 2025 ดัชนี Nikkei-225 เพิ่งได้ “ขยับขึ้นไป” ทำ All time high ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทำสถิติทะลุจุดสูงสุดเดิมที่เคยเกิดขึ้นในช่วงยุคฟองสบู่ปี 1989 แม้ว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบัน Forward P/E ยังซื้อขายอยู่ในระดับ 19 เท่า ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ระดับ 18 เท่า ขณะที่ในช่วง 1 ปีย้อนหลัง ดัชนี Nikkei-225 ปรับตัวขึ้นมาราว 20.13% 

 

ผมมองว่า Valuation ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นซื้อขายในระดับที่สมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในหลายประเทศ ญี่ปุ่นถูกมองว่ามีราคาหุ้นที่ “ถูก” หรือ “ยังมี upside 

 

” ให้ขยับขึ้นได้อีก ถ้าปัจจัยพื้นฐานดีขึ้น 

 

ปัจจัยหนุน Valuation ชี้ตลาดไปต่อหรือพัก?

 

ปีนี้เป็นปีที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังมีทิศทางฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจญี่ปุ่น เนื่องจากปีที่ผ่านมารัฐบาลมีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการปรับขึ้นค่าจ้างถึง 5% (Shunto wage negotiations) ทำให้ญี่ปุ่นสามารถพลิกออกจากภาวะเงินฝืดเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อได้สำเร็จ และปีนี้ยังเดินหน้าปรับขึ้นค่าจ้างข้าราชการ เฉลี่ย 3.62% นับเป็นการปรับขึ้นเงินเดือนสูงสุดในรอบ 34 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2534 ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการบริโภคในประเทศ

 

นอกจากนี้ เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังได้แรงหนุนจากการลงทุนในภาคธุรกิจที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ล้อไปกับเทรนด์ AI 

 

ขณะที่ญี่ปุ่นสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าสินค้าญี่ปุ่นจาก 25% เหลือ 15% และลดภาษีนำเข้ารถยนต์ญี่ปุ่นลงจาก 27% เหลือ 15% ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งสร้างความ Surprise เชิงบวกต่อตลาด แม้ญี่ปุ่นจะต้องลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเปิดตลาดให้สินค้าของสหรัฐฯ เข้าถึงมากขึ้น รวมถึงรถยนต์ รถบรรทุก ข้าว และสินค้าเกษตรบางประเภท ญี่ปุ่นจึงมีความเสี่ยงน้อยจากนโยบายปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในปัจจุบันหรือได้รับผลกระทบจำกัดจากนโยบายกีดกันทางการค้า

ด้านเงินเฟ้อของญี่ปุ่น ปัจจุบัน 3% ยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2% ส่งผลให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีท่าทีค่อยเป็นค่อยไปในการปรับขึ้นดอกเบี้ยและลดการทำ QE ทำให้ตลาดหุ้นไม่เกิดสภาวะแตกตื่น (Panic) เหมือนปีที่แล้ว 

 

นักวิเคราะห์มองว่า การจับจ่ายของผู้บริโภคฟื้นตัวจากค่าจ้างที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อจะช่วยให้ เงินเฟ้อค่อยๆ ลดลงจนต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของ BOJ ในระยะ 3 ไตรมาสข้างหน้า ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันในการขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วได้

Bloomberg Consensus ประเมินว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นปี 2025 จะเติบโตได้ราว 1.2% ส่วนอัตราเงินเฟ้อ คาดว่าจะยังทรงตัวในระดับที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ 2% สะท้อนให้เห็นว่า ญี่ปุ่นสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ดี 

 

นักวิเคราะห์ยังประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนของญี่ปุ่นแข็งแกร่ง หลังจากครึ่งปีแรกเติบโตดี และคาดว่าจะต่อเนื่องไปถึงครึ่งหลังของปี 2025 โดยคาดว่าทั้งปีนี้ กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตได้ 9% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

 

นักลงทุนกลับมาเชื่อมั่นญี่ปุ่น

 

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนอีกครั้งคือ การปฏิรูปภายในประเทศ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นให้ความจริงจังและกดดันให้บริษัทปรับปรุง Corporate Governance เพื่อเปลี่ยนภาพบริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นให้สร้างผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สูงขึ้น ผ่านมาตรการซื้อหุ้นคืนและการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูง

 

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทในตลาดหุ้นญี่ปุ่นซึ่งส่วนใหญ่มีกระแสเงินสดสูง ได้ทำการซื้อหุ้นคืนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกัน การจ่ายเงินปันผลก็ทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเข้มงวดกับการดำเนินการ Delist บริษัทที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งครึ่งปีแรกนี้ มี 59 บริษัทถูก Delist ออกจากตลาดหุ้น 

 

ปัจจัยเหล่านี้ได้ทำให้นักลงทุนทั่วโลกหันมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นและทำให้ Valuation ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น 

 

ด้านความเสี่ยงที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ยังคงเติบโตในอัตราต่ำๆ 0-1% แนวโน้มนโยบายรัฐบาลและการใช้จ่ายภาครัฐ ในด้านการพึ่งพาภาคส่งออกระดับสูง ทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีความเปราะบางต่อปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจโลก หรือสงครามการค้า และข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับระยะเวลาของข้อตกลงฯในการลดภาษีด้วย และที่สำคัญด้านการดำเนินนโยบายการเงิน หาก BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแรงและเร็ว อาจส่งผลกดดันราคาหุ้น และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน

 

แต่ในความวิตกกังวลต่อหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนหันมาปรับมุมมองต่อหุ้นญี่ปุ่นเป็นบวก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาปัจจัยเงินเฟ้อ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย แนวโน้มนโยบายการเงินของ BOJ และอัตราแลกเปลี่ยน โดยหากเงินเยนอ่อนค่ามักช่วยเพิ่มรายได้แก่บริษัทส่งออก ถือเป็นอีกตลาดหุ้นโลกที่ควรกระจายลงทุนในภาวะโลกมีความไม่แน่นอนสูง

 

Warren Buffett ใส่เงินลงทุนเพิ่ม เดิมพันหุ้นกลุ่ม “Sogo Shosha”

 

ในปีนี้ นักลงทุนต่างชาติหลายรายเข้าลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นหลังคุณปู่ Buffett เพิ่มเงินลงทุนหุ้นญี่ปุ่นอีกแล้ว เรามาดูคุณปู่ลงทุนหุ้นอะไรอีกเหรอครับ

 

เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ คุณปู่ Warren Buffett ได้เพิ่มการลงทุนในหุ้น “Mitsui” สัดส่วนเกิน 10% ผ่านบริษัท Berkshire Hathaway Inc. ของคุณปู่เรียบร้อยแล้ว จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Mitsui และหนุนแรงบวกต่อหุ้นเทรดดิ้งเฮาส์ (Sogo Shosha) โดยเฉพาะราคาหุ้น Mitsui พุ่งทันทีกว่า 2.2% และบริษัทเทรดดิ้งเฮาส์รายอื่นๆ อย่าง Mitsubishi, Itochu, Marubeni, และ Sumitomo ก็ปรับตัวขึ้นตาม ซึ่งทั้ง 4 ตัวนี้ติดพอร์ต Berkshire มา 5 ปีแล้ว

 

นับตั้งแต่ปี 2020 Berkshire เข้าลงทุนทั้ง 5 หุ้นเทรดดิ้งเฮาส์ชั้นนำของญี่ปุ่น มูลค่าถึง 2.35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยแต่ละตัวถือไม่เกิน 10% แต่เมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อบริษัทญี่ปุ่น “ผ่อนปรนเงื่อนไข” ทำให้ Buffett สามารถลงทุนเพิ่มได้ และคาดว่า Berkshire ยังอาจขยายเพิ่มสัดส่วนได้อีกในอนาคต

 

Sogo Shosha จัดเป็นบริษัทการค้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจญี่ปุ่น และมีบทบาทสำคัญที่คอยเชื่อมโยงตลาดโลกกับธุรกิจในประเทศ ซึ่งยังมีอีก 2 บริษัทในกลุ่มนี้ด้วย คือ Toyota Tsusho และ Sojitz โดยบริษัทเทรดดิ้งเฮ้าส์ 5 แห่งนี้ ดำเนินธุรกิจที่หลากหลายมาก ตั้งแต่ LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว) ธุรกิจเคมีภัณฑ์ โลจิสติกส์ เทคโนโลยี เหมืองแร่ และบริการก่อสร้าง ไปจนถึง ฟาร์มปลาแซลมอน ซึ่งได้ขยายธุรกิจมากมาย จนมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งและได้รับความเชื่อมั่นจากหุ้นส่วนธุรกิจทั่วโลก 

 

วันนี้ คุณปู่ Buffett เดิมพันใหญ่ในกลุ่ม “Sogo Shosha” ญี่ปุ่น เพราะเชื่อว่า หุ้นเหล่านี้ไม่ใช่แค่บริษัทเทรดสินค้า แต่คือธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่มีความหลากหลายกระจายความเสี่ยงไปทั่วโลก ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ มุ่งเน้น “การคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น” นี่คือการยืนยันว่า เทรดดิ้งเฮาส์ญี่ปุ่นน่าดึงดูดนักลงทุนระยะยาว 

 

การที่ Buffett หนุนหลังทำให้ราคาหุ้นกลุ่มนี้ “เติบโตแซงดัชนี Topix” ของญี่ปุ่นไปได้ แต่ใดๆ แล้ว กว่าคุณปู่ Buffett จะเฟ้นหาหุ้นคุณภาพ ราคาเหมาะสมลงทุนจนมีกำไรมาได้ นั่นเป็นเพราะว่า คุณปู่และ Berkshire ทำการบ้านศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและแน่นอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจเข้าลงทุนในแต่ละครั้งด้วยนะครับ 

 

แนะ Rebalance หุ้นสหรัฐฯ ขายทำกำไร กระจายลงทุนหุ้นญี่ปุ่น

 

ผมยังยืนยันว่า ในสภาวะโลกการลงทุนที่มีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน การปรับพอร์ต Rebalance ในช่วงนี้ยังเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นครับ

 

กลยุทธ์การลงทุนที่ดี คือ เน้นสร้างพอร์ตเติบโตมั่นคงในระยะยาว ซึ่งปกติผมจะแนะนำให้จัดพอร์ต Core & Satellite สัดส่วนลงทุน 80% และ 20% ตามลำดับ เพื่อให้สามารถปรับพอร์ตได้ง่าย เพราะจะเห็นว่า พอร์ตหลักและพอร์ตรองในตอนนี้มีสินทรัพย์ตัวไหนที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาเกินสัดส่วนแล้ว ก็ถึงเวลาต้องปรับพอร์ตให้กลับมาอยู่ในสัดส่วนตามกรอบเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นการลดความเสี่ยงและรักษาทิศทางการลงทุนของคุณให้อยู่บนแผนที่วางไว้ ที่สำคัญช่วยให้มั่นใจว่าพอร์ตของคุณไม่เบี่ยงเบนมากเกินไปในช่วงที่ตลาดผันผวน

 

ในพอร์ตหลัก ให้เน้นลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตรสหรัฐฯ หุ้นกู้คุณภาพ และถ้าเป็นหุ้นเน้นหุ้นประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น แต่ส่วนใหญ่จะถือหุ้นสหรัฐฯ กันมากกว่า 

 

ฉะนั้น หากวันนี้พอร์ตหลักของคุณถือหุ้นสหรัฐฯ อยู่และมีกำไรสูงจนทำให้เกินสัดส่วนที่เคยกำหนดไว้ ผมแนะนำให้ขายทำกำไรบางส่วน เพื่อนำเงินมากระจายลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นบ้าง ทางเลือกลงทุนที่ง่าย แนะนำให้ปรึกษาขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาการลงทุน ผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์หรือสอบถามผมและทีมงานเข้ามาได้เช่นกันครับ 

 

แต่จริงๆแล้ว หากคุณสนใจลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น แต่ไม่สะดวกการเลือกหุ้นญี่ปุ่นด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับการเลือกลงทุนตลาดหุ้นแต่ละประเทศ ที่ผมมักจะแนะนำให้ลงทุนเป็นตัวดัชนีหรือ ETF ของตลาดนั้นๆ แทน เพราะจะสะท้อนการเติบโตตามเศรษฐกิจของประเทศครับ เหมือนกับลงทุนผ่านดัชนี Dow Jones ของสหรัฐฯ ที่เราคุ้นเคยกัน ส่วนของญี่ปุ่น จะเป็น ดัชนี Nikkei 225 ซึ่งประกอบด้วยหุ้น 225 บริษัทชั้นนำที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว แบบครอบคลุมบริษัทยักษ์ใหญ่ที่คนทั่วโลกรู้จัก เช่น Toyota, Sony, SoftBank, Nintendo, Panasonic, และ Uniqlo (Fast Retailing) ซึ่งล้วนเป็นบริษัทที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยและมีส่วนแบ่งการตลาดระดับโลก ซึ่งหนึ่งใน ETF “ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” ที่น่าสนใจอย่าง JP Morgan BetaBuilders Japan ETF จะเห็นได้ว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาสามารถสร้างผลตอบแทนได้แล้ว +18% ครับ 

 

ส่วนคนที่ต้องการลงทุนเป็นรายกลุ่มอุตสาหกรรม จะมีกลุ่มการเงินและธนาคารที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น หรือหากต้องการเฟ้นหาหุ้นรายตัว ผมมีข้อมูลวิเคราะห์หุ้นรายตัวที่คัดกรองเชิงลึกให้แล้ว สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่ Jitta.com ครับ 

 

ในวันนี้ “หุ้นญี่ปุ่น’ ยังเป็นขุมทรัพย์หุ้นคุณค่า (Value Stock) ที่ให้คุณคว้าโอกาสลงทุนในระยะยาวได้ เพราะตลาดญี่ปุ่นมีปัจจัยเฉพาะไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม การปรับโครงสร้างบริษัท การจ่ายปันผล และที่สำคัญแรงหนุนจากนักลงทุนระดับโลกอย่างคุณปู่ Buffett ที่ยังทยอยเก็บสะสมไม่หยุด ทำให้นักลงทุนทั่วโลกต้องหันมามองหุ้น Value ของญี่ปุ่น 

 

ผมหวังว่า คุณจะลองทำการบ้านศึกษาข้อมูลการลงทุนหุ้นญี่ปุ่นอย่างจริงจังและมองเห็นโอกาสเลือกลงทุนหุ้นญี่ปุ่น ติดพอร์ตไว้เป็นขุมทรัพย์หุ้นคุณค่า และที่สำคัญ คุณอย่าละเลยและหมั่นตรวจสอบคุณภาพสินทรัพย์ที่ลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วย เพื่อให้พอร์ตของคุณเติบโตได้ดีในระยะยาว

 

ขอให้การลงทุนของคุณเป็นไปตามแผนและได้ผลตอบแทนที่ดีตามเป้าหมายครับ

The post หุ้นญี่ปุ่น กับโอกาสลงทุนในเศรษฐกิจโลกยุคเปลี่ยนผ่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่น-ไทย ผิดหวังจดหมายภาษีทรัมป์ แต่ยังหวังเจรจา ‘แก้เกมนาทีสุดท้าย’ ก่อนเส้นตาย 1 ส.ค.! https://thestandard.co/japan-thailand-last-min-tariff-talks/ Wed, 09 Jul 2025 05:57:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1094659

จดหมายจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขู่จะเรียกเก็บภา […]

The post ญี่ปุ่น-ไทย ผิดหวังจดหมายภาษีทรัมป์ แต่ยังหวังเจรจา ‘แก้เกมนาทีสุดท้าย’ ก่อนเส้นตาย 1 ส.ค.! appeared first on THE STANDARD.

]]>

จดหมายจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขู่จะเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงกับหลายประเทศ รวมถึงชาติพันธมิตรสำคัญ ได้สร้างแรงกระเพื่อมและความรู้สึก ‘ช็อก’ และ ‘ผิดหวัง’ ไปทั่วโลก ขณะที่หลายประเทศยังคงแสดงความหวังว่าการเจรจาต่อรองจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีกว่าก่อนถึงเส้นตายในวันที่ 1 สิงหาคมนี้

 

ชิเกรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่าการประกาศอัตราภาษีล่าสุดนั้น ‘น่าผิดหวังอย่างแท้จริง’ แต่ก็ยังคงยืนยันที่จะเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อไป โดยญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในสองชาติที่จะถูกขึ้นอัตราภาษีเป็น 25% จากที่เคยประกาศไว้ที่ 24%

 

อย่างไรก็ตาม อิชิบะตั้งข้อสังเกตในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเช้าวันอังคาร (8 ก.ย.) ว่า รัฐบาลทรัมป์ได้เสนอแผนที่จะเจรจาต่อเนื่องไปจนถึงเส้นตายเดือนสิงหาคม และ ‘เนื้อหาในจดหมายอาจมีการปรับแก้ได้ ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของญี่ปุ่น’

 

ทางด้านเกาหลีใต้ ซึ่งเผชิญกับอัตราภาษี 20% ไม่เปลี่ยนแปลงจากที่เคยประกาศไว้ในเดือนเมษายน บรรดาผู้นำได้ให้คำมั่นว่าจะเร่งเจรจาเรื่องภาษีกับรัฐบาลทรัมป์เพื่อ ‘แก้ไขความไม่แน่นอนทางการค้าอย่างรวดเร็ว’

 

โดยมีรายงานว่า ยอฮันกู รัฐมนตรีการค้าของเกาหลีใต้ ร้องขอให้สหรัฐฯ ลดภาษีสำหรับสินค้าจำพวกรถยนต์และเหล็กให้กับบริษัทเกาหลีด้วย

 

สำหรับประเทศไทย พิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเมื่อวันอังคารว่า เขารู้สึก ‘ตกใจเล็กน้อย’ กับอัตราภาษีล่าสุด แต่ยังคง ‘มีความเชื่อมั่น’ ว่าจะสามารถเจรจาให้อัตราภาษีลดลงมาอยู่ในระดับเดียวกับประเทศอื่นๆ ได้

 

ประเทศไทยเผชิญกับอัตราภาษีส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ 36% ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราที่สูงที่สุดในบรรดา 14 ประเทศที่ทรัมป์กล่าวถึง

 

มาเลเซียซึ่งอัตราภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 25% จากเดิมที่เคยขู่ไว้ที่ 24% ระบุว่าจะยังคงหารือกับสหรัฐฯ ต่อไปเพื่อหาทางออกในประเด็นที่ค้างคา

 

ขณะที่นอกเอเชีย ประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา แห่งแอฟริกาใต้ ก็แสดงความไม่เห็นด้วยกับอัตราภาษี 30% โดยระบุว่า “ไม่ได้สะท้อนข้อมูลการค้าที่มีอยู่จริงอย่างถูกต้อง” และจะเดินหน้าทางการทูตต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม เดบอราห์ เอล์มส์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายการค้าจากสถาบันวิจัย Hinrich Foundation ให้มุมมองว่า ความพยายามในการเจรจาของแต่ละประเทศดูเหมือนจะ ‘แทบไม่ส่งผล’ ต่อผลลัพธ์ที่ออกมา

 

“สมาชิกอาเซียนที่ทำงานอย่างหนักเพื่อจัดทำข้อเสนอกลับได้รับการปฏิบัติแทบไม่ต่างจากประเทศที่ไม่ได้เดินทางไปวอชิงตันเลย” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่าทรัมป์อาจยังคงพุ่งเป้ามาที่ชาติเอเชียจาก “ความกังวลเรื่องห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคที่เชื่อมโยงกับจีน”

 

ภาพ: Ben Hasty / MediaNews Group / Reading Eagle via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่น-ไทย ผิดหวังจดหมายภาษีทรัมป์ แต่ยังหวังเจรจา ‘แก้เกมนาทีสุดท้าย’ ก่อนเส้นตาย 1 ส.ค.! appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับสัญญาณเศรษฐกิจญี่ปุ่น ชนวนป่วนตลาดลงทุนโลก​จริงหรือ https://thestandard.co/japan-economy-2025-market-volatility/ Thu, 19 Jun 2025 01:30:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1086542 กราฟอัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่น JGB ปี 2568 แสดงแนวโน้มขาขึ้น

ผ่านพ้นไปหมาดๆ สำหรับผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน […]

The post จับสัญญาณเศรษฐกิจญี่ปุ่น ชนวนป่วนตลาดลงทุนโลก​จริงหรือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟอัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่น JGB ปี 2568 แสดงแนวโน้มขาขึ้น

ผ่านพ้นไปหมาดๆ สำหรับผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินใน ของธนาคารกลาง 2 ประเทศใหญ่ “สหรัฐฯ และ ญี่ปุ่น” ในรอบเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งทั้ง 2 ธนาคารกลางโลกประกาศ “คงอัตราดอกเบี้ย” ไว้ที่ระดับเดิมตามที่ตลาดคาดการณ์ 

 

โดยผลประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายนที่ผ่านมา ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยหลักไว้ที่ 0.5% เนื่องจากกังวลต่อมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะกระทบภาคส่งออก และการเติบโตทางเศรษฐกิจญี่ปุ่น หลังจากที่ไตรมาสแรก GDP หดตัว 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า 

 

สำหรับผลประชุม Fed เมื่อวันที่ 17-18 มิถุนายนที่ผ่านมา ตลาดคาด “คงอัตราดอกเบี้ย” ที่ระดับ 4.25-4.50% เนื่องจากรอดูข้อมูลจากผลกระทบของมาตรการภาษีฯต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม FedWatch Tool บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือน ก.ย. และปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือน ธ.ค.

 

ทำไมทั่วโลกจึงเฝ้าติดตามผลการประชุมของธนาคารกลางทั้ง 2 ประเทศนี้ 

 

เนื่องมาจากแบงก์ชาติทั้ง 2 แห่งใช้นโยบายการเงินที่สวนทางกัน ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯ และยังเป็นนักลงทุนโดยตรง (FDI) รายใหญ่ของอเมริกา ขณะเดียวกัน นักลงทุนทั่วโลกได้มีการกู้ยืมเงินเยน (ดอกเบี้ยต่ำ) จากญี่ปุ่น ด้วยการทำ Yen Carry Trade เพื่อมาลงทุนในตลาดสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก โดยเม็ดเงินที่สะพัดส่วนใหญ่จะอยู่ในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ดังนั้น หากญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน ย่อมส่งผลกระทบไปถึง “สหรัฐฯ” ที่เป็นตลาดลงทุนใหญ่ของโลก 

 

ปัจจุบัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed กำลังอยู่ระหว่างรอการปรับโหมดเข้าสู่ทิศทางดอกเบี้ยขาลง หลังจากที่ดอกเบี้ยทรงตัวระดับสูงมาข้ามปีแล้วด้วยปัญหาเงินเฟ้อสูงช่วงหลายปีที่ผ่านมา 

 

ฝั่งธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ กำลังค่อยๆ ปรับโหมดปรับขึ้นดอกเบี้ย ทั้งจากปัญหาเงินเฟ้อสูง 3% และถอนคันเร่งหลังจากที่ใช้นโยบายผ่อนคลายทั้งดอกเบี้ยติดลบและการทำ Yield Curve Control ด้วยการแทรกแซงซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) มาเป็นทศวรรษจนเกิดภาวะเงินฝืดยาวนาน

 

ขณะที่ทั้งสองประเทศต่างก็มีปัญหาที่เหมือนๆ กัน นั่นก็คือ หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ระดับสูง และยังจำเป็นต้องกู้เงินผ่านการออกพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อสูง และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ล้วนเป็นโจทย์ใหญ่ที่กดดันการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั้ง 2 ประเทศมากขึ้น 

 

ปัจจัยสงครามภาษีฯของประธานาธิบดีสหรัฐฯ “โดนัลด์ ทรัมป์” เข้ามาเป็นปัญหาใหม่ในปีนี้และสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2025 ลงมาเหลือ 2.8% และปี 2026 อยู่ที่ 3% และจากผลกระทบภาษีฯ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อโลกจะไปอยู่ที่ 4.3% และ 3.6% และยังเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อของสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญด้วย 

 

สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกลดลง สะท้อนผ่านการเทขายสินทรัพย์สกุลดอลลาร์กันอย่างหนักจนตลาดเรียก Sell America ไม่ว่าจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นสหรัฐฯ ออกมา และยังมีการเทขาย “พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ” จนราคาร่วงหนัก กระทบบอนด์ยีลด์ดีดขึ้นด้วย ทั้งที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยงต่ำที่สุดของโลก ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง

 

Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตร คือผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับจากการถือพันธบัตร หาก Yield ขึ้น แสดงว่า “ราคาพันธบัตรลดลง” สะท้อนตลาดมีความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรลดลง หรือกังวลต่อความเสี่ยงของประเทศผู้ออกพันธบัตรนั้นๆ

 

ตลอดช่วงเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมา ตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ ผันผวนสูง โดยเฉพาะบอนด์ยีลด์ระยะยาวที่พุ่งขึ้นแรงทำนิวไฮใหม่ บอนด์ยีลด์ อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นทะลุกว่า 5.15% และบอนด์ยีลด์ อายุ 10 ปี ดีดขึ้นไปสูงสุดที่ 4.5% เมื่อกลางเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามภาษีตอบโต้รุนแรง โดยแรงเทขายหลักๆ มาจากนักลงทุนต่างชาติ และช่วงที่ “มูดี้ส์ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ลงจาก Aaa เป็น Aa1” เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม บอนด์ยีลด์ อายุ 10 ปี ดีดขึ้นไป 4.548% และอายุ 30 ปี พุ่งทะลุ 5.014% สูงสุดในรอบหลายปี แม้ปัจจุบัน บอนด์ยีลด์จะปรับลดลงแต่คงทรงตัวระดับสูงกว่า 4% 

 

ความเชื่อมั่นต่อการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ยังคงลดลง หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ออกพันธบัตรใหม่อายุ 20 ปี ประมูลขายเมื่อเร็วๆ นี้ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ทำให้ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุนกลับมา และในช่วงที่เหลือปีนี้ พันธบัตรสหรัฐฯ จะครบกำหนดอีกกว่า 9.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งตลาดคาดว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะต้อง roll over และอาจต้องให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อจูงใจนักลงทุนอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นต้นทุนทางการเงินที่สูงของรัฐบาลสหรัฐฯ 

 

ปัจจุบันประเทศที่ถือพันธบัตรสหรัฐฯ มากที่สุด ได้แก่ เยอรมัน ญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร 

 

สำหรับตลาดบอนด์ญี่ปุ่นที่เกิดความผันผวนในช่วงเวลาใกล้เคียงกับสหรัฐฯ เนื่องจากปัจจัยแรก ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับเงินเฟ้อที่เริ่มเร่งตัว ทำให้เงินทุนไหลออก และปัจจัยที่สอง คือ BOJ เริ่มลดการซื้อพันธบัตรในตลาด ตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการดึงสภาพคล่องกลับ และเป็นการถอนคันเร่งจากที่เคยใช้นโยบายควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve Control) ผ่านการซื้อพันธบัตร มาตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งใน BOJ เคยซื้อพันธบัตรญี่ปุ่นมากถึง 52% ของตลาดทำให้ราคาไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของตลาด ถือเป็นตลาดที่บิดเบี้ยวจากนโยบายการเงินผ่อนคลายพิเศษ 

 

เพราะฉะนั้นเมื่อ BOJ ตัดสินใจจะปรับโหมดดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวเพื่อกลับเข้าสู่โหมดปกติ โดยเริ่มตั้งแต่ปีที่แล้วทั้งการเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 0.25% จากที่เคยติดลบ และลดวงเงินซื้อพันธบัตรในตลาด และปีนี้ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งเป็น 0.50% และลดการซื้อพันธบัตรอีก ซึ่งเป็นการปล่อยให้ บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่น ปรับตัวสะท้อนสภาพตลาดที่แท้จริง 

 

สถานการณ์ที่ซับซ้อนของญี่ปุ่นจากสองปัจจัยดังกล่าว กดดันให้ BOJ ต้องเดินไปสู่ “การยอมขึ้นดอกเบี้ย” ในระยะข้างหน้า 

 

ซึ่งตลาดบอนด์ญี่ปุ่นได้สะท้อนความวิตกกังวลล่วงหน้ามาตั้งแต่ต้นปีนี้ โดย บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นพุ่งไม่หยุด โดยเฉพาะกลุ่มอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพิเศษได้พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สาเหตุหลักมาจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น และปัญหาฐานะการคลังของประเทศที่ดูไม่สู้ดีนัก ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจและลดความต้องการซื้อพันธบัตรเหล่านี้ลง

 

ในช่วงปีนี้ บอนด์ยีลด์ JGB อายุ 20 ปี 30 ปี และ 40 ปี ต่างปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย JGB อายุ 30 ปี อัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมาระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.185% เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ส่วน JGB อายุ 40 ปี ทำสถิติสูงสุดที่ 3.675% เมื่อวันที่ 22 พ.ค. อย่างไรก็ตาม JGB อายุ 10 ปี (ซึ่งเป็นรุ่นอ้างอิงของตลาด) อัตราผลตอบแทนลดลงอยู่ที่ราว 1.555%

 

อีกประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกกังวล คือ ญี่ปุ่นถือพันธบัตรสหรัฐฯ มากที่สุด เรียกได้ว่าเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา หากต้นทุนทางการเงินของญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลญี่ปุ่นอาจต้องดึงเงินลงทุนกลับจากต่างประเทศ เพื่อบริหารหนี้ภายในประเทศที่สูงถึง 260% ของ GDP 

 

ทำให้โลกเกิดความกังวลว่า วิกฤติที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับความผันผวนของสงครามการค้าจากภาษีทรัมป์ยังไม่พอ อาจจะเจอซ้อนวิกฤติจากประเด็นเรื่องบอนด์ยีลด์ผันผวนด้วยหรือไม่? และจะจุดชนวนให้เกิด “โดมิโนทางการเงินล้มครืน” หรือไม่? 

 

นี่คือสถานการณ์บอนด์ยีลด์โลกผันผวนที่มาจากแรงเทขายของบอนด์สหรัฐฯ และญี่ปุ่นครับ 

 

หากปีนี้ GDP ของญี่ปุ่นยังคงหดตัวต่อเนื่องเหมือนในไตรมาสแรกที่ผ่านมา แต่ต้นทุนการเงินในระบบกลับสูงขึ้นจาก Yield ที่เพิ่มขึ้น นั่นอาจหมายถึง “เศรษฐกิจถดถอยและดอกเบี้ยสูง” อาจกระทบทั้งประเทศและลุกลามสู่ระบบการเงินโลก

 

ทั่วโลกจึงจับตาการประชุม BOJ ในการถอนคันเร่งว่า จะทำอย่างไรต่อไป? จะมีจุดเปลี่ยนสำคัญอะไรเกิดขึ้น? จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมหรือไม่? จะปรับลดการซื้อพันธบัตรหรือหยุดแทรกแซง? จะสามารถสื่อสารนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดได้หรือไม่? 

 

ทั้งนี้ ผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายนที่ผ่านมา ประกาศยืดเวลาแผนลดการซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือการทำ QT โดยลดการซื้อพันธบัตรรัฐบาลประมาณ 4 แสนล้านเยนต่อไตรมาส ซึ่งจะทำให้ปริมาณการซื้อเหลือ 3 ล้านล้านเยนต่อเดือน ไปจนถึงเดือนมีนาคม และหลังจากนั้น BOJ จะชะลอการลดการซื้อพันธบัตรลงเหลือ 2 แสนล้านเยนต่อไตรมาส ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2569 จนถึงเดือนมีนาคม 2570 

 

การพุ่งขึ้นของยีลด์พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น ถูกตั้งคำถามว่า กำลังจุดชนวนความกังวลถึงผลกระทบที่จะตามมาหรือไม่

 

นักวิเคราะห์จาก Macquarie เตือนว่า อาจถึงจุดเปลี่ยนที่นักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่อันดับสองของโลก โดยมีสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 533.05 ล้านล้านเยน หรือ 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024 จะตัดสินใจดึงเงินทุนจำนวนมหาศาลกลับจากสหรัฐฯ และตลาดอื่นๆ เข้ามาลงทุนในพันธบัตรญี่ปุ่นที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น

 

ด้าน อัลเบิร์ต เอ็ดเวิร์ดส์ นักกลยุทธ์ระดับโลกของ Societe Generale เตือนว่า หากยีลด์ JGB ยังคงไต่ระดับสูงขึ้น อาจจุดชนวนหายนะของตลาดการเงินโลก (Global Financial Market Armageddon) โดยยีลด์ที่สูงขึ้นและเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นกว่า 8% ตั้งแต่ต้นปี จะลดความน่าสนใจในการลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนญี่ปุ่น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่เคยมีเม็ดเงินจากญี่ปุ่นไหลเข้าไปจำนวนมาก

 

ส่วน “David Roche” นักกลยุทธ์ของ Quantum Strategy กล่าวว่า การไหลกลับของเงินทุนสู่ญี่ปุ่นเป็นสัญญาณของ ‘การสิ้นสุดความโดดเด่นของสหรัฐฯ’ และจะส่งผลให้สภาพคล่องทั่วโลกตึงตัวขึ้น ลดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเหลือเพียง 1% และขยายเวลาของตลาดหมีในสินทรัพย์ส่วนใหญ่ออกไป

 

มุมมองของนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าผลกระทบของตลาดบอนด์ อาจไม่รุนแรงเท่าที่กังวล แต่จะเป็นการซึมยาวมากกว่าที่จะพังทลายอย่างรวดเร็ว

 

นักวิเคราะห์จาก Mizuho วิเคราะห์ว่า “มีแรงจูงใจค่อนข้างมากที่รัฐบาลจะลดการออกพันธบัตรระยะยาวพิเศษเหล่านี้ลงเพื่อทำให้อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ (duration) สั้นลง”

 

ล่าสุดในการประมูลพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 40 ปีในเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าอุปสงค์อยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ส่งผลให้ยีลด์พันธบัตรอายุ 40 ปี ดีดตัวขึ้น 0.05% แตะระดับ 3.335% หลังจากพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 3.689% เมื่อสัปดาห์ก่อน สำหรับตลาดพันธบัตรญี่ปุ่น มีมูลค่ากว่า 7.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

สถานการณ์ในครึ่งปีหลัง ตลาดยังวิตกกังวล Sell America ไม่จบง่ายๆ ด้วยความต่างของดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น จุดชนวนความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับการไหลออกของเงินทุนจากตลาดสหรัฐฯ และการล่มสลายของ Yen Carry Trade หรือกลยุทธ์การกู้เงินสกุลเยนที่มีดอกเบี้ยต่ำมาก ไปลงทุนต่อในสินทรัพย์สกุลเงินอื่นที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย และความปั่นป่วนที่อาจลุกลามไปทั่วตลาดการเงินโลก 

 

ขณะที่โลกยังมีอีกหลายวิกฤติที่รออยู่ในปีนี้ นั่นก็คือ 

 

  • สงครามใหญ่ “อิสราเอล-อิหร่าน” ที่ตอนนี้ยังคงทวีความรุนแรงขึ้น
  • วิกฤติกำแพงภาษีการค้าทั่วโลก สูงที่สุดในรอบ 100 ปีที่กดดันเงินเฟ้อและเศรษฐกิจทั่วโลก 
  • สงครามการค้า สหรัฐฯ-จีน-ญี่ปุ่น-ยุโรป และทั่วโลกยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ซึ่งใกล้ครบกำหนดเลื่อนการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ ในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้แล้ว ขณะเดียวกันรอฟังผลพิจารณาของศาลสหรัฐฯ ว่า ประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขตในการออกมาตรการภาษีฯ หรือไม่ 
  • วิกฤติหนี้สหรัฐฯ รุนแรง จน Bond Yield สหรัฐฯ ดีดสูงที่สุดในรอบ 20 ปี
  • ราคาน้ำมัน ปรับตัวสูงขึ้น +30% ภายในเวลา 2 เดือน 

 

แนวโน้มตลาดการลงทุนสินทรัพย์ไหนจะมีปั่นป่วนกว่าครึ่งปีแรกหรือไม่ คงเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาล่วงหน้าได้ครับ แต่เราสามารถจัดพอร์ตให้มีแบบแผนรับมือพายุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ครับ 

 

ในเวลาที่ตลาดจะพัง มันไม่เคยส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าเลยจริงไหมครับ ถ้าใครที่รู้สึกท้อกับกราฟแดงที่เต็มหน้าจอ คิดวนเวียนกับคำถามที่ว่า “เราควรลงทุนยังไงให้รอด? หรือ จะรักษาพอร์ตที่ติดลบอย่างไรดี?

ผมมีแนวคิดมาแชร์ที่จะช่วยให้คุณ “ไม่ต้องหนี” แต่จะ “อยู่รอด” อย่างมีสติและรอดอย่างมีแบบแผนครับ เรามาดูกัน

 

ในช่วงเวลาที่ตลาดการลงทุนทั่วโลกเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อัตราดอกเบี้ยสูง เงินเฟ้อที่ยังควบคุมไม่ได้ รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หรือสงครามต่างๆ ที่ผมฉายภาพข้างต้นให้เห็นกันแล้ว

 

ในเมื่อเราต้องอยู่กับโลกแบบนี้ไปอีกหลายๆ ปีข้างหน้า สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้ คือ เราต้องสร้าง “Mindset” ที่แข็งแรงและแนวคิดระยะยาวที่จะพาเราให้รอด ไม่ใช่เพียงแค่เอาตัวรอดวันนี้แต่เพื่อให้พอร์ตของคุณสามารถเติบโตได้ในอนาคต

ความจริงที่เกิดขึ้นทุกครั้ง คือ วิกฤติมีอยู่จริง แต่ตลาดฟื้นตัวเสมอ 

หากเราย้อนดูประวัติศาสตร์การลงทุนในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า จะเกิดวิกฤติร้ายแรงขนาดไหน ตลาดหุ้นก็สามารถฟื้นตัวกลับมาได้เสมอ เช่น

  • วิกฤติ Dot-Com ตลาดหุ้นก็ฟื้นตัวใน 13 ปี ผลตอบแทน +24%
  • วิกฤติ Subprime ตลาดกลับมาได้ใช้เวลา 5 ปี
  • สงครามการค้า สมัยทรัมป์ยุคแรก ตลาดหุ้นฟื้นตัวใน 7 เดือน
  • โควิด-19 พบว่า ตลาดกลับมาบวกใน 8 เดือน
  • วิกฤติเงินเฟ้อสหรัฐฯ ตลาดหุ้นก็ฟื้นตัวใน 2 ปี

จุดร่วมของทุกวิกฤติคือ “อารมณ์ความกลัว” ที่ทำให้นักลงทุนรีบเทขายสินทรัพย์ทิ้ง ทั้งที่ในระยะยาวแล้วตลาดจะปรับตัวขึ้นมาใหม่เสมอ

 

ผมอยากชี้ให้คุณเห็นว่า “Mindset” ที่แข็งแรงจะนำพาเราให้รอดทุกพายุที่ถาโถม เหมือนภาพใหญ่ที่ผมวาดให้เห็นกันไปแล้วข้างต้น มุมมองในช่วงครึ่งปีหลังของคุณอาจจะยังเหมือนมีหมอกปกคลุม แต่หากพิจารณาจากข้อมูลประวัติศาสตร์การลงทุนทั้ง 5 วิกฤติที่ผ่านมา ผมว่าทุกท่านจะเห็นแล้วว่าทุกวิกฤติมีจุดสิ้นสุด และฟื้นตัวได้หลังจากนั้นจริงๆ ดังนั้นคุณน่าจะพอมีคำตอบให้ตัวเองได้แล้วล่ะครับว่าจะรับมือกับพายุนี้อย่างไร ล่าถอยหรือตั้งมั่นด้วยสติ 

 

สุดท้ายนี้ผมขอให้คุณหมั่นฝึกฝนและสร้าง “Mindset” การลงทุนระยะยาวเอาไว้ให้พร้อม เมื่อมีความผันผวนในโลกลงทุนขึ้นมาจนกระตุ้นให้คุณเกิดอารมณ์ในการลงทุนขึ้นมาเมื่อใด พอร์ตของคุณจะไม่พังและกลับมาเป็นผู้ชนะในทุกสงครามการลงทุนด้วย Mindset ที่แข็งแรงครับ

The post จับสัญญาณเศรษฐกิจญี่ปุ่น ชนวนป่วนตลาดลงทุนโลก​จริงหรือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Donki ยอดขายระเบิด! พิษเงินเยนอ่อน-เงินเฟ้อ ดันร้านค้าปลีกญี่ปุ่น ‘โกยเงิน’ นักท่องเที่ยว-คนท้องถิ่นแห่ช้อป https://thestandard.co/donki-sales-explode-weak-yen/ Fri, 16 May 2025 07:19:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1075001

ร้านดิสเคานต์สโตร์ชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง Don Quijote หร […]

The post Donki ยอดขายระเบิด! พิษเงินเยนอ่อน-เงินเฟ้อ ดันร้านค้าปลีกญี่ปุ่น ‘โกยเงิน’ นักท่องเที่ยว-คนท้องถิ่นแห่ช้อป appeared first on THE STANDARD.

]]>

ร้านดิสเคานต์สโตร์ชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง Don Quijote หรือที่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเรียกติดปากว่า Donki กำลัง ‘ยอดขายพุ่งกระฉูด’

 

ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ขายสินค้าสารพัดตั้งแต่ของแปลกประหลาด ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และของใช้ในชีวิตประจำวัน ความสำเร็จนี้มาจากสองปัจจัยหลักที่มาบรรจบกันอย่างลงตัว นั่นคือ ‘กระแสนักท่องเที่ยว’ ที่หลงใหลในความแปลกใหม่และ ‘เงินเฟ้อ’ ในประเทศที่ทำให้คนท้องถิ่นต้องรัดเข็มขัด

 

บรรยากาศที่ Donki สาขาใหญ่ในย่านชิบูย่าของโตเกียวสะท้อนภาพความคึกคักได้เป็นอย่างดี นักท่องเที่ยวหลายร้อยคนเบียดเสียดกันในทางเดินแคบๆ เพื่อเติมเต็มตะกร้าสินค้าด้วยขนม ของฝาก และของที่ระลึกจากชั้นวางที่อัดแน่นไปด้วยสินค้า 

 

Garett Bryan นักท่องเที่ยววัย 27 ปีจากสหรัฐฯ เล่าว่า ตอนแรกเขารู้สึกตกตะลึงและสับสนกับสินค้ามากมายที่วางเรียงรายอยู่ทุกที่ เพราะมีตัวเลือกเยอะมากและสินค้าส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ก็รู้สึกสนุกเหมือนได้ล่าสมบัติและพบว่า “ซื้อของได้เยอะมากในราคาแค่ประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐ” ได้ทั้งแก้วกาแฟ พัด ตะเกียบก็อดซิลล่า และของเล่นเล็กๆ น้อยๆ

 

ร้านค้าที่ให้บรรยากาศ ‘วุ่นวายแต่ราคาถูก’ แห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นในยุค 1980s โดย ทาคาโอะ ยาสุดะ ซึ่งตั้งชื่อร้านตามตัวละครเอกในนวนิยายคลาสสิก Don Quixote ที่เป็นแรงบันดาลใจทางธุรกิจ 

 

เขาต้องการ ‘เขย่าวงการค้าปลีก’ แบบเดิมๆ ของญี่ปุ่น ด้วยกลยุทธ์ใหม่ๆ เช่น การเปิดร้านถึง ‘กลางคืนดึกดื่น’ และนำเสนอสินค้าในราคาที่หลากหลาย พร้อมทั้งเพิ่มประเภทสินค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น 

 

สิ่งสำคัญที่ทำให้ Donki แตกต่างและปรับตัวได้รวดเร็ว คือการให้อำนาจและ ‘อิสระในการบริหารจัดการ’ แก่ผู้จัดการแต่ละสาขาอย่างมาก

 

การหลั่งไหลของผู้มาเยือนญี่ปุ่นเป็นประวัติการณ์ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก ‘เงินเยนอ่อนค่า’ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วย ‘อัดฉีด’ ยอดขายให้กับ Donki ทั่วประเทศ Motoki Hara ผู้จัดการของ Donki ระบุว่า รายได้ของร้านในญี่ปุ่นตอนนี้ “สูงกว่าช่วงก่อนเกิดโรคระบาดประมาณ 1.7 เท่า” 

 

และบริษัทแม่ Pan Pacific International Holdings (PPIH) ก็มีรายได้รวมจากเครือข่ายร้านค้าดิสเคานต์ รวมถึง Donki เพิ่มขึ้นราว 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะยอดขาย ‘ปลอดภาษี’ ที่พุ่งสูงเกินคาด

 

ด้วยความสำเร็จนี้ PPIH Group มีร้าน Donki และแบรนด์ในเครือรวม 501 สาขาในญี่ปุ่น (เปิดใหม่ 24 แห่งในปีงบประมาณที่ผ่านมา) และยังมี 110 สาขาในต่างประเทศ ทั้งในสหรัฐฯ และทั่วเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วย 

 

โดยแคลิฟอร์เนียเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่บริษัทกำลังมองหาโอกาสขยายสาขา แต่แผนนี้อาจเจอ ‘กำแพงภาษี’ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเคยกำหนดภาษีนำเข้า 24% สำหรับสินค้าญี่ปุ่น (ปัจจุบันถูกระงับถึงเดือนกรกฎาคม) 

 

แม้จะมีอุปสรรคนี้ Paul Kraft นักวิเคราะห์ มองว่า Donki มีความสามารถในการ ‘ปรับตัวเร็วที่สุด’ ในวงการค้าปลีกญี่ปุ่น และมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปได้

 

อีกปัจจัยสำคัญที่ส่งให้ Donki ยอดขายพุ่งกระฉูดคือปัญหา ‘เงินเฟ้อ’ ในญี่ปุ่นเอง ที่ทำให้ผู้บริโภคต้องมองหาสินค้าที่ ราคาถูกลง อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือนมีนาคมเร่งตัวขึ้นเป็น 3.2% ผู้บริโภครู้สึกถึงผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนโดยรวมลดลง 1.1% ในปี 2024

 

ผู้คนจึงหันไปหา Donki เพื่อ ‘ประหยัด’ ลูกค้าในโตเกียวหลายคนให้ความเห็นว่า ร้านนี้มีราคาถูกกว่าร้านอื่น และยังมีสินค้าแบรนด์ดังให้เลือก ขณะที่ลูกค้าบางส่วนก็มาหาซื้อสินค้าเฉพาะทางหรือของแปลกๆ ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ (รวมถึงโซนสินค้าเฉพาะสำหรับผู้ใหญ่ที่มีอยู่ในร้านด้วย)

 

ประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ Donki นั้นไม่เหมือนใคร บรรยากาศที่หลายคนเรียกว่าเหมือนป่าด้วยทางเดินที่ ‘แออัด’ การจัดวางสินค้าที่ดูเหมือน ‘ห้อยระโยงระยาง’ ผสมกับมาสคอตเพนกวิน Donpen และเพลง ‘Don Don Donki’ ที่เปิดวนซ้ำตลอดเวลา ทำให้เป็นประสบการณ์ที่กระตุ้นทุกประสาทสัมผัสซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความสนุกแบบการล่าสมบัติที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

 

ยอดขายจาก ‘กระแสนักท่องเที่ยว’ ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญ Donki มีแผนที่จะเปิดร้านใหม่ 2 แห่งในญี่ปุ่นในปีหน้า ซึ่งเน้นเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ และจะเน้นสินค้า ‘ปลอดภาษี’ มากขึ้น 

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นร้านที่น่าตื่นตาตื่นใจ Bruno Bosi นักท่องเที่ยวจากบราซิล ก็เตือนนักช้อปว่า “มันเป็นร้านที่คุณสามารถซื้อได้มากเท่าที่คุณต้องการ แต่ผมคิดว่าคุณต้องถามตัวเองด้วยว่า คุณจำเป็นต้องมีมันจริงๆ หรือเปล่า”



ภาพ: Aimuse / Shutterstock

อ้างอิง:

The post Donki ยอดขายระเบิด! พิษเงินเยนอ่อน-เงินเฟ้อ ดันร้านค้าปลีกญี่ปุ่น ‘โกยเงิน’ นักท่องเที่ยว-คนท้องถิ่นแห่ช้อป appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ญี่ปุ่น’ ส่งผู้แทนการค้าถกสหรัฐฯ เป็นชาติแรก เปิดไพ่ซื้อก๊าซ LNG เพิ่ม ลงทุนอีกล้านล้านดอลลาร์ ทรัมป์ทำเซอร์ไพรส์โผล่ร่วมวง เผยผลเจรจาชื่นมื่น https://thestandard.co/japan-usa-talks-lng/ Thu, 17 Apr 2025 12:02:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1065411

‘ทรัมป์’ เผยผลหารือการค้ากับ ญี่ปุ่น ‘ถือเป็นความคืบหน้ […]

The post ‘ญี่ปุ่น’ ส่งผู้แทนการค้าถกสหรัฐฯ เป็นชาติแรก เปิดไพ่ซื้อก๊าซ LNG เพิ่ม ลงทุนอีกล้านล้านดอลลาร์ ทรัมป์ทำเซอร์ไพรส์โผล่ร่วมวง เผยผลเจรจาชื่นมื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘ทรัมป์’ เผยผลหารือการค้ากับ ญี่ปุ่น ‘ถือเป็นความคืบหน้าครั้งใหญ่’ หลังพบคณะผู้แทนเจรจาการค้าของญี่ปุ่นซึ่งเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางทั่วโลกจับตาความเคลื่อนไหว เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศกลุ่มแรกๆ ที่ได้เข้าร่วมหารือกับเจ้าหน้าที่ของ สหรัฐฯ ด้าน ‘เบสเซนต์’ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ย้ำญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรทางทหาร ยินดีให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก

 

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า หลังหารือกับทีมเจรจาการค้าญี่ปุ่นถือว่ามีความ ‘คืบหน้าอย่างมาก’

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

โดยทรัมป์โพสต์บนเว็บไซต์โซเชียลมีเดีย Truth Social หลังการประชุมว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบกับคณะผู้แทนการค้าของญี่ปุ่น นับเป็นความคืบหน้าครั้งใหญ่!”

 

แม้การเจรจาไม่ได้ส่งผลให้มีการยุติการขึ้นภาษีในทันที แต่การหารือระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นกำลังเตรียมการสำหรับการเจรจาอีกรอบที่จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้ ทั้งนี้ ญี่ปุ่นนำทีมเจรจาโดย เรียวเซ อากาซาวะ รับบทบาทในฐานะเป็นผู้แทนเจรจา ซึ่งเป็นคนสนิทของนายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ ซึ่งอากาซาวะ เพิ่งได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้วในตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงฟื้นฟูเศรษฐกิจ

 

รายงานข่าวระบุว่า การหารือครั้งนี้ เขาได้พบกับทรัมป์เป็นเวลา 50 นาที จากนั้นจึงพบกับผู้เจรจาของสหรัฐฯ จากกระทรวงการคลังและพาณิชย์ของสหรัฐฯ อีก 75 นาที

 

“ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ และมุ่งหวังที่จะบรรลุข้อตกลงอย่างรวดเร็ว” อากาซาวะ กล่าว พร้อมเสริมว่า ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ กำลังแสวงหาข้อตกลง ก่อนที่การผ่อนผันภาษีศุลกากรก่อน 90 วันจะสิ้นสุดลงอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม เขายังปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่ามีการหารือเกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัย แต่ยืนยันว่ากรณีค่าเงินไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวกับตลาดเงินตลาดทุนจับตามองอยู่ ทั้งนี้ ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งลดลงมากถึง 0.5% ในช่วงก่อนหน้านี้

 

แม้ว่า อากาซาวะ จะไม่ยืนยันเรื่องนี้ แต่สำนักข่าว Kyodo News รายงานว่าทรัมป์ได้หยิบยกประเด็นการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศของญี่ปุ่นมากขึ้นในการเจรจาด้วย

 

ทั้งนี้ รัฐบาลประเทศต่างๆ เตรียมส่งทีมเข้าเจรจาถึงข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าที่สูงซึ่งทรัมป์กำหนดไว้กับคู่ค้าราว 60 ประเทศ โดยญี่ปุ่นถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตรา 24% และถูกเรียกเก็บภาษีพื้นฐาน 10% รวมถึงภาษีรถยนต์ เหล็ก และอะลูมิเนียม 25%

 

รายงานข่าว ระบุอีกว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในฐานะที่เป็นคู่เจรจาคู่แรก จากประเทศอื่นๆ ที่ต้องการทำข้อตกลงของตนเองท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสัมปทานที่ทรัมป์ต้องการเรียกร้อง

 

ด้าน สก๊อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สหรัฐฯ คาดหวังที่จะบรรลุข้อตกลงกับพันธมิตรทางการทหารอย่างญี่ปุ่นและพันธมิตรอื่นๆ ของสหรัฐฯ เพื่อร่วมกันกดดันจีน ดังนั้น จึงคาดว่าญี่ปุ่นจะเสนอข้อตกลงที่ครอบคลุมกับสหรัฐฯ โดยเรียกร้องให้ทรัมป์ลดภาษีนำเข้า 24%

 

ญี่ปุ่นเปิดไพ่ ซื้อ LNG เพิ่ม อัดเม็ดเงินลงทุนอีก 1 ล้านล้านดอลลาร์ ย้ำสถานะญี่ปุ่นคือนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการประชุมกับทรัมป์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ นายกรัฐมนตรี ชิเงรุ อิชิบะ ของญี่ปุ่นให้คำมั่นที่จะซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ มากขึ้น และเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ เป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์

 

อิชิบะ ยังยกย่องสถานะของญี่ปุ่นในฐานะนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่เป็นโรงงานจากผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นซึ่งสร้างงานให้กับสหรัฐฯ มานานและกล่าวว่าหากขึ้นภาษีศุลกากรสูงจะยิ่งทำให้ญี่ปุ่นลดศักยภาพในการลงทุนในสหรัฐฯลง

 

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆ ที่เริ่มเปิดฉากการเจรจากับสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการทดสอบเบื้องต้นถึงความตั้งใจของรัฐบาลวอชิงตันในการยอมผ่อนปรนเรื่องภาษี หลังจากที่การประกาศมาตรการภาษีส่งผลให้ตลาดการเงินปั่นป่วนและกระตุ้นความวิตกว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย

 

ด้านมาร์ติน ชูลซ์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านนโยบาย จาก Fujitsu มองว่า “อุตสาหกรรมของญี่ปุ่นมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ซึ่งทุกฝ่ายกังวลมากเกี่ยวกับการเจรจาการค้า แม้จะไม่มีฝ่ายไหนชนะในสงครามการค้า แต่เรายังมองค่อนข้างบวกว่า ผลการเจรจาจะนำไปสู่ข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ มากที่สุด และยังสนใจที่จะลงทุนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากทั้งสองประเทศสามารถรักษาอัตราการเติบโตต่อไปได้ การนำเข้าจากสหรัฐฯ ในปริมาณที่สูงขึ้น”

 

ภาพ: Tomohiro Ohsumi / Getty Images

อ้างอิง:

The post ‘ญี่ปุ่น’ ส่งผู้แทนการค้าถกสหรัฐฯ เป็นชาติแรก เปิดไพ่ซื้อก๊าซ LNG เพิ่ม ลงทุนอีกล้านล้านดอลลาร์ ทรัมป์ทำเซอร์ไพรส์โผล่ร่วมวง เผยผลเจรจาชื่นมื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นทุ่มไม่อั้น! เปิดโครงการ ‘ดัน’ พนักงานเรียนปริญญาเอก แก้ ‘ภัยเงียบ’ ขาดแคลน ดร. ยกระดับอุตสาหกรรม https://thestandard.co/japan-phd-shortage-workforce/ Fri, 07 Mar 2025 03:07:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1049488

บริษัทยักษ์ใหญ่แดนอาทิตย์อุทัยกำลังเปิดกระเป๋าหนุนพนักง […]

The post ญี่ปุ่นทุ่มไม่อั้น! เปิดโครงการ ‘ดัน’ พนักงานเรียนปริญญาเอก แก้ ‘ภัยเงียบ’ ขาดแคลน ดร. ยกระดับอุตสาหกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัทยักษ์ใหญ่แดนอาทิตย์อุทัยกำลังเปิดกระเป๋าหนุนพนักงานไต่บันไดสู่ปริญญาเอก หวังแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรระดับสูงที่กำลังกลายเป็น ‘ภัยเงียบ’ ของวงการอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ในสถานการณ์ที่ทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ลึกซึ้งกลายเป็นสินทรัพย์ล้ำค่าที่หายากยิ่งกว่าเพชร

 

Shimadzu ผู้นำด้านเครื่องมือความแม่นยำสูง เปิดตัวโครงการสุดพิเศษรับมือวิกฤตนี้ ด้วยการจับมือพนักงานระดับปริญญาโทให้ก้าวไปสู่ดอกเตอร์ พร้อมทั้งจ่ายเงินเดือนเต็มจำนวนและช่วยเหลือค่าเล่าเรียนแบบไม่มีกั๊ก นับเป็นความกล้าที่หาได้ยากในวงการบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งมักจะเน้นการฝึกอบรมภายในมากกว่าการลงทุนกับการศึกษาภายนอก

 

แม้ปัจจุบันโครงการนี้จะเปิดเฉพาะกับมหาวิทยาลัยโอซาก้าเท่านั้น แต่เดือนหน้าจะขยายไปยังอีกสองมหาวิทยาลัยชั้นนำ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการสร้างกองทัพนักวิจัยคุณภาพสูงในระยะยาว แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงผลกำไรระยะสั้น

 

ทั้งนี้ บริษัทจากเกียวโตแห่งนี้ไม่ได้ทำไปแบบขอไปที โดยตั้งเป้าจะเพิ่มพนักงานทักษะสูงถึง 500 คนภายในปีงบประมาณ 2026 นั่นหมายถึงการเพิ่มขึ้นถึง 25% จากที่มีอยู่ในปัจจุบัน 

 

เป้าหมายคือเพื่อเร่งเครื่องงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น เครื่องจักรผลิตเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงในห้องแล็บ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในอนาคต

 

ปัญหาที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญนั้นน่าตกใจ ประเทศที่เคยเป็นเจ้าแห่งนวัตกรรมกลับมีผู้จบปริญญาเอกเพียง 130 คนต่อประชากรล้านคนในปี 2021 ตัวเลขที่ห่างชั้นเมื่อเทียบกับเกาหลีใต้และสหราชอาณาจักรที่มีถึง 340 คน เป็นสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าญี่ปุ่นกำลังตกขบวนรถไฟแห่งการพัฒนาทักษะขั้นสูง ทั้งที่เคยเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมมายาวนาน

 

ยิ่งตัวเลขผู้บริหารที่จบปริญญาเอกยิ่งสะท้อนความแตกต่างได้ชัดเจน สหรัฐฯ มีผู้บริหารระดับสูงที่จบปริญญาโทถึง 70% และปริญญาเอกกว่า 10% ขณะที่ญี่ปุ่นมีแค่ 15% และ 2% เท่านั้น 

 

สงครามแย่งชิงคนเก่งในประเทศพ่อมดไฮเทคกำลังทวีความเข้มข้น อัตราส่วนตำแหน่งงานต่อบัณฑิตจบใหม่ปี 2025 พุ่งสูงถึง 1.75 บ่งชี้ว่ามีตำแหน่งงานเปิดรอมากกว่าจำนวนบัณฑิตที่จะจบการศึกษา ก่อให้เกิดภาวะที่บริษัทต่างๆ ต้องดิ้นรนแย่งชิงคนเก่งอย่างดุเดือด

 

NEC บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของญี่ปุ่น จึงเปิดกลยุทธ์เด็ดจองตัวบัณฑิตปริญญาโทล่วงหน้าถึง 3 ปีก่อนเริ่มงานจริง เพื่อให้พวกเขาเรียนปริญญาเอกได้อย่างไร้กังวล โดยหวังว่าความมั่นคงในอนาคตจะช่วยให้นักศึกษาสามารถทุ่มเทกับการเรียนรู้และพัฒนาทักษะขั้นสูงได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลกับการหางานหลังเรียนจบ

 

นอกจากนี้ Mitsui E&S ผู้ผลิตเครนท่าเรือหันมาสนับสนุนค่าเล่าเรียนสูงถึง 1 ล้านเยนต่อปีให้พนักงานที่เรียนปริญญาเอก พร้อมเปิดทางให้ทำงานแค่ 4 วันต่อสัปดาห์ เพื่ออุทิศเวลาที่เหลือให้กับการศึกษาได้อย่างเต็มที่ 

 

ความเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการยกระดับทักษะพนักงาน แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมองค์กรของญี่ปุ่น ที่กำลังปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากญี่ปุ่นไม่สามารถเร่งเครื่องสร้างบุคลากรทักษะสูงได้ทันเวลา อาจหมายถึงการสูญเสียตำแหน่งผู้นำในหลายอุตสาหกรรมที่เคยครองมายาวนาน

 

ภาพ: west_photo / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่นทุ่มไม่อั้น! เปิดโครงการ ‘ดัน’ พนักงานเรียนปริญญาเอก แก้ ‘ภัยเงียบ’ ขาดแคลน ดร. ยกระดับอุตสาหกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘ทรัมป์ 2.0’ สะเทือนทุนญี่ปุ่น จ่อย้ายฐานผลิตหนีจีนซบไทย | Morning Wealth 25 ก.พ. 2568 https://thestandard.co/morning-wealth-25022025/ Tue, 25 Feb 2025 03:37:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1045413 morning-wealth-25022025

นโยบายภาษี ‘ทรัมป์’ บีบทุนญี่ปุ่นย้ายฐานผลิต หนีจีนซบไท […]

The post ชมคลิป: ‘ทรัมป์ 2.0’ สะเทือนทุนญี่ปุ่น จ่อย้ายฐานผลิตหนีจีนซบไทย | Morning Wealth 25 ก.พ. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-25022025

นโยบายภาษี ‘ทรัมป์’ บีบทุนญี่ปุ่นย้ายฐานผลิต หนีจีนซบไทย ฟาก BOI ลุยจีบ ญี่ปุ่น ลงทุน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ขยายซัพพลายเชน รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

ประเมินภาพรวมการลงทุน พูดคุยกับ สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ‘ทรัมป์ 2.0’ สะเทือนทุนญี่ปุ่น จ่อย้ายฐานผลิตหนีจีนซบไทย | Morning Wealth 25 ก.พ. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักท่องเที่ยวล้นเมืองญี่ปุ่นลุกลาม หลังที่พักไม่พอ-ราคาแพง โรงแรมแคปซูลกลายเป็นทางเลือกคนงบน้อย https://thestandard.co/japan-so-awash-tourists-business-travellers-are-resorting-capsule-hotels/ Sun, 19 Jan 2025 09:39:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1031896 นักท่องเที่ยวล้นเมือง

ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองญี่ปุ่นเริ่มลุกลาม หลังโรงแรม […]

The post นักท่องเที่ยวล้นเมืองญี่ปุ่นลุกลาม หลังที่พักไม่พอ-ราคาแพง โรงแรมแคปซูลกลายเป็นทางเลือกคนงบน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักท่องเที่ยวล้นเมือง

ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองญี่ปุ่นเริ่มลุกลาม หลังโรงแรมไม่พอให้บริการ โรงแรมแคปซูลจึงเป็นทางเลือกของนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวงบน้อย เพราะถ้าจองโรงแรมในโตเกียว 2 คืน ค่าใช้จ่ายพุ่งแตะ 60,000 เยน หรือราว 13,000 บาท

 

ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เงินเยนอ่อนค่าลงทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ปี 2024 ญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากกว่า 36.8 ล้านคน ซึ่งทำลายสถิติปี 2019 ช่วงก่อนโควิดที่มีนักท่องเที่ยวประมาณ 32 ล้านคน และญี่ปุ่นยังตั้งเป้ารับนักท่องเที่ยว 60 ล้านคนต่อปีภายในปี 2030

 

แม้ในแง่ของเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะได้รับประโยชน์จากยอดการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว แต่ก็มีผลกระทบเช่นกันเนื่องจากโรงแรมและที่พักไม่เพียงพอรองรับนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันก็ลำบากไปถึงกลุ่มนักธุรกิจที่เดินทางมาคุยงานก็ต้องไปใช้บริการโรงแรมแคปซูล ซึ่งเป็นห้องพักที่มีเตียงขนาดเล็กในลักษณะคล้ายตู้เก็บของ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโรงแรมแคปซูลมีไว้เพื่อตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายเป็นหลัก

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

เสียงสะท้อนจากพนักงานของบริษัทไอทีของโยชิกิกล่าวว่า ตัวเขาจะต้องเดินทางไปประชุมในโตเกียว แต่โรงแรมถูกนักท่องเที่ยวจองเต็มหมดแล้ว เราดีใจที่มีต่างชาติเข้ามาเที่ยวในญี่ปุ่นมากขึ้น แต่อีกด้านก็กระทบกับเราเพราะต้องไปนอนในโรงแรมแคปซูล ซึ่งเป็นห้องพักที่ไม่มีความสะดวกสบาย เพราะราคาอยู่ที่ 5,000 เยนต่อคืน (ราว 1,000 บาท) ถ้าเทียบกับโรงแรมในกรุงโตเกียวที่มีราคาอยู่ที่ 20,048 เยน (ราว 4,400) บาท โรงแรมในแคปซูลก็ถูกกว่าอย่างมาก

 

ทาคุโตะ ยาสุดะ นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัย NLI แสดงความเห็นว่า ภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะช่วยสร้างงานและรายได้จากการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว แต่ก็มีผลกระทบในเชิงลบเหมือนกัน เช่น คนญี่ปุ่นไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันอย่างง่ายดายได้เหมือนเดิม เพราะทุกสถานที่ล้วนเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว

 

เคสุเกะ โมริโมโตะ เจ้าของร้านกิโมโนในญี่ปุ่นกล่าวต่อไปว่า อีกหนึ่งปัญหาสะสมในญี่ปุ่นตอนนี้คือธุรกิจโรงแรมยังขาด แคลนแรงงานและต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นภาษีที่พักของรัฐบาล ปัจจัยเหล่านี้ทำให้โรงแรมต้องปรับขึ้นราคา และส่วนตัวรู้สึกตกใจเมื่อทราบว่าการเข้าพักที่โรงแรมในโตเกียวแค่ 2 คืน อาจต้องมีค่าใช้จ่ายถึง 60,000 เยน (ราว 13,000 บาท)

 

ภาพ: Sakarin Sawasdinaka / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post นักท่องเที่ยวล้นเมืองญี่ปุ่นลุกลาม หลังที่พักไม่พอ-ราคาแพง โรงแรมแคปซูลกลายเป็นทางเลือกคนงบน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ญี่ปุ่น’ จุดเปลี่ยนของการเมือง เศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และตลาดหุ้น https://thestandard.co/opinion-japans-changing/ Wed, 18 Dec 2024 01:36:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1020769

เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ภายใต […]

The post ‘ญี่ปุ่น’ จุดเปลี่ยนของการเมือง เศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ภายใต้รัฐบาลใหม่ที่นำโดยนายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ (Shigeru Ishiba) จากพรรค Liberal Democratic Party (LDP) กลุ่มรัฐบาลเสียงข้างน้อยในรัฐสภาที่มีเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการปรับเพิ่มค่าจ้าง กระตุ้นการบริโภค และขยายฐานรายได้ที่ไม่เสียภาษีเพื่อเสริมกำลังซื้อ ซึ่งนโยบายเหล่านี้มีแนวโน้มส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสร้างเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ (Demand-Pull Inflation) ที่จะเป็นผลบวกในระยะสั้นถึงกลาง

 

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง เพราะเป็นปัจจัยที่มีโอกาสกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคได้หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น ดังนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจกับการควบคุมเงินเฟ้อ รวมถึงการที่ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจและสถาบันการเงินเพื่อเสริมความเชื่อมั่นและลดผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สถานะเสียงข้างน้อยของรัฐบาลอาจเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาต่อรองนโยบายที่ตอบโจทย์สถานการณ์เศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสมและยืดหยุ่นมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการหนี้และนโยบายการคลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะยาวอีกด้วย

 

สำหรับด้านนโยบายการเงินนั้น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กำลังปรับนโยบายให้เข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของเศรษฐกิจของญี่ปุ่นหลังจากใช้นโยบายผ่อนคลายมากว่าทศวรรษ โดยเริ่มต้นจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและยกเลิกนโยบายดอกเบี้ยติดลบ ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่ยั่งยืน อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ในตลาดคาดการณ์ไว้ว่า ค่าจ้างพื้นฐานจะยังมีโอกาสเติบโตเฉลี่ยราว 3% ภายในปี 2568 ขณะที่คาดอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) จะขยายตัวประมาณ 2% ต้นๆ ซึ่งจะช่วยสร้างวัฏจักรเชิงบวกระหว่างค่าจ้างและเงินเฟ้อ สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว แต่หากเงินเยนกลับไปอ่อนค่าใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐอีกครั้ง อาจทำให้ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นและผลักดันให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้น เป็นโจทย์ที่ BOJ จะต้องพิจารณาเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและเป้าหมายเงินเฟ้อในระยะยาว

 

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกำลังปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่

 

การปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่ของญี่ปุ่นด้วยแนวคิดที่ว่าการอ่อนค่าของเงินเยนจะเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นนั้นกำลังถูกท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและกลยุทธ์ของธุรกิจในปัจจุบัน แม้ว่าในอดีตการอ่อนค่าของเงินเยนจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกและหนุนผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน แต่ทว่าตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับการขาดดุลการค้าที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2565 ที่มีการขาดดุลมากถึง 20 ล้านล้านเยน สะท้อนถึงบทบาทที่ลดลงของภาคส่งออก ซึ่งอยู่ในฐานะตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ หลายบริษัทของญี่ปุ่นปรับตัวด้วยการย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศและนำกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงด้านค่าเงินมาใช้ เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินเยนที่มีต่อผลประกอบการของบริษัท ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วง 2-3 เดือนล่าสุด ดัชนีตลาด TOPIX ของญี่ปุ่นแกว่งตัวออกข้างแบบมีเสถียรภาพแม้ว่าค่าเงินเยนจะผันผวนอย่างมากก็ตาม

 

การลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีศักยภาพการเติบโตที่โดดเด่น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ การปรับขึ้นค่าแรง และการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในครัวเรือน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายของ BOJ สู่ภาวะปกติ ช่วยเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศมีแนวโน้มได้รับประโยชน์โดยตรงจากปัจจัยเหล่านี้ ในขณะที่หุ้นกลุ่มส่งออกมีแนวโน้มเติบโตจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าหลักอย่างจีนและสหรัฐฯ รวมถึงความต้องการกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี ทำให้ประเมินได้ว่าหุ้นขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาวที่ขับเคลื่อนด้วยการฟื้นตัวของอุปสงค์โลก แทนการพึ่งพาการอ่อนค่าของเงินเยนเหมือนเช่นในอดีต

 

การเปลี่ยนแปลงของญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคเงินเฟ้อที่ยั่งยืนมีโอกาสเป็นตัวเร่งสำคัญสำหรับเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวของค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้น การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัว และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ปรับตัวดีขึ้น ช่วยขับเคลื่อนความคาดหวังต่อการเติบโตของกำไรในระยะยาว บวกกับความเสี่ยงของปัจจัยภายในประเทศที่มีแนวโน้มลดลงจากเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและสมดุลมากขึ้น คาดว่าจะช่วยหนุนให้นักลงทุนในตลาดประเมินมูลค่าหุ้นญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว

 

ภาพ: Alexander Spatari / Getty Images

The post ‘ญี่ปุ่น’ จุดเปลี่ยนของการเมือง เศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
รพ. ในญี่ปุ่นขาดแคลนแรงงานหนัก LEOC เปิดรับสมัคร 1,000 คนต่อปี พร้อมให้สวัสดิการอีกเพียบ https://thestandard.co/leoc-hiring-1000-workers-annually/ Sat, 23 Nov 2024 05:18:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1011925

อาชีพพนักงานโรงพยาบาล-ร้านอาหารในญี่ปุ่นขาดแคลนหนัก LEO […]

The post รพ. ในญี่ปุ่นขาดแคลนแรงงานหนัก LEOC เปิดรับสมัคร 1,000 คนต่อปี พร้อมให้สวัสดิการอีกเพียบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

อาชีพพนักงานโรงพยาบาล-ร้านอาหารในญี่ปุ่นขาดแคลนหนัก LEOC เตรียมเปิดรับสมัครแรงงานทักษะดี เน้นคนฟิลิปปินส์ เมียนมา และประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายตำแหน่ง 1,000 คนต่อปี พร้อมให้สวัสดิการ อบรมภาษา ต่อวีซ่า นำครอบครัวเข้ามาอยู่ด้วยได้

 

Nikkei Asia รายงานว่า หลังจากรัฐบาลพยายามปรับปรุงโครงการวีซ่าใหม่ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศและดึงดูดผู้มีทักษะจากต่างประเทศเข้ามา โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ปรับเพิ่มอุตสาหกรรมบริการอาหารเข้าไปในกลุ่ม Category 2 ของโครงการวีซ่าใหม่ ซึ่งจะทำให้แรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในภาคธุรกิจอาหารจะได้รับสวัสดิการหลายอย่าง ประกอบด้วย

 

  1. สามารถต่ออายุวีซ่าได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
  2. สามารถนำครอบครัวมาอาศัยอยู่ด้วยในญี่ปุ่น
  3. มีโอกาสยื่นขอถิ่นที่อยู่ถาวร (Permanent Residency) ในอนาคต

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ที่สำคัญนายจ้างยังสามารถฝึกอบรมแรงงานต่างชาติที่เข้าร่วมโครงการเพื่อพัฒนาเป็นผู้บริหารระดับสูงในอนาคตได้อีกด้วย โดยการเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าแรงงานจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีส่วนสำคัญทำให้ธุรกิจภาคบริการและการดูแลสุขภาพในญี่ปุ่นเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

 

โทชิยูกิ ทาจิมะ ซีอีโอของ LEOC กล่าวว่า LEOC จะกลายเป็นบริษัทที่จ้างแรงงานต่างชาติโดยใช้โครงการวีซ่าทำงานจำนวนมากที่สุดถ้าเทียบกับบริษัทอื่นๆ ในญี่ปุ่น ด้วยปัจจุบันบริษัทได้บริการจัดทำอาหารในโรงอาหารมากกว่า 3,000 แห่ง และมีศูนย์ขนส่งสินค้ากว่า 50 แห่งในญี่ปุ่น และยังภายใต้กลุ่มบริษัท ONODERA GROUP ซึ่งมีธุรกิจอาหารที่มีชื่อเสียงรวมถึงร้านซูชิระดับไฮเอนด์ และมีบริษัทในเครือตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกาและจีน

 

นอกจากนี้ ONODERA GROUP ยังเพิ่งเข้าซื้อกิจการ Nadaman ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานกว่าศตวรรษจาก ASAHI GROUP HOLDINGS แสดงให้เห็นว่าบริษัทกำลังขยายการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

จึงทำให้ปีงบประมาณที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2025 LEOC วางแผนจ้างแรงงานต่างชาติ 1,000 คนต่อปี ภายใต้โครงการแรงงานทักษะเฉพาะ (Specified Skilled Worker Program) ซึ่งจะกระจายกันไปหลายตำแหน่ง ทั้งทำอาหารในโรงพยาบาล บ้านพักคนชรา และโรงอาหารของบริษัทต่างๆ และยังมีโอกาสเข้าฝึกอบรมเพื่อพัฒนาสู่ระดับผู้บริหารในอนาคตอีกด้วย

 

ในส่วนของบริษัทจะมีการจัดอบรมภาษาและทักษะการทำอาหารให้ฟรีในประเทศฟิลิปปินส์และเมียนมา พร้อมให้การสนับสนุนตั้งแต่กระบวนการสมัครลงทะเบียน และยังร่วมมือกับ ONODERA USER RUN ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ทำหน้าที่ฝึกอบรมแรงงานต่างชาติให้สามารถเริ่มงานได้อย่างรวดเร็ว

 

นอกจากการฝึกทำงานแล้ว ยังมีการช่วยเหลือด้านการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นเพื่อให้แรงงานต่างชาติสามารถปรับตัวอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นได้อย่างราบรื่น

 

ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมบริการอาหารที่กำลังได้รับผลกระทบรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สอดรับกับผลสำรวจของ Teikoku Databank ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าร้านอาหารกว่า 59.8% ขาดแคลนพนักงานประจำ และร้านอาหารอีก 67.5% ขาดแคลนพนักงานชั่วคราว

 

ภาพ: PanuShot / Shutterstock

อ้างอิง:

The post รพ. ในญี่ปุ่นขาดแคลนแรงงานหนัก LEOC เปิดรับสมัคร 1,000 คนต่อปี พร้อมให้สวัสดิการอีกเพียบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลเลือกตั้ง สส. ญี่ปุ่น ชี้ว่าพรรครัฐบาล LDP สูญเสียเสียงข้างมากครั้งแรกในรอบ 15 ปี https://thestandard.co/japan-ldp-loses-majority/ Mon, 28 Oct 2024 05:09:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1000868

ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นที่จัดขึ้นวานน […]

The post ผลเลือกตั้ง สส. ญี่ปุ่น ชี้ว่าพรรครัฐบาล LDP สูญเสียเสียงข้างมากครั้งแรกในรอบ 15 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นที่จัดขึ้นวานนี้ (27 ตุลาคม) ปรากฏว่าพรรคร่วมรัฐบาลของญี่ปุ่นนำโดยพรรค LDP สูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี หลังได้ สส. จำนวน 215 ที่นั่ง จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้าที่ได้ 288 ที่นั่ง

 

ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านได้ สส. รวมกัน 235 ที่นั่ง เกินกึ่งหนึ่งคือ 233 ที่นั่ง ทำให้สามารถครองเสียงข้างมาก ส่วนที่เหลืออีก 15 ที่นั่งเป็นผู้สมัครอิสระ

 

โดยพรรค CDPJ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักได้ สส. 148 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนที่ได้ 98 ที่นั่ง

 

ผลการเลือกตั้งที่ออกมาคาดว่าสะท้อนความไม่พอใจของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจ และเรื่องอื้อฉาวทางการเมืองภายในพรรค LDP หลายกรณี

 

ขณะเดียวกันยังส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในการบริหารประเทศของพรรค LDP ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษนิยม และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ ชิเงรุ อิชิบะ ประธานพรรค และนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง

 

NHK รายงานคำกล่าวของอิชิบะซึ่งระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง “ตัดสินพรรคของเขาอย่างรุนแรง”

 

อย่างไรก็ตาม ดัชนีหุ้น Nikkei 225 และดัชนี TOPIX ของญี่ปุ่น ดีดตัวขึ้นระหว่างการซื้อขายวันนี้ (28 ตุลาคม) ภายหลังปรากฏผลการเลือกตั้ง โดย Nikkei เพิ่มขึ้น 1.5% ขณะที่ TOPIX เพิ่มขึ้น 1.18% แต่คาดว่าเป็นแรงหนุนจากเงินเยนที่อ่อนค่าลงในวันนี้ โดยลดลง 0.96% อยู่ที่ระดับ 153.75

 

ภาพ: Takashi Aoyama / Anadolu via Getty Images

อ้างอิง:

The post ผลเลือกตั้ง สส. ญี่ปุ่น ชี้ว่าพรรครัฐบาล LDP สูญเสียเสียงข้างมากครั้งแรกในรอบ 15 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ญี่ปุ่นพับแผนกระตุ้นแต่งงาน ท่ามกลางวิกฤตประชากรและแรงงานที่หาทางออกไม่ได้ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-21092024/ Sat, 21 Sep 2024 02:00:56 +0000 https://thestandard.co/?p=985967

จำนวนผู้สูงอายุญี่ปุ่นกำลังเพิ่มสูงขึ้นมากเป็นประวัติกา […]

The post ชมคลิป: ญี่ปุ่นพับแผนกระตุ้นแต่งงาน ท่ามกลางวิกฤตประชากรและแรงงานที่หาทางออกไม่ได้ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

จำนวนผู้สูงอายุญี่ปุ่นกำลังเพิ่มสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ ซึ่งกำลังนำไปสู่ปัญหาแรงงานในอนาคต

 

ในขณะที่โครงการจูงใจให้ผู้หญิงในโตเกียวแต่งงานกับผู้ชายในชนบทด้วยเงิน 6 แสนเยน (ประมาณ 1.4 แสนบาท) ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการแก้ปัญหากลับต้องยกเลิก หลังเผชิญเสียงคัดค้านอย่างหนักจากทั่วประเทศ ญี่ปุ่นจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ญี่ปุ่นพับแผนกระตุ้นแต่งงาน ท่ามกลางวิกฤตประชากรและแรงงานที่หาทางออกไม่ได้ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารกลางญี่ปุ่นยืนยัน จะยังเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก แม้ครั้งก่อนหน้าทำให้ตลาดหุ้นร่วงทั่วโลก https://thestandard.co/boj-interest-hike-0-25/ Sat, 24 Aug 2024 02:26:45 +0000 https://thestandard.co/?p=974757

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีการป […]

The post ธนาคารกลางญี่ปุ่นยืนยัน จะยังเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก แม้ครั้งก่อนหน้าทำให้ตลาดหุ้นร่วงทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นมา 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายกลับตัวขึ้นมาเหนือ 0% และยังเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 17 ปีอีกด้วย

 

การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายการเงินของประเทศญี่ปุ่นในรอบนี้ทำให้ตลาดทุนทั่วโลกปั่นป่วนเป็นอย่างมาก แม้แต่ดัชนี NIKKEI ก็ปรับตัวลงถึง 12% จากข่าวดังกล่าว ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติต้องเรียกตัว คาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น มาอธิบายในสภา

 

ล่าสุดวานนี้ (23 สิงหาคม) สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า คาซูโอะ อุเอดะ ได้ยืนยันในจุดยืนของตนต่อสภาว่า สถานการณ์เศรษฐกิจยังเป็นไปตามแผนของการปรับนโยบายดอกเบี้ยขึ้นอยู่ โดยก่อนหน้านี้ตัวเลขเงินเฟ้อของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นที่ 2.8% สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 2.7% ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนของผู้ว่าฯ แบงก์ชาติของญี่ปุ่น และส่งสัญญาณว่าอาจจะมีการปรับดอกเบี้ยขึ้นได้อีกในอนาคตอีกด้วย

 

จากรายงานดังกล่าว สกุลเงินเยนของญี่ปุ่นปรับตัวแข็งค่าขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ราคาพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลง

 

BOJ เผชิญกับการตรวจสอบจากตลาดอย่างเข้มข้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (23 สิงหาคม) หลังจาก BOJ ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการที่อุเอดะส่งสัญญาณเชิงรุกว่าจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกนั้น เป็นสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงอย่างหนักในช่วงต้นเดือนนี้

 

โดยการซักฟอกของกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศญี่ปุ่น) และจากนั้นจึงเข้าชี้แจงต่อวุฒิสภาตั้งแต่เวลา 13.00 น. โดยการชี้แจงแต่ละรอบนั้นใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงครึ่ง

 

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า การเข้าชี้แจงต่อรัฐสภาญี่ปุ่นในครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และเกิดขึ้นตามคำเรียกร้องของบรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ยืนยันว่าต้องการคำอธิบายจาก BOJ หลังจากการส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวของ BOJ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแรงเทขายในตลาดหุ้นทั่วโลก

 

ผลของการสอบสวนนี้ถูกประกาศสู่สาธารณชนเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการแถลงการณ์จาก เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่เมืองแจ็กสันโฮล ซึ่งทำให้นักลงทุนคาดหวังว่าอุเอดะจะปรับท่าทีการปรับขึ้นดอกเบี้ยให้อ่อนลงหลังจากนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความผันผวนในตลาดทุนขึ้นอีกครั้ง

 

อ้างอิง: 

The post ธนาคารกลางญี่ปุ่นยืนยัน จะยังเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก แม้ครั้งก่อนหน้าทำให้ตลาดหุ้นร่วงทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทำไมนโยบายการเงินญี่ปุ่นกำลังเป็นจุดสิ้นสุดของยุค Yen Carry Trade | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-07082024-2/ Wed, 07 Aug 2024 07:04:58 +0000 https://thestandard.co/?p=968344

Yen Carry Trade คืออะไร ทำไมการใช้นโยบายการเงินยุคใหม่ข […]

The post ชมคลิป: ทำไมนโยบายการเงินญี่ปุ่นกำลังเป็นจุดสิ้นสุดของยุค Yen Carry Trade | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

Yen Carry Trade คืออะไร ทำไมการใช้นโยบายการเงินยุคใหม่ของญี่ปุ่นกำลังเป็นจุดสิ้นสุดของยุค Yen Carry Trade และส่งผลกระทบต่อหุ้นสหรัฐฯ และการลงทุน ติดตามรายละเอียดได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ทำไมนโยบายการเงินญี่ปุ่นกำลังเป็นจุดสิ้นสุดของยุค Yen Carry Trade | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยในทศวรรษที่สูญหาย https://thestandard.co/thai-economy-in-the-lost-decade/ Mon, 29 Jul 2024 07:49:30 +0000 https://thestandard.co/?p=964453

Japan has been struggling with deflation for a decade a […]

The post เศรษฐกิจไทยในทศวรรษที่สูญหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

Japan has been struggling with deflation for a decade and a half, triggered by the collapse of the asset bubble of the late 1980s/early 1990s and the destabilization of the financial system reflecting this collapse. A key characteristic of Japan’s deflation is that it has been moderate but persistent.

 

Kuroda Haruhiko, Former Governor of the Bank of Japan
Speech at Columbia University in New York

13 April 2016

 


 

หนึ่งในช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดบนหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก คือ ‘ทศวรรษที่สูญหาย’ (The Lost Decade)

 

ทศวรรษที่สูญหายเป็นคำที่ใช้อธิบายเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงปี 1990 ซึ่งมีลักษณะสำคัญ 2 ประการ คือ (1) เศรษฐกิจเติบโตต่ำติดต่อกันระยะเวลานาน จนกระทั่ง (2) คนญี่ปุ่นเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตได้เหมือนเดิม พวกเขาจึงเก็บออมและใช้จ่ายน้อยลง ญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่สูญหายหลังเกิดวิกฤตฟองสบู่ราคาสินทรัพย์

 

หากทาบเศรษฐกิจไทยจากไตรมาสที่วิกฤตโควิดเริ่มต้นขึ้นกับเศรษฐกิจญี่ปุ่นในเวลาฟองสบู่ราคาเริ่มต้นแตกลงจะพบว่า มูลค่าของเศรษฐกิจ (Real GDP) และความเชื่อมั่นของภาคเอกชนของทั้งสองประเทศแยกตัวลงมาจากแนวโน้มก่อนวิกฤตในลักษณะเดียวกัน และต่างก็ไม่มีทีท่าว่าจะกลับไปยังแนวโน้มก่อนวิกฤตได้เลย (รูปที่ 1)

 

 

อาการของเศรษฐกิจไทยในรูปที่ 1 ชวนให้สงสัยว่า เศรษฐกิจไทยกำลังก้าวตามรอยญี่ปุ่นเข้าสู่ทศวรรษที่สูญหายหรือไม่ บทความฉบับนี้ชวนท่านผู้อ่านเปรียบเทียบแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกับเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่สูญหาย

 

ทศวรรษที่รุ่งเรือง

 

ในช่วงปี 1961-1970 เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวอย่างก้าวกระโดดตามการเติบโตของผลิตภาพ ซึ่งเป็นผลจากการที่ภาครัฐดำเนินนโยบายส่งเสริมการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก ทั้งการนำเข้าและปรับใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการควบคุมคุณภาพการผลิต โดยในช่วงเวลาดังกล่าวการลงทุนเติบโตขึ้นถึง 15.1% เฉลี่ยต่อปี ขณะที่ผลิตภาพของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตขึ้นถึง 3.8% ต่อปี[1]

 

เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงเติบโตต่อไปในช่วงปี 1971-1990 แต่เป็นการเติบโตจากการบริโภคเป็นหลัก โดยในช่วงปี 1971-1980 และ 1981-1990 การบริโภคภายในประเทศขยายตัวเฉลี่ย 6.0% และ 4.8% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่การลงทุนขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 5.5% และ 2.8% ต่อปีโดยเฉลี่ย ตามลำดับ ส่งผลให้ผลิตภาพเติบโตช้าลงมาอยู่ที่ 0.4% และ 1.3% ต่อปีโดยเฉลี่ย ตามลำดับ

 

เศรษฐกิจที่เติบโตเร็วประกอบกับเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมากหลังจากญี่ปุ่นลงนามในข้อตกลง Plaza Accord กับฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ในปี 1985 ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ภายในประเทศปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จูงใจให้ภาคเอกชนก่อหนี้มาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์ญี่ปุ่น โดยในช่วงปี 1986-1990 ตัวเลขสินเชื่อภาคเอกชน (ไม่รวมสถาบันการเงิน) ขยายตัวถึง 11.7% เฉลี่ยต่อปี กระแสการลงทุนส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์พุ่งสูงขึ้นเป็นฟองสบู่

 

จนกระทั่งปี 1989-1990 ธนาคารกลางญี่ปุ่นแสดงความกังวลกับฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์ และปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นจาก 2.5% ในไตรมาสที่ 1 ของปี 1989 ไปอยู่ที่ 9.0% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 1990 แม้มีเจตนาดี แต่การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเร็วเกินไป ก็ทำให้ฟองสบู่ราคาสินทรัพย์แตกลง

 

จากฟองสบู่สู่ทศวรรษที่สูญหาย

 

เมื่อราคาสินทรัพย์ตกลงอย่างรุนแรง สถานะทางการเงินของภาคเอกชนญี่ปุ่นก็ทรุดลง กระทบความต้องการซื้อสินค้าภายในประเทศ ยอดขาย และค่าแรง โดยอัตราการเติบโตของค่าจ้างที่ชะลอลงจาก 4.7% ต่อปีในปี 1990 ลงมาอยู่ที่ 1.8% ต่อปีในปี 1995 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ (ไม่รวมราคาอาหารสด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และพลังงาน) ชะลอลงจาก 2.6% ในปี 1990 ลงมาอยู่ที่ 0.7% ในปี 1995 ตัวเลขเศรษฐกิจเหล่านี้เป็นสัญญาณของ ‘เศรษฐกิจที่ฝืดเคือง’

 

เศรษฐกิจที่ฝืดเคืองขยายตัวขึ้นผ่านกลไกทางการเงินที่เรียกว่า ‘Financial Accelerator’

 

Muto Sudo and Yoneyama (2023, Oxford Bulletin of Economics and Statistics) อธิบายว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซาและสถานะทางการเงินทรุดโทรมลง ทำให้คนญี่ปุ่นประสบปัญหาในการชำระหนี้จนกลายเป็น ‘หนี้เสีย’ ซึ่งเป็นต้นทุนเครดิต (Credit Cost) ที่กระทบต่อกำไรและเสถียรภาพของสถาบันการเงิน ในภาวะดังกล่าว สถาบันการเงินจะให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการหนี้ เพื่อลดผลกระทบต่อธุรกิจ ขณะเดียวกันเนื่องจากสถาบันการเงินแบกรับความเสี่ยงจากหนี้เสียเอาไว้มาก สถาบันการเงินจึงไม่สามารถให้สินเชื่อใหม่ได้ เมื่อสถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อ ภาคเอกชนจึงเข้าไม่ถึงสภาพคล่องทางการเงินและไม่มีเงินลงทุนเพิ่มผลิตภาพได้ การลงทุนจึงซบเซา ส่งผลให้ผลิตภาพลดลง จะเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจซบเซาซึ่งเป็นปัญหาระยะสั้นลุกลาม ทำให้ผลิตภาพลดลงซึ่งเป็นปัญหาระยะยาว (รูปที่ 2 บน)

 

Financial Accelerator ผลักให้เศรษฐกิจเข้าสู่วงจรลบ เพราะเมื่อผลิตภาพลดลง รายได้ซึ่งเป็นผลตอบแทนจากการผลิตก็ไม่อาจเติบโตได้เช่นกัน เมื่อรายได้ซบเซาลง ภาคเอกชนญี่ปุ่นก็จำเป็นต้องลดการออม เพื่อนำเงินออมมาใช้จ่าย สุดท้ายสถานะทางการเงินก็ยิ่งทรุดโทรม (รูปที่ 2 ล่าง) เมื่อเศรษฐกิจซบเซาเป็นเวลานาน คนญี่ปุ่นก็เริ่มคุ้นชินกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา และคาดการณ์ไปข้างหน้าว่ารายได้จะเติบโตช้า สวนทางกับราคาสินค้าที่จะถูกลง นั่นนำไปสู่พฤติกรรมเก็บออมและจำกัดการใช้จ่าย ซึ่งจะหมุนวนกลับมากระทบความต้องการซื้อภายในประเทศ

 

สุดท้ายญี่ปุ่นก็ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่สูญหาย

 

ไทยกำลังอยู่ในทศวรรษที่สูญหาย?

 

กลับมายังปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยออกอาการโตช้ามาตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด โดยเศรษฐกิจไทย ณ สิ้นปี 2023 ฟื้นตัวเป็นอันดับที่ 162 จาก 189 ประเทศที่สำรวจ และเมื่อมองไปข้างหน้า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้เพียง 2.5-3.0% ในปี 2024 จากที่เคยเติบโตได้ 5.4% ต่อปีในช่วงปี 2000-2006 และ 3.1% ในช่วงปี 2012-18[2]

 

เมื่อลองทาบเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงต้นของทศวรรษที่สูญหายกับเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิดจะพบว่า ‘เศรษฐกิจไทยแสดงอาการที่คล้ายกับเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างมากจนน่าวิตก’ 

 

โดยผลิตภาพแรงงานของไทยหยุดเติบโต จากที่เคยเติบโตช้าอยู่แล้วเป็นทุนเดิม (รูปที่ 2 บน) ขณะที่สถาบันการเงินไทยก็เผชิญกับต้นทุนเครดิตที่สูงขึ้น (รูปที่ 2 ล่าง) โดยเฉพาะตั้งแต่ภาครัฐลดความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องในปี 2023 (ตรงกับช่วงไตรมาสที่ 10 หลังเกิดวิกฤตโควิด) ส่งผลให้สถาบันการเงินไม่สามารถให้สินเชื่อใหม่ได้ รูปที่ 2 (ล่าง) สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับแรงผลักจาก Financial Accelerator อยู่ในขณะนี้

 

 

ศักยภาพการเติบโตระยะยาวที่เสื่อมถอยลงและข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ส่งผลต่อสถานะทางการเงินของคนไทย สถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อขยายภาพลงมาดูฐานะการเงินของคนไทยในระดับจุลภาค ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2023 สะท้อนว่า สัดส่วนของครัวเรือนไทยที่เผชิญปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายคิดเป็นกว่า 41% ของครัวเรือนไทยทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2021 ที่เคยอยู่ที่ 32% และพบด้วยว่า ครัวเรือนรายได้ปานกลางเริ่มเจอปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายกันมากขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนรายได้น้อย ขณะเดียวกันก็มีภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีรายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้เพิ่มขึ้นราว 5% ระหว่างปี 2021-22[3]

 

จากอาการทั้งหมดที่กล่าวมา ผู้เขียนกังวลว่าเศรษฐกิจไทยจะก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่สูญหายไปเสียแล้ว และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ประสบการณ์ของประเทศญี่ปุ่นบอกเราว่า เราอาจต้องตกอยู่ในทศวรรษที่สูญหายไปยาวนานกว่า 30 ปี หรือจนกว่าจนถึงปี 2050

 

ญี่ปุ่น (กำลังจะ) หลุดพ้นจากทศวรรษที่สูญหายได้อย่างไร

 

ในขณะที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงต้นของทศวรรษที่สูญหาย เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็กำลังส่งสัญญาณของโอกาสที่จะหลุดพ้นจากทศวรรษที่สูญหายที่เผชิญมากว่า 30 ปี

 

มูลค่าของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่คิดในรูปตัวเงินในช่วงปี 2022-2023 ขยายตัวเฉลี่ย 3.5% ต่อปี จากในช่วงปี 1993-2012 ที่มูลค่าเศรษฐกิจหดตัวประมาณ 0.03% สะท้อนการฟื้นตัวทั้งจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ ที่สำคัญ[4] ผลการเจรจาค่าจ้างฤดูใบไม้ผลิ หรือ ‘ชุนโต’ ประจำปี 2024 ปรากฏว่า สมาชิกสหภาพแรงงานกว่า 7 ล้านคนจะได้ขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยประมาณ 5.3% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 30 ปี หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นมากในปี 2023[5] สัญญาณการปรับขึ้นราคาค่าจ้างตามอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น (Wage-Price Spiral) บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีโอกาสที่จะกลับมาเติบโตดีขึ้นในอนาคตอันใกล้

 

เศรษฐกิจญี่ปุ่น ‘สร้างโอกาส’ ในการหลุดพ้นจากทศวรรษที่สูญหายจาก ‘พื้นฐานที่ดี’

 

พื้นฐานที่ดี ข้อที่ 1 ญี่ปุ่นสามารถสร้างโอกาสจากการส่งออกและการลงทุน บนพื้นฐานของการดำเนินนโยบายสนับสนุนการปรับตัว ที่มีโครงสร้างเชิงสถาบันรองรับและปฏิบัติตามได้จริง โดยการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างมีกลยุทธ์ ซึ่งในเดือนพฤษภาคม 2022 ญี่ปุ่นประกาศใช้ ‘The Economic Security Promotion Act’ ซึ่งประกอบด้วยเสาหลัก 4 ประการ ได้แก่ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่การผลิตสำหรับสินค้าและวัตถุดิบสำคัญ, การพัฒนาบริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน, การเร่งกระบวนการพัฒนาและนำเทคโนโลยีการผลิตมาเพิ่มความสามารถในการแข่งขันผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และการส่งเสริมสิทธิบัตรที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดที่เป็นความลับทางการค้า

 

The Economic Security Promotion Act เป็นรากฐานให้ผู้ดำเนินนโยบายออกมาตรการด้านการค้าการลงทุนที่สำคัญ อาทิ การสนับสนุนการ Reshoring และ Nearshoring อย่างกว้างขวาง เพื่อลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ โดยในเดือนพฤษภาคม 2020 – มีนาคม 2022 กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ให้เงินอุดหนุนไปกว่า 439 โครงการในกลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการลงทุนจากผู้ผลิตสินค้าที่มีความสำคัญบนห่วงโซ่การผลิตโลกบริษัท โดยเฉพาะผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เช่น Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ให้มาลงทุนจัดตั้งโรงงานผลิตในจังหวัดคุมาโมโตะ และให้ Samsung มาตั้งสถาบันวิจัยเกี่ยวกับเซมิคอนดักเตอร์ที่เมืองโยโกฮามา[6] นโยบายการค้าการลงทุนมีอิทธิพลสำคัญให้การค้าญี่ปุ่นฟื้นตัวอย่างน่าสนใจ[7]

 

พื้นฐานที่ดี ข้อที่ 2 – ญี่ปุ่นสร้างโอกาสในการฟื้นตัวจากทศวรรษที่สูญหาย จากการสอดประสานนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ในขณะที่นโยบายการคลังพยายามรักษาสมดุลระหว่างการใช้เงินงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและบริหารหนี้สาธารณะ นโยบายการเงินมีบทบาทสำคัญในการพยายามรักษาภาวะการเงินให้ผ่อนปรน ทั้งในแง่ของ ‘การตั้งเป้าหมาย’ – ธนาคารกลางญี่ปุ่นปรับเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่นและสื่อสาร เพื่ออนุมานว่าธนาคารกลางจะดูแลทั้งอัตราเงินเฟ้อและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวอย่างมั่นคง (“Price stability, thereby contributing to the sound development of the national economy” (Bank of Japan Act, Article 2)[8] และการกระทำ – การออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ และ Yield Curve Control 

 

การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนปรนอย่างต่อเนื่องและยาวนานพอ ช่วยดูแลสถานะทางการเงินของประชาชนในยามที่เศรษฐกิจเผชิญปัจจัยลบและความไม่แน่นอน และที่สำคัญภาวะการเงินที่ผ่อนปรนยังเป็นพื้นฐานให้ธุรกิจเข้าถึงทุนที่เป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการลงทุน เพื่อคว้าโอกาสที่กล่าวถึงข้างต้น นโยบายการเงินจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขยายผลของแรงส่งของนโยบายการคลัง การค้า และการลงทุน[9]

 

บทสรุป

 

So, we had a number of macroeconomic failures in the initial phase. It is only after the initial phase that we saw an increase in NPL and went through a balance sheet recession and liquidity trap.

 

The Japanese policymakers were slow to tackle these problems.

 

Masazumi Wakatabe, Former Deputy Governor of the Bank of Japan

Nasdaq podcast on “Will Inflation Save Japan’s Economy from the Lost Decades?”

22 September 2023[10]

 

ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งกับ Nasdaq มาซาซูมิ วาคาตาเบะ รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น ภายใต้การนำของผู้ว่าการฯ คุโรดะ ยอมรับว่า ในช่วงต้นของทศวรรษที่หายไป ผู้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจเข้ามาประคับประคองเศรษฐกิจช้าเกินไป หลังจากที่ฟองสบู่ราคาสินทรัพย์แตกลงในปี 1991 และมีส่วนทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ทศวรรษที่สูญหายไป

 

ประสบการณ์ของเศรษฐกิจญี่ปุ่นบอกเราว่า ‘ความร่วมมือของผู้ดำเนินนโยบาย’ เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ช่วยสร้างโอกาสให้ญี่ปุ่นหลุดพ้นจากทศวรรษที่สูญหาย

 

หากเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ทศวรรษที่สูญหายจริง ผู้ดำเนินนโยบายจะต้องรีบ ‘ร่วมมือกัน’ ผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่สอดประสาน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยไม่ต้องติดอยู่กับทศวรรษที่สูญหายอีกกว่า 30 ปี

 

อ้างอิง: 

The post เศรษฐกิจไทยในทศวรรษที่สูญหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาคอนโดในญี่ปุ่นช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ พบราคาใจกลางกรุงโตเกียวร่วง 16% แต่ยังคงถือว่าแพง https://thestandard.co/japan-condo-first-6-months-2024/ Tue, 23 Jul 2024 04:47:18 +0000 https://thestandard.co/?p=961419

สำนักข่าวเกียวโดรายงานอ้างอิงข้อมูลจากผลการศึกษาของสถาบ […]

The post ราคาคอนโดในญี่ปุ่นช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ พบราคาใจกลางกรุงโตเกียวร่วง 16% แต่ยังคงถือว่าแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักข่าวเกียวโดรายงานอ้างอิงข้อมูลจากผลการศึกษาของสถาบันเศรษฐกิจอสังหาริมทรัพย์ (The Real Estate Economic Institute) ว่าราคาเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมใหม่ 23 แห่งทางตอนกลางของกรุงโตเกียว เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2024 ปรับตัวลดลง 16.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทำให้ราคาคอนโดมิเนียมใจกลางกรุงโตเกียวขณะนี้ลดลงเหลือ 108.6 ล้านเยน (6.9 แสนดอลลาร์)

 

รายงานระบุว่า แม้ราคาในปัจจุบันจะปรับตัวลดลงจากสถิติสูงสุดในปีก่อน แต่ราคาอสังหาริมทรัพย์โดยรวมของประเทศญี่ปุ่นก็ยังคงถือว่าอยู่ในระดับสูง

 

ขณะเดียวกัน สถาบันเศรษฐกิจอสังหาริมทรัพย์ยังพบว่า ค่าเฉลี่ยราคาคอนโดมิเนียมของพื้นที่เมืองใหญ่ทั่วประเทศ ซึ่งครอบคลุมทั้งเมืองหลวงและจังหวัดโดยรอบ ได้รับผลกระทบจากการลดลงของราคาคอนโดมิเนียมในใจกลางกรุงโตเกียว โดยราคาคอนโดมิเนียมโดยเฉลี่ยลดลง 13.5% สู่ 76.8 ล้านเยน

 

นอกจากนี้รายงานระบุว่า ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยสำหรับคอนโดมิเนียม 23 แห่งทางตอนกลางของกรุงโตเกียวลดลงจากสถิติ 129.6 ล้านเยนในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว กระนั้นราคาดังกล่าวก็มีมูลค่าเกิน 100 ล้านเยนเป็นปีที่สองติดต่อกัน

 

อย่างไรก็ตาม สถาบันเศรษฐกิจอสังหาริมทรัพย์คาดว่า ราคาเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมบางแห่งมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต เมื่อพิจารณาจากการที่คอนโดมิเนียมบางแห่งมีกำหนดการขายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ด้านราคาคอนโดมิเนียมของพื้นที่ส่วนที่เหลือในกรุงโตเกียว รวมถึง 3 จังหวัดโดยรอบ ได้แก่ ไซตามะ, คานางาวะ และชิบะ ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยจังหวัดชิบะมีการเพิ่มขึ้นถึง 22.3% คิดเป็นมูลค่า 58.3 ล้านเยน

 

ยิ่งไปกว่านั้น รายงานยังพบว่าจำนวนคอนโดมิเนียมใหม่ที่จดทะเบียนขายในกรุงโตเกียวและจังหวัดใกล้เคียงลดลง 13.7% เหลือ 9,066 ยูนิต ซึ่งถือได้ว่าญี่ปุ่นเผชิญกับการลดลงต่ำกว่า 10,000 ยูนิตเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีในช่วงครึ่งปีแรก (เดือนมกราคม-มิถุนายน) เฉพาะบรรดาคอนโดมิเนียมในพื้นที่ทั้ง 23 แห่งของกรุงโตเกียวลดลง 32.3% เหลือ 3,319 ยูนิต

 

อ้างอิง:

The post ราคาคอนโดในญี่ปุ่นช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ พบราคาใจกลางกรุงโตเกียวร่วง 16% แต่ยังคงถือว่าแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเยนอ่อนค่ามากสุดในรอบเกือบ 40 ปี ดูดนักท่องเที่ยวเข้าญี่ปุ่นเดือนละ 3 ล้านคน https://thestandard.co/yen-weakens-most-in-40-years/ Mon, 01 Jul 2024 10:50:46 +0000 https://thestandard.co/?p=952342

เงินเยนของญี่ปุ่นทะลุเหนือระดับ 161 เยนต่อดอลลาร์ เป็นค […]

The post เงินเยนอ่อนค่ามากสุดในรอบเกือบ 40 ปี ดูดนักท่องเที่ยวเข้าญี่ปุ่นเดือนละ 3 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เงินเยนของญี่ปุ่นทะลุเหนือระดับ 161 เยนต่อดอลลาร์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1986 โดยเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) ยุตินโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบและยกเลิกนโยบาย Yield Curve Control ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา การอ่อนค่าของเงินเยนกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นญี่ปุ่นอย่างไร 

 

เงินเยนอ่อนค่ามากที่สุดในรอบเกือบ 4 ทศวรรษ   

 

ค่าเงินเยนยังคงอ่อนค่าและซื้อขายใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษเมื่อเทียบกับดอลลาร์ เนื่องจาก BOJ ยังลังเลที่จะดำเนินการกับนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของญี่ปุ่น Hirofumi Suzuki หัวหน้านักยุทธศาสตร์การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของ Sumitomo Mitsui Banking กล่าวว่า “หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในนโยบายการเงิน เงินเยนจะยังคงอ่อนค่าต่อไป”

 

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา BOJ ได้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยข้ามคืนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2007 ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่นกลับมาอยู่ในแดนบวก อย่างไรก็ตาม ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคตและท่าที Dovish ของ BOJ ทำให้ค่าเงินอ่อนค่าทะลุระดับ 150 เยนต่อดอลลาร์ และแตะระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ ในช่วงปลายเดือนเมษายน ก่อนที่กระทรวงการคลังของญี่ปุ่นจะเข้ามาแทรกแซง

 

Dong Chen หัวหน้านักยุทธศาสตร์เอเชียและหัวหน้าฝ่ายวิจัยเอเชียของธนาคารเอกชนสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์อย่าง Pictet กล่าวว่า เขายังคงคาดหวังว่าเงินเยนจะยังคงอ่อนค่าต่อไป แม้ว่าจะมีการแทรกแซงทางวาจา (Verbal Intervention) จากทางการญี่ปุ่นก็ตาม นี่เป็นเพราะส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นที่ยังคงกว้างมาก และสิ่งนี้จะทำให้เงินเยนอ่อนค่าลง เว้นแต่ส่วนต่างนี้จะลดลง

 

นักวิเคราะห์กล่าวว่า เงินเยนจะยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันตราบใดที่อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกายังคงอยู่ในระดับสูง และจนกว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะสามารถเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยได้ ตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1-2 ครั้งในปีนี้ แต่อัตราดอกเบี้ย Federal Funds Rate ของสหรัฐฯ อยู่ในช่วงเป้าหมาย 5.25-5.50% ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางในญี่ปุ่นมาก

 

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา BOJ ยังเผยว่าธนาคารกลางอาจไม่รีบเร่งในการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด นอกจากนี้ในแถลงการณ์หลังการประชุมครั้งล่าสุด ธนาคารกลางได้กล่าวถึงความอ่อนแอทางเศรษฐกิจซ้ำแล้วซ้ำอีก ในแง่ของการผลิตภาคอุตสาหกรรม การลงทุนที่อยู่อาศัย และการลงทุนภาครัฐ BOJ ประกาศแผนการลดการซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น ทำให้ตลาดเกิดความผิดหวัง เนื่องจากคาดว่าจะมีการลดซื้อพันธบัตรทันทีในการประชุมนโยบายครั้งล่าสุด สิ่งนี้ทำให้นักเทรดขายชอร์ตเงินเยนมากขึ้นและทำให้สกุลเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง

 

เงินเยนที่อ่อนค่าหนุนการท่องเที่ยวให้กลายเป็น ‘การส่งออก’ อันดับ 2 ของญี่ปุ่น รองจากรถยนต์

 

การอ่อนค่าของเงินเยนของญี่ปุ่นเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนญี่ปุ่นในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สิ่งนี้ส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีมูลค่าถึง 5.3 ล้านล้านเยน หรือคิดเป็น 3.37 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2023 จนทำให้การท่องเที่ยวกลายเป็นการส่งออกอันดับ 2 ของประเทศญี่ปุ่น ตามหลังเพียงอุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้น

 

ข้อมูลอย่างเป็นทางการเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วยังชี้ว่าญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 3 ล้านคนเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงช่วยให้จำนวนนักท่องเที่ยวพุ่งสูงขึ้นต่อไป นอกจากนี้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วยังเป็นผลมาจากกลยุทธ์ที่นายกรัฐมนตรี Fumio Kishida ต้องการผลักดันจำนวนนักท่องเที่ยวให้เป็น 60 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2030

 

ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าและอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในสหรัฐฯ และเอเชียยังดันการส่งออกของญี่ปุ่นให้เพิ่มขึ้น 13.5% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเติบโตเร็วกว่าที่คาดไว้ ข้อมูลกระทรวงการคลังแสดงให้เห็นว่าการขาดดุลการค้ามีมูลค่ารวม 1.22 ล้านล้านเยน หรือ 7.7 พันล้านดอลลาร์ โดยลดลงเกือบ 12% จาก 1.38 ล้านล้านเยน ในปีก่อนหน้า การนำเข้าเพิ่มขึ้น 9.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี เป็นเกือบ 9.5 ล้านล้านเยน หรือ 6 หมื่นล้านดอลลาร์ การส่งออกมีมูลค่ารวม 8.3 ล้านล้านเยน หรือคิดเป็น 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ และเติบโตเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2022  

 

อย่างไรก็ตาม Marcel Thieliant จาก Capital Economics กล่าวในรายงานว่า ปัจจัยสำคัญเบื้องหลังการเพิ่มขึ้นของทั้งการส่งออกและการนำเข้าก็คือราคาโดยรวมที่สูงขึ้น ซึ่งมีมูลค่าสูงเกินจริงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มูลค่าการค้าที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ในปีที่ผ่านมาสะท้อนถึงราคาที่สูงขึ้น เนื่องจากการอ่อนค่าของเงินเยนมากกว่าปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงกระนั้นการค้าขายกับจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกเดียวที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่นรองจากสหรัฐอเมริกา เริ่มมีการฟื้นตัวจากวิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์และผลกระทบที่ยืดเยื้อของการระบาดใหญ่ของโควิด และสิ่งนี้มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการส่งออกของญี่ปุ่นต่อไป 

 

ค่าเงินเยนร่วงลงไปไกลจนไม่ช่วยหนุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นอีกต่อไป

 

ค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ในช่วง 30 วัน ระหว่างค่าเฉลี่ยหุ้น Nikkei 225 และสกุลเงินญี่ปุ่นเป็นลบในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งบ่งบอกว่านักลงทุนเริ่มระมัดระวังเกี่ยวกับผลกระทบของค่าเงินเยนที่ตกต่ำอย่างไม่หยุดยั้งที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มต้นทุนการนำเข้าและส่งผลกระทบต่อกำลังการซื้อของผู้บริโภค นักลงทุนทั่วโลกเริ่มระมัดระวังมากขึ้นจากการที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 38 ปี แม้ว่าก่อนหน้านี้ค่าเงินอ่อนค่าจะกระตุ้นให้ผู้ส่งออกเพิ่มมากขึ้นและช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นญี่ปุ่น แต่การที่ค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เงินเยนที่อ่อนค่ายังกัดกร่อนมูลค่าการถือครองของนักลงทุนต่างชาติในรูปดอลลาร์อีกด้วย ข้อมูลจาก Japan Exchange Group เผยว่า นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิ 2.14 หมื่นล้านเยน หรือ 133 ล้านดอลลาร์ ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 21 มิถุนายน  

 

Kohei Onishi นักยุทธศาสตร์การลงทุนอาวุโสของ Mitsubishi UFJ Morgan Stanley Securities กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติกำลังรอดูตลาด ท่ามกลางความกังวลทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งในฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ใกล้เข้ามา ทำให้นักลงทุนต่างชาติอาจไม่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของหุ้นญี่ปุ่นในระยะสั้น 

 

อ้างอิง:

The post เงินเยนอ่อนค่ามากสุดในรอบเกือบ 40 ปี ดูดนักท่องเที่ยวเข้าญี่ปุ่นเดือนละ 3 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นใช้งบเกือบ 10 ล้านล้านเยน แทรกแซงเงินเยนหลังอ่อนค่ามากสุดในรอบ 34 ปี https://thestandard.co/yen-hits-34-year-low-intervenes/ Sat, 01 Jun 2024 06:20:00 +0000 https://thestandard.co/?p=940150

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (31 พฤษภาคม) กระทรวงการคลังของญี […]

The post ญี่ปุ่นใช้งบเกือบ 10 ล้านล้านเยน แทรกแซงเงินเยนหลังอ่อนค่ามากสุดในรอบ 34 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (31 พฤษภาคม) กระทรวงการคลังของญี่ปุ่นยืนยันว่า มีการแทรกแซงค่าเงินเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 หลังจากค่าเงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 34 ปีเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ การแทรกแซงค่าเงินในครั้งนี้ใช้เงิน 9.7885 ล้านล้านเยน หรือราว 6.225 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็นมูลค่าในสกุลเงินบาทราว 2.29 ล้านล้านบาท เพื่อแทรกแซงค่าเงินระหว่างวันที่ 26-29 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

หลังการแทรกแซงของรัฐบาลสอดคล้องกับการดีดตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของเงินเยนญี่ปุ่นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่เงินเยนร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 34 ปีที่ 160.03 เยนต่อดอลลาร์ ในวันที่ 29 เมษายน ก่อนจะแข็งค่าขึ้นมาแตะระดับ 156 เยนต่อดอลลาร์

 

นักวิเคราะห์ของ Bank of America Global Research ประมาณการว่าขนาดของการแทรกแซงครั้งแรกอาจอยู่ระหว่าง 5-6 ล้านล้านเยน โดยอิงจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น ที่ผ่านมาเงินเยนได้รับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นยุติการดำเนินนโยบายการเงินด้วยอัตราดอกเบี้ยติดลบในเดือนมีนาคม

 

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ชุนอิจิ ซูซูกิ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น สนับสนุนความจำเป็นในการแทรกแซง หากความเคลื่อนไหวของสกุลเงินเริ่มส่งผลกระทบต่อครัวเรือนและบริษัทต่างๆ

 

ญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินครั้งล่าสุดในเดือนตุลาคม 2022 เมื่อเงินเยนร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดที่ประมาณ 152 ต่อดอลลาร์ รัฐบาลเข้าแทรกแซงสามครั้งในปีนั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพของสกุลเงิน โดยมีรายงานว่าใช้เงินรวมกันมากถึง 9.2 ล้านล้านเยนในช่วงเวลาดังกล่าว

 

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่นใช้งบเกือบ 10 ล้านล้านเยน แทรกแซงเงินเยนหลังอ่อนค่ามากสุดในรอบ 34 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>