เศรษฐกิจจีน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เศรษฐกิจจีน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 27 Mar 2026 09:01:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 แผน 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน: ‘โอกาส’ หรือ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทย? https://thestandard.co/china-five-year-plan-thai-economy/ Fri, 27 Mar 2026 09:01:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1192023 ภาพสะท้อนแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน ที่ปร […]

The post แผน 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน: ‘โอกาส’ หรือ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสะท้อนแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน ที่ประกาศใช้เมื่อมีนาคม ปี 2026 ไม่ได้เป็นแค่ “แผนพัฒนา” แต่ยังได้สะท้อนทิศทางการขยับเชิงยุทธศาสตร์ของจีนในอีก 5 ปีจากนี้ (ปี 2026–2030) แล้วแผนฉบับนี้ของจีนจะเป็น ‘โอกาส’ หรือ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทย และจะมี ‘คำเตือน’ ผู้วางนโยบายของไทยหรือมีข้อพึงตระหนักจากแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ของจีนอย่างไร บทความนี้เป็นการรวบรวมคำตอบที่ผู้เขียนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในแต่ละประเด็น

 

รวมทั้งการวิเคราะห์แนวทาง stability-first development ของจีน ที่เน้นรักษาเสถียรภาพ สร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อรับมือกับปัจจัยภายนอกที่ไม่แน่นอน จากเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลางและเกิดวิกฤตพลังงานกระทบไปทั่วโลก แต่จีนกลับพิสูจน์ให้เห็นว่า กลยุทธ์เน้น Energy Security ทำให้จีนสามารถรับมือกับวิกฤตพลังงานรอบนี้ได้อย่างไร แล้วประเทศไทยควรเรียนรู้อะไร

 

คำถามแรก ในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์ แผนฯ 5 ปีของจีนฉบับนี้ คือ ‘แผนพัฒนา’ หรือ ‘ยุทธศาสตร์มหาอำนาจ’?

 

คำตอบ: แผนฯ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีนถูกประกาศใช้ในช่วงรอยต่อเข้าสู่ยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความไม่แน่นอน แผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ จึงเป็นมากกว่า ‘แผนเศรษฐกิจ’ ในแนวทางแบบเดิมของจีน เนื่องจากแผนฉบับ 15 นี้ สะท้อนทั้งมิติการพัฒนาในประเทศ และการเดินเกมยุทธศาสตร์ในระดับโลก

 

หากมองในมุมเศรษฐศาสตร์ แผนฯ ฉบับที่ 15 คือ ‘แผนพัฒนา’ ที่ยังคงยึดโยงกับการเติบโตเชิงคุณภาพและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (economic security) เน้นสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ลดการพึ่งพาภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการเน้นสร้างเทคโนโลยีของตนเอง เดินหน้าพลังงานสีเขียว กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้จีนแข็งแกร่งขึ้น สามารถกำหนดกติกาของตนเอง และมีบทบาทนำในระดับโลก ดังนั้น หากมองจากมุมภูมิรัฐศาสตร์ แผนฯ ฉบับนี้ ยังได้สะท้อนความเป็น ‘แผนการใหญ่ระดับโลก’ เพื่อให้จีนก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจเบอร์ต้นของโลกอย่างเต็มตัวและพร้อมที่จะเป็นผู้วางกติกาโลกใหม่

 

ประการแรก ในแง่การเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แผนฯ ฉบับนี้ยังคงเป็นกรอบหลักหรือ ‘เข็มทิศ’ ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจจีน เช่น การปรับโครงสร้างสู่การบริโภคภายในประเทศมากขึ้น, การลงทุนในนวัตกรรมและสร้างเทคโนโลยีของจีน (technology self-reliance), การมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว (green transition) เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน การสร้างความมั่นคงทางอาหาร (food security) และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพและความต่อเนื่องของการเติบโต แม้ว่าจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน แผนฯ ฉบับนี้จึงถูกออกแบบเพื่อการพัฒนาแบบ stability-first development

 

ประการถัดมา ในแง่การเป็น แผนยุทธศาสตร์ระดับโลกของจีน แผนฯ ฉบับนี้เป็นการขยับเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของจีน ภายใต้โลกที่จีนมองว่า มีความเสี่ยงไม่แน่นอนและแข่งขันสูง (มีข้อความระบุในแผนฯ เช่น “ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้น”) แผนฯ ฉบับนี้ จึงถูกออกแบบภายใต้บริบทโลกแบบ great power competition และเนื้อหาในแผนฯ สะท้อนชัดเจนว่า เทคโนโลยีแห่งอนาคต คือ สนามแข่งขันของมหาอำนาจ

 

นอกจากนี้ จีนต้องการสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมครอบคลุมทั่วโลก และการขยายอิทธิพลทางเทคโนโลยีของจีน/ระบบแบบจีนไปยังภูมิภาคต่างๆ โดยการผลักดัน ‘การสร้างความทันสมัยแบบจีน’ (Chinese Modernization) ให้เป็นตัวเลือกเส้นทางพัฒนาของประเทศโลกขั้วใต้ (Global South) (ไม่ได้มีแค่แนวทางการพัฒนาแบบเดิมๆ ที่ชาติตะวันตกเป็นผู้กำหนด) จีนจึงเล่นบท ‘ผู้นำ’ ในระดับโลก พร้อมให้ความช่วยเหลือประเทศอื่น ทั้งในด้านการทูตเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคงในรูปแบบต่างๆ

 

คำถามที่สอง ในโลกที่เศรษฐกิจกำลังแบ่งขั้ว แผนฯ ฉบับ 15 คือความพยายามของจีนที่จะ “อยู่รอดในโลกที่ไม่เป็นมิตร” หรือคือการ “ออกแบบกติกาโลกใหม่” เอง?

 

คำตอบ: แนวทางแบบจีนเน้น stability-first development เพื่อรักษาเสถียรภาพ พร้อมรับมือกับปัจจัยภายนอก ควบคู่ไปกับคิดการใหญ่/วางแผนยุทธศาสตร์ใหญ่ในระดับโลก ดังนั้น แนวทางการวางแผนฉบับนี้ในเชิงยุทธศาสตร์ จึงมีทั้งการวางแผนเชิงรับ ป้องกันความเสี่ยงและการอยู่รอดในโลกที่ไม่เป็นมิตร และวางแผนเชิงรุก เพื่อใช้โอกาสจากโลกที่ไม่เหมือนเดิมและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เพื่อออกแบบกติกา/ตั้งมาตรฐาน/สร้างระบบใหม่ที่จีนมีบทบาทนำ

 

ในการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 จีนได้ตระหนักถึงบริบทเศรษฐกิจโลกมีการแยกขั้ว (decoupling) และสถานการณ์โลกที่ไม่เป็นมิตรกับจีน สหรัฐฯ และพันธมิตรใช้มาตรการกีดกันจีนในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ดังนั้น แก่นของแผนฯ ฉบับที่ 15 จึงเน้นสร้าง ‘ภูมิคุ้มกัน’ ให้กับจีน สะท้อนจากเป้าหมายในการลดการพึ่งพาต่างประเทศ และการสร้างเทคโนโลยีของจีนเองเพื่อ Self-Reliance และเพื่อ ‘ความอยู่รอด’ ของจีนในสภาพแวดล้อมที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

ในขณะเดียวกัน จีนก็ไม่ได้มีเพียงแค่แผนการตั้งรับ แต่นัยของแผนฯ ฉบับนี้ สะท้อนบทบาทจีนในอนาคตโดยเฉพาะจีนคิดใหญ่ที่ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีของโลก สะท้อนแนวโน้มที่จะเกิด Tech Decoupling หรือการแยกขั้วทางเทคโนโลยีระหว่างจีน-สหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น

 

นอกจากนี้ จีนตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผู้ออกแบบสร้างกติกาใหม่ๆ ในระดับโลก และเป็น ‘ผู้กำหนดมาตรฐาน’ ไม่เป็นผู้เดินตามมาตรฐานของคนอื่นเหมือนในอดีต รวมทั้งการขยายบทบาทนำของจีนในสถาบันระหว่างประเทศ/องค์กรในระดับพหุภาคีต่างๆ

 

ดังนั้น เป้าหมายของแผนฯ ฉบับที่ 15 ของจีนจึงไม่ใช่แค่เชิงตั้งรับ เพื่อการอยู่รอด แต่เพื่อเชิงรุก คือ การก้าวขึ้นเป็นผู้กำหนดกติกาใหม่แทนที่ระเบียบโลกเดิมๆ หรือระบบแบบเดิมที่ชาติตะวันตกครอบงำมานาน

 

คำถามที่สาม แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ของจีนคือ ‘โอกาส’ หรือ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่ากัน?

 

คำตอบ: ในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ไทย แผนฯ ฉบับนี้ของจีนสะท้อนทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทย ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจไทย รวมทั้งทิศทางนโยบายรัฐบาลไทยที่จะเตรียมพร้อมเพื่อแสวงหาประโยชน์จากจีนได้อย่างไร

 

ในประเด็น ‘โอกาส’ สะท้อนจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่มุ่งเพื่อ high-quality development ถ้าหากแผนฯ ฉบับนี้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในระยะ 5 ปี จีนก็จะเติบโตเชิงคุณภาพ และมีกลุ่มชนชั้นกลางขยายใหญ่ขึ้น ราว 800 ล้านคน ผู้บริโภคจีนมีรายได้สูงขึ้น มีกำลังซื้อมากขึ้น ย่อมจะมีอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนโอกาสสำหรับภาคธุรกิจไทยที่ผลิตสินค้าคุณภาพมีมาตรฐาน/มีมูลค่าสูง เพื่อเข้าสู่ตลาดจีนที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น (มากกว่าเพียงแค่การส่งออกสินค้าเกษตร/ผักผลไม้ของไทยที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ดังเช่นทุกวันนี้)

 

อย่างไรก็ดี ในแง่ ‘แรงกดดัน’ และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังคงผลิตสินค้าคุณภาพต่ำ หรือผู้ส่งออกไทยที่พึ่งพาสินค้าเกษตร/สินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ก็จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากคู่แข่งจากจีน เนื่องจากแผนฯ ฉบับที่ 15 นี้ มุ่งเน้นการผลิต New Quality Productive Force เช่น สินค้าเทคโนโลยีที่มีมาตรฐานสูง

 

ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยจะต้องเร่งปรับตัวอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นอาจเสียโอกาสทั้งด้านการค้าและการลงทุนกับจีน เช่น การเร่งปรับตัวในกลุ่มสินค้าเกษตรดั้งเดิม และสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น ควรปรับจากการแข่งด้านราคา ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม เป็นต้น

 

ในขณะเดียวกัน ถ้าหากภาคธุรกิจไทยสามารถปรับตัวได้เร็วและยกระดับสินค้าและบริการเข้าสู่มาตรฐานเชิงคุณภาพของจีน และปรับตัวให้เข้ากับนวัตกรรม/เทคโนโลยีจีนที่ทันสมัยขึ้น ก็จะมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น เพื่อให้สามารถแสวงหาประโยชน์จากตลาดจีนขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อมากขึ้น

 

คำถามที่สี่ การมาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ของจีน จะต้องส่ง ‘คำเตือน’ ไปยังผู้กำกับนโยบายเศรษฐกิจไทยในเรื่องใดบ้าง?

 

คำตอบ: ในแง่ ‘คำเตือน’ หรือข้อพึงตระหนักของผู้วางนโยบายเศรษฐกิจของไทยที่เรียนรู้จากแผนฯ ฉบับที่ 15 ของจีน และทิศทางโลกในอีก 5 ปี มีดังนี้

 

  • ประเด็นการผูกโยงกับเศรษฐกิจจีนมากเกินไป ไทยจึงควรที่จะกระจายความเสี่ยง เร่งแสวงหาตลาดใหม่ๆ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และกระจายห่วงโซ่อุปทานไปยังประเทศในภูมิภาคต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

 

  • ประเด็นการแข่งขันเชิงเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ ภายใต้แผนฯ ฉบับใหม่นี้ จีนกำลังยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ไทยจึงต้องเร่งปรับตัว/ลงทุนในการวิจัย R&D และยกระดับมาตรฐานสินค้าให้ทันกับความต้องการใหม่ของตลาดจีน ไม่เช่นนั้นสินค้าดั้งเดิมของไทย (เช่น ข้าว, ยางพารา, มันสำปะหลัง) จะถูกกดดันและสูญเสียตลาดให้กับคู่แข่งในจีนและคู่แข่งจากประเทศอาเซียนอื่น

 

  • ประเด็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก หากการแข่งขันของมหาอำนาจรุนแรงและสร้างความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ ไทยอาจถูกกระทบทั้งด้านการค้า การลงทุน และค่าเงิน ดังนั้น รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจภายในให้มากขึ้น และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่อย่างจริงจัง เพื่อให้ไทยไม่เปราะบางกับปัจจัยภายนอกมากเกินไป สร้างภูมิคุ้มกันและมีความมั่นคง ยืนได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งการ ‘สร้างจุดแข็ง’ ที่สามารถใช้เป็นอำนาจต่อรองในโลกที่แข่งขันสูงและไม่แน่นอน

 

คำถามสุดท้าย ในมุมมองภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนระหว่างจีน–สหรัฐฯ และในโลกที่แข่งขันสูงและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง หากไทยถูกกดดันให้เลือกข้าง ควรตัดสินใจอยู่บนหลักการอะไร

 

คำตอบ: สิ่งที่ไทยควรทำ ไม่ใช่การเลือกข้าง แต่ต้องเดินเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่เน้นรักษาสมดุลโดยยึดโยงกับผลประโยชน์แห่งชาติของไทยเป็นแกนหลัก แล้วเราจะรักษาสมดุลในความสัมพันธ์กับสองมหาอำนาจโลกนี้อย่างไร เพื่อรักษา/เพิ่มพูนผลประโยชน์แห่งชาติของไทย และเพื่อไม่ให้เสียประโยชน์จากทั้งสองฝ่าย นี่คือ โจทย์ยากของรัฐบาลไทย

 

แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่ ‘ฝั่งจีน’ หรือ ‘ฝั่งสหรัฐฯ’ อย่างชัดเจน แต่เศรษฐกิจไทยก็มีจุดอ่อนที่ยังต้องพึ่งพาทั้งจีนและสหรัฐฯ มากจนเกินไป (over-dependence) เช่น การพึ่งพาจีนในด้านการท่องเที่ยว/การลงทุน และพึ่งพาสหรัฐฯ ในการเป็นตลาดส่งออกหลัก ดังนั้น ภายใต้สถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอนและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ประเทศไทยจำเป็นต้อง ‘ลดการพึ่งพา’ มหาอำนาจเหล่านี้ลงบ้าง เพื่อกระจายความเสี่ยง ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และด้านความมั่นคง เพื่อไม่ให้ไทยตกอยู่ในสถานะที่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป และใช้ประโยชน์จากกลไกพหุภาคีต่างๆ และกลไกอาเซียน เพื่อเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงและแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกภูมิภาค

 

สำหรับหลักการที่ผู้วางนโยบายไทยควรยึดถือในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและต่างประเทศ เช่น หลักการสมดุลผลประโยชน์ (Balance of Interests) และหลักการกระจายความเสี่ยง (Diversification) เพื่อสร้างทางเลือกหลายทาง ‘สร้างภูมิคุ้มกัน’ ไม่ให้เศรษฐกิจไทยถูกผูกติดกับประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อไม่ให้ไทยถูกบีบจากการควบคุมทางเทคโนโลยีของมหาอำนาจทั้งหลาย

 

ในกรณีที่ต้องบริหารความสัมพันธ์กับมหาอำนาจแต่ละฝ่าย รัฐบาลไทยต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถ มีประสบการณ์และมีศิลปะในการเจรจาต่อรอง เพื่อรับมือและแสวงหาประโยชน์จากมหาอำนาจเหล่านี้ โดยไม่ถูกบีบให้เลือกข้าง และที่สำคัญ ไทยต้องเจรจาด้วยจุดยืนที่อยู่บนผลประโยชน์แห่งชาติ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ และต้องสร้างจุดแข็งของไทย เพื่อสร้าง credibility ของไทยในสายตาต่างประเทศ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนามและมาเลเซีย

 

จากทิศทางเศรษฐกิจโลกที่สะท้อนผ่านแผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่ของจีน หัวใจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยยืนได้ด้วยตัวของตัวเอง คือ การเร่งสร้างเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างจริงจัง (ไม่ใช่พึ่งพาแค่แรงงานราคาถูกหรือทรัพยากรธรรมชาติ)

 

นอกจากนี้ กรณีวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง ประเทศไทยสามารถเรียนรู้แนวทางการวางแผนพัฒนาของจีนที่เน้น Stability-First Development ด้วยการเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่มากเกินไป กระจายความเสี่ยงของแหล่งพลังงานที่หลากหลาย และเร่งสร้างการผลิตพลังงานหมุนเวียนในประเทศให้มากขึ้น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น

 


 

ภาพสะท้อนแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 1

 

ภาพ: REUTERS / Go Nakamura

The post แผน 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน: ‘โอกาส’ หรือ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้าสหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน https://thestandard.co/chinese-tech-ai-leads-us/ Sun, 18 Jan 2026 04:36:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1166422 หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้า สหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนเปิดฉากปีใหม่อย่างร้อนแรง โดยดัชนี […]

The post หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้าสหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้า สหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนเปิดฉากปีใหม่อย่างร้อนแรง โดยดัชนีหุ้นเทคโนโลยีในประเทศ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น Nasdaq ของจีน ปรับตัวพุ่งขึ้นเกือบ 13% นับตั้งแต่ต้นเดือน ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีจีนที่จดทะเบียนในตลาดฮ่องกงเพิ่มขึ้นเกือบ 6% ทำผลงานโดดเด่นเหนือกว่าดัชนี Nasdaq 100 ของสหรัฐฯ ได้อย่างชัดเจน

 

แรงหนุนสำคัญมาจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อเทคโนโลยีที่จีนพัฒนาขึ้นเอง ซึ่งได้กลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจีนยังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวก็ตาม

 

แนวโน้มเชิงบวกดังกล่าวมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยได้รับแรงส่งจากการเตรียมเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุ่นใหม่ของ DeepSeek ควบคู่ไปกับการประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ของรัฐบาลจีน ซึ่งจะมุ่งเน้นนโยบายพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ

 

นับเป็นเวลากว่าเกือบหนึ่งปีนับตั้งแต่ DeepSeek สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ด้วยการเปิดตัว AI ต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba, Tencent และบริษัทเทคโนโลยีจีนรายอื่นๆ เร่งเดินหน้าแข่งขัน พัฒนา และนำ Generative AI ไปปรับใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างกว้างขวาง

 

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของจีนก็แสดงศักยภาพที่โดดเด่น ทั้งในภาคการผลิตและการใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยมีการผสานโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เข้ากับเครื่องจักรความแม่นยำสูง รวมถึงโดรนขนส่ง ซึ่งช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของจีนในสายตานักลงทุน จากประเทศฐานการผลิตต้นทุนต่ำ สู่การเป็นคู่แข่งด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่ท้าทายสหรัฐฯ อย่างจริงจัง

 

ปัจจัยทั้งหมดนี้สะท้อนถึง ‘คลื่นนวัตกรรมรอบใหม่’ ที่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้น ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความเปราะบาง

 

มาร์ก โมเบียส กรรมการผู้จัดการกองทุน Mobius Emerging Opportunities Fund กล่าวว่า ทิศทางเทคโนโลยีของจีนมีความคึกคักอย่างมาก โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำเหนือสหรัฐฯ ในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ชิป และ AI ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวกำลังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลให้ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง

 

สอดคล้องกับข้อมูลจาก Jefferies Financial Group ระบุว่า มูลค่าตลาดรวมของหุ้น AI จีนจำนวน 33 บริษัทที่ติดตาม เพิ่มขึ้นแตะระดับ 7.32 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา และยังมีช่องว่างในการเติบโตอีกมาก เนื่องจากปัจจุบันมูลค่าตลาด AI ของจีนคิดเป็นเพียง 6.5% ของสหรัฐฯ เท่านั้น

 

กระแสความร้อนแรงยังส่งผลเชิงบวกต่อตลาด IPO โดยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI หลายแห่งทำผลงานได้โดดเด่นหลังเข้าจดทะเบียน ส่งผลให้บริษัทดาวรุ่งรายอื่นๆ เตรียมเข้าระดมทุนในตลาดตามมา ไม่ว่าจะเป็น Xpeng Aeroht หน่วยธุรกิจรถบินได้ของ Xpeng, LandSpace Technology ผู้พัฒนาจรวดเชิงพาณิชย์ รวมถึง BrainCo สตาร์ตอัปด้านอินเทอร์เฟซสมองและคอมพิวเตอร์

 

อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาหุ้นได้จุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับระดับมูลค่าที่ตึงตัว ตัวอย่าง เช่น Cambricon ผู้ผลิตชิป AI ที่มีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ล่วงหน้าสูงถึง 120 เท่า ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มหุ่นยนต์ของจีนมีค่า P/E เฉลี่ยมากกว่า 40 เท่า สูงกว่าดัชนี Nasdaq 100 ของสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ราว 25 เท่า โดยล่าสุดรัฐบาลจีนเริ่มออกมาตรการคุมเข้มการให้กู้ยืมเพื่อซื้อหุ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไรที่ร้อนแรงเกินไปในภาคเทคโนโลยี

 

นักวิเคราะห์จาก Gavekal Research ระบุว่า กลยุทธ์ AI ราคาถูกแต่คุณภาพสูงของจีนอาจสร้างผลตอบแทนได้รวดเร็วกว่ารูปแบบ AI ต้นทุนสูงของสหรัฐฯ โดยจุดที่ตลาดจับตาอยู่ในขณะนี้ คือการเปิดตัวโมเดล R2 จาก DeepSeek ในไตรมาสแรกของปี 2026 ซึ่งหากสามารถยกระดับประสิทธิภาพได้ในต้นทุนที่ต่ำลงอีก ก็อาจกลายเป็นตัวเร่งการเติบโตรอบใหม่ให้กับตลาดหุ้นจีน

 

นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะประกาศในเดือนมีนาคม 2026 และให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ว่าหุ้นเทคโนโลยีจีนในกลุ่ม AI เซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ และไบโอเทคโนโลยี มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดสหรัฐฯ ได้ในระยะยาว

 

ภาพ:C.Aphirak/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้าสหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? https://thestandard.co/grey-money-economy-data-bureau/ Fri, 09 Jan 2026 03:41:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1163177 เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด?

เศรษฐกิจจีนอ่อนแอ ต้นตอการไหลทะลักของ ‘ทุนเทา’ สู่ไทยแล […]

The post เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด?

เศรษฐกิจจีนอ่อนแอ ต้นตอการไหลทะลักของ ‘ทุนเทา’ สู่ไทยและอาเซียน?

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ การว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ การชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการควบคุมเงินทุนและธุรกิจเทคโนโลยีอย่างเข้มงวดของรัฐ ประกอบกับการไหลบ่าของทุนจีนได้พลิกโฉมเศรษฐกิจและสังคมของอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ จากโครงการเมกะโปรเจ็กต์ยักษ์ เส้นทางสายไหม (Belt and Road Initiative: BRI)

 

ปัจจัยเหล่านี้เป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสที่ซ่อนอยู่ใน ‘ทุนเทา’ โดยเฉพาะทุนที่ไม่สามารถเติบโต หรือแสดงตัวได้อย่างโปร่งใส แต่เลือกเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศภาพชัดขึ้นอีกครั้ง

 

หลังการระบาดโควิด-19 ทุนจีนมองหา ‘พื้นที่ใหม่’ ที่ต้นทุนต่ำ ช่องว่างกฎหมายอ่อนแอ และอยู่ใกล้จีน-อาเซียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ‘ไทย เมียนมา และกัมพูชา’ กลายเป็นเป้าหมายสำคัญ ทั้งในฐานะพื้นที่เคลื่อนผ่านเงิน และฐานปฏิบัติการ นำมาสู่เส้นทางหากินใหม่ไป จนถึงกลายเป็นปมใหญ่ที่เรียกว่า ‘ฐานฟอกเงิน’

 

บวกกับกระแสข่าวร้อนหลังเหตุการณ์การหายตัวไปของดาราจีน ‘หวังซิง’ เมื่อต้นปี 2568 กลายเป็นชนวนที่ฉายภาพปัญหานี้อย่างชัดเจน ความกังวลของสังคมจีนต่อความปลอดภัย ทำให้นักท่องเที่ยวจีนยกเลิกการเดินทางมาไทย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยว

 

เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? 1

 

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ภาพยนตร์จีนฟอร์มยักษ์ No More Bets ที่เข้าฉายเมื่อราว 3 ปีก่อน ยิ่งสะท้อนโลกของแก๊งสแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และธุรกิจผิดกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งวันนี้พิสูจน์แล้วว่า ไม่ใช่หนังโรงทั่วไป แต่คือ ‘หนังฉายซ้ำ’ ที่เปิดโปงขบวนการทุนสีเทาที่ยังอยู่และเติบโตไปเรื่อยๆ

 

ปัญหานี้แผ่ขยายไปทั่วภูมิภาค ส่งผลให้เมียนมาและกัมพูชากลายเป็น

 

  • ฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  • แหล่งค้ามนุษย์
  • เงินเทา
  • ตลาดมืดคริปโต
  • ตลาดมืดทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ โดยมีไทยเป็นทั้งทางผ่าน ‘จุดฟอกเงิน และตลาดรองรับ’

 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

แม้จะไม่มีตัวเลขมูลค่ารวมที่แน่ชัด แต่ผลกระทบนั้นมหาศาล โดยเฉพาะมีการประเมินผลกระทบเชิงเศรษฐกิจสูญเงิน 1.15 แสนล้านบาทต่อปี จากแก๊งสแกมเมอร์ รัฐสูญเสียรายได้ภาษี

 

ภาพทั้งหมดนี้ยิ่งสะท้อนว่า ‘อาชญากรรมข้ามชาติ’ ไม่ใช่ปัญหาใต้ดินอีกต่อไป แต่กำลังกระทบเศรษฐกิจไทยจริง

 

สอดคล้องมุมผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ภาคเอกชน โดย กกร. ชี้ตรงกันว่า หลังโควิด-19 หนึ่งในภัยร้ายแรงที่สุดต่อระบบเศรษฐกิจไทย คือ ‘ทุนสีเทาที่แทรกซึมทุกระดับ’ ซึ่ง การแก้ทุนเทา ต้องแก้ที่ไทยเทาด้วย

 

ตั้งแต่ธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงกลไกอำนาจรัฐ ผู้บริโภคและผู้ประกอบการสุจริตต้องแบกรับต้นทุนที่มองไม่เห็น ทั้งการแข่งขันที่บิดเบือน ความโปร่งใสที่หายไป และความเสื่อมถอยของความเชื่อมั่น

 

หากรัฐแก้ไขล่าช้า ปัญหาจะกัดกร่อนเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในระยะยาว จนกลายเป็น ‘บาดแผลเชิงโครงสร้าง’ ของไทยและเพื่อนบ้าน

 

เปิดโปง 10 ประเภท ‘แหล่งฟอกเงิน’

 

แม้เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงาน ปปง. ระบุว่า เงินที่ถูกนำมาฟอกมักมาจากแหล่งหลักกว่า 10 ประเภท เช่น การค้ายาเสพติด การพนัน การฉ้อโกงประชาชน การทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ การหลีกเลี่ยงภาษีของภาคธุรกิจ และการรับสินบนหรือการใช้ตำแหน่งโดยมิชอบ

 

“การฟอกเงินในปัจจุบันมีความซับซ้อนสูง ตั้งแต่การซื้อทรัพย์สินหรูด้วยเงินสด การตั้งธุรกิจบังหน้า การใช้นอมินี ไปจนถึงการโอนเงินข้ามประเทศผ่านระบบดิจิทัล เมื่อเงินผิดกฎหมายเหล่านี้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ” ย่อมทำให้ตลาดเสียสมดุล และเปิดช่องให้ทุนสีเทา ‘เติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจจริง’

 

ดังนั้น การปราบปรามทุนจีนสีเทา ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปฏิบัติการด้านความมั่นคงหรือการท่องเที่ยว แต่ต้องยกระดับเป็น ‘วาระแห่งชาติด้านเศรษฐกิจ ’

 

ตั้งแต่การสกัดเส้นทางเงิน การตรวจสอบนอมินี การคุมอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงความร่วมมือระดับภูมิภาค หากไทยยังปล่อยให้เศรษฐกิจสีเทาเติบโตบนความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีน

 

ปลายทางอาจไม่ใช่แค่การสูญเสียรายได้ แต่คือการถูกบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจภายในไปเรื่อยๆ

 

‘Data Bureau’ กลไกปราบทุนสีเทา ช่วยได้แต่ไม่ 100% แนะต้องอุดรอยรั่ว

 

จากกรณีที่กระทรวงการคลังเดินหน้าผลักดันการจัดตั้ง ‘Data Bureau’ หรือศูนย์รวมข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและธุรกิจสีเทา THE STANDARD WEALTH ได้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวในวงการเทคโนโลยีที่มาวิเคราะห์ประโยชน์ของกลไกที่ว่าจะช่วยสกัดทุนเทาได้แค่ไหน

 

เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? 2

 

สมคิด จิรานันตรัตน์ ที่ปรึกษาทางด้านเทคโนโลยี ของบริษัท Arise by Infinitas (บริษัทร่วมทุนระหว่างธนาคารกรุงไทยและ Accenture) และเป็นผู้ก่อตั้งและอดีตประธาน Kasikorn Business Technology Group (KBTG) อธิบายกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในเชิงเทคนิค Data Bureau คือระบบที่เชื่อมต่อข้อมูลจากหน่วยงานทางการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

 

ไม่ว่าจะเป็น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), กรมสรรพากร และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

 

กลไกการทำงานจะใช้การเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน Open API ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย คือ ฝ่ายผู้เก็บข้อมูล (Data Holder) และฝ่ายรับข้อมูล โดยผู้เก็บข้อมูลต้องมีความสามารถในการส่งข้อมูลผ่านระบบเชื่อมต่อเมื่อมีการร้องขอจากผู้มีอำนาจ (Authority)

 

“หากพบข้อสงสัยหรือพิรุธ แต่ละหน่วยงานสามารถดึงข้อมูลเหล่านี้มาตรวจสอบได้ทันที ทำให้เห็นภาพความเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ (Asset) ว่าบุคคลใดเป็นเจ้าของอะไรบ้าง หรือมีเส้นทางการเงิน (Money Trail) จากต้นทางไปถึงใคร ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินการเอาผิดทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าในปัจจุบัน” สมคิดกล่าว

 

จุดบอดที่ต้องระวัง ‘เงินสด’ และ ‘คริปโต’ ที่ตรวจสอบยาก

 

แม้ Data Bureau จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในการตรวจสอบสินทรัพย์ส่วนใหญ่ แต่คุณสมคิดชี้ให้เห็นว่า ระบบนี้อาจ ช่วยได้ไม่ 100% เนื่องจากยังมีสินทรัพย์บางประเภทที่ตรวจสอบได้ยาก หรือไม่สามารถเรียกดูข้อมูลได้

 

  • สินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) หากเป็นการซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขาย (Exchange) ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ข้อมูลเหล่านี้จะสามารถดึงมาตรวจสอบได้ แต่หากเป็นการถือครองในบัญชีต่างประเทศ หรือ Exchange ที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล จะเป็นเรื่องยากในการเข้าถึงข้อมูล
  • เงินสด (Cash) เป็นช่องทางหลักที่กลุ่มทุจริตมักใช้ในการตัดตอนเส้นทางการเงิน เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

 

“คนที่มีความประสงค์ไม่สุจริต เขาจะนำสินทรัพย์ไปเก็บไว้ในที่ที่ตรวจสอบลำบาก เช่น คริปโตที่ตรวจสอบยาก หรือบัญชีธนาคารในต่างประเทศที่ไทยไม่มีอำนาจเรียกดูข้อมูล” สมคิดกล่าว

 

แนะทางออก ต้อง ‘คุมเข้ม’ การเคลื่อนย้าย ควบคู่การตรวจสอบ

 

เพื่อให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพสูงสุด คุณสมคิดเสนอแนะว่า ลำพังแค่เครื่องมือตรวจสอบ (Audit) อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีมาตรการป้องกัน และควบคุม การเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ร่วมด้วย

 

สมคิดยกตัวอย่างกรณี บัญชีม้า ที่มักมีการถอนเงินสดออกมาเพื่อตัดตอนเส้นทางการเงิน โจทย์คือเราจำเป็นต้องควบคุมหรือไม่ ว่าให้ถอนเงินสดได้ไม่เกินจำนวนเท่าไรต่อวัน เพื่อสกัดกั้นการขนย้ายเงินสดออกจากระบบ

 

เช่นเดียวกับ คริปโตเคอร์เรนซี หากต้นทางของทรัพย์สินอยู่ในเมืองไทย จะต้องมีวิธีการควบคุมการโอนย้ายไปยัง Wallet ต่างประเทศ หรือต้องมีกลไกที่สามารถระบุตัวตนและตรวจสอบธุรกรรมเหล่านั้นได้

 

“การใช้ Data Bureau จะได้ผลดีในบางส่วน แต่ในส่วนที่ตรวจสอบไม่ได้ รัฐต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินไปยังพื้นที่สีเทาเหล่านั้น ต้องทำควบคู่กันทั้งสองส่วน” สมคิดทิ้งท้าย

 

ก.ล.ต. ร่วมทีม ‘Connect the Dots’ ผนึกคลัง-ธปท. ลุยโปรเจกต์ ‘Data Bureau’ หวังเชื่อมโยงข้อมูลยกระดับการกำกับดูแลทั้งระบบ

 

เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? 3

 

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยยืนยันว่า สำนักงาน ก.ล.ต. ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะอนุกรรมการชุดที่เรียกว่า ‘Connecting the Dots’ ซึ่งเป็นคณะทำงานภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานภาคการเงินต่างๆ

 

โดยเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในคณะทำงานชุดนี้ด้วยตนเอง

 

เจาะลึกคอนเซปต์ ‘Data Bureau’ เมื่อข้อมูลต้อง ‘เชื่อมโยง’ สำหรับแนวคิดหลัก (Concept) ของการจัดตั้ง Data Bureau และการทำงานของชุด Connecting the Dots นั้น เลขาธิการ ก.ล.ต. อธิบายว่า เป้าหมายสำคัญคือผลลัพธ์ในเรื่องของ ‘การเชื่อมโยงข้อมูล’ (Data Integration)

 

เนื่องจากในปัจจุบัน หน่วยงานกำกับดูแลแต่ละแห่งต่างถือครองข้อมูลภายใต้กฎหมายและบทบาทหน้าที่ตามบริบทของตนเอง ซึ่งมีความซับซ้อนและบางส่วนมีความทับซ้อนกันอยู่ การมีระบบ Data Bureau จะช่วยให้เกิดการแชร์ข้อมูลและเข้าถึงข้อมูลระหว่างกันได้

 

โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในโครงสร้างของ Data Bureau นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ตลาดทุน แต่ยังรวมถึงหน่วยงานสำคัญระดับประเทศ

 

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
  • กลุ่มธนาคารพาณิชย์

 

ยกเครื่องกำกับดูแล ‘Data Flow’

 

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ ขยายความเพิ่มเติมว่า การที่ทุกภาคส่วนซึ่งดูแลบริบทของตนเองอยู่แล้วภายใต้ข้อมูลที่มีการไหลเวียน (Data Flow) สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนหรือแชร์ร่วมกันได้ จะนำไปสู่ประโยชน์สำคัญ 2 ประการ ดังนี้

 

  • การกำกับดูแลภาพรวมที่ดีขึ้น: ช่วยให้เห็นภาพรวมของการกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะส่วนของตลาดทุน แต่รวมถึงระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกัน
  • เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล: การเชื่อมโยงข้อมูลจะช่วยลดความซับซ้อนในการทำงาน และทำให้การกำกับดูแลในขอบเขตที่ทับซ้อนกันนั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ ทางคณะทำงาน ‘Connecting the Dots’ มีกำหนดการที่จะเข้ารายงานความคืบหน้าต่อท่านนายกรัฐมนตรี และจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการร่วมกับกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ

 

ตั้งทีม ‘ปราบทุนเทา’ วาระชาติ

 

เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? 4

 

ทางด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศให้ปัญหา ‘สแกมเมอร์ฺเป็นวาระแห่งชาติ’ และได้แต่งตั้งอนุกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 คณะ ดังนี้

 

  • คณะอนุกรรมการปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
  • คณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
  • คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
  • คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย

 

โดยแต่ละคณะอนุกรรมการจะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การปราบปราม การป้องกัน การประชาสัมพันธ์ และการตรวจสอบเส้นทางเงินเทา

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติ นิทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั่งเป็นประธาน ในคณะอนุกรรมการด้านการตรวจสอบเส้นทางเงินเทา และได้ประกาศตั้ง Data Bureau ไปเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568

 

โดย Data Bureau มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วของหน่วยงานต่างๆ มาเชื่อมด้วยกัน ซึ่งเบื้องต้น จะเน้นที่การทำงานร่วมกันของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดช่องทางการเงินที่อาจเป็นพฤติกรรมต้องสงสัยและต้องเร่งตรวจสอบไว้ 3 ช่องทางหลัก ได้แก่

 

  • สินทรัพย์ดิจิทัล หรือ คริปโทเคอเรนซี โดยเฉพาะส่วนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของ (ก.ล.ต.) หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่นอกประเทศไทย
  • Money Changer ซึ่งเป็นส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำกับดูแล
  • ตลาดทองคำ โดยรวมถึงทองคำที่เป็นกายภาพ (Physical) และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivative) ที่เป็นกระดาษ ซึ่งปัจจุบันตลาดทองคำยังไม่มีหน่วยงานใดกำกับดูแลโดยตรง

 

ส่วนการดำเนินงานตรวจสอบ ทาง Data Bureau จะเน้นตรวจสอบใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่

 

  • การพิสูจน์ตัวตน (Know Your Customer – KYC) โดยตรวจสอบว่าบุคคลหรือนิติบุคคลนั้นเป็นตัวจริงหรือเป็นนอมินีหรือไม่ เนื่องจากบางตลาด เช่น ตลาดทองคำ อาจยังไม่มีการตรวจสอบและยืนยันตัวตนที่เข้มข้นเท่ากันในภาคการเงิน เช่น การเปิดบัญชีธนาคาร
  • พฤติกรรม (Behavior) โดยตรวจสอบพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น แจ้งว่าเป็นนักท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจ แต่มีเงินไหลเข้าออกที่ผิดปกติหรือ
  • ธุรกรรม (Transaction) โดยตรวจสอบการไหลเข้าและไหลออกของเงินผ่านช่องทางต่างๆ ที่ต้องผ่านธปท.

 

โดยที่ประชุมตั้งเป้าหมายว่าจะได้รูปแบบของ Data Bureau ภายในพฤศจิกายน 2568 และระบบทั้งหมดจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568

 

เก็บภาษีธุรกิจเฉพาะเทรดทองออนไลน์

 

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 กระทรวงการคลัง ได้ผนึกกำลัง ธปท. และ ก.ล.ต. ออกมาตรการสกัด ‘การแข็งค่าของเงินบาท’ หลังเงินบาทแข็งค่าเร็ว แรง เกินปัจจัยพื้นฐาน และแข็งค่านำภูมิภาค โดยมี 3 มาตรการสำคัญ ดังนี้

 

1. สรรพากรเก็บข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองบนแพลตฟอร์ม จากผู้ให้บริการซื้อขายทองคำในลักษณะเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าหรือบริการออนไลน์ที่มีการนำส่งข้อมูลอยู่แล้ว

 

2. กรมสรรพากรเล็งเก็บ ‘ภาษีธุรกิจเฉพาะ’ สำหรับการซื้อ-ขายทองคำผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งต้องเข้าสู่ขั้นตอนการเปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการ (Hearing) และอาจต้องผ่านความเห็นของกฤษฎีกา และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนจึงจะประกาศใช้ได้

 

3. ธปท.เล็งกำหนดเพดานปริมาณการซื้อ-ขายทองคำในแพลตฟอร์มออนไลน์

 

สำหรับมาตรการเก็บ ‘ภาษีธุรกิจเฉพาะ’

 

ดร.เอกนิติ เผยว่า รัฐบาลจะแถลงความคืบหน้าในการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการตรวจสอบเส้นทางเงินเทา วันที่ 9 มกราคม 2569 นี้

 

งานนี้อาจต้องฝากความหวังทีม ‘Connect the Dots’ กับโปรเจกต์ ‘Data Bureau’

 

ภาพ: Craig Hastings, chainatp, Caia Image/Getty Images

The post เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าแผนสีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีนจะดุขึ้นหรือไม่? https://thestandard.co/xi-jinping-2026-china-aggressive/ Wed, 07 Jan 2026 10:02:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1162329 ผ่าแผน สีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีน จะดุขึ้นหรือไม่?

ทั่วโลกเพิ่งจะเห็น ‘ความดุ’ ของจีนส่งท้ายปีที่แล้ว กองท […]

The post ผ่าแผนสีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีนจะดุขึ้นหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าแผน สีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีน จะดุขึ้นหรือไม่?

ทั่วโลกเพิ่งจะเห็น ‘ความดุ’ ของจีนส่งท้ายปีที่แล้ว กองทัพจีนมีการซ้อมรบครั้งใหญ่ด้วยกระสุนจริง (Live-fire) รอบเกาะไต้หวันในระหว่างวันที่ 29–31 ธันวาคม ภายใต้ภารกิจ ’Justice Mission 2025’ มีการซ้อมรบแบบบูรณาการของเหล่าทัพต่างๆ (บก, เรือ, อากาศ และหน่วยยิงจรวด) โดยจำลองสถานการณ์ปิดล้อม (Blockade) ท่าเรือสำคัญและเส้นทางคมนาคมรอบเกาะไต้หวัน เพื่อส่งคำเตือนที่รุนแรงของจีนต่อกองกำลังที่สนับสนุน ‘การแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน’ และเป็นการตอบโต้ที่สหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธล็อตใหญ่ให้แก่ไต้หวัน

 

 

หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า ในปีม้า 2026 นี้ จีนจะ ‘ดุขึ้น’ กว่าเดิมหรือไม่ บทความนี้จะ ‘ผ่าแผนสีจิ้นผิง’ ในปี 2026 เพื่อตอบคำถามนี้ ขอเริ่มต้นเกริ่นด้วย 3 เหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในประเทศจีน ในปี 2026 เริ่มจาก

 

  • ต้นเดือนมีนาคม สภาประชาชนแห่งชาติของจีน (National People’s Congress : NPC) จะประกาศใช้ ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ’ ฉบับใหม่ คือ ฉบับที่ 15 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเสมือน ‘พิมพ์เขียว’ ทิศทางการพัฒนาของจีนในอีก 5 ปีจากนี้ (ปี 2026-2030) หัวใจหลักของแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ นอกจากจะขับเคลื่อนด้วยพลังการผลิต New Quality Productive Forces : NQPF รัฐบาลจีนจะเร่งพัฒนา ‘พื้นที่ทำมาหากินใหม่’ ของจีน นั่นคือ เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-Altitude Economy : LAE) เช่น อุตสาหกรรมโดรน/อากาศยานไร้คนขับ UAV และเดินหน้า ‘ฟื้นฟูชนบท’ ต่อไป โดยเน้นการพัฒนาแบบ High Quality ในระดับต่างๆ (ทั้งในเมืองและในชนบท) สำหรับแผนการกระตุ้นการบริโภค สีจิ้นผิงจะไม่เหวี่ยงแหแก้ปัญหาแบบ ‘แจกเงินฟรี’ รัฐบาลจีนจะไม่โปรยเงิน Helicopter Money แต่จะเน้นกระตุ้นแบบตรงจุด และยึดโยงกับเป้าหมายระยะยาวของจีน โดยจะยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และอัดฉีดงบผ่านนโยบายการคลังในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการเร่งสร้างงานใหม่อีกหลายสิบล้านตำแหน่ง เพื่อรองรับนักศึกษาจบใหม่

 

  • ในเดือนเมษายน (หากไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอื่นๆ มาแทรก) คาดว่า จะเกิด big event ระดับโลกในกรุงปักกิ่ง นั่นคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ จะได้เดินทางไปเยือนจีน สมหวังดังใจที่ทรัมป์รอคอยมานาน ก็ต้องมารอลุ้นกันว่า จะเกิดซีนชื่นมื่นระหว่างสองผู้นำชาติมหาอำนาจของโลกหรือไม่ และจะมีข้อตกลงสำคัญที่จะทำให้โลกได้ตื่นเต้นหรือไม่

 

  • ปิดท้ายปลายปี เดือนพฤศจิกายน จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน APEC Summit 2026 ที่เมืองเซินเจิ้น สีจิ้นผิงตั้งใจเลือกเซินเจิ้นเป็นเมืองหลักในการจัดงาน APEC เพื่ออวดโชว์ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของเซินเจิ้นให้ทั่วโลกได้ตะลึง (เพื่อลบภาพจำของเมืองเซินเจิ้นที่เต็มไปด้วยสินค้าก๊อบปี้ไร้คุณภาพ) และเป็นโมเดลการสร้างความทันสมัยแบบจีน (China Modernization) จากอดีตหมู่บ้านชาวประมงยากจน ภายใน 40 ปี เซินเจิ้นกลายมาเป็นเมืองไฮเทคสุดล้ำในระดับโลก ตัวอย่างบริษัทจีนที่มีชื่อเสียงระดับโลกล้วนมาจากเมืองเซินเจิ้น เช่น Huawei, Tencent, BYD, DJI และ UBtech Robotics

 

สำหรับการวิเคราะห์ในประเด็นจีนจะ ‘ดุขึ้น’ หรือไม่ มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้องทั้งในด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี รวมทั้งด้านเสถียรภาพการเมืองภายใน ดังนี้

 

ประการแรก ด้านความมั่นคง และการต่างประเทศ

 

หากมีชาติใดมาพูดจายั่วยุหรือล้ำเส้นสิ่งที่เป็น ‘เส้นแดง’ ตามคำประกาศของสีจิ้นผิง จีนจะดุขึ้นอย่างแน่นอน และพร้อมตอบโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะประเด็นไต้หวัน คำกล่าววันปีใหม่ 2026 ของสีจิ้นผิง มีการตอกย้ำว่า “การรวมชาติกับไต้หวันเป็นสิ่งที่ไม่อาจหยุดยั้งได้” และจีนไม่ยอมให้มีการ “แทรกแซงจากภายนอก” อย่าริอ่านมาล้ำเส้นแดงของจีนในเรื่องไต้หวัน

 

ดังนั้น ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ จีนจะดุขึ้นในแง่ความแข็งกร้าวในการตอบโต้แบบทันท่วงที หากประเทศมหาอำนาจอื่น (เช่น สหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น) จะมาล้ำเส้นแดงของจีน หรือมีท่าที/ใช้คำพูดท้าทายผลประโยชน์หลักของจีน จีนพร้อมโต้กลับด้วยท่าที assertive ที่เด็ดเดี่ยวและเด็ดขาดกับมหาอำนาจเหล่านั้น รวมทั้งการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ทรงพลังของจีนในการคว่ำบาตรหรือตอบโต้ (ดังเช่นกรณีนายกฯ หญิงของญี่ปุ่นกล่าวพาดพิงในประเด็นไต้หวันในปีที่ผ่านมา)

 

อย่างไรก็ดี จีนน่าจะระมัดระวัง ‘ไม่เป็นฝ่ายเปิดทำสงครามก่อน’ หากไต้หวันยังไม่ล้ำเส้นถึงขั้น “ประกาศเอกราช” อย่างเป็นทางการ จีนก็น่าจะอดกลั้นยังไม่ใช้กำลังบุกไต้หวันในปี 2026 เนื่องจากผู้นำจีนยังคงต้องการรักษาภาพลักษณ์ของจีนในระดับโลก และตระหนักดีว่า การเริ่มทำสงครามไม่ยาก แต่ผลกระทบที่จะตามมานั้น จบไม่ง่าย ดังนั้น การดุขึ้นของจีน น่าจะปรากฏให้เห็นในลักษณะของ “การขยับเชิงป้องปราม” เช่น การซ้อมรบใหญ่เต็มรูปแบบด้วยกระสุนจริงและอาวุธที่ทันสมัย เพื่อให้คู่กรณีไม่กล้าเผชิญหน้าทางทหารกับจีน

 

กองทัพจีนมีศักยภาพที่จะ ‘ดุขึ้น’ ในการใช้อาวุธทันสมัย เพื่อเพิ่มการปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์และเชิงยุทธศาสตร์ที่แข็งกร้าวขึ้น และมีการแสดงกำลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำอำนาจทางการทหารของจีน ทั้งทางทะเลและทางอากาศ เช่น เรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินขับไล่ล่องหน ระบบขีปนาวุธข้ามทวีป และระบบโดรนใต้น้ำพิสัยทำการไกลถึง 10,000 ไมล์ทะเล (ซึ่งอาจเข้าถึงชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ) การซ้อมรบและลาดตระเวนของกองทัพจีนเน้นบริเวณรอบเกาะไต้หวันและทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่จุดวาบไฟ (Flash Point) ที่มีความเสี่ยงสูงของภูมิภาคนี้

 

สำหรับท่าทีจีนต่อประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่คู่แข่งหรือคู่ท้าทายกับจีนโดยตรง (เช่น ประเทศไทย) จีนจะเน้นผูกมิตรด้วยการใช้การทูตเศรษฐกิจ และแสดงบทบาทนำในภูมิภาคเอเชีย พร้อมเดินหน้าเป็นผู้เล่นสำคัญในกลุ่ม BRICS เพื่อเร่งขยายพันธมิตรในประเทศโลกขั้วใต้ (โดยเฉพาะประเทศในละตินอเมริกาที่ไม่พอใจความก้าวร้าวของสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์)

 

นอกจากนี้ จีนน่าจะหันมาดำเนินนโยบาย ‘การทูตเทคโนโลยี’ (Tech Diplomacy) มากขึ้น ด้วยการให้ความช่วยเหลือและส่งออกเทคโนโลยี/แพลตฟอร์มจีนไปยังประเทศต่างๆ เพื่อขยาย supply chain และสร้าง ecosystem ของเทคโนโลยีจีนให้ครอบคลุมแพร่หลายในภูมิภาคต่างๆ ให้มากที่สุด

 

ประการถัดมา ด้านเศรษฐกิจ การค้าและเทคโนโลยี

 

ผ่าแผนสีจิ้นผิง 2026 ในเชิงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จีนจะ ‘ดุขึ้น’ ในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรป รวมทั้งชาติตะวันตกทั้งหลาย จีนพร้อมที่จะใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจ หากมีใครมาทำให้ผลประโยชน์ของจีนถูกกระทบที่สำคัญ จีนจะไม่ยอมถูกบูลลี่และไม่ยอมก้มหัวให้กับการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของทรัมป์ นอกเหนือจากการใช้แร่หายากเป็นหมัดเด็ดในการตอบโต้แล้ว จีนยังมี ‘กระสุน’ ในมืออีกหลายอย่าง (เช่น การเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ และจีนถือครองทองคำสำรองอันดับต้นของโลก)

 

ที่ต้องจับตา คือ ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ (และพันธมิตรของสหรัฐฯ) ในปีนี้ จีนน่าจะใช้มาตรการ ‘คุ้มครอง’ อุตสาหกรรมของจีนมากขึ้น และอุดหนุน/กระตุ้นภาคเอกชนจีนด้านเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ในการ ‘ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ’ โดยสมบูรณ์

 

ในระยะกลางและระยะยาว สีจิ้นผิงมีแผนการใหญ่ที่จะมาต่อยอดยุทธศาสตร์ Made in China 2025 เช่น เป้าหมาย AI 2030 และยุทธศาสตร์ China Standard 2035 จีนตั้งเป้าที่จะเป็น ‘ผู้กำหนดมาตรฐาน’ ของ Next Generation Technology ในระดับโลก การบูรณาการ AI plus และระบบ 6G ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น การเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมชิปชั้นสูงและเซมิคอนดักเตอร์ และการคิดค้น Quantum Computing เป็นต้น

 

นอกจากนี้ จีนจะมีการส่งออกโดรนเพื่อการทหารมากขึ้น สอดคล้องกับหลักการ Dual Use ของอุตสาหกรรมโดรน นั่นคือ การที่เทคโนโลยีโดรนสามารถนำไปใช้งานได้ ทั้งในทางพลเรือน (เช่น เกษตรกรรม, โลจิสติกส์, ถ่ายภาพ) และทางทหาร (เช่น การสอดแนม, ลาดตระเวน, โจมตี) ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ LAE ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 และล่าสุด จีนกลายเป็น ‘มหาอำนาจโดรนในระดับโลก’ ทั้งในแง่การผลิตและการส่งออก สัดส่วนการส่งออกโดรนและอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ของจีนมากกว่า 45–50% ของการส่งออกโดรนทั่วโลก

 

ทั้งนี้ ในการจัดการปัญหาทางเศรษฐกิจที่ยังคงค้างคา รัฐบาลจีนต้องเร่งแก้ไขต่อไป เช่น ปัญหาหนี้รัฐบาลท้องถิ่น ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ยังเคลียร์ไม่จบ ปัญหาการลงทุนจากต่างชาติลดลง ปัญหาการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ ปัญหาการบริโภคภายในจีนยังไม่คึกคักมากนัก ปัญหาความกังวลและขาดความมั่นใจของภาคการลงทุน และปัญหาสังคมสูงวัย เป็นต้น

 

อย่างไรก็ดี แม้จะเหนื่อยมากขึ้น แต่เศรษฐกิจจีนในปีม้าก็ยังไปต่อ จีนยังคงมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในหลายเรื่อง ทั้งในแง่ตลาดภายในขนาดใหญ่ ศักยภาพของชนชั้นกลางของจีนที่มีมากกว่า 550 ล้านคน และรายได้เฉลี่ยของคนจีนที่เพิ่มขึ้นทะลุหลัก 13,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี สิ่งที่รัฐบาลจีนต้องทำ คือ เร่งสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคจีนเหล่านี้กล้าจับจ่ายใช้สอยให้มากขึ้น

 

รวมทั้งจีนมีจุดแข็งในการพัฒนาเทคโนโลยีและคิดค้นนวัตกรรมของจีนเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้จีนสามารถยืนบนขาตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ จีนไม่มีปัญหาพลังงานเหมือนยุโรป จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด และยังได้เตรียมการรับมือกับยุค ‘AI กินไฟ’ ด้วยการพัฒนาพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor : SMR) ของจีน นั่นคือ โครงการ Linglong-1 ของ China National Nuclear Corporation (CNNC) บนเกาะไห่หนาน จะเริ่มเปิดใช้งานจริงในปี 2026 และจีนเตรียมส่งออกโรงไฟฟ้า SMR ไปยังประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่มี Data Center จำนวนมากและมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในยุค AI มากขึ้น

 

ประการสุดท้าย ด้านเสถียรภาพและการเมืองภายในประเทศ

 

ในปี 2026 นี้ สีจิ้นผิงยังคงเน้นรักษาเสถียรภาพ Stability First ผู้นำจีนไม่ต้องการเห็น ‘ความไร้เสถียรภาพ’ และความไร้ระเบียบในสังคมจีน (รวมทั้งไม่ต้องการเห็นการลุกฮือประท้วงของ Gen Z ดังที่เกิดขึ้นในบางประเทศ) ดังนั้น สีจิ้นผิงจะยังคงเน้น ‘ตัดไฟแต่ต้นลม’ และคาดว่า จะ ‘ดุขึ้น’ ในการจัดระเบียบทางสังคมอย่างเข้มข้นมากขึ้น

 

นอกจากนี้ จีนจะออกกฎหมายใหม่ๆ เพื่อจัดการความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี รวมทั้งการใช้มาตรการควบคุม/ป้องกัน เพื่อกำกับดูแลอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น กฎระเบียบการใช้โดรน/อากาศยานไร้คนขับ ภายใต้เศรษฐกิจการบินต่ำ LAE และการ regulate เพื่อป้องกันความเสี่ยง/ผลกระทบด้านลบของเทคโนโลยี AI plus (เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์)

 

โดยสรุป จีนจะ ‘ดุขึ้น’ ในแง่ของการเข้ามาจัดระเบียบของรัฐ เพื่อป้องกันความเสี่ยงภายในทุกรูปแบบ และเพื่อความมั่นคงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั่นเอง

 

ภาพ: Kevin Frayer / Getty Images

The post ผ่าแผนสีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีนจะดุขึ้นหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Chao Play หัวหอกยุทธศาสตร์เปลี่ยน ‘ของเล่น’ ให้เป็น ‘อาวุธเศรษฐกิจ’ ที่จีนใช้ยึดครองโลก https://thestandard.co/the_secret_sauce/what-is-chao-play-made-in-china-evolution/ Wed, 24 Dec 2025 11:00:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1157614 what-is-chao-play-made-in-china-evolution

สิ่งที่เห็นจนชินตาเวลาไปเดินห้างสรรพสินค้าช่วงนี้ คงหนี […]

The post Chao Play หัวหอกยุทธศาสตร์เปลี่ยน ‘ของเล่น’ ให้เป็น ‘อาวุธเศรษฐกิจ’ ที่จีนใช้ยึดครองโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
what-is-chao-play-made-in-china-evolution

สิ่งที่เห็นจนชินตาเวลาไปเดินห้างสรรพสินค้าช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นภาพวัยรุ่นยืนต่อคิวยาวเหยียดหน้าร้าน Pop Mart หรือ Miniso ทุกคนต่างลุ้นกับกล่องเล็กๆ ในมือที่ข้างในมีตุ๊กตาซ่อนอยู่ หรือบางคนก็ห้อยตุ๊กตาตัวโปรดอย่าง Labubu ไว้ที่กระเป๋าอย่างภูมิใจ แม้แต่ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ยังต้องบินไปดูงานนี้ด้วยตัวเองที่เซี่ยงไฮ้ 

 

นี่คือคือผลลัพธ์ของการปฏิวัติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เรียกว่า ‘Made in China 2.0’ โดยมีสิ่งที่เรียกว่า ‘Chao Play’ เป็นอาวุธสำคัญ

จีนกำลังประกาศให้โลกรู้ว่า ยุคสมัยของการเป็นโรงงานโลกที่เน้นผลิตของราคาถูกได้จบลงแล้ว และพวกเขากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ใช้ ‘การผลิต + ดีไซน์ + วัฒนธรรม’ รวมกันเพื่อยึดครองตลาดโลก

 

Chao Play คืออะไร?

 

ภายใต้ร่มใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงนี้ สินค้าที่จับต้องได้ชัดเจนที่สุดคือ ‘Chao Play’ (潮玩) แปลตรงตัวว่าของเล่นเทรนด์ ซึ่งไม่ใช่ตุ๊กตาสำหรับเด็กเล่นทั่วไป แต่คือ Art Toys และของสะสมที่ผสานดีไซน์ ศิลปะ และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าทางใจและทางตลาดมหาศาล

 

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการเปลี่ยน Mindset ในการทำธุรกิจไปอย่างสิ้นเชิง

 

  • จากขายของถูก สู่การขายสินค้าที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม: ในอดีตสินค้าจีนสู้ด้วยราคา แต่ในยุค Chao Play พวกเขาหยิบจับวัฒนธรรมดั้งเดิมมาใส่บริบทใหม่ที่เรียกว่า Guo Chao (กั๋วฉาว) หรือกระแสจีนร่วมสมัย ทำให้สินค้าชิ้นเดิมมีมูลค่าสูงขึ้นและกลายเป็นของสะสมที่คนยอมจ่ายแพงเพื่อครอบครอง

 

  • จากการเป็น OEM สู่การเป็นเจ้าของแบรนด์และ IP เอง: จีนหันมาสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ของตัวเอง ตัวเลขส่งออกของเล่นและของสะสม สร้างรายได้กว่า 2.6 แสนล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 มากกว่าการส่งออกทุเรียนราชาผลไม้ไทยถึง 2 เท่า และมากกว่างบกระทรวงวัฒนธรรมของเราถึง 10 เท่า

 

  • จากการทำซ้ำ สู่การสร้างสรรค์: ภาพจำเรื่องของก๊อปเกรดเอถูกลบไปด้วยนวัตกรรมด้านดีไซน์ จีนใช้ AI และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการออกแบบ ทำให้สินค้า Chao Play มีความสดใหม่ ทันสมัย และตอบโจทย์รสนิยมคนรุ่นใหม่ทั่วโลกได้อย่างแม่นยำ

 

จีนทำได้อย่างไร? กรณีศึกษา Pop Mart, Kayou 

 

เมื่อพูดถึงความสำเร็จของ Chao Play ชื่อที่ต้องพูดถึงคือ Pop Mart ที่สร้างปรากฏการณ์ทำกำไรพุ่งสูงเกือบ 400% และมีรายได้จากต่างประเทศโตระเบิดถึง 834% หรือแบรนด์อย่าง Kayou (คา-โหยว) ที่เปลี่ยนกระดาษการ์ดใบเล็กๆ ให้มีมูลค่าหลักพันบาท ผ่านการจับมือกับคาแรกเตอร์ดังจากทั่วโลก สร้างของสะสมที่มีมูลค่าทางใจให้กับทุกเพศทุกวัย

 

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือ ทำไมของเล่นดาถึงกลายเป็นขุมทรัพย์มหาศาลได้? คำตอบไม่ได้อยู่ที่แค่ความน่ารัก แต่อยู่ที่ระบบนิเวศเบื้องหลัง 3 เรื่องที่พวกเขาคิดมาอย่างครบวงจร

 

1. การตลาดกระตุ้นความรู้สึก (Emotion Economy): จีนเข้าใจดีว่าคนรุ่นใหม่เน้นซื้อ ‘ความรู้สึก’ โมเดลกล่องสุ่ม (Blind Box) ถูกออกแบบมาเพื่อขายความตื่นเต้นในวินาทีที่แกะกล่อง มากกว่านั้นแบรนด์อย่าง Pop Mart ยังปั้นให้ Labubu กลายเป็น Social Currency หรือเครื่องมือทางสังคม ที่คนใช้ห้อยกระเป๋าเพื่อบอกรสนิยมและตัวตน ทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้โลก

 

2. ความเร็วการผลิตที่ไม่มีใครตามทัน: โรงงานจีนในเมืองอี้อูใช้ AI และ Big Data เข้ามาปฏิวัติการผลิต พวกเขาสามารถวิเคราะห์เทรนด์และออกแบบสินค้าใหม่โดยลดเวลาจาก 15 วัน เหลือเพียง 3 วัน ความเร็วระดับนรกแตกนี้ทำให้สินค้าจีนมีความสดใหม่และเกาะกระแสโลกได้ทันท่วงทีเสมอ

 

3. การขนส่งระดับโลกด้วยเครือข่าย Cainiao: จุดแข็งที่สุดของจีนคือเครือข่ายโลจิสติกส์ยักษ์ใหญ่อย่าง Cainiao (ไฉ่-เหนียว) ของ Alibaba ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่ช่วยให้ร้านค้าเล็กๆ หรือแบรนด์อย่าง Pop Mart สามารถส่งของถึงมือลูกค้าทั่วโลกได้ในเวลาแค่ 72 ชั่วโมง พร้อมต้นทุนที่ถูกกว่าคู่แข่ง 30-50% นี่คือแต้มต่อสำคัญที่ทำให้แบรนด์จีนตีตลาดโลกแตกกระจุย 

 

4 บทเรียนของไทย ปรับตัวสู้ Chao Play

 

พอมองย้อนกลับมาที่บ้านเรา ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่แข็งแรงไม่แพ้ใคร ทั้งยักษ์ นาค ตำนานพื้นบ้าน หรืออาหารที่ดังไปทั่วโลก แต่สิ่งที่เรายังขาดคือกระบวนการปั้นของเหล่านี้ให้มีมูลค่าแบบที่จีนทำ 

 

1. เลิกรับจ้าง แล้วสร้าง ‘Thai Blind Box’: ไทยต้องก้าวข้ามการเป็นแค่โรงงานรับจ้างผลิต (OEM) แล้วหันมาปั้น IP ของตัวเอง เช่น การนำ ‘ยักษ์’ หรือ ‘นาค’ ซึ่งเป็นตำนานพื้นบ้านไทยมาใส่ดีไซน์ที่ทันสมัย จนกลายเป็น ‘Thai Blind Box’ ที่วัยรุ่นอยากสะสม ไม่ใช่แค่ของที่ระลึกเชยๆ ที่วางขายตามสถานที่ท่องเที่ยว

 

2. ใช้ Tech เร่งสปีดให้ทันโลก: ในยุคที่เทรนด์เปลี่ยนทุกวัน งานฝีมืออย่างเดียวอาจไม่ทันกิน ผู้ประกอบการไทยต้องกล้านำ AI หรือ 3D Printing มาใช้เพื่อย่นระยะเวลาการออกแบบและผลิตให้สั้นลง เพื่อให้สินค้ามีความสดใหม่และเกาะกระแสโลกได้ทันท่วงทีแบบที่โรงงานจีนทำได้

 

3. ดึง Supply Chain โลก ปั้นไทยเป็น ‘Regional Hub’: อย่ามองแค่การขายในประเทศ แต่ต้องมองไทยเป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าของอาเซียน เราควรดึงดูดแบรนด์ระดับโลกอย่าง Pop Mart ให้มาตั้งฐานหรือ Regional Hub ในไทย เพื่อดูดซับองค์ความรู้และเทคโนโลยี (Supply Chain) เข้ามาพัฒนาอุตสาหกรรมในบ้านเรา

 

4. รัฐต้องหนุนด้วย ‘Cultural Venture’: ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นแบบ One Man Show ไม่ได้ ภาครัฐและเอกชนต้องจับมือกันสร้าง ‘Thai Pop Culture Hub’ หรือพื้นที่โชว์ของเหมือนที่เกาหลีหรือจีนมี รวมถึงการตั้งกองทุน Cultural Venture เพื่อสนับสนุนเงินทุนให้ศิลปินและสตาร์ทอัพตัวเล็กๆ มีโอกาสได้ปล่อยของและเติบโตในตลาดโลก

 

โจทย์ใหญ่ของไทยในวันนี้จึงไม่ใช่คำถามว่า “เราจะผลิตของเล่นแข่งกับเขาได้ไหม” แต่คือคำถามที่ว่า “เราพร้อมหรือยังที่จะหยิบเรื่องราวความภูมิใจของเรามาเล่าใหม่ ให้คนทั้งโลกอยากฟังและยอมควักกระเป๋าจ่าย” เหมือนที่จีนทำสำเร็จมาแล้ว

The post Chao Play หัวหอกยุทธศาสตร์เปลี่ยน ‘ของเล่น’ ให้เป็น ‘อาวุธเศรษฐกิจ’ ที่จีนใช้ยึดครองโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี https://thestandard.co/2026-china-new-tech-strategy/ Tue, 23 Dec 2025 04:57:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1157160 ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี

เราต่างรู้กันว่าจีนตามหลังสหรัฐฯ ในเรื่องเซมิคอนดัคเตอร […]

The post ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี

เราต่างรู้กันว่าจีนตามหลังสหรัฐฯ ในเรื่องเซมิคอนดัคเตอร์ ข้อถกเถียงมักอยู่ที่ว่าจีนตามหลังสหรัฐฯ อยู่กี่ปีกันแน่ บ้างก็บอกว่า 10 ปี บ้างก็บอกว่า 5 ปี บ้างก็ว่าน้อยกว่านั้นอีก และจีนกำลังทุ่มเทเต็มที่ที่จะไล่กวดตามให้ทันสหรัฐฯ ให้ได้

 

แต่ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีจีนที่สำคัญยิ่งกว่าการไล่กวดในอุตสาหกรรมที่จีนตามมาทีหลัง คือการเร่งขึ้นเกียร์ขยับนำหน้าให้ได้ในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ทั้งหลายที่วันนี้ยังไม่มีใครเป็นผู้นำที่ชัดเจน ในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างเริ่มต้นที่ศูนย์พร้อมกัน และยังเป็นอุตสาหกรรมทารกและรอการปฏิวัติวงการที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญให้กับโลก

 

ลองนึกดูครับว่า ถ้าจีนเกิดทำสำเร็จเรื่องควอนตัม จีนก็คงไปบอกสหรัฐฯ ว่าจะใช้ควอนตัมไหม หากจะใช้ ก็ช่วยขายชิปให้จีนด้วยแลกกัน นี่จึงเป็นเกมการสร้างอำนาจต่อรองและไพ่ใบใหม่ของจีน

 

ในแผน 5 ปี ฉบับใหม่ของจีนที่จะประกาศใช้ในปี 2026 จึงได้กำหนดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป้าหมายใหม่แตกต่างจากเดิม จีนไม่ได้เน้นย้ำเพียงอุตสาหกรรมที่เราคุ้นชินเช่น Generative AI, รถยนต์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่, โซลาร์เซลล์เหมือนในแผนฉบับเก่า แต่หันมาเน้นเรื่องใหม่ๆ อย่างควอนตัม การผลิตชีวภาพ (Biomanufacturing) ไฮโดรเจนและนิวเคลียร์ฟิวชันเพาเวอร์ การเชื่อมโยงระหว่างสมองและคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interfaces) ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) และ 6G

 

เราลองมาดูความสำคัญของแต่ละเรื่องกันครับ

 

  • อุตสาหกรรมควอนตัม ตัวการคำนวณควอนตัม (Quantum computing) หากสำเร็จอาจทำลายระบบเข้ารหัสดั้งเดิม และเปิดทางให้กับการคำนวณที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์วันนี้ยังทำไม่ได้ หากจีนสามารถคุมโครงสร้างพื้นฐานชุดนี้ได้ก่อน จีนจะมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยีมหาศาล

 

  • การผลิตชีวภาพ (Biomanufacturing) คือการใช้เซลล์ เอนไซม์ หรือสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วเป็น ‘วัตถุดิบในการผลิต’ จนสามารถผลิตยา วัคซีน วัสดุชีวภาพ พลาสติกย่อยสลายได้ โปรตีนทางเลือก อาหารใหม่ๆ หากเปรียบเศรษฐกิจแบบเดิมของจีนเป็น ‘โรงงานเหล็กและปูน’ การผลิตชีวภาพก็กำลังกลายเป็น ‘โรงงานเซลล์และดีเอ็นเอ’ ที่เสริมอีกเสาให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจจีนหมุนต่อไปในยุคหลังอุตสาหกรรมหนัก

 

  • ไฮโดรเจนและนิวเคลียร์ฟิวชันเพาเวอร์ จีนกำลังวาง ‘เดิมพันยาว’ กับสองเทคโนโลยีพลังงานที่ยังไม่สุกงอมเต็มที่ แต่ถ้าเวิร์กจะกลายเป็น Game Changer ของโลกพลังงาน

 

  • การเชื่อมโยงระหว่างสมองและคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interfaces) คือเทคโนโลยีเชื่อมสัญญาณสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์หรือเครื่องกล ช่วยผู้ป่วยอัมพาตควบคุมแขนกล วีลแชร์ หรือแป้นพิมพ์ด้วยความคิด ใช้ในเวชศาสตร์ฟื้นฟู ประสาทวิทยา สุขภาพจิต และในระยะยาว อาจต่อยอดไปถึงการเรียนรู้ การเสริมความจำ หรือ gaming รูปแบบใหม่ รวมทั้งมีนัยต่อความมั่นคงและการพัฒนาอาวุธยุคใหม่ด้วย

 

  • ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) ช่วงหลังเรามักพูดถึง AI ในฐานะโมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือแชตบอต แต่ที่จีนกำลังเน้น ‘Embodied AI’ – AI ที่มีร่างกาย เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มองเห็น ฟังเสียง และเดินในโรงงาน ทำงานในบ้าน โรงพยาบาล โกดังสินค้า รัฐบาลจีนมองว่าหุ่นยนต์เหล่านี้จะเป็นหัวใจของ ‘กำลังการผลิตคุณภาพใหม่’ (new quality productive forces) ในภาคอุตสาหกรรมและบริการ

 

  • 6G Mobile Communications ในขณะที่ 5G ยังไม่ทันใช้เต็มศักยภาพ โลกก็พูดถึง 6G แล้ว ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ ‘เน็ตเร็วกว่าเดิม’ แต่คือ การใช้คลื่นความถี่ที่สูงขึ้น ดีเลย์ต่ำมากระดับมิลลิวินาที ซึ่งจะทำให้เกิดการผสาน ‘สื่อสาร + คำนวณ + เซนส์ซิง’ ในเครือข่ายเดียว สำหรับจีน 6G คือ ‘โครงข่ายประสาท’ ที่จะเชื่อมทุกอย่างตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ โรงงานอัจฉริยะ ไปจนถึงอุปกรณ์สวมใส่และเมืองอัจฉริยะทั้งเมือง โดยตั้งเป้าว่า 6G จะเริ่มใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ในต้นทศวรรษ 2030

 

ถ้ามองรวมกัน เราจะเห็นว่าทั้งหมดข้างต้นมีลักษณะเป็นเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน (general-purpose) ที่เป็นรากฐานให้กับธุรกิจและอุตสาหกรรมได้อีกหลากหลาย ควอนตัมและ 6G เปลี่ยนวิธีส่งข้อมูลและคำนวณ การผลิตชีวภาพ (Biomanufacturing) เปลี่ยนวิธีผลิตอาหารและยา ไฮโดรเจนและนิวเคลียร์ฟิวชันเพาเวอร์เปลี่ยนระบบพลังงาน ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์–เครื่องจักร หากจีนสามารถปฏิวัติวงการเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้ ย่อมจะมีอำนาจต่อรองในห่วงโซ่คุณค่าทั่วโลกมากกว่าเพียงการผลิตสินค้าอย่างเดียว

 

ที่สำคัญ นี่เป็นการรีเซ็ตโครงสร้างเศรษฐกิจจีนจากอุตสาหกรรมเดิมที่เริ่มล้นตลาด แผน 5 ปีฉบับใหม่ (2026–2030) ของจีนจึงเริ่มลดน้ำหนักอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และโซลาร์เซลล์ ที่ถูกผลักดันอย่างหนักในช่วงก่อนหน้า จนเกิดปัญหากำลังการผลิตเกินตัว (oversupply) และนำมาสู่แรงกดดันทางการค้า ดังนั้นในแผนใหม่จีนจึงจะเริ่มขยับน้ำหนักไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ ข้างต้นแทน

 

วันนี้ไทยจึงไม่ได้แข่งกับจีนเพียงเรื่องต้นทุนค่าแรงหรือความสามารถด้านการผลิตอีกต่อไป แต่ต้องตัดสินใจว่าจะเชื่อมตัวเองเข้าไปใน ecosystem เทคโนโลยีใหม่ของจีนได้อย่างไร และจะใช้ประโยชน์อย่างไรจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ของจีนในการช่วยพลิกโฉมเศรษฐกิจขั้นต่อไปของไทยเองด้วย

 

เราพร้อมหรือยังที่จะอัปเกรดระบบวิจัย การศึกษา และกติกากฎหมายของเรา ให้รองรับยุคที่ ‘สมองคน – หุ่นยนต์ – ดวงอาทิตย์เทียม – และควอนตัม’ กำลังถูกเขียนเข้าไปในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศใหญ่

 

ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา ไทยจะเป็นเพียงผู้ใช้ ผู้ซื้อ ผู้รับจ้างผลิต หรือไทยจะเริ่มพัฒนาจุดแข็งเฉพาะตัวที่จีน (และสหรัฐฯ) ต้องการมา ‘ต่อจิ๊กซอว์’ กับเรา

The post ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนตั้งเป้าปี 2026 ดัน ‘อุปสงค์ภายในประเทศ’ เป็นภารกิจหลัก พร้อมรักษาสมดุล – เดินหน้ากระตุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป https://thestandard.co/china-2026-domestic-demand-main-mission/ Tue, 09 Dec 2025 04:59:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1152661 จีนตั้งเป้าปี 2026 ดัน ‘อุปสงค์ภายในประเทศ’ เป็นภารกิจหลัก พร้อมรักษาสมดุล - เดินหน้ากระตุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

ผู้นำระดับสูงของจีนประกาศให้การกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเท […]

The post จีนตั้งเป้าปี 2026 ดัน ‘อุปสงค์ภายในประเทศ’ เป็นภารกิจหลัก พร้อมรักษาสมดุล – เดินหน้ากระตุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนตั้งเป้าปี 2026 ดัน ‘อุปสงค์ภายในประเทศ’ เป็นภารกิจหลัก พร้อมรักษาสมดุล - เดินหน้ากระตุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

ผู้นำระดับสูงของจีนประกาศให้การกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศเป็นภารกิจหลักด้านเศรษฐกิจในปี 2026 โดยมองว่าจีนจำเป็นต้องสร้าง ‘ตลาดภายในที่แข็งแรง’ เพื่อรองรับแรงส่งของเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะเดียวกันรัฐบาลยังคงท่าทีการกระตุ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การอัดฉีดครั้งใหญ่เหมือนในอดีต เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงด้านหนี้สินและเสถียรภาพการเงิน

 

โปลิตบูโรยังให้ความสำคัญกับ ‘พลังการผลิตรูปแบบใหม่’ ซึ่งสะท้อนว่าจีนยังตั้งใจรักษาความแข็งแกร่งของภาคการผลิตไว้ และจะไม่นำมาตรการคุมเข้มรุนแรงมาใช้ในอุตสาหกรรมหลัก นอกจากนี้ การกลับมาของแนวคิด “การปรับนโยบายเชิงข้ามวัฏจักร” ชี้ให้เห็นถึงการวางแผนระยะยาวมากขึ้น ทั้งด้านนโยบายการคลังและการเงินที่ยังคงท่าทีเชิงรุกและผ่อนคลายปานกลาง

 

แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้จีนต้องเน้นการบริโภคภายในมากขึ้นมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนที่หดตัวลงอย่างรวดเร็ว แม้ภาคส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์หลักที่แข็งแรงจนทำให้ดุลการค้าแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ แต่แรงกดดันจากยุโรปและหลายประเทศทำให้จีนจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลยิ่งขึ้น

 

Jacqueline Rong หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนของ BNP Paribas SA กล่าวว่า “ภาพรวมคือกระตุ้นด้านอุปสงค์และประคองด้านอุปทานไปพร้อมกัน” เธออธิบายว่าปักกิ่งกำลังพยายามสร้างสมดุลระหว่างการผ่อนคลายนโยบายการคลัง – การเงิน กับการควบคุมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพ เช่น ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น จึงคาดว่านโยบายปีหน้าจะเอนเอียงไปในทิศทาง ‘ผ่อนคลายอย่างพอประมาณ’

 

นักวิเคราะห์คาดว่าปี 2026 จีนอาจปรับลดสัดส่วนเงินสำรองของธนาคาร (RRR) ในไตรมาสแรกของปี และปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงไตรมาสสอง เพื่อประคองการบริโภคที่ยังอ่อนแรง

 

ในด้านความเสี่ยง รัฐบาลจีนลดความสำคัญของการจัดการปัญหาหนี้และความเสี่ยงภาคอสังหาริมทรัพย์ลงในลำดับวาระปี 2026 ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์มองว่าเป็นสัญญาณว่าปักกิ่งเชื่อว่าความเสี่ยงเหล่านี้เริ่มอยู่ในระดับควบคุมได้แล้ว ทำให้สามารถจัดสรรทรัพยากรการคลังไปสู่โครงสร้างพื้นฐานและนโยบายสังคมมากขึ้น
แม้เศรษฐกิจจีนโดยรวมยังเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย แต่แรงเสียดทานทางการค้ากับโลก รวมถึงนโยบายภาษีของรัฐบาลสหรัฐภายใต้ Donald Trump ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อภาคการผลิต อย่างไรก็ตาม จีนเลือกเดินหน้านโยบายกระตุ้นอย่างระมัดระวังและต่อเนื่อง โดยจะให้รายละเอียดเชิงตัวเลขเพิ่มขึ้นในช่วงการประชุมสภาประชาชนเดือนมีนาคม

 

นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมเพื่อหนุนการบริโภค ซึ่งชะลอตัวตั้งแต่เดือนมิถุนายน หลังอานิสงส์จากเงินอุดหนุนโครงการแลกรถเก่าเป็นรถใหม่เริ่มหมดแรง ขณะที่ความต้องการสินค้าคงทนลดลง ทำให้เจ้าหน้าที่หันมามองภาคบริการเป็นหมวดต่อไปในการฟื้นฟูการบริโภค

 

ภาพ: Feature China/Future Publishing via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post จีนตั้งเป้าปี 2026 ดัน ‘อุปสงค์ภายในประเทศ’ เป็นภารกิจหลัก พร้อมรักษาสมดุล – เดินหน้ากระตุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ‘น่าห่วง’ กกร.คาด GDP โตต่ำสุดที่ 1.6% https://thestandard.co/thai-gdp-1-6-worrying-2026/ Wed, 03 Dec 2025 12:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1151143 เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ‘น่าห่วง’ **กกร.** คาด **GDP** โตต่ำสุดที่ 1.6%

เศรษฐกิจไทยในปี 2569 น่าห่วง! คาดชะลอลงอีกจากแรงบีบภาษี […]

The post เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ‘น่าห่วง’ กกร.คาด GDP โตต่ำสุดที่ 1.6% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ‘น่าห่วง’ **กกร.** คาด **GDP** โตต่ำสุดที่ 1.6%

เศรษฐกิจไทยในปี 2569 น่าห่วง! คาดชะลอลงอีกจากแรงบีบภาษีสหรัฐฯ น้ำท่วมใต้ สินค้าจีนเสี่ยง over supply อีกระลอก แนะรัฐ-เอกชน เร่งฟื้นฟู-เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ Reinvent Thailand ยกระดับการแข่งขันของไทย

 

วันที่ 3 ธ.ค. ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธาน กกร. เป็นประธานในการประชุม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีทิศทางชะลอตัวลง

 

โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่อยู่ในภาวะ over supply ปัจจัยหลักจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้จีนต้องปรับกลยุทธ์หันมาพึ่งพาภาคการส่งออกมากขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจ เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องให้ธุรกิจไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น

 

“กกร.ประเมินว่า GDP ไทยในปี 2569 ขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.6-2.0% ส่งออกอยู่ในกรอบติดลบ 1.5-0.5% เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 0.2-0.7% ขณะที่ปี 2568 การขยายตัวของ GDP ไทยอยู่ในกรอบ 2% ส่งออกขยายตัว 10% เงินเฟ้อ 0.0%”

 

ทั้งนี้ ปีหน้ามาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่แน่นอน การแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทบภาคการผลิต การจ้างงานและกำลังซื้อในประเทศ ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาระยะสั้นโดยเฉพาะการฟื้นฟูจากอุทกภัย ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ

 

ขณะที่ อุทกภัยในภาคใต้ ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของครัวเรือนและธุรกิจอย่างมาก บางพื้นที่เป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) เทียบเคียงกับเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาทที่จำเป็นต้องซ่อมแซมฟื้นฟูและยังส่งผลกระทบต่อรายได้

 

โดยในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 สูญเสียรายได้ราว 2-3 หมื่นล้านบาท หรือ 0.1% – 0.2% ของ GDP ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้เพียง 2.0% สำหรับในปี 2569 ประเมินผลกระทบต่อรายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท

 

ภาพ: DNY59/Getty Images

The post เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ‘น่าห่วง’ กกร.คาด GDP โตต่ำสุดที่ 1.6% appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดน้ำหนัก หุ้นจีน ต่อ หุ้นโลก ทะลุ 10% ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าหุ้นจีนมากสุดรอบ 4 ปี https://thestandard.co/foreign-investors-china-stocks-4yr/ Tue, 25 Nov 2025 10:35:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1147461 อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดน้ำหนักหุ้นจีนต่อหุ้นโลกทะลุ10% ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติกลับเข้า หุ้นจีนมากสุดรอบ 4 ปี

หุ้นจีน กลับมาสู่เรดาร์ของนักลงทุนทั่วโลกอย่างชัดเจนอีก […]

The post อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดน้ำหนัก หุ้นจีน ต่อ หุ้นโลก ทะลุ 10% ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าหุ้นจีนมากสุดรอบ 4 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดน้ำหนักหุ้นจีนต่อหุ้นโลกทะลุ10% ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติกลับเข้า หุ้นจีนมากสุดรอบ 4 ปี

หุ้นจีน กลับมาสู่เรดาร์ของนักลงทุนทั่วโลกอย่างชัดเจนอีกครั้งในปีนี้ ผลตอบแทนของหนึ่งในดัชนีหลักของหุ้นจีนอย่าง SZSE Component อยู่ที่ราว 22% ขณะที่ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงให้ผลตอบแทนเกือบ 30% ส่วนดัชนี CSI 300 ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ราว 17%

 

มากไปกว่านั้นหากพิจารณาจากยอดซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นจีน อิงจากข้อมูลของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคมปีนี้ มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นจีนรวม 5.06 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 1.6 ล้านล้านบาท สูงสุดในรอบ 4 ปี และเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเพียง 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 3.7 แสนล้านบาท ในปี 2024

 

รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ Head of Investment Strategy & Trading Product Specialist บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกกระจุกอยู่ในหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 รวมทั้งหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ แต่หลังจากที่ราคาหุ้นเหล่านี้พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนเริ่มกระจายความเสี่ยงไปยังทางเลือกอื่น

 

“ปีนี้ตลาดหุ้นโลกยังคงทำนิวไฮ แต่ผู้นำไม่ใช่หุ้นสหรัฐฯ อีกแล้ว ถ้ามองไปข้างหน้าธีม Rest of the world ค่อนข้างน่าสนใจ รวมถึงจีนที่รัฐบาลกลับมาสนับสนุนภาคเอกชน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศที่ดีขึ้นมาก” รัฐศรัณย์กล่าว

 

รัฐศรัณย์กล่าวต่อว่า หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจคือ เศรษฐกิจจีนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น นับแต่ปี 2001 ที่ได้เข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) ทำให้สัดส่วน GDP จีนต่อ GDP โลก พุ่งขึ้นจากเพียง 4% สู่ระดับ 17% และในช่วงเวลาเดียวกัน GDP สหรัฐฯ มีสัดส่วนลดลงจากกว่า 30% มาสู่ระดับ 26%

 

อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดน้ำหนักหุ้นจีนต่อหุ้นโลกทะลุ10% ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติกลับเข้า หุ้นจีนมากสุดรอบ 4 ปี 1

ที่มา: บล.อินโนเวสท์ เอกซ์

 

ในมุมกลับกัน น้ำหนักของหุ้นจีนต่อหุ้นโลกยังคงต่ำ อิงจากดัชนี MSCI ACWI ซึ่งหุ้นจีนมีน้ำหนักเพียง 3.19% ส่วนหุ้นสหรัฐฯ มีน้ำหนักถึง 65% สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันยังถือครองหุ้นจีนต่ำมาก

 

“ในอนาคตหุ้นน้ำหนักหุ้นจีนมีโอกาสจะไปได้ถึง double digit (10% ขึ้นไป)”​ รัฐศรัณย์กล่าว

 

ChiNext 50 ทางเลือกลงทุนในยุคเศรษฐกิจใหม่

 

อย่างไรก็ดี การเติบโตของหุ้นจีนอาจแตกต่างไปจากในอดีต ตามการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายของรัฐบาลจีน โดยเฉพาะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 5 ปี ของจีน โดยหุ้นที่ได้รับการสนับสนุนจากแผนในฉบับที่ 14 สามารถสร้างผลตอบแทนได้ราว 41% ในขณะที่ดัชนี CSI 300 สร้างผลตอบแทนได้ราว -3% ในช่วงเวลาเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่รัฐบาลสนับสนุนมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

 

ทั้งนี้ จีนมีประวัติการบรรลุเป้าหมายตามแผน 5 ปีสูงถึง 90% ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่านโยบายของรัฐมีโอกาสสูงที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์จริง โดยจากการประเมินของ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ พบว่า บริษัทในดัชนี ChiNext50 ส่วนใหญ่ราว 90% อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญ

 

อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดน้ำหนักหุ้นจีนต่อหุ้นโลกทะลุ10% ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติกลับเข้า หุ้นจีนมากสุดรอบ 4 ปี 2

ที่มา: บล.อินโนเวสท์ เอกซ์

 

ล่าสุด บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ได้ออกตราสาร DR ชื่อ CHNXT5023 คือ ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt: DR) ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น Invesco Great Wall Chinext 50 ETF (159682.SZ) ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น บริหารโดย Invesco ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนขนาดใหญ่ระดับโลก โดย Invesco มีกองทุน ETF ภายใต้การจัดการมูลค่ากว่า 9.5 แสนล้านดอลลาร์

 

โดยหุ้น 5 ตัวแรกที่มีน้ำหนักมากสุดของ ETF ดังกล่าว ได้แก่ CATL (24.34%), EASTMONEY (10.87%), INOVANCE (4.80%), ZHONGJI INNOLIGHT (4.73%) และ MINDRAY (4.63%)

 

มูลค่าหุ้นจีนยังต่ำ?

 

โจนาธาน ไพน์ส หัวหน้าฝ่ายหุ้นเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นของ Federated Hermes กล่าวว่า “จีนยังคงซื้อขายในราคาที่มีส่วนลด (Discount) สูงเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ของโลก ทั้งๆ ที่พวกเขามีบริษัทที่ดีที่สุดในกลุ่มเทคโนโลยี”

 

แม้ข้อมูลการไหลเข้าของเงินทุนจะยังต่ำกว่าสถิติสูงสุดในปี 2564 ที่ 7.36 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ทิศทางที่เป็นบวกนี้ก็สวนทางกับกระแสการถอนการลงทุน (Divestment) ของกองทุนบำเหน็จบำนาญรัฐในสหรัฐฯ หลายแห่ง เช่น เท็กซัส และอินดีแอนา ที่ลดพอร์ตจีนลงจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

 

อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้นจีนในปีนี้ยังคงมาจาก นักลงทุนรายย่อยในประเทศ โดยมีเม็ดเงินจากจีนแผ่นดินใหญ่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นฮ่องกงถึง 1.68 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดใหม่ และคิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของมูลค่าการซื้อขาย

 

ภาพ: Zhang Peng/LightRocket via Getty Images

The post อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดน้ำหนัก หุ้นจีน ต่อ หุ้นโลก ทะลุ 10% ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าหุ้นจีนมากสุดรอบ 4 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รักกลางมรสุมเศรษฐกิจ? ‘ราชา Chagee’ จูงมือทายาท ‘Trina Solar’ สละโสดสวนกระแสหุ้นร่วง ฉายภาพพลังกลุ่มทุนรุ่นใหม่ในจีน https://thestandard.co/chagee-trina-marriage-stock-crash/ Sun, 23 Nov 2025 09:39:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1146476 รักกลางมรสุมเศรษฐกิจ? ‘ราชา Chagee’ จูงมือทายาท ‘Trina Solar’ สละโสดสวนกระแสหุ้นร่วง ฉายภาพพลังกลุ่มทุนรุ่นใหม่ ใน จีน

งานวิวาห์ระหว่างผู้ประกอบการเครือร้านน้ำชาและทายาทสาวเจ […]

The post รักกลางมรสุมเศรษฐกิจ? ‘ราชา Chagee’ จูงมือทายาท ‘Trina Solar’ สละโสดสวนกระแสหุ้นร่วง ฉายภาพพลังกลุ่มทุนรุ่นใหม่ในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รักกลางมรสุมเศรษฐกิจ? ‘ราชา Chagee’ จูงมือทายาท ‘Trina Solar’ สละโสดสวนกระแสหุ้นร่วง ฉายภาพพลังกลุ่มทุนรุ่นใหม่ ใน จีน

งานวิวาห์ระหว่างผู้ประกอบการเครือร้านน้ำชาและทายาทสาวเจ้าของอาณาจักรแผงโซลาร์เซลล์ กำลังจะเปิดโอกาสให้คนภายนอกได้เห็นภาพชีวิตของกลุ่มมหาเศรษฐีรุ่นใหม่ของจีนที่หาดูได้ยาก โดย จาง จุนเจี๋ย ผู้ก่อตั้ง Chagee Holdings Ltd. ซึ่งจดทะเบียนในตลาดนิวยอร์ก เตรียมเข้าพิธีสมรสกับ เกา ไห่ชุน

 

เธอคือบุตรสาวของ เกา จี้ฟาน ผู้ก่อตั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานหมุนเวียน Trina Solar Co. ซึ่งข่าวการแต่งงานครั้งนี้ได้สร้างกระแสฮือฮาในโซเชียลมีเดียของจีนอย่างมาก หลังจากสื่อท้องถิ่นรายงานถึงบัตรเชิญที่มีภาพวาดของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว

 

จาง และ เกา หรือที่รู้จักกันในชื่อ แคทเธอรีน ต่างมีอายุอยู่ในช่วง 30 ปีต้นๆ และได้พบรักกันในงานอีเวนต์สำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โฆษกของ Trina Solar เปิดเผยว่าทั้งคู่ได้จดทะเบียนสมรสกันเรียบร้อยแล้ว และพิธีฉลองมงคลสมรสจะจัดขึ้นในอนาคตอันใกล้ แต่ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติม

 

การแต่งงานของทั้งคู่จะเป็นการรวมสองตระกูลเข้าด้วยกัน ในช่วงเวลาที่ธุรกิจของพวกเขากำลังเผชิญกับกระแสลมต้านที่แตกต่างกันในระบบเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก โดยโฆษกยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการทำธุรกรรมหรือความร่วมมือทางธุรกิจใดๆ ที่วางแผนไว้ระหว่างสองบริษัท

 

จาง ก้าวขึ้นสู่ทำเนียบมหาเศรษฐีพันล้านหลังจากบริษัทของเขาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เขาเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นลูกใหม่ชาวจีนที่สร้างความมั่งคั่งในขณะที่เครือร้านชากำลังได้รับความนิยม

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากราคาหุ้นของ Chagee ร่วงลงอย่างรุนแรง มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ จาง ได้ลดลงเหลือ 853 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.76 หมื่นล้านบาท) ซึ่งลดลงราว 60% จากช่วง IPO

 

ขณะที่ความมั่งคั่งของ เกา จี้ฟาน อยู่ที่ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.47 หมื่นล้านบาท) ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 1.02 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.3 แสนล้านบาท) ในเดือนธันวาคม 2021

 

เส้นทางของ ‘ราชาแห่งชา’ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ จาง ก่อตั้ง Chagee ในปี 2017 ที่มณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ชื่อของบริษัทมีที่มาจากโศกนาฏกรรมจีนคลาสสิกเรื่อง Farewell My Concubine ซึ่งเล่าเรื่องราวของกษัตริย์นักรบและคำอำลาคนรัก โดยโลโก้ของแบรนด์เป็นรูปตัวละครหญิงสาวในการแสดงงิ้วปักกิ่ง

 

Chagee สร้างความแตกต่างจากแบรนด์ชานมไข่มุกทั่วไปด้วยการเน้นชาใส่นมระดับพรีเมียมที่ใช้ส่วนผสมแบบจีนดั้งเดิม มีเครือข่ายร้านค้ากว่า 7,000 แห่ง อย่างไรก็ตาม หุ้นของบริษัทตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการตัดสินใจ ‘ยึดมั่น’ ในกลยุทธ์สินค้าราคาแพง แม้ยอดขายและกำไรจะลดลงท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น

 

ด้านเจ้าสาว เกา ไห่ชุน ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของจีนที่พร้อมรับมรดกความมั่งคั่งพันล้านจากพ่อแม่ เธอเกิดในปี 1993 จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบราวน์ในสหรัฐฯ และเคยทำงานสั้นๆ ที่บริษัทที่ปรึกษา McKinsey & Co. ก่อนจะเข้าร่วมงานกับหน่วยงานการลงทุนของ Trina Solar ในปี 2017

 

ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งประธานร่วมของ Trina Solar และประธานหน่วยธุรกิจโซลูชันของบริษัท โดยยักษ์ใหญ่ด้านแผงโซลาร์เซลล์ที่มีฐานอยู่ในฉางโจวแห่งนี้ ก่อตั้งโดยบิดาของเธอในปี 1997 และมีมูลค่าตลาดประมาณ 4.3 หมื่นล้านหยวน หรือ 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.04 แสนล้านบาท)

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.39 บาท ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568

 

ภาพ: Sarunyu L / Shutterstock

อ้างอิง:

The post รักกลางมรสุมเศรษฐกิจ? ‘ราชา Chagee’ จูงมือทายาท ‘Trina Solar’ สละโสดสวนกระแสหุ้นร่วง ฉายภาพพลังกลุ่มทุนรุ่นใหม่ในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดินหน้าพัฒนาความทันสมัยแบบจีน และร่วมกันสร้างอนาคตใหม่สำหรับการพัฒนาร่วมกัน https://thestandard.co/chinese-modernization-shared-future/ Fri, 07 Nov 2025 08:08:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1140693 เดินหน้าพัฒนาความทันสมัยแบบ จีน และร่วมกันสร้าง อนาคตใหม่สำหรับการพัฒนาร่วมกัน

ระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม 2568 การประชุมเต็มคณะครั้งที […]

The post เดินหน้าพัฒนาความทันสมัยแบบจีน และร่วมกันสร้างอนาคตใหม่สำหรับการพัฒนาร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดินหน้าพัฒนาความทันสมัยแบบ จีน และร่วมกันสร้าง อนาคตใหม่สำหรับการพัฒนาร่วมกัน

ระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม 2568 การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 20 ได้จัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ในที่ประชุมมีการอภิปรายและรับรอง ‘ข้อเสนอของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนเกี่ยวกับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 15’

 

แผนนี้เป็นแนวทางและพิมพ์เขียวเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาในอีก 5 ปีข้างหน้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนที่จะต่อยอดแรงผลักดันและเดินหน้าพัฒนาความทันสมัยแบบจีนต่อไป ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และทิศทางในอนาคตจะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างกว้างขวาง ในฐานะเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก แผนพัฒนาของจีนในอีก 5 ปีข้างหน้า และแนวทางรับมือกับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนและผันผวน จึงเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก

 

ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 จีนได้รับมือกับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 รวมถึงความเสี่ยงและความท้าทายหลายประการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนก้าวสู่ระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 4 ปีแรกของแผนฯ ฉบับที่ 14 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโตเฉลี่ย 5.5% ต่อปี และคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจะสูงถึงประมาณ 140 ล้านล้านหยวนภายในปี 2568 และมีสัดส่วนช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกมากถึง 30% ความเป็นอยู่ของประชาชนยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้สุทธิต่อหัวเติบโตเฉลี่ย 5.5% ต่อปี สอดคล้องกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

จีนได้สร้างระบบสาธารณสุข ระบบการศึกษา และระบบประกันสังคมที่ใหญ่ที่สุดในโลก จีนได้สร้างระบบพลังงานหมุนเวียนและห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานใหม่ที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในโลก กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการลดอัตราการสิ้นเปลืองการใช้พลังงานได้เร็วที่สุดในโลก ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกำลังประเทศโดยรวมของจีนได้ก้าวสู่ระดับสูงขึ้นอีกระดับ การพัฒนาให้ทันสมัยแบบจีนได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

 

หลังจากเสร็จสิ้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 การพัฒนาของจีนก็ได้มาถึงจุดเริ่มต้นใหม่ และการพัฒนาให้ทันสมัยแบบจีนก็กำลังจะเริ่มต้น เครื่องยนต์เต็มสูบพร้อมเดินทางครั้งใหม่ รับไม้วิ่งผลัด โดยยึดมั่นในเป้าหมายการพัฒนาให้ทันสมัยแบบจีน

 

การกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่เป็นวิทยาศาสตร์และการดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นแนวทางสำคัญสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการบริหารประเทศ และเป็นข้อได้เปรียบทางการเมืองที่สำคัญของระบอบสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีน ประวัติศาสตร์การพัฒนาของจีนใหม่เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทั้ง 14 ฉบับ

 

โดยมีแก่นเรื่องหลักคือการสร้างประเทศจีนให้เป็นประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 จะแล้วเสร็จในปีนี้ การประชุมครั้งนี้ได้เสนอเป้าหมายการพัฒนาหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ได้แก่ ความสำเร็จที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพสูง การพัฒนาที่สำคัญในระดับการพึ่งพาตนเองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการปฏิรูปที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การพัฒนาที่สำคัญในระดับอารยธรรมสังคม การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในด้านคุณภาพชีวิตของประชาชน ความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการสร้างประเทศจีนที่งดงาม และความมั่นคงแห่งชาติที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น บนพื้นฐานนี้ จีนจะมุ่งมั่นต่อไปอีก 5 ปี เพื่อให้บรรลุถึงการก้าวกระโดดครั้งสำคัญในด้านความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ความแข็งแกร่งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความแข็งแกร่งด้านการป้องกันประเทศ ความแข็งแกร่งของชาติโดยรวม และบทบาทในเวทีโลกยกระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2578 โดยให้ GDP ต่อหัวอยู่ในระดับเดียวกับประเทศพัฒนาปานกลาง และสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะมีชีวิตที่ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือการบรรลุถึงการพัฒนาประเทศทันสมัยในระบบสังคมนิยม จีนจะยังคงเขียนบทใหม่ให้กับปาฏิหาริย์สองประการ ซึ่งได้แก่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพทางสังคมในระยะยาว มีคุณูปการในการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

 

การผลักดันการพัฒนาคุณภาพสูงและการเร่งสร้างการพึ่งพาตนเองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพัฒนาคุณภาพสูงเป็นภารกิจหลักของจีนในการสร้างประเทศทันสมัยในระบบสังคมนิยม สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสูงเป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยยึดหลักการสร้างเศรษฐกิจเป็นภารกิจหลัก และยึดแนวคิดการพัฒนาใหม่เป็นทิศทางการพัฒนา เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและแข็งแรง รวมถึงความก้าวหน้าทางสังคมอย่างรอบด้าน

 

สิ่งสำคัญที่สุดของการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพสูงคือการเร่งสร้างการพึ่งพาตนเองทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีระดับสูงเพื่อการพัฒนาพลังการผลิตใหม่ๆ พลังแห่งความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่ที่การประยุกต์ใช้ จีนจะส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านและยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างรอบด้าน พัฒนาอุตสาหกรรมเกิดใหม่อย่างแข็งขัน และวางแผนเชิงรุกสำหรับอุตสาหกรรมในอนาคต เร่งสร้างระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และพัฒนาเส้นทางใหม่ กล่าวคือใช้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีใหม่ไปพัฒนานวัตกรรมทางอุตสาหกรรมและใช้นวัตกรรมทางอุตสาหกรรมไปกระตุ้นนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จีนกำลังยกระดับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวบรวมพลังแห่งนวัตกรรม และสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม นำมาซึ่งพลังและโมเมนตัมที่มากขึ้นให้กับการพัฒนาของตนเองและเศรษฐกิจโลก “จีนแห่งนวัตกรรม” ที่ก้าวหน้า มั่นใจ และเปิดกว้างมากขึ้น จะสร้างสะพานเชื่อมโยงการพัฒนาและความก้าวหน้าให้กับภูมิภาคและประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมากยิ่งขึ้น

 

ยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาและส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันอย่างมั่นคง การสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ถือเป็นภารกิจสำคัญยิ่งของชาติ เป็นจุดมุ่งหมายพื้นฐานของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการสร้างความสามัคคีประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์และนำพาประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศในการต่อสู้ทุกรูปแบบ และเป็นข้อกำหนดสำคัญในการกำหนดแนวทางการพัฒนาของจีนในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 นับตั้งแต่การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 จีนได้ดำเนินมาตรการที่เข้มแข็งเพื่อสร้างหลักประกันและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เอาชนะการต่อสู้กับความยากจนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และสร้างสังคมที่มั่งคั่งปานกลางในทุกด้าน สร้างรากฐานที่มั่นคงที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน จีนจะยังคงยึดมั่นในเป้าหมายการสร้างมั่งคั่งร่วมกัน โดยดำเนินการส่งเสริมการจ้างงานที่มีคุณภาพสูงและเต็มที่ จัดการการศึกษาที่ดีตอบสนองความต้องการของประชาชน เร่งสร้างประเทศจีนที่มีสุขภาวะที่ดี และให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงการบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน จัดทำนโยบายและมาตรการที่ประชาชนเข้าถึงอย่างเท่าเทียมกันเพื่อเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาที่ประชาชนชื่นใจในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ยึดมั่นในการเปิดกว้างและส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกัน

 

การเปิดกว้างในระดับสูงเป็นแรงผลักดันอันทรงพลังสำหรับการพัฒนาของจีนเองและเพื่อประโยชน์ของโลกอีกด้วย จีนเป็นคู่ค้าสำคัญของกว่า 150 ประเทศและภูมิภาค ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา การค้าสินค้าและบริการของจีนอยู่ในอันดับที่หนึ่งและสองของโลก โดยมีการลงทุนในต่างประเทศเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 5% ต่อปี สร้างงานในท้องถิ่นจำนวนมาก และมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมและความทันสมัยของทั้งสองฝ่ายอย่างแข็งขัน นโยบายยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียวของจีนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการเปิดกว้างที่เป็นอิสระและเปิดกว้างฝ่ายเดียวของจีนกำลังขยายตัวอย่างเป็นระเบียบ เขตการค้าเสรี 22 แห่งของจีนมีมาตรฐานสูงที่สามารถสอดรับกับกฎระเบียบการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ประตูสู่โลกภายนอกของจีนจะไม่มีวันปิดลง มีแต่จะยิ่งเปิดกว้างมากขึ้น จีนมีตลาดที่ใหญ่ที่สุดและมีพลวัตมากที่สุดในโลก และกำลังกลายเป็นสนามทดสอบความร่วมมือระดับโลกและผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ เป็นเวทีแบ่งปันผลกำไร และเป็นพื้นที่ประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติที่เป็นนวัตกรรม จีนเต็มใจที่จะทำงานร่วมกับทุกประเทศเพื่อสร้างโอกาส ส่งเสริมการพัฒนาที่เปิดกว้าง และบรรลุผลสำเร็จที่เป็นประโยชน์ร่วมกันต่อทุกฝ่าย

 

ปลายเดือนตุลาคม จีนและอาเซียนได้ลงนามในพิธีสารเพื่อยกระดับเขตการค้าเสรีเป็นเวอร์ชัน 3.0 พิธีสารฉบับนี้ประกอบด้วยบทใหม่เกี่ยวกับการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจสีเขียวเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในแนวปฏิบัติการค้าเสรีของแต่ละฝ่าย นอกจากนี้ยังกำหนดกรอบการทำงานที่เป็นระบบและข้อตกลงเชิงสถาบันสำหรับมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้า “บนชายแดน” และความร่วมมือในด้านใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ “หลังชายแดน” เช่น ความร่วมมือด้านดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งถือเป็นความมุ่งมั่นสูงสุดจากแนวปฏิบัติการค้าเสรีของจีนและอาเซียน

 

จีนและไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรสหายที่ดี ญาติมิตรที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี มิตรภาพระหว่างสองประเทศสืบทอดกันมานับพันปี และแนวคิด “จีน ไทย พี่น้องกัน” มีมาช้านานและทวีคุณค่ามากขึ้น การเยือนไทยครั้งประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในปี 2565 ได้นำพาความก้าวหน้าครั้งใหม่ในการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับความสัมพันธ์จีน-ไทย รากฐานมิตรภาพระหว่างสองประเทศเข้มแข็งยิ่งขึ้น และแรงขับเคลื่อนความร่วมมือแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยต่อเนื่อง 12 ปี โดยมูลค่าการค้าทวิภาคีในปี 2567 สูงถึง 134,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อนหน้า จีนเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับสองของไทย คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย จากสถิติของไทย การส่งออกผลไม้ไปยังจีนคิดเป็น 97% ของมูลค่าการส่งออกผลไม้ทั้งหมดของไทย จีนยังเป็นแหล่งลงทุนจากต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และไทยเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ของจีนในต่างประเทศมากที่สุด บริษัทไทยที่มีชื่อเสียงหลายรายเข้าร่วมงาน China International Import Expo (CIIE) อย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณธุรกรรมที่คาดการณ์ไว้สูงเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน ความร่วมมือด้านรถไฟจีน-ไทยได้ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและส่งเสริมการเชื่อมโยง ห่วงโซ่อุปทานของทั้งสองประเทศมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวกำลังเฟื่องฟู

 

สำหรับอีก 5 ปีข้างหน้า จีนจะยังคงเดินหน้าพัฒนาความทันสมัยแบบจีน ขยายการเปิดกว้างในระดับสูงอย่างมั่นคง สร้างภูมิทัศน์ใหม่ของความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ และส่งเสริมการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับมวลมนุษยชาติ แผนงานและการดำเนินงานเหล่านี้มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของไทย ซึ่งเปิดโอกาสความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งมิติการค้า พลังงานใหม่ เศรษฐกิจดิจิทัล และการเกษตรสมัยใหม่จะมีโอกาสความร่วมมือที่เพิ่มมากขึ้น จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทยเพื่อส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการพัฒนาความทันสมัยของทั้งสองประเทศ และมีส่วนร่วมมากขึ้นในการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

 

ภาพ: Reuters / ShutterStock

The post เดินหน้าพัฒนาความทันสมัยแบบจีน และร่วมกันสร้างอนาคตใหม่สำหรับการพัฒนาร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดถ้อยแถลงทูตจีนบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ย้ำเปิดกว้างกระชับความร่วมมือไทย https://thestandard.co/china-envoy-strengthens-thai-ties/ Wed, 05 Nov 2025 09:19:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1139987 เปิดถ้อยแถลงทูตจีน บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ย้ำ เปิดกว้างกระชับความร่วมมือ ไทย

จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจ […]

The post เปิดถ้อยแถลงทูตจีนบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ย้ำเปิดกว้างกระชับความร่วมมือไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดถ้อยแถลงทูตจีน บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ย้ำ เปิดกว้างกระชับความร่วมมือ ไทย

จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ขึ้นกล่าวปาฐกถา บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ที่จัดขึ้นวันนี้ (5 พฤศจิกายน) ในหัวข้อ “An Open China for the Promising Mutual Beneficial Cooperation with Thailand : จีนที่เปิดกว้างร่วมมือกับไทยเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน โดยมีเนื้อหาถ้อยแถลงฉบับเต็มดังนี้

 

กราบเรียน ฯพณฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีที่เคารพ
ท่านแขกผู้มีเกียรติ สุภาพสตรี สุภาพบุรุษ และมิตรสหายทุกท่าน

 

สวัสดีครับ ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมเศรษฐกิจประจำปี THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 หัวข้อของการประชุมในปีนี้คือ ” Thailand’s Next Frontier” และท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวแนะนำนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ผมเชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่ดี นักธุรกิจจีนและไทยมีจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการที่เปิดกว้าง สร้างสรรค์ และมีความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ และเป็นผู้มีส่วนร่วมและผู้สนับสนุนที่สำคัญในกระบวนการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย จีนยินดีที่จะกระชับความร่วมมือกับทุกภาคส่วนของสังคมไทยเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองในอนาคตของทั้งสองประเทศ

 

ทิศทางเศรษฐกิจโลกขึ้นอยู่กับแรงขับเคลื่อนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และแรงขับเคลื่อนการเติบโตของเอเชีย-แปซิฟิกมาจากภูมิภาคนี้ สำหรับประเทศจีนและไทย มีเหตุการณ์สำคัญสองเหตุการณ์ล่าสุดเป็นสิ่งที่น่ายินดียิ่ง นั่นคือเมื่อเดือนที่แล้ว การประชุมเต็มคณะครั้งที่สี่ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 จัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง มีการอภิปรายและรับรอง “ข้อเสนอของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ5ปี ฉบับที่ 15 ” ซึ่งเป็นกรอบแนวทางการพัฒนาของจีนในอีกห้าปีข้างหน้า

 

และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ได้พบหารือกับท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล การหารือทวิภาคีครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นในวาระครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทยมีความสำคัญอย่างยิ่ง เหตุการณ์สำคัญทั้งสองเหตุการณ์นี้ส่งสัญญาณเชิงบวกที่ชัดเจน นั่นคือ การแบ่งปันโอกาสและการบรรลุผลสำเร็จร่วมกันผ่านการพัฒนาแบบเปิดกว้าง ซึ่งเป็นการเปิดศักราชใหม่ในการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย

 

ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างการประสานยุทธศาสตร์การพัฒนา เร่งรัดการก่อสร้างทางรถไฟจีน-ไทย และเสริมสร้างความร่วมมือด้านการค้าการเกษตร เศรษฐกิจสีเขียว และนวัตกรรมดิจิทัล

 

ทั้งสองฝ่ายจะยังคงกระชับความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมในด้านการท่องเที่ยว เยาวชน และระดับท้องถิ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างประสบความสำเร็จ และส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างประชาชน เพิ่มความเข้มข้นขึ้นในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน เช่น การพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางไซเบอร์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

 

ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันส่งเสริมการดำเนินโครงการริเริ่มด้านธรรมาภิบาลโลก ส่งเสริมความยุติธรรมและความเป็นธรรมระหว่างประเทศ และปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

 

ต่อไป ผมขออนุญาตใช้เวลาเพื่อแนะนำสถานการณ์เศรษฐกิจของจีน นโยบายเปิดประเทศ และอภิปรายโอกาสใหม่ๆ ของความร่วมมือระหว่างจีนและไทย

 

1. เศรษฐกิจจีนมีรากฐานที่แข็งแกร่ง การดำเนินงานที่มั่นคง ศักยภาพทางการตลาดที่กว้างขวาง และแนวโน้มการเติบโตที่ดี

 

ปีนี้ถือเป็นปีสุดท้ายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ของจีน เศรษฐกิจจีนมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5.5% ต่อปี โดยคาดว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้าและบริการจะสูงกว่า 15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีสัดส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่ประมาณ 30% ในช่วงสามไตรมาสแรกของปีนี้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนอยู่ที่ 5.2% และมูลค่าการนำเข้าและส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น 4%

 

ในอีกประมาณหนึ่งทศวรรษข้างหน้า กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางของจีนจะมีจำนวน
มากกว่า 800 ล้านคน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพมหาศาล จีนเป็นประเทศกำลังพัฒนาเพียงประเทศเดียวที่เป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมสินค้านำเข้าระดับนานาชาติ ในวันนี้ งานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน ครั้งที่ 8 ได้เปิดฉากอย่างเป็นทางการ และจีนได้ต้อนรับประเทศไทยในฐานะแขกผู้มีเกียรติหรือ guest country of honor

 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 กำหนดให้การพัฒนาที่มีคุณภาพสูงเป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือการเร่งการพึ่งพาตนเองในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อนำไปสู่การพัฒนากำลังผลิตรูปแบบใหม่ จีนกำลังผสานรวมนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยมีสาขาที่ล้ำสมัย เช่น ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานใหม่ และเทคโนโลยีชีวภาพ ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ จีนกำลังสร้างเส้นทางใหม่ของการบูรณาการนวัตกรรม กล่าวคือ ใช้นำนวัตกรรมเทคโนโลยีไปใช้กับนวัตกรรมอุตสาหกรรม และนำนวัตกรรมอุตสาหกรรมไปส่งเสริมการยกระดับนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี

 

เศรษฐกิจจีนเริ่มต้นจากเศรษฐกิจภาคการผลิต และจะพึ่งพาเศรษฐกิจภาคการผลิตเพื่อก้าวสู่อนาคต แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ระบุว่า จีนจะปรับปรุงและยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิม พัฒนาคลัสเตอร์การผลิตขั้นสูง และคาดว่าจะสร้างตลาดใหม่มูลค่าประมาณ 10 ล้านล้านหยวนในอีกห้าปีข้างหน้า นอกจากนี้ จีนยังจะสร้างอุตสาหกรรมหลักที่กำลังเติบโต เร่งการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงยุทธศาสตร์ เช่น พลังงานใหม่ การบินและอวกาศ และเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ low-altitude economy จะเกิดตลาดมูลค่าหลายล้านล้านหยวนหรือใหญ่กว่านั้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น จีนจะพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรม ดำเนินการนำร่องใช้เทคโนโลยีใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ และสถานการณ์จำลองใหม่ๆ ในระดับขนาดใหญ่ และเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรมเกิดใหม่ในระดับขนาดใหญ่

 

2. จีนจะขยายการเปิดกว้างในระดับสูง สร้างภูมิทัศน์ใหม่ของความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ขยายการเปิดกว้างในระดับสถาบันอย่างต่อเนื่อง และขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ จีนจะส่งเสริมการปฏิรูปและการพัฒนาผ่านการเปิดกว้าง แบ่งปันโอกาส และบรรลุการพัฒนาร่วมกันกับนานาประเทศทั่วโลก

 

จีนเป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก ประเทศผู้ค้าสินค้ารายใหญ่ที่สุด และตลาดนำเข้ารายใหญ่อันดับสองของโลกมาอย่างยาวนาน จีนเป็นคู่ค้าสำคัญของกว่า 150 ประเทศและภูมิภาค และการลงทุนในต่างประเทศของจีนได้มีส่วนช่วยสร้างภาษีให้แก่ประเทศเจ้าภาพรวมกันกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างงานจำนวนมาก ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมและความทันสมัยภายในประเทศ

 

จีนและไทยเป็นหุ้นส่วนที่ดีในการสร้างสรรค์ โครงการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ร่วมกันอย่างมีคุณภาพ ทั้งสองฝ่ายได้เสริมสร้างการประสานยุทธศาสตร์และส่งเสริมความก้าวหน้าใหม่ๆ ในโครงการสำคัญๆ และโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 จีนจะผลักดันการปฏิรูปอย่างรอบด้านและขยายการเปิดกว้าง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพอย่างมีประสิทธิภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจเชิงปริมาณที่เหมาะสม เพื่อเปิดโอกาสความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ประตูสู่โลกของจีนจะเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น

 

จีนกำลังขยายการเปิดเสรีอย่างแข็งขัน ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีมาตรฐานสูง และมุ่งเน้นไปที่ภาคบริการเพื่อขยายการเข้าถึงตลาด จีนกำลังเร่งกระบวนการจัดทำข้อตกลงการค้าและการลงทุนระดับภูมิภาคและทวิภาคี และขยายเครือข่าย เขตการค้าเสรีที่มีมาตรฐานสูง

 

เมื่อปลายเดือนตุลาคม จีนและอาเซียนได้ลงนามในพิธีสารยกระดับเขตการค้าเสรีเวอร์ชั่น 3.0 ทั้งสองฝ่ายจะส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเกิดใหม่ เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียว ส่งเสริมตลาดบูรณาการระดับภูมิภาคที่เปิดกว้างและตั้งอยู่บนพื้นฐานกฎระเบียบ สร้างระบบห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคที่มีความยืดหยุ่นและเป็นประโยชน์ร่วมกัน และส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง เพื่อบรรลุการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

 

จีนเป็นตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านการลงทุนและการบริโภคอันมหาศาล จีนมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอย่างมีคุณภาพ เร่งการเปลี่ยนผ่านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดิจิทัล และอัจฉริยะ จีนมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือด้านการลงทุนแบบสองทาง และสร้างสภาพแวดล้อมเชิงสถาบันที่โปร่งใส มั่นคง และคาดการณ์ได้ จีนบริหารจัดการการลงทุนในต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปรับปรุงระบบบริการต่างประเทศที่ครอบคลุม และกำหนดทิศทางการวางระบบข้ามพรมแดนของห่วงโซ่การผลิตและอุปทานอย่างเหมาะสมและเป็นระเบียบ
ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ทุกท่านคงติดตามการพบปะระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐฯ ในการพบปะหารือครั้งนี้ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้กล่าวว่าจีนและสหรัฐฯสามารถบรรลุความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันได้อย่างแน่นอน ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น การค้า พลังงาน และสาขาอื่นๆ

 

และได้กำชับให้คณะทำงานด้านการค้าของแต่ละฝ่ายใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาและปฏิบัติตามฉันทามติที่บรรลุไว้ ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเศรษฐกิจของทั้งจีนและสหรัฐฯ รวมถึงเศรษฐกิจโลก การที่จีนและสหรัฐฯกลับเข้าสู่เส้นทางการเจรจาอีกครั้ง ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ

 

3. อนาคตความร่วมมือจีน-ไทยสดใส

 

จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยต่อเนื่อง 12 ปี และเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดของไทย คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย ในช่วงสามไตรมาสแรกของปีนี้ การค้าทวิภาคีระหว่างจีนและไทยมีมูลค่า 114.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17% จีนเป็นแหล่งลงทุนที่สำคัญของไทย โดยมีการลงทุนมากกว่า 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้

 

การลงทุนได้ขยายจากการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมเกิดใหม่ เช่น พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งมีส่วนช่วยในการยกระดับอุตสาหกรรมของไทย การก่อสร้างทางรถไฟจีน-ไทยกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อแล้วเสร็จ จะช่วยส่งเสริมการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคอย่างมาก ช่วยให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

 

จีนและไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรสหายที่ดี ญาติที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี มีการแลกเปลี่ยนกันอย่างสม่ำเสมอและใกล้ชิดกันเหมือนญาติมิตร

 

ในจุดเริ่มต้นใหม่ของวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตนี้ จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทยเพื่อคว้าโอกาสใหม่ๆ เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ร่วมกันส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ช่วยส่งเสริมความทันสมัยของทั้งสองประเทศ และมีคุณูปการมากยิ่งขึ้นต่อสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค

The post เปิดถ้อยแถลงทูตจีนบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ย้ำเปิดกว้างกระชับความร่วมมือไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเลิกลดหย่อน ‘ภาษีทอง’ หวังเพิ่มรายได้การคลัง แต่เสี่ยงเพิ่มต้นทุนให้กับประชาชน https://thestandard.co/china-ends-gold-tax-break/ Sat, 01 Nov 2025 09:58:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1138695 จีนเลิกลดหย่อน ‘ภาษีทอง’ หวังเพิ่มรายได้การคลัง แต่เสี่ยงเพิ่มต้นทุนให้กับประชาชน

จีนเลิกมาตรการจูงใจ หันมาเก็บภาษีทอง เพิ่มรายได้การคลัง […]

The post จีนเลิกลดหย่อน ‘ภาษีทอง’ หวังเพิ่มรายได้การคลัง แต่เสี่ยงเพิ่มต้นทุนให้กับประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเลิกลดหย่อน ‘ภาษีทอง’ หวังเพิ่มรายได้การคลัง แต่เสี่ยงเพิ่มต้นทุนให้กับประชาชน

จีนเลิกมาตรการจูงใจ หันมาเก็บภาษีทอง เพิ่มรายได้การคลัง แต่เสี่ยงเพิ่มต้นทุนให้กับประชาชนทั่วไป ที่ต้องการซื้อขายทองคำ ท่ามกลางตลาดที่กำลังร้อนแรงตลอดปีที่ผ่านมา

 

ตามกฎหมายฉบับใหม่จากกระทรวงการคลังจีน ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป รัฐบาลจีนจะไม่อนุญาตให้ผู้ค้าปลีกนำภาษีมูลค่าเพิ่ม (value-added tax) เมื่อขายทองคำที่จ่ายจากการซื้อทองคำในตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Gold Exchange) มาหักออกเมื่อขายต่อ ไม่ว่าจะขายโดยตรงหรือหลังจากนำไปแปรรูปก็ตาม

 

กฎหมายดังกล่าว ครอบคลุมทั้งทองคำเพื่อการลงทุน เช่น ทองคำแท่งบริสุทธิ์ ตลอดจนเหรียญทองคำที่รับรองโดย ธนาคารกลางประชาชนจีน (PBOC) และทองคำใช้งานทั่วไป เช่น เครื่องประดับ และ วัสดุอุตสาหกรรม

 

มาตรการดังกล่าวควรจะช่วยเพิ่มรายได้ภาครัฐ ท่ามกลางตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศที่ซบเซา และการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งตรึงฐานะการคลัง และสร้างความตึงเครียดแก่รัฐบาล อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าว ทำให้ต้นทุนการซื้อทองคำของประชาชนจีนเพิ่มขึ้นเช่นกัน

 

จากความต้องการซื้อทองคำของนักลงทุนรายย่อยทั่วโลกเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้ราคาทองคำทะยานสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จนตลาดเกิดภาวะ ‘ซื้อมากกว่าขาย’ (Overbought) ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับฐานอย่างกะทันหันของราคาทองคำ

 

ราคาทองคำที่ร่วงลงแรงสุดในรอบ 10 ปีเมื่อไม่นานมานี้ เกิดขึ้นพร้อมกับการเข้าซื้อทองคำผ่านกองทุน ETF ที่มีทิศทางพลิกลง หลังจากมีแรงซื้อต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ ยังเกิดขึ้นตรงกับช่วงสิ้นสุดฤดูกาลซื้อทองตามเทศกาลในอินเดีย ตลอดจนสัญญาสงบศึกระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่ชะลออุปสงค์ทองคำแท่งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (haven asset) ลงไป

 

อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังคงทรงตัวอยู่ใกล้ระดับสำคัญที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่เพิ่งแตะทะลุไปเมื่อต้นเดือนตุลาคม และยังมีปัจจัยพื้นฐานหลายประการที่คาดว่าจะผลักดันให้ราคาสูงขึ้นไปอีก ได้แก่ การเข้าซื้อโดยธนาคารกลางทั่วโลก การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนทั้งหลายที่ยังคงทำให้ทองกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสำหรับนักลงทุน

 

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจำนวนไม่น้อยยังคงคาดว่า ราคาทองคำอาจ “แตะระดับใกล้ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์” ภายในราว 1 ปีข้างหน้า

 

อ้างอิง:

The post จีนเลิกลดหย่อน ‘ภาษีทอง’ หวังเพิ่มรายได้การคลัง แต่เสี่ยงเพิ่มต้นทุนให้กับประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดฉาก ‘ทรัมป์’ พบ ‘สีจิ้นผิง’ ในรอบ 6 ปี สรุปข้อตกลงสงบศึกสงครามภาษี-แรร์เอิร์ธ https://thestandard.co/key-messages-trump-xi-6-years/ Thu, 30 Oct 2025 07:16:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1137414 ปิดฉาก ‘ทรัมป์’ พบ ‘สีจิ้นผิง’ ในรอบ 6 ปี สรุปข้อตกลงสงบศึกสงครามภาษี-แรร์เอิร์ธ

การประชุมสุดยอดสหรัฐอเมริกา – จีน นอกรอบการประชุม […]

The post ปิดฉาก ‘ทรัมป์’ พบ ‘สีจิ้นผิง’ ในรอบ 6 ปี สรุปข้อตกลงสงบศึกสงครามภาษี-แรร์เอิร์ธ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดฉาก ‘ทรัมป์’ พบ ‘สีจิ้นผิง’ ในรอบ 6 ปี สรุปข้อตกลงสงบศึกสงครามภาษี-แรร์เอิร์ธ

การประชุมสุดยอดสหรัฐอเมริกา – จีน นอกรอบการประชุม APEC 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญในหน้าการเมืองโลกสัปดาห์นี้ โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา และ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดี จีน พบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปี ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในรอบหลายทศวรรษจาก ‘สงครามภาษี’ และ ‘ศึกครองแร่แรร์เอิร์ธ’

 

และนี่คือไฮไลต์การพบกันครั้งสำคัญสองผู้นำระดับโลก ที่ THE STANDARD สรุปมาในวันนี้

 

‘ทรัมป์-สี’ พบกันในรอบ 6 ปี นอกรอบ APEC 2025

 

การประชุมสุดยอดสหรัฐฯ – จีน เกิดขึ้นที่สนามบินนานาชาติกิมแฮ เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ นอกรอบการประชุม APEC 2025 โดยใช้โอกาสที่ทรัมป์เดินทางมาเยือน 2 ประเทศในเอเชียก่อนหน้านี้ คือ มาเลเซียและญี่ปุ่น ขณะที่สีจิ้นผิงเดินทางมาเกาหลีใต้ในรอบ 11 ปี เพื่อเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้

 

ทั้งนี้ การประชุมเกิดขึ้นเวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลัง สีจิ้นผิง เดินทางมาถึงเกาหลีใต้ช่วงเช้า ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ที่สองผู้นำพบกันตั้งแต่การประชุม G20 ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นปี 2019

 

ทันทีที่ทั้งคู่พบกัน ทรัมป์เป็นฝ่ายเดินไปจับมือสีจิ้นผิง โดยระบุว่า “เราจะมีการประชุมที่ประสบความสำเร็จ แต่เขา (สีจิ้นผิง) เป็นนักเจรจาที่เข้มงวดมาก ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องดี” ขณะที่ผู้นำจีนไม่ได้กล่าวอะไร พร้อมยิ้มและถ่ายรูปต่อหน้าสื่อ ก่อนจะเข้าไปในห้องประชุม ซึ่งมีการถ่ายทอดสดโดยช่องทาง Youtube ของทำเนียบขาว

 

ใช้เวลา 4 นาทีในหน้าสื่อ สีจิ้นผิงพูดถึง ‘ไทย-กัมพูชา’ ย้ำสหรัฐฯ และจีน ต้องแบกความรับผิดชอบร่วมกันในฐานะมหาอำนาจ

 

ในห้องประชุมที่ถ่ายทอดสดโดยทำเนียบขาว ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 4 นาที โดยผู้เข้าร่วมจากฟากสหรัฐฯ ประกอบด้วย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ, สก็อตต์ เบนเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง, เดวิด เพอร์ดิว เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำจีน และ ซูซาน ไวล์ส หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว

 

ขณะที่คณะเจรจาของจีนนำโดย สีจิ้นผิง, หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ไช่ฉี ผู้นำลำดับ 5 ในโปลิตบูโร และเลขาธิการใหญ่สำนักงานเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ จีน, เจิ้งชานเจี๋ย ประธานหน่วยวางแผนเศรษฐกิจจีน และ หวังเหวินเทา รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์

 

ทรัมป์เป็นฝ่ายเริ่มต้นเปิดบทสนทนาก่อนว่า เขารู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้พบกับเพื่อนที่รู้จักมาเนิ่นนาน แม้ในช่วงที่ผ่านมา เขาและสีจิ้นผิงได้พูดคุยกันบ้างแล้ว แต่วันนี้ทั้งสองประเทศจะตกลงหลายอย่างด้วยกัน พร้อมกล่าวชมว่า สีจิ้นผิงเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของประเทศที่ยอดเยี่ยม

 

“ผมคิดว่า เราจะมีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมไปอีกนาน เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบคุณในวันนี้” ทรัมป์กล่าว

 

ขณะที่สีจิ้นผิงกล่าวขอบคุณทรัมป์ว่า เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบผู้นำสหรัฐฯ และรู้สึกอบอุ่นเหมือนเดิม ซึ่งตั้งแต่ทรัมป์ได้กลับเข้ามานั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี สหรัฐฯ ทั้งคู่ได้ติดต่อกันเรื่อยมาอย่างใกล้ชิด เช่น พูดคุยทางโทรศัพท์ราว 2 ครั้ง หรือส่งจดหมายหากันหลายฉบับ

 

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ – จีน ยังคงมั่นคง แม้จะความแตกต่างทางเชื้อชาติ ทำให้เราไม่ได้เห็นตรงกันเสมอไป และเป็นเรื่องปกติที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลก จะเกิดความขัดแย้งเป็นครั้งคราวบ้าง

 

“เมื่อเผชิญพายุ คลื่น และความท้าทาย คุณ และผมในฐานะผู้นำของจีน ต้องนำพาความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง”

 

ผู้นำจีนยังกล่าวต่อว่า ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสอนว่า จีนและสหรัฐฯ ควรเป็นเพื่อนและคู่คิดกัน โดยตนในฐานะผู้นำจีนพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ ก่อนจะย้ำว่า ทรัมป์ทำงานหนักเรื่องการสร้างสันติภาพมาก เช่น การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในกาซา และการลงนามปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชาที่มาเลเซีย

 

“และในการเยือนมาเลเซียครั้งล่าสุด คุณได้เป็นสักขีพยานการลงนามปฏิญญาสันติภาพพิพาทไทย-กัมพูชาด้านพรมแดน ซึ่งจีนได้มีส่วนช่วยเหลือไทย-กัมพูชา ตามแนวทางของเรา เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทด้านพรมแดนของทั้งสองประเทศอย่างเหมาะสม”

 

สีจิ้นผิงยังทิ้งท้ายว่า จีนและสหรัฐฯ ควรแบกรับความผิดชอบร่วมกันในฐานะประเทศมหาอำนาจ เพื่อบรรลุสิ่งที่ใหญ่และเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ทั้ง 2 ประเทศอีกด้วย

 

อย่างไรก็ดี ในวิดีโอของ Reuters มีนักข่าวรายหนึ่งถามทรัมป์ถึงแผนการที่สหรัฐฯ จะกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ในรอบ 33 ปี ต่อหน้าสีจิ้นผิง แต่ผู้นำสหรัฐฯ ตัดจบด้วยการกล่าวขอบคุณ

 

หลังจากการเจรจาส่วนตัวนานเกือบ 1 ชั่วโมง มีภาพปรากฏในหน้าสื่อ คือ ทรัมป์และสีจิ้นผิงจับมือกัน โดยผู้นำสหรัฐฯ กระซิบที่ข้างหูผู้นำจีน ก่อนจะผายมือให้สีจิ้นผิงเดินออกไป และทั้งคู่แยกย้ายขึ้นรถเดินทางกลับ

 

เจรจาหลังบ้าน 40 นาที ทรัมป์ให้คะแนนการประชุม 12 เต็ม 10

 

รายงานจากสื่อจีนระบุว่า ทรัมป์กับสีจิ้นผิงใช้เวลาเจรจาหลังบ้านนานถึง 40 นาที ซึ่ง Reuters คาดการณ์ว่า ประเด็นที่พูดคุยกันจะเกี่ยวข้องกับประเด็นภาษีนำเข้า ที่พ่วงด้วยมาตรการจำกัดแร่หายากของจีน, ข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ว่า จีนหยุดการนำเข้าเฟนตานิลไม่ได้ ไปจนถึงการจำกัดการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ

 

เบื้องต้น ทรัมป์ระบุว่า คะแนนการพูดคุยกับผู้นำจีนวันนี้อยู่ที่ 12 เต็ม 10 คะแนน โดยสหรัฐฯ ได้ทำข้อตกลงการค้ากับจีนเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งลดภาษีนำเข้าเหลือ 47% จาก 57% และหาข้อสรุปเรื่องแร่หายากได้เรียบร้อย พร้อมยืนยันว่า เขาจะไปเยือนจีนในเดือนเมษายน 2026 ขณะที่สีจิ้นผิงจะพิจารณาเยือนสหรัฐฯ หลังจากนั้น

 

อย่างไรก็ดี ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า เขาไม่ได้พูดเรื่องไต้หวันกับสีจิ้นผิง แต่พร้อมทำงานร่วมกันในเรื่องสันติภาพในยูเครน

 

ปิดจบทริปเอเชีย 2025 ทรัมป์ไม่เข้าร่วมประชุม APEC ย้ำจะกลับมาหาคิมจองอึนวันหลัง

 

ทรัมป์เดินทางกลับสหรัฐฯ ทันทีหลังประชุมเสร็จในเวลา 12.55 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยไม่เข้าร่วมการประชุม APEC ในวันที่ 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน โดยปรากฏภาพของเขาขึ้นเครื่องบิน Air Force One ก่อนจะโบกมือให้ทุกคน และแสดงความขอบคุณ

 

อย่างไรก็ดี ทรัมป์ไม่ได้พบคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือตามการคาดเดาในหน้าสื่อช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า เขาวุ่นวายกับการพูดคุยในช่วงเช้าวันนี้มาก ถ้าจะขอพบคิมจองอึนอาจจะเป็นการไม่เคารพอีกฝ่าย แต่ให้สัญญาว่า เขาจะกลับมาวันหลัง

 

ภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ปิดฉาก ‘ทรัมป์’ พบ ‘สีจิ้นผิง’ ในรอบ 6 ปี สรุปข้อตกลงสงบศึกสงครามภาษี-แรร์เอิร์ธ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stellerus สตาร์ทอัพฮ่องกง ชี้โลกขาดข้อมูลลม 3 มิติ วางแผนใช้ดาวเทียมจีนต้นทุนต่ำกว่า 100 เท่า เตรียมบุกตลาดพลังงานลม https://thestandard.co/stellerus-low-cost-wind-satellites/ Wed, 29 Oct 2025 03:08:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1136725 Stellerus สตาร์ทอัพฮ่องกง ชี้โลกขาดข้อมูลลม 3 มิติ วางแผนใช้ดาวเทียม จีน ต้นทุนต่ำกว่า 100 เท่า เตรียมบุกตลาดพลังงานลม

Stellerus Technology สตาร์ทอัพจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ […]

The post Stellerus สตาร์ทอัพฮ่องกง ชี้โลกขาดข้อมูลลม 3 มิติ วางแผนใช้ดาวเทียมจีนต้นทุนต่ำกว่า 100 เท่า เตรียมบุกตลาดพลังงานลม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stellerus สตาร์ทอัพฮ่องกง ชี้โลกขาดข้อมูลลม 3 มิติ วางแผนใช้ดาวเทียม จีน ต้นทุนต่ำกว่า 100 เท่า เตรียมบุกตลาดพลังงานลม

Stellerus Technology สตาร์ทอัพจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (HKUST) กำลังตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผู้ให้บริการข้อมูลลม 3 มิติผ่านดาวเทียมรายแรกของโลก เพื่อช่วยเพิ่มรายได้, ลดต้นทุน และบริหารความเสี่ยงให้กับอุตสาหกรรมพลังงานลม, การขนส่ง และการประกันภัย

 

บริษัทซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2023 โดยกลุ่มนักวิชาการจาก HKUST จะใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตดาวเทียมของจีน เพื่อทำให้การเก็บรวบรวม ‘ข้อมูลลม 3 มิติ’ ทั่วโลก ซึ่งสามารถทำได้จริงในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก ซูฮุย (Su Hui) ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งกล่าว

 

ข้อมูลลม 3 มิติ ซึ่งหมายถึงทิศทาง, ความเร็ว และการเปลี่ยนแปลงของลมตามระดับความสูง ถือเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการพยากรณ์อากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง แต่การเก็บข้อมูลดังกล่าวยังคงมีข้อจำกัดอย่างมากในปัจจุบัน

 

“หลังจากที่มาฮ่องกง ฉันตระหนักว่าเทคโนโลยีสำหรับโครงการลักษณะนี้ในจีนแผ่นดินใหญ่นั้นค่อนข้างก้าวหน้าไปมาก และต้นทุนก็จะต่ำกว่าในต่างประเทศอย่างมาก” ซูกล่าว “ในสหรัฐฯ ดาวเทียมลักษณะนี้อาจมีค่าใช้จ่ายในการสร้างสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.26 พันล้านบาท) เทียบกับเพียง 20 ล้านหยวน (ประมาณ 91.8 ล้านบาท) ในจีน”

 

ซู ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาและเคยดำรงตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์หลักและผู้จัดการโครงการด้านสภาพอากาศที่ห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion Laboratory (JPL) ของ NASA ได้ย้ายมาร่วมงานกับภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อมของ HKUST ในตำแหน่งศาสตราจารย์อาวุโส (Chair Professor) เมื่อปี 2022 เธอกล่าวว่า Stellerus จะใช้เซ็นเซอร์ไฮเปอร์สเปกตรัม (Hyperspectral sensors) ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์แสงชนิดพิเศษติดตั้งบนดาวเทียม

 

เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลและใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน และไอน้ำในชั้นบรรยากาศ เพื่อคำนวณการเปลี่ยนแปลงของทิศทางและความเร็วลมได้อย่างละเอียด “ข้อมูลที่มีรายละเอียดสูงเช่นนี้ยังคงขาดแคลนสำหรับการสังเกตการณ์และวิเคราะห์ทางอุตุนิยมวิทยาทั่วโลก” เธอกล่าว

 

ซูยังเสริมอีกว่า แม้องค์กรต่างๆ รวมถึง NASA จะมีแผนการสำหรับโครงการลักษณะนี้ แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้เนื่องจากต้นทุนที่สูงมากในการส่ง ‘กลุ่มดาวเทียม’ (Satellite constellation) ขึ้นไปโคจร ปัจจุบัน NASA กำลังทดสอบเทคโนโลยีเลเซอร์สำหรับการวัดลม 3 มิติจากอวกาศ

 

ความร่วมมือระหว่าง HKUST และ Chang Guang Satellite Technology ซึ่งเป็นบริษัทดาวเทียมเชิงพาณิชย์แห่งแรกของจีน ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมณฑลจี๋หลิน ถือเป็นกุญแจสำคัญ โดย Stellerus ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าถึงข้อมูลดาวเทียมและอัลกอริทึม ซึ่งได้มาจาก ภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง (ความละเอียดจุดภาพ 0.5 เมตร)

 

เดวิด หลิว (David Liu) ซีอีโอของ Stellerus กล่าวว่าบริษัทซึ่งตั้งอยู่ใน Hong Kong Science and Technology Park ได้ระดมทุนไปแล้วหลายสิบล้านดอลลาร์ และตั้งเป้าที่จะส่งดาวเทียมคู่แรกขึ้นสู่วงโคจรภายใน 18 เดือนข้างหน้า ตามมาด้วยอีก 5 ดวงในลำดับถัดไป

 

ดาวเทียมเหล่านี้จะประกอบกันเป็นกลุ่มดาวเทียม ซึ่งจะเพียงพอต่อการครอบคลุมข้อมูลลมทั่วโลก โดย Stellerus ตั้งเป้าที่จะนำข้อมูลนี้ไปจำหน่ายให้กับผู้พัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับอุตสาหกรรมการบิน, การขนส่งทางทะเล และการประกันภัย

 

“แอปพลิเคชันเหล่านี้รวมถึงการปรับเส้นทางการบินให้เหมาะสมเพื่อประหยัดเชื้อเพลิงและหลีกเลี่ยงสภาพอากาศแปรปรวน, การวางแผนเส้นทางการเดินเรือเพื่อประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง รวมถึงการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพอากาศและการ ประเมินเบี้ยประกันภัย โดยบริษัทประกันวินาศภัย” หลิวกล่าว

 

เขายังเปิดเผยอีกว่า Stellerus กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาขั้นสูงกับผู้พัฒนาฟาร์มกังหันลมและผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐ ซึ่งสนใจที่จะนำข้อมูลลม 3 มิติไปใช้งานโดยมีค่าธรรมเนียม

 

จีนเป็นประเทศที่มีฟาร์มกังหันลมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จากบทความของ South China Morning Post เมื่อเดือนมกราคม 2024 ได้ระบุไว้ว่า กำลังการผลิตติดตั้งของฟาร์มกังหันลมและโซลาร์ฟาร์มในจีนทะลุ 1,000 กิกะวัตต์ (GW) ไปแล้ว เพิ่มขึ้นถึง 1 ใน 3 จากปีก่อนหน้า และคิดเป็น 15% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ

 

บทความยังคาดการณ์อีกว่า จีนจะมีสัดส่วนเกือบ 60% ของกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนใหม่ทั่วโลกในช่วง 5 ปีข้างหน้าจนถึงปี 2028 และกำลังจะบรรลุเป้าหมายการมีกำลังการผลิตติดตั้งจากลมและแสงอาทิตย์ที่ 1,200 GW ได้ภายในปี 2024 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ในปี 2030 ถึง 6 ปี

 

เจฟฟรีย์ สวีหมิงหยวน (Jeffrey Xu Mingyuan) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Stellerus กล่าวว่า ข้อมูลจาก Stellerus จะช่วยให้ผู้ประกอบการฟาร์มกังหันลมสามารถเพิ่มยอดขายไฟฟ้าและประหยัดค่าใช้จ่ายหลายสิบล้านหยวนในการสร้าง หอตรวจวัดลม ได้

 

“ปัจจุบัน การได้มาซึ่งข้อมูลลมที่แม่นยำนั้นมีต้นทุนที่สูงมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการนอกชายฝั่ง” เขากล่าว “เราตั้งเป้าที่จะแก้ ‘คอขวดทางเทคโนโลยี’ นี้ ด้วยการนำเสนอข้อมูลที่มีคุณภาพดีกว่าและราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่า ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเลือกที่ตั้งฟาร์มกังหันลม, การวางแผนระบบกักเก็บพลังงาน, การซื้อขายไฟฟ้า และการเชื่อมต่อเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้า”

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.61 บาท และ 1 หยวนเท่ากับ 4.59 บาท ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2568

 

ภาพ : Black_Kira / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Stellerus สตาร์ทอัพฮ่องกง ชี้โลกขาดข้อมูลลม 3 มิติ วางแผนใช้ดาวเทียมจีนต้นทุนต่ำกว่า 100 เท่า เตรียมบุกตลาดพลังงานลม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์ AI จีน-อาเซียน ในเมืองหนานหนิง สะพานเชื่อมความร่วมมือแห่งโลกอนาคต https://thestandard.co/caaic-nanning-ai-center/ Mon, 27 Oct 2025 12:09:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1136233 ศูนย์ AI จีน-อาเซียน ในเมือง หนานหนิง สะพานเชื่อมความร่วมมือแห่งโลกอนาคต

ศูนย์นวัตกรรมความร่วมมือปัญญาประดิษฐ์จีน-อาเซียน (CAAIC […]

The post ศูนย์ AI จีน-อาเซียน ในเมืองหนานหนิง สะพานเชื่อมความร่วมมือแห่งโลกอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์ AI จีน-อาเซียน ในเมือง หนานหนิง สะพานเชื่อมความร่วมมือแห่งโลกอนาคต

ศูนย์นวัตกรรมความร่วมมือปัญญาประดิษฐ์จีน-อาเซียน (CAAIC) เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ก่อตั้งขึ้นโดยกว่างซี เพื่อตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนา AI ระดับชาติของจีน และต่อคำเรียกร้องในการสร้าง ‘ประชาคมจีน-อาเซียนที่มีอนาคตร่วมกัน’ ภายใต้แนวคิด ‘การสร้างระบบนิเวศ AI ใหม่ร่วมกัน และการแบ่งปันโอกาสทางดิจิทัลใหม่’

 

ศูนย์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองหนานหนิงในกว่างซี และเตรียมขยายความร่วมมือไปทั่วประเทศสมาชิกอาเซียน โดยศูนย์ CAAIC ทำหน้าที่เป็น ‘กลไกหลัก’ ที่จะช่วยส่งเสริมการพัฒนา ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ ในภูมิภาคให้มีคุณภาพสูง และเป็นแรงขับเคลื่อนทางเทคโนโลยีให้กับการสร้างประชาคมจีน-อาเซียนที่มีอนาคตร่วมกัน

 

ศูนย์ CAAIC มีแผนที่จะจัดตั้งศูนย์ในประเทศอาเซียนและเมืองสำคัญของจีน ตามแนวทาง ‘หนึ่งจุดเชื่อม, สองเขต, หลายศูนย์‘ (One Node, Two Zones, Multiple Centers) โดยโมเดลความร่วมมือข้ามพรมแดนนี้ได้รับการอธิบายอย่างสร้างสรรค์ว่าเป็น การวิจัยและพัฒนาในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางตุ้ง มีการบูรณาการในกว่างซี, และการประยุกต์ใช้ในอาเซียน”

 

โมเดลนี้ผนวกความแข็งแกร่งด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขององค์กรชั้นนำของจีน รวมถึงข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งและนโยบายของกว่างซี และตลาดการประยุกต์ใช้ที่กว้างใหญ่ของประเทศอาเซียนเข้าด้วยกัน จึงส่งเสริมให้เกิดระบบวงจรปิดแบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยีไปจนถึงการใช้งานจริง

 

โดยศูนย์ CAAIC แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นภายใต้ ข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของกว่างซีในการพัฒนา AI ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่

 

1.มากกว่า (More): โดยเฉพาะในมิติของการเชื่อมต่อที่มากขึ้น, บุคลากรที่มีความสามารถมากขึ้น รวมถึงคลังข้อมูลที่มากขึ้น

2.เร็วกว่า (Faster): กว่างซีตั้งอยู่ไม่ไกลจากบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งมีส่วนทำให้การขนส่งที่เร็วขึ้น การติดต่อสื่อสารที่เร็วยิ่งขึ้น

3.ดีกว่า (Better): สถานการณ์จำลองที่ดีขึ้น, แอปพลิเคชันที่ดีขึ้น รวมถึงการบริการที่ดียิ่งขึ้น

4.น้อยกว่า (Less): โดยเฉพาะในมิติเรื่องของต้นทุนและเวลา

 

ปัจจุบันศูนย์ CAAIC ได้เปิดให้บริการมาแล้ว ตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ก่อนที่จะเดินหน้าเปิดศูนย์ย่อยแห่งแรกในอาเซียนที่ สปป.ลาว และอยู่ระหว่างการดำเนินการเปิดสาขาย่อยที่มาเลเซียและอินโดนีเซียในลำดับต่อไป

 

ศูนย์ AI จีน-อาเซียน ในเมือง หนานหนิง สะพานเชื่อมความร่วมมือแห่งโลกอนาคต 1 ศูนย์ AI จีน-อาเซียน ในเมือง หนานหนิง สะพานเชื่อมความร่วมมือแห่งโลกอนาคต 2 ศูนย์ AI จีน-อาเซียน ในเมือง หนานหนิง สะพานเชื่อมความร่วมมือแห่งโลกอนาคต 3 ศูนย์ AI จีน-อาเซียน ในเมือง หนานหนิง สะพานเชื่อมความร่วมมือแห่งโลกอนาคต 4 ศูนย์ AI จีน-อาเซียน ในเมือง หนานหนิง สะพานเชื่อมความร่วมมือแห่งโลกอนาคต 5 ศูนย์ AI จีน-อาเซียน ในเมือง หนานหนิง สะพานเชื่อมความร่วมมือแห่งโลกอนาคต 6 ศูนย์ AI จีน-อาเซียน ในเมือง หนานหนิง สะพานเชื่อมความร่วมมือแห่งโลกอนาคต 7 ศูนย์ AI จีน-อาเซียน ในเมือง หนานหนิง สะพานเชื่อมความร่วมมือแห่งโลกอนาคต 8

The post ศูนย์ AI จีน-อาเซียน ในเมืองหนานหนิง สะพานเชื่อมความร่วมมือแห่งโลกอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-จีน ยกระดับสงครามการค้า ขู่ภาษี 155% ดันทองคำจ่อทะยานทำจุดสูงสุดใหม่ 4,500 ดอลลาร์ https://thestandard.co/us-china-trade-war-gold-4500/ Fri, 24 Oct 2025 05:23:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1134773 สหรัฐฯ-จีน ยกระดับสงครามการค้า ขู่ภาษี 155% ดันทองคำจ่อทะยานทำจุดสูงสุดใหม่ 4,500 ดอลลาร์

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั […]

The post สหรัฐฯ-จีน ยกระดับสงครามการค้า ขู่ภาษี 155% ดันทองคำจ่อทะยานทำจุดสูงสุดใหม่ 4,500 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-จีน ยกระดับสงครามการค้า ขู่ภาษี 155% ดันทองคำจ่อทะยานทำจุดสูงสุดใหม่ 4,500 ดอลลาร์

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง! หลังจีนจำกัดการส่งออก ‘แร่หายาก’ อาวุธทางเศรษฐกิจใหม่ ขณะที่ประธานาธิบดี Trump ขู่ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีถึง 155% หากการเจรจาที่ APEC ล้มเหลว ความตึงเครียดครั้งนี้ไม่เพียงแต่กดดันห่วงโซ่อุปทานโลกเท่านั้น แต่ยังถูกมองเป็นชนวนสำคัญที่อาจผลักดันให้ ‘ทองคำ’ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทะยานขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่แตะระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยว่า ความตึงเครียดของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังจีนประกาศมาตรการควบคุมการส่งออก ‘แร่หายาก’ ที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการทหารของโลกอย่างเข้มงวด ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตอบโต้ด้วยการขู่ว่า อาจเก็บภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่ม 155% เริ่มต้นในวันที่ 1 พ.ย.นี้ หากการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้

 

ทั้งนี้ ประเด็นการค้าทั้งหมดจะถูกนำขึ้นสู่โต๊ะเจรจาระหว่าง ทรัมป์ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในช่วงหลังการประชุม APEC ปลายเดือนตุลาคมนี้ โดยทรัมป์ประกาศ 3 เงื่อนไขหลักที่จีนต้องยอมรับ คือ แร่หายาก ถั่วเหลือง และเฟนทานิล และหากการเจรจาล้มเหลว จะเป็น ‘ชนวน’ ให้ราคาทองคำทะยานขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง โดยยังคงมองเป้าหมายที่ระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

การปะทุของสงครามการค้าด้วยอาวุธทางเศรษฐกิจใหม่

 

สงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจโลกกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเคยกล่าวว่าอัตราภาษีศุลกากรระดับสูงที่สหรัฐฯ ใช้ตอบโต้จีน ‘ไม่สามารถคงอยู่ได้ในระยะยาว’ แต่การกระทำล่าสุดของจีนในการควบคุมการส่งออกแร่หายาก และการที่จีนนำเข้าถั่วเหลืองจากบราซิล และอาร์เจนตินา ทดแทนการนำเข้าจากสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของความขัดแย้ง โดยเปลี่ยนจาก ‘สงครามภาษี’ ไปสู่ ‘สงครามรูปแบบผสม (Hybrid Warfare)’ ซึ่งจะมีการเจาะลึกเพิ่มเติมหลังจากนี้

 

ล่าสุด สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จีนได้ขยายมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากอย่างมีนัยสำคัญ โดยมาตรการใหม่ที่เริ่มเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กำหนดให้บริษัททั้งในจีนและต่างประเทศ ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลจีนในการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่หายากของจีน แม้จะมีสัดส่วนเพียง 0.1% ของมูลค่าสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชิ้นส่วนแม่เหล็กและวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้ ยังห้ามการส่งออกเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหารของต่างประเทศโดยเด็ดขาด

 

ขณะเดียวกัน สำนักงานศุลกากรจีนเปิดเผยเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่ายอดนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน 2568 ลดลงเป็นศูนย์ จากเดิม 1.7 ล้านเมตริกตันในเดือนเดียวกันของปีก่อน สวนทางกับการสั่งซื้อจากบราซิลที่เพิ่มขึ้น 29.9% เป็น 10.96 ล้านตัน และจากอาร์เจนตินาที่พุ่งขึ้น 91.5% เป็น 1.17 ล้านตัน

 

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามในกฎหมาย HALT Fentanyl Act ซึ่งจัดให้ยาเฟนทานิลเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 อย่างถาวร ทำให้การผลิต จำหน่าย ครอบครอง หรือนำเข้า มีโทษร้ายแรงตามกฎหมายอาญาของรัฐบาลกลาง

 

การควบคุมนี้สร้างความกังวลให้กับสหรัฐฯ เนื่องจากจีนครองอำนาจในการแปรรูปแร่หายาก ประมาณ 85-90% ของโลก และครองอำนาจการส่งออกแร่หายาก ประมาณ 70% ของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ และยุทโธปกรณ์ทางการทหาร อีกทั้งการที่จีนหยุดนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ยังเป็นการสร้างความสั่นคลอนให้กับฐานเสียงของพรรครีพับลิกันของทรัมป์โดยตรง การดำเนินการของจีนถูกมองว่าเป็น ‘เครื่องมือบีบบังคับทางเศรษฐกิจและการเมือง’ เพื่อต่อรองให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการควบคุมชิปและเทคโนโลยี

 

3 เงื่อนไขหลักของทรัมป์ และการตอบโต้ของจีน

 

เพื่อตอบโต้มาตรการของจีน ทรัมป์ได้ขู่ที่จะขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 155% อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาลดภาษีลง หากจีนยอมรับเงื่อนไขหลัก 3 ประการในการเจรจาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการประชุม APEC ที่เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 31 ต.ค. – 1 พ.ย. นี้

 

เงื่อนไขเหล่านั้น ได้แก่:

  • แร่หายาก: ทรัมป์กล่าวว่า “ผมไม่ต้องการให้พวกเขาเล่นเกมแร่หายากกับเรา” โดยเรียกร้องให้จีนยกเลิกข้อจำกัดการส่งออก
  • ถั่วเหลือง: เรียกร้องให้จีนกลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ในปริมาณที่ใกล้เคียงกับในอดีต หลังพบว่าในเดือนกันยายนที่ผ่านมา จีนได้ลดปริมาณการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ลงเหลือศูนย์ และหันไปพึ่งพาอุปทานจากอเมริกาใต้แทน ซึ่งถือเป็น ‘การกระทำที่เป็นปรปักษ์ทางเศรษฐกิจ’
  • เฟนทานิล: ต้องการให้จีน ‘หยุดส่งเฟนทานิล’ โดยกล่าวหาว่าจีนล้มเหลวในการควบคุมการส่งออกยาเสพติดและสารตั้งต้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของวิกฤตยาเสพติดในสหรัฐฯ

 

ตลาดทุนผันผวน: หุ้นร่วง ทองคำพุ่ง

 

มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีนและการตอบโต้ของสหรัฐฯ ด้วยการขู่ขึ้นภาษี 155% ส่งผลกระทบต่อตลาดโลกอย่างรุนแรง โดยตั้งแต่ที่มีข่าวออกมา มูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ หายไปกว่า 1.5 ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์

 

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่า การเจรจาหลังการประชุม APEC ครั้งนี้เป็นเดิมพันที่สูงมาก หากการเจรจาล้มเหลวและไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในประเด็นสำคัญเหล่านี้ได้ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกจะกลับมาปกคลุมตลาด ทำให้ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) มีโอกาสที่จะทะยานขึ้นอีกครั้ง

 

หากมีการฟื้นตัว ยังคงมองเป้าหมายที่ระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (เทียบเท่าทองคำแท่งในประเทศประมาณบาทละ 69,100 บาท) ซึ่งอาจทำให้ผลตอบแทนทองคำในปีนี้พุ่งทะลุ 70%

 

ในทางกลับกัน หากผลการเจรจาออกมาเป็นบวกและมีการบรรลุข้อตกลงบางส่วน อาจทำให้ราคาทองคำปรับฐานลงมา ซึ่งจะเป็นโอกาสในการเข้าซื้อบริเวณแนวรับสำคัญที่ 4,000 และ 3,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (เทียบเท่ากับทองคำแท่งในประเทศประมาณบาทละ 61,900 และ 61,100 บาทตามลำดับ) เนื่องจากตลาดยังคงมีปัจจัยหนุนทองคำในระยะยาว ทั้งประเด็นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจชะลอตัวและทิศทางดอกเบี้ยขาลงในปีหน้า

The post สหรัฐฯ-จีน ยกระดับสงครามการค้า ขู่ภาษี 155% ดันทองคำจ่อทะยานทำจุดสูงสุดใหม่ 4,500 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ถั่วเหลือง’ อาจเป็นอาวุธเศรษฐกิจใหม่ หลังจีนเล็งแบนการซื้อ หวังทำลายฐานเสียงทรัมป์ ด้านเกษตรกรสหรัฐฯ กังวลสูญเสียตลาดถาวรให้บราซิล https://thestandard.co/china-targets-trump-soybeans/ Fri, 24 Oct 2025 02:57:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1134676 ‘ถั่วเหลือง’ อาจเป็นอาวุธเศรษฐกิจใหม่ หลังจีนเล็งแบนการซื้อ หวังทำลายฐานเสียง ทรัมป์ ด้านเกษตรกร สหรัฐฯ กังวลสูญเสียตลาดถาวรให้ บราซิล

ทุกฤดูใบไม้ร่วง เกษตรกรสหรัฐฯ จะเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองจำน […]

The post ‘ถั่วเหลือง’ อาจเป็นอาวุธเศรษฐกิจใหม่ หลังจีนเล็งแบนการซื้อ หวังทำลายฐานเสียงทรัมป์ ด้านเกษตรกรสหรัฐฯ กังวลสูญเสียตลาดถาวรให้บราซิล appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ถั่วเหลือง’ อาจเป็นอาวุธเศรษฐกิจใหม่ หลังจีนเล็งแบนการซื้อ หวังทำลายฐานเสียง ทรัมป์ ด้านเกษตรกร สหรัฐฯ กังวลสูญเสียตลาดถาวรให้ บราซิล

ทุกฤดูใบไม้ร่วง เกษตรกรสหรัฐฯ จะเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองจำนวนมหาศาลที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่ารัฐแอริโซนา แต่ปีนี้ผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดอย่างจีนกลับหายไปจากตลาด รัฐบาลปักกิ่งได้ตอบโต้สงครามการค้ากับสหรัฐฯ ด้วยการเก็บภาษีตอบโต้สินค้า

 

การเกษตรของอเมริกาในเดือนมีนาคม ส่งผลให้ผู้นำเข้าเชิงพาณิชย์ของจีนหยุดซื้อนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ก่อนฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะเริ่มขึ้นด้วยซ้ำ การตัดสินใจนี้กลายเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจของจีนที่ใช้กดดันประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ โดยตรง เพราะกลุ่มเกษตรกรถั่วเหลืองเป็นฐานเสียงสำคัญของเขา

 

เมื่อปีที่แล้ว จีนซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นกว่า 20% ของผลผลิตทั้งหมด เพื่อนำไปผลิตอาหารสัตว์และน้ำมันพืช แต่ในปีนี้ จีนยังไม่ได้จองซื้อแม้แต่ลำเดียวจากผลผลิตรอบใหม่

 

สำหรับเกษตรกรอเมริกัน การวิจารณ์ทรัมป์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อถั่วเหลืองกองพะเนินอยู่โกดัง พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าเป็นเหยื่อร่วมในสงครามที่ไม่ได้เลือกเอง หลายคนกังวลว่าต่อให้เกิดข้อตกลง จีนอาจไม่กลับมาซื้อในระดับเดิม เพราะหันไปพึ่งพาซัปพลายจากบราซิลและอาร์เจนตินามากขึ้น ซึ่งจะทำให้ความเสียหายต่อภาคเกษตรสหรัฐฯ ยืดเยื้อในระยะยาว เกษตรกรบางคนยอมรับว่าเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลช่วยประคองได้ชั่วคราว แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ คือตลาดที่ขายได้

 

ขณะที่ทรัมป์ได้ตอบโต้ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเรียกการคว่ำบาตรถั่วเหลืองครั้งนี้ว่า “การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ทางเศรษฐกิจ” และยืนยันว่าการทำให้จีนกลับมาซื้อถั่วเหลืองคือหนึ่งในเป้าหมายหลักของการเจรจา พร้อมเดินหน้าหาตลาดใหม่ในประเทศอื่น แต่เจ้าหน้าที่ในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เห็นว่าไม่มีประเทศใดทดแทนจีนได้

 

Brooke Rollins รัฐมนตรีเกษตรของสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลจะกลับมาจ่ายเงินช่วยเหลือ 3,000 ล้านดอลลาร์ จากโครงการ Farm Service Agency ที่เคยถูกระงับเพราะภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาลกลาง

 

ทรัมป์กล่าวบนเครื่องบิน Air Force One ว่า “เกษตรกรของเราถูกจีนบอยคอตต์ ผมไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น เกษตรกรของเรายอดเยี่ยม โดยเฉพาะเกษตรกรถั่วเหลือง ผมต้องการให้จีนกลับมาซื้อในระดับเดิมอย่างน้อยก็เท่าที่เคยซื้อก่อนหน้า”

 

แต่แม้จะเกิดข้อตกลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ ผลผลิตจำนวนมากในปีนี้ก็น่าจะยัง ไร้ผู้ซื้อ เพราะจีนได้วางแผนจัดหาซัปพลายจากที่อื่นล่วงหน้าแล้ว และโรงงานผลิตอาหารสัตว์ในจีนก็เริ่มทำสัญญาสำหรับปีหน้าไปบางส่วน

 

กลยุทธ์ถั่วเหลืองของจีนเองก็มีความเสี่ยง การพึ่งพาบราซิลมากขึ้นหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนจากสภาพอากาศในอเมริกาใต้ อีกทั้งหากเกิดข้อตกลงกับ Trump จนถั่วเหลืองอเมริกาทะลักกลับเข้าสู่ตลาดจีน ราคาภายในประเทศอาจร่วงแรง ขณะนี้ราคากากถั่วเหลืองในจีนเริ่มอ่อนตัวแล้ว จากการคาดการณ์ว่าอาจมีการกลับมานำเข้าจากสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายระยะยาวของจีนคือการกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างสหรัฐฯ ซึ่งจีนมีทางเลือกมากมาย ทั้งจากบราซิลและอาร์เจนตินา ในสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ การขนส่งถั่วเหลืองทั่วประเทศก็หยุดชะงัก โดยปกติ ช่วงเวลานี้ รถไฟขนสินค้าจะลำเลียงถั่วเหลืองจากมิดเวสต์ไปยังท่าเรือฝั่งตะวันตกเพื่อส่งออกไปเอเชีย ซึ่งปีที่แล้วมีการส่งออกกว่า 25 ล้านตัน แต่ปีนี้ทุกอย่างหยุดนิ่ง

 

เกษตรกรหลายคนคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าสถานการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้น เพราะจีนเคยหยุดซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ หลายครั้งในยุค Trump ก่อนหน้านี้ และเคยกลับมาซื้ออีกครั้งในปีที่พบกับประธานาธิบดี Joe Biden ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ท่าทีสร้างมิตรภาพ”

 

ทำเนียบขาวประกาศว่าประธานาธิบดี Donald Trump และประธานาธิบดี Xi Jinping ของจีน จะพบกันในวันพฤหัสบดีหน้า นอกรอบการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ขณะที่ผู้นำสองประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกกำลังพิจารณาที่จะคลี่คลายสงครามการค้าที่กำลังคุกรุ่น

 

การประชุมที่เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด APAC จะเป็นการพบปะกันครั้งแรกของผู้นำทั้งสอง นับตั้งแต่ Trump กลับมามีอำนาจในเดือนมกราคม ทั้งสองได้พูดคุยกันอย่างน้อย 3 ครั้งในปีนี้ โดยครั้งล่าสุดคือเดือนกันยายน Trump และ Xi Jinping พบกันครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 2019 ในช่วงที่ Trump ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก

 

ภาพ: Lucas Ninno/Getty Images

อ้างอิง:

The post ‘ถั่วเหลือง’ อาจเป็นอาวุธเศรษฐกิจใหม่ หลังจีนเล็งแบนการซื้อ หวังทำลายฐานเสียงทรัมป์ ด้านเกษตรกรสหรัฐฯ กังวลสูญเสียตลาดถาวรให้บราซิล appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเก่งค้าขาย มีจุดเริ่มต้นจากไหน เกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนโดยตรงหรือไม่? https://thestandard.co/chinese-culture-trade-history/ Mon, 15 Sep 2025 05:13:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1119342

มีคำกล่าวว่า “เกษตรกรรมทำให้จีนมั่นคง อุตสาหกรรมทำให้จี […]

The post จีนเก่งค้าขาย มีจุดเริ่มต้นจากไหน เกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนโดยตรงหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>

มีคำกล่าวว่า “เกษตรกรรมทำให้จีนมั่นคง อุตสาหกรรมทำให้จีนเข้มแข็ง และพาณิชย์ทำให้จีนร่ำรวย” 

 

เมื่อพูดถึงชนชาติที่ค้าขายเก่งที่สุดในโลก การรับรู้ของคนทั่วไปนั้นจะมีชนชาติจีนรวมอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน หลายคนมองว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ในสายเลือด หรือมีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมจีนตั้งแต่สมัยอดีตกาล

 

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษามองว่า สิ่งนี้ไม่ได้มาจากวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว

 

ศาสตราจารย์ ดร.หลี่ เหรินเหลียง

 

ศาสตราจารย์ ดร.หลี่ เหรินเหลียง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษา ประชาคมอาเซียนศึกษา และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวว่า จีนในสมัยโบราณเป็นประเทศที่เน้นเกษตรกรรมเพื่อเลี้ยงปากท้องเป็นหลัก โดยให้คุณค่าสูงต่อการทำการเกษตร และจวบจนปัจจุบันรัฐบาลจีนภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ดังสะท้อนให้เห็นจากเอกสารหมายเลข 1 ของรัฐบาลที่ยังมุ่งเน้นการพัฒนาภาคเกษตรกรรมและชนบท และความเป็นอยู่ของเกษตรกร เป็นหมุดหมายสำคัญลำดับแรกของรัฐบาล

 

จะเห็นได้ว่า แม้จีนเป็นประเทศกว้างใหญ่ แต่มีพื้นที่สำหรับทำการเกษตรคิดเป็น 7% ของโลกเท่านั้น เพื่อหล่อเลี้ยงประชากร 1,400 ล้านคน หรือคิดเป็น 20% ของโลก ดังน้ันภาคการเกษตรจึงเป็นเสาหลักสำคัญที่ค้ำจุนสังคมจีนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

 

ในการบรรยายพิเศษหัวข้อ ‘วัฒนธรรมจีนกับการค้าขายในสายเลือด’ เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ดร.หลี่ เหรินเหลียง อธิบายเพิ่มเติมว่า อุดมคติของชาวจีนโบราณคือการรับราชการ เป็นขุนนาง หรือการสอบจอหงวน ในขณะที่อาชีพพ่อค้าถูกมองว่าไร้เกียรติ ลัทธิขงจื๊อที่เป็นรากฐานวัฒนธรรมจีนเน้นเรื่องคุณธรรมมากกว่าการแสวงหากำไร ส่งผลให้พ่อค้าในอดีตถูกจำกัดสิทธิ์และถูกดูหมิ่น

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางสังคมทำให้ชาวจีนค่อยๆ พัฒนาความสามารถด้านการค้า ไม่ว่าจะเป็นการสั่งสมทักษะมาตั้งแต่สมัยโบราณ การที่ประชากรหนาแน่นจนต้องเลือกค้าขายเพื่อความอยู่รอด บทบาทของครอบครัวที่ร่วมมือกันทำธุรกิจ (กงสี) รวมถึงอิทธิพลจากตะวันตกในช่วงปลายราชวงศ์ชิง จนถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจ ทำให้พ่อค้าและผู้ประกอบการได้รับการยอมรับมากขึ้นในสังคม โดยมองเรื่องของผลกำไรว่ามีความชอบธรรมมากขึ้น แม้จะขัดกับความเชื่อในลัทธิขงจื้อในอดีตก็ตาม

 

ดร.หลี่ ยังชี้ให้เห็นลักษณะการค้าของชาวจีนที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคด้วย เช่น พ่อค้าจีนทางเหนือเน้นการสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ ขณะที่พ่อค้าจีนทางภาคตะวันออกเน้นความพิถีพิถันและสนใจนวัตกรรม ส่วนพ่อค้าจีนตอนใต้มีลักษณะกล้าเสี่ยงและเชี่ยวชาญการค้าระหว่างประเทศ และพ่อค้าจีนทางตะวันตกเฉียงใต้ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่น

 

การบรรยายครั้งนี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 2 (Young Executive Program บทจ.2) ได้สะท้อนให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจแก่นแท้วัฒนธรรมการค้าของจีนมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับพันธมิตรชาวจีนในแต่ละภูมิภาค

 

หลักสูตรนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือของสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน สมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน และหอการค้าไทย–จีน โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และ China Media Group เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย–จีนอย่างยั่งยืน

 

ภาพ: OlhaKu via ShutterStock

The post จีนเก่งค้าขาย มีจุดเริ่มต้นจากไหน เกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนโดยตรงหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นจีนกลับสู่เรดาร์นักลงทุนทั่วโลก บนตัวเลขเศรษฐกิจที่ไม่ได้แย่อย่างที่คิด https://thestandard.co/chinese-stocks-back-on-radar/ Wed, 10 Sep 2025 02:00:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1112987 chinese-stocks

หุ้นจีนกลับมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง ถือ […]

The post หุ้นจีนกลับสู่เรดาร์นักลงทุนทั่วโลก บนตัวเลขเศรษฐกิจที่ไม่ได้แย่อย่างที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
chinese-stocks

หุ้นจีนกลับมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง ถือเป็นตลาดหุ้นหลักของโลกที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ดัชนี CSI 300 (ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2568) พุ่งขึ้นกว่า 8% และหากมองย้อนกลับไปตลอด 1 ปีที่ผ่านมา หุ้นจีนฟื้นตัวกลับมาได้กว่า 40%  

 

แต่หนึ่งในคำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ การฟื้นตัวของหุ้นจีนในรอบนี้จะเป็นเพียงแค่การฟื้นตัวระยะสั้น หรือจะเป็นตลาดกระทิงครั้งใหม่  

 

ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ได้แย่อย่างที่คิด

 

แน่นอนว่าเศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญกับแรงกดดันในหลายๆ ด้าน ทั้งสงครามการค้าและการขึ้นภาษีจากสหรัฐฯ ขณะที่เศรษฐกิจภายในก็ยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ ทั้งปัญหาเงินฝืด อุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และภาคอสังหาฯ ที่ยังอ่อนแอ  และข้อมูลเศรษฐกิจจีนในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมาก็กลับมาสร้างความกังวลให้กับตลาดต่อทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในช่วงครึ่งหลังของปี 2568

 

  • ยอดค้าปลีก ก.ค. 3.7% y/y  เป็นระดับต่ำสุดในปีนี้ และต่ำกว่าคาดที่ 4.6% และเดือน มิ.ย. ที่ 4.8%  สะท้อน Demand ในประเทศที่อ่อนแอ
  • ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ขยายตัว 5.7% y/y  ต่ำกว่าคาดที่ 6.0% และ เดือน มิ.ย. ที่ 6.8%  แต่ยังเป็นบวกได้ 16 เดือนติดต่อกัน ความยืดเยื้อของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน รวมถึงข้อตกลงของสหรัฐฯกับประเทศอื่นๆ อาจส่งผลให้กิจกรรมภาคการผลิตชะลอตัวลงในครึ่งหลังของปี เนื่องจากมีการเร่งผลิตและส่งออกไปแล้วไปช่วงต้นปี 
  • การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของภาคเอกชนลดลง -1.5% y/y YTD เป็นการหดตัวที่ต่ำสุดตั้งแต่ ต.ค. 2563  จากความไม่แน่นอนของการค้าและแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศ
  • ผลสำรวจอัตราการว่างงาน ปรับตัวขึ้นจาก 5.0% สู่ 5.2% แต่ส่วนนึงเป็นผลจากฤดูกาลจบการศึกษาทำให้มีคนหางานเพิ่มมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม UOB Privilege Banking มองว่าตัวเลขที่ชะลอตัวในเดือน ก.ค. นั้นเป็นผลกระทบจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ทั้งปัจจัยด้านฤดูกาล เช่น ความผันผวนที่รุนแรงของอากาศ (อากาศร้อนมากและน้ำท่วม) ส่งผลกระทบต่อตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้ากับสหรัฐฯ 

 

แม้ข้อมูลรายเดือนจะมีความผันผวน แต่ภาพรวมของเศรษฐกิจจีนครึ่งปีแรก ยังคงแข็งแกร่งและมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการที่น่าสนใจ ไล่ตั้งแต่การเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ที่ขยายตัว 5.3% ซึ่งเป็นฐานที่แข็งแกร่งในการบรรลุเป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่ตั้งเป้าไว้ 5%  โดยการเติบโตในช่วงครึ่งแรกของปีนั้นเป็นผลจากทั้งปัจจัยภายใน อย่างภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มการผลิตอุปกรณ์ขยายตัว 10.2% และการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มขึ้น 9.5% สะท้อนถึงตัวขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ และการฟื้นตัวของกิจกรรมในภาคธุรกิจ โครงการของเก่าแลกของใหม่ (Trade-in Program) ของภาครัฐยังเข้ามาช่วยหนุนการใช้จ่ายผู้บริโภค และปัจจัยภายนอกมาจากการเร่งส่งออกก่อนข้อยกเว้นภาษี 90 วันกับประเทศอื่น ๆ ยกเว้นจีนจะสิ้นสุดลง 

 

ด้านการบริโภคที่มีการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ยอดค้าปลีกก็ยังเติบโตได้ 5% y/y และการบริโภคขายตัวไปยังกลุ่ม e-commerce และภาคบริการซึ่งช่วยให้ภาพรวมการบริโภคยังเติบโตได้ แม้ว่าการบริโภคภาคครัวเรือนในสินค้ามูลค่าสูงและสินค้าฟุ่มเฟือยจะชะลอตัวท่ามกลางแรงกดดันเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ

 

การเติบโตที่สูงกว่าคาดในช่วงครึ่งแรกของปี ประกอบกับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯที่มีทิศทางดีขึ้นกว่าช่วงแรก ทำให้ UOB Privilege Banking ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของจีนในปี 2568 ขึ้นเป็น 4.9% จากเดิมที่ 4.6%

 

หลายปัจจัยสนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อจีน

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนหุ้นจีนล่าสุด คือความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ผ่อนคลายลง หลังจากเส้นตายการเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ถูกเลื่อนออกไปอีก 90 วัน เป็นวันที่ 10 พ.ย. เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้เจรจาข้อตกลงทางการค้า และหากทำได้สำเร็จ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 

 

ขณะที่การประชุมคณะกรรมาธิการกลางด้านการเงินและเศรษฐกิจ (CCFEA) ในเดือนกรกฎาคมได้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) และสงครามราคา ซึ่งจะนำไปสู่กลไกตลาดที่มีเหตุผลมากขึ้น ช่วยรักษาเสถียรภาพด้านราคาและเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจ

 

ด้านนโยบายการเงินยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายแบบค่อยเป็นค่อยไป คาดว่า PBoC จะลดดอกเบี้ย 7-day reverse repo , LPR 1 ปี และ LPR 5 ปี ที่ 10 bps ใน 4Q25  ส่งผลให้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.30% , 2.90% และ 3.40% และอาจมีการลด RRR ลงได้อีก 50 bps เพื่อเสริมสภาพคล่องในตลาดเพิ่มเติม 

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนส่วนมากมองไปในทิศทางเดียวกันคือ มูลค่าหุ้นจีนที่ยังไม่สูงนัก และนักลงทุนทั่วโลกยังมีสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นจีนไม่มากนัก หากความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมา จะกระตุ้นให้นักลงทุนกลับมาให้มูลค่าหุ้นจีนสูงขึ้น

 

กลยุทธ์การลงทุนหุ้นจีน 

 

UOB Privilege Banking เชื่อว่าท่ามกลางข่าวสารที่ยังไม่แน่นอนทั้งเชิงบวกและลบ นักลงทุนไม่ควรมองข้ามโอกาสในการกระจายการลงทุนในตลาดจีน โดยเฉพาะหากตลาดหุ้นจีนเผชิญกับความผันผวนในระยะสั้น​ จะเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน เพื่อการเติบโตระยะยาว

 

โดยแนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นจีนผ่านกองทุนรวม ที่มีการกระจายการลงทุนแบบ All China (ทั้ง A-Shares, H-Shares และ ADRs) ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการลงทุนที่หลากหลาย ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

 

 กองทุนรวมหุ้นจีนที่น่าสนใจ

 

  • On-shore Fund สำหรับนักลงทุนทั่วไป ลงทุนเป็นสกุลเงินบาท แนะนำกองทุน UCHINA (กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ออล ไชน่า อิควิตี้ ฟันด์) ลงทุนในกองทุนหลักชื่อ UBS (LUX) Equity SICAV- All China USD (Class I-A1-acc)
  • Off-shore fund สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนด้วยสกุลเงิน USD หรือต้องการลงทุนตรงที่กองทุนหลักในต่างประเทศ  แนะนำกองทุน Allianz All China Equity AT USD 

 

สำหรับท่านที่สนใจ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking โทร. 0 2081 0999 หรือคลิก www.uob.co.th/privilegebanking    

 

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

UOB Privilege Banking

The post หุ้นจีนกลับสู่เรดาร์นักลงทุนทั่วโลก บนตัวเลขเศรษฐกิจที่ไม่ได้แย่อย่างที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>