เวียดนาม Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เวียดนาม/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 10 Jun 2026 06:50:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ฮุน มาเนต กล่าวสุนทรพจน์เวทีอาเซียนฟิวเจอร์ฟอรัม เรียกร้อง JBC ไทย-กัมพูชา สำรวจและปักปันเขตแดน ย้ำพรมแดนและอธิปไตยต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง https://thestandard.co/hun-manet-cambodia-thailand-border/ Wed, 10 Jun 2026 04:22:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1216597 ฮุน มาเนต

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม […]

The post ฮุน มาเนต กล่าวสุนทรพจน์เวทีอาเซียนฟิวเจอร์ฟอรัม เรียกร้อง JBC ไทย-กัมพูชา สำรวจและปักปันเขตแดน ย้ำพรมแดนและอธิปไตยต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮุน มาเนต

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม วานนี้ (9 มิถุนายน) โดยเน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ สันติภาพ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และความร่วมมือภาคประชาชน พร้อมกล่าวถึงประเด็นข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา โดยยืนยันว่า “พรมแดนและอธิปไตยจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง”

 

ในประเด็นสันติภาพนั้น ฮุนมาเนต ย้อนถึงเส้นทางของประเทศอาเซียน ที่เคยเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความไม่ไว้วางใจ ความแตกแยกทางอุดมการณ์ และความยากจน แต่ด้วยการเจรจา การสร้างความเชื่อมั่น การเคารพในอธิปไตย การไม่แทรกแซง และการระงับข้อพิพาทอย่างสันติ ได้เปลี่ยนแปลงภูมิภาคอาเซียน ให้กลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีเสถียรภาพและมีพลวัตมากที่สุดในโลก

 

“การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันเป็นผลมาจากการตัดสินใจอย่างรอบคอบของผู้นำและประชาชนของเรา ที่เลือกการเจรจามากกว่าการเผชิญหน้า ความร่วมมือมากกว่าการแบ่งแยก และความก้าวหน้าร่วมกันมากกว่าการแข่งขัน” เขากล่าว พร้อมทั้งเตือนว่า “สันติภาพไม่ใช่สิ่งที่รับประกันได้” โดยยกตัวอย่างความขัดแย้งสมัยใหม่ที่ก้าวข้ามพรมแดนของประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ในประเด็นความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา เขากล่าวว่า “กัมพูชายังคงกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ที่ถูกยึดครอง” ซึ่งเขาอ้างว่าตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา และยืนยันว่า “พรมแดนและอธิปไตยจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลังหรือการกระทำที่เกิดขึ้นแล้ว”

 

พร้อมกันนี้ผู้นำกัมพูชา ยังเน้นย้ำถึงการดำเนินการตามข้อตกลงในแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2025 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อ 3 ซึ่งเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) กลับมาดำเนินการสำรวจและปักปันเขตแดนโดยเร็ว

 

ฮุน มาเนต ยังกล่าวว่า “กัมพูชายังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์กับไทย” โดยเรียกไทยว่าเป็น ‘เพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด’ ซึ่งมีความมุ่งมั่นร่วมกันในเรื่องสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และเสถียรภาพในภูมิภาค

 

เขาเน้นย้ำว่าการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญาที่มีอยู่ ความสุจริต และความเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นฟูความไว้วางใจและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

 

นอกจากนี้ เขายังกล่าวเน้นถึงการตัดสินใจล่าสุดของกัมพูชาในการเริ่มต้นกระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ว่าเป็นหลักฐานแสดงถึงความมุ่งมั่นของประเทศต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

 

พร้อมกันนี้ยังชื่นชมการเตรียมการของไทยในการเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าว โดยเรียกว่าเป็น “ก้าวสำคัญในการแก้ไขข้อพิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกันอย่างสันติ”

 

“ด้วยจิตวิญญาณนี้ กัมพูชาขอขอบคุณอย่างจริงใจต่อการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงประเทศสมาชิกอาเซียน สำหรับการหยุดยิงและการระงับข้อพิพาทอย่างสันติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและกฎบัตรอาเซียน” เขากล่าว

 

อ้างอิง :

The post ฮุน มาเนต กล่าวสุนทรพจน์เวทีอาเซียนฟิวเจอร์ฟอรัม เรียกร้อง JBC ไทย-กัมพูชา สำรวจและปักปันเขตแดน ย้ำพรมแดนและอธิปไตยต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ไทย-เวียดนาม’ โอกาสขยายความร่วมมือทุกมิติ สำคัญอย่างไร ครอบคลุมอะไรบ้าง? https://thestandard.co/thailand-vietnam-strategic-partnership/ Thu, 28 May 2026 03:48:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1211787 ภาพกราฟิกแสดงความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนามภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

การเยือนไทยของโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียด […]

The post รู้จัก ‘ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ไทย-เวียดนาม’ โอกาสขยายความร่วมมือทุกมิติ สำคัญอย่างไร ครอบคลุมอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนามภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

การเยือนไทยของโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ค.69 ซึ่งเป็นการเยือนไทยครั้งแรกหลังรับตำแหน่งประธานาธิบดีและเป็นการเยือนประเทศแรกในอาเซียน สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความไว้วางใจระดับสูงระหว่างสองประเทศ

 

 

โดยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดทำเนียบรัฐบาลช่วงเช้าวันนี้ (28 พฤษภาคม) ต้อนรับผู้นำเวียดนามอย่างสมเกียรติ เน้นย้ำถึงความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ระหว่างไทยและเวียดนาม

 

การเยือนไทยครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากตรงกับโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “New Chapter of the 50th Thailand – Viet Nam Diplomatic Relations: Enhancing Comprehensive Strategic Partnership” เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

 

จุดเริ่มต้นความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

 

ไทยและเวียดนาม ยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ในระหว่างการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการของแพทองธาร ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2025 ซึ่งถือเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันของสองประเทศ ที่จะเพิ่มพูนและขยายความร่วมมือในทุกมิติ โดยครอบคลุมทั้งในด้าน

 

1.ความร่วมมือทางการเมืองและความมั่นคง

 

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสนับสนุนการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง การปรึกษาหารือ และประสานความร่วมมือกันระหว่างเหล่าทัพและหน่วยงานความมั่นคงของทั้งสองประเทศ และยังมุ่งมั่นที่จะร่วมกันจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติด การฉ้อโกงออนไลน์ และการบริหารจัดการน้ำทั้งในกรอบความร่วมมือทวิภาคีและกรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่เกี่ยวข้อง

 

2.ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

 

ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยมุ่งมั่นที่จะเพิ่มพูนการอำนวยความสะดวกและการส่งเสริมทางการค้าเพื่อบรรลุเป้าหมายการค้าทวิภาคีที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเห็นพ้องที่จะจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อนำยุทธศาสตร์การเชื่อมโยง 3 ด้าน (Three Connects) ไปขับเคลื่อนในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจท้องถิ่น และการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน

 

โดยแผนปฏิบัติการดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ อาทิ โลจิสติกส์ ปิโตรเคมี พลังงานหมุนเวียน ธนาคาร และการค้าปลีก

 

3.ความร่วมมือระดับประชาชน

 

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนในด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการศึกษา

 

การยกระดับสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทยและเวียดนาม ยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทวิภาคีที่อยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจและผลประโยชน์ร่วมกัน และพร้อมที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือเพื่อรับมือกับความท้าทายในระดับโลกและระดับภูมิภาคไปด้วยกัน

 

ครม.เดินหน้าแผนปฏิบัติการความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการ (Plan of Action) เพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม ปี 2569 -2574

 

โดยกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามได้ร่วมกันจัดทำร่างแผนปฏิบัติการฯ เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมซึ่งมีสาระสำคัญ คือ

 

  • ร่างแผนปฏิบัติการฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมของรัฐบาลทั้งสองประเทศที่จะเดินหน้าความร่วมมือระหว่างกันให้มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย โดยครอบคลุมสามเสาหลัก ได้แก่
  • หุ้นส่วนเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน
  • หุ้นส่วนเพื่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน
  • หุ้นส่วนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
  • ร่างแผนปฏิบัติการฯ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดกรอบและแนวทางความร่วมมือระหว่างไทยกับเวียดนามในด้านต่าง ๆ อาทิ ความร่วมมือด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน

 

โดยร่างแผนปฏิบัติการฯ มีลักษณะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง และไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

The post รู้จัก ‘ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ไทย-เวียดนาม’ โอกาสขยายความร่วมมือทุกมิติ สำคัญอย่างไร ครอบคลุมอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซ็นทรัล รีเทล โชว์แกร่งกลางวิกฤตโลก กำไรไตรมาสแรก ปี 69 ทะยานนิวไฮ 2.9 พันล้าน ลุยขยายธุรกิจต่อทั้งในไทยและเวียดนาม https://thestandard.co/central-retail-profit-new-high-expand/ Thu, 14 May 2026 04:13:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1207041 ภาพกราฟิกแสดงผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของเซ็นทรัล รีเทล ที่มีกำไรสุทธิ 2.9 พันล้านบาท

เซ็นทรัล รีเทล เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ของปี 2569 มีรายไ […]

The post เซ็นทรัล รีเทล โชว์แกร่งกลางวิกฤตโลก กำไรไตรมาสแรก ปี 69 ทะยานนิวไฮ 2.9 พันล้าน ลุยขยายธุรกิจต่อทั้งในไทยและเวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของเซ็นทรัล รีเทล ที่มีกำไรสุทธิ 2.9 พันล้านบาท

เซ็นทรัล รีเทล เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ของปี 2569 มีรายได้พุ่ง 66,514 ล้านบาท (+1.4% YoY) และ มีกำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุงจากการดำเนินงาน 2,888 ล้านบาท (+12.5% YoY) แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า ในช่วงต้นปี 2569 แม้ภาคธุรกิจทั่วโลกยังต้องเจอกับแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตพลังงานที่ท้าทาย

 

แต่ เซ็นทรัล รีเทล ยังคงมองเห็นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เข้ามาเลือกซื้อสินค้าที่ธุรกิจในเครืออย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเห็นผลสำเร็จจากการปรับพอร์ตโฟลิโอที่มุ่งโฟกัสในตลาดหลักที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ได้แก่ ประเทศไทยและเวียดนาม

 

ที่ผ่านมาได้เดินหน้าขยายและต่อยอดธุรกิจใน 2 ประเทศ ภายใต้กลยุทธ์ New Heights, Next Growth ทั้ง 5 ด้าน โดยเฉพาะด้านการขยายฐานลูกค้า และการเสริมแกร่งธุรกิจหลัก ผ่านการขยายสาขาต่างๆ การรีโนเวตห้างร้าน และการอัปเกรดแบรนด์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าให้ยิ่งขึ้น เช่น การคว้าสิทธิ์ Master Franchise เปิดตัว No Brand จากเกาหลีใต้ และการเข้าถือหุ้นใน JD Sports Thailand เพื่อรุกตลาดพรีเมียมสปอร์ตไลฟ์สไตล์อย่างเต็มรูปแบบ

 

ด้าน ปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าวเสริมว่า นอกจากการขับเคลื่อนทางธุรกิจแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับการบริหารการเงินด้วยความรอบคอบและยืดหยุ่น ตลอดจนจัดสรรเงินลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้สามารถรักษาสมดุลในการสร้างการเติบโตและการทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังท้าทาย บริษัทพร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐเพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ผ่านการเข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ’ โดยท็อปส์และโก โฮลเซลล์ นำสินค้าจำเป็นกว่า 2,300 รายการมาจำหน่ายในราคาพิเศษ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นการตอกย้ำเจตนารมณ์ของ เซ็นทรัล รีเทล ในการเป็น Retail and Wholesale for All ผู้นำค้าปลีก-ค้าส่งที่พร้อมเติบโตไปกับทุกภาคส่วน

 

The post เซ็นทรัล รีเทล โชว์แกร่งกลางวิกฤตโลก กำไรไตรมาสแรก ปี 69 ทะยานนิวไฮ 2.9 พันล้าน ลุยขยายธุรกิจต่อทั้งในไทยและเวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวนกระแส Tradwife เวียดนามออกกฎหมายสู้ค่านิยมชายเป็นใหญ่ เอาผิดคนห้ามผู้หญิงทำงาน หวังเสริมทัพภาคการผลิตระยะยาว https://thestandard.co/vietnam-law-protects-women-work/ Sat, 02 May 2026 07:40:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1203261 ภาพหญิงสาวชาวเวียดนามสวมชุดอ่าวหญ่าย สะท้อนบริบทที่เวียดนามออกกฎหมายหนุนสิทธิสตรีและบทบาทในการทำงาน

เวียดนามยกระดับการคุ้มครองสิทธิสตรี ด้วยการออกกฎหมายให้ […]

The post สวนกระแส Tradwife เวียดนามออกกฎหมายสู้ค่านิยมชายเป็นใหญ่ เอาผิดคนห้ามผู้หญิงทำงาน หวังเสริมทัพภาคการผลิตระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหญิงสาวชาวเวียดนามสวมชุดอ่าวหญ่าย สะท้อนบริบทที่เวียดนามออกกฎหมายหนุนสิทธิสตรีและบทบาทในการทำงาน

เวียดนามยกระดับการคุ้มครองสิทธิสตรี ด้วยการออกกฎหมายให้การบังคับผู้หญิงให้อยู่บ้านเป็น ‘ความผิดทางกฎหมาย’ ความเคลื่อนไหวนี้สวนทางกับกระแส tradwife หรือแนวคิดภรรยาแบบดั้งเดิมที่เน้นบทบาทการดูแลบ้านและครอบครัว โดยรัฐบาลเลือกใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันและลดการเลือกปฏิบัติทางเพศ

 

กฎหมายดังกล่าวอยู่ภายใต้ ‘กฤษฎีกา 76’ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ผู้ที่พยายามขัดขวางไม่ให้ผู้หญิงออกไปทำงาน จะถูกปรับสูงสุด 10 ล้านดอง (ราว 1-4 หมื่นบาท) พร้อมกำหนดบทลงโทษต่อพฤติกรรมเหยียดเพศในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การบังคับให้ผู้หญิงทำงานบ้าน, การแทรกแซงการตัดสินใจเรื่องการคุมกำเนิด, การขัดขวางการเริ่มต้นธุรกิจ ตลอดจนการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นผู้นำหญิงในภาคการเมืองและธุรกิจ

 

นอกจากนี้ กฎหมายยังขยายขอบเขตการบังคับใช้ให้ครอบคลุมการกระทำอื่น เช่น การบังคับทำหมัน การเผยแพร่โฆษณาที่มีเนื้อหาเหยียดเพศ และการเลือกปฏิบัติในการแบ่งทรัพย์สินภายในครอบครัว ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจสามารถดำเนินการลงโทษได้อย่างเข้มงวดมากขึ้น

 

แม้เวียดนามจะมีสัดส่วนผู้หญิงในตลาดแรงงานสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่กำลังพัฒนา แต่โครงสร้างอำนาจยังคงถูกครอบงำโดยผู้ชาย และค่านิยมทางสังคมยังมีลักษณะอนุรักษนิยม ส่งผลให้ความพยายามผลักดันความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์สังคมนิยม ยังเผชิญแรงต้านในบางกลุ่ม

 

นักวิชาการจาก Diplomatic Academy of Vietnam ชี้ว่า แนวทางความเท่าเทียมทางเพศของเวียดนามเป็นการขับเคลื่อนแบบ ‘บนลงล่าง’ โดยรัฐเป็นผู้ผลักดันและเชื่อมโยงกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจ แตกต่างจากประเทศอย่างเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา ที่ประเด็นดังกล่าวมักเกิดจากการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน และเชื่อมโยงกับมิติทางสังคมและอัตลักษณ์ จนบางครั้งกลายเป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมือง

 

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์จาก European Policy Center มองว่า ในช่วงที่ผู้ชายจำนวนมากเผชิญความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ แนวคิดเฟมินิสม์มักถูกใช้เป็นแพะรับบาป แทนนโยบายเศรษฐกิจที่ล้มเหลว ซึ่งเป็นต้นตอของความเหลื่อมล้ำทางรายได้

 

การออกกฤษฎีกาครั้งนี้ยังมีนัยสำคัญในเชิงระหว่างประเทศ เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่เวียดนามเริ่มวาระใหม่ในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงความคืบหน้าเชิงรูปธรรมด้านสิทธิสตรี ควบคู่ไปกับการพัฒนากลไกการบังคับใช้ที่เข้มแข็งขึ้นในระบบกฎหมาย

 

ในอีกด้านหนึ่ง นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับกระแสที่เวียดนามกลายเป็นจุดหมายของผู้ชายบางกลุ่ม โดยเฉพาะ ‘passport bros’ จากประเทศพัฒนาแล้ว ที่มองหาความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมที่ผู้หญิงรับบทดูแลครอบครัว ขณะที่ฝ่ายชายเป็นผู้หารายได้หลัก ซึ่งสะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างค่านิยมดั้งเดิมกับบทบาททางเพศในยุคใหม่

 

นักมานุษยวิทยาชี้ว่า กระแส tradwife บนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในสหรัฐฯ สะท้อนความพยายามหลีกหนีของทั้งผู้หญิงที่รู้สึกเสียเปรียบในระบบเศรษฐกิจ และผู้ชายที่ต้องการความสัมพันธ์ในรูปแบบที่ตนควบคุมได้

 

อย่างไรก็ตาม ในบริบทของเวียดนาม บทบาททางเพศยังคงได้รับอิทธิพลจากค่านิยมดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดแบบขงจื๊อ ชาตินิยม และโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ ทำให้ผู้ชายมักถูกเชื่อมโยงกับอำนาจและความเป็นผู้นำ ขณะที่ผู้หญิงถูกผูกโยงกับงานบ้านและการดูแลครอบครัว

 

แม้ตัวชี้วัดบางด้านสะท้อนความก้าวหน้า เช่น อัตราการเข้าถึงการศึกษาของผู้หญิงที่อยู่ในระดับ 97.2% และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจที่ 75.9% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาค แต่ความเหลื่อมล้ำยังคงปรากฏชัด โดยผู้หญิงเป็นผู้บริหารบริษัทเพียง 19.4% และเป็นเจ้าของกิจการส่วนใหญ่เพียง 19.7%

 

อีกทั้ง ปัญหาค่านิยมต้องการลูกเพศชาย ยังคงส่งผลต่อโครงสร้างประชากร โดยในปี 2025 มีเด็กผู้หญิงเพียง 900 คนต่อเด็กผู้ชาย 1,000 คน แม้การทำแท้งเลือกเพศจะผิดกฎหมายก็ตาม โดยฝั่งนักวิชาการมองว่า กฤษฎีกา 76 สะท้อนให้เห็นว่ารัฐเวียดนามตระหนักถึงช่องว่างดังกล่าว และพยายามใช้บทลงโทษทางปกครองเพื่อผลักดันให้กฎหมายด้านความเท่าเทียมทางเพศมีผลในทางปฏิบัติมากขึ้น

 

ทั้งนี้ ความพยายามของเวียดนามยังไม่เผชิญแรงต่อต้านรุนแรงเท่ากับบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ที่ประเด็นความเท่าเทียมทางเพศกลายเป็นประเด็นทางการเมือง โดยนักวิชาการประเมินว่า เวียดนามยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างระบบความเท่าเทียมทางเพศ และมีโอกาสเรียนรู้จากบทเรียนความขัดแย้งในต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงความแตกแยกในอนาคต

 

ภาพ: Guitar photographer/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post สวนกระแส Tradwife เวียดนามออกกฎหมายสู้ค่านิยมชายเป็นใหญ่ เอาผิดคนห้ามผู้หญิงทำงาน หวังเสริมทัพภาคการผลิตระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF หั่น GDP ไทยปี 2026 เหลือ 1.5% โตต่ำสุดในอาเซียน https://thestandard.co/thailand-gdp-lowest-asean-imf/ Wed, 15 Apr 2026 05:14:28 +0000 https://thestandard.co/thailand-gdp-lowest-asean-imf/ ภาพแสดงข้อความ IMF คาดการณ์เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในอาเซียน โดยหั่น GDP ปี 2026 เหลือ 1.5%

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจ […]

The post IMF หั่น GDP ไทยปี 2026 เหลือ 1.5% โตต่ำสุดในอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อความ IMF คาดการณ์เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในอาเซียน โดยหั่น GDP ปี 2026 เหลือ 1.5%

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2026 ลงเหลือ 1.5% จากเดิม 1.6% (ในประมาณการเมื่อเดือนมกราคม) นับเป็นอัตราการเติบโต ต่ำที่สุดในอาเซียน และต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ โดย เวียดนาม 7.1%, อินโดนีเซีย 5%, มาเลเซีย 4.7%, ฟิลิปปินส์ 4.1%, สิงคโปร์ 3.5%, รวมถึง กัมพูชาและลาวราว 4% และ เมียนมา 3%

 

ในด้านเงินเฟ้อ IMF คาดไทยอยู่ที่เพียง 0.9% ซึ่งต่ำกว่าการประเมินของหน่วยงานเศรษฐกิจในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดย สภาพัฒน์ (สศช.) มองว่าเงินเฟ้ออาจเร่งขึ้นในกรอบ 2.7–5.8% ภายใต้หลายฉากทัศน์จากสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินอยู่ที่ 2.5–3.5%

 

IMF ชี้ว่า ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและรายได้ต่ำ จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและพื้นที่นโยบายที่จำกัด ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกพลังงานเองก็ไม่ได้ปลอดภัย เนื่องจากต้องเผชิญความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และการส่งออกที่สะดุด

 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 3.1% จาก 3.3% เมื่อต้นปี ท่ามกลางแรงกระแทกใหม่จากสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังสั่นคลอนตลาดพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพการเงินโลก พร้อมเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ โลกอาจเผชิญ “วิกฤตพลังงานรอบใหม่” ซ้ำรอยปี 2022

 

การแถลงดังกล่าวมีขึ้นในการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ภาคฤดูใบไม้ผลิ ประจำปี 2026 วันที่ 13-18 เมษายน 2026 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา โดยมีวาระสำคัญครอบคลุมแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านพลังงาน การขจัดความยากจน และเสถียรภาพทางการเงิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Annual Meetings ของ IMF และธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นเวทีเศรษฐกิจโลกสำคัญที่รวบรวมรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และผู้นำภาคธุรกิจจากทั่วโลก โดยการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการสะท้อนบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความท้าทายด้านการเติบโตและเสถียรภาพเศรษฐกิจที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

The post IMF หั่น GDP ไทยปี 2026 เหลือ 1.5% โตต่ำสุดในอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดอินไซต์สงกรานต์ 2569 คนไทยเน้นเที่ยวคนเดียวสูงถึง 75% ชูพฤติกรรม Gen Y พักยาว 3-5 วัน โอกาสทองธุรกิจที่จัดแพ็กเกจ Solo-Friendly https://thestandard.co/songkran-solo-travel-gen-y-trend/ Sun, 12 Apr 2026 11:24:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1197459 อินไซต์สงกรานต์ 2569 ระบุคนไทยเน้นเที่ยวคนเดียวสูงถึง 75% พร้อมข้อมูลพฤติกรรม Gen Y พักยาว 3-5 วัน

AirAsia MOVE ได้เปิดเผยข้อมูลพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ […]

The post เปิดอินไซต์สงกรานต์ 2569 คนไทยเน้นเที่ยวคนเดียวสูงถึง 75% ชูพฤติกรรม Gen Y พักยาว 3-5 วัน โอกาสทองธุรกิจที่จัดแพ็กเกจ Solo-Friendly appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินไซต์สงกรานต์ 2569 ระบุคนไทยเน้นเที่ยวคนเดียวสูงถึง 75% พร้อมข้อมูลพฤติกรรม Gen Y พักยาว 3-5 วัน

AirAsia MOVE ได้เปิดเผยข้อมูลพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ (10-18 เมษายน) ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2569

 

ข้อมูลดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจของนักเดินทางกลุ่มหลัก โดยเฉพาะพลังของการเดินทางจากกลุ่ม Gen Y รวมถึงเทรนด์การเที่ยวคนเดียวที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

Gen Y ครองบัลลังก์นักเดินทาง

 

จากการเปรียบเทียบข้อมูลนักเดินทางตลอด 3 ปีที่ผ่านมาพบว่า กลุ่ม Gen Y คือหัวใจหลักของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ โดยครองสัดส่วนจำนวนที่นั่งจำหน่ายได้สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในทุกปี

 

นอกจากนี้ยังพบการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2568 ซึ่งจำนวนที่นั่งที่จำหน่ายได้ของกลุ่ม Gen Y มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่ผ่านมา

 

แม้ภาพรวมตลาดจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่กลุ่ม Gen Y ยังคงเดินทางอย่างต่อเนื่องในปี 2569 โดยครองสัดส่วนการจองที่นั่งสูงกว่ากลุ่ม Gen Z และ Gen X ถึงเกือบ 1 เท่าตัว

 

พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว Gen Y ส่วนใหญ่นิยมใช้เวลาพักผ่อนยาวประมาณ 3-5 วัน และมักจะวางแผนการเดินทางล่วงหน้าประมาณ 31-60 วัน ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่คุ้นเคยกับการจองผ่านระบบดิจิทัล

 

สำหรับจุดหมายปลายทาง คนไทยยังคงให้ความสำคัญกับการเดินทางแบบไทยเที่ยวไทยเป็นอันดับหนึ่งในทุกๆ ปี โดยเส้นทางในประเทศยอดฮิตยังคงเป็นเชียงใหม่, ภูเก็ต และหาดใหญ่

 

ในขณะที่เทรนด์การเดินทางไปต่างประเทศเริ่มมีการขยายตัวสู่จุดหมายที่หลากหลาย โดยประเทศญี่ปุ่นยังคงครองแชมป์จุดหมายต่างประเทศที่คนไทยกลุ่ม Gen Y และ Gen X เลือกเดินทางไปมากที่สุด

 

ตามมาด้วยจุดหมายอย่างประเทศเวียดนามและจีน ซึ่งพบว่ามีอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวไทยอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2568 และ 2569

 

จับกระแสนักเดินทางคนเดียว

 

แม้พฤติกรรมการเดินทางจะเปลี่ยนไป แต่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อผู้โดยสารในปี 2569 กลับเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่เกือบ 3,200 บาท สะท้อนให้เห็นถึงการยอมจ่ายเพื่อเลือกซื้อบริการเสริมที่มากขึ้น

 

บริการน้ำหนักกระเป๋าครองสัดส่วนการใช้จ่ายสูงสุดในกลุ่มบริการเสริมทั้งหมด ซึ่งหมายความว่ากลุ่มนักเดินทางนี้มีกำลังความพร้อมในการจับจ่ายใช้สอยระหว่างทริป

 

นอกจากนี้ บริการสั่งอาหารล่วงหน้าก็มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในปี 2568 ที่พบว่าความต้องการสั่งอาหารบนเครื่องพุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าอย่างชัดเจน

 

สำหรับเทรนด์ใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญคือกลุ่ม ‘Solo Traveller’ ซึ่งมีสัดส่วนการจองสูงที่สุดถึง 65-75% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และเริ่มวางแผนจองล่วงหน้าสั้นลงอยู่ในกลุ่ม 31-60 วันก่อนเดินทาง

 

AirAsia MOVE จึงมีข้อแนะนำให้ผู้ประกอบการโรงแรมปรับกลยุทธ์ด้วยการออกแบบแพ็กเกจสำหรับผู้เข้าพักคนเดียว หรือเพิ่มกิจกรรมที่เข้าร่วมได้ง่าย เนื่องจากนักเดินทางกลุ่มนี้มีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 70% ของยอดจองทั้งหมด

 

ผู้ประกอบการควรทำโปรโมชันสำหรับการเข้าพักยาวเพื่อดึงดูดกลุ่ม Gen Y ที่นิยมพัก 3-5 วัน พร้อมทั้งพัฒนาระบบจองออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันมือถือและ OTA ให้ใช้งานได้ลื่นไหลที่สุด

 

สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรเน้นโปรแกรมในญี่ปุ่นและเวียดนามที่เจาะกลุ่ม Gen Y ที่ชอบถ่ายภาพและสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น

 

ท้ายที่สุดคือการเตรียมบริการที่เน้นความสะดวกสบาย เช่นบริการส่งกระเป๋า หรือแพ็กเกจอาหารที่พร้อมเดินทางเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

The post เปิดอินไซต์สงกรานต์ 2569 คนไทยเน้นเที่ยวคนเดียวสูงถึง 75% ชูพฤติกรรม Gen Y พักยาว 3-5 วัน โอกาสทองธุรกิจที่จัดแพ็กเกจ Solo-Friendly appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาน้ำมันเบนซินในเวียดนามลดลง 19% หลังจากการยกเลิกภาษี 3 ชนิด รัฐคาดสูญรายได้ 8.64 พันล้านบาทต่อเดือน https://thestandard.co/vietnam-gasoline-price-drop-tax-cut/ Sat, 28 Mar 2026 08:36:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1192340 ภาพกราฟิกแสดงราคาน้ำมันเบนซินในเวียดนามลดลง 19% หลังยกเลิกภาษี 3 ชนิด พร้อมพื้นหลังเป็นเมืองดาลัด

ราคาน้ำมันเบนซินในประเทศเวียดนามปรับตัวลดลง 19% เมื่อวั […]

The post ราคาน้ำมันเบนซินในเวียดนามลดลง 19% หลังจากการยกเลิกภาษี 3 ชนิด รัฐคาดสูญรายได้ 8.64 พันล้านบาทต่อเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงราคาน้ำมันเบนซินในเวียดนามลดลง 19% หลังยกเลิกภาษี 3 ชนิด พร้อมพื้นหลังเป็นเมืองดาลัด

ราคาน้ำมันเบนซินในประเทศเวียดนามปรับตัวลดลง 19% เมื่อวันศุกร์ (27 มี.ค.) ที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลประกาศยกเลิกการจัดเก็บภาษีคุ้มครองสิ่งแวดล้อม, ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเบนซิน, น้ำมันดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยาน

 

 
 

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยควบคุมราคาพลังงานภายในประเทศที่กำลังพุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางวิกฤตการณ์ความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้ในเร็ววันนี้

 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่ามาตรการดังกล่าวของเวียดนามเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่ประเทศอินเดียประกาศหั่นภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเบนซินลงจาก 13 รูปี (ประมาณ 4.55 บาท) เหลือเพียง 3 รูปี (ประมาณ 1.05 บาท) นอกจากนี้ทางการอินเดียยังได้ทำการยกเลิกการจัดเก็บภาษีสำหรับน้ำมันดีเซลในอัตรา 10 รูปี (ประมาณ 3.50 บาท) เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชนในประเทศ

 

ในขณะเดียวกัน ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลในประเทศไทยกลับพุ่งสูงขึ้นถึง 18% เมื่อวันพฤหัสบดี (26 มีนาคม) ที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลไทยตัดสินใจลดการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงลงอย่างมีนัยสำคัญ ทางการไทยระบุว่าจะเปลี่ยนวิธีการไปเป็นการให้ความช่วยเหลือโดยตรงแก่กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนักแทน ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มคนขับรถบรรทุก กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

 
 

คาดสูญรายได้ 8.64 พันล้านบาทต่อเดือน

 

ราคาน้ำมันเบนซิน RON95-III ในเวียดนามที่อ้างอิงจาก PVOIL มีการเสนอราคาอยู่ที่ 24,330 ดอง (ประมาณ 29.20 บาท) ต่อลิตรในวันศุกร์ ซึ่งปรับตัวลดลง 28% จากจุดสูงสุดเมื่อวันอังคาร (24 มี.ค.) อย่างไรก็ตาม ระดับราคาดังกล่าวยังคงสูงกว่าช่วงก่อนที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลจะเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านถึง 21% โดยมาตรการปรับลดภาษีในครั้งนี้จะมีผลบังคับใช้ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 เมษายน

 

รัฐบาลเวียดนามได้ออกแถลงการณ์ผ่านทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการว่า “นี่ถือเป็นทางออกที่เร่งด่วนและมีประสิทธิภาพในการรักษาเสถียรภาพของตลาดปิโตรเลียม และเพื่อรับประกันความมั่นคงทางพลังงานของชาติ”

 

มาตรการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกำลังสร้าง ‘คอขวดด้านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุด’ จนดันราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,286 บาท) ต่อบาร์เรล

 

กระทรวงการคลังของเวียดนามประเมินว่า การใช้นโยบายปรับลดภาษีในครั้งนี้จะส่งผลทำให้รายได้ของบประมาณแผ่นดินปรับตัวลดลงประมาณ 7.2 ล้านล้านดอง (ประมาณ 8.64 พันล้านบาท) ต่อเดือน

 

กระทรวงการคลังระบุในแถลงการณ์ว่า “อย่างไรก็ตาม นี่จะเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่จะเข้ามาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และยังช่วยกระตุ้นการผลิตตลอดจนการดำเนินธุรกิจสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ”

 

ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงมาก โดยมีการเสนอราคาขายเมื่อวันศุกร์อยู่ที่ระดับ 35,440 ดอง (ประมาณ 42.53 บาท) ต่อลิตร ตัวเลขดังกล่าวเป็นการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นถึง 81% จากช่วงก่อนที่จะเกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง และเพิ่งจะปรับตัวลดลงมาเพียง 11% จากจุดสูงสุดที่บันทึกไว้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

 

เวียดนามถือเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบมากกว่าส่งออก โดยเมื่อปีที่แล้วประเทศได้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทนี้สูงถึง 14.2 ล้านตัน ซึ่งสัดส่วน 80% เป็นการนำเข้ามาจากประเทศคูเวตในช่วงก่อนสงคราม ในขณะเดียวกัน เวียดนามก็ได้ทำการส่งออกน้ำมันดิบจำนวน 2.5 ล้านตัน โดยมีปลายทางในการส่งออกส่วนใหญ่ไปยังประเทศออสเตรเลียและประเทศไทย

 
 

หลายสายการบินเตรียมลดเที่ยวบิน

 

เมื่อ 26 มีนาคมที่ผ่านมา Nghi Son Refinery and Petrochemical ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ออกมาระบุว่าทางโรงกลั่นได้ดำเนินการผลิตด้วยกำลังการผลิตสูงสุดในช่วงเดือนมีนาคม ทางโรงกลั่นยังระบุเพิ่มเติมด้วยว่า สามารถจัดหาอุปทานได้เพียงพอที่จะดำเนินการผลิตอย่างเหมาะสมที่สุดไปจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม โดยเพิ่งได้รับน้ำมันดิบล็อตล่าสุดจากคูเวตเมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคม

 

ในช่วงครึ่งแรกของเดือนมีนาคม ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของเวียดนามลดลง 7% มาอยู่ที่ระดับ 2.8 ล้านตัน ในขณะที่ประเทศต้องนำเข้าน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลประเภทต่างๆ จำนวน 2.7 ล้านตัน ปริมาณการนำเข้าดังกล่าวถือว่าเพิ่มขึ้น 43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งสถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้ทำให้รัฐบาลต้องออกมาเรียกร้องให้ประชาชนทำงานจากที่บ้านกันให้มากขึ้นเพื่อลดการใช้พลังงาน

 

สำนักข่าว Nikkei Asia ได้รายงานความเคลื่อนไหวสำคัญว่า นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิญ จิ๊ญ ของเวียดนามได้ดำเนินการส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม เพื่อขอความช่วยเหลือจัดหาน้ำมันดิบ หนังสือพิมพ์ Tuoi Tre ของเวียดนามรายงานอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนเมื่อวันพฤหัสบดีว่า สายการบินในประเทศหลายแห่งมีแผนที่จะปรับลดการให้บริการลงตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป

 

Vietnam Airlines อาจลดเที่ยวบินไปกลับสูงสุดถึง 1,700 เที่ยวต่อเดือนในไตรมาสที่ 2 ซึ่งการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับราคาเชื้อเพลิงเครื่องบิน โดยครอบคลุมทั้งเส้นทางระหว่างประเทศและเส้นทางในประเทศ ทางด้านสายการบิน Vietjet มีแผนที่จะลดปริมาณเที่ยวบินรวมทั่วทั้งเครือข่ายลง 18% ในเดือนเมษายน โดยได้เริ่มลดความถี่ของเส้นทางบินทั้งในและต่างประเทศลงแล้ว รวมถึงเที่ยวบินที่มุ่งหน้าไปยังสิงคโปร์และกรุงเทพมหานคร

 

Pacific Airlines คาดว่าจะต้องลดขีดความสามารถในการให้บริการลง 8%-30% ในไตรมาสที่ 2 เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน ขณะที่ Bamboo Airways คาดว่าจะลดเที่ยวบินลงมากกว่า 50% เหลือเพียง 15 ถึง 17 เที่ยวต่อวัน Sun PhuQuoc Airways ซึ่งเป็นสายการบินน้องใหม่ล่าสุดของเวียดนาม ยังคงรักษาการดำเนินงานปัจจุบันไว้ที่ 60 เที่ยวบินต่อวัน เนื่องจากบริษัทสามารถจัดหาเชื้อเพลิงได้เพียงพอจนถึงสิ้นเดือนเมษายน

 

ส่วน Vietravel Airlines มีแผนที่จะคงเที่ยวบินไว้ที่ 12-14 เที่ยวต่อวันในเดือนเมษายน และหากสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้น ทางสายการบินก็มีแผนที่จะเพิ่มเครื่องบินอีก 2 ลำเพื่อรองรับช่วงพีค ซึ่งจะทำให้สามารถให้บริการได้ถึง 28 ถึง 30 เที่ยวบินต่อวัน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน

 

  • 1 ดงเวียดนาม เท่ากับ 0.0012 บาท ณ วันที่ 27 มีนาคม 2569
  • 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.86 บาท ณ วันที่ 28 มีนาคม 2569
  • 1 รูปีอินเดีย เท่ากับ 0.35 บาท เท่ากับ 32.86 บาท ณ วันที่ 28 มีนาคม 2569

 

ภาพ : KIEUTRUONG / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ราคาน้ำมันเบนซินในเวียดนามลดลง 19% หลังจากการยกเลิกภาษี 3 ชนิด รัฐคาดสูญรายได้ 8.64 พันล้านบาทต่อเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
BJC ภายใต้เจ้าสัวเจริญ ขายที่ดินทำเลทอง 33 แปลง มูลค่าเกือบหมื่นล้าน นำเงินไปลดหนี้ – ปรับโครงสร้างการเงิน https://thestandard.co/bjc-charoen-sells-land-debt/ Fri, 06 Mar 2026 04:30:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1184922 บริษัท BJC ขายที่ดิน 33 แปลง เพื่อลดหนี้และปรับโครงสร้างการเงิน

บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC แจ้งต่อ […]

The post BJC ภายใต้เจ้าสัวเจริญ ขายที่ดินทำเลทอง 33 แปลง มูลค่าเกือบหมื่นล้าน นำเงินไปลดหนี้ – ปรับโครงสร้างการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัท BJC ขายที่ดิน 33 แปลง เพื่อลดหนี้และปรับโครงสร้างการเงิน

บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับแผนขายที่ดินจำนวน 33 แปลง ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพและกระจายตัวอยู่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

 

โดยที่ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลประกอบด้วยแปลงในย่านธุรกิจและย่านที่พักอาศัยหนาแน่น เช่น บางนา และบางส่วนของสุขุมวิท รวมถึงพื้นที่ใกล้ศูนย์กระจายสินค้าเดิมของบริษัท ขณะที่อีกส่วนหนึ่งอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่, ภูเก็ต, พัทยา และขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าที่ดินค่อนข้างสูง

 

นอกจากนี้ ยังมีที่ดินเปล่าในต่างจังหวัดบางส่วนที่บริษัทถือครองไว้ แต่ยังไม่มีแผนพัฒนาเป็นสาขาของ Big C หรือใช้เป็นศูนย์กระจายสินค้าในระยะใกล้

 

สำหรับที่ดินทั้ง 33 แปลง คาดว่าจะมีมูลค่าการขายรวมประมาณ 9,900 ล้านบาท และบริษัทคาดว่าจะรับรู้กำไรจากการขายครั้งนี้ราว 3,000 ล้านบาท โดยเงินที่ได้จะนำไปใช้ลดหนี้จากการเข้าซื้อกิจการ MM Mega Market ในเวียดนาม เพื่อปรับโครงสร้างทางการเงินให้กลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม

The post BJC ภายใต้เจ้าสัวเจริญ ขายที่ดินทำเลทอง 33 แปลง มูลค่าเกือบหมื่นล้าน นำเงินไปลดหนี้ – ปรับโครงสร้างการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเวียดนามกำลังพิจารณาให้บัญชีโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, YouTube และ TikTok ต้องยืนยันบัญชีของตัวเองก่อนการใช้งาน https://thestandard.co/vietnam-gov-social-media-verification/ Wed, 10 May 2023 08:08:29 +0000 https://thestandard.co/?p=787962

เวียดนามกำลังวางแผนที่จะนำเสนอนโยบายใหม่ที่กำหนดให้ผู้ใ […]

The post รัฐบาลเวียดนามกำลังพิจารณาให้บัญชีโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, YouTube และ TikTok ต้องยืนยันบัญชีของตัวเองก่อนการใช้งาน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เวียดนามกำลังวางแผนที่จะนำเสนอนโยบายใหม่ที่กำหนดให้ผู้ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, YouTube และ TikTok ต้องยืนยันบัญชีของตน เป้าหมายหลักของการเคลื่อนไหวนี้คือเพื่อต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์ การค้ามนุษย์ และกิจกรรมอาชญากรรมอื่นๆ ที่เพิ่มมากขึ้น

 

การตัดสินใจนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างของเวียดนามในการควบคุมอินเทอร์เน็ตและควบคุมเนื้อหาที่มีอยู่ในแพลตฟอร์มเหล่านี้

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

รัฐบาลเวียดนามยังได้เริ่มการสอบสวน ‘อย่างครอบคลุม’ เกี่ยวกับเนื้อหาทางการเมืองบน TikTok การสอบสวนนี้จะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงและมุ่งเน้นไปที่เนื้อหาที่รัฐบาลเชื่อว่าต่อต้านพรรคและรัฐ เผยแพร่ข้อมูลที่ผิด และส่งเสริมการปลอมแปลงหรือการหลอกลวง

 

แม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว TikTok จะมีเนื้อหาทางการเมืองน้อยกว่าเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น YouTube และ Facebook แต่ทางการอ้างว่า ‘เนื้อหาที่เป็นอันตรายเพิ่มมากขึ้น’ บนแพลตฟอร์มทำให้จำเป็นต้องมีการสอบสวน

 

ประเทศคอมมิวนิสต์ที่มีประชากร 100 ล้านคนแห่งนี้ได้กลายเป็นตลาดใหญ่สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของรัฐบาลเวียดนาม รวมถึงการบล็อกเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนและการจัดเก็บข้อมูลในประเทศ ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าถึงได้มากขึ้น

 

กระนั้นตัวแทนจากสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทต่างๆ เช่น Netflix, Google และ Meta ระบุว่าบริษัทเหล่านี้จะไม่ส่งมอบข้อมูลผู้ใช้ให้กับรัฐบาลโดยตรง

 

ถึงรัฐบาลจะโต้แย้งว่ามาตรการเหล่านี้มีความจำเป็นในการต่อสู้กับการฉ้อโกง การหลอกลวง และอาชญากรรมทางออนไลน์ แต่นักวิจารณ์ยืนยันว่ามีการใช้มาตรการเหล่านี้เพื่อปราบปรามเสรีภาพในการแสดงออกจากฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาล อีกทั้งการใช้มาตรการเหล่านี้ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการเฝ้าระวังที่อาจเกิดขึ้นและผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัว

 

ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า รัฐบาลเวียดนามคาดว่าจะออกกฤษฎีกาใหม่เกี่ยวกับข้อมูลออนไลน์ ทำให้ข้อกำหนดการตรวจสอบบัญชีเป็นข้อบังคับ อย่างไรก็ตาม ไม่มีการระบุรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับบทลงโทษที่เป็นไปได้สำหรับการละเมิดกฎหมายนี้

 

อ้างอิง:

The post รัฐบาลเวียดนามกำลังพิจารณาให้บัญชีโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, YouTube และ TikTok ต้องยืนยันบัญชีของตัวเองก่อนการใช้งาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผ่อิทธิพลไม่หยุด! BYD จ่อตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ EV ในเวียดนาม หลังได้รับข้อเสนอที่จูงใจจากรัฐบาล https://thestandard.co/byd-vietnam-ev-factory/ Tue, 09 May 2023 05:06:06 +0000 https://thestandard.co/?p=787150 BYD

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า BYD ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า […]

The post แผ่อิทธิพลไม่หยุด! BYD จ่อตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ EV ในเวียดนาม หลังได้รับข้อเสนอที่จูงใจจากรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
BYD

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า BYD ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่สัญชาติจีน มีการวางแผนที่จะผลิตชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในเวียดนาม และคาดว่าจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของเวียดนาม โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้รับการเปิดเผยภายหลังจากการพบปะหารือกันระหว่างรองนายกรัฐมนตรี Tran Hong Ha และ Wang Chuanfu ประธานและผู้ก่อตั้งผู้ผลิตรถยนต์ BYD เมื่อวันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม

 

ทั้งนี้ อ้างอิงรายงานจากเว็บไซต์รัฐบาลเวียดนามเมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 พฤษภาคม) Wang คาดว่าเวียดนามจะสร้าง “เงื่อนไขที่เอื้ออำนวย” สำหรับ BYD ในการดำเนินการตามขั้นตอนการลงทุนให้เสร็จสิ้น เพื่อให้สามารถเริ่มผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ EV เพื่อจำหน่ายในประเทศและในส่วนอื่นๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างรวดเร็ว และ BYD วางแผนที่จะจัดตั้งเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่น

 

ด้าน Bloomberg รายงานว่า โฆษกของ BYD ยืนยันทางอีเมลถึงแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในเวียดนาม แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุนใดๆ เพิ่มเติม 

 

ขณะนี้ทาง BYD แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของจีน กำลังสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ EV ในต่างประเทศแห่งแรกที่ประเทศไทย โดยเป้าหมายมีกำลังการผลิต 150,000 คันต่อปี ตั้งแต่ปี 2567 นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่านอกเหนือจากไทย และเวียดนามแล้ว BYD กำลังพิจารณาฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียสำหรับโรงงานแห่งใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

 

อ้างอิงจากรายงานล่าสุดในเดือนเมษายน พบว่า BYD สามารถขายรถยนต์ได้ 210,295 คัน โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าจากช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า แต่สูงกว่าเดือนมีนาคมก่อนหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งแม้ว่ายอดขายส่วนใหญ่มาจากภายในประเทศจีน แต่ BYD มีการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศทั้งในเอเชีย ยุโรป และลาตินอเมริกา โดยการส่งออกมีสัดส่วนประมาณ 6% ของยอดขาย EV ทั้งหมดของ BYD 

 

กลยุทธ์ของ BYD นับเป็นความท้าทายของ VinFast ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ EV ของเวียดนามที่เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2562 และได้ขยายธุรกิจไปยังสหรัฐฯ และยุโรป

 

ทั้งนี้ จากข่าวเชิงบวกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะในเอเชียออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาหุ้น BYD ปรับเพิ่มขึ้นมาราว 25% นับจากต้นปีจนปัจจุบัน 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง: 

The post แผ่อิทธิพลไม่หยุด! BYD จ่อตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ EV ในเวียดนาม หลังได้รับข้อเสนอที่จูงใจจากรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
EV เป็นเหตุ! มหาเศรษฐีและนักธุรกิจเวียดนามอย่าง Pham Nhat Vuong จ่อสูญความมั่งคั่งครั้งใหญ่ หลัง VinFast ไม่เปรี้ยงตามคาด https://thestandard.co/richest-man-in-vietnam-reinforces-risky/ Mon, 08 May 2023 03:01:14 +0000 https://thestandard.co/?p=786813 VinFast

Bloomberg รายงานว่า ฝ่าม เญิ้ต เวือง (Pham Nhat Vuong) […]

The post EV เป็นเหตุ! มหาเศรษฐีและนักธุรกิจเวียดนามอย่าง Pham Nhat Vuong จ่อสูญความมั่งคั่งครั้งใหญ่ หลัง VinFast ไม่เปรี้ยงตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
VinFast

Bloomberg รายงานว่า ฝ่าม เญิ้ต เวือง (Pham Nhat Vuong) วัย 54 ปี มหาเศรษฐีและนักธุรกิจที่รวยที่สุดในเวียดนาม ผู้ก่อตั้ง วินน์ กรุ๊ป เจ้าของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติเวียดนาม VinFast กลายเป็นนักธุรกิจกระเป๋าหนักรายล่าสุดที่จะเข้ารับตำแหน่งต่อจาก อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์รถยนต์ Tesla ในการเข้าสู่ภาวะเลวร้ายของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หลังยอดขายรถยนต์ EV ไม่เปรี้ยงตามเม็ดเงินที่ลงทุนและความคาดหวังที่ตั้งใจไว้ 

 

ทั้งนี้ นอกจากมัสก์แล้ว ช่วงที่ผ่านมายังมีมหาเศรษฐีนักธุรกิจที่เผชิญภาวะเลวร้ายของอุตสาหกรรมการผลิตในรถยนต์ EV อีกหลายราย ตัวอย่างเช่น เจมส์ ไดสัน มหาเศรษฐีนักธุรกิจเจ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน, เจียเยว่ถิง ผู้ก่อตั้ง Netflix of China และ ฮุยกาหยั่น มหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่เบื้องหลัง Evergrande Group ของจีน ซึ่งทั้งหมดต่างวางเดิมพันก้อนใหญ่ลงทุนในอุตสาหกรรม EV และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ EV แต่ก็ผิดหวังไปตามๆ กัน

 

ทั้งนี้ มีการคำนวณว่า ในช่วงกว่า 6 ปีที่ผ่านมา เวืองได้ทุ่มเงิน 8,200 ล้านดอลลาร์ในการเงินทุนสำคัญสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและรายจ่ายต่างๆ ของบริษัท ขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งหมดนั้นน้อยมาก โดย VinFast สามารถขายรถยนต์ EV ได้เพียง 93,000 คัน และ E-Scooter ได้อีก 162,000 คัน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

รายงานระบุว่า เวืองมีแผนที่จะเพิ่มงบลงทุนใน VinFast อีก 2,500 ล้านดอลลาร์ โดย 1,000 ล้านดอลลาร์จะเป็นเงินส่วนตัวที่เวืองควักออกมาเพื่อกระตุ้นการเติบโตของบริษัท ซึ่งเดือนนี้ VinFast เตรียมส่งรถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์ไฟฟ้า รุ่น VF8 ไปให้ลูกค้าในตลาดสหรัฐอเมริกา 

 

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ความไม่แน่นอนในเวลานี้คือ การลงทุนของเวืองใน EV จะฟื้นกลับมาได้เร็วแค่ไหน และ EV ของค่าย VinFast จะมีพลังมากพอที่จะงัดกับเจ้าตลาดอย่าง Tesla ที่หันมาพลิกเกมใช้มาตรการด้านราคา เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดต่อไป 

 

โดยสถานการณ์ดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า เวืองอาจต้องควักอีกหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อให้ลูกค้าชาวอเมริกันคุ้นเคยกับแบรนด์ ซึ่งงบก้อนนี้ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายในการสร้างเครือข่ายสำหรับการจัดจำหน่ายและการขายปลีกยานพาหนะ

 

ก่อนหน้านี้หลังจากที่เริ่มก่อตั้ง VinFast ได้ไม่นาน เวืองเคยให้สัมภาษณ์เปิดใจถึงเป้าหมายที่จะขายรถยนต์ในสหรัฐฯ และความเต็มใจที่จะทุ่มเงินส่วนตัวมากถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว 

 

แม้ว่าในช่วงปี 2022 VinFast จะสามารถเรียกกระแสฮือฮาจากการประกาศสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ EV มูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์ในนอร์ทแคโรไลนาของสหรัฐฯ 

 

กระนั้นทิศทางการเติบโตของธุรกิจ EV ของ VinFast กลับดูไม่มั่นคงสักเท่าไรนัก ตั้งแต่การลาออกของผู้บริหารระดับสูง ไปจนถึงการชะลอแผน IPO ในตลาด Wall Street และการเลื่อนกำหนดการส่งมอบรถยนต์ EV จากปลายเดือนธันวาคมเป็นเดือนมกราคม และเลื่อนอีกครั้งเป็นเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่จะสามารถส่งมอบรถยนต์ SUV ล็อตแรกในช่วงวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา จำนวน 45 คัน ขณะที่โรงงานแห่งใหม่ของ VinFast ในสหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มที่จะยังไม่เริ่มการผลิตจนกว่าจะถึงปี 2025

 

ทั้งนี้ หลายฝ่ายกำลังจับตามองว่า ธุรกิจ EV ของ VinFast จะเจ็บหนักสักแค่ไหนเพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยขณะนี้มีรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ VinFast วิ่งอยู่บนถนนในสหรัฐฯ แล้วประมาณ 310 คัน 

 

อ้างอิง: 

 

The post EV เป็นเหตุ! มหาเศรษฐีและนักธุรกิจเวียดนามอย่าง Pham Nhat Vuong จ่อสูญความมั่งคั่งครั้งใหญ่ หลัง VinFast ไม่เปรี้ยงตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวียดนาม จัดโครงสร้างแหล่งพลังงานใหม่ หวังดูดเงินลงทุนต่างชาติหลายพันล้านดอลลาร์เข้าประเทศ https://thestandard.co/vietnam-new-energy-resource-structure/ Sat, 06 May 2023 08:33:04 +0000 https://thestandard.co/?p=786078 เวียดนาม

เวียดนาม เร่งปรับแผนเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้ามากกว่า 2 เท่ […]

The post เวียดนาม จัดโครงสร้างแหล่งพลังงานใหม่ หวังดูดเงินลงทุนต่างชาติหลายพันล้านดอลลาร์เข้าประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวียดนาม

เวียดนาม เร่งปรับแผนเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้ามากกว่า 2 เท่าภายในปี 2030 หรือใน 7 ปี วงในเผยว่า รัฐบาลอาจลดเป้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง แต่เพิ่มการพึ่งพาพลังงานถ่านหินและเชื้อเพลิงหลัก เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติหลายพันล้านดอลลาร์เข้าสู่ประเทศ 

 

ต้องยอมรับว่า เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่เนื้อหอมและมีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดของเอเชีย แต่ในอีกด้าน เวียดนามเองต้องต่อสู้กับปัญหาการขาดแคลนพลังงานมาตั้งแต่ปี 2021 เนื่องจากความต้องการพลังงานนั้นมีสูงกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ 

 

ดังนั้นแล้วพลังงานสะอาดที่ว่ามาแรงในเวียดนาม อาจเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายที่มาพร้อมกัน

 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า แหล่งข่าวจากวงการพลังงานเวียดนามระบุว่า รัฐบาลเวียดนามอยู่ระหว่างพิจารณาปรับเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้ามากกว่า 2 เท่าภายในปี 2030 โดยมีแผนลดเป้าหมายสำหรับพลังงานลมนอกชายฝั่งลง และจะพึ่งพาถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลักเพิ่มขึ้นเป็น 30.1 กิกะวัตต์ จากแผนเดิมปี 2020 อยู่ที่ 21.4 กิกะวัตต์ 

 

และยืนยันว่า โรงไฟฟ้าแห่งนี้เป็นแหล่งไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งคิดเป็น 19% ของโรงไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนไฟฟ้าพลังน้ำจะเป็นแหล่งพลังงานหลักอันดับ 2 รองลงมาคือ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และพลังงานลม

 

ส่วนแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการปรับปรุง โดยมีการคาดการณ์ว่า กำลังการผลิตจะเพิ่มเป็น 158 กิกะวัตต์ในอีก 7 ปี เพิ่มขึ้นราว 2 เท่าจากก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะมีกำลังการผลิต 69 กิกะวัตต์ 

 

ทั้งนี้ ก็เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่คาดว่าจะเข้ามาหลายพันล้านดอลลาร์ 

 

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวมีความสำคัญต่อการปลดล็อกกองทุนเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานมูลค่า 1.55 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่ให้คำมั่นไว้ในเดือนธันวาคมโดยกลุ่ม 7 ชาติและประเทศที่ร่ำรวย แต่การอนุมัติยังล่าช้าไปหลายปี ท่ามกลางความขัดแย้งภายในและการปฏิรูปที่ซับซ้อน

 

ทั้งนี้ การปรับเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยต่อปีที่ 7% ในทศวรรษนี้ และเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่เติบโตขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นไปตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ และเวียดนามยังคงมีนโยบายเลิกใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดภายในปี 2050 

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้แผนการผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ที่จัดทำขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยกระทรวงอุตสาหกรรมยังไม่ได้รับการยืนยัน ซึ่งต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลก่อน แต่ทั้งหมดยังเป็นไปตามการให้คำมั่นในการประชุมสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติที่เมืองกลาสโกว์ (COP26) ในเดือนพฤศจิกายน 2564 ว่าจะปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นกลางภายในปี 2050

 

ก่อนหน้านี้รายงานข่าวจาก Reuters ระบุว่า แม้ว่าเวียดนามจะมีศักยภาพด้านพลังงานลมนอกชายฝั่งขนาดใหญ่ เนื่องจากบริเวณใกล้พื้นที่ประชากรหนาแน่นตามชายฝั่งมีลมแรงและเป็นเขตน้ำตื้น แต่กลับได้รับแรงกดดันจากบรรดานักลงทุนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า การอนุมัติมีความล่าช้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า และอาจถูกเลื่อนออกไป 

 

ทั้งนี้ บริเวณพื้นที่แหล่งพลังงานลมนอกชายฝั่งนั้น ทางกลุ่มธนาคารโลกได้ประเมินว่า ภาคส่วนนี้อาจเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจได้อย่างน้อย 50,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท) และภายใต้ร่างแผนพัฒนาพลังงานล่าสุดของเวียดนาม ตั้งเป้าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนอกชายฝั่ง 7 กิกะวัตต์ภายในปี 2030 จากกำลังการผลิตที่เป็นศูนย์ในขณะนี้ 

 

ในอีกด้าน สำหรับนโยบายพลังงานสะอาดเวียดนาม ผู้พัฒนาพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนามต่างกังวลว่า พวกเขาอาจล้มละลาย เนื่องจากอัตราภาษีใหม่ของรัฐบาล 

 

โดยผู้พัฒนาพลังงานหมุนเวียน 36 ราย กำลังเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเร่งรัดจ้างที่ปรึกษาอิสระ เพื่อประเมินอัตราค่าไฟฟ้าและเสนออัตราค่าไฟฟ้าใหม่ที่เหมาะสม และภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินการตามกรอบกฎหมายสำหรับการจัดซื้อไฟฟ้าให้เสร็จโดยเร็ว เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งรอการลงทุนโครงการเหล่านี้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

The post เวียดนาม จัดโครงสร้างแหล่งพลังงานใหม่ หวังดูดเงินลงทุนต่างชาติหลายพันล้านดอลลาร์เข้าประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เวียดนาม’ กำลังเบียด ‘จีน’ ในฐานะฐานการผลิตที่สำคัญของ Apple ด้วยค่าแรงที่ถูก และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่น้อยกว่า https://thestandard.co/vietnam-is-overtaking-china-for-apple/ Sat, 29 Apr 2023 07:53:43 +0000 https://thestandard.co/?p=783060 เวียดนาม จีน Apple

การย้ายออกจากจีนกำลังได้รับความนิยมอีกครั้งในกลุ่มผู้ผล […]

The post ‘เวียดนาม’ กำลังเบียด ‘จีน’ ในฐานะฐานการผลิตที่สำคัญของ Apple ด้วยค่าแรงที่ถูก และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่น้อยกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวียดนาม จีน Apple

การย้ายออกจากจีนกำลังได้รับความนิยมอีกครั้งในกลุ่มผู้ผลิตไต้หวันที่ทำสัญญากับบริษัทอเมริกัน เช่น Apple ซึ่งมองหาฐานการผลิตที่มีราคาถูกและมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์น้อยกว่า เช่น เวียดนามและอินเดีย

 

ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ Quanta Computer ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดสำหรับ MacBook ของ Apple ได้ลงนามในข้อตกลงในเดือนนี้เพื่อสร้างโรงงานแห่งแรกในเวียดนามในจังหวัดนามดิ่ญ ทางตอนเหนือ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

“เราต้องการเริ่มโรงงานใหม่โดยเร็วที่สุด” C.T. Huang ผู้อำนวยการของ Quanta ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นเผยว่า มีการลงทุน 120 ล้านดอลลาร์ หรือราว 4 พันล้านบาทสำหรับโรงงานแห่งนี้

 

การเคลื่อนไหวเช่นนี้เกิดขึ้นเพื่อกระจายฐานการผลิตออกจากจีน ท่ามกลางค่าแรงที่เพิ่มขึ้น และยังมีแรงผลักดันเพิ่มเติมมาจากความตึงเครียดด้านการค้าและเทคโนโลยีระหว่างวอชิงตันและปักกิ่ง

 

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ได้รับอนุมัติในเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากประเทศต่างๆ เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นหลัก เป็น 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2019 เพิ่มขึ้นประมาณ 80% จากทศวรรษก่อนหน้า 

 

แผนของผู้ผลิตไต้หวันที่จะลงทุนในเวียดนาม สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ชอบใจของลูกค้าชาวอเมริกันต่อความเสี่ยงของจีน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การปิดเมืองเซี่ยงไฮ้เนื่องจากการระบาดของโควิดทำให้ต้องปิดโรงงานที่มีพนักงาน 40,000 คนของ Quanta จนไม่สามารถผลิต MacBook Pro ได้ทันตามกำหนด ทำให้การส่งมอบล่าช้ากว่า 2 เดือน และทำให้แผนการของ Apple หยุดชะงัก

 

“เวียดนามเหนือได้กลายเป็นฐานการผลิตใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ Apple” Ryotaro Hagiwara ผู้ทำการวิจัยภาคพื้นดินสำนักงานฮานอยขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น กล่าว

 

บริษัทประกอบ iPhone ชั้นนำ Hon Hai Precision Industry หรือที่รู้จักในชื่อ Foxconn กำลังลงทุนอย่างหนักในจังหวัดบั๊กซาง ทางตอนเหนือ สื่อท้องถิ่นรายงานเมื่อฤดูร้อนที่แล้วเกี่ยวกับแผนการของ Foxconn ที่จะใช้เงินอีก 300 ล้านดอลลาร์ และจ้างพนักงาน 30,000 คน และในเดือนกุมภาพันธ์ได้มีการลงนามในสัญญาเช่าพื้นที่ขนาด 45 เฮกตาร์จนถึงปี 2057 ซึ่งคาดว่าการผลิตประมาณ 30% จะทำนอกแดนมังกรภายในปี 2025

 

Pegatron ซึ่งเป็นผู้ผลิต iPhone อันดับ 2 ได้ทำการลงทุนครั้งใหญ่ในเมืองชายฝั่งทะเลอย่างไฮฟอง และอันดับ 4 Wistron มีแผนที่จะก่อตั้งโรงงานผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในปีหน้า

 

นอกจากตำแหน่งของเวียดนามบนพรมแดนจีนซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับการเข้าถึงชิ้นส่วนต่างๆ แล้ว ต้นทุนแรงงานที่ต่ำก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เวียดนามน่าสนใจ ค่าจ้างพื้นฐานรายเดือนสำหรับคนงานในโรงงานเฉลี่ยอยู่ที่ 277 ดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยของจีนที่ 607 ดอลลาร์ ตามข้อมูลของ JETRO

 

นอกจากเวียดนามแล้ว การลงทุนในอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะแซงหน้าจีนในฐานะประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกภายในสิ้นเดือนนี้ ก็เติบโตเช่นกัน อย่างเช่น Foxconn ประกอบ iPhone 14 ในเมืองเจนไนของอินเดีย 

 

นักวิเคราะห์กล่าวว่า จำนวนประชากรจำนวนมากและเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตของอินเดียนั้นอยู่ในทำเลที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับ Apple ในการรุกคืบโดยการเพิ่มความพยายามทางการตลาดและนำเสนอการค้าปลีกในประเทศ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลอินเดียกระตือรือร้นที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับ Apple เพื่อให้สามารถผลิตในประเทศได้

 

อ้างอิง:

The post ‘เวียดนาม’ กำลังเบียด ‘จีน’ ในฐานะฐานการผลิตที่สำคัญของ Apple ด้วยค่าแรงที่ถูก และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่น้อยกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBank สาขาโฮจิมินห์ เพิ่มทุน 2.5 เท่า รองรับการเติบโตสินเชื่อ เล็งใช้สินเชื่อดิจิทัลขยายฐานลูกค้ากลุ่ม Underbanked ในเวียดนาม https://thestandard.co/kbank-ho-chi-minh-increases-capital-support-loans/ Fri, 28 Apr 2023 07:59:58 +0000 https://thestandard.co/?p=782663 KBank โฮจิมินห์

KBank สาขาโฮจิมินห์ เพิ่มทุน 2.5 เท่า เป็นกว่า 9,600 ล้ […]

The post KBank สาขาโฮจิมินห์ เพิ่มทุน 2.5 เท่า รองรับการเติบโตสินเชื่อ เล็งใช้สินเชื่อดิจิทัลขยายฐานลูกค้ากลุ่ม Underbanked ในเวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBank โฮจิมินห์

KBank สาขาโฮจิมินห์ เพิ่มทุน 2.5 เท่า เป็นกว่า 9,600 ล้านบาท รองรับการปล่อยสินเชื่อและพัฒนาระบบไอที เล็งใช้สินเชื่อดิจิทัลเจาะกลุ่ม Underbanked พร้อมขยายฐานลูกค้า K PLUS ในเวียดนามเพิ่มเป็น 1.3 ล้านราย ภายในสิ้นปี

 

ธนาคารกสิกรไทย สาขาโฮจิมินห์ ได้รับการอนุมัติจากธนาคารกลางเวียดนาม (State Bank of Vietnam: SBV) ให้เพิ่มทุนกว่า 2.5 เท่า จาก 2,700 ล้านบาท เป็น 9,600 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการเป็นแหล่งทุนให้แก่เจ้าของธุรกิจ ตั้งแต่กลุ่มลูกค้ารายใหญ่ ไปจนถึงกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายย่อย และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้การบริการทางการเงินเต็มรูปแบบ (Transactional Ecosystem) รวมทั้งพัฒนาระบบโครงสร้างด้านเทคโนโลยี โดยธนาคารยังตั้งเป้าจะเป็นธนาคารที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่ติดอยู่ใน 20 อันดับแรกในประเทศเวียดนาม ภายในปี 2570

 

ชัช เหลืองอาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ทำการเพิ่มทุนให้กับสาขาโฮจิมินห์ เพื่อเพิ่มความพร้อมทั้งในด้านการปล่อยสินเชื่อและการให้บริการด้านต่างๆ แก่ลูกค้าทุกกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มองค์กร/ธุรกิจขนาดใหญ่ กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และกลุ่มลูกค้ารายย่อย โดยล่าสุด ธนาคารกลางเวียดนามได้อนุมัติให้เพิ่มทุนกว่า 2.5 เท่า จาก 2,700 ล้านบาท เป็น 9,600 ล้านบาท ซึ่งเชื่อมั่นว่าการเพิ่มทุนครั้งนี้จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งและสมบูรณ์ให้การบริการทางการเงินเต็มรูปแบบ (Transactional Ecosystem) ของธนาคารกสิกรไทย รวมทั้งพัฒนาระบบโครงสร้างด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ธนาคารให้ความสำคัญ

 

ทั้งนี้ ธนาคารจะเดินหน้าขยายการบริการให้เข้าถึงลูกค้าทุกระดับและเพื่อเชื่อมต่อโอกาสให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่เริ่มหันมาเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก รวมถึงธุรกิจท้องถิ่นต่างๆ ด้วยการให้สินเชื่อดิจิทัลเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและสินเชื่อได้สะดวก โดยนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีของธนาคารในฐานะผู้นำด้าน Digital Banking และ Mobile Banking ของไทย ไปต่อยอดแก่ลูกค้าในเวียดนาม ผ่านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น KBank Biz Loan ที่ให้สินเชื่อแก่ร้านค้าขนาดเล็กผ่านทางแอปพลิเคชัน K PLUS Vietnam นอกจากนี้จะมีการใช้ข้อมูลเพิ่มเติม (Alternative Data) ซึ่งช่วยให้ธนาคารส่งมอบบริการไปยังกลุ่มลูกค้าที่เข้าถึงบริการทางการเงินได้ยาก (Underbanked) ซึ่งเป็นฐานลูกค้าขนาดใหญ่ได้มากขึ้น โดยยังคงมีเป้าหมายจะเป็นธนาคารที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่ติดอยู่ใน 20 อันดับแรกในประเทศเวียดนาม ภายในปี 2570

 

นอกจากนี้ธนาคารจะต่อยอดฐานลูกค้าปัจจุบันของ K PLUS Vietnam ที่มีมากกว่า 470,000 ราย ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปีนี้ ให้กลายเป็น 1.3 ล้านราย ภายในสิ้นปี 2566


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

 

The post KBank สาขาโฮจิมินห์ เพิ่มทุน 2.5 เท่า รองรับการเติบโตสินเชื่อ เล็งใช้สินเชื่อดิจิทัลขยายฐานลูกค้ากลุ่ม Underbanked ในเวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
หรือไทยจะไม่ถูกเลือก! เมื่อ Apple เซ็นสัญญาตั้งโรงงานผลิต MacBook ในเวียดนาม ด้วยงบลงทุน 4,131 ล้านบาทไปเรียบร้อยแล้ว https://thestandard.co/apple-macbook-vietnam-plant/ Sun, 23 Apr 2023 07:32:14 +0000 https://thestandard.co/?p=780115

แซงหน้าไทยไปเรียบร้อย เมื่อ Apple เซ็นสัญญาตั้งโรงงานผล […]

The post หรือไทยจะไม่ถูกเลือก! เมื่อ Apple เซ็นสัญญาตั้งโรงงานผลิต MacBook ในเวียดนาม ด้วยงบลงทุน 4,131 ล้านบาทไปเรียบร้อยแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

แซงหน้าไทยไปเรียบร้อย เมื่อ Apple เซ็นสัญญาตั้งโรงงานผลิต MacBook ในเมืองนามดิ่ญไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยงบลงทุนมูลค่า 120 ล้านดอลลาร์ หรือราว 4,131 ล้านบาท

 

สื่อเวียดนาม รายงานว่า Quanta Computer ผู้ผลิตรายใหญ่ MacBook เตรียมสร้างโรงงานในจังหวัดนามดิ่ญ ทางตอนเหนือของเวียดนาม 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ทั้งนี้ โรงงานดังกล่าวจะมีพื้นที่ขนาด 225,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม My Thuan ซึ่งถือเป็นโรงงานอันดับที่ 9 ของ Quanta ที่ตั้งอยู่ตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่ยังไม่มีการระบุว่าการก่อสร้างโรงงานดังกล่าวจะแล้วเสร็จเมื่อไร

 

หากย้อนไปเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา Apple ได้เจรจากับซัพพลายเออร์เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการผลิต MacBook ในไทย ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการย้ายฐานผลิตออกนอกประเทศจีน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์

 

โดยหนึ่งในผู้บริหารจากซัพพลายเออร์ระบุว่า บริษัทได้ทดลองติดตั้งสายการผลิตสำหรับ MacBook ในประเทศไทยแล้ว แต่บริษัทก็กำลังมองหาที่ดินในเวียดนามเพื่อเป็นแผนสำรองเช่นกัน

 

และสอดรับกับที่ Nikkei เคยรายงานว่า Apple วางแผนผลิต MacBook ในเวียดนาม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่จะผลิตผลิตภัณฑ์เรือธงนอกประเทศจีน

 

อ้างอิง:

The post หรือไทยจะไม่ถูกเลือก! เมื่อ Apple เซ็นสัญญาตั้งโรงงานผลิต MacBook ในเวียดนาม ด้วยงบลงทุน 4,131 ล้านบาทไปเรียบร้อยแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวียดนามเตรียมผ่อนปรนข้อกำหนดวีซ่า-เพิ่มระยะพำนักด้วยค่าธรรมเนียมสมเหตุสมผล หวังดึงนักท่องเที่ยวกลับเข้าประเทศ https://thestandard.co/vietnam-ease-visa-requirements/ Thu, 16 Mar 2023 13:11:42 +0000 https://thestandard.co/?p=764238

เวียดนามเร่งฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หลังผลกระทบจากโควิ […]

The post เวียดนามเตรียมผ่อนปรนข้อกำหนดวีซ่า-เพิ่มระยะพำนักด้วยค่าธรรมเนียมสมเหตุสมผล หวังดึงนักท่องเที่ยวกลับเข้าประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เวียดนามเร่งฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หลังผลกระทบจากโควิดยังไม่สร่างซา ล่าสุดเตรียมผ่อนปรนข้อกำหนดด้านวีซ่าบางประการ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างประเทศให้หลั่งไหลสู่เวียดนามอีกครั้ง

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า Pham Minh Chinh นายกรัฐมนตรีของเวียดนาม ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว ผ่อนปรนข้อกำหนดด้านวีซ่าบางประการ เพื่อช่วยให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มากขึ้น หลังจากค้นพบว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการฟื้นการท่องเที่ยวของประเทศ คือความยากลำบากในการขอวีซ่าท่องเที่ยวเวียดนาม

 

ทั้งนี้ ในปี 2022 ที่ผ่านมา เวียดนามมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศน้อยกว่า 3.7 ล้านคน แม้ว่าเวียดนามจะขึ้นชื่อเรื่องสตรีทฟู้ดที่หลากหลายและชวนให้อยากลิ้มลอง อีกทั้งยังมีแนวชายหาดให้เดินพักผ่อนอารมณ์กระจายอยู่ทั่วประเทศ และยังมีอ่าวฮาลองเบย์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (แต่นักท่องเที่ยวยังร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ห้องน้ำสาธารณะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์) ก็ตาม

 

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (15 มีนาคม) Chinh ได้สั่งให้คณะรัฐมนตรีแก้ไขนโยบายเกี่ยวกับกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง เช่น เสนอการยกเว้นวีซ่ามากขึ้น เพิ่มระยะเวลาพำนักสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยค่าธรรมเนียมที่สมเหตุสมผล และขยายโครงการวีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ

 

ทั้งนี้ เวียดนามได้ยกเว้นวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจาก 13 ชาติ เป็น 11 ชาติในยุโรป และ 2 ชาติในเอเชีย ซึ่งสามารถอยู่ในประเทศได้ 15 วัน ส่วนนักท่องเที่ยวจาก 9 ประเทศในอาเซียน สามารถอยู่ในประเทศนี้ได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่านานถึง 30 วัน และปัจจุบันเวียดนามให้บริการวีซ่าอิเล็กทรอนิกส์แก่ 80 ประเทศ กรมตรวจคนเข้าเมืองเวียดนามระบุ

 

กระทรวงการท่องเที่ยวของเวียดนามกล่าวว่า นโยบายวีซ่าที่ผ่อนคลายมากขึ้นเป็นกุญแจสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มากขึ้น โดยล่าสุด จากการประชุมด้านการท่องเที่ยวระหว่างภาครัฐและเอกชนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา บริษัทท่องเที่ยวท้องถิ่นได้เสนอให้เพิ่มระยะเวลาการเข้าพักเป็น 45 วัน

 

เวียดนามตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 8 ล้านคน ในปี 2023 ส่วนปี 2019 หรือก่อนเกิดวิกฤตโควิดนั้น เวียดนามรายงานสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 18 ล้านคน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง: 

The post เวียดนามเตรียมผ่อนปรนข้อกำหนดวีซ่า-เพิ่มระยะพำนักด้วยค่าธรรมเนียมสมเหตุสมผล หวังดึงนักท่องเที่ยวกลับเข้าประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘เวียดนาม’ เสี่ยง! วิกฤตหนี้อสังหา จับตาเป็นโดมิโนลาม | Morning Wealth 24 กุมภาพันธ์ 2566 https://thestandard.co/morning-wealth-24022023/ Fri, 24 Feb 2023 01:25:03 +0000 https://thestandard.co/?p=754707

จับตา! วิกฤตหนี้อสังหาเวียดนาม หลังบริษัทพัฒนาอสังหาริม […]

The post ชมคลิป: ‘เวียดนาม’ เสี่ยง! วิกฤตหนี้อสังหา จับตาเป็นโดมิโนลาม | Morning Wealth 24 กุมภาพันธ์ 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>

จับตา! วิกฤตหนี้อสังหาเวียดนาม หลังบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับ 2 ขอเลื่อนจ่ายหนี้ สถานการณ์จะลุกลามหรือไม่ นักวิเคราะห์ประเมินอย่างไร

 

ความเสี่ยงวิกฤตอสังหาในเวียดนามจะกระทบธุรกิจไทยที่ไปลงทุนมาก-น้อยแค่ไหน พูดคุยกับ วิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจในประเทศ บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง หรือ SNNP

 

การชำระเงินข้ามประเทศในรูป ‘รูเบิล-หยวน’ พุ่ง หลังรัสเซียเร่งลดพึ่งพาดอลลาร์ หนีผลกระทบคว่ำบาตร รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ‘เวียดนาม’ เสี่ยง! วิกฤตหนี้อสังหา จับตาเป็นโดมิโนลาม | Morning Wealth 24 กุมภาพันธ์ 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตยังไม่จบ! ผู้จัดการกองทุนแนะเลือกหุ้นเวียดนามเป็นรายตัวแทนซื้อดัชนี หลังภาคอสังหาเบี้ยวหนี้ https://thestandard.co/vietnam-real-estate-debt-crisis-2/ Thu, 23 Feb 2023 08:13:30 +0000 https://thestandard.co/?p=754441

ดัชนีหุ้นเวียดนามเมื่อปี 2022 ดิ่งลงประมาณ 35% ล้างภาพข […]

The post วิกฤตยังไม่จบ! ผู้จัดการกองทุนแนะเลือกหุ้นเวียดนามเป็นรายตัวแทนซื้อดัชนี หลังภาคอสังหาเบี้ยวหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ดัชนีหุ้นเวียดนามเมื่อปี 2022 ดิ่งลงประมาณ 35% ล้างภาพของตลาดหุ้นที่เคยเติบโตดีมาตั้งแต่ต้นปี 2020 จนขึ้นไปสู่จุดพีคในช่วงปลายปี 2021 

 

แม้ว่าหุ้นเวียดนามจะดิ่งลงอย่างรุนแรงจนทำให้นักลงทุนจำนวนมากมองว่าเป็นโอกาสของการเข้า ‘ช้อนซื้อ’ ทำให้ดัชนี VN30 บวกขึ้นมาราว 12% ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา จาก 1,005 จุด ไปแตะระดับ 1,142 จุด แต่หลังจากนั้นดัชนีกลับดิ่งกว่า 100 จุด มาสู่ระดับ 1,025 จุดในเวลานี้ ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ติดลบมากที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ปัจจัยลบที่เข้ามากดดันตลาดหุ้นเวียดนาม ซึ่งเป็นปัจจัยต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีก่อนประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ตามมุมมองของ พสุวุฒิ วิไลนิรันดร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ 

 

  1. การปราบปรามคอร์รัปชัน
  2. การขาดสภาพคล่องของบริษัทอสังหาริมทรัพย์
  3. สภาพคล่องในตลาดที่ลดลงจากดอกเบี้ยเงินฝากที่เพิ่มขึ้น 

 

พสุวุฒิกล่าวต่อว่า ปัญหาเหล่านี้นักลงทุนรับรู้มาระยะหนึ่งแล้ว อย่างกรณีของ No Va Land ที่มีปัญหาสภาพคล่อง หรือการที่ Truong My Lan เศรษฐีด้านอสังหาของเวียดนามที่ถูกจับกุมตั้งแต่ปีก่อน นำมาสู่การเร่งปราบปรามคอร์รัปชัน และทำให้สภาพคล่องของอุตสาหกรรมอสังหาเริ่มตึงตัว ส่วนหนึ่งเพราะการสั่งห้ามบริษัทอสังหาออกขายหุ้นกู้ใหม่ 

 

นอกจากนี้ การที่ธนาคารกลางเวียดนามตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยรวดเดียว 2% จนทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากพุ่งขึ้นถึง 9% ทำให้นักลงทุนจำนวนมากดึงเงินออกไปจากตลาดหุ้น และอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นยังทำให้ต้นทุนการเงินของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นมาก 

 

“สำหรับฟองสบู่อสังหาของเวียดนามเรียกได้ว่าแตกไปแล้ว โดยเฉพาะโครงการบ้านราคาแพงซึ่งถูกเข้ามาเก็งกำไร หลายแห่งกลายเป็นเมืองร้าง” 

 

อย่างไรก็ตาม แนวทางของรัฐบาลเวียดนามต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจะเป็นการปล่อยให้บริษัทที่มีปัญหาล้มละลายไป หรือหากไม่ล้มก็จะเป็นการบังคับขายที่ดินหรือสินทรัพย์เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ อย่างกรณีของ No Va Land น่าจะถูกธนาคารพาณิชย์รุมยึดสินทรัพย์

 

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ วิกฤตภาคอสังหาจะลุกลามหรือไม่ 

 

“เชื่อว่าแบงก์ที่ไม่ได้ปล่อยกู้ในสัดส่วนที่มากให้กับบริษัทที่มีปัญหา น่าจะโดนผลกระทบเพียงเล็กน้อย ส่วนแบงก์ที่ปล่อยมากจะเห็นตัวเลข NPL พุ่งขึ้นแน่นอน 

 

“กรณีเลวร้ายสุดของปัญหาที่เกิดขึ้นคือ รายย่อยที่มีสินเชื่อบ้านเริ่มรู้สึกกังวลว่าตลาดอสังหาน่ากลัว จนนำไปสู่การหยุดจ่ายคืนเงินต้น และนำไปสู่หนี้เสียจำนวนมาก แต่ส่วนตัวมองว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดน้อย” 

 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มอสังหาและกลุ่มธนาคารพาณิชย์ คิดเป็นสัดส่วนต่อเศรษฐกิจเวียดนามราว 40% และ 30% ตามลำดับ ทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนในเวียดนามจะถูกกดดัน และทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามอาจจะไม่ได้ถูกอีกต่อไป 

 

หลังจากนี้นักลงทุนที่จะเข้าซื้อหุ้นเวียดนามจะต้องเลือกหุ้นเป็นรายตัวมากขึ้น แทนที่จะซื้อดัชนีอย่างช่วงก่อนหน้านี้ หรือหากใครที่ลงทุนผ่านกองทุนรวมก็ควรเลือกกองทุน Active มากขึ้น โดยเฉพาะกองทุนที่มีน้ำหนักของหุ้นอสังหาไม่มาก 

 

“อย่างกองทุน Private Fund ที่เราบริหารอยู่ อย่างกลุ่มแบงก์จะเลือกลงทุนเพียง 2-3 แบงก์ที่ดีจริงๆ จากทั้งหมด 20 กว่าแบงก์ ปีนี้ต้องเลือกมากขึ้นถึงระดับนี้” 

 

พสุวุฒิกล่าวต่อว่า สำหรับหุ้นกลุ่มอสังหาน่าจะซึมลงไปทั้งกลุ่ม โดยอาจจะมีบางกลุ่มที่เน้นขายบ้านในราคาที่คนทั่วไปยังเข้าถึงได้ เช่น 1-3 ล้านบาท ยังเป็นกลุ่มที่พอไปได้ ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคยังดีอยู่ ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์จะเป็นโอกาสลงทุนถ้าเลือกหุ้นได้ถูกตัว 

 

“จุดตายของเวียดนามคือเรื่องดอกเบี้ย ถ้าเริ่มลดดอกเบี้ยได้เมื่อใดจะช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับตลาด และความกดดันเรื่องต้นทุนการเงินของบริษัทจะเริ่มลดลง และกลุ่มอสังหาจะค่อยๆ ฟื้น”

 

ปัจจุบันเศรษฐกิจเวียดนามยังค่อนข้างเล็ก ทำให้ต้องดำเนินนโยบายการเงินล้อไปกับทิศทางของโลก หากสหรัฐอเมริกายังไม่ลดดอกเบี้ย หรือยังขึ้นดอกเบี้ยไม่สุด เวียดนามก็คงลดดอกเบี้ยไม่ได้ 

 

ส่วนกรณีดีสุดที่จะช่วยให้หุ้นเวียดนามฟื้นตัวเร็ว คือปัญหาหนี้เสียไม่ลุกลาม ทำให้กลุ่มธนาคารฟื้นตัวเร็ว และปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัวไม่รุนแรง ทำให้การส่งออกของเวียดนามฟื้นตัวดีขึ้น

The post วิกฤตยังไม่จบ! ผู้จัดการกองทุนแนะเลือกหุ้นเวียดนามเป็นรายตัวแทนซื้อดัชนี หลังภาคอสังหาเบี้ยวหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา! วิกฤตหนี้อสังหาเวียดนามลุกลามหรือไม่ หลังดีเวลลอปเปอร์อันดับ 2 ขอเลื่อนจ่ายหนี้ https://thestandard.co/vietnam-real-estate-debt-crisis/ Thu, 23 Feb 2023 05:03:47 +0000 https://thestandard.co/?p=754333

วิกฤตหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ของเวียดนามดูเหมือนจะลุกลามแ […]

The post จับตา! วิกฤตหนี้อสังหาเวียดนามลุกลามหรือไม่ หลังดีเวลลอปเปอร์อันดับ 2 ขอเลื่อนจ่ายหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิกฤตหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ของเวียดนามดูเหมือนจะลุกลามและรุนแรงมากขึ้น หลังจากที่ผู้พัฒนาอสังหาอันดับ 2 ของประเทศ อยู่ระหว่างการตกลงขอเลื่อนการชำระหนี้หุ้นกู้ออกไปจากเวลาที่กำหนด

 

No Va Land Investment Group ระบุช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า บริษัทจะขอจ่ายคืนหนี้จำนวน 1 ล้านล้านดอง หรือราว 42 ล้านดอลลาร์ ล่าช้าจากเวลาที่กำหนด สำหรับหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระคืนเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมทั้งขอให้เจ้าหนี้ยืดอายุหุ้นกู้หรือใช้สิทธิแปลงหนี้มาเป็นสินค้าของบริษัท

 

ทั้งนี้ บริษัทต้องการใช้เวลาภายใน 2 เดือนนี้เพื่อหาทางออกสำหรับการจ่ายคืนหนี้ทั้งหมด

 

No Va Land Investment Group เป็นบริษัทอสังหารายล่าสุดของเวียดนามที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด สะท้อนถึงสภาพคล่องของอุตสาหกรรมที่ย่ำแย่ลง หลังจากรัฐบาลออกนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน ขณะเดียวกันหน่วยงานกำกับได้สั่งหยุดการออกหุ้นกู้ใหม่ทั้งอุตสาหกรรม

 

ด้วยหุ้นกู้จำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในปีนี้ ทำให้ความเสี่ยงของทั้งอุตสาหกรรมพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งอาจจะลุกลามไปถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์หรือแม้แต่เศรษฐกิจของเวียดนาม

 

Xavier Jean นักวิเคราะห์ของ S&P Global Ratings กล่าวว่า “เราเชื่อว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และคาดว่าจะเห็นการขอยืดอายุหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ และผิดนัดการชำระหนี้เพิ่มขึ้นอีก เรากำลังจับตาดูว่าสถานการณ์จะลุกลามไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ หรือไม่”

 

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นเวียดนามอิงจากดัชนี VN30 ณ เวลา 10.48 น. ปรับตัวลงประมาณ 15 จุด หรือราว 1.4%

 

ด้าน รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ ผู้อำนวยการอาวุโส หัวหน้าฝ่ายหลักทรัพย์ต่างประเทศและฟิวเจอร์ส บล.บัวหลวง มองว่าบนสถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาสภาพคล่องในกลุ่มอสังหาของเวียดนามยังไม่น่าจะลุกลาม และน่าจะเป็นปัจจัยเฉพาะตัวของ No Va Land Investment Group มากกว่า

 

“หากมองในเชิงนโยบาย เวียดนามเข้ามาจัดการเพื่อให้มีเสถียรภาพระยะยาว เพราะบริษัทเวียดนามยังไม่ได้มาตรฐานระดับโลกขนาดนั้น ทำให้ระยะสั้นจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

 

ขณะเดียวกันรัฐบาลเวียดนามได้เรียกประชุมพิเศษกับบริษัทอสังหาและธนาคารพาณิชย์เพื่อเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือ นอกจากนี้จะเห็นว่าอัตราส่วนหนี้ที่แต่ละธนาคารปล่อยให้กับ No Va Land Investment Group ส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำกว่า 1%

 

“ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นอสังหาของเวียดนามปรับตัวลง 5-15% หลายตัวที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องแต่ลงมาตาม Sentiment ซึ่งอาจเป็นโอกาสเข้าลงทุน อย่างไรก็ตาม หุ้นเวียดนามอาจยัง Sideway ต่อไปอีก 1-2 เดือน และจะเห็นการเขย่าตามมาอีก ก่อนจะเริ่มดีขึ้นได้หลังจากนั้น โดยรวมทั้งปีหุ้นเวียดนามน่าจะเป็นบวกได้ในปีนี้ หลังจากที่ลดลงมาถึง 35% เมื่อปีก่อน”


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post จับตา! วิกฤตหนี้อสังหาเวียดนามลุกลามหรือไม่ หลังดีเวลลอปเปอร์อันดับ 2 ขอเลื่อนจ่ายหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปี 2023 ถึงเวลาตลาดหุ้นเวียดนามฉายแวว https://thestandard.co/vietnam-stock-market-2023/ Sat, 11 Feb 2023 07:54:27 +0000 https://thestandard.co/?p=749005 ตลาดหุ้นเวียดนาม

ช่วงต้นปีแบบนี้ หากใครยังมองหาสินทรัพย์ลงทุนที่โดดเด่น […]

The post ปี 2023 ถึงเวลาตลาดหุ้นเวียดนามฉายแวว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นเวียดนาม

ช่วงต้นปีแบบนี้ หากใครยังมองหาสินทรัพย์ลงทุนที่โดดเด่น เพื่อเป็นการกระจายการลงทุนให้แก่พอร์ต ผมอยากชี้โอกาสการลงทุนแห่งทศวรรษให้คุณเลือกครับ เพราะผมยังมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นเวียดนามปีนี้อยู่ แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาเวียดนามจะเผชิญกับมรสุมรุมเร้าหลายระลอก

 

ที่สำคัญตลาดหุ้นร่วงแรงกว่า 30% เมื่อปีที่แล้ว ถามว่าราคาถูกหรือยัง โอกาสได้ผลตอบแทนคุ้มกับความเสี่ยงแค่ไหน ยิ่งเมื่อต้นปีนี้เพิ่งมีข่าวร้ายช็อกโลก! ประธานาธิบดีเวียดนามลาออก แล้วทำไมผมยังมาเชียร์ตลาดหุ้นเวียดนามอยู่อีก เวียดนามยังมีดีอะไรรออยู่ข้างหน้าบ้างหรือ? ผมขอให้มุมมองอย่างนี้ครับ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


1. ปัญหาการเมือง สวนทางตลาดหุ้นเวียดนามดีดขึ้นแรง รับเศรษฐกิจโตปี 2023

แน่นอนครับว่าข่าวการเมืองการปกครองเรื่อง การลาออกของ Nguyen Xuan Phuc ประธานาธิบดีเวียดนาม เมื่อช่วงวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา ย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางด้านการเมืองและกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน

 

โดย Nikkei วิเคราะห์ว่า “การลาออกของ Phuc เป็นการแสดงความรับผิดชอบเรื่องทุจริตที่เกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด โดยก่อนหน้ามีรองนายกฯ ลาออกถึง 2 คนด้วยเหตุผลเดียวกัน”

 

และการลาออกในครั้งนี้อาจกระทบต่อเศรษฐกิจเวียดนามในระยะสั้น นักลงทุนจึงขาดความเชื่อมั่นและรอความชัดเจนด้านนโยบายว่า ประธานาธิบดีคนใหม่จะสนับสนุนการลงทุนตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งคาดกันว่า Nguyen Phu Trong ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเวียดนาม จะได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป

 

เชื่อหรือไม่ครับ ตลาดหุ้นเวียดนามแทนที่จะปรับตัวเป็นขาลง แต่กลับมีแรงซื้อจากต่างชาติไหลเข้าไม่หยุด จนทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามบวกแรงในช่วงเวลานั้น น่าจะสะท้อนได้ว่านักลงทุนมองการลาออกของ Phuc เป็นสัญญาณดีต่อความเข้มงวดเรื่องการทุจริตมากขึ้นก็เป็นได้

 

ผมมองภาพสะท้อนการเปลี่ยนตัวประธานาธิบดีใหม่ ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามในระยะข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเดิมหรือนโยบายใหม่ เวียดนามมีเป้าหมายหลักอยู่แล้ว คือการมุ่งสู่เวทีนานาชาติ เตรียมก้าวขึ้นเป็นประเทศชั้นนำระดับภูมิภาคและระดับโลกในอนาคตอย่างชัดเจน

 

ด้านสำนักงานสถิติเวียดนามได้คาดการณ์ GDP ปีนี้เติบโต 6.5% ด้าน IMF หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ยังคงคาดการณ์ GDP ปีนี้เติบโต 6.2% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในอาเซียน ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพการเติบโตของหุ้นเวียดนามยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ต้องการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก

 

ดังนั้นบริษัทต่างชาติยังคงมองเวียดนามเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ในการตั้งฐานการผลิต ส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างที่คุณได้เห็น ถึงแม้ว่าระหว่างทางปัญหาด้านการเมืองของเวียดนามจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่มันจะส่งผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น แต่เป้าหมายระยะยาวของเวียดนามยังคงเดิมและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้เวียดนามก็ยังมีประเด็นความเสี่ยงที่ต้องระวัง เกี่ยวกับปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่คาดไว้ที่ 5.3% การขาดดุลการคลังอาจยังคงอยู่ การคาดการณ์ธนาคารกลางเวียดนามมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อรักษาเสถียรภาพเงินดองเวียดนามที่ผันผวน แต่หากค่าเงินดองมีเสถียรภาพมากขึ้น ก็มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงทางการเงินที่เกิดจากความเสี่ยงภาคอสังหาริมทรัพย์ แม้จะได้รับการแก้ไขปัญหาจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ แต่อาจต้องใช้เวลา

 

2. เส้นทางการเติบโตเศรษฐกิจ กำไรบริษัทหนุนตลาดหุ้นไปต่อ

หากมองย้อนเศรษฐกิจเวียดนามในช่วงหลายปีก่อน มีทิศทางการเติบโตสูงมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงปี 2016-2020 มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 5.9% ต่อปี สูงสุดในโลก ด้วยจุดแข็งมีประชากรจำนวนมากเกือบ 100 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งมีค่าแรงถูกและมีอำนาจซื้อสูง ทำให้ภาคการบริโภคภายในประเทศยังแข็งแกร่ง

 

อีกจุดแข็งใหญ่ของเวียดนามคือภาคการผลิตที่แข็งแกร่ง เวียดนามเนื้อหอมมากในช่วงที่เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน นักลงทุนต่างชาติย้ายออกจากจีน เบนเข็มทิศเข้าลงทุนโดยตรง ตั้งฐานการผลิตกันอย่างต่อเนื่อง จนถึงทุกวันนี้ เวียดนามขึ้นแท่นประเทศที่มีเงินลงทุนโดยตรง (FDI) ไหลเข้าประเทศมากสุด และถูกยกให้เป็นโรงงานแห่งใหม่ของโลก

 

ในช่วงที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด เวียดนามก็ได้รับผลกระทบหนักจากการปิดประเทศเช่นกัน ส่งผลให้ GDP ปี 2021 ขยายตัว 2.84%

 

ในปี 2022 เศรษฐกิจเวียดนามกลับมาเติบโตสูงถึง 8.02% ถือเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงที่สุดในเอเชีย เนื่องจากรัฐบาลได้ผ่อนคลายนโยบายการควบคุมโควิดตั้งแต่เดือนมีนาคม มีการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ทำให้เศรษฐกิจในภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคท่องเที่ยว ภาคการบริโภค พลิกฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง

 

ส่วนภาคการผลิต บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ยังแห่ตั้งฐานการผลิตในเวียดนาม โดยเฉพาะบริษัท Samsung เวียดนาม ซึ่งถือเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ยังปักหลักลงทุนในเวียดนามอยู่ และปีที่แล้วเพิ่งเพิ่มเงินลงทุนอีก 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวม FDI ในปีที่แล้ว มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศในเวียดนาม คาดอยู่ที่ประมาณ 2.24 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 13.1% จากปี 2021 ถือเป็นยุคทองของเวียดนาม

 

แม้ว่าปีที่แล้วเศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้สูงที่สุดในรอบ 25 ปี นับตั้งแต่ปี 1997 แต่ตลาดหุ้นเวียดนามกลับประสบมรสุมหนัก โดยในปี 2022 ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนาม (VNI) ปรับตัวร่วงค่อนข้างหนักถึง 30% เนื่องจากช่วงเดือนเมษายนมีการจับปั่นหุ้นของผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ในเวียดนามและนักลงทุนรายใหญ่ ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลและเทขายหุ้นออกมามากขึ้น แถมถูกซ้ำเติมจากธนาคารกลางเวียดนามที่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้ดอกเบี้ยในตลาดเงินปรับตัวขึ้นสูง ทำให้นักลงทุนย้ายเงินออกจากตลาดหุ้นมาฝากเงิน ยิ่งกระทบต่อตลาดหุ้นให้ปรับตัวลดลง ท่ามกลางตัวเลขผลกำไรของริษัทต่างๆ ไม่ได้ถูกกระทบมากนัก แต่ก็ไม่สามารถประคองตลาดหุ้นได้

 

สำหรับปี 2023 แนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนามฉายแววการเติบโตแบบทิ้งห่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน และสามารถโชว์ศักยภาพการเติบโตมหาศาล ถือเป็น Rising Star แล้วตลาดหุ้นจะไปทางไหน เริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์หรือไม่

 

3. ทำไมเวียดนามฉายแววโอกาสลงทุนแห่งทศวรรษ

ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2023 (YTD) ดัชนี VNI ได้ปรับตัว 6.47% (ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์) หลังจากปีที่แล้วตลาดหุ้นเวียดนามร่วงกว่า 30% ซึ่งพ่ายแพ้ให้กับอารมณ์ตื่นตระหนกของนักลงทุนทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานยังแน่นก็ตาม ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นทั่วไป ยิ่งถ้าเป็นตลาดหุ้นชายขอบหรือ Frontier Market ที่เพิ่งเกิดได้ไม่นานปี ก็จะเผชิญมรสุมความผันผวนแรงกว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่หรือ Emerging Market และตลาดหุ้นที่พัฒนาในประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐฯ ยุโรป หรือญี่ปุ่น

 

ปัจจุบันตลาดหุ้นเวียดนามจัดเป็นตลาดหุ้นชายขอบที่มีขนาดใหญ่สุดในกลุ่ม Frontier Market โดยมูลค่าตลาดรวมของตลาดหุ้นเวียดนามมีสัดส่วนใหญ่ถึง 30% ของกลุ่ม Frontier Market 

 

วันนี้ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังขึ้นแท่นเป็นผู้นำในตลาดหุ้น ‘ชายขอบ’ ที่รอนักลงทุนผู้กล้าเข้ามาหาโอกาสการลงทุนสร้างผลตอบแทนรับอนาคต ด้วยความที่เป็นตลาดหุ้นน้องใหม่ เพิ่งพัฒนาได้ไม่นาน แต่มีศักยภาพที่น่าสนใจ และกำลังรุดหน้าเติบโตมุ่งสู่ฐานะตลาดเกิดใหม่

 

แต่แน่นอนว่าด้วยความที่ตลาดหุ้นเวียดนามเพิ่งเกิดได้ไม่นาน ทำให้ถูกมองว่ายังเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงในการลงทุนสูง ได้แก่ สถานการณ์การเมืองในประเทศ สภาพคล่องในระบบการเงิน กฎเกณฑ์และมาตรฐานการรายงานข้อมูลทางการเงิน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจ รวมถึงรายได้ของประชากรในประเทศ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ได้เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นเวียดนามไปแล้วเมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคตนะครับ เพราะโลกการลงทุนมีแต่ความไม่แน่นอนสูงครับ

 

สำหรับผมแล้ว ‘ที่ใดมีความผันผวน ที่นั่นก็มีโอกาสอยู่’ วันนี้ตลาดหุ้นได้รับรู้สะท้อนข่าวจนเรียกว่า ตลาดหุ้นเวลานี้น่าจะอยู่ก้นกระทะที่รอวันฟื้นคืนชีพ ภายใต้ปัจจัยพื้นฐานที่พร้อมหนุนให้เด้งกลับมาแรงเช่นกัน ขณะที่หุ้น IPO ยังเนื้อหอมกว่า 100 บริษัท กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ราคาหุ้นอยู่ในระดับที่ไม่แพง บริษัทต่างชาติทั่วโลกเดินหน้าเข้ามาลงทุนในเวียดนามไม่ขาดสาย ภาครัฐก็มีนโยบายผลักดันประเทศเข้าสู่ฐานการผลิตสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงของโลก 

 

ผมคาดเดาล่วงหน้าให้ไม่ได้ว่าโอกาสจะมาเร็วหรือช้า แต่หากคุณถือลงทุนในระยะยาว อย่างน้อยหากถึงวันเวลาที่ตลาดหุ้นเวียดนามถูกประกาศเป็น ‘ตลาดหุ้นเกิดใหม่’ ขึ้นมา สปอตไลต์จากนักลงทุนทั่วโลกจะสาดส่องมาสว่างยิ่งกว่าวันนี้ 

 

แต่ผมก็อยากฝากย้ำการลงทุนในตลาดหุ้นชายขอบ มีความผันผวนได้มากกว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่ ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการลงทุน ‘ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงย่อมสูงตาม’ หากคุณต้องการกระจายลงทุนเพื่อสร้างโอกาสผลตอบแทน อย่าลืมว่าคุณต้องทำการบ้านหนักก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ ยิ่งเป็นตลาดหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง ยิ่งต้องมีความรู้ และใช้ความระมัดระวังสูงในการคัดเลือกหุ้นเป็นอย่างดี

 

หรือถ้าคุณอยากลองหาหุ้นเวียดนามคุณภาพดี ราคาน่าสนใจลงทุน สามารถเข้าไปค้นหาได้ที่ Jitta.com มี Ranking แต่ละประเทศที่ผมจัดอันดับหุ้นน่าลงทุนไว้ครับ หรือหากสนใจรูปแบบกองทุนส่วนบุคคล สามารถเลือกลงทุนใน Jitta Ranking ประเทศเวียดนาม ที่สร้างผลตอบแทนชนะตลาดหุ้นเฉลี่ย 16.26% ต่อปี (ปี 2013-2022) เทียบกับดัชนี VNI Index TR อยู่ที่ 12.21%

 

ฉะนั้นถ้าคุณสามารถเข้าลงทุนหุ้นเวียดนามตั้งแต่ราคาถูก ย่อมจะได้เห็นโอกาสได้เก็บเกี่ยวกำไรได้ในระยะยาวแน่นอนครับ

 

ขอให้คุณมีความสุขในการลงทุน และเป็นผู้กล้าที่ชนะอารมณ์ตลาดนะครับ

The post ปี 2023 ถึงเวลาตลาดหุ้นเวียดนามฉายแวว appeared first on THE STANDARD.

]]>