เลือกตั้งอินโดนีเซีย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เลือกตั้งอินโดนีเซีย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 29 Aug 2024 06:22:02 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 SCB CIO ประเมิน ‘ปราโบโว’ คว้าชัยประธานาธิบดี กระตุ้นเศรษฐกิจ-หนุนตลาดหุ้นระยะสั้น https://thestandard.co/scb-cio-prabowo-subianto/ Thu, 29 Feb 2024 06:04:35 +0000 https://thestandard.co/?p=905594 Prabowo Subianto

SCB CIO ประเมินมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุน หลังผลการเลือก […]

The post SCB CIO ประเมิน ‘ปราโบโว’ คว้าชัยประธานาธิบดี กระตุ้นเศรษฐกิจ-หนุนตลาดหุ้นระยะสั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Prabowo Subianto

SCB CIO ประเมินมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุน หลังผลการเลือกตั้งอินโดนีเซียที่ ปราโบโว ซูเบียนโต ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด เตรียมเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ เดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและสวัสดิการสังคม พร้อมสานต่อนโยบายรัฐบาลชุดเดิม สร้างเศรษฐกิจให้เติบโตด้วยกลไกตลาดเสรี ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ และเน้นการพึ่งพาตัวเองมากขึ้นทั้งด้านพลังงาน อาหาร และน้ำ รวมทั้งลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ตั้งเป้าเศรษฐกิจอินโดนีเซียเติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี SCB CIO ยังคงมุมมอง Neutral แม้หุ้นกลุ่มธนาคารเติบโตดี Valuation ของตลาดหุ้นอยู่ในระดับต่ำ และรายได้ (Earnings) ของบริษัทจดทะเบียนคาดว่ามีแนวโน้มขยายตัวได้ดีในปีนี้ที่กว่า 12% และปี 2568 กว่า 9% แต่ยังมีปัจจัยกังวลในเรื่องภาคการส่งออกที่หดตัวอย่างต่อเนื่อง การปรับลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และความเสี่ยงที่รัฐบาลอาจปรับเพิ่มเพดานขาดดุลการคลังต่อ GDP จาก 3% เป็น 6% ที่อาจจะกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังระยะกลางถึงยาวได้

 

ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าทีม SCB Chief Investment Office (SCB CIO) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ผลการนับคะแนนแบบไม่เป็นทางการ (Quick Count) ที่มีความแม่นยำค่อนข้างสูงชี้ว่า ปราโบโว ซูเบียนโต ได้คะแนนเฉลี่ย 58% ของคะแนนเสียงทั้งหมด ทำให้ปราโบโวคว้าชัยชนะจากการเลือกตั้งประธานาธิบดี และเตรียมรอเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ โดยไม่น่าจะต้องมีการเลือกตั้งรอบสอง เนื่องจากเป็นไปตามกฎการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซียที่ระบุว่า กรณีผู้สมัครชนะการเลือกตั้งต้องได้คะแนนมากกว่า 50% และได้คะแนนอย่างน้อย 20% ในจังหวัดต่างๆ มากกว่าครึ่งหนึ่งของจังหวัดทั้งประเทศ หากไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนเสียงถึงเกณฑ์ที่กำหนดจึงจะจัดเลือกตั้งรอบสอง โดยให้ผู้สมัครที่มีคะแนนเสียงอันดับ 1 และ 2 ชิงชัยชนะกัน

 

เมื่อวิเคราะห์นโยบายหาเสียงของปราโบโวพบว่า โดยภาพรวมเน้นไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจและด้านสวัสดิการสังคม นโยบายหลักๆ ได้แก่ ด้านสุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ แรงงาน การคลัง และสวัสดิการสังคม โดยตัวอย่างนโยบายเด่นๆ เช่น จัดตรวจสุขภาพฟรีให้ประชาชนทุกคนปีละ 1 ครั้ง, พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของหมู่บ้านและตำบลอย่างต่อเนื่อง, เพิ่มเงินเดือนข้าราชการ, จัดตั้งสำนักงานสรรพากรของรัฐแยกออกมาจากกระทรวงการคลัง เพื่อเพิ่มอัตราส่วนรายได้ภาครัฐต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และเพิ่มโปรแกรมบัตรสวัสดิการสังคมเพื่อขจัดความยากจนอย่างแท้จริง เป็นต้น

 

นอกจากนี้ยังพร้อมสานต่อนโยบายรัฐบาลของ โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน เช่น นโยบายโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการสร้าง ‘นูซันตารา’ เมืองหลวงแห่งใหม่ ทั้งยังต้องการมุ่งเน้นให้เศรษฐกิจเติบโตด้วยกลไกตลาดเสรี ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ และเน้นการพึ่งพาตัวเองมากขึ้นด้านพลังงาน อาหาร และน้ำ รวมทั้งลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศด้วย

 

สำหรับช่วง 5 ปีต่อจากนี้ที่ปราโบโวจะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ได้ตั้งเป้าหมายเศรษฐกิจอินโดนีเซียเติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าที่ IMF คาดอยู่ที่ 5% ระหว่างปี 2567-2568 นอกจากนี้ยังต้องการลดจำนวนคนว่างงานลงประมาณ 2 ล้านคนภายใน 5 ปี ผ่านการสืบสานและต่อยอดนโยบายของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด โดยเราคาดว่าจะช่วยสนับสนุนภาคการลงทุน จากการที่ภาคเอกชนมีความมั่นใจมากขึ้น และการเพิ่มการใช้จ่ายงบลงทุน (CAPEX) ส่วนการบริโภคคาดว่าจะได้รับผลบวกจากการใช้จ่ายภาครัฐในด้านสังคมที่มีแนวโน้มดำเนินต่อไป ตามที่ได้ผ่านงบประมาณรายจ่ายไว้แล้ว ขณะเดียวกันปราโบโวประกาศไว้ว่า จะเริ่มต้นเดินหน้านโยบายที่หาเสียงไว้หลายประการทันทีที่เข้ามาบริหารประเทศเต็มตัว จึงเป็นแรงกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชน ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะต่อไป

 

ทั้งนี้ SCB CIO มีมุมมองเชิงบวกเพิ่มขึ้นต่อตลาดหุ้นอินโดนีเซีย โดยมองว่าตลาดหุ้นได้รับแรงหนุนระยะสั้นจากปัจจัย ดังนี้  

  1. การเลือกตั้งที่มีแนวโน้มสำเร็จในรอบแรก ส่งผลบวกต่อ Sentiment บนตลาดหุ้นอินโดนีเซีย 
  2. ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารยังมีแนวโน้มเติบโตดี 
  3. Valuation ของตลาดหุ้นอินโดนีเซียอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยเทรดอยู่บนราคาต่อกำไรต่อหุ้นในระยะข้างหน้า (Forward P/E) ที่ 13.7x หรือยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีประมาณ -1 s.d. 
  4. Earnings ของบริษัทจดทะเบียนยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีในปี 2567 ที่ประมาณ +12.2% และในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ +9.4%

 

อย่างไรก็ตาม เรายังคงมุมมอง Neutral (ถือ) บนตลาดหุ้นอินโดนีเซียอยู่ เนื่องจากประเด็นความกังวลที่มีอยู่ ได้แก่ 1. ภาคการส่งออกที่หดตัวอย่างต่อเนื่อง, 2. การปรับลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออก ดุลบัญชีเดินสะพัด และรายได้ภาครัฐของอินโดนีเซีย, 3. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับลดลงอาจส่งผลกดดันต่อรายได้สุทธิของรัฐบาลให้ปรับลดลง และ 4. ความเสี่ยงที่รัฐบาลภายใต้การนำของปราโบโวอาจปรับเพิ่มเพดานขาดดุลการคลังต่อ GDP จากปัจจุบันที่ 3% เป็น 6% ซึ่งหากเกิดขึ้นจะกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังระยะกลางถึงยาว และส่งผลลบต่อค่าเงินรูเปียห์ให้อ่อนค่าลง และบอนด์ยีลด์อินโดนีเซียอาจกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นได้

 

 

The post SCB CIO ประเมิน ‘ปราโบโว’ คว้าชัยประธานาธิบดี กระตุ้นเศรษฐกิจ-หนุนตลาดหุ้นระยะสั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนใหม่ กับโจทย์ใหญ่คือ ดันประเทศให้เป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก https://thestandard.co/prabowo-subianto-the-new-president-of-indonesia/ Fri, 16 Feb 2024 12:25:20 +0000 https://thestandard.co/?p=900893 Prabowo Subianto

ถือเป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่ได้รับความสนใจจากประชาคมโล […]

The post ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนใหม่ กับโจทย์ใหญ่คือ ดันประเทศให้เป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Prabowo Subianto

ถือเป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่ได้รับความสนใจจากประชาคมโลกไม่น้อย สำหรับการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย แม้ผลยังคงไม่สรุปอย่างเป็นทางการ แต่คะแนนเสียงที่คว้ามาได้มากกว่าครึ่ง เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า นายพลปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำผู้สร้างภาพลักษณ์ทหารเป็นคุณลุงใจดีวัย 72 ปี ในนามพรรค Gerinda คว้าเก้าอี้ผู้นำประเทศคนใหม่ของอินโดนีเซียต่อจาก โจโก วิโดโด เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

หากพูดถึงประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีอัตราการเติบโตรวดเร็ว GDP Growth สูงถึง 5.4% ด้วยจำนวนประชากร 272 ล้านคน เรียกได้ว่ามากที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลก  

 

น่าสนใจว่า ราว 60% อยู่ในวัยแรงงานและมีอายุเฉลี่ยเพียงแค่ 31 ปีเท่านั้น รายได้ต่อหัวบวกกับอัตราการบริโภคภายในประเทศก็มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง 

 

แม้แต่ IMF ยังคาดการณ์ว่า ภายในปี 2050 อินโดนีเซียจะเติบโตขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก โดยมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกรองจากจีน สหรัฐอเมริกา และอินเดีย อีกด้วย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

ปราโบโว ซูเบียนโต คือใคร

 

ก่อนที่จะมีพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม THE STANDARD WEALTH พาไปทำความรู้จัก ปราโบโว ซูเบียนโต และทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การเมืองกัน 

 

หากพูดถึงประวัติให้เข้าใจง่ายๆ ปราโบโว ซูเบียนโต เติบโตขึ้นมาจากสายทหาร และเข้าสู่เส้นทางการเมืองจากการเป็นลูกเขยของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต อดีตผู้นำเผด็จการ โดยเจ้าตัวเป็นอดีตนายพลผู้นำกองกำลังอินโดนีเซียบุกยึดติมอร์ตะวันออก จนโดนแบล็กลิสต์ห้ามเข้าสหรัฐฯ จนถึงปี 2020 

 

กิบรัน รากาบูมิง รากา วัย 36 ปี นายกเทศมนตรีเมืองซูราการ์ตา ว่าที่รองประธานาธิบดีคนต่อไป เขาเป็นบุตรชายคนโตของ โจโก วิโดโด ดังนั้นชัยชนะครั้งนี้อาจมีนัยว่า เขาพยายามรักษาอิทธิพลทางการเมืองของผู้เป็นพ่อเอาไว้

 

ขณะที่ตำแหน่งล่าสุดก่อนจะคว้าชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของรัฐบาลประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ทำให้ภาคส่วนธุรกิจและนักลงทุนค่อนข้างกังวลต่อแนวโน้มทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของเศรษฐกิจนับต่อจากนี้ 

 

ผู้นำเศรษฐกิจภูมิภาคมูลค่าล้านล้านดอลลาร์

 

แต่ในช่วงหาเสียงซูเบียนโตย้ำชัดเจนว่า จะยังคงสานต่อนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโจโกวี ซึ่งสิ่งที่ภาคธุรกิจตั้งคำถามก็คือ 

 

“ว่าที่ผู้นำคนใหม่ของอินโดนีเซียจะปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของ โจโก วิโดโด ต่อไปหรือไม่”

 

ซูเบียนโตบอกเสมอว่า แนวนโยบายเศรษฐกิจจะเดินหน้าด้วยการเป็นมิตรต่อภาคธุรกิจ และเอื้อให้เกิดการเติบโตในระบบเศรษฐกิจที่มีมูลค่าล้านล้านดอลลาร์

 

นักลงทุนกังวลว่า ซูเบียนโตจะสานต่อนโยบายเศรษฐกิจ ท่ามกลางความกดดันที่อินโดนีเซียมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 5 ปี

 

กระตุ้น GDP อินโดนีเซียเติบโตต่อเนื่อง

 

โดยจะเห็นได้ว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโจโกวีได้รับความนิยมอย่างมากจากผลงานด้านเศรษฐกิจที่ทำให้ GDP ของอินโดนีเซียเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย และมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงเวลาดังกล่าว 

 

มาร์ก ออสต์วอลด์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และนักกลยุทธ์ระดับโลกของ ADM Investor Services Int กล่าวว่า ตอนนี้ความสนใจหลักก็คือ ผู้ที่ซูเบียนโตจะแต่งตั้งเข้ามาอยู่ในคณะรัฐมนตรี ซึ่งนักลงทุนหวังว่าจะได้เห็นการแต่งตั้งบรรดาเทคโนแครตมากประสบการณ์ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ

 

ส่องมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ 

 

ขณะที่ กาเรธ เลเธอร์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสเอเชียจาก Capital Economics กล่าวว่า อย่างน้อยที่สุดจนถึงขณะนี้ จุดยืนของซูเบียนโตที่ภาคเศรษฐกิจค่อนข้างสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติในระดับหนึ่ง 

 

แต่นอกเหนือจากการให้คำมั่นที่จะสานต่อนโยบายที่เป็นมิตรต่อธุรกิจของโจโกวีแล้ว ซูเบียนโตยังแทบไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับแผนงานด้านเศรษฐกิจเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจค่อนข้างรอลุ้นด้วยความคาดหวังระคนความกังวล

 

ไม่ว่าจะเป็นการอุดช่องโหว่ในการเก็บภาษี การปฏิรูปรายได้ของภาครัฐ การยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพและการศึกษา ไปจนถึงการสร้างโอกาสในการทำงานให้กับผู้หญิงและผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนต้องใช้งบประมาณในการขับเคลื่อนอย่างมหาศาล 

 

ลดเงินอุดหนุนด้านพลังงาน

 

โดยล่าสุดมีรายงานว่า ซูเบียนโตเพิ่งจะประกาศปรับลดเงินอุดหนุนด้านพลังงาน เพื่อนำมาใช้จ่ายในด้านต่างๆ ตามที่ให้คำมั่นสัญญาไว้ระหว่างการหาเสียง โดยระบุอีกว่า หลังจากที่เข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม รัฐบาลอาจปรับแก้ไขเงินอุดหนุนด้านพลังงานในช่วง 2-3 เดือนหลังจากนั้น พร้อมเสริมว่า งบประมาณจำนวน 350 ล้านล้านรูเปียห์ที่รัฐบาลจัดสรรไว้สำหรับการอุดหนุนด้านน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้มนั้น 80% ของผู้ได้รับประโยชน์คือ ประชาชนชาวอินโดนีเซียผู้มีรายได้ปานกลางและรายได้สูง แทนที่จะเป็นผู้มีรายได้น้อย

 

ซูเบียนโตมักจะปรากฏตัวพร้อมกับกิบรัน รากาบูมิง ในช่วงหาเสียง เพื่อแสดงให้เห็นชัดเจนถึงภาพลักษณ์ของคุณลุงใจดีในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่)

 

“โดยเฉพาะการยึดภาพลักษณ์ของคุณลุงใจดี แทนที่จะเป็นชายชาติทหารรักชาติผู้แข็งแกร่ง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากบรรดาคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่”

 

ภาพลักษณ์ของคุณลุงใจดี เอาใจคนรุ่นใหม่และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

 

ขณะเดียวกันด้านจุดยืนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซูเบียนโตแสดงตัวให้เห็นชัดเจนในช่วงเดินสายหาเสียง

 

“โดยเฉพาะการยึดภาพลักษณ์ของคุณลุงใจดี แทนที่จะเป็นชายชาติทหารรักชาติผู้แข็งแกร่ง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากบรรดาคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่”

 

โดยซูเบียนโตยืนยันถึงสถานะความเป็นกลางที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของอินโดนีเซีย แต่ก็พร้อมที่จะมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาบนเวทีระดับโลก ซึ่งรวมถึงกรณีล่าสุดที่เจ้าตัวเสนอเป็นตัวกลางสร้างสันติภาพในสงครามรัสเซีย-ยูเครน 

 

แม้ว่าจะเต็มไปด้วยเจตนาที่ดี แต่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งก็มองว่า ข้อเสนอดังกล่าวอาจทำให้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากมากขึ้น กระนั้นด้วยสไตล์การปกครองที่มาจากสายทหารบวกกับความตรงไปตรงมา อาจช่วยให้ซูเบียนโตพูดคุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ง่ายขึ้น 

 

จับตานโยบาย EV 

 

นอกจากนี้สิ่งที่ทั่วโลกจับตาในการเลือกตั้งของอินโดนีเซียครั้งนี้ต่างก็ตั้งคำถามว่า การที่อินโดนีเซียมุ่งผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จะเป็นอย่างไรต่อไป

 

อุตสาหกรรมนี้จะทำให้เกิดการสร้างงานใหม่ สร้างรายได้ บรรเทาปัญหาความยากจนก็จริง แต่สิ่งที่ทุกคนกังวลก็คือ อุตสาหกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นและการถลุงแร่อาจสร้างความเสียหายด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งวันนี้และในอนาคต

 

“อุตสาหกรรม EV จะเป็นการบ้านของรัฐบาลใหม่ที่จะสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนกับการสร้างงานใหม่ให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม หากยังต้องรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและสร้างความเท่าเทียมในระยะยาว”

 

ส่องแนวคิดหนุ่มสาวอินโดนีเซีย 

 

เพราะหากมองในแง่ประชากร ในวันนี้คนหนุ่มสาว Gen Z และ Millennials หรือเป็นกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี คิดเป็นประมาณมากกว่าครึ่งถึง 56% ของประชากรที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงทั้งหมด ต่างคาดหวังเรื่องของปากท้องและเศรษฐกิจไปที่สวัสดิการสังคมและการว่างงานเป็นประเด็นอันดับต้นๆ 

 

 

สะท้อนจากศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์และการศึกษานานาชาติในกรุงจาการ์ตาสำรวจพบว่า การเลือกตั้งครั้งนี้หนุ่มสาวชาวอินโดนีเซียคาดหวังว่า ผู้นำจะเข้ามาดูแลเรื่องการว่างงานและขจัดความยากจน 

 

หลังจากนี้ต้องติดตามภารกิจผู้นำประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกมิติ โดยเฉพาะการผลักดันการกระตุ้นการลงทุนแบตเตอรี่และอุตสาหกรรม EV เพื่อการส่งออก ในฐานะเพื่อนบ้านและคู่แข่งของไทย ซึ่งอินโดนีเซียมีจุดแข็งที่เป็นประเทศที่มีเหมืองแร่นิกเกิล การแก้ไขปัญหาการว่างงาน รวมไปถึงการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจท่ามกลางเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไรต่อไป  

 

ภาพ: Ulet Ifansasti / Getty Image, BamBamImages / Getty Images, Oscar Siagian / Getty Image

อ้างอิง:  

The post ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนใหม่ กับโจทย์ใหญ่คือ ดันประเทศให้เป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองอนาคตอินโดนีเซียใต้บังเหียนอดีตนายพลผู้ (เคย) มีเบื้องหลังดำมืด https://thestandard.co/indonesias-future-after-election/ Thu, 15 Feb 2024 14:22:18 +0000 https://thestandard.co/?p=900544

การเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ที่แม้จะยังไม่ประกา […]

The post มองอนาคตอินโดนีเซียใต้บังเหียนอดีตนายพลผู้ (เคย) มีเบื้องหลังดำมืด appeared first on THE STANDARD.

]]>

การเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ที่แม้จะยังไม่ประกาศผลอย่างเป็นทางการ (คาดว่าอาจใช้เวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังการเลือกตั้งวันที่ 14 กุมภาพันธ์) ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า อินโดนีเซียกำลังจะได้ประธานาธิบดีคนใหม่ชื่อว่า ปราโบโว ซูเบียนโต อดีตนายพลวัย 72 ปี และรัฐมนตรีกลาโหมในยุค โจโก วิโดโด ที่กำลังจะพ้นวาระหลังดำรงตำแหน่งครบ 2 สมัย

 

ชัยชนะของปราโบโวนั้นชัดเจน ด้วยคะแนนเสียงเกินกว่า 50% ทิ้งห่างคู่แข่งอันดับ 2 และ 3 แบบขาดลอย

 

แต่ในความยินดีของผู้สนับสนุนเขาจำนวนมาก ก็มีความคลางแคลงใจจากชาวอินโดนีเซียไม่น้อยที่ยังไม่เชื่อมั่นในความสามารถและอดีตอันดำมืดของเขา จากประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงในช่วงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพ ถึงขั้นที่หลายคนมองว่าเขาอาจเป็น ‘ภัยคุกคาม’ ต่อเสรีภาพของชาวอินโดนีเซีย ที่ได้มาหลังการโค่นล้มอดีตประธานาธิบดีเผด็จการซูฮาร์โต พ่อตาของเขานั่นเอง

 

อนาคตของอินโดนีเซียในยุคปราโบโวจะเป็นไปในทิศทางใด และจะมีบทบาทหรือผลกระทบต่อโลกและต่อไทยในฐานะเพื่อนบ้านอาเซียนมากน้อยแค่ไหน THE STANDARD สรุปข้อมูลและความเห็นนักวิเคราะห์มาให้อ่านกัน

 

อดีตอันดำมืด

 

ก่อนจะถามถึงอนาคตของอินโดนีเซีย เราจะพาย้อนไปดูประวัติและตัวตน รวมถึงผลงานในอดีตของปราโบโวกันแบบคร่าวๆ 

 

ปราโบโว ซูเบียนโต เกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 1951 ในครอบครัวชนชั้นนำ บิดาเป็นนักเศรษฐศาสตร์และรัฐมนตรีกระทรวงการคลังและการค้าในยุคซูฮาร์โต และปู่เป็นผู้ก่อตั้งธนาคาร Negara Indonesia ของรัฐ 

 

เขาเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมทหารปี 1970 รับใช้ชาติในหน่วยรบพิเศษปี 1976 และกลายเป็นผู้บัญชาการหน่วยคอมมานโดในติมอร์ตะวันออกในวัย 26 ปี

 

ในปี 1983 เขาเป็นผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษที่รับผิดชอบปฏิบัติการต่อต้านการก่อความไม่สงบในเมืองคราราสของติมอร์ตะวันออก ซึ่งกลายเป็นเหตุการณ์สังหารหมู่ที่มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน รวมทั้งผู้หญิงและเด็กจำนวนมาก

 

ในปีเดียวกันนี้เอง เขาได้แต่งงานกับบุตรสาวคนที่ 2 ของซูฮาร์โต และกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากการร่วมปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการเอกราชติมอร์ตะวันออก ซึ่งกองกำลังของเขามีการปฏิบัติการแบบไม่ปกตินัก เช่น การสวมหน้ากากและลงมือปฏิบัติการในเวลากลางคืน

 

ในปี 1998 ปราโบโวได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้ากองบัญชาการกำลังสำรองทางยุทธศาสตร์ของกองทัพบก (Kostrad) ที่มีกำลังพล 27,000 นาย

 

ขณะที่กองกำลังภายใต้บัญชาการของเขาได้ก่อเหตุลักพาตัวและทรมานนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยอย่างน้อย 9 คนในช่วงปี 1998 ก่อนจะเกิดเหตุประท้วงและการก่อจลาจลครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน ซึ่งนำมาสู่การโค่นอำนาจเผด็จการซูฮาร์โต

 

โดยนักเคลื่อนไหวที่ถูกลักพาตัวส่วนใหญ่ได้รับการปล่อยตัว แต่มี 13 คนที่หายสาบสูญ ซึ่งผลจากเหตุการณ์ดังกล่าวและหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเขาสั่งการให้ลักพาตัว ทำให้ปราโบโวถูกไล่ออกจากกองทัพ และต้องลี้ภัยไปจอร์แดน รวมถึงถูกแบนไม่ให้เดินทางเข้าสหรัฐฯ กว่า 20 ปี 

 

ปราโบโวเคยยอมรับและขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอ้างว่าปฏิบัติการลักพาตัวนั้นเป็นการทำตามคำสั่งและเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ในฐานะทหาร และถือเป็นปฏิบัติการที่ถูกต้องตามกฎหมายในขณะนั้น แต่เขาปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่เกี่ยวข้องกับนักเคลื่อนไหวที่หายตัวไป

 

ชนะเพราะพลังเสียงคนหนุ่มสาว

 

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ปราโบโวลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีนับตั้งแต่ปี 2014 โดยชัยชนะของเขาที่ได้คะแนนเสียงเกิน 50% ทิ้งห่างคู่แข่งมากกว่าที่โพลหลายสำนักคาดการณ์ไว้ 

 

หลายฝ่ายจับตามองว่า คะแนนเสียงจากคนหนุ่มสาวนั้นมีผลสำคัญต่อชัยชนะของปราโบโว โดยในการเลือกตั้งรอบนี้มีประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนกว่า 204 ล้านคน ในจำนวนนี้กว่า 52% ของผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ อายุต่ำกว่า 40 ปี และราว 1 ใน 3 อายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งการกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันวาเลนไทน์คาดว่ามีส่วนช่วยกระตุ้นให้ประชาชนคนหนุ่มสาวออกไปใช้สิทธิจำนวนมากด้วย

 

ขณะที่กลยุทธ์ของเขา เช่น การดึง กิบรัน รากาบูมิง รากา นายกเทศมนตรีเมืองสุราการ์ตา และบุตรชายคนโตของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด วัย 36 ปี มาเป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดี ก็เป็นที่สนใจและน่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโจโกวีด้วยเช่นกัน

 

ก้าวต่อไปหลังชนะเลือกตั้ง

 

การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลอินโดนีเซียนั้นที่ผ่านมาจะเป็นไปอย่างช้าๆ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งจะใช้เวลาราว 1 เดือนในการยืนยันผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

 

พิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของปราโบโวจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงเดือนตุลาคม ซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนในการเจรจาอย่างเข้มข้น เพื่อตัดสินใจว่าหน้าตาคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลปราโบโวจะออกมาอย่างไร

 

แต่ถึงแม้ชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของปราโบโวจะชัดเจน แต่พรรคเกอรินดรา (Gerindra Party) ของเขานั้นชนะที่นั่งในสภาเพียง 13% ทำให้จำเป็นต้องชักชวนพรรคอื่นๆ ให้สนับสนุนรัฐบาลของเขา เพื่อให้มีเสียงข้างมากในสภาและเพื่อการผ่านกฎหมายและดำเนินนโยบายบริหารประเทศตามที่หาเสียงไว้ ซึ่งอาจหมายถึงการเสนอสิ่งจูงใจในรูปแบบของตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี

 

รัฐบาลใหม่ ทิศทางเดิม

 

แน่นอนว่ารัฐบาลปราโบโวจะถูกเพ่งเล็งถึงผลงานและเปรียบเทียบกับผลงานรัฐบาลโจโกวี 

 

โดยในยุคโจโกวี เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองแบบผสมข้ามขั้ว มีการจับมือร่วมกันทำงานกับพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ทำให้ในสมัยสุดท้ายนี้เขาได้รับการสนับสนุนจาก สส. มากกว่า 80%

 

แนวทางของโจโกวีทำให้ความขัดแย้งในการเมืองอินโดนีเซียคลี่คลายลง และทำให้เขาสามารถผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่โตต่างๆ ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสียงวิจารณ์ว่าเป็น ‘การเมืองที่ไร้ฝ่ายค้าน’ ซึ่งไม่มีใครคัดค้านหรือท้าทายการบริหารงานของรัฐบาล

 

สำหรับปราโบโว ซึ่งมีบุคลิกแข็งกร้าวและไม่อ่อนน้อมเชื่อฟังใคร ยังไม่ชัดเจนว่าเขาจะบริหารประเทศและใช้การประสานความร่วมมือทางการเมืองแบบโจโกวีหรือไม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ทิศทางในการบริหารงานของเขาไม่น่าจะแตกต่างจากรัฐบาลโจโกวีมากนัก

 

โดยท่าทีของปราโบโวที่ผ่านมา มีการให้สัญญาหลายครั้งว่าจะสานต่อนโยบายด้านการพัฒนาที่มุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐานเช่นเดียวกับโจโกวี

 

รศ.ดร.พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญการเมืองอินโดนีเซีย มองว่า ปราโบโวน่าจะสานต่อนโยบายเดิมของโจโกวีที่มีอยู่ โดยเฉพาะนโยบายย้ายเมืองหลวงจากกรุงจาการ์ตาไปยังเมืองนูซันตาราบนเกาะบอร์เนียว 

 

นอกจากนี้นโยบายต่างประเทศและนโยบายด้านเศรษฐกิจก็เชื่อว่าจะมีความคล้ายกับแนวทางนโยบายรัฐบาลโจโกวี ซึ่งคาดว่าทั้งปราโบโวและโจโกวีจะมีข้อตกลงในหลายนโยบายที่วางไว้แล้ว

 

ส่วนข้อกังวลที่หลายฝ่ายกังวลว่า การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของปราโบโวจะทำให้เขามีการใช้อำนาจเกินขอบเขตเช่นเดียวกับอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต พ่อตาของเขา หรือเปล่านั้น รศ.ดร.พรรณชฎา มองว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เนื่องจากทางฝ่ายโจโกวีน่าจะมีการรักษาสมดุลอำนาจ จากการที่บุตรชายของเขาได้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ขณะที่ปราโบโวเองก็มีท่าทีอ่อนลงและเคยขอโทษต่อการกระทำของเขาในอดีต รวมทั้งอยากให้ประชาชนลืมอดีตของเขาไปเสีย 

 

ส่วนนโยบายความมั่นคงนั้นเธอเชื่อว่าอาจมีการปรับเปลี่ยน แต่ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของอินโดนีเซียมากนัก เนื่องจากหลายประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ก็น่าจะติดตามการดำเนินนโยบายของปราโบโวอย่างใกล้ชิด

 

อย่างไรก็ตาม ด้านความใกล้ชิดและสายสัมพันธ์ต่อมหาอำนาจ รศ.ดร.พรรณชฎา เชื่อว่า รัฐบาลของปราโบโวจะยังค่อนข้างใกล้ชิดและเอนเอียงไปทางสหรัฐฯ มากกว่า แต่น่าจะไม่ทิ้งความสัมพันธ์กับจีน และน่าจะดำเนินนโยบายคล้ายกับโจโกวี 

 

ข้อครหาสานต่ออำนาจโจโกวี

 

ในการเลือกตั้งครั้งนี้สิ่งที่น่าสนใจอีกประการคือ กระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าประธานาธิบดีโจโกวีสนับสนุนบุตรชายของเขาและปราโบโวมากกว่า กันจาร์ ปราโนโว ผู้สมัครจากพรรค PDI-P ของเขาเอง

 

โดยก่อนการเลือกตั้งมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอสารคดีข่าวเชิงสืบสวนที่เรียกว่า Dirty Vote นำเสนอข้อมูลหลักฐานที่บ่งชี้ว่า โจโกวีนั้นใช้ทรัพยากรและสวัสดิการต่างๆ ของรัฐ ในการเอื้อประโยชน์ให้กับการสนับสนุนแคมเปญหาเสียงของบุตรชายและปราโบโว 

 

ซึ่งแม้ทำเนียบประธานาธิบดีและปราโบโวจะออกมาปฏิเสธ แต่ก็มีประชาชนบางส่วนไม่พอใจและจัดการประท้วงต่อต้านการกระทำของโจโกวี ที่ถือว่าแทรกแซงการเลือกตั้ง

 

กระแสวิจารณ์บางส่วนยังมองว่า โจโกวีมีแผนสืบทอดอำนาจให้บุตรชาย คนในครอบครัว และคนใกล้ชิดของตนเอง เข้าไปอยู่ในส่วนงานต่างๆ ของประเทศ โดยเฉพาะกิบรัน ซึ่งคาดว่าถูกวางตัวให้สืบต่ออำนาจจากบิดา ด้วยการเริ่มทำงานการเมืองตั้งแต่อายุเพียง 31 ปี โดยชนะเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองสุราการ์ตาตามรอยบิดาที่เคยดำรงตำแหน่งนี้ในอดีต 

 

ขณะที่เขายังสามารถลงสมัครชิงรองประธานาธิบดีได้ แม้จะเผชิญกระแสวิจารณ์ว่าอ่อนประสบการณ์ อีกทั้งกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งทั่วไปปี 2017 ของอินโดนีเซีย กำหนดให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีหรือรองประธานาธิบดีต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี โดยศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียที่มีพี่เขยของโจโกวีเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินให้ยกเว้นข้อจำกัดดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของคนรุ่นใหม่

 

ซึ่ง รศ.ดร.พรรณชฎา มองว่า ท่าทีของโจโกวี ณ วันนี้เปลี่ยนไปจากในอดีตเมื่อครั้งลงสมัครเลือกตั้งสมัยแรก โดยความพยายามสืบทอดอำนาจของเขาอาจเป็นเพราะการอยู่ในอำนาจที่ยาวนานถึง 10 ปี ทำให้กลัวจะ ‘สูญเสียอำนาจ’ 

 

“ไม่ใช่แค่กิบรันคนเดียว ลูกชายอีกคนของโจโกวี (แกซัง ปานอาเรพ) ก็ถูกฝากให้ไปอยู่กับพรรค PSI ซึ่งเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ที่คล้ายกับพรรคก้าวไกล โดยพรรคนี้เมื่ออยู่นานๆ มีโอกาสโตสูงมาก” รศ.ดร.พรรณชฎา กล่าว และเชื่อว่า มีความเป็นไปได้มากที่โจโกวีจะสานต่ออำนาจผ่านสมาชิกครอบครัว ขณะที่ปราโบโวนั้นก็อายุมากแล้วและน่าจะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 1 สมัย

 

ผลกระทบเลือกตั้งอินโดนีเซียต่อไทยและโลก

 

อินโดนีเซีย ในฐานะประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก และมีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก ถือว่ามีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ทั้งต่อสหรัฐฯ และจีน 

 

ในด้านเศรษฐกิจ อินโดนีเซียถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตถ่านหิน น้ำมันปาล์ม และนิกเกิล รายใหญ่ที่สุดของโลก และถือเป็นซัพพลายเออร์หรือผู้จัดหาสินค้าและวัตถุดิบรายใหญ่ที่มีความสำคัญต่อบริษัทต่างชาติหลายแห่ง 

 

นอกจากนี้ยังเป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการรับมือวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกอีกด้วย

 

ในส่วนของไทยและอินโดนีเซียมีความสัมพันธ์ทางการทูตมาอย่างยาวนานถึง 74 ปี โดยรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของปราโบโวเชื่อว่าจะมีผลกระทบในแง่บวกต่อความร่วมมือด้านอื่นๆ รวมถึงเศรษฐกิจ การค้า และการส่งออก

 

รศ.ดร.พรรณชฎา เชื่อว่า การเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลปราโบโวนั้นน่าจะเอื้อต่อผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจระหว่างสองประเทศ และน่าจะสานต่อความร่วมมือทางการค้าระหว่างกันที่ดำเนินมาด้วยดี โดยที่ผ่านมาบริษัทของไทยที่เข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียก็ยังดำเนินธุรกิจไปได้ด้วยดี

 

อ้างอิง:

The post มองอนาคตอินโดนีเซียใต้บังเหียนอดีตนายพลผู้ (เคย) มีเบื้องหลังดำมืด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปราโบโว ซูเบียนโต ประกาศชัยชนะ เตรียมนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนใหม่ https://thestandard.co/indonesia-presidential-election-prabowo-subianto/ Thu, 15 Feb 2024 03:09:28 +0000 https://thestandard.co/?p=900106

ปราโบโว ซูเบียนโต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซี […]

The post ปราโบโว ซูเบียนโต ประกาศชัยชนะ เตรียมนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปราโบโว ซูเบียนโต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียวัย 72 ปี ประกาศชัยชนะเตรียมนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนใหม่ หลังจากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการชี้ว่าปราโบโวได้คะแนนเสียงเกือบ 60% ลดโอกาสที่จะต้องไปตัดสินกันในการเลือกตั้งรอบสอง (Runoff) ได้สำเร็จ

 

ปราโบโวเน้นย้ำว่า “ชัยชนะครั้งนี้เป็นชัยชนะของชาวอินโดนีเซียทุกคน”

 

ส่วนผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการคาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลานานอีกหลายสัปดาห์ โดยปราโบโว และกิบรัน รากาบูมิง รากา ลูกชายคนโตของโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนปัจจุบัน จะร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีคนใหม่ของอินโดนีเซียในวันที่ 20 ตุลาคม 2024

 

โดยปราโบโวถือเป็นประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนที่ 3 จากทั้งหมด 8 คนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน นับตั้งแต่ปี 2004 ต่อจาก ซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน (2004-2014) และโจโกวี (2014-2024)

 

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าอินโดนีเซียภายใต้การนำของปราโบโวอาจถอยหลังกลับไปสู่ยุคเผด็จการอำนาจนิยมอีกครั้ง อีกทั้งลูกเขยของผู้นำเผด็จการอย่างประธานาธิบดีซูฮาร์โตคนนี้ยังถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวพันกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายคดี 

 

ปราโบโวกล่าวขอบคุณประชาชนส่วนใหญ่ที่ลงคะแนนเสียงให้เขา พร้อมขอบคุณประธานาธิบดีโจโกวีที่กำลังจะพ้นตำแหน่งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าสำหรับแรงสนับสนุนทางการเมืองที่มีให้กัน โดยเขาให้คำมั่นว่าจะสานต่อแนวนโยบายของโจโกวีต่อไป

 

ภาพ: Willy Kurniawan / Reuters

อ้างอิง:

The post ปราโบโว ซูเบียนโต ประกาศชัยชนะ เตรียมนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งอินโดนีเซีย: ปราโบโว ซูเบียนโต จ่อคว้าชัยเลือกตั้งประธานาธิบดี หลังผลนับคะแนนไม่เป็นทางการแตะ 58% https://thestandard.co/prabowo-subianto-winning-indonesian-president-election/ Wed, 14 Feb 2024 13:51:21 +0000 https://thestandard.co/?p=899954 ปราโบโว ซูเบียนโต

ปราโบโว ซูเบียนโต จากพรรค Gerindra จ่อคว้าชัยในการเลือก […]

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: ปราโบโว ซูเบียนโต จ่อคว้าชัยเลือกตั้งประธานาธิบดี หลังผลนับคะแนนไม่เป็นทางการแตะ 58% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปราโบโว ซูเบียนโต

ปราโบโว ซูเบียนโต จากพรรค Gerindra จ่อคว้าชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย 2024 โดยผลการนับคะแนน Quick Count ซึ่งเป็นการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการชี้ว่า ปราโบโวมีคะแนนนำมาที่ราว 58% จากการนับคะแนนของสำนักจัดทำโพลอิสระ 4 สถาบัน นำหน้าคู่แข่งอย่าง กันจาร์ ปราโนโว จากพรรค PDI-P ที่ได้คะแนนเสียงราว 17% และ อานีส บาสวีดัน ผู้สมัครอิสระ ที่ได้ราว 25%

 

แม้ตัวเลขข้างต้นจะไม่ใช่ผลคะแนนอย่างเป็นทางการ แต่โดยปกติแล้วผลการนับคะแนน Quick Count นับว่ามีความแม่นยำสูงหากดูจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา ส่วนผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการคาดว่าจะมีการประกาศไม่เกิน 35 วันหลังการนับคะแนน ก่อนที่ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีคนใหม่จะร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ตุลาคม 2024

 

สำหรับความเคลื่อนไหวในฝั่งของปราโบโวนั้น ในช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. ตามเวลาประเทศไทย เขาได้ขึ้นกล่าวปราศรัย ณ สนามกีฬา Istora Senayan ในกรุงจาการ์ตา ท่ามกลางผู้สนับสนุนที่สวมเสื้อสีฟ้ามารอเฉลิมฉลองชัยชนะกันอย่างล้นหลาม รวมถึงกองทัพสื่อมวลชนที่รอปักหลักทำข่าว โดยปราโบโวกล่าวว่า เขารู้สึกยินดีที่การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสงบ รวมถึงผลคะแนน Quick Count ที่ออกมา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเขาชนะการเลือกตั้งในรอบเดียว พร้อมให้คำมั่นว่ารัฐบาลของเขาจะทำเพื่อประชาชนทุกคน และสัญญาว่าตัวเขาและคู่รองประธานาธิบดีจะปกป้องชาวอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม ปราโบโวได้เน้นย้ำให้บรรดาผู้สนับสนุนรอผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการเลือกตั้ง

 

ด้านอานีสกล่าวว่า เวลานี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปผลชี้ขาด และขอให้ชาวอินโดนีเซียรอฟังผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ขณะที่ทีมหาเสียงของอานีสกล่าวว่าพวกเขาพบ ‘การละเมิดกฎการเลือกตั้ง’ หลายครั้งในวันนี้ เช่น การซื้อเสียง หรือการลิดรอนสิทธิในการเลือกตั้ง ซึ่งทีมงานอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน ขณะที่ทีมหาเสียงของกันจาร์บอกให้บรรดาผู้สนับสนุนใจเย็นรอฟังผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการด้วยเช่นเดียวกัน

  • เปิดประวัติ ปราโบโว ซูเบียนโต

 

ปราโบโว อดีตนายทหารยศนายพล วัย 72 ปี ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมคนปัจจุบัน มีคะแนนนำมาเป็นอันดับ 1 ในโพลสำรวจความคิดเห็นทุกสำนักตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้ง โดยครั้งนี้เป็นการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่ 3 ของปราโบโว หลังจากที่เขาปราชัยให้กับโจโกวีมาทั้งสองครั้งในปี 2014 และ 2019 โดยมาคราวนี้ปราโบโวประกาศลงสังเวียนคู่กับ กิบรัน รากาบูมิง รากา บุตรชายคนโตของโจโกวี ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นการเดินเกมที่ถูกต้อง เพราะการเลือกกิบรันมาเป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดีนั้นทำให้ปราโบโวได้รับอานิสงส์จากความนิยมในตัวของโจโกวี ซึ่งสูงถึงราว 80%

 

หากไปถามคน Gen X หรือ Baby Boomer ในอินโดนีเซีย ภาพจำของปราโบโวคือบุตรเขยของ ซูฮาร์โต อดีตผู้นำเผด็จการ และเป็นทหารระดับนายพลที่เคยโดนข้อกล่าวหามาแล้วโชกโชน ทั้งเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนในติมอร์ตะวันออกช่วงยุค 1980 หรือสั่งการให้ลักพาตัวนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยหลายสิบคนในปลายทศวรรษ 1990 จนถูกสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียสั่งห้ามเข้าประเทศมาตั้งแต่ช่วงปี 2000 (ก่อนคำสั่งดังกล่าวจะถูกยกเลิกช่วงปี 2020 ในสมัยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์)

 

แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ปราโบโวพยายามปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ซอฟต์ลง โดยตลอดช่วงของการหาเสียง เขาได้แสดงมุมที่อ่อนโยน อย่างเช่น เล่นกับแมว แสดงอารมณ์ขัน แม้กระทั่งออกสเต็ปท่าเต้นบนเวทีหาเสียง ซึ่งช่วยเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของปราโบโวจากนายทหารผู้ดุดัน เป็นคุณปู่ผู้น่ารักโดนใจคนรุ่นใหม่ และเป็นกระแสอย่างมากในโลก TikTok โดยบรรดาผู้สนับสนุนเชื่อมั่นว่าปราโบโวเป็นผู้นำที่เด็ดขาดที่จะสามารถนำเสถียรภาพมาสู่อินโดนีเซีย เนื่องจากเขาให้คำมั่นสัญญาว่าจะสานต่อแผนการพัฒนาต่างๆ ของโจโกวี

 

ภาพ: Willy Kurniawan / REUTERS

อ้างอิง:

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: ปราโบโว ซูเบียนโต จ่อคว้าชัยเลือกตั้งประธานาธิบดี หลังผลนับคะแนนไม่เป็นทางการแตะ 58% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งอินโดนีเซีย: ความท้าทายด้านโลจิสติกส์กับภารกิจส่งหีบเลือกตั้งไปยัง 17,000 เกาะทั่วประเทศ https://thestandard.co/indonesia-election-boxes-communication/ Wed, 14 Feb 2024 08:31:45 +0000 https://thestandard.co/?p=899757 เลือกตั้งอินโดนีเซีย

ปิดหีบลงไปแล้วสำหรับ #เลือกตั้งอินโดนีเซีย2024 โดยหนึ่ง […]

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: ความท้าทายด้านโลจิสติกส์กับภารกิจส่งหีบเลือกตั้งไปยัง 17,000 เกาะทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งอินโดนีเซีย

ปิดหีบลงไปแล้วสำหรับ #เลือกตั้งอินโดนีเซีย2024 โดยหนึ่งในประเด็นที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือความท้าทายด้านโลจิสติกส์ที่เจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งจะต้องส่งหีบเลือกตั้งและบัตรลงคะแนนเสียงไปยังกว่า 800,000 คูหาเลือกตั้งที่กระจายอยู่ใน 17,000 เกาะทั่วประเทศอินโดนีเซีย

 

โดยการขนส่งหีบเลือกตั้งจะต้องอาศัยความพยายามและการวางแผนที่ดี เพื่อให้ประชาชนชาวอินโดนีเซียผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 205 ล้านคนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งกันอย่างทั่วถึง บางพื้นที่ต้องขนส่งโดยเรือ เฮลิคอปเตอร์ รวมถึงรถจักรยานยนต์ ส่วนพื้นที่ที่ห่างไกลมากๆ อาจจะต้องใช้แรงคนเดินเท้าหรือขี่ม้าเข้าไป

 

เลือกตั้งอินโดนีเซีย

ภาพ: Antara Foto / Wahdi Septiawan / via Reuters

 

เลือกตั้งอินโดนีเซีย

ภาพ: Antara Foto / Seno / via Reuters

 

เลือกตั้งอินโดนีเซีย

ภาพ: Antara Foto / Hasrul Said / via Reuters

 

เลือกตั้งอินโดนีเซีย

ภาพ: Antara Foto / Novrian Arbi / via Reuters

เลือกตั้งอินโดนีเซีย

ภาพ: Antara Foto / Aprillio Akbar / via Reuters

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: ความท้าทายด้านโลจิสติกส์กับภารกิจส่งหีบเลือกตั้งไปยัง 17,000 เกาะทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งอินโดนีเซีย: ปิดหีบแล้ว คาดไม่กี่ชั่วโมงรู้ผลใครคือประธานาธิบดีคนใหม่ https://thestandard.co/indonesian-elections-polls-close/ Wed, 14 Feb 2024 07:36:23 +0000 https://thestandard.co/?p=899730

#เลือกตั้งอินโดนีเซีย2024 ปิดหีบลงคะแนนเสียงแล้ว หลังจา […]

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: ปิดหีบแล้ว คาดไม่กี่ชั่วโมงรู้ผลใครคือประธานาธิบดีคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

#เลือกตั้งอินโดนีเซีย2024 ปิดหีบลงคะแนนเสียงแล้ว หลังจากเริ่มเปิดหีบตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ (14 กุมภาพันธ์) หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงนับจากนี้จะทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการว่าใครคือผู้ที่จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนใหม่ต่อจาก โจโก วิโดโด (โจโกวี)

 

ผู้ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้จะถือเป็นประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนที่ 3 จากทั้งหมด 8 คนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน นับตั้งแต่ปี 2004 ต่อจาก ซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน (2004-2014) และโจโกวี (2014-2024)

 

หากไม่มีผู้สมัครประธานาธิบดีคนใดได้รับคะแนนเสียงเกิน 50% และได้รับคะแนนเสียงอย่างน้อย 20% ใน 20 จังหวัดของอินโดนีเซีย ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุด 2 อันดับแรกจะต้องชิงชัยกันต่อในการเลือกตั้งรอบสอง (Runoff) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2024

 

ส่วนผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ (ในกรณีที่ไม่มีการเลือกตั้งรอบสอง) คาดว่าจะได้รับการประกาศในช่วงประมาณกลางปีนี้ ก่อนที่ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีคนใหม่จะร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ตุลาคม 2024

 

แต่อย่างไรก็ตาม ผลการนับคะแนนในบางเขตเลือกตั้งอาจเกิดความล่าช้า เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน ทำให้บางพื้นที่จำเป็นต้องเลื่อนจัดการเลือกตั้งออกไปอีก ขณะที่อีกหลายเขตเลือกตั้งทั่วอินโดนีเซียเริ่มทยอยนับคะแนนกันแล้ว

 

ภาพ: Oscar Siagian / Getty Images

อ้างอิง:

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: ปิดหีบแล้ว คาดไม่กี่ชั่วโมงรู้ผลใครคือประธานาธิบดีคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งอินโดนีเซีย: บรรยากาศคึกคัก ผู้คนทยอยใช้สิทธิ ร่วมลุ้นผลประธานาธิบดีคนใหม่ https://thestandard.co/indonesian-elections-14022024-2/ Wed, 14 Feb 2024 07:03:15 +0000 https://thestandard.co/?p=899702 เลือกตั้งอินโดนีเซีย

บรรยากาศ #เลือกตั้งอินโดนีเซีย2024 เป็นไปอย่างคึกคัก ผู […]

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: บรรยากาศคึกคัก ผู้คนทยอยใช้สิทธิ ร่วมลุ้นผลประธานาธิบดีคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งอินโดนีเซีย

บรรยากาศ #เลือกตั้งอินโดนีเซีย2024 เป็นไปอย่างคึกคัก ผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 205 ล้านคนทยอยเดินทางมาใช้สิทธิลงคะแนนเสียง เพื่อเลือกผู้สมัครที่จะมาทำหน้าที่สำคัญในตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 8 ของอินโดนีเซีย รวมถึงเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาและเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในวันนี้ (14 กุมภาพันธ์)

 

โดยกฎการเลือกตั้งสำหรับว่าที่ประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนใหม่ จะต้องได้รับคะแนนเสียงเกิน 50% และได้รับคะแนนเสียงอย่างน้อย 20% ใน 20 จังหวัดของอินโดนีเซีย แต่หากไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับคะแนนเสียงถึงเกณฑ์ดังกล่าว ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุด 2 อันดับแรก จะต้องชิงชัยกันต่อในการเลือกตั้งรอบสอง (Runoff) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2024

 

นักวิเคราะห์และผลโพลสำรวจความคิดเห็นหลายสำนักคาดการณ์ว่า ปราโบโว ซูเบียนโต รัฐมนตรีกลาโหม และ กิบรัน รากาบูมิง รากา นายกเทศมนตรีเมืองซูราการ์ตา ลูกชายคนโตของโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะคว้าชัยในศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีคนใหม่ของอินโดนีเซียในครั้งนี้

 

ขณะที่อย่างน้อย 10 หมู่บ้านในการังอาญาร์ จังหวัดชวากลางของอินโดนีเซียประสบเหตุน้ำท่วมฉับพลัน ทำให้ทางการท้องถิ่นตัดสินใจเลื่อนการเลือกตั้งออกไป โดยจะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 10 วัน หลังจากวันเลือกตั้งทั่วไปตามที่กฎหมายกำหนด หรือภายใน 24 กุมภาพันธ์นี้ โดยพื้นที่ดังกล่าวมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 27,700 คน

 

เลือกตั้งอินโดนีเซีย

โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซียและภริยา

ภาพ: Mas Agung / AFP

 

 

อานีส บาสวีดัน ผู้สมัครประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เบอร์ 1

ภาพ: Ajeng Dinar Ulfiana / Reuters

 

ปราโบโว ซูเบียนโต ผู้สมัครประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เบอร์ 2

ภาพ: Kim Kyung-Hoon / Reuters

 

 

กันจาร์ ปราโนโว ผู้สมัครประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เบอร์ 3

ภาพ: Antara Foto / Akbar Nugroho Gumay via Reuters

 

 

ชาวอินโดนีเซียใช้สิทธิเลือกตั้ง

ภาพ: Kim Kyung-Hoon / Reuters

 

เจ้าหน้าที่ประจำคูหาเลือกตั้งแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองของอินโดนีเซีย

ภาพ: Johannes Panji Christo / Anadolu via Getty Images

 

ชาวอินโดนีเซียเดินลุยน้ำท่วมเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ภาพ: Adi Utama Putra / via Reuters

 

 

อ้างอิง:

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: บรรยากาศคึกคัก ผู้คนทยอยใช้สิทธิ ร่วมลุ้นผลประธานาธิบดีคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งอินโดนีเซีย: ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซียมีใครบ้าง https://thestandard.co/indonesian-presidential-palace/ Wed, 14 Feb 2024 06:56:17 +0000 https://thestandard.co/?p=899694

โฉมหน้าประธานาธิบดีอินโดนีเซียทั้ง 7 คน นับตั้งแต่อินโด […]

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซียมีใครบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>

โฉมหน้าประธานาธิบดีอินโดนีเซียทั้ง 7 คน นับตั้งแต่อินโดนีเซียประกาศเอกราชจากเนเธอร์แลนด์ในปี 1945 ซึ่งตรงกับช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 

 

พลเมืองชาวอินโดนีเซียผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 204.8 ล้านคน เตรียมเข้าคูหาเลือกตั้ง เพื่อลงคะแนนเสียงเลือกประธานาธิบดีคนที่ 8 ของอินโดนีเซียในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ 

 

แต่หากไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่ง ผู้คนสมัครที่มีคะแนนสูงสุด 2 อันดับแรกจะต้องมาชิงชัยเก้าอี้ประธานาธิบดีคนใหม่ของอินโดนีเซียกันอีกรอบในการเลือกตั้งรอบสอง (Runoff) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2024 โดยผู้สมัครที่ชนะการเลือกตั้งจะนั่งเก้าอี้ผู้นำประเทศ และกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายของอินโดนีเซียนับจากนี้ต่อไปอีก 5 ปีข้างหน้า

 

 

 

ภาพประกอบ: พุทธิพงศ์ โรจน์ศตพงค์

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซียมีใครบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งอินโดนีเซีย: เปิดคูหาแล้ว ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกประธานาธิบดีในวันวาเลนไทน์ https://thestandard.co/indonesian-elections-14022024/ Wed, 14 Feb 2024 03:05:37 +0000 https://thestandard.co/?p=899486 เลือกตั้งอินโดนีเซีย

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ นอกจากจะเป็นวันสำคัญของบรรดาคนมีคู […]

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: เปิดคูหาแล้ว ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกประธานาธิบดีในวันวาเลนไทน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งอินโดนีเซีย

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ นอกจากจะเป็นวันสำคัญของบรรดาคนมีคู่แล้ว ยังเป็นวันสำคัญของชาวอินโดนีเซียทั้งประเทศ เพราะนี่คือวันเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 204 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด 270 ล้านคนที่จะใช้สิทธิใช้เสียงของตนเองในการเลือกพรรคที่ใช่ คนที่ชอบ กันในวันนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นไปอย่างคึกคัก

 

ความพิเศษอย่างหนึ่งคือ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มี 3 เขตเวลา ทำให้แม้การปิดหีบจะอยู่ที่เวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เท่ากันหมด แต่หากเทียบกับประเทศไทยจะอยู่ที่เวลา 11.00 น., 12.00 น. และ 13.00 น. ตามลำดับ

 

โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา 3 แคนดิเดตหลักที่เป็นตัวเต็งในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ออกไปใช้สิทธิกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศที่มาปักหลักทำข่าว ได้แก่ ปราโบโว ซูเบียนโต อดีตทหารยศนายพล ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม จากพรรค Gerindra, กันจาร์ ปราโนโว อดีตผู้ว่าการจังหวัดชวากลาง ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอินโดนีเซียจากพรรค PDI-P และ อานีส บาสวีดัน อดีตผู้ว่าฯ กรุงจาการ์ตา และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาอินโดนีเซีย

 

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: เปิดคูหาแล้ว ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกประธานาธิบดีในวันวาเลนไทน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งอินโดนีเซีย: สมรภูมิออนไลน์ ซูเบียนโตใช้ TikTok หาเสียง สร้างภาพลักษณ์ใหม่สู่ตัวเต็งประธานาธิบดี https://thestandard.co/indonesia-election-online-battleground/ Tue, 13 Feb 2024 08:00:44 +0000 https://thestandard.co/?p=899162

เมื่อโลกเปลี่ยน พฤติกรรมคนเปลี่ยน และสมรภูมิเลือกตั้งจึ […]

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: สมรภูมิออนไลน์ ซูเบียนโตใช้ TikTok หาเสียง สร้างภาพลักษณ์ใหม่สู่ตัวเต็งประธานาธิบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อโลกเปลี่ยน พฤติกรรมคนเปลี่ยน และสมรภูมิเลือกตั้งจึงเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน จากในอดีตที่เรามักเห็นบรรดาผู้สมัครหาเสียงในโทรทัศน์ หรือลงพื้นที่หาเสียงในเขตพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงตัวประชาชน แต่ในยุคที่โลกทั้งใบสามารถเชื่อมต่อกันได้ด้วยระบบออนไลน์ TikTok กลับกลายเป็นสมรภูมิใหม่ที่ถ้าใครสามารถครองใจประชาชนในดินแดนนี้ได้ก็อาจสร้างความเป็นต่อให้กับคะแนนเสียงของตนเองด้วยเช่นกัน และดูเหมือนว่าผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอินโดนีเซียที่อ่านเกมนี้ขาดคือ ปราโบโว ซูเบียนโต ตัวเต็งที่มีคะแนนนิยมนำมาเป็นอันดับ 1 ในเวลานี้

 

สลัดคราบนายทหาร สู่ ‘คุณปู่ผู้น่ารัก’

 

ปราโบโว ซูเบียนโต เป็นผู้สมัครจากพรรคเกอรินทรา (Gerindra) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด แห่งอินโดนีเซีย 

 

หากไปถามคน Gen X หรือ Baby Boomer ในอินโดนีเซีย ภาพจำของซูเบียนโตคือบุตรเขยของซูฮาร์โต อดีตผู้นำเผด็จการ และเป็นทหารระดับนายพลที่เคยโดนข้อกล่าวหามาแล้วโชกโชน ทั้งเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนในติมอร์ตะวันออกช่วงยุค 1980 หรือสั่งการให้ลักพาตัวนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยหลายสิบคนในปลายทศวรรษ 1990 จนถูกสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียสั่งห้ามเข้าประเทศมาตั้งแต่ช่วงปี 2000 (ก่อนคำสั่งดังกล่าวจะถูกยกเลิกช่วงปี 2020 ในสมัยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์)

 

ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่การลงสนามครั้งแรกของเขา เพราะก่อนหน้านี้ซูเบียนโตเคยลงสมัครเลือกตั้งมาแล้วถึง 2 ครั้งด้วยกัน แต่ก็คว้าน้ำเหลวไปทุกรอบ อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้สปอตไลต์ได้สาดแสงลงมาสู่เขา พร้อมกับภาพลักษณ์ใหม่ที่มาแบบ ‘คิวท์ๆ’

 

บนโลกออนไลน์ ซูเบียนโตสลัดภาพลักษณ์อดีตนายพลผู้น่าเกรงขามออกไปแบบหมดเปลือก แต่กลายเป็นคุณปู่ทาสแมวที่พยายามเต้นสุดเหวี่ยง แม้จะดูเก้ๆ กังๆ ไปบ้าง แต่คลิปของเขาได้กลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดียของอินโดนีเซีย ผู้ใช้งานที่เป็นคนรุ่นใหม่และไม่เคยรับรู้เรื่องราวในอดีตของซูเบียนโตมาก่อนก็รู้สึกว่าการที่คุณปู่มาเต้นแบบไม่เกรงใจอายุออกสื่อช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน ถึงขั้นที่ชาวอินโดนีเซียรุ่นใหม่หลายคนเรียกเขาว่า ‘Gemoy’ ซึ่งเป็นคำสแลงท้องถิ่นที่แปลว่าน่ากอดหรือน่ารัก โดยหลายคลิปของเขามียอดวิวสูงแตะหลักล้าน แถมยังมีคนนำคลิปไปเต้นเลียนแบบด้วย

 

TikTok สะเทือนสมรภูมิเลือกตั้ง

 

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจมีคำถามว่า แค่คลิปนักการเมืองเต้น มันจะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้กับการเลือกตั้งได้มากขนาดไหนกันเชียว 

 

แต่นี่คงเป็นอีกครั้งที่ต้องพูดว่า ‘อย่าดูถูกพลังโซเชียล’ 

 

ถามว่าทำไม TikTok ถึงเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสั่นคลอนสมรภูมิหาเสียงเลือกตั้งของบรรดาผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ก็ต้องอธิบายแบบนี้ว่า ประชากรเกือบ 4 ใน 5 ของอินโดนีเซียมีสมาร์ทโฟนใช้ นั่นแปลว่านักการเมืองสามารถเข้าถึงพวกเขาได้ทุกที่ผ่านหน้าจอไม่ว่าจะอยู่ใกล้-ไกลมากแค่ไหนก็ตาม 

 

ยิ่งไปกว่านั้นอินโดนีเซียมียอดผู้ใช้งาน TikTok มากเป็นอันดับ 2 ของโลกที่ 125 ล้านบัญชี หรือรองแค่เพียงสหรัฐฯ เท่านั้น ขณะที่ระยะเวลาการใช้งานเฉลี่ยสูงถึง 29 ชั่วโมงต่อเดือน 

 

นอกจากนี้ ผลการสำรวจของ Indikator Politik Indonesia เมื่อเดือนมกราคมยังระบุด้วยว่า ชาวอินโดนีเซียนิยมเสพข่าวการเมืองจาก TikTok มากเป็นอันดับ 2 รองจากสื่อหลักอย่างโทรทัศน์

 

แน่นอนว่าตัวเลขไม่เคยโกหกเรา ข้อมูลเหล่านี้จึงสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า TikTok คือหนึ่งในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ทรงอิทธิพลที่สุดในดินแดนแห่งนี้ และในจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้ง 204 ล้านคนนั้น มากกว่าครึ่งเป็นกลุ่มมิลเลนเนียล (ผู้ที่เกิดตั้งแต่ปี 1980-2003) หรือโซนอายุต่ำกว่านั้น ซึ่งตอนนี้กระแสของซูเบียนโตครองใจคนกลุ่มนี้อย่างมาก

 

อีกอย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับคือฟังก์ชันการใช้งานของ TikTok ทำให้การเมืองที่เคร่งเครียดกลายเป็นเรื่องสนุกได้ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือ คนที่ใช้งาน X ก็เน้นเสพสื่อผ่านตัวอักษร เน้นอ่านข้อมูลหรือถกกันในเรื่องของนโยบายที่น่าสนใจของบรรดาผู้สมัคร แต่ TikTok ทำให้การเลือกตั้งที่ในยุคหนึ่งเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับวัยรุ่น กลายเป็น ‘มีม’ ใหม่ให้พูดถึงได้ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน อีกทั้งยังมีการทำคลิป มีเพลง มีการเต้นประกอบที่ออกไปในแนวสนุกสนาน โดนใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ไม่ยาก

 

นอกจากนี้ ซูเบียนโตยังได้รับแรงหนุนจากกระแสความนิยมในตัวของประธานาธิบดีโจโกวีด้วย เพราะถึงแม้จะอยู่ต่างพรรคกัน แต่กีบรัน ราคาบูมิง รากา วัย 36 ปี ซึ่งเป็นลูกชายของโจโกวี และเป็นคู่สมัครรองประธานาธิบดีคู่กับเขา โดยราคาบูมิงเป็นนักการเมืองที่โพสต์คลิป TikTok ตามเทรนด์อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคลิปตัวเองเต้นสนุกๆ หรือวิดีโอที่วัยรุ่นอินโดนีเซียกำลังฮิตกัน อย่างการแกล้งทำเป็นพูดคุยกับลูกตัวเองในอนาคต โดยคลิปที่กระแสแรงสุดนั้นมียอดวิวมากถึง 20 ล้านครั้งเลยทีเดียว

 

ทั้งนี้ ผลการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมโดยสำนักโพล LSI Denny JA แสดงให้เห็นว่า ซูเบียนโตนำมาเป็นอันดับ 1 ด้วยคะแนนสูงเกินครึ่งที่ 50.7% ในขณะที่คู่แข่ง 2 คน ได้แก่ อานีส บาสวีดัน (Anies Baswedan) อดีตผู้ว่ากรุงจาการ์ตา และ กันจาร์ ปราโนโว (Ganjar Pranowo) อดีตผู้ว่าจังหวัดชวากลาง มีคะแนนตามมาเท่าๆ กันที่คนละ 20%

 

ผู้เชี่ยวชาญกังวล คอนเทนต์ฉาบฉวยอาจทำให้มองข้ามสิ่งสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มก็มองว่าคอนเทนต์ที่สนุกสนานนี้อาจทำให้ผู้คนมองข้ามสิ่งสำคัญได้ 

 

เอนดาห์ ตรีอัสตูติ (Endah Triastuti) นักวิจัยด้านการสื่อสารแห่งมหาวิทยาลัยอินโดนีเซียกล่าวว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นเยาว์จำนวนมากอาจไม่ทราบว่าในอดีตซูเบียนโตเคยถูกบีบให้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในช่วงเวลาที่เขาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษ

 

ขณะที่อุสมัน ฮามิด กรรมการบริหารของ Amnesty International Indonesia กล่าวว่า “ไม่เพียงรัฐบาลล้มเหลวในการแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในอดีต แต่รัฐบาลยังต้องรับผิดชอบต่อจำนวนผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เพิ่มสูงขึ้นในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมาถึงด้วย”

 

แม้ TikTok จะประกาศว่านโยบายของตนคือการลบข้อความที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคม และทำงานร่วมกับทีมตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อตั้งค่าสถานะหรือลบข้อมูลดังกล่าว แต่ก็ไม่สามารถขจัดภาพที่ถูกดัดแปลงขึ้นมาใหม่ หรือวิดีโอ Deepfake ของบรรดาผู้สมัครที่แพร่กระจายอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ได้ 100% 

 

ท้ายที่สุดนี้ แม้โพลหลายสำนักจะชี้ว่าบัดนี้คะแนนนิยมของซูเบียนโตนำมาเป็นอันดับ 1 ในบรรดาผู้สมัครทั้ง 3 คน แต่ผลการเลือกตั้งก็อาจออกมาพลิกโผได้ เพราะนอกจากความสนุกสนานแล้ว ผลการวิจัยจาก Centre for Strategic and International Studies ยังระบุด้วยว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้สนใจแค่ความบันเทิงเท่านั้น แต่พวกเขายังมีความกังวลเกี่ยวกับนโยบายของผู้สมัคร โดยเฉพาะเรื่องของตลาดงานและอัตราการว่างงาน รวมถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกรวนที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นด้วย 

 

ฉะนั้นผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นเช่นไร 14 กุมภาพันธ์นี้ ชาวอินโดนีเซียทั้งประเทศจะร่วมตัดสิน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อ้างอิง:

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: สมรภูมิออนไลน์ ซูเบียนโตใช้ TikTok หาเสียง สร้างภาพลักษณ์ใหม่สู่ตัวเต็งประธานาธิบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งอินโดนีเซีย: แคนดิเดตประธานาธิบดี ใครเห็นด้วยย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ตาไปนูซันตารา https://thestandard.co/indonesia-election-candidates-and-capital-relocation/ Tue, 13 Feb 2024 06:36:49 +0000 https://thestandard.co/?p=899091

‘นโยบายย้ายเมืองหลวง’ จากกรุงจาการ์ตาไปยังนูซันตาราในจั […]

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: แคนดิเดตประธานาธิบดี ใครเห็นด้วยย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ตาไปนูซันตารา appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘นโยบายย้ายเมืองหลวง’ จากกรุงจาการ์ตาไปยังนูซันตาราในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออกเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ได้รับการจับตามองอย่างมากใน #เลือกตั้งอินโดนีเซีย 2024 และเป็นประเด็นที่มีส่วนในการตัดสินใจโหวตเลือกของผู้มีสิทธิลงคะแนน

 

ซึ่งสามแคนดิเดต ได้แก่ ปราโบโว ซูเบียนโต, กันจาร์ ปราโนโว และอานีส บาสวีดัน มีนโยบายที่ต่างกัน 

 

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

อ้างอิง:

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: แคนดิเดตประธานาธิบดี ใครเห็นด้วยย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ตาไปนูซันตารา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งอินโดนีเซีย: ผู้สมัครท้องถิ่นประกาศขายไต หวังนำเงินทำแคมเปญหาเสียง https://thestandard.co/a-kidney-for-votes-candidates-struggle-with-indonesian-election-costs/ Tue, 13 Feb 2024 06:20:58 +0000 https://thestandard.co/?p=899083

ขณะนี้อยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง #เลือกตั้งอินโ […]

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: ผู้สมัครท้องถิ่นประกาศขายไต หวังนำเงินทำแคมเปญหาเสียง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ขณะนี้อยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง #เลือกตั้งอินโดนีเซีย2024 ก่อนที่คูหาเลือกตั้งจะเปิดขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ 

 

เออร์ฟิน เดวี ซูดานโต วัย 47 ปี เป็นหนึ่งในผู้สมัครหลายพันคนที่ลงชิงชัยสมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติระดับภูมิภาค สังกัดพรรค National Mandate Party ในเมืองบาญูวางี จังหวัดชวาตะวันออกของอินโดนีเซีย 

 

เออร์ฟินเล่าว่า “ผมจริงจังมาก ผมไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย หนทางเดียวที่จะทำให้ผมได้เงินทุนมาทำแคมเปญหาเสียงคือ ผมจะต้องหาทางขายไตของผม” จึงทำให้ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เออร์ฟินพยายามที่จะขายไตของตัวเองให้ได้ โดยเขาหวังว่าจะสามารถหาเงินทุนได้ราว 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7 แสนบาท) มาขับเคลื่อนแคมเปญทางการเมืองในการเลือกตั้งหนนี้

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยระยะเวลาที่เปิดโอกาสให้ผู้สมัครแต่ละคนสามารถหาเสียงได้นานถึง 2 เดือน จึงอาจทำให้ค่าใช้จ่ายในการลงสมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งต่างๆ ในการเลือกตั้งอินโดนีเซียครั้งนี้อาจสูงกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา 

 

แม้พรรคการเมืองต่างๆ จะช่วยสนับสนุนผู้สมัครของตนเองในมิติด้านการเดินทางและโลจิสติกส์ รวมถึงการส่งผู้สังเกตการณ์ไปเฝ้าติดตามการนับคะแนนตามแต่ละคูหา แต่ผู้สมัครก็ยังจำเป็นที่จะต้องหาเงินทุนมาสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เหลืออื่นๆ ด้วยตัวเอง เช่น ค่าจัดงานปราศรัยแถลงวิสัยทัศน์ เสื้อยืดหาเสียง รวมถึงของที่ระลึกต่างๆ 

 

ยอมทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ

 

เออร์ฟินประเมินว่า เขาอาจจะต้องการเงินทุนมากถึง 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.8 ล้านบาท) ซึ่งเงินส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้กับสิ่งที่เออร์ฟินเรียกว่า ‘Tips’ หรือ ‘เงินตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ’ เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้กับตัวเขา ซึ่งก็คือ ‘การซื้อเสียง’ นั่นเอง

 

โดยการซื้อเสียงถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในอินโดนีเซีย อาจต้องโทษปรับสูงถึง 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.1 แสนบาท) และต้องโทษจำคุกนานถึง 3 ปี แต่กระนั้นการซื้อเสียงก็ยังคงแพร่หลายอย่างมากในประเทศนี้

 

เออร์ฟินชี้แจงว่า “โดยส่วนตัวเขาไม่ต้องการที่จะซื้อสิทธิขายเสียงเลย แต่ปัญหานี้ฝังรากลึกอยู่ในสังคมอินโดนีเซีย อย่างน้อยผู้สมัครอาจจะต้องเตรียมเงิน 50,000-100,000 รูเปียห์ (ราว 115-230 บาท) ต่อผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหนึ่งคน” 

 

เขายังเผยอีกว่า การซื้อเสียงยังคงเกิดขึ้นในอินโดนีเซีย เนื่องจากขาดการตรวจสอบที่เข้มงวดจากภาครัฐ และตัวเขาเองก็ไม่มีทางเลือก หากต้องการที่จะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ 

 

ด้าน เบอร์ฮานุดดิน มูห์ตาดี นักวิจัยและผู้อำนวยการบริหาร Indikator Politik Indonesia เผยถึงงานวิจัยของเขาว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอินโดนีเซียอย่างน้อยหนึ่งในสามเคยได้รับ ‘สิ่งจูงใจในการลงคะแนนเสียง’ เช่น เงิน และเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ 

 

เบอร์ฮานุดดินยังเผยอีกว่า อินโดนีเซียได้รับการจัดให้อยู่อันดับที่ 3 ประเทศที่ผู้สมัครจำนวนไม่น้อยยอมทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ ก่อนที่จะหาช่องทางในการกำหนดนโยบายเพื่อเอื้อให้ตัวเองและพวกพ้องได้รับผลประโยชน์และมีกำไรคุ้มค่ากับเงินลงทุนที่จ่ายไป โดยเป็นรองเพียงแค่ยูกันดาและเบนิน

 

แม้เออร์ฟินจะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเขาชนะการเลือกตั้งให้ได้ จนถึงกับยอมขายอวัยวะภายในของตัวเอง โดนช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้งจะมาถึง เออร์ฟินก็ยังไม่สามารถหาลูกค้ามารับซื้อไตของเขาได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการขายอวัยวะถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในอินโดนีเซีย และอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี 

 

เออร์ฟินเผยว่า โดยทั่วไปการซื้อเสียงจะเริ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่วันเลือกตั้งจะมาถึง ผู้สมัครจะแจกจ่ายเงินไปยังหัวคะแนนต่างๆ ก่อนที่จะกระจายให้กับผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง เพื่อ ‘เพิ่มโอกาส’ ที่จะชนะการเลือกตั้งให้กับผู้สมัครคนนั้นๆ ซึ่งขณะนี้เออร์ฟินกังวลว่าเขาจะเสียเปรียบอย่างมากในการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากมีเงินทุนไม่มากพอที่จะรวบรวมฐานเสียงของตัวเอง

 

ภาพ: Adriana Adie / NurPhoto via Getty Images, Chuk Shatu Widharsa / detikJatim

อ้างอิง:

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: ผู้สมัครท้องถิ่นประกาศขายไต หวังนำเงินทำแคมเปญหาเสียง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งอินโดนีเซีย: กันจาร์ ปราโนโว ผู้สมัครจากพรรครัฐบาล ชูนโยบายสานต่อ โจโก วิโดโด แต่คะแนนนิยมเป็นรองคู่แข่ง https://thestandard.co/ganjar-pranowo/ Tue, 13 Feb 2024 01:35:25 +0000 https://thestandard.co/?p=898999 Ganjar Pranowo

กันจาร์ ปราโนโว เป็นอีกหนึ่งแคนดิเดตชิงตำแหน่งประธานาธิ […]

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: กันจาร์ ปราโนโว ผู้สมัครจากพรรครัฐบาล ชูนโยบายสานต่อ โจโก วิโดโด แต่คะแนนนิยมเป็นรองคู่แข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ganjar Pranowo

กันจาร์ ปราโนโว เป็นอีกหนึ่งแคนดิเดตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ที่หวังเร่งสปีดทำคะแนนคืนในช่วงโค้งสุดท้าย หลังคะแนนนิยมยังตามหลังผู้สมัครอีก 2 คนในโพลสำรวจก่อนเลือกตั้ง

 

เขาเป็นใครมาจากไหน บทความนี้จะพาไปรู้จักเขาให้มากยิ่งขึ้น

 

กันจาร์ ปราโนโว (Ganjar Pranowo) อดีตผู้ว่าการจังหวัดชวากลาง ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอินโดนีเซียจากพรรครัฐบาล (Indonesian Democratic Party of Struggle / PDI-P) เขาสูญเสียความนิยมไปในปีที่ผ่านมา เมื่อผู้สนับสนุนย้ายข้างไปเชียร์คู่แข่งอย่าง ปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) ที่แซงขึ้นมาเป็นเต็งหนึ่งแทน

 

“เราจะนำประเทศภายใต้การบริหารที่สะอาด และเราจะกำจัดการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งไม่ใช่แค่คำสัญญา แต่เราถือเป็นพันธสัญญา” กันจาร์กล่าวระหว่างการดีเบตของบรรดาผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนธันวาคม

 

กันจาร์ซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็น ‘ประธานาธิบดีของประชาชน’ ยังกล่าวถึงโครงการประชานิยมเพื่อปรับปรุงการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยเขาสัญญาว่า ทุกหมู่บ้านในอินโดนีเซียจะต้องมีคลินิกอย่างน้อย 1 แห่ง เด็กอย่างน้อย 1 คนในทุกครัวเรือนจะต้องสำเร็จการศึกษาระดับวิทยาลัย จะให้บริการอินเทอร์เน็ตฟรีสำหรับนักเรียน-นักศึกษา และปรับปรุงสวัสดิการสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย

 

จากเต็งหนึ่งสู่เต็งบ๊วย 

 

อะไรที่ทำให้ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดาวรุ่ง ถูกจับตาว่าจะเป็นประธานาธิบดีคนใหม่แดนอิเหนา กลับกลายมาเป็นรองด้วยคะแนนนิยมที่ตกลงไปอยู่ท้ายสุดในบรรดาแคนดิเดต 3 คน 

 

ก่อนหน้านี้ กันจาร์ วัย 55 ปี ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป ความนิยมของเขาได้รับแรงหนุนจากการที่เขาขยันปรากฏตัวตามสื่อโซเชียล โดยเขามักจะตอบโพสต์ผู้ติดตามโดยตรง โดยเฉพาะข้อร้องเรียนต่างๆ ที่เกี่ยวกับบริการสาธารณะในจังหวัดชวากลาง

 

แต่ความนิยมของเขาเริ่มลดลงเมื่อต้นปี 2023 หลังจากที่เขาแสดงความเห็นคัดค้านการเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก U20 ของทีมชาติอิสราเอล โดยแต่เดิมนั้น สนามกีฬามานาฮานในเมืองสุราการ์ตาของจังหวัดชวากลางจะเป็นสถานที่สำหรับพิธีเปิดและปิด อย่างไรก็ดี การต่อต้านทีมอิสราเอลในประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลกทำให้อินโดนีเซียถูกถอดจากการเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับแฟนฟุตบอลในประเทศเป็นอย่างมาก

 

หลังจากนั้น คะแนนนิยมของกันจาร์ก็ตกลงมาเท่ากับรัฐมนตรีกลาโหม ปราโบโว ซูเบียนโต โดยทั้งกันจาร์และปราโบโวต่างให้คำมั่นว่าจะสานต่อนโยบายหลักๆ ของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ซึ่งกำลังจะครบวาระดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ด้วยคะแนนนิยมที่ยังสูงถึง 70-80% 

 

ความนิยมของกันจาร์ลดลงอีกจนกลายเป็นรองปราโบโว หลังจากที่ปราโบโวเสนอชื่อ ยิบราน รากาบูมิง นายกเทศมนตรีสุราการ์ตา ซึ่งเป็นบุตรชายของโจโกวีเป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดี 

 

“มีการเปลี่ยนแปลงในหมู่ผู้สนับสนุนโจโกวีที่ตอนแรกจะโหวตให้กันจาร์ พวกเขาย้ายไปเป็นผู้สนับสนุนปราโบโวแทน” บูร์ฮานุดดีน มูห์ตาดี กรรมการบริหารของสำนักโพล Indikator Politik Indonesia กล่าว ผลการสำรวจเมื่อเดือนมกราคมพบว่า ปราโบโวมีคะแนนนำอยู่ที่ 48.55% ตามมาด้วย อานีส บาสวีดัน อดีตผู้ว่ากรุงจาการ์ตาที่ 24.17% และกันจาร์กลายเป็นที่โหล่ ด้วยคะแนนรั้งท้าย 21.6%

 

แม้โจโกวียังไม่ได้ประกาศสนับสนุนผู้สมัครคนใดอย่างเป็นทางการ แต่ดูเหมือนความสัมพันธ์ของโจโกวีกับกันจาร์ในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่งจากพรรครัฐบาลจะไม่ชัดเจนเท่าไรนัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการหาเสียงของกันจาร์ 

 

และแม้กันจาร์ยังคงประกาศสนับสนุนนโยบายสำคัญๆ ของโจโกวี เช่น การย้ายเมืองหลวงของประเทศ และการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่ แต่ขณะเดียวกัน เขาก็วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลด้วยเช่นกัน

 

“ประชาชนรู้สึกสับสน เนื่องจากกันจาร์ประกาศว่าจะสานต่อและปรับปรุงนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งก็เหมือนกับแนวทางหาเสียงของปราโบโว แต่ปราโบโวมีภาษีดีกว่า เพราะได้ลูกชายของโจโกวีมาช่วยหนุนคะแนนนิยม ในฐานะคู่ชิงรองประธานาธิบดี” โยเอส ซี. เคนาวัส นักวิจัยจาก Atma Jaya Catholic University ในอินโดนีเซีย กล่าวกับ Nikkei Asia

 

เขาเสริมว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง กันจาร์อาจแสดงการต่อต้านโจโกวีชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ โมฮัมหมัด มาห์ฟุด คู่ชิงรองประธานาธิบดีของกันจาร์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประสานงานด้านการเมือง กฎหมาย และความมั่นคง ในคณะรัฐมนตรีของโจโกวี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 

 

วัยเด็กยากจน

 

กันจาร์เกิดที่ชวากลางในปี 1968 เขาเป็นบุตรชายของเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นประทวน กันจาร์ระบุในชีวประวัติของตนเองว่า ครอบครัวของเขาประสบปัญหาทางการเงินจนถึงจุดที่ต้องจำนองที่ดินกับธนาคารเพื่อนำเงินมาเป็นค่าเล่าเรียนที่คณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Gadjah Mada University (UGM) ซึ่งโจโกวีเองก็เป็นศิษย์เก่าของสถาบันแห่งนี้

 

สิถี อาติโกห์ ภรรยาของเขา ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากครอบครัวนักการศาสนา โดยปู่ของเธอเป็นบุคคลสำคัญของกลุ่ม Nahdlatul Ulama (NU) ซึ่งเป็นกลุ่มมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย ขณะที่ มูฮัมหมัด ซีเนดีน อาลัม กันจาร์ ลูกชายของกันจาร์ มีบทบาทอย่างมากในการหาเสียงของบิดา และกลายเป็นที่รู้จักจากการปรากฏตัวตามที่สาธารณะ รวมถึงบนโซเชียลมีเดีย 

 

เส้นทางการเมือง

 

เรียกได้ว่ากันจาร์เป็นลูกหม้อของพรรค PDI-P เพราะเขาเริ่มต้นอาชีพนักการเมืองกับพรรค และเป็น สส. ของพรรคมาตั้งแต่ปี 2004-2013 ก่อนชนะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดชวากลางในปี 2013 และอีกสมัยในปี 2018 จนกระทั่งหมดวาระในปีที่แล้ว 

 

กันจาร์ประกาศเป้าหมายอันทะเยอทะยานที่จะทำให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียเติบโตสูงถึง 7% ต่อปี ซึ่งเป็นคำสัญญาที่โจโกวีเคยประกาศไว้ในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2014 แต่ไม่สามารถทำได้

 

โดยกันจาร์ชูนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยอาศัยการวิจัยเพื่อผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรม

 

“เราจะเพิ่มอัตราส่วนเงินสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในอินโดนีเซียเป็น 1% ของ GDP” เขาประกาศกับผู้เข้าร่วมงานของหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซียเมื่อเดือนที่แล้ว

 

ในระหว่างที่เป็นผู้ว่าการจังหวัดชวากลาง กันจาร์ถูกวิจารณ์ว่าละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อม หลังจากที่เขาอนุมัติให้ Semen Indonesia บริษัทผู้ผลิตปูนซีเมนต์ของรัฐ สร้างโรงงานในย่าน Rembang Regency การก่อสร้างเผชิญกับการประท้วงอย่างรุนแรงจากเกษตรกรในท้องถิ่นและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากโครงการดังกล่าวส่งผลเสียต่อแหล่งน้ำและเกษตรกรรมในท้องถิ่น ขณะที่กันจาร์ชี้แจงว่า เขาเพียงปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนงานของรัฐวิสาหกิจเท่านั้น 

 

หวังลุ้นเลือกตั้งรอบ 2

 

ทั้งนี้ หากไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับเสียงข้างมาก (เกินกึ่งหนึ่ง) ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ ผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุด 2 อันดับแรกจะต้องไปตัดเชือกกันในการเลือกตั้งรอบ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน ซึ่งทีมหาเสียงและผู้สนับสนุนของกันจาร์ยังเชื่อว่ากันจาร์จะไปถึงจุดนั้นได้

 

“เรามองในแง่ดีว่า กันจาร์และมาห์ฟุดจะทำได้” ปันเงรัน เซียฮาน โฆษกทีมหาเสียงของกันจาร์และมาห์ฟุดกล่าว

 

ภาพ: Yasuyoshi CHIBA / AFP

อ้างอิง:

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: กันจาร์ ปราโนโว ผู้สมัครจากพรรครัฐบาล ชูนโยบายสานต่อ โจโก วิโดโด แต่คะแนนนิยมเป็นรองคู่แข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งอินโดนีเซีย: 14 ก.พ. ชาวอินโดนีเซียเลือกใครบ้าง? และตัวเลขสำคัญอื่นๆ https://thestandard.co/indonesia-election-2024-key-takeaways/ Mon, 12 Feb 2024 06:09:48 +0000 https://thestandard.co/?p=898766

อินโดนีเซียจะจัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่ง […]

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: 14 ก.พ. ชาวอินโดนีเซียเลือกใครบ้าง? และตัวเลขสำคัญอื่นๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>

อินโดนีเซียจะจัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งจะตัดสินว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และมีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก 

 

และนี่คือตัวเลขสำคัญบางส่วนของการเลือกตั้งครั้งนี้

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: 14 ก.พ. ชาวอินโดนีเซียเลือกใครบ้าง? และตัวเลขสำคัญอื่นๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คู่มือเลือกตั้ง 101: รวมทุกเรื่องต้องรู้เกี่ยวกับศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย 2024 https://thestandard.co/indonesian-presidential-election-101/ Mon, 12 Feb 2024 03:02:18 +0000 https://thestandard.co/?p=898626 เลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยใหญ่ที่สุ […]

The post คู่มือเลือกตั้ง 101: รวมทุกเรื่องต้องรู้เกี่ยวกับศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกจะเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 205 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด 270 ล้านคนทั่วประเทศจะออกไปคูหาเพื่อลงคะแนน

 

นอกจากเลือกผู้นำประเทศคนใหม่แล้ว ในวันเดียวกัน ชาวอินโดนีเซียจะใช้สิทธิเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้ปกครองท้องถิ่นในทุกระดับอีกด้วย ซึ่งจะทำให้วันดังกล่าวเป็นวันเลือกตั้งที่ใหญ่ที่สุดวันหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

 

เพื่อให้การติดตามศึกเลือกตั้งอินโดนีเซียได้อรรถรสมากขึ้น เรารวบรวมทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งสำคัญมาไว้ที่นี่แล้ว

 

เลือกตั้งเมื่อไร

 

การเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ โดยคูหาเลือกตั้งจะเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 07.00-13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับเวลาประเทศไทย

 

อินโดนีเซียประกาศให้วันเลือกตั้งเป็นวันหยุดราชการ ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งหลังสุดเมื่อปี 2019 จึงมีผู้ออกมาใช้สิทธิสูงถึง 81% ตามข้อมูลสถิติจากคณะกรรมการการเลือกตั้งอินโดนีเซีย

 

แคนดิเดตมีใครบ้าง ใครเป็นตัวเต็ง

 

การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการชิงชัยกันของ 3 ผู้สมัคร ประกอบไปด้วย

 

เบอร์ 1 อานีส บาสวีดัน (ผู้สมัครอิสระ ลงใต้ธงแนวร่วมพรรค PKB-PKS)

เบอร์ 2 ปราโบโว ซูเบียนโต (พรรค Gerindra)

เบอร์ 3 กันจาร์ ปราโนโว (พรรค PDI Perjuangan / PDI-P, พรรครัฐบาลปัจจุบัน)

 

อดีตนักวิชาการ อดีตนายทหารยศนายพล และอดีตข้าราชการที่มาจากชนชั้นรากหญ้า จะมีคนใดคนหนึ่งที่ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่บริหารประเทศต่อจากประธานาธิบดีโจโก ‘โจโกวี’ วิโดโด ซึ่งดำรงตำแหน่งครบ 2 สมัยในปีนี้ ดังนั้นการเลือกตั้งอินโดนีเซียครั้งนี้จึงมีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าผู้นำประเทศครั้งแรกในรอบ 10 ปี

 

ซึ่งโพลสำรวจช่วงเดือนมกราคม จัดทำโดย Indikator Politik Indonesia ชี้ว่า ปราโบโว ซูเบียนโต รัฐมนตรีกลาโหมคนปัจจุบัน มีคะแนนนิยมนำเป็นที่ 1 ที่ 48.55% ตามมาด้วย อานีส บาสวีดัน ที่ได้คะแนนสนับสนุน 24.17% ขณะที่ กันจาร์ ปราโนโว อดีตผู้ว่าฯ จังหวัดชวากลาง ตามมาเป็นที่ 3 ที่ 21.6%

 

สำหรับคู่ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ประกอบด้วย

  • มูไฮมิน อิสกันดาร์ จับคู่กับ บาสวีดัน
  • ยิบราน รากาบูมิง รากา บุตรชายโจโกวี จับคู่กับ ปราโบโว
  • โมฮัมหมัด มาห์ฟุด จับคู่กับ กันจาร์

 

 

ใครมีสิทธิเลือกตั้ง และเลือกใครบ้าง

 

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 17 ปีบริบูรณ์ ข้อมูลสถิติระบุว่า 52% หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งนี้มีอายุระหว่าง 17-40 ปี และประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนนี้มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งหมายความว่าประชากรกลุ่มเยาวชนเป็นกุญแจสำคัญที่จะตัดสินผลเลือกตั้งครั้งนี้

 

นอกจากนี้ ข้อมูลยังระบุด้วยว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแบ่งเป็นเพศชาย 49.91% และ 50.09% เป็นเพศหญิง

 

อย่างไรก็ดี ข้าราชการตำรวจและทหารอินโดนีเซียถูกห้ามลงคะแนนเสียง 

 

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนจะได้รับบัตรลงคะแนน 5 ใบ เพื่อเลือกผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ผู้แทนระดับประเทศและระดับภูมิภาค ทั้งระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล/เทศบาล

 

อินโดนีเซียมีพรรคการเมืองระดับประเทศอยู่ 18 พรรค และมีที่นั่งในรัฐสภา 575 ที่นั่ง

 

 

รู้ผลเลือกตั้งเมื่อไร

 

มีหน่วยเลือกตั้งมากกว่า 820,000 แห่งทั่วประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะที่ประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่ถึงราว 17,000 เกาะ และการนับคะแนนจะเริ่มทันทีหลังปิดหีบเลือกตั้ง

 

คาดว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะประกาศผลการนับคะแนนเบื้องต้นได้ในช่วงค่ำของวันที่ 14 กุมภาพันธ์ แต่ผลอย่างเป็นทางการอาจใช้เวลานานถึง 35 วัน ขึ้นอยู่กับว่าคะแนนสูสีกันมากเพียงใด

 

ตัดสินผู้ชนะอย่างไร

 

ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจะต้องได้รับคะแนนเสียงมากกว่า 50% จึงจะเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ แต่หากไม่มีใครทำได้ ผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุด 2 อันดับแรกจะต้องไปชิงดำกันในการเลือกตั้งรอบ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน

 

โพลจากสำนักต่างๆ แสดงให้เห็นว่าปราโบโวมีคะแนนนำเป็นเต็ง 1 ตามด้วยอานีสและกันจาร์ ตามลำดับ โดยคะแนนของผู้สมัคร 2 รายหลังยังทิ้งห่างกันไม่มากนักที่ราว 20% ส่วนปราโบโวนั้นถึงแม้มีคะแนนนำ แต่คะแนนยังแกว่งและมีโอกาสที่จะทำได้ไม่ถึง 50% ในวันเลือกตั้ง ซึ่งหมายความว่าเขาไม่สามารถคว้าชัยชนะเด็ดขาดและต้องไปลุ้นในรอบ Run-Off

 

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีคนใหม่มีกำหนดสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม

 

ใครเป็นใคร เจาะประวัติย่อผู้สมัครประธานาธิบดีแต่ละคน

 

  • ปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) 

 

ซูเบียนโต อดีตนายทหารยศนายพล วัย 72 ปี ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมคนปัจจุบัน มีคะแนนนำมาเป็นอันดับ 1 ในโพลสำรวจความคิดเห็นทุกสำนัก บรรดาผู้สนับสนุนเชื่อมั่นว่าปราโบโวเป็นผู้นำที่เด็ดขาดที่จะสามารถนำเสถียรภาพมาสู่อินโดนีเซีย เนื่องจากเขาให้คำมั่นสัญญาว่าจะสานต่อแผนการพัฒนาต่างๆ ของโจโกวี

 

ครั้งนี้เป็นการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่ 3 ของปราโบโว หลังจากที่เขาปราชัยให้กับโจโกวีมาทั้งสองครั้ง ในปี 2014 และ 2019 โดยมาคราวนี้ ปราโบโวประกาศลงสังเวียนคู่กับ ยิบราน รากาบูมิง รากา บุตรชายคนโตของโจโกวี ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นการเดินเกมที่ถูกต้อง เพราะการเลือกยิบรานมาเป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดีนั้นทำให้ปราโบโวได้รับอานิสงส์จากความนิยมในตัวของโจโกวี ซึ่งสูงถึงราว 80%

 

นอกจากดึงคะแนนสนับสนุนมาจากแฟนคลับของโจโกวีแล้ว ปราโบโว ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีแต่ไหนแต่ไรว่าเป็นคนอารมณ์ร้อน โผงผางตามสไตล์ทหาร ยังพยายามปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ซอฟต์ลง โดยตลอดช่วงของการหาเสียง เขาได้แสดงมุมที่อ่อนโยน อย่างเช่น เล่นกับแมว แสดงอารมณ์ขัน แม้กระทั่งออกสเต็ปท่าเต้นบนเวทีหาเสียง ซึ่งช่วยเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของปราโบโวจากนายทหารผู้ดุดัน เป็นคุณปู่ผู้น่ารักโดนใจคนรุ่นใหม่

 

อย่างไรก็ตาม ปราโบโวตกเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายค้านด้วยข้อกล่าวหาเรื่องการลักพาตัวและทรมานนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในช่วงทศวรรษ 1990 และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในปาปัวและติมอร์ตะวันออก รวมไปถึงการขาดความโปร่งใสในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกระทรวงกลาโหมที่เขาเป็นเจ้ากระทรวง นอกเหนือไปจากข้อโต้แย้งล่าสุดเกี่ยวกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่มีมติให้ยิบราน บุตรชายวัย 36 ปี ของโจโกวี ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ แม้อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ก็ตาม

 

  • อานีส บาสวีดัน (Anies Baswedan) 

 

อานีส วัย 54 ปี เป็นนักวิชาการที่ผันตัวมาเล่นการเมือง เขาเคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ก่อนที่จะได้รับการชักชวนจากโจโกวีให้มารับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและวัฒนธรรมในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2014 แต่เมื่อมีการปรับคณะรัฐมนตรี อานีสก็หันไปเข้าร่วมกับฝ่ายค้าน และชนะการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงจาการ์ตาในปี 2017 ด้วยแรงสนับสนุนจากกลุ่มมุสลิมหัวอนุรักษ์

 

อานีสเป็นผู้สมัครคนเดียวใน 3 คนที่ประกาศไม่สานต่อโครงการย้ายเมืองหลวงของโจโกวี จากกรุงจาการ์ตา ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะชวา ไปยังเมืองใหม่อย่าง นูซันตารา บนเกาะบอร์เนียว เนื่องจากเขาเชื่อว่ามีปัญหาอื่นๆ เร่งด่วนกว่าที่ต้องจัดการ และรัฐบาลควรกระจายการลงทุนระหว่างพื้นที่ต่างๆ อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น

 

อานีสประกาศลงเลือกตั้งสนามใหญ่คู่กับ มูไฮมิน อิสกันดาร์ (Muhaimin Iskandar) ผู้นำ National Awakening Party (PKB) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย ทั้งยังมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับองค์กรมุสลิมสายกลางที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอย่าง Nahdlatul Ulama

 

  • กันจาร์ ปราโนโว (Ganjar Pranowo)

 

กันจาร์ อดีตผู้ว่าการจังหวัดชวากลาง วัย 55 ปี มีประสบการณ์การทำงานด้านบริการสาธารณะมายาวนาน เขาเป็นสมาชิกพรรครัฐบาลอย่าง Indonesia Democratic Party of Struggle (PDI-P) โดยถึงแม้โจโกวียังไม่ได้ประกาศสนับสนุนผู้สมัครคนใดอย่างเป็นทางการ แต่ดูเหมือนความสัมพันธ์ของโจโกวีกับกันจาร์ ในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่งจากพรรครัฐบาลจะไม่ชัดเจนเท่าไรนัก และยิ่งจืดจางลงเมื่อยิบราน ลูกชายของโจโกวี ได้เป็นคู่ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของปราโบโว

 

กันจาร์มีพื้นเพมาจากชนชั้นรากหญ้า บิดาเป็นเพียงทหารยศชั้นประทวน ต้องกู้เงินเรียน เขาจึงใช้จุดนี้เป็นข้อได้เปรียบในการเข้าถึงประชาชน เขาลงพื้นที่หาเสียงไปทั่วประเทศเพื่อรับฟังปัญหาและความกังวลของชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม กันจาร์ก็มีจุดอ่อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน โดยในระหว่างที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชวากลาง กันจาร์ได้อนุมัติโครงการพัฒนาเหมืองในจังหวัด ส่งผลให้เขาเผชิญกับการประท้วงอย่างรุนแรงจากชาวบ้าน เกษตรกรในท้องถิ่นและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม

 

สำหรับคู่ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของกันจาร์คือ มาห์ฟุด อดีตรัฐมนตรีประสานงานด้านการเมือง กฎหมาย และความมั่นคง ซึ่งมาจากแบ็กกราวด์คล้ายกันกับกันจาร์ และเชื่อว่าคู่ของพวกเขาเข้าใจพี่น้องชาวอินโดนีเซียมากกว่าคู่แข่ง

 

ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซียมีใครบ้าง?

 

โฉมหน้าประธานาธิบดีอินโดนีเซียทั้ง 7 คนนับตั้งแต่อินโดนีเซียประกาศเอกราชจากเนเธอร์แลนด์ในปี 1945 ซึ่งตรงกับช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

 

 

นโยบายหาเสียงที่ชาวอินโดนีเซียให้ความสำคัญ

 

  • ค่าครองชีพและปัญหาปากท้อง

 

เช่นเดียวกับในหลายประเทศทั่วโลก ความกังวลหลักของชาวอินโดนีเซียคือค่าครองชีพและความสามารถในการหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว

 

การเติบโตของเศรษฐกิจของอินโดนีเซียชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 5.05% ในปี 2023 เมื่อเทียบกับ 5.3% ในปีก่อนหน้า ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติอินโดนีเซีย โดยปัจจัยหลักมาจากการส่งออกที่อ่อนแอและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง

 

และเนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งนี้กว่าครึ่งหนึ่งมีอายุต่ำกว่า 40 ปี ปัญหาการว่างงานจึงเป็นประเด็นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยอัตราการว่างงานของอินโดนีเซียในเดือนสิงหาคม 2023 อยู่ที่ 5.32%

 

  • อิทธิพลของโจโกวี

 

เรื่องหนึ่งที่ชาวอินโดนีเซียส่วนหนึ่งรู้สึกกังวลใจคือการที่โจโกวียังคงพยายามรักษาอิทธิพลของตนไว้แม้ว่าจะพ้นจากตำแหน่งผู้นำประเทศแล้วก็ตาม โดยยิบราน ลูกชายของเขา สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งรองประธานาธิบดีได้ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีพี่เขยของโจโกวีเป็นหัวหน้าคณะผู้พิพากษา ได้แก้ไขเกณฑ์คุณสมบัติของผู้สมัครจากที่กำหนดไว้ว่าจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี ส่งผลให้ยิบราน ซึ่งมีอายุเพียง 36 ปีลงสมัครได้ กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างร้อนแรงในอินโดนีเซีย

 

  • ความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย 

 

ปัญหาสิทธิมนุษยชนและความเสื่อมถอยของประชาธิปไตยในอินโดนีเซียส่งผลให้เกิดการประท้วงในหมู่นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึง Gadjah Mada University ในยอกยาการ์ตา และ Universitas Indonesia ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับชั้นนำของประเทศ โดยบรรดาเจ้าหน้าที่และนักศึกษากังวลเกี่ยวกับความยุติธรรมและความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

 

“ความเคลื่อนไหวของนักศึกษาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้มีโอกาสที่จะขยายตัวกลายเป็นขบวนการประท้วงของนักศึกษาครั้งใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซียนับตั้งแต่ปี 1997-1998” อเล็กซ์ อาริเฟียนโต นักวิจัยจาก S Rajaratnam School of International Studies (RSIS) ในสิงคโปร์ กล่าวกับ Al Jazeera

 

“รัฐบาลต้องระมัดระวังอย่างมากเกี่ยวกับวิธีการที่จะเลือกใช้เพื่อจัดการกับขบวนการเคลื่อนไหวที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการเคลื่อนไหวเติบโตเร็วขึ้นหลังวันที่ 14 กุมภาพันธ์ หากนักศึกษาไม่พอใจกับผลการเลือกตั้ง”

 

ใครเห็นด้วยย้ายเมืองหลวง

 

‘นโยบายย้ายเมืองหลวง’ จากกรุงจาการ์ตาไปยังนูซันตารา ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ได้รับการจับตามองเป็นอย่างมากในศึกเลือกตั้งอินโดนีเซีย 2024 และเป็นประเด็นที่มีส่วนในการตัดสินใจโหวตเลือกของผู้มีสิทธิลงคะแนน

 

ซึ่ง 3 แคนดิเดต ได้แก่ ปราโบโว ซูเบียนโต, กันจาร์ ปราโนโว และ อานีส บาสวีดัน มีนโยบายที่ต่างกัน

 

 

อ้างอิง:

The post คู่มือเลือกตั้ง 101: รวมทุกเรื่องต้องรู้เกี่ยวกับศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งอินโดนีเซีย: ใครเป็นใครในศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย https://thestandard.co/indonesia-election-who-is-who/ Sun, 11 Feb 2024 11:48:25 +0000 https://thestandard.co/?p=898552 เลือกตั้งอินโดนีเซีย

โฉมหน้าผู้สมัครตัวเต็งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีและรองประธา […]

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: ใครเป็นใครในศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งอินโดนีเซีย

โฉมหน้าผู้สมัครตัวเต็งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี #เลือกตั้งอินโดนีเซีย2024 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2024 โดยผู้ชนะการเลือกตั้งจะคว้าสิทธิในการกำหนดทิศทางการบริหารประเทศอินโดนีเซียนับจากนี้ต่อไปอีก 5 ปีข้างหน้า แต่หากไม่มีผู้สมัครคนใดได้เสียงเกินครึ่ง ผู้สมัครที่ทำคะแนนสูงสุด 2 คนแรกจะต้องมาตัดเชือกชิงชัยกันในการเลือกตั้งรอบสอง (Runoff) ในวันที่ 26 มิถุนายน 2024

 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: ใครเป็นใครในศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งอินโดนีเซีย: รู้จัก ปราโบโว ซูเบียนโต ตัวเต็งผู้นำคนใหม่ จากนายทหารสู่ตัวเลือกโดนใจคนรุ่นใหม่ https://thestandard.co/prabowo-subianto-introduce/ Sun, 11 Feb 2024 11:41:05 +0000 https://thestandard.co/?p=898548 Prabowo Subianto

วันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ นอกจากจะเป็นวันวาเลนไทน์ที่บรรด […]

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: รู้จัก ปราโบโว ซูเบียนโต ตัวเต็งผู้นำคนใหม่ จากนายทหารสู่ตัวเลือกโดนใจคนรุ่นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Prabowo Subianto

วันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ นอกจากจะเป็นวันวาเลนไทน์ที่บรรดาคู่รักรอคอยแล้ว ปีนี้ยังมีความสำคัญสำหรับชาวอินโดนีเซีย เพราะเป็นวันที่พวกเขาจะได้เลือกตั้งผู้นำประเทศคนใหม่

 

บทความนี้จะพาไปทำความรู้จัก ปราโบโว ซูเบียนโต หนึ่งในแคนดิเดตและเป็นตัวเต็ง ผู้ซึ่งเปลี่ยนภาพลักษณ์จากนายทหารผู้ดุดัน เป็น ‘คุณปู่ผู้น่ารัก’ โดนใจคนรุ่นใหม่

 

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น?

ปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) อาจถือคติความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เพราะนี่เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่เขาลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย หลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งอันขมขื่นมาถึง 2 ครั้ง โดยมาคราวนี้ ปราโบโว อดีตทหารยศนายพล ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม มีแนวโน้มเข้าใกล้ชัยชนะมากที่สุด เนื่องจากโพลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดบ่งชี้ว่าเขามีคะแนนนำเป็นที่ 1 

 

ด้วยการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ต่อสาธารณะ และการหันไปผูกมิตรกับอดีตคู่แข่ง ส่งผลให้ความนิยมของปราโบโวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เขาได้ประกาศแต่งตั้ง ยิบราน รากาบูมิง (Gibran Rakabuming) บุตรชายของประธานาธิบดีโจโก ‘โจโกวี’ วิโดโด เป็นผู้สมัครรองประธานาธิบดีคู่กันกับเขา ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผล เพราะผลการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมโดยสำนักโพล LSI Denny JA แสดงให้เห็นว่าปราโบโวนำมาเป็นอันดับ 1 ด้วยคะแนนสูงเกินครึ่งที่ 50.7% ในขณะที่คู่แข่ง 2 คน ได้แก่ อานีส บาสวีดัน (Anies Baswedan) อดีตผู้ว่ากรุงจาการ์ตา และ กันจาร์ ปราโนโว (Ganjar Pranowo) อดีตผู้ว่าจังหวัดชวากลาง มีคะแนนตามมาเท่าๆ กันที่คนละ 20%

 

การได้คะแนนเสียงเกินครึ่งนั้นสำคัญมาก เพราะหากไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนเสียงข้างมากในการเลือกตั้งวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็จะต้องมีการเลือกตั้งรอบสองเพื่อชี้ขาด (Runoff) ในวันที่ 26 มิถุนายน

 

“นี่เป็นครั้งแรกที่ผลสำรวจของเราแสดงให้เห็นว่าคู่ปราโบโว-ยิบรานมีคะแนนนิยมเกิน 50%” อัดจี อัล ฟาราบี นักวิจัยของ LSI กล่าว พร้อมกับเสริมว่า ปราโบโวได้อานิสงส์จากความนิยมในตัวของโจโกวี (ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 80%) อย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

 

เปลี่ยนภาพลักษณ์จนคว้าใจคนรุ่นใหม่

 

โจโกวี ซึ่งรัฐธรรมนูญห้ามไม่ให้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 ยังคงสงวนท่าที ไม่ประกาศสนับสนุนผู้สมัครคนใดอย่างเปิดเผย แต่เชื่อกันว่าโจโกวีหนุนปราโบโวอยู่กลายๆ เนื่องจากปราโบโวให้คำมั่นว่าจะสานต่อนโยบายหลักของเขา ซึ่งรวมถึงการย้ายเมืองหลวง การพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตแร่ และการสร้างห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้า

 

“ในอีกไม่นาน เราจะกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรม” ปราโบโวกล่าวระหว่างการรณรงค์หาเสียงครั้งใหญ่ในเมืองเซมารัง จังหวัดชวากลาง “ตอนนี้เราผลิตรถยนต์ในอินโดนีเซียได้แล้ว เราผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าในอินโดนีเซียได้แล้ว อนาคตของเราสดใส

 

“เราต้องการขจัดความยากจนในอินโดนีเซีย เราไม่ต้องการให้คนหนุ่มสาวต้องดิ้นรนหางานทำ… นี่คือสิ่งที่ผมต้องการทำเพื่อปกป้องประชาชนของผม” ผู้สมัครวัย 72 ปี กล่าว

 

ผลการสำรวจชี้ว่าปราโบโวได้รับความนิยมเป็นพิเศษในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ จากการปรับปรุงภาพลักษณ์ที่ดุดัน โผงผางแบบทหาร กลายเป็นคุณปู่ที่น่ารักไร้พิษภัย โดยชาวอินโดนีเซียรุ่นใหม่หลายคนเรียกเขาว่า ‘Gemoy’ ซึ่งเป็นคำสแลงท้องถิ่นที่แปลว่า น่ากอดหรือน่ารัก ทั้งยังมีการเผยแพร่ภาพของปราโบโวและยิบรานในเวอร์ชันการ์ตูนแอนิเมชัน รวมถึงท่าเต้นเฉพาะตัวของปราโบโวที่มีลักษณะคล้ายศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวตามสื่อโซเชียลอย่าง TikTok และแพลตฟอร์มอื่นๆ นอกจากนี้บนบัญชี Instagram เขายังโพสต์ภาพที่แสดงถึงความเป็นทาสแมว และการทำมือเป็นรูปหัวใจ จนกลายเป็นไวรัลถูกใจคนรุ่นใหม่อย่างมาก

 

ภูมิหลัง

 

ปราโบโวเกิดที่กรุงจาการ์ตาในปี 1951 เขามาจากชนชั้นสูง โดยเป็นบุตรชายคนโตของ สุมิโตร โจโจฮาดิกุสุโม อดีตรัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรีกระทรวงการค้าของอินโดนีเซียในช่วงทศวรรษที่ 1950-1970 ในช่วงวัยรุ่น ปราโบโวได้มีโอกาสไปศึกษาในต่างประเทศ ทั้งมาเลเซีย สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ก่อนเดินทางกลับอินโดนีเซียเพื่อเข้าศึกษาในสถาบันการทหาร และเข้ารับราชการทหารในช่วงกลางทศวรรษ 1970

 

ปราโบโวเป็นบุตรเขยของอดีตผู้นำเผด็จการ ซูฮาร์โต ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เขาแต่งงานกับบุตรสาวของซูฮาร์โตในปี 1983 และมีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ซึ่งปัจจุบันเป็นนักออกแบบแฟชั่นที่ว่ากันว่าอาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ทั้งคู่หย่าร้างกันในปี 1998 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ซูฮาร์โตถูกโค่นลงจากตำแหน่งหลังจากครองอำนาจมานาน 30 ปี ต่อมาปราโบโว ซึ่งดำรงยศพลโทในเวลานั้น ถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการ Strategic Reserves Command (Kostrad) เนื่องจากข้อกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย

 

หลังพ้นบทบาทหน้าที่ในกองทัพ ปราโบโวได้เข้าสู่วงการธุรกิจตามน้องชาย โดยมีความสนใจในภาคธุรกิจน้ำมันปาล์ม กระดาษและเยื่อกระดาษ และพลังงาน ก่อนที่จะผันตัวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัว

 

เส้นทางการเมือง

 

ปราโบโวโดดลงเล่นการเมืองด้วยการเข้าร่วมกับพรรค Golkar Party ของซูฮาร์โต ขณะที่ ฮาชิม โดโจฮาดิกูซูโม (Hashim Djojohadikusumo) น้องชายของปราโบโว เป็นเจ้าของกลุ่มบริษัท Arsari Group ซึ่งครอบครองพื้นที่สัมปทานหลายแสนเฮกตาร์ที่รัฐบาลวางแผนไว้ว่าจะสร้างเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ นูซันตารา (Nusantara)

 

ต่อมาในปี 2008 ปราโบโวก่อตั้งพรรค Gerindra หรือ Great Indonesia Movement พร้อมสร้างฐานเสียงเพิ่มขึ้น ผลสำรวจล่าสุดแสดงให้เห็นว่าพรรค Gerindra จับมือกับพรรครัฐบาลอย่าง Indonesian Democratic Party of Struggle (PDI-P) เพื่อให้ได้ที่นั่งประมาณ 20% ในรัฐสภา ก่อนการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์เช่นกัน นอกจากนี้ คู่ของปราโบโว-ยิบรานยังได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมือง 9 พรรค รวมถึงพรรค Democratic Party ที่ก่อตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน

 

ปราโบโวได้ชิมลางในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซียเป็นครั้งแรกในปี 2009 ในฐานะผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจากพรรค PDI-P คู่กับ เมกาวาตี ซูการ์โนปุตรี แต่ในครั้งนั้นคู่ของเขาพ่ายแพ้ให้กับยูโดโยโน จากนั้นปราโบโวได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสองครั้งในปี 2014 และ 2019 ตามลำดับ คราวนี้ในฐานะผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่แพ้ให้โจโกวีทั้งสองครั้ง

 

อย่างไรก็ดี หลังการเลือกตั้งสมัยที่ 2 ในปี 2019 โจโกวีได้เชิญปราโบโวเข้าร่วมคณะรัฐมนตรีในตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม ทั้งยังมอบความไว้วางใจให้กับปราโบโวในโครงการ Food Estate ซึ่งเป็นโครงการที่มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนพื้นที่พรุขนาดใหญ่บนเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียวให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม

 

ข้อกล่าวหา

 

สำหรับจุดอ่อนในการลงเลือกตั้งของปราโบโวครั้งนี้น่าจะเป็นข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน การขาดความโปร่งใสในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกระทรวงกลาโหมที่เขาเป็นเจ้ากระทรวง และความล้มเหลวของโครงการ Food Estate ซึ่งทั้งหมดนี้ตกเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายตรงข้ามและนักวิจารณ์ นอกเหนือไปจากข้อโต้แย้งล่าสุดเกี่ยวกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่มีมติให้ยิบราน บุตรชายวัย 36 ปี ของโจโกวี ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ แม้อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ก็ตาม

 

แนวโน้มที่ปราโบโวอาจมาวินได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไปทำให้นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิตื่นตระหนก “ไม่เพียงรัฐบาลล้มเหลวในการแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในอดีต แต่รัฐบาลยังต้องรับผิดชอบต่อจำนวนผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เพิ่มสูงขึ้นในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมาถึงด้วย” อุสมัน ฮามิด กรรมการบริหารของ Amnesty International Indonesia กล่าว

 

ตลาดการเงินขานรับ

 

สำหรับตลาดการเงิน ชัยชนะของปราโบโวอาจถือเป็นเรื่องดีต่อตลาด เนื่องจากเขาให้คำมั่นว่าจะสานต่อนโยบายของรัฐบาลชุดเดิม

 

จอน แฮร์ริสัน กรรมการผู้จัดการตลาดเกิดใหม่ของบริษัทที่ปรึกษา TS Lombard วิเคราะห์ว่า ชัยชนะที่เด็ดขาดของปราโบโว ‘จะสนับสนุนตลาดตราสารทุนในระยะสั้น’ แต่อย่างไรก็ตาม ในระยะกลาง การสานต่อนโยบายจะกลายเป็นเรื่องท้าทาย

 

“ปราโบโวฝังลึกอยู่กับกลุ่มทหารและชนชั้นสูงทางการเมือง” เขากล่าว “ซึ่งหมายความว่าการมีส่วนได้ส่วนเสียอาจเป็นอุปสรรคขัดขวางความคืบหน้าในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงของบริษัทต่างชาติ การปฏิรูประบบกฎหมาย และการลดการทุจริตคอร์รัปชัน”

 

ภาพ: JUNI KRISWANTO / AFP

อ้างอิง:

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: รู้จัก ปราโบโว ซูเบียนโต ตัวเต็งผู้นำคนใหม่ จากนายทหารสู่ตัวเลือกโดนใจคนรุ่นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งอินโดนีเซีย: เปิดประวัติ อานีส บาสวีดัน อดีตผู้ว่าฯ จาการ์ตา ชูจุดยืนไม่สานต่อนโยบายโจโกวี https://thestandard.co/anies-baswedan-profile/ Fri, 09 Feb 2024 11:23:43 +0000 https://thestandard.co/?p=898119

นับถอยหลังอีกเพียงไม่กี่วัน อินโดนีเซียก็จะได้ผู้นำคนให […]

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: เปิดประวัติ อานีส บาสวีดัน อดีตผู้ว่าฯ จาการ์ตา ชูจุดยืนไม่สานต่อนโยบายโจโกวี appeared first on THE STANDARD.

]]>

นับถอยหลังอีกเพียงไม่กี่วัน อินโดนีเซียก็จะได้ผู้นำคนใหม่ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ (หากไม่ยืดเยื้อ) เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องศึกเลือกตั้งประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ THE STANDARD จะพาไปรู้จักผู้สมัครที่ได้รับการวางตัวเป็นเต็ง 2 อย่าง อานีส บาสวีดัน ผู้ประกาศจุดยืนไม่เอานโยบายโจโกวี

 

ในขณะที่ผู้สมัครอีกสองคนมีแนวโน้มสานต่อนโยบายส่วนใหญ่ของประธานาธิบดีคนปัจจุบันอย่าง โจโก ‘โจโกวี’ วิโดโด หากพวกเขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ แต่ อานีส บาสวีดัน อดีตผู้ว่าฯ กรุงจาการ์ตา ประกาศตัวขอเป็นทางเลือกให้กับชาวอินโดนีเซียที่เบื่อหน่ายกับนโยบายของโจโกวีที่บริหารประเทศมาครบ 2 สมัยยาวนานถึง 10 ปี 

 

ผลสำรวจความคิดเห็นซึ่งจัดทำโดย Indikator Politik Indonesia เมื่อช่วงเดือนมกราคม เผยให้เห็นว่า อานีสได้รับความนิยมเป็นอันดับ 2 ในบรรดาผู้สมัคร 3 คน ด้วยคะแนนสนับสนุนที่ 24.17% ตามหลัง ปราโบโว ซูเบียนโต รัฐมนตรีกลาโหม แต่เหนือกว่า กันจาร์ ปราโนโว อดีตผู้ว่าฯ จังหวัดชวากลาง ซึ่งมีคะแนนที่ 48.55% และ 21.6% ตามลำดับ 

 

การเลือกตั้งในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ หากไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับเสียงข้างมากในการลงคะแนนเสียง ผู้สมัครที่ทำคะแนนสูงสุด 2 คนแรกก็จะต้องมาตัดเชือกชิงชัยกันในการเลือกตั้งรอบสอง (Runoff) ในวันที่ 26 มิถุนายน

 

“อินโดนีเซียกำลังอยู่บนทางแยก…ในการธำรงไว้ซึ่งประชาธิปไตย” อานีสกล่าวในโอกาสเดินทางลงพื้นที่หาเสียงที่เมืองบันดุง เมืองเอกของจังหวัดชวาตะวันตก โดยเขาได้วิพากษ์วิจารณ์ความเสื่อมถอยของระบอบประชาธิปไตยและเสรีภาพในการพูดภายใต้การปกครองของโจโกวี นอกจากนี้เขายังให้คำมั่นที่จะทำให้ประเทศหลุดพ้นจากระบบศักดินาและการเล่นพรรคเล่นพวก 

 

จากแวดวงวิชาการสู่สังเวียนการเมือง

 

อานีสวัย 54 ปี เกิดในครอบครัวนักวิชาการที่จังหวัดชวาตะวันตก ราไซอิด บาสเวดัน บิดาของเขา เป็นอาจารย์อยู่ที่ Indonesian Islamic University ส่วน อับดุลเราะห์มาน บาสเวดัน ปู่ของอานีส เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สนับสนุนอินโดนีเซียให้เป็นอิสระจากการปกครองอาณานิคมของดัตช์ อานีสเดินตามรอยบิดาด้วยการเข้าศึกษาต่อที่ University of Maryland และ Northern Illinois University ในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะกลับมาทำงานเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในบ้านเกิด จนกระทั่งปี 2007 ขณะเป็นอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จุลภาคที่ Paramadina University ในกรุงจาการ์ตา อานีสได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิการบดีที่อายุน้อยที่สุดของมหาวิทยาลัยด้วยวัยเพียง 37 ปี

 

อานีสเริ่มสร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากการเปิดตัวมูลนิธิ Indonesia Teaching Foundation ในปี 2009 เพื่อมุ่งแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่าเทียม โดยทางมูลนิธิจะส่งบัณฑิตระดับหัวกะทิของประเทศไปเป็นครูประจำโรงเรียนประถมศึกษาในพื้นที่ห่างไกลเป็นเวลาหนึ่งปี 

 

หลังจากชัยชนะสมัยแรกของโจโกวีในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2014 อานีสถูกชักชวนให้รับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและวัฒนธรรม แต่เมื่อมีการปรับคณะรัฐมนตรี เขาหันไปเข้าร่วมกับฝ่ายค้าน และชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงจาการ์ตาในปี 2017 ด้วยแรงสนับสนุนจากกลุ่มมุสลิมหัวอนุรักษ์ 

 

ครองใจปัญญาชน 

 

อานีสได้รับความนิยมในกลุ่มผู้มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป โดยครองคะแนนนิยม 36.9% เทียบกับปราโบโวซึ่งได้คะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้ 35.1% จากการสำรวจของ Indikator ที่ดำเนินการระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม – 6 มกราคม 

 

“ในฐานะครู ดิฉันนับถือบุคคลที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา” สุลิสต์โยวาตี ผู้สนับสนุนวัย 66 ปี กล่าวกับ Nikkei Asia “อานีสพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขาประสบความสำเร็จในตำแหน่งรัฐมนตรีศึกษาธิการ” เธอกล่าวเสริม

 

นพ.แบร์เลียน ไอดริส ผู้สนับสนุนอานีสอีกราย กล่าวว่า “วิธีที่เขาบริหารจัดการและยกย่องบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิดนั้นน่าประทับใจมาก” เขากล่าว ‘การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่’ ในภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศจะเกิดขึ้นหากอานีสชนะเลือกตั้ง ‘เสรีภาพในการพูดจะได้รับการคุ้มครองและฝ่ายค้านจะไม่ถูกกีดกัน’

 

‘เปลี่ยน’

 

ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารของโจโกวีได้เปิดตัวนโยบายพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ รวมถึงแผนการย้ายเมืองหลวง ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยฝ่ายหลังมองว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับสวัสดิการสังคมหรือการกระจายรายได้ของประชาชนมากกว่า ซึ่งสิ่งนี้คือการ ‘เปลี่ยน’ ที่อานีสรณรงค์ผลักดันมาโดยตลอด

 

อานีสมีจุดยืนที่แตกต่างจากผู้สมัครคนอื่นๆ เกี่ยวกับโครงการย้ายเมืองหลวงของประเทศ ฝ่ายบริหารของโจโกวีวางแผนที่จะย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ตาไปยังนูซันตารา ซึ่งเป็นเมืองใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก บนเกาะบอร์เนียว โดยการย้ายเมืองหลวงจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมปีนี้ ก่อนที่ฝ่ายบริหารชุดใหม่จะได้รับการแต่งตั้งเข้ารับหน้าที่ในเดือนตุลาคม 

 

อานีสวิพากษ์วิจารณ์โครงการย้ายเมืองหลวงในระหว่างการดีเบตครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม โดยเรียกโครงการนี้ว่า ‘ผลิตภัณฑ์ทางกฎหมายที่ไม่ผ่านการเสวนาสาธารณะอย่างครอบคลุม’ พร้อมกับเสริมว่า “เราเห็นความต้องการที่เร่งด่วนกว่าต่อหน้าต่อตาเรา อาคารเรียนหลายหลังที่เสียหายจำเป็นต้องได้รับการบูรณะ และการสร้างทางรถไฟหรือทางยกระดับที่เชื่อมระหว่างเมืองต่างๆ ในกาลิมันตันถือเป็นเรื่องเร่งด่วนกว่า แทนที่จะพัฒนาเฉพาะเมืองนูซันตารา”

 

นอกจากนี้ในระหว่างการร่วมงานประชุมงานหนึ่งซึ่งจัดโดย Center for Strategic and International Studies อานีสยังได้ตั้งคำถามถึงบทบาทของอินโดนีเซียบนเวทีโลกภายใต้รัฐบาลโจโกวี เขาวิจารณ์การทูตของอินโดนีเซียในปัจจุบันว่า “นิ่งเฉยเกินไปในการประชุมใหญ่ระดับนานาชาติ” พร้อมให้คำมั่นว่า หากเขาได้รับเลือกตั้งเป็นผู้นำประเทศ เขาจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของอินโดนีเซียในการประชุมผู้นำโลกด้วยบทบาทในเชิงรุกมากขึ้น 

 

“เราจะกอบกู้สถานะของอินโดนีเซียในฐานะนักแสดงนำบนเวทีระดับโลก” อานีสกล่าวย้ำในระหว่างการดีเบตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา

 

ภาพ: Dasril Roszandi / Anadolu via Getty Images

อ้างอิง:

The post เลือกตั้งอินโดนีเซีย: เปิดประวัติ อานีส บาสวีดัน อดีตผู้ว่าฯ จาการ์ตา ชูจุดยืนไม่สานต่อนโยบายโจโกวี appeared first on THE STANDARD.

]]>
2024 ปีเลือกตั้งชี้ชะตาโลก ‘ความหวัง’ หรือ ‘ชนวนระเบิด’ ทางภูมิรัฐศาสตร์ https://thestandard.co/2024-election-the-fate-of-the-world/ Mon, 25 Dec 2023 11:04:35 +0000 https://thestandard.co/?p=880869

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจหลักของระบอบประชาธิปไตยคือการใช้สิท […]

The post 2024 ปีเลือกตั้งชี้ชะตาโลก ‘ความหวัง’ หรือ ‘ชนวนระเบิด’ ทางภูมิรัฐศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจหลักของระบอบประชาธิปไตยคือการใช้สิทธิออกเสียงของประชาชน ในการลงคะแนนเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้แทนหรือผู้นำที่จะมาบริหารประเทศ 

 

โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีคำกล่าวที่ว่า “ประชาธิปไตยกำลังจะตาย” ในหลายประเทศทั่วโลก ไม่เว้นต้นแบบของประชาธิปไตย เช่น อังกฤษ และสหรัฐฯ ที่เผชิญความท้าทายทางการเมืองมากมาย

 

อย่างไรก็ตาม ระบอบประชาธิปไตยยังคงถูกมองว่าเป็น ‘ความหวัง’ และ ‘โอกาส’ สำหรับประชาชนจำนวนมากที่ต้องการหลุดพ้นจากระบอบการปกครองที่กดขี่ เผด็จการ หรือทำให้ชีวิตของพวกเรายากลำบาก ไร้เสรีภาพ และไร้ซึ่ง ‘อนาคต’ ที่จะลืมตาอ้าปาก 

 

ในปี 2024 ที่จะมาถึงนี้ ถือเป็นหนึ่งในปีสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์สำหรับระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากจะมีการจัดการเลือกตั้งขึ้นในกว่า 40 ประเทศ ซึ่งมีประชากรรวมกันมากกว่า 40% ของประชากรโลก โดยรวมถึงประเทศที่ทรงอำนาจและมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ อินเดีย และรัสเซีย และประเทศที่กำลังเผชิญสงครามอย่างยูเครน ตลอดจนแผ่นดินที่เผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ไต้หวัน  

 

แน่นอนว่าการเลือกตั้งในแต่ละประเทศอาจจะมีความ ‘แตกต่างกัน’ บางประเทศการเลือกตั้งอาจจะเปิดกว้าง เสรี และยุติธรรม ในขณะที่การเลือกตั้งบางประเทศ แทบจะไร้สิ่งเหล่านี้

 

แต่ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งเหล่านี้ ทั้งในแง่ของแต่ละประเทศ และในแง่ผลลัพธ์ที่มีร่วมกันต่อโลก เชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญในการพิจารณาว่าใคร หรือประเทศใด ที่จะเป็นผู้ควบคุมและกำกับดูแลทิศทางของโลกในศตวรรษที่ 21

 

โดยผลการเลือกตั้งของนานาประเทศที่ออกมาจะมีบทบาทต่อสถานการณ์โลกอย่างมากในทางใดทางหนึ่ง แม้จะยากในการหาคำตอบว่าผลลัพธ์นั้นจะเป็น ‘ความหวัง’ หรือกลับกลายเป็น ‘ชนวนระเบิด’ ที่ทำให้การเมืองโลกร้อนแรงมากยิ่งขึ้น

 

เลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน ศึกชิงอำนาจฝ่ายหนุน-ต้านจีน

 

ไต้หวันจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีและ สส. ในวันที่ 13 มกราคมนี้ โดยมีเรื่องท่าทีต่อจีนเป็นประเด็นหลักของการหาเสียง นอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ขณะที่ผลการเลือกตั้งของไต้หวันมีแนวโน้มที่จะมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในเอเชีย-แปซิฟิกเป็นวงกว้างมากขึ้นด้วย

 

ที่ผ่านมาจีนยืนยันมาตลอดว่าไต้หวันคือ ‘ดินแดน’ หรือ ‘มณฑล’ หนึ่งของตน และมีการแสดงท่าทีไม่พอใจหลายครั้งต่อท่าทีการแทรกแซงจากต่างชาติ เช่น กรณีของ แนนซี เพโลซี ที่เดินทางเยือนไต้หวันอย่างเป็นทางการในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เมื่อปี 2022

 

โดยสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่า การเลือกตั้งของไต้หวันที่จะจัดขึ้นท่ามกลางการเพิ่มกิจกรรมทางทหารของจีนในช่องแคบไต้หวันนั้น เป็นทางเลือกระหว่าง ‘สันติภาพ’ กับ ‘สงคราม’ หรือ ‘ความเจริญรุ่งเรือง’ กับ ‘ความเสื่อมถอย’

 

ขณะที่นักวิเคราะห์ต่างจับตามองกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นของขั้วฝ่ายค้านไต้หวัน ซึ่งมีนโยบายสนับสนุนการผูกสัมพันธ์อันดีต่อจีน เช่น พรรคก๊กมินตั๋ง ว่าอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเลือกตั้งไต้หวันในครั้งนี้ หลังจากที่ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา (ปี 2016-2023) รัฐบาลไต้หวันภายใต้การนำของ ไช่อิงเหวิน ประธานาธิบดีหญิงแกร่ง ยืนหยัดท่าทีไม่อ่อนข้อต่อจีน และเน้นย้ำการรักษาสถานะที่เป็นอยู่ (Status Quo) ในความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบของทั้งสองฝ่ายมาโดยตลอด

 

สำหรับผู้สมัครของแต่ละพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้แก่

 

  • ไล่ชิงเต๋อ (Lai Ching-te) รองประธานาธิบดีไต้หวัน จากพรรครัฐบาล DPP (Democratic Progressive Party) 
  • โหวโหย่วอี๋ (Hou Yu-ih) นายกเทศมนตรีเมืองนิวไทเป จากพรรคก๊กมินตั๋ง (Kuomintang: KMT)
  • เคอเหวินเจ๋อ (Ko Wen-je) อดีตนายกเทศมนตรีกรุงไทเป จากพรรค TPP (Taiwan People’s Party) 

 

ไล่ชิงเต๋อนั้นมีจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนเอกราชของไต้หวัน ในขณะที่โหวโหย่วอี๋ก็เดินตามแนวทางและนโยบายของพรรคก๊กมินตั๋งในการประนีประนอมต่อจีน 

 

ส่วนเคอเหวินเจ๋อ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งพรรค TPP ที่บอกตัวเองว่าเป็นทางเลือกที่ 3 แสดงจุดยืนว่าให้ความสำคัญกับความกังวลของประชาชนภายในประเทศ เช่น ปัญหาพลังงานและที่อยู่อาศัย มากกว่ากรณีความสัมพันธ์กับจีน แต่เขาสนับสนุนการจับมือตั้งรัฐบาลผสมกับก๊กมินตั๋ง และมีนโยบายหลายอย่างเกี่ยวกับจีนที่ใกล้เคียงกับก๊กมินตั๋ง

 

ทั้งนี้ ผลสำรวจความนิยมล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม จาก The Economist ชี้ว่า ไล่ชิงเต๋อยังมีคะแนนนิยมนำหน้าเป็นอันดับ 1 ที่ 34% ในขณะที่โหวโหย่วอี๋มีคะแนนนิยมตามมาอยู่ที่ 34% ส่วนเคอเหวินเจ๋อมีคะแนนนิยมอยู่ที่ 21%

 

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ทั่วโลกสงสัยคือ ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันครั้งนี้จะส่งผลให้สถานการณ์ความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบตึงเครียดมากขึ้นหรือลดลงได้แค่ไหน และมีโอกาสหรือไม่ที่สถานการณ์นั้นจะก้าวไปถึงจุดที่จีนใช้กำลังทหารเพื่อรวมชาติกับไต้หวัน ซึ่งเป็นทางเลือกที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงไม่ปฏิเสธว่าอาจเกิดขึ้น

 

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นในประเด็นนี้ โดยมองว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมาจะเป็นตัวชี้วัด 

 

ซึ่งหากผู้ชนะการเลือกตั้งคือไล่ชิงเต๋อจากขั้วรัฐบาลเดิม ที่มีแนวโน้มจะแสดงจุดยืนถอยห่างจากจีนมากขึ้น ก็อาจส่งผลให้ความสัมพันธ์ของไต้หวันและจีนตึงเครียดขึ้น แต่จะไปถึงขั้นเกิดการสู้รบหรือไม่ ยังมีปัจจัยหลักอยู่ที่ความสัมพันธ์สามเส้า อันรวมถึงท่าทีของสหรัฐฯ ซึ่งต้องจับตาดูท่าทีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ จากการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปลายปี 2024 เช่นกัน 

 

โดยเขามองว่า หากมีการ ‘ล้ำเส้น’ ส่งเสริมท่าทีและจุดยืนด้านเอกราชของไต้หวันมากเกินขอบเขต ก็มีโอกาสที่เหตุการณ์จะบานปลายได้

 

“มันอยู่ที่สหรัฐฯ ด้วย ถ้าไต้หวันแรง แต่ฝ่ายสหรัฐฯ ไม่แรง ก็ยังไม่มีอะไร แต่ถ้าฝ่ายไต้หวันแรง และสหรัฐฯ สนับสนุนไต้หวัน มันก็อาจจะผลักไปสู่สงครามได้มากขึ้น” ดร.อาร์ม กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ในอีกทางหนึ่ง หากผู้ชนะคือโหวโหย่วอี๋ ทิศทางความสัมพันธ์ต่อจีนก็อาจเป็นไปในแง่บวกมากขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่ท่าทีสนับสนุนจีนของพรรคก๊กมินตั๋งอาจจุดชนวนให้เกิดการประท้วงโดยกลุ่มชาวไต้หวันรุ่นใหม่ 

 

ส่วนในแง่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก หากเป็นขั้ว DPP ที่ได้ครองอำนาจต่อ ก็อาจทำให้การแยกตัวของห่วงโซ่อุปทาน (Decoupling) ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเดินหน้า และเศรษฐกิจระหว่างไต้หวันกับจีนจะลดความเชื่อมโยงต่อไป 

 

แต่หากเป็นพรรคก๊กมินตั๋งครองอำนาจ เศรษฐกิจระหว่างไต้หวันกับจีน 4 ปีหลังจากนี้น่าจะไม่มีบรรยากาศที่อันตราย

 

เลือกตั้งแอฟริกาใต้ จับตาจุดเปลี่ยนในรอบ 3 ทศวรรษ

 

แอฟริกาใต้ในฐานะประเทศผู้นำของทวีปแอฟริกา เตรียมจัดการเลือกตั้งระดับชาติในวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ โดยถูกมองว่าเป็นการเลือกตั้งที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่ที่ประเทศเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย และสิ้นสุดการแบ่งแยกสีผิวในปี 1994 

 

ที่ผ่านมาพรรค ANC (African National Congress) ครองอำนาจรัฐบาลมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ แต่ความท้าทายของการเลือกตั้งครั้งนี้คือความนิยมที่เพิ่มขึ้นของพรรคฝ่ายค้านหลักอย่างพรรค DA (Democratic Alliance) ภายใต้การนำของ จอห์น สตีนฮุยเซน (John Steenhuisen) ซึ่งประกาศจะแย่งชิงอำนาจจาก ANC ในการเลือกตั้งรอบนี้ โดยพรรคที่จะครองอำนาจรัฐบาลต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 50%

 

สำหรับแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมมากที่สุดของภูมิภาค กำลังดิ้นรนเพื่อฟื้นตัวจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 และผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดย 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศกว่า 60 ล้านคนเป็นผู้ว่างงาน 

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั่วประเทศเผชิญปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่การทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐกลายเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนได้แต่ทำใจ เช่น กรณีที่ประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา (Cyril Ramaphosa) อภัยโทษให้อดีตประธานาธิบดีจาค็อบ ซูมา (Jacob Zuma) เมื่อต้นปี หลังจากที่เขาถูกจำคุกเนื่องจากปฏิเสธที่จะให้การเป็นพยานเกี่ยวกับการคอร์รัปชันและระบบทุนนิยมพวกพ้องในระหว่างดำรงตำแหน่ง

 

ปัญหาอันน่าอึดอัดเหล่านี้กลายเป็นแรงกดดันให้พรรค ANC เนื่องจากฐานเสียงของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคที่ค่อยๆ ลดลง ในขณะที่ชาวแอฟริกันรุ่นใหม่อายุระหว่าง 18-39 ปี กว่า 14 ล้านคน ไม่สนใจลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง และไม่รู้สึกยึดโยงใดๆ กับพรรค ANC หรือพรรคการเมืองอื่นๆ 

 

เลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย โพลชี้อดีตนายพลเต็ง 1

 

อินโดนีเซียในฐานะประเทศหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก และเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก เตรียมจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ โดยคาดว่าจะมีประชาชนมากถึง 205 ล้านคนที่มีสิทธิลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ ที่จะเข้ารับตำแหน่งแทนที่ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ที่กำลังจะหมดวาระในปีหน้า หลังครองตำแหน่งยาวนาน 2 สมัย รวม 10 ปี หรือสมัยละ 5 ปี

 

คณะกรรมการการเลือกตั้งอินโดนีเซียประกาศชื่อ 3 ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ได้แก่

 

  1. อานิส บาสวีดัน (Anies Baswedan) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอินโดนีเซีย และอดีตผู้ว่าราชการกรุงจาการ์ตา ลงสมัครในฐานะผู้สมัครอิสระ 
  2. ปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) อดีตนายทหารวัย 72 ปี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนปัจจุบัน ผู้นำพรรค Gerindra (Gerakan Indonesia Raya)   
  3. กันจาร์ ปราโนโว (Ganjar Pranowo) อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดชวากลาง ลงสมัครในฐานะตัวแทนพรรครัฐบาล PDI-P (Partai Demokrasi Indonesia Perjuangan)

 

โดยผลสำรวจความนิยมจาก Indikator Politik Indonesia ที่ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชน 1,220 คน ระหว่างวันที่ 23 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม พบว่า ปราโบโวมีคะแนนนิยมนำหน้าคู่แข่งชัดเจนอยู่ที่ 45.8% ตามด้วยกันจาร์ที่ 25.6% ซึ่งลดลงจากผลสำรวจก่อนหน้าถึง 4.4%

 

ทั้งนี้ ปราโบโว ซึ่งเคยเป็นอดีตลูกเขยของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต และมีสายสัมพันธ์ระดับสูงในกองทัพ เคยลงสมัครชิงประธานาธิบดีมาแล้วทั้งในปี 2014 และ 2019 แต่พ่ายแพ้ให้แก่ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด

 

ขณะที่กันจาร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้สมัครที่มีความตรงไปตรงมามากที่สุดในบรรดา 3 ผู้สมัคร มีเป้าหมายชัดเจนคือการสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีจาก โจโก วิโดโด โดยภูมิหลังของเขาและ โจโก วิโดโด มีบางอย่างคล้ายกัน ทั้งการที่ไม่ได้มาจากครอบครัวชนชั้นนำหรือนักการเมือง เรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกันในยอกยาการ์ตา และเป็นสมาชิกพรรค PDI-P เหมือนกัน

 

ส่วนบาสวีดันถูกมองว่าอาจเป็นม้ามืดในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซียครั้งนี้ แม้โพลสำนักต่างๆ จะชี้ให้เขาเป็นตัวเต็งอันดับ 3 โดยเขาเป็นผู้สมัครที่มีภูมิหลังในแวดวงวิชาการ และได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายมุสลิมอนุรักษนิยม จากการยึดถือแนวคิดมูลฐานนิยม (Fundamentalist) หรือรูปแบบศาสนาที่ยึดความเชื่อตามพระคัมภีร์อัลกุรอานอย่างเคร่งครัด

 

เลือกตั้งประธานาธิบดีรัสเซีย ปูตินอาจครองอำนาจยาวถึง 2030

 

รัสเซียที่ยังวนเวียนอยู่กับสถานการณ์ความขัดแย้งและภาวะสงครามในยูเครน เตรียมจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม ซึ่งคาดว่ามีประชาชนราว 110 ล้านคนที่มีสิทธิลงคะแนน

 

โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นอีกความเคลื่อนไหวสำคัญทางการเมืองของรัสเซีย เนื่องจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน วัย 71 ปี ซึ่งครองอำนาจในฐานะผู้นำแห่งรัฐทั้งนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีมาตั้งแต่ปี 1999 หรือนานกว่า 2 ทศวรรษ ประกาศลงสมัครชิงตำแหน่งสมัยที่ 5 ซึ่งอาจทำให้เขาครองอำนาจยาวนานไปจนถึงปี 2030 

 

โดยในการแก้ไขกฎหมายล่าสุดเมื่อปี 2021 เปิดทางให้ปูตินสามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้อีก 2 สมัย สมัยละ 6 ปี หรือยาวนานถึงปี 2036 

 

การเลือกตั้งของรัสเซียครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ 4 ดินแดนที่รัสเซียผนวกรวมมาจากยูเครน ได้แก่ แคว้นโดเนตสก์, ลูฮันสก์, ซาปอริซเซีย และเคอร์ซอน จะได้มีส่วนร่วมในการโหวตเลือกประธานาธิบดีรัสเซีย ขณะที่หลายประเทศตะวันตกที่ต่อต้านการผนวกดินแดนยูเครนของรัสเซียต่างประณามการจัดการเลือกตั้งในดินแดนดังกล่าว 

 

สำหรับผู้ท้าชิงในการเลือกตั้ง จนถึงตอนนี้เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีใครเป็นคู่แข่งของปูติน โดยภายใต้การปกครองแบบเผด็จการของเขา นักการเมืองฝ่ายค้านต่างเผชิญกับชะตากรรมที่คล้ายกัน เช่น ถูกเนรเทศ ถูกจำคุก หรือเสียชีวิตอย่างน่าสงสัย

 

อเล็กเซย์ นาวาลนี (Alexey Navalny) ผู้นำฝ่ายค้านของรัสเซีย ผู้ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นผู้ท้าชิงของปูติน และเป็นผู้ท้าทายอำนาจทางการเมืองที่ร้ายแรงที่สุดต่อปูติน ถูกตัดสินจำคุก 19 ปีไปเมื่อเดือนสิงหาคม ในข้อหาร้ายแรง เช่น การปลุกปั่นยุยงให้เกิดความวุ่นวาย และการสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มหัวรุนแรง ซึ่งนาวาลนีและผู้สนับสนุนอ้างว่า การจับกุมและตั้งข้อหาเขามีแรงจูงใจทางการเมือง โดยมีจุดประสงค์เพื่อปิดปากผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ปูติน

 

ขณะที่เสรีภาพ ความโปร่งใส และความยุติธรรมในการเลือกตั้งของรัสเซียยังเป็นคำถามที่หลายฝ่ายโดยเฉพาะชาติตะวันตกตั้งคำถาม

 

โดยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรัสเซียครั้งก่อนเมื่อปี 2018 สำนักงานเพื่อสถาบันประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน (Office for Democratic Institutions and Human Rights: ODIHR) ได้เข้าสังเกตการณ์การเลือกตั้งและพบว่า “มีประชาชนออกมาลงคะแนนเสียงเป็นจำนวนมาก แต่ยังพบข้อจำกัดเกี่ยวกับเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการชุมนุมและการแสดงออกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึงการจดทะเบียนผู้สมัคร ซึ่งจำกัดพื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วมทางการเมือง และส่งผลให้ขาดการแข่งขันอย่างแท้จริง

 

“แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วผู้สมัครจะสามารถหาเสียงได้อย่างอิสระ แต่การรายงานข่าวของประธานาธิบดี (ปูติน) ในสื่อส่วนใหญ่อย่างครอบคลุมและไร้การวิพากษ์วิจารณ์ ส่งผลให้เกิดสนามแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยรวมแล้วการเลือกตั้งดำเนินไปในลักษณะที่เป็นระเบียบเรียบร้อย แม้ว่าจะมีข้อบกพร่องที่เกี่ยวกับการรักษาความลับของการลงคะแนนเสียงและความโปร่งใสในการนับคะแนนก็ตาม”

 

ทั้งนี้ แม้ว่าชาวรัสเซียจำนวนมากจะเผชิญความลำบากจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก เนื่องจากการทำสงครามรุกรานยูเครน แต่ผลสำรวจความนิยมจาก Russianopinion ชี้ว่า ปูตินยังได้รับคะแนนนิยมสูงถึงกว่า 80% ซึ่งมากกว่าในช่วงก่อนสงครามเสียอีก

 

ทางด้านรัฐบาลเครมลินแสดงท่าทีชัดเจนต่อการวิพากษ์วิจารณ์หรือตั้งคำถามจากชาติตะวันตกว่า รัสเซียไม่ต้องการให้ชาติตะวันตกมาสอนหรือออกความเห็นเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยภายในประเทศ ในขณะที่ชี้ว่า ไม่มีนักการเมืองคนใดในซีกโลกตะวันตกที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในระดับเดียวกับปูติน

 

ยูเครนจัดการเลือกตั้งท่ามกลางสงคราม เป็นไปได้?

 

ทางฝั่งยูเครนที่แม้จะเผชิญภาวะสงครามที่ยังไม่สงบ ก็ประกาศจะจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีขึ้นในวันที่ 31 มีนาคม 

 

โดยประเด็นการจัดการเลือกตั้งนี้กลายเป็นข้อถกเถียงมานานหลายเดือนในหมู่นักการเมืองยูเครน ว่าเหมาะสมและจำเป็นหรือไม่ที่ประเทศต้องจัดการเลือกตั้งตามกำหนดการเดิม ทั้งที่ยังเผชิญภาวะสงคราม ซึ่งหลายฝ่ายยังกังวลว่าการเลือกตั้งนั้นอาจทำให้ประชาชนยูเครนละทิ้งหรือเบี่ยงเบนความสนใจจากการที่ต้อง ‘ต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดจากการรุกรานของรัสเซีย’

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประกาศว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะจัดการเลือกตั้ง โดยภายใต้การประกาศกฎอัยการศึกของยูเครนนั้น ห้ามไม่ให้มีการจัดการเลือกตั้งทุกประเภท รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งทำให้อาจมีการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป

 

ถึงแม้จะมีการแก้ไขกฎอัยการศึกให้จัดการเลือกตั้งได้ แต่ก็ยังมีอุปสรรคอีกหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยและการที่ประชากรยูเครนจำนวนหลายล้านคนอพยพพลัดถิ่นไปหลังสงคราม นอกจากนี้ สถานที่จัดการเลือกตั้ง เช่น โรงเรียนหลายแห่ง ก็ได้รับความเสียหายจากการสู้รบ

 

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การจัดการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมในยูเครนด้วยกระบวนการทางการเมืองที่มีการแข่งขันสูงนั้นยัง ‘เป็นไปไม่ได้’

 

ผลสำรวจที่จัดทำขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน โดยสถาบันสังคมวิทยาระหว่างประเทศ (International Institute of Sociology) ของยูเครน แสดงให้เห็นว่า ประชาชนกว่า 80% ต้องการให้มีการเลือกตั้งหลังสงครามสิ้นสุดลงเท่านั้น โดยสอดคล้องกับความเห็นจาก สส. ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ที่เห็นตรงกันว่าการจัดการเลือกตั้งในปีหน้านั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

 

อย่างไรก็ตาม ท่าทีของเซเลนสกีที่ไม่ประกาศชัดเจนว่าจะไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่าแท้จริงแล้วเขาอาจต้องการจัดการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2024 ตามกำหนดเดิมหรือไม่ ในช่วงที่คะแนนนิยมของเขายังสูงอยู่ เนื่องจากเริ่มมีการคาดเดาว่าความนิยมของเขาจะลดลงเรื่อยๆ จากการที่ไม่ประสบความสำเร็จในการต่อต้านการรุกรานของรัสเซีย

 

เลือกตั้งอินเดีย สัญญาณชี้ โมดีครองอำนาจสมัย 3

 

อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน เตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไป หรือการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เรียกว่า ‘โลกสภา (Lok Sabha)’ ชุดที่ 18 ช่วงระหว่างเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม โดยประชาชนเกือบ 1 พันล้านคนจะมีสิทธิลงคะแนนเลือก สส. จำนวน 543 ที่นั่ง

 

การเลือกตั้งของอินเดียครั้งนี้ถูกจับตามองว่า เป็นไปได้ที่ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียจากพรรค BJP (Bharatiya Janata Party) อาจคว้าชัยชนะเป็นสมัยที่ 3 หลังครองตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2014 โดยมีสัญญาณความเป็นไปได้จากการเอาชนะพรรคคู่แข่งอย่างพรรคคองเกรส (Congress Party) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักในการเลือกตั้งท้องถิ่นล่าสุด โดยเอาชนะไปได้ 3 ใน 5 รัฐ ได้แก่ ราชาสถาน (Rajasthan), ฉัตติสครห์ (Chhattisgarh) และมัธยประเทศ (Madhya Pradesh) 

 

ก่อนหน้านี้ ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2018 พรรค BJP พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นใน 3 รัฐดังกล่าว แต่สามารถเอาชนะในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2019 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ชัยชนะในการเลือกตั้งท้องถิ่นล่าสุดเป็นเสียงสะท้อนที่บ่งชี้ว่าพรรค BJP จะสามารถกวาดคะแนนเสียงและคว้าชัยชนะเหนือคู่แข่งได้

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้พรรคฝ่ายค้านของอินเดียจำนวน 26 พรรค รวมพรรคคองเกรส ได้ประกาศจับมือกันเป็น ‘พันธมิตรรวมเพื่อการพัฒนาแห่งชาติอินเดีย’ หรือ INDIA (Indian National Developmental Inclusive Alliance) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ ‘ปฏิเสธ’ การครองอำนาจสมัยที่ 3 ของโมดีและ BJP และเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญของอินเดีย 

 

กลุ่มพันธมิตร INDIA นั้นพยายามโจมตีการทำงานของรัฐบาลโมดีในหลายประเด็น ทั้งปัญหาภายในประเทศ เช่น ความขัดแย้งของกลุ่มชนพื้นเมืองในรัฐมณีปุระ ซึ่งทวีความรุนแรงจนถูกเรียกว่าเป็นสงครามกลางเมือง และทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตนับร้อยคน ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งฝ่ายค้านวิจารณ์รัฐบาลโมดีว่าล้มเหลวในการสร้างงาน

 

อย่างไรก็ตาม Morning Consult เผยผลสำรวจความคิดเห็นของชาวอินเดียช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่า กว่า 78% ให้การยอมรับในการทำหน้าที่ของรัฐบาลโมดี ซึ่งสะท้อนว่าความนิยมของเขายังอยู่ในระดับสูง

 

ขณะที่ Fitch Ratings ประเมินว่า รัฐบาลผสมที่นำโดย BJP นั้นมีแนวโน้มที่จะชนะการเลือกตั้งอีกสมัย ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินนโยบายต่างๆ ทำได้ต่อเนื่อง

 

เลือกตั้งรัฐสภา EU จับตากระแส ‘ขวาประชานิยม’ มาแรง

 

สำหรับสหภาพยุโรป หรือ EU ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในเวทีโลก ก็จะมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่ในปี 2024 โดยรัฐสภายุโรปเตรียมจัดการเลือกตั้งระหว่างวันที่ 6-9 มิถุนายน ที่ถือเป็นการเลือกตั้งข้ามชาติครั้งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะมีผู้มีสิทธิลงคะแนนมากกว่า 400 ล้านคน จาก 27 ประเทศในสหภาพยุโรป เพื่อเลือกสมาชิกรัฐสภายุโรป 720 ที่นั่ง จากกลุ่มการเมืองต่างๆ ให้เข้าไปบริหารนโยบายและพิจารณาประเด็นต่างๆ ของ EU ตั้งแต่ค่าบริการโรมมิ่งโทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงความเป็นส่วนตัวของข้อมูลออนไลน์ในประเทศสมาชิก

 

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นถือเป็นบททดสอบสำหรับกลุ่มการเมืองฝ่ายขวา หรือขวาประชานิยม (Right-Wing Populists) ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่กำลังได้รับกระแสสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศ EU ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

 

อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์สำนักข่าว POLITICO วิเคราะห์ว่า กลุ่ม EPP (European People’s Party) ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองฝ่ายกลางขวา (Center-Right) ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และชนะในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2019 โดยกวาดที่นั่งสมาชิกรัฐสภายุโรปไปถึง 187 ที่นั่ง จะยังคงครองอันดับ 1 ในการเลือกตั้งรอบนี้ แม้จะมีการคาดการณ์ว่าอาจสูญเสียที่นั่งมากขึ้น เหลือประมาณ 170 ที่นั่งก็ตาม 

 

ส่วนอันดับ 2 คาดว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองกลางซ้ายอย่าง S&D (Socialists and Democrats) ที่คาดว่าจะได้ราว 140 ที่นั่ง 

 

ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไบเดน vs. ทรัมป์? 

 

ส่วนการเลือกตั้งที่ทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดของปี 2024 คงหนีไม่พ้นการเลือกตั้งประธานาธิบดีของมหาอำนาจอันดับ 1 อย่างสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน 

 

โดยผู้สมัครของ 2 พรรคหลักอย่างรีพับลิกันและเดโมแครตมีมากถึง 15 คน แบ่งเป็น 9 คนจากพรรครีพับลิกัน และ 4 คนจากพรรคเดโมแครต และผู้สมัครอิสระอีก 2 คน

 

แต่ตัวเต็งผู้สมัครของเดโมแครตยังคงเป็นประธานาธิบดีโจ ไบเดน วัย 81 ปี ที่ประกาศตัวชิงเก้าอี้สมัยที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะเอาชนะในการโหวตเลือกตั้งขั้นต้น หรือ Primary Vote ของพรรคได้อย่างไม่ยากเย็น

 

ขณะที่พรรครีพับลิกันนั้นมีผู้ท้าชิงตัวแทนพรรคทั้งหมด 5 คน โดยตัวเต็งอันดับ 1 ยังเป็นอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นอกจากนี้ยังมี รอน เดอซานติส อดีตผู้ว่าการรัฐฟลอริดา เจ้าของฉายาทรัมป์ 2.0 และ นิกกี เฮลีย์ อดีตผู้ว่าการรัฐเซาท์แคโรไลนา และอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติ 

 

สำหรับทรัมป์ แม้ว่าที่ผ่านมาเขาจะเผชิญคดีความและข่าวอื้อฉาวต่างๆ ทั้งคดีจัดการเอกสารลับ และการปลุกปั่นก่อจลาจลบุกรัฐสภาเพื่อล้มการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้เขาถูกตัดสิทธิลงสมัครในรัฐโคโลราโดไปก่อนหน้านี้ แต่เขายังคงยืนหยัดที่จะต่อสู้ โดยเชื่อมั่นว่าจะสามารถโค่นไบเดนและก้าวสู่ผู้นำทำเนียบขาวอีกสมัยได้

 

ที่ผ่านมาทรัมป์พยายามโจมตีนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลไบเดน โดยเฉพาะการทุ่มงบประมาณสนับสนุนประเทศต่างๆ ในการทำสงคราม อาทิ การจัดส่งอาวุธแก่ยูเครน ในขณะที่ล้มเหลวทั้งนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและการรับมือผู้อพยพผิดกฎหมาย และประณามไบเดนถึงขั้นว่า เป็นประธานาธิบดีที่ ‘เลวร้ายที่สุด’ ในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม ความเห็นจากนักวิเคราะห์และผู้นำทางการเมืองหลายคนก็หวั่นเกรงว่า หากทรัมป์สามารถคว้าชัยและหวนคืนสู่ทำเนียบขาวเป็นสมัยที่ 2 อาจส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องตกอยู่ใต้การปกครองของ ‘เผด็จการ’ แม้ในความเป็นจริงจะเป็นไปได้ยาก ภายใต้ระบบการเมืองและรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ที่มีการคานอำนาจ แต่หลายฝ่ายก็หวั่นเกรงต่อท่าทีในอดีตของเขา และการใช้อำนาจประธานาธิบดีและกฎหมายที่มีในมือเพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมือง และตอบสนองนโยบายของเขา

 

‘ความหวัง’ หรือ ‘ชนวนระเบิด’

 

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดในหลายประเทศทั่วโลกในปี 2024 โดยมองว่า การเลือกตั้งที่จะมีผลต่อการเมืองโลกมากที่สุดคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ 

 

สาเหตุที่มองเช่นนี้เพราะค่อนข้างแน่ชัดว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีของรัสเซียนั้นไม่มีความหมาย และปูตินคงชนะการเลือกตั้งอีกอย่างแน่นอน ส่วนการเลือกตั้งในยูเครนนั้น แม้จะยังไม่ชัดเจน แต่หากเกิดขึ้นคงเป็นเซเลนสกีที่คว้าชัยชนะอีกครั้ง

 

โดยนอกจากสหรัฐฯ ยังมีการเลือกตั้งไต้หวันที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะคาดเดาไม่ได้ว่าพรรคที่ไม่มีท่าทีตอบสนองต่อจีน กับพรรคที่มีท่าทีตอบสนองต่อจีน พรรคไหนจะเป็นคนกุมทิศทางการเมืองไต้หวัน

 

อย่างไรก็ตาม ดร.สุรชาติ ทิ้งท้ายว่า “ผลพวงสืบเนื่องจากการเลือกตั้งในสภาพแวดล้อมทั้งหมดนี้ ต่างก็มีนัยที่ต่อเนื่องกัน” 

 

โดยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากระลอกคลื่นใหญ่ของการเลือกตั้งทั่วโลกนี้จะออกมาในแง่ดีหรือร้าย ยังเป็นสิ่งที่ยากแก่การคาดเดา 

 

แต่แน่นอนว่าประชาชนจำนวนมากตั้งความหวังไว้กับผลการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อย แต่นี่ก็เป็นระบอบการปกครองที่ได้รับการยอมรับว่า ‘ดีที่สุด’ ในการขับเคลื่อนอนาคตของมนุษยชาติ

The post 2024 ปีเลือกตั้งชี้ชะตาโลก ‘ความหวัง’ หรือ ‘ชนวนระเบิด’ ทางภูมิรัฐศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>