เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เลือกตั้งประธานาธิบดีส/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 11 Nov 2025 04:06:32 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทรัมป์ ขู่ฟ้อง BBC เรียกค่าเสียหาย 1 พันล้านดอลลาร์ หากไม่ลบสารคดีตัดต่อคำปราศรัย ภายใน 14 พ.ย. https://thestandard.co/trump-threatens-legal-action-bbc/ Tue, 11 Nov 2025 04:05:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1141940 ทรัมป์ ขู่ฟ้อง BBC เรียกค่าเสียหาย 1 พันล้านดอลลาร์ หากไม่ลบสารคดีตัดต่อคำปราศรัย ภายใน 14 พ.ย.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ดำเนินการทางกฎหมายต่อสำนั […]

The post ทรัมป์ ขู่ฟ้อง BBC เรียกค่าเสียหาย 1 พันล้านดอลลาร์ หากไม่ลบสารคดีตัดต่อคำปราศรัย ภายใน 14 พ.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ ขู่ฟ้อง BBC เรียกค่าเสียหาย 1 พันล้านดอลลาร์ หากไม่ลบสารคดีตัดต่อคำปราศรัย ภายใน 14 พ.ย.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ดำเนินการทางกฎหมายต่อสำนักข่าว BBC ของอังกฤษ หลังจากที่ผู้บริหารของ BBC ออกมายอมรับและแสดงความขอโทษต่อ กรณีสารคดีข่าว Panorama ซึ่งมีการตัดต่อคำปราศรัยของทรัมป์ ก่อนเกิดเหตุจลาจลบุกรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 จนทำให้ดูเหมือนว่าทรัมป์กำลังกระตุ้นกลุ่มผู้สนับสนุนเขาให้บุกไปยังรัฐสภา

 

โดยทีมทนายความของทรัมป์ ได้ส่งจดหมายถึงสำนักข่าว BBC ยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่

 

1.ขอให้เพิกถอนสารคดีฉบับดังกล่าวโดยสมบูรณ์และเป็นธรรม รวมถึงข้อความเท็จ หมิ่นประมาท ดูหมิ่น ทำให้เข้าใจผิด และยุยงปลุกปั่นอื่นๆ ทั้งหมดเกี่ยวกับประธานาธิบดีทรัมป์ ในลักษณะที่เห็นได้ชัดเช่นเดียวกับที่เผยแพร่ครั้งแรก

 

2.ขอให้ขออภัยในทันทีสำหรับข้อความเท็จ หมิ่นประมาท ดูหมิ่น ทำให้เข้าใจผิด และยุยงปลุกปั่นเกี่ยวกับประธานาธิบดีทรัมป์

 

3.ให้ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเหมาะสม

 

ทีมทนายของทรัมป์ เรียกการตัดต่อคำปราศรัยที่เกิดขึ้นว่า “เป็นเท็จ หมิ่นประมาท ดูหมิ่น และยุยงปลุกปั่น” และระบุว่าทรัมป์ “ได้รับความเสียหายทางการเงินและชื่อเสียงอย่างมหาศาล”

 

ขณะที่จดหมายยังระบุข้อความเตือนอย่างชัดเจนว่า “หาก BBC ไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อภายในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2025 เวลา 17.00 น. ตามเวลา EST ประธานาธิบดีทรัมป์จะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากบังคับใช้สิทธิตามกฎหมายและตามหลักความเป็นธรรม ซึ่งสิทธิเหล่านี้สงวนไว้โดยชัดแจ้งและไม่สามารถสละสิทธิ์ได้ รวมถึงการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายไม่น้อยกว่า 1,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ)”

 

BBC ในฐานะสถานีโทรทัศน์สาธารณะของอังกฤษ ได้ออกอากาศสารคดีข่าว Panorama ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2024 โดยเนื้อหาที่กลายเป็นประเด็น คือข้อความปราศรัยของทรัมป์ ที่พูดห่างกัน 54 นาที แต่ถูกตัดต่อให้เหลือเพียงสองประโยค ซึ่งทำให้ดูเหมือนทรัมป์กำลังบอกกลุ่มผู้สนับสนุนว่า “พวกเขาจะเดินไปที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ และจะสู้สุดใจ”

 

ภายหลังการกล่าวปราศรัยของทรัมป์ ผู้สนับสนุนเขาหลายพันคนได้เดินทางไปยังอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ โดยมีบางคนเข้าไปในอาคารและทะเลาะวิวาทกับตำรวจเพื่อพยายามหยุดการนับคะแนนเลือกตั้ง ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 5 คนจากเหตุจลาจลที่เกิดขึ้น ในช่วงเริ่มต้นการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของโจ ไบเดน

 

ด้าน ซามีร์ ชาห์ ประธาน BBC ได้ออกมาขอโทษต่อ “ความผิดพลาดในการตัดสินใจ” เกี่ยวกับการตัดต่อดังกล่าว ขณะที่ทิม เดวี ผู้อำนวยการใหญ่ BBC และเดโบราห์ เทอร์เนส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายข่าว ได้ลาออกเมื่อคืนวันอาทิตย์ (9 พฤศจิกายน) ที่ผ่านมา หลังจากที่หนังสือพิมพ์ The Telegraph ได้เผยแพร่บันทึกข้อความภายในที่เขียนโดยไมเคิล เพรสคอตต์ อดีตที่ปรึกษาของ BBC ซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สารคดี Panoram ว่า ‘ทำให้ผู้ชมเข้าใจผิด’ เนื่องจากการตัดต่อคำปราศรัยของทรัมป์ ที่ทำให้ดูเหมือนกับว่าเขากำลังยุยงให้ผู้คนบุกโจมตีอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ

 

ด้านทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความบน Truth Social โดยขอบคุณ The Telegraph และระบุว่า “บุคคลสำคัญของ BBC รวมถึงทิม เดวี ผู้บริหารระดับสูง ต่างลาออก/ไล่ออก เพราะพวกเขาถูกจับได้ว่า ‘แอบตัดต่อ’ คำปราศรัยที่ยอดเยี่ยม (สมบูรณ์แบบ!) ของผมเมื่อวันที่ 6 มกราคม”

 

“ขอบคุณ The Telegraph ที่เปิดโปง ‘นักข่าว’ คอร์รัปชันเหล่านี้ พวกเขาเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ที่พยายามสร้างสถานการณ์ที่ไม่เป็นธรรมให้กับการเลือกตั้งประธานาธิบดี ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังมาจากต่างประเทศ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นพันธมิตรอันดับหนึ่งของเรา ช่างเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับประชาธิปไตยจริงๆ!”

 

จริงๆ แล้วทรัมป์ พูดว่าอะไร?

 

ก่อนที่ผู้สนับสนุนจะก่อเหตุบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ทรัมป์ได้กล่าวปราศรัยต่อกลุ่มผู้สนับสนุนในกรุงวอชิงตัน โดยยืนยันความเชื่อว่าเขาชนะการเลือกตั้งปี 2020 และไบเดนได้ขโมยชัยชนะของเขาไป

 

ตลอดคำปราศรัยของเขา มีการใช้คำว่า “สู้” หลายครั้ง รวมถึงในประโยคที่ว่า “เราสู้สุดใจ และถ้าคุณไม่สู้สุดใจ คุณจะไม่มีประเทศอีกต่อไป”

 

นอกจากนี้ เขาได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาอ้างว่าเป็นหลักฐานการทุจริตในการเลือกตั้ง แม้ว่าศาลจะปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้ และยังเรียกร้องให้ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีของเขาในขณะนั้น ช่วยเขาด้วยการไม่ยอมรับผลคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เพนซ์ไม่ได้ทำ

 

ขณะที่ทรัมป์ ยังปราศรัยว่า “เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะเผชิญหน้ากับการโจมตีที่ร้ายแรงต่อประชาธิปไตยของเรา”

 

“และหลังจากนี้ เราจะเดินลงไป และผมจะอยู่ที่นั่นกับคุณ เราจะเดินลงไปที่อาคารรัฐสภา และเราจะส่งเสียงเชียร์สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชายหญิงผู้กล้าหาญของเรา และเราคงจะไม่ส่งเสียงเชียร์พวกเขามากนัก เพราะพวกคุณจะไม่มีวันนำประเทศของเรากลับคืนมาด้วยความอ่อนแอ พวกคุณต้องแสดงความแข็งแกร่งและคุณต้องเข้มแข็ง เรามาเรียกร้องให้รัฐสภาทำในสิ่งที่ถูกต้อง และนับเฉพาะผู้เลือกตั้งที่ถูกตั้งข้อหาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น”

 

ภาพ: REUTERS/Jack Taylor

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ ขู่ฟ้อง BBC เรียกค่าเสียหาย 1 พันล้านดอลลาร์ หากไม่ลบสารคดีตัดต่อคำปราศรัย ภายใน 14 พ.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
รีพับลิกันแลนด์สไลด์! เมื่อแฮร์ริสต้านพิษเงินเฟ้อและกระแสต่อต้าน Woke ไม่ไหว https://thestandard.co/republican-land-slide-harris-fight-inflation-anti-woke/ Thu, 07 Nov 2024 04:16:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1005668 ทรัมป์ แถลงชัยชนะกับครอบครัว

การเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน สรุป […]

The post รีพับลิกันแลนด์สไลด์! เมื่อแฮร์ริสต้านพิษเงินเฟ้อและกระแสต่อต้าน Woke ไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ แถลงชัยชนะกับครอบครัว

การเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน สรุปผลออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาดและได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป โดยที่เขาชนะที่รัฐสีม่วงทั้ง 7 สนาม ซึ่งถือว่าผิดคาดเล็กน้อย เพราะผลโพลก่อนเลือกตั้งระบุว่าเขาน่าจะชนะที่รัฐสีม่วงทางภาคใต้ (เนวาดา, แอริโซนา, นอร์ทแคโรไลนา และจอร์เจีย) อย่างสบายๆ ในขณะที่แฮร์ริสมีคะแนนนำอยู่เล็กน้อยที่รัฐสีม่วงทางภาคเหนือ (วิสคอนซิน, มิชิแกน และเพนซิลเวเนีย)

 

ยิ่งไปกว่านั้นพรรครีพับลิกันของเขายังพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากที่สภาสูงหรือวุฒิสภา โดยที่ผู้สมัครของพวกเขาชิงที่นั่งมาจากเดโมแครตได้ที่เวสต์เวอร์จิเนีย, โอไฮโอ และมอนแทนา ทำให้พวกเขาครองที่นั่งได้อย่างน้อยๆ 52 ที่นั่งจาก 100 ที่นั่งแล้ว ในขณะที่การเลือกตั้งของสภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ทราบผลอย่างเป็นทางการ เพราะเรายังต้องรอผลการนับคะแนนที่รัฐแคลิฟอร์เนียที่อาจใช้เวลากว่า 1 สัปดาห์ในการรอบัตรเลือกตั้งที่ส่งมาทางไปรษณีย์ แต่ก็มีแนวโน้มสูงว่ารีพับลิกันจะครองที่นั่งข้างมากในสภาล่างเช่นกัน

 

บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงเหตุผลเบื้องหลังความสำเร็จของทรัมป์และพรรครีพับลิกัน

 

การเมืองคือเรื่องปากท้อง

 

โลกยุคหลังโควิดนั้นประสบปัญหาเงินเฟ้ออย่างรุนแรง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบของรัฐบาลทั่วโลกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่มีการล็อกดาวน์ รวมไปถึงปัญหาการติดขัดของห่วงโซ่อุปทานอันเกิดจากการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งทำให้ประชาชนทั่วโลกได้รับผลกระทบจากปัญหาสินค้าราคาแพง นำไปสู่ความไม่พอใจในรัฐบาลของประเทศตน จนทำให้รัฐบาลยุคหลังโควิดพ่ายแพ้การเลือกตั้งในเกือบทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพรรคคอนเซอร์เวทีฟของสหราชอาณาจักรที่แพ้การเลือกตั้งให้กับพรรคเลเบอร์เป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ, พรรค LDP ของญี่ปุ่นที่เสียที่นั่งข้างมากในสภาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2009 หรือแม้แต่ประเทศไทยของเราที่เห็นการพ่ายแพ้ของพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติเมื่อปีที่แล้ว

 

สำหรับที่สหรัฐอเมริกานั้น ถึงแม้ว่ารัฐบาลของ โจ ไบเดน จะประคับประคองปัญหาเงินเฟ้อได้ค่อนข้างดีกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ แต่ชาวอเมริกันก็ยังมองว่าเขาทำได้ไม่ดีพอ อันเป็นผลให้คะแนนความนิยมของเขาตกต่ำ และก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาต้องยอมส่งไม้ต่อให้กับแฮร์ริส แต่แฮร์ริสก็เป็นรองประธานาธิบดีของเขา ซึ่งก็ต้องได้รับคำตำหนิในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ยิ่งเมื่อคู่แข่งของเธอเป็นทรัมป์ที่มีภาพของนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ และชาวอเมริกันก็มีภาพจำว่าเศรษฐกิจในยุครัฐบาลทรัมป์ 1 นั้นดีมาก (ก่อนที่จะมีปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด) ก็ยิ่งทำให้ชาวอเมริกันโหยหาและอยากเลือกทรัมป์กลับมาแก้ปัญหาข้าวยากหมากแพงอีกครั้ง

 

กระแส Woke ตีกลับ

 

อีกปัญหาของแฮร์ริสและเดโมแครตคือพวกเขาถูกมองว่าเป็นพรรคของพวก Woke ที่ให้ความสำคัญกับกลุ่ม LGBTQIA+ และความหลากหลายทางชาติพันธุ์ (Diversity, Equity and Inclusion) ซึ่งนั่นก็ทำให้ผู้ชายจำนวนมากมองว่าเดโมแครตไม่ใช่พรรคของพวกเขาและหันไปโหวตให้ทรัมป์แทน (สะท้อนมาใน Exit Poll) ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับชายผิวขาวเท่านั้น แต่ยังเกิดกับชายผิวสีโดยเฉพาะชายผิวสีอายุน้อยที่ไม่ได้มีความทรงจำเรื่องการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมือง (Civil Rights) เคียงบ่าเคียงไหล่มากับพรรคเดโมแครต ซึ่งนั่นทำให้คะแนนของแฮร์ริสลดลงทั้งในเขตเมืองและชนบท

 

มองไปในปี 2028

 

เดโมแครตเสนอให้ผู้หญิงขึ้นมาเป็นตัวแทนของพรรคมาแล้ว 2 ครั้งเพื่อสู้กับทรัมป์คือ ฮิลลารี คลินตัน ในปี 2016 และแฮร์ริสในปีนี้ ซึ่งพวกเขาก็พ่ายแพ้ทั้ง 2 ครั้ง ในขณะที่ครั้งเดียวที่พวกเขาเอาชนะทรัมป์ได้คือการให้ชายผิวขาวที่มีภาพลักษณ์ของการเป็นคนกลางๆ อย่างไบเดนมาเป็นผู้แทนพรรค เดโมแครตน่าจะนำข้อเท็จจริงนี้มาเป็นบทเรียนและน่าจะเลือกชายผิวขาวมาเป็นผู้แทนพรรคอีกครั้งในปี 2028 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่พวกเขากำลังสูญเสียคะแนนนิยมจากชายอายุน้อยด้วยภาพลักษณ์ของการเป็นพรรคที่ไม่ ‘แมน’ พอ

 

ภาพ: Jim Watson / AFP

 

The post รีพับลิกันแลนด์สไลด์! เมื่อแฮร์ริสต้านพิษเงินเฟ้อและกระแสต่อต้าน Woke ไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฮร์ริสประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ พร้อมช่วยทรัมป์ถ่ายโอนอำนาจ ขอผู้สนับสนุน ‘อย่าสิ้นหวัง’ https://thestandard.co/harris-concedes-election/ Thu, 07 Nov 2024 03:35:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1005659 แฮร์ริสประกาศยอมรับความพ่ายแพ้

คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้สมัครชิงประธ […]

The post แฮร์ริสประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ พร้อมช่วยทรัมป์ถ่ายโอนอำนาจ ขอผู้สนับสนุน ‘อย่าสิ้นหวัง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฮร์ริสประกาศยอมรับความพ่ายแพ้

คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้สมัครชิงประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต แถลงต่อกลุ่มผู้สนับสนุนโดยยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง และเปิดเผยว่า เธอแสดงความยินดีต่อ โดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว ซึ่งเธอยืนยันด้วยว่า จะให้ความช่วยเหลือทรัมป์ในการเปลี่ยนผ่านอำนาจประธานาธิบดีอย่างสันติ ขณะที่เรียกร้องให้กลุ่มผู้สนับสนุน ‘อย่าสิ้นหวัง’

 

“เมื่อเช้านี้ฉันพูดคุยกับทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ที่ได้รับเลือก และแสดงความยินดีกับชัยชนะของเขา ฉันยังบอกเขาด้วยว่า เราจะช่วยเขาและทีมของเขาในการเปลี่ยนผ่าน อีกทั้งเราจะดำเนินการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ” แฮร์ริสกล่าว

 

แฮร์ริสยังให้คำมั่นว่า เธอจะต่อสู้ในรูปแบบที่แตกต่างไปจากที่ทรัมป์เคยทำหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว โดยเธอจะยอมรับผลการเลือกตั้งตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยแบบอเมริกัน

 

“หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยแบบอเมริกันคือ เมื่อเราแพ้การเลือกตั้งเราก็ยอมรับผลการเลือกตั้ง ในขณะเดียวกันในประเทศของเรา เรามีความภักดีไม่ใช่แค่กับประธานาธิบดีหรือพรรคการเมือง แต่เป็นการภักดีต่อรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ต่อจิตสำนึก และต่อพระเจ้าของเรา ความภักดีของฉันต่อทั้ง 3 สิ่งนี้คือเหตุผลที่ฉันมาที่นี่เพื่อบอกว่า แม้ฉันจะยอมรับการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ฉันก็ไม่ยอมแพ้ต่อการต่อสู้ที่จุดชนวนให้เกิดการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ขึ้น ฉันรู้ว่าตอนนี้ผู้คนกำลังรู้สึกและประสบกับอารมณ์ต่างๆ มากมาย ฉันเข้าใจ แต่เราต้องยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้”

 

ขณะที่แฮร์ริสขอให้ผู้สนับสนุนยอมรับผลการเลือกตั้งและอย่าสิ้นหวัง โดยชี้ว่าตอนนี้่เป็นเวลาที่ต้องลุกขึ้นมาทำงานเพื่อตอบสนองต่อผลการเลือกตั้ง

 

“อย่าสิ้นหวัง นี่ไม่ใช่เวลาที่จะยอมแพ้ นี่คือเวลาที่จะลุยงาน นี่คือเวลาที่จะร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของเสรีภาพ ความยุติธรรม และอนาคต ซึ่งเราทุกคนรู้ว่าเราสามารถสร้างร่วมกันได้” แฮร์ริสกล่าว

 

โดยเธอยังส่งข้อความถึงชาวอเมริกันรุ่นใหม่ว่า “อย่ายอมแพ้” และ “อย่าหยุดพยายามทำให้โลกนี้เป็นสถานที่ที่ดีขึ้น”

 

แฮร์ริสกล่าวอีกว่า “ถึงคนหนุ่มสาวที่กำลังรับชมอยู่ เป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกเศร้าและผิดหวัง แต่โปรดรู้ไว้ว่ามันจะโอเค ในแคมเปญฉันมักจะพูดว่า ‘เมื่อเราต่อสู้เราก็ชนะ’ แต่ประเด็นคือบางครั้งการต่อสู้ก็ต้องใช้เวลาสักพัก มันไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีวันชนะ แต่สิ่งสำคัญคืออย่ายอมแพ้ อย่ายอมแพ้เด็ดขาด อย่าหยุดพยายามทำให้โลกนี้เป็นสถานที่ที่ดีขึ้น”

 

การแถลงของแฮร์ริสมีขึ้นราว 12 นาทีท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้าของกลุ่มผู้สนับสนุน ขณะที่ ทิม วอลซ์ คู่ชิงรองประธานาธิบดี ก็ปรากฏภาพยืนร้องไห้ในระหว่างการแถลงยอมรับความพ่ายแพ้

 

ภาพ: Kevin Lamarque TPX IMAGES OF THE DAY / Reuters

อ้างอิง:

The post แฮร์ริสประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ พร้อมช่วยทรัมป์ถ่ายโอนอำนาจ ขอผู้สนับสนุน ‘อย่าสิ้นหวัง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์โค้งสุดท้าย ‘ทรัมป์-แฮร์ริส’ ใครจะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป ไทยได้-เสียประโยชน์แค่ไหน เรื่องอะไรบ้างที่คนไทยต้องรู้ https://thestandard.co/trump-harris-next-us-thai/ Mon, 04 Nov 2024 06:43:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1003944 วิเคราะห์โค้งสุดท้าย ‘ทรัมป์-แฮร์ริส’

เหลืออีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นก็จะถึงวันชิงชัยศึกเล […]

The post วิเคราะห์โค้งสุดท้าย ‘ทรัมป์-แฮร์ริส’ ใครจะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป ไทยได้-เสียประโยชน์แค่ไหน เรื่องอะไรบ้างที่คนไทยต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์โค้งสุดท้าย ‘ทรัมป์-แฮร์ริส’

เหลืออีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นก็จะถึงวันชิงชัยศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2024

 

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ทางการเมืองแห่งปีที่ทั่วโลกต่างจับตาว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน หรือ คามาลา แฮร์ริส จากพรรคเดโมแครต ใครจะคว้าชัยชนะไปในครั้งนี้

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ไม่ว่าทรัมป์หรือแฮร์ริสจะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำของประเทศมหาอำนาจย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแนวทางการบริหารประเทศที่เขย่าการค้าไปทั่วโลก และมีผลต่อประเทศที่ค้าขายกับตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ เช่นเดียวกับไทย

 

THE STANDARD WEALTH ชวนวิเคราะห์ ไทยได้-เสียประโยชน์แค่ไหน เรื่องอะไรบ้างที่คนไทยต้องรู้

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับนโยบายเศรษฐกิจที่ส่งผลกับไทย โดยสรุปจากผลสำรวจซึ่งจัดทำโดย Reuters ร่วมกับ Ipsos ว่า แฮร์ริสมีคะแนนนิยมนำทรัมป์ที่ 46.0% ต่อ 43.0% ขณะที่ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดย FiveThirtyEight ระบุว่า แฮร์ริสมีคะแนนนิยมนำทรัมป์ที่ 48.2% ต่อ 46.4% โดยมีเพียง 5.4% ยังไม่ตัดสินใจเลือก

 

พูนพงษ์มองว่าคะแนนนิยมอยู่ในระดับใกล้เคียงกันมาก ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาก่อนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน โดยวิเคราะห์ดังต่อไปนี้

 

ทรัมป์ แฮร์ริส

 

แฮร์ริส: นโยบายของแฮร์ริสมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายสำหรับชนชั้นแรงงาน, ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค, เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ, เพิ่มสวัสดิการสังคม, ควบคุมราคายา/ค่ารักษาพยาบาล/พลังงานในประเทศ ซึ่งหากแฮร์ริสชนะเลือกตั้งคาดว่า

 

  1. การดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศจะเป็นไปในทิศทางเดิม อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าจะมีการประกาศนโยบายหรือมาตรการเพิ่มเติมหรือไม่
  2. อาจส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับพันธมิตรในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการลงทุน
  3. อาจมีแนวโน้มใช้มาตรการทางภาษีกับจีนนุ่มนวลกว่าทรัมป์ แต่ก็ยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับจีนอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

ไทยอาจได้ประโยชน์จาก

 

  • ผลดีต่อการลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานชีวมวล ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทไทยที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้เข้าร่วมลงทุนในสหรัฐฯ
  • การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่จะนำมาซึ่งโอกาสในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการร่วมลงทุนในเทคโนโลยีชั้นสูง เช่น การผลิตแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง
  • นโยบายของแฮร์ริสอาจส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยี 5G และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทโทรคมนาคมและซอฟต์แวร์ของไทยเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
  • โอกาสในการร่วมทุนระหว่างบริษัทไทยและสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมที่เป็นอนาคตต่างๆ เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ (AgriTech) ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย

 

อย่างไรก็ตาม อาจได้รับผลกระทบจากนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว ส่งผลให้ไทยต้องปรับเพิ่มมาตรการการผลิต เพื่อให้รักษาส่วนแบ่งตลาดภายในสหรัฐฯ ซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนส่วนเพิ่มที่เลี่ยงไม่ได้

 

รวมถึงการสนับสนุนยูเครนและอิสราเอลส่งผลกระทบทางอ้อมต่อต้นทุนพลังงานและความไม่มั่นคงของเศรษฐกิจโลกในทางอ้อม และการไม่เผชิญหน้าทางเศรษฐกิจกับจีนโดยตรง ส่งผลให้สหรัฐฯ อาจต้องประสานความร่วมมือกับชาติพันธมิตร ซึ่งส่งผลให้ไทยจำเป็นต้องมีจุดยืนในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

 

ไบเดน ยูเครน

ภาพ: Kevin Dietsch / Getty images

 

ทรัมป์: นโยบายของทรัมป์มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศสอดคล้องกับการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ส่งผลต่อเนื่องให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นโดยเปรียบเทียบและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของไทย ซึ่งหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งคาดว่า

 

  • อาจเห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในด้านนโยบายการต่างประเทศและจุดยืนบนเวทีความมั่นคงโลกในด้านภูมิรัฐศาสตร์ (ลดการให้ความช่วยเหลือประเทศที่อยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง เช่น ยูเครน และลดบทบาทของสหรัฐฯ ในการสนับสนุนความมั่นคงบนเวทีโลกอย่าง NATO)
  • การเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในด้านนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ การใช้มาตรการปกป้องทางการค้าของสหรัฐฯ จะเข้มข้นขึ้น รวมถึงสงครามการค้ากับจีนจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
  • มาตรการภาษีนำเข้าซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน
  • อาจเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี

 

พาณิชย์ชี้ ไทยอาจได้ประโยชน์ 2 ด้าน แต่หากทรัมป์ชนะ นโยบาย America First มีผลต่อการลงทุนไทย ดังนี้

 

  1. การย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทย
  2. ความต้องการสินค้าทดแทนสินค้าจีนจากไทยในตลาดสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม อาจได้รับผลกระทบจาก

 

  1. มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีส่งผลทางอ้อมให้ไทยมีต้นทุนในการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับสหรัฐฯ เพื่อรักษาในตลาดสหรัฐฯ
  2. ส่งผลให้การลงทุนจากสหรัฐฯ ในไทยลดลง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิต การใช้มาตรการจูงใจทางภาษีเพื่อดึงการลงทุนกลับสู่สหรัฐฯ ทำให้บริษัทสหรัฐฯ ที่มีฐานการผลิตในไทยพิจารณาย้ายกลับประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย
  3. เกิดการชะลอตัวของการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ สู่ไทย ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะยาว การลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) และนวัตกรรมจากบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในไทยลดลง

 

รวมถึงเกิดการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงบางประเภท เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี 5G ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของไทย

 

ด้านภาสกร ชัยรัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า การเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของไทย “ส่งสัญญาณเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น” โดยมีปัจจัยความกังวลต่อผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

“ผลต่ออุตสาหกรรมไทยจะมีทั้งได้รับอานิสงส์และผลกระทบ ดังนั้น สศอ. จึงแนะผู้ประกอบการเฝ้าติดตามผลกระทบที่ต่อภาคอุตสาหกรรมไทย เพื่อให้สามารถปรับตัวได้ทัน”

 

จรีพร จารุกรสกุล

 

เมื่อเร็วๆ นี้ THE STANDARD WEALTH พูดคุยกับ จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยจรีพรกล่าวว่า “ไม่ว่าตัวแทนพรรคจะเป็นเดโมแครตหรือรีพับลิกัน ทรัมป์จะกลับมา หรือแฮร์ริสจะขึ้นมาเป็นผู้นำสหรัฐฯ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนโยบายสหรัฐฯ ก็ยังมองแบบคนอเมริกันคือยึดความเป็น America First สหรัฐฯ ต้องมาก่อนและไม่ยอมให้เบอร์ 2 ขึ้นมาแทนที่ การหาเสียงของพรรคการเมืองจะยังมองจีนเป็นผู้ร้ายเสมอ ถ้ายังจำได้ 4 ปีที่แล้วตอน โจ ไบเดน หาเสียงก็เป็นเช่นนี้”

 

ดังนั้นสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ (Trade War) จะยังเกิดขึ้นต่อไป อย่างไรก็ตาม อาเซียนและไทยจะได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต

 

มองข้ามช็อต Trade War และภูมิรัฐศาสตร์ ยังร้อนแรง

 

สอดคล้องกับ ปณิธาน ปวโรฬารวิทยา รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งกล่าวในงานสัมมนา ‘US Election 2024 เจาะลึก ศึกชิงทำเนียบขาว’ ในหัวข้อ ‘เลือกตั้งอเมริกา ส่งผลอย่างไรต่อไทย’ ว่า ทั้ง 2 พรรคต่างมีนโยบายที่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้าของประเทศเป็นหลัก

 

“ไทยซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ จำเป็นต้องวางแผนและเตรียมรับมือ เพราะไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้นำสหรัฐฯ ก็ตาม ล้วนมีผลกระทบไปทั่วโลกรวมถึงไทย”

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะต้องมองข้ามช็อตและเฝ้าติดตามคือสงครามการค้า, ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์, สงครามสกุลเงิน และสหรัฐฯ มองจีนเป็นภัยของประเทศ ด้วยเหตุนี้มีโอกาสที่สินค้าจีนไหลเข้ามาในไทยต่อเนื่อง

 

ขณะที่ในแง่การค้า เศรษฐกิจ และการเมือง “ไทยไม่ควรแสดงจุดยืนการเลือกข้าง แต่ควรวางตัวให้เหมาะสม ทำให้เป็นที่รัก สร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนจากทั้ง 2 ประเทศ”

 

เช่นเดียวกับ สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่าไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร นโยบายต่อต้านจีนจะเกิดขึ้นและทวีความร้อนแรงขึ้น ดังนั้นไทยควรมองหาโอกาสการค้าและวางตัวเป็นกลาง

 

 เกรียงไกร เธียรนุกุล

 

ประธาน ส.อ.ท. มองว่าจีนยังคงเป็นศัตรูหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ

 

ขณะที่ เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. มองว่าไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร แม้นโยบายของทั้ง 2 คนจะแตกต่าง แต่ก็มองจีนเป็นคู่แข่งและศัตรูหมายเลข 1

 

อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจความคิดเห็นในช่วงโค้งสุดท้ายของรัฐสมรภูมิก็ยังพบว่าคะแนนของผู้สมัครทั้ง 2 คนสูสีกัน ซึ่งต้องเฝ้าจับตารัฐตัวแปรคือเพนซิลเวเนีย ซึ่งเป็นรัฐ Swing State

 

“แต่ไม่ว่าใครจะคว้าชัยก็ย่อมส่งผลไปทั่วโลกรวมถึงไทย โดยผลที่เกิดกับไทยต้องจับตาการส่งออก, สงครามการค้า (Trade War) และภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ยังร้อนแรงต่อไป”

 

โดยไทยจะได้อานิสงส์จากมาตรการขึ้นกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีนในบางอุตสาหกรรม ส่งผลให้มีการย้ายฐานการผลิตมายังไทย โดยสินค้าจากจีนจะถูกตั้งกำแพงสูงขึ้น และอนาคตมีความเป็นไปได้ว่าสหรัฐฯ จะซื้อสินค้าจากจีนน้อยลง และหันมาซื้อสินค้าจากประเทศอื่นรวมถึงไทยแทน

 

ดังจะเห็นว่าไบเดนประกาศขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่นำเข้าจากจีน จากเดิม 25% เป็น 100% และเรียกเก็บภาษี 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนพฤษภาคม ในอุตสาหกรรมนำเข้าจากจีน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดและแผงโซลาร์เซลล์

 

ทรัมป์กับการกลับมาของวลี Make America Great Again

 

ขณะที่นโยบายของทรัมป์นั้นจะมีความรุนแรงขึ้นกว่า โดยประเด็นหลักคือการขึ้นภาษีอย่างน้อย 10-20% จากทุกประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯ แต่เพิ่มกำแพงภาษีจีนสูงถึง 60-100%

 

ดังนั้นจะเห็นว่านโยบายของทั้ง 2 พรรคต่างมีความรุนแรงขึ้น ซึ่งทรัมป์ยังคงย้ำนโยบาย Make America Great Again ที่ให้น้ำหนักเรื่องดุลการค้าและความมั่นคงมาเป็นอันดับแรก

 

ส่วนนโยบายลงทุนของแฮร์ริสก็จะดำเนินนโยบายต่อจากไบเดน คือเพิ่มการเก็บภาษีจากปัจจุบัน 21% เป็น 28% เน้นการลงทุนในประเทศที่เป็นมิตร เช่น เวียดนาม, เม็กซิโก และไทย

 

ส่วนทรัมป์จะส่งเสริมการลงทุนในประเทศให้กลับมา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทค เพื่อสร้างเศรษฐกิจ จ้างงานชาวอเมริกัน สร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยมีนโยบายลดภาษีนิติบุคคล 15%

 

ส่วนเรื่องการกีดกันด้านเทคโนโลยี ทรัมป์จะมีความรุนแรงกว่าไบเดน ซึ่งหากแฮร์ริสได้รับชัยชนะก็จะดำเนินการเหมือนเดิม เช่น การออกกฎหมาย CHIPS and Science Act ที่สหรัฐฯ ใช้ในการเสริมสร้างการผลิตและการวิจัยอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศ

 

หมายความว่าสหรัฐฯ จะไม่ถ่ายทอดเทคโนโลยีชั้นสูงหรือขายเทคโนโลยีเหล่านี้ไปยังประเทศที่ไม่เป็นมิตร นั่นก็หมายถึงจีน

 

จับตานโยบายสีเขียว ชี้ว่าไทยต้องตั้งรับ มีล็อบบี้ยิสต์วางนโยบายให้ชัดเจน

 

ส่วนมิติปัญหาเรื่องผลกระทบของสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรม ทั้ง 2 พรรคมีความแตกต่างกัน โดยแฮร์ริสและไบเดนยังคงให้ความสำคัญในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดการใช้พลังงานฟอสซิล สนับสนุนพลังงานสีเขียว แต่ทรัมป์ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก

 

เกรียงไกรทิ้งท้ายว่า “เมื่อมองภาพรวมส่วนตัวคิดว่าไทยจะได้ประโยชน์ เพียงแต่หากทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ไทยต้องมีล็อบบี้ยิสต์ในการเจรจาและวางนโยบายที่ชัดเจน”

 

เพราะทรัมป์จะวางกลยุทธ์ลักษณะหมูไปไก่มา แต่หากเป็นแฮร์ริสก็จะยังดำเนินการเช่นเดียวกับไบเดน เพราะฉะนั้นเรายังมีโอกาสได้เปรียบทางการค้าหากมีการเจรจาที่ดี และต้องวางมาตรการรับมือสินค้าจีนที่ยังคงทะลักมาอาเซียนและไทยให้ดีและต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นจะกระทบอุตสาหกรรมไทยหนักขึ้นมากกว่า 25 อุตสาหกรรมแน่นอน

 

มาดามรถถัง-นพรัตน์ กุลหิรัญ

 

ท้ายสุด มาดามรถถัง-นพรัตน์ กุลหิรัญ ผู้ก่อตั้ง บริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด กล่าวว่า ชัยเสรีเป็นหนึ่งในบริษัทไทยที่มีศักยภาพในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งผลิตยานพาหนะทางการทหาร เพื่อรองรับตลาดในประเทศและส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก 37 กว่าประเทศมานาน โดยมองว่าข้อได้เปรียบของไทยคือการซื้อขายที่ไม่อิงการเมือง เป็นการซื้อขายระหว่างประเทศ ดังนั้นการเผชิญกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โดยที่ไทยไม่เลือกข้าง อีกทั้งไทยมีช่องทางการทูตสามารถส่งออกไปได้แทบทุกที่ ทำให้ต่างชาติต่างเลือกที่จะมาลงทุนในไทย

The post วิเคราะห์โค้งสุดท้าย ‘ทรัมป์-แฮร์ริส’ ใครจะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป ไทยได้-เสียประโยชน์แค่ไหน เรื่องอะไรบ้างที่คนไทยต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : ถนนทุกสายมุ่งสู่เพนซิลเวเนีย กับสนาม End Game ที่อาจตัดสินว่าใครเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ https://thestandard.co/2024-us-election-endgame-battleground/ Wed, 30 Oct 2024 12:48:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1001904 เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024

เป็นที่ทราบกันดีว่าในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ทั […]

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : ถนนทุกสายมุ่งสู่เพนซิลเวเนีย กับสนาม End Game ที่อาจตัดสินว่าใครเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024

เป็นที่ทราบกันดีว่าในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ทั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน และ คามาลา แฮร์ริส จากพรรคเดโมแครต ต่างพากันทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อหาเสียงใน 7 รัฐสีม่วงที่ผลการเลือกตั้งอาจออกได้ 2 หน้า รัฐเหล่านี้ประกอบด้วย เนวาดา, แอริโซนา, วิสคอนซิน, มิชิแกน, เพนซิลเวเนีย, นอร์ทแคโรไลนา และจอร์เจีย

 

ซึ่งในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ผลโพลชี้ว่าทรัมป์มีคะแนนนำเล็กน้อยที่รัฐสีม่วงทางภาคใต้ (เนวาดา, แอริโซนา, นอร์ทแคโรไลนา และจอร์เจีย) ในขณะที่แฮร์ริสมีคะแนนนำเล็กน้อยที่รัฐสีม่วงทางภาคเหนือ (วิสคอนซิน, มิชิแกน และเพนซิลเวเนีย) ซึ่งถ้าผลการเลือกตั้งออกมาอย่างที่โพลทำนายจริงๆ จะแปลว่าแฮร์ริสจะชนะเลือกตั้งไปอย่างฉิวเฉียด ได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไปด้วยคะแนนจากคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) 270 ต่อ 268 คะแนน

 

แต่คะแนนยังห่างกันไม่มาก

 

อย่างไรก็ดี ในบรรดา 3 รัฐที่แฮร์ริสมีคะแนนนำนั้น ผลโพลระบุว่าเธอมีคะแนนนำไม่มาก คือแค่ประมาณ 1% โดยเฉพาะที่เพนซิลเวเนียซึ่งคะแนนนำของเธอดูจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผลโพลจากสำนักข่าว CBS ที่ออกมาในวันที่ 29 ตุลาคมระบุว่าคะแนนของเธอตกลงมาเสมอกับทรัมป์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถ้าเธอพลิกกลับมาแพ้ที่เพนซิลเวเนีย นั่นจะทำให้ตำแหน่งประธานาธิบดีตกเป็นของทรัมป์ทันที เพราะเขาจะมีคะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งขึ้นไปที่ 287 คะแนน

 

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เพนซิลเวเนียจะเป็นสนามเลือกตั้งที่ทั้งคู่ต่างใช้เวลาและทรัพยากรในช่วงโค้งสุดท้าย เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงมาให้ได้ โดยที่ทรัมป์ขึ้นปราศรัยหาเสียงที่เพนซิลเวเนียแล้วถึง 18 ครั้ง ในขณะที่แฮร์ริสขึ้นปราศรัยแล้ว 9 ครั้ง และทั้งคู่ก็มีแผนที่จะขึ้นเวทีหาเสียงอีกในช่วงสัปดาห์สุดท้าย

 

ภูมิศาสตร์การเมืองของเพนซิลเวเนีย

 

เพนซิลเวเนียมีเมืองใหญ่ 2 เมือง คือ ฟิลาเดลเฟียทางตะวันออก และพิตต์สเบิร์กทางตะวันตก ซึ่ง 2 เมืองใหญ่นี้คือฐานเสียงที่สำคัญของพรรคเดโมแครต ในขณะที่เขตชนบทซึ่งอยู่ระหว่าง 2 เมืองนี้เป็นที่อาศัยของชนชั้นแรงงานผิวขาว ฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน ส่วนเขตชานเมืองของทั้ง 2 เมืองคือสนามต่อสู้ที่สำคัญซึ่งคะแนนโอนเอนไปมาระหว่าง 2 พรรค

 

อันที่จริงในการเลือกตั้งปี 2016 ฮิลลารี คลินตัน สามารถเอาชนะทรัมป์ที่เขตชานเมือง โดยเฉพาะที่ชานเมืองของฟิลาเดลเฟีย แต่คลินตันกลับมีปัญหากับฐานเสียงของตัวเอง โดยเฉพาะคนผิวสีในฟิลาเดลเฟียที่ออกมาใช้สิทธิน้อยเกินคาด ในขณะที่ทรัมป์สามารถเอาชนะใจคนผิวขาวในเขตชนบทได้มากกว่าผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันคนก่อนๆ แถมพวกเขายังออกมาใช้สิทธิกันอย่างถล่มทลาย ทำให้สุดท้ายแล้วทรัมป์ชนะคลินตันไปได้กว่า 40,000 เสียง

 

ในส่วนของการเลือกตั้งในปี 2020 นั้น โจ ไบเดน พลิกกลับมาชนะทรัมป์ได้ประมาณ 80,000 เสียง โดยชัยชนะของเขาเกิดจากคะแนนเสียงที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในเขตชานเมือง อันเป็นผลจากชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในแถบชานเมือง (ซึ่งมักจะเป็นคนมีการศึกษาระดับปริญญา) ไม่พอใจกับพฤติกรรมหลายอย่างของทรัมป์ที่พวกเขามองว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ไม่เหมาะสมต่อการเป็นผู้นำประเทศ (เช่น การพูดโกหก การพูดจาเหยียดคนผิวสี การใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วง) รวมถึงความล้มเหลวในการจัดการบริหารการระบาดของโรคโควิด นอกจากนั้น ไบเดนยังแพ้ทรัมป์ที่เขตชนบทน้อยลงกว่าสมัยคลินตัน เพราะเขามีภาพลักษณ์ของการเป็นนักการเมืองสายกลางติดดิน ที่เข้าถึงชาวอเมริกันผิวขาวชนชั้นแรงงานได้มากกว่านักการเมืองจากพรรคเดโมแครตคนอื่นๆ

 

การต่อสู้ในปี 2024

 

ข้อได้เปรียบของแฮร์ริสในการเลือกตั้งครั้งนี้คือการที่ชาวอเมริกันในเขตชานเมืองที่เคยโหวตให้พรรครีพับลิกันหันมาโหวตให้พรรคเดโมแครตมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีในสมัยแรก ด้วยเหตุที่พวกเขาไม่ชอบความโกลาหลที่มาพร้อมกับรัฐบาลของทรัมป์ รวมทั้งปัญหาพฤติกรรมส่วนตัวของเขาเอง

 

อย่างไรก็ดี แฮร์ริสไม่ได้มีภาพของการเป็นนักการเมืองสายกลางแบบไบเดน เพราะเธอเคยวางตัวไว้ว่าเป็นนักการเมืองแบบซ้ายขนานแท้ในสมัยที่เธอลงเลือกตั้งขั้นต้น เพื่อเป็นผู้แทนพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งปี 2016 (ซึ่งในที่สุดแล้วไบเดนเป็นผู้ชนะ) ทำให้คะแนนนิยมของเธอน่าจะแพ้ไบเดนในเขตชนบท

 

เมื่อปัจจัย 2 อย่างนี้สวนทางกัน นั่นก็จะทำให้คะแนนของทั้ง 2 ผู้สมัครนั้นสูสีกันมาก และเพนซิลเวเนียก็น่าจะเป็นสนาม End Game ซึ่งอาจตัดสินว่าใครจะได้เป็นผู้นำทำเนียบขาวคนต่อไป

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : ถนนทุกสายมุ่งสู่เพนซิลเวเนีย กับสนาม End Game ที่อาจตัดสินว่าใครเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024: เทียบนโยบายทรัมป์-แฮร์ริส ใครมีจุดยืนอย่างไร? https://thestandard.co/trump-harris-policy-comparison/ Thu, 26 Sep 2024 03:17:52 +0000 https://thestandard.co/?p=988144 นโยบาย ทรัมป์-แฮร์ริส

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะเปิดฉากวันที่ 5 พ […]

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024: เทียบนโยบายทรัมป์-แฮร์ริส ใครมีจุดยืนอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
นโยบาย ทรัมป์-แฮร์ริส

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะเปิดฉากวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ สิ่งสำคัญที่ใช้ประกอบการตัดสินใจโหวตของชาวอเมริกันว่าใครจะได้เข้าสู่ทำเนียบขาวคือนโยบายต่างๆ ของผู้สมัคร ที่จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของชาวอเมริกัน และอาจมีผลกระทบอย่างยิ่งต่อโลก รวมถึงประเทศไทย

 

โดยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้ง 2 ผู้สมัครหลักคือ อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน และรองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส จากพรรคเดโมแครต ต่างพยายามนำเสนอและให้คำมั่นที่จะดำเนินการในหลากหลายนโยบาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า ภาษี กฎหมายทำแท้ง กฎหมายอาวุธปืน การตรวจคนเข้าเมือง ระบบดูแลสุขภาพ นโยบายพลังงานและสภาพภูมิอากาศ และนโยบายด้านการต่างประเทศ

 

และนี่คือจุดยืนและแนวนโยบายของทรัมป์และแฮร์ริส 

 

เศรษฐกิจ

 

แฮร์ริส: แฮร์ริสเคยกล่าวว่า ภารกิจสำคัญที่สุดลำดับแรกที่เธอจะทำหากได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คือการลดค่าใช้จ่าย ทั้งด้านอาหารและที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวชนชั้นแรงงาน 

 

โดยเธอให้คำมั่นว่าจะสั่งห้ามการขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และช่วยเหลือผู้ซื้อบ้านหลังแรก ขณะที่ให้แรงจูงใจเพื่อเพิ่มอุปทานด้านที่อยู่อาศัย

 

ทรัมป์: ทรัมป์เคยประกาศคำมั่นว่าจะยุติภาวะเงินเฟ้อ และทำให้สหรัฐฯ กลับมามีค่าครองชีพและราคาบ้านในระดับที่เหมาะสมและเข้าถึงได้อีกครั้ง

 

เขาให้สัญญาว่าจะลดอัตราดอกเบี้ย แม้จะเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีไม่สามารถควบคุมได้ พร้อมเสนอลดต้นทุนราคาบ้าน โดยเปิดพื้นที่ของรัฐบาลกลางให้พัฒนา ขณะที่มองว่าการเนรเทศผู้อพยพเข้าเมืองที่ไร้เอกสารจะช่วยลดแรงกดดันต่อราคาบ้านที่เพิ่มสูง

 

การค้า ภาษีศุลกากร

 

แฮร์ริส: รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน และแฮร์ริส พยายามกระตุ้นการค้ากับพันธมิตรทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ โดยใช้มาตรการทางภาษีและเครื่องมืออื่นๆ ในการไล่ล่าคู่แข่ง เช่น จีน 

 

ที่ผ่านมารัฐบาลของพรรคเดโมแครตยังคงเก็บนโยบายจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนของทรัมป์ไว้ แต่เพิ่มการห้ามส่งออกชิปคอมพิวเตอร์ระดับสูงไปยังจีน และให้แรงจูงใจเพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ 

 

ขณะที่ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ยังเพิ่มการจัดเก็บภาษีสินค้าจากจีน ซึ่งครอบคลุมถึงรถยนต์ไฟฟ้า เหล็กและอะลูมิเนียม รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ

 

ทรัมป์: อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการให้เพิ่มการจัดเก็บภาษีอย่างมากสำหรับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด โดยเคยกล่าวไว้ว่า สหรัฐฯ “ต้องเสียภาษีศุลกากร 10-20% สำหรับประเทศต่างๆ ที่เอารัดเอาเปรียบมานานหลายปี” 

 

เขาเสนอให้เพิ่มภาษีสำหรับสินค้าจีนสูงถึง 100% โดยถือว่าภาษีเหล่านี้เป็นช่องทางในการสนับสนุนงบประมาณสำหรับการลดหย่อนภาษีอื่นๆ ตลอดจนลดการขาดดุล และอาจนำไปใช้เป็นทุนสำหรับนโยบายต่างๆ เช่น การดูแลเด็ก แม้ว่าการขึ้นภาษีศุลกากรอาจส่งผลกระทบให้สินค้าขึ้นราคา และไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้แก่รัฐก็ตาม 

 

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้รัฐสภาผ่านกฎหมายให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากรแบบต่างตอบแทนกับประเทศใดก็ตามที่เรียกเก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ 

 

ทั้งนี้ ทรัมป์มุ่งเน้นนโยบายแข่งขันทางการค้าส่วนใหญ่ไปที่จีน โดยเสนอให้ยกเลิกการนำเข้าสินค้าจำเป็นจากจีน เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เหล็กกล้า และยา ขณะที่ต้องการห้ามบริษัทจีนเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ ในภาคส่วนต่างๆ เช่น พลังงาน เทคโนโลยี และที่ดินสำหรับทำการเกษตร

 

ภาษี

 

แฮร์ริส: แฮร์ริสให้คำมั่นที่จะลดหย่อนภาษีแก่ครอบครัวชนชั้นกลางมากกว่า 100 ล้านครัวเรือน ขณะที่สนับสนุนการให้เครดิตภาษีสำหรับครอบครัวที่มีลูก จำนวน 3,600 ดอลลาร์ต่อลูก 1 คน และเสนอเครดิตภาษีพิเศษ 6,000 ดอลลาร์สำหรับพ่อแม่มือใหม่ 

 

เธอเคยประกาศว่า รัฐบาลภายใต้การนำของเธอจะขยายเครดิตภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรก และผลักดันให้มีการสร้างบ้านใหม่ 3 ล้านหน่วยภายใน 4 ปี ขณะเดียวกันจะยกเลิกเก็บภาษีทิปและส่งเสริมการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ประกอบการ 

 

เช่นเดียวกับไบเดน แฮร์ริสต้องการปรับขึ้นอัตราภาษีนิติบุคคลเป็น 28% และภาษีขั้นต่ำสำหรับนิติบุคคลเป็น 21% โดยอัตราภาษีนิติบุคคล ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 21% ขณะที่ภาษีขั้นต่ำสำหรับนิติบุคคล ซึ่งมีการปรับขึ้นภายใต้กฎหมายลดเงินเฟ้อนั้นอยู่ที่ 15% สำหรับบริษัทที่มีรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี

 

ทรัมป์: ทรัมป์สัญญาว่าจะขยายการลดหย่อนภาษีทั้งหมดภายใต้นโยบายยกเครื่องภาษีที่เขาผลักดันระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2017 ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดในปีหน้า และเสนอให้ลดอัตราภาษีนิติบุคคลโดยรวมจาก 21% เป็น 15% แต่เฉพาะกับบริษัทที่ผลิตสินค้าในสหรัฐฯ เท่านั้น

 

โดยเขาจะยกเลิกการขึ้นภาษีใดๆ ก็ตามที่ไบเดนลงนามเป็นกฎหมาย นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าจะยกเลิกการลดหย่อนภาษีบางรายการในยุคไบเดน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและรถยนต์ไฟฟ้า

 

ขณะที่เขายังเสนอให้ยกเลิกภาษีทิปที่พนักงานได้รับเช่นเดียวกับแฮร์ริส และยกเลิกการเก็บภาษีสวัสดิการจากประกันสังคม

 

ทำแท้งถูกกฎหมาย

 

แฮร์ริส: แฮร์ริสเรียกร้องให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายรับรองการเข้าถึงการทำแท้ง ซึ่งเป็นสิทธิของประชาชนที่มีมาเกือบ 50 ปีก่อนที่จะถูกศาลฎีกาพลิกคำตัดสิน 

 

ที่ผ่านมาแฮร์ริสวิพากษ์วิจารณ์นโยบายห้ามการทำแท้งในรัฐที่พรรครีพับลิกันควบคุม และให้คำมั่นว่าหากได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เธอจะขัดขวางการห้ามทำแท้งที่อาจเกิดขึ้นทั่วประเทศ หากพรรครีพับลิกันได้ครองอำนาจเสียงข้างมากในสภาคองเกรส

 

ทรัมป์: ขณะที่ทรัมป์เคยประกาศเมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมาว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับการเข้าถึงหรือห้ามการทำแท้ง ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐต่างๆ

 

เขาเคยกล่าวไว้ว่า จะไม่ลงนามในกฎหมายห้ามการทำแท้งในระดับชาติ และล่าสุดยืนยันว่าจะไม่พยายามขัดขวางการเข้าถึงยาทำแท้ง

 

กฎหมายควบคุมอาวุธปืน

 

แฮร์ริส: แฮร์ริสเผยระหว่างการหาเสียงที่ผ่านมาว่า เธอครอบครองอาวุธปืนเช่นกัน แต่ขณะเดียวกันเธอก็สนับสนุนกฎหมายและมาตรการเพื่อควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดมากขึ้น โดยระหว่างดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดรัฐแคลิฟอร์เนีย เธอเคยให้ความเห็นเรื่องนี้ และมองว่ากฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่สมเหตุสมผลช่วยปกป้องชีวิตคนได้ และมองว่าต้องเก็บปืนให้อยู่ห่างจากคนที่อันตราย

 

ทรัมป์: ขณะที่ทรัมป์แสดงการสนับสนุนสิทธิในการครอบครองปืน และสมาคมปืนไรเฟิลแห่งชาติ (National Rifle Association: NRA) อันเป็นองค์กรทรงอิทธิพลด้านอาวุธปืนในสหรัฐฯ โดยเขามองว่า ปัญหาความรุนแรงจากปืนไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากปืน แต่เป็นปัญหาด้านสังคม วัฒนธรรม และปัญหาด้านสุขภาพจิต

 

ขณะที่ทรัมป์ประกาศว่า หากได้รับเลือกตั้ง เขาจะยกเลิกทุกมาตรการคุมเข้มอาวุธปืนของไบเดนที่ก่อผลกระทบต่อผู้ผลิตและผู้ครอบครองปืน

 

นโยบายคนเข้าเมือง

 

แฮร์ริส: แฮร์ริสได้รับเลือกโดยไบเดนให้ดำเนินการตรวจสอบสาเหตุหลักของปัญหาผู้อพยพบริเวณชายแดนทางตอนใต้ของสหรัฐฯ โดยในแคมเปญหาเสียงครั้งนี้ เธอแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวขึ้นในการคุมเข้มแนวชายแดน และเน้นย้ำถึงประสบการณ์ในฐานะอัยการรัฐแคลิฟอร์เนียที่ต่อสู้กับขบวนการค้ามนุษย์

 

ขณะที่เธอคัดค้านการแยกครอบครัวของผู้อพยพ และสนับสนุนให้ผู้อพยพที่เป็นคู่สมรสและไม่มีเอกสารของพลเมืองสหรัฐฯ สามารถยื่นขอกรีนการ์ดได้

 

ทรัมป์: ทรัมป์เคยประกาศว่าจะดำเนินการเนรเทศผู้อพยพภายในประเทศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และจะนำนโยบายจำกัดผู้อพยพที่เขาเคยวางไว้ในสมัยแรกกลับมา อีกทั้งยังมีแนวคิดยุติสิทธิพลเมืองโดยกำเนิดของบุคคลที่เกิดในสหรัฐฯ ซึ่งพ่อและแม่อยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย

 

ในการหาเสียงที่ผ่านมา ทรัมป์ประกาศจะขยายมาตรการห้ามการเดินทางเข้าสหรัฐฯ ที่เดิมกำหนดเป้าหมายพลเมืองจาก 7 ประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ซึ่งหลังเกิดเหตุการณ์โจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ทรัมป์ระบุว่า เขาจะกำหนดให้มีการ ‘คัดกรองอุดมการณ์’ สำหรับกลุ่มผู้อพยพที่มีแนวคิดสุดโต่งและอันตราย 

 

นโยบายต่างประเทศ

 

จีน

 

แฮร์ริส: แฮร์ริสสนับสนุนมุมมองของรัฐบาลไบเดนที่มีต่อจีน ในฐานะภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยที่ผ่านมาเธอมีส่วนช่วยรัฐบาลสหรัฐฯ ในการเสริมสร้างพันธมิตรในภูมิภาค เพื่อเป็นการถ่วงดุลกับพฤติกรรมก้าวร้าวของปักกิ่งในทะเลจีนใต้ ขณะที่สนับสนุนรัฐบาลไบเดนในการจำกัดการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ไปยังจีนด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง

 

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นไต้หวัน ยังไม่ชัดเจนว่าแฮร์ริสพร้อมที่จะเห็นด้วยกับมุมมองของไบเดนที่เคยประกาศว่าสหรัฐฯ จะปกป้องไต้หวันหากถูกจีนโจมตีหรือไม่

 

ทรัมป์: ทรัมป์ต้องการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตราสูง โดยมองว่าแรงงานในสหรัฐฯ ต้องทนแบกรับความลำบากจากสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘การค้าที่ไม่เป็นธรรม’ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อจีน 

 

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า หากได้รับเลือกตั้ง เขาจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอย่างน้อย 60% นอกจากนี้ยังวางแผนที่จะผลักดันภาคการผลิตในสหรัฐฯ เพื่อที่ประเทศจะไม่ต้องพึ่งพาสินค้าสำคัญจากจีน ซึ่งทรัมป์ยืนยันว่า เขาจะห้ามจีนไม่ให้เป็นเจ้าของ ‘โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ’ ในสหรัฐฯ 

 

อิสราเอล กาซา

 

แฮร์ริส: สำหรับปัญหาสงครามในฉนวนกาซา แฮร์ริสมีท่าทีสนับสนุนแนวทางของรัฐบาลไบเดน คือการผลักดันให้ลดระดับความขัดแย้งและความรุนแรง และพยายามเป็นตัวกลางในการเจรจาหยุดยิงและปลดปล่อยตัวประกัน ขณะที่สนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาแบบสองรัฐ (Two-State Solution)

 

อย่างไรก็ตาม แฮร์ริสก็แสดงให้เห็นสัญญาณว่า เธอเอนเอียงไปตามแนวทางของกลุ่มหัวก้าวหน้ามากกว่าไบเดน โดยเธอสนับสนุนสิทธิของอิสราเอลในการป้องกันตนเองและการกำจัดกลุ่มฮามาส 

 

ทรัมป์: ขณะที่ทรัมป์มองว่า การโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมปีที่แล้วจะไม่เกิดขึ้นเลยหากเขาเป็นประธานาธิบดี โดยเขาสนับสนุนให้ยุติสงครามโดยเร็ว แต่ไม่ได้เสนอว่าอิสราเอลควรทำข้อตกลงภายใต้เงื่อนไขใดเพื่อยุติการทำสงคราม และไม่ได้เสนอแนะให้สนับสนุนปาเลสไตน์แต่อย่างใด

 

NATO – สงครามยูเครน

 

แฮร์ริส: แฮร์ริสส่งสัญญาณว่า เธอจะยังคงสนับสนุน NATO และพันธมิตรระหว่างประเทศอื่นๆ อย่างแข็งขันเช่นเดียวกับไบเดน

 

มุมมองด้านนโยบายต่างประเทศของแฮร์ริส โดยเฉพาะกรณีสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนนั้นยังอยู่ใต้เงาไบเดน โดยเธอยังมีประสบการณ์ค่อนข้างน้อยก่อนที่จะเข้าร่วมรัฐบาล และไม่มีท่าทีใดๆ ว่าเธอจะเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายของไบเดนที่ให้ความสำคัญในการจับมือกับชาติพันธมิตร NATO เพื่อต่อต้านการกระทำของรัสเซีย และสนับสนุนความช่วยเหลือในการจัดส่งอาวุธแก่ยูเครนอย่างต่อเนื่อง

 

ทรัมป์: ทรัมป์ยึดมั่นในแนวคิด ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ ไม่เชื่อมั่นในพันธกรณีระหว่างประเทศใดๆ ที่อาจกีดกันอำนาจอธิปไตยของอเมริกา หรือทำให้ต้องสูญเสียเงินงบประมาณจำนวนมาก

 

ที่ผ่านมา ทรัมป์ยืนยันความเชื่อของเขาว่า ประเทศสมาชิก NATO ชาติอื่นๆ กำลังเกาะกินสหรัฐฯ ด้วยการไม่ใช้เงินของตัวเองอย่างเพียงพอในการป้องกันประเทศ โดยเขาเคยขู่จะถอนสหรัฐฯ ออกจาก NATO และเคยประกาศว่า หากได้กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัย เขาจะเดินหน้าการประเมินภารกิจและจุดประสงค์ของพันธมิตร NATO เสียใหม่

 

ในประเด็นสงครามรัสเซียและยูเครนนั้น ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไบเดนที่ให้การช่วยเหลือยูเครนซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเคยกล่าวอ้างว่า เขาสามารถยุติสงครามได้ด้วยการนำรัสเซียและยูเครนมาสู่โต๊ะเจรจา ซึ่งแนวทางของทรัมป์ดูเหมือนจะเป็นการสนับสนุนให้ยูเครนยอมสละดินแดนที่ถูกรัสเซียยึดครองไปบางส่วนเพื่อแลกกับข้อตกลงหยุดยิง

 

สภาพภูมิอากาศ-พลังงาน

 

แฮร์ริส: แฮร์ริสสนับสนุนรัฐบาลไบเดนที่กลับคืนสู่ข้อตกลงปารีสหลังเข้ารับตำแหน่งในวันแรกเมื่อปี 2020 และสนับสนุนกรอบการทำงานเพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามแนวนโยบาย Green New Deal ระหว่างการลงสมัครเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2019 

 

อย่างไรก็ตาม นโยบายด้านพลังงานที่ทำให้เธอถูกมองว่ามีจุดยืนที่เปลี่ยนไปคือนโยบายต่อการขุดเจาะน้ำมันแบบ Fracking ที่ใช้พลังน้ำแรงดันสูงผสมสารเคมีและทรายฉีดลงไปในชั้นหินดินดาน ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 

 

เดิมทีแฮร์ริสเคยประกาศจะแบนการขุดเจาะน้ำมันแบบ Fracking ที่เป็นอุตสาหกรรมใหญ่ของรัฐสมรภูมิอย่างเพนซิลเวเนีย ก่อนจะปรับเปลี่ยนท่าทีว่า หากเธอได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เธอจะไม่แบน Fracking โดยชี้แจงว่า สามารถเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจพลังงานสะอาดได้โดยไม่จำเป็นต้องแบน Fracking 

 

ทรัมป์: ทรัมป์ต้องการลดกฎระเบียบและถอนตัวจากสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสภาพอากาศที่สำคัญ ซึ่งเขาเคยถอนสหรัฐฯ จากข้อตกลงปารีสในช่วงไม่กี่เดือนหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก

 

ขณะดำรงตำแหน่ง ทรัมป์ผ่อนปรนกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย รวมถึงกฎระเบียบการปล่อยมลพิษสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยให้เหตุผลว่า กฎระเบียบดังกล่าวขัดขวางการจ้างงาน

 

หากได้รับเลือกตั้ง ทรัมป์เคยสัญญาว่าจะดำเนินการขุดเจาะเชื้อเพลิงฟอสซิล และลบขั้นตอนที่ไม่จำเป็นทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับโครงการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งจะถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงปารีสอีกครั้ง และคัดค้านนโยบาย Green New Deal ที่เขามองว่าปิดกั้นการพัฒนาแหล่งพลังงานอันอุดมสมบูรณ์ของสหรัฐฯ

 

ระบบดูแลสุขภาพ

 

แฮร์ริส: ในวิดีโอเปิดตัวแคมเปญหาเสียงของแฮร์ริสที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา เธอกล่าวว่าจะต่อสู้เพื่ออนาคตที่ชาวอเมริกันทุกคนสามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ 

 

โดยในฐานะวุฒิสมาชิกและรองประธานาธิบดี แฮร์ริสพยายามรักษากฎหมายโอบามาแคร์ หรือรัฐบัญญัติคุ้มครองผู้ป่วยและการดูแลที่จ่ายได้ (Affordable Care Act: ACA) ไว้ และต่อสู้กับความพยายามของพรรครีพับลิกันที่จะยกเลิก

 

ทรัมป์: ทรัมป์ต่อสู้เพื่อยกเลิก ACA รวมถึงกฎระเบียบเกี่ยวกับบริษัทประกันภัย และการอุดหนุนความคุ้มครองในระบบประกันสุขภาพ

 

อย่างไรก็ตาม ท่าทีของทรัมป์ในระยะหลัง เริ่มปรับเปลี่ยนจากที่เคยยืนยันความต้องการยกเลิก ACA โดยกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า เขาต้องการปรับปรุง ACA ไม่ใช่ยกเลิก แต่ไม่ได้เปิดเผยว่ามีแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายอย่างไร

 

อ้างอิง:

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024: เทียบนโยบายทรัมป์-แฮร์ริส ใครมีจุดยืนอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ถอดรหัสดีเบต แฮร์ริส vs. ทรัมป์ | DECODING THE WORLD #1 https://thestandard.co/decoding-the-world-1/ Sat, 14 Sep 2024 12:03:04 +0000 https://thestandard.co/?p=983689 ดีเบต แฮร์ริส vs. ทรัมป์

การดีเบตครั้งแรกระหว่าง คามาลา แฮร์ริส และ โดนัลด์ ทรัม […]

The post ชมคลิป: ถอดรหัสดีเบต แฮร์ริส vs. ทรัมป์ | DECODING THE WORLD #1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีเบต แฮร์ริส vs. ทรัมป์

การดีเบตครั้งแรกระหว่าง คามาลา แฮร์ริส และ โดนัลด์ ทรัมป์ สองผู้สมัครชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ฉายให้เห็นวิสัยทัศน์ของทั้งสองในนโยบายต่างๆ ก่อนเข้าสู่โค้งสุดท้ายของศึกเลือกตั้งที่จะเปิดฉากในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ท่ามกลางการจับตามองจากทั่วโลก ว่าใครจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำใหม่ของทำเนียบขาว

 

ผลลัพธ์จากการดีเบตสะท้อนให้เห็นอะไรในตัวสองผู้สมัคร ส่งผลต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งแค่ไหน มาถอดรหัสกันใน DECODING THE WORLD: ถอดรหัสโลก เส้นทางสู่ทำเนียบขาว อีพีแรกนี้

The post ชมคลิป: ถอดรหัสดีเบต แฮร์ริส vs. ทรัมป์ | DECODING THE WORLD #1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม 7 รัฐสีม่วงชี้ชะตาผลแพ้-ชนะประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป https://thestandard.co/us-election-purple-states-impact/ Tue, 27 Aug 2024 01:23:30 +0000 https://thestandard.co/?p=975751 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกานั้นไม่ได้ตัดสิน […]

The post ทำไม 7 รัฐสีม่วงชี้ชะตาผลแพ้-ชนะประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกานั้นไม่ได้ตัดสินกันที่คะแนนดิบจากการโหวตของประชาชนอเมริกัน หรือ Popular Vote โดยตรง แต่เป็นการเลือกผ่านระบบที่เรียกว่า Electoral College (EC) หรือคณะผู้เลือกตั้ง ซึ่งคะแนนเสียง EC จะถูกตัดสินกันด้วยคะแนนดิบในแต่ละรัฐ โดยใช้ระบบ Winner Takes All กล่าวคือ ผู้สมัครคนใดได้คะแนนดิบจากการโหวตจากประชาชนในรัฐนั้นๆ มากกว่า ก็จะได้คะแนน EC จากรัฐนั้นไปทั้งหมด (ยกเว้นที่รัฐเมนและเนแบรสกาที่ให้คะแนน EC แก่ผู้ที่ชนะในแต่ละเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย)

 

ทั้ง 50 รัฐและกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมกันนั้นมีคะแนน EC หรือ Electoral Vote ทั้งหมด 538 เสียง ซึ่งนั่นก็แปลว่าผู้สมัครคนใดได้คะแนน EC ถึง 270 เสียง ก็จะได้รับชัยชนะและได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป

 

ซึ่งระบบการตัดสินหาผู้แพ้-ชนะโดยใช้ระบบ Winner-Take-All นี้ ทำให้ผู้สมัครจากทั้งสองพรรคต่างให้ความสำคัญกับรัฐที่อาจโหวตให้ทั้งพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครต หรือที่เรียกกันว่า Swing State ซึ่งสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ก็มีอยู่ 7 รัฐด้วยกัน

 

รัฐสีแดง-สีน้ำเงิน

 

ผู้สมัครของพรรครีพับลิกันอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ นั้นมีแนวโน้มจะชนะแน่ๆ ใน 21 รัฐ อันได้แก่ อะแลสกา (3), ไอดาโฮ (4), ยูทาห์ (6), มอนแทนา (4), ไวโอมิง (3), นอร์ทดาโคตา (3), เซาท์ดาโคตา (3), เนแบรสกา เขต 1, 3 และคะแนนรวมรัฐ (4), แคนซัส (6), โอคลาโฮมา (7), ไอโอวา (6), มิสซูรี (10), อาร์คันซอ (6), ลุยเซียนา (8), อินดีแอนา (11), เคนทักกี (8), เทนเนสซี (11), มิสซิสซิปปี (6), แอละแบมา (9) โอไฮโอ (17), เวสต์เวอร์จิเนีย (4) และเซาท์แคโรไลนา (9)

 

ในขณะเดียวกันทรัมป์ก็น่าจะชนะที่เท็กซัส (40), เมน เขต 2 (1) และฟลอริดา (30) ทำให้เขามีคะแนนเสียงอยู่ในมือแล้ว 219 เสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง (EC)

 

สำหรับตัวแทนของพรรคเดโมแครตอย่าง คามาลา แฮร์ริส นั้นจะชนะแน่ๆ ใน 15 รัฐ และเมืองหลวง อันได้แก่ วอชิงตัน (12), ออริกอน (8), แคลิฟอร์เนีย (54), โคโลราโด (10), นิวเม็กซิโก (5), อิลลินอยส์ (19), นิวยอร์ก (28), เวอร์มอนต์ (3), แมสซาชูเซตส์ (11), โรดไอแลนด์ (4), คอนเนตทิคัต (7), นิวเจอร์ซีย์ (14), เดลาแวร์ (3), แมริแลนด์ (10), เมน เขต 1 และคะแนนรวมรัฐ (3), ฮาวาย (4) และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (3)

 

ในขณะเดียวกันแฮร์ริสก็น่าจะชนะที่มินนิโซตา (10), เนแบรสกา เขต 2 (1), เวอร์จิเนีย (13) และนิวแฮมป์เชอร์ (4) ทำให้เธอมีคะแนนเสียงอยู่ในมือแล้ว 226 เสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง

 

ทรัมป์และแฮร์ริสจะต้องแข่งกันในอีก 7 รัฐที่เหลืออันได้แก่ เนวาดา (6), แอริโซนา (11), วิสคอนซิน (10), มิชิแกน (15), เพนซิลเวเนีย (19), นอร์ทแคโรไลนา (16) และจอร์เจีย (16) เพื่อรวบรวมคะแนนให้ได้ถึง 270 เสียง

 

ซึ่ง THE STANDARD มองว่าคะแนนเสียงของทั้งสองคนยังสูสีกันมาก และผลการเลือกตั้งใน 7 รัฐยังออกมาได้ทั้งสองหน้า หรือ Toss Up และทำให้ผลการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนยังคงคู่คี่กันมากและยังบอกไม่ได้ว่าใครได้เปรียบใคร

 

มีความเป็นไปได้ในระดับต่ำว่าทรัมป์อาจพลิกล็อกแพ้ที่เท็กซัสและฟลอริดา หรือแฮร์ริสพลิกล็อกแพ้ที่มินนิโซตา, เวอร์จิเนีย และนิวแฮมป์เชอร์ แต่ในสถานการณ์เช่นนั้นทรัมป์หรือแฮร์ริสอาจแพ้ที่ 7 Swing States แบบแลนด์สไลด์ไปเรียบร้อยแล้ว (จนไม่มีทางเก็บคะแนน EC ได้ถึง 270 เสียงไปก่อนหน้านั้นแล้ว)

 

เขตอุตสาหกรรมหนักที่มิดเวสต์

 

วิสคอนซิน, มิชิแกน และเพนซิลเวเนีย นั้นถือเป็น Swing State ขนานแท้ที่พรรคเดโมแครตและรีพับลิกันแข่งกันมาตลอดตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 และก็เป็น 3 รัฐในภูมิภาคมิดเวสต์ที่ทรัมป์ชนะ ฮิลลารี คลินตัน อย่างฉิวเฉียดจนมีคะแนน EC รวมเกิน 270 จนได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 45

 

แต่เดิมนั้น 3 รัฐนี้ค่อนข้างเอนเอียงไปทางเดโมแครต เพราะทั้ง 3 รัฐมีชาวอเมริกันผิวขาวที่เป็นชนชั้นแรงงานและเกษตรกรอยู่เป็นจำนวนมาก และพรรคเดโมแครตเคยมีภาพของความเป็นพรรคของผู้ใช้แรงงาน ในขณะที่พรรครีพับลิกันเคยมีภาพของการเป็นพรรคนายทุน

 

อย่างไรก็ดี ภาพของการเป็นพรรคของผู้ใช้แรงงานของเดโมแครตนั้นกร่อนลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ยุคของ บารัก โอบามา และในปี 2016 ผู้ใช้แรงงานผิวขาวเหล่านี้ก็กลับมาโหวตให้รีพับลิกันอย่างถล่มทลาย เพราะพวกเขานิยมชมชอบทรัมป์ที่นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่ต่อต้านการค้าเสรีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมหนักภายในประเทศ อันเป็นแหล่งงานของคนผิวขาว รวมถึงนโยบายต่อต้านผู้อพยพที่พวกเขามองว่าจะมาแย่งงานและก่อปัญหาอาชญากรรม

 

อย่างไรก็ตาม โจ ไบเดน สามารถพลิกกลับมาเอาชนะได้ทั้ง 3 รัฐในปี 2020 ด้วยความที่เขามีภาพลักษณ์ของการเป็นชนชั้นกลางที่เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นแรงงาน (ไม่เหมือนกับคลินตัน) รวมทั้งเขาสามารถเอาชนะใจคนผิวขาวที่มีการศึกษาในเขตชานเมืองที่เบื่อหน่ายต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของทรัมป์ และความโกลาหลในการบริหารประเทศแบบใช้อารมณ์ของเขา

 

การเอาชนะที่ 3 รัฐนี้อาจเป็นงานยากสำหรับแฮร์ริส เพราะเธอไม่ได้มีภาพลักษณ์ของการเป็นชนชั้นแรงงานแบบไบเดน นอกจากนี้ปัญหาเศรษฐกิจโดยเฉพาะเรื่องเงินเฟ้อในช่วง 4 ปีของรัฐบาลไบเดนก็ยิ่งทำให้คนกลุ่มนี้โหยหาทรัมป์มากขึ้นไปอีก แต่แฮร์ริสก็อาจได้เปรียบในฐานะที่เป็นคนผิวดำ ซึ่งก็อาจทำให้คนผิวสีในเมืองใหญ่ของแต่ละรัฐ (มิลวอกีในรัฐวิสคอนซิน, ดีทรอยต์ในมิชิแกน และฟิลาเดลเฟียในเพนซิลเวเนีย) ออกมาใช้สิทธิลงคะแนนมากกว่ายุคไบเดน

 

ใต้ใหม่

 

นอร์ทแคโรไลนาและจอร์เจียนั้นเดิมถือว่าเป็นรัฐสีแดงจัดแบบรัฐทางภาคใต้อื่นๆ ที่มีความอนุรักษนิยมแบบเคร่งศาสนาและโหวตให้พรรครีพับลิกันมาตลอด

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังปี 2000 เป็นต้นมา มหานครของทั้ง 2 รัฐนี้ได้ขยายตัวขึ้นอย่างมาก ในกรณีของจอร์เจียคือการเติบโตของเมืองแอตแลนตา ทั้งด้วยประชากรคนผิวสีที่เพิ่มขึ้น และคนขาวเสรีนิยมที่อพยพจากเมืองใหญ่อื่นๆ มาหางานทำ (เพราะแอตแลนตาเป็นเมืองเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ภาคการเงิน เทคโนโลยี การศึกษา และการแพทย์ เติบโตอย่างมากในฐานะศูนย์กลางของภาคใต้) จึงทำให้ Landscape การเลือกตั้งแปรเปลี่ยนไป

 

ในส่วนของนอร์ทแคโรไลนานั้นเกิดจาก 3 เมืองที่อยู่ใกล้กัน ได้แก่ ราลี เดอแรม และแชเปิล ฮิลล์ เป็นเมืองที่มีสถานศึกษา สถานวิจัย และโรงพยาบาล ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ อย่างเช่น Duke University และ University of North Carolina เป็นตัวดึงดูดคนขาวที่มีแนวคิดเสรีนิยมให้มาทำงาน นอกจากนี้เมืองชาร์ลอตต์ก็มีประชากรคนผิวสีขยายตัวเพิ่มขึ้นด้วย

 

นอร์ทแคโรไลนาโหวตให้พรรคเดโมแครต 1 ครั้งในปี 2008 ส่วนจอร์เจียเพิ่งเคยโหวตให้พรรคเดโมแครตเป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว

 

ในช่วงต้นปีตอนที่ไบเดนยังเป็นผู้แทนพรรคอยู่นั้น ดูเหมือนว่าทรัมป์มีแนวโน้มที่จะชนะทั้งที่นอร์ทแคโรไลนาและจอร์เจียอย่างสบายๆ เพราะคะแนนของไบเดนในหมู่ชาวผิวสีตกต่ำลงอย่างมาก แต่เมื่อพรรคเดโมแครตเลือกแฮร์ริสมาเป็นผู้แทนพรรคคนใหม่ คะแนนนิยมของเธอในทั้ง 2 รัฐก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะเธอเป็นคนผิวสีนั่นเอง

 

เสียงของฮิสแปนิก

 

เนวาดาและแอริโซนาถือเป็น 2 รัฐที่มีประชากรชาวฮิสแปนิกจำนวนมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ไบเดนสามารถชนะที่ 2 รัฐได้ในปี 2020 ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะชาวอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิกจำนวนมากไม่พอใจทรัมป์อย่างมากที่ออกมาพูดดูถูกตนตลอดเวลา รวมทั้งนโยบายกีดกันการอพยพของเขา อย่างไรก็ตาม คะแนนนิยมของไบเดนในหมู่ชาวฮิสแปนิกตกต่ำลงอย่างมากในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ด้วยปัญหาเงินเฟ้อที่ดูเหมือนจะกระทบกับชาวอเมริกันกลุ่มนี้มากกว่ากลุ่มอื่นๆ (ชาวอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิกมักเป็นชนชั้นแรงงาน ทำให้อ่อนไหวกับปัญหาสินค้าราคาแพงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ) และปัญหาการข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมายที่คนใน 2 รัฐนี้ได้รับผลกระทบโดยตรง (ด้วยความเป็นรัฐใกล้ประเทศเม็กซิโก)

 

คล้ายกับกรณีของนอร์ทแคโรไลนาและจอร์เจีย ในช่วงต้นปีตอนที่ไบเดนยังเป็นผู้แทนพรรคอยู่นั้น ดูเหมือนว่าทรัมป์น่าจะชนะทั้งที่เนวาดาและแอริโซนาอย่างสบายๆ แต่เมื่อพรรคเดโมแครตเลือกแฮร์ริสมาเป็นผู้แทนพรรคคนใหม่ ดูเหมือนว่าชาวฮิสแปนิกจะไม่ได้โทษว่าเธอเป็นตัวก่อปัญหาแบบไบเดน และคะแนนของพรรคก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

ณ ตอนนี้ THE STANDARD ยังให้ทั้ง 7 รัฐเป็น Toss Up อยู่ ซึ่งอาจออกได้ทั้งหัวหรือก้อย อย่างไรก็ตาม หากผลโพลเปลี่ยนแปลงไป เราก็จะมาวิเคราะห์กันอีกครั้ง และจะอัปเดตข้อมูลให้ผู้อ่านทราบต่อไป

The post ทำไม 7 รัฐสีม่วงชี้ชะตาผลแพ้-ชนะประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: แฮร์ริส – ทรัมป์ ใครจะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป | GLOBAL FOCUS #87 https://thestandard.co/global-focus-87/ Sat, 24 Aug 2024 09:43:36 +0000 https://thestandard.co/?p=975013

คามาลา แฮร์ริส ตัวแทนพรรคเดโมแครต ชิงเก้าอี้ประธานาธิบด […]

The post ชมคลิป: แฮร์ริส – ทรัมป์ ใครจะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป | GLOBAL FOCUS #87 appeared first on THE STANDARD.

]]>

คามาลา แฮร์ริส ตัวแทนพรรคเดโมแครต ชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐฯ กับ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้หวังจะหวนคืนสู่ทำเนียบขาวอีกครั้ง ใครจะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป พลเมืองอเมริกันเท่านั้นเป็นผู้ชี้ชะตา 5 พฤศจิกายนนี้

The post ชมคลิป: แฮร์ริส – ทรัมป์ ใครจะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป | GLOBAL FOCUS #87 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : รู้จัก คามาลา แฮร์ริส ตัวเต็งแคนดิเดตชิง ปธน. แทนไบเดน https://thestandard.co/us-election-2024-kamala-harris/ Mon, 22 Jul 2024 06:02:53 +0000 https://thestandard.co/?p=961101

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศถอนตัวไม่รับการเสนอชื่อเป็นต […]

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : รู้จัก คามาลา แฮร์ริส ตัวเต็งแคนดิเดตชิง ปธน. แทนไบเดน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศถอนตัวไม่รับการเสนอชื่อเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตลงสมัครชิงประธานาธิบดีในศึกเลือกตั้งปลายปีนี้ พร้อมสนับสนุนรองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส (Kamala Harris) ให้ได้รับการเสนอชื่อเป็นตัวแทนพรรคคนใหม่

 

ชื่อของแฮร์ริสเป็นที่รู้จักในฐานะรองประธานาธิบดีหญิงผิวดำคนแรกของสหรัฐฯ โดยเธอถูกจับตามองในช่วงที่ผ่านมาว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะรับไม้ต่อจากไบเดน แม้จะยังมีข้อกังขาในบทบาทและผลงานในฐานะรองประธานาธิบดีที่ไม่โดดเด่นนัก อีกทั้งโพลสำรวจความนิยมยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ

 

ขณะที่คำถามสำคัญคือ เธอ ‘มีดีพอ’ ที่จะเอาชนะอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คู่แข่งจากพรรครีพับลิกันได้หรือไม่?

 

แฮร์ริส วัย 59 ปี เกิดที่เมืองโอ๊กแลนด์ (Oakland) รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีมารดาเป็นผู้อพยพชาวอินเดีย และบิดาเป็นชาวจาเมกา โดยเธอเรียนปริญญาตรีสาขารัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยโฮเวิร์ดในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนจะได้รับปริญญาด้านกฎหมายจากวิทยาลัยนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

 

ประสบการณ์ทำงานของเธอ มีทั้งการเป็นอัยการเขตในซานฟรานซิสโก และได้รับเลือกเป็นอัยการสูงสุดของรัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนจะได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในปี 2016 และเป็นหนึ่งในผู้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของทรัมป์อย่างเข้มข้น

 

แฮร์ริสเคยลงสมัครเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีมาแล้วในปี 2020 แต่ไม่ได้รับความสนใจและไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงนักแม้ในช่วงเลือกตั้งขั้นต้น เนื่องจากบทบาทและการดีเบตแสดงวิสัยทัศน์ที่ถูกมองว่าไร้ชีวิตชีวา

 

อย่างไรก็ตาม เธอก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำอันดับ 2 ของสหรัฐฯ หลังไบเดนประกาศในการชิงประธานาธิบดีปี 2020 ว่าจะเลือกผู้หญิงเป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดี ซึ่งการเลือกแฮร์ริสถูกมองว่าเป็นความพยายามเพื่อดึงดูดผู้ลงคะแนนผิวดำ และเพิ่มฐานเสียงให้แก่พรรค

 

ทั้งนี้ แฮร์ริสถือเป็นผู้หญิงผิวดำและเป็นบุตรสาวของผู้อพยพคนแรก ที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงต่างๆ ของสหรัฐฯ ทั้งอัยการสูงสุด และรองประธานาธิบดี

 

ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า การทำหน้าที่ของเธอในฐานะรองประธานาธิบดีนั้นเป็นไปตามแบบแผนทั่วไปและไร้ความโดดเด่น โดยเธอสนับสนุนนโยบายหลักต่างๆ ของไบเดน ทั้งกฎหมายโครงสร้างพื้นฐาน การเข้าเมือง การควบคุมอาวุธปืน และความพยายามปกป้องสิทธิในการทำแท้ง

 

โพลล่าสุดจาก Decision Desk HQ (DDHQ) and The Hill ชี้ว่า คะแนนนิยมของแฮร์ริสตามหลังทรัมป์อยู่ที่ 45.4% ต่อ 47.4% ขณะที่โพลจากหลายสำนักยังชี้ว่า เธอมีแนวโน้มที่จะเอาชนะทรัมป์ได้มากกว่าไบเดน

 

แต่ถึงแม้ว่าไบเดนจะสนับสนุนแฮร์ริส ก็ไม่ได้หมายความว่าสมาชิกพรรคทั้งหมดจะสนับสนุนเธอ โดยคำตอบว่าเธอจะได้ตั๋วชิงเก้าอี้ผู้นำทำเนียบขาวหรือไม่ อยู่ที่การเสนอชื่อในการประชุมใหญ่พรรคเดโมแครตในวันที่ 19-22 สิงหาคมนี้

 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

อ้างอิง:

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : รู้จัก คามาลา แฮร์ริส ตัวเต็งแคนดิเดตชิง ปธน. แทนไบเดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : เหล่าคนดังอเมริกันประกาศหนุนทรัมป์ หลังเหตุลอบยิง https://thestandard.co/celebrity-announce-support-donald-trump/ Mon, 15 Jul 2024 07:08:36 +0000 https://thestandard.co/?p=957931 สนับสนุน ทรัมป์

บรรดาเซเลบริตี้ นักธุรกิจ นักกีฬา และบุคคลมีชื่อเสียงจา […]

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : เหล่าคนดังอเมริกันประกาศหนุนทรัมป์ หลังเหตุลอบยิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สนับสนุน ทรัมป์

บรรดาเซเลบริตี้ นักธุรกิจ นักกีฬา และบุคคลมีชื่อเสียงจากหลากหลายแวดวง พากันประกาศสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่เกิดเหตุลอบยิงระหว่างการปราศรัยหาเสียงในรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งส่งผลให้ทรัมป์ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนเฉี่ยวใบหูด้านขวา

 

อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ SpaceX และ Tesla โพสต์ลงใน X ยืนยันการสนับสนุนทรัมป์อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับ บิล แอ็กแมน มหาเศรษฐี และผู้ก่อตั้งบริษัทจัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ Pershing Square Capital Management ที่ประกาศตัวสนับสนุนทรัมป์อย่างเป็นทางการหลังจากเกิดเหตุลอบยิงดังกล่าว โดยเชื่อว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่กำลังจะมาถึงจะเป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่ส่งผลต่อเนื่องสำหรับชาวอเมริกันมากที่สุด และประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไม่เหมาะที่จะดำรงตำแหน่ง

 

นอกจากนี้ ยังมีคนดังในแวดวงบันเทิงอเมริกันที่ยืนยันการสนับสนุนทรัมป์ เช่น แอมเบอร์ โรส นางแบบ แรปเปอร์ และอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดัง ซึ่งมีกำหนดขึ้นกล่าวในการประชุมใหญ่พรรครีพับลิกันที่เปิดฉากในวันนี้ (15 กรกฎาคม) ตลอดจน คิด ร็อก นักร้อง นักแต่งเพลง, ลิล ปัมป์ แรปเปอร์หนุ่ม, จอน วอยต์ นักแสดงวัย 85 ปี, ไรอัน การ์เซีย ยอดนักมวยสากล และ ดอน คิง โปรโมเตอร์มวยชื่อดัง ที่ยืนยันสนับสนุนทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกสมัย

 

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

อ้างอิง:

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : เหล่าคนดังอเมริกันประกาศหนุนทรัมป์ หลังเหตุลอบยิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทำไมราคา ‘เบนซิน’ ใช้วัดความนิยมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-02072024-2/ Tue, 02 Jul 2024 05:52:24 +0000 https://thestandard.co/?p=952644 ราคา น้ำมัน เบนซิน ปธน. สหรัฐฯ

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับราคาน้ำมันเบนซินเกี่ย […]

The post ชมคลิป: ทำไมราคา ‘เบนซิน’ ใช้วัดความนิยมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคา น้ำมัน เบนซิน ปธน. สหรัฐฯ

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับราคาน้ำมันเบนซินเกี่ยวข้องกันอย่างไร พูดคุยกับ สุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวน และศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ทำไมราคา ‘เบนซิน’ ใช้วัดความนิยมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทียบแผลคดีอาญา ลูกชายไบเดน vs. ทรัมป์ กับผลลัพธ์ทางการเมืองก่อนศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ https://thestandard.co/criminal-case-biden-vs-trump/ Wed, 12 Jun 2024 10:27:44 +0000 https://thestandard.co/?p=944404 ไบเดน ทรัมป์

กรณีคณะลูกขุนสหรัฐฯ ตัดสินให้ ฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายวัย […]

The post เทียบแผลคดีอาญา ลูกชายไบเดน vs. ทรัมป์ กับผลลัพธ์ทางการเมืองก่อนศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไบเดน ทรัมป์

กรณีคณะลูกขุนสหรัฐฯ ตัดสินให้ ฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายวัย 54 ปีของประธานาธิบดีโจ ไบเดน มีความผิดใน 3 ข้อหา จากคดีให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการใช้ยาเสพติดในการตรวจสอบประวัติระหว่างซื้ออาวุธปืนเมื่อปี 2018 กลายเป็นข่าวที่ถูกจับตามอง เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีการดำเนินคดีอาญาต่อสมาชิกครอบครัวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ระหว่างการดำรงตำแหน่ง 

 

โดยการตัดสินความผิดบุตรชายไบเดนมีขึ้นหลังจากเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คู่แข่งคนสำคัญจากพรรครีพับลิกันอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ก็กลายเป็นอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่ถูกตัดสินความผิดคดีอาญาร้ายแรงถึง 34 ข้อหา จากคดีปลอมแปลงเอกสารเพื่อจ่ายเงินปิดปากนักแสดงภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่ที่เขาเคยมีความสัมพันธ์ด้วย

 

คดีของฮันเตอร์คาดว่าจะมีการตัดสินโทษใน 120 วัน ในขณะที่คดีของทรัมป์นั้นจะมีการตัดสินโทษในวันที่ 11 กรกฎาคม หรือไม่กี่วันก่อนงานประชุมใหญ่พรรครีพับลิกัน ซึ่งจะเลือกเขาเป็นตัวแทนพรรคลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ

 

แน่นอนว่าทั้งสองคดีจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของทั้งไบเดนและทรัมป์ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นปลายปีนี้ โดยผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ยากจะคาดเดาว่า ‘บาดแผล’ ของฝ่ายไหนจะหนักกว่ากัน และจะถึงขั้นทำให้พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเลยหรือไม่

 

ทรัมป์โดนคดีอะไร?

 

ที่มาที่ไปสำหรับคดีปลอมแปลงเอกสารของทรัมป์ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี ต้องย้อนไปตั้งแต่สมัยที่ทรัมป์ยังไม่เข้ามาเล่นการเมือง จากการที่เขานอกใจภรรยาไปมีความสัมพันธ์นอกสมรสกับ สตอร์มี แดเนียลส์ นักแสดงภาพยนตร์ผู้ใหญ่

 

ในเวลาต่อมา ระหว่างที่ทรัมป์กำลังหาเสียงโค้งสุดท้ายในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016 แดเนียลส์ข่มขู่ทรัมป์ว่าจะแฉความสัมพันธ์อื้อฉาวของทั้งสองต่อสาธารณชนเพื่อทำลายคะแนนนิยม ส่งผลให้ทรัมป์และทีมงานหาเสียงตัดสินใจยอมจ่ายเงินแดเนียลส์เป็นเงิน 130,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อเป็นค่าปิดปาก โดยทรัมป์มอบหมายให้ทนายคู่ใจขณะนั้นคือ ไมเคิล โคเฮน เป็นคนจ่ายเงินให้แดเนียลส์ไปก่อน แล้วเขาจึงจ่ายเงินคืนแก่โคเฮนทีหลัง ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อป้องกันไม่ให้มีหลักฐานว่าทรัมป์ได้จ่ายเงินให้แดเนียลส์โดยตรง 

 

อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์เจตนาทำธุรกรรมอำพรางโดยใช้เงินของบริษัท Trump Organization จ่ายคืนเงินให้กับโคเฮน แต่กลับระบุในเอกสารของบริษัทว่า เงินที่จ่ายให้โคเฮนนั้นเป็นค่าปรึกษาทางกฎหมาย กลับกลายเป็นความผิดทางกฎหมายคือการทำเอกสารเท็จ 

 

ขณะที่อัยการระบุว่า ทรัมป์ได้ทำเช็คจ่ายเงินให้โคเฮนโดยอ้างใบแจ้งหนี้ปลอมและมีบันทึกรายการธุรกิจปลอมทั้งหมด 34 ครั้งระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-ธันวาคม ปี 2017 ซึ่งบันทึกทั้งหมดนี้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีอาญาทรัมป์จำนวน 34 ข้อหา

 

ทั้งนี้ ปกติแล้วความผิดฐานทำเอกสารเท็จตามกฎหมายของมลรัฐนิวยอร์กจะเป็นเพียงความผิดลหุโทษ (Misdemeanor) ที่มีเพียงแค่โทษปรับและไม่มีโทษจำคุก 

 

แต่อัยการคดีนี้เห็นว่า การทำเอกสารเท็จดังกล่าวของทรัมป์เป็นส่วนหนึ่งของการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เนื่องจากเงิน 130,000 ดอลลาร์สหรัฐที่โคเฮนออกให้ก่อนนั้นถือเป็นการบริจาคให้กับแคมเปญหาเสียงของทรัมป์ ซึ่งเกินกว่าจำนวนเงินที่กฎหมายอนุญาตคือ ไม่เกิน 3,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งผู้บริจาค ซึ่งความผิดในกฎหมายเลือกตั้งถือเป็นความผิดอาญาร้ายแรง (Felony) ที่มีโทษถึงขั้นจำคุก

 

ความผิดของ ฮันเตอร์ ไบเดน

 

สำหรับคดีของฮันเตอร์ ซึ่งถูกคณะลูกขุนรัฐบาลกลาง 12 คนลงมติตัดสินให้มีความผิดอาญาร้ายแรงใน 3 ข้อหาจากการซื้อและครอบครองอาวุธปืนอย่างผิดกฎหมายในระหว่างที่มีการใช้ยาเสพติด

 

ต้นตอของคดีเกิดขึ้นจากการที่เขาซื้ออาวุธปืนลูกโม่ Colt Cobra .38 พร้อมกระสุนปืน จากร้านขายปืน StarQuest Shooters & Survival Supply ในเมืองวิลมิงตัน มลรัฐเดลาแวร์ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2018 

 

โดยอัยการกล่าวหาว่า เขาให้ข้อมูลเท็จเรื่องการใช้ยาเสพติดในการกรอกแบบฟอร์มตรวจสอบประวัติเพื่อซื้อปืน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ในขณะนั้นเขาติดยาเสพติดประเภทแคร็กโคเคน (Crack Cocaine) หรือโคเคนแบบก้อนผลึก

 

ขณะที่ฮันเตอร์ครอบครองปืนเป็นเวลา 11 วัน ก่อนที่ ฮอลลี ไบเดน ภรรยาของ โบ ไบเดน พี่ชายของเขาที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งเขามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวด้วยในขณะนั้น จะพบปืนกระบอกนี้อยู่บนคอนโซลรถกระบะ และได้นำไปทิ้งถังขยะที่หน้าร้านขายของชำ 

 

สำหรับความผิด 2 ข้อหาแรกนั้นเกี่ยวข้องกับการโกหกเรื่องการใช้ยาเสพติดในแบบฟอร์มตรวจสอบประวัติ ส่วนข้อหาที่ 3 คือการครอบครองปืนในระหว่างใช้ยาเสพติด

 

โดยโทษสูงสุดของข้อหาดังกล่าวคือ จำคุก 25 ปี และปรับเงิน 7.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการตัดสินโทษคาดว่าจะมีขึ้นใน 120 วันหลังจากนี้ แต่คาดว่าฮันเตอร์อาจได้รับโทษสถานเบา เนื่องจากเป็นการกระทำผิดครั้งแรก

 

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากคดีซื้อและครอบครองปืนอย่างผิดกฎหมายดังกล่าว ฮันเตอร์จะต้องขึ้นศาลอีกครั้งที่รัฐแคลิฟอร์เนียในเดือนกันยายนนี้ ในคดีชำระภาษีรายรับ 1.4 ล้านดอลลาร์ไม่ทันตามกำหนด 

 

ไบเดน vs. ทรัมป์ ท่าทีที่แตกต่าง

 

ประธานาธิบดีไบเดนที่เดินทางไปให้กำลังใจลูกชายหลังการตัดสิน กล่าวถึงบทบาทของเขาในฐานะพ่อที่รักลูกชาย แต่ยืนยันว่ายอมรับคำตัดสินและยังคงเคารพกระบวนการพิจารณาคดี

 

โดยไบเดนไม่พยายามใช้อำนาจใดๆ เพื่อแทรกแซงการดำเนินคดีกับฮันเตอร์ และอนุญาตให้กระทรวงยุติธรรมตัดสินความผิด ซึ่งอาจส่งผลให้บุตรชายของเขาต้องโทษจำคุกในกรณีของผู้เสพยาเสพติดที่หายเป็นปกติ 

 

แน่นอนว่าสิ่งที่จะตามมาคือ ความเสียหายต่อการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีของเขา แต่เขายืนยันว่ายอมรับผลการตัดสินและจะไม่มีการนิรโทษกรรม ขณะที่ฮันเตอร์ไม่มีการกล่าวโจมตีผู้พิพากษาหรืออัยการ โดยแสดงความผิดหวังต่อคำตัดสิน แต่กล่าวว่า “รู้สึกขอบคุณสำหรับความรักและการสนับสนุนจากครอบครัว”

 

ส่วนปฏิกิริยาของทรัมป์ต่อการพิจารณาคดีและการตัดสินความผิดของเขานั้นค่อนข้างแตกต่างจากไบเดน โดยทรัมป์กล่าวโจมตีทั้งพยาน อัยการ คณะลูกขุน และผู้พิพากษา 

 

เขาอ้างว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของรัฐบาลไบเดน เพื่อสร้างบาดแผลหรือทำร้ายคู่แข่งทางการเมือง” และประณาม ‘การตัดสินความผิดร้ายแรง’ โดยเขายังเตือนว่า หากชนะเลือกตั้ง เขาจะใช้อำนาจประธานาธิบดีเพื่อลงโทษฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง 

 

“ผมต้องซื่อสัตย์ แต่คุณรู้ไหมว่าบางครั้งมันก็ทำได้ ผมมีสิทธิ์ทุกประการที่จะติดตามเอาคืนพวกเขา” ทรัมป์บอกกับ Fox News เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยหมายความถึงประธานาธิบดีไบเดน

 

คดีอื้อฉาวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

ที่ผ่านมาบุตรชายคนเล็กของผู้นำสหรัฐฯ นอกจากจะมีประวัติเกี่ยวกับการใช้ยาเสพติดแล้ว ยังเคยตกเป็นเป้าสืบสวนโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ในคดีทำธุรกิจข้ามชาติอย่างไม่ถูกต้องทั้งในยูเครนและจีน 

 

กรณีหลังกลายเป็นประเด็นร้อนระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปี 2020 โดยทรัมป์หยิบยกประเด็นนี้มาโจมตีไบเดนกล่าวหาว่า ฮันเตอร์อาศัยชื่อบิดา ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี เพื่อให้ได้มาซึ่งสัญญาธุรกิจมูลค่ามหาศาล และกล่าวหาไบเดนว่าเจตนาเอื้อประโยชน์ให้บุตรชาย 

 

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาต่างๆ จนถึงวันนี้ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน ทำให้ไบเดนยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ ขณะที่หลายตัวละครที่เกี่ยวข้องถูกดำเนินคดี อาทิ เจ้าหน้าที่ยูเครน 3 รายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับรัสเซีย ถูกทางการยูเครนตั้งข้อหากบฏ จากการพยายามปล่อยข่าวปลอมเกี่ยวกับการคอร์รัปชันของตระกูลไบเดนในยูเครน เพื่อดิสเครดิตและช่วยทีมหาเสียงของทรัมป์แลกกับเงินค่าจ้าง

 

อ้างอิง:

The post เทียบแผลคดีอาญา ลูกชายไบเดน vs. ทรัมป์ กับผลลัพธ์ทางการเมืองก่อนศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB CIO วิเคราะห์นโยบาย 2 ผู้ท้าชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ มีแต้มต่อในหลายมิติ โดยเฉพาะการกระตุ้นใช้จ่ายประเทศ https://thestandard.co/scb-cio-trump-versus-biden/ Thu, 23 May 2024 13:31:20 +0000 https://thestandard.co/?p=936986 SCB CIO วิเคราะห์ ทรัมป์ ไบเดน

SCB CIO วิเคราะห์เชิงลึกนโยบายของ 2 ผู้ท้าชิงเก้าอี้ประ […]

The post SCB CIO วิเคราะห์นโยบาย 2 ผู้ท้าชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ มีแต้มต่อในหลายมิติ โดยเฉพาะการกระตุ้นใช้จ่ายประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB CIO วิเคราะห์ ทรัมป์ ไบเดน

SCB CIO วิเคราะห์เชิงลึกนโยบายของ 2 ผู้ท้าชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยได้ข้อสรุปว่านโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ดูดีกว่าในหลายๆ มิติ โดยเฉพาะนโยบายลดภาษีนิติบุคคล ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนในประเทศได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในศึกนี้ ‘เอเชีย’ ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจาก Trade War ได้

 

เกษรี อายุตตะกะ, CFP® ผู้อำนวยการกลยุทธ์การลงทุน SCB Chief Investment Office ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่าเมื่อเปรียบเทียบนโยบายของ 2 ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แล้วพบว่า โดนัลด์ ทรัมป์ มีภาษีที่ดีกว่า โจ ไบเดน อยู่ในหลายนโยบาย

 

โดยเริ่มประเมินจากนโยบายทางการคลัง ทรัมป์นั้นจะเน้นนโยบายลดอัตราภาษีเป็นหลัก โดยเฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ทรัมป์มีแนวโน้มที่จะยืดระยะเวลาการลดอัตราภาษีออกไป ขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มว่าทรัมป์จะคงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเอาไว้ที่ 21%

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ในทางตรงกันข้าม นโยบายของ โจ ไบเดน จะไม่เน้นลดภาษี แต่เน้นลดการใช้จ่ายภาครัฐมากกว่า สิ่งที่น่ากังวลคือถ้ามาตรการภาษีหมดลงก็ไม่น่าจะต่ออายุ และมีแนวโน้มการปรับขึ้นภาษีคนรวยอีกด้วย

 

สำหรับนโยบายต่อจีน เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่เป็นปฏิปักษ์ต่อจีน โดยเฉพาะการค้าและอุตสาหกรรม โดยทรัมป์จะเน้นภาษีนำเข้าเป็นหลัก เน้นการตัดสัมพันธ์การค้ากับจีน เน้นเก็บภาษีนำเข้ามากกว่า 60% ยกเลิกนำเข้าสินค้าต่างๆ เป็นต้น รวมถึงจะออกกฎใหม่เพื่อหยุดการลงทุนของบริษัทสหรัฐฯ ในจีน

 

ซึ่งค่อนข้างรุนแรงเมื่อเทียบกับนโยบายของ โจ ไบเดน ที่เน้นขึ้นภาษีเฉพาะที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของจีน ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 18,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึงอาจมีการขึ้นบัญชีดำสำหรับบริษัทจีน

 

ด้านนโยบายการเงิน หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งก็มีโอกาสไม่ต่ออายุประธาน Fed คนปัจจุบัน ซึ่งก็คือ เจอโรม พาวเวลล์ ที่จะถึงกำหนดพ้นตำแหน่งประมาณวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 และทรัมป์อาจจะแต่งตั้งประธาน Fed คนใหม่ที่สนับสนุนการลดดอกเบี้ย ขณะเดียวกัน ทรัมป์ดูมีทีท่าของการลดข้อจำกัดภาคธนาคาร

 

ขณะที่ไบเดนนั้นจะสนับสนุน เจอโรม พาวเวลล์ และสนับสนุนนโยบายการเงินในปัจจุบันต่อไป

 

ด้านนโยบายพลังงาน โดนัลด์ ทรัมป์ จะสนับสนุนการขุดเจาะน้ำมันเพื่อให้มีซัพพลายน้ำมันเพิ่มขึ้น และยกเลิกนโยบาย IRA ซึ่งเป็นนโยบายที่ โจ ไบเดน สนับสนุน ส่วน โจ ไบเดน นั้นก็เป็นที่ชัดเจนว่าไม่สนับสนุนการขุดเจาะน้ำมัน

 

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค

 

เกษรีกล่าวว่า ในภาพรวมของเศรษฐกิจนั้น โดนัลด์ ทรัมป์ ดูดีกว่า เพราะเน้นการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นการหนุนการบริโภคในประเทศ แต่ก็อาจทำร้ายการบริโภคสินค้าต่างประเทศ เพราะมีการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน อย่างไรก็ตาม ในภาคการลงทุนดูดี เพราะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและอาจมีการปรับลดลงอีก ซึ่งทำให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้น

 

ขณะที่การใช้จ่ายการคลังของทรัมป์นั้นก็จะกระตุ้นด้วยการลดภาษีและออกบอนด์เพิ่ม อย่างไรก็ตาม การออกบอนด์เพิ่มอาจแตกต่างจากที่ทรัมป์เคยทำเมื่อครั้งที่นั่งตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2016 เพราะหนี้สาธารณะ ณ ขณะนั้นอยู่ที่ 77% ส่วนปัจจุบันหนี้สาธารณะสหรัฐฯ อยู่ที่ 99% จึงมีรูมจำกัด

 

ส่วนด้านการค้าระหว่างประเทศ ทรัมป์เสียเปรียบเพราะขึ้นภาษีนำเข้าเยอะ ทำให้ต้นทุนภาษีนำเข้าได้รับผลกระทบ

 

“ถ้าดูแล้วมาตรการของทรัมป์ดีกว่าในหลายๆ เรื่อง ยกเว้นการค้าที่มีการทำ Trade War ที่รุนแรงกว่า” เกษรีกล่าว

 

ผลกระทบต่อตลาดหุ้น

 

เกษรีกล่าวว่า ตามสถิติแล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะผันผวนมากขึ้นก่อนเลือกตั้ง และเมื่อผ่านเลือกตั้งไปความผันผวนจะลดลง และมีสถิติระบุว่าปีที่มีการเลือกตั้ง ผลตอบแทนจะต่ำกว่าปีที่ไม่มีการเลือกตั้งเพียงเล็กน้อย

 

ทั้งนี้ หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งจะเป็นมิตรกับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) มากกว่า จากการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทำให้การใช้จ่ายดีขึ้น หนุนยอดขายธุรกิจ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังคือความไม่แน่นอนของนโยบายที่เพิ่มขึ้นทำให้ตลาดหุ้นมี Risk Premium มากขึ้น

 

และสำหรับตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อทรัมป์ชนะการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว หุ้นสหรัฐฯ ขึ้น แต่หุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) หุ้นจีน หุ้นเกาหลีใต้ ปรับลดลง ดังนั้นหากรอบนี้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง น่าจะทำให้ค่าเงินหยวน เงินวอน รวมถึงเงินบาท อ่อนค่า และทำให้เกิด Capital Outflow

The post SCB CIO วิเคราะห์นโยบาย 2 ผู้ท้าชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ มีแต้มต่อในหลายมิติ โดยเฉพาะการกระตุ้นใช้จ่ายประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลสหรัฐฯ ชี้ ทรัมป์ถูกดำเนินคดีได้ ข้อหาพยายามล้มล้างผลเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 https://thestandard.co/us-court-says-trump-can-be-prosecuted/ Wed, 07 Feb 2024 05:51:06 +0000 https://thestandard.co/?p=897019

ศาลอุทธรณ์ของสหรัฐอเมริการะบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประ […]

The post ศาลสหรัฐฯ ชี้ ทรัมป์ถูกดำเนินคดีได้ ข้อหาพยายามล้มล้างผลเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ศาลอุทธรณ์ของสหรัฐอเมริการะบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อกล่าวหาพยายามล้มล้างผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปี 2020 ได้ ซึ่งความเห็นของชั้นศาลในครั้งนี้ถือเป็นการไม่ยอมรับข้อกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่า เขาได้รับความคุ้มครองจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายขณะดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ 

 

ที่ผ่านมาศาลสูงสหรัฐฯ เคยระบุว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะได้รับความคุ้มครองจากความผิดทางแพ่งในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วงการดำรงตำแหน่งดังกล่าว ในขณะที่ทนายความของทรัมป์ยืนยันตลอดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่า ความคุ้มครองนี้ครอบคลุมถึงความผิดทางอาญาด้วย

 

ก่อนที่ แจ็ค สมิธ อัยการพิเศษที่รับผิดชอบคดีนี้แย้งว่า รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ไม่ได้ให้ความคุ้มครองตามที่ทนายทรัมป์กล่าวอ้าง อีกทั้งไม่มีตัวอย่างการตัดสินคดีในอดีตที่สามารถนำมาเป็นกรณีอ้างอิงได้

 

แพ้ในชั้นศาล แต่เป็นไปตามเป้าหมายของทรัมป์?

 

ขณะที่นักกฎหมายจำนวนไม่น้อยต่างมองว่า แม้ว่าทรัมป์จะพ่ายแพ้ในชั้นศาล ไม่ได้รับสิทธิคุ้มครองตามที่ทนายความของเขากล่าวอ้าง แต่ดูเหมือนว่าจะยังคงเป็นชัยชนะตามเป้าหมายของทรัมป์ที่อยากจะให้ยืดระยะเวลาการพิจารณาคดีนี้ออกไป จนกว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงปลายปีนี้จะแล้วเสร็จ 

 

จากเดิมที่จะมีการเริ่มพิจารณาคดีเบื้องต้นในวันที่ 4 มีนาคมนี้ ก็ถูกลบออกไปจากปฏิทินของศาลรัฐบาลกลางแล้ว

 

ทางด้าน เนียมา ราห์มานี อดีตอัยการรัฐบาลกลาง เผยว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับกลยุทธ์ของทรัมป์ เขาต้องการเลื่อนการพิจารณาคดีออกไปจนกว่าจะถึงช่วงหลังการเลือกตั้ง หากเขาชนะการเลือกตั้งและกลับมาคุมทำเนียบขาว ประธานาธิบดีขณะนั้นจะไม่สามารถถูกดำเนินคดีได้”

 

โดยทีมทนายของทรัมป์ยังสามารถยื่นคำร้องต่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ ให้พิจารณาการยืดระยะเวลาพิจารณาและตัดสินคดีนี้ออกไปก่อน แต่ถ้าหากศาลสูงสุดปฏิเสธที่จะรับคำร้อง กระบวนการพิจารณาคดีก็จะเป็นไปตามห้วงเวลาเดิม

 

ในปี 2023 ทรัมป์เผชิญมรสุมใหญ่ทางการเมือง โดยถูกฟ้องร้องคดีอาญาอย่างน้อย 4 คดีใหญ่ ทั้งคดีปลอมแปลงบันทึกทางธุรกิจ, คดีจัดเก็บเอกสารลับของทางการสหรัฐฯ โดยมิชอบ, คดีแทรกแซงผลการเลือกตั้งรัฐจอร์เจีย รวมถึงคดีปลุกระดมเหตุจลาจลอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 

 

แฟ้มภาพ: Chip Somodevilla / Getty Images

อ้างอิง:

The post ศาลสหรัฐฯ ชี้ ทรัมป์ถูกดำเนินคดีได้ ข้อหาพยายามล้มล้างผลเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทรัมป์ขู่เปิดสงครามการค้า 2.0 โลกเตรียมป่วน | Morning Wealth 6 ก.พ. 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-06022024/ Tue, 06 Feb 2024 01:35:42 +0000 https://thestandard.co/?p=896434

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศสงครามการค้า 2.0 กับจีน หากได้รับเ […]

The post ชมคลิป: ทรัมป์ขู่เปิดสงครามการค้า 2.0 โลกเตรียมป่วน | Morning Wealth 6 ก.พ. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศสงครามการค้า 2.0 กับจีน หากได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้ง นักเศรษฐศาสตร์มอง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

เงินเฟ้อไทยติดลบ 4 เดือนติด จับสัญญาณเศรษฐกิจ มีอะไรที่น่ากังวล นักลงทุนควรเตรียมรับมืออย่างไร พูดคุยกับ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ทรัมป์ขู่เปิดสงครามการค้า 2.0 โลกเตรียมป่วน | Morning Wealth 6 ก.พ. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกมโอเวอร์! ชัยชนะที่นิวแฮมป์เชียร์คือบทพิสูจน์ว่าทรัมป์ชนะไพรมารีได้ทุกสนาม และศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 คือการรีแมตช์ ทรัมป์-ไบเดน https://thestandard.co/trump-biden-rematch-2024-election/ Thu, 25 Jan 2024 12:06:40 +0000 https://thestandard.co/?p=892184

การเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อสรรหาผู้ที่จะเป็นตัวแทนของพรรคเ […]

The post เกมโอเวอร์! ชัยชนะที่นิวแฮมป์เชียร์คือบทพิสูจน์ว่าทรัมป์ชนะไพรมารีได้ทุกสนาม และศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 คือการรีแมตช์ ทรัมป์-ไบเดน appeared first on THE STANDARD.

]]>

การเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อสรรหาผู้ที่จะเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อลงชิงชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของพรรครีพับลิกันที่มลรัฐไอโอวาได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดียังคงกุมคะแนนนิยมอย่างสูงในหมู่ฐานเสียงอนุรักษนิยมของเขา โดยที่เขากวาดคะแนนเสียงอย่างถล่มทลายที่ 51% ทิ้งห่างคู่แข่งคนสำคัญอย่าง รอน ดีแซนทิส ที่ได้คะแนนเสียงเพียง 21% ทั้งๆ ที่ดีแซนทิสพยายามจะสร้างภาพลักษณ์มาตลอดว่าเขาเป็นนักการเมืองที่ขวายิ่งกว่าทรัมป์เสียอีก และนี่ก็เป็นเหตุผลให้ดีแซนทิสตัดสินใจถอนตัวจากการลงสมัครเป็นผู้แทนพรรค และหันมาให้การสนับสนุนทรัมป์แทน

 

อย่างไรก็ตามทรัมป์ยังมีคู่แข่งคนสำคัญเหลืออีกหนึ่งคนคือ นิกกี เฮลีย์ อดีตผู้ว่าการรัฐเซาท์แคโรไลนา ที่พยายามหาเสียงด้วยการวางภาพว่าตัวเองเป็นนักการเมืองสายกลาง ไม่อนุรักษนิยมจัด โดยที่เฮลีย์หวังไว้ว่าภาพลักษณ์ของเธอจะเป็นที่นิยมในหมู่สมาชิกพรรคในมลรัฐแถบนิวอิงแลนด์และมิดแอตแลนติก ที่ไม่ได้มีแนวคิดอนุรักษนิยมเคร่งศาสนาอย่างบรรดาสมาชิกพรรคในเขตมิดเวสต์หรือภาคใต้

 

นิวแฮมป์เชียร์คือความหวังเดียวของเฮลีย์

 

ว่ากันตามจริง โอกาสที่เฮลีย์หรือนักการเมืองคนอื่นใดจะเอาชนะทรัมป์ในการเลือกตั้งขั้นต้นได้นั้นมีอยู่น้อยมาก เพราะคะแนนของทรัมป์ในหมู่สมาชิกพรรครีพับลิกันนั้นยังคงสูงอยู่เสมอมา (คะแนนนิยมของเขาเกิน 50% ในแทบทุกผลโพล)

 

แต่อย่างไรก็ดีปฏิทินการเลือกตั้งนั้นก็เป็นใจให้เฮลีย์ เพราะหลังจากการเลือกตั้งที่มลรัฐไอโอวา ก็จะมาถึงคิวของมลรัฐในแคว้นนิวอิงแลนด์อย่างนิวแฮมป์เชียร์ ซึ่งนิวแฮมป์เชียร์นั้นเป็นมลรัฐที่มีทุกองค์ประกอบที่เป็นใจให้เฮลีย์มีโอกาสพลิกล็อกเอาชนะทรัมป์ได้ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติของสมาชิกพรรคในมลรัฐที่มีแนวคิดแบบกลางขวามากกว่าขวาจัด จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีการศึกษาระดับปริญญาที่มักจะไม่ชอบการเมืองสไตล์ลูกทุ่งแบบทรัมป์ ซึ่งสูงถึง 40% (มากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ) รวมถึงกติกาการเลือกตั้งที่เปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่เป็นสมาชิกพรรคใดๆ หรือเป็นอิสระ ซึ่งมักจะเป็นชาวอเมริกันที่มีความคิดอยู่ตรงกลางๆ ได้มีสิทธิในการเลือกตั้งด้วย

 

ถ้าหากเธอเอาชนะทรัมป์ได้ทั้งนิวแฮมป์เชียร์ ก็อาจสร้างโมเมนตัมให้เธอเอาชนะเขาได้อีกที่เซาท์แคโรไลนา (ซึ่งเธอเคยเป็นผู้ว่าการรัฐมาก่อน) และชัยชนะที่สองมลรัฐนี้ก็อาจเป็นสปริงบอร์ดให้เธอสร้างเซอร์ไพรส์ใน Super Tuesday ที่จะมีการเลือกตั้งพร้อมกันใน 16 มลรัฐก็เป็นได้

 

แต่เฮลีย์ก็ทำไม่ได้

 

ผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้นเรียกได้ว่าน่าผิดหวังสำหรับเฮลีย์ เมื่อเธอยังแพ้ให้แก่ทรัมป์ไปถึง 11% ในมลรัฐที่แทบจะเรียกได้ว่าออกแบบมาให้นักการเมืองสายกลางขวาแบบเธอเอาชนะนักการเมืองสายขวาจัดอย่างทรัมป์

 

โดยผลการสำรวจ Exit Poll พบว่าเฮลีย์ทำได้ดีกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่เป็นสมาชิกพรรคใดๆ (ที่มีเสียงรวมประมาณกึ่งหนึ่งของการเลือกตั้งรอบนี้) โดยที่เธอเอาชนะทรัมป์ได้ถึง 22% จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม เธอทำผลงานได้ไม่ดีเลยกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันของแท้ (ที่มีเสียงรวมอีกกึ่งหนึ่ง) โดยที่เธอแพ้ให้กับทรัมป์ไปถึง 49% ซึ่งก็เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่าความนิยมของทรัมป์ในหมู่สมาชิกพรรครีพับลิกันนั้นเหนียวแน่นมากไม่ว่าจะเป็นที่มลรัฐใดของประเทศ

 

เกมโอเวอร์! 2024 คือการรีแมตช์ระหว่างทรัมป์และไบเดน

 

ถึงแม้ว่าเฮลีย์จะยังไม่ยอมแพ้ และยืนยันจะขอสู้ต่อที่สนามต่อไปอย่างเซาท์แคโรไลนาที่เป็นบ้านเกิดของเธอ แต่ก็เป็นที่เห็นแจ้งแล้วว่าเธอไม่มีโอกาสที่จะชนะทรัมป์ได้เลย ซึ่งจากผลโพลล่าสุด คะแนนนิยมของเธอก็ตกเป็นรองทรัมป์ที่เซาท์แคโรไลนามากกว่าที่นิวแฮมป์เชียร์เสียอีก 

 

ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่าเธอจะถอนตัวหลังจากความพ่ายแพ้ที่มลรัฐบ้านเกิด และทำให้เหลือเพียงทรัมป์เป็นผู้สมัครรายเดียวที่ลงแข่งใน 16 มลรัฐของ Super Tuesday ในเดือนมีนาคม และทรัมป์ก็น่าจะกวาดคะแนนผู้แทนเลือกตั้งหรือ Delegate ได้เกินครึ่งหนึ่งจนเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งขั้นต้นอย่างเป็นทางการหลัง Super Tuesday ซึ่งนั่นก็แปลว่าต่อให้จะมีนักการเมืองคนไหนตัดสินใจลงมาแข่งกับทรัมป์เป็นทางเลือกต่อจากเฮลีย์ จำนวน Delegate ที่เขาหรือเธอจะหาได้ก็ไม่มีทางที่จะชนะทรัมป์เสียแล้ว

 

แต่…

 

ข้อยกเว้นเดียวที่เราจะไม่ได้เห็นการรีแมตช์ระหว่างทรัมป์และไบเดนก็คือ ถ้าทรัมป์ถูกศาลสูงสุดหรือ Supreme Court ตัดสิทธิเลือกตั้งจากกรณีเหตุจลาจลที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 ซึ่งนั่นก็จะแปลว่า Delegate ที่เขาได้มาจากการเลือกตั้งขั้นต้นก็จะกลายเป็นโมฆะ และผู้สมัครรายอื่นสามารถล็อบบี้ Delegate เหล่านั้นให้มาสนับสนุนตนแทนได้ (เหมือนการสรรหาผู้แทนพรรคในยุคก่อนปฏิรูป)

 

ภาพ: Getty Images

The post เกมโอเวอร์! ชัยชนะที่นิวแฮมป์เชียร์คือบทพิสูจน์ว่าทรัมป์ชนะไพรมารีได้ทุกสนาม และศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 คือการรีแมตช์ ทรัมป์-ไบเดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไบเดนคว้าชัยเลือกตั้งขั้นต้นรัฐนิวแฮมป์เชอร์ แม้ไร้ชื่อในบัตรลงคะแนน https://thestandard.co/biden-wins-new-hampshire-primary/ Wed, 24 Jan 2024 04:24:32 +0000 https://thestandard.co/?p=891365

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งขั้นต้นของ […]

The post ไบเดนคว้าชัยเลือกตั้งขั้นต้นรัฐนิวแฮมป์เชอร์ แม้ไร้ชื่อในบัตรลงคะแนน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรคเดโมแครตที่รัฐนิวแฮมป์เชอร์วานนี้ (23 มกราคม) แม้ว่าจะไร้ชื่อในบัตรลงคะแนน เนื่องจากการปรับเปลี่ยนกฎของพรรคที่กำหนดให้รัฐเซาท์แคโรไลนาเป็นรัฐแรกที่จะได้จัดการเลือกตั้งขั้นต้น ซึ่งทำให้ไบเดนตัดสินใจไม่ลงทะเบียนสมัครรับเลือกตั้งในรัฐนิวแฮมป์เชอร์ แต่รัฐธรรมนูญของรัฐนี้กำหนดให้ต้องดำเนินการจัดเลือกตั้งขั้นต้นเป็นรัฐแรก จึงยังคงเดินหน้าจัดการเลือกตั้งต่อไปแม้จะปราศจากชื่อของไบเดนในบัตรลงคะแนน

 

ชัยชนะของไบเดนมีขึ้นหลังกลุ่มผู้สนับสนุนเขาเรียกร้องให้สมาชิกพรรคลงคะแนนแบบเขียนชื่อ (Write-in Vote) แก่ไบเดน ซึ่งผลเลือกตั้งที่ออกมานั้นเป็นไปในเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากจะไม่ถูกนำไปนับรวมในการเสนอชื่อตัวแทนพรรคเพื่อลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการระหว่างการประชุมใหญ่ของพรรคในเดือนสิงหาคม

 

สำหรับสาเหตุที่พรรคเดโมแครตเปลี่ยนไปเลือกรัฐเซาท์แคโรไลนาทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาให้จัดเลือกตั้งขั้นต้นเป็นรัฐแรก เนื่องจากประชากรที่หลากหลายของรัฐนี้ ซึ่งสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนทั้งประเทศได้มากกว่า 

 

แต่การเดินหน้าจัดการเลือกตั้งขั้นต้นของรัฐนิวแฮมป์เชอร์ส่งผลให้ผู้แทนของรัฐนี้ถูกถอดถอนสิทธิในการโหวตเลือกตัวแทนพรรคลงสมัครชิงประธานาธิบดี

 

สำหรับคู่แข่งของไบเดนที่ลงชิงชัยในรัฐนี้และมีคะแนนตามมาเป็นอันดับ 2 คือ สส. ดีน ฟิลลิปส์ วัย 55 ปี จากรัฐมินนิโซตา โดยเขามองว่าไบเดนในวัย 81 ปีนั้นเป็นผู้สมัครที่อ่อนแอและมีโอกาสที่จะพ่ายแพ้แก่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน

 

ขณะที่ไบเดน และรองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส ได้เผยแพร่แถลงการณ์หาเสียง แต่ไม่มีการระบุถึงชัยชนะจากการเลือกตั้งขั้นต้นในรัฐนิวแฮมป์เชอร์ โดยมุ่งเน้นไปที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน และการแข่งขันระหว่างไบเดนกับทรัมป์

 

ภาพ: Anna Moneymaker / Getty Images

อ้างอิง:

The post ไบเดนคว้าชัยเลือกตั้งขั้นต้นรัฐนิวแฮมป์เชอร์ แม้ไร้ชื่อในบัตรลงคะแนน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์โค่นเฮลีย์ คว้าชัยเลือกตั้งขั้นต้นรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ลุ้นตัวแทนรีพับลิกันลงสมัคร ปธน. https://thestandard.co/trump-wins-new-hampshire-primary/ Wed, 24 Jan 2024 02:55:32 +0000 https://thestandard.co/?p=891323

อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง […]

The post ทรัมป์โค่นเฮลีย์ คว้าชัยเลือกตั้งขั้นต้นรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ลุ้นตัวแทนรีพับลิกันลงสมัคร ปธน. appeared first on THE STANDARD.

]]>

อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งขั้นต้น (Primary Vote) ของพรรครีพับลิกัน ที่รัฐนิวแฮมป์เชียร์ วานนี้ (23 มกราคม) โดยเอาชนะคู่แข่งหลักเพียงคนเดียวอย่าง นิกกี เฮลีย์ อดีตทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ ไปด้วยคะแนนเสียง 55% ต่อ 43.5% ตามข้อมูลจาก CNN

 

ชัยชนะในการเลือกตั้งขั้นต้นครั้งนี้ส่งผลให้ทรัมป์เข้าใกล้การเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ มากขึ้น โดยก่อนหน้านี้เขาสามารถเอาชนะในการเลือกตั้งขั้นต้นที่รัฐไอโอวา ซึ่งถือเป็นผู้สมัครรีพับลิกันคนแรกที่คว้าชัยชนะได้ทั้ง 2 รัฐนับตั้งแต่ปี 1976

 

ขณะที่เฮลีย์แสดงความยินดีต่อชัยชนะของทรัมป์ แต่เตือนว่าการแข่งขันยังห่างไกลจากคำว่าสิ้นสุด โดยเธอเตรียมพร้อมสำหรับสนามเลือกตั้งถัดไปในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่รัฐเซาท์แคโรไลนา ซึ่งเฮลีย์เกิดและดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ 2 สมัย และมั่นใจว่าทรัมป์จะต้องเผชิญ ‘ช่วงเวลาที่ยากลำบาก’ ในการชิงชัยที่รัฐนี้ แม้ว่าโพลสำรวจคะแนนนิยมในรัฐนี้จะยังเป็นทรัมป์ที่มีคะแนนนำหน้าเฮลีย์

 

ทั้งนี้ คาดว่าผลเลือกตั้งที่ออกมาจะเพิ่มแรงกดดันและกระแสเรียกร้องจากสมาชิกรีพับลิกันให้เฮลีย์ถอนตัวจากการชิงตัวแทนพรรค หลังจากที่ รอน ดีแซนทิส ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา ถอนตัวไปก่อนหน้านี้และหันไปสนับสนุนทรัมป์

 

โดยเฮลีย์ประกาศคำมั่นว่า เธอจะเดินหน้าชิงตัวแทนรีพับลิกันต่อไปจนถึงวัน Super Tuesday ช่วงต้นเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นวันสำคัญที่จะมีการจัดเลือกตั้งขั้นต้นของรีพับลิกันใน 15 รัฐและ 1 เขตแดนในวันเดียวกัน

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งขั้นต้นในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ แต่การคว้าชัยชนะเป็นตัวแทนรีพับลิกันหรือแม้กระทั่งชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีก็อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เนื่องจากทรัมป์ยังเผชิญโทษทางอาญา 4 คดีจากความผิดหลายกระทง รวมถึงความพยายามพลิกผลเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020 และการเก็บเอกสารลับหลังออกจากทำเนียบขาวในปี 2021

 

โดยผลสำรวจหน้าคูหา หรือ Exit Poll พบว่าผู้ลงคะแนนเกือบครึ่งมองว่า ทรัมป์ไม่เหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนพรรคหากถูกศาลตัดสินความผิด

 

ภาพ: Jabin Botsford / The Washington Post via Getty Images

อ้างอิง:

The post ทรัมป์โค่นเฮลีย์ คว้าชัยเลือกตั้งขั้นต้นรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ลุ้นตัวแทนรีพับลิกันลงสมัคร ปธน. appeared first on THE STANDARD.

]]>
รอน ดีแซนทิส ถอนตัวชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ หนุนทรัมป์ ตัวแทนรีพับลิกัน https://thestandard.co/ron-desantis-withdraws-from-us-election/ Mon, 22 Jan 2024 03:03:47 +0000 https://thestandard.co/?p=890464

วานนี้ (21 มกราคม) รอน ดีแซนทิส (Ron DeSantis) ผู้ว่ากา […]

The post รอน ดีแซนทิส ถอนตัวชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ หนุนทรัมป์ ตัวแทนรีพับลิกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (21 มกราคม) รอน ดีแซนทิส (Ron DeSantis) ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา ที่ได้รับฉายา ‘ทรัมป์ 2.0’ โพสต์คลิปวิดีโอผ่าน X ประกาศถอนตัวจากการลงสมัครเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันในการสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นปลายปีนี้ พร้อมประกาศตัวสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวแทนพรรคชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2

 

การถอนตัวของดีแซนทิสมีขึ้น 2 วันก่อนจะมีการเลือกตั้งขั้นต้นที่รัฐนิวแฮมป์เชียร์ ในวันพรุ่งนี้ (23 มกราคม) ซึ่งก่อนหน้านี้เขาพ่ายแพ้ให้แก่ทรัมป์ในการเลือกตั้งขั้นต้นที่รัฐไอโอวา

 

“เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ผู้ลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของพรรครีพับลิกันต้องการให้โอกาสแก่โดนัลด์ ทรัมป์อีกครั้ง” เขากล่าว และมั่นใจว่าทรัมป์นั้นเหนือกว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต

 

การตัดสินใจของเขาส่งผลให้ผู้ท้าชิงตัวแทนพรรครีพับลิกันจะเหลือเพียงทรัมป์กับนิกกี เฮลีย์ (Nikki Haley) อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ โดยเฮลีย์ประกาศว่าเธอคือผู้สมัคร ‘เพียงคนเดียว’ ที่จะสามารถเอาชนะไบเดนได้

 

อย่างไรก็ตาม โพลจากหลายสำนักชี้ว่า ทรัมป์มีคะแนนนำเหนือเฮลีย์ในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ เป็นตัวเลขถึงสองหลัก โดยการหาเสียงของทรัมป์มีขึ้นท่ามกลางความคาดหวังว่าจะชนะการเลือกตั้งขั้นต้น 2 ครั้งติดต่อกัน ซึ่งจะทำให้โอกาสในการเป็นตัวแทนรีพับลิกันของเขาเด่นชัดขึ้น

 

ทรัมป์ 2.0

 

ช่วงต้นปีที่แล้ว ดีแซนทิสถือเป็นคู่แข่งตัวเต็งของทรัมป์ที่ถูกจับตามอง และได้รับฉายาว่าทรัมป์ 2.0 จากสไตล์การหาเสียงและนโยบายทางการเมืองที่มีความเป็นอนุรักษนิยมอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเขาประกาศตัวเองว่าเป็นผู้สมัครที่สามารถนำเสนอวาระประชานิยมแบบทรัมป์ได้ โดยที่ไม่ต้องจุดชนวนดราม่าหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์

 

ทั้งนี้ ในช่วงแรกดีแซนทิสได้รับการสนับสนุนจากผู้บริจาครายใหญ่หลายราย แต่คะแนนนิยมของเขากลับลดลงต่อเนื่องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากกลยุทธ์การหาเสียงที่บกพร่องในหลายจุด โดยเฉพาะการขาดบรรยากาศผ่อนคลายในระหว่างการหาเสียง และการที่ไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าทำไมเขาถึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าทรัมป์ ขณะที่ฐานเสียงส่วนใหญ่ของพรรครีพับลิกันกว่า 70% ยังคงสนับสนุนทรัมป์

 

ภาพ: Octavio Jones / Getty Images

อ้างอิง:

The post รอน ดีแซนทิส ถอนตัวชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ หนุนทรัมป์ ตัวแทนรีพับลิกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>