เลิกกิจการ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เลิกกิจการ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 21 Jan 2026 05:49:48 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 เปิดสถิติปี 68 ธุรกิจปิดกิจการ 2.2 หมื่นราย สวนทางเงินต่างชาติทะลักไทย 3.24 แสนล้าน รัฐเปิดเกมล่านอมินีฮุบที่ดิน 5 สัญชาติ https://thestandard.co/thai-business-nominee-land/ Wed, 21 Jan 2026 05:49:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1167663 ธุรกิจปิดกิจการ-เลิกกิจการ 2568

สรุปสถิติปี 2568 ธุรกิจไทยตั้งใหม่ยังโต 85,251 ราย ส่วน […]

The post เปิดสถิติปี 68 ธุรกิจปิดกิจการ 2.2 หมื่นราย สวนทางเงินต่างชาติทะลักไทย 3.24 แสนล้าน รัฐเปิดเกมล่านอมินีฮุบที่ดิน 5 สัญชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจปิดกิจการ-เลิกกิจการ 2568

สรุปสถิติปี 2568 ธุรกิจไทยตั้งใหม่ยังโต 85,251 ราย ส่วนเลิกกิจการ 22,783 ราย

 

ต่างชาติลงทุนไทย 324,148 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 5 ปี กรมพัฒน์ฯ เผยเดินหน้าปราบนอมินี-บัญชีม้า 6 กลุ่มธุรกิจเสี่ยง พร้อมเจาะเป้า 5 สัญชาติเข้าข่ายนอมินี ‘ฮุบที่ดิน’

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดตั้งใหม่ตลอดทั้งปี 2568 มีจำนวน 85,251 ราย ลดลง 2,345 ราย คิดเป็น 2.68% เมื่อเทียบกับปี 2567 (87,596 ราย) ทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 264,237 ล้านบาท ลดลง 21,508 ล้านบาท คิดเป็น 7.53% เมื่อเทียบกับปี 2567 (285,745 ล้านบาท)

 

โดยเมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) ได้แก่

 

1. ธุรกิจบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น

 

2. ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ตและห้องชุด

 

3. ธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า

 

​ขณะที่ ​ภาพรวมการจดทะเบียนเลิกตลอดทั้งปี 2568 มีจำนวน 22,783 ราย ลดลง 896 ราย คิดเป็น 3.78% เมื่อเทียบกับปี 2567 (23,679 ราย) ทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 106,594 ล้านบาท ลดลง 64,586 ล้านบาท คิดเป็น 37.73% เมื่อเทียบกับปี 2567 (171,180 ล้านบาท)

 

รายงานข่าวระบุว่า ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มบริการและค้าส่งค้าปลีก ซึ่งปิดกิจการมีหลากหลายประเภท เช่น

 

ร้านค้าปลีก, ธุรกิจบริการ, การผลิต, อสังหาริมทรัพย์, และรวมถึงธุรกิจที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี/บัญชีม้า

 

ทั้งนี้ สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อลดลง และการแข่งขันสูงทำให้หลายธุรกิจโดยเฉพาะรายเล็กปรับตัวไม่ไหว ต้องเลิกกิจการ และภาพรวมมาจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคที่เปราะบาง

 

ส่งผลให้ ปี 2569 จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และปัจจัยภายนอกประเทศยังสูง อาจมีผลต่อการจัดตั้งธุรกิจใหม่ กรมฯจึงประมาณการจัดตั้งธุรกิจใหม่ไว้ที่ 8-8.5 หมื่นราย ใกล้เคียงกับปี 2568

 

ต่างชาติลงทุนไทยทะลุ 3 แสนล้าน ทุบสถิติในรอบ 5 ปี

 

​ส่วนตลอดปี 2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 1,078 ราย เงินลงทุน รวมทั้งสิ้น 324,148 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าเงินลงทุนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 5 ปี (2564-2568)

 

 

ประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

 

  • ญี่ปุ่น 186 ราย คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 85,688 ล้านบาท
  • สิงคโปร์ 167 ราย คิดเป็น 15% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 103,399 ล้านบาท
  • จีน 152 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 35,046 ล้านบาท
  • สหรัฐอเมริกา 148 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,073 ล้านบาท
  • ฮ่องกง 113 ราย คิดเป็น 10% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 14,869 ล้านบาท

 

ปราบนอมินี-บัญชีม้า 6 กลุ่มธุรกิจเสี่ยง ล็อกเป้า 5 สัญชาติ ‘ฮุบที่ดิน’

 

พูนพงษ์ กล่าวอีกว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าปราบปรามนอมินีและบัญชีม้าอย่างเข้มข้นในปี 2568 บูรณาการร่วมกับ 17 หน่วยงาน ตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 6 กลุ่มธุรกิจ เป้าหมายกว่า 46,918 ราย พบพฤติการณ์ถือหุ้นแทนคนต่างด้าวหลายกรณี และส่งข้อมูลให้ DSI บก.ปอศ. และตำรวจดำเนินคดี ได้แก่

 

  • ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง
  • ค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์
  • e-Commerce ขนส่งและคลังสินค้า
  • โรงแรมและรีสอร์ต
  • เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร
  • ก่อสร้างทั่วไป

 

ช่วงปฏิบัติการเร่งด่วน 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค. 68) ตรวจพื้นที่สำคัญ 12 จังหวัด พบผู้เข้าข่ายกระทำผิดและส่งดำเนินคดี 11 ราย ส่งข้อมูลนิติบุคคลเสี่ยงให้ ปปง. 357 ราย และให้กรมสรรพากรตรวจสอบ 3,634 ราย พร้อมจัดมหกรรมสร้างความรู้ มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,625 ราย และออก 5 มาตรการจดทะเบียนใหม่ เพื่อปิดช่องนอมินี – บัญชีม้า

 

สำหรับปี 2569 กรมฯ เตรียมยกระดับการป้องกัน ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์พฤติกรรมนิติบุคคล คัดกรอง ‘กลุ่มเสี่ยงการใช้นอมินีถือครองอสังหาริมทรัพย์’ 21,459 ราย โดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน ปีนี้จะเน้นตรวจสอบทั้ง 4 กลุ่ม

 

  • การลงทุนโดยตรง (FDI)
  • การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
  • การครอบครองเพื่อการเกษตรกรรม
  • การครอบครองที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย

 

โดยมีการประชุมครั้งแรกกับ 17 หน่วยงาน เมื่อวันที่ 20 ม.ค. เพื่อกำหนดแนวทางการตรวจสอบ สำหรับจังหวัดเป้าหมายจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี กรุงเทพและปริมณฑล

 

“ต่างชาติสนใจเข้ามาครอบครองที่ดินในไทยมากขึ้น 5 สัญชาติ อาทิ รัสเซีย อิสราเอล ยุโรป อินเดีย จีน แม้ในแง่ของความเสียหายไม่อาจประเมินเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ แต่ย่อมมีผลกระทบต่อการลงทุนในไทย”

 

ภาพ: Deagreez/Getty Images

The post เปิดสถิติปี 68 ธุรกิจปิดกิจการ 2.2 หมื่นราย สวนทางเงินต่างชาติทะลักไทย 3.24 แสนล้าน รัฐเปิดเกมล่านอมินีฮุบที่ดิน 5 สัญชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Y/Project เตรียมปิดตัว หลังแบรนด์ไม่สามารถหาเจ้าของใหม่ได้ https://thestandard.co/yproject-closing-2025/ Thu, 09 Jan 2025 08:31:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1028616 yproject-closing-2025

แบรนด์แฟชั่นอย่าง Y/Project เตรียมปิดตัว หลังแบรนด์ไม่ส […]

The post Y/Project เตรียมปิดตัว หลังแบรนด์ไม่สามารถหาเจ้าของใหม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
yproject-closing-2025

แบรนด์แฟชั่นอย่าง Y/Project เตรียมปิดตัว หลังแบรนด์ไม่สามารถหาเจ้าของใหม่ได้ รวมไปถึงการแยกทางกับดีไซเนอร์อย่าง Glenn Martens ที่ทำงานกับแบรนด์มานานถึง 11 ปี

 

โดยเว็บไซต์ WWD รายงานแถลงการณ์จากแบรนด์ว่า “เป็นเวลา 14 ปีที่แบรนด์ผลิดอกออกผล Y/Project ทำการตัดสินใจที่ท้าทายในการหยุดการดำเนินงานของแบรนด์” รวมไปถึงขอบคุณทั้งหุ้นส่วนและผู้ที่สนับสนุนแบรนด์มาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา “เราขอขอบคุณไปยัง Glenn Martens, Pascal Conte-Jodra (CEO คนปัจจุบัน) และ Gilles Elalouf ผู้ล่วงลับ ที่สร้างพื้นที่ให้ทีมงานได้สร้างสรรค์และเติบโต”

 

Y/Project ก่อตั้งโดยสองหัวเรือ ได้แก่ นักธุรกิจอย่าง Gilles Elalouf และ Yohan Serfaty ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส ในปี 2010 และต่อมาก็ได้ Glenn Martens นักออกแบบชาวเบลเยียมและผู้ช่วยของ Yohan มาสานต่อตำแหน่งครีเอทีฟไดเรกเตอร์ หลังดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งเสียชีวิตอย่างกะทันหันในปี 2013 

 

หลังจากนั้น Y/Project ก็ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมาก ทั้งจากคนในวงการแฟชั่นและลูกค้า โดย Glenn Martens พาแบรนด์เข้ารอบสุดท้ายของการประกวด LVMH Prize ปี 2016 และคว้ารางวัล ANDAM Grand Prize ในปี 2017 ด้วยเสื้อผ้าสไตล์ Deconstruction ที่มีเทคนิคแปลกตา และการร่วมงานกับ Jean Paul Gaultier ในการออกแบบลุคเสื้อผ้าลายหลอกตาที่ได้รับความนิยมอย่างมาก 

 

แต่แล้วแบรนด์ก็ตกอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากอีกครั้งในช่วงปี 2024 หลัง Gilles Elalouf เสียชีวิตเมื่อเดือนมิถุนายน และ Glenn Martens ก็ออกจากตำแหน่งดีไซเนอร์ในเดือนกันยายน พร้อมยกเลิกแฟชั่นโชว์ในเดือนเดียวกัน ซึ่งหลังจากนั้นการครอบครองแบรนด์ตกไปอยู่กับน้องชายของ Gilles ผู้รับมรดก และอยู่ในการดูแลของศาลแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในกรุงปารีสระหว่างหาเจ้าของใหม่

 

หลังจากนี้ผลงานออกแบบที่อยู่ในคลัง Y/Project จะกระจายให้กับพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั้ง The Metropolitan Museum of Art ในนิวยอร์ก, MoMu – Fashion Museum Antwerp ในเบลเยียม และพิพิธภัณฑ์ในปารีส ทั้ง Palais Galliera และ Musée des Arts Décoratifs

 

ภาพ: Y/Project 

 

อ้างอิง:

 

The post Y/Project เตรียมปิดตัว หลังแบรนด์ไม่สามารถหาเจ้าของใหม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 3 อันดับธุรกิจที่ปิดกิจการมากสุด! วิเคราะห์ทำไม 7 เดือนทุนจดทะเบียนเลิกกิจการสูงถึง 8.5 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/top-3-business-closures-thailand/ Fri, 30 Aug 2024 03:41:37 +0000 https://thestandard.co/?p=977352 ธุรกิจ ปิดกิจการ

7 เดือนแรกของปี 2567 ธุรกิจไทยปิดกิจการไปแล้วรวมมูลค่า […]

The post เปิด 3 อันดับธุรกิจที่ปิดกิจการมากสุด! วิเคราะห์ทำไม 7 เดือนทุนจดทะเบียนเลิกกิจการสูงถึง 8.5 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจ ปิดกิจการ

7 เดือนแรกของปี 2567 ธุรกิจไทยปิดกิจการไปแล้วรวมมูลค่า 8.5 หมื่นล้านบาท โดย 3 อันดับธุรกิจที่ปิดกิจการสูงสุด ได้แก่ ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และอาหาร แม้ยอดจดทะเบียนกิจการตั้งใหม่เข้าสู่ไตรมาส 3 ยังขยับขึ้น จัดตั้งกิจการสะสม 7 เดือนแตะ 5.4 หมื่นราย

 

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนกรกฎาคม 2567 มีจำนวน 1,890 ราย เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2566 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 23 ราย คิดเป็น 1.23% และทุนจดทะเบียนประกอบกิจการเดือนกรกฎาคม 2567 8,831.05 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2566 เพิ่มขึ้น 1,303.13 ล้านบาท คิดเป็น 17.31%

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

“ในเดือนนี้มีธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนเลิกกิจการเกิน 1,000 ล้านบาท คือธุรกิจด้านอสังหา การจัดการที่ดินเปล่า หรือจัดสรรที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อจำหน่าย มูลค่าทุนจดทะเบียนเลิก 1,420.00 ล้านบาท”

 

อรมนกล่าวอีกว่า ประเภทธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

  1. ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 155 ราย ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 677.32 ล้านบาท 
  2. ธุรกิจอสังหา 127 ราย ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 2,150.97 ล้านบาท
  3. ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 62 ราย ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 156.13 ล้านบาท

โดยคิดเป็นสัดส่วน 8.20%, 6.72% และ 3.28% ตามลำดับ

 

ส่งผลให้การจดทะเบียนเลิกกิจการสะสม 7 เดือนแรกของปี 2567 มีจำนวน 7,929 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 ลดลง 1,035 ราย คิดเป็น 11.55% โดยทุนจดทะเบียนเลิกกิจการสะสมอยู่ที่ 85,579.40 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 เพิ่มขึ้น 28,446.77 ล้านบาท คิดเป็น 49.79%

 

“สาเหตุมาจากมีนิติบุคคลจำนวน 4 รายที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 1,000 ล้านบาท ได้จดทะเบียนเลิกกิจการ โดยมีทุนจดทะเบียนรวม 6,004.71 ล้านบาท และช่วงเดือนพฤษภาคมมีธุรกิจด้านโทรคมนาคมและการสื่อสารจำนวน 1 ราย ทุนจดทะเบียนกว่า 48,209.34 ล้านบาท ได้จดทะเบียนเลิกกิจการเช่นกัน รวมทุนจดทะเบียนทั้ง 5 รายมีมูลค่ากว่า 54,214.05 ล้านบาท จึงทำให้ตัวเลขทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 7 เดือนแรกสูงกว่าปกติ”

 

อรมนกล่าวอีกว่า เมื่อวิเคราะห์เชิงลึกแล้ว หากตัดธุรกิจดังกล่าวออกไป ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการจะอยู่ที่ 31,365.35 ล้านบาท และพบว่าสัดส่วนการจดทะเบียนเลิกกิจการอยู่ที่ 18% ของการจัดตั้งธุรกิจใน 7 เดือนแรกของปี 2567 ซึ่งมีความใกล้เคียงกับปี 2566

 

เปิด 3 อันดับธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสะสมสูงสุดใน 7 เดือนแรกของปี 2567

  • ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 758 ราย ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 1,886.50 ล้านบาท
  • ธุรกิจอสังหา จำนวน 467 ราย ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 7,014.72 ล้านบาท
  • ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 259 ราย ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 613.34 ล้านบาท

โดยคิดเป็นสัดส่วน 9.56%, 5.89% และ 3.27% ตามลำดับ

 

อรมนระบุอีกว่า สำหรับสถิติการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนกรกฎาคม 2567 พบว่ามีจำนวน 7,837 ราย เมื่อเทียบกับปี 2566 เพิ่มขึ้น 989 ราย หรือ 14% และทุนจดทะเบียนกิจการ 23,704.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,056.38 ล้านบาท หรือ 42%

 

โดยประเภทธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป, อสังหา และภัตตาคาร/ร้านอาหาร 367 ราย ทุนจดทะเบียน 798.51 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 7.85%, 6.81% และ 4.68% ตามลำดับ

 

“น่าสนใจว่าเดือนกรกฎาคม 2567 มีธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 2 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 2,801.25 ล้านบาท ได้แก่ ธุรกิจศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Data Center) บริการเชื่อมต่อโครงข่าย บริการดิจิทัลและบริการที่เกี่ยวข้อง และธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอาคาร อาคารพาณิชย์ สถานที่ทำการ ถนน สะพาน เขื่อน รวมทั้งงานโยธา” อรมนกล่าว

 

ส่งผลให้การจัดตั้งธุรกิจใหม่สะสม 7 เดือนแรกของปี 2567 มีจำนวน 54,220 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 เพิ่มขึ้น 86 ราย คิดเป็น 0.16% ทุนจดทะเบียน 168,783.20 ล้านบาท ลดลง 276,512.50 ล้านบาท คิดเป็น 62.10% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566

 

เปิด 3 อันดับธุรกิจที่จดทะเบียนจัดตั้งสูงสุดใน 7 เดือนแรกของปี 2567

  • ธุรกิจอสังหา 4,189 ราย ทุนจดทะเบียนกิจการ 17,621.98 ล้านบาท
  • ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 4,136 ราย ทุนจดทะเบียนกิจการ 9,311.05 ล้านบาท
  • ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 2,472 ราย ทุนจดทะเบียนกิจการ 5,151.41 ล้านบาท

โดยคิดเป็นสัดส่วน 7.73%, 7.63% และ 4.56% ตามลำดับ

 

ทั้งนี้เชื่อมั่นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการดิจิทัลวอลเล็ต มาตรการภาษีท่องเที่ยว ภาคอสังหา จะช่วยกระตุ้น แม้หนี้ครัวเรือนสูง เสถียรภาพทางการเมือง และความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่ยังคงยืดเยื้อ ก็ยังคาดการณ์ยอดจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจทั้งปี 2567 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยคาดการณ์ตัวเลขการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจของปี 2567 อยู่ที่ 90,000-98,000 ราย

 

สำหรับทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย 7 เดือนแรกของปี 2567 ลงทุนรวมทั้งสิ้น 90,987 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 เพิ่มขึ้น 32,043 ล้านบาท คิดเป็น 54% โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น 117 ราย เงินลงทุน 47,879 ล้านบาท, สิงคโปร์ 71 ราย เงินลงทุน 7,486 ล้านบาท, สหรัฐอเมริกา 70 ราย เงินลงทุน 3,470 ล้านบาท, จีน 51 ราย เงินลงทุน 7,120 ล้านบาท และฮ่องกง 35 ราย เงินลงทุน 12,131 ล้านบาท

The post เปิด 3 อันดับธุรกิจที่ปิดกิจการมากสุด! วิเคราะห์ทำไม 7 เดือนทุนจดทะเบียนเลิกกิจการสูงถึง 8.5 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไขความจริง ฮุนไดยุติกิจการในไทย! อวิชชาหรือเหยื่อคลิกเบต https://thestandard.co/reveal-hyundai-ceases-operations-in-thailand/ Mon, 30 Oct 2023 03:27:34 +0000 https://thestandard.co/?p=860333 รถฮุนได

ข่าวการประกาศเลิกกิจการของบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด […]

The post ไขความจริง ฮุนไดยุติกิจการในไทย! อวิชชาหรือเหยื่อคลิกเบต appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถฮุนได

ข่าวการประกาศเลิกกิจการของบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด จากการรายงานของบริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งสร้างความตกใจว่าอยู่ดีๆ เกิดอะไรขึ้น ฮุนไดจึงเลิกกิจการในไทย ทั้งที่ก่อนหน้าไม่นานเพิ่งจะมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่พร้อมกับบริษัทใหม่ของฮุนได 

 

ลำดับแรกต้องทำความเข้าใจกันให้ถูกต้องก่อนว่า ฮุนไดยังไม่ได้เลิกกิจการในประเทศไทย แต่ที่เลิกไปตามรายงานข่าวนั้นเป็นเพียงบริษัทที่เคยดูด้านการจัดจำหน่ายรถยนต์ฮุนไดในประเทศไทยดังรายละเอียดต่อไปนี้ 

 

ย้อนความกลับไปในช่วงปี 2550 ฮุนไดได้แต่งตั้งกลุ่มโซจิซึจากประเทศญี่ปุ่นให้เป็นผู้จัดจำหน่าย (Distributor) รถยนต์ฮุนไดในประเทศไทยต่อจากกลุ่มพระนคร ยนตรการ ที่สิ้นสุดการได้สิทธิ์จำหน่ายในไทยไป ซึ่งกลุ่มโซจิซึได้มีการร่วมทุนกับพันธมิตรหลายรายรวมถึงอาปิโก ไฮเทค ด้วย โดยมีการจัดตั้งบริษัทชื่อว่า ‘บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด’ ทำการจำหน่ายและขายส่งรถยนต์ฮุนไดในประเทศไทย 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

กิจการดำเนินไปด้วยดีตลอดมา จนกระทั่งในปี 2565 ทางบริษัทแม่คือ ฮุนได มอเตอร์ จากประเทศเกาหลีใต้ เห็นว่าตลาดของประเทศไทยมีศักยภาพที่ดีและน่าจะสร้างยอดขายได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่าที่กลุ่มโซจิซึทำได้ ดังนั้นฮุนได มอเตอร์ จึงได้ตัดสินใจเข้ามาทำตลาดในไทยด้วยตัวเอง มีการจัดตั้ง ‘บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด’ ขึ้น 

 

ถึงตรงนี้นึกภาพให้ดี ในประเทศไทยมีบริษัทสองแห่งที่คล้ายกันคือบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ที่มีผู้ถือหุ้นคือกลุ่มโซจิซึของญี่ปุ่น พร้อมพันธมิตร กับบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ที่มีผู้ถือหุ้นคือฮุนได มอเตอร์ ของเกาหลีใต้ และประกอบกิจการเหมือนกันคือขายรถยนต์ฮุนได

 

โดยบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งดำเนินกิจการโดยฮุนได มอเตอร์ ของเกาหลีใต้ ได้เข้าซื้อสินทรัพย์ส่วนใหญ่ของบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เช่น อาคารสำนักงาน สต๊อกอะไหล่ และสิทธิ์ต่างๆ (เช่นคำว่า ฮุนได ประเทศไทย) รวมถึงรับพนักงานบางส่วนมาด้วย โดยไม่ได้ซื้อบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด แต่อย่างใด 

 

สำหรับการเปลี่ยนผ่านดังระหว่างสองบริษัทมีขึ้นในช่วงรอยต่อระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน กิจการทุกอย่างในทางปฏิบัติของฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2566 และฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) เข้ามาดำเนินการเริ่มต้นใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2566 เป็นการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องสูญเสียความเชื่อมั่น  

 

ลักษณะดังกล่าวนี้มีความคล้ายคลึงกับการที่กลุ่มยนตรกิจต้องอำลาจากการขายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู และกลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์ต้องปล่อยมือจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งลดบทบาทจากผู้จัดจำหน่าย (Distributor) เหลือเพียงการเป็นตัวแทนจำหน่าย (Dealer) รายหนึ่งเท่านั้น 

 

ดังนั้นเมื่อข่าวดังกล่าวมีการถูกนำเสนอในลักษณะที่พาดหัวเพื่อดึงดูดความสนใจ ส่งผลให้บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ต้องส่งจดหมายชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า รถยนต์ฮุนไดยังคงดำเนินกิจการอยู่ตามปกติ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจจะมาจาก ‘ความไม่รู้’ ข้อเท็จจริงของกรณีนี้ หรือเข้าใจผิด แต่หากรู้แล้วแต่ตั้งใจสร้างกระแสเพื่อเรียกยอดการเข้าดู ลักษณะนี้มักจะถูกเรียกว่าคลิกเบต (Clickbait)

 

ภาพ: Peerapon Boonyakiat / SOPA Images / LightRocket via Getty Images 

The post ไขความจริง ฮุนไดยุติกิจการในไทย! อวิชชาหรือเหยื่อคลิกเบต appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bed Bath & Beyond เชนขายเครื่องใช้ในบ้านรายใหญ่ของอเมริกา ยื่น ‘ล้มละลาย’ เดินหน้าปิดสาขา ส่วนพนักงาน 1.4 หมื่นคนยังไม่รู้ชะตากรรม https://thestandard.co/bed-bath-beyond-filed-bankrupt/ Mon, 24 Apr 2023 02:35:08 +0000 https://thestandard.co/?p=780348 Bed Bath & Beyond

Bed Bath & Beyond ร้านขายสินค้าข้าวของเครื่องใช้ทุก […]

The post Bed Bath & Beyond เชนขายเครื่องใช้ในบ้านรายใหญ่ของอเมริกา ยื่น ‘ล้มละลาย’ เดินหน้าปิดสาขา ส่วนพนักงาน 1.4 หมื่นคนยังไม่รู้ชะตากรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bed Bath & Beyond

Bed Bath & Beyond ร้านขายสินค้าข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างภายในบ้านยอดนิยมในช่วงปี 1990 และ 2000 ตัดสินใจยื่นขอล้มละลายเมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา โดยแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ของบริษัทได้แสดงความขอบคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด 

 

อย่างไรก็ตาม ร้าน Bed Bath & Beyond ทั้ง 360 แห่ง และร้าน buybuy BABY อีก 120 แห่ง จะยังคงเปิดให้บริการต่อไปเช่นเดียวกับเว็บไซต์ต่างๆ ของบริษัท โดยทางบริษัทได้ค้ำประกันเงินกู้ 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินงานในช่วงล้มละลายนี้

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 

 


 

กระนั้น ทาง Bed Bath & Beyond จะทยอยปิดสาขาของร้าน เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 เมษายนนี้ โดยจะปิดจำนวนเท่าใดและจะจัดการกับพนักงาน 14,000 คนอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

 

รายงานอธิบายว่า การยื่นขอล้มละลายไม่ได้แปลว่าบริษัทกำลังจะเลิกกิจการแต่อย่างใด โดยบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในสหรัฐอเมริกายื่นขอล้มละลายเพื่อปลดหนี้และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่บริษัทไม่สามารถจ่ายได้ แต่ในกรณีของ Bed Bath & Beyond หลายฝ่ายมองว่าแม้จะจัดการจนผ่านพ้นการล้มละลายไปได้ แต่อนาคตของ Bed Bath & Beyond ก็ยังไม่แน่นอน 

 

ทั้งนี้ ทางบริษัทกล่าวว่าจะพยายามขายธุรกิจบางส่วนหรือทั้งหมด ซึ่งหากสามารถหาผู้ซื้อได้ ทาง Bed Bath & Beyond ก็จะสามารถรอดพ้นจากการต้องปิดร้านได้ แต่ถ้าไม่มีผู้ซื้อต่อ ทาง Bed Bath & Beyond ก็น่าจะขายสินค้าในสต๊อกออกไปทั้งหมดและเลิกกิจการไป

 

ขณะที่ทาง Neil Saunders นักวิเคราะห์จาก GlobalData Retail กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่บริษัทจะผ่านวิกฤตการล้มละลายครั้งนี้ และกลับมาในฐานะผู้ค้าปลีกออนไลน์เท่านั้น 

 

ทั้งนี้ Bed Bath & Beyond เคยได้ชื่อว่าเป็นอัญมณียอดมงกุฎในยุคหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าเฉพาะทางอย่างชัดเจน เทียบชั้น Toys“R”Us, Circuit City และ Sports Authority แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพฤติกรรมของนักช้อปที่หันเหจากร้านค้าเฉพาะทางขนาดใหญ่ไปใช้ตัวเลือกออนไลน์ เช่น Amazon มากขึ้น ทำให้ร้านค้าปลีกอย่าง Bed Bath & Beyond ได้รับความนิยมลดลงเรื่อยๆ กระทั่งต้องยื่นขอล้มละลาย 

 

ขณะเดียวกัน Bed Bath & Beyond ระบุว่า ลูกค้าจะมีเวลาจนถึงวันที่ 25 เมษายนนี้ เพื่อนำคูปองส่วนลด 20% จุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านมาใช้ โดยหลังจากนั้นจะเป็นการเสนอ ‘ส่วนลดพิเศษ’ แทน 

 

ที่ผ่านมาผู้ค้าปลีกรายนี้ดึงดูดลูกค้าหลากหลายกลุ่มด้วยการขายแบรนด์ดังในราคาพิเศษ แบรนด์ต่างๆ ต่างอยากได้พื้นที่บนชั้นวางสินค้าของ Bed Bath & Beyond เพราะรู้ว่าการได้วางสินค้าบนชั้นของ Bed Bath & Beyond จะนำไปสู่การขายครั้งใหญ่ นอกจากนี้ รูปแบบร้านค้าแบบเปิดยังช่วยให้เกิดแรงกระตุ้นในการซื้อ เช่น นักช้อปตั้งใจจะเข้ามาซื้อแค่จานใหม่สักใบ มักจะเดินออกไปพร้อมหมอน ผ้าเช็ดตัว และสิ่งของอื่นๆ เพิ่มเติมจากรายการสินค้าที่ตั้งใจว่าจะซื้อ

 

แถลงการณ์ของ Bed Bath & Beyond แนะให้ผู้ซื้อค้นหาสินค้าลดราคาในสัปดาห์นี้ โดยสินค้าที่ซื้อก่อนวันที่ 26 เมษายน สามารถส่งคืนได้จนถึงวันที่ 24 พฤษภาคม แต่การขายทั้งหมดหลังจากวันที่ 26 เมษายนจะถือเป็นที่สิ้นสุด และทางร้านจะหยุดรับบัตรของขวัญในวันที่ 8 พฤษภาคม

 

อ้างอิง:

The post Bed Bath & Beyond เชนขายเครื่องใช้ในบ้านรายใหญ่ของอเมริกา ยื่น ‘ล้มละลาย’ เดินหน้าปิดสาขา ส่วนพนักงาน 1.4 หมื่นคนยังไม่รู้ชะตากรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>