เนื้อหมู Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เนื้อหมู/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 23 Sep 2025 07:55:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ชำแหละข้อเท็จจริงสารเร่งเนื้อแดง! ภัยเงียบคุกคามสุขภาพคนไทยที่อาจซ่อนอยู่ในเนื้อหมูนำเข้า [PR NEWS] https://thestandard.co/silent-threat-imported-pork/ Tue, 23 Sep 2025 09:00:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1121316 silent-threat-

ดูเหมือนว่าประเด็น ‘สารเร่งเนื้อแดง’ ในเนื้อหมูถูกหยิบม […]

The post ชำแหละข้อเท็จจริงสารเร่งเนื้อแดง! ภัยเงียบคุกคามสุขภาพคนไทยที่อาจซ่อนอยู่ในเนื้อหมูนำเข้า [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
silent-threat-

ดูเหมือนว่าประเด็น ‘สารเร่งเนื้อแดง’ ในเนื้อหมูถูกหยิบมาพูดถึงอีกครั้ง หลังกระแสข่าวที่อาจมีการนำเนื้อหมูจากสหรัฐฯ เข้ามาจำหน่ายในประเทศ

 

ที่ผ่านมา ประเทศไทยแบนการนำเข้าเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์หมูจากสหรัฐฯ จากประเด็นการใช้สารเร่งเนื้อแดงมาโดยตลอด ทางสหรัฐฯ เองก็พยายามกดดันให้ไทยเปิดตลาดเช่นกัน 

 

ประเด็นนี้เป็นข้อถกเถียงกันมาตั้งแต่ปี 2560 จนเกิดการรวมตัวแสดงจุดยืนต่อต้านของกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรในไทย แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกว่าอาจจะไม่มีนำเข้าเนื้อหมูและและผลิตภัณฑ์หมูจากสหรัฐฯ เด็ดขาด เนื่องจากปัจจุบันการผลิตหมูในไทยเหลือจนสามารถส่งออกได้ ไม่ขาดแคลน 

 

แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ผู้บริโภค ผู้เลี้ยงหมู และเกษตรกรในห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบอาหารสัตว์ของไทยก็น่าจะยังไม่คลายกังวล 

 

อีกทั้งยังมีข้อมูลบางอย่างที่อาจทำให้ผู้บริโภคมองข้ามข้อเท็จจริงของอันตรายจากการใช้สารเร่งเนื้อแดง ทั้งข้อโต้แย้งว่าปริมาณสารเร่งเนื้อแดงที่สหรัฐฯ อนุญาตให้ตกค้างในเนื้อหมูนั้นมีเพียงเล็กน้อยเพราะมีการควบคุม และอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ตามมาตรฐานสากล หรือประเด็นเรื่องราคาที่ถูกลง จะช่วยให้ผู้บริโภคลดต้นทุนค่าครองชีพได้ 

 

คำถามคือ เรากล้าเสี่ยงกินหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงมั้ย? และเรากล้าให้คนที่เรารักกินหมูที่มีสารเคมีปนเปื้อนแน่หรือ?  

 

 

สารเร่งเนื้อแดงคืออะไร? อันตรายขนาดไหน? 

 

‘สารเร่งเนื้อแดง’ คือสารสังเคราะห์ในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ (Beta-Agonist) เป็นกลุ่มยาที่นำมาใช้พ่นหลอดลมสำหรับคนที่เป็นหอบหืด ภูมิแพ้ เพื่อช่วยขยายหลอดลม แต่เมื่อนำยาไปผสมในอาหารสัตว์ที่ใช้เลี้ยงหมู วัว และไก่งวง จะมีฤทธิ์เสริมการเจริญเติบโตของเซลล์กล้ามเนื้อ ด้วยการเปลี่ยนไขมันเป็นกล้ามเนื้อ ลดการสะสมไขมันในเนื้อเยื่อ ทำให้สัตว์โตเร็ว มีน้ำหนักซากดี ได้เนื้อแดงมาก 

 

หากหมู วัว และไก่ ได้รับสารเคมีในปริมาณสูงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้สัตว์เกิดความเครียด เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตก็มี ยิ่งไปกว่านั้นสารเคมีจะสะสมในเนื้อเยื่อ ฝั่งผู้บริโภคเอง ถ้ากินเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ที่มีสารตกค้าง อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียง เช่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ, ใจสั่น, ปวดศีรษะ และคลื่นไส้อาเจียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจ เบาหวาน สตรีมีครรภ์ เด็ก และผู้สูงอายุ จะยิ่งเสี่ยงขึ้นไปอีก

 

ต่อให้ปรุงสุกก็ไม่ปลอดภัย เพราะข้อมูลจากการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์เรื่อง ‘Effect of different cooking methods on ractopamine residues in beef’ ได้ทดสอบความคงตัวของสารแรคโตพามีน ซึ่งเป็นสารเคมีในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ ด้วยกระบวนการให้ความร้อนหลายแบบ พบว่าสารเร่งเนื้อแดง มีความคงตัวสูงและไม่ถูกทำลายด้วยความร้อนจากการปรุงอาหาร 

 

 

สถานการณ์สารเร่งเนื้อแดงในไทย 

 

ในประเทศไทย ‘สารเร่งเนื้อแดง’ ถูกจัดให้เป็นวัตถุห้ามใช้ผสมในอาหารสัตว์มาเป็นเวลานาน มีการขับเคลื่อนข้อกฎหมายและนโยบายอย่างจริงจังโดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านมาตราการเชิงรุก โดยเฉพาะการเปิดตัว ‘ปฎิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง’ เพื่อกำจัดสารเร่งเนื้อแดงให้หมดไปจากห่วงโซ่การผลิตปศุสัตว์ ตั้งแต่การตรวจสอบฟาร์มเลี้ยงที่เป็นต้นตอของปัญหา ไปจนถึงเฝ้าระวังโรงงานอาหารสัตว์ที่อาจเป็นช่องทางการลักลอบการใช้สารต้องห้าม ครอบคลุมไปถึงจุดจำหน่ายและโรงฆ่าสัตว์ พร้อมทั้งมีมาตรการลงโทษผู้ที่ลักลอบใช้สารต้องห้ามนี้อย่างจริงจัง

 

จากการสุ่มตรวจปัสสาวะหมูในฟาร์ม พบว่ามีผลเป็นบวกเพียง 0.16% เท่านั้น และมีการรับรองฟาร์มปลอดสารเร่งเนื้อแดงรวมกว่า 5,000 แห่ง 

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกฎหมายควบคุมที่เข้มงวด แต่ยังคงพบการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงอยู่บ้าง โดยมีปัจจัยสำคัญจากแรงจูงใจทางเศรษฐกิจของเกษตรกรที่ต้องการผลิตเนื้อสัตว์ไขมันต่ำและสีแดงสวยเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ขณะเดียวกัน การเฝ้าระวังของภาครัฐยังต้องดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรที่มีอยู่ ซึ่งทำให้การตรวจสอบครอบคลุมได้ในบางพื้นที่หรือช่วงเวลาเท่านั้นซึ่งทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็มีมาตรการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ผ่านเครื่องหมายรับรองสัญลักษณ์ Q รวมถึง ปศุสัตว์ OK ปัจจุบันมีร้านค้าและแหล่งจำหน่ายที่ได้สัญลักษณ์นี้มากถึง 8,000 แห่งทั่วประเทศ ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้ว่าสินค้ามีมาตรฐานฟาร์ม มาจากโรงฆ่าสัตว์ที่ถูกสุขอนามัย และไม่มีสารตกค้าง ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่ามาจากแหล่งไหน 

 

 

ในภาวะที่ข้อตกลงระหว่างประเทศยังไม่ชัดเจน ไทยได้แสดงจุดยืนที่แน่วแน่ว่าจะห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยมีการให้ความรู้แก่เกษตรกรถึงอันตรายของสาร การดำเนินมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นในทุกพื้นที่ ทั้งในโรงฆ่าสัตว์ โรงงานอาหารสัตว์ และฟาร์ม เพื่อให้มั่นใจว่าเนื้อหมูไทยปลอดสารเร่งเนื้อแดง 100% และสามารถส่งออกไปยังกว่า 160 ประเทศทั่วโลกได้อย่างมั่นใจอเมริกากินได้ ไม่ได้เท่ากับปลอดภัยเสมอ

 

กับข้อโต้แย้งที่ว่า ปริมาณสารเร่งเนื้อแดงที่สหรัฐฯ อนุญาตให้ตกค้างในเนื้อหมูนั้นมีเพียงเล็กน้อยเพราะมีการควบคุม และอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย 

 

มีความเป็นไปได้ว่านี้อาจเป็นมุมมองและชุดข้อมูลที่มีรากฐานจากหลักการกำกับดูแลเชิงวิทยาศาสตร์ที่กำหนดโดยหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ 

 

เนื่องจากสารเคมี ‘แรคโตพามีน’ ซึ่งเป็นสารเร่งเนื้อแดงที่สหรัฐฯ อนุญาตให้ใช้ในการเลี้ยงสัตว์ เป็นสารที่ถูกห้ามใช้กว่า 160 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย 

 

อีกทั้ง ข้อโต้แย้งนี้ยังขัดแย้งกับนโยบายด้านกฎหมายและสาธารณสุขของหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย สหภาพยุโรป และจีน ที่ยึดมั่นใน ‘หลักป้องกันไว้ก่อน’ ซึ่งบังคับใช้นโยบาย ‘ไม่ยอมให้มีสารตกค้างเลย’ (Zero Tolerance) 

 

สำหรับมาตรการความปลอดภัยด้านอาหาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกำหนดมาตรฐานกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของไทยสู่ระดับสากล ผ่านมาตรฐานโคเด็กซ์ (Codex Alimentarius)  ซึ่งเป็นมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ ที่จัดทำโดยคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร (Codex Alimentarius Commission – CAC) ของ FAO และ WHO โดยมุ่งกำหนดมาตรฐานสากลด้านอาหารต่างๆ เช่น ความปลอดภัย สุขลักษณะ และคุณภาพอาหาร เพื่อให้การค้าระหว่างประเทศดำเนินไปอย่างเป็นธรรม และเพื่อปกป้องสุขภาพของผู้บริโภคทั่วโลก

 

ในส่วนของประเด็นสารเร่งเนื้อแดง  Codex ได้กำหนดค่า Maximum Residue Limits (MRLs) ซึ่งเป็นค่าปริมาณตกค้างสูงสุดของยาสัตว์ที่สามารถมีได้ในอาหาร โดยอ้างอิงจากค่าปริมาณการบริโภคที่ยอมรับได้ในแต่ละวัน (ADI) ซึ่งประเมินโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญร่วมด้านวัตถุเจือปนอาหารของ FAO/WHO (JECFA) ประเด็นที่ต้องมองให้ลึกคือ ค่ามาตรฐาน MRLs ของ Codex แม้จะออกเป็นเกณฑ์สากล แต่เมื่อมีการค้าระหว่างประเทศ ยังคงต้องมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละประเทศร่วมด้วย เนื่องจากวัฒนธรรมการกิน ปริมาณการบริโภคที่ยอมรับได้ต่อวัน แตกต่างกันไป เช่น อเมริกา กินเนื้อวัวเป็นหลัก ในขณะที่ยุโรปกับเอเซีย รวมถึงประเทศไทยนิยมกินเนื้อหมู โดยเฉพาะคนไทยที่นิยมกินทั้งเนื้อหมู เครื่องใน และเลือดหมู จึงอาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับสารตกค้างมากกว่า  

 

ยังไม่นับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจและความดันโลหิต เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ การได้รับสารเร่งเนื้อแดงแม้จะปริมาณน้อยนิดก็ตาม ก็มีโอกาสเกิดอันตรายต่อสุขภาพมากกว่า 

 

แม้จะมี ‘ปริมาณเล็กน้อย’ หรือเป็น ‘ปริมาณที่อยู่ในความควบคุม’ ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้บริโภคคลายความกังวลต่อความเสี่ยงที่จะรับสารเร่งเนื้อแดงเข้าสู่ร่างกายได้ 

 

ซึ่งความจริงแล้ว เราไม่ควรกินอาหารที่มีสารปนเปื้อนไม่ว่าจะมีปริมาณเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม 

 

 

ทั้งเสีย ทั้งเสี่ยง 

 

หากในอนาคตยอมให้มีการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ แรงกระแทกแรกคือ ความเชื่อมั่นต่อระบบอาหารของไทยทั้งจากผู้บริโภคในประเทศไทยเองไปจนถึงคู่ค้า ที่อาจตั้งคำถามต่อความเคร่งครัดของมาตรฐานไทย ซึ่งย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์และการส่งออกอย่างแน่นอน 

 

การนำเข้าเนื้อหมูที่มีสารนี้อาจทำลายจุดยืน “Zero Tolerance” ของไทยที่มีมานาน และทำให้การบังคับใช้กฎหมายกับเกษตรกรในประเทศเป็นเรื่องยากและไม่เป็นธรรม เกษตรกรอาจตั้งคำถามว่า “ถ้าสินค้านำเข้าทำได้ ทำไมเราทำไม่ได้” 

 

จากเดิมที่อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูของไทยก็เผชิญกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าราคาตลาด ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากประสบภาวะขาดทุนและรู้สึกเสียเปรียบเมื่อเทียบกับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมอยู่แล้ว หากข้อตกลงเกิดขึ้น อาจเป็นชนวนกระตุ้นให้เกษตรกรบางส่วนมองหาทางลัด 

 

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงต้องเตรียมรับมือเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรยึดในมั่นจุดยืน Zero Tolerance ร่วมกัน นอกจากการสร้างแบรนด์ สร้างความมั่นใจให้กับสินค้า ‘หมูไทย’ ผ่านตราสัญลักษณ์ ‘ปศุสัตว์ OK’ ต้องเริ่มมองเรื่องการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ส่งเสริมการลงทุนโดยใช้เทคโนโลยีการเลี้ยงสมัยใหม่และหลักการความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อลดการสูญเสียจากโรคระบาดและเพิ่มผลผลิตต่อตัว อย่างที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังดำเนินการอยู่ 

 

การบังคับใช้กฎหมายอาจต้องเข้มงวดขึ้น โดยเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนและระงับใบอนุญาตการประกอบกิจการ รวมไปถึงมีการตรวจสอบนำเข้าที่เข้มข้น 

 

และเพื่อให้ครอบคลุมการเฝ้าระวังการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทย ภาครัฐยังเปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังผ่านสายด่วนและแอปพลิเคชั่น DLD 4.0 เป็นการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังในวงกว้าง ขยายขีดความสามารถในการตรวจสอบให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพิ่มเติมจากแนวทางการควบคุม “Farm to Fork” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่การตรวจสอบวัตถุดิบอาหารสัตว์และฟาร์มเลี้ยง ไปจนถึงการสุ่มตรวจซากสัตว์ที่โรงฆ่าและตลาดสด  

 

เราในฝั่งผู้บริโภคเอง นอกจากจะต้องเกาะติดประเด็นนี้เอาไว้ ต้องเพิ่มดีกรีความใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเองเพิ่มขึ้นด้วย ตั้งแต่การเลือกซื้อหมูจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และมีเครื่องหมายรับรองคุณภาพและความปลอดภัย ภายใต้สัญลักษณ์ Q หรือ ปศุสัตว์ OK ติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ หลีกเลี่ยงเนื้อหมูที่มีสีแดงสดผิดธรรมชาติและมีไขมันน้อยจนเกินไป ลดหรือเลี่ยงการบริโภคเครื่องใน เพิ่มความหลากหลายให้กับมื้ออาหาร เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ โปรตีนจากพืช เช่น เต้าหู้และถั่วต่างๆ เป็นต้น 

 

ถ้าให้สรุปว่าสถานการณ์สารเร่งเนื้อแดงในไทยตอนนี้เป็นเช่นไร น่าจะ ‘อยู่ในช่วงเฝ้าระวัง แต่ยังไม่ต้องระแวงเรื่องความปลอดภัย’ เพราะเสียงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ของประเทศไทยก็ยืนกรานหนักแน่นที่จะรักษาอธิปไตยทางอาหารให้กับคนไทย

The post ชำแหละข้อเท็จจริงสารเร่งเนื้อแดง! ภัยเงียบคุกคามสุขภาพคนไทยที่อาจซ่อนอยู่ในเนื้อหมูนำเข้า [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมูไทยแพ้สหรัฐฯ ทุกทาง KResearch เตือน อาจเสียหายกว่า 112,330 ล้านบาท หากไทยเปิดทางให้หมูสหรัฐฯ ตีตลาด https://thestandard.co/us-pork-threat-thailand/ Fri, 11 Jul 2025 07:42:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1095423 us-pork-threat-thailand

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) เตือนว่า ตลาดหมูไทยอาจเส […]

The post หมูไทยแพ้สหรัฐฯ ทุกทาง KResearch เตือน อาจเสียหายกว่า 112,330 ล้านบาท หากไทยเปิดทางให้หมูสหรัฐฯ ตีตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-pork-threat-thailand

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) เตือนว่า ตลาดหมูไทยอาจเสียหายกว่า 112,330 ล้านบาท หากเปิดให้หมูราคาถูกจากสหรัฐฯ เข้ามาตีตลาดในประเทศ เนื่องจากศักยภาพในการแข่งขันของหมูไทยแพ้ทางหมูสหรัฐฯ ในทุกมิติ ขณะที่ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) มีแนวโน้มกดดันให้ไทยต้องยอมนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในราคาถูกแลกกับต้องโดนภาษี 36%

 

วันนี้ (11 กรกฎาคม) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) คาดว่าตลาดเนื้อหมูไทยอาจเสียมูลค่ามากถึง 112,330 ล้านบาท หากโดนหมูสหรัฐฯ ตีตลาด เนื่องจากอุตสาหกรรมหมูไทยที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) เป็นหลัก ซึ่งจะกระทบต่อผู้เล่นทุกรายในห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำ

 

เกษตรกร โรงชำแหละเสี่ยงเลิกกิจการมากขึ้น

 

เนื่องจากไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูจำนวน 1.49 แสนราย แต่เป็นเกษตรกรรายย่อยสูงถึง 97% ของจำนวนทั้งหมด หากเนื้อหมูและเครื่องในจากสหรัฐฯ ไหลทะลักเข้ามาเพิ่ม ก็อาจซ้ำเติมให้เกษตรกรเหล่านี้ขาดทุนรุนแรงจนต้องเลิกกิจการมากขึ้น จากเดิมที่ผู้เลี้ยงลดลงไปแล้วกว่า 21% ในช่วงปี 2564-2567

 

เช่นเดียวกันกับเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์อย่างรำสด ข้าวโพด และปลายข้าว ซึ่งมีจำนวนรวมกันราว 5 ล้านครัวเรือน กลุ่มนี้จะได้รับความเสียหายด้านรายได้โดยตรง เนื่องจากจะมีผลผลิตเหลือมากขึ้น จนกดดันราคาให้ต่ำลง

 

ไม่เพียงเท่านั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังประเมินว่า โรงชำแหละจะต้องเลิกกิจการทั้งหมด เนื่องจากถูกตัดออกจากวงจรการผลิต ขณะที่เขียงหมูอาจสูญเสียรายได้บางส่วน เป็นเพราะเนื้อหมูและเครื่องในของสหรัฐฯ มีการแยกชิ้นส่วนสำเร็จพร้อมบริโภคบ้างแล้วบางส่วน

 

ทั้งนี้ มูลค่าความเสียหาย 112,330 ล้านบาท อิงจากกรณีที่ไทยเปิดตลาดให้เนื้อหมูสหรัฐฯ เข้ามาอย่างเสรี 100% และยังไม่นำเครื่องในหมูเข้ามานับรวมด้วย

 

สารเร่งเนื้อแดงเสี่ยงกระทบสุขภาพผู้บริโภค

 

ด้านผู้บริโภคที่อาจสามารถเข้าถึงเนื้อหมูและเครื่องในได้ในราคาที่ถูกลง ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนค่าครองชีพได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า สารเร่งเนื้อแดงในหมูสหรัฐฯ อาจส่งผลข้างเคียงทางสุขภาพต่อผู้บริโภคได้

 

ตามข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ เนื่องจากไทยมีการห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในหมู ซึ่งเป็นสารที่อาจส่งผลต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ตามข้อมูลจากกรมอนามัย และอาจทำให้มีอาการมือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ หัวใจเต้นผิดปกติ

 

นอกจากนี้ สารเร่งเนื้อแดงยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกในระบบสืบพันธุ์สตรี และในบางกรณีอาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง โดยกลุ่มเสี่ยงที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ และผู้ป่วยโรคหัวใจและเบาหวาน

 

USTR จ่อกดดันเนื้อหมู

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า สหรัฐฯ มีแนวโน้มกดดันให้ไทยนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในที่ผลิตในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เนื่องจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) พิจารณาว่าไทยเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากสหรัฐฯ ค่อนข้างสูง ขณะที่ไทยนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ ในสัดส่วนที่น้อย

 

เพื่อให้ไทยต้องเปิดตลาด และเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น เนื้อหมูและเครื่องในจึงเป็นหนึ่งในรายการสินค้าเกษตรอันดับต้นๆ ที่ถูกนำมาใช้ต่อรองเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ หลังจากในวันที่ 7 ก.ค. 2568 สหรัฐฯ ได้ประกาศใช้อัตราภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ฉบับใหม่ โดยไทยโดนเก็บ 36% มีผลบังคับใช้ 1 ส.ค. 2568

 

ศักยภาพหมูไทย แพ้ทุกทาง

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยว่า สหรัฐฯ มีศักยภาพในการผลิตหมูที่แข็งแกร่ง และมีต้นทุนที่ต่ำจากการผลิตแบบฟาร์มอุตสาหกรรม (Factory Farm) ขนาดใหญ่ ที่มีการใช้เทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ต่างจากไทยที่ดำเนินการเลี้ยงในฟาร์มขนาดเล็กแบบดั้งเดิม

 

ไม่เพียงเท่านั้น หมูไทยยังมีความเสียเปรียบต่อหมูสหรัฐฯ ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุน ขนาด หรือแม้แต่ราคา โดยในช่วงปี 2563-2567 ที่ผ่านมา ราคาเนื้อหมูไทยแพงกว่าหมูสหรัฐฯ สูงถึง 1.3 เท่า โดยหมูสหรัฐฯ มีราคาขายเฉลี่ยที่ 1.7 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม ขณะที่หมูไทยมีราคาเฉลี่ยที่ 2.3 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม

 

หมูสหรัฐ:

  • ผลิตมากเป็นอันดับ 3 ของโลก คิดเป็น 12.6 ล้านตัน หรือ 11% ของผลผลิตหมูทั่วโลก
  • ส่งออกอันดับ 1 ของโลก คิดเป็น 3.2 ล้านตัน หรือ 31% ของปริมาณการส่งออกหมูทั่วโลก
  • มีความพร้อมด้านวัตถุดิบเลี้ยงสัตว์ เพราะมีข้าวโพดและถั่วเหลืองที่สหรัฐฯ สามารถผลิตเองได้มาก
  • มีขนาดฟาร์มที่ใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นฟาร์มอุตสาหกรรม และเลี้ยงหมูได้มากกว่า 5,000 ตัวต่อฟาร์ม
  • ผลผลิตหมูกว่า 90% มาจากฟาร์มขนาดใหญ่
  • มีการผลิตมากกว่าความต้องการบริโภค 1.27 เท่า
  • มีต้นทุนการผลิตต่ำ เพราะมี Economy of Scale จากฟาร์มขนาดใหญ่

 

หมูไทย:

  • ผลิตได้น้อยกว่าสหรัฐฯ 8 เท่า หรือราว 1.6 ล้านตัน
  • ส่งออกน้อยมาก ใช้ในประเทศเป็นหลัก
  • ต้องพึ่งพาวัตถุดิบเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะข้าวโพดและถั่วเหลือง
  • มีฟาร์มขนาดเล็ก ส่วนใหญ่เป็นฟาร์มแบบดั้งเดิม และมีหมูไม่น้อยกว่า 50 ตัวต่อฟาร์ม
  • ผลผลิตหมูกว่า 75% มาจากฟาร์มขนาดกลาง-ใหญ่
  • มีผลผลิตเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ พึ่งพาตัวเองได้ดี
  • มีต้นทุนการผลิตสูง เนื่องจากเต็มไปด้วยฟาร์มขนาดเล็ก

The post หมูไทยแพ้สหรัฐฯ ทุกทาง KResearch เตือน อาจเสียหายกว่า 112,330 ล้านบาท หากไทยเปิดทางให้หมูสหรัฐฯ ตีตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หมูอเมริกัน’ สังเวยสงครามการค้า จีนยกเลิกออร์เดอร์ ‘หมื่นตัน’ ใหญ่สุดรอบ 4 ปี หวั่นลามถึงเกษตรกร ฐานเสียง Trump https://thestandard.co/us-pork-trade-war-china/ Sun, 27 Apr 2025 09:45:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1068690 us-pork-trade-war-china

มหาสงครามการค้าระหว่าง ‘มังกร-อินทรี’ เดือด […]

The post ‘หมูอเมริกัน’ สังเวยสงครามการค้า จีนยกเลิกออร์เดอร์ ‘หมื่นตัน’ ใหญ่สุดรอบ 4 ปี หวั่นลามถึงเกษตรกร ฐานเสียง Trump appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-pork-trade-war-china

มหาสงครามการค้าระหว่าง ‘มังกร-อินทรี’ เดือดปะทุอีกครั้ง เมื่อจีนเริ่มโต้กลับด้วยการถอนคำสั่งซื้อเนื้อหมูอเมริกันมหาศาลถึง 12,030 เมตริกตัน นับเป็นการยกเลิกที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 4 ปี 

 

 

 

โดยราคาล่วงหน้าของหมูไขมันต่ำทรุดตัวลงทุกเดือนไล่ตั้งแต่มิถุนายนปีนี้ยาวไปจนถึงสิงหาคม 2026 สะท้อนให้เห็นว่าตลาดไม่เชื่อว่าความขัดแย้งนี้จะจบลงในเร็ววัน และเป็นสัญญาณว่าปักกิ่งพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อตอบโต้นโยบายภาษีสาหัสที่ Trump กำหนด

 

“นี่ไม่ใช่แค่เกมการค้า แต่เป็นการโจมตีทางการเมืองชัดๆ” Dexter Roberts นักวิชาการจาก Atlantic Council วิเคราะห์ ชี้ว่าจีนกำลัง ‘เล่นงาน’ เกษตรกรในรัฐสีแดงที่เป็นฐานเสียงหลักของ Trump “เกษตรกรอเมริกันกำลังหวาดผวา เพราะแค่ปีเดียวที่พลาดก็อาจต้องจำนองฟาร์มทั้งหมด”

 

ขณะนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูอเมริกันต้องเผชิญกับกำแพงภาษีสูงลิ่วถึง 172% ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดจีนได้อีกต่อไป สภาผู้ผลิตเนื้อหมูแห่งชาติอเมริกันยอมรับว่า ผู้ผลิตเนื้อหมูของพวกเขากำลังยืนอยู่ที่ปากเหวในสงครามการค้าครั้งนี้

 

ไม่เพียงแค่เนื้อหมู จีนยังเพิ่มภาษีสินค้าเกษตรอเมริกันอื่นๆ ทั้งสัตว์ปีก (15%) ข้าวสาลี (15%) ข้าวโพด (15%) ฝ้าย (15%) รวมถึงถั่วเหลือง เนื้อวัว และผลิตภัณฑ์นม (10%) 

 

จุดนี้เองส่งผลให้บราซิลแซงหน้าสหรัฐฯ กลายเป็นซัพพลายเออร์ถั่วเหลืองอันดับหนึ่งของจีน ขณะที่ผู้บริโภคเนื้อวัวในจีนก็หันไปพึ่งอาร์เจนตินาและออสเตรเลียแทน

 

ด้านอุตสาหกรรมเนื้อหมูของจีนเอง ยังคงนำเข้าจากประเทศอื่นๆ อย่างคึกคัก มูลค่ารวม 2.15 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 โดยซัพพลายเออร์หลักได้แก่ สเปน, บราซิล, ชิลี, เนเธอร์แลนด์ และแคนาดา

 

ขณะที่ Trump เรียกเก็บภาษีสินค้าจีนพุ่งสูงถึง 145% ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงอยู่ที่ประมาณ 156% จีนก็ตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ 125% ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์จีนอิสระ Andy Xie มองว่า “ไม่มีการเล็งเป้าเฉพาะอีกต่อไป จีนพร้อมสู้จนถึงที่สุด”

 

เขายังเสริมอีกว่า “เมื่อถึงจุดวิกฤต จีนสามารถเร่งการผลิตภายในประเทศได้ แม้จะไม่สามารถพึ่งพาผลผลิตในประเทศได้ทั้งหมด และการนำเข้าจะลดลง แต่จีนก็จะไม่มีวันขาดแคลนอาหาร”

 

ท่ามกลางสงครามการค้าที่เริ่มบานปลายมาตั้งแต่ปี 2018 ในสมัยที่ Trump ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีวาระแรก การตัดสินใจของจีนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการส่งสัญญาณว่าพร้อมสู้ยาว แต่ยังเป็นการฟาดฟันที่เป้าหมายชัดเจน นั้นคือฐานเสียงและความเชื่อมั่นของผู้นำสหรัฐฯ คนปัจจุบัน

ภาพ: VCG / VCG via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ‘หมูอเมริกัน’ สังเวยสงครามการค้า จีนยกเลิกออร์เดอร์ ‘หมื่นตัน’ ใหญ่สุดรอบ 4 ปี หวั่นลามถึงเกษตรกร ฐานเสียง Trump appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.คลัง ส่งสัญญาณ ไม่นำเข้าเครื่องในหมูจากสหรัฐฯ เพิ่ม เหตุไม่เข้าข่ายสินค้าขาดแคลน https://thestandard.co/no-us-pork-imports/ Sat, 12 Apr 2025 02:52:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1063722 no-us-pork-imports

รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ส่งสัญญาณว่า จะไม่นำเข้าเคร […]

The post รมว.คลัง ส่งสัญญาณ ไม่นำเข้าเครื่องในหมูจากสหรัฐฯ เพิ่ม เหตุไม่เข้าข่ายสินค้าขาดแคลน appeared first on THE STANDARD.

]]>
no-us-pork-imports

รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ส่งสัญญาณว่า จะไม่นำเข้าเครื่องในหมูจากสหรัฐฯ มาเพิ่ม เหตุไม่เข้าข่ายสินค้าขาดแคลน ต่างจากข้าวโพดที่ไทยนำเข้าสุทธิ หลังกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูยื่นหนังสือขอความเห็นใจ

 

พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาแก้ไขปัญหากำแพงภาษีกับสหรัฐอเมริกา ส่งสัญญาณว่าจะไม่นำเข้าเครื่องในหมูจากสหรัฐฯ เพิ่ม เนื่องมาจากปัจจุบันการผลิตหมูในไทยเหลือจนสามารถส่งออกได้ ไม่ขาดแคลน แตกต่างจากข้าวโพดที่เป็นสินค้าที่ไทยขาดแคลน (Net Importer)

 

“หมูในไทยต้องกินอาหารสัตว์ แต่เนื่องจากอาหารสัตว์ในไทยไม่ได้ถูกเท่าไหร่ ทำให้ต้นทุนหมูในไทยแพงหน่อย การเลี้ยงหมูในไทยก็มีจำนวนไม่มากเท่าสหรัฐฯ Economy of Scale ไม่ได้ ต้นทุนเลยแพงกว่า นอกจากนี้หมูในประเทศไทยก็ไม่ขาดแคลนและมีเหลือนิดหน่อยพอส่งออกด้วยซ้ำ จึงไม่เข้าเงื่อนไขเป็นสินค้าที่ต้องนำเข้ามาเพิ่ม” พิชัยกล่าว หลังจากการประชุมหารือแนวทางการดำเนินการของไทยต่อกรณีนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมการประชุม เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568

 

นอกจากนี้ พิชัยยังกล่าวอีกว่า แม้การนำเข้าหมูจากสหรัฐฯ ที่มีราคาถูกกว่าเข้าประเทศไทยผลประโยชน์จะตกอยู่กับผู้บริโภค อย่างไรก็ตามต้องเข้าใจว่า ความเป็นประเทศไทย มีทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ดังนั้นเมื่อผู้บริโภคไทยมีจำนวนเยอะ ถ้าผู้บริโภคกินหมูในราคาถูกลงแม้เล็กน้อย ก็อาจทำให้ผู้ผลิตได้รับผลกระทบไปหมดเลยได้ รัฐบาลจึงต้องเลือกยังไม่นำเข้า แต่ต้องค่อยๆ พัฒนาให้ผู้ผลิตไทยมีขีดความสามารถมากขึ้น เพื่อให้ต้นทุนถูกลง และพร้อมที่จะขายในประเทศและส่งออกไปได้

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูกว่า 1,000 คน เดินทางไปยังกระทรวงการคลังและหอการค้าไทยฯ ยื่นหนังสือขอความเห็นใจ เหตุห่วงว่า รัฐบาลไทยเตรียมเจรจาเปิดทางนำเข้าเครื่องในหมูจากสหรัฐฯ ซึ่งจะกระทบอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู และห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดที่มีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท

 

นอกจากนี้ สิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า เนื่องจาก กฎหมายสหรัฐฯ ไม่ห้ามการใช้สารเร่งเนื้อแดง หากผู้บริโภครับประทานเนื้อสัตว์หรือเครื่องในที่มีสารตกค้างดังกล่าว จะมีผลเป็นความเสี่ยงต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ และแม้จะนำเข้ามาเพื่อผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงกลุ่มสุนัขและแมว ก็ไม่เป็นผลดีกับสุขภาพสัตว์เลี้ยง และอาจเกิดข้อจำกัดในการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปตามมา

 

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ไม่รับประทานเครื่องในหมู ยกเว้นไส้และกระเพาะ ที่นำไปทำไส้กรอก สตู หรือเป็นส่วนประกอบของยา ดังนั้นอาจเกิดเหตุที่ผู้ผลิตสหรัฐฯ นำเครื่องในหมูมาทุ่ม (Dump) ทิ้งในเมืองไทย ทำให้ราคาเครื่องในหมูตกต่ำลง จนส่งผลกระทบต่อผู้ผลิต

 

ภาพ: AThonglor / Shutterstock 

The post รมว.คลัง ส่งสัญญาณ ไม่นำเข้าเครื่องในหมูจากสหรัฐฯ เพิ่ม เหตุไม่เข้าข่ายสินค้าขาดแคลน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แกนนำพรรคประชาชนลงพื้นที่ช่วย ‘ชัยรัตน์’ ผู้สมัคร อบจ.ราชบุรี หาเสียง ร่วมถกเกษตรกรเลี้ยงหมู-รับฟังปัญหา https://thestandard.co/peoples-party-campaigns-for-pao-ratchaburi/ Sat, 17 Aug 2024 10:13:46 +0000 https://thestandard.co/?p=972317

วันนี้ (17 สิงหาคม) ที่จังหวัดราชบุรี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญ […]

The post แกนนำพรรคประชาชนลงพื้นที่ช่วย ‘ชัยรัตน์’ ผู้สมัคร อบจ.ราชบุรี หาเสียง ร่วมถกเกษตรกรเลี้ยงหมู-รับฟังปัญหา appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (17 สิงหาคม) ที่จังหวัดราชบุรี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน รักชนก ศรีนอก สส. กรุงเทพฯ เขต 28 พร้อมด้วย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน และ ณรงเดช อุฬารกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมเดินสายพบปะประชาชนในหลายพื้นที่ เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ ชัยรัตน์ ศักดิ์อิสระพงศ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ราชบุรี พรรคประชาชน เบอร์ 1

 

จากนั้นในช่วงบ่าย ชัยรัตน์ได้ร่วมวงพูดคุยกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในจังหวัดราชบุรี เพื่อรับฟังปัญหาราคาหมูที่นิ่งมานานเมื่อเทียบกับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถแข่งขันกับรายใหญ่ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (AFS) ต่อเนื่อง ตามมาด้วยปัญหาหมูเถื่อน

 

หลังรับฟังปัญหา พิธาได้เสนอแนวคิดว่าจากสถานการณ์ราคาในปัจจุบัน สิ่งที่จะแก้ปัญหาได้ก็คือการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ ซึ่ง สส. พรรคประชาชน กำลังออกแบบผลักดันการแก้กฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สหกรณ์ และ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ที่เปิดช่องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถมีเงื่อนไขจัดซื้อจัดจ้างกับคู่สัญญาที่เป็น SMEs ได้ง่ายกว่าบริษัทรายใหญ่ เป็นต้น

 

ขณะที่การเพิ่มรายได้สามารถทำได้ทันที และอยู่ภายใต้อำนาจของ อบจ. ที่จะเป็นตัวกลางประสานกับทั้งภาคเอกชน ภาคการท่องเที่ยว และหน่วยงานในสังกัด เพื่อหาฐานลูกค้าใหม่ให้กับเกษตรกร ส่วนระยะกลางคือการหาทางสร้างแบรนด์และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า หาจุดเด่นที่แตกต่างจากเจ้าใหญ่ จากนั้นระยะยาวก็เป็นเรื่องที่ต้องมาคิดต่อในขั้นตอนของการแปรรูป

 

ด้านชัยรัตน์ระบุว่า หนึ่งในนโยบายที่ตนและพรรคประชาชนนำเสนอคือเรื่องของการหาวัตถุดิบอาหารกลางวันมาจัดสรรให้กับหน่วยงานในสังกัด อบจ. ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือโรงพยาบาล ซึ่งจะเป็นการเพิ่มฐานลูกค้าให้กับเกษตรกรโดยตรง และ อบจ. ก็ยังสามารถมีบทบาทได้ ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับผู้ประกอบการหอการค้ารุ่นใหม่ (YEC) ในจังหวัดราชบุรี พบว่ามีแนวคิดทำให้ราชบุรีมีหมูสายพันธุ์เฉพาะเป็นของตัวเอง ส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยหรือผู้เลี้ยงหมูใต้ถุนบ้านพัฒนาหมูของตัวเองให้มีคุณภาพแบบพรีเมียม มีอัตลักษณ์แบบเดียวกับคุโรบุตะของญี่ปุ่น ที่ อบจ. สามารถเข้ามามีบทบาทในการประสานเชื่อมโยงหลายองค์กรและหน่วยงานให้มารวมกันได้

 

 

The post แกนนำพรรคประชาชนลงพื้นที่ช่วย ‘ชัยรัตน์’ ผู้สมัคร อบจ.ราชบุรี หาเสียง ร่วมถกเกษตรกรเลี้ยงหมู-รับฟังปัญหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หมูเถื่อน 101’ เรื่องควรรู้ก่อนปิดฉากคดี https://thestandard.co/illegal-pork-101/ Wed, 20 Dec 2023 12:37:29 +0000 https://thestandard.co/?p=879096 หมูเถื่อน

นับถอยหลังสู่เส้นตายที่รัฐบาลขีดเส้นให้หน่วยงานที่เกี่ย […]

The post ‘หมูเถื่อน 101’ เรื่องควรรู้ก่อนปิดฉากคดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมูเถื่อน

นับถอยหลังสู่เส้นตายที่รัฐบาลขีดเส้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดสะสาง-ปิดจบขบวนการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนสู่ประเทศไทย ซึ่งต้นตอเท่าที่สืบได้เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2564

 

ส่งผลให้มีเนื้อหมูมากถึง 42,000 ตัน กระจายทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ช่วงที่มีโรคระบาดในหมู

 

THE STANDARD รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ‘หมูเถื่อน’ ตั้งแต่ต้นสายถึงปลายเหตุมานำเสนอไว้ดังต่อไปนี้

 

 

มกราคม 2564

  • กรมศุลกากรพบคอนเทนเนอร์บรรทุกเนื้อหมูเข้าประเทศไทยผ่านการสั่งซื้อ 10 บริษัท 18 สายเรือ รวม 2,385 ตู้ น้ำหนัก 76,000 ตัน

NOTE:

  • เนื้อหมู 1,685 ตู้ น้ำหนัก 42,000 ตัน ถูกกระจายทั่วประเทศแล้ว
  • ปี 2564 คือช่วงที่มีการแพร่ระบาดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) เนื้อหมูในประเทศขาดตลาด

มิถุนายน 2566

  • DSI รับคดีหมูเถื่อนจากกรมศุลกากรเป็นคดีพิเศษ

กรกฎาคม 2566

  • DSI ลงตรวจท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี พบคอนเทนเนอร์ 161 ตู้ ภายในบรรทุกเนื้อหมู ไม่มีเจ้าของมาแสดงตัว แต่เป็นคำสั่งนำเข้าจากบริษัทในไทย

กันยายน 2566

  • ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งปราบหมูเถื่อนภายใน 2 เดือน

ตุลาคม 2566

  • เจ้าหน้าที่เริ่มตรวจห้องเย็นทั่วประเทศ 2,210 แห่ง ประกอบด้วย ห้องเย็นที่ขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์, ห้องเย็นที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม, ห้องเย็นที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการค้าภายใน, ห้องเย็นที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมง และห้องเย็นที่ไม่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานใด

 

 

พฤศจิกายน 2566

  • เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมด่วนก่อนไปประชุม APEC ทาง DSI แบ่งกลุ่มผู้ทำผิด
  1. บริษัทนำเข้า (จับกุมแล้ว 10 ราย)
  2. นายทุนสั่งหมูเถื่อน (จับกุมแล้ว 2 ราย)
  3. บริษัทห้องเย็น
  • วันที่ 14 พฤศจิกายน นายทุน 2 รายให้การว่าขายหมูเถื่อนให้บริษัทรายใหญ่
  • วันที่ 27 พฤศจิกายน DSI เข้าตรวจค้นโกดังของบริษัทแม็คโคร
  • พบเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง 10 ราย
  • วันที่ 28 พฤศจิกายน โยกย้าย พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงยุติธรรม
  • วันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ท่าเรือแหลมฉบัง พบคอนเทนเนอร์ 16 ตู้ ภายในบรรทุกเนื้อหมูตกค้างที่ท่าเรือ

 

 

ธันวาคม 2566

  • วันที่ 1 ธันวาคม กรรมการบริษัทชิปปิ้งพบ DSI แสดงความบริสุทธิ์ใจ
  • วันที่ 6 ธันวาคม ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และ สส. พรรคเป็นธรรม ยื่นข้อมูลเกี่ยวกับการปกปิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่ระบาดในปี 2564 อาจเกี่ยวพันกับหน่วยงานภาครัฐ อีกทั้งพบว่าช่วงที่ไทยประสบปัญหาเนื้อหมูหน้าเขียงขาดตลาด แต่กลับมีวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าใหญ่ และบริษัทส่งออกรายใหญ่ส่งออกเนื้อหมูเพิ่มขึ้น 400%
  • วันที่ 7 ธันวาคม DSI ตรวจห้องเย็นในพื้นที่จังหวัดนครปฐม พบว่าเจ้าของโอนเงิน 220 ล้านบาทให้ผู้ต้องหากลุ่มนายทุน พบหมูเถื่อน 7 ตัน
  • วันที่ 8 ธันวาคม DSI แถลงความคืบหน้าคดีแบ่งเป็น 2 ช่วง 10 คดี

ช่วงที่ 1 คดีหมูเถื่อน 161 ตู้

ช่วงที่ 2 คดีที่เอกชนสั่งหมูเข้าประเทศ มี 9 บริษัท

  • วันที่ 17 ธันวาคม ตรวจสอบห้องเย็น 2 จุด เกี่ยวพัน 9 บริษัท เชื่อมโยงหมูเถื่อนอีก 10,000 ตู้ เมื่อปี 2564 วิเคราะห์ว่าขบวนการนี้คือ ‘องค์กรอาชญากรรมกลุ่มใหญ่’
  • วันที่ 19 ธันวาคม ร.อ. ธรรมนัส ขีดเส้น DSI ต้องสรุปจบคดีหมูเถื่อนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566
  • วันที่ 20 ธันวาคม ตัวแทนบริษัท เว้ลท์ซี่ แอนด์ เฮ็ลธ์ซี ฟูดส์ จำกัด เข้าพบ DSI ยืนยันการนำเข้าชิ้นส่วนสุกรถูกต้อง มีเอกสารครบถ้วน สินค้าที่ส่งให้กับแม็คโครไม่ใช่ชิ้นส่วนสุกรแช่แข็งเถื่อน และไม่ใช่นายทุนหมูเถื่อน

 

 

หมูเถื่อนในตู้คอนเทนเนอร์ 161 ตู้

  • กรมศุลกากรพบคอนเทนเนอร์ปริศนา 161 ตู้ ไม่มีเจ้าของแสดงตัว แต่ทราบว่าคำสั่งนำเข้าจากประเทศไทย
  • DSI ลงตรวจท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี พบข้อสงสัย 11 สายเรือ

สืบพบว่า: เรือบรรทุกเนื้อหมูจากต้นทางเมื่อถึงท่าเรือแจ้งว่าเป็นเนื้อปลาเพื่อผ่าน Green Line มีรถจากบริษัทห้องเย็นมารับส่งต่อผู้ค้าคนกลาง ขายต่อรายย่อยผ่านกลุ่มโซเชียล

  • DSI รับเป็นคดีพิเศษ ‘คดีขบวนการนำเข้าสินค้าประเภทซากสัตว์ (สุกร) เข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นคดีพิเศษที่ 59/2566’
  • มูลค่าสินค้ารวม 460,105,947.38 บาท
  • มีบริษัทนำเข้าสินค้า (ชิปปิ้ง) เกี่ยวข้อง 11 บริษัท มี 4-5 แห่งเป็นบริษัทระดับประเทศ ออกหมายจับ 12 หมาย 8 บริษัท ยึดอายัดทรัพย์ 53 ล้านบาท

 

 

ห้างแม็คโครเกี่ยวอะไร?

  • ชื่อเดิมคือบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ชื่อปัจจุบันคือบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)
  • 14 พฤศจิกายน 2 ผู้ต้องหากลุ่มนายทุนให้การว่าขายเนื้อหมูให้บริษัทรายใหญ่แห่งหนึ่ง
  • 27 พฤศจิกายน DSI ตรวจค้นโกดังที่จังหวัดสมุทรสาครและพระนครศรีอยุธยา หาหลักฐานเชื่อมโยงหมู 161 ตู้ และขอเอกสารการซื้อขายหมูระหว่างบริษัท เว้ลท์ซี่ แอนด์ เฮ็ลธ์ซี ฟูดส์ จำกัด และบริษัท เดอะ กู๊ด ช็อป จำกัด 2 บริษัทที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีหมูเถื่อน
  • แม็คโครชี้แจงว่าที่ทำการซื้อขายกับ 2 บริษัทเพราะเครื่องในหมู (ตับ) ไม่พอขาย รวมทั้งเนื้อชนิดอื่น รวมเวลาประมาณ 10 ปี มูลค่า 390 ล้านบาท แต่เลิกซื้อเมื่อปี 2566 เพราะพบว่าเนื้อหมูไม่ได้มาตรฐาน
  • 4 ธันวาคม แม็คโครขอเลื่อนส่งเอกสารชี้แจงต่อ DSI

 

 

ผลกระทบจากขบวนการหมูเถื่อน

  • สะท้อนเจ้าหน้าที่ละเลยการตรวจสอบ เอื้อประโยชน์มิจฉาชีพ
  • กระทบระบบเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมสุกรในประเทศ
  • แทรกแซงตลาด-ทุ่มตลาด
  • ประชาชนบริโภคหมูไม่มีคุณภาพ

เรื่องนี้พาดพิงถึง

  • นักการเมืองอักษรย่อ ป. / ผ. / ช.
  • ผู้มีอิทธิพลในจังหวัดนครปฐม, สุพรรณบุรี, ราชบุรี, สมุทรสาคร และสมุทรปราการ

เรื่องนี้ขยายผลถึง

  • การตรวจสอบเนื้อวัวภาคใต้ ลักลอบนำเข้าผ่าน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

 

อ้างอิง:

  • THE STANDARD รวบรวมข้อมูล ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2566

The post ‘หมูเถื่อน 101’ เรื่องควรรู้ก่อนปิดฉากคดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทรนด์การกินอาหารและดูแลสุขภาพเชิงรุกคืออะไร และทำไมหมูถึงมีโอเมก้า 3 จากธรรมชาติได้ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/eating-trends-pork-omega-3/ Wed, 11 Oct 2023 05:36:14 +0000 https://thestandard.co/?p=853371 ผู้หญิงผมสั้นกำลังกินอาหาร

ในขณะที่เราหวาดระแวงกับการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ รวมทั้ง […]

The post เทรนด์การกินอาหารและดูแลสุขภาพเชิงรุกคืออะไร และทำไมหมูถึงมีโอเมก้า 3 จากธรรมชาติได้ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้หญิงผมสั้นกำลังกินอาหาร

ในขณะที่เราหวาดระแวงกับการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ รวมทั้งดูแลความสะอาดและความปลอดภัยจากสิ่งรอบตัวอย่างเคร่งครัด แต่กลับลืมเรื่องสำคัญใกล้ตัวอย่างการกินอาหารที่ดีและนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ทั้งยังเผลอใช้ชีวิตด้วยพฤติกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายแบบที่เราไม่ทันคาดคิดจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ Non-Communicable Diseases (NCDs) 

 

องค์การอนามัยโลกเผยว่า NCDs คร่าชีวิตผู้คนมากถึง 41 ล้านคนต่อปี คิดเป็นสัดส่วน 74% ของการเสียชีวิตของผู้คนทั่วโลก โดยพบว่า แต่ละปีจะมีผู้คนอายุต่ำกว่า 70 ปีราว 17 ล้านคนที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยกลุ่มโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกมากที่สุด ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด รองลงมาคือโรคมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง และโรคเบาหวาน

 

สำหรับประเทศไทยในปี 2565 มีจำนวนผู้ป่วยกว่า 10 ล้านคน และมีจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้นถึง 18.6% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งสาเหตุการตาย 4 อันดับแรก ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจ

 

 

ทั้งนี้ เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม เช่น กินอาหารไม่ถูกต้องตามโภชนาการ ติดหวาน มัน หรือเค็ม, พักผ่อนน้อย, เครียด, ไม่ออกกำลังกาย, สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพฤติกรรมที่ลด ละ เลิก และสามารถป้องกันได้ แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วโลกกลับยังคงเพิ่มสูงขึ้น 

 

จากความรุนแรงของสถานการณ์ ทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งเป้าหมายลดอัตราผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเนื่องมาจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังให้ได้จำนวน 1 ใน 3 ภายในปี 2030

 

 

THE STANDARD มีโอกาสเข้าร่วมงานประชุมนานาชาติด้านสาธารณสุข หรือ The International Conference for Public Health, Environment and Education for Sustainable Development Goals and Lifelong Learning 2023 ที่จัดขึ้นจากความร่วมมือของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และภาคีเครือข่ายทั้งภาคการศึกษาและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ (CPF)

 

หนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างเราๆ คือ วิทยาศาสตร์บูรณาการสำหรับอาหารดูแลสุขภาพเชิงรุก: นวัตกรรมเนื้อหมูชีวามีโอเมก้า 3 จากธรรมชาติ ยกระดับมาตรฐานอาหารสุขภาพของไทย

 

 

ทำไมต้องโอเมก้า 3? 

 

รศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล หัวหน้าภาคโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า โอเมก้า 3 เป็นสารอาหารที่มีบทบาทในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันต่อร่างกายของคนทุกวัย เนื่องจากโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ซึ่งเป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพ มีประโยชน์ด้านระบบหัวใจและหลอดเลือด ช่วยลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี มีความสำคัญต่อการทำงานของสมอง เช่น อาการสมองเสื่อมและความจำเสื่อม สำหรับประโยชน์ด้านสมองยังคงต้องอาศัยงานวิจัยเพิ่มเติม 

 

นอกจากนั้นยังช่วยลดการอักเสบของกระดูกและข้อต่างๆ ซึ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ 

 

ซึ่งการเลือกกินอาหารที่มีโอเมก้า 3 คือกุญแจสำคัญต่อการมีสุขภาพที่ดีที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และเสริมสร้างความแข็งแรงของอวัยวะและระบบการทำงานของร่างกาย อีกทั้งยังช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพในด้านต่างๆ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการ ‘ดูแลสุขภาพเชิงรุก’ หรือทางการแพทย์เรียกว่า เวชศาสตร์การป้องกัน (Preventive Medicine)

 

ซึ่งเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเลือกกินอาหารที่มีสารอาหารที่เหมาะสมกับร่างกาย หรือเลือกวัตถุดิบที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี

 

 

ดร.อนันตวัฒน์ กุลธนเตชานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักวิชาการอาหารสัตว์ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เล่าถึงจุดเริ่มต้นของนวัตกรรม ‘หมูชีวามีโอเมก้า 3’ ตั้งแต่การศึกษา การวิจัยเพื่อคัดเลือกหมูสายพันธุ์ดี ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์มาใช้ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นสัตวศาสตร์หรือโภชนาการอาหารสัตว์และสัตวแพทย์ โดยเลี้ยงหมูที่ให้กินวัตถุดิบธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นแหล่งโอเมก้า 3 สูง เช่น เมล็ดแฟลกซ์ซีด น้ำมันปลาทะเลลึก และสาหร่ายทะเลลึก เป็นต้น และนั่นเป็นที่มาของนวัตกรรมหมูชีวาที่มีโอเมก้า 3  

 

 

โดยทั้งหมดอยู่ภายใต้การเลี้ยงใน ‘คลีนฟาร์ม’ ที่มีระบบป้องกันความปลอดภัยทางชีวภาพ (Bio-Security) ไม่มียาปฏิชีวนะร้อยเปอร์เซ็นต์ และถูกเลี้ยงในลักษณะคอกขังรวม (Group Pen Gestation) ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ส่งผลให้หมูชีวาอยู่สบาย แข็งแรง และไม่เจ็บป่วย ที่สำคัญยังได้รับการรับรองมาตรฐานการเลี้ยงจาก NSF ซึ่งเป็นองค์กรจากสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้นำระดับนานาชาติด้านการรับรองผลิตภัณฑ์และความปลอดภัยในอาหาร

 

ตามที่เคยเข้าใจ กรดไขมันโอเมก้า 3 พบได้ในปลาทะเลที่มีน้ำมัน อย่างเช่น ปลาแซลมอน หรือพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเปลือกแข็ง น้ำมันคาโนลา และไข่ อีกทั้งยังสามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์จากนมอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ได้จากงานสัมมนาบนเวทีนี้ทำให้รู้ว่า ปัจจุบันโอเมก้า 3 ยังมีในแหล่งอาหารใหม่อย่างเนื้อหมูที่เราสามารถกินได้เป็นประจำทุกวัน

 

 

 

ถ้าคุณคิดว่าการกินอาหารเพื่อการดูแลสุขภาพในเชิงรุก คือวิธีดูแลสุขภาพที่คุณเลือกปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs ที่เป็นปัญหาใหญ่ของสาธารณสุขไทยในปัจจุบัน นอกจากกลุ่มอาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 แล้ว หมูชีวาจึงเป็นทางเลือกใหม่ที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี ช่วยให้คุณเข้าถึงโอเมก้า 3 ได้ง่ายและสะดวกขึ้น เปลี่ยนทุกมื้ออร่อยให้เป็นมื้อที่อุดมไปด้วยประโยชน์ที่จำเป็นต่อร่างกายได้ทุกวัน เพื่อการดูแลสุขภาพเชิงรุกของคุณในทุกๆ วัน

 

 

อ้างอิง:

The post เทรนด์การกินอาหารและดูแลสุขภาพเชิงรุกคืออะไร และทำไมหมูถึงมีโอเมก้า 3 จากธรรมชาติได้ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาณิชย์แจ้งข่าวดี เนื้อหมู-ไก่ ราคาลดลงต่อเนื่อง ส่วนราคาผักอีกไม่นานจะเป็นปกติ https://thestandard.co/pork-chicken-price-drop/ Thu, 27 Oct 2022 06:38:08 +0000 https://thestandard.co/?p=700823 กระทรวงพาณิชย์

วานนี้ (26 ตุลาคม) วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้า […]

The post พาณิชย์แจ้งข่าวดี เนื้อหมู-ไก่ ราคาลดลงต่อเนื่อง ส่วนราคาผักอีกไม่นานจะเป็นปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงพาณิชย์

วานนี้ (26 ตุลาคม) วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง สาขาแจ้งวัฒนะ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา รวมทั้งได้มีการหารือกับห้างให้จัดโปรโมชันลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง

 

วัฒนศักย์กล่าวว่า ผลการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในภาพรวมพบว่าได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหมูเนื้อแดงเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 167-185 บาท ลดลงจากเดือนที่แล้ว 5-19% ราคาไก่น่องติดสะโพกอยู่ที่ กก. ละ 75-90 บาท ลดลงจากเดือนที่แล้ว 5-8% ไข่ไก่เบอร์ 3 ราคาอยู่ที่ฟองละ 3.8-4.2 บาท

 

สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปพบว่ามีปริมาณสินค้าเพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค โดยในพื้นที่น้ำท่วม ห้างค้าปลีกค้าส่งและห้างท้องถิ่นได้มีการเพิ่มสต๊อกสินค้าไว้มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ยังได้รับรายงานปัญหา ห้างยังสามารถบริหารจัดการสต๊อกและกระจายสินค้าไปยังสาขาทั่วประเทศได้

 

วัฒนศักย์กล่าวต่ออีกว่า ในช่วงที่ผ่านมาราคาผักอาจปรับขึ้นไปบ้างบางรายการจากสถานการณ์น้ำท่วม ทำให้แหล่งเพาะปลูกได้รับผลกระทบ แต่จากการติดตามสถานการณ์พบว่าหลายพื้นที่น้ำเริ่มลดลงแล้ว เช่น จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และปทุมธานี

 

ระบบการขนส่งคลี่คลายลง เกษตรกรสามารถนำผลผลิตออกมาจำหน่าย และหลายพื้นที่มีการเตรียมแปลงเพาะปลูกผักใหม่ในหลายพื้นที่แล้ว จึงคาดว่าอีกไม่ช้าสถานการณ์ราคาผักจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งในวันนี้ผักบางชนิดก็เริ่มมีราคาปรับลดลงจากสัปดาห์ก่อน เช่น ผักชี จาก 130-180 บาท/กก. เป็น 100-110 บาท/กก. ถั่วฝักยาว จาก 65-70 บาท/กก. เป็น 55-60 บาท/กก. พริกจินดา จาก 100-120 บาท/กก. เหลือ 80-100 บาท/กก. ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าสถานการณ์ราคาผักเริ่มทรงตัวและจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

วัฒนศักย์กล่าวด้วยว่า หากประชาชนพบเห็นการฉวยโอกาสขึ้นราคา หรือค้ากำไรเกินควร หรือพบร้านค้าใดไม่มีการปิดป้ายราคา ขอให้แจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบ

 

โดยหากพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด ซึ่งหากมีการฉวยโอกาสขึ้นราคา ค้ากำไรเกินควร มีโทษจำคุก 7 ปี ปรับ 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

The post พาณิชย์แจ้งข่าวดี เนื้อหมู-ไก่ ราคาลดลงต่อเนื่อง ส่วนราคาผักอีกไม่นานจะเป็นปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนื้อหมูปรับขึ้นราคาอีก ค่าครองชีพจ่อพุ่งหลังราคาพลังงานขยับทำต้นทุนสูง https://thestandard.co/pork-price-hike-010565/ Mon, 02 May 2022 02:24:38 +0000 https://thestandard.co/?p=623627 เนื้อหมู ขึ้นราคา

นอกจากเวลานี้ประชาชนจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเพิ่ม […]

The post เนื้อหมูปรับขึ้นราคาอีก ค่าครองชีพจ่อพุ่งหลังราคาพลังงานขยับทำต้นทุนสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนื้อหมู ขึ้นราคา

นอกจากเวลานี้ประชาชนจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานที่ทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นไปพร้อมกัน สถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคก็น่ากังวลไม่แพ้กัน เพราะเริ่มพาเหรดขึ้นราคาในหลายรายการ เนื่องจากไม่สามารถแบกต้นทุนทั้งค่าขนส่งและวัตถุดิบที่ขยับต่อเนื่องในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้านั้นๆ

 

วันนี้ (1 พฤษภาคม) THE STANDARD สำรวจรายการอาหารที่เคยเป็นประเด็นเรื่องการปรับราคาขึ้นสูงช่วงหนึ่งจนเป็นปรากฏการณ์ของตลาด นั่นคือ ‘เนื้อหมู’ อีกครั้ง

 

ที่ตลาดบางกอกน้อย ผู้ค้าส่งเนื้อหมูดิบเปิดเผยด้วยความรู้สึกแรกเมื่อทักทายถามถึงสถานการณ์การค้าขายและราคา รวมถึงกำลังซื้อเวลานี้ ได้คำตอบว่า “อยากจะย้ายประเทศแล้ว” พร้อมเล่าอีกว่า ราคาหมูเวลานี้ปรับขึ้นมาจากหน้าฟาร์ม บวกกับการที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับขึ้นอีก ทำให้ต้องแบกภาระต้นทุน ลูกค้าก็ลดปริมาณการซื้อลงไปอีก

 

ส่วนบรรยากาศตลาดพรานนก จากการสำรวจพบว่าทุกร้านปรับขึ้นราคาเนื้อหมู อาทิ หมูสามชั้นอยู่ที่กิโลกรัมละ 210 บาท มีบางร้านปรับขึ้นเป็น 220 บาท ขณะที่ผู้ค้าบอกตรงกันว่าผู้ซื้อมีจำนวนลดลง

 

ผู้ที่มาซื้อเนื้อหมูที่ตลาดพรานนกรายหนึ่งบอกว่า เลือกซื้อเนื้อหมูในส่วนที่มีราคาถูกและซื้อในปริมาณเยอะกว่าเดิม เพื่อเตรียมไว้สำหรับการทำอาหารรับประทานประมาณ 2 วัน จากปกติซื้อสำหรับพอกินวันเดียว เพราะกังวลว่าราคาเนื้อหมูอาจปรับขึ้นอีก 

 

แม่ค้ารายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ราคาเนื้อหมูมักจะปรับขึ้นทุกวันพระ ซึ่งวันพระในช่วงล่าสุดมีการปรับราคาสูงขึ้นถึง 8-10 บาทต่อกิโลกรัม รายได้ลดลงจากการขายช่วงนี้ 30-40%

 

เนื้อหมู ขึ้นราคา เนื้อหมู ขึ้นราคา เนื้อหมู ขึ้นราคา เนื้อหมู ขึ้นราคา เนื้อหมู ขึ้นราคา เนื้อหมู ขึ้นราคา เนื้อหมู ขึ้นราคา เนื้อหมู ขึ้นราคา

The post เนื้อหมูปรับขึ้นราคาอีก ค่าครองชีพจ่อพุ่งหลังราคาพลังงานขยับทำต้นทุนสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ตรึงราคาสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน 500 รายการ ช่วยลดภาระให้ประชาชน พร้อมเสนอ 3 มาตรการร่วมกับภาครัฐ เร่งแก้ปัญหาปากท้อง https://thestandard.co/thairetailer-froze-essential-product-prices-to-500-lists/ Mon, 07 Mar 2022 08:34:41 +0000 https://thestandard.co/?p=602649 สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ตรึงราคาสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน 500 รายการ ช่วยลดภาระให้ประชาชน พร้อมเสนอ 3 มาตรการร่วมกับภาครัฐ เร่งแก้ปัญหาปากท้อง

สถานการณ์การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและราคาสินค้าอย่างต่ […]

The post สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ตรึงราคาสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน 500 รายการ ช่วยลดภาระให้ประชาชน พร้อมเสนอ 3 มาตรการร่วมกับภาครัฐ เร่งแก้ปัญหาปากท้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ตรึงราคาสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน 500 รายการ ช่วยลดภาระให้ประชาชน พร้อมเสนอ 3 มาตรการร่วมกับภาครัฐ เร่งแก้ปัญหาปากท้อง

สถานการณ์การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและราคาสินค้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2564 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อค่าครองชีพของประชาชน ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากวิกฤตโควิด เป็นเหตุผลที่ทำให้สมาคมผู้ค้าปลีกไทยและภาคีเครือข่ายเริ่มตรึงราคาในหมวดสินค้าจำเป็น

 

โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 จากนั้นในเดือนมกราคม 2565 จึงขยายสู่หมวดอาหารสด, เนื้อหมู, เนื้อไก่ และไข่ไก่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา สมาคมฯ มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับซัพพลายเออร์รายใหญ่กว่า 30 ราย เพื่อตรึงราคาให้ครอบคลุมสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันกว่า 500 รายการ จนถึงจบไตรมาส 1/65

 

“ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาที่เกิดจากราคาพลังงานและอาหารสดที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนทุกคนและทุกระดับ โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยที่เจอผลกระทบสองเด้ง ทั้งในเรื่องของค่าครองชีพสูงขึ้น และรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัวจากโควิด การตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะเป็นการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างตรงจุด” ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยกล่าว 

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก ต้องประเมินเป็นรายไตรมาส โดยเฉพาะราคาพลังงานและอาหารสดซึ่งเป็นปัจจัยหลักของปัญหาค่าครองชีพของประชาชนในขณะนี้ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงขอนำเสนอมาตรการเพื่อที่จะให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ในการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจในภาวะที่ค่าครองชีพสูง และเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ดังนี้

 

มาตรการในส่วนของสมาคมผู้ค้าปลีกไทย และซัพพลายเออร์ในภาคีเครือข่าย

  • ตรึงราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็น ซึ่งสมาคมฯ และซัพพลายเออร์ในภาคีเครือข่ายยืนยันที่จะตรึงราคาสินค้าจนถึงจบไตรมาส 1/65 ทั้งนี้ นโยบายการตรึงราคาจะมีการประเมินเป็นรายไตรมาส
  • เตรียมสินค้าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นให้กับประชาชน สมาคมฯ ได้หารือร่วมกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมสต๊อกสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน
  • ช่วยฟื้นฟู SMEs ไทย สมาคมฯ และภาคีเครือข่ายจะเร่งขยายในเรื่องการจัดหาแหล่งเงินทุนให้ SMEs ไทยผ่านโครงการ Digital Supplychain Finance ของธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งการขยายและเพิ่มช่องทางการขายให้กับ SMEs เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังคงยืนยันที่จะพยุงการจ้างงานในระบบค้าปลีกให้ อยู่ที่ 1.1 ล้านอัตรา

 

มาตรการในส่วนของภาครัฐ

  • เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายของภาครัฐที่มีวงเงินงบประมาณถึง 3.1 ล้านล้านบาท ให้มีการอนุมัติและดำเนินการเพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว 
  • การพยุงราคาพลังงานให้คงที่ โดยการใช้ทุกมาตรการเพื่อพยุงราคาพลังงานให้นานที่สุด ถึงแม้รัฐบาลได้มีมาตรการพยุงราคาน้ำมัน ปรับลดภาษีอัตราน้ำมันดีเซลสรรพสามิตและน้ำมันอื่นๆ 3 บาทต่อลิตรเป็นระยะเวลา 3 เดือนแล้ว อาจจะยังไม่เพียงพอ จึงควรพิจารณามาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการออกมาตรการควบคุมราคาค่าขนส่ง ซึ่งค่าขนส่งถือว่ามีสัดส่วนถึง 8-10% ของต้นทุนสินค้า  
  • กระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน โดยคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการคนละครึ่งและโครงการช้อปดีมีคืน ที่ภาครัฐดำเนินการได้ดีอยู่แล้วในการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน และเพื่อเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบจากผู้ที่ยังมีกำลังซื้ออยู่ ขอให้ภาครัฐพิจารณาโครงการช้อปดีมีคืนเฟส 2 เพิ่มเติม และให้ยืดทั้งระยะเวลาโครงการ รวมถึงวงเงินที่สามารถใช้จ่าย โดยเพิ่มจาก 30,000 บาท เป็น 1 แสนบาท ทั้ง 2 โครงการจะเป็นการเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ (Local Consumption) ถือเป็นการช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ และ SMEs ไทยให้สามารถประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอดได้ต่อไป  

 

ล่าสุดได้มีการเผยสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการค้าปลีก (Retail Sentiment Index) ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ในภาพรวมพบว่า แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโอมิครอนจะพบผู้ติดเชื้อรายใหม่กว่า 20,000 รายต่อวัน และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการผู้ค้าปลีกไทยโดยภาพรวมปรับเพิ่มขึ้น 9.3 จุด และอีก 3 เดือนข้างหน้ายังคงปรับดีขึ้นเล็กน้อยอีก 5.6 จุด

 

ทั้งนี้ ยังมีบทสรุปประเด็นสำคัญของ ‘การประเมินกำลังซื้อและแนวโน้มการแพร่ระบาดของโอมิครอนจากมุมมองผู้ประกอบการ’ ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่สำรวจระหว่างวันที่ 17-24 กุมภาพันธ์ 2565 ดังนี้

 

  1. แนวโน้มการพิจารณาปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ
  • 44% อาจจะพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างไม่เกิน 5%
  • 33% รอการประกาศค่าจ้างขั้นต่ำอย่างเป็นทางการ

 

  1. ผลกระทบต่อธุรกิจจากการแพร่ระบาดของโอมิครอนเมื่อเทียบกับเดลตา
  • 63% ผลกระทบโอมิครอนน้อยกว่าเดลตา
  • 33% ผลกระทบโอมิครอนใกล้เคียงกับเดลตา
  • 4% ผลกระทบโอมิครอนมากกว่าเดลตา

 

  1. ผลการสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการต่อโครงการช้อปดีมีคืน 2565

3.1 จำนวนลูกค้าเมื่อเทียบเดือนมกราคม 2565 กับเดือนธันวาคม 2564

    • 59.5% จำนวนลูกค้ามาจับจ่ายมากขึ้น
    • 20.1% จำนวนลูกค้ามาจับจ่ายเท่าเดิม
    • 20.4% จำนวนลูกค้ามาจับจ่ายน้อยลง

3.2 จำนวนใบกำกับภาษี

    • 82.7% จำนวนใบกำกับภาษีเพิ่มขึ้น 1-5%
    • 11.4% จำนวนใบกำกับภาษีเพิ่มขึ้น 6-10%

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ตรึงราคาสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน 500 รายการ ช่วยลดภาระให้ประชาชน พร้อมเสนอ 3 มาตรการร่วมกับภาครัฐ เร่งแก้ปัญหาปากท้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปดิพัทธ์ ก้าวไกล ชี้เป้าคนปกปิด ASF ต้นเหตุหมูแพง นั่งอยู่ข้างประยุทธ์ บอกถ้าไม่มีน้ำยาปรับ ครม. ให้ลาออก https://thestandard.co/assembly-house-of-representatives-170265-8/ Thu, 17 Feb 2022 09:40:47 +0000 https://thestandard.co/?p=595501

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) ที่อาคารรัฐสภา ในการอภิปรายทั่วไ […]

The post ปดิพัทธ์ ก้าวไกล ชี้เป้าคนปกปิด ASF ต้นเหตุหมูแพง นั่งอยู่ข้างประยุทธ์ บอกถ้าไม่มีน้ำยาปรับ ครม. ให้ลาออก appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) ที่อาคารรัฐสภา ในการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตาม​ มาตรา​ 152 ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดพิษณุโลก เขต 1 พรรคก้าวไกล อภิปรายในประเด็นความล้มเหลวฉ้อฉลในการจัดการโรคระบาดอหิวาห์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) และปัญหาหมูแพง โดยระบุว่า รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงโรคระบาดเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก และเพื่อไม่ให้เกิดการกินรวบอุตสาหกรรมสุกร 

 

“ราคาเนื้อหมูแพงขึ้นสูงสุดในประวัติศาสตร์ และลดลงอย่างผิดปกติหลังการประกาศเจอโรค ASF เหตุการณ์นี้เริ่มต้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 หมูเนื้อแดงจาก 125 บาท ขยับขึ้นเป็น 136 บาทในเดือนพฤศจิกายน 165 บาทในเดือนธันวาคม และร้ายแรงที่สุดในเดือนมกราคม 2565 คือ 190-220 บาท และสาหัสที่สุดคือ 260-300 บาทสำหรับหมูสามชั้น สวนทางกับดัชนีราคาเนื้อสุกรของโลก หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าราคาเนื้อหมูหยุดปรับขึ้นและค่อยๆ ปรับตัวลดลง จุดตัดสำคัญอยู่ที่เดือนมกราคม 2565 คือวันที่มีการเปิดเผยว่ามีโรคระบาด ASF ในประเทศไทย นำมาสู่การตรวจสอบการกักตุนเนื้อหมูในห้องเย็นตั้งแต่กลางเดือนมกราคมเป็นต้นมา จากการตรวจสอบพบหมูในห้องเย็น 1,366 แห่ง มีหมูเก็บหมู 24.66 ล้านกิโลกรัมเป็นอย่างน้อย”

 

ปดิพัทธ์กล่าวว่า รัฐบาลออกมาเคลมผลงานว่าแก้ไขปัญหาได้ถูกจุด แต่ต้องย้ำว่าการที่ราคาทะยานขึ้นสูงและลดลงอย่างรวดเร็วได้ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นความชั่วร้ายของรัฐบาล คณะรัฐมนตรี และโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ ที่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ปี 2562-2564 ท่องตามโพยอยู่อย่างเดียวว่า “ประเทศไทยไม่มี ASF” ส่วน พล.อ. ประยุทธ์บอกว่า “ไม่รู้ว่าหมูแพงได้อย่างไร” สั่งการขึงขัง ตรึงราคา ตั้งวอร์รูมทุกจังหวัด ตรวจสอบห้องเย็น หลอกพี่น้องประชาชนว่าแก้ปัญหาได้แล้ว

 

“มันคือละครตบตาคนไทยทั้งประเทศ เพราะจริงๆ แล้วคณะรัฐมนตรีรู้มานานแล้วว่ามีโรคระบาด ASF และมีคนจำนวนเล็กๆ กลุ่มหนึ่งรู้สถานการณ์เป็นอย่างดี จึงแสวงหาความร่ำรวย เหยียบย่ำพี่น้องประชาชนผู้บริโภคและเกษตรรายเล็กรายน้อย บางคนล้มละลาย หนี้สินท่วมหัว บางคนเครียดจนเส้นเลือดในสมองแตกเสียชีวิต ความเสียหายย่อยยับเกิดขึ้นในฟาร์มขนาดย่อย ขนาดกลาง และขนาดใหญ่บางที่ แต่ทุนใหญ่ไม่กระทบมากเพราะมีหมูขายไม่อั้น ทุกคนต้องวิ่งหาหมูจากทุนใหญ่ เพราะไม่มีหมูของรายย่อยเหลือแล้ว กินรวบ เบ็ดเสร็จ ฟาร์มขนาดใหญ่กำลังเพิ่มการผลิต ขึ้นฟาร์มใหม่กันเต็มไปหมด เพราะรู้มาตลอดว่ามีการระบาด และรู้ด้วยว่าจะทำกำไรได้มหาศาล ถ้าใครมีหมูในช่วงปลายปี 2564 และสามารถกักตุนไว้ในห้องเย็นต่างๆ ได้”

 

ปดิพัทธ์กล่าวอีกว่า ทั่วโลกมีองค์ความรู้และแนวปฏิบัติในการกำจัดของ ASF คือ การแจ้งเตือนสถานการณ์การระบาด (Alertness) ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ (Cooperation) และความโปร่งใสในการรายงาน (Transparency) แต่ประเทศไทยไม่มีสักอย่างและทำตรงข้ามกันหมด เพราะมีธงตั้งไว้อย่างเดียวว่าทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้รู้ว่ามีการระบาด 

 

“ผมกล้าพูดแบบนี้ได้อย่างไร ผมจะแสดงให้ดูว่ารัฐบาลนี้ทำอะไรกับพวกเราบ้าง ปี 2562 รู้ว่ามี ASF และเสนอเป็นวาระแห่งชาติ แต่ไม่มีผลงาน ไร้น้ำยา สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแจ้งในวันที่ 16 ตุลาคม 2562 ให้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกัน ควบคุมและกำจัดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ในหนังสือฉบับนี้อ้างอิงถึง 3 คน คือ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรกรฯ และรองนายกรัฐมนตรี จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ทราบแล้ว ดังนั้นอย่ามาบอกไม่รู้  

 

“ปี 2563 เริ่มมีหมูตาย มีการทำลายหมู สหกรณ์เชียงใหม่ ลำพูน พังย่อยยับ ตั้งแต่ปี 2563-2564 มีมติ ครม. ออกมาชดเชยค่าทำลายหมู 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,000 ล้านบาท ทำลายหมูไปแล้ว 300,000 ตัว จะไม่เจอ ASF สักตัวเลยหรือ ที่อ้างว่าทำลายเพราะโรค PRRS แต่โรค PRRS เป็นโรคประจำถิ่นที่มีวัคซีนใช้กันมานานแล้ว และก่อนหน้านี้ประเทศไทยไม่เคยทำลายหมูนับแสนตัวเพราะโรค PRRS นับแสนตัว แต่หลังปี 2562 ทำลายหมูจำนวนมากโดยบอกว่าเพราะ PRRS จึงเป็นเรื่องที่ฟังดูตลกมาก 

 

“จบปีหมูตายไป 300,000 ตัว แต่รัฐบาลตบตาเกษตรกรจัดงานเลี้ยงในปี 2563 เห็นรัฐมนตรีเกษตรฯ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ท่านอธิบดีกรมปศุสัตว์ ไปยืนยิ้ม ประกาศว่าประเทศไทยคือประเทศเดียวในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ยังไม่พบการระบาดของโรค ASF โดยในปีนั้นประเทศไทยสามารถส่งออกไปยังประเทศกัมพูชาในปริมาณสูงกว่าปี 2562 อย่างก้าวกระโดดถึง 400% จะไม่ให้ตัวเลขการส่งออกเติบโตได้อย่างไร เพราะประเทศเพื่อนบ้านติดโรคกันหมด มีแต่บ้านเราที่หลอกขายคนอื่นไปทั่ว แถมปิดปีด้วยงานเลี้ยงฉลองยอดการส่งออก จนนึกว่าท่านอธิบดีเป็นผู้จัดการบริษัท แต่พอเข้าปี 2564 การระบาดลงมาที่ภาคตะวันออกและตะวันตก กลายเป็นเอาไม่อยู่แล้ว ฟาร์มขนาดใหญ่เสียหาย เพราะปี 2563 ปกปิดข้อมูลไว้จนหมูเสียหายย่อยยับ เกิดการหนีตาย ระบายหมูขายกันถูกๆ ตัวละ 300-500 บาท พ่อค้าคนกลางกดราคาหน้าฟาร์มกันอย่างเต็มที่ แต่ราคาเนื้อแดงหน้าเขียงราคาเดิม รวยขึ้นกันมหาศาล ด่านกักกันสัตว์ก็ผ่านกันอย่างสบาย ช่วงเร่งๆ จ่ายกันถึงคันละ 10,000 บาท โดยไม่มีใครสนว่าจะกระจายโรคแค่ไหน เพราะรัฐมนตรีและอธิบดีกรมปศุสัตว์ท่องไว้อย่างเดียวว่าไม่มี ASF” 

 

ปดิพัทธ์แสดงข้อมูลเพิ่มเติมว่า ภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ทั่วประเทศถึงกับทนไม่ไหว จนต้องมีมติให้แล็บมหาวิทยาลัยรายงานผลถึงกรมปศุสัตว์ และให้กรมปศุสัตว์ประกาศสถานการณ์โรคระบาด โดยออกเป็นจดหมายถึงกรมปศุสัตว์ วันที่ 10 ธันวาคม เพราะผลแล็บของทุกมหาวิทยาลัยยืนยันหมดแล้วว่าพบเชื้อ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบอย่างน้อย 74 ตัวอย่าง ตลอดเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2564 ขณะนั้นหมูเสียหายตายไปเป็นล้านตัว แต่ในเดือนธันวาคม 2564 กรมปศุสัตว์ก็ยังบอกว่าไม่พบ และสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติยืนยันว่าไม่มี ASF แม้แต่ทางกัมพูชาตรวจเจอเชื้อจากหมูที่ส่งไปจากไทย ก็ยังไม่ยอมรับว่ามี 

 

“ผมมีหลักฐานคือผลตรวจเจอเชื้อจากซากหมูที่ไปขุดเอง เป็นหมูที่ตายตั้งแต่กลางปี 2564 ที่อำเภอสามพราน นครปฐม กลิ่นเหม็นเน่าที่ผมขุดเจอไม่ใช่กลิ่นเหม็นเน่าของหมู แต่เป็นกลิ่นเหม็นเน่าของกรมปศุสัตว์ที่ปกปิดข้อมูล ผมเอาไอ้โม่งมาแล้ว อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกให้ไปหาไอ้โม่งมา หามาแล้วท่านมีปัญญาปรับ ครม. หรือไม่ จะท่องแต่ไม่รู้ๆ ไม่ได้ ถ้าปรับไม่ได้ก็ไม่สมควรเป็นนายกฯ” 

 

ปดิพัทธ์ตั้งข้อสังเกตอีกว่า หลังการประกาศพบเชื้อ ASF วันที่ 10 มกราคม 2565 ภายใน 20 วันเท่านั้นกลับเจอเชื้อระบาดไป 21 จังหวัดทุกภูมิภาค เนื่องจากเชื้อไม่ได้เพิ่งมี แต่มีอยู่แล้ว จะให้เข้าใจอย่างไรหากไม่ใช่การปกปิดข้อมูล ถามว่าปกปิดเพื่ออะไร คำตอบอยู่ที่รอยยิ้มของรัฐมนตรีในวันที่ส่งออกได้ 400%

 

ปดิพัทธ์กล่าวต่อไปว่า หากยังปล่อยให้รัฐบาล กระทรวงเกษตรฯ และกรมปศุสัตว์ที่เป็นดินแดนสนธยา ปกปิดข้อมูล ลอยตัวเหนือปัญหาต่อไป สิ่งที่จะเจอในอนาคตอันใกล้คือ ทุนใหญ่กินรวบผูกขาดการผลิตและกำหนดราคาเนื้อสุกรได้ทั้งหมด เพราะตอนนี้โรคระบาดได้ทำลายฟาร์มรายย่อย รายเล็ก และรายกลางไปเกือบหมดสิ้นแล้ว ทุนใหญ่จะคุมปัจจัยการผลิตได้ไปจนถึงแผงราคาขายในตลาดสด เดิมตรงนี้จะมีการถ่วงดุลราคาระหว่างทุนเล็ก ทุนกลาง ทุนใหญ่ ตอนนี้จบแล้ว เหลือแต่ทุนใหญ่กินรวบเบ็ดเสร็จ 

 

ประการต่อมา การระบาดของโรคระบาดจะเกิดขึ้นซ้ำและซ้ำอีกภายใต้วงจรอุบาทว์แบบเดิม รัฐปกปิดข้อมูล การเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐ เกษตรรายย่อยรับเคราะห์สิ้นเนื้อประดาตัว ส่วนผู้บริโภคแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่รู้จบ 

 

“ระบบปกปิดเน่าเฟะ ทำให้ตลอด 3 ปี เราเจอโรคระบาดสัตว์ไปแล้ว 3 ระลอก กาฬโรคม้า ลัมปี สกิน และ ASF ความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกันคือ 56,868.25 ล้านบาท อีกโรคที่รอปะทุอยู่ ระวังให้ดีคือ ไข้หวัดนกสายพันธุ์ใหม่ H5N6 ตอนนี้บทสนทนาเหมือนเดิมเป๊ะ คือ มีคนบอกว่าเจอแล้วที่นั่น เจอแล้วที่นี่ แต่รัฐบอกว่าไม่มี ถามว่าต้องมีคนตายก่อนใช่หรือไม่จึงจะมีการยอมรับเรื่องนี้ออกมา ส่วนประการต่อมา วงการวิชาชีพสัตวแพทย์หมดความน่าเชื่อถือ ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ หากไม่กล้ายืนหยัดเพื่อความถูกต้อง 

 

“ปัญหาทั้งหมดนี้จึงต้องถามไปยังนายกรัฐมนตรีว่าจะรับผิดชอบการปกปิดข้อมูล ความฉ้อฉลของกรมปศุสัตว์อย่างไร ท่านบอกให้เอาไอ้โม่งออกมา ก็นั่งอยู่ข้างๆ กัน ถ้าหาไม่เจอก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร” ปดิพัทธ์ระบุ 

 

ปดิพัทธ์กล่าวทิ้งท้ายว่า หากพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล เราจะชั่งน้ำหนักระหว่างการประกาศโรคระบาดและผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรอบคอบ โปร่งใส โดยแนวทางที่เราเสนอคือ การเพิ่มงบวิจัย จัดทำระบบฐานข้อมูลให้เห็นทั้งระบบของการปศุสัตว์ รวมไปถึงวงจรของการตรวจวินิจฉัยโรคที่โปร่งใส เพื่อให้รู้ว่าหากมีโรคระบาดเกิดขึ้นจะต้องปิดวาล์วที่จุดไหน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีฐานข้อมูลเหล่านี้เลย 

 

ประการต่อมา รัฐต้องสร้างศูนย์ทำลายสัตว์ติดเชื้อในทุกภูมิภาค เพื่อให้เกิดการทำลายสัตว์ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ลดภาระให้เกษตรกร เพราะหากต้องทำลายสัตว์เลี้ยงทีละเป็นล้านตัวก็เกินความสามารถเกษตรกรที่จะทำได้ ในด้านการฟื้นฟู รัฐต้องวางแนวทางเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย ทั้งเรื่องของการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงปศุสัตว์ในระบบ Biosecurity รวมไปถึงการสนับสนุนเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้เกษตรกรนำไปปรับปรุงฟาร์ม สุดท้ายส่งเสริมการพัฒนาวัคซีน ASF โดยหากได้ผล จะต้องมีแผนการใช้วัคซีนที่ชัดเจน และต้องปรับลดการใช้วัคซีนลง จนสามารถเป็นประเทศปลอด ASF ได้ในที่สุด

The post ปดิพัทธ์ ก้าวไกล ชี้เป้าคนปกปิด ASF ต้นเหตุหมูแพง นั่งอยู่ข้างประยุทธ์ บอกถ้าไม่มีน้ำยาปรับ ครม. ให้ลาออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมปศุสัตว์ คุมเข้มตรวจสต๊อกหมู แจงเนื้อหมู 13.41 ล้านกิโลกรัม มาจากห้องเย็น 539 แห่ง https://thestandard.co/dld-strict-control-to-check-pork-stock/ Mon, 24 Jan 2022 03:57:49 +0000 https://thestandard.co/?p=585795 เนื้อหมู

วันนี้ (24 มกราคม) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายก […]

The post กรมปศุสัตว์ คุมเข้มตรวจสต๊อกหมู แจงเนื้อหมู 13.41 ล้านกิโลกรัม มาจากห้องเย็น 539 แห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนื้อหมู

วันนี้ (24 มกราคม) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ติดตามตรวจสอบปริมาณสุกรในห้องเย็นทั่วประเทศอย่างเข้มงวด โดยเป็นการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ปกครอง และเจ้าหน้าที่พาณิชย์ 

 

ซึ่งตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 23 มกราคม 2564 กรมปศุสัตว์รายงานว่า ได้มีการดำเนินการทั้งหมดไปแล้ว 539 แห่ง (ตัวเลขสะสมนับตั้งแต่วันที่ 20-23 มกราคม) พบเนื้อสุกรรวม 13.41 ล้านกิโลกรัม และทางกรมจะเดินหน้าตรวจสอบห้องเย็นที่มีสินค้าปศุสัตว์ที่เหลือให้ครบ ซึ่งมีอีกประมาณห้าร้อยกว่าแห่ง หากตรวจสอบโดยละเอียดพบมีการกักตุน ผู้กระทำผิดจะถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด และเนื้อสุกรจะถูกสั่งให้จำหน่ายตามราคาที่ทางการกำหนดต่อไป

 

สำหรับข้อมูลการเลี้ยงสุกรในปัจจุบัน ณ เดือนมกราคม 2565 กรมปศุสัตว์รายงาน มีเกษตรกรผู้เลี้ยง 1.07 แสนราย จำนวนสุกร 10.84 ล้านตัว แบ่งเป็น สุกรพ่อพันธุ์ 4.9 หมื่นตัว สุกรแม่พันธ์ุ 9.79 แสนตัว และสุกรขุน 9.56 ล้านตัว และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว พบว่า จำนวนสุกรทั้งหมดลดลงร้อยละ 11.81 แยกเป็น สุกรพ่อพันธุ์ลดลงร้อยละ 41.1 สุกรแม่พันธ์ุลดลงร้อยละ 11.16 จำนวนสุกรขุนลดลง ร้อยละ 13.9 และในปีนี้มีการขยายการเลี้ยงสุกรในพื้นที่ใหม่ ส่วนพื้นที่เดิมที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญมีการเลี้ยงลดลง ฟาร์มขนาดกลางมีจำนวนเกษตรกรเพิ่มขึ้นและขยายการเลี้ยงเพื่อให้ได้ปริมาณที่เหมาะสม ส่วนฟาร์มขนาดใหญ่มีจำนวนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่แต่เป็นการเลี้ยงที่ลดความหนาแน่นของสุกรในฟาร์ม 

 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการควบคู่ไปกับการป้องกันการกักตุนเนื้อสุกร รัฐบาลยังเร่งดำเนินการหลายมาตรการเพื่อแก้ปัญหาเนื้อสุกรราคาแพง ซึ่งประกอบด้วยมาตรการหลายระยะ ดังนี้

 

  1. งดส่งออกสุกรมีชีวิตเป็นเวลา 3 เดือน 
  2. ช่วยเหลือราคาอาหารสัตว์แก่เกษตรกร 
  3. สถาบันการเงินจัดสินเชื่อพิเศษเพื่อให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงใหม่ เรื่องเตรียมเข้าคณะรัฐมนตรี 
  4. ตรึงราคาจำหน่ายที่เหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุน 
  5. เพิ่มกำลังการผลิตแม่สุกรทดแทน 
  6. ส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 
  7. เร่งศึกษาวิจัยยาและสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคระบาด 
  8. ยกระดับมาตรฐานฟาร์มเกษตรกรเพื่อป้องกันโรคระบาด
  9. ส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรค

 

อย่างไรก็ตาม รัชดากล่าวด้วยว่า จากข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันเข้าไปตรวจสต๊อกเนื้อสุกร หากพบการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาจะถูกดำเนินคดีขั้นสูงสุด กรณีที่ตรวจพบว่ามีการรายงานตัวเลขการครอบครองเนื้อสุกรไม่ตรงกับที่แจ้งพาณิชย์จังหวัด จะเข้าข่ายเป็นการกักตุนหรือไม่นั้น เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบอย่างละเอียด 

 

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 กำหนดว่า กรณีที่ไม่แจ้งปริมาณสต๊อกถือว่ามีความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท และปรับอีกวันละ 2,000 บาท ตลอดระยะเวลาฝ่าฝืน ส่วนในกรณที่แจ้งแล้วต้องตรวจสอบต่อไปว่าแจ้งด้วยข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ หากแจ้งด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จจะมีความผิดอีกเช่นกัน 

 

หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการกักตุน ซึ่งหมายถึงการปฏิเสธการจำหน่าย ทั้งที่มีสินค้าและมีผู้ขอซื้อสินค้าเข้ามาแต่ไม่จำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

 หากประชาชนพบการกระทำความผิดหรือสงสัยว่าเป็นการกระทำความผิด ขอให้แจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 06 3225 6888 เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ลงไปตรวจสอบและดำเนินการได้ทันที 

The post กรมปศุสัตว์ คุมเข้มตรวจสต๊อกหมู แจงเนื้อหมู 13.41 ล้านกิโลกรัม มาจากห้องเย็น 539 แห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พบอีก 2 บริษัทในพื้นที่นครปฐมกักตุนหมู 6 หมื่นกว่ากิโลกรัม กรมปศุสัตว์สั่งอายัด ไม่มีหลักฐานมาแสดงเจอดำเนินคดี https://thestandard.co/found-another-2-companies-in-nakhon-pathom-area-hoarding-pork/ Sat, 22 Jan 2022 12:53:30 +0000 https://thestandard.co/?p=585512 กักตุน

วันนี้ (22 มกราคม) น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ […]

The post พบอีก 2 บริษัทในพื้นที่นครปฐมกักตุนหมู 6 หมื่นกว่ากิโลกรัม กรมปศุสัตว์สั่งอายัด ไม่มีหลักฐานมาแสดงเจอดำเนินคดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
กักตุน

วันนี้ (22 มกราคม) น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท ด่านกักกันสัตว์สระบุรี ด่านกักกันสัตว์พระนครศรีอยุธยา ด่านกักกันสัตว์สุพรรณบุรี สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) ในการตรวจสอบห้องเย็น เพื่อป้องกันกรณีที่อาจมีการกักตุนสินค้าประเภทเนื้อสุกรเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า โดยในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบการกักตุนซากสุกรในห้องเย็นจำนวน 2 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม

 

เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบบริษัท C (นามสมมติ) เป็นโรงงานตัดแต่งเนื้อสัตว์ และมีห้องเย็นของตนเอง พบมีการจัดเก็บซากสุกรจำนวน 288,828.6 กิโลกรัม พนักงานเจ้าหน้าที่จึงขอตรวจสอบเอกสารเคลื่อนย้าย พบมีซากสุกรบางส่วนจำนวน 56,898 กิโลกรัม ได้นำไปฝากจัดเก็บห้องเย็นภายนอกแห่งหนึ่ง ไม่มีเอกสารเคลื่อนย้ายซากสัตว์ และทางบริษัทยังไม่ได้แจ้งจำนวนกักตุนต่อกรมการค้าภายใน พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้อายัดซากสุกรจำนวน 56,898 กิโลกรัมไว้ที่ห้องเย็นดังกล่าว 

 

พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลเข้าตรวจสอบบริษัท D (นามสมมติ) มีลักษณะเป็นโรงงานตัดแต่งเนื้อสัตว์และรับฝากเนื้อ (ห้องเย็น) พบมีซากสุกรจัดเก็บจำนวน 56,388.66 กิโลกรัม และยังไม่ได้แจ้งต่อกรมการค้าภายใน พนักงานจึงขอตรวจสอบเอกสารการเคลื่อนย้าย พบว่าซากสุกรจำนวน 10,088 กิโลกรัม ไม่มีเอกสารเคลื่อนย้ายซากสัตว์ พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้อายัดซากสุกรจำนวน 10,088 กิโลกรัม ทางบริษัทยังไม่ได้แจ้งการกักตุนสินค้าให้กรมการค้าภายในทราบ

 

ซึ่งหากเจ้าของบริษัทเนื้อสุกรที่อายัดไว้ไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงได้ จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ 2558 มาตรา 22 โทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือพบเห็นการกระทำผิดด้านปศุสัตว์ โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับข้อมูล หรือแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย โดยแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน DLD4.0 หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 06 3225 6888 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

The post พบอีก 2 บริษัทในพื้นที่นครปฐมกักตุนหมู 6 หมื่นกว่ากิโลกรัม กรมปศุสัตว์สั่งอายัด ไม่มีหลักฐานมาแสดงเจอดำเนินคดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมปศุสัตว์ สั่งอายัดหมูห้องเย็นกว่า 500,000 กิโลกรัมในพื้นที่สมุทรสาคร หลังตรวจสอบพบเข้าข่ายกักตุน https://thestandard.co/freeze-pork-cold-storage-500000-kg/ Sat, 22 Jan 2022 03:15:51 +0000 https://thestandard.co/?p=585316 หมู

วันนี้ (21 มกราคม) น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ […]

The post กรมปศุสัตว์ สั่งอายัดหมูห้องเย็นกว่า 500,000 กิโลกรัมในพื้นที่สมุทรสาคร หลังตรวจสอบพบเข้าข่ายกักตุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมู

วันนี้ (21 มกราคม) น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการตรวจสอบห้องเย็น กรณีที่อาจมีการกักตุนสินค้าประเภทเนื้อสุกรเพื่อผลประโยชน์ทางการค้านั้น

 

กรมปศุสัตว์พร้อมหน่วยงานในพื้นที่เครือข่ายกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) จึงได้สนธิกำลังเร่งตรวจสอบห้องเย็น เพื่อกันการกักตุนซากสุกรในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 10 แห่ง อายัดสินค้ารอตรวจสอบแล้วรวมกว่า 500 ตัน

 

เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ กองสารวัตรและกักกัน สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสมุทรสาคร กรมปศุสัตว์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ปคบ.) สถานีตำรวจภูธร (สภ.) จังหวัดสมุทรสาคร เข้าตรวจสอบการกักตุนซากสุกรในห้องเย็น

 

ผลการตรวจสอบพบว่า ห้องเย็นแห่งหนึ่งมีเนื้อสุกรแช่แข็งจัดเก็บ แจ้งกรมการค้าภายใน จำนวน 929 ตัน แต่ไม่พบการออกเอกสารเคลื่อนย้ายเนื้อสุกรออกจากห้องเย็น ปลายทางนครปฐมและราชบุรี จำนวนกว่า 400 ตัน ซึ่งได้มีการเคลื่อนย้ายเนื้อสุกรไปแล้ว โดยเป็นเนื้อสุกรที่รับฝากมาจากบริษัทแห่งหนึ่งย่านราชบุรี นครปฐม ปทุมธานี กรุงเทพฯ และจากแหล่งอื่นๆ

 

นอกจากนี้ยังพบว่าในส่วนที่ยังไม่ได้เเจ้งกับกรมการค้าภายใน ตรวจสอบพบอีกจำนวน 234 ตัน เป็นของบริษัท A แห่งหนึ่งจากราชบุรีที่นำมาฝากเมื่อเดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2564 โดยบริษัทดังกล่าวยังไม่เคยเบิกสินค้าออกแต่อย่างใด สินค้าที่ฝากเก็บมีการระบุชื่อสินค้าเป็นสันนอกติดปีก ทำให้ห้องเย็นจัดเก็บเป็นสินค้าไก่ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นเนื้อสุกร ซึ่งไม่สามารถแสดงเอกสารเคลื่อนย้ายจำนวนประมาณ 71 ตันได้

 

พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการอายัดสินค้าไว้ก่อนทั้งหมด 71 ตัน หากสามารถนำมาแสดงได้จะเข้ามาดำเนินการถอนอายัด โดยให้บริษัท A นำเอกสารมาแสดงและชี้แจงภายในวันที่ 22 มกราคม 2565

 

ในวันเดียวกันนี้ได้เข้าตรวจสอบห้องเย็นอีกแห่งหนึ่ง พบเอกสารเคลื่อนย้ายซากสัตว์แต่ไม่พบเนื้อสัตว์เข้าฝากในห้องเย็นนั้น โดยจำนวนที่ระบุในเอกสาร 283 ตัน จึงได้สอบถามถึงสถานที่จัดเก็บเนื้อสัตว์ดังกล่าว จากนั้นจึงได้ตามสอบไปยังห้องเย็นอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่จัดเก็บเพิ่มเติมของห้องเย็นที่พบเอกสารแต่ไม่มีสินค้าจัดเก็บ พบว่ามีการนำซากสุกรจากบริษัท B และบริษัท A ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับที่ตรวจพบจากห้องเย็นข้างต้น จำนวนกว่า 441 ตัน มาจัดเก็บไว้ที่ห้องเย็นนี้ โดยไม่พบเอกสารเคลื่อนย้าย และไม่ได้แจ้งการกักตุนสินค้าให้กรมการค้าภายในทราบ

 

จากการตรวจสอบพบมีซากสุกรของบริษัท A มาจัดเก็บที่ห้องเย็นนี้จำนวน 158 ตัน และบริษัท B ไปจัดเก็บจำนวน 283 ตัน ตรวจสอบไม่พบเอกสารการเคลื่อนย้ายไปห้องเย็นดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้อายัดซากสุกร จำนวน 441 ตันทั้งหมด และแจ้งให้บริษัท A และ B นำเอกสารการเคลื่อนย้ายและหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาแสดงภายในวันที่ 22 มกราคม 2565 หากไม่สามารถนำมาแสดงได้จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

น.สพ.สรวิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากประชาชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือพบเห็นการกระทำผิดด้านปศุสัตว์ โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับข้อมูล หรือแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย โดยแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน DLD4.0 หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 06 3225 6888 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

ภาพ: กรมปศุสัตว์

The post กรมปศุสัตว์ สั่งอายัดหมูห้องเย็นกว่า 500,000 กิโลกรัมในพื้นที่สมุทรสาคร หลังตรวจสอบพบเข้าข่ายกักตุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบทาโกร ชี้แจงเก็บเนื้อหมู 2.1 แสนกิโลกรัม เป็นการจัดการสินค้าปกติ ยันแจ้งปริมาณให้พาณิชย์ทราบล่วงหน้าแล้ว https://thestandard.co/betagro-clarification-of-pork-storage/ Fri, 21 Jan 2022 00:24:34 +0000 https://thestandard.co/?p=584877 Betagro

จากกรณีที่วานนี้ (20 มกราคม) กรมปศุสัตว์จังหวัดสงขลาและ […]

The post เบทาโกร ชี้แจงเก็บเนื้อหมู 2.1 แสนกิโลกรัม เป็นการจัดการสินค้าปกติ ยันแจ้งปริมาณให้พาณิชย์ทราบล่วงหน้าแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Betagro

จากกรณีที่วานนี้ (20 มกราคม) กรมปศุสัตว์จังหวัดสงขลาและชุดด่านกักกันสัตว์สงขลาได้เข้าตรวจสอบห้องแช่เย็นเนื้อสัตว์ของบริษัท ปิติซีฟูดส์ จำกัด ตรวจสอบพบเนื้อหมูแช่แข็ง 211,360 กิโลกรัมอยู่ภายในห้องเย็น และทราบภายหลังว่าเป็นการรับฝากสินค้าจากบริษัท เบทาโกร 

 

ช่วงค่ำวันเดียวกัน บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) มีเอกสารชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้น ระบุว่า จากกรณีที่ปรากฏรายงานข่าวการเข้าตรวจสอบบริษัทห้องเย็นแห่งหนึ่งใน จ.สงขลา และพบว่ามีการเก็บรักษาเนื้อสุกรจากบริษัท เบทาโกร เกษตรอุตสาหกรรม พัทลุง จำนวน 201,650 กิโลกรัมในห้องเย็นดังกล่าวนั้น

 

บริษัทขอเรียนชี้แจงว่า การจัดเก็บรักษาเนื้อสุกรของบริษัท เบทาโกร เกษตรอุตสาหกรรม พัทลุง และสาขาในกลุ่ม ในบริษัทห้องเย็นตามที่ระบุในรายงานข่าว เป็นการจัดการสินค้าคงคลังตามแนวทางการปฏิบัติโดยปกติ ภายใต้มาตรฐานการจัดส่งสินค้า เพื่อการสำรองสินค้ารองรับการจัดส่ง 5-7 วันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สินค้ามีความสดใหม่จนถึงมือผู้บริโภค โดยครอบคลุมพื้นที่จัดส่งในภาคใต้ตอนล่างมากกว่า 8 จังหวัด

 

ทั้งนี้บริษัทได้มีการแจ้งข้อมูลปริมาณเนื้อสุกรทั้งหมดที่เก็บในห้องเย็นนั้นต่อกระทรวงพาณิชย์ให้รับทราบล่วงหน้า ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 17 มกราคม 2565 จำนวน 211,361 กิโลกรัม ซึ่งเป็นไปตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ครั้งที่ 1/2565 ที่ระบุให้ “ผู้เลี้ยงที่มีปริมาณการเลี้ยงเกิน 500 ตัว ผู้ค้าส่งที่มีปริมาณเกิน 500 ตัว ห้องเย็นที่มีการเก็บสต๊อกเกิน 5,000 กิโลกรัมขึ้นไป ให้ดำเนินการแจ้งสต๊อกให้กรมการค้าภายในรับทราบ รวมทั้งแจ้งราคาในทุก 7 วัน โดยเริ่มวันที่ 10 มกราคม 2565 เป็นต้นไป”

The post เบทาโกร ชี้แจงเก็บเนื้อหมู 2.1 แสนกิโลกรัม เป็นการจัดการสินค้าปกติ ยันแจ้งปริมาณให้พาณิชย์ทราบล่วงหน้าแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนื้อหมูกว่า 2 แสนกิโลกรัมที่สงขลา เป็นของเบทาโกรมาฝากห้องแช่เย็น อยู่ระหว่างตรวจสอบเข้าข่ายกักตุนหรือไม่ https://thestandard.co/pork-songkhla-belongs-to-betagro/ Thu, 20 Jan 2022 10:24:56 +0000 https://thestandard.co/?p=584755 เนื้อหมู

วันนี้ (20 มกราคม) ตามที่กรมปศุสัตว์จังหวัดสงขลาและชุดด […]

The post เนื้อหมูกว่า 2 แสนกิโลกรัมที่สงขลา เป็นของเบทาโกรมาฝากห้องแช่เย็น อยู่ระหว่างตรวจสอบเข้าข่ายกักตุนหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนื้อหมู

วันนี้ (20 มกราคม) ตามที่กรมปศุสัตว์จังหวัดสงขลาและชุดด่านกักกันสัตว์สงขลาได้เข้าตรวจสอบห้องแช่เย็นเนื้อสัตว์ของบริษัท ปิติซีฟูดส์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 125/1 หมู่ที่ 5 ถนนสงขลา-ปัตตานี ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา พบเนื้อหมูแช่แข็ง 211,360 กิโลกรัมอยู่ภายในห้องเย็นของบริษัท ซึ่งได้เปิดให้บริการห้องเย็นสำหรับพ่อค้าที่จะใช้บริการห้องเย็นเพื่อแช่แข็งเนื้อสัตว์จำนวนมาก เบื้องต้นกรมปศุสัตว์จังหวัดสงขลาได้สั่งอายัดเนื้อหมูแช่แข็งทั้งหมดเพื่อดำเนินการตรวจสอบแล้ว

 

เจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า เบื้องต้นในการตรวจสอบข้อเท็จจริงตอนนี้ได้มีสินค้าตกค้างอยู่ประมาณ 2 แสนกว่ากิโลกรัม เป็นของบริษัท เบทาโกร ขณะนี้กำลังให้ทางบริษัทชี้แจงว่าเนื้อหมูที่ค้างจากสาเหตุเพราะอะไร ซึ่งบริษัท ปิติซีฟูดส์ จำกัด เป็นบริษัทรับฝาก มีทั้งเนื้อหมู ไก่ ปลา และสินค้าประเภทซีฟู้ด ซึ่งมีสาขาที่จังหวัดพัทลุง โดยในชั้นนี้จะเป็นเรื่องของการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร โดยจะให้ความเป็นธรรมกับทางเจ้าของบริษัททั้งสองบริษัท และหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่จะลงตรวจสอบห้องเย็นทุกพื้นที่ในจังหวัดสงขลา หลังจากทราบว่ามีหลายบริษัทที่ทำในลักษณะนี้ ซึ่งได้วางแผนในการเข้าตรวจสอบจนถึงสิ้นเดือนมกราคมนี้ ตอนนี้ต้องขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบเอกสารที่ทางบริษัทได้นำมาให้ดูอย่างละเอียด

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เท่าที่ประเมินเข้าข่ายกักตุนหรือไม่ เพราะหมูไม่ออกไปจากคลังสินค้าเลย 

 

ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลากล่าวว่า มีเนื้อหมูออกไปจากคลังสินค้าบางส่วนแต่ไม่มาก โดยเจ้าหน้าที่จะดูอย่างละเอียด และให้ทั้งสองบริษัทมาชี้แจงอย่างละเอียด เพื่อจะได้พิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ อย่างไร ซึ่งถ้าตรวจพบว่าเป็นความผิด ก็จะมีความผิดทั้งผู้ฝากและผู้รับฝากตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

The post เนื้อหมูกว่า 2 แสนกิโลกรัมที่สงขลา เป็นของเบทาโกรมาฝากห้องแช่เย็น อยู่ระหว่างตรวจสอบเข้าข่ายกักตุนหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปศุสัตว์จังหวัดสงขลา อายัดเนื้อหมูแช่แข็ง 211,360 กิโลกรัม https://thestandard.co/songkhla-provincial-livestock-200165/ Thu, 20 Jan 2022 07:57:53 +0000 https://thestandard.co/?p=584667

วันนี้ (20 มกราคม) กรมปศุสัตว์จังหวัดสงขลา ชุดด่านกักกั […]

The post ปศุสัตว์จังหวัดสงขลา อายัดเนื้อหมูแช่แข็ง 211,360 กิโลกรัม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (20 มกราคม) กรมปศุสัตว์จังหวัดสงขลา ชุดด่านกักกันสัตว์สงขลา ได้เข้าตรวจสอบห้องเเช่เย็นเนื้อสัตว์ของ บริษัท ปิติซีฟูดส์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 125/1 หมู่ที่ 5 ถนนสงขลา-ปัตตานี ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา พบเนื้อหมูแช่แข็ง 211,360 กิโลกรัม อยู่ภายในห้องเย็นของบริษัท ซึ่งได้เปิดให้บริการห้องเย็นสำหรับพ่อค้าที่จะใช้บริการห้องเย็นเพื่อแช่แข็งเนื้อสัตว์จำนวนมาก

 

เบื้องต้นกรมปศุสัตว์จังหวัดสงขลาได้สั่งอายัดเนื้อหมูแช่แข็งทั้งหมดเพื่อดำเนินการตรวจสอบแล้ว

 

The post ปศุสัตว์จังหวัดสงขลา อายัดเนื้อหมูแช่แข็ง 211,360 กิโลกรัม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘เนื้อจระเข้’ ไขมันต่ำ-โปรตีนสูง ทางเลือกในวันที่หมู-ไก่แพง https://thestandard.co/crocodile-meat-menu/ Tue, 18 Jan 2022 12:00:19 +0000 https://thestandard.co/?p=583783 เนื้อจระเข้

ร้านตึกส้มจระเข้ตุ๋น ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอดอนตูม จังหวัดน […]

The post ชมคลิป: ‘เนื้อจระเข้’ ไขมันต่ำ-โปรตีนสูง ทางเลือกในวันที่หมู-ไก่แพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนื้อจระเข้

ร้านตึกส้มจระเข้ตุ๋น ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม กลายเป็นที่รู้จักหลังเกิดกระแสของการหันมาบริโภคเนื้อจระเข้ จากการปรับตัวของราคาวัตถุดิบหลักทั้งหมูและไก่ และประโยชน์จากการบริโภครวมถึงความแปลกใหม่ที่หลายคนอาจยังไม่เคยได้ลอง

 

THE STANDARD คุยกับ ร.ต.ต. วิชัย รุ่งทวีชัย ข้าราชการเกษียณที่ผันตัวมาเปิดร้านอาหารที่มีวัตถุดิบหลักเป็นเนื้อจระเข้

 

ถ่าย: ธเนตร จึงสุขสันต์

ตัดต่อ: วชิระ มากทรัพย์

The post ชมคลิป: ‘เนื้อจระเข้’ ไขมันต่ำ-โปรตีนสูง ทางเลือกในวันที่หมู-ไก่แพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ บอกอย่าเห็นแก่ตัวปรับขึ้นราคาสินค้า ยืนยันยังไม่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ถามกลับเอาเงินจากไหน https://thestandard.co/pm-prayut-increase-product-price-and-minimum-wage/ Mon, 17 Jan 2022 09:11:55 +0000 https://thestandard.co/?p=583386 ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (17 มกราคม) ที่กระทรวงศึกษาธิการ พล.อ. ประยุทธ์ […]

The post ประยุทธ์ บอกอย่าเห็นแก่ตัวปรับขึ้นราคาสินค้า ยืนยันยังไม่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ถามกลับเอาเงินจากไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (17 มกราคม) ที่กระทรวงศึกษาธิการ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาราคาสินค้าแพง โดยเฉพาะเนื้อหมูว่า ขณะนี้ได้มีการสำรวจแล้วตั้งแต่ต้นทางว่าปัญหามันอยู่ที่ไหน อย่างไร ปัญหาคือมีปริมาณเพียงพอหรือไม่ เมื่อไม่เพียงพอจะจัดหาเพิ่มเติมได้จากที่ไหน เช่น หมูถ้าจำเป็นก็ต้องนำเข้าและระงับการส่งออก ขณะเดียวกันหน่วยงานเกี่ยวข้องต้องไปผลิตลูกหมูออกมา ส่งเสริมผู้ค้าหมูรายย่อย ต้องไปสำรวจอีกว่ามีหมูที่เก็บไว้ในสต๊อก มีการแช่แข็งไว้เท่าไรที่รอการส่งออก ก็ต้องระงับการส่งออกทั้งหมด เพื่อให้มีปริมาณหมูเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ ต้องแก้ปัญหากันแบบนี้

 

หมูตายก็สร้างหมูใหม่ขึ้นมา เพาะพันธุ์ใหม่ขึ้นมาให้เพียงพอ ปัญหาสำคัญที่สุด การแพร่ระบาดในครั้งนี้มีการแพร่ระบาดในบางพื้นที่และเป็นจุดๆ ไป ไม่ได้แพร่ระบาดทั่วประเทศ ขอให้เข้าใจตรงนี้ด้วย และการตายมีประมาณไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ทำไมหมูถึงขาด แสดงว่ามันเกิดอะไรขึ้นในกระบวนการ มีคนไปทำอะไรหรือเปล่า 

 

พล.อ. ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า สินค้าอีกหลายๆ อย่างก็พยายามขึ้นราคาตาม ขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผลที่สมควร ตนจึงสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ ถ้าไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็ให้ร้องเรียนมายังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีการอ้างว่าจำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้า เพราะหลายๆ อย่างก็ขึ้นราคาทั้งหมด โดยสืบเนื่องมาจากราคาน้ำมันด้วย พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า “ขึ้นราคาแล้วมันมีเหตุผลสมควรก็คงไม่มีอะไร แต่อย่าให้ประชาชนเดือดร้อนมากก็แล้วกัน ต้องไปคำนวณต้นทุนมา ไม่ใช่น้ำมันขึ้น 1 บาท สมมติอะไรขึ้น 1 บาท แล้วนี่ไปขึ้น 5 บาท อย่างนี้เอาเหตุผลอะไรมาขึ้น 5 บาท ผมไม่เข้าใจ อย่าเห็นแก่ตัวกันเวลานี้นะ”

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ราคาสินค้าเกือบทั้งหมดขึ้นหมดแล้ว ค่าแรงขั้นต่ำจะขึ้นหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ย้อนถามว่า “เอาเงินมาจากไหนล่ะ เธอพูดได้หมด แต่เธอต้องหาเงินมาให้ได้ก่อน รัฐบาลจะต้องมีเงินก่อน” 

 

ภาพ: ภาพพูล

The post ประยุทธ์ บอกอย่าเห็นแก่ตัวปรับขึ้นราคาสินค้า ยืนยันยังไม่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ถามกลับเอาเงินจากไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต้นทุนอาหารสัตว์เพิ่ม ทำราคาเนื้อหมูพุ่ง กรมปศุสัตว์เร่งแก้ปัญหา เตรียมเสนอสูตรอาหารลดต้นทุนให้เกษตรกรรายย่อย https://thestandard.co/pork-price-issue-and-gov-solve-problems/ Sun, 16 Jan 2022 06:18:17 +0000 https://thestandard.co/?p=583027 อาหารสัตว์

วานนี้ (15 มกราคม) น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ […]

The post ต้นทุนอาหารสัตว์เพิ่ม ทำราคาเนื้อหมูพุ่ง กรมปศุสัตว์เร่งแก้ปัญหา เตรียมเสนอสูตรอาหารลดต้นทุนให้เกษตรกรรายย่อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาหารสัตว์

วานนี้ (15 มกราคม) น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า หลังการประชุมหารือกับนายกรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโรคระบาดในสุกรที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้กรมปศุสัตว์เร่งแก้ปัญหาในประเด็นราคาเนื้อสุกรแพงที่มาจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยด้านต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ ที่มีผลมาจากอาหารสัตว์ที่ปรับราคาเพิ่มขึ้น จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ เร่งศึกษาและหาแนวทางในการผลิตอาหารสัตว์เพื่อลดต้นทุนด้านอาหารสัตว์ และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยและรายเล็ก 

 

โดยเตรียมสูตรอาหารสุกรลดต้นทุนสำหรับผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยและรายเล็ก ที่มีความพร้อมในการนำสุกรเข้าเลี้ยงในการเลี้ยงที่มีการจัดการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ภายหลังจากผ่านการตรวจประเมินความเสี่ยงโรค ASF ในสุกรตามข้อกำหนดของกรมปศุสัตว์ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น 

 

ปัจจุบันกรมปศุสัตว์เน้นย้ำการเลี้ยงสุกรในระบบฟาร์มที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพทุกขนาดฟาร์มทั้งรายย่อย (จำนวนสุกรน้อยกว่า 50 ตัว) รายเล็ก (จำนวนสุกร 50-500 ตัว) รายกลาง (จำนวนสุกร 500-5,000 ตัว) และรายใหญ่ (จำนวนสุกรตั้งแต่ 5,000 ตัวขึ้นไป) เพื่อเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันโรค และสามารถลดความเสียหายได้

 

น.สพ.สรวิศ กล่าวว่า การเลี้ยงสุกรของเกษตรกรที่ต้องซื้อลูกสุกรมาเลี้ยง มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยในปี 2564 กิโลกรัมละ 78.40 บาท ปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 14 โดยการเลี้ยงสุกรตั้งแต่ลูกสุกรจนกระทั่งเป็นสุกรขุนได้น้ำหนักตามที่ตลาดต้องการ มีต้นทุนค่าอาหารสัตว์รวมกันประมาณร้อยละ 70 ที่ผ่านมาต้นทุนค่าอาหารสัตว์ในช่วงสุกรขุนปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 และต้นทุนค่าพันธุ์สุกรปรับเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 20 เนื่องจากปัจจัยด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์สำคัญคือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาปรับราคาเพิ่มขึ้นเป็นรายเดือน เฉลี่ยแล้วราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 ราคากากถั่วเหลืองปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 

 

สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เนื่องจากประเทศไทยมีการผลิตปศุสัตว์ที่ขยายตัว วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ผลิตได้ภายในประเทศไม่เพียงพอจึงต้องนำเข้าทุกปี โดยการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์เสียภาษีในอัตราแตกต่างกันขึ้นกับแหล่งนำเข้าว่ามีข้อตกลงการค้าร่วมกันหรือไม่ หากเป็นการนำเข้าจากประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) กากถั่วเหลือง เสียภาษีนำเข้าร้อยละ 2 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เสียภาษีนำเข้าในโควตาร้อยละ 20 นอกโควตาร้อยละ 73 และค่าธรรมเนียมพิเศษตันละ 180 กรมศุลกากรรายงานปริมาณนำเข้าปี 2564 (มกราคม-พฤสจิกายน) ปริมาณนำเข้ากากถั่วเหลืองเป็น 2.64 ล้านตัน โดยนำเข้าจากประเทศบราซิลร้อยละ 90 ซึ่งต้องเสียภาษีนำเข้าร้อยละ 2 ส่วนการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็น 1.83 ล้านตัน นำเข้าจากประเทศเมียนมาร้อยละ 98 ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า แต่ต้องนำเข้าในช่วงเดือน กุมภาพันธ์-สิงหาคม 

 

การกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์อยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายอาหาร ซึ่งประกอบด้วยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนสมาคมการค้าพืชไร่ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ เป็นคณะกรรมการร่วมด้วย โดยจะมีการกำหนดทบทวนนโยบายและมาตรการในการนำเข้าคราวละ 3 ปี เพื่อให้สอดคล้องตามสถานการณ์

 

น.สพ.สรวิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์พร้อมให้การสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทุกขนาดการเลี้ยง ทั้งรายย่อย รายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ สามารถนำสุกรเข้าเลี้ยงในฟาร์มได้ โดยต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงระดับฟาร์ม ปรับปรุงฟาร์มให้มีระบบการเลี้ยงที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งสามารถป้องกันโรค ASF ในสุกรและโรคระบาดอื่นๆ ในสุกรได้อีกด้วย ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เพื่อป้องกันความเสี่ยง และความเสียหายจากโรคระบาดในสุกร เนื่องจากปัจจุบันโรค ASF ในสุกรยังไม่มีวัคซีนและการใช้ยารักษาที่จำเพาะ สิ่งที่สำคัญในการลดความเสียหายและป้องกันโรคเข้าฟาร์มได้คือ ต้องมีระบบการป้องกันภายในฟาร์มสุกรที่ดี เช่น ไม่นำเศษอาหารมาเลี้ยงสุกร การอาบน้ำเปลี่ยนชุดเข้าฟาร์มของพนักงาน การพ่นยาฆ่าเชื้อรถขนส่ง การล้างพ่นยาฆ่าเชื้อโรงเรือน การป้องกันและกำจัดสัตว์พาหะ ยาฆ่าเชื้อที่สามารถฆ่าเชื้อ ASF ในสุกรได้นั้น ตามอัตราส่วนที่บริษัทผู้ผลิตแนะนำหรือโดยทั่วไปจะใช้ที่ 1:200 เช่น Glutaraldehyde, Phenol, Iodine, Chlorine เป็นต้น 

 

สำหรับวัคซีนซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถป้องกันโรค ASF ในสุกรได้นั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยร่วมกันกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอย้ำว่าไม่สามารถกันการติดเชื้อหรือทำให้ตรวจไม่พบเชื้อ ASF ในสุกรได้ตามที่มีการนำเสนอตามสื่อออนไลน์ 

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคคือ การเลี้ยงในระบบที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงปรับปรุงฟาร์มให้มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีมาตรการสนับสนุนอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย รายเล็ก ในการกลับมาสู่อุตสาหกรรมการผลิตสุกรรอบใหม่ภายใต้การผลิตในระบบความปลอดภัยทางชีวภาพที่เหมาะสม

The post ต้นทุนอาหารสัตว์เพิ่ม ทำราคาเนื้อหมูพุ่ง กรมปศุสัตว์เร่งแก้ปัญหา เตรียมเสนอสูตรอาหารลดต้นทุนให้เกษตรกรรายย่อย appeared first on THE STANDARD.

]]>