เทพสุ บวรโชติดารา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เทพสุ-บวรโชติดารา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 12 Jun 2026 09:59:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นายกฯ นำแถลงยึดทรัพย์เครือข่ายหลอกลวง ระบุจับคนผิดไม่พอ ต้องคืนเงินประชาชน https://thestandard.co/pm-seize-scam-assets/ Fri, 12 Jun 2026 09:59:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1217704 นายกรัฐมนตรีแถลงข่าวการยึดทรัพย์เครือข่ายหลอกลวงที่สำนักงาน ปปง.

วันนี้ (12 มิถุนายน) เวลา 13.30 น. ที่สำนักงานป้องกันแล […]

The post นายกฯ นำแถลงยึดทรัพย์เครือข่ายหลอกลวง ระบุจับคนผิดไม่พอ ต้องคืนเงินประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีแถลงข่าวการยึดทรัพย์เครือข่ายหลอกลวงที่สำนักงาน ปปง.

วันนี้ (12 มิถุนายน) เวลา 13.30 น. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าว การยึดและอายัดทรัพย์สินรายคดีสำคัญ และการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายตามคำสั่งศาล โดยมี เทพสุ บวรโชติดารา เลขาฯ ปปง. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว

 

นายกฯ กล่าวว่า หลังจากก่อนหน้านี้มีการแถลงผลปฏิบัติการ พิฆาตยาเสพติด เครือข่าย หนูเฉิน และเครือข่ายคนจีนผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นการปราบปรามยาเสพติดล็อตใหญ่ วันนี้เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญต่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตของพี่น้องประชาชน คือ การยึดและอายัดทรัพย์สินของมิจฉาชีพที่หลอกลวงประชาชน นำไปสู่กระบวนการคืนเงินให้กับผู้เสียหาย ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะเมื่อถูกหลอกลวง ความทุกข์ที่สุดคือการที่คิดว่าจะไม่ได้เงินคืน ซึ่งเป้าหมายของเราไม่ได้เพียงแค่จับดำเนินคดีเพียงอย่างเดียว พวกนั้นอยู่ในคุกก็เปลืองข้าวสุก แต่ต้องเร่งนำทรัพย์สินที่ประชาชนถูกหลอกลวงได้นำกลับคืน

 

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าทุกท่านไม่ให้ความร่วมมือ จึงต้องกราบขอบพระคุณเพื่อนร่วมงานทุกคนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลใดๆ ทุกครั้งที่ทำงานใหญ่แบบนี้ท่านคงเคยประสบปัญหาการปัดเป่าคดี การผ่อนหนักเป็นเบา ผ่อนเบาเป็นหาย แต่ตั้งแต่ตนเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยความสัมพันธ์ และความเชื่อมั่นที่ตนมีต่อทีมงานปปง.ทุกคน ทำให้การทำงานเกิดผลสัมฤทธิ์ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับความสำเร็จของกระบวนการนี้เป็นอย่างยิ่ง

 

ที่มีคำถามว่ารู้ไหมว่าผมเป็นใคร เราไม่ได้สนใจว่าเขาเป็นใคร ทุกท่านพูดได้เต็มปากว่าเป็นใครไม่สน สิ่งเหล่านี้พวกเราแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเราไม่พยายามให้ยาความจำกับเขา แต่ให้เขาไปทบทวนความจำในคุก ไม่ต้องให้เขาถามว่ารู้ไหมว่าเขาเป็นใคร แต่ต้องให้เขาถามว่า ทำไมถึงคิดผิดที่ต้องทำสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ ทำไมถึงกล้าที่จะมาทำร้ายประชาชนชาวไทยที่มีกฎหมายควบคุม และมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลสารทุกข์สุขดิบอยู่

 

นี่คือเป้าหมายของเรา ตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาลแรกจนถึงรัฐบาลที่สอง มูลค่าทรัพย์สินที่สามารถประเมินเป็นมูลค่าต่างๆ เราได้ทำการยึดทรัพย์มาจำนวนมากกว่า 40,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริง และความไม่หวั่นไหวต่ออำนาจอิทธิพลใดๆ ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่มอบหมายให้กับพวกท่าน ที่ให้เป็นทั้งผู้บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ พิชิตอันธพาล อภิบาลประชาชน ซึ่งรัฐบาลจะดำเนินการต่อไปตราบใดที่คนเหล่านี้ยังไม่ได้ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง

 

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้กระทำความผิดมีทั้งชาวไทย และต่างชาติ ต้องถือว่าเป็นความผิดมหันต์ที่มารังแกคนไทย ซึ่งต้องเพิ่มความเข้มข้นความเด็ดขาดในการปราบปรามคดี และการยึดทรัพย์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลที่ไม่ใช่แค่นายกรัฐมนตรีแต่เป็นรมว.มหาดไทยด้วย กำกับดูแลสำนักงานปปง. ด้วยตนเอง เพื่อให้ทุกท่านสบายใจว่าเมื่อปฏิบัติภารกิจซึ่งกระทำด้วยเจตนาที่ต้องการปกป้องประเทศ และประชาชน ท่านจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่รับผิดชอบการกระทำของท่านทุกคน

 

พร้อมกันนี้ จะเร่งแก้ไขกฎหมายทุกด้านที่เป็นช่องโหว่ให้มีความรัดกุมมากที่สุด ตน และรมว.ยุติธรรม ตกลงกันแล้วกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่าถ้าตรงไหนมีช่องโหว่จะใช้มติคณะรัฐมนตรีอุดช่องโหว่นั้น อาจจะออกเป็นมาตรการประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าไม่ทันใจจะออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โดยใช้มติของคณะรัฐมนตรีในการช่วยสนับสนุนภารกิจของทุกท่าน

 

ถ้าคนกระทำผิดยังคิดว่าจะมีช่องโหว่ออกมาพูดลอยหน้าลอยตาโดยไม่ยำเกรงกฎหมาย จากนี้ไปคอต้องตก ต้องสลดสำนึกในการกระทำ ยืนยันว่า รัฐบาลและหน่วยงานจะดำเนินการอย่างเต็มที่ให้หลาบจำ เพราะสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้คือชื่อเสียงของประเทศไทย ความเชื่อมั่นของต่างชาติ หรือแม้แต่คู่ค้าของประเทศหากมีเรื่องเหล่านี้จะเกิดผลกระทบทำให้เขาไปเลือกประเทศอื่นส่งผลให้ประเทศไทยเสียโอกาสมากมาย วันนี้เราจึงต้องเรียกแขกทั้งหมดให้กลับมาประเทศไทยอีกครั้ง เพื่อที่เขามาแล้วเงินทุกบาททุกสตางค์ของเขามีความคุ้มค่า และปลอดภัย นี่คือสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันทำ

 

สำหรับการยึดและอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมรอบนี้ มีการยึดและอายัดทรัพย์สินวิริยะกับพวก หลังพบมีธุรกรรมเชื่อมโยงกับเครือข่ายบัญชีม้าของเว็บไซต์พนันออนไลน์ จำนวน 128 รายการ มูลค่ากว่า 173 ล้านบาท และยึดและอายัดทรัพย์สินธัญชนกกับพวก หลังพบพฤติกรรมลักลอบหนีภาษี จำนวน 104 รายการ มูลค่า 94 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในคดีของแตงไทย เครือข่ายของยิมเลียก รวมมูลค่าจำนวน 20,288 ล้านบาท และยังนำเงินส่งคืนผู้เสียหายรวม 4 ราย 25 ล้านบาท

The post นายกฯ นำแถลงยึดทรัพย์เครือข่ายหลอกลวง ระบุจับคนผิดไม่พอ ต้องคืนเงินประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน แถลงยึดทรัพย์เครือข่ายยิม เลียก – เบน สมิธ เพิ่มอีก 8,269 ล้านบาท ขอยึดหลัก ‘ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’ ถ้าทำผิดไม่มีข้อยกเว้น https://thestandard.co/anutin-seize-assets-yim-liek-ben-smith/ Thu, 09 Apr 2026 08:45:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1196299 อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวการยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ

วันนี้ (9 เมษายน) ที่สำนักงาน ปปง. อนุทิน ชาญวีรกูล นาย […]

The post อนุทิน แถลงยึดทรัพย์เครือข่ายยิม เลียก – เบน สมิธ เพิ่มอีก 8,269 ล้านบาท ขอยึดหลัก ‘ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’ ถ้าทำผิดไม่มีข้อยกเว้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวการยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ

วันนี้ (9 เมษายน) ที่สำนักงาน ปปง. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแถลงข่าว การยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ในคดีที่แตงไทย กรณียิม เลียก, วิรินยา ยิม, เบน สมิธ และแคทรียา บีเวอร์ กับพวก ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับยาเสพติด ค้ามนุษย์ การฉ้อโกงประชาชน เป็นสมาชิกอั้งยี่ การมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม และความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ

 

ทำให้สำนักงาน ปปง. มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน จำนวน 34 รายการ อาทิ รถยนต์ 6 คัน สิทธิเรียกร้องในสัญญากู้เงิน เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมถึงเงินและหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8,269 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดในคดีดังกล่าวทั้งหมด มีจำนวน 102 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 20,392 ล้านบาท

 

อนุทิน กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีดังกล่าวไว้ได้ มูลค่านับถึงวันนี้กว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมหาศาลของกลุ่มอาชญากรรมที่กระทำผิดกฎหมายในประเทศไทย และสร้างความเดือดร้อนให้กับระบบเศรษฐกิจและประชาชนที่เป็นเหยื่อ

 

เนื่องจากการกระทำความผิดนี้มีพื้นฐานมาจากเครือข่ายสแกมเมอร์

 

การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่เคยมองข้ามอาชญากรรมประเภทนี้ พร้อมขอยืนยันว่า รัฐบาลนี้ที่มีตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล เต็มใจและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้ทุกหน่วยงานทำหน้าที่ในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้อย่างเต็มที่

 

อนุทิน กล่าวต่อว่า ตนในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงาน ปปง. ตระหนักและยอมรับว่า ประชาชนตลอดจนนานาชาติมีความต้องการให้จัดการปัญหาอาชญากรรมเหล่านี้อย่างเด็ดขาด ซึ่งภัยจากกลุ่มสแกมเมอร์มีความซับซ้อน และมีผลกระทบเป็นวงกว้าง จึงได้กำชับหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย กำหนดมาตรการและบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่กับผู้กระทำความผิด

 

ผู้กระทำความผิดเหล่านี้ล้วนเป็นผู้มีอิทธิพล และมีเครือข่าย หรือแม้กระทั่งมีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมืองอยู่ แต่รัฐบาลชุดนี้ได้กำชับกับหน่วยงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมลักษณะนี้ว่า ให้ยึดมั่นในแนวทางการดำเนินการตามหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” หากพบว่ากระทำความผิดก็จะดำเนินการอย่างเข้มงวด และปราศจากข้อยกเว้น

 

อนุทิน กล่าวอีกว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามผู้กระทำความผิดเหล่านี้ จะต้องทำตามนโยบายที่ได้มอบหมายให้กับหัวหน้าส่วนราชการของทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงาน ปปง. จะมีการดำเนินการ อาทิ การคุ้มครองผู้เสียหายตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งการนำทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดคืนให้กับผู้เสียหาย ให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน และเฉลี่ยทรัพย์คืนให้กับผู้เสียหาย

 

พร้อมทั้งความร่วมมือกับหลายหน่วยงานในการสืบสวนสอบสวนขยายผล โดยมุ่งเน้นไปยังทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด นอกจากนี้จะมีการพิจารณาดำเนินการกล่าวโทษผู้กระทำความผิดอาญา ฐานฟอกเงินโดยไม่มีข้อยกเว้น

 

อนุทิน ย้ำว่า เครือข่ายดังกล่าวที่มีการแถลงข่าวในวันนี้ นอกจากจะพบว่ามีการกระทำความผิดประเภทสแกมเมอร์แล้ว ยังพบว่าพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งขอชื่นชมหน่วยงานที่ทุ่มเทในการเอาผิดผู้กระทำผิด ทำให้การปราบปรามอาชญากรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และมีอำนาจทางการเงินอย่างมหาศาล ไม่ได้อยู่เหนือความสามารถของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

 

นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีสแกมเมอร์เข้ามาในประเทศไทย โดยใช้รูปแบบบริษัทนอมินีคนไทยถือครองทรัพย์สินแทน และใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย ว่า ปัจจุบันมีการตั้งกฎเกณฑ์ธุรกรรมทางการเงินเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นต่อให้ตั้งบริษัทนอมินี หากมีธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ ไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดจากการประกอบธุรกิจทั่วไป ก็สามารถสันนิษฐานไว้ก่อนและดำเนินการตรวจสอบได้

 

ยกตัวอย่างกรณีนางสาวแตงไทยว่า เหตุใดจึงไปประมูลเรือยอร์ชจำนวนมาก ซึ่งไม่สอดคล้องกับหน้าที่การงาน นี่คือจุดที่เจ้าหน้าที่ใช้เป็นเบาะแสในการขยายผล และยังสามารถประสานความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ เพื่อติดตามเส้นทางการเงินได้ ย้ำว่าหากทำผิดกฎหมาย ด้วยเทคโนโลยีและความสามารถของเจ้าหน้าที่ โอกาสรอดมีน้อยมาก

 

เมื่อถามถึงบริษัทผี อนุทิน กล่าวว่า จากการแถลงข่าววันนี้ ไม่ใช่ผี แต่เป็นบุคคลที่มีตัวตนชัดเจน พร้อมชื่นชมเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอย่างเข้มข้น จนทำให้การเข้าออกประเทศของกลุ่มผู้ต้องหายากขึ้นกว่าสมัยก่อน

 

อนุทิน ย้ำว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเดินหน้าปราบปรามอย่างเต็มที่ ไม่มีใครขัดขวาง และไม่มีการใช้เส้นสายช่วยเหลือผู้กระทำผิด ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างมั่นใจ

 

เมื่อถามถึงการออกหมายแดงกรณีเบน สมิธ พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการในคดีฉ้อโกง หากรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วน จะออกหมายเรียก หมายจับ และหมายแดงต่อไป

 

ด้านเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า อยู่ระหว่างจัดทำประกาศให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอรับทรัพย์สินคืน โดยจะเปิดศูนย์คุ้มครองสิทธิ์ทั้งที่สำนักงาน ปปง. และสถานีตำรวจทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์และไปรษณีย์ เพื่ออำนวยความสะดวก

 

ทั้งนี้ ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยต้องเตรียมหลักฐาน เช่น สลิปโอนเงิน รายการเดินบัญชี และหลักฐานการแจ้งความ ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและส่งเรื่องให้ศาลแพ่งพิจารณาคืนทรัพย์

 

ส่วนกรณีผู้ต้องหาจ้างทนายชื่อดัง นายกรัฐมนตรีระบุว่า ต่อให้ทนายเก่งเพียงใด หากกระทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ก็ไม่มีทางชนะคดีได้

 

สำหรับเรือยอร์ชแอตลาส ซึ่งเป็นทรัพย์สินของเบน สมิธ ขณะนี้ถูกอายัดและอยู่ในการดูแลของ ศรชล. กองทัพเรือ และอยู่ระหว่างเตรียมนำออกขายทอดตลาดผ่านเว็บไซต์

 

อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวการยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ 1อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวการยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ 2อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวการยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ 3อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวการยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ 4อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวการยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ 5

The post อนุทิน แถลงยึดทรัพย์เครือข่ายยิม เลียก – เบน สมิธ เพิ่มอีก 8,269 ล้านบาท ขอยึดหลัก ‘ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’ ถ้าทำผิดไม่มีข้อยกเว้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
มติ ปปง. ส่งอัยการริบ 60 ล้าน อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุเข้าแผ่นดิน – สั่งยึดทรัพย์เพิ่มเครือข่ายพนันชนนพัฒฐ์ https://thestandard.co/amlo-seize-assets-alongkot/ Thu, 12 Mar 2026 01:44:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1186637 เจ้าหน้าที่ ปปง. ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สิน

วานนี้ (11 มีนาคม) วิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆ […]

The post มติ ปปง. ส่งอัยการริบ 60 ล้าน อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุเข้าแผ่นดิน – สั่งยึดทรัพย์เพิ่มเครือข่ายพนันชนนพัฒฐ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ ปปง. ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สิน

วานนี้ (11 มีนาคม) วิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆษกประจำสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 3/2569 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยมีเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ ที่ประชุมได้มีมติสำคัญในการดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดในหลายฐานความผิด ทั้งยาเสพติด การฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงเป็นปกติธุระ และการพนันออนไลน์ โดยมีสรุปผลการดำเนินการที่สำคัญดังนี้

 

1. การยึดและอายัดทรัพย์สิน (จำนวน 34 คดี รวม 808 รายการ มูลค่ากว่า 303 ล้านบาท) คณะกรรมการธุรกรรมมีมติสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมในคดีสำคัญหลายรายคดี อาทิ:

 

  • เครือข่ายพนันออนไลน์ www.gimi88.com (รายชนนพัฒฐ์ฯ กับพวก): ยึดและอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติม 12 รายการ (เช่น หุ้น เงินฝาก) มูลค่าประมาณ 12 ล้านบาท (รวมมูลค่าที่ยึดอายัดเดิม 158 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง)
  • แก๊งหลอกลงทุนเทรดหุ้น (รายเอื้ออังกูรฯ กับพวก): ขบวนการนี้หลอกลวงให้โอนเงินผ่านบัญชีม้า แปลงเป็นสกุลเงินดิจิทัล (USDT) โอนผ่านแพลตฟอร์ม Huione Pay แล้วแปลงกลับเป็นเงินสดลักลอบนำออกนอกประเทศ ปปง. สั่งยึดและอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติม 211 รายการ (เช่น รถยนต์ สินทรัพย์ดิจิทัล เงินฝาก) มูลค่าประมาณ 145 ล้านบาท (รวมมูลค่าที่ยึดอายัดเดิม 46 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง)
  • เครือข่ายพนันออนไลน์ ‘หลังบ้านศิวิไล’ (รายกวินท์ฯ กับพวก): ยึดและอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติม 11 รายการ (เช่น ห้องชุด ที่ดิน เงินฝาก) มูลค่าประมาณ 7 ล้านบาท
  • เครือข่ายพนันออนไลน์ (รายกฤษฎาฯ และกฤตภพฯ กับพวก): ยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมรวม 183 รายการ (เช่น ที่ดิน หุ้น สิทธิเรียกร้องกรมธรรม์) มูลค่ารวมกว่า 70 ล้านบาท
  • เครือข่ายพนันออนไลน์ www.auto888vip.com (รายทวีศักดิ์ฯ กับพวก): ยึดและอายัดทรัพย์สิน 49 รายการ (เช่น สินค้าแบรนด์เนม รถยนต์ ที่ดิน) มูลค่าประมาณ 28 ล้านบาท

 

2. การส่งเรื่องให้อัยการร้องขอศาลสั่งทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน (จำนวน 17 คดี รวม 953 รายการ มูลค่ากว่า 310 ล้านบาท) ที่ประชุมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินการทางศาล เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องขอเพิกถอนการยึดทรัพย์ของผู้มีส่วนได้เสียไม่มีน้ำหนักเพียงพอ โดยมีคดีที่น่าสนใจ ได้แก่:

 

  • คดีอดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ (พระราชวิสุทธิประชานาถ หรืออลงกตฯ กับพวก): ความผิดฐานเบียดบังทรัพย์และฟอกเงิน ส่งเรื่องร้องขอให้ทรัพย์สิน 20 รายการ (เช่น เงินสด ยานพาหนะ ที่ดิน) มูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน
  • คดีหมอดู ‘ตี่ลี่ ฮวงจุ้ย’ (รายสุพิชฌาย์ฯ กับพวก): เชื่อมโยงความผิดฐานฉ้อโกงเป็นปกติธุระและฟอกเงิน ส่งเรื่องร้องขอให้ทรัพย์สิน 362 รายการ มูลค่าประมาณ 131 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน
  • คดีเครือข่ายยาเสพติดฟอกเงินผ่านนิติบุคคล (รายไมตรีฯ กับพวก): ส่งเรื่องร้องขอให้ทรัพย์สิน 26 รายการ มูลค่าประมาณ 19 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน

 

3. การคุ้มครองสิทธิและคืนเงินผู้เสียหาย (จำนวน 11 คดี รวม 266 รายการ มูลค่ากว่า 422 ล้านบาท) คณะกรรมการฯ มีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งนำทรัพย์สินไปชดใช้คืนผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงประชาชน อาทิ:

 

  • คดีหลอกลงทุนอัตราแลกเปลี่ยน (รายเฉลิมชัยฯ กับพวก): ชดใช้คืนผู้เสียหาย 3 ราย จากทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 19 ล้านบาท
  • แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นไปรษณีย์และตำรวจ (รายพิมภาดาฯ และ MR.ZHENG กับพวก): ชดใช้คืนผู้เสียหายรวม 20 ราย จากทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 115 ล้านบาท
  • คดีบริษัท เดอะ นิว คอนเซปท์ฯ (ชักชวนซื้อห้องชุด): ชดใช้คืนผู้เสียหาย 429 ราย จากทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 213 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ สำนักงาน ปปง. แจ้งเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้เสียหายในคดีฉ้อโกง สามารถยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานเพื่อขอรับการคุ้มครองสิทธิได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยสามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.amlo.go.th

 

ส่วนกรณีข่าวประเทศสิงคโปร์อายัดทรัพย์กองทุน CIA นั้น ปปง. ชี้แจงว่าอยู่ระหว่างการประสานขอข้อมูลพยานหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ (เช่น ก.ล.ต. และทางการสิงคโปร์) เพื่อนำมาพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

The post มติ ปปง. ส่งอัยการริบ 60 ล้าน อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุเข้าแผ่นดิน – สั่งยึดทรัพย์เพิ่มเครือข่ายพนันชนนพัฒฐ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ชี้ประสานอินเตอร์โพลจับ เบน สมิธ เป็นหน้าที่ตำรวจ หลังทนายความแถลงไม่กลับไทย https://thestandard.co/pm-interpol-ben-smith-police/ Wed, 04 Mar 2026 05:31:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1184093 ภาพ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการประสานตำรวจสากลเพื่อจับ เบน สมิธ

วันนี้ (4 มีนาคม) เวลา 11.25 น. สำนักงานป้องกันและปราบป […]

The post นายกฯ ชี้ประสานอินเตอร์โพลจับ เบน สมิธ เป็นหน้าที่ตำรวจ หลังทนายความแถลงไม่กลับไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการประสานตำรวจสากลเพื่อจับ เบน สมิธ

วันนี้ (4 มีนาคม) เวลา 11.25 น. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เลขาธิการ ปปง. ได้รายงานว่า จะมีการตรวจสอบธุรกรรมนักการเมืองเพิ่มขึ้นหรือไม่ หลังตำรวจออกหมายจับ เบน สมิธ ว่า ดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย

 

เมื่อถามว่า วิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของ เบน สมิธ ตั้งโต๊ะแถลงข่าว ระบุว่า เบน สมิธ จะไม่เดินทางกลับประเทศไทย จะต้องมีการประสานตำรวจสากลเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ตำรวจดำเนินการ

 

ขณะที่ เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. กล่าวถึงกรณีเบน สมิธ จะไม่เดินทางกลับประเทศไทย จะส่งผลต่อการยึดทรัพย์หรือไม่ ว่า ไม่ส่งผล เราดำเนินการตามมาตรฐานอยู่แล้ว ซึ่งการดำเนินคดีก็อยู่ในศาลแพ่ง เป็นกระบวนการของ ปปง. ผ่านสำนักงานอัยการ ซึ่งเป็นสิทธิของฝ่าย เบน สมิธ ที่จะโต้แย้งกลับมา

 

เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะมีการยึดทรัพย์ เบน สมิธ เพิ่มหรือไม่ เทพสุ กล่าวว่า ขออนุญาตไม่ตอบ

 

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับการดำเนินคดีเกี่ยวกับการปราบปรามสแกมเมอร์และทุนเทาอย่างไรบ้าง เทพสุ กล่าวว่า ท่านให้กำลังใจในการขับเคลื่อนงาน ท่านเห็นงานเป็นรูปธรรม ในการปราบปรามสแกมเมอร์ ยาเสพติด และคดีมูลฐานต่าง ๆ ท่านเห็นผลงาน

 

เมื่อถามว่า ปปง. จะมีการยึดทรัพย์นักการเมืองคนอื่นที่ไม่ได้เป็นข่าวหรือไม่ เทพสุ กล่าวว่าขอไม่ตอบ

The post นายกฯ ชี้ประสานอินเตอร์โพลจับ เบน สมิธ เป็นหน้าที่ตำรวจ หลังทนายความแถลงไม่กลับไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลแพ่งสั่งอายัดทรัพย์ชั่วคราว 4 คดีฟอกเงินรายใหญ่ มูลค่าทะลุ 1.3 หมื่นล้านบาท ปปง. จ่อขายทอดตลาดทรัพย์สินรักษายาก-เตรียมคืนเงินผู้เสียหาย https://thestandard.co/amlo-freeze-money-laundering-assets/ Fri, 27 Feb 2026 06:01:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1182349 ภาพประกอบข่าวการอายัดทรัพย์สิน 4 คดีฟอกเงินรายใหญ่ มูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านบาท โดย ปปง. ตามคำสั่งศาลแพ่ง

วันนี้ (27 กุมภาพันธ์) วิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการแ […]

The post ศาลแพ่งสั่งอายัดทรัพย์ชั่วคราว 4 คดีฟอกเงินรายใหญ่ มูลค่าทะลุ 1.3 หมื่นล้านบาท ปปง. จ่อขายทอดตลาดทรัพย์สินรักษายาก-เตรียมคืนเงินผู้เสียหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวการอายัดทรัพย์สิน 4 คดีฟอกเงินรายใหญ่ มูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านบาท โดย ปปง. ตามคำสั่งศาลแพ่ง

วันนี้ (27 กุมภาพันธ์) วิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆษกประจำสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แถลงความคืบหน้ากรณีการยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีฟอกเงินรายใหญ่ จำนวน 4 คดี มูลค่ารวมกว่า 13,074 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินทั้งหมดไว้ชั่วคราวแล้ว

 

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากมติคณะกรรมการธุรกรรม เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คำร้องขอเพิกถอนการยึดทรัพย์ของผู้มีส่วนได้เสียนั้นไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ที่จะรับฟังได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ต่อมาในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. จึงได้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

 

ต่อมา พนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ซึ่งศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนแล้วเชื่อว่า อาจมีการโอน จำหน่าย หรือยักย้ายทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ศาลแพ่งจึงมีคำสั่งให้ ปปง. ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น พร้อมแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบ

 

ศาลแพ่งได้มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินใน 4 คดีสำคัญ ประกอบด้วย:

 

  • คดี แตงไทย, MR.LEAK YIM, วิรินยา, MR.SMITH BEN และ แคทรียา กับพวก ศาลมีคำสั่งเมื่อ 26 ก.พ. 69 อายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมประมาณ 12,123 ล้านบาท (คดีหมายเลขดำที่ ฟ 31/2569)
  • คดี ก๊ก อาน กับพวก ศาลมีคำสั่งเมื่อ 25 ก.พ. 69 อายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมประมาณ 560 ล้านบาท (คดีหมายเลขดำที่ ฟ 29/2569)
  • คดี เฉิน จื้อ กับพวก ศาลมีคำสั่งเมื่อ 25 ก.พ. 69 อายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมประมาณ 345 ล้านบาท (คดีหมายเลขดำที่ ฟ 25/2569)
  • คดี เอื้ออังกูร กับพวก ศาลมีคำสั่งเมื่อ 24 ก.พ. 69 อายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมประมาณ 46 ล้านบาท (คดีหมายเลขดำที่ ฟ 20/2569)

 

วิทยา ระบุเพิ่มเติมถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินที่ถูกยึดว่า หากเป็นทรัพย์สินที่ไม่เหมาะสมแก่การเก็บรักษา หรือหากเก็บไว้จะเป็นภาระแก่ทางราชการ เช่น รถยนต์ หรือเรือยอร์ช เลขาธิการ ปปง. มีอำนาจสั่งให้นำทรัพย์สินประเภทดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อเก็บรักษาไว้เป็นเงินสดแทนได้ ตามมาตรา 57 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

 

นอกจากนี้ โฆษก ปปง. ขอยืนยันว่า หากคดีใดใน 4 คดีข้างต้น ตรวจสอบพบว่ามีผู้เสียหาย ในความผิดมูลฐาน สำนักงาน ปปง. จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานส่งให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลนำเงินหรือทรัพย์สินที่ยึดมาได้ ชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย แทนการสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

The post ศาลแพ่งสั่งอายัดทรัพย์ชั่วคราว 4 คดีฟอกเงินรายใหญ่ มูลค่าทะลุ 1.3 หมื่นล้านบาท ปปง. จ่อขายทอดตลาดทรัพย์สินรักษายาก-เตรียมคืนเงินผู้เสียหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มผู้เสียหายคดีแก๊งสแกมเมอร์ บุก ปปง. ค้านเพิกถอนอายัดทรัพย์เครือข่ายข้ามชาติกว่าหมื่นล้านบาท หวั่นมีการแทรกแซงคดี https://thestandard.co/scam-victims-amlo-assets/ Wed, 11 Feb 2026 07:25:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1177345 กลุ่มผู้เสียหายคดีแก๊งสแกมเมอร์ ยื่นหนังสือค้านเพิกถอนอายัดทรัพย์ต่อ ปปง.

วันนี้ (11 กุมภาพันธ์) ที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามกา […]

The post กลุ่มผู้เสียหายคดีแก๊งสแกมเมอร์ บุก ปปง. ค้านเพิกถอนอายัดทรัพย์เครือข่ายข้ามชาติกว่าหมื่นล้านบาท หวั่นมีการแทรกแซงคดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มผู้เสียหายคดีแก๊งสแกมเมอร์ ยื่นหนังสือค้านเพิกถอนอายัดทรัพย์ต่อ ปปง.

วันนี้ (11 กุมภาพันธ์) ที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยศวินทร์ เพียรพิทักษ์ ตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย พร้อมด้วยผู้เสียหายจากคดีแก๊งสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์กว่า 30 คน ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. โดยมี วิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปง. ในฐานะโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. เป็นผู้รับมอบหนังสือแทน เพื่อแสดงเจตจำนงคัดค้านการเพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

 

การยื่นหนังสือในครั้งนี้ สืบเนื่องจากกลุ่มผู้เสียหายมีความกังวลต่อกระแสข่าวความพยายามในการเพิกถอนการอายัดทรัพย์สินของ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ ซึ่งถูกระบุว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการฟอกเงินที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา รวมถึงมีรายงานความสัมพันธ์กับบุคคลทางการเมืองระดับสูงในภูมิภาคอาเซียน ทำให้ผู้เสียหายเกรงว่าจะมีการใช้อิทธิพลแทรกแซงการพิจารณาของคณะกรรมการธุรกรรม จึงเดินทางมาเพื่อให้กำลังใจและเรียกร้องให้ ปปง. ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา

 

ยศวินทร์ เปิดเผยว่า ได้นำรายชื่อผู้เสียหายจำนวนกว่า 180 คน มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 500 ล้านบาท มายื่นประกอบคำคัดค้าน โดยรูปแบบการหลอกลวงมีหลากหลาย ทั้งหลอกลงทุน (Hybrid Scam), หลอกให้รักแล้วชวนลงทุน (Romance Scam), ข่มขู่, หลอกกดลิงก์ดูดเงิน และหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่าเงินส่วนใหญ่ถูกโอนไปยังปลายทางที่ประเทศกัมพูชา

 

ยศวินทร์ ยังได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสลดใจว่า มีผู้เสียหายบางรายได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงจนนำไปสู่การสูญเสียชีวิต โดยมีกรณีชายวัย 26 ปี ตัดสินใจจบชีวิตตนเองเนื่องจากสูญเสียเงินก้อนสุดท้ายสำหรับชำระหนี้ และอีกกรณีคือผู้เสียหายที่ถูกหลอกเงินไปกว่า 28 ล้านบาท จนไม่มีเงินรักษาอาการป่วยซึมเศร้า ทำให้อาการกำเริบและเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งในวันนี้ญาติได้นำรูปถ่ายหน้าศพมาร่วมยื่นหนังสือเพื่อเป็นสัญลักษณ์เรียกร้องความยุติธรรมแทนผู้เสียชีวิต

 

นอกจากนี้ ทางกลุ่มผู้เสียหายได้เสนอให้ ปปง. พิจารณาเฉลี่ยทรัพย์คืนโดยใช้หลักการแบ่งกลุ่มตามแผนประทุษกรรม แทนการพิสูจน์เส้นทางการเงินรายบุคคล เพื่อความรวดเร็วและเป็นธรรม

 

ด้าน วิทยา ชี้แจงว่า คดีนี้คณะกรรมการธุรกรรมได้มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ไว้แล้วมูลค่ารวมประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยตามกฎหมาย ผู้ถูกอายัดทรัพย์มีสิทธิชี้แจงที่มาของทรัพย์สิน ซึ่งคณะกรรมการธุรกรรมจะมีการประชุมพิจารณาในช่วงบ่ายวันนี้ หากคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาไม่มีน้ำหนักเพียงพอ คณะกรรมการจะมีมติส่งเรื่องให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายต่อไป

 

วิทยา ยืนยันว่า ปปง. ทำงานตามพยานหลักฐานและหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด ไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใด แม้จะมีกระแสข่าวเรื่องการถอดชื่อยิม เลียก ออกจากร่างกฎหมายปราบปรามสแกมเมอร์ของสหรัฐฯ ก็ถือเป็นเพียงพยานแวดล้อม ไม่ใช่สาระสำคัญที่มีผลต่อดุลพินิจโดยตรง พร้อมย้ำว่าเอกสารในสำนวนเป็นความลับทางราชการ มีเพียงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่เข้าถึงได้

 

โฆษก ปปง. กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับแนวทางการคืนทรัพย์สิน หากเป็นกรณีตามกฎหมายเดิมกระบวนการต้องสิ้นสุดที่ศาล แต่ภายใต้ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2568 หากทรัพย์สินเป็นเงินสดและไม่มีการโต้แย้งสิทธิ สามารถยุติเรื่องและคืนเงินได้ในชั้นคณะกรรมการธุรกรรม ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาดำเนินการ หากมีการโต้แย้งก็ให้จบที่ศาลอุทธรณ์ โดยไม่ต้องถึงศาลฎีกา

 

ทั้งนี้ ปปง. ขอให้ผู้เสียหายติดตามประกาศคุ้มครองสิทธิอย่างใกล้ชิด และหากมีหลักฐานเพิ่มเติมสามารถนำมายื่นต่อคณะกรรมการธุรกรรมเพื่อประกอบการพิจารณาได้ทันที

The post กลุ่มผู้เสียหายคดีแก๊งสแกมเมอร์ บุก ปปง. ค้านเพิกถอนอายัดทรัพย์เครือข่ายข้ามชาติกว่าหมื่นล้านบาท หวั่นมีการแทรกแซงคดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัจฉริยะ ยื่นหลักฐาน ปปง. สอบเส้นทางเงิน สส.ชนนพัฒฐ์ โยงฟอกเงินกว่าพันล้าน พร้อมอายัดทรัพย์เพิ่ม 2.5 พันล้าน https://thestandard.co/atchariya-chnnaphat-money-laundering-assets-seized/ Mon, 17 Nov 2025 05:45:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1144044 อัจฉริยะ ยื่นหลักฐาน ปปง. สอบเส้นทางเงิน สส.ชนนพัฒฐ์ โยงฟอกเงินกว่าพันล้าน พร้อมอายัดทรัพย์เพิ่ม 2.5 พันล้าน

วันนี้ (17 พฤศจิกายน) อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรม […]

The post อัจฉริยะ ยื่นหลักฐาน ปปง. สอบเส้นทางเงิน สส.ชนนพัฒฐ์ โยงฟอกเงินกว่าพันล้าน พร้อมอายัดทรัพย์เพิ่ม 2.5 พันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัจฉริยะ ยื่นหลักฐาน ปปง. สอบเส้นทางเงิน สส.ชนนพัฒฐ์ โยงฟอกเงินกว่าพันล้าน พร้อมอายัดทรัพย์เพิ่ม 2.5 พันล้าน

วันนี้ (17 พฤศจิกายน) อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางเข้ายื่นหลักฐานเส้นทางการเงินเพิ่มเติมที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขอให้ เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสงขลา พรรคกล้าธรรม กับพวก ในคดีฟอกเงินและเครือข่ายเว็บพนัน โดยระบุว่ามีมูลค่าทรัพย์สินที่ควรถูกอายัดเพิ่มเติมกว่า 2,500 ล้านบาท

 

อัจฉริยะกล่าวว่า พยานหลักฐานที่นำมามอบให้ ปปง. ในวันนี้ เป็นเส้นทางการเงินที่รวบรวมมาตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายของ สส.ชนนพัฒฐ์ ที่มีเงินหมุนเวียนรวมกว่า 15,000 ล้านบาท โดยเฉพาะคดีของบอสตาล ที่เชื่อว่ามีเส้นเงินถึง สส.ชนนพัฒฐ์ ประมาณ 1,000 ล้านบาท เงินส่วนนี้ถือเป็นนิติสัมพันธ์ที่ต้องเอามาประกอบในกระบวนการอายัดทรัพย์สินของ ปปง. เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นตำรวจอีกหลายนายที่รับเงินจาก สส.ชนนพัฒฐ์ไป

 

อัจฉริยะระบุเพิ่มเติมว่า ทรัพย์สินที่ตนมายื่นเพิ่มเติมวันนี้มีมูลค่าประมาณ 2,500 ล้านบาท ซึ่งแตกต่างจากข้อมูลของ สภ.สงขลา ที่เคยส่งให้ ปปง. ดำเนินการเพียง 36 ล้านบาทเท่านั้น พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า ตำรวจ สภ.สงขลา ควรถูกดำเนินคดีด้วย ในฐานะดำเนินคดีไม่ครบถ้วน และขอให้ ปปง. ดำเนินการอย่างเต็มที่ตามหลักฐานที่ยื่นให้

 

อัจฉริยะยังแสดงความกังวลต่อกรณีที่มีคลิป ชนนพัฒฐ์ระบุว่าจะกลับมาเป็นรัฐมนตรีอีกหลังจากเคลียร์คดีความได้ โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ท้าทายกฎหมายและดูถูก ปปง. รวมถึงผู้ที่ทำคดี

 

นอกจากนี้ อัจฉริยะได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ปปง. อีกหนึ่งกรณี คือการตรวจสอบ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ (ขณะดำรงตำแหน่ง ผบช.สอท.) ที่เคยแถลงข่าวจับกุมเว็บพนันกว่า 2,000 คดี โดยระบุว่าจากข้อมูลที่ตนพบ มีการส่งเรื่องให้ ปปง. ยึดอายัดทรัพย์เพียงประมาณ 10% เท่านั้น และทราบว่ามีกระบวนการในตำรวจไซเบอร์ จัดหาอัยการ ทนายความ และจัดการทรัพย์สินให้ผู้ต้องหาโดยไม่ผ่าน ปปง. ทำให้ผู้ต้องหา เช่น คดีรถยนต์หรู และคดีเอ็ม อภิชาติ กลับเข้าสู่สังคมแล้ว

 

ในส่วนประเด็นที่ พล.ต.อ.วินัย ทองสอง หนึ่งในคณะกรรมการ ก.ตร. ตั้งข้อสังเกตว่าตนเล่นพนันมวย อัจฉริยะยืนยันว่าตนเป็นโปรโมเตอร์มวยที่สนามมวยที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และปฏิเสธว่าไม่ได้เล่นพนันมวยเป็นมูลค่า 12 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่าตนมีอาชีพหลักแหล่ง อาทิ เป็นวิศวกรโยธา และที่ปรึกษาบริษัท รวมถึงเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี และจะไม่ฟ้อง พล.ต.อ.วินัย กลับ เนื่องจากไม่อยากค้าความ

 

สุทธิศักดิ์ สุมน ผู้อำนวยการกองกฎหมาย และรองโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. กล่าวภายหลังการรับหลักฐานว่า ปปง. จะนำข้อมูลที่นายอัจฉริยะมอบให้ไปสืบสวนเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สิน หากพบว่าทรัพย์สินนั้นเกี่ยวกับการกระทำผิดจริง

 

สุทธิศักดิ์ยืนยันว่า ปปง. ดำเนินการยึดอายัดตามพยานหลักฐาน ไม่มีการดำเนินการตามใบสั่งหรือเจ้าหน้าที่ และหากพบทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ไม่ว่าเงินดังกล่าวจะไปอยู่ที่ข้าราชการตำรวจ ฝ่ายปกครอง หรือประชาชน ปปง. ยืนยันว่าจะสามารถติดตามทรัพย์สินดังกล่าวกลับมาได้ทั้งหมด

The post อัจฉริยะ ยื่นหลักฐาน ปปง. สอบเส้นทางเงิน สส.ชนนพัฒฐ์ โยงฟอกเงินกว่าพันล้าน พร้อมอายัดทรัพย์เพิ่ม 2.5 พันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดินหน้าสั่งฟ้องแก๊งปั่นหุ้น MORE จำนวน 42 ราย ด้าน 10 โบรกเกอร์ที่เสียหายเตรียมได้รับเงินคืนกว่า 4,500 ล้านบาท https://thestandard.co/more-stock-fraud-update/ Fri, 01 Aug 2025 11:38:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1102732 หุ้น MORE

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ สำนักงาน ปปง., DSI, กองบัญชาการ […]

The post เดินหน้าสั่งฟ้องแก๊งปั่นหุ้น MORE จำนวน 42 ราย ด้าน 10 โบรกเกอร์ที่เสียหายเตรียมได้รับเงินคืนกว่า 4,500 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น MORE

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ สำนักงาน ปปง., DSI, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) แถลงความคืบหน้าสำคัญในการดำเนินการคดีหุ้นบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) (MORE) และการยกระดับการทำงานร่วมกันเพื่อตลาดทุนไทย

 

เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวว่า ความสำเร็จจากการประสานความร่วมมือข้ามหน่วยงาน (inter-agency cooperation model) ในการดำเนินคดีหุ้น MORE อันนำไปสู่การป้องกันความเสียหายและติดตามทรัพย์สินได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถระงับธุรกรรมต้องสงสัยได้ภายในวันเดียว ลดเวลาดำเนินการจากเดิมที่ใช้เวลา 2-3 วัน ส่งผลให้สามารถตัดวงจรอาชญากรรม ยับยั้งการกระทำผิดทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยด้วยความโปร่งใสในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเป็นระบบ

 

สำหรับคดีหุ้น MORE ศาลมีคำสั่งคืน หรือชดใช้ ทรัพย์สินให้บริษัทหลักทรัพย์ผู้เสียหาย 10 ราย รวมมูลค่าประมาณ 4,500 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการข้อมูลและอำนาจหน้าที่ระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ตลาดทุนไทยมีความน่าเชื่อถือและมั่นคงมากขึ้นในระยะยาว

 

“การทำงานในคดี MORE ถือเป็นการสร้างมิติการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว เพราะเรื่องนี้หากตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือโบรกเกอร์เคลื่อนที่ช้าความเสียหายเกิดขึ้นแน่นอน การเคลื่อนที่ต่อมาคือ เมื่อรู้ถึงเหตุที่จะเกิดขึ้นเป็นเรื่องของการฉ้อโกง เหมือนการปล้นโบรกเกอร์ มีไปแจ้งความที่ตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งที่ผ่านมา ปปง. ทำงานบูรณาการร่วมกับทั้งตำรวจสอบสวนกลางกับ DSI มาโดยตลอด” เทพสุ กล่าว

 

สำหรับกระบวนการคืนทรัพย์สินที่ได้มีการอายัดไว้ให้กับบริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ ที่ได้รับความเสียหาย คำสั่งอายัดทรัพย์สินในคดีดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลา 30 วัน

 

หากพ้นกำหนด 30 วันแล้วไม่มีการยื่นอุทธรณ์ คำสั่งอายัดจะถือเป็นที่สิ้นสุด จากนั้น ปปง. จะดำเนินการตามคำสั่งศาล และประสานงานกับบริษัทหลักทรัพย์ผู้เสียหาย เพื่อดำเนินการคืนทรัพย์สินต่อไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย

 

DSI ใช้กฎหมายฟอกเงินและอั้งยี่ ซ่องโจร ลุยดำเนินคดี

 

พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวว่า คดีหุ้น MORE เป็นพัฒนาการของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ผู้กระทำผิดอาศัยความรู้ ความชำนาญ เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ หรือ อยู่ในแวดวงนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ รู้ขั้นตอนวิธีการซื้อขาย ชำนาญจนมองเห็นช่องโอกาสที่จะทุจริตได้ ความสำเร็จของเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการบูรณาการหลายหน่วยงาน ยกระดับมาตรฐานการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้ระงับยับยั้งความเสียหายของบริษัทหลักทรัพย์ทั้ง 10 บริษัท รวมความเสียหายประมาณกว่า 4,500 ล้านบาท ที่จะต้องชำระให้กับผู้ขายหลักทรัพย์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ร่วมกระทำผิดด้วย โดยใช้มาตรการทางแพ่งของกฎหมายฟอกเงิน ในการร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินและนำมาเฉลี่ยคืนให้กับผู้เสียหาย และยังมีการดำเนินคดีอาญากับกลุ่มผู้ร่วมกระทำผิดด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายฟอกเงิน เท่ากับผู้กระทำผิดไม่ได้ทรัพย์สินตามที่ตั้งใจไว้และยังอาจจะต้องรับโทษในทางอาญาในสถานหนักด้วย

 

อธิบดี DSI กล่าวต่อว่า คดีหุ้น MORE ว่า DSI ได้รับมอบสำนวนต่อจากพนักงานสอบสวนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดย DSI ทำหน้าที่สรุปสำนวนคดีเพื่อส่งต่อให้พนักงานอัยการพิจารณา

 

โดยในการสืบสวนสอบสวน DSI ได้รวบรวมหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงการกระทำความผิดอย่างเป็นระบบและมีความเชื่อมโยงกัน โดยมีหลักฐานสำคัญดังนี้

 

  • เส้นทางการเงิน พบความเชื่อมโยงของเส้นทางการเงินระหว่างกลุ่มผู้ต้องหา
  •  กลุ่มแชตไลน์ มีการพูดคุยและวางแผนการซื้อขายหุ้นผ่านกลุ่มแชตไลน์
  • IP Address พบหลักฐาน IP ที่ใช้ในการเทรดหุ้นชี้ให้เห็นว่า ผู้ต้องหาอยู่ในสถานที่เดียวกันขณะที่สร้างราคาหุ้น ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่ามีการวางแผนและร่วมมือกันจริง
  • การติดต่อสื่อสาร หลักฐานการติดต่อสื่อสารอื่น ๆ ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ต้องหา

 

อธิบดี DSI กล่าวว่า นอกจากความผิดตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในเรื่องการสร้างราคาหุ้นให้ผิดปกติแล้ว ยังมีการใช้กฎหมายอื่น ๆ เพื่อดำเนินคดีในคดีนี้ ได้แก่

 

  • กฎหมายฟอกเงิน: เนื่องจากเป็นการฉ้อโกงที่ซับซ้อนและมีการเคลื่อนย้ายเงินจำนวนมาก
  • ความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร: ผู้ต้องหามีการรวมตัวกันเพื่อวางแผนกระทำความผิดอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยความชำนาญในวงการซื้อขายหลักทรัพย์ เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

 

อธิบดี DSI ยังระบุถึงความสำเร็จในการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการใช้มาตรการทางแพ่ง เพื่อระงับการชำระเงินให้กับกลุ่มผู้ขายซึ่งเป็นกลุ่มผู้กระทำผิดด้วยกันเอง ทำให้สามารถยับยั้งความเสียหายได้ในระดับหนึ่งแบ่งผู้ต้องหาเป็น 3 กลุ่ม

 

จากผลการสอบสวน DSI ได้มีการสรุปสำนวนและสั่งฟ้องผู้ต้องหาจำนวนหลายราย โดยแบ่งผู้ต้องหาออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

 

  1. กลุ่มผู้คิดวางแผน: เป็นกลุ่มมันสมองที่รวบรวมบุคคลและวางแผนการกระทำความผิด

 

  1. กลุ่มตัวการและผู้สนับสนุน: กลุ่มนี้เป็นผู้ที่ใช้คำสั่งซื้อขายหุ้นในกลุ่มแชตไลน์และอยู่ในสถานที่เดียวกัน

 

  1. กลุ่มเจ้าของบัญชี: เป็นกลุ่มผู้ที่ให้ผู้อื่นนำบัญชีไปใช้ในการเทรดหุ้น ซึ่งถึงแม้บางรายอาจจะอ้างว่าไม่ทราบ แต่ตามกฎหมายถือว่ามีเหตุอันควรให้รู้และต้องร่วมรับผิดชอบ

 

อธิบดี DSI กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมมือกันในการรวบรวมหลักฐานและดำเนินคดีในครั้งนี้ จนสามารถสรุปสำนวนคดีเพื่อส่งฟ้องได้ในที่สุด

 

บช.ก. เผยมีการสั่งฟ้องผู้กระทำผิดทั้งหมด 42 ราย ในคดีปั่นหุ้น

 

ขณะที่พลตำรวจโท จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กล่าวว่า คดีหุ้น MORE เป็นคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อน ผู้กระทำความผิดมีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับตลาดหุ้นและใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นตัวช่วยในการกระทำความผิด ส่งผลกระทบต่อตลาดทุนและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างจำนวนมาก บช.ก. ได้ระดมผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานในสังกัดและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทหลักทรัพย์ ก.ล.ต. ปปง. และ DSI เพื่อเร่งรัดดำเนินการระงับยับยั้ง ความเสียหาย จนสามารถดำเนินคดีและมีความเห็นสั่งฟ้องผู้กระทำความผิดได้ทั้งหมด 42 ราย ถือเป็นคดีปั่นหุ้นที่สามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้จำนวนมากที่สุดและสามารถยึดอายัดทรัพย์สินได้สูงถึง 4,500 ล้านบาท ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทำให้สามารถยับยั้งการกระทำความผิดและดำเนินคดีได้อย่างทันท่วงที

 

ตลท. มองคดีหุ้น MORE บทเรียนสำคัญของตลาดทุนไทยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า คดีหุ้น MORE ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของการกระทำความผิดในตลาดทุนที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและทำให้เกิดผลกระทบกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ในวงกว้าง ซึ่งการดำเนินการกับการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเข้มแข็งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันสะท้อนให้เห็นว่า การบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานภาคตลาดทุนมีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน

 

สำหรับคดีหุ้น MORE นอกเหนือจากการดำเนินการตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ในการดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้เป็นตัวกลางในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบการกระทำความผิด การรวบรวมพยานหลักฐาน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญระหว่างหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งช่วยทำหน้าที่สื่อสารความคืบหน้าทางคดีให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนและผู้ลงทุนได้รับทราบ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

 

“สำหรับการป้องกันการกระทำผิดลักษณะเช่นนี้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ยกระดับมาตรการกำกับดูแลด้วยการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์ อาทิ มาตรการ Auto Pause รายหลักทรัพย์ มาตรการ Minimum Resting Time การเปิดเผยข้อมูลหลักทรัพย์ที่วางเป็นประกันการชำระหนี้ในบัญชีมาร์จิน ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลผู้ลงทุนที่ส่งคำสั่งซื้อขายไม่เหมาะสมแก่บริษัทหลักทรัพย์สมาชิกทุกราย เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์สามารถใช้ประกอบการบริหารความเสี่ยงและร่วมกันป้องปรามพฤติกรรมดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที” อัสสเดช กล่าวเสริม

 

อัสสเดช กล่าวว่าต่อคดีหุ้น MORE เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับตลาดทุนไทยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โดยหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือกันดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิด ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

 

ทั้งนี้ จากบทเรียนดังกล่าว ตลท. ได้นำมาพัฒนาและปรับปรุงระบบต่างๆ รวมถึงกฎเกณฑ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมขึ้นอีก โดยมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตรวจสอบและวิเคราะห์การซื้อขายที่ผิดปกติแบบเรียลไทม์ เช่น การใช้ระบบ Circuit Breaker หยุดการซื้อขาย 60 นาที เมื่อพบความผิดปกติ เพื่อให้นักลงทุนได้กลับมาทบทวนข้อมูลและตัดสินใจอย่างรอบคอบ รวมถึงการปรับปรุงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ NVDR (Non-Voting Depositary Receipt) เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยใช้ช่องทางนี้ในทางที่ผิด

 

ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันว่า ณ ปัจจุบัน ยังไม่พบกรณีที่เข้าข่ายลักษณะเดียวกับคดีหุ้น MORE ที่มีการร่วมมือกันฉ้อโกงและหลอกเงินจากบริษัทหลักทรัพย์ แต่ ตลท. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการจับตาดูทุกบริษัทจดทะเบียนผ่านการใช้เทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา หากพบการซื้อขายหรือราคาที่เคลื่อนไหวผิดปกติ จะมีการแจ้งเตือนและขอให้บริษัทชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้นักลงทุนมีความเข้าใจที่ถูกต้อง

 

ASCO ยกระดับมาตรการตั้ง SDEP ตรวจความเสี่ยงลูกค้า

 

ด้านพิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) กล่าวว่า ASCO เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่สำคัญในการประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลให้กับบริษัทหลักทรัพย์สมาชิกที่ได้รับความเสียหาย ตั้งแต่ช่วงเริ่มเกิดเหตุการณ์ของการกระทำความผิด จนสามารถรวบรวมหลักฐานในการร้องทุกข์กล่าวโทษได้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ASCO ได้นำเสนอมาตรการต่างๆ ต่อหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อปิดความเสี่ยงไม่ให้เกิดเหตุซ้ำขึ้นอีกในอนาคต และที่สำคัญ คือ การจัดตั้ง Securities Data Exchange Platform (SDEP) เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์รับทราบข้อมูลลูกค้าที่มีความเสี่ยงในระดับอุตสาหกรรม ทั้งข้อมูลวงเงิน คุณภาพหลักประกัน มูลหนี้ และประวัติการชำระราคา ด้วยการจัดตั้ง Platform การแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบ Decentralized คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายใน 1 กุมภาพันธ์ 2569

The post เดินหน้าสั่งฟ้องแก๊งปั่นหุ้น MORE จำนวน 42 ราย ด้าน 10 โบรกเกอร์ที่เสียหายเตรียมได้รับเงินคืนกว่า 4,500 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาฯ ปปง. ยืนยัน การยึด-อายัดทรัพย์สิน ‘พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์’ คดีเว็บพนันไม่ช้า หลังใช้เวลาตรวจสอบมากกว่า 1 ปี ยอมรับ คดีนี้รวบรวมหลักฐานยาก https://thestandard.co/no-delay-asset-seizure-surachet/ Tue, 17 Dec 2024 08:07:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1020500

วันนี้ (17 ธันวาคม) เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการสำนักงาน […]

The post เลขาฯ ปปง. ยืนยัน การยึด-อายัดทรัพย์สิน ‘พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์’ คดีเว็บพนันไม่ช้า หลังใช้เวลาตรวจสอบมากกว่า 1 ปี ยอมรับ คดีนี้รวบรวมหลักฐานยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (17 ธันวาคม) เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม สำนักงาน ปปง. มีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ หักพาล และภรรยา ไว้เป็นการชั่วคราว รวม 3 รายการ มูลค่าประมาณ 4.8 แสนบาท ในคดีความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์และความผิดฐานฟอกเงิน เครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ www.betflixroyal.com และ www.betflikroyal.net

 

เมื่อถามว่าเหตุใดกรณีดังกล่าวการดำเนินงานมีลักษณะล่าช้าเมื่อเทียบกับการยึดอายัดทรัพย์สินของคดีดิไอคอนกรุ๊ป ที่เกิดขึ้นภายหลังแต่สามารถยึดอายัดจนตรวจสอบและนำไปสู่การยุติการยึดเมื่อไม่นานนี้ เทพสุระบุว่า การยึดอายัดทรัพย์ในแต่ละคดีไม่ได้มีความแตกต่างกันหรือมีมาตรฐานในคดีใดโดยเฉพาะ ยืนยันว่าสำนักงาน ปปง. มีมาตรฐานเดียวกันและให้ความเป็นธรรมทุกคดี ในส่วนจำนวนเงินที่อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับเว็บพนันประมาณกว่า 9 ล้านบาท เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบติดตามอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี

 

ซึ่งต้องยอมรับว่ากระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีดังกล่าวไม่ได้ง่าย แต่สิ่งที่คืบหน้าไปอย่างมากคือการยึดทรัพย์ที่เกี่ยวโยงกับเว็บพนันออนไลน์โดยตรง ที่ผ่านมาสำนักงาน ปปง. มีการขยายผลและยึดอายัดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องไปหมดแล้ว จำนวนเงินในส่วนของ พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ ที่คาดว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นเพียงส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับเครือข่ายเว็บพนันทั้งหมด

 

เมื่อถามว่ากรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สั่งให้มีการตรวจสอบเพิ่มเติมในส่วนของการกระทำความผิดของ พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ ในคดีเว็บพนัน จะมีผลต่อการจัดการทรัพย์สินของสำนักงาน ปปง. หรือไม่ เทพสุกล่าวยืนยันว่า ในเรื่องนี้กฎหมายของสำนักงาน ปปง. เป็นคนละส่วนกับสำนักงาน ป.ป.ช. อย่างชัดเจน ไม่มีผลต่อการตรวจสอบทรัพย์สิน

 

ทั้งนี้ มีรายงานว่าในส่วนทรัพย์สินของ พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ ที่ถูกตรวจสอบจากคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ ทำหนังสือถึงเลขาธิการ ปปง. เรื่องขอความเป็นธรรมและขอให้มีการสอบถามข้อมูลกับตนเองก่อนจะมีคำสั่งใดๆ ในหนังสือ พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ ระบุว่า ตนเองเป็นข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนีหรือยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และขอโอกาสชี้แจง สำนักเลขานุการ ปปง. ลงรับเรื่องไว้เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 เลขรับ 4614 เวลา 14.31 น.

 

และต่อมา วันที่ 24 เมษายน 2567 มีรายงานว่า พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ และภรรยา ทำการเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตทุกฉบับจากบริษัทประกันภัย ยอดเงินเวนคืนประมาณ 10 ล้านบาท โอนเข้าบัญชีส่วนตัว

The post เลขาฯ ปปง. ยืนยัน การยึด-อายัดทรัพย์สิน ‘พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์’ คดีเว็บพนันไม่ช้า หลังใช้เวลาตรวจสอบมากกว่า 1 ปี ยอมรับ คดีนี้รวบรวมหลักฐานยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปปง. มีมติยึดอายัดทรัพย์สินทนายตั้มคดีฉ้อโกง 71 ล้านบาท ส่วนคดีดิไอคอนกรุ๊ปให้อัยการยื่นขอให้ทรัพย์ 286 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน https://thestandard.co/lawyer-tum-assets-seized-the-icon-group-case-update/ Tue, 17 Dec 2024 06:40:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1020436 ทนายตั้ม

วันนี้ (17 ธันวาคม) เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการสำนักงาน […]

The post ปปง. มีมติยึดอายัดทรัพย์สินทนายตั้มคดีฉ้อโกง 71 ล้านบาท ส่วนคดีดิไอคอนกรุ๊ปให้อัยการยื่นขอให้ทรัพย์ 286 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทนายตั้ม

วันนี้ (17 ธันวาคม) เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ วิทยา นีติธรรม ผู้อำนวยการกองกฎหมาย โฆษกประจำสำนักงาน ปปง. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมครั้งที่ 15/2567 ซึ่งได้พิจารณาเห็นชอบให้ดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

 

ในรายคดี ทนายตั้ม-ษิทรา เบี้ยบังเกิด กับพวก ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระและความผิดฐานฟอกเงิน โดยมีเหตุที่อันควรเชื่อได้ว่ามีการโอน ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

 

คณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจำนวน 3 รายการ เป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 71 ล้านบาท

 

ส่วนคดีบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด กับพวก มีมติให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ตามคำสั่งที่ ย.214/2567, ย.222/2567, ย.223/2567, ย.224/2567 และ ย.225/2567 รวมจำนวน 103 รายการ มูลค่าประมาณ 286 ล้านบาท และมีมติให้เพิกถอนการยึดอายัดทรัพย์สินจำนวน 40 รายการ มูลค่ารวมประมาณ 29 ล้านบาท เนื่องจากผู้มีส่วนได้เสียสามารถแสดงหลักฐานว่าเงินหรือทรัพย์สินที่ถูกดำเนินการไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

 

ทั้งนี้ ในส่วนของการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย สำนักงาน ปปง. ประกาศกำหนดให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ครบกำหนดวันที่17 กุมภาพันธ์ 2568) จากนั้นสำนักงาน ปปง. จะตรวจสอบและรวบรวมรายชื่อผู้เสียหายและจำนวนความเสียหาย เพื่อพิจารณาก่อนส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอต่อศาลแพ่งให้มีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนให้กับผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม การส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดำเนินการกับทรัพย์สินในคดีนี้ ทั้งนี้ หากสำนักงาน ปปง. มีการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินในคดีนี้เพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบต่อไป

The post ปปง. มีมติยึดอายัดทรัพย์สินทนายตั้มคดีฉ้อโกง 71 ล้านบาท ส่วนคดีดิไอคอนกรุ๊ปให้อัยการยื่นขอให้ทรัพย์ 286 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรมเรียก ‘ผบ.ตร., ผบช.ก., DSI, ปปง.’ หารือติดตามความคืบหน้าคดีดิไอคอนกรุ๊ป เตรียมส่งสำนวนคดีให้ DSI 28 ต.ค. นี้ https://thestandard.co/phumtham-calls-agencies-update-the-icon-group-case/ Sat, 26 Oct 2024 06:46:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1000430

วันนี้ (26 ตุลาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภูมิธรรม เวชยชัย รอ […]

The post ภูมิธรรมเรียก ‘ผบ.ตร., ผบช.ก., DSI, ปปง.’ หารือติดตามความคืบหน้าคดีดิไอคอนกรุ๊ป เตรียมส่งสำนวนคดีให้ DSI 28 ต.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (26 ตุลาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามความคืบหน้าคดีดิไอคอนกรุ๊ปเป็นการภายใน โดยไม่ได้แจ้งกำหนดการให้สื่อมวลชนรับทราบ 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 09.00 น. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคดีดิไอคอนกรุ๊ปทยอยเดินทางขึ้นตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมี พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.ท. อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าชุดทำคดีบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด, พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.), พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), ฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง., พล.ต.ต. วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ผบก.ปคบ.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

 

ภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ตนเป็นห่วงการจัดการและความร่วมมือของทุกหน่วยว่าร่วมมือประสานงานกันหรือไม่ จึงเรียกมาเพื่อติดตามความคืบหน้าคดี เนื่องจากเป็นคดีใหญ่ และเป็นคดีที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก เมื่อผ่านพ้นมาระยะหนึ่งแล้วจึงเรียกมาเพื่อติดตาม และจะนำเรียนนายกรัฐมนตรีในวันที่ 29 ตุลาคมนี้

 

ตำรวจเตรียมส่งสำนวนคดีให้ DSI 28 ตุลาคมนี้ 

 

ภายหลังการประชุม ภูมิธรรมพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงผลการประชุมติดตามความคืบหน้าคดีดิไอคอนกรุ๊ปว่า ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, DSI และ ปปง. ถือเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในคดีที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งได้รับรายงานจากตำรวจว่า ขณะนี้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่จากการรับเรื่องราวร้องทุกข์ทั้งจากส่วนกลางและต่างจังหวัด และผลการสืบสวนเข้าเงื่อนไขที่จะส่งมอบให้ DSI เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตามกระบวนการทางกฎหมาย และการสอบสวนขณะนี้สำนวนใกล้เสร็จหมดแล้ว โดยตำรวจจะส่งสำนวนคดีให้กับ DSI ในวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคมนี้ ขณะที่ ปปง. จะช่วยรักษาทรัพย์ 

 

ภูมิธรรมยืนยันว่า ทั้ง 3 หน่วยงานจะยังร่วมมือกันทำงาน แม้จะเปลี่ยนมือไปที่ DSI แล้ว เพราะเป็นคดีพิเศษที่เกี่ยวข้องกับความเสียหาย 300 ล้านบาทขึ้นไป และมีผู้เสียหายกว่า 100 คน หากติดขัดอะไรฝ่ายการเมืองก็พร้อมเข้าไปสนับสนุน 

 

ส่วนการทำงานของ สคบ. เนื่องจาก สคบ. ถูกกล่าวหาว่ามีบุคคลเกี่ยวข้องในคดีจึงไม่ได้ให้เข้ามาเป็นคณะทำงานเรื่องการสอบสวน แต่จะสนับสนุนให้การสอบสวนเกิดความยุติธรรม ยืนยันว่าจะทำคดีให้เร็วที่สุด เชื่อว่ากระบวนการจะไม่มีอะไรสะดุด ถ้ายังมีส่วนใดที่เกี่ยวข้องจะไม่นิ่งนอนใจ โดยจะสามารถปิดคดีได้ ซึ่งประชาชนจะได้รับประโยชน์

The post ภูมิธรรมเรียก ‘ผบ.ตร., ผบช.ก., DSI, ปปง.’ หารือติดตามความคืบหน้าคดีดิไอคอนกรุ๊ป เตรียมส่งสำนวนคดีให้ DSI 28 ต.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาฯ สำนักงาน ปปง. ระบุ 17 ต.ค. นี้ เตรียมเสนอคณะกรรมการธุรกรรมตรวจทรัพย์สินเชิงลึกของบอสพอลกับพวก หากข้อมูลครบ พร้อมออกคำสั่งยึดทรัพย์ทันที https://thestandard.co/amlo-17-oct-boss-paul-asset-seizure/ Mon, 14 Oct 2024 11:58:28 +0000 https://thestandard.co/?p=995771

วันนี้ (14 ตุลาคม) เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการสำนักงานป […]

The post เลขาฯ สำนักงาน ปปง. ระบุ 17 ต.ค. นี้ เตรียมเสนอคณะกรรมการธุรกรรมตรวจทรัพย์สินเชิงลึกของบอสพอลกับพวก หากข้อมูลครบ พร้อมออกคำสั่งยึดทรัพย์ทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (14 ตุลาคม) เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) เปิดเผยว่า สำนักงาน ปปง. กำลังจะประชุมคณะกรรมการธุรกรรมในวันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคมนี้ เวลา 13.30 น. โดยวาระสำคัญของการประชุมจะเกี่ยวกับการดำเนินการทางทรัพย์สินของ 2 คดีสำคัญ คือ

 

คดีบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด และคดีทอง 99.99% หรือคดีของ ตั๊ก-กรกนก สุวรรณบุตร และ เบียร์-กานต์พล เรืองอร่าม เนื่องจากคณะกรรมการธุรกรรมมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลสำนักงาน ปปง. เพื่อตรวจสอบธุรกรรมหรือรายการทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

 

ดังนั้น กรณีคดีของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด ถือเป็นเรื่องราวที่สังคมให้ความสนใจอย่างยิ่ง ตนจึงได้เตรียมเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการธุรกรรมเพื่อขอให้ที่ประชุมมีมติให้ตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินในเชิงลึก

 

นอกจากนี้ ขอบเขตการตรวจสอบเรื่องทรัพย์สิน สำนักงาน ปปง. จะตรวจสอบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินของนิติบุคคลหรือบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนธุรกิจ เพราะสำนักงาน ปปง. ประสานข้อมูลอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

 

เทพสุเผยอีกว่า กรณีของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด จากแนวทางการทำงานสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และจากรายงานข่าวสารของสื่อมวลชน พบว่าเข้าข่ายเป็นความผิดฐาน พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 และฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ส่วนมูลค่ารายการทรัพย์สินที่ สำนักงาน ปปง. จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการธุรกรรมเพื่อตรวจสอบก่อนมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์ จะเป็นรายละเอียดตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. จะประสานข้อมูลรายงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงาน

 

จากนั้นสำนักงาน ปปง. และตำรวจ จะต้องทำงานร่วมกัน ซึ่งในการทำงานร่วมกันนี้จะนำไปสู่มิติของการทำคดีอาญาที่ตำรวจจะตั้งประเด็นการสอบสวนว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง ใครคือผู้ต้องหาและเกี่ยวข้องโดยพฤติการณ์ใด เบื้องต้นยังอยู่ระหว่างดำเนินการรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนรอบด้านก่อน จึงยังไม่สามารถสรุปตัวเลขมูลค่าและประเภทรายการทรัพย์สินได้

 

เทพสุกล่าวต่อว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม ที่จะมีการประชุมของคณะกรรมการธุรกรรม เดิมทียังตั้งวาระเพียงแค่การเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการธุรกรรม เพื่อมีมติให้ตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินในเชิงลึก แต่ถ้าถึงวันนั้น ข้อมูลและพยานหลักฐานมีความสมบูรณ์มากเพียงพอ ที่ประชุมคณะกรรมการธุรกรรมก็สามารถมีมติออกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์ไว้ตรวจสอบได้ทันที

 

อย่างไรก็ตาม คำสั่งยึดและอายัดจะต้องพิจารณาจากทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเท่านั้น จะไม่ใช้หลักการตรวจสอบแบบหว่านแห แต่ต้องดูว่าเข้าบทนิยามว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือมีพฤติการณ์ในการยักย้าย หรือกำลังจะยักย้าย, จำหน่าย, จ่าย และโอน หรือไม่ ส่วนจะเป็นทรัพย์สินที่กลุ่มผู้ต้องหาได้มาในช่วงเกิดเหตุที่บริษัทถูกผู้เสียหายร้องเรียน พ.ศ. 2564 หรือไม่นั้น ยืนยันว่าสำนักงาน ปปง. จะต้องตรวจสอบย้อนหลังเเน่นอนและต้องตรวจสอบให้รอบด้านด้วย

 

เมื่อถามว่าการตรวจสอบทรัพย์สินเชิงลึก รวมทั้งเตรียมมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินนั้น ประกอบด้วยกลุ่มบุคคลใดบ้าง เทพสุระบุว่า สำหรับเรื่องที่จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการธุรกรรมอยู่ในข่ายของผู้ที่ต้องถูกตรวจสอบ ซึ่งก็คือผู้ต้องหาทั้ง 6 คน ตามที่ตำรวจ บก.ปคบ. ชี้แจง

 

ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมว่า ผู้ต้องหาทั้ง 6 คนที่จะอยู่ในรายชื่อถูกดำเนินการทางทรัพย์สินของคณะกรรมการธุรกรรม ประกอบด้วย

 

  1. บอสพอล-วรัตน์พล วรัทย์วรกุล ผู้ก่อตั้งบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด

 

  1. บอสกันต์-กันต์ กันตถาวร อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด

 

  1. บอสแซม-ยุรนันท์ ภมรมนตรี อดีตผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์

 

  1. บอสมิน-พีชญา วัฒนามนตรี อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร

 

  1. บอสปีเตอร์-ณัญปพนต์ เศรษฐนันท์

 

  1. บอสหมอเอก-ฐานานนท์ หิรัญไชยวรรณ

The post เลขาฯ สำนักงาน ปปง. ระบุ 17 ต.ค. นี้ เตรียมเสนอคณะกรรมการธุรกรรมตรวจทรัพย์สินเชิงลึกของบอสพอลกับพวก หากข้อมูลครบ พร้อมออกคำสั่งยึดทรัพย์ทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
จิราพรเผย สคบ. เตรียมเรียก บอสพอล-ดาราดิไอคอนกรุ๊ป แจง 16 ต.ค. นี้ ขอเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตำรวจทำงานแจ้งข้อกล่าวหา https://thestandard.co/the-icon-group-case-11102024-2/ Fri, 11 Oct 2024 12:43:29 +0000 https://thestandard.co/?p=995018 ดิไอคอนกรุ๊ป

วันนี้ (11 ตุลาคม) จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนา […]

The post จิราพรเผย สคบ. เตรียมเรียก บอสพอล-ดาราดิไอคอนกรุ๊ป แจง 16 ต.ค. นี้ ขอเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตำรวจทำงานแจ้งข้อกล่าวหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดิไอคอนกรุ๊ป

วันนี้ (11 ตุลาคม) จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมร่วมกับ เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ ว่าที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), ทรงศิริ จุมพล รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มผู้บริโภค (สคบ.), พล.ต.ต. มนตรี เทศขัน ผู้บังคับการกองปราบปราม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงประเด็นดำเนินธุรกิจของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด ทำให้มีผู้เสียหายจำนวนมาก นานกว่า 2 ชั่วโมง

 

จิราพรระบุว่า พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ตั้งศูนย์ร้องเรียนจากประชาชนแล้ว ล่าสุดมีผู้ร้องเรียน 250 คน มูลค่าความเสียหาย 95 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลหลักฐาน เพื่อแจ้งข้อหาความผิดในคดีใดบ้าง เช่น เป็นลักษณะหลอกลงทุนหรือไม่ แชร์ลูกโซ่หรือไม่ หรือเป็นลักษณะขายตรง รวมถึงการกระทำผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คอมพิวเตอร์หรือไม่ โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการสอบสวนไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ก่อนรู้ผล

 

ส่วนที่ขณะนี้อยู่ในช่วงระหว่างการเก็บพยานหลักฐาน มีความกังวลว่าจะมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินหรือไม่ จิราพรกล่าวว่า ทางตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้มีหนังสือไปถึง ปปง. ให้พิจารณาอายัดทรัพย์ไปก่อน ซึ่งหากมีการขยับยักย้ายถ่ายเทจะเข้าข่ายฟอกเงิน ขอให้พี่น้องประชาชนสบายใจว่า ปปง. เตรียมการในเรื่องนี้อยู่ แต่ขณะนี้ยังไม่มีการอายัดเนื่องจากเป็นขั้นตอนทางกฎหมาย

 

สำหรับจะมีการยึดทรัพย์และให้คดีนี้เป็นคดีพิเศษหรือไม่ จิราพรกล่าวว่า มีหลักเกณฑ์คดีว่าผู้เสียหายจะต้องมากกว่า 300 คนขึ้นไป และมูลค่าความเสียหายต้องมากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งก็ใกล้เกณฑ์แล้ว โดยหน่วยงานต่างๆ ก็ต้องเข้าไปร่วมในการให้ข้อมูลเพื่อสืบสวน

 

ส่วนที่ประชุมวันนี้มีการพูดถึงการออกหมายจับดาราที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ จิราพรกล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จะมีการเรียกอินฟลูเอ็นเซอร์เข้ามาสอบปากคำ ขณะที่ สคบ. ที่ดูกฎหมายโฆษณา จะเรียก บอสพอล-วรัตน์พล วรัทย์วรกุล และดาราที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลในวันที่ 16 ตุลาคมนี้ ส่วนการตรวจเส้นทางการเงินจะรวมถึงดาราที่เป็นข่าวในขณะนี้ต้องขยายผลให้ครอบคลุมตามที่ผู้เสียหายให้ข้อมูลมา พร้อมยืนยันทุกคนที่เข้าข่ายต้องมาให้ข้อมูลกับทางหน่วยงานและตำรวจ

 

เมื่อถามว่าในปี 2565 มีประชาชนมาร้องเรียนประเด็นนี้กับ สคบ. แต่ไม่ได้มีการรับเรื่องไว้ เนื่องจาก สคบ. ระบุว่าไม่ใช่เรื่องของผู้บริโภค จิราพรยอมรับว่าในปี 2565 มีผู้มาร้องเรียน 10 กว่าราย ซึ่งถ้าดูจากพฤติการณ์เป็น Business to Business ลักษณะการร่วมลงทุน ซึ่ง สคบ. มองว่าไม่ใช่ผู้บริโภคโดยตรง แต่มีการเชิญมาให้ข้อมูล ผู้เสียหายได้ยุติเรื่องไปเอง เข้าใจว่าอาจจะมีการเยียวยา ได้รับเงินคืนเป็นบางเคส ซึ่งตนได้เน้นย้ำว่าประเด็นใดที่เกินขอบเขตอำนาจของ สคบ. ต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

สำหรับกรณีที่มีเอกสารหลุดว่า สคบ. ส่งเรื่องไปที่ ตร., สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้มีการตามต่อเรื่องนี้หรือไม่ จิราพรยอมรับ สคบ. ได้รับเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ปี 2561 เป็นในลักษณะบัตรสนเท่ห์ให้ตรวจสอบบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด แต่ สคบ. ไม่ได้มีอำนาจตรวจสอบ จึงได้ทำหนังสือไปที่ 3 หน่วยงานดังกล่าว ซึ่งทาง อย. ได้มีหนังสือตอบกลับมาว่าได้มีการเปรียบเทียบปรับไปแล้วในปี 2562

 

แต่ในส่วนของ ตร. ได้มีการหารือกับ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ ซึ่งได้ตรวจสอบหนังสือที่ส่งไปว่ามีการดำเนินการอย่างไรหรือไม่ ถ้ามีข้อมูลการสอบสวนในขณะนั้นที่เป็นประโยชน์ก็จะนำมาใช้ แต่ถ้ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็จะมีการเอาผิดทางวินัยโดยไม่มีการละเว้น ส่วน สศค. ก็ได้มีการมาให้ข้อมูลกับ ตร. ขณะที่ สคบ. ก็จะทำหนังสือสอบถามอีกครั้งถึงความคืบหน้า

 

จิราพรยังชี้แจงกรณีปรากฏภาพ สคบ. มอบโล่ให้กับบอสพอลว่า ตอนนั้นทางบริษัทได้เข้ามาบริจาคหน้ากากและแอลกอฮอล์ให้กับคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรในต่างจังหวัด ซึ่ง สคบ. เข้าไปเป็นวิทยากรร่วม จึงได้เสนอชื่อได้รับโล่รางวัล โดยเป็นโล่รางวัลเกี่ยวกับการทำสาธารณประโยชน์ ไม่เกี่ยวอะไรกับการประกอบธุรกิจ ดังนั้นในประเด็นนี้ตนได้สั่งการให้เข้าไปตรวจสอบถ้าใช้โล่รางวัลผิดวัตถุประสงค์ หรือไปโปรโมตการทำธุรกิจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดก็จะเรียกคืนโล่รางวัล

 

ส่วนกรณีคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ว่ามีเทวดาที่ สคบ. นั้น ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนสบายใจ ตนได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและคณะกรรมการที่เป็นคนนอก เพื่อให้มีความโปร่งใสมากที่สุดแล้ว

The post จิราพรเผย สคบ. เตรียมเรียก บอสพอล-ดาราดิไอคอนกรุ๊ป แจง 16 ต.ค. นี้ ขอเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตำรวจทำงานแจ้งข้อกล่าวหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมออกหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวข้อพิพาท ส.ป.ก. เขาใหญ่ รู้ตัวนายทุนกำลังทรัพย์สูงเป็นเจ้าของ 1 จุด https://thestandard.co/arrest-warrants-khao-yai-land-dispute/ Mon, 11 Mar 2024 05:09:27 +0000 https://thestandard.co/?p=909578 ส.ป.ก. เขาใหญ่

วันนี้ (11 มีนาคม) ธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว […]

The post เตรียมออกหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวข้อพิพาท ส.ป.ก. เขาใหญ่ รู้ตัวนายทุนกำลังทรัพย์สูงเป็นเจ้าของ 1 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส.ป.ก. เขาใหญ่

วันนี้ (11 มีนาคม) ธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เข้าพบ เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อหารือกรณีตรวจสอบพบว่ามีกลุ่มเกษตรกร หรือบุคคลบางคนหรือบางกลุ่ม กระทำความผิดในเขตปฏิรูปที่ดิน 

 

เช่น การลักลอบขุดดินเพื่อนำออกจำหน่าย และการใช้ประโยชน์ในที่ดินผิดวัตถุประสงค์ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมถึงพบว่ามีเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. นครราชสีมา ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 

 

ธนดลระบุว่า หน่วยงาน ส.ป.ก. ก่อตั้งมานาน 49 ปีแล้ว ที่ผ่านมามีการตรวจสอบกระบวนการทำงานมาโดยตลอด แต่จากนี้ต้องการตรวจสอบให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งอาจต้องมีมาตรการจากเบาไปหาหนัก โดยอาจใช้อำนาจการปฏิรูปที่ดิน ทำหนังสือถึงผู้ที่ได้รับการจัดสรรที่ดินก่อน ว่าจะขอเพิกถอนการจัดสรรที่ดิน 

 

แต่หากผู้ที่ได้รับการจัดสรรที่ดินไม่ยินยอม ก็อาจต้องมีวิธีที่เป็นยาแรงในการจัดการ และยาแรงที่สุดก็ต้องอาศัยอำนาจของ ปปง. ในการดำเนินการ ดังนั้นวันนี้จึงจะขอปรึกษาหารือกับเลขา ปปง. เพื่อตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับ ปปง. และปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ภายหลังการหารือ ธนดลกล่าวว่า จากการลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่ดินซึ่งมีข้อพิพาทเรื่องโฉนด ส.ป.ก. ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พบความผิดปกติของเจ้าหน้าที่รัฐที่ชัดเจนแล้ว 2 ราย และเจ้าหน้าที่เตรียมออกหมายจับเร็วๆ นี้ 

 

นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่รัฐที่จะต้องสอบสวนเพิ่มเติมอีก 7 ราย ว่ามีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือไม่ ส่วนเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรร พบ 4-5 ราย จากทั้ง 3 จุดที่ได้ลงพื้นที่ และทราบตัวนายทุนแล้ว 1 ราย โดยเป็นนายทุนที่มีกำลังทรัพย์สูงมาก ไม่ได้เป็นเกษตรกร แต่กลับมีชื่อเป็นผู้ถือครองที่ดิน 1 จุด ซึ่งอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลหลักฐานดำเนินการ 

 

ธนดลกล่าวว่า เบื้องต้นยังตรวจสอบไม่พบนักการเมือง พร้อมยืนยันว่าทางกระทรวงเกษตรฯ มีความตั้งใจที่จะหาตัวนายทุนและผู้กระทำความผิดทุกรายมาดำเนินคดี พร้อมขอเวลาเจ้าหน้าที่ได้ทำงานอีกสักระยะจึงจะมีความชัดเจน

 

ด้านวิณะโรจน์กล่าวว่า จากการหารือกับ ปปง. พบว่า คดีนี้เข้าข่ายความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ในเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตต่อหน้าที่ และความผิดเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้า 

 

ซึ่ง ปปง. จะมีการตั้งอนุกรรมการตรวจสอบคดีนี้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. , อัยการสูงสุด, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลที่ดินของรัฐ ร่วมเป็นคณะกรรมการ และจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทำงานด้วยกันโดยเร็วที่สุด ก่อนจะออกแนวทางมาบังคับใช้ ทั้งนี้จะต้องมีความผิดทั้งผู้ให้และผู้รับการจัดสรรที่ดิน

 

ขณะที่ทาง ส.ป.ก. เองก็จะต้องดูแลที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งเป็นพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติ ให้เป็นไปตามหลักกฎหมายอย่างถูกต้อง และขับเคลื่อนการกำกับดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกิดความชอบธรรมโปร่งใส โดยเบื้องต้น ส.ป.ก. จะจัดทำรายชื่อผู้ถือครองที่ดิน ส.ป.ก. ติดประกาศทุกอำเภอ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมตรวจสอบ รวมถึงจัดตั้งอนุกรรมการระดับอำเภอ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ด้วย

The post เตรียมออกหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวข้อพิพาท ส.ป.ก. เขาใหญ่ รู้ตัวนายทุนกำลังทรัพย์สูงเป็นเจ้าของ 1 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปปง. เตือนผู้เสียหาย STARK ยื่นคำร้องเรียกค่าชดเชย ก่อนเส้นตาย 26 ก.พ. นี้ https://thestandard.co/stark-amlo-warned-victims-claim-for-compensation/ Thu, 15 Feb 2024 10:31:04 +0000 https://thestandard.co/?p=900371 หุ้น STARK

ปปง. สั่งอายัดทรัพย์สิน ‘ชนินทร์กับพวก’ ผู้ต้องหาโกงหุ้ […]

The post ปปง. เตือนผู้เสียหาย STARK ยื่นคำร้องเรียกค่าชดเชย ก่อนเส้นตาย 26 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น STARK

ปปง. สั่งอายัดทรัพย์สิน ‘ชนินทร์กับพวก’ ผู้ต้องหาโกงหุ้น STARK เพิ่มเติม 34 รายการ มูลค่า 2,541 ล้านบาท ยันไม่จบแค่นี้ ส่งหนังสือเรียก ‘วนรัชต์ ตั้งคารวคุณ’ เข้าให้ปากคำ

 

เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยว่า มติคณะกรรมการธุรกรรมในการประชุมฯ ครั้งที่ 2/2567 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 คณะกรรมการธุรกรรมได้พิจารณาเห็นชอบให้ดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ดังนี้ สั่งยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 26 รายคดี ทรัพย์สิน 228 รายการ พร้อมดอกผล มูลค่าประมาณ 2,635 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับความผิดมูลฐานยาเสพติด ฉ้อโกงประชาชน หรือการยักยอกอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ และการลักลอบหนีศุลกากร 

 

โดยมีรายคดีสำคัญ ประกอบด้วย รายคดี ชนินทร์ เย็นสุดใจ อดีตประธานกรรมการ บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น หรือ STARK กับพวก ความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกง ประชาชน และความผิดเกี่ยวกับการยักยอกทรัพย์อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ กรณี บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น ซึ่งชนินทร์เป็นประธานกรรมการบริษัทในขณะนั้น มีพฤติการณ์ตกแต่งงบการเงินของบริษัทเพื่อแสดงผลการดำเนินการที่ดีและสูงกว่าความเป็นจริง ต้องการให้เป็นที่สนใจของผู้ลงทุน 

 

โดยกรณีคดี STARK สำนักงาน ปปง. ได้เคยอายัดทรัพย์สินไว้แล้วก่อนหน้านี้ครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 จำนวน 16 รายการ มูลค่า 354 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดในที่ประชุมวันที่ 13 กุมภาพันธ์ คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราวเพิ่มเติมอีกจำนวน 34 รายการ เป็นที่ดินและเงินในบัญชีเงินฝาก มูลค่า 2,541 ล้านบาท 

 

เปิด 3 ประเด็นผู้เสียหายกังวล

 

ปิยะ ศรีวิกะ ผู้อำนวยการกองคดี 2 สำนักงาน ปปง. กล่าวว่า จากการได้ร่วมพูดคุยหารือกับกลุ่มเสียหายกรณี STARK และกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด มีประเด็นที่ข้อกังวลใน 3 ประเด็น ดังนี้

 

  1. การดำเนินคดีอาญา ซึ่งข้อมูลที่ ปปง. ได้รับจะมีทั้งบุคคลที่ถูกฟ้องและไม่ถูกฟ้อง ซึ่งกลุ่มผู้เสียหายมีความสงสัยว่า ปปง. จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ขอชี้แจงกระบวนการทางคดีอาญาเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้นในการดำเนินการโดย ปปง. ยังมีอำนาจในการตรวจสอบทั้งในส่วนของความเชื่อมโยงทางการเงินและพฤติการณ์แวดล้อมได้ ดังนั้นบุคคลที่ยังไม่ถูกฟ้องคดีอาญาก็ยังอยู่ในการกระบวนการตรวจสอบของ ปปง. และจะขยายผลต่อไป หลังจากยึดอายัดทรัพย์สินมา 2 ครั้ง มูลค่ารวมกันประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่ายังไม่ใช่ครั้งสุดท้ายในการยึดอายัดทรัพย์สินของคดีนี้ซึ่งจะยังทำการตรวจสอบเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

 

  1. ทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศมีการตรวจสอบครบ โดยมีการทำการยึดอายัดใน 2 ส่วนคือ ทรัพย์สินที่อายัดทรัพย์ โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กับทรัพย์สินที่ไม่ได้ยึดอายัดโดยขอบข่ายของสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งกรณีนี้ ปปง. มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องใช้กฎหมาย ปปง. เร่งรัดในการดำเนินการ 

 

อย่างไรก็ดี ในส่วนของทรัพย์สินที่อายัดทรัพย์ไว้ โดยสำนักงาน ก.ล.ต. ในส่วนของสำนักงาน ปปง. ก็ได้ประสานกับ ก.ล.ต. เพื่อทำการตรวจสอบว่ามีทรัพย์สินของกลุ่มผู้กระทำความผิดและผู้เกี่ยวข้องสำคัญรวมอยู่ด้วยหรือไม่

 

  1. ส่วนทรัพย์สินที่อยู่ต่างประเทศในการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดกับผู้เกี่ยวข้องสำคัญ ตรวจสอบพบการทำธุรกรรมการเงินจำนวนมากหลายหมื่นธุรกรรม จึงเป็นความยุ่งยากซับซ้อน โดยจากการตรวจสอบพบว่ามีทั้งบุคคลที่ทำธุรกรรมที่สุจริตและธุรกรรมที่ได้ประโยชน์ไปโดยไม่มีมูลหนี้ที่แท้จริง ซึ่งสำนักงาน ปปง. ไทยอยู่ระหว่างการติดตามทรัพย์สินที่อยู่ต่างประเทศ โดยขอความร่วมมือกับ ปปง. ต่างประเทศทั่วโลกที่ตรวจพบเส้นในการย้ายเงินออกไปต่างประเทศ

 

ส่งหนังสือเรียก ‘วนรัชต์ ตั้งคารวคุณ’ เข้าให้ปากคำ

 

ส่วนกรณีของ วนรัชต์ ตั้งคารวคุณ เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกอัยการสั่งฟ้อง สำนักงาน ปปง. ได้ทำหนังสือเชิญเข้ามาให้ปากคำ แต่ขณะนี้อยู่ในเรือนจำ ดังนั้น ปปง. จะประสานอีกครั้งว่าจะสอบปากคำในช่วงใด ส่วนรายการทรัพย์สินของวนรัชต์มีมูลค่าค่อนข้างมากซึ่งยังไม่พบว่ามีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินออกมา 

 

อย่างไรก็ดี ปปง. ตรวจสอบทรัพย์สินที่วนรัชต์ได้มาทั้งก่อนกับระหว่างมีพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคดี โดยสำนักงาน ก.ล.ต. ทำการยึดอายัดทรัพย์สินของวนรัชต์ไว้แล้วซึ่งมีมูลค่าที่สูง ส่วนมูลค่ายังไม่ได้ประเมินหรือเปิดเผยได้ เนื่องจากจำเป็นต้องมีคำสั่งในการยึดอายัดทรัพย์สินของคณะกรรมการธุรกรรมออกมาก่อน จึงจะสามารถเปิดเผยมูลค่าได้ เพราะถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล 

 

เตือนผู้เสียหายเร่งยื่นแบบส่งคำร้องค่าชดเชยภายใน 26 ก.พ. นี้ 

 

ปิยะกล่าวต่อว่า สำหรับกระบวนการในการคุ้มครองสิทธิ์ผู้เสียหายคดี STARK ซึ่งกลุ่มผู้เสียหายที่มีสิทธิ์ยื่นได้รับการชดเชยค่าเสียหาย ได้แก่

 

  1. กลุ่มผู้เสียหายจากหุ้นกู้
  2. กลุ่มผู้เสียหายจากหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (PP)
  3. กลุ่มเสียหายจากหุ้นสามัญ 

 

โดยผู้เสียหายต้องเข้ายื่นแบบส่งคำร้องมีกำหนดไม่เกิน 90 วัน นับจากวันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 ที่คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดคดีชนินทร์กับพวกครั้งแรก ซึ่งกำลังจะครบกำหนดในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งกลุ่มผู้เสียหายจากหุ้นกู้ STARK ล่าสุดมีผู้แทนผู้เสียหายเข้ามายื่นคำร้องกับสำนักงาน ปปง. ครบถ้วนทุกรายแล้ว รวมประมาณ 4,600 ราย หลังปิดครบกำหนด สำนักงาน ปปง. จะนำเอกสารคำร้องมาพิจารณาว่าผู้ที่ยื่นเอกสารอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาการชดใช้เงินคืนหรือไม่ โดยจะต้องรอให้คำพิพากษาออกมาถึงที่สิ้นสุด

The post ปปง. เตือนผู้เสียหาย STARK ยื่นคำร้องเรียกค่าชดเชย ก่อนเส้นตาย 26 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ‘ธารารัตน์’ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ สุ่มโทรลวงเหยื่อ พบเงินหมุนเวียนกว่า 3 พันล้านบาท https://thestandard.co/tararat-call-center-arrest/ Fri, 12 Jan 2024 05:50:02 +0000 https://thestandard.co/?p=886889 คอลเซ็นเตอร์

วันนี้ (12 มกราคม) ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการก […]

The post จับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ‘ธารารัตน์’ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ สุ่มโทรลวงเหยื่อ พบเงินหมุนเวียนกว่า 3 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
คอลเซ็นเตอร์

วันนี้ (12 มกราคม) ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), พล.ต.อ. รอย อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และ พล.ต.ท. วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.)

 

ในวันนี้ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมเครือข่าย ธารารัตน์ กับพวก รวม 3 คน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้กระทำผิดฉ้อโกงและหลอกลวงประชาชนผ่านแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีเงินรวมจากการหลอกลวงประชาชนและเงินหมุนเวียนจากการกระทำผิดรวมกว่า 3,000 ล้านบาท 

 

ซึ่งขณะนี้มีผู้เสียหายประมาณ 54 คน และ ปปง. ได้สั่งยึดทรัพย์สินได้แล้วราว 924 ล้านบาท และได้ลงพื้นที่ตรวจค้นเมื่อวานนี้ (11 มกราคม) จำนวน 13 จุด แบ่งเป็นในพื้นที่ภาคเหนือ จังหวัดนนทบุรี และกรุงเทพมหานคร พบทรัพย์สินทั้งรถยนต์โบราณหายาก และรถหรู จำนวน 77 คัน, โฉนดที่ดินจำนวน 84 ฉบับ, เงินสด, ทองคำ และทรัพย์สินอื่นๆ เช่น นาฬิกาแบรนด์เนม, บ้านพักหรู 2 หลัง และรถจักรยานยนต์ รวมมูลค่า 1,200 ล้านบาท

 

พฤติการณ์ของเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ ‘ธารารัตน์’

 

สำหรับพฤติการณ์เครือข่ายดังกล่าว มีการแบ่งหน้าที่กันทำทั้งกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ใช้โทรศัพท์สุ่มเข้าไปหลอกลวงประชาชนเพื่อให้โอนเงิน หรือใช้ข้อความหลอกลวงผู้เสียหายผ่าน Facebook ลักษณะข้อความโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์เพื่อชักชวนเหยื่อมาเปลี่ยนเงินสกุลบาทเป็นสกุลหยวนในอัตราที่ถูกกว่าสถาบันการเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับไม่โอนเงินหรือให้ผลตอบแทนได้ตามกำหนด และมีกลุ่มหน้าม้าเพื่อเปิดบัญชีม้า รับโอนเงินจากเหยื่อ และกลุ่มถอนเงินผ่าน ATM ส่งต่อให้อีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อโยกย้ายเงินไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อปกปิดอำพรางซ่อนเร้น 

 

และยังมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน แปรสภาพเป็นอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงยังมีกลุ่มผู้บริหารทำหน้าที่ควบคุมสั่งการ โดยมีการอำพรางตนเองเพื่อให้ยากต่อการติดตามเส้นทางการเงิน โดย สอท. จะเร่งรัดการดำเนินคดีร่วมกับ ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็ว และนำทรัพย์สินที่ยึดทรัพย์ได้มาเฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหายต่อไป 

 

ตำรวจพร้อมขยายผลจับกุมเครือข่ายต่อ

 

พล.ต.ท. วรวัฒน์ ยืนยันว่า การจับกุมและยึดทรัพย์สินในครั้งนี้ถือเป็นคดีในระยะแรก หรือ EP.1 โดยหลังจากนี้จะมีการขยายผล ตรวจค้น ตรวจสอบเส้นทาง และบุคคลในเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีและยึดทรัพย์ต่อไป 

 

ส่วนขั้นตอนการคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้เสียหายนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมชี้แจงว่า ทรัพย์สินที่ยึดได้จะมีการขายทอดตลาดเพื่อเฉลี่ยคืนให้กับผู้เสียหาย แต่ก็จะต้องมีขั้นตอน โดยผู้เสียหายจะต้องแจ้งเข้ามาขอรับเงินคืน ซึ่งผู้เสียหายจะต้องมีหลักฐานในการขอรับเงินคืน โดยประชาชนที่ถูกหลอกลวงในคดีนี้สามารถแจ้งความออนไลน์หรืออายัดบัญชีได้ที่ศูนย์ต่อต้านปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC ผ่านสายด่วน 1441 เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการแจ้งความออนไลน์ หรืออายัดบัญชีในคดี ซึ่งศูนย์แห่งนี้จะมีการประสานไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการสืบสวนสอบสวน เพื่อดำเนินคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ และขยายผลไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

ปปง. เตรียมติดตามทรัพย์สินคืนผู้เสียหาย

ด้านเทพสุระบุว่า คดีดังกล่าวนี้เป็นการฉ้อโกงหลอกลวงประชาชน ในชั้นต้นมีผู้เสียหายประมาณ 54 คน ตามขั้นตอนแล้วผู้เสียหายจะต้องยื่นคำร้องแจ้งความเสียหายและเข้าสู่การตรวจสอบ เพื่อส่งเรื่องต่อไปยังอัยการ ส่งฟ้องต่อศาลแพ่งเพื่อคุ้มครองผู้เสียหาย และติดตามทรัพย์สิน ติดตามความเสียหายที่เกิดขึ้นตามขั้นตอนต่อไป 

 

ทั้งนี้ คดีการหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนของธารารัตน์กับพวกนี้ เป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับสำนักงาน ปปง. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการติดตามสืบสวนขยายผลเพื่อดำเนินการกับผู้กระทำผิดและทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิด 

The post จับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ‘ธารารัตน์’ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ สุ่มโทรลวงเหยื่อ พบเงินหมุนเวียนกว่า 3 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปปง. เตรียมพิจารณาปมเงินบริจาค 2 โรงพยาบาล เป็นเงินผิดกฎหมาย-เข้าข่ายฟอกเงินหรือไม่ https://thestandard.co/amlo-considering-hospital-donation-money-laundering/ Fri, 24 Mar 2023 14:29:49 +0000 https://thestandard.co/?p=768304 ปปง.

วันนี้ (24 มีนาคม) เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมกา […]

The post ปปง. เตรียมพิจารณาปมเงินบริจาค 2 โรงพยาบาล เป็นเงินผิดกฎหมาย-เข้าข่ายฟอกเงินหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปปง.

วันนี้ (24 มีนาคม) เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวถึงกรณีที่สื่อมวลชนได้เสนอข่าวบุคคลนำเงินที่ได้จากผู้กระทำความผิดมูลฐานไปบริจาคให้แก่โรงพยาบาล 2 แห่ง โดยมีข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้มาจากบุคคลที่มีพฤติการณ์การกระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (พนันออนไลน์) นั้น

 

สำนักงาน ปปง. มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเบื้องต้น 2 ประเด็นดังนี้

 

ประเด็นที่ 1 เงินบริจาคดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 หรือไม่

 

ปัจจุบันสำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างการตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของกลุ่มผู้กระทำความผิดมูลฐานและบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าเงินบริจาคดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน สำนักงาน ปปง. จะพิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 โดยเร็ว และหากสำนักงาน ปปง. ตรวจสอบพบทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอื่นๆ สำนักงาน ปปง. จะเสนอคณะกรรมการธุรกรรมเพื่อพิจารณายึดอายัดทรัพย์สินดังกล่าวตามกฎหมาย

 

ประเด็นที่ 2 มีพฤติการณ์การกระทำความผิดอาญาฐานฟอกเงินหรือไม่

 

ขอเรียนว่าเมื่อมีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้นและมีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด การที่บุคคลใดได้รับทรัพย์สินดังกล่าวจะเข้าข่ายมีความผิดอาญาฐานฟอกเงินตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ก็ต่อเมื่อมีพฤติการณ์การกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 5 ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน 

 

ทั้งนี้ หากคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดเงินบริจาคจำนวนดังกล่าวและส่งสำนวนคดีให้พนักงานอัยการพิจารณา เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เงินบริจาคจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน และปรากฏพยานหลักฐานว่ามีการกระทำความผิดอาญาฐานฟอกเงินตามมาตรา 5 สำนักงาน ปปง. จะดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิด

The post ปปง. เตรียมพิจารณาปมเงินบริจาค 2 โรงพยาบาล เป็นเงินผิดกฎหมาย-เข้าข่ายฟอกเงินหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>