การประชุม Gastech 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ […]
The post 5 ยุทธศาสตร์จาก Gastech 2026 ไทยเตรียมพร้อมอย่างไรสู่การเป็น Energy Hub? appeared first on THE STANDARD.
]]>
การประชุม Gastech 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ไม่เพียงแต่เป็นเวทีฉลองการกลับมาเป็นเจ้าภาพในรอบ 18 ปีของประเทศไทย แต่ยังเป็นหมุดหมายที่ตอกย้ำว่า ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ (Energy Security) ได้กลับกลายมาเป็นหัวใจหลักของเวทีเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง หลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงักลง
วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่รุนแรง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 93% จนเกิดภาวะขาดแคลนแนฟทาที่กระทบต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ขณะที่สิงคโปร์ต้องเร่งหาอุปทานก๊าซทดแทนจากกาตาร์ และฟิลิปปินส์ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
ซาลิม บิน นัสเซอร์ อัล เอาฟี รัฐมนตรีพลังงานโอมาน ได้ฉายภาพอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณพลังงานสำรองของโลก แต่อยู่ที่ความสามารถในการนำพลังงานออกจากแหล่งผลิตไปสู่ผู้ใช้ปลายทางอย่างปลอดภัยและต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโจทย์ทางภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าปัญหาทางเทคนิค
นอกจากนี้ รายงานจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และ Wood Mackenzie ระบุตรงกันว่า ก๊าซธรรมชาติจะยังคงเป็น ‘เชื้อเพลิงสะพาน’ (Bridging Fuel) ที่สำคัญที่สุดในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า โดยมีอุตสาหกรรม Data Center เป็นตัวเร่งการเติบโตของความต้องการ LNG ในอาเซียนเฉลี่ยถึง 16% ต่อปีไปจนถึงปี 2035
จากการฟังเวทีเสวนาและพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญระดับสากลในงาน Gastech 2026 สามารถสรุปบทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยนำมาประยุกต์ใช้ได้ 4 ประการ
เมื่อหันมามองความท้าทายภายในประเทศไทย โจทย์ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันคือความสมดุลระหว่างการรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลกับการควบคุมต้นทุนค่าไฟฟ้าของประชาชน
กระทรวงพลังงาน โดย พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยบนเวทีว่า คำขอใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ในไทยพุ่งสูงถึง 35 GW ซึ่งใกล้เคียงกับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของทั้งประเทศ (ราว 40 GW)
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลประเมินว่าตัวเลขดังกล่าวมีภาวะ ‘Phantom Demand’ หรือดีมานด์เทียมจากการกักตุนโควตา จึงได้ทำการคัดกรองเข้มงวดและเคาะตัวเลขความต้องการจริงลงในร่างแผน PDP 2026 ไว้ที่ 8.8 GW เพื่อป้องกันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกินจำเป็น
ขณะเดียวกัน ปตท.สผ. ชี้ว่า ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทยถึง 60% และความผันผวนของราคาพลังงานทุกๆ 3 ดอลลาร์สหรัฐ จะส่งผลต่อค่าไฟของประชาชนราว 5% ท่ามกลางปริมาณก๊าซในอ่าวไทยที่ลดลง การนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นจะกลายเป็นปัจจัยกดดันต้นทุนค่าไฟอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center ที่ก่อสร้างเสร็จใน 1-2 ปี (ขณะที่โรงไฟฟ้าใช้เวลา 7-10 ปี) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงเตรียมงบประมาณ 35,000 ล้านบาท ปรับปรุงระบบสายส่งในพื้นที่ EEC และเตรียมงบอีกราว 4.5 หมื่นล้านบาทในปี 2570 เพื่อขยายระบบสายส่งหลัก ขณะที่ กกพ. อยู่ระหว่างจัดทำกรอบอัตราค่าไฟเฉพาะสำหรับ Data Center และเกณฑ์ Direct PPA ให้ชัดเจนภายในสิ้นปีนี้

ข้อสรุปจากการเข้าร่วมงาน Gastech 2026 ในครั้งนี้ สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเชื่อมต่อสำคัญของโอกาสและความเสี่ยง ยอดการปิดดีลธุรกิจพลังงานในงานกว่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คือการยืนยันถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันระดับโลก
อย่างไรก็ดี โจทย์ที่ท้าทายที่สุดของรัฐบาลและหน่วยงานพลังงานไทย ไม่ใช่การขาดแคลนวิสัยทัศน์ แต่คือ ‘การบริหารกรอบเวลา’ (Speed of Execution) เพราะในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานอย่างระบบสายส่ง โรงไฟฟ้า หรือ SMR ต้องใช้เวลาก่อสร้างหลายปีถึงนวัตกรรมนับทศวรรษ แต่ความต้องการพลังงานจากเทคโนโลยี AI และ Data Center กลับขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็นรายเดือน
ความสามารถในการแปลงแผนงาน PDP 2026 ตัวเลข 8.8 GW และงบสายส่ง 3.5 หมื่นล้านบาท ให้เกิดขึ้นได้จริงอย่างรวดเร็ว จึงจะเป็นตัวตัดสินว่าไทยจะสามารถผงาดเป็นศูนย์กลางพลังงานของอาเซียนได้อย่างสมภาคภูมิหรือไม่
The post 5 ยุทธศาสตร์จาก Gastech 2026 ไทยเตรียมพร้อมอย่างไรสู่การเป็น Energy Hub? appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (9 กันยายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมน […]
The post อว. เตรียมออกหนังสือด่วน สั่งงดเข้า-ใช้พื้นที่พิพาท ‘อุเทนฯ-ปทุมวัน’ 3 เดือน ลดความขัดแย้ง ด้าน ผบช.น. จับตาเฝ้าระวังพฤติกรรมใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (9 กันยายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. พล.ต.ท. สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงภายหลังการประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่การจัดการศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การแก้ปัญหานี้จำเป็นต้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อปลดล็อกประเด็นอ่อนไหวภายใต้ข้อกฎหมาย และต่อยอดแนวทางเดิมได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ซ้ำซ้อน เพราะนอกจากเรื่องความปลอดภัยและความขัดแย้งของทั้งสองสถาบันแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในย่านปทุมวันและพื้นที่สยาม ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว ใช้ชีวิตและพื้นที่การศึกษาในทุกช่วงวัย จึงต้องผนึกกำลังกับตำรวจดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและเร่งด่วนใน 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า ในช่วง 3 เดือนนี้ก่อนจะมีการเปลี่ยนผ่านของอุเทนถวาย จะไม่ให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้ามาในพื้นที่เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่พิพาทเป็นพื้นที่ปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกคน
ส่วนกรณีการแก้ไขปัญหาการปลูกฝังความรุนแรงของรุ่นพี่ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เรามีฝ่ายยุติธรรม ฝ่ายปกครอง ดูแลอยู่แล้ว ส่วนของกระทรวง อว. จะมีการออกคำสั่งในวันนี้ ยืนยันว่าในการสั่งย้ายสถานศึกษาจะต้องย้ายเพราะเป็นไปตามแนวทางข้อพิพาท และจะสื่อสารกับทั้ง 2 สถาบันอย่างรอบคอบ ต่อเนื่องเพื่อให้เห็นภาพ ซึ่งหากสามารถทำได้ก่อน 3 เดือนได้ โดยปัจจุบันมีตัวเลขนักศึกษาของแต่ละสถาบันเหลืออยู่ประมาณที่ละ 1,000 คน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกคน และทุกหน่วยงานจะทำหน้าที่ภายใน 3 เดือนนี้ให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่ดีที่สุด
“3 เดือนคือที่แน่ๆ คือไม่มีคนเข้ามาตรงนี้ ต้องเอาเรื่องความปลอดภัยเป็นตัวตั้ง ไม่มีคนจะเข้าพิพาทเรื่องความเปลี่ยนผ่านไม่ต้องกังวล ให้เวลาไว้ 3 เดือน ถ้าบวกลบเรื่องนี้มีผลทางกฎหมาย กับคุณภาพการเรียนการสอน ถ้ายังทำไม่เสร็จ ก็จะยังไม่ได้ให้เข้าตรงนี้ เราไม่ให้เข้าแล้ว ไม่ให้มีการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ด้าน พล.ต.ท. สยาม กล่าวว่า เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนและสร้างภาพลักษณ์ท่องเที่ยวในพื้นที่แลนด์มาร์กอย่างสยามสแควร์ ทาง สน.ปทุมวัน และกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 (บก.น.6) ได้ประสานงานกับอาจารย์ทั้งสองสถาบันทุกวัน ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี มั่นใจว่าไร้ปัญหา โดยขณะนี้ทั้งสองสถาบันเห็นพ้องให้หยุดเรียนชั่วคราวตามแนวทางเสนอของอาจารย์เมื่อมีความเสี่ยง เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งและวางแผนแก้ระยะยาว
ส่วนศิษย์เก่าหัวรุนแรง ตำรวจได้รวบรวมรายชื่อขึ้นบัญชีเฝ้าระวังใกล้ชิด โดยจับกุมกลุ่มที่รู้ตัวได้บางส่วนแล้ว พร้อมประสานความร่วมมือกับอาจารย์และสมาคมศิษย์เก่าอย่างใกล้ชิดด้วยเจตนาที่ดีในการแก้ปัญหาร่วมกัน




The post อว. เตรียมออกหนังสือด่วน สั่งงดเข้า-ใช้พื้นที่พิพาท ‘อุเทนฯ-ปทุมวัน’ 3 เดือน ลดความขัดแย้ง ด้าน ผบช.น. จับตาเฝ้าระวังพฤติกรรมใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้(29 สิงหาคม) ที่ ศาลาประชาคมเมืองงิม ตำบลริมกก อำ […]
The post ‘ยศชนัน’ ลุยเชียงราย แก้ปัญหาสารหนูแม่น้ำกก ชี้ระยะยาวต้องคุมต้นน้ำ ดันเทคโนโลยีน้ำฝีมือคนไทยสู่นวัตกรรมส่งออก appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้(29 สิงหาคม) ที่ ศาลาประชาคมเมืองงิม ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ธนรัช จงสุทธานามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ร่วมลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของสารหนูในแม่น้ำกก ซึ่งเป็นปัญหาสื้อเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ความเชื่อมั่น และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน
กระทรวง อว. ได้นำเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนและนาโนเทคโนโลยีเข้ามาเร่งพัฒนาระบบกรองบำบัดน้ำปนเปื้อนสารหนูได้สำเร็จ สามารถเปลี่ยนน้ำดิบจากแม่น้ำกกให้เป็นน้ำประปาและน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัย 100% โดยมีจุดเด่นที่ต้นทุนต่ำ เหมาะสมกับการใช้งานระดับท้องถิ่น และสามารถขยายผลไปยังระบบประปาชุมชนทั่วประเทศได้ทันที
ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ปัญหาการปนเปื้อนของสารหนูในแม่น้ำกกเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ แม้การแก้ไขที่ยั่งยืนที่สุดคือการควบคุมไม่ให้เกิดการปนเปื้อนตั้งแต่ต้นน้ำ แต่ในระหว่างที่ยังไม่สามารถจัดการพื้นที่ต้นน้ำได้ ประชาชนจำเป็นต้องมีน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคบริโภค กระทรวง อว. จึงนำนโยบายการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง ผ่านการพัฒนาระบบกรองที่ประปาหมู่บ้านจับต้องได้และเข้าถึงง่าย
“น้ำคือชีวิตและเป็นสารตั้งต้นทั้งในภาคเกษตรกรรมและความเชื่อมั่น กระทรวง อว. ในฐานะหน่วยงานวิจัยพร้อมบูรณาการความรู้ร่วมกับท้องถิ่น โดยเทคโนโลยีทั้งหมดเป็นผลงานที่นักวิจัยไทยคิดและใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ซึ่งนอกจากจะช่วยพึ่งพาตนเองและลดต้นทุนแล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการยกระดับเทคโนโลยีน้ำของไทยสู่การเป็นนวัตกรรมส่งออกในอนาคต” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
รายละเอียดนวัตกรรมกรองน้ำบำบัดสารหนู 2 ระบบหลัก
ในโอกาสนี้ กระทรวง อว. ได้ทำพิธีส่งมอบระบบกรองน้ำให้แก่ผู้นำชุมชนในพื้นที่ ได้แก่ บ้านฟาร์มสัมพันธกิจ (หมู่ที่ 6) รับมอบระบบบำบัดสารหนูฯ และเครื่อง AquaNano โดยมี สุพรรณ์ ถาอุย ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้แทนรับมอบ, บ้านเมืองงิม รับมอบระบบแม่แบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน โดย อำนาจ อัศวะวงศ์ กำนันตำบลริมกก และบ้านริมกก รับมอบระบบแม่แบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน โดย ธวัชชัย มนต์ตรีกุล ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อนำไปติดตั้งใช้งานและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป
The post ‘ยศชนัน’ ลุยเชียงราย แก้ปัญหาสารหนูแม่น้ำกก ชี้ระยะยาวต้องคุมต้นน้ำ ดันเทคโนโลยีน้ำฝีมือคนไทยสู่นวัตกรรมส่งออก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปัญหาการระบุตัวตนของประชากรต่างชาติ ถือเป็นความท้าทายสำ […]
The post สวรส. ชูเทคโนโลยี ‘จดจำใบหู’ ระบุตัวตนเด็กข้ามชาติชายแดนแม่สอด อุดช่องโหว่การเข้าถึงวัคซีน ยกระดับบริการสุขภาพไทย-เมียนมา appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปัญหาการระบุตัวตนของประชากรต่างชาติ ถือเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งมีกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีจำนวนมากที่ขาดเอกสารยืนยันตัวตน ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพพื้นฐาน เช่น การรับวัคซีน และการดูแลก่อน-หลังคลอดได้อย่างต่อเนื่อง การขาดตอนของการรักษานี้ได้สร้างความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคที่สามารถป้องกันได้ เช่น โรคหัด และโปลิโอ
วันนี้ (20 สิงหาคม) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้เดินหน้าแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยการสนับสนุนทุนวิจัยให้แก่ทีมวิจัยชายแดนแม่สอด เพื่อพัฒนารูปแบบการระบุตัวตนเด็กแรกเกิดถึง 5 ขวบ สำหรับประชากรต่างชาติในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีจดจำใบหู (Ear Recognition) ซึ่งถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดของเทคโนโลยีชีวมิติ (Biometrics) แบบเดิม
ที่ผ่านมา เทคโนโลยีการระบุตัวตน เช่น การสแกนลายนิ้วมือ ม่านตา หรือใบหน้า มักใช้งานได้ดีกับผู้ที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป แต่สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โครงสร้างร่างกายที่ยังเติบโตไม่เต็มที่และพฤติกรรมที่ไม่อยู่นิ่ง ทำให้เครื่องมือเหล่านี้ขาดความแม่นยำ คณะผู้วิจัยจึงได้ประยุกต์ใช้ ชีวมิติใบหู (Ear Biometrics) ซึ่งเป็นอวัยวะที่มีลักษณะเฉพาะตัวสูงมาใช้เป็นทางออก
จากการทดสอบเครื่องมือต้นแบบในกลุ่มเด็กแรกเกิดถึง 5 ปี จำนวน 960 คน พบว่านวัตกรรมดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูง โดยมี ‘ความไว’ ในการยืนยันเด็กคนเดิมถึงร้อยละ 92.40 และมี ‘ความจำเพาะ’ ในการจำแนกเด็กต่างบุคคลได้ถึงร้อยละ 93.54
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยระบุว่าการสแกนใบหูจะไม่ถูกใช้เป็นข้อมูลยืนยันตัวตนแบบเดี่ยวๆ แต่จะใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบข้อมูลหลายองค์ประกอบ (Multi-component System) โดยนำไปเชื่อมโยงร่วมกับประวัติผู้ปกครอง ข้อมูลเด็ก และประวัติการรับบริการ เพื่อให้หน่วยบริการสามารถติดตามข้อมูลวัคซีน พัฒนาการ และการรักษาพยาบาลของเด็กแต่ละรายได้อย่างแม่นยำสูงสุด
จากงานวิจัยสู่นโยบายที่ใช้ได้จริง การนำเสนอผลการวิจัยครั้งนี้ จัดขึ้น ณ โรงพยาบาลแม่สอด จังหวัดตาก โดยมี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บริหารด้านสาธารณสุขจังหวัดตากและผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วม
นพ.ศุภกิจ เน้นย้ำว่า สวรส. ให้ความสำคัญกับงานวิจัยที่ตอบโจทย์ปัญหาของระบบบริการสุขภาพอย่างแท้จริง โดยเป้าหมายสำคัญของโครงการนี้ คือการไม่หยุดอยู่แค่การเป็นเทคโนโลยีต้นแบบบนหิ้ง แต่ต้องสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ให้ชัดเจนว่า นวัตกรรมนี้มีความเหมาะสม ปลอดภัย และใช้งานได้จริง ก่อนจะนำร่องใช้และผลักดันเป็นนโยบายระดับชาติต่อไป
ทั้งนี้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เสนอแนะเพิ่มเติมว่า ก่อนนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้จริงในวงกว้าง อุปกรณ์จะต้องถูกพัฒนาให้มีความคล่องตัวสูง รองรับการทำงานแบบออฟไลน์ในพื้นที่ห่างไกลได้ และต้องคำนึงถึงมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) สิทธิเด็ก รวมถึงบริบททางวัฒนธรรมในพื้นที่เป็นสำคัญ เพื่อให้การยกระดับความมั่นคงทางสุขภาพบริเวณแนวชายแดนเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน
The post สวรส. ชูเทคโนโลยี ‘จดจำใบหู’ ระบุตัวตนเด็กข้ามชาติชายแดนแม่สอด อุดช่องโหว่การเข้าถึงวัคซีน ยกระดับบริการสุขภาพไทย-เมียนมา appeared first on THE STANDARD.
]]>
วงการเทคโนโลยีกำลังเผชิญภาพที่ย้อนแย้ง เมื่อบริษัทจำนวน […]
The post เมื่อซีอีโอเชื่อว่า AI ทำงานแทนคนได้ แต่งานวิจัยบอกว่ายังไม่ใช่ ผู้ก่อตั้ง Box ชี้ ‘AI Psychosis’ ทำผู้บริหารตัดสินใจปลดคนจากสิ่งที่ไม่เคยลงมือ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วงการเทคโนโลยีกำลังเผชิญภาพที่ย้อนแย้ง เมื่อบริษัทจำนวนมากทำรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ไปพร้อมกับการปลดพนักงานครั้งใหญ่
โดย แอรอน เลวี่ ผู้ก่อตั้ง Box เสนอคำอธิบายว่า ต้นตอส่วนหนึ่งมาจากอาการที่เขาเรียกว่า ‘AI Psychosis’ หรือภาวะที่ผู้บริหารหลงเชื่อในศักยภาพของ AI เกินจริง จนตัดสินใจปลดพนักงานบนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
เลวี่โพสต์ผ่าน X ว่า ซีอีโอมีแนวโน้มเป็นอาการนี้มากเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้ลงมือทำงานในขั้นตอนสุดท้ายที่ยังต้องใช้คน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำให้งานจาก AI ใช้ได้จริง โดยเขาอธิบายว่าผู้บริหารระดับสูงมักได้ลองเล่น AI สร้างต้นแบบ หรือให้ AI ร่างสัญญาขึ้นมาสักฉบับ แล้วก็สรุปทันทีว่า AI Agent ทำงานแทนคนได้ทั้งหมด
จุดที่เลวี่ชี้คือ ผู้บริหารเหล่านี้ไม่ใช่คนที่ต้องมานั่งตรวจโค้ด ไล่หาบั๊ก หรือคอยจับผิดตอนที่ AI อ้างอิงชุดคำสั่งสำเร็จรูปที่ไม่มีอยู่จริง ก่อนปล่อยซอฟต์แวร์ออกไปใช้งาน เช่นเดียวกับที่พวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบการฝึกโมเดล AI ให้เข้าใจเงื่อนไขสัญญาเฉพาะตัวของบริษัท และไม่ต้องใช้เวลาหลายวันไล่อ่านสัญญาเพื่อหาเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่
ตามทฤษฎีของเลวี่ ซีอีโอจึงไม่เข้าใจกระบวนการทำงานมากพอที่จะรู้ว่าอะไรทำอัตโนมัติได้จริงและอะไรทำไม่ได้ แต่ความไม่รู้นั้นก็ไม่ได้หยุดพวกเขาจากการลงมือทำตามความเชื่อของตัวเอง
ทั้งนี้ เลวี่ไม่ใช่คนที่ต่อต้าน AI แต่กลับตรงกันข้าม เพราะเขาโพสต์สนับสนุน AI ให้ผู้ติดตาม 2.7 ล้านคนบน X อยู่เป็นประจำ รวมถึงเขียนบล็อกเรื่องซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อ AI Agent ว่าคืออนาคต และยังลงทุนในสตาร์ตอัปด้าน AI ในฐานะนักลงทุนอิสระด้วย
สิ่งที่เลวี่แนะนำคือให้ซีอีโอลงมือใช้ AI ด้วยตัวเองให้มากกว่านี้ เพื่อจะได้เห็นกับตาว่ามันทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ แล้วจะเข้าใจทั้งโอกาสที่มีอยู่และงานจริงที่ยังต้องทำ
สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนผ่านตัวเลข โดยข้อมูลจาก Layoffs.fyi ระบุว่าเพียง 5 เดือนแรกของปี 2026 วงการเทคโนโลยีปลดพนักงานไปแล้ว 115,430 คน จาก 152 บริษัท ซึ่งเกือบเท่ากับทั้งปี 2025 ที่มีการปลด 124,636 คน จาก 275 บริษัท
บริษัทส่วนใหญ่ระบุว่า AI คือเหตุผลของการลดคน ขณะที่หลายฝ่ายมองว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังทำ ‘AI Washing’ หรือการอ้างว่า AI ช่วยให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น ทั้งที่จริงแล้วการตัดสินใจทางธุรกิจด้านอื่นต่างหากที่เป็นตัวผลักดันการปลดคน
กรณีที่น่าสนใจคือ เซบ อีแวนส์ ซีอีโอของ ClickUp สตาร์ตอัปซอฟต์แวร์บริหารโครงการ ที่ประกาศบน X ว่าได้ปลดพนักงานไป 22% หรือเกือบหนึ่งในสี่ หลังนำ AI Agent ราว 3,000 ตัวมาทำงานภายในองค์กร
อีแวนส์ยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อลดต้นทุน แต่ต้องการองค์กรที่ประกอบด้วยคนที่คอยสั่งงาน AI Agent และใช้เวลาไปกับการตรวจงานของ AI Agent อย่างรวดเร็ว ซึ่งเขาเชื่อว่าจะสร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 100 เท่า
แต่ข้อมูลด้าน AI กับ Productivity กลับไม่สนับสนุนสมมติฐานเช่นนั้นเลย โดยการวิเคราะห์งานวิจัยหลายชิ้นที่เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคมใน California Management Review ของ UC Berkeley พบว่าไม่มีความสัมพันธ์ที่หนักแน่นระหว่างการนำ AI มาใช้กับ Productivity โดยรวมที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่งานวิจัยจาก National Bureau of Economic Research เมื่อเดือนมีนาคม สรุปว่าการนำ AI มาใช้ช่วยเพิ่ม Productivity ได้จริง แต่ก็ตั้งข้อสังเกตถึงภาวะที่เรียกว่า Productivity Paradox ซึ่ง Productivity ที่คนรู้สึกว่าเพิ่มขึ้นนั้นสูงกว่าตัวเลขที่วัดได้จริง
ด้านนักวิจัยจาก MIT ที่ทดลองสร้าง AI Agent หลายพันตัวมาทำงาน ก็สรุปว่าในหลายกรณี AI Agent ยังทำงานได้ไม่เทียบเท่ามนุษย์ พร้อมคาดการณ์ว่าด้วยอัตราการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ในปัจจุบัน โมเดลจะทำงานด้านการเขียนและประมวลผลข้อความส่วนใหญ่สำเร็จได้เฉลี่ย 80-95% ในระดับคุณภาพที่พอใช้ได้ ภายในปี 2029
พูดง่ายๆ คือ AI กำลังอยู่บนเส้นทางที่จะทำงานส่วนใหญ่ได้ในระดับพื้นฐานภายในราว 3 ปีข้างหน้า และนักวิจัยกลุ่มนี้เชื่อว่า AI Agent ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะทำงานได้ดีกว่ามนุษย์
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ งานวิจัยที่เผยแพร่ใน Harvard Business Review ชี้ว่า เมื่อทุกคนใช้ AI ผลิตงานออกมาได้มากขึ้น คอขวดกลับย้ายไปอยู่ที่ผู้บริหารแทน เพราะงานทั้งหมดต้องรอคนที่มีอำนาจอนุมัติ
หัวหน้างานรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Harvard Business Review ว่า ทุกๆ 30 นาที จะมีคนสร้างอะไรบางอย่างที่เขาต้องเข้าไปตรวจ ขณะที่อีกรายระบุว่าหากคุยเรื่องโปรเจกต์กับลูกน้องในการประชุมตัวต่อตัว วันรุ่งขึ้นงานนั้นก็ถูกปล่อยออกไปใช้งานจริงแล้ว
งานวิจัยจาก Atlassian พบว่าผู้นำองค์กร 89% เห็นตรงกันว่า AI เร่งความเร็วของการทำงานจนเกิดสภาวะที่ต้องคอยตรวจงานตลอดเวลา โดยหัวหน้างานรายหนึ่งบอกว่ารู้สึกตามงานไม่ทันอยู่ตลอด ส่วนอีกรายเมื่อถูกถามว่ารับมือกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นอย่างไร ก็ได้แต่หัวเราะ พร้อมตอบว่านอนน้อยลงมาก
นอกจากนี้ ผลสำรวจจาก BetterUp ยังพบว่าหัวหน้างาน 54% ระบุว่าได้รับงานที่ดูดีมีระดับแต่ไร้เนื้อหาสาระที่แท้จริง ซึ่งเป็นผลพวงจากการใช้ AI สร้างงานโดยไม่ผ่านการกลั่นกรอง
ทั้งหมดนี้จึงย้อนกลับมาที่ตัวซีอีโอว่าพร้อมรับมือกับสภาพเช่นนี้แล้วหรือยัง เพราะหากยังไม่พร้อม ผลลัพธ์ที่แน่นอนที่สุดของอาการ AI Psychosis ที่กำลังระบาดในหมู่ผู้บริหาร ก็คือความโกลาหลในองค์กรนั่นเอง
ภาพปก: elenabsl / Shutterstock
อ้างอิง:
The post เมื่อซีอีโอเชื่อว่า AI ทำงานแทนคนได้ แต่งานวิจัยบอกว่ายังไม่ใช่ ผู้ก่อตั้ง Box ชี้ ‘AI Psychosis’ ทำผู้บริหารตัดสินใจปลดคนจากสิ่งที่ไม่เคยลงมือ appeared first on THE STANDARD.
]]>
รวมภาพบรรยากาศงาน SYNC Design & Innovation in SITE […]
The post ติดปีกธุรกิจด้วยพลังดีไซน์ในงาน SYNC Design & Innovation in SITE 2026 [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
รวมภาพบรรยากาศงาน SYNC Design & Innovation in SITE 2026 พื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนด้านดีไซน์และนวัตกรรมระดับภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเกิดจากการผนึกกำลังระหว่าง NikkeiBP, FOURDIGIT และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) โดยมีเป้าหมายเพื่อผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ และเปลี่ยนงานดีไซน์ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ


ตลอดทั้งวัน Main Stage อัดแน่นด้วยหัวข้อที่น่าสนใจจากวิทยากรทั้งไทยและญี่ปุ่น เช่น เซสชัน ‘กลยุทธ์ดีไซน์รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ โดย Prof. Eisuke Tachikawa จาก NOSIGNER ที่ชวนมองดีไซน์ในฐานะเครื่องมือรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งการทำให้สังคมเข้าใจธรรมชาติ การปรับตัวต่อภัยพิบัติ ไปจนถึงการมองหาทางออกใหม่ที่ช่วยสร้างอนาคตที่ยั่งยืนกว่าเดิม
เซสชัน ‘กำเนิด Kumamon — เชื่อมดีไซน์กับธุรกิจ’ โดย Manabu Mizuno ผู้สร้างคาแร็กเตอร์ Kumamon ที่มาแชร์ 3 หลักการออกแบบเบื้องหลังความสำเร็จของ Kumamon ที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยเริ่มจากการมองให้ลึกกว่าบรีฟที่ได้รับ ดึงเอกลักษณ์ของคุมาโมโตะออกมาให้ชัดเจน และใส่ใจทุกรายละเอียดในการทดลอง ปรับปรุง และต่อยอด จนทำให้ Kumamon เป็นคาแร็กเตอร์ที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล

เซสชัน ‘AI × Creative Future’ โดย Satoru Yamamoto จาก Dentsu Digital ที่ฉายภาพบทบาทของ AI ในฐานะเครื่องมือใหม่ของงานสร้างสรรค์ ตั้งแต่การสร้างภาพ วิดีโอ และโฆษณา ไปจนถึงการเป็นคู่คิดด้านกลยุทธ์ การออกแบบประสบการณ์ผู้บริโภค และการช่วยมนุษย์วางภาพอนาคตที่อยากให้เกิดขึ้นจริง โดยมีประเด็นสำคัญว่า AI อาจช่วยให้ไอเดียเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น แต่สุดท้ายทิศทางของอนาคตยังขึ้นอยู่กับ ‘เจตจำนง’ ของมนุษย์ ว่าเราจะเลือกใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างโลกแบบไหน

เซสชัน ‘การร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม ญี่ปุ่น-ไทย’ โดย สืบศิษฏ์ ศานติศาสน์ จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่เล่าถึงพลังของ Japan + Thailand Synergy ผ่านการผสานจุดแข็งของญี่ปุ่นด้านมาตรฐาน Kaizen คุณภาพการผลิต และนวัตกรรม เข้ากับจุดแข็งของไทยด้านความคิดสร้างสรรค์ และบทบาทในฐานะประตูสู่ตลาดอาเซียน พร้อมชี้ให้เห็นว่าความร่วมมือข้ามประเทศจะเกิดผลได้จริง เมื่อมีทั้งวิสัยทัศน์ระดับสากล ความเข้าใจตลาดท้องถิ่น และพาร์ทเนอร์ที่ไว้ใจได้

และเซสชัน ‘อนาคตแห่งการสื่อสารและการออกแบบ’ โดย จิณณ์ เผ่าประไพ จาก CJ WORX ที่ชวนตั้งคำถามการคิดไอเดียว่า “ถ้าไม่ใช่แบบเดิมล่ะ?” เพื่อพลิกมุมมองจากสิ่งที่คุ้นเคยไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ พร้อมชี้ให้เห็นว่าไอเดียที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นไอเดียที่ทุกคนรู้สึกสบายใจตั้งแต่แรก แต่อาจเป็นไอเดียที่สร้างความรู้สึกแบบ Discomfort ทำให้คนหยุดคิด ตั้งคำถาม และมองเรื่องเดิมในมุมใหม่ ซึ่งเป็นจุดที่มนุษย์ยังแตกต่างจาก AI ที่มักเสนอคำตอบที่ปลอดภัยและประนีประนอม

นอกจากนี้ ยังมีเวที Global Stage ที่ขยายบทสนทนาเรื่องดีไซน์ไปสู่หลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่สายการบิน สุขภาพ การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการบริหารธุรกิจ สะท้อนให้เห็นว่าดีไซน์สามารถต่อยอดเป็นทั้งกลยุทธ์ ประสบการณ์ และโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจได้ในหลายมิติ
รวมถึงสีสันระหว่างงานใน NEX HALL ที่มี Live Music จากศิลปินไทยและญี่ปุ่น อาทิ Wednesday Campanella, KIKI, STEREO DIVE FOUNDATION และ Kittiporn Prapan (inmintcondition) มาร่วมเติมบรรยากาศให้ SYNC Design & Innovation in SITE 2026 เป็นพื้นที่ของทั้งความรู้ แรงบันดาลใจ และประสบการณ์สร้างสรรค์ตลอดทั้งวัน
The post ติดปีกธุรกิจด้วยพลังดีไซน์ในงาน SYNC Design & Innovation in SITE 2026 [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
เบื้องหลังการประกาศทิศทางองค์กรว่ากำลังก้าวสู่การเป็น A […]
The post RISE ผนึก Harvard Business Impact เปิดตัว ‘HBR Spark’ อาวุธลับพัฒนาผู้นำให้ชนะทุกเกมในยุค AI [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.
]]>
เบื้องหลังการประกาศทิศทางองค์กรว่ากำลังก้าวสู่การเป็น AI-First กลับพบว่ามีองค์กรจำนวนมากที่ตอบไม่ได้ว่าตอนนี้อยู่ขั้นไหนของ AI และควรพัฒนาอะไรต่อ
จากผลสำรวจ Global Leadership Development Study ปี 2025 ของ Harvard Business Publishing ซึ่งสำรวจผู้นำกว่า 1,100 คนใน 14 ประเทศ พบว่า มีผู้นำเพียง 36% เท่านั้นที่รู้แน่ชัดว่า AI ต้องเป็นองค์ประกอบหลักของกลยุทธ์องค์กร
นั่นหมายความว่า มีผู้นำอีกกว่า 64% กำลังนำทัพธุรกิจแบบคลุมเครือ พวกเขาอาจจะรู้ว่า AI สำคัญ แต่กลับยังไม่ยอมรับ หรือไม่มีความรู้ความเข้าใจมากพอที่จะบรรจุเทคโนโลยีนี้ลงไปในแผนยุทธศาสตร์หลักของบริษัท สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการปล่อยให้องค์กรลองผิดลองถูกแบบไร้ทิศทาง โดยเฉพาะเมื่อ World Economic Forum ระบุไว้ใน Future of Jobs Report ว่าราว 4 ใน 10 ของทักษะที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะล้าสมัยก่อนปี 2030
นั่นเป็นเหตุผลที่ AI กลายเป็นวาระสำคัญในหลายองค์กร จะเห็นได้ว่าแทบทุกแห่งเริ่มบรรจุ AI ไว้ในแผนกลยุทธ์ ลงทุนกับเครื่องมือใหม่ และนำมาทดลองใช้งานจริง
ข้อมูลจาก McKinsey & Company ปี 2025 ชี้ให้เห็นว่า แม้ 88% ขององค์กรจะกำลังทดลองใช้ AI อย่างจริงจัง แต่มีเพียง 1–6% เท่านั้นที่เกิดการปรับปรุงกระบวนการอย่างเป็นรูปธรรมหรือเห็นผลลัพธ์ทางการเงินในระดับบริษัท
สาเหตุเพราะองค์กรทุ่มเวลาและเงินมากถึง 60% ไปกับโมเดล อีก 20% ทุ่มงบไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคนิคและข้อมูล ในขณะที่บุคลากรกลับได้รับความสนใจเพียง 10–20% เท่านั้น
สุมนา ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ RISE บริษัทด้านนวัตกรรมองค์กรและการพัฒนาผู้นำในประเทศไทย มองว่า สิ่งที่วัดความได้เปรียบที่แท้จริงคือ “ความเร็วในการพัฒนาขีดความสามารถของผู้นำในองค์กร” เพราะเมื่อไรก็ตามที่ผู้นำมีวิสัยทัศน์ชัดเจนและรู้ว่าองค์กรของตัวเองกำลังเดินอยู่จุดไหน จะสามารถตัดสินใจลงทุนและพัฒนาได้อย่างตรงจุด

เพื่อช่วยให้องค์กรมองเห็นภาพนี้อย่างเป็นระบบ Harvard Business Publishing ได้พัฒนากรอบแนวคิด ‘AI Maturity Model’ หรือกรอบประเมินความพร้อมด้าน AI ขององค์กร เพื่อให้รู้ว่าตอนนี้องค์กรอยู่จุดไหน และควรพัฒนาอะไรต่อ และสำหรับผู้นำองค์กร AI Maturity Model จะเป็นกลยุทธ์สำหรับผู้นำที่ต้องการเปลี่ยนองค์กรให้เป็น AI-Native
‘AI Maturity Model’ แบ่งระดับความพร้อมด้าน AI ขององค์กรออกเป็น 7 ระดับ ไล่ตั้งแต่ขั้นแรกที่องค์กรเพียง “รับรู้” ว่า AI คืออะไร ไปจนถึงขั้นสูงสุดที่องค์กรใช้ AI สร้างความได้เปรียบทิ้งห่างคู่แข่ง
แต่ละขั้นวัดจาก 4 องค์ประกอบที่ต้องไปด้วยกัน ได้แก่ ความรู้ (Knowledge), กรอบความคิด (Mindset), ทักษะ (Skills) และภาวะผู้นำ (Leadership)

หากมองบันไดทั้ง 7 ขั้น จะเห็นว่าสิ่งที่ทำให้องค์กร ‘ไต่ระดับ’ ได้ ล้วนเริ่มจากผู้นำทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการวางกติกา การเปิดพื้นที่ให้ทดลอง การโค้ชทีม ไปจนถึงการมองเกมล่วงหน้า จึงเป็นเหตุผลที่ RISE ให้น้ำหนักกับ Leadership เป็นพิเศษ
เพื่อเตรียมผู้นำให้พร้อมรับมือกับความท้าทายนี้ RISE และ Harvard Business Impact จึงพัฒนา ‘HBR Spark’ แพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับผู้บริหารยุค AI ที่รวมองค์ความรู้ระดับโลกจาก Harvard Business Review พร้อมประสบการณ์การเรียนรู้แบบ AI-Personalized Learning เพื่อเติมเต็ม ‘Global Perspective’ หนึ่งในช่องว่างสำคัญของผู้บริหารไทย ช่วยให้มองเห็นบริบทโลก อ่านเกมธุรกิจได้เร็วขึ้น และตัดสินใจได้แม่นยำกว่าเดิม
“โจทย์ที่เราตั้งใจแก้ร่วมกับ Harvard Business Impact คือการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ยุค AI ให้ผู้บริหารไทยอย่างเป็นระบบ เพราะเราเชื่อมาโดยตลอดว่าการเปลี่ยนแปลงขององค์กรต้องเริ่มจากตัวผู้บริหาร”

HBR Spark มีระบบ Leader Profile ที่อ้างอิงจาก HBR Leadership Framework ช่วยวิเคราะห์จุดแข็งและช่องว่างด้านภาวะผู้นำเฉพาะบุคคล เมื่อผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ แพลตฟอร์มจะใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น เช่น ตำแหน่งงาน อุตสาหกรรม และเป้าหมายในการพัฒนาตัวเอง ก่อนออกแบบเส้นทางการเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Learning Journey) ให้โดยอัตโนมัติ
จากนั้นระบบ AI Curator จะช่วยคัดเลือกเนื้อหาให้ตรงกับทักษะที่ผู้บริหารแต่ละคนควรพัฒนา ภายใต้คลังความรู้ขนาดใหญ่จาก Harvard Business Review ที่มีบทความมากกว่า 21,000 ชิ้น พอดแคสต์กว่า 1,750 ตอน วิดีโอมากกว่า 1,600 รายการ และกรณีศึกษาทางธุรกิจกว่า 70 เคส ทั้งหมดถูกออกแบบให้อยู่ในรูปแบบ Bite-sized Learning ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีต่อชิ้น เพื่อให้เหมาะกับผู้บริหารที่มีเวลาจำกัด และแม้เนื้อหาหลักเป็นภาษาอังกฤษ ผู้บริหารไทยสามารถตั้งคำถามและรับคำตอบเป็นภาษาไทยได้ทันที
การจับมือกันครั้งนี้ RISE จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมผู้บริหารของไทยที่ RISE ดูแลอยู่กว่า 25,000 ราย เปิดทางให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ระดับโลกบน HBR Spark ที่ออกแบบมาเพื่อผู้นำองค์กรยุคใหม่ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งด้าน AI, Digital Transformation และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในระดับภูมิภาค
“สิ่งที่ทำให้ HBR Spark ในประเทศไทยต่างออกไปคือ เราไม่ได้แค่นำแพลตฟอร์มระดับโลกเข้ามา แต่ผสานเข้ากับความเข้าใจบริบทองค์กรไทยที่สั่งสมมาจากการพัฒนาผู้บริหารกว่า 25,000 คนทั่วภูมิภาค ซึ่งจะเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับโลกให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงและวัดผลได้”
เป้าหมายต่อไปคือการนำ HBR Spark ไปผสานกับโปรแกรม Executive Education ภายในปี 2026 ตั้งแต่หลักสูตรผู้บริหาร Innovation Bootcamp และ Innovative Leadership Programs ไปจนถึง Leadership Labs ที่ให้ผู้บริหารได้ทดลองแก้ปัญหาจริงและรับฟีดแบ็กแบบเรียลไทม์ ยิ่งไปกว่านั้น อินไซต์ที่ได้จากการเรียนรู้จะถูกนำมาวิเคราะห์ปัญหาเชิงผู้นำและออกแบบแผนพัฒนาคนให้สอดคล้องกับทิศทางองค์กร
แล้ววันนี้ องค์กรของคุณกำลังยืนอยู่บนบันไดขั้นไหนในสมรภูมิ AI?
“เป้าหมายของ RISE คือการสนับสนุนให้ผู้บริหารและองค์กรไทยก้าวขึ้นบันไดนี้ได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง ตามความตั้งใจของเราที่ต้องการผลักดัน GDP ของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เติบโตขึ้นอีก 1% ” สุมนากล่าวทิ้งท้าย
ต้องการประเมินความพร้อมด้าน AI ขององค์กรหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 094-445-5900 หรือ อีเมล [email protected]
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ HBR Spark: https://bit.ly/hbr-spark
The post RISE ผนึก Harvard Business Impact เปิดตัว ‘HBR Spark’ อาวุธลับพัฒนาผู้นำให้ชนะทุกเกมในยุค AI [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปี 2568 คือปีที่ท้าทายของธุรกิจสินเชื่อในประเทศไทย ราคา […]
The post ถอดกลยุทธ์ CardX การตั้งสำรองลดลง NPL ลดลง ในปีที่อุตสาหกรรมสินเชื่อไทยเผชิญแรงกดดัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปี 2568 คือปีที่ท้าทายของธุรกิจสินเชื่อในประเทศไทย ราคาพลังงานที่ผันผวน ความตึงเครียดทางการค้าโลก และภาระหนี้ครัวเรือนที่สะสมมาหลายปี กดดันทั้งฝั่งผู้ให้กู้และผู้กู้พร้อมกัน สภาพแวดล้อมที่ยากเช่นนี้มักทดสอบว่าองค์กรใดเตรียมพร้อมมาอย่างแท้จริง
แต่ท่ามกลางภาวะที่บีบคั้น CardX บริษัทสินเชื่อและบัตรเครดิตในเครือ SCBX กลับเติบโตขึ้น เห็นจากรายงานผลประกอบการที่แสดงว่า NPL ลดลง การตั้งสำรองลดลง Siva R. Krishnan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความเสี่ยงของ CardX มองว่าความแตกต่างนี้ คือผลของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สั่งสมมาหลายปี
เบื้องหลังตัวเลขการเติบโต คือปรัชญาที่ CardX ยึดถือมาตลอดว่าการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบกับการเติบโตทางธุรกิจไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน “ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ยิ่งตอกย้ำความเชื่อของเราเรื่องการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องทางจริยธรรม แต่คือกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืน” Siva กล่าว “การเติบโตระยะสั้นที่มาจากการปล่อยสินเชื่อที่ไม่รัดกุมไม่ใช่การเติบโต แต่คือการเลื่อนความเสี่ยงไปสู่อนาคต การบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวดคือสิ่งที่ทำให้เรากล้าตั้งเป้าหมายการเติบโตได้อย่างมั่นใจ”
ปรัชญานี้ได้ถ่ายทอดมาเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยมี 3 ข้อ ดังนี้
ข้อแรกคือ ข้อมูลและการวิเคราะห์
CardX ยุติการพึ่งพาการติดตามหนี้แบบอิงกฎเกณฑ์ตายตัวและเปลี่ยนมาใช้แบบจำลองเชิงพฤติกรรมที่คาดการณ์ได้ ทำให้ทีมมองเห็นสัญญาณเสี่ยงได้ก่อนที่ลูกค้าจะผิดนัดชำระหนี้ เรื่องนี้คือความต่างระหว่างการ “ตามแก้” กับ “นำหน้าปัญหา”
ข้อสองคือคนและกรอบความคิด
CardX ปลูกฝังให้ทั้งองค์กรเข้าใจตรงกันว่าการติดตามหนี้คืองานบริการลูกค้า ไม่ใช่การเผชิญหน้า อาจฟังดูเป็นเรื่องนามธรรม แต่แนวคิดนี้ส่งผลต่อทุกบทสนทนาและทุกการตัดสินใจ
ข้อสามคือ พันธมิตรด้านเทคโนโลยี
CardXมองว่าเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เครื่องมือแต่คือรากฐานที่กำหนดว่าองค์กรจะให้บริการลูกค้าได้ ดีแค่ไหน จึงจับมือร่วมกับพันธมิตรทางด้านเทคโนโลยีเพื่อปรับแนวทางการให้บริการลูกค้า
กลยุทธ์เหล่านี้สร้างรากฐานให้องค์กรสามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางสภาพการณ์ที่ท้าทาย โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีที่เป็นกลยุทธ์สำคัญซึ่งเปลี่ยนบทบาทการทำงานของคนในทีมไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อโครงสร้างพื้นฐานเดิมของบริษัทไม่สามารถรองรับการให้บริการลูกค้าแบบใหม่ได้อีกต่อไป เช่น การบริการแบบ personalisation หรือการตัดสินใจบนฐานข้อมูล
CardX จึงเลือกพันธมิตรด้านเทคโนโลยีเข้ามาเสริมความต้องการ โดย Siva กล่าวว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกพันธมิตรคือต้องมีวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน เข้าใจตลาดไทย สร้างเทคโนโลยีที่ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางบนพื้นฐานของความเคารพและความเป็นธรรมและมีความเชี่ยวชาญในเชิงลึก “เรามองหาพาร์ตเนอร์ที่จะเติบโตไปพร้อมกัน” Siva กล่าว
ห้าปีก่อน ทีมติดตามหนี้ของ CardX ทำงานด้วยขั้นตอนแบบ manual ทีมวางตารางโทรหาลูกค้า และใช้สคริปต์ที่เป็นมาตรฐานในการพูดคุย วันนี้ภาพนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ขั้นตอนงานเหล่านั้นถูกส่งต่อให้เทคโนโลยีดูแล ไม่ว่าจะเป็นการจัดลำดับความสำคัญของเคส การเลือกช่องทางติดต่อลูกค้า หรือการกำหนดจังหวะเข้าหาที่เหมาะสม ทีมงานจึงมีเวลาทุ่มเทกับสิ่งที่เทคโนโลยียังทำแทนไม่ได้ นั่นคือการสนทนาที่ต้องอาศัยวิจารณญาณและความเข้าอกเข้าใจอย่างแท้จริง
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลพร้อมกันในหลายระดับ ตั้งแต่ทีมงานที่ทำงานได้มีประสิทธิภาพและมั่นใจขึ้น ลูกค้าที่ได้รับการสื่อสารที่ตรงจุดและทันเวลากว่าเดิม และผู้บริหารมีภาพรวมแบบ real-time เพื่อช่วยการตัดสินใจที่แม่นยำขึ้น “ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้นมาก แต่สิ่งที่ได้มากกว่าคือคุณภาพการพูดคุยกับลูกค้า” Siva กล่าว
ไม่เพียงเท่านั้น CardX กำลังพัฒนาการนำ AI มาใช้งาน โดยมุ่งเป้าสู่ระบบคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าได้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น ตั้งแต่การระบุสัญญาณ การผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ต้น การเสนอแนวทางชำระที่ปรับให้เฉพาะคน ไปจนถึงการสร้างแบบจำลองพฤติกรรมในระดับสูงและการแบ่งกลุ่มลูกค้าที่ละเอียดยิ่งขึ้น โดยเป้าหมายของระบบนี้ไม่ใช่แค่ความเร็วหรือประสิทธิภาพ แต่คือ การเข้าไปแก้ปัญหาให้กับลูกค้าที่มากขึ้นด้วย
NPL ที่ลดลงและอัตราการเรียกเก็บหนี้คืน (Recovery Rate) ที่ดีขึ้น เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญของการใช้เทคโนโลยี แต่ Siva มองว่า สัญญาณที่มีความหมายกว่า คือผลลัพธ์ด้านความสัมพันธ์กับลูกค้า ลูกค้าที่กำลังมีปัญหาได้รับการดูแลทันเวลาไหม หลังจากแก้ไขหนี้แล้วยังอยากอยู่กับ CardX ต่อไหม และผ่านกระบวนการทั้งหมดมาโดยคงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นและความไว้วางใจไว้ได้ไหม
“เทคโนโลยีที่ผลิตตัวเลขทางการเงินดีแต่ทำลายความสัมพันธ์กับลูกค้า ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ดี มันแค่กำลังตอบโจทย์ผิดข้อ” Siva กล่าว
สำหรับการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับธุรกิจสินเชื่อ Siva เน้นย้ำความสำคัญของการตั้งปรัชญาการทำงานให้ชัดเจน และการพาทีมงานเดินหน้าไปในทางเดียวกัน เพื่อให้เทคโนโลยีตอบโจทย์การทำงานอย่างแท้จริง
“ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดขององค์กรคือซื้อเครื่องมือที่ซับซ้อนโดยยังไม่ได้ทำให้ทีมเข้าใจตรงกันว่า ‘ทำไมถึงต้องทำ’ งานติดตามหนี้ที่ดีคืองานบริการลูกค้า เป็นเรื่องของการช่วยลูกค้าแก้ปัญหาทางการเงิน ไม่ใช่การเรียกเก็บเงิน พอกรอบความคิดนี้ชัดและฝังแน่นในทีมแล้ว การเลือกเทคโนโลยีก็จะชัดตามมาเอง” Siva ย้ำ
Siva ยังเสริมถึงแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงว่า องค์กรที่กำลังเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงควรเริ่มจากขนาดเล็ก วัดผลอย่างชัดเจน และพร้อมปรับเปลี่ยนในสิ่งที่ยังไม่ได้ผล ไม่ใช่การลงทุนครั้งเดียวแล้วรอผล แต่คือกระบวนการที่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง “การเปลี่ยนแปลงนี้คุ้มค่าอย่างแน่นอน” เขากล่าว
ในระยะยาว Siva มองว่าไทยมีศักยภาพจริงที่จะเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านนี้ ด้วยภาคการเงินที่มีความซับซ้อนสูง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่แข็งแกร่ง และกฎระเบียบที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น
“ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า AI จะเปลี่ยนวิธีการระบุความเสี่ยง การติดต่อลูกค้า และการแก้ไขหนี้ไปอย่างสิ้นเชิง สถาบันการเงินไทยที่ลงทุนในเรื่อง AI อย่างมีจริยธรรมและเทคโนโลยีและเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางตั้งแต่ตอนนี้ จะเป็นคนกำหนดมาตรฐานให้กับอาเซียน” Siva กล่าว
ผลลัพธ์ของ CardX พิสูจน์ให้เห็นว่ากลยุทธ์ที่ถูกต้อง เทคโนโลยีที่ใช่ และพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์ตรงกัน ไม่ใช่แค่สูตรในการรับมือกับวิกฤต แต่คือรากฐานของความได้เปรียบที่ยั่งยืน
The post ถอดกลยุทธ์ CardX การตั้งสำรองลดลง NPL ลดลง ในปีที่อุตสาหกรรมสินเชื่อไทยเผชิญแรงกดดัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ได้เวลาทำความรู้จักกับ REMINGTON AIRvive อุปกรณ์จัดทรงผ […]
The post รู้จัก REMINGTON AIRvive อุปกรณ์ทำผมสุดฉลาดที่เปลี่ยนการทำผมให้ง่ายขึ้นในทุกเช้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
ได้เวลาทำความรู้จักกับ REMINGTON AIRvive อุปกรณ์จัดทรงผมใหม่ล่าสุดสัญชาติอเมริกาที่กำลังพูดถึงกันมากในวงการบิวตี้ เพราะไม่ได้แค่อัปเกรดเทคโนโลยีเดิม แต่เปลี่ยนวิธีที่เราทำผมทุกเช้าไปโดยสิ้นเชิง ทั้งไดร์เป่าผมดิจิทัล เครื่องหนีบ เครื่องม้วนลอน และสไตเลอร์ 2-in-1 ต่างมาพร้อมเทคโนโลยีชุดเดียวกันที่ทำงานร่วมกันอย่างฉลาด
เทคโนโลยีแรกที่ต้องพูดถึงคือ Ionic Air ระบบปล่อยประจุไอออนขณะจัดทรงที่ช่วยลดไฟฟ้าสถิต ทำให้เส้นผมเย็นลงทันทีหลังโดนความร้อน และล็อกทรงให้เรียบลื่นขึ้นถึง 80% เมื่อเทียบกับผมที่แห้งเองตามธรรมชาติ พร้อมช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นในเส้นผมได้ยาวนานถึง 24 ชั่วโมง
ถัดมาคือ Micro-conditioner สูตรป้องกันผมชี้ฟูที่ฝังอยู่ในรูพรุนระดับไมโครของแผ่นเซรามิก เมื่อแผ่นเซรามิกได้รับความร้อน สารบำรุงจะถูกกระตุ้นและปล่อยเคลือบลงบนเส้นผมทุกครั้งที่จัดทรง สร้างเกราะป้องกันความชื้นและมลภาวะภายนอกที่เป็นสาเหตุของผมฟูระหว่างวัน เหมือนได้ทำทรีตเมนต์ไปในขั้นตอนเดียวกันโดยไม่ต้องเพิ่มเวลา
นอกจากนี้แผ่นเซรามิกของ AIRvive ยังมีส่วนผสมของเซรามิกหนาแน่นขึ้นถึง 10 เท่า ช่วยให้รูดผ่านเส้นผมได้นุ่มนวลไร้สะดุด ไม่ดึงรั้งหรือทำเส้นผมขาด และด้วยระบบกระจายความร้อนขั้นสูงที่สม่ำเสมอทั่วแผ่นหนีบ ทำให้ผมสวยได้ในการหนีบเพียงครั้งเดียว ลดการสัมผัสความร้อนซ้ำซ้อนที่เป็นต้นเหตุของผมเสีย
ยุคที่ผมสวยต้องแลกด้วยเวลาและความเมื่อยล้าของข้อมือกำลังจะสิ้นสุดลง เรามองว่า AIRvive คือเครื่องมือที่ทำให้ทรง Beachy Wave ลอนคลายแบบสาวทะเล หรือ Glossy Straight ผมตรงเงางามมีชีวิต เป็นไปได้จริงในทุกเช้าที่ไม่มีเวลา แล้วชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะเลย
The post รู้จัก REMINGTON AIRvive อุปกรณ์ทำผมสุดฉลาดที่เปลี่ยนการทำผมให้ง่ายขึ้นในทุกเช้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
adidas และ SATISFY ประกาศความร่วมมือระยะยาวแบบหลายฤดูกา […]
The post adidas x SATISFY เปิดตัว ADIZERO ADIOS PRO 4 รุ่นลิมิเต็ด appeared first on THE STANDARD.
]]>
adidas และ SATISFY ประกาศความร่วมมือระยะยาวแบบหลายฤดูกาล พร้อมเปิดตัวรองเท้าวิ่งรุ่นลิมิเต็ด ADIZERO ADIOS PRO 4 SATISFY ซึ่งถือเป็นโปรเจกต์แรกของการร่วมงานระหว่างทั้งสองแบรนด์
ความร่วมมือครั้งนี้นำเอาเทคโนโลยีด้านสมรรถนะของไลน์ ADIZERO จาก adidas มาผสานกับแนวคิดด้านวัฒนธรรมการวิ่งและสไตล์ร่วมสมัยของ SATISFY โดยมุ่งสำรวจจุดตัดระหว่างโลกของการแข่งขันและวัฒนธรรมการวิ่งยุคใหม่
รองเท้ารุ่นดังกล่าวจะวางจำหน่ายทั้งหมด 3 สี และเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคอลเล็กชันอื่นๆ ที่จะตามมาในอนาคต
สำหรับ ADIZERO ADIOS PRO 4 SATISFY มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 พฤษภาคม ผ่านช่องทางของ adidas และ SATISFY
อ้างอิง












The post adidas x SATISFY เปิดตัว ADIZERO ADIOS PRO 4 รุ่นลิมิเต็ด appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (18 พฤษภาคม) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิง […]
The post “ชีวิตไม่ใช่สินค้า ไม่มีวันสิ้นสุด” ชัชชาติอำลาเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ขอบคุณคนกรุงตลอด 4 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (18 พฤษภาคม) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ภายหลังจากที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ปฏิบัติภารกิจสุดท้ายในการให้การต้อนรับคณะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โครงการนิติศาสตร์-รัฐศาสตร์ จากโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ที่เข้าเยี่ยม ชัชชาติ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ได้นำพวงมาลัยเข้ากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนพ้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
ชัชชาติ เปิดเผยถึงการเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในเวลาดังกล่าวว่า ไม่ได้มีการถือฤกษ์ยามแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนเวลา 17.00 น. เนื่องจากหากพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ตนจะกลายเป็นประชาชนธรรมดาที่ต้องแลกบัตรเพื่อเข้าพื้นที่ เมื่อสื่อมวลชนสอบถามถึงคำอธิษฐาน ชัชชาติระบุว่า ตนขอเพียงให้สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตเป็นสิ่งที่ดีสำหรับประเทศชาติ ไม่ได้ขอพรให้ตนเองได้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งแต่อย่างใด
โดยอธิษฐานว่า “หากเรากลับมาแล้วดีก็ขอให้เกิดขึ้น แต่ถ้ากลับมาแล้วเกิดสิ่งไม่ดีก็อย่าให้เกิดขึ้น” พร้อมสะท้อนความรู้สึกตลอดการทำงาน 4 ปีเต็มว่า เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก เพราะช่วงเวลาที่มีความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ
สำหรับแรงบันดาลใจสำคัญในการตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในสมัยที่ 2 นั้น ชัชชาติระบุว่า มาจากความต้องการเห็นประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นแรงผลักดันสูงสุด รวมถึงได้รับแรงสนับสนุนจากแสนดี บุตรชาย ที่สนับสนุนให้ลงสมัครต่อ
โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้เดินหน้าแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานระดับ เส้นเลือดใหญ่ ไปมากแล้ว อาทิ โครงการอุโมงค์ระบายน้ำและระบบรถไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาเส้นเลือดฝอย ในชุมชน ทิศทางในอนาคตจึงต้องมุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพ และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของเมืองให้สามารถแข่งขันกับมหานครอื่นทั่วโลกได้ รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี
ภายหลังการให้สัมภาษณ์ชัชชาติได้เดินกลับไปยังห้องทำงานประจำตำแหน่งเพื่อตรวจดูความเรียบร้อย โดยเปิดเผยว่าได้ทยอยเก็บของใช้ส่วนตัวซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนังสือและพระเครื่อง ใช้เวลาเก็บรวมกว่า 2 เดือน ส่วนพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิมภายในห้องยังคงจัดวางไว้ตามเดิมโดยไม่มีการปรับเปลี่ยนฮวงจุ้ยแต่อย่างใด
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนไม่ค่อยได้นั่งทำงานในห้องประจำตำแหน่งมากนัก แต่มักจะใช้เวลาในห้องทำงานส่วนรวมเพื่อให้สะดวกต่อการประสานงานกับทีมงานมากกว่า ทั้งนี้ ทรัพย์สินและอุปกรณ์ของทางราชการ รวมถึงคอมพิวเตอร์พกพา ได้ถูกส่งมอบคืนแก่ส่วนราชการอย่างครบถ้วนแล้ว
ชัชชาติ กล่าวถึงสัจธรรมของการทำงานว่า การต้องเก็บของออกจากตำแหน่งไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับตน เพราะเคยผ่านประสบการณ์นี้มาแล้วตั้งแต่เป็นผู้บริหารภาคเอกชนจนถึงรัฐมนตรี ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงเป็นวัฏจักร เมื่อถึงเวลาก็ต้องหิ้วกระเป๋ากลับ แต่การพ้นวาระในวันนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ ไม่ใช่วันสิ้นสุด
โดยย้ำทัศนคติประจำใจว่า ชีวิตไม่ได้เป็นสินค้าจึงไม่มีวันสิ้นสุด หมดวาระผู้ว่าฯ กทม. ก็ต้องนับ 1 ต่อ… สุดท้ายก็ต้องทำงาน ทำงาน ทำงาน โดยในคืนนี้ตนมีกำหนดการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อร่วมแสดงความยินดีในงานรับปริญญาของบุตรชาย และถือโอกาสพักผ่อนรวมถึงวิ่งออกกำลังกาย หลังจากที่สถานการณ์ในประเทศมีความวุ่นวายในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา
กระทั่งเวลา 16.50 น. ก่อนที่จะหมดวาระการทำงานอย่างเป็นทางการในเวลา 17.00 น. ชัชชาติได้กล่าวคำอำลาและแสดงความขอบคุณต่อพี่น้องประชาชน รวมถึงสื่อมวลชนที่ร่วมนำเสนอข่าวสารอย่างถูกต้องตลอด 4 ปี พร้อมกล่าวขออภัยหากมีนโยบายหรือการทำงานใดที่ไม่ถูกใจประชาชน โดยยืนยันว่าทุกการตัดสินใจล้วนทำไปด้วยเจตนาที่ต้องการเห็นกรุงเทพมหานครพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น
จากนั้น ชัชชาติในฐานะประชาชนเต็มตัว ได้ปั่นจักรยานออกจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพื่อเดินทางไปใช้บริการรถไฟฟ้าในการเดินทางกลับบ้าน ปิดฉากวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนที่ 17 อย่างเป็นทางการ














The post “ชีวิตไม่ใช่สินค้า ไม่มีวันสิ้นสุด” ชัชชาติอำลาเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ขอบคุณคนกรุงตลอด 4 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (18 พฤษภาคม) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร รศ.ดร.ว […]
The post รองผู้ว่าฯวิศณุ ถอดบทเรียนแยกมักกะสัน สั่งเร่งปรับกายภาพถนน-ดึงเทคโนโลยีคุมไฟจราจร นำร่องทางข้ามรถไฟทั่วกรุง 32 จุด appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (18 พฤษภาคม) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน (ถนนอโศก-ดินแดง) ภายหลังจากการประชุมหารือร่วมกับคณะที่ปรึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการประชุมวาระสำคัญช่วงโค้งสุดท้ายของคณะผู้บริหารชุดปัจจุบัน โดย กทม. ได้ข้อสรุปในการจัดทำแผนแม่บทเพื่อยกระดับความปลอดภัยและแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดอย่างยั่งยืน พร้อมส่งมอบแผนงานดังกล่าวให้หน่วยงานปฏิบัติสามารถดำเนินการสานต่อได้ทันที
รศ.ดร.วิศณุ ระบุว่า บริเวณจุดตัดมักกะสันมีปัญหาซ้อนทับกันทั้งในมิติของจุดเสี่ยงอุบัติเหตุและปัญหาการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนตอนเช้าที่มีปริมาณรถหนาแน่นกว่า 3,000 คันต่อชั่วโมง สาเหตุหลักเกิดจากกระแสรถที่เลี้ยวซ้ายจากถนนกำแพงเพชร 7 มาตัดกับกระแสรถทางตรงจากแยกพระราม 9 ส่งผลให้รถจากแยกพระราม 9 ชะลอตัวและเกิดการติดสะสมกีดขวางบนจุดตัดทางรถไฟ
ดังนั้น กทม. จึงมีแผนดำเนินการแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1. การปรับปรุงกายภาพทางถนน โดยการปรับแก้หัวเกาะกลางถนนเพื่อเพิ่มวงเลี้ยวซ้ายให้รถจากถนนกำแพงเพชร 7 สามารถเลี้ยวได้สะดวกยิ่งขึ้น 2. การจัดระบบสัญญาณไฟจราจรใหม่ โดยบังคับให้รถที่เลี้ยวซ้ายจากถนนกำแพงเพชร 7 ต้องหยุดรอตามสัญญาณไฟ เพื่อปล่อยให้รถจากแยกพระราม 9 เคลื่อนตัวผ่านจุดตัดทางรถไฟไปได้โดยไม่เกิดการติดสะสม และ 3. การนำระบบสัญญาณไฟอัจฉริยะ (Adaptive Signaling) มาใช้งาน โดยจะต้องเขียนโปรแกรมสั่งการขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สัญญาณไฟบริเวณแยกมักกะสันสอดคล้องกับปริมาณรถแบบเรียลไทม์ และสัมพันธ์กับสัญญาณไฟบริเวณแยกอโศกที่อยู่ถัดไป
นอกจากมาตรการแก้ไขปัญหาจราจรแล้ว กทม. ยังได้กำหนดแผนงานระยะกลางในการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดความผิดพลาดจากมนุษย์ โดยมีแผนติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับรถไฟ เพื่อส่งสัญญาณแจ้งเตือนล่วงหน้าให้ระบบไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่อนที่ขบวนรถไฟจะมาถึง ควบคู่ไปกับการติดตั้งระบบกล้องตรวจจับยานพาหนะ บริเวณจุดตัดทางข้าม ซึ่งหากประเมินพบว่ามีรถยนต์จอดติดค้างอยู่บนราง ระบบจะทำการส่งสัญญาณฉุกเฉินกลับไปยังพนักงานขับรถไฟให้รับทราบสถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถชะลอหรือหยุดขบวนรถได้ทันท่วงที
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวย้ำว่า การดำเนินการตามแผนงานดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน โดยในส่วนของการปรับปรุงกายภาพทางถนน กทม. จะมอบหมายให้สำนักการโยธาออกแบบและประสานขออนุญาตใช้พื้นที่จากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ขณะที่การติดตั้งและเชื่อมโยงระบบเซ็นเซอร์ จะต้องหารือร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และสำหรับการควบคุมระบบไฟจราจร กทม. จะเป็นผู้สนับสนุนด้านเทคโนโลยีและส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเป็นผู้ควบคุมบริหารจัดการ
ทั้งนี้ รศ.ดร.วิศณุ มองว่าเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่ผ่านมาต้องถูกนำมาเป็น บทเรียน สำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยหวังว่าการนำเทคโนโลยีและระบบอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้ที่จุดตัดมักกะสันในครั้งนี้ จะก้าวขึ้นเป็นโมเดลต้นแบบ ในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้ครอบคลุมจุดตัดทางรถไฟทั้ง 32 แห่งทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานครในอนาคตต่อไป
The post รองผู้ว่าฯวิศณุ ถอดบทเรียนแยกมักกะสัน สั่งเร่งปรับกายภาพถนน-ดึงเทคโนโลยีคุมไฟจราจร นำร่องทางข้ามรถไฟทั่วกรุง 32 จุด appeared first on THE STANDARD.
]]>
มีใครเคยเซฟเรฟ ‘ทรงจมูก’ ที่อยากทำไว้เพียบ แต่พอถึงเวลา […]
The post ‘My Emma Nose’ แพลตฟอร์มที่ชวนคุณมาเทสต์จมูกให้ถูกจริตด้วย AI + AR ก่อนตัดสินใจทำจริง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
มีใครเคยเซฟเรฟ ‘ทรงจมูก’ ที่อยากทำไว้เพียบ แต่พอถึงเวลาต้องเลือกจริง ๆ ลังเลไหม? เราอาจมีทรงที่ชอบอยู่ในใจ มีรีวิวที่ดูแล้วรู้สึกว่าแบบนี้แหละที่อยากได้
แต่เมื่อคิดต่อว่าทรงนั้นจะมาอยู่บนหน้าของตัวเองจริง ๆ ก็เกิดไม่มั่นใจขึ้นมา
เพราะจมูกไม่ใช่แค่จุดหนึ่งบนใบหน้า แต่เป็นองค์ประกอบที่เปลี่ยนภาพรวมของทั้งหน้าได้อย่างชัดเจน ทรงที่ดูสวยบนใบหน้าคนหนึ่ง อาจไม่ได้ให้ความรู้สึกเดียวกันเมื่อมาอยู่บนใบหน้าเรา
และนี่คือจุดเริ่มต้นของ My Emma Nose แพลตฟอร์มจาก EMMA Clinic ภายใต้ความร่วมมือกับ adapter digital ที่ได้นำเทคโนโลยี AI + AR เข้ามาช่วยวิเคราะห์ใบหน้าและจำลองทรงจมูก เพื่อเปลี่ยนการเลือกทรงจากภาพในหัว ให้กลายเป็น ‘ภาพที่เห็นบนใบหน้าจริง’ ก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรมจมูก
ถ้ามัวแต่จินตนาการ หลายครั้งเราก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี EMMA Clinic จึงร่วมกับ adapter digital พัฒนา My Emma Nose แพลตฟอร์ม AI + AR ที่ช่วยวิเคราะห์สัดส่วนเครื่องหน้า โครงหน้า และความสมดุลโดยรวม ก่อนแนะนำทรงจมูกที่มีแนวโน้มจะเข้ากับใบหน้าของแต่ละคนมากที่สุดตามหลักการ Golden Ratio (อัตราส่วนทองคำที่บอกความเป๊ะของใบหน้า)
สิ่งที่น่าสนใจคือ My Emma Nose ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจใบหน้าของตัวเองมากขึ้น เห็นภาพความเป็นไปได้เบื้องต้น และมี Reference ที่ชัดขึ้นก่อนนำไปพูดคุยหรือปรึกษากับแพทย์
ขั้นตอนการใช้งาน My Emma Nose เริ่มจากการสแกนใบหน้าผ่านสมาร์ทโฟน ทั้งมุมหน้าตรงและมุมด้านข้าง เพื่อวิเคราะห์โครงหน้า สัดส่วน และจุดเด่นของแต่ละคน
หลังจากนั้นระบบจะประมวลผล Facial Harmony และความบาลานซ์ของใบหน้า โดยอ้างอิงหลัก Golden Ratio อย่างครอบคลุม ตั้งแต่สันจมูก แกนจมูก ปีกจมูก มุมปลายจมูก ไปจนถึงองค์ประกอบเครื่องหน้าโดยรวม
ผลลัพธ์ที่ได้คือคำแนะนำ ‘ทรงจมูกที่ใช่’ ซึ่งไม่ได้บอกแค่ว่าควรเลือกทรงไหน แต่ยังอธิบายด้วยว่าทรงนั้นช่วยเสริมอะไรให้กับใบหน้า เช่น ทำให้หน้าดูโดดเด่นขึ้น มีมิติขึ้น หรือลุคโดยรวมดูสดใสและบาลานซ์กว่าเดิม จากนั้นระบบจะพาไปสู่ AR Preview เพื่อให้เราเห็นใบหน้าปัจจุบันของตัวเองพร้อมทรงจมูกที่ระบบแนะนำ เหมือนได้ลองมีจมูกทรงนั้นจริง ๆ ก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรม

สิ่งที่ชอบมากอีกอย่างของ My Emma Nose คือ แม้ระบบจะมีทรงที่แนะนำ แต่สุดท้ายผู้ใช้งานยังเป็นคนเลือกเองได้ว่า ทรงไหนทำให้รู้สึกมั่นใจที่สุด ชอบตัวเองในลุคไหนมากที่สุด หรือทรงไหนดูเข้ากับบุคลิกของเราที่สุด โดยสามารถลองทรงจมูกผ่านใบหน้าจริงแบบ AR ได้ โดยมีให้เลือกทั้งหมด 6 แบบ ทั้ง สันคมชัด มั่นสู้กล้อง, สันเรียวเล็ก สเปกเธอ, สันละมุน สุดเนียนนี, หวานหรู ลูกคุณหนู, หยดน้ำชัด จัดหวานซอฟต์ และ โด่ง ซอฟต์หวาน
หลังจากลองแล้ว ยังสามารถถ่ายรูปหรือวิดีโอเก็บไว้ดูซ้ำ เปรียบเทียบ หรือใช้เป็น Reference สำหรับปรึกษาแพทย์ต่อได้
แน่นอนว่า การตัดสินใจทำศัลยกรรมยังต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอยู่ดี เพราะผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับโครงสร้างจมูกเดิม เนื้อจมูก เทคนิคการผ่าตัด และความเหมาะสมของแต่ละบุคคล แต่การได้เห็นภาพพรีวิวเบื้องต้นของผลลัพธ์ก่อน ก็มีส่วนช่วยให้ความกังวลบางส่วนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความมั่นใจ
และนี่คือสิ่งที่ EMMA Clinic และ adapter digital มองเห็นและหยิบมาพัฒนาเป็น My Emma Nose แพลตฟอร์มที่ช่วยให้การเลือกทรงจมูกไม่ต้องอาศัยแค่ภาพในหัวหรือ Reference จากใบหน้าคนอื่นอีกต่อไป
แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจใบหน้าของตัวเองมากขึ้น
ใครที่กำลังลังเลว่าทรงจมูกแบบไหนจะเข้ากับตัวเอง ลองสแกนและค้นหา ‘ทรงจมูกที่ใช่’ ได้แล้ววันนี้ที่ Emma Clinic ›
The post ‘My Emma Nose’ แพลตฟอร์มที่ชวนคุณมาเทสต์จมูกให้ถูกจริตด้วย AI + AR ก่อนตัดสินใจทำจริง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
Surf Dating ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพาร์ตเนอร์แอปหาคู่อ […]
The post HYROX x แอปหาคู่ เปิดโหมดนัดเดต ให้คนโสด ‘Match’ กันในสนามแข่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
Surf Dating ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพาร์ตเนอร์แอปหาคู่อย่างเป็นทางการของ HYROX ในโซนอเมริกาเหนือ พร้อมเตรียมจัดกิจกรรม ‘Blind Date Mixed Doubles’ ในการแข่งขัน HYROX New York 2026 เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาสายฟิตได้จับคู่ทำความรู้จักกันผ่านการแข่งขันจริง
ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ผู้ใช้งานแอป Surf จะสามารถกรองโปรไฟล์เฉพาะผู้ที่ลงแข่งหรือฝึกซ้อม HYROX ได้โดยตรง เพื่อช่วยให้คนที่มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกันได้พบเจอกันง่ายขึ้น
นอกจากนี้ Surf ยังเตรียมจัดกิจกรรมต่างๆ ภายในงาน HYROX ไม่ว่าจะเป็น pre-race shakeout run, งาน recovery สำหรับคนโสด รวมถึง ‘Station 9’ อาฟเตอร์ปาร์ตี้อย่างเป็นทางการของการแข่งขัน
ทั้งนี้ กิจกรรม Blind Date Mixed Doubles จะเปิดรับผู้เข้าร่วมจำนวนจำกัด และหากได้รับกระแสตอบรับที่ดี อาจมีการขยายรูปแบบไปยังสนามอื่นของ HYROX ในอนาคตด้วย
The post HYROX x แอปหาคู่ เปิดโหมดนัดเดต ให้คนโสด ‘Match’ กันในสนามแข่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
Declan Rice กองกลางของ Arsenal เดินทางไปยังศูนย์บัญชากา […]
The post Declan Rice x Lando Norris การโคจรมาพบกันของ 2 นักกีฬาแห่งยุค appeared first on THE STANDARD.
]]>
Declan Rice กองกลางของ Arsenal เดินทางไปยังศูนย์บัญชาการของ McLaren Racing เพื่อพบกับ Lando Norris แชมป์โลก Formula 1 ฤดูกาล 2025 ในรายการสารคดี ‘Raising The Bar’ ตอนที่ 2
รายการดังกล่าวเป็นซีรีส์ต้นฉบับที่ Rice ออกเดินทางไปพูดคุยกับนักกีฬาระดับท็อปจากหลากหลายวงการ เพื่อเรียนรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาก้าวสู่ระดับสูงสุดของอาชีพ ทั้งในเรื่องแนวคิด การรับมือแรงกดดัน และวิธีพัฒนาตัวเองให้เป็น ‘master of the craft’
ในตอนนี้ Rice ใช้เวลาที่ McLaren Technology Centre เพื่อพูดคุยกับ Norris ถึงจิตวิทยาของการทำงานภายใต้ความกดดันมหาศาลของโลกมอเตอร์สปอร์ต รวมถึงการเตรียมตัวและ mindset ที่จำเป็นต่อการเป็นนักกีฬาระดับแชมป์โลก
นอกจากนี้ ทั้ง Arsenal และ McLaren Racing ยังโพสต์ภาพร่วมกันผ่าน Instagram โดย Rice มอบเสื้ออาร์เซนอลหมายเลข 41 พร้อมลายเซ็นให้ Norris เป็นของขวัญพิเศษด้วย
ระหว่างการพูดคุย Norris ยังเปิดเผยว่า เขาเคยชื่นชอบฟุตบอลอย่างมากในวัยเด็ก รวมถึงสะสมการ์ด Match Attax และติดตามการแข่งขันอยู่เสมอ ก่อนจะเริ่มกลับไปชมเกมฟุตบอลในสนามอีกครั้งในช่วงหลัง
เมื่อถูกถามว่าหากเล่นฟุตบอลจริงๆ เขาจะเล่นตำแหน่งไหน Norris ตอบติดตลกว่าเขาน่าจะเป็น ‘ปีก’ เพราะชอบอยู่ห่างจากทุกคน ขณะที่ Rice มองต่างออกไป พร้อมบอกว่า “ผมว่าเขาน่าจะเป็นหมายเลข 10 สายสร้างสรรค์ อยู่หลังศูนย์หน้า”





The post Declan Rice x Lando Norris การโคจรมาพบกันของ 2 นักกีฬาแห่งยุค appeared first on THE STANDARD.
]]>
Google เปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพแบบไม […]
The post Google เปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์สวมใส่ไร้หน้าจอ ราคาเริ่ม 3,218 บาท ท้าชน Whoop แบบไม่ต้องจ่ายสมาชิกรายปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
Google เปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพแบบไม่มีหน้าจอ ราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,218 บาท) เมื่อวันพฤหัสบดี (7 พ.ค.) ที่ผ่านมา ถือเป็นการขยับเข้าชนกับ Whoop และผู้ผลิตอุปกรณ์ติดตามสุขภาพแบบไร้หน้าจอรายอื่นๆ โดยตรง
Fitbit Air มาพร้อมฟีเจอร์ติดตามสุขภาพและการออกกำลังกายครบถ้วน ทั้งการวัดอัตราการเต้นของหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง, การตรวจจับจังหวะหัวใจพร้อมแจ้งเตือนภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (A-fib), ระดับออกซิเจนในเลือด, อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก, ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ ตลอดจนระยะและช่วงการนอนหลับ
Google ระบุในบล็อกโพสต์ว่า อุปกรณ์ตัวนี้ออกแบบมาสำหรับคนที่มองว่าอุปกรณ์สวมใส่ทั่วไปเทอะทะ, ใช้งานยุ่งยาก หรือราคาแพง พร้อมเน้นว่า Fitbit Air นั้นเรียบง่าย, ราคาเอื้อมถึงได้ และสวมใส่สบายพอที่จะใส่ตลอด 24 ชั่วโมง
Fitbit Air ขนาดเล็กลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยเล็กกว่า Fitbit Luxe 25% และเล็กกว่า Inspire 3 ถึง 50% สอดคล้องกับชื่อ ‘Air’ ที่ใช้ ตัวอุปกรณ์มีน้ำหนัก 12 กรัม (รวมสาย) และ 5.2 กรัม (ไม่รวมสาย)
การใช้งานนั้นตัวอุปกรณ์จะตรวจจับและบันทึกกิจกรรมต่างๆ ได้อัตโนมัติ พร้อมเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้และปรับให้เป็นส่วนตัวมากขึ้นเมื่อใช้นานขึ้น แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 1 สัปดาห์ และระบบชาร์จเร็วสามารถเติมพลังงานสำหรับ 1 วันได้ในเวลาเพียง 5 นาที กันน้ำได้ลึกถึง 50 เมตร
เนื่องจากไม่มีหน้าจอและปุ่มกด Fitbit Air จึงใช้การสั่นเตือนสำหรับฟังก์ชันนาฬิกาปลุก พร้อมไฟดวงเล็กที่ใช้บอกสถานะแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ นอกจากนี้ยังรองรับการบันทึกกิจกรรมและมื้ออาหารผ่านเสียงพูด แต่ไม่สามารถตอบกลับด้วยเสียงเหมือนสมาร์ตโฟนหรือสมาร์ตวอตช์
ตัวอุปกรณ์มี 4 สีให้เลือก ได้แก่ Obsidian, Fog, Lavender และ Berry และเปิดตัวพร้อมสายรัด 3 แบบ คือ ‘Performance Loop Band’ ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลและระบายอากาศได้ดี, ‘Active Band’ กันน้ำ และ ‘Elevated Modern Band’ ที่เน้นความเรียบหรู โดยสายรัดเพิ่มเติมราคา 35 ดอลลาร์ (ราว 1,126 บาท)
Fitbit Air ยังจับคู่กับ Pixel Watch ได้ ผู้ใช้สามารถใส่ Pixel Watch ในระหว่างวัน และเปลี่ยนมาใส่ Fitbit Air ตอนกลางคืนหรือระหว่างออกกำลังกาย เพื่อความสบายมากขึ้น โดยเปิดให้พรีออเดอร์แล้ว และจะเริ่มวางขายในวันที่ 26 พฤษภาคมนี้
หน้าตาของ Fitbit Air ละม้ายคล้ายกับอุปกรณ์ของ Whoop คือเป็นสายผ้านุ่มที่มีชุดแบตเตอรี่และเซ็นเซอร์ติดอยู่ด้านล่าง แต่ความแตกต่างใหญ่อยู่ที่โมเดลธุรกิจ Google เก็บค่าฮาร์ดแวร์ครั้งเดียว พร้อมค่าสมัครสมาชิก Google Health แบบไม่บังคับ เดือนละ 10 ดอลลาร์ (ราว 322 บาท) ขณะที่ Whoop ไม่คิดค่าฮาร์ดแวร์ แต่เก็บค่าสมาชิกรายปี เริ่มต้นที่ 200 ดอลลาร์ (ราว 6,436 บาท)
เมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่น Fitbit Air ยังมีราคาต่ำกว่า Oura Ring จาก Oura Health ที่เริ่มต้น 349 ดอลลาร์ (ราว 11,231 บาท) และ Apple Watch SE 3 รุ่นถูกที่สุดของ Apple ที่ 249 ดอลลาร์ (ราว 8,013 บาท) รวมถึง Pixel Watch 4 ของ Google เองที่ราคา 349 ดอลลาร์ (ราว 11,231 บาท)
Google ยังเปิดตัว Google Health Coach โค้ชด้านฟิตเนส, การนอน และสุขภาพแบบครบในที่เดียวที่ขับเคลื่อนด้วย Gemini ซึ่งเปิดให้ใช้สำหรับสมาชิก Google Health Premium ทำหน้าที่ออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล วิเคราะห์พฤติกรรมการนอน และอื่นๆ โดยจะเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 19 พฤษภาคม
ริชิ จันทรา ผู้ดูแลธุรกิจอุปกรณ์สวมใส่และสุขภาพของ Google ระบุในการสัมภาษณ์ว่า การเปิดตัว Fitbit Air คือจุดเริ่มต้นการกลับมาของ Fitbit หลังเงียบหายไปหลายปี โดยเขามอง Fitbit เป็นแบรนด์ที่จะใช้ทำตลาดกับผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งใช้งานได้ทั้งบน iOS และ Android ส่วน Pixel Watch จะวางตัวให้กับกลุ่มผู้ใช้ที่ผูกพันกับ Pixel และ Android อยู่แล้ว
“เราเชื่อว่าคลื่นนวัตกรรมต่อไปของเทคโนโลยีสวมใส่ จะก้าวข้ามจากการให้ข้อมูลเฉยๆ ไปสู่การช่วยให้คุณตีความและลงมือทำตามข้อมูลเหล่านั้นได้” จันทรากล่าว
การเปิดตัว Fitbit Air เกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาดอุปกรณ์ติดตามสุขภาพแบบไร้หน้าจอกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดย Oura ผู้ผลิตสมาร์ตริง ระดมทุนได้มากกว่า 900 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.89 หมื่นล้านบาท) ขณะที่ Whoop ระดมทุนได้ 575 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.85 หมื่นล้านบาท) เมื่อเดือนมีนาคม โดยทั้งสองบริษัทมีมูลค่ากิจการเกิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.22 แสนล้านบาท)
ข้อมูลจาก Circana บริษัทวิจัยตลาดระบุว่า ยอดซื้ออุปกรณ์ติดตามฟิตเนสในสหรัฐฯ เติบโต 88% ระหว่างปี 2024-2025 โดยเฉพาะกลุ่มสมาร์ตริงที่เติบโตถึง 195%
จากข้อมูลของ IDC ในตลาดสายรัดข้อมือทั่วโลกปี 2025 พบว่า Fitbit ครองส่วนแบ่งราว 6% และ Whoop 2% ขณะที่ผู้ผลิตจีนยังครองตลาดอย่างเหนียวแน่น โดย Xiaomi กินส่วนแบ่งราวครึ่งหนึ่ง ตามด้วย Huawei ราว 25% และ Samsung 10%
วิลล์ อาห์เหม็ด ซีอีโอของ Whoop เคยกล่าวว่า อุปกรณ์ติดตามแบบสวมใส่ตลอด 24 ชั่วโมงจะช่วยตรวจจับ “ความผิดปกติเล็กๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพ” ซึ่งการตรวจสุขภาพประจำปีไม่สามารถมองเห็นได้ เพราะเป็นเพียงภาพ ณ ช่วงเวลาหนึ่งโดยปราศจากบริบท
เมื่อไม่มีหน้าจอ แบตเตอรี่จึงใช้พลังงานเฉพาะเซ็นเซอร์ ทำให้อุปกรณ์เหล่านี้ใช้งานได้นานกว่า Apple Watch มาก โดย Fitbit Air ใช้งานได้ 1 สัปดาห์ Oura Ring อยู่ที่ราว 8 วัน ส่วน Whoop 5.0 ใช้งานได้นานถึง 2 สัปดาห์
ฮอลลี เชลตัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Oura กล่าวว่า “ผู้คนกำลังมองหาประโยชน์จากเทคโนโลยีสุขภาพ โดยไม่ต้องถูกหน้าจออีกชิ้นดึงดูดความสนใจตลอดเวลา” และเมื่อไม่มีการแจ้งเตือน ผู้ใช้สามารถเลือกเองได้ว่าจะดูข้อมูลบ่อยแค่ไหนก็ได้
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.18 บาท ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569
ภาพ : Courtesy of Google
อ้างอิง:
The post Google เปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์สวมใส่ไร้หน้าจอ ราคาเริ่ม 3,218 บาท ท้าชน Whoop แบบไม่ต้องจ่ายสมาชิกรายปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตลาดท่องเที่ยวไทยกำลังเจอความท้าทายใหม่ เมื่อนักท่องเที […]
The post ‘สยามพิวรรธน์’ ผนึก ‘Huawei’ พลิกเกม Travel Tech ด้วย Wearable Tech รุกน่านน้ำใหม่เจาะฐานนักท่องเที่ยวพรีเมียมทั่วโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตลาดท่องเที่ยวไทยกำลังเจอความท้าทายใหม่ เมื่อนักท่องเที่ยวเริ่มมองหา ‘ประสบการณ์’ ที่แตกต่าง สยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโกลบอลเดสติเนชั่น จึงยกระดับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับหัวเว่ย (Huawei) ผู้นำเทคโนโลยีและโทรคมนาคมระดับโลก เปิดตัว ONESIAM Global Visitor Card บน Huawei Wearables พลิกเกม Travel Tech เชื่อม Ecosystem ด้วย Wearable Tech ครั้งแรกในไทย เดินหน้าเสริมศักยภาพการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยขยายฐานนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมตอกย้ำบทบาท Game Changer ในการสร้าง Global Experiential Destination และมาตรฐานใหม่ของ Retail Tech
จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของการผนึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ทำให้เห็นความน่าสนใจในการเดินเกมของสยามพิวรรธน์ในมิติต่างๆ ทั้งการนำความแข็งแกร่งของสยามพิวรรธน์ในฐานะเจ้าตลาดลักชัวรีรีเทลที่เข้าใจ Insight นักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียม มาผสานกับความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีของ Huawei หรือการใช้ประโยชน์จาก Wearable Tech และระบบนิเวศของ Huawei ซึ่งมี Data มหาศาลและเข้าถึงไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวแบบ Real-time มาเป็นหัวใจสำคัญของโลกธุรกิจยุคใหม่ ไปจนถึงการเชื่อมโยงโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของ Retail Tech ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวและสิทธิประโยชน์ที่เฉพาะตัว

ด้วยศักยภาพการเติบโตของสยามพิวรรธน์ในฐานะผู้นำในตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่ม ‘High-Quality Tourist’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ทำให้หัวเว่ย เบอร์ 1 ของจีน เลือกสยามพิวรรธน์เป็นหนึ่งในพันธมิตรหลักในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
อีกทั้งความสำเร็จบนเวทีระดับสากล ยังสะท้อนความแข็งแกร่งในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก โดยเฉพาะสยามพารากอนและไอคอนสยาม ที่ครองส่วนแบ่งตลาด Luxury Retail ในไทยสูงถึง 70% และเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างรายได้ต่อตารางเมตรสูงสุดในประเทศ ขณะที่ไอคอนสยามสร้างประวัติศาสตร์บนเวที MAPIC Awards 2025 ณ ประเทศฝรั่งเศส ในฐานะ 1 ใน 3 โครงการรีเทลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก และเป็นเพียงหนึ่งเดียวจากเอเชีย ที่ได้รับเกียรตินี้เคียงข้างโครงการยักษ์ใหญ่จากอังกฤษและสเปน
ความแข็งแกร่งนี้ยังสะท้อนผ่านความเชื่อมั่นจากแบรนด์ระดับโลกที่เลือกเปิดแฟลกชิปสโตร์ขนาดใหญ่ที่สุดในไทย ณ พื้นที่ของสยามพิวรรธน์
รวมถึงการเปิดตัว HUAWEI Experience Store แฟล็กชิปสโตร์รูปแบบใหม่ ชั้น 3 สยามพารากอน เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสาขาแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ที่มีการดีไซน์พิเศษให้เป็น One-Stop Service ศูนย์บริการครบวงจรสำหรับลูกค้า Huawei รวมการจำหน่ายสินค้า พื้นที่ทดลอง และบริการหลังการขายไว้ในที่เดียว
การที่แบรนด์ระดับโลกเหล่านี้เลือกปักหมุดที่นี่ เป็นการยืนยันว่าสยามพิวรรธน์มีฐานลูกค้าที่เป็น “High-quality Tourists” แท้จริง พร้อมตอกย้ำบทบาทผู้นำในการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดระดับโลก (Global Best Experience) ที่ดึงดูดผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 100 ล้านคนต่อปี

สยามพิวรรธน์เดินเกมตอกย้ำผู้นำการสร้างประสบการณ์ระดับโลก ‘Global Experiential Destination’ ด้วยการปฏิวัติประสบการณ์การท่องเที่ยวด้วยนวัตกรรมครั้งแรกในประเทศไทย สร้างมาตรฐานใหม่ของ Retail Tech โดยใช้จุดแข็งหลักด้านการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ผสานเข้ากับการใช้นวัตกรรมสุดล้ำจาก Huawei พาร์ตเนอร์เบอร์ 1 จากจีน เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้งและเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ
การพลิกโฉมอุตสาหกรรมรีเทลพร้อมสร้างคุณค่าให้ลูกค้า พันธมิตร และระบบนิเวศโดยรวม ระหว่าง ‘สยามพิวรรธน์’ กับ ‘Huawei’ เริ่มต้นขึ้นในปี 2020 ซึ่งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งนั้น เป็นการนำ Huawei Cloud มาใช้ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานด้าน Retail Omnichannel ก่อนจะพัฒนา ONESIAM SuperApp ที่เชื่อมต่อประสบการณ์ออนไลน์และออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ ควบคู่กับการขยาย Global Partner Ecosystem และมอบสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่
ปีนี้ สยามพิวรรธน์ตั้งเป้าต่อยอดความร่วมมือผ่านการพัฒนาโซลูชันบน Quick App ONESIAM และการเชื่อมต่อกับ Wearables, Skytone และเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อเพิ่ม engagement กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมยกระดับประสบการณ์ผ่านนวัตกรรมของ Huawei เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ทำให้สยามพิวรรธน์เป็นรีเทลรายแรกและรายเดียวในไทยที่เชื่อมต่อสิทธิประโยชน์ผ่านระบบ Quick Apps บน HarmonyOS ของ Huawei รองรับการทำงานทั้ง iOS และ Android ช่วยให้เข้าถึงผู้ใช้งาน Huawei กว่า 400 ล้านเครื่องในจีน และผู้ใช้ Wearables อีกกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก มอบความสะดวกสบายสูงสุดแก่นักท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้ทันทีผ่านการสแกนหรือการเชื่อมต่อเพียงครั้งเดียว
การยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยวผ่านการเชื่อมต่อแบบ O2O อย่างครบวงจร ครอบคลุมทุกช่วงของ Customer Journey ช่วยให้ออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวในทุกช่วงของการเดินทางได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่การค้นหาและวางแผนก่อนเดินทาง ไปจนถึงประสบการณ์เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการสมัครสมาชิกแบบ One-Tap, E-Coupon หรือระบบแนะนำบริการภายในศูนย์การค้า นำ Data-Driven Insights มาวิเคราะห์พฤติกรรมและความชอบ เพื่อรักษาความสัมพันธ์และมอบข้อเสนอที่แม่นยำในครั้งถัดไป ผ่านช่องทาง Omnichannel ที่แข็งแกร่ง ช่วยให้สยามพิวรรธน์มอบข้อเสนอและประสบการณ์ได้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายในทุก Touchpoint รวมไปถึงการนำ Huawei Cloud มาใช้ในการพัฒนา Application รองรับการทำงานแบบ Omnichannel ที่เชื่อมต่อช่องทาง Online และ Offline เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เพิ่มประสิทธิภาพทั้งในมิติของการให้บริการและการบริหารจัดการ
นอกจากนี้ ยังสร้างแคมเปญการตลาดรูปแบบใหม่ด้วยเทคโนโลยี เช่น ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้ ONESIAM Global Visitor Card บน Huawei Wearables เดินให้ครบ 2,000 ก้าว เพื่อรับ Gift Card มูลค่า 500 บาท พร้อมทั้งขยาย Ecosystem ร่วมกับพันธมิตรชั้นนำกว่า 150 ราย ทั้งสายการบิน โรงแรม และบริการด้านสุขภาพ
ผลลัพธ์จากการผสานจุดแข็งและนวัตกรรม ส่งผลให้ช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569 สยามพิวรรธน์สามารถสร้างสถิติใหม่ด้วยยอดการหาลูกค้าใหม่ เติบโตมากกว่า 400% และ ยอดการใช้จ่ายเติบโตขึ้นกว่า 100% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความสำเร็จในการนำ Retail Tech มาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

นอกจากตลาดจีนที่สยามพิวรรธน์มีความแข็งแกร่งเป็นทุนเดิม ความร่วมมือครั้งนี้ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การขยายฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพสู่ตลาดศักยภาพใหม่ๆ ทั้งฮ่องกง ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยอาศัยการเข้าถึงผู้ใช้งาน Huawei Wearables กว่า 200 ล้านคนทั่วโลก เป็นฟันเฟืองสำคัญภายใต้ ‘Winning Strategy’ เพื่อครองความเป็นหนึ่งในใจนักเดินทางทั่วโลก
โอกาสมากมายยังซ่อนอยู่ภายใต้การเติบโตของ Huawei ที่กลับมาครองอันดับ 1 ในตลาดสมาร์ทโฟนในจีน และอยู่อันดับต้นๆ ของตลาด Smartwatch โลกในปี 2025 ด้วยยอดจัดส่งกว่า 25.5 ล้านเครื่อง เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 21.7% โดยมีแรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในจีน ควบคู่กับการลงทุนด้าน R&D ที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพการใช้งานจริง โดยเฉพาะในเซกเมนต์สุขภาพและการกีฬา จนสามารถสร้างฐานลูกค้าที่ภักดีในกลุ่มผู้บริโภคระดับบนได้สำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของสยามพิวรรธน์
ยิ่งไปกว่านั้น กลยุทธ์ ‘Thailand Tourism Next 2026’ ของภาครัฐที่เน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและมูลค่าสูง ยังสอดคล้องกับทิศทางของสยามพิวรรธน์ที่มุ่งสร้าง ‘Global Experiential Destination’ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม Travel Retail และเสริมศักยภาพการแข่งขันให้กับการท่องเที่ยวไทยด้วยนวัตกรรม Retail Tech
การเปิดตัว ONESIAM Global Visitor Card บน Huawei Wearables ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการเซ็ตมาตรฐานใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งบนเวทีโลก พร้อมตอกย้ำบทบาท Game Changer ตัวจริงที่เข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน
The post ‘สยามพิวรรธน์’ ผนึก ‘Huawei’ พลิกเกม Travel Tech ด้วย Wearable Tech รุกน่านน้ำใหม่เจาะฐานนักท่องเที่ยวพรีเมียมทั่วโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยี AI ได้พัฒนาอย่างรวดเร […]
The post โอกาสลงทุนในยุค Agentic AI AI ที่คิดเอง ทำงานเองได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยี AI ได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นเพียงเครื่องมือช่วยตอบคำถามหรือสร้างคอนเทนต์ สู่การเป็นระบบที่สามารถ ‘ลงมือทำงานแทนมนุษย์’ ได้จริง แนวคิดนี้เรียกว่า ‘Agentic AI’ ซึ่งหมายถึง AI ที่ทำหน้าที่เสมือนตัวแทน (agent) ที่สามารถวางแผน ตัดสินใจ และดำเนินงานหลายขั้นตอนโดยอัตโนมัติ เปรียบได้กับ ‘พนักงานดิจิทัล’ ที่เข้าใจเป้าหมาย และสามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายได้ด้วยตนเอง
Agentic AI คือระบบ AI ที่ถูกออกแบบให้มี 3 ความสามารถหลัก ดังนี้
ตัวอย่างเช่น จากเดิมที่ผู้ใช้อาจสั่งให้ AI ‘สรุปรายงาน’ ในยุค Agentic AI ผู้ใช้สามารถกำหนดเป้าหมายที่ซับซ้อนขึ้น เช่น ‘วิเคราะห์ตลาดและเสนอแผนธุรกิจ’ โดย AI จะสามารถรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์คู่แข่ง สร้างกลยุทธ์ และสรุปผลลัพธ์ได้ในกระบวนการเดียว
Agentic AI สะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ ในอดีต เครื่องจักรเข้ามาแทนแรงงานกายภาพ และซอฟต์แวร์เข้ามาแทนงานที่ทำซ้ำ แต่ปัจจุบัน AI เริ่มมีบทบาทใน ‘งานเชิงความคิด’ เช่น การเงิน การตลาด กฎหมาย และการพัฒนาโปรแกรม แม้งานเหล่านี้จะไม่ได้หายไปทันที แต่รูปแบบการทำงานจะเปลี่ยนไป โดยมี AI เป็นองค์ประกอบหลัก บริษัทที่สามารถนำ AI มาปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีความได้เปรียบด้านผลิตภาพและการแข่งขัน
การพัฒนา Agentic AI ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นชิปประมวลผล ระบบ Cloud และข้อมูล โดยข้อมูลจากทีม Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า บริษัทอย่าง NVIDIA, Microsoft, Google และ Oracle จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้วางรากฐานของเศรษฐกิจ AI
สำหรับนักลงทุนไทย สามารถเข้าถึงธีมการเติบโตนี้ผ่าน DR ที่อ้างอิงบริษัทดังกล่าว เช่น NVDA01, GOOGL01, MSFT01, ORCL01 และ MICRON01 ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้พอร์ตการลงทุนเชื่อมโยงกับการเติบโตของ AI ตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงระบบนิเวศ

แม้ Agentic AI จะมีศักยภาพสูง แต่ยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความผิดพลาดในการตัดสินใจของ AI ในระบบที่ซับซ้อน ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ และความล่าช้าของกฎระเบียบ นักลงทุนจึงควรพิจารณาคัดเลือกบริษัทที่สามารถนำ AI ไปใช้ได้จริง และมีความสามารถในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจอย่างยั่งยืน
Agentic AI กำลังเปลี่ยนบทบาทของ AI จาก ‘เครื่องมือ’ สู่ ‘แรงงานดิจิทัล’ ที่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก สำหรับนักลงทุน นี่ไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น แต่เป็นแนวโน้มการเติบโตระยะยาว การมีสัดส่วนการลงทุนในบริษัทที่เป็นแกนกลางของ AI ecosystem จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยให้พอร์ตสามารถเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DR01 ได้ที่ https://www.bualuang.co.th/financial-service/inav-lists/dr/dr01-inav
The post โอกาสลงทุนในยุค Agentic AI AI ที่คิดเอง ทำงานเองได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เบื้องหลังตัวเลข 1:59:30 ชั่วโมง ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบ […]
The post วิ่ง 200 กม./สัปดาห์ เปิดสูตรซ้อม ‘ซาบาสเตียน ซาเว’ สู่ประวัติศาสตร์ Sub-2 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เบื้องหลังตัวเลข 1:59:30 ชั่วโมง ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ หรือพรสวรรค์ที่มีติดตัวมาแต่เกิด
แต่มันคือผลลัพธ์ของการซ้อมหนักระดับ 200 กิโลเมตรต่อสัปดาห์ วินัยที่ทำซ้ำอย่างไม่ประนีประนอม โภชนาการที่แม่นยำ เทคโนโลยีของรองเท้าที่ถูกเลือกอย่างละเอียด และความเชื่อที่ไม่เคยสั่นคลอนว่า มนุษย์สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้
สำหรับ ซาบาสเตียน ซาเว การทำลายกำแพง Sub-2 คือผลสะสมของทุกเช้าที่ตื่นมาวิ่ง ทุกวันที่ร่างกายล้า และทุกก้าวที่เขาเลือกจะไม่หยุด จนในที่สุดโลกก็ได้เห็นประวัติศาสตร์บทใหม่ถูกจารึกขึ้นจริงที่กรุงลอนดอน
แล้วสูตรซ้อมแบบไหน? ที่พาเขากลายเป็นมนุษย์คนแรกในประวัติศาสตร์ที่วิ่งมาราธอนต่ำกว่า 2 ชั่วโมงอย่างเป็นทางการ เรามาดูไปพร้อมๆ กัน

อ้างอิง:
The post วิ่ง 200 กม./สัปดาห์ เปิดสูตรซ้อม ‘ซาบาสเตียน ซาเว’ สู่ประวัติศาสตร์ Sub-2 appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (23 เมษายน) เวลา 10.00 น. อัครนันท์ กัณณ์กิตตินั […]
The post รมช.อัครนันท์ บุก กทม. ศึกษาโมเดล ‘Traffy Fondue’ เตรียมบูรณาการร่วมกันกับแพลตฟอร์มแจ้งปัญหาความปลอดภัยและสวัสดิภาพในสถานศึกษา appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (23 เมษายน) เวลา 10.00 น. อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) พร้อมด้วย ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ ภาควัต ศรีสุรพล คณะทำงาน รมช. และวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เข้าพบปะพูดคุยรับฟังการบรรยายเรื่องการดำเนินการ (Traffy Fondue ทราฟฟี่ฟองดูว์) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้ประชาชนแจ้งปัญหาเมืองในเขตกรุงเทพมหานคร ผ่าน LINE Chatbot เพื่อที่กระทรวงศึกษาธิการจะได้นำรูปแบบ Traffy Fondue มาบูรณาการให้เป็นช่องทางในการส่งเรื่องแจ้งปัญหาความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในกระทรวงศึกษาธิการ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง
รมช.ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการกำลังเตรียมจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิ และเสรีภาพ” เพื่อดูแลนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาโดยเฉพาะ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าเมื่อเกิดปัญหาหรือมีการถูกละเมิดสิทธิ กระบวนการแก้ไขของระบบราชการมักมีความล่าช้าและมีหลายขั้นตอน ทั้งนี้ตนได้รับมอบหมายให้เข้ามาดูแลเรื่องนี้โดยตรง จึงเล็งเห็นระบบ Traffy Fondue ของ กทม. ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้รวดเร็วและตรงจุด วันนี้ผมในฐานะ ‘หน่วยหน้า’ จึงตั้งใจมาศึกษาดูงานและลงลึกถึงระบบปฏิบัติการจริง โดยต้องขอขอบคุณทาง กทม. เป็นอย่างยิ่งที่เปิดโอกาสให้เราเข้ามาศึกษา และหวังให้ กทม. ช่วยเป็น ‘พี่เลี้ยง’ ให้กับกระทรวงศึกษาธิการ
“ปัจจุบันเรื่องความปลอดภัยและสวัสดิภาพในสถานศึกษาเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด การมีแพลตฟอร์มแจ้งปัญหาที่ใช้งานง่าย เข้าถึงได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชัน LINE จะช่วยให้น้องๆ นักเรียน หรือคุณครู สามารถรายงานปัญหาต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานชำรุด อาคารเรียนไม่ปลอดภัย หรือเหตุร้องทุกข์อื่นๆ ส่งตรงถึงผู้บริหารและหน่วยงานที่รับผิดชอบได้แบบเรียลไทม์ (Real-time) ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนระบบราชการ ลดขั้นตอนแบบเดิมๆ ของระบบราชการ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาถึงมือรัฐมนตรีโดยตรง รวดเร็ว โปร่งใส และตรงจุด” รมช.ศธ. กล่าว
รมช.ศธ. กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงศึกษาธิการมีความตั้งใจจริงที่จะพลิกโฉมการทำงานเรื่องความปลอดภัยและสิทธิของบุคลากร การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้จะช่วยลดอุปสรรคเดิมๆ ได้อย่างมหาศาล ซึ่งในระยะต่อไป ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะได้เข้ามาร่วมหารือและขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อสร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ อย่างเป็นรูปธรรมให้กับผู้เรียนและครูทั่วประเทศ







The post รมช.อัครนันท์ บุก กทม. ศึกษาโมเดล ‘Traffy Fondue’ เตรียมบูรณาการร่วมกันกับแพลตฟอร์มแจ้งปัญหาความปลอดภัยและสวัสดิภาพในสถานศึกษา appeared first on THE STANDARD.
]]>