เซ็นทรัล รีเทล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เซ็นทรัล-รีเทล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 03 Mar 2026 03:53:42 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 CRC กวาดรายได้ 2.5 แสนล้านฝ่าด่านกำลังซื้อชะลอตัว แจกปันผลพิเศษจากการขายในห้างอิตาลี ย้ำเดินบุกไทยและเวียดนามเต็มสูบ https://thestandard.co/crc-revenue-dividend-thailand-vietnam/ Tue, 03 Mar 2026 03:52:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1183762 ภาพกราฟิกแสดงผลประกอบการ CRC รายได้ 2.5 แสนล้านบาท ท่ามกลางกำลังซื้อชะลอตัว

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ C […]

The post CRC กวาดรายได้ 2.5 แสนล้านฝ่าด่านกำลังซื้อชะลอตัว แจกปันผลพิเศษจากการขายในห้างอิตาลี ย้ำเดินบุกไทยและเวียดนามเต็มสูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงผลประกอบการ CRC รายได้ 2.5 แสนล้านบาท ท่ามกลางกำลังซื้อชะลอตัว

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC รายงานผลประกอบการปี 2568 ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว โดยสามารถสร้างรายได้รวมจากการดำเนินงานต่อเนื่อง (ไม่รวมธุรกิจในอิตาลี) สูงถึง 253,165 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

 

ปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน CRC ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงผลการดำเนินงานให้เติบโตได้ มาจากการบริหารจัดการโครงสร้างเงินทุนและกระแสเงินสดอย่างรัดกุม ส่งผลให้บริษัทมีสภาพคล่องที่มั่นคงและมีอัตราส่วนทางการเงินที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

การกระจายความเสี่ยงผ่านโมเดลธุรกิจแบบ Multi-category และ Multi-format ครอบคลุมทั้งกลุ่มแฟชั่น, ฟู้ด ฮาร์ดไลน์ และพร็อพเพอร์ตี้ ถือเป็นรากฐานสำคัญของระบบนิเวศธุรกิจที่ช่วยให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงทีผ่านแพลตฟอร์มออมนิแชแนล

 

เมื่อเจาะลึกผลประกอบการเฉพาะไตรมาส 4 ปี 2568 บริษัทมีรายได้ 71,162 ล้านบาท เติบโต 12% และมีกำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุง 2,729 ล้านบาท เติบโตถึง 17% สะท้อนให้เห็นถึงโมเมนตัมการจับจ่ายที่ฟื้นตัวในช่วงปลายปี ผสานกับการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

 

แม้ภาพรวมกำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุงทั้งปี 2568 จะอยู่ที่ 7,432 ล้านบาท ซึ่งลดลง 6% จากปีก่อนหน้า แต่คณะกรรมการบริษัทได้มีมติเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาจ่ายเงินปันผลประจำปีในอัตรารวม 1.11 บาทต่อหุ้น เพื่อสะท้อนความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดและสร้างผลตอบแทนแก่นักลงทุน

 

สำหรับโครงสร้างเงินปันผลดังกล่าว แบ่งเป็นการจัดสรรจากกำไรการดำเนินงานปกติ 0.53 บาท และเงินปันผลพิเศษจากการขายห้าง Rinascente ในอิตาลีอีก 0.58 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับการจ่ายปันผลพิเศษรอบแรกไปแล้ว จะทำให้ยอดรวมเงินปันผลจากรายการนี้สูงถึง 1.81 บาทต่อหุ้น

 

ทิศทางการเติบโตของ CRC ขับเคลื่อนด้วยการปรับพอร์ตโฟลิโอเชิงกลยุทธ์ โดยให้น้ำหนักกับการขยายตลาดในประเทศไทยและเวียดนาม ในไทยมีการขยายสาขาใหม่ของท็อปส์ 9 แห่ง, โก โฮลเซลล์ 4 แห่ง และไทวัสดุ 3 แห่ง เพื่อเจาะลึกทำเลที่มีกำลังซื้อสูงและตอบรับความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจร

 

ขณะที่ตลาดเวียดนามถือเป็นฟันเฟืองสำคัญ โดยบริษัทได้ขยายศูนย์การค้าและไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! รวม 2 แห่ง พร้อมรีโนเวทสาขาแฟล็กชิปอีก 2 แห่ง เพื่อรักษาจุดยืนในการเป็นเบอร์ 1 Family Mall ของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการสร้างการเติบโตระยะยาวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ความสำเร็จในเวียดนามยังสะท้อนผ่านการนำระบบสมาชิก The 1 ไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยสามารถกวาดฐานผู้ใช้งานชาวเวียดนามไปได้ถึง 4.3 ล้านรายภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน เข้ามาเสริมทัพฐานสมาชิกในไทยที่มีอยู่เดิมกว่า 23 ล้านคน

 

นอกจากนี้ บริษัทยังพัฒนานวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่เพื่อเป็นกลไกสร้างรายได้ (New Growth Engine) เช่น การรุกขยายสาขาออโต้วันเพิ่ม 13 แห่ง และการปั้นโมเดล ‘ท็อปส์ เดลี่ ไฮบริด’ ที่ผสานโซนสินค้าไลฟ์สไตล์จนสามารถดันยอดขายเฉลี่ยต่อวันให้เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 2 เท่า

 

รวมถึงการปรับพื้นที่ของโรบินสันไลฟ์สไตล์ให้มีโซน Night Markets เพื่อดึงดูดทราฟฟิกและเปิดโอกาสให้ธุรกิจ SME ในชุมชนเข้ามาค้าขาย สำหรับปี 2569 CRC จะมุ่งขับเคลื่อนกลยุทธ์ New Heights, Next Growth เพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมค้าปลีกต่อไป

The post CRC กวาดรายได้ 2.5 แสนล้านฝ่าด่านกำลังซื้อชะลอตัว แจกปันผลพิเศษจากการขายในห้างอิตาลี ย้ำเดินบุกไทยและเวียดนามเต็มสูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุ่ม 600 ล้านรับปีม้า! CPN ผนึก CRC ชูโมเดล ‘Complete Destination’ มัดรวม ‘จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว’ ไว้ในที่เดียว คาดทราฟฟิกพุ่ง 30% https://thestandard.co/cpn-crc-destination-chinese-new-year/ Wed, 04 Feb 2026 11:10:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1173755 ภาพโปรโมทแคมเปญ ‘The Great Chinese New Year 2026’ ของ CPN และ CRC ตกแต่งศูนย์การค้าด้วยธีม ‘The Gallop of Tian Ma’ หรือ ม้าสวรรค์

เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และ เซ็นทรัล รีเทล (CRC) ประกาศความ […]

The post ทุ่ม 600 ล้านรับปีม้า! CPN ผนึก CRC ชูโมเดล ‘Complete Destination’ มัดรวม ‘จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว’ ไว้ในที่เดียว คาดทราฟฟิกพุ่ง 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปรโมทแคมเปญ ‘The Great Chinese New Year 2026’ ของ CPN และ CRC ตกแต่งศูนย์การค้าด้วยธีม ‘The Gallop of Tian Ma’ หรือ ม้าสวรรค์

เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และ เซ็นทรัล รีเทล (CRC) ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ต้อนรับศักราชใหม่ ทุ่มงบ 600 ล้านบาท รับเทศกาลตรุษจีนปีมะเมียมหามงคล เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ผ่านการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกและการสร้างประสบการณ์ระดับโลกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนทุกเจเนอเรชัน

 

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา เปิดเผยว่า ตรุษจีนในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่ประเพณี แต่ได้ยกระดับสู่การเป็น ‘Cultural Identity’ ระดับโลก ที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านไลฟ์สไตล์และเศรษฐกิจ สอดคล้องกับเทรนด์โลก (Global Trend 2026) ที่กระแส ‘Next Asian Wave’ หรืออิทธิพลของวัฒนธรรมเอเชีย โดยเฉพาะจีน กำลังแผ่ขยายไปทั่วโลก ทั้งในวงการแฟชั่น (C-Fashion) แบรนด์สินค้า (C-Brands) และอุตสาหกรรมบันเทิง

 

“เรามองเห็นโอกาสในการสร้าง ‘Complete Destination’ ที่รวบรวมกิจกรรม จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว ไว้ในที่เดียว เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายและสร้างประสบการณ์ที่ร่วมสมัย ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดผู้เข้าใช้บริการ (Traffic) ได้ราว 25-30%”

 

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Insight) พบว่ามุมมองต่อเทศกาลตรุษจีนมีความแตกต่างกันไปในแต่ละเจเนอเรชันอย่างน่าสนใจ:

 

  • Gen Z (Identity Explorers): มองตรุษจีนในมุมของไลฟ์สไตล์และความเชื่อที่เป็นแฟชั่น (Faith as Fashion) กว่า 73.2% ของกลุ่มนี้มีการใช้จ่ายกับสินค้ามูเตลูที่มีดีไซน์ทันสมัย เช่น เครื่องรางมินิมอล หรือกล่องสุ่ม เพื่อนำไปสร้างคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดีย
  • Gen X-Y (Soloist / Alpha Parenting): กลุ่มวัยทำงานที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มที่มีลูก จะเน้นการใช้จ่ายเพื่อคนในครอบครัว ควบคู่ไปกับการหาที่พึ่งทางใจผ่านความเชื่อและการมูเตลู
  • Baby Boomers (Active Aging): ยังคงเป็นกำลังซื้อหลักของเทศกาล ให้ความสำคัญกับประเพณีดั้งเดิม การไหว้เจ้า และการทำกิจกรรมร่วมกับลูกหลาน

 

ด้าน ปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาด บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น กล่าวเสริมถึงภาพรวมเศรษฐกิจว่า ตรุษจีนถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไตรมาสแรก โดยอ้างอิงข้อมูลจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่ระบุว่า ปีที่ผ่านมามีเม็ดเงินสะพัดกว่า 51,000 ล้านบาท และในปีนี้ ด้วยปัจจัยบวกจากการท่องเที่ยวที่ ททท. ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยกว่า 6.7 ล้านคน จะเป็นแรงส่งให้การจับจ่ายใช้สอยคึกคักยิ่งขึ้น

 

“ความร่วมมือระหว่างเซ็นทรัลพัฒนาและเซ็นทรัล รีเทล ในครั้งนี้ คือการผนึกกำลังของระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่งที่สุด ครอบคลุมห้างสรรพสินค้าและร้านค้าในเครือกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์ออฟไลน์และออนไลน์อย่างไร้รอยต่อ และกระตุ้นยอดขายภาพรวมของกลุ่ม CRC ให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

 

รวิศรา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริหารกลุ่มการตลาด กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล กล่าวว่า ห้างเซ็นทรัลและโรบินสันได้เตรียมกิจกรรมและโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ทั้งการตกแต่งสถานที่เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป็นแลนด์มาร์กสำหรับการเช็คอิน โดยเฉพาะที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม และกิจกรรมลุ้นรับรางวัลที่ห้างโรบินสันทั่วประเทศ เพื่อสร้างความคึกคักและบรรยากาศการจับจ่ายที่ดีตั้งแต่ต้นปี

 

สำหรับแคมเปญ ‘The Great Chinese New Year 2026’ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 1 มีนาคม 2569 โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการเนรมิตแลนด์มาร์กฉลองตรุษจีนด้วยคอนเซ็ปต์ ‘The Gallop of Tian Ma’ หรือ ม้าสวรรค์ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมโชว์สุดพิเศษและการสักการะเทพเจ้าเสริมมงคลกว่า 30 สาขาทั่วประเทศ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์เทศกาลระดับโลก

The post ทุ่ม 600 ล้านรับปีม้า! CPN ผนึก CRC ชูโมเดล ‘Complete Destination’ มัดรวม ‘จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว’ ไว้ในที่เดียว คาดทราฟฟิกพุ่ง 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมดปัญหาไปเก้อ! ท็อปส์ จับมือ Google Cloud เปิดตัว ‘AI Chatbot’ เช็กสต็อกสินค้าหน้าร้านได้เรียลไทม์ ครั้งแรกในไทย https://thestandard.co/tops-google-ai-stock-real-time/ Mon, 08 Dec 2025 08:21:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1152317 หมดปัญหาไปเก้อ ท็อปส์ จับมือ Google Cloud เปิดตัว ‘AI Chatbot’ เช็กสต็อกสินค้าหน้าร้านได้เรียลไทม์ ครั้งแรกในไทย

ท็อปส์ ธุรกิจกลุ่มฟู้ดในเครือเซ็นทรัล รีเทล ประกาศเดินห […]

The post หมดปัญหาไปเก้อ! ท็อปส์ จับมือ Google Cloud เปิดตัว ‘AI Chatbot’ เช็กสต็อกสินค้าหน้าร้านได้เรียลไทม์ ครั้งแรกในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมดปัญหาไปเก้อ ท็อปส์ จับมือ Google Cloud เปิดตัว ‘AI Chatbot’ เช็กสต็อกสินค้าหน้าร้านได้เรียลไทม์ ครั้งแรกในไทย

ท็อปส์ ธุรกิจกลุ่มฟู้ดในเครือเซ็นทรัล รีเทล ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์ดิจิทัลครั้งสำคัญผ่านความร่วมมือกับ Google Cloud เปิดตัวนวัตกรรมแชทบอท AI เจเนอเรชันใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ‘Google Cloud’s Conversational Agents’

 

AI ดังกล่าวมาพร้อมฟีเจอร์ในการตรวจสอบสต็อกสินค้าภายในสาขาแบบเรียลไทม์เป็นครั้งแรก ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเช็กความพร้อมของสินค้าที่สาขาใกล้บ้านได้ทันทีก่อนออกเดินทาง ลดความซ้ำซ้อนและเชื่อมต่อประสบการณ์ช้อปปิ้งระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อ

 

สเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล มองว่าเทคโนโลยี AI ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่พลิกโฉมอุตสาหกรรมค้าปลีกโลก ทั้งในด้านวิธีการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าและการมอบประสบการณ์ที่แม่นยำ สอดคล้องกับเทรนด์ ‘Hyper-personalization’ และการเสริมศักยภาพออมนิแชแนลที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในอนาคต โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีอัตราการเติบโตด้าน AI ในธุรกิจค้าปลีกอย่างรวดเร็ว ซึ่งท็อปส์มุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อยกระดับความสะดวกสบายสูงสุดให้แก่ผู้บริโภค

 

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จเดิม โดยมุ่งเน้นประโยชน์การใช้งานจริง ระบบสนทนาอัจฉริยะรุ่นใหม่สามารถส่งมอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทั้งการติดตามสถานะคำสั่งซื้อ การค้นหาสาขา และการตรวจสอบสินค้าคงคลัง ซึ่งช่วยให้ลูกค้าวางแผนการจับจ่ายได้แม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในสาขา ลดภาระงานของพนักงานหน้าร้าน และทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 

อรรณพ ศิริติกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กูเกิล คลาวด์ ประเทศไทย ขยายความว่าความร่วมมือนี้สะท้อนศักยภาพของ ‘AI Agents’ ในการเปลี่ยนข้อมูลดิบให้เป็นประโยชน์ที่จับต้องได้สำหรับผู้บริโภค ทำให้ท็อปส์สามารถก้าวข้ามระบบอัตโนมัติแบบเดิมไปสู่การให้บริการที่รวดเร็วและชาญฉลาดขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันได้อย่างแม่นยำ พร้อมเชื่อมต่อประสบการณ์ลูกค้าในทุกช่องทางเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ด้านนวัตกรรมและผลตอบแทนทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมค้าปลีกไทย

 

ในเชิงเทคนิค อาชิช อโรรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ระบุว่าระบบถูกออกแบบโดยยึดประสบการณ์มนุษย์เป็นหลัก รองรับความซับซ้อนของภาษาไทยและสำเนียงท้องถิ่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้ผู้ใช้งานรู้สึกเหมือนสนทนากับพนักงานจริง โดยระบบสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อตอบสนองคำสั่งซื้อและการตรวจสอบสต็อกได้อย่างรวดเร็ว พร้อมรองรับการโต้ตอบที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้นับพันรายการในทันที

 

นอกเหนือจากการอำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภค นวัตกรรมนี้ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในเชิงธุรกิจที่ช่วยลดต้นทุนงานบริการลูกค้าและสร้างฐานข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งท็อปส์จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้วางกลยุทธ์ทางธุรกิจและเสริมความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดค้าปลีกที่มีการแข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

 

สำหรับทิศทางในอนาคต ท็อปส์วางแผนที่จะขยายผลไปสู่การใช้ระบบ ‘Personalized Shopping Intelligence’ ในระยะถัดไป โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า เพื่อปรับโปรโมชันและคำแนะนำสินค้าให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการช้อปปิ้งของแต่ละบุคคล เป้าหมายคือการก้าวสู่การเป็นผู้ช่วยช้อปปิ้งอัจฉริยะที่สามารถตอบโจทย์และเข้าใจความต้องการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

The post หมดปัญหาไปเก้อ! ท็อปส์ จับมือ Google Cloud เปิดตัว ‘AI Chatbot’ เช็กสต็อกสินค้าหน้าร้านได้เรียลไทม์ ครั้งแรกในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดกลยุทธ์ “มาสเตอร์การ์ด x เซ็นทรัล รีเทล” เจาะนักช้อปสายรันเนอร์ ผ่านแคมเปญ ‘Shop Fun, Run Far to Tokyo Marathon 2026’ https://thestandard.co/mastercard-central-retail-tokyo-marathon/ Fri, 28 Nov 2025 12:26:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1149263 เปิดกลยุทธ์ “มาสเตอร์การ์ด x เซ็นทรัล รีเทล” เจาะนักช้อปสายรันเนอร์ ผ่านแคมเปญ ‘Shop Fun, Run Far to Tokyo Marathon 2026’

ในยุคที่ตลาดค้าปลีกแข่งขันกันอย่างดุเดือด การลดราคาไม่ใ […]

The post เปิดกลยุทธ์ “มาสเตอร์การ์ด x เซ็นทรัล รีเทล” เจาะนักช้อปสายรันเนอร์ ผ่านแคมเปญ ‘Shop Fun, Run Far to Tokyo Marathon 2026’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดกลยุทธ์ “มาสเตอร์การ์ด x เซ็นทรัล รีเทล” เจาะนักช้อปสายรันเนอร์ ผ่านแคมเปญ ‘Shop Fun, Run Far to Tokyo Marathon 2026’

ในยุคที่ตลาดค้าปลีกแข่งขันกันอย่างดุเดือด การลดราคาไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป เซ็นทรัล รีเทล และมาสเตอร์การ์ดจึงเลือกเดินเกมเหนือชั้น ผ่านแคมเปญ Collaboration Marketing ที่ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ “ขายประสบการณ์ที่มีคุณค่า” จนเกิดเป็นโปรเจ็กต์ระดับมาสเตอร์พีซ ‘Shop Fun, Run Far to Tokyo Marathon 2026’ ซึ่งเปลี่ยนยอดช้อปให้กลายเป็น “ตั๋ววิ่ง Tokyo Marathon” หนึ่งในงานวิ่งที่หายากที่สุดในโลก

 

Mastercard ในฐานะ Official Partner ของ Tokyo Marathon และ Central Retail ผู้นำค้าปลีกที่มีฐานลูกค้ากว่า 22 ล้านคน มารวมกันอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อมอบประสบการณ์แบบ Priceless Experience ให้กับนักวิ่งและนักช้อปชาวไทยอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

โดยแคมเปญนี้เปิดให้ลูกค้าใช้จ่ายด้วยบัตรมาสเตอร์การ์ดสะสมครบทุก 200,000 บาท เพื่อชิงสิทธิ์บินไปวิ่ง Tokyo Marathon 2026 จำนวน 25 สิทธิ์

 

และมีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมกว่า 8,000 คน ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคพร้อมใช้จ่ายมากขึ้น หากสิ่งที่ได้ตอบโจทย์ความฝันและไลฟ์สไตล์ของตัวเองอย่างแท้จริง

 

นี่คือบทพิสูจน์ของโมเดล Value-Driven Experience เมื่อ “ประสบการณ์” มีค่ามากกว่า “ส่วนลด” การตัดสินใจก็เกิดอย่างทรงพลัง

 

จุดพิเศษของมาสเตอร์การ์ดและเซ็นทรัล รีเทล คือ ไม่หยุดแค่ตอนผู้ชนะได้รับสิทธิ์ แต่เดินหน้าดูแลประสบการณ์ผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง

 

ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2025 ทั้งสององค์กรจัดงาน Winners’ Exclusive Event ให้ผู้ชนะทั้ง 25 คนได้รับรองเท้าวิ่งรุ่นท็อป ASICS METASPEED Tokyo ฟรี 1 คู่ พร้อมบริการ 3D Foot Scan แบบ Safesize วิเคราะห์สรีระเท้าเพื่อเลือกรองเท้าที่เหมาะที่สุด

 

ภายในงานยังมีการแชร์ประสบการณ์จากนักวิ่งตัวท็อปของไทย เช่น

 

  • โค้ชเดี่ยว ปฏิการ เพชรศรีชา ทำเวลา Tokyo Marathon 2025 ที่ 2:39:09
  • คุณจี้ สโรชา ศิลประสพ อันดับ 3 ฝั่งหญิงไทย
  • คุณเอิร์ธ นิโรธ รื่นเจริญ นักวิ่งสีสันประจำสนาม

 

แคมเปญนี้ถือเป็นหลักยืนยันว่า มาสเตอร์การ์ด x เซ็นทรัล รีเทล คือการสร้างวัฒนธรรมใหม่ของการตลาดไทย ที่มอบประสบการณ์เหนือระดับเป็นหัวใจสำคัญ และยังสอดคล้องกับเป้าหมายของเซ็นทรัล รีเทลในการเป็น “Central to Life ศูนย์กลางชีวิตของผู้คน” ที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่ด้านการช้อป แต่เชื่อมโยงกับความฝัน ไลฟ์สไตล์ และคอมมูนิตี้ของผู้บริโภคในระยะยาว

 

เปิดกลยุทธ์ “มาสเตอร์การ์ด x เซ็นทรัล รีเทล” เจาะนักช้อปสายรันเนอร์ ผ่านแคมเปญ ‘Shop Fun, Run Far to Tokyo Marathon 2026’ 1
เปิดกลยุทธ์ “มาสเตอร์การ์ด x เซ็นทรัล รีเทล” เจาะนักช้อปสายรันเนอร์ ผ่านแคมเปญ ‘Shop Fun, Run Far to Tokyo Marathon 2026’ 2
เปิดกลยุทธ์ “มาสเตอร์การ์ด x เซ็นทรัล รีเทล” เจาะนักช้อปสายรันเนอร์ ผ่านแคมเปญ ‘Shop Fun, Run Far to Tokyo Marathon 2026’ 3
เปิดกลยุทธ์ “มาสเตอร์การ์ด x เซ็นทรัล รีเทล” เจาะนักช้อปสายรันเนอร์ ผ่านแคมเปญ ‘Shop Fun, Run Far to Tokyo Marathon 2026’ 4
เปิดกลยุทธ์ “มาสเตอร์การ์ด x เซ็นทรัล รีเทล” เจาะนักช้อปสายรันเนอร์ ผ่านแคมเปญ ‘Shop Fun, Run Far to Tokyo Marathon 2026’ 5

The post เปิดกลยุทธ์ “มาสเตอร์การ์ด x เซ็นทรัล รีเทล” เจาะนักช้อปสายรันเนอร์ ผ่านแคมเปญ ‘Shop Fun, Run Far to Tokyo Marathon 2026’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRC เผย 9 เดือนแรกปี 68 กวาดรายได้เกือบ 2 แสนล้าน เดินหน้าฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ลุยขยายธุรกิจทั้งไทยและเวียดนาม https://thestandard.co/crc-eyes-thailand-vietnam-expansion/ Thu, 13 Nov 2025 08:55:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1142959 CRC เผย 9 เดือนแรกปี 68 กวาดรายได้เกือบ 2 แสนล้าน เดินหน้าฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ลุยขยายธุรกิจทั้ง ไทย และ เวียดนาม

“แนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังอยู่ในช่วงชะลอตัว […]

The post CRC เผย 9 เดือนแรกปี 68 กวาดรายได้เกือบ 2 แสนล้าน เดินหน้าฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ลุยขยายธุรกิจทั้งไทยและเวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRC เผย 9 เดือนแรกปี 68 กวาดรายได้เกือบ 2 แสนล้าน เดินหน้าฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ลุยขยายธุรกิจทั้ง ไทย และ เวียดนาม

“แนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังอยู่ในช่วงชะลอตัว และเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยท้าทายทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ถึงอย่างไรนั้น บริษัทยังคงดำเนินธุรกิจตามแผนภายใต้กลยุทธ์ New Heights, Next Growth” ปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าว

 

ในตลอด 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 194,440 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุงอยู่ที่ 5,112 ล้านบาท ลดลง 13%

 

ส่วนผลประกอบการไตรมาส 3 มีรายได้รวม 62,516 ล้านบาท ลดลง 0.9% และมีกำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุง 1,299 ล้านบาท ลดลง 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ความเคลื่อนไหวในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าขยายการเติบโตในตลาดเวียดนาม ด้วยการเปิดศูนย์การค้า GO! เพิ่มอีก 2 สาขา ได้แก่ ฮึงเอียน (Hung Yen) และเอียนบาย (Yen Bai) โดยมียอดเช่าพื้นที่เกินกว่า 90% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐกิจเวียดนามที่เติบโตโดดเด่น 8.23% ในไตรมาสดังกล่าว

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน ตลาดในประเทศไทย บริษัทเดินหน้าขยายเครือข่ายธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ท็อปส์, โก โฮลเซลล์, และ ออโต้วัน รวมถึงการเสริมพอร์ตแบรนด์ไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ เช่น Aveda แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมระดับพรีเมียมจากต่างประเทศ ที่บริษัทในเครือ CMG ได้สิทธิ์เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมและแคมเปญการตลาดอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยคาดว่าภายในสิ้นปี 2568 ในพอร์ตธุรกิจ เริ่มตั้งแต่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและโรบินสัน จะมีสาขารวม 76 สาขา, ท็อปส์มีมากกว่า 700 สาขา, ไทวัสดุ 88 สาขา, ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ 28 สาขา, ศูนย์การค้า GO! 44 สาขา และซูเปอร์มาร์เก็ตเก็ต go! อีก 16 สาขาในเวียดนาม

 

พร้อมกันนี้ บริษัทมีแผนปรับปรุงห้างและศูนย์การค้าให้ทันสมัยมากขึ้น ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาปิ่นเกล้า และแจ้งวัฒนะ รวมถึงศูนย์การค้า GO! สาขาทังลอง (Thang Long) และดงนาย (Dong Nai) ในเวียดนาม ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี

 

ด้านธุรกิจใหม่ บริษัทเดินหน้าขยาย โก โฮลเซลล์ และ ออโต้วัน ต่อเนื่องในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีโก โฮลเซลล์ รวม 14 สาขา และออโต้วันมากกว่า 50 สาขา ขณะเดียวกัน ช่องทางออนไลน์ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยยอดขายผ่าน Central App ในช่วง 9 เดือนแรกของปีเพิ่มขึ้นถึง 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ปเนต ประเมินว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ภาพรวมเศรษฐกิจปลายปีมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการเที่ยวดีมีคืน และคนละครึ่งพลัส รวมถึงแคมเปญการตลาดของเซ็นทรัล รีเทล และแบรนด์ในเครือ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นทราฟฟิกในศูนย์การค้าและเพิ่มกำลังซื้อในช่วงไฮซีซัน

 

รวมถึงโครงสร้างอีโคซิสเต็มที่แข็งแกร่งของบริษัททั้งในประเทศไทยและเวียดนาม จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง ซึ่งเชื่อมั่นว่าภายใต้กลยุทธ์ ‘New Heights, Next Growth’ และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยผลักดันให้เซ็นทรัล รีเทลเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว

The post CRC เผย 9 เดือนแรกปี 68 กวาดรายได้เกือบ 2 แสนล้าน เดินหน้าฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ลุยขยายธุรกิจทั้งไทยและเวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซ็นทรัล รีเทล เสนอขาย Green Bond ครั้งแรกของค้าปลีก-ค้าส่งไทย พร้อมออกหุ้นกู้ปกติ รวม 7.5 พันล้านบาท https://thestandard.co/central-retail-first-green-bond/ Mon, 20 Oct 2025 04:31:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1132699 เซ็นทรัล รีเทล เสนอขาย Green Bond ครั้งแรกของค้าปลีก-ค้าส่งไทย พร้อมออก หุ้นกู้ปกติ รวม 7.5 พันล้านบาท

เซ็นทรัล รีเทล เสนอขาย Green Bond ครั้งแรกของค้าปลีก-ค้ […]

The post เซ็นทรัล รีเทล เสนอขาย Green Bond ครั้งแรกของค้าปลีก-ค้าส่งไทย พร้อมออกหุ้นกู้ปกติ รวม 7.5 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซ็นทรัล รีเทล เสนอขาย Green Bond ครั้งแรกของค้าปลีก-ค้าส่งไทย พร้อมออก หุ้นกู้ปกติ รวม 7.5 พันล้านบาท

เซ็นทรัล รีเทล เสนอขาย Green Bond ครั้งแรกของค้าปลีก-ค้าส่งไทย พร้อมหุ้นกู้ทั่วไปอีก 2 ชุด ใช้ลงทุนโครงการพลังงานหมุนเวียน รวมมูลค่า 7,500 ล้านบาท ยอดจองทะลุกว่า 4 เท่า

 

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ออกและเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือ Green Bond เป็นครั้งแรกของธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งไทย เพื่อลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) นอกจากนี้ยังเสนอขายหุ้นกู้ทั่วไปอีก 2 ชุด รวมมูลค่าหุ้นกู้ทั้ง 3 ชุด 7,500 ล้านบาท โดยเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน

 

หุ้นกู้ทั้ง 3 ชุด อายุ 3 – 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 1.63% – 1.93% มูลค่ารวมทั้งสิ้น 7,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือ Green Bond มูลค่า 1,000 ล้านบาท และหุ้นกู้ทั่วไปอีก 2 ชุด มูลค่ารวม 6,500 ล้านบาท โดยมีผู้ลงทุนสถาบันจองซื้อกว่า 30,000 ล้านบาท หรือมากกว่า 4 เท่า

 

การออกหุ้นกู้ของ CRC ในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายที่จะกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ด้วยการปรับโครงสร้างภาระหนี้สินจากระยะสั้นสู่ระยะยาว และสร้างสมดุลระหว่างอัตราดอกเบี้ยคงที่และลอยตัว ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถบริหารต้นทุนทางการเงินได้อย่างเหมาะสม เสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างเงินทุน และเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

สำหรับหุ้นกู้ที่เสนอขายประกอบด้วยหุ้นกู้ 3 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 อายุ 3 ปี อัตราคิดลด 1.63% ต่อปี, ชุดที่ 2 อายุ 4 ปี 11 เดือน (Green Bond) อัตราดอกเบี้ย 1.83% ต่อปี และชุดที่ 3 อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 1.93% ต่อปี โดยบริษัทได้แต่งตั้งให้ ธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ โดยแต่งตั้งให้ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาด้านโครงสร้างหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Structuring Advisor) ในครั้งนี้

 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 CRC ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ “AA-” แนวโน้ม “Stable” หรือ “คงที่” ต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน นอกจากนี้ CRC ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นบริษัทที่มีความเป็นเลิศในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ DJSI (Dow Jones Sustainability Index) จัดทำโดย S&P Global โดยติด 3 อันดับแรก ในกลุ่มอุตสาหกรรมค้าปลีกจากการประเมินบริษัทค้าปลีก 466 แห่งทั่วโลก รวมถึงยังได้รับเลือกเป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนีโลกต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน และได้รับเลือกเป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนีตลาดเกิดใหม่ต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน และในระดับประเทศ CRC ยังอยู่ในดัชนี SET ESG Ratings เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน

 

ปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน CRC เปิดเผยว่า การออก Green Bond ครั้งแรกของเซ็นทรัล รีเทล รวมถึงหุ้นกู้ทั่วไปอีก 2 ชุด ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ลงทุน ซึ่งการเสนอขายครั้งนี้มียอดจองเข้ามามากกว่า 4 เท่าโดยมีวัตถุประสงค์ในการนำเงินที่ได้จากการเสนอขาย Green Bond ไปใช้ทดแทนเงินลงทุน หรือค่าใช้จ่ายเดิมของบริษัทที่ได้ใช้ลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน (Renewable energy)

 

โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ผ่านการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน, ท็อปส์, ไทวัสดุ และศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด โดยคาดว่าสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 90,000 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี เทียบเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 45,000 ตันต่อปี และในส่วนของเงินอีก 6,500 ล้านบาท ที่ได้รับจากการออกหุ้นกู้ทั่วไปอีก 2 ชุด จะถูกนำไปใช้ชำระคืนเงินกู้บางส่วนแก่สถาบันการเงิน

The post เซ็นทรัล รีเทล เสนอขาย Green Bond ครั้งแรกของค้าปลีก-ค้าส่งไทย พร้อมออกหุ้นกู้ปกติ รวม 7.5 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRC ฝ่าพายุเศรษฐกิจ ปิดรายได้ครึ่งปีแรก 1.3 แสนล้าน กำไรสุทธิลด 8% https://thestandard.co/crc-h1-2025-revenue-profit-drop/ Wed, 13 Aug 2025 08:25:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1106615

ปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน […]

The post CRC ฝ่าพายุเศรษฐกิจ ปิดรายได้ครึ่งปีแรก 1.3 แสนล้าน กำไรสุทธิลด 8% appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวนและปัจจัยไม่แน่นอนทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอตัว กระทบต่อหลายอุตสาหกรรม แต่ CRC ยังสามารถปิดรายได้รวมครึ่งปีแรก 2568 ได้ที่ 131,924 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อน แม้กำไรสุทธิลดลง 8% อยู่ที่ 3,813 ล้านบาท

 

สำหรับไตรมาส 2/2568 CRC มีรายได้ 62,644 ล้านบาท ลดลง 1% และกำไรสุทธิ 1,349 ล้านบาท ลดลง 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทยังมุ่งรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจ ด้วยการบริหารจัดการอย่างยืดหยุ่น ลงทุนอย่างมีวินัย และเดินหน้ากลยุทธ์ New Heights, Next Growth เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันระยะยาว ควบคู่การควบคุมต้นทุนและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

 

สำหรับไฮไลต์ธุรกิจไตรมาส 2 ปี 2568 เริ่มจากกลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เซ็นทรัล ชิดลม จัดงาน Central Chidlom Luxe Night Out เปิดโซนแฟชั่นโฉมใหม่ เพิ่มแบรนด์แฟชั่นกว่า 80 แบรนด์ในเซ็นทรัลและโรบินสัน ส่วนยอดขายออนไลน์ผ่าน Central App โตกว่า 30%

 

ตามด้วยซูเปอร์สปอร์ต เปิดตัวแบรนด์เทนนิสระดับโลก HEAD พร้อมสิทธิ์จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในไทย รวมถึงท็อปส์ เปิด 3 สาขาใหม่ รีโนเวต 2 สาขา ขยายโมเดล TOPS DAILY ไฮบริด เพิ่มยอดขายเฉลี่ยต่อวันกว่า 2 เท่า

 

ขณะที่ GO WHOLESALE จัดแคมเปญ HoReCa GO MORE ช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจ HoReCa ตามด้วยเพาเวอร์บาย เปิดร้านโฉมใหม่ใน 3 ทำเล และโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เปิด เซฟวัน โก ศรีสมาน ผสานไลฟ์สไตล์มอลล์กับตลาดกลางคืนเอาไว้ด้วยกัน

 

ด้านตลาดต่างประเทศ CRC เวียดนาม ได้เปิดศูนย์การค้า GO! สาขาฮึงเอียน เสริมความเป็นผู้นำตลาด Family Mall

 

ปเนตย้ำว่า ครึ่งปีหลัง CRC จะดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ เน้นเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจหลัก ปรับลำดับความสำคัญการลงทุนให้สอดคล้องสภาพเศรษฐกิจ และเสริมสถานะทางการเงินให้แข็งแกร่ง พร้อมตอกย้ำความเชื่อมั่นด้วยการได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับ AA- แนวโน้มคงที่ ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อนจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ซึ่งถือเป็นอันดับสูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมค้าปลีกไทย

The post CRC ฝ่าพายุเศรษฐกิจ ปิดรายได้ครึ่งปีแรก 1.3 แสนล้าน กำไรสุทธิลด 8% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ห้างเซ็นทรัลชิดลม’ ผงาด พาห้างไทยสร้างประวัติศาสตร์คว้าอันดับ 1 ‘The Most Innovative Department Store in the World’ จาก IGDS กรุงโซล เกาหลีใต้​ https://thestandard.co/central-chidlom-most-innovative-department-store/ Mon, 30 Jun 2025 02:57:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1089699

‘ห้างเซ็นทรัลชิดลม’ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ตอกย้ำบทบาทผู […]

The post ‘ห้างเซ็นทรัลชิดลม’ ผงาด พาห้างไทยสร้างประวัติศาสตร์คว้าอันดับ 1 ‘The Most Innovative Department Store in the World’ จาก IGDS กรุงโซล เกาหลีใต้​ appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘ห้างเซ็นทรัลชิดลม’ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านนวัตกรรมธุรกิจห้างสรรพสินค้าระดับโลก สร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของห้างไทย! คว้าอันดับ 1 ‘The Most Innovative Department Store in the World’ ห้างสรรพสินค้าที่มีนวัตกรรมล้ำที่สุดในโลก จากงาน Intercontinental Group of Department Stores World Department Store Summit หรือ IGDS WDSS 2025 ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ที่จัดโดย Intercontinental Group of Department Stores (IGDS) สมาคมห้างสรรพสินค้าระดับโลกที่ทรงอิทธิพลที่สุด ครอบคลุมห้างชั้นนำ 44 แห่ง

 

ทั้งนี้ รางวัล ‘The Most Innovative Department Store in the World’ จะมอบให้แก่ห้างสรรพสินค้าที่มีนวัตกรรมโดดเด่นในทุกด้านของธุรกิจค้าปลีก เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่อุตสาหกรรมค้าปลีกด้วยแนวคิดที่แตกต่างและไม่เหมือนใคร ถือเป็นความสำเร็จระดับนานาชาติของเซ็นทรัล รีเทล และประเทศไทย เพราะเวทีนี้เปิดโอกาสให้ห้างสรรพสินค้าจากทั่วโลกเข้าร่วมแข่งขัน และที่สุดห้างเซ็นทรัลชิดลมเป็นผู้ได้รับรางวัลนี้ สะท้อนถึงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและประสบการณ์เพื่อลูกค้าระดับโลกอย่างแท้จริง

 

ด้วยวิสัยทัศน์อันแน่วแน่ ในการสร้างห้างสรรพสินค้าที่ดีเหนือความคาดหมาย นำไปสู่การทรานส์ฟอร์มครั้งยิ่งใหญ่ของห้างเซ็นทรัลชิดลมเมื่อปี 2024 ภายใต้แนวคิด ‘THE STORE OF BANGKOK’ ยกระดับมาตรฐานห้างไทยสู่เวทีโลก พร้อมผสานโลกออฟไลน์และออนไลน์อย่างไร้รอยต่อ ครอบคลุม 4 มิติ 

 

  • The Store of Curation นำเสนอแบรนด์ระดับโลกและในประเทศที่คัดสรรมาอย่างดี 
  • The Store of Design การออกแบบสร้างสรรค์ 
  • The Store of Excellent Services การบริการอันเป็นเลิศ 
  • The Store of Community การเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ของทุกเจเนอเรชัน 

 

ผลลัพธ์ความสำเร็จครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของห้างเซ็นทรัลชิดลมที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าในทุกมิติ แต่ยังสะท้อนศักยภาพแห่งการเป็นผู้นำและสร้างแรงบันดาลใจในวงการของห้างสรรพสินค้าในระดับโลก ที่พาห้างไทยไปผงาดบนเวทีโลกอีกด้วย

 

ณัฐธีรา บุญศรี – ซีอีโอ กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เผยว่า เบื้องหลังการสร้างประวัติศาสตร์ห้างไทยครั้งนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีความทุ่มเท ความคิดสร้างสรรค์ และแรงบันดาลใจของทีมงานของห้างฯ ทุกคน “พวกเขาคือพลังขับเคลื่อนที่แท้จริงของนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น จนทำให้เราได้รับรางวัลในครั้งนี้”  

 

ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทของห้างเซ็นทรัล ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมธุรกิจห้างสรรพสินค้าระดับโลก พร้อมทั้งเผยศักยภาพของประเทศไทยในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมค้าปลีกระดับสากลได้อย่างแท้จริง

The post ‘ห้างเซ็นทรัลชิดลม’ ผงาด พาห้างไทยสร้างประวัติศาสตร์คว้าอันดับ 1 ‘The Most Innovative Department Store in the World’ จาก IGDS กรุงโซล เกาหลีใต้​ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบบเดิมหรูอยู่แล้ว แต่ทำไม ‘เซ็นทรัลชิดลม’ ต้องเปลี่ยนฟาซาดใหม่ เจาะเบื้องหลังการใช้งบ 4 พันล้านบาทรีโนเวตใหญ่ในรอบ 50 ปี https://thestandard.co/wealth-in-depth-central-chidlom-4-billion-renovation/ Mon, 09 Dec 2024 12:53:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1017813

ทุกคนต่างคุ้นเคยกับเซ็นทรัลชิดลมที่ด้านนอกอาคารมีลักษณะ […]

The post แบบเดิมหรูอยู่แล้ว แต่ทำไม ‘เซ็นทรัลชิดลม’ ต้องเปลี่ยนฟาซาดใหม่ เจาะเบื้องหลังการใช้งบ 4 พันล้านบาทรีโนเวตใหญ่ในรอบ 50 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทุกคนต่างคุ้นเคยกับเซ็นทรัลชิดลมที่ด้านนอกอาคารมีลักษณะคล้ายกับอาคารในยุโรป ฟาซาดที่เป็นอิฐสีน้ำตาลและหน้าต่างทรงสูงที่ให้ความรู้สึกหรูหราและโมเดิร์น

 

แต่การรีโนเวตด้วยงบ 4 พันล้านบาท ทำให้เซ็นทรัลชิดลมมีฟาซาดที่เปลี่ยนไป กลายเป็นอาคารด้านนอกที่เป็นกระจกสีขาวขุ่น ซึ่งถูกระบุว่าสามารถเปลี่ยนแปลงสีสันได้ตามสภาพอากาศ และทาสีใหม่ที่ตั้งชื่อว่า Chidlom Pink

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

จุดนี้เองทำให้มีทั้งเสียงที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจากผู้คนที่ได้พบเห็น ว่าการเป็นอาคารหรูก็ดีอยู่แล้ว จะเปลี่ยนทำไม ซึ่ง THE STANDARD WEALTH ไปหาคำตอบมาให้เรียบร้อยแล้ว

 

จริงๆ แล้วเซ็นทรัลชิดลมมีการรีโนเวตใหญ่มาแล้วถึง 3 ครั้ง ในยุคแรกเริ่มนั้นเป็นอาคาร 3 ชั้นที่เปิดในปี 2517 ตามความคิดเห็นของ ‘สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์’ ที่อยากสร้างห้างที่เป็นแบบ One Stop Service ขึ้นมาเป็นห้างแรกในกรุงเทพฯ

 

หลังจากนั้นอีก 10 ปีต่อมาได้ต่อเติมให้เพิ่มขึ้นเป็น 7 ชั้นด้วยดีไซน์เดิม ก่อนที่ในปี 2540 จะรีโนเวตให้ด้านนอกมีความโมเดิร์น ซึ่งเป็นลักษณะของอาคารที่ทันสมัยในยุคนั้น โดยสร้างฟาซาดเป็นอิฐสีน้ำตาลให้ความรู้สึกหรูหรา

 

เซ็นทรัลชิดลม’

 

ซึ่งการรีโนเวตในปี 2567 นั้น หากมองจากรูปคือการกลับไปใช้ดีไซน์ดั้งเดิมที่สร้างขึ้นเมื่อ 50 ปีที่แล้วโดยบังเอิญ แต่เปลี่ยนให้ทันสมัยขึ้นจากกระจกและจอ LED ที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง

 

เซ็นทรัลชิดลมหลังจากรีโนเวตในปี 2527

เซ็นทรัลชิดลมหลังจากรีโนเวตในปี 2527 โดยมีการเพิ่มความสูงจาก 3 ชั้นเป็น 7 ชั้น

 

การเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยที่ซ่อนอยู่ เพราะทิศทางต่อไปของเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) อันเป็นบริษัทแม่ของห้างเซ็นทรัล ที่ต้องการปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่ Media Company หรือสร้างรายได้จากทรัพย์สิน เช่น อาคารที่มีอยู่ซึ่งได้เปรียบด้วยทำเล

 

Media Company นั้นได้เริ่มใช้แล้วกับ ‘รีนาเชนเต’ ห้างเก่าแก่อายุกว่า 100 ปีที่มีอยู่ 9 สาขาใน 8 เมืองสำคัญทั่วอิตาลี และปัจจุบันมีเซ็นทรัล รีเทลเป็นเจ้าของจากการเข้าซื้อเมื่อ 13 ปีก่อน

 

กลยุทธ์ Media Company เกิดจากการมองว่าอาคารของห้างเป็นเหมือนสื่อสิ่งพิมพ์หรือเวที ที่แบรนด์สามารถมานำเสนอจุดเด่นและบอกเล่าเรื่องราวความเป็นตัวเองได้ในพื้นที่ของห้าง เห็นได้จากโปรเจกต์ Brand Take Over ที่รีนาเชนเตร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง

 

 กลยุทธ์ Media Company

 กลยุทธ์ Media Company

 

เช่น CHANEL BEAUTY จัดกิจกรรม CHANEL WONDERLAND แปลงโฉมรีนาเชนเตสาขามิลานด้วยการประดับส่วนหน้าของอาคารด้วยไฟโทนสีทอง พร้อมทั้งตกแต่งไฟให้มีลูกเล่นเป็นคำว่า CHANEL เพื่อสื่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ ถือเป็นการขยายฐานลูกค้า ทำให้เกิดการบอกต่อในวงกว้างและเสริมสร้างชื่อเสียงให้กับรีนาเชนเตไปในตัว

 

THE STANDARD WEALTH เป็นหนึ่งในสื่อที่ได้ไปเยือนรีนาเชนเตถึงอิตาลีในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และได้ฟังเป้าหมายจากปากของ ปิแอร์ลุยจิ ค็อคคินี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารรีนาเชนเต ที่คาดว่าในปีนี้จะมีรายได้จากการเป็น Media Company กว่า 7 ล้านยูโร หรือ 270 ล้านบาทด้วยกัน

 

สำหรับในไทยการเป็น Media Company จะเกิดขึ้นก่อนกับห้างเซ็นทรัลชิดลม โดยจะใช้อาคารฝั่งถนนเพลินจิตที่มีช่องอยู่สร้างเป็น Window Display ส่วนฝั่งถนนชิดลมที่เห็นมุมได้กว้างกว่าก็เป็นกระจกและจอ LED ที่เปิดโอกาสให้ Brand Take Over พื้นที่ได้

 

และอีกแห่งที่จะทำคือห้างเซ็นทรัลสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งจะมีการปรับปรุงในส่วนที่ติดถนนพระราม 1 ให้สอดรับกับการเป็น Media Company

 

สำหรับการรีโนเวตเซ็นทรัลชิดลมนั้น นอกจากภายนอกที่เปลี่ยนไป ภายในก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยเปิดทางเข้าใหม่ Sky Terrace ที่เชื่อมจากรถไฟฟ้า BTS สถานีชิดลมเข้าสู่เซ็นทรัลชิดลมที่ชั้น 1 โซนลักชัวรีได้โดยตรง

 

เช่น CHANEL BEAUTY จัดกิจกรรม CHANEL WONDERLAND แปลงโฉมรีนาเชนเตสาขามิลานด้วยการประดับส่วนหน้าของอาคารด้วยไฟโทนสีทอง พร้อมทั้งตกแต่งไฟให้มีลูกเล่นเป็นคำว่า CHANEL เพื่อสื่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ ถือเป็นการขยายฐานลูกค้า ทำให้เกิดการบอกต่อในวงกว้างและเสริมสร้างชื่อเสียงให้กับรีนาเชนเตไปในตัว THE STANDARD WEALTH เป็นหนึ่งในสื่อที่ได้ไปเยือนรีนาเชนเตถึงอิตาลีในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และได้ฟังเป้าหมายจากปากของ ปิแอร์ลุยจิ ค็อคคินี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารรีนาเชนเต ที่คาดว่าในปีนี้จะมีรายได้จากการเป็น Media Company กว่า 7 ล้านยูโร หรือ 270 ล้านบาทด้วยกัน สำหรับในไทยการเป็น Media Company จะเกิดขึ้นก่อนกับเซ็นทรัลชิดลม โดยจะใช้อาคารฝั่งถนนเพลินจิตที่มีช่องอยู่สร้างเป็น Window Display ส่วนฝั่งถนนชิดลมที่เห็นมุมได้กว้างกว่าก็เป็นกระจกและจอ LED ที่เปิดโอกาสให้ Brand Take Over พื้นที่ได้ และอีกแห่งที่จะทำคือเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งจะมีการปรับปรุงในส่วนที่ติดถนนพระราม 1 ให้สอดรับกับการเป็น Media Company สำหรับการรีโนเวตเซ็นทรัลชิดลมนั้น นอกจากภายนอกที่เปลี่ยนไป ภายในก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยเปิดทางเข้าใหม่ Sky Terrace ที่เชื่อมจากรถไฟฟ้า BTS สถานีชิดลมเข้าสู่เซ็นทรัลชิดลมที่ชั้น 1 โซนลักชัวรีได้โดยตรง

 

ซึ่งโซนลักชัวรีถือเป็นโซนใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่างเป็นทางการ คิดเป็นพื้นที่ราว 20% ที่มีลักษณะเป็น Shop in Shop รวบรวมแบรนด์หรูระดับโลกมากมาย เช่น Bottega Veneta, Balenciaga, Burberry, CELINE, Dolce & Gabbana, FENDI, Gucci, KENZO, LOEWE, Louis Vuitton, Miu Miu, MISSONI, Prada, Roger Vivier, Versace และ CHANEL

 

การเพิ่มโซนลักชัวรีขึ้นมาเป็นไปตามเทรนด์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาซื้อสินค้าหรูมากขึ้น ทำให้คาดว่าในไทยตลาดนี้มีมูลค่ากว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.7 แสนล้านบาท

 

อีกทั้งยังเป็นการตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า CENFINITY และกลุ่ม Wealth & Premium ซึ่งใช้จ่ายปีละ 6 ล้านบาทต่อปี ที่มีราว 7,000 คนด้วยกัน โดยเมื่อเจาะลงไปพบว่าลูกค้าใช้จ่ายที่เซ็นทรัลชิดลมราว 20,000 บาทต่อครั้ง สูงกว่าห้างอื่นๆ ที่อยู่ราว 10,000 บาทต่อครั้งเท่านั้น

 

“เซ็นทรัลชิดลมเป็นห้างลักชัวรีระดับโลกแห่งเดียวของประเทศไทยที่สมบูรณ์แบบที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อให้ทุกคนสามารถ Curate Lifestyle ความเป็นตัวตนได้อย่างอิสระ เพราะความลักชัวรีไม่ได้ถูกกำหนดด้วยราคาเท่านั้น แต่คือการสร้างเอกลักษณ์หรือรสนิยมของทุกคนในแต่ละไลฟ์สไตล์” ณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ระบุ

 

แม่ทัพของเซ็นทรัล

 

แม่ทัพของห้างเซ็นทรัลยังกล่าวด้วยว่า แม้จะยังรีโนเวตห้างไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ภายใน 6 เดือน (1 มิถุนายน – 30 พฤศจิกายน 2567) มียอดขายเติบโตสูงถึง 25% แล้ว และในปี 2568 เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วตั้งเป้าว่าจะสร้างยอดขายเติบโตเป็น 30% อีกทั้งยังประเมินว่าทราฟฟิกจะเพิ่มจาก 25,000 หมื่นคนต่อวันเป็น 30,000 คนต่อวัน

 

เพื่อโปรโมตโฉมใหม่ของเซ็นทรัลชิดลม ได้ดึง นัมจูฮยอก มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรก ที่จะบินลัดฟ้าร่วมงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ธันวาคม ซึ่งนี่ถือเป็นอีเวนต์ครั้งแรกในต่างประเทศหลังออกจากการรับราชการทหารของนักแสดงหนุ่มคนนี้อีกด้วย

 

The post แบบเดิมหรูอยู่แล้ว แต่ทำไม ‘เซ็นทรัลชิดลม’ ต้องเปลี่ยนฟาซาดใหม่ เจาะเบื้องหลังการใช้งบ 4 พันล้านบาทรีโนเวตใหญ่ในรอบ 50 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซ็นทรัล รีเทล โชว์กำไร Q3 พุ่ง 86% เร่งขยายสาขารับไฮซีซัน พร้อมส่งไม้ต่อ ‘สุทธิสาร’ นั่งซีอีโอคนใหม่ https://thestandard.co/central-retail-q3-2024/ Fri, 15 Nov 2024 04:07:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1008949 เซ็นทรัล รีเทล

บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) รายงานผลประกอบการ […]

The post เซ็นทรัล รีเทล โชว์กำไร Q3 พุ่ง 86% เร่งขยายสาขารับไฮซีซัน พร้อมส่งไม้ต่อ ‘สุทธิสาร’ นั่งซีอีโอคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซ็นทรัล รีเทล

บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/67 มีกำไรสุทธิ 2,129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้รวม 63,114 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% ส่งผลให้ผลประกอบการ 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 5,960 ล้านบาท เติบโต 22% และรายได้รวม 193,538 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%

 

ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CRC เปิดเผยว่า การเติบโตมาจากการขยายธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งตามแผน ทั้งการปรับโฉมห้างและเพิ่มแบรนด์ใหม่ในไทย เวียดนาม และอิตาลี รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ 

 

โดยในไตรมาส 3 เปิดไทวัสดุ 2 สาขา, GO WHOLESALE ที่ภูเก็ต 2 สาขา และศูนย์การค้า GO! พร้อมไฮเปอร์มาร์เก็ตในเวียดนามอีก 1 สาขา

 

ด้านแผนธุรกิจแฟชั่นไตรมาส 4 เตรียมฉลองเปิดห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม อย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ธันวาคม เน้นการช้อปปิ้งแบบ One Stop Shopping ระดับลักชัวรี เพื่อรองรับทั้งลูกค้าในประเทศและนักท่องเที่ยว

 

สำหรับธุรกิจฮาร์ดไลน์ จะขยายไทวัสดุเพิ่มที่แพร่อีก 1 สาขา ส่งผลให้สิ้นปีจะมีทั้งหมด 86 สาขา ขณะที่ธุรกิจฟู้ดจะขยายสาขา Tops ทุกรูปแบบอีก 9 สาขา รวมเป็น 690 สาขาทั่วประเทศ และเปิด GO WHOLESALE สาขาเจริญราษฎร์ในเดือนธันวาคม ตั้งเป้าสิ้นปีรวม 10 สาขา

 

ด้านการขยายธุรกิจในเวียดนาม มีแผนเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต go! (mini go!) เพิ่ม 4 สาขา รวมเป็น 14 สาขาใน 10 จังหวัด และเร่งขยายศูนย์การค้า GO! อีก 2 สาขา ที่บักเลียวและนิญถ่วน โดยตั้งเป้าสิ้นปีจะมีศูนย์การค้า GO! รวม 42 สาขาใน 32 จังหวัดทั่วเวียดนาม

 

ส่วนธุรกิจพร็อพเพอร์ตี้จะเปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ Strip Mall ครั้งแรกที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ สาขากาญจนบุรี ที่รวมร้านค้าและบริการหลากหลาย เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค

 

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 9/2567 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2567 มีมติแต่งตั้ง สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ แทน ญนน์ โภคทรัพย์ ที่จะเกษียณอายุ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป

The post เซ็นทรัล รีเทล โชว์กำไร Q3 พุ่ง 86% เร่งขยายสาขารับไฮซีซัน พร้อมส่งไม้ต่อ ‘สุทธิสาร’ นั่งซีอีโอคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องกลยุทธ์ ‘โรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล’ เดินเกมรุกยกระดับประสบการณ์ ลูกค้า-คู่ค้า-สังคม แบบครบวงจร https://thestandard.co/robinson-lifestyle-strategy/ Fri, 01 Nov 2024 07:45:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1002467 โรบินสันไลฟ์สไตล์

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ตลอดจนก […]

The post ส่องกลยุทธ์ ‘โรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล’ เดินเกมรุกยกระดับประสบการณ์ ลูกค้า-คู่ค้า-สังคม แบบครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรบินสันไลฟ์สไตล์

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ตลอดจนการเกิดขึ้นของผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ และแลนด์สเคปของเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นแรงผลักสำคัญให้ศูนย์การค้าต้องปรับกลยุทธ์และรูปแบบในการนำเสนอให้สอดรับกับความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจร การประกาศทุ่มงบลงทุนกว่า 2,500 ล้านบาทของ ‘โรบินสันไลฟ์สไตล์’ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จึงเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวในวงการค้าปลีกบ้านเราที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

 

เพราะนี่เป็นการเดินเกมเชิงรุกภายใต้การขับเคลื่อนของแม่ทัพคนใหม่ คุณเลิศวิทย์ ภูมิพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ที่มุ่งเน้นยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ พัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบครอบคลุมมากที่สุดทั่วไทย ผ่านกลยุทธ์ Lifestyle and Experiential Community ที่ตอบสนองความต้องการของทุกกลุ่มลูกค้า Complete Lifestyle Destination เช่น Dining, Family, Sport, Pet, และ Tourist Destination พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจไทยและเติบโตด้วยกันอย่างยั่งยืน

 

โรบินสันไลฟ์สไตล์

 

รีโนเวตครั้งใหญ่ให้เป็นศูนย์กลางของการใช้ชีวิต

 

คุณเลิศวิทย์บอกว่า “เรามีความตั้งใจพัฒนาศูนย์การค้าให้เป็นศูนย์กลางของการใช้ชีวิต ตลอดจนเป็นศูนย์การค้าอันดับ 1 ในใจลูกค้า ที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนไปตามเทรนด์โลกปัจจุบัน จึงมีโครงการรีโนเวตครั้งใหญ่ด้วยเงินลงทุนกว่า 2,500 ล้านบาท ที่สาขากาญจนบุรีสมุทรปราการ รวมไปถึงเปิดสาขาใหม่อีก 2 สาขา ซึ่งทั้งหมดนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี โดยการออกแบบได้รับแรงบันดาลใจมาจากเสน่ห์อัตลักษณ์วัฒนธรรมพิเศษของแต่ละพื้นที่มาปรับให้ดูร่วมสมัยมากขึ้น รวมทั้งนำเสนอประสบการณ์ใหม่ๆ ครบทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ให้ลูกค้าสามารถใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์การค้าได้ทั้งวัน”

 

เพื่อมอบประสบการณ์ครบทุกความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด เราจึงมุ่งพัฒนาสาขานำร่องนี้เป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ที่ครบทุกมิติ ซึ่งรวมศูนย์การค้า, Semi-Outdoor Mall, Strip Mall (อาคารพาณิชย์) และโรงแรม เข้าด้วยกัน ประกอบไปด้วย

 

  • ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ชูไฮไลต์โซนนิ่งใหม่ รวบรวมร้านค้าชื่อดังตอบรับเทรนด์ต่อยอดความสุข เป็นสวรรค์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและอาหารโดยเฉพาะ

 

    • Urbanista รวบรวมร้านค้าแฟชั่นที่ทันสมัย IG Brand จากโลกออนไลน์มาไว้ที่ศูนย์การค้า เช่น Matchbox, with.it.store, High school, Yuedpao และอีกหลากหลายแบรนด์ชื่อดัง

 

    • Urban Street Food รวบรวมร้านอาหารชื่อดังในพื้นที่เพื่อให้ลูกค้าทุกคนเข้าถึงตัวเลือกความอร่อยที่มากขึ้น เช่น ขาหมูโบราณกะทู้ เจ้าดังจังหวัดภูเก็ต MICHELIN Star 5 ปีซ้อน, รสนิยมข้าวมันไก่ ตำนาน 70 ปี จังหวัดสระบุรี, ร้านอาหารบ้านซายิด อาหารฮาลาล ข้าวหมกไก่ของแท้ยืนหนึ่งในจังหวัดสระบุรี และผัดไทยเจ๊ตุ้ม ร้านดังจากท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ฯลฯ

 

    • พร้อมผนึกกำลังกับพันธมิตรในเครือและแบรนด์ใหม่ๆ กว่า 300 ร้านค้า ครบทุกไลฟ์สไตล์ความต้องการ ให้ลูกค้าได้ Eat-Shop-Play ครบจบในที่เดียว

 

    • Eat: รวบรวมร้านอาหารดัง พร้อมเสิร์ฟให้กับลูกค้าคนสำคัญทุกคน อย่าง MK Restaurant, Bar B Q Plaza, The Pizza Company, Santa Fe’ Steak, Sukishi, Fuji, Yayoi, Shinkanzen sushi, Starbucks, After You, Swensen’s และอื่นๆ อีกมากมาย

 

    • Shop: เพลิดเพลินไปกับการช็อปครบทุกความต้องการ เริ่มต้นที่ Robinson Department Store, Supersports, Power Buy, Watson, BEAUTRIUM, OfficeMate และ B2S ต่อเนื่องไปถึงอุปกรณ์ทางด้านไอที เช่น IT City, Studio 7, Jaymart, Samsung และ BaNANA

 

    • Play: Sunday Playland สวนสนุกเด็กในร่มแบบพรีเมียมทันสมัย สวรรค์สำหรับเด็ก เพื่อให้เด็กๆ โลดแล่นไปกับจินตนาการและเรียนรู้อย่างไร้ขีดจำกัด, Echo ให้บริการตู้เกม ห้องคาราโอเกะ อัปเดตเพลงฮิตเพลงใหม่ให้คุณแฮงเอาต์กันได้ทุกวัน, Joyliday และ Let’s Play พื้นที่รวบรวมตู้เกมหลากหลาย เลือกความสนุกได้ตามต้องการ และปิดท้ายด้วยอาณาจักรโรงภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง SF Cinema และ Major Cineplex ที่ให้บริการครบทุกสาขาทั่วประเทศ และยังมีโรงภาพยนตร์สำหรับกลุ่มเด็กและครอบครัวอีกด้วย

 

นอกจากนี้ เรายังคำนึงถึงความสะดวกสบายของลูกค้าในการทำธุรกรรมทางด้านการเงินที่ง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น จึงรวบรวมบริการครอบคลุมทั้งสถาบันการเงิน (Bank) และผู้ให้บริการด้านการเงินอื่นๆ (Non-Bank) มากกว่า 20 ผู้ให้บริการ

 

  • Semi-Outdoor Mall พื้นที่รองรับเพื่อกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยง ครอบครัว และแฮงเอาต์ ด้วยคอนเซปต์ For-Rest พื้นที่สำหรับการพักผ่อน ชูจุดขายของจังหวัดเรื่องการท่องเที่ยวแนวธรรมชาติเป็นไอเดียหลักในการพัฒนา โดยเพิ่มต้นไม้นานาพรรณกระจายอยู่รอบๆ พื้นที่ ให้ความรู้สึก Semi-Outdoor ที่เชื่อมต่อกับศูนย์การค้าหลักอย่างลงตัว ประกอบไปด้วยร้านค้าและบริการต่างๆ เช่น

 

    • ร้านค้าที่รวบรวมสินค้าและบริการสำหรับสัตว์เลี้ยงที่เยอะและครบที่สุดในภูมิภาค เพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้า Pet Lover โดยเฉพาะ
    • โรงเรียนสอนภาษาและดนตรี เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ด้าน IQ และ EQ ให้กับลูกน้อย
    • บริการด้าน Health & Wellness ตอบโจทย์เทรนด์การดูแลสุขภาพของคนรุ่นใหม่
    • ร้านอาหารและคาเฟ่สุดฮิตจากทั่วประเทศ

 

  • Strip Mall (อาคารพาณิชย์) 2 ชั้น รวมกว่า 40 ยูนิต ตั้งอยู่บริเวณหน้าทางเข้าศูนย์การค้า เน้นการเข้าถึงง่าย ศูนย์รวมร้านค้าเพื่อตอบสนองทุกความต้องการผ่านสินค้าและบริการต่างๆ จากผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชน เช่น

 

    • Food: ร้านอาหารจานด่วนและเบเกอรีเจ้าเด็ดประจำจังหวัด กินง่าย อิ่มอร่อยได้ทั้งวัน
    • Health & Well-being: คลินิกเสริมความงาม ร้านตัดผม การแพทย์ทางเลือก สปา และกีฬาต่างๆ
    • Education: โรงเรียนสอนภาษา โรงเรียนสอนศิลปะ และโรงเรียนสอนคณิตศาสตร์ เพื่อเสริมทักษะให้กับเด็กๆ ทุกคน
    • Daily Life Service: บริการด้านการส่งพัสดุ บริการด้านสินเชื่อ และบริการซักรีด

 

  • Go Hotel ดีไซน์โฮเทลระดับพรีเมียม รวมเข้ากับศูนย์การค้าเพื่อให้ลูกค้ามีประสบการณ์การช้อปปิ้งและการพักผ่อนในที่เดียว กลายเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตที่ครบครันที่สุดในจังหวัด

 

 

เน้นเป็นพันธมิตรธุรกิจ สนับสนุน ‘คู่ค้า’ แบบครบวงจร

 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศูนย์การค้าประสบความสำเร็จคือ ‘คู่ค้า’ ซึ่งโรบินสันไลฟ์สไตล์มุ่งมั่นที่จะพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการเป็น Business Partner สำหรับคู่ค้ารายใหญ่และรายย่อย พร้อมให้การสนับสนุนแบบครบวงจร (End-to-End Solution Support) เช่น

 

  • การจัดหาและบริหารเงินทุน (Financial & Funding Support) เป็นตัวกลางในการจัดหานักลงทุน รวมถึงผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านธุรกิจ ให้คู่ค้าได้เติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง
  • การวางแผนและจัดการธุรกิจ (Business Management Support) การให้คำปรึกษาด้านการตลาดและช่วยวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน ให้คู่ค้านำไปปรับได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายได้ดีและเร็วขึ้น

 

ต่อยอดความรู้ ดูแลชุมชนและสังคมให้ดีขึ้นรอบด้าน

 

การตอบแทนชุมชนและ ‘สังคม’ เป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของโรบินสันไลฟ์สไตล์ เพื่อต่อยอดและสนับสนุนความเป็นอยู่ของผู้คนในแต่ละพื้นที่ให้ดีขึ้น ทั้งในด้าน การศึกษา เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

 

  • ด้านการศึกษา
    • จัดพื้นที่ในบริเวณศูนย์การค้าเพื่อเป็นศูนย์รวมของศิลปะและวัฒนธรรมในท้องถิ่น (Art & Culture Lifestyle Center) มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่ เพื่อรวบรวมและจัดแสดงผลงานจากศิลปินท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่นั้นๆ เพราะเชื่อว่าศิลปะเป็นอีกศาสตร์ที่สามารถส่งเสริมพัฒนาการของเยาวชนให้ดีขึ้น


    • ร่วมมือกับหอการค้าจังหวัดและหน่วยงานราชการ จัดงานต่อยอดให้ความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด เช่น Student Fun Fair เปิดประสบการณ์ความสนุก ส่งต่อความสุขนอกห้องเรียน ที่สาขาราชพฤกษ์ กิจกรรมการจัดงานสัปดาห์วันสิ่งแวดล้อมโลกกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสมุทรปราการ จัดแสดงนาฏศิลป์ โขน ดนตรีไทย เพื่อสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมกับบ้านกนกวรรณนาฏศิลป์จังหวัดสระบุรี ฯลฯ

 

  • ด้านเศรษฐกิจ
    • ส่งเสริมการพัฒนาของธุรกิจ SMEs ภายในศูนย์การค้าให้เจริญเติบโต ผ่านการวางแผนพัฒนาธุรกิจร่วมกันระหว่างคู่ค้ากับศูนย์การค้า และการจัดกิจกรรมทางการตลาดตลอดทั้งปีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน ส่งผลดีให้กับเจ้าของธุรกิจตลอดจนการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้กับผู้คนในชุมชน ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

  • ด้านสิ่งแวดล้อม
    • ตั้งแต่ปี 2560 – กันยายน 2567 ติดตั้ง Solar Rooftop จำนวนทั้งหมด 26 สาขา สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 108,681 Ton CO2 หรือทดแทนการปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงกว่า 150,000 ต้น
    • ตอบสนองต่อเทรนด์การใช้รถไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มขึ้น โดยติดตั้ง EV Charging Station ทั้งหมด 30 จุด และกำลังก่อสร้างเพิ่มเติมที่สาขาถลาง พร้อมมีแผนขยายการติดตั้งไปยังสาขาอื่นๆ ทั่วประเทศในอนาคต

 

 

 

สร้างสุขในการทำงาน พัฒนาองค์กรจากรากฐานที่แข็งแรง

 

นอกจาก 3 หัวใจหลัก ได้แก่ ลูกค้า คู่ค้า และสังคม เรายังมุ่งพัฒนา ‘องค์กร’ ให้บุคลากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะเชื่อมั่นว่าพนักงานทุกคนเป็นฟันเฟืองสำคัญขององค์กร และผลลัพธ์ที่ดีย่อมเริ่มต้นจากรากฐานที่แข็งแรง หลังจากการสอบถามความต้องการของพนักงานทุกคน จึงเกิดเป็นโครงการ Life is Good, Vibe is Happy เพื่อสร้างความสุขในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น จึงมุ่งพัฒนาสวัสดิการให้กับพนักงาน ได้แก่

 

  • ปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของโรบินสันไลฟ์สไตล์ให้เป็นพื้นที่ Open Space ส่งเสริมให้การทำงานรีแล็กซ์มากยิ่งขึ้น มีแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อให้พนักงานทุกคนมีความสุข เช่น 

 

 

    • Townhall & Mobile Working Space มีพื้นที่ทำงานที่หลากหลาย อำนวยความสะดวกให้พนักงานนั่งทำงานร่วมกันได้มากขึ้น พร้อมแชร์ความคิดและต่อยอดการทำงานเพื่อผลลัพธ์การทำงานที่ดีขึ้น

 

    • Café & Pantry ดีไซน์เก๋ ให้บริการเครื่องดื่ม Refreshment เป็นพื้นที่รองรับการพักผ่อนให้กับพนักงานทั้งช่วงพักกลางวันและหลังเลิกงาน


    • Relax & Entertainment Area พื้นที่สำหรับการผ่อนคลาย มีทั้งเก้าอี้นวดและโต๊ะพูลให้พนักงานทุกคนแฮงเอาต์และแชร์ความสุขร่วมกันได้ทุกวัน

 

  • เพิ่มกิจกรรมและสวัสดิการด้านต่างๆ มุ่งพัฒนาและดูแลพนักงานอย่างรอบด้าน เช่น การวางแผนทางการเงินเบื้องต้นสำหรับพนักงานที่เพิ่งเรียนจบใหม่ ไปจนถึงการเตรียมตัววางแผนเกษียณอายุ และกิจกรรมสัมมนาจากวิทยากรด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มทักษะในการทำงานมากยิ่งขึ้น รวมถึงการแข่งขันกีฬาภายในออฟฟิศ ฯลฯ

 

ทั้งหมดนี้คือแผนการดำเนินงาน เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของ ลูกค้า-คู่ค้า-สังคม และองค์กร ที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ให้ความสำคัญตลอดมา

 

“หลักการทำงานของผม ยังคงยึดมั่นในหลัก Always Create the Best วันนี้เราทำดีแล้ว พรุ่งนี้ต้องดีขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์อย่างต่อเนื่อง เรามุ่งปรับปรุงและยกระดับศูนย์การค้าให้ทันสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกด้าน ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรในเครือ พาร์ตเนอร์ และ SMEs รอบศูนย์การค้า เพื่อจัดกิจกรรมการตลาดที่สร้างสรรค์และสร้างบรรยากาศที่น่าตื่นเต้น นอกจากนี้ เรายังมุ่งพัฒนาบุคลากรเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความเติบโตอย่างยั่งยืน” คุณเลิศวิทย์กล่าวสรุป

The post ส่องกลยุทธ์ ‘โรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล’ เดินเกมรุกยกระดับประสบการณ์ ลูกค้า-คู่ค้า-สังคม แบบครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘รีนาเชนเต’ ห้างเก่าแก่อายุกว่า 100 ปีของอิตาลีที่มี ‘เซ็นทรัล รีเทล’ จากไทยเป็นเจ้าของ https://thestandard.co/rinascente-italy-central-retail/ Wed, 09 Oct 2024 13:40:51 +0000 https://thestandard.co/?p=993984

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2011 ครั้งนั้น ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ได้ตัด […]

The post ‘รีนาเชนเต’ ห้างเก่าแก่อายุกว่า 100 ปีของอิตาลีที่มี ‘เซ็นทรัล รีเทล’ จากไทยเป็นเจ้าของ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2011 ครั้งนั้น ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ได้ตัดสินใจขยายอาณาจักรค้าปลีกจากไทยข้ามน้ำข้ามทะเลไปสู่ยุโรปด้วยการเข้าซื้อ ‘รีนาเชนเต’ ซึ่งเป็นห้างที่เก่าแก่ที่สุดในอิตาลีและมีประวัติอันยาวนานกว่า 100 ปี โดยใช้เงินไปราว 1.1 หมื่นล้านบาทด้วยกัน

 

ปัจจุบันห้างรีนาเชนเตอยู่ภายใต้ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ หรือ CRC ซึ่งปีที่ผ่านมาถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 158 ปีของรีนาเชนเตที่สามารถทำยอดขายทะลุ 1 พันล้านยูโรหรือราว 3.6-3.7 หมื่นล้านบาท

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ THE STANDARD WEALTH ได้เป็นหนึ่งในสื่อมวลชนไทยที่ CRC เชิญไปเยือนดินแดนมักกะโรนีเพื่อดูความสำเร็จของ ‘รีนาเชนเต’ ที่ได้ปรับเอาจุดแข็งในด้านค้าปลีกจาก CRC และใช้ทีมงานท้องถิ่นซึ่งเป็นชาวอิตาเลียนเข้ามาบริหารจนสามารถสร้างความสำเร็จด้านยอดขายได้

 

ครั้งนี้เราได้ไปเยี่ยมห้างรีนาเชนเต 3 สาขาจากทั้งหมด 9 สาขา ใน 8 เมืองสำคัญ ได้แก่ ‘โรม’ (Rome) ที่มีอดีตอันยิ่งใหญ่และเกรียงไกรในยุคจักรวรรดิโรมัน, ‘ฟลอเรนซ์’ (Florence) เมืองแห่งศิลปะและสถาปัตยกรรม ปิดท้ายด้วย ‘มิลาน’ (Milan) เมืองแห่งการออกแบบและแฟชั่น

 

โดยมี ปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC พร้อมกับผู้จัดการทั้ง 3 สาขา เป็นผู้นำชมและบอกเล่าเรื่องราวหรืออินไซต์ลูกค้าของสาขาต่างๆ ดังนี้

 

ปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC

 

1. สาขา ‘โรม เวีย เดล ตริโตเน่’

 

ในโรมมี 2 สาขาแต่ ‘โรม เวีย เดล ตริโตเน่’ ถือเป็นสาขาแฟลกชิปสโตร์ เพราะตัวตึกมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจตรงที่เจ้าของเดิมเข้าซื้อตึกในปี 2005 ก่อนที่จะถูกเข้าซื้อกิจการ แต่ในช่วงตรวจโครงสร้างเดิมก่อนรีโนเวตได้ตรวจพบ ‘ตาน้ำโบราณ’ ทำให้หยุดสร้างไปนานกว่า 10 ปีเพื่อให้ทางการอิตาลีเข้ามาตรวจสอบ

 

ก่อนที่จะเปิดอย่างเป็นทางการในปี 2017โดยเป็นการสร้างอาคารหลังใหม่ครอบอาคารหลังเดิมไว้ เพื่อคงสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมไว้ ในแง่ของทราฟฟิกวันธรรมดาจะอยู่ที่เฉลี่ย 5,000 คน ส่วนวันหยุดจะเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว เป็น 10,000 คน

 

ที่น่าสนใจคือคนอิตาเลียนชอบใช้แบรนด์เนมและยิ่งชอบแบรนด์ที่เป็นสัญชาติอิตาเลียนไม่ว่าจะเป็น Valentino, Dolce & Gabbana, Prada, Gucci และ Bottega Veneta เป็นต้น โดยพื้นที่ 70% จากพื้นที่ 13,000 ตารางเมตรเป็นสินค้าแบรนด์เนม

 

จริงๆ แล้วหากเราเดินไปตามท้องถนนในโรมจะพบร้านแบรนด์เนมต่างๆ มากมาย เลยเป็นคำถามที่น่าสงสัยว่าเหตุใด ‘รีนาเชนเต โรม เวีย เดล ตริโตเน่’ ถึงให้พื้นที่มากกว่า 70% กับแบรนด์เนมทั้งที่ลูกค้าสามารถซื้อด้านนอกห้างได้เลย

 

ทางผู้จัดการสาขาได้ตอบว่า “หากเราซื้อร้านด้านนอก ลูกค้าจะต้องเดินเข้าออกร้านเพื่อดูสินค้าและเทียบราคา แต่หากมาที่รีนาเชนเตจะเจอแบรนด์ที่มารวมในที่เดียวกัน ทำให้สามารถดูและเทียบราคาได้เลย ไม่ต้องเดินไปมาหลายที่”

 

สินค้าขายดี 3 อันดับแรกคือกลุ่มรองเท้าและเครื่องประดับสำหรับผู้หญิง แต่กลุ่มที่รองลงมาคือเสื้อผ้าผู้ขาย ซึ่งผู้ชายอิตาเลียนชอบแต่งตัว ดังนั้นสาขานี้จึงให้พื้นที่ 2 ชั้นเต็มๆ สำหรับเสื้อผ้าผู้ชายและสุดท้ายเป็นกลุ่ม Ready-to-wear

 

“ที่ไทยสัดส่วนลูกค้าจะเป็นผู้หญิง 80% และผู้ชาย 20% แต่ที่สาขาโรม เวีย เดล ตริโตเน่ เราพบว่าผู้หญิงและผู้ชายมีสัดส่วนเท่าๆ กันเลย แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจเรื่องแฟชั่นของผู้ชายอิตาเลียน” ปิยวรรณระบุ

 

 

2. สาขาฟลอเรนซ์

 

แม้ ‘รีนาเชนเต ฟลอเรนซ์’ จะมีพื้นที่เพียง 3,000 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับสาขาทั้งหมดที่ THE STANDARD WEALTH ได้ไปดู แต่เราไม่สามารถดูแคลนพื้นที่เล็กได้เลย เพราะสาขานี้ทำยอดขายได้ราว 40 ล้านยูโรในปีที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อหารต่อตาตารางเมตรแล้วจะพบว่า มียอดขายมากกว่าสาขาโรมเสียด้วยซ้ำ

 

ถึงจะมีพื้นที่เล็กแต่ด้วยความที่ ‘ฟลอเรนซ์’ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะจนมีคำกล่าวว่า เด็กๆ ฟลอเรนซ์หากไม่มีอะไรทำก็มักจะแกะสลักหินอ่อนเล่น ทำให้สาขานี้ได้รวมสินค้า Craftsmanship หรืองานฝีมือต่างๆ เอาไว้ ซึ่งงานฝีมือของแบรนด์ท้องถิ่นนั้นเป็นที่ถูกใจนักท่องเที่ยวจนทำให้ยอดทำ Tax Refund เพิ่มขึ้นกว่า 35% ในปีที่ผ่านมา

 

ลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวหลักๆ มาจากสหรัฐอเมริกา, สิงคโปร์, เม็กซิโก และบราซิล ในขณะที่คนไทยนั้นติด Top 10 ที่น่าสนใจคือ RIMOWA เป็นแบรนด์ที่ขายดีที่สุดในกลุ่มนักท่องเที่ยว “ซึ่งชาวเอเชียชอบซื้อ RIMOWA เป็นอย่างมาก” ผู้จัดการสาขาฟลอเรนซ์อธิบาย

 

ขณะที่รองลงมาจะเป็นแบรนด์ LOEWE และ Ralph Lauren โดยนักท่องเที่ยวคิดเป็นสัดส่วนยอดขาย 30% ในปีที่ผ่านมา และคาดว่าปีนี้จะเพิ่มเป็น 40%

 

ในแง่สินค้าที่ 3 กลุ่มสินค้าแรกที่ขายดีไม่แตกต่างจากสาขาที่โรมเลยนั่นคือ กระเป๋าและเครื่องประดับ, เสื้อผ้าผู้ชาย รวมถึงเสื้อผ้าผู้หญิง

 

“ผู้ชายอิตาเลียนใช้เงิน 20-30% ต่อเดือน หรือบางคนมากถึง 50% สำหรับสินค้ากลุ่มแฟชั่น แสดงให้เห็นถึงความชอบการแต่งตัวของผู้ชายอิตาเลียน” ผู้จัดการสาขาฟลอเรนซ์กล่าว

 

เมื่อถามว่า ผู้ชายอิตาเลียนหรือฝรั่งเศสที่แต่งตัวมากกว่ากัน เพราะทั้ง 2 ประเทศต่างเป็นมหาอำนาจด้านแฟชั่น เขาได้ตอบกลับแบบขำๆ ว่า นี่ถือเป็นคำถามโลกแตกเลยทีเดียว แต่ขณะเดียวกันเขาก็อธิบายว่า “ผู้ชายฝรั่งเศสจะแต่งตัวฉูดฉาดกว่า ขณะที่ผู้ชายอิตาเลียนจะแต่งตัวแบบคลาสสิก”

 

ที่สาขาฟลอเรนซ์ไม่มีกลุ่มสินค้า Home เพราะไม่มีพื้นที่มากพอและสร้างยอดขายได้ไม่เท่ากับกลุ่มแฟชั่น แต่กลับแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กับ ‘เครื่องสำอางเกาหลี’ ซึ่งพบว่ามียอดขายที่น่าพึงพอใจ โดยปีที่ผ่านมาขายได้ 1 ล้านยูโร หรือราว 37 ล้านบาท ทำให้สาขาฟลอเรนซ์ตัดสินใจเพิ่มสินค้าประเภทนี้ให้มากขึ้น

 

 

3. สาขามิลาน

 

การที่ ‘มิลาน’ ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการออกแบบและแฟชั่น ทำให้ไม่ว่าแบรนด์หรูแบรนด์ใดก็ตามออกสินค้าใหม่ก็จะขายที่มิลานเป็นเมืองแรกๆ ของโลก

 

ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจหากสาขานี้จะทำยอดขายให้กับรีนาเชนเตมากที่สุด ด้วยตัวเลขกว่า 430 ล้านยูโร หรือราว 1.6 หมื่นล้านบาทในปีที่ผ่านมา จากจำนวนลูกค้าที่เดินเข้าห้างกว่า 8 ล้านคนต่อปี ในจำนวนนี้ 30% เป็นสัดส่วนลูกค้าต่างชาติ

 

จีน อเมริกัน และตะวันออกกลาง คือลูกค้ากลุ่มใหญ่ ทว่าจีนนั้นยังเป็นตัวเลขที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด แต่กลุ่มลูกค้าที่กำลังมาแรงนั้นกลับเป็นเม็กซิโกและบราซิลที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยนักท่องเที่ยวใช้จ่ายเฉลี่ย 310 ยูโร หรือราว 11,300 บาทต่อคน ส่วนชาวอิตาเลียนใช้จ่ายราว 210-230 ยูโร หรือราว 7,700-8,400 บาทต่อคน

 

Louis Vuitton, Dior และ Gucci คือแบรนด์ที่มียอดขายมากที่สุด 3 อันดับแรก อินไซต์ที่น่าสนใจคือ Gen Z และ Millennium คือกลุ่มที่ใช้จ่ายแบรนด์หรูมากกว่า Gen X ไปเรียบร้อยแล้วสำหรับสาขาที่มิลาน

 

ล่าสุดที่มิลานซึ่งถือเป็นสาขาแฟลกชิปสโตร์เช่นกัน มีการเช่าพื้นระยะยาวที่ตึกข้างๆ ที่เคยเป็นโรงภาพยนตร์เก่าแก่อายุ 100 กว่าปีสำหรับทำเป็นพื้นที่ Beauty Hub ซึ่งขนาดใหญ่ที่สุดในอิตาลี

 

ตัวพื้นที่เดิมมี 3 ชั้นจะมีการเก็บโดม ระเบียง และโคม เพื่อเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของพื้นที่ไว้ ส่วนที่เหลือจะรีโนเวตใหม่

 

พื้นที่ Beauty Hub นั้นได้ลงทุนราว 43 ล้านยูโร หรือราว 1,600 ล้านบาท แต่คาดว่าการลงทุนนี้จะช่วยให้ห้างรีนาเชนเต มิลาน มียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 80 ล้านยูโรต่อปี หรือเกือบ 3,000 ล้านบาทด้วยกัน โดยพื้นที่นี้จะเปิดอย่างเป็นทางการในปี 2027

 

จากการเยี่ยมชมสาขาต่างๆ ทำให้เราเห็นว่าจากห้างเก่าแก่ที่เคยเกือบถูกลืมเลือน ‘รีนาเชนเต’ ได้รับการชุบชีวิตใหม่ภายใต้การบริหารของ CRC ด้วยกลยุทธ์ผสมผสานความเข้าใจตลาดโลกและความเชี่ยวชาญด้านการค้าปลีก จนสามารถพลิกโฉมสู่ห้างหรูที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งสะท้อนได้จากยอดขาย

 

และยังพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า DNA ค้าปลีกไทยไม่ได้น้อยหน้าใครในโลก แม้แต่ในดินแดนแห่งแฟชั่นชั้นสูง ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งคนอิตาเลียนจะหันมาสนใจและชื่นชอบสไตล์การนำเสนอสินค้าแบบที่คนไทยออกแบบ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเข้าใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าในระดับสากล

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post ‘รีนาเชนเต’ ห้างเก่าแก่อายุกว่า 100 ปีของอิตาลีที่มี ‘เซ็นทรัล รีเทล’ จากไทยเป็นเจ้าของ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซ็นทรัล รีเทล โชว์ไตรมาสแรก ทำกำไรกว่า 2,524 ล้านบาท เติบโต 14% เร่งเครื่องขยายทุกธุรกิจในเครือต่อเนื่อง https://thestandard.co/central-retail-2024-q1-profit/ Wed, 15 May 2024 05:14:08 +0000 https://thestandard.co/?p=933653 เซ็นทรัล รีเทล

เซ็นทรัล รีเทล ปิดไตรมาสแรกทำ กำไร กว่า 2,524 ล้านบาท เ […]

The post เซ็นทรัล รีเทล โชว์ไตรมาสแรก ทำกำไรกว่า 2,524 ล้านบาท เติบโต 14% เร่งเครื่องขยายทุกธุรกิจในเครือต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซ็นทรัล รีเทล

เซ็นทรัล รีเทล ปิดไตรมาสแรกทำ กำไร กว่า 2,524 ล้านบาท เติบโต 14% ส่วนใหญ่มาจากระบบ Ecosystem ที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น พร้อมเดินหน้าขยายทุกธุรกิจในเครือ ทั้งแฟชั่น ตามด้วย B2B-B2C และเวียดนาม รับโอกาสเติบโตต่อเนื่อง 

 

ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าวว่า ผลประกอบการในไตรมาสแรก เซ็นทรัล รีเทล มีรายได้อยู่ที่ 67,255 ล้านบาท (+6%YoY) และกำไรสุทธิหลัก (Core Profit) 2,524 ล้านบาท (+14%YoY)

 

ในส่วนของยอดขายผ่านแพลตฟอร์ม Omni-Channel มีสัดส่วนอยู่ที่ 19% ซึ่งการเติบโตดังกล่าวมาจากการมี Ecosystem ที่แข็งแกร่งและพอร์ตโฟลิโอที่ยืดหยุ่น

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจต่อจากนี้ เซ็นทรัล รีเทล ยังเดินหน้าธุรกิจต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ 1. กลุ่มแฟชั่น อย่างห้างเซ็นทรัล ชิดลม ได้ลงทุนกว่า 4 พันล้านบาท เพื่อยกระดับสู่การเป็น World Class Luxury Destination ในรูปแบบ One Stop Shopping ที่รวบรวมแบรนด์สินค้าลักชัวรีเข้ามาตอบโจทย์ลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ 

 

ตามด้วย CMG (เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป) หนึ่งในธุรกิจภายใต้กลุ่ม Central Brand & Specialty ได้รับสิทธิ์เป็นผู้จัดจำหน่าย Paul Smith แบรนด์แฟชั่นลักชัวรีระดับไอคอนิกจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเตรียมเปิดแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ที่ศูนย์การค้า Central Embassy

 

2. กลุ่มธุรกิจ B2B / B2C เริ่มตั้งแต่ GO Wholesale หลังจากเปิดตัวมา 7 เดือน ได้เปิดไปแล้ว 7 สาขา ซึ่งได้รับการตอบรับดีจากลูกค้าทุกกลุ่ม ในครึ่งปีหลังวางแผนเปิดเพิ่มอีก 4 สาขา รวมถึงไทวัสดุ ปีนี้เตรียมขยายอีก 9 สาขา พร้อมโฉมใหม่ แฟลกชิปสโตร์สาขาบางนาและบางบัวทอง ด้วยการอัปเกรดขึ้นมาเป็นรูปแบบไฮบริดสโตร์ 

 

และ 3. ธุรกิจในประเทศเวียดนาม เตรียมเดินหน้าขยายสาขาทั้งศูนย์การค้า GO! และไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! อีก 3 สาขาในปีนี้ พร้อมทั้งเตรียมรีโนเวตสาขาแฟลกชิปสโตร์ที่ฮานอยและโฮจิมินห์ ซึ่งจะเสร็จสิ้นภายในปี 2025 ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา เซ็นทรัล รีเทล มีรายได้จากค่าเช่าเพิ่มขึ้น 12%

The post เซ็นทรัล รีเทล โชว์ไตรมาสแรก ทำกำไรกว่า 2,524 ล้านบาท เติบโต 14% เร่งเครื่องขยายทุกธุรกิจในเครือต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีช่องว่างอีกมาก! ‘ท็อปส์ เดลี่’ เปิดขายแฟรนไชส์ เริ่มต้น 1.07 ล้านบาท การันตีรายได้ 60,000 บาทต่อเดือน คืนทุนใน 2 ปี https://thestandard.co/tops-daily-franchise-1-07-m-baht/ Wed, 20 Mar 2024 10:09:54 +0000 https://thestandard.co/?p=913385

ธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังมีโอกาสและช่องว่างอีกมาก ‘ท็อปส์ […]

The post ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีช่องว่างอีกมาก! ‘ท็อปส์ เดลี่’ เปิดขายแฟรนไชส์ เริ่มต้น 1.07 ล้านบาท การันตีรายได้ 60,000 บาทต่อเดือน คืนทุนใน 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังมีโอกาสและช่องว่างอีกมาก ‘ท็อปส์ เดลี่’ ย้ำหลังประกาศเปิดขายแฟรนไชส์ เริ่มต้น 1.07 ล้านบาท การันตีรายได้ 60,000 บาทต่อเดือน คืนทุนใน 2 ปี ด้วยจุดแข็งสินค้านำเข้าและฐานข้อมูลจาก The 1 ช่วยทำตลาด ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้ตรงจุด 

 

ถึงวันนี้ ‘ท็อปส์ เดลี่’ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจมากว่า 18 ปีแล้ว จนมีสาขาทั้งหมด 515 สาขาทั่วประเทศ นับตั้งแต่ได้ปรับโฉมโมเดล ท็อปส์ เดลี่ สู่ Joy-venience Store ภายใต้แนวคิด Every Day for Everyone ศูนย์รวมแห่งความสุขที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์ดีๆ ให้กับลูกค้า ก็สามารถสร้างยอดขายเติบโต 10% ต่อปี

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

และอีกหนึ่งเป้าหมายของ ‘Tops’ ยังต้องการขยายสาขาทุกโมเดล ไม่ว่าจะเป็น Tops Food Hall, Tops Fine Food และ Tops Daily ให้เข้าถึงลูกค้าในทุกพื้นที่ให้ครอบคลุมมากขึ้น 

 

“ที่สำคัญตลาดร้านสะดวกซื้อยังมีโอกาสอีกมาก เนื่องจากบริบทสังคมเปลี่ยน ประกอบกับการขยายตัวของคนออกไปอยู่นอกเมืองมากขึ้น จึงทำให้หลายๆ พื้นที่เริ่มมีศักยภาพให้ท็อปส์ เดลี่ เข้าไปตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคให้ได้อย่างครอบคลุม” เมทินี พิศุทธิ์สินธพ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าว

 

จึงเปิดตัวโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ด้วยกลยุทธ์สร้างจุดแข็งและความแตกต่างจากคู่แข่ง สิ่งที่น่าสนใจของแฟรนไชส์คือลงทุนต่ำ แฟรนไชส์ท็อปส์ เดลี่ แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ เปิดร้านใหม่ ลงทุนเริ่มต้น 4-6 ล้านบาท การันตีรายได้ 150,000 บาทต่อเดือน และรูปแบบที่ 2 เข้าสวมสิทธิ์บริหารร้านท็อปส์ เดลี่ ที่เปิดอยู่เดิม งบลงทุน 1.07 ล้านบาทขึ้นไป การันตีรายได้ 60,000 บาทต่อเดือน คืนทุนไวใน 2 ปี  

 

รวมถึงจุดแข็งที่ท็อปส์ เดลี่ มีแต้มต่อทั้งเรื่องการทำตลาดที่แตกต่างทั้งสินค้าภายในและนำเข้ามากกว่า 6,000 รายการ, อาหารสด แช่แข็ง, อาหารญี่ปุ่น และสินค้าพรีเมียม ในราคาเข้าถึงง่าย ซึ่งใช้ฐานข้อมูล The 1 และระบบ CRM เข้ามาวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค พร้อมจัดโปรโมชันให้ตรงจุด ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวช่วยทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้น 

 

พร้อมจัดตั้งทีมงานมืออาชีพมาสนับสนุนการทำธุรกิจ เริ่มตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบสินค้า, IT, ที่ปรึกษาเรื่องบัญชี, ระบบการขนส่ง ตลอดจนโปรโมชันส่งเสริมการขายและการตลาดครบวงจร พร้อมจับมือกับพันธมิตรธนาคารเข้ามาสนับสนุนสินเชื่อด้านเงินทุน เปิดโอกาสให้ทุกคนที่สนใจร่วมลงทุนเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น โดยตั้งเป้าขยายสิทธิ์ร้านแฟรนไชส์ท็อปส์ เดลี่ จากเดิม 30% เพิ่มเป็น 45% ของสาขาทั้งหมด

 

ทั้งหมดบริษัทต้องการให้ธุรกิจ Growth Engine ตามยุทธศาสตร์ที่ไม่หยุดนิ่งในการมองหาโอกาสสร้างการเติบโตใหม่ และวันนี้เราจะโตคนเดียวไม่ได้ จะต้องมีพาร์ตเนอร์เข้ามาช่วยสร้างการเติบโตไปพร้อมๆ กัน

The post ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีช่องว่างอีกมาก! ‘ท็อปส์ เดลี่’ เปิดขายแฟรนไชส์ เริ่มต้น 1.07 ล้านบาท การันตีรายได้ 60,000 บาทต่อเดือน คืนทุนใน 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRC – หุ้น Laggard ของกลุ่มพาณิชย์ที่มีปัจจัยหนุนราคาหุ้นรออยู่ https://thestandard.co/market-focus-crc-4/ Mon, 04 Mar 2024 13:39:40 +0000 https://thestandard.co/?p=907111

เกิดอะไรขึ้น: ใน 1Q67TD InnovestX Research ประเมินได้ว่ […]

The post CRC – หุ้น Laggard ของกลุ่มพาณิชย์ที่มีปัจจัยหนุนราคาหุ้นรออยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

ใน 1Q67TD InnovestX Research ประเมินได้ว่ายอดขายสาขา (SSS) ของ บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) กลับมาเติบโต 2%YoY (เทียบกับลดลง 3%YoY ใน 4Q66) หลักๆ เกิดจากการฟื้นตัวของ SSS จากประเทศเวียดนาม โดยในประเทศเวียดนามคาดว่า SSS จะเติบโต 5%YoY โดยเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับสูง YoY ในกลุ่มฟู้ด แต่ลดลง 25%YoY ในกลุ่มฮาร์ดไลน์ (เทียบกับลดลง 16%YoY ใน 4Q66, ลดลง 11%YoY ในกลุ่มฟู้ด และลดลง 34%YoY ในกลุ่มฮาร์ดไลน์) ในประเทศอิตาลีคาดว่า SSS จะเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับสูง YoY (เทียบกับ +9%YoY ใน 4Q66)

 

ส่วนในประเทศไทยคาดว่า SSS จะอยู่ในระดับทรงตัว YoY (เทียบกับลดลง 1%YoY ใน 4Q66) โดยเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำ YoY ในกลุ่มแฟชั่นและกลุ่มฟู้ด แต่ลดลงเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำในกลุ่มฮาร์ดไลน์การหยุดชะงักของยอดขายจากการปรับปรุงร้านไทวัสดุ และงบประมาณภาครัฐที่ล่าช้า

 

สำหรับการซื้อที่ดินใน 2Q67 จะหนุนให้กำไรเพิ่มขึ้น เพิ่มสัดส่วนที่ดินที่ถือครองกรรมสิทธิ์ และเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสทำ IPO สำหรับไทวัสดุ คณะกรรมการของ CRC ได้มีมติอนุมัติการซื้อที่ดินสำหรับการประกอบธุรกิจรวมทั้งสิ้น 24 แห่ง มูลค่า 5.6 พันล้านบาท จากผู้ขายที่ดิน (บริษัทซึ่งบริษัท ห้างเซ็นทรัล ดีพาทเมนท์สโตร์ จำกัด (HDCS) ถือหุ้น 99.99% นอกจากนี้ HDCS ยังถือหุ้น 35.1% ใน CRC ด้วย) สถานที่ตั้งประกอบด้วย 1. สาขาของไทวัสดุ 22 สาขา 2. สาขาของ Tops Plaza 1 สาขา 3. ศูนย์กระจายสินค้าสำหรับสาขา Tops โดยทั้งหมดนี้ CRC ได้มีการเข้าทำสัญญาเช่าที่ดินกับผู้ขายที่ดิน ซึ่ง CRC มองว่าผลการดำเนินงานของร้านเหล่านี้แข็งแกร่ง ท่ามกลางขนาดที่ดินและราคาที่เหมาะสม

 

CRC ตั้งเป้าที่จะใช้แหล่งเงินทุนจากกระแสเงินสดภายในบริษัท ธุรกรรมนี้จะถูกเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติในวันที่ 25 เมษายน โดยมีกำหนดแล้วเสร็จใน 2Q67 เหตุผลในการเข้าทำรายการมีดังนี้

 

  1. ราคาเข้าซื้อต่ำกว่าราคาประเมินที่ดิน โดยผู้ประเมินราคาอิสระอยู่ 21-28%

 

  1. การเปลี่ยนแปลงจากสัญญาเช่าที่ดินเป็นการซื้อที่ดินจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเช่า และหนุนให้กำไรปกติของ CRC ปรับเพิ่มขึ้นได้อีก 112 ล้านบาทต่อปี โดยจะมีกำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (หลังหักภาษี) จากส่วนต่างระหว่างสิทธิในการใช้สินทรัพย์กับหนี้สินตามสัญญาเช่าจำนวน 208 ล้านบาท ใน 2Q67

 

  1. สัดส่วนที่ดินที่ถือครองกรรมสิทธิ์สำหรับร้านไทวัสดุจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับเกือบ 40% (จาก 6%) เทียบกับคู่แข่งร้านวัสดุก่อสร้างที่ 80-90% ซึ่งจะส่งผลทำให้บริษัทมีความคล่องตัวมากขึ้นในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการประกอบธุรกิจและลดความเสี่ยงเกี่ยวกับการต่ออายุสัญญาเช่าที่ดิน รวมถึงเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสในการทำ IPO เมื่อได้ Valuation ที่เหมาะสม

 

เพื่อสนับสนุนการเติบโตนอกเหนือจากการขยายธุรกิจปกติ CRC ยังมองหาโอกาสทำ M&A สำหรับธุรกิจหลักในกลุ่มแฟชั่น กลุ่มฟู้ด และกลุ่มฮาร์ดไลน์ในประเทศที่มีศักยภาพเติบโตสูงในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม โดยธุรกิจที่ศึกษาจะต้องมีรายได้เกิน 5,000-10,000 ล้านบาทต่อปี และต้องเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรส่วนเพิ่ม เมื่อพิจารณาจากอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (ไม่รวมสัญญาเช่า) ที่ 1 เท่า ณ สิ้นปี 2566 เทียบกับอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนในระดับ Comfortable ของบริษัทที่ 2 เท่า CRC จึงมีโอกาสที่จะเพิ่มหนี้ได้สูงถึง 70,000 ล้านบาท

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น CRC ปรับขึ้น 8.33% สู่ระดับ 35.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 1.54% สู่ระดับ 1,362.70 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

CRC เป็นหุ้น Laggard ของกลุ่มพาณิชย์ เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวลดลง 8% เทียบกับกลุ่มพาณิชย์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับ SSS ที่หดตัวลงใน 4Q66 และการเติบโตของกำไรที่ชะลอตัวลง เมื่อมองต่อไปข้างหน้า InnovestX Research คาดว่าราคาหุ้น CRC จะปรับตัวดีขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจาก

 

  1. SSS ที่กลับมาเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำ YoY ใน 1Q67TD นำโดยการฟื้นตัวของ SSS ในประเทศเวียดนาม

 

  1. กำไรส่วนเพิ่มจากธุรกรรมการซื้อที่ดิน (หนุนให้กำไรปี 2567 ปรับขึ้นได้อีก 3% กำไรปกติปรับขึ้นได้อีก 1% และกำไรพิเศษ 2% ใน 2Q67)

 

  1. โอกาสทำ M&A ในธุรกิจหลักในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม 

 

โดยคงเรตติ้ง OUTPERFORM สำหรับ CRC โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2567 อ้างอิงวิธี DCF (WACC 7.1% และอัตราการเติบโตระยะยาวที่ 2.5%) ที่ 44 บาทต่อหุ้น

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือการเปลี่ยนแปลงในกำลังซื้อ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และนโยบายรัฐบาลใหม่ ความเสี่ยง ESG ที่สำคัญ คือการบริหารจัดการพลังงาน ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและมีคุณภาพ (E) แนวปฏิบัติด้านการจ้างงาน และความปลอดภัยของข้อมูล (S)

The post CRC – หุ้น Laggard ของกลุ่มพาณิชย์ที่มีปัจจัยหนุนราคาหุ้นรออยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เซ็นทรัล รีเทล’ สร้างนิวไฮปี 66 โชว์กำไร 8,016 ล้านบาท โต 12% เคาะจ่ายเงินปันผล 0.55 บาทต่อหุ้น สูงกว่าปีก่อน 15% https://thestandard.co/central-retail-profit-8016-million-baht/ Thu, 29 Feb 2024 11:27:37 +0000 https://thestandard.co/?p=905813 เซ็นทรัล รีเทล

‘เซ็นทรัล รีเทล’ สร้างนิวไฮปี 66 โชว์กำไร 8,016 ล้านบาท […]

The post ‘เซ็นทรัล รีเทล’ สร้างนิวไฮปี 66 โชว์กำไร 8,016 ล้านบาท โต 12% เคาะจ่ายเงินปันผล 0.55 บาทต่อหุ้น สูงกว่าปีก่อน 15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซ็นทรัล รีเทล

‘เซ็นทรัล รีเทล’ สร้างนิวไฮปี 66 โชว์กำไร 8,016 ล้านบาท โต 12% เคาะจ่ายเงินปันผล 0.55 บาทต่อหุ้น สูงกว่าปีก่อน 15% ก่อนเดินหน้าขยายธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ CRC OMNI-Intelligence พร้อมขยายธุรกิจอีก 40 สาขาทั้งในไทยและเวียดนาม 

 

ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าวว่า ภาพรวมการดำเนินงานของเซ็นทรัล รีเทล ในปี 2566 ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์รวม 248,688 ล้านบาท (+5%YoY) EBITDA 32,436 ล้านบาท (+8%YoY) และกำไรสุทธิ 8,016 ล้านบาท (+12%YoY) พร้อมนำเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราสูงถึง 0.55 บาทต่อหุ้น เรียกได้ว่าเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมา 15% 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเซ็นทรัล รีเทล ที่มีอีโคซิสเต็มที่ยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ ประกอบกับการที่เซ็นทรัล รีเทล สามารถดำเนินงานตามแผนงานทุกอย่างที่วางไว้ และรักษาเสถียรภาพทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถปิดปีได้แบบนิวไฮ และเสริมแกร่งความเป็นเบอร์ 1 Next-Gen Omni Retailer and Wholesaler ได้ในทุกกลุ่มธุรกิจ

 

พร้อมกันนี้ในปีที่ผ่านมาเซ็นทรัล รีเทล ได้สร้างความยั่งยืนในหลากหลายมิติ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา Climate Crisis ของโลก อาทิ การเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 15.7% ด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์รวม 136 สาขา และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 50,000 ตัน ทั้งหมดนี้ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเซ็นทรัล รีเทล ที่จะเป็น Green & Sustainable Retail องค์กรค้าปลีก-ค้าส่งต้นแบบด้านความยั่งยืนแห่งเอเชีย

 

ทั้งนี้ในปี 2567 บริษัทยังเดินหน้าสร้างการเติบโตภายใต้วิสัยทัศน์ CRC OMNI-Intelligence ที่จะยกระดับวงการค้าปลีก-ค้าส่งสู่ The New Era of Brilliance ด้วยการนำ AI เข้าไปผนวกในทุกกระบวนการของการทำธุรกิจ พร้อมทั้งใช้ AI เข้ามาติดอาวุธให้กับพนักงาน เพื่อ Upskill และสร้างประสบการณ์ในรูปแบบ Hyper Personalised Omni Experience ให้กับลูกค้า

 

ควบคู่ไปกับการเดินหน้ารีโนเวตห้างร้านในเครือ และขยายธุรกิจอีกกว่า 40 สาขาในไทยและเวียดนาม ตลอดจนเดินหน้า Scale up ธุรกิจ B2B และพาธุรกิจเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ต่างๆ เพื่อสร้าง Network และ Value กับกลุ่มลูกค้าในระยะยาว

 

 

The post ‘เซ็นทรัล รีเทล’ สร้างนิวไฮปี 66 โชว์กำไร 8,016 ล้านบาท โต 12% เคาะจ่ายเงินปันผล 0.55 บาทต่อหุ้น สูงกว่าปีก่อน 15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRC – เป้าหมายปี 2567, พรีวิวผลประกอบการ 4Q66 https://thestandard.co/market-focus-crc-4q66/ Wed, 14 Feb 2024 07:12:26 +0000 https://thestandard.co/?p=899721

เกิดอะไรขึ้น:   ในปี 2567 บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ป […]

The post CRC – เป้าหมายปี 2567, พรีวิวผลประกอบการ 4Q66 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

ในปี 2567 บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 9-11% โดยได้รับการสนับสนุนจากยอดขายจากธุรกิจค้าปลีกที่เติบโต 9-11% (หลักๆ เกิดจากประเทศไทยและประเทศเวียดนาม และส่วนหนึ่งเกิดจากประเทศอิตาลี) และรายได้จากการให้บริการเช่าและการให้บริการที่เติบโต 3-4% ทั้งนี้ จากการเติบโตของยอดขายจากธุรกิจค้าปลีกทั้งหมด การเติบโต 50% จะเกิดจาก SSS และที่เหลือจะเกิดจากการขยายสาขา 

 

โดยการขยายสาขารูปแบบขนาดใหญ่ประกอบด้วยห้างสรรพสินค้า 2 สาขา ร้านไทวัสดุ 9 สาขา ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต 10 สาขา GO Wholesale 7 สาขา ในประเทศไทย และ GO! Mall 3 สาขา และ mini go! supermarket 9 สาขา ในประเทศเวียดนาม CRC เปิดเผยว่ามีโอกาสน้อยที่บริษัทจะขยายการลงทุนในประเทศใหม่ๆ ในยุโรป เนื่องจาก 1) ยังไม่ได้รับการติดต่อจาก Central Group ซึ่งมีการลงทุนในยุโรปนับถึงปัจจุบัน 2) บริษัทยังคงมุ่งเน้นการลงทุนในประเทศไทยและประเทศเวียดนามซึ่งมีการเติบโตสูง 3) บริษัทมีนโยบายลงทุนในโครงการที่ช่วยเพิ่มผลกำไร (Earnings Accretive) 

 

ทั้งนี้ CRC ตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นปี 2567 ของธุรกิจค้าปลีกในระดับค่อนข้างทรงตัวจากปี 2566 โดยตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 50-70 bps YoY ในกลุ่มแฟชั่นและกลุ่มฮาร์ดไลน์ แต่ลดลง 20 bps YoY ในกลุ่มฟู้ด (โดยมาร์จิ้นที่ปรับตัวดีขึ้นในธุรกิจฟู้ดทั้งหมด จะถูกหักล้างโดยสัดส่วนการขายที่แย่ลงจากการขยายธุรกิจฟู้ดใหม่ที่มีมาร์จิ้นต่ำ) บริษัทตั้งเป้าอัตราส่วนค่าใช้จ่าย SG&A/ยอดขายลดลง 50 bps YoY สู่ 27.5% ผ่านทางการควบคุมงบลงทุนและต้นทุน ด้วยยอดขายและมาร์จิ้นที่ดีขึ้น CRC จึงตั้งเป้า EBITDA เติบโต 15-17%YoY บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ที่ 2.0-2.2 หมื่นล้านบาท

 

สำหรับ 4Q66 InnovestX Research ประเมินกำไรสุทธิได้ที่ 2.6 พันล้านบาท ลดลง 26%YoY แต่เพิ่มขึ้น 131%QoQ โดยประเมินว่าจะไม่มีรายการพิเศษใน 4Q66 (เทียบกับกำไร FX และการขายสินทรัพย์ที่ 747 ล้านบาท ใน 4Q65) ซึ่งจะทำให้กำไรปกติจะอยู่ที่ 2.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%YoY และเพิ่มขึ้น 100%QoQ โดยกำไรที่เพิ่มขึ้น YoY สะท้อนถึงยอดขายที่ดีขึ้นเล็กน้อยจากการขยายสาขา ซึ่งช่วยชดเชย SSS ที่หดตัวลง 2-3%YoY และอัตราส่วนค่าใช้จ่าย SG&A/ยอดขายที่ลดลง ซึ่งช่วยชดเชยดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้น ในขณะที่กำไรปกติที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด QoQ เกิดจากปัจจัยฤดูกาล ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนยอดขายที่ชะลอตัวลง จึงปรับประมาณการกำไรลดลง 3% ในปี 2566 และ 4% ในปี 2567

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น CRC ปรับลดลง 10.39% สู่ระดับ 34.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 1.71% สู่ระดับ 1,389.30 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการ 2567:

 

ใน 1Q67TD InnovestX Research เชื่อว่ายอดขายสาขา (SSS) กลับมาเติบโต 2%YoY (เทียบกับ -2-3%YoY ใน 4Q66) โดยได้รับการสนับสนุนจากการฟื้นตัวของ SSS ในประเทศเวียดนามที่ 7-8%YoY (เทียบกับลดลง 15%YoY ใน 4Q66) ท่ามกลางการเติบโตของ SSS จากประเทศอิตาลีที่เติบโตชะลอตัวลงสู่ 4-5%YoY (เทียบกับเติบโต 8%YoY ใน 4Q66) และ SSS ในระดับทรงตัวจากประเทศไทย (เทียบกับลดลง 2%YoY ใน 4Q66) 

 

อย่างไรก็ดี คาดการณ์ถึง SSS ที่ปรับตัวดีขึ้นใน 1) กลุ่มฟู้ด สู่ 10%YoY (เทียบกับลดลง 8%YoY ใน 4Q66) จากผลของ Calendar Effect ในเชิงบวกสำหรับช่วงเวลาของเทศกาลตรุษจีนในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 (เทียบกับมกราคม 2566) ซึ่งช่วยสนับสนุนยอดขายในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2567 2) กลุ่มฮาร์ดไลน์ ลดลง 10%YoY (เทียบกับลดลง 30%YoY ใน 4Q66) จากฐานที่ต่ำลงในปีก่อน เมื่อแยกตามกลุ่มธุรกิจ คาดว่า SSS ในกลุ่มฟู้ดจะเติบโต 7-8%YoY (เทียบกับลดลง 4%YoY ใน 4Q66) กลุ่มแฟชั่นจะเติบโต 1-2%YoY (เทียบกับเพิ่มขึ้น 3%YoY ใน 4Q66) แต่กลุ่มฮาร์ดไลน์หดตัวลง 2%YoY (เทียบกับลดลง 7%YoY ใน 4Q66)

 

ทั้งนี้ ยอดขายสาขาใน 1Q67TD ที่กลับมาเติบโตจากการฟื้นตัวของยอดขายสาขา (SSS) ในประเทศเวียดนาม หลังจากลดลงมาตั้งแต่ 2Q66 เป็นปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นในระยะสั้น โดยกลยุทธ์การลงทุนยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ CRC โดยให้ราคาเป้าหมายใหม่กลางปี 2567 อ้างอิงวิธี DCF (WACC 7.2% และอัตราการเติบโตระยะยาวที่ 2.5%) ที่ 44 บาทต่อหุ้น (จาก 48 บาท)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ การเปลี่ยนแปลงในกำลังซื้อและจำนวนนักท่องเที่ยว อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และนโยบายรัฐบาลใหม่ 

 

ความเสี่ยง ESG ที่สำคัญคือ การบริหารจัดการพลังงาน ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและมีคุณภาพ (E) แนวปฏิบัติด้านการจ้างงาน และความปลอดภัยของข้อมูล (S)

The post CRC – เป้าหมายปี 2567, พรีวิวผลประกอบการ 4Q66 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญนน์ โภคทรัพย์ แม่ทัพใหญ่ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ห่วงเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า หวังรัฐบาลกระตุ้นจับจ่าย https://thestandard.co/yol-phokasub-concerned-about-the-thai-economy/ Mon, 12 Feb 2024 12:33:45 +0000 https://thestandard.co/?p=898901

ญนน์ โภคทรัพย์ แม่ทัพใหญ่ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ เป็นห่วงเศรษ […]

The post ญนน์ โภคทรัพย์ แม่ทัพใหญ่ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ห่วงเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า หวังรัฐบาลกระตุ้นจับจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ญนน์ โภคทรัพย์ แม่ทัพใหญ่ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ เป็นห่วงเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า หวังให้รัฐบาลกระตุ้นจับจ่าย แต่ยังมองบวกอานิสงส์ท่องเที่ยวฟื้นตลาดค้าปลีกโตตาม GDP 2-3% เดินหน้าต่อตามโรดแมป 5 ปี ‘CRC OMNI-Intelligence’ วางงบ 22,000-24,000 ล้านบาท ผุดโปรเจกต์ใหญ่ทั้งในไทยและเวียดนาม พร้อมรอจังหวะและหาโอกาส M&A ในเวียดนาม ตั้งเป้าปี 2567 เติบโตอยู่ที่ 9-11% 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไทยทุกครั้งที่เจอวิกฤตฟื้นตัวได้ช้า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือประชากรในประเทศ ทั้งกลุ่มที่มีกำลังซื้อและไม่มีกำลังซื้อ ซึ่งรัฐบาลต้องแก้โจทย์ให้ได้ทั้งสองด้าน ขณะที่ภาพรวมค้าปลีกไทยที่มีมูลค่า 4.4 ล้านล้านบาท ปี 2567 คาดว่าจะเติบโตตาม GDP หากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายจะส่งสัญญาณบวกให้ค้าปลีกมีการเติบโตประมาณ 2-3% ถือว่าโตน้อยเพราะหากเทียบกับ 10 ปีก่อน ตลาดค้าปลีกจะโตมากกว่า GDP กว่า 3 เท่า

 

“สำหรับ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ มองบวก เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักและสร้างอานิสงส์ให้กับภาคบริการ ต้องไม่ลืมว่าค้าปลีกเป็นแหล่งจ้างงานที่ใหญ่ที่สุด โดยทั้งหมดก็มีผลต่อกำลังซื้อผู้บริโภค และอีกหนึ่งปัจจัยที่กังวลคือปัญหาดอกเบี้ย ถ้ารัฐบาลอยากแก้ปัญหาหลักต้องให้สถาบันการเงินมีการแข่งขัน เพราะถ้าไม่มีการแข่งขันก็มีการกินรวบ และนอกจากปัญหาโครงสร้างแล้ว จะเห็นว่าตอนนี้สินค้าจากจีนราคาถูกทะลักเข้ามาในไทย ต้องยอมรับว่ามีส่วนที่เป็นปัญหาหลักให้เศรษฐกิจไทยไม่เติบโต” ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อีกด้านหนึ่ง ความท้าทายของธุรกิจคงหนีไม่พ้นกระแสดิสรัปชัน ทั้งจากเทคโนโลยี, พฤติกรรมผู้บริโภค, การเข้ามาของ Generative AI และ Climate Change ที่ผ่านมา ‘เซ็นทรัล รีเทล’ พยายามรักษา Ecosystem ให้มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

 

แม้ CRC นั้นเป็นผู้นำในทุกกลุ่มธุรกิจและมีการเติบโตต่อเนื่อง แต่ก็ต้องปรับตัวให้สอดรับกับสภาพตลาด จากนี้ในปี 2567 ได้วางกลยุทธ์คอนเซปต์ของ Leading Excellence and Advancing Sustainability ที่กลายเป็นโรดแมปของการดำเนินธุรกิจ ที่ผ่านมาเราวาง Brand Purpose ไว้ชัดเจนในการเป็น Central to Life ศูนย์กลางชีวิตของทุกคนในประเทศที่เราดำเนินธุรกิจ ทั้งไทย เวียดนาม และอิตาลี

 

พร้อมเดินหน้าวางวิสัยทัศน์ในระยะ 5 ปี ‘CRC OMNI-Intelligence’ พยายามทำให้ธุรกิจเดิมทั้งกลุ่มแฟชั่น กลุ่มฟู้ด กลุ่มฮาร์ดไลน์ และกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ที่มีอยู่แข็งแกร่งมากขึ้น พร้อมมองหาโอกาสในขยายการเติบโต ทั้งการทำ M&A ในไทยและเวียดนาม หากมีดีลเกิดขึ้นจะต้องพิจารณาจังหวะการลงทุนให้เหมาะสม พร้อมบริหารต้นทุนและรักษาสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อป้องกันความเสี่ยงรอบด้าน 

 

ที่สำคัญยังให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพของพนักงานด้วยการนำ AI เข้ามาปรับใช้ในกระบวนการธุรกิจ เริ่มตั้งแต่การสร้าง Next-Gen Omnichannel ผสานกับแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์เอาไว้ด้วยกัน ควบคู่กับการขยาย Ecosystem ทั้งธุรกิจ B2B และ B2C ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

 

แม่ทัพใหญ่ CRC ฉายภาพต่อถึงทิศทางปี 2567 วางงบประมาณทั้งปีไว้ที่ 22,000-24,000 ล้านบาท เพื่อใช้ขยายโปรเจกต์ใหญ่ๆ ทั้งในไทยและเวียดนาม เราจะมีการขยาย 40 สโตร์ เริ่มตั้งแต่ Department Store จะเปิดเพิ่ม 2 สาขา ตามด้วยไทวัสดุ 9 สาขา พร้อมรีโนเวตอีก 4 สาขา Tops 10 สาขา และ GO Wholesale อีก 7 สาขา 

 

รวมถึงประเทศเวียดนาม ปัจจุบันมีทั้งสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตภายใต้แบรนด์ GO! ปัจจุบันมี 5 สาขา เน้นโฟกัสกลุ่มลูกค้าครอบครัว ในปีนี้จะเปิดสาขาอีก 3 สาขา รวมถึง Mini go! ร้านค้าปลีกที่เน้นเจาะผู้บริโภคระดับแมส อีก 9 สาขา ซึ่งเป็นฟอร์แมตที่ได้รับการตอบรับอย่างดี ที่สำคัญจะสามารถรองรับธุรกิจอาหารที่เติบโตกว่า 10% ได้ต่อเนื่อง

 

โดยกลยุทธ์ทั้งหมดจะช่วยผลักดันให้ผลประกอบการปี 2567 เติบโตอยู่ที่ 9-11% ส่วน EBITDA เติบโต 15-17% ส่วนผลประกอบการในปี 2566 ที่ผ่านมาเติบโตมากกว่าช่วงก่อนโควิด จากความสำเร็จของการนำเข้าแบรนด์สินค้าใหม่ๆ เข้ามาภายในศูนย์กว่า 500 แบรนด์ พร้อมปรับโฉม Tops และศูนย์การค้าให้ทันสมัยมากขึ้น

The post ญนน์ โภคทรัพย์ แม่ทัพใหญ่ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ห่วงเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า หวังรัฐบาลกระตุ้นจับจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดฉากอย่างสวยงาม ‘เซ็นทรัล รีเทล x Wonderfruit 2023’ เนรมิต CRC Sensory Space ส่งมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟบนวิถีแห่งความยั่งยืน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/central-retail-x-wonderfruit-2023/ Wed, 20 Dec 2023 11:01:19 +0000 https://thestandard.co/?p=878681

Wonderfruit ยังคงเป็นหนึ่งในเทศกาลดนตรีและศิลปะสุดยิ่งใ […]

The post ปิดฉากอย่างสวยงาม ‘เซ็นทรัล รีเทล x Wonderfruit 2023’ เนรมิต CRC Sensory Space ส่งมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟบนวิถีแห่งความยั่งยืน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

Wonderfruit ยังคงเป็นหนึ่งในเทศกาลดนตรีและศิลปะสุดยิ่งใหญ่ที่เหล่า Wonderers รอคอยที่จะไปสำรวจร่างกายและจิตใจผ่านศิลปะ ดนตรี การแสดง และกิจกรรมต่างๆ ที่ผสมผสานไว้ในพื้นที่สุดอัศจรรย์แห่งนี้

 

ปีนี้ก็เช่นกัน บนพื้นที่กว่า 500 ไร่ของ The Field at Siam Country Club พัทยา ถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์ให้เหล่า Wonderers จากทั่วโลกเข้ามาสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโสตประสาทไปกับดนตรีแนวใหม่บนเวที และพื้นที่ที่คุ้นเคยอย่าง Polygon, Solar Village, Quarry, Creature Stage และ Molam Village หรือออกสำรวจเบื้องลึกของจิตใจและเชื่อมต่อกับธรรมชาติรอบตัวไปกับกิจกรรมต่างๆ เช่น ฝึกหายใจ SOMA, การอาบน้ำแข็ง (Ice Bath) การเปล่งเสียงร้องบำบัด OM Choir และการบำบัดจิตใจด้วยโกโก้ เป็นต้น 

 

 

แต่ประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟบนวิถีแห่งความยั่งยืนที่พิเศษกว่าปีไหนๆ ต้องยกให้กับ ‘CRC Sensory Space’ ที่เซ็นทรัล รีเทล เนรมิตขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ที่ผู้เข้าร่วมงานสามารถใกล้ชิดกับอ้อมกอดของธรรมชาติได้อย่างแท้จริง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากและประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม โดยได้ต้อนรับผู้เข้าร่วมงานกว่า 30,000 คน

 

 

อย่างที่หลายๆ คนรู้ Wonderfruit เป็นเทศกาลดนตรี ศิลปะ วัฒนธรรม และธรรมชาติ ในวิถีแห่งการรักษ์โลก ซึ่งเชื่อมต่อผู้คนหลายหมื่นคนจากหลากหลายประเทศเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่เซ็นทรัล รีเทล เข้าร่วมงาน Wonderfruit 2023 ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการที่มีจุดยืนด้านความยั่งยืนร่วมกัน เพื่อช่วยกันผลักดันแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วน และยังเป็นการตอกย้ำจุดยืนในการเป็น Green & Sustainable Retail องค์กรค้าปลีกต้นแบบด้านความยั่งยืนแห่งเอเชีย 

 

เริ่มตั้งแต่การออกแบบ ‘CRC Sensory Space’ บนพื้นที่กว่า 530 ตารางเมตร โดย Ab Rogers Design หรือ ARD ดีไซเนอร์ชั้นนำระดับโลก ที่ให้ความสำคัญในเรื่องของสังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะและสถาปัตยกรรม ด้วยแนวคิดที่ว่าทุกอย่างเริ่มต้นมาจากศูนย์และจะกลับคืนสู่ธรรมชาติในท้ายที่สุด (Zero Waste) จึงได้นำวัสดุจากธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ มาใช้ในการก่อสร้าง โดยมีผืนผ้าและแผ่นสังกะสีโทนสีแดง ชมพู และเหลือง เป็นตัวเชื่อมต่อ มองจากมุมไหนก็ให้ความรู้สึกสนุกและเป็นกันเอง 

 

และพอเป็นวัสดุจากไม้ไผ่ ยิ่งทำให้พื้นที่ตรงนี้ดูกลมกลืนไปกับธรรมชาติ โดยถูกออกแบบมาบนพื้นที่รูปทรงสามเหลี่ยมที่มีรูปทรงคล้ายหัวใจเปิดโล่งทั้ง 3 ด้าน ให้ผู้มาเยือนสามารถเดินเข้ามาร่วมสนุกกันได้จากทุกทิศทาง ส่วนหลังคาสีแดงมีลักษณะเทลง เพื่อรับพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะสาดแสงลงมายังจุดศูนย์กลางของ CRC Sensory Space พร้อมทั้งติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Transpower พาร์ตเนอร์ของไทวัสดุในเครือเซ็นทรัล รีเทล เพื่อผลิตพลังงานสะอาดเป็นแสงสว่างในช่วงเวลากลางคืน

 

 

บริเวณศูนย์กลางมีที่นั่งและโต๊ะที่ทำจากไม้ไผ่ เพื่อให้คนที่เข้ามานั่งพักผ่อนดื่มด่ำไปกับ Happiness Forward งาน Installation Art ในรูปแบบดอกไม้ยักษ์สีสันสดใส รายล้อมไปด้วยไฟดวงเล็กๆ ที่พอตกกลางคืนจะเปล่งแสงที่ได้จากพลังงานแสงอาทิตย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ให้ผู้คนได้ตื่นตาตื่นใจกับดอกไม้ยักษ์และตุ๊กตาล้มลุกที่เห็น เป็นการนำวัสดุเหลือใช้ทั้งจากเศษผ้าไนลอน ตุ๊กตาลมตัวเก่า และฝาอะลูมิเนียมที่ไม่ใช้แล้วจากงานเฟสติวัลต่างๆ มา Upcycle ให้กลายเป็นชิ้นงานที่สะท้อนความสุข ความสนุกสนาน ซึ่งออกแบบโดย เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้มากความสามารถที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะจากวัสดุเหลือใช้ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากความสวยงามและความสว่างสดใสของพลุยามค่ำคืน ได้ยินมาว่าหลังจบงานนี้ก็จะนำชิ้นงานนี้ไปแยกส่วนและนำไปรีไซเคิลทั้งหมดอีกด้วย   

 

ภายใน CRC Sensory Space มีกิจกรรมสนุกๆ ให้ทุกคนเข้ามาได้เปิดประสาทสัมผัสทั้งห้าผ่านศิลปะ ดนตรี กลิ่นหอม รสชาติความอร่อย และที่สำคัญทุกกิจกรรมสอดแทรกเรื่องความยั่งยืนได้อย่างกลมกลืนมากที่สุด

 

 

อย่าง Lifting Your Holistic Spirit By L:A BRUKET แบรนด์ชื่อดังจากสวีเดน ที่พาไปเปิดประสบการณ์ความหอมกับเวิร์กช็อปทำถุงหอม เพียงแค่เลือกหยิบดอกไม้แห้งที่ชอบใส่ลงไปในถุง แล้วฉีดด้วยสเปรย์กลิ่นลาเวนเดอร์ เหมือนได้พกพาความหอมจากธรรมชาติติดตัวไปตลอดทั้งงาน นอกจากนั้นทางแบรนด์ยังเตรียมผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกให้เราได้ลองขัดผิวและล้างมือ สร้างสัมผัสที่ผ่อนคลาย ก่อนจะไปเปิดประสบการณ์ในโซนอื่นๆ กันต่อ โดยรายได้ทั้งหมดจากกิจกรรมนี้จะนำไปบริจาคให้กับมูลนิธิพักพิงคุ้มภัยอีกด้วย

 

 

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำแล้วรู้สึกภูมิใจว่าตัวเองก็มีความเป็นศิลปินอยู่ในตัวก็คือ เพนต์ถุงผ้าและผ้าพันคอลายมาร์เบิล ซึ่งเป็นศิลปะการวาดภาพบนน้ำที่โซน Marbling Paint by Central ตอนทำก็แอบลุ้นว่าจะเละหรือจะรอด! แต่ระหว่างที่ทำก็นึกขึ้นได้ว่าแก่นแท้ของการทำกิจกรรมนี้คือ การสร้างผลงานขึ้นจากผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่างหาก แถมผลงานที่ได้ยังมีเพียงชิ้นเดียวในโลกด้วย  

 

 

ใกล้ๆ กันเป็นโซน Hair Styling Station by Dyson ที่ขนอุปกรณ์จาก Dyson มาให้ทดลองใช้ มีทีมงานคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด แถมยังแนะนำการสไตลิ่งทรงผมจากอุปกรณ์ต่างๆ ใครแวะโซนนี้กลับออกไปแบบสวยฉ่ำกันทุกคน 

 

 

นอกจากนี้ยังได้ลองทำกิจกรรมในโซน Central Edition Shop ที่ได้ Wood & Mountain แบรนด์เสื้อผ้าบาติกสีธรรมชาติจากจังหวัดเชียงใหม่มาเปิดเวิร์กช็อป Hand Painting ให้คนที่สนใจลองดีไซน์ลวดลายต่างๆ และวาดลงบนผ้าบาติกด้วยตัวเอง และแบรนด์ Sym Symp กับกิจกรรม Beads n’ Crochet ทำสร้อยคอและสร้อยข้อมือด้วยเทคนิคการถักโครเชต์และร้อยลูกปัด  

 

 

ไม่เพียงแต่เฉพาะกิจกรรมสนุกๆ ที่สอดแทรกแนวคิดความยั่งยืนเท่านั้น ที่โซนอาหารและเครื่องดื่มก็สนับสนุนความยั่งยืนเช่นเดียวกัน ด้วยการยกขบวนเมนูอาหารคาวหวานและเครื่องดื่มจาก Jing Jai Farmer Market มาเสิร์ฟในงาน ไม่ว่าจะเป็น ผลไม้สดๆ จากเกษตรกรที่นำมาทำเป็นเมนูเครื่องดื่มเรียกความสดชื่น รวมไปถึง Good Mood Ice-Cream by Aromdee Village แบรนด์ไอศกรีมอารมณ์ดีจากจังหวัดกาฬสินธุ์ที่ผลิตจากผลไม้แท้ทุกรสชาติ

 

นอกจากนั้นยังมีเมนูอร่อยๆ จาก Tops Food Vendor ทั้ง Tops Eatery อย่างเช่น หมูสะเต๊ะ หมูปิ้ง พิซซ่า และเมนูซีฟู้ด หรือ The Baker คัดสรรขนมปัง เบเกอรี และโทสต์อบร้อน เสิร์ฟตลอดวัน รวมไปถึง Tops Bar ที่ได้บาร์เทนเดอร์ชื่อดังมาครีเอตม็อกเทลสุดพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากสินค้าของเกษตรกรไทย ที่สำคัญภาชนะและผลิตภัณฑ์ทั้งหมดในงานใช้วัสดุจากธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งยังจัดโซนคัดแยกขยะไว้อย่างชัดเจน 

 

 

หากเป้าหมายของเซ็นทรัล รีเทล ในการเป็นส่วนหนึ่งของ Wonderfruit 2023 คือการส่งต่อความยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป ต้องถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะไม่ได้มีดีแค่คอนเซปต์หรือแนวคิดของการจัดงานเท่านั้น แต่กิจกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายใน CRC Sensory Space ยังได้พาทุกคนไปพบกับประสบการณ์ความยั่งยืนผ่านรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส แบบเต็มอิ่ม จึงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเซ็นทรัล รีเทล ในการเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืนในทุกมิติได้อย่างแท้จริง

The post ปิดฉากอย่างสวยงาม ‘เซ็นทรัล รีเทล x Wonderfruit 2023’ เนรมิต CRC Sensory Space ส่งมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟบนวิถีแห่งความยั่งยืน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมุมมอง ‘สุชาดา อิทธิจารุกุล’ ผู้คร่ำหวอดในธุรกิจค้าส่งอาหารกว่า 27 ปี กับการเป็นแม่ทัพ GO Wholesale ที่ย้ำชัดถึงการสร้างทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการ และการเติบโตแบบโตเร็ว โตไกล โตไปกับ GO https://thestandard.co/suchada-go-wholesale/ Tue, 03 Oct 2023 06:30:16 +0000 https://thestandard.co/?p=849599 GO Wholesale

หากพูดถึง ‘บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มห […]

The post เปิดมุมมอง ‘สุชาดา อิทธิจารุกุล’ ผู้คร่ำหวอดในธุรกิจค้าส่งอาหารกว่า 27 ปี กับการเป็นแม่ทัพ GO Wholesale ที่ย้ำชัดถึงการสร้างทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการ และการเติบโตแบบโตเร็ว โตไกล โตไปกับ GO appeared first on THE STANDARD.

]]>
GO Wholesale

หากพูดถึง ‘บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)’ หรือ ‘CRC’ เราจะพบว่านี่คือธุรกิจค้าปลีกที่อยู่คู่กับคนไทย
มายาวนานกว่า 75 ปี แข็งแกร่งด้วย Multi-Category ใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มฟู้ด, แฟชั่น, ฮาร์ดไลน์, พร็อพเพอร์ตี้ และเฮลท์แอนด์เวลเนส ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้า B2C และ B2B

 

กลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้ CRC สามารถขยายธุรกิจไปได้ทั้งในไทย เวียดนาม และอิตาลี โดยผลประกอบการในปี 2565 CRC สร้างรายได้ 236,245 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิ 7,605 ล้านบาท พร้อมทั้งมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ถึง 278,934 ล้านบาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2565

 

GO Wholesale

                                                                

แต่ด้วยความที่ตลาดค้าส่งอาหารในไทยมีมูลค่ามากถึง 2.6 ล้านล้านบาท เมื่อรวมกับนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในเสน่ห์ของอาหารไทย จนทำให้มีมูลค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 3-4 แสนล้านบาท ทำให้ตลาดนี้มีมูลค่ามหาศาลและมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก นำมาสู่เหตุผลที่ทำให้ CRC ได้ขยายธุรกิจ B2B ในกลุ่มฟู้ดเข้าไปยังตลาดดังกล่าว 

 

CRC จึงเปิดตัวธุรกิจ ‘GO Wholesale’ ขึ้น เพื่อให้เป็น New Growth Engine ที่จะช่วยเติมเต็มกลุ่มฟู้ดให้เป็น Total Solution และตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มได้อย่างครบวงจรทั้งค้าปลีกและค้าส่ง

 

นำทัพด้วยสุชาดา และทีมงานมืออาชีพมากฝีมือ

ก่อนจะไปพูดถึงว่า GO Wholesale มีจุดเด่นอะไรบ้าง สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือการที่ GO Wholesale ได้ ‘สุชาดา อิทธิจารุกุล’ มานำทัพ ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ ธุรกิจในเครือ CRC พร้อมด้วยทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในธุรกิจค้าส่งมายาวนาน

 

สุชาดา อิทธิจารุกุล GO Wholesale

 

ทำไมจึงต้องเป็นสุชาดา ถ้าพูดถึงธุรกิจค้าส่งแล้ว ชื่อสุชาดาจะเป็นชื่อแรกที่ทุกคนนึกถึง เพราะใครๆ ต่างก็รู้จักในฝีไม้ลายมือที่เธอสั่งสมประสบการณ์ในแวดวงค้าส่งมากว่า 27 ปี โดยเธอและทีมงานได้ลงมือปลุกปั้นโครงการต่างๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการรายเล็กปรับตัวและต่อสู้กับร้านสะดวกซื้อที่เข้ามายึดหัวหาดแทบทุกพื้นที่ เช่น โครงการมิตรแท้โชห่วย ที่ให้คำปรึกษาความรู้เรื่องค้าปลีกสมัยใหม่, งานตลาดนัดโชห่วย, งานมหกรรมครบเครื่องเรื่องอาหารและอุปกรณ์ อันโด่งดังและเป็นที่รอคอยของผู้ประกอบการมากว่า 15 ปี รวมถึงการพัฒนาศูนย์ค้าส่งในรูปแบบ ‘Food Service’ จนเลื่องชื่อและประสบความสำเร็จมาจนทุกวันนี้ 

 

การมานำทัพของสุชาดาพร้อมทีมงานระดับคีย์แมนที่มากด้วยประสบการณ์ เพื่อปลุกปั้นธุรกิจ GO Wholesale ในครั้งนี้จึงไม่ธรรมดา 

 

เพราะความเชี่ยวชาญของสุชาดาและทีมงานเป็นที่เลื่องลือในดีกรีความสามารถที่มีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจอย่างลึกซึ้งทั้งมุมลึกและมุมกว้าง ซึ่งได้สร้างผลงานเอาไว้อย่างโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ จนสามารถนำพาธุรกิจค้าส่งผ่านอุปสรรคและวิกฤตที่เกิดขึ้นในช่วง 3 ทศวรรษมาได้อย่างสง่างาม

 

นอกจากนี้ยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับซัพพลายเออร์ พันธมิตรทางธุรกิจ ที่สร้างโอกาสและการเติบโตเคียงข้างกันมานานบนความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ขณะที่กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการร้านอาหาร กลุ่มโฮเรกา หรือผู้ประกอบการร้านค้าปลีกรายย่อยหรือโชห่วย เธอให้นโยบายที่ชัดเจนกับทีมงานทุกคนในการฟังเสียงความต้องการและปัญหาของลูกค้าเป็นสำคัญ ก่อนนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม และนำมาซึ่งการวางแผนกลยุทธ์ที่แข็งแกร่ง สร้างฐานลูกค้าที่มั่นคงและยั่งยืนได้ 

 

ทางเลือกใหม่ กับ GO Wholesale 

GO Wholesale ถูกวางตำแหน่งเป็น ‘The New Choice for All’ ของผู้ประกอบการ พันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เกษตรกร และเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของ CRC เพื่อเป็นอีกทางช่องทางหนึ่งที่จะสร้างการเติบโตให้กับทุกกลุ่ม

 

GO Wholesale เป็นศูนย์ค้าส่งสินค้าระบบสมาชิกในราคาขายส่งเพื่อผู้ประกอบการ ที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักคือ กลุ่มธุรกิจโฮเรกา (โรงแรม, ร้านอาหาร, ธุรกิจจัดเลี้ยง), กลุ่มผู้ชื่นชอบการทำอาหาร, กลุ่มผู้ให้บริการอาหารในโรงงาน โรงพยาบาลและหน่วยงานอื่นๆ รวมถึงร้านค้าปลีกขนาดเล็ก (โชห่วย) โดยจุดเด่นที่สำคัญก็คือการนำเสนอ ‘สูตรแห่งความสำเร็จ’ ให้แก่ผู้ประกอบการในด้านต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการอย่างตรงใจ พร้อมเป็นแรงสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาทักษะและต่อยอดธุรกิจรายย่อยให้มีประสิทธิภาพ นำไปสู่การสร้างรายได้และผลกำไรให้เติบโตไปด้วยกัน

 

และด้วย Power of Network ของเซ็นทรัลกรุ๊ป ที่ประกอบไปด้วยศูนย์การค้า 110 แห่ง ครอบคลุม 100 จังหวัด ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม, ร้านอาหารกว่า 6,750 ร้าน และโรงแรม 93 แห่ง นอกจากนี้ยังมี Loyalty Platform ที่ครอบคลุมลูกค้ามากกว่า 28 ล้านราย ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการเสริมจุดแข็งให้กับ GO Wholesale เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด

 

สุชาดาย้ำชัดว่า “ตลอดเวลาการทำงานที่ผ่านมา เราคิดเสมอว่าผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ และเกษตรกรรายย่อย ถือเป็นอีกส่วนที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าลูกค้า เรามองเขาเหล่านั้นเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนลูกค้าเราถือว่าเป็นพันธกิจที่ต้องเติมเต็มความต้องการให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด เพื่อให้เขาเหล่านั้นเจริญเติบโตไปด้วยกันได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เราร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการบริการลูกค้า ด้วยหลักธรรมาภิบาล ผ่านการพึ่งพา ความเสมอภาค และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน

 

“และที่สำคัญคือ เราจะไม่ทำธุรกิจแข่งกับลูกค้าของเรา” 

 

สุชาดา อิทธิจารุกุล GO Wholesale

 

“นอกจากนี้ เราไม่ได้คิดเพียงแค่ว่ามีสโตร์เพื่อขายสินค้าราคาถูก แต่เราเน้นการตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าสมาชิก เพราะเขาจะนำสินค้าไปส่งต่อถึงผู้บริโภค เราคุยกับลูกค้าของเรา เราคุยกับซัพพลายเออร์ผู้ผลิตสินค้า และคุยกับเกษตรกรที่ส่งสินค้าให้เรา เพื่อร่วมกันพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับชุมชนและสังคมโดยรวม” 

 

แนวคิดดังกล่าวเหมือนกับชื่อแบรนด์ GO ที่ ‘G’ หมายถึง ‘การเติบโต’ (Growth) และ ‘O’ หมายถึง ‘โอกาส’ (Opportunities) สอดคล้องไปกับแนวคิด ‘โตเร็ว โตไกล โตไปกับ GO’ หรือ Grow with GO 

 

GO Wholesale

 

“เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการทำธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพราะเราต้องการเติบโตไปด้วยกัน ดังนั้นจึงจะไม่มีการกีดกัน และให้ความสำคัญเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะเป็นรายเล็กหรือรายใหญ่ เราอยากให้อยู่ร่วมกันได้ตลอดไป ทั้งซัพพลายเออร์ ลูกค้า ผู้ประกอบการ ไม่ใช่เรารอดอย่างเดียวแต่คนอื่นเสียหาย สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นกับเราแน่นอน”

 

ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ตรงจุด

การพัฒนา GO Wholesale ของสุชาดาและทีมงานยังมุ่งเน้นการสร้างความแตกต่าง ด้วยบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดและตรงใจ

 

สุชาดาเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า “วันนี้เราเติมน้ำมันที่ไหนๆ ก็เหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างคือบริการและความเข้าใจลูกค้าอย่างชัดเจน ซึ่งการที่เราเริ่มต้นใหม่ด้วยสิ่งแตกต่างนั้น จึงมีโอกาสที่เราจะเข้าไปอยู่ในใจลูกค้าได้เร็วกว่า”

 

GO Wholesale สาขาแรกตั้งอยู่บนถนนศรีนครินทร์ ใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนกาญจนาภิเษก หรือวงแหวนตะวันออก มีพื้นที่กว่า 7,000 ตารางเมตร ด้วยการออกแบบ Store Layout รูปแบบใหม่ที่พร้อมตอบโจทย์ให้กับผู้ประกอบธุรกิจโฮเรกา ร้านอาหาร และร้านค้าปลีก และการให้บริการใหม่ๆ ที่มีความหลากหลาย เพื่อมาช่วยสนับสนุนธุรกิจของลูกค้า ผู้ประกอบการ พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้เกิดขึ้น 

 

ด้วยสินค้ามากกว่า 20,000 รายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนกอาหารสด ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% มีตั้งแต่อาหารทะเลเป็นๆ, เนื้อคุณภาพพรีเมียม, มุม Dry-Aged ที่ให้บริการบ่มเนื้อให้มีรสชาติดีขึ้น ซึ่งกำลังเป็นกระแสนิยม รวมถึงการให้บริการตัดแต่งสินค้าตามความต้องการของลูกค้า  

 

GO Wholesale

 

บริการที่แตกต่างยังมาพร้อมกับบริการชำระเงินผ่านช่องทางที่หลากหลาย ด้วยการรับบัตรเครดิตของทุกธนาคารชั้นนำในไทย รวมไปถึงการให้บริการทุกช่องทางอย่างไร้รอยต่อ ด้วยแพลตฟอร์ม Omni-Channel และสิทธิประโยชน์สมาชิกอีกมากมาย ที่รวมถึง Loyalty Platform The 1 ในเครือเซ็นทรัล

 

“ในช่วงแรกเราต้องการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ เราอยากให้ลูกค้ามาที่สโตร์เราแล้วพบว่านี่คือ New Experience จริงๆ ภายในจะดูทันสมัยมาก เชื่อว่าลูกค้าเข้ามาจะต้องว้าวกับสโตร์ของเรา โดยเฉพาะในส่วนของ Fresh Area จะใหญ่โตมาก เรียกว่าเป็น King of Fresh ได้เลย”

 

ตามแผนนอกจากสาขาแรกบนถนนศรีนครินทร์แล้ว ในเดือนพฤศจิกายน GO Wholesale จะเปิดที่เชียงใหม่ และเดือนธันวาคมจะมีอีก 2 สาขาที่พัทยา กับนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี หลังจากนั้นจะทยอยเปิดอีกราว 50 สาขาภายในช่วง 5 ปี ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และทุกสาขาจะมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์ในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

 

เมื่อครบ 1 ปี มีการประเมินว่า GO Wholesale จะสร้างรายได้ให้ CRC นับหมื่นล้านบาท และเมื่อครบ 5 ปีจะสร้างรายได้กว่า 60,000-70,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนยอดขายจากธุรกิจค้าส่งในเครือของ CRC อยู่ที่ 25-26% จากปัจจุบันสัดส่วนยอดขายจากค้าส่งอยู่ที่ 17%

 

อย่างไรก็ตาม สุชาดาได้ทิ้งท้ายว่า “ทุกธุรกิจที่เริ่มต้นใหม่ย่อมอยากขึ้นเป็นผู้นำเสมอ แต่สำหรับ GO Wholesale ความเป็นผู้นำไม่ได้เกิดขึ้นมาในแง่ของรายได้เท่านั้น แต่เป็นการที่ลูกค้านึกถึง GO Wholesale เป็นแห่งแรกเสมอ เมื่อต้องการสินค้าคุณภาพ มีความหลากหลาย ในราคาขายส่ง

 

“เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถส่งมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า เพื่อให้โตได้เร็ว โตได้ไกล โตไปกับ GO Wholesale ได้อย่างแน่นอน”

 

ศูนย์ค้าส่ง ‘GO Wholesale สาขาศรีนครินทร์’ สาขาแรกพร้อมเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับกิจกรรมและโปรโมชันต่างๆ ได้ที่ www.centralfoodwholesale.co.th

The post เปิดมุมมอง ‘สุชาดา อิทธิจารุกุล’ ผู้คร่ำหวอดในธุรกิจค้าส่งอาหารกว่า 27 ปี กับการเป็นแม่ทัพ GO Wholesale ที่ย้ำชัดถึงการสร้างทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการ และการเติบโตแบบโตเร็ว โตไกล โตไปกับ GO appeared first on THE STANDARD.

]]>