เฉวตสรร นามวาท Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เฉวตสรร-นามวาท/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 04 Feb 2022 14:13:42 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สธ. เผยครึ่งหลังปี 2565 โควิดมีแนวโน้มลดลง อาการหนัก-ใส่ท่อ-ตายลดลง พบตั้งแต่ ม.ค. ปีนี้ อายุ 20-29 ปีป่วยมากสุด https://thestandard.co/moph-unveiled-half-2022-coronavirus-decreasing-potential/ Fri, 04 Feb 2022 14:13:42 +0000 https://thestandard.co/?p=590723 สธ. เผยครึ่งหลังปี 2565 โควิดมีแนวโน้มลดลง อาการหนัก-ใส่ท่อ-ตายลดลง พบตั้งแต่ ม.ค. ปีนี้ อายุ 20-29 ปีป่วยมากสุด

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมค […]

The post สธ. เผยครึ่งหลังปี 2565 โควิดมีแนวโน้มลดลง อาการหนัก-ใส่ท่อ-ตายลดลง พบตั้งแต่ ม.ค. ปีนี้ อายุ 20-29 ปีป่วยมากสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เผยครึ่งหลังปี 2565 โควิดมีแนวโน้มลดลง อาการหนัก-ใส่ท่อ-ตายลดลง พบตั้งแต่ ม.ค. ปีนี้ อายุ 20-29 ปีป่วยมากสุด

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โควิด และการพยากรณ์โรคในปี 2565 

 

นพ.โอภาสกล่าวว่า ขณะนี้โรคโควิดมีแนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นไปตามการคาดการณ์และสามารถควบคุมได้ ส่วนที่ผู้ติดเชื้อใกล้ 1 หมื่นรายขอว่าอย่ากังวลกับตัวเลขจนเกินไป ซึ่งการพิจารณาสถานการณ์สิ่งสำคัญคือ จำนวนผู้ติดเชื้ออาการหนัก ใส่เครื่องช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิต ซึ่งปัจจุบันลดลงมากจากช่วงที่ระบาดใหญ่ ขณะนี้ค่อนข้างคงตัว และระบบสาธารณสุขรองรับได้ ซึ่งต่างประเทศก็พิจารณาในแนวทางนี้เช่นกัน โดยอนาคตหากจะเป็นโรคประจำถิ่นและอยู่ร่วมกับโรคให้ได้ ก็จะพิจารณาจากรายงานผู้ป่วยที่มีอาการในโรงพยาบาลเหมือนโรคอื่นๆ ทั่วไป

 

นพ.โอภาสกล่าวว่า การติดเชื้อระยะนี้ส่วนใหญ่เป็นคลัสเตอร์เล็กๆ กระจายทั่วทุกจังหวัด เกิดจากงานเลี้ยงสังสรรค์ งานบุญ งานแต่งงาน งานศพ งานบวช ทำให้กลับไปติดที่บ้าน ซึ่งโอมิครอนเบื้องต้นมีอัตราติดเชื้อในครอบครัว 40-50% จากเดิมสายพันธุ์เดลตาที่มีอัตราการติดเชื้อในครอบครัว 10-20% จะเห็นว่าติดเชื้อค่อนข้างง่าย ไม่รุนแรงไปกว่าเดลตา ส่วนใหญ่อาการน้อย โดยเฉพาะคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว ซึ่งขณะนี้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นไปได้แล้ว 15 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เชื่อว่าจะทำให้ระบบสาธารณสุขดูแลผู้ป่วยอาการหนักและเสียชีวิตได้ ขอให้กลุ่มเสี่ยงอายุ 60 ปีขึ้นไป 7 โรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ เข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นตามกำหนด อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นใกล้ระดับหลักหมื่นรายต้องอาศัยความร่วมมือของประชาชนในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ให้เพิ่มมากไปกว่านี้

 

นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า ไม่ใช่เพียงแค่โรคโควิดเท่านั้น แต่ยังมีโรคและภัยสุขภาพอื่นๆ ที่ต้องระวังด้วย โดยสถานการณ์ในปี 2564 พบว่า โรคไข้มาลาเรีย โรคเท้าช้าง และโรคเรื้อน มีการป่วยลดลงมาก และไม่มีผู้เสียชีวิตเลย เป็นกลุ่มที่จะกำจัดโรคให้หมดไปจากประเทศไทย ส่วนโรคไข้เลือดและวัณโรค ถือว่าอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ 

 

สำหรับโรคโควิดพบผู้ติดเชื้อ 2,216,551 ราย เสียชีวิต 21,637 ราย สถานการณ์ถือว่ามีการระบาดที่รุนแรง ขณะที่โรคไข้หวัดใหญ่ อุบัติเหตุจราจร และเด็กจมน้ำ มีอุบัติการณ์ลดลง สำหรับการพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพในปี 2565 มี 5 เรื่องที่ต้องแจ้งเตือน ได้แก่ 

 

  1. โรคโควิดหากไม่มีการกลายพันธุ์ที่มีนัยสำคัญ คาดว่าครึ่งปีหลังจำนวนผู้ติดเชื้อจะลดลง เนื่องจากคนไทยฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นตามเป้าหมาย มีการฉีดเพิ่มเติมในเด็ก 

 

  1. ไข้หวัดใหญ่ คาดว่าผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้น 2 เท่า คือ 22,817 ราย โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนและปลายฝนต้นหนาว เนื่องจากช่วงต้นปี 2565 การใส่หน้ากากอนามัยของคนไทยยังดี แต่ช่วงปลายปีหากสถานการณ์ดีขึ้น การใส่หน้ากากอนามัยลดลง อาจมีการระบาดของโรคเพิ่มขึ้นได้  

 

  1. ไข้เลือดออก คาดว่าจะมีการระบาดเพิ่มขึ้น มีผู้ป่วยถึง 85,000 ราย เนื่องจากปกติไข้เลือดออกจะระบาดปีเว้นปี หรือปีเว้น 2 ปี ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมามีผู้ติดเชื้อน้อย ภูมิคุ้มกันจึงมีน้อย และมีกิจกรรมทางสังคมเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยจะสูงสุดช่วงมิถุนายน-สิงหาคม 2565 จึงต้องเริ่มรณรงค์โดยเฉพาะการเป็นไข้ต้องคิดถึงโรคไข้เลือดออกด้วย ไม่ควรซื้อยาแก้ปวดแอสไพรินและกลุ่มเอ็นเสดรับประทาน เพราะจะทำให้เลือดออกในทางเดินอาหารจนเสียชีวิตได้ ซึ่งล่าสุดพบรายงานการเสียชีวิตรายแรกของปีแล้ว 

 

  1. อุบัติเหตุทางถนน อาจสูง 17,000-20,000 ราย มีสัญญาณเพิ่มขึ้น จึงต้องรณรงค์บังคับใช้กฎหมาย ร่วมมือร่วมใจทำตามวินัยจราจร จะช่วยลดการเสียชีวิตได้

 

  1. เด็กจมน้ำ เนื่องจากโรงเรียนมีการเปิดเรียนแบบออนไซต์ มีกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น คาดว่ามีนาคม-เมษายนจะมีเด็กจมน้ำเสียชีวิตมากขึ้น จึงต้องแจ้งเตือนพ่อแม่ให้ระวังมากขึ้น

 

ด้าน นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยรายงานผู้หายป่วย 7,827 ราย ติดเชื้อรายใหม่ 9,909 ราย แม้จะสูงขึ้นแต่ยังอยู่ในความคาดหมายและควบคุมได้ พบผู้เสียชีวิต 22 ราย จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบ 516 ราย และใส่ท่อช่วยหายใจ 105 ราย ถือว่าค่อนข้างคงตัว ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 จากการเก็บข้อมูลผู้ติดเชื้อ 9,267 ราย พบว่าเป็นไทย 96% ช่วงอายุที่ป่วยสูงสุดคือ 20-29 ปี ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี พบ 10.3% ปัจจัยเสี่ยงการติดเชื้อยังเป็นการไปร่วมงานปาร์ตี้ สังสรรค์ รับประทานอาหารร่วมกันซึ่งต้องเปิดหน้ากากอนามัย โดยพบว่าเป็นการติดจากการไปสถานที่เสี่ยงที่เป็นคลัสเตอร์ 48% เป็นกลุ่มสัมผัสเสี่ยงสูง 47%

 

“เราสามารถรักษาสถานการณ์การระบาดให้อยู่ในระดับเส้นสีเขียวหรือการคาดการณ์ที่ดีที่สุดได้ แม้ช่วงนี้จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นก็ยังอยู่ในเส้นที่คาดการณ์ไว้และยังมีมาตรการรองรับ แต่ยังต้องขอความร่วมมือช่วยกันรักษามาตรการ VUCA คือ ฉีดวัคซีน ป้องกันตนเองตลอดเวลา COVID Free Setting และตรวจ ATK” นพ.เฉวตสรรกล่าว

The post สธ. เผยครึ่งหลังปี 2565 โควิดมีแนวโน้มลดลง อาการหนัก-ใส่ท่อ-ตายลดลง พบตั้งแต่ ม.ค. ปีนี้ อายุ 20-29 ปีป่วยมากสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เผยมีผู้เสียชีวิตจากโอมิครอน 2 ราย เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว https://thestandard.co/moph-unveiled-coronavirus-omicron-death-by-2/ Mon, 17 Jan 2022 06:37:42 +0000 https://thestandard.co/?p=583310 เฉวตสรร นามวาท

วันนี้ (17 มกราคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบค […]

The post สธ. เผยมีผู้เสียชีวิตจากโอมิครอน 2 ราย เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฉวตสรร นามวาท

วันนี้ (17 มกราคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค รายงานสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มอีก 6,929 ราย รวมผู้ป่วยสะสม 107,979 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565) 

 

นอกจากนี้ยังได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตจากโควิดสายพันธุ์โอมิครอน จำนวน 2 ราย ซึ่งมีข้อมูลดังนี้

 

รายที่ 1 เป็น หญิงไทยอายุ 86 ปี อาศัยอยู่ที่จังหวัดสงขลา เป็นผู้ป่วยติดเตียงและเป็นอัลไซเมอร์ มีประวัติได้รับวัคซีน Pfizer 2 เข็ม ที่โรงพยาบาลนาหม่อม ประวัติเสี่ยงคือหลานชายที่เดินทางกลับมาจากจังหวัดภูเก็ตเป็นผู้ป่วยยืนยันติดโควิดสายพันธุ์โอมิครอน ก่อนที่ในเวลาต่อมาแพร่เชื้อให้แก่คนในครอบครัว ส่วนไทม์ไลน์มีข้อมูลตามนี้

 

  • 6 มกราคม 2565 – ผู้ป่วยมีไข้ มีเสมหะ ทราบข่าวว่าลูกสาว-หลานสาวตรวจพบเชื้อโควิค ก่อนที่จะตรวจหาเชื้อด้วย ATK ผลเป็นบวก จึงส่งต่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหาดใหญ่
  • 7 มกราคม 2565 – ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ แพทย์เก็บตัวอย่าง NPS ส่งตรวจยืนยันที่ห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาล ผลยืนยันติดเชื้อโควิด ขณะเดียวกันผู้ป่วยเริ่มมีไข้ 38.5 องศาเซลเซียส มีอาการไอ, หายใจลำบาก แพทย์รับไว้ที่แผนก CICU เอกซเรย์ปอด ผลพบเชื้อลงปอดทั้งสองข้าง ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ แพทย์จ่ายยา Dexamethasone 10 mg., Remdesivir
  • 12 มกราคม 2565 – ผู้ป่วยเสียชีวิตเวลา 09.20 น. ทีมแพทย์ส่งตัวอย่างตรวจยืนยันสายพันธุ์ ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12 สงขลา (ศวก.12) ผลปรากฏพบเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอน 

 

ส่วนรายที่ 2 เป็นเพศหญิงอายุ 84 ปี อาศัยอยู่ในจังหวัดอุดรธานี มีโรคประจำตัวเป็นมะเร็งที่ปอดระยะสุดท้าย รักษาแบบประคับประคอง ใส่ออกซิเจน Cannula 5LPM ไม่มีประวัติการได้รับวัคซีน และมีประวัติเสี่ยงเป็นผู้ป่วยติดเตียง พบครอบครัวติดเชื้อโควิด และมีไทม์ไลน์ข้อมูลดังนี้

 

  • 9 มกราคม 2565 – ตรวจหาเชื้อโควิด ด้วยวิธี RT-PCR เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง หลังลูกชายมีผลตรวจพบโควิดก่อนหน้านี้
  • 10 มกราคม 2565 – ผลตรวจออกมาปรากฏว่าพบเชื้อ โรงพยาบาลประสานเพื่อแอดมิตเข้าสู่การรักษา แต่ผู้ป่วยและญาติปฏิเสธเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แพทย์จึงอนุญาตให้เข้าสู่ระบบ Home Isolation ตามความประสงค์ของผู้ป่วยและญาติ แพทย์เริ่มให้ยา Favipiravir ตามแผนการรักษา และจัดเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายและออกซิเจนปลายนิ้ว โดยออกซิเจนปลายนิ้วอยู่ระหว่าง 86-90% ไม่มีไข้ ซึ่งก่อนติดเชื้อโควิด ลูกชายที่ดูแลแจ้งว่า ค่าออกซิเจนปลายนิ้วก็อยู่ระหว่างช่วงดังกล่าว โดยผู้ป่วยไม่มีอาการเหนื่อยหรือหายใจหอบ 
  • 11-12 มกราคม 2565 – ออกซิเจนปลายนิ้วอยู่ระหว่าง 86-90% ไม่มีไข้
  • 13-14 มกราคม 2565 – ผู้ป่วยรับประทานได้น้อยลง ไม่มีอาการหายใจหอบ ไม่มีไข้ ออกซิเจนปลายนิ้ว 86-87%
  • 15 มกราคม 2565 – ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อย หายใจหอบ ค่าออกซิเจนปลายนิ้วน้อยกว่า 76% เปลี่ยนจากออกซิเจน Cannula เป็น Mask C Bag ให้ออกซิเจนปลายนิ้ว 90% ประสานผู้ป่วยนำส่งโรงพยาบาล แต่ญาติปฏิเสธการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แพทย์ให้เพิ่ม Favipiravir จาก 5 วัน เป็น 10 วัน และเพิ่ม Morphine ให้เนื่องจากยาเดิมหมด เวลา 16.00 น. ผู้ป่วยตอบสนองได้น้อยลง หายใจหอบลึก และคลำชีพจรไม่ได้ ก่อนที่หัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตในเวลา 19.45 น. รวมระยะเวลารักษา Home Isolation 6 วัน 

 

ทั้งนี้ นพ.เฉวตสรร กล่าวเพิ่มเติมว่า ลักษณะการระบาดของโควิดในปีนี้เริ่มมีรูปแบบคล้ายโรคประจำถิ่น ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขได้มีการติดตามดูและศึกษาข้อมูลทางวิชาการอย่างใกล้ชิด แต่ยังขอความร่วมมือว่าอย่าใช้ชีวิตติดประมาท แม้ข้อมูลการระบาดของโอมิครอนจะไม่ได้สร้างความรุนแรงในแง่ของอาการป่วยหนักหรือเสียชีวิต แต่ต้องไม่ลืมว่าการที่ยอดติดโควิดในจำนวนมากเป็นเวลาหลายวันติดต่อกันก็อาจจะส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขได้ 

 

อ้างอิง:

The post สธ. เผยมีผู้เสียชีวิตจากโอมิครอน 2 ราย เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. แจงเรียกผู้เดินทางจาก 8 ประเทศเสี่ยงมาตรวจ RT-PCR เพิ่มเพื่อความมั่นใจ เผยทั่วโลกเจอ ‘โอไมครอน’ แล้ว 30 ประเทศ https://thestandard.co/summons-more-travelers-from-8-countries-at-risk-for-rt-pcr-testing/ Fri, 03 Dec 2021 01:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=567133 ตรวจ RT-PCR

เมื่อวานนี้ (2 ธันวาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกอ […]

The post สธ. แจงเรียกผู้เดินทางจาก 8 ประเทศเสี่ยงมาตรวจ RT-PCR เพิ่มเพื่อความมั่นใจ เผยทั่วโลกเจอ ‘โอไมครอน’ แล้ว 30 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตรวจ RT-PCR

เมื่อวานนี้ (2 ธันวาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงสถานการณ์โควิดว่า สำหรับผู้คนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง 8 ประเทศที่พบโควิดสายพันธุ์โอไมครอน ประเทศไทยกำหนดไม่ให้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ส่วนผู้ที่เดินทางเข้ามาช่วงวันที่ 27-30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้ให้กักตัว 14 วัน เช่นเดียวกับผู้เดินทางจากประเทศอื่นในทวีปแอฟริกา และมีการตรวจหาเชื้ออีก 3 ครั้ง 

 

ทั้งนี้ทาง สธ. มีการติดตามผู้เดินทางจาก 8 ประเทศที่เข้ามาก่อนหน้านี้จำนวน 252 คน โดยส่งข้อความไปที่แอปพลิเคชัน ‘หมอชนะ’ และอีเมลที่ใช้ลงทะเบียน Thailand Pass เพื่อแจ้งให้ไปรับการตรวจ RT-PCR ที่โรงพยาบาลรัฐฟรี ทั้งนี้ คนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นผู้ติดเชื้อและถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่ำ เนื่องจากมีการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว และมีการตรวจหาเชื้อถึง 3 ครั้งผลเป็นลบ คือก่อนเดินทางเข้ามา 72 ชั่วโมง เมื่อมาถึงประเทศไทยวันแรก และเมื่ออยู่ในแซนด์บ็อกซ์ครบ 7 วัน ซึ่งผ่านช่วงที่มีโอกาสพบเชื้อสูงที่สุดไปแล้ว เนื่องจากระยะฟักตัวเฉลี่ยของเชื้ออยู่ที่ 2-14 วัน พบสูงสุดช่วง 5-7 วัน และหลัง 7 วันพบค่อนข้างน้อย แต่ที่ให้มารายงานตัวและขอตรวจซ้ำอีกครั้งภายในวันที่ 14 นับตั้งแต่เดินทางถึงประเทศไทยเพื่อความมั่นใจมากขึ้น

 

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามผู้เดินทาง โดยเบื้องต้นสำนักงานควบคุมป้องกันโรคที่ 6 สามารถติดตามได้ครบทั้ง 10 รายที่ได้รับแจ้งข้อมูลแล้ว เนื่องจากเป็นผู้ที่เข้ามาทำงานในนิคมอุตสาหกรรม ทั้งนี้หากโรงแรมทราบข้อมูลนักท่องเที่ยวที่เข้าพักว่ามาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง สามารถแนะนำให้ไปเข้ารับการตรวจได้ แม้จะเข้าประเทศไทยเกิน 14 วันแล้ว ส่วนคนไทย ขอให้เข้ารับการวัคซีน เข้มมาตรการป้องกันส่วนบุคคล ผู้ให้บริการให้เข้มมาตรการ COVID Free Setting เชื่อว่าการควบคุมความเสี่ยงต่างๆ ยังอยู่ในแนวทางที่เราจัดการได้” นพ.เฉวตสรร กล่าว   

 

นพ.เฉวตสรร กล่าวต่อไปว่า ประเทศที่พบโควิดสายพันธุ์โอไมครอนมี 30 ประเทศ ได้แก่ แอฟริกาใต้ ไนจีเรีย บอตสวานา โมซัมบิก ซิมบับเว นามิเบีย มาลาวี เอสวาตีนี เลโซโท ส่วนทวีปอื่นๆ คือ บราซิล แคนาดา ญี่ปุ่น อิสราเอล ออสเตรีย เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง อังกฤษ ตุรกี เยอรมนี สเปน อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สาธารณรัฐเช็ก เบลเยียม สวีเดน โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก และออสเตรเลีย ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อมาจากนอกประเทศ โดยหน่วยงานด้านวิชาการด้านระบาดวิทยาและด้านการควบคุมโรค จะติดตามสถานการณ์แต่ละประเทศเกี่ยวกับรายงานการพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนอย่างใกล้ชิด 

 

The post สธ. แจงเรียกผู้เดินทางจาก 8 ประเทศเสี่ยงมาตรวจ RT-PCR เพิ่มเพื่อความมั่นใจ เผยทั่วโลกเจอ ‘โอไมครอน’ แล้ว 30 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สธ. แจงสถานการณ์โควิดกลายพันธุ์ ‘อัลฟาพลัส’ และ ‘เดลตาพลัส’ https://thestandard.co/moph-covid-mutated-alpha-plus-delta-plus/ Tue, 26 Oct 2021 09:17:55 +0000 https://thestandard.co/?p=552414 Covid mutated Alpha Plus Delta Plus

จากกรณีที่วานนี้ (25 ตุลาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวย […]

The post ชมคลิป: สธ. แจงสถานการณ์โควิดกลายพันธุ์ ‘อัลฟาพลัส’ และ ‘เดลตาพลัส’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Covid mutated Alpha Plus Delta Plus

จากกรณีที่วานนี้ (25 ตุลาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ประเทศไทยพบรายงานสายพันธ์ุเดลตาพลัสในประเทศ 1 ราย และยังไม่มีรายอื่นที่เกี่ยวเนื่อง

 

วันนี้ (26 ตุลาคม) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้แถลงข่าวชี้แจงถึงการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิดทั้งอัลฟาพลัสและเดลตาพลัส ซึ่งปัจจุบันพบผู้ติดเชื้อโควิดกลายพันธุ์ แบ่งเป็น อัลฟาพลัส 18 ราย, เดลตาพลัส AY.1 จำนวน 1 ราย และ เดลตาพลัส AY.4.2 ยังไม่พบในประเทศไทย

 

ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/video/

The post ชมคลิป: สธ. แจงสถานการณ์โควิดกลายพันธุ์ ‘อัลฟาพลัส’ และ ‘เดลตาพลัส’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยพบผู้ป่วยโควิดสายพันธ์ุ ‘เดลตาพลัส’ 1 ราย ชี้ยังไม่น่ากังวล เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง https://thestandard.co/covid-strain-delta-plus-1st-in-thailand/ Mon, 25 Oct 2021 10:30:30 +0000 https://thestandard.co/?p=552059 Covid strain Delta Plus

วันนี้ (25 ตุลาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบค […]

The post ไทยพบผู้ป่วยโควิดสายพันธ์ุ ‘เดลตาพลัส’ 1 ราย ชี้ยังไม่น่ากังวล เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Covid strain Delta Plus

วันนี้ (25 ตุลาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคโควิด และการฉีดวัคซีน พร้อมระบุตอนหนึ่งถึงสายพันธุ์ย่อยของสายพันธุ์เดลตา คือ สายพันธุ์ใหม่ AY.4.2 หรือ เดลตาพลัส ที่ปรากฏเป็นข่าวเนื่องจากในช่วง 28 วันที่ผ่านมา จำนวนการติดเชื้อในประเทศอังกฤษเพิ่มสูงขึ้น เป็นรองเพียงสหรัฐอเมริกาที่เดียว โดยพบจำนวนผู้ติดเชื้อเป็นสายพันธุ์เดลตาพลัส 6% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ อยู่ในช่วงที่กำลังจับตามอง ยังไม่ถึงระดับที่ต้องกังวล

 

“ถือว่ายังไม่ต้องมีความกังวล ในแง่ที่ว่าอาการจะความรุนแรงกว่าปกติ หรือมีโอกาสจะดื้อวัคซีนหรือไม่ ยังต้องจับตามองหารายละเอียดอยู่เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นจึงยังไม่ถึงกับต้องกังวล เมื่อเปรียบเทียบกับสายพันธุ์เดลตาหรืออัลฟา ที่มีการแพร่กระจายเร็วกว่า เราจะเห็นลูกคลื่นการแพร่ระบาดที่เร็วและแรง องค์การอนามัยโลกก็ยังไม่มีการยกระดับ” นพ.เฉวตสรร กล่าว 

 

สำหรับประเทศไทยเองก็มีระบบเฝ้าระวังสายพันธุ์ย่อยต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และพบรายงานสายพันธ์ุเดลตาพลัสในประเทศไทยเพียง 1 ราย ยังไม่มีรายอื่นที่เกี่ยวเนื่อง ในรายละเอียดจะได้มีการเสนอในการแถลงข่าววันต่อๆ ไป

The post ไทยพบผู้ป่วยโควิดสายพันธ์ุ ‘เดลตาพลัส’ 1 ราย ชี้ยังไม่น่ากังวล เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. แจงวัคซีน mRNA ไม่มีสารกัมมันตภาพรังสี ชี้รัฐมีหน้าที่เชิญชวนด้วยเหตุผลวิชาการ เรื่องตัดสินใจฉีดเป็นสิทธิส่วนบุคคล https://thestandard.co/moph-say-mrna-not-contain-radioactive-substance/ Mon, 11 Oct 2021 11:52:18 +0000 https://thestandard.co/?p=547131 เฉวตสรร นามวาท

วันนี้ (11 ตุลาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบค […]

The post สธ. แจงวัคซีน mRNA ไม่มีสารกัมมันตภาพรังสี ชี้รัฐมีหน้าที่เชิญชวนด้วยเหตุผลวิชาการ เรื่องตัดสินใจฉีดเป็นสิทธิส่วนบุคคล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฉวตสรร นามวาท

วันนี้ (11 ตุลาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้ป่วยโควิด รักษาหาย 10,590 ราย สูงกว่าผู้ติดเชื้อใหม่ที่พบ 10,035 ราย เสียชีวิต 60 ราย และอยู่ระหว่างการรักษา 110,265 ราย ภาพรวมผู้ป่วยปอดอักเสบ ใส่ท่อช่วยหายใจ และเสียชีวิตลดลงเรื่อยๆ ส่วนภาพรวมผู้ติดเชื้อยังทรงตัว จึงต้องเน้นย้ำมาตรการส่วนบุคคล ป้องกันตนเองสูงสุดตลอดเวลา ร่วมกับมาตรการสังคม และมาตรการ COVID-Free Setting เพื่อช่วยให้การแพร่ระบาดของโรคลดลง

 

สำหรับผู้เสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 7 ตุลาคม 2564 จำนวน 17,324 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 11,693 ราย หญิงตั้งครรภ์ 30 ราย กทม. มีผู้เสียชีวิตสูงสุด 6,295 ราย ส่วนใหญ่ไม่ได้รับวัคซีน แสดงว่าประสิทธิผลของวัคซีนในการป้องกันการเสียชีวิตมีสูงมาก จึงขอให้ผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนตัดสินใจลงทะเบียนเข้ามาฉีด ส่วนการฉีดวัคซีนในนักเรียนอายุ 12-17 ปี ฉีดเข็ม 1 แล้ว 419,222 คน คิดเป็น 9.3%

 

นพ.เฉวตสรรกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้พบโซเชียลมีเดียมีการให้ข้อมูลที่มีความคลาดเคลื่อน ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในวัคซีนหลายเรื่อง เช่น กรณีระบุว่าวัคซีน mRNA มีสารกัมมันตภาพรังสี สารโลหะอะลูมินัมปนเปื้อน ยืนยันว่าส่วนประกอบของวัคซีนไม่มีสารเหล่านี้ การผลิตวัคซีนจะต้องมีการจดแจ้งส่วนประกอบในการขึ้นทะเบียนชัดเจน และวัคซีนทุกล็อตที่เข้ามาต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยและคุณภาพ เช่น สิ่งปลอมปนทางกายภาพ หากตรวจพบความผิดปกติจะส่งคืนให้บริษัททำลายทิ้ง เป็นมาตรฐานสากลที่ปฏิบัติเหมือนกันทุกประเทศ

 

กรณีที่ระบุว่ามีนาโนพาร์ทิเคิล หรืออนุภาคที่เป็นอันตราย ขอชี้แจงว่า วัคซีน mRNA มีการใช้ลิพิดนาโนพาร์ทิเคิล หรืออนุภาคนาโนของไขมัน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนายารักษาโรคบางชนิดมีใช้มาก่อนหน้านี้ เพื่อช่วยนำตัวยาเข้าสู่ร่างกายให้ออกฤทธิ์ได้ มีการตรวจพิสูจน์ว่าปลอดภัยก่อนได้รับอนุญาตในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป จึงมั่นใจได้ว่าลิพิดนาโนพาร์ทิเคิลที่เป็นส่วนประกอบของวัคซีนมีความปลอดภัย ส่วนที่อ้างว่าผู้ที่ฉีดวัคซีน mRNA ติดเชื้อแล้วมีอาการหนักมากกว่าผู้ที่ไม่ฉีด เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง จากผลการศึกษาประสิทธิภาพวัคซีนช่วยป้องกันอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ถึง 95% แม้กระทั่งกลุ่มผู้สูงอายุที่การตอบสนองของภูมิคุ้มกันน้อยกว่าวัยอื่นๆ ประสิทธิภาพยังสูงในระดับ 94%

 

“วัคซีนที่นำมาฉีดในประเทศไทยมีการฉีดในต่างประเทศเป็นจำนวนมากแล้ว โดยบุคลากรทางการแพทย์ทุกกลุ่มได้รับการฉีดก่อน และเป็นการฉีดโดยความสมัครใจ เนื่องจากเป็นสิทธิส่วนบุคคลในการตัดสินใจ เช่นเดียวกับการฉีดในนักเรียนที่มีการสอบถามผู้ปกครองก่อน เพื่อให้แสดงความจำนง ส่วนภาคราชการจะรณรงค์เชิญชวนให้ฉีดวัคซีนด้วยเหตุผลทางวิชาการ แต่สุดท้ายขึ้นกับการตัดสินใจของแต่ละบุคคลว่าจะฉีดหรือไม่” นพ.เฉวตสรรกล่าว

The post สธ. แจงวัคซีน mRNA ไม่มีสารกัมมันตภาพรังสี ชี้รัฐมีหน้าที่เชิญชวนด้วยเหตุผลวิชาการ เรื่องตัดสินใจฉีดเป็นสิทธิส่วนบุคคล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศบค. ชี้สถานการณ์โควิดอยู่ในช่วงทางแยกจากผลของล็อกดาวน์ หากคุมไม่ดีพอยอดติดเชื้ออาจพุ่งขึ้นอีกครั้ง https://thestandard.co/covid-situation-is-at-a-crossroads-from-the-effects-of-the-lockdown/ Fri, 08 Oct 2021 08:59:29 +0000 https://thestandard.co/?p=546187 สถานการณ์โควิด

วันนี้ (8 ตุลาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุ […]

The post ศบค. ชี้สถานการณ์โควิดอยู่ในช่วงทางแยกจากผลของล็อกดาวน์ หากคุมไม่ดีพอยอดติดเชื้ออาจพุ่งขึ้นอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานการณ์โควิด

วันนี้ (8 ตุลาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค ตอบข้อซักถามในการแถลงข่าวของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ถึงกรณีตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่รายวันยังอยู่ที่หลักหมื่น ทั้งที่จะมีการผ่อนคลายมากขึ้นเรื่อยๆ ศบค. จะต้องบริหารจัดการอย่างไร และให้ความสำคัญต่อเรื่องใด เพื่อไม่ให้กลับมาเกิดการระบาดระลอกใหม่ 

 

นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้พูดถึงเรื่องมาถึงทางแยก คือผลของการล็อกดาวน์ที่ผ่านมาน่าจะจางลงหรือหมดไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ แนวโน้มจากกราฟดูเริ่มลดลง แต่ถ้าเราไม่มีมาตรการที่ดีพอ กราฟก็อาจพุ่งกลับสูงขึ้นไปอีกครั้ง ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดขึ้น หากดำเนินการไม่ดีการติดเชื้อรายใหม่อาจจะไปถึงวันละ 25,000 คน หรือใกล้ 30,000 คนก็ได้

 

นพ.เฉวตสรร กล่าวต่ออีกว่า แต่มาตรการที่เราใช้อยู่ขณะนี้ขอย้ำว่า เรื่องของการฉีดวัคซีนถ้าเราฉีดกันได้อย่างกว้างขวางทุกพื้นที่ เข้มมาตรการครอบจักรวาล ป้องกันตัวแบบสูงสุดตลอดเวลาให้เสมือนหนึ่งว่าเราอาจจะเจอคนใกล้ชิดหรือไม่ใกล้ชิดก็ตามที่มาในสถานที่เดียวกันอาจจะมีเชื้อโควิดอยู่ในตัว หรือแม้แต่ตัวเราเองอาจจะมีเชื้ออยู่ในตัวได้ ดังนั้นการสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือ และมาตรการอื่นๆ จะต้องเต็มที่อยู่ตลอดเวลา

 

นพ.เฉวตสรร กล่าวด้วยว่า ATK เป็นเครื่องมือที่ถ้าเรามีความเสี่ยง หรือสงสัยว่ามีความเสี่ยงก็สามารถใช้ตรวจได้ เช่น ไปร่วมงานบุญ ไปตลาดเจอผู้คน ก็ควรรีบใช้อย่าได้ทิ้งไว้ เดี๋ยวจะหมดอายุเสียก่อน ซึ่งการใช้ประโยชน์ดังกล่าวจะเป็นตัวชี้บอกให้เราปฏิบัติตัวได้ดี

 

“ขอให้กำลังใจกับประชาชนในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ที่อาจจะยังฉีดวัคซีนครอบคลุมในเปอร์เซ็นต์ที่น้อยอยู่ จึงขอเชิญชวนให้ออกมาฉีดวัคซีนกันให้มากๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เพื่อทำให้ทุกมาตรการเราเข้มแข็งมากขึ้น เส้นกราฟลดลง จนสามารถเปิดบ้านเปิดเมืองได้” นพ.เฉวตสรร กล่าว

 

The post ศบค. ชี้สถานการณ์โควิดอยู่ในช่วงทางแยกจากผลของล็อกดาวน์ หากคุมไม่ดีพอยอดติดเชื้ออาจพุ่งขึ้นอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศบค. ยืนยัน ฉีดวัคซีนนักเรียนมีข้อมูลวิจัยมาตรฐานรองรับ ชี้การฉีดไม่ใช่เงื่อนไขเปิดโรงเรียน อยู่ที่มาตรการอื่นๆ ด้วย https://thestandard.co/student-vaccine-there-is-standard-research-data-to-support/ Fri, 08 Oct 2021 07:10:07 +0000 https://thestandard.co/?p=546119

วันนี้ (8 ตุลาคม) ณ ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารสถานการณ์โ […]

The post ศบค. ยืนยัน ฉีดวัคซีนนักเรียนมีข้อมูลวิจัยมาตรฐานรองรับ ชี้การฉีดไม่ใช่เงื่อนไขเปิดโรงเรียน อยู่ที่มาตรการอื่นๆ ด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (8 ตุลาคม) ณ ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด โดย นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 

 

นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า ไทยระบาดเข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว โดยมีรายงานการฉีดวัคซีนในวันนี้ 9 แสนกว่าโดส ขณะที่ภาพรวมทั้งประเทศฉีดไปแล้วรวมกว่า 58 ล้านโดส ขณะที่หลังมีการ Kick Off ฉีดวัคซีน Pfizer ในนักเรียนและนักศึกษาอายุตั้งแต่ 12-17 ปี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมเป็นต้นมา มีการฉีดไปแล้ว 150,190 ราย โดยยังรอรายงานเข้ามาให้ครบถ้วนอีกครั้ง

 

นพ.เฉวตสรร ยังกล่าวถึงกระแสข่าวกรณี #ไฟเซอร์นักเรียน ที่กำลังปรากฏในโซเชียลมีเดียถึงความกังวลในการฉีดวัคซีน mRNA ที่จะส่งผลอันตรายต่อร่างการหลังฉีดใน 2-3 ปี และ Fake News ต่างๆ ว่า มีการวิจัยตามมาตรฐาน ประเทศผู้ผลิตก็มีการวิจัยและมีการฉีดเป็นจำนวนมาก ไม่มีทางที่จะก่อผลอันตราย เรามีการศึกษาตรวจสอบเป็นอย่างดี จึงขอให้พี่น้องประชาชนอย่าได้หลงเชื่อ ขอติดตามแหล่งข้อมูลของทางการหรือแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสูง

 

ส่วนประเด็นที่บางพื้นที่บอกว่า มีนักเรียนได้รับแจ้งให้เดินทางกลับหลังมารอคิวฉีดวัคซีนโดยยังไม่ได้ฉีด นพ.เศวตรฉรรยืนยันว่า วัคซีนสำหรับนักเรียนมีเพียงพอ ในส่วนของการจัดส่งรอบแรก 1.8 ล้านโดส ส่วนพื้นที่ต่างๆ แจ้งความจำนงเข้ามา 3.6 ล้านคน ส่วนที่ 1.8 ล้านโดสเมื่อส่งถึงพื้นที่ก็จะมีการทำแผนและทยอยฉีด ซึ่งสัปดาห์นี้ก็มีการกระจายออกไปอีก 1.5 ล้านโดส เพราะฉะนั้นจะมีการทยอยกระจายวัคซีนลงพื้นที่ไปเรื่อยๆ ขอให้มั่นใจ ขณะที่การจัดการในพื้นที่บางครั้ง อาจจะมีการนัดหมายมาเป็นลำดับตามความเหมาะสม ตามความพร้อม อาจจะไม่ได้ฉีดพร้อมๆกันหมดทุกคนได้ ภายในวันสองวันเวลาสั้นๆ “แต่วัคซีนมีเพียงพออย่างแน่นอน” นพ.เฉวตรศรรกล่าว

 

นพ.เฉวตสรร กล่าวอีกว่า ในเรื่องของการฉีดวัคซีนของนักเรียนไม่ใช่เงื่อนไขที่จะไปกำหนดว่าเปิดหรือไม่เปิดโรงเรียน เพราะมาตรการสำคัญได้มีการกำหนดแนวทางไว้เรียบร้อยและชัดเจนแล้วว่า จะอยู่ที่โรงเรียนทำมาตรการได้เรียบร้อยแล้วหรือไม่ ซึ่งมาตรการดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ร่วมกันศึกษาเป็นแนวทางไว้แล้ว ทั้งมาตรการที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมอากาศถ่ายเทได้ดี มาตรการกิจกรรมที่จะทำให้นักเรียนไม่มีการรวมกลุ่ม ไม่มีการจัดแข่งขันกีฬา หรือทำกิจกรรมที่มีคนหนาแน่น ทำให้มีโอกาสตะโกนแล้วเกิดการฟุ้งกระจายต่างๆ รวมถึงการให้ใส่หน้ากากตลอดเวลา นอกจากนี้บุคลากรของโรงเรียนก็ต้องได้รับวัคซีนกันเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งเหล่านี้คือเงื่อนไขสำคัญที่จะใช้ประกอบการพิจารณาในการเปิดโรงเรียน 

 

“ไม่ใช่เรื่องของการฉีดวัคซีนได้เท่าไร แต่ทั้งหมดจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการในพื้นที่ แล้วก็ดูรายละเอียดมาตรการว่าดำเนินการได้ดีแล้วหรือยัง” นพ.เฉวตสรร กล่าวในที่สุด

The post ศบค. ยืนยัน ฉีดวัคซีนนักเรียนมีข้อมูลวิจัยมาตรฐานรองรับ ชี้การฉีดไม่ใช่เงื่อนไขเปิดโรงเรียน อยู่ที่มาตรการอื่นๆ ด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. ย้ำ วัคซีน Pfizer 6 แสนโดส ไม่สูญหายจากระบบ ทยอยส่งพื้นที่สีแดงเข้มฉีดเข็ม 2 ในกลุ่มเสี่ยง 608 พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด https://thestandard.co/pfizer-vaccine-600k-dose-not-lost/ Fri, 10 Sep 2021 01:13:23 +0000 https://thestandard.co/?p=535095 เฉวตสรร นามวาท

วานนี้ (9 กันยายน) ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อ […]

The post สธ. ย้ำ วัคซีน Pfizer 6 แสนโดส ไม่สูญหายจากระบบ ทยอยส่งพื้นที่สีแดงเข้มฉีดเข็ม 2 ในกลุ่มเสี่ยง 608 พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฉวตสรร นามวาท

วานนี้ (9 กันยายน) ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โควิดว่า สำหรับการเสียชีวิตที่ยังสูงกว่า 200 รายมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ผู้ติดเชื้อลดลงแล้วนั้น เนื่องจากเป็นผู้ติดเชื้อในช่วงที่มีการระบาดมาก หลายคนมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตหลังการรักษาเฉลี่ย 1-2 สัปดาห์ บางรายอาจถึง 45 วัน ทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตลดลงช้ากว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่ โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ กลุ่มโรคเรื้อรัง รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ที่ยังมีรายงานเสียชีวิตเกือบทุกวัน บุคคลร่วมบ้านที่มีความเสี่ยงจึงต้องป้องกันตนเองตลอดเวลา เพื่อไม่ให้นำเชื้อไปติดที่บ้าน จึงขอให้กลุ่มเสี่ยงไปรับการฉีดวัคซีนโดยเร็ว ซึ่งวัคซีนสูตรไขว้มีประสิทธิผลกระตุ้นภูมิคุ้มกันเร็วและสูง รับมือสายพันธุ์เดลตาได้ 

 

ขณะนี้ฉีดวัคซีนผู้สูงอายุพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ครอบคลุมแล้ว 98% ปทุมธานี 70% และกระจายวัคซีนไปจังหวัดต่างๆ อย่างทั่วถึง เชื่อว่าจะฉีดได้ครอบคลุมมากขึ้นในเวลาไม่นาน

 

โดยวันที่ 8 กันยายน 2564 ฉีดได้ 713,454 โดส เป็นเข็มสอง 372,592 โดส เข็มแรก 338,105 โดส และเข็มสาม 2,757 โดส ยอดฉีดสะสม 38,147,738 โดส  

 

สำหรับวัคซีน Pfizer ที่ได้รับบริจาค 1.5 ล้านโดส ฉีดเข็มแรก 391,074 โดส เข็มสอง 163,017 โดย และเข็มสาม 394,777 โดส รวมแล้วประมาณ 9 แสนกว่าโดส ที่เหลือ 6 แสนโดส ไม่ได้หายออกจากระบบ แต่จะใช้สำหรับฉีดเป็นเข็มสองในกลุ่มเสี่ยง 608 พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ซึ่งต้องเว้นระยะห่างจากเข็มแรก 3-4 สัปดาห์ โดยเป็นการทยอยส่งตามกำหนดที่จะต้องฉีดประชาชน เนื่องจากวัคซีนที่ออกจากอุณหภูมิติดลบ เมื่อส่งไปพื้นที่จะมีอายุสั้นลงเหลือเพียง 30 วัน

The post สธ. ย้ำ วัคซีน Pfizer 6 แสนโดส ไม่สูญหายจากระบบ ทยอยส่งพื้นที่สีแดงเข้มฉีดเข็ม 2 ในกลุ่มเสี่ยง 608 พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. แจงยอดป่วยวันนี้สูงขึ้นยังไม่น่ากังวล จับตาแนวโน้มจากยอดเฉลี่ย เผยยอดเสียชีวิตลดลงช้ากว่ายอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ จากการรักษาที่ต้องใช้เวลานาน https://thestandard.co/moph-explain-number-of-covid-19-infected/ Thu, 09 Sep 2021 08:04:03 +0000 https://thestandard.co/?p=534851 เฉวตสรร นามวาท

วันนี้ (9 กันยายน) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบค […]

The post สธ. แจงยอดป่วยวันนี้สูงขึ้นยังไม่น่ากังวล จับตาแนวโน้มจากยอดเฉลี่ย เผยยอดเสียชีวิตลดลงช้ากว่ายอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ จากการรักษาที่ต้องใช้เวลานาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฉวตสรร นามวาท

วันนี้ (9 กันยายน) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวสถานการณ์โควิดและการฉีดวัคซีน โดยระบุถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่แกว่งตัวสูงขึ้นมาเป็น 16,031 ราย เมื่อเทียบกับวานนี้ 14,176 ราย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขย้ำว่ายังไม่น่ากังวล เพราะยังคงต้องจับตามองอย่างต่อเนื่อง และต้องดูค่าเฉลี่ยย้อนหลัง รวมถึงการเฝ้าระวังคลัสเตอร์ที่มีการติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละพื้นที่ด้วย

 

อย่างไรก็ตามยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นเพียงหนึ่งปัจจัยที่กระทรวงสาธารณสุขจะนำมาพิจารณาในการผ่อนคลายมาตรการ หรือคงมาตรการเดิมไว้ หลังมีการปรับมาตรการในวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา 

 

ขณะที่เมื่อดูจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ใน กทม. และปริมณฑล ยังอยู่ในภาวะที่คงที่ ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมากนัก และส่วนใหญ่มาจากจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยข้อมูลระบุว่า 

 

  • กทม. และปริมณฑล มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 6,318 ราย จากวานนี้ 5,946 ราย
  • พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 19 จังหวัด มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 4,933 ราย จากวานนี้ 3,728 ราย
  • ภาคใต้ 4 จังหวัด มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 1,352 ราย จากวานนี้ 1,095 ราย 
  • จังหวัดอื่นๆ 48 จังหวัด มีผู้ติดเชื้อลดลงเหลือ 2,788 ราย จากวานนี้ 2,885 ราย 

 

นพ.เฉวตสรร ระบุถึงการตรวจเชิงรุกในช่วงนี้ที่ลดลงเป็นสถานการณ์ที่สอดคล้องกับจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ที่ลดลง แต่อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้นิ่งนอนใจ และเฝ้าจับตาคลัสเตอร์ที่มีการระบาดสูงอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าพื้นที่ใดมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก็จะมีทีมที่เข้าไปสุ่มตรวจรายพื้นที่ โดยเฉพาะจุดเฝ้าระวัง เช่น ชุมชน ตลาด โรงงานต่างๆ 

 

สำหรับประเด็นที่สื่อมวลชนสอบถามเข้ามาในวันนี้ คือประเด็นเกี่ยวกับการจัดสรรวัคซีน Pfizer ที่มีการรายงานว่าฉีดให้กลุ่มเป้าหมายไปแล้วประมาณ 9 แสนโดส ยังเหลืออีก 6 ล้านโดส กระทรวงสาธารณสุขมีการจัดสรรอย่างไร วัคซีนที่เหลือไปไหน และใกล้หมดอายุแล้วหรือยัง ซึ่ง นพ.เฉวตสรร ยืนยันว่าวัคซีน Pfizer ไม่ได้หายไปไหน และกระทรวงสาธารณสุขมีการดูแลด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด 

 

ซึ่งในส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ได้ทยอยฉีดเข็มกระตุ้นไปเกือบหมดแล้ว ดังนั้นจึงต้องเก็บไว้สำหรับกลุ่มเสี่ยง 608 หรือผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง 7 โรค และหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งที่ผ่านมาได้ทยอยฉีดเข็มแรกไปแล้ว และรอระยะเวลาในการฉีดเข็มที่สอง โดยจะมีการทยอยจัดส่งตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้วัคซีนหมดอายุจากการจัดเก็บในพื้นที่ต่างๆ ขณะที่อีกส่วนต้องกันไว้สำหรับชาวต่างชาติที่มีที่อยู่อาศัยในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งลงทะเบียนฉีดวัคซีนผ่านเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศ

 

ส่วนประเด็นคำถามว่าทำไมผู้ติดเชื้อลด แต่จำนวนผู้เสียชีวิตไม่ลดลงตามไปด้วย นพ.เฉวตสรรชี้แจงว่า เป็นเรื่องปกติที่จำนวนผู้เสียชีวิตจะลดลงได้ช้ากว่ายอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ เนื่องจากกระบวนการในการรักษาผู้ป่วยโควิดจากการทราบผลจนถึงขั้นเสียชีวิตจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 1-2 สัปดาห์ โดยการรายงานผู้เสียชีวิตที่รักษานานที่สุดคือ 45 วัน ดังนั้นยอดผู้เสียชีวิตในวันนี้จึงมีที่มาจากจำนวนผู้ป่วยในช่วงที่มีการระบาดสูง ส่วนความเสี่ยงยังคงเป็นเรื่องเดิม โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ซึ่ง นพ.เฉวตสรรย้ำเตือนให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงรีบลงทะเบียนฉีดวัคซีน รวมถึงกลุ่มอื่นๆ ที่ต้องป้องกันตัวเองอย่างเต็มที่ ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้นำเชื้อกลับไปแพร่สู่ผู้สูงอายุภายในบ้าน 

The post สธ. แจงยอดป่วยวันนี้สูงขึ้นยังไม่น่ากังวล จับตาแนวโน้มจากยอดเฉลี่ย เผยยอดเสียชีวิตลดลงช้ากว่ายอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ จากการรักษาที่ต้องใช้เวลานาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศบค. แจงไม่นับผู้ติดเชื้อที่ตรวจจาก ATK ตามหลักวิชาการ เผยผู้ติดเชื้อลดลงตามธรรมชาติของการระบาด ทำยอดตรวจน้อยลงตาม https://thestandard.co/moicovid-clarify-not-counting-infected-tested-by-atk/ Wed, 08 Sep 2021 08:10:53 +0000 https://thestandard.co/?p=534385 เฉวตสรร นามวาท

วันนี้ (8 กันยายน) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบค […]

The post ศบค. แจงไม่นับผู้ติดเชื้อที่ตรวจจาก ATK ตามหลักวิชาการ เผยผู้ติดเชื้อลดลงตามธรรมชาติของการระบาด ทำยอดตรวจน้อยลงตาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฉวตสรร นามวาท

วันนี้ (8 กันยายน) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค ได้แถลงข่าวภายหลังการแถลงข่าวประจำวันของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ซึ่งได้ตอบคำถามต่อกรณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับโรคโควิด ดังต่อไปนี้ 

 

  1. กรณีการตรวจที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าใช้การตรวจหาเชื้อน้อยไปจึงส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อลดลงหรือไม่ ชี้แจงว่าการตรวจหาเชื้อที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคมที่พบผู้ป่วยมากขึ้น ทำให้มีกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเกิดขึ้นตามจำนวน การตรวจหาเชื้อจึงต้องเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งขณะนี้มีจำนวนผู้ป่วยลดน้อยลง กลุ่มสัมผัสเสี่ยงสูงหรือผู้ใกล้ชิดต่างๆ จึงลดลงตามลำดับ ถือเป็นธรรมชาติของการระบาดในลักษณะดังกล่าว 

 

เมื่อผู้ป่วยลดลง ผู้ที่ต้องการตรวจหาเชื้อก็ลดลง ส่งผลต่ออัตราการตรวจในภาพรวม อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังคงเน้นการตรวจเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากมีอาการมีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เข้าถึงการตรวจได้ หรือหากไม่มีอาการ แต่ใกล้ชิดผู้ป่วย เป็นผู้สัมผัส ก็สามารถเข้ารับการตรวจได้

 

  1. ในส่วนกรณีการไม่นำผลตรวจของ ATK มารวมกับจำนวนผู้ติดเชื้อนั้น ยืนยันว่าเป็นการพิจารณาตามหลักทางวิชาการที่นิยามคำจัดความของผู้ติดเชื้อโควิด ซึ่งอ้างอิงตามหลักปฏิบัติขององค์การอนามัยโลก 

 

ทั้งนี้ การแยกจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งสองส่วน ภาครัฐได้ติดตามควบคู่กันไปเพื่อใช้วิเคราะห์แนวโน้มและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่มีการปิดบังข้อมูลแต่อย่างใด

 

  1. ประเด็นคำถามจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 กรณีมีนักวิชาการตั้งคำถามเรื่องการรายงานตัวเลขการฉีดวัคซีนของ ศบค. ที่ระบุว่า ไทยสามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชน เข็มที่ 1 ถึง 50.5% นั้น ขอเรียนว่า ในการทำงานจะมีการติดตามในหลายรูปแบบว่าทำงานใกล้เป้าหมายหรือยัง โดยคำว่า 50% ตรงนั้นเป็นกระดานอันหนึ่งที่เราอยากจะฉีดให้มีภูมิคุ้มกันหมู่ 70% ของคนประมาณ 70 ล้านคน หรือก็คือ 50 ล้านคน เราเดินทางไปถึงครึ่งทางหรือยัง ตัว 50% ก็คือ จุดที่เราฉีดเข็ม 1 ประมาณ 25 ล้านคน

 

ขอนำเรียนแนวคิด และขอบคุณ พร้อมจะนำไปปรับปรุงในการนำเสนอให้มีรายละเอียด อธิบายเข้าไปให้รู้ชัด เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ทั้งนี้ ในภาพรวมที่อยากจะเรียนคือ ในส่วนของเข็มที่ 1 ที่เราฉีดไปแล้ว คือ 36% ของประชากร

 

  1. คำถามสุดท้าย ตอนนี้ชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยสามารถเดินทางไปฉีดวัคซีนได้ที่ไหนบ้าง นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า สำหรับพี่น้องชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สามารถลงทะเบียนเข้ารับวัคซีนได้ใน 2 ช่องทาง คือ 

 

  • เว็บไซต์ expatvac.consular.go.th ลงทะเบียนกับกระทรวงการต่างประเทศ
  • แอปพลิเคชัน ‘Vaccine บางซื่อ’ ของศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ อยากเชิญชวนพี่น้องชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ท่านสามารถขอเข้ารับการฉีดวัคซีน โดยจะมีการจัดการนัดหมายเพื่อให้ไปฉีดโดยไม่แออัด และเข้าถึงได้โดยง่าย

The post ศบค. แจงไม่นับผู้ติดเชื้อที่ตรวจจาก ATK ตามหลักวิชาการ เผยผู้ติดเชื้อลดลงตามธรรมชาติของการระบาด ทำยอดตรวจน้อยลงตาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
1 กันยายน ผ่อนคลายมาตรการวันแรก แต่ร้านอาหารหลายร้านยังไม่เปิดให้นั่งทาน https://thestandard.co/1-september-easing-lock-down/ Tue, 31 Aug 2021 11:14:51 +0000 https://thestandard.co/?p=531407 1 กันยายน ผ่อนคลายมาตรการวันแรก แต่ร้านอาหารหลายร้านยังไม่เปิดให้นั่งทาน

แม้วันพรุ่งนี้ (1 กันยายน) จะเป็นวันแรกของการผ่อนคลายมา […]

The post 1 กันยายน ผ่อนคลายมาตรการวันแรก แต่ร้านอาหารหลายร้านยังไม่เปิดให้นั่งทาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
1 กันยายน ผ่อนคลายมาตรการวันแรก แต่ร้านอาหารหลายร้านยังไม่เปิดให้นั่งทาน

แม้วันพรุ่งนี้ (1 กันยายน) จะเป็นวันแรกของการผ่อนคลายมาตรการให้ร้านอาหารสามารถนั่งทานในร้านได้ โดยร้านที่ติดเครื่องปรับอากาศเปิดให้นั่งได้ 50% ส่วนร้านที่มีอากาศถ่ายเทเปิดให้นั่งทานได้ 75% แต่ร้านอาหารขนาดเล็กย่านเจริญกรุง บางรัก หลายร้านยังไม่พร้อมให้ลูกค้ามานั่งรับประทานอาหารในร้าน จากการสอบถามหลายร้านให้คำตอบคล้ายกัน เนื่องจากยังกังวลและไม่มั่นใจกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด โดยดูจากยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มในแต่ละวันที่ยังอยู่ระดับหลักหมื่น

 

ผู้ค้ารายหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า ตอนยอดผู้ติดเชื้อหลักร้อยหลักพันก็มาสั่งห้ามนั่งในร้าน พอมาตอนนี้ยอดผู้ติดเชื้อยังอยู่หลักหมื่นก็มาสั่งให้นั่งในร้านได้ สั่งเปิดๆ ปิดๆ แบบนี้หลายรอบแล้ว สู้ขายแบบสั่งกลับบ้านต่อไปยังดีกว่า โดยตนจะรอให้ยอดผู้ติดเชื้อลดลงถึงหลักร้อยก่อน จึงจะยอมให้ลูกค้านั่งรับประทานในร้านได้

 

ขณะที่บางร้านที่มีพื้นที่แบบโปร่งโล่ง ก็จะจัดโต๊ะตามคำสั่งของ ศบค. และบางร้านจะตั้งโต๊ะเพียง 1 หรือ 2 โต๊ะเท่านั่น

 

วันเดียวกันนี้ นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำหรับพรุ่งนี้ (1 กันยายน) จะเป็นการผ่อนคลายมาตรการกิจการและกิจกรรมต่างๆ ภายใต้มาตรการควบคุมโรคแนวใหม่ โดยผู้ประกอบการและลูกจ้างที่ยังฉีดวัคซีนไม่ครบ หรือยังไม่ได้ตรวจ ATK สามารถเปิดกิจการได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการส่วนบุคคล DMHTT ในการควบคุมดูแล และผู้ใช้บริการก็ยังไม่ต้องแสดงบัตรหรือใบรับรองที่ได้รับวัคซีนในช่วงเดือนกันยายนนี้ โดยคาดว่าในเดือนหน้าจะมีการกำหนดมาตรการและมาตรฐานตามเกณฑ์ที่ชัดเจนและนำไปใช้ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนทุกคนป้องกันตัวเองแบบครอบจักรวาลทุกเวลาทุกสถานที่ เพื่อการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยจากการควบคุมโรควิธีใหม่

 

The post 1 กันยายน ผ่อนคลายมาตรการวันแรก แต่ร้านอาหารหลายร้านยังไม่เปิดให้นั่งทาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. แจงยอดเสียชีวิตจากโควิดนิวไฮ เนื่องจากตกหล่นตั้งแต่เมษายน บางรายเพิ่งได้ผลชันสูตร https://thestandard.co/moph-report-new-high-death-rate-from-coronavirus/ Wed, 18 Aug 2021 08:09:17 +0000 https://thestandard.co/?p=526411 เฉวตสรร นามวาท

วันนี้ (18 สิงหาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบ […]

The post สธ. แจงยอดเสียชีวิตจากโควิดนิวไฮ เนื่องจากตกหล่นตั้งแต่เมษายน บางรายเพิ่งได้ผลชันสูตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฉวตสรร นามวาท

วันนี้ (18 สิงหาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค แถลงรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดว่า วันนี้ประเทศไทยพบการติดเชื้อใหม่ 20,515 ราย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2564 สะสม 940,094 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 312 ราย จำนวนผู้รักษาหายเพิ่ม 22,682 ราย ซึ่งสูงกว่าการติดเชื้อใหม่ จึงเป็นสัญญาณที่ดีของระบบรองรับผู้ป่วยตามที่มีการใช้มาตรการแยกกักที่บ้าน (Home Isolation) เมื่อรักษาครบ 14 วันก็ถือว่าหายป่วย ทั้งนี้ นพ.เฉวตสรร กล่าวถึงสถิติการเสียชีวิตว่า หลายประเทศจะดูการเฉลี่ยย้อนหลัง 7 วัน เพราะระบบจะมีการตรวจสอบข้อมูลตกหล่นเป็นระยะ

 

“ดังนั้นต้องเรียนว่าสำหรับผู้เสียชีวิต 312 รายของประเทศไทยวันนี้ จึงไม่ใช่เพิ่งเสียชีวิต แต่มีประมาณ 100 ราย ในเกือบ 20 จังหวัดที่รายงานช้า โดยมี 50 ราย พบข้อมูลวันที่เสียชีวิตก่อนเดือนสิงหาคม บางรายย้อนหลังไปจนถึงเดือนเมษายน และอีก 50 รายเสียชีวิตช่วงต้นเดือนสิงหาคม เนื่องจากบางรายไม่ได้เข้าโรงพยาบาล แต่มีการเสียชีวิต จึงต้องชันสูตรหาสาเหตุ ซึ่งก็เจอว่าติดเชื้อโควิด ซึ่งแปลว่าหากไม่รวมจำนวนตกหล่น ยอดการเสียชีวิตจะอยู่ที่ 200 กว่าราย” นพ.เฉวตสรร กล่าว

 

นพ.เฉวตสรร กล่าวด้วยว่า จำนวนผู้เสียชีวิต 312 ราย พบว่าเป็นผู้ไม่เคยรับวัคซีนโควิดรวม 147 ราย คิดเป็นร้อยละ 47 ซึ่งมี 1 รายเป็นบุคลากรสาธารณสุขด่านหน้า เวรเปล โรงพยาบาลแม่สอด โดยมีโรคประจำตัวที่เป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพ ซึ่งต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน ส่วนผู้เสียชีวิตที่ได้รับวัคซีนแล้วเพียงเข็มที่ 1 มี 33 ราย ซึ่งปกติการหวังประสิทธิภาพ ประสิทธิผลจากการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันป่วยหนักและเสียชีวิต ต้องฉีดครบสูตรตามกำหนด และนับหลังจากเข็มที่ 2 ครบแล้วไปอีก 14 วัน จึงจะเกิดภูมิคุ้มกันที่เพียงพอ และอีก 132 ราย คิดเป็นร้อยละ 42 ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล

 

“หากตัดส่วนที่รอตรวจสอบข้อมูล จะเห็นว่าทั้งหมดที่เสียชีวิตคือผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนเลยหรือฉีดยังไม่ครบ ดังนั้นเราจึงย้ำความสำคัญในกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ ต้องติดตามข่าว ลงทะเบียนฉีดตามสิทธิ์ และอย่าลังเล การฉีดวัคซีนเป็นสิทธิ์การตัดสินใจของเจ้าตัว ควรศึกษาข้อมูลให้มั่นใจ แต่ทางวิชาการยืนยันว่าวัคซีนปลอดภัย มีประสิทธิผลสูง ก็จะทำให้เราปลอดภัยจากโควิดไปด้วยกัน” นพ.เฉวตสรร กล่าว

 

นพ.เฉวตสรร กล่าวต่อไปว่า การป้องกันการติดเชื้อโควิดตลอดเวลา หรือเรียกว่า การป้องกันการติดเชื้อครอบจักรวาล (Universal Prevention for COVID-19) ต้องตื่นรู้ตลอดเวลาในการระวังตัวเอง ไม่เกี่ยวว่าจะเป็นผู้ทำงานในโรงพยาบาลที่จะถูกสอนให้ป้องกันตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่เราจะขยายไปถึงประชาชนที่ใช้ชีวิตปกติ ก็ต้องป้องกันตลอดเวลาแม้ไม่มีความเสี่ยง คิดเสมอว่าคนรอบตัวที่จะสนิทหรือไม่ก็อาจมีเชื้อแฝงอยู่ การป้องกันเต็มที่ของเราจะทำให้ปลอดภัยไม่ติดเชื้อ และต้องคิดเสมอว่าตัวเราเองอาจติดเชื้อแฝงอยู่ การป้องกันเต็มที่ก็จะช่วยให้คนใกล้ตัวเราปลอดภัย

The post สธ. แจงยอดเสียชีวิตจากโควิดนิวไฮ เนื่องจากตกหล่นตั้งแต่เมษายน บางรายเพิ่งได้ผลชันสูตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. แจงเหตุซื้อ Sinovac เพิ่ม 12 ล้านโดส เพื่อนำมาฉีดไขว้ AstraZeneca กระตุ้นภูมิได้สูงในเวลาอันรวดเร็ว วอนอย่าด้อยค่า https://thestandard.co/moph-explain-reason-for-buying-more-sinovac/ Tue, 17 Aug 2021 07:34:06 +0000 https://thestandard.co/?p=525926 Sinovac

วันนี้ (17 สิงหาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบ […]

The post สธ. แจงเหตุซื้อ Sinovac เพิ่ม 12 ล้านโดส เพื่อนำมาฉีดไขว้ AstraZeneca กระตุ้นภูมิได้สูงในเวลาอันรวดเร็ว วอนอย่าด้อยค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sinovac

วันนี้ (17 สิงหาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กล่าวระหว่างการแถลงสถานการณ์โควิด และประสิทธิผลของวัคซีนในประเทศไทย โดยระบุถึงความจำเป็นในการจัดซื้อวัคซีน Sinovac เพิ่มเติม 12 ล้านโดสตามมติของที่ประชุม ศบค. ที่มีแผนจะจัดหาวัคซีนให้ได้ 100 ล้านโดสภายในปีนี้ 

 

โดย นพ.เฉวตสรร ระบุว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่าประสิทธิผลของวัคซีนยังคงให้ประโยชน์ในการป้องกันการเสียชีวิตและติดเชื้อ นอกจากนี้ต้องย้ำว่าวัคซีนทุกตัวที่องค์การอนามัยโลกให้การรับรองใช้งานได้ล้วนผ่านเกณฑ์มาตรฐานวัตถุประสงค์หลักในการป้องกันการเสียชีวิต ลดการป่วยรุนแรง ดังนั้นจึงไม่ควรจะไปด้อยค่าตรงนั้น

 

นพ.เฉวตสรร ระบุเพิ่มเติมว่า มีความจำเป็นที่จะต้องจัดซื้อ Sinovac เพิ่มเติม 12 ล้านโดส เพื่อนำมาใช้ในสูตรที่จะกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันในเวลาที่รวดเร็ว โดยนำ Sinovac มาฉีดไขว้เป็นเข็มแรก ตามด้วย AstraZeneca เป็นเข็มที่ 2 ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ากระตุ้นภูมิคุ้มกันได้สูงมาก และไม่ต้องรอเว้นระยะห่าง 3 เดือนเหมือนการฉีด AstraZeneca 2 เข็ม ซึ่งคณะกรรมการวิชาการได้ติดตามศึกษาเรื่องนี้มาโดยตลอด

 

“ยังเป็นประโยชน์ที่จะนำ Sinovac มาใช้ ซึ่งตอนนี้ก็มีแผนในการจัดหาจัดซื้อเพิ่มเติมมาอีก 12 ล้านโดส ก็จะทำให้ข้อจำกัดในเรื่องของ AstraZeneca ที่มีปริมาณที่ได้รับการส่งมอบไม่สูงนัก จะนำมาไขว้กันกับ Sinovac กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้กว้างขวางรวดเร็วต่อไป” นพ.เฉวตสรร กล่าว

The post สธ. แจงเหตุซื้อ Sinovac เพิ่ม 12 ล้านโดส เพื่อนำมาฉีดไขว้ AstraZeneca กระตุ้นภูมิได้สูงในเวลาอันรวดเร็ว วอนอย่าด้อยค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. ย้ำบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าจะได้ Pfizer ครบทุกคนตามที่แจ้งความประสงค์ เตรียมจัดส่งรอบต่อไป วอนอย่าเพิ่งด่วนสรุปหรือเสียกำลังใจ https://thestandard.co/moph-repeat-physicians-will-receive-pfizer-vaccine/ Tue, 10 Aug 2021 07:27:40 +0000 https://thestandard.co/?p=523716 บุคลากรทางการแพทย์

วันนี้ (10 สิงหาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบ […]

The post สธ. ย้ำบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าจะได้ Pfizer ครบทุกคนตามที่แจ้งความประสงค์ เตรียมจัดส่งรอบต่อไป วอนอย่าเพิ่งด่วนสรุปหรือเสียกำลังใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บุคลากรทางการแพทย์

วันนี้ (10 สิงหาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวในการแถลงชี้แจงการจัดสรรวัคซีน Pfizer โดยระบุว่า เป้าหมายในการบริหารจัดการวัคซีน Pfizer คือการฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าที่ประสงค์จะฉีดวัคซีน Pfizer ดังนั้นทุกรายที่แจ้งความประสงค์จะได้รับทั้งหมดตามเกณฑ์ ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นอุปสรรคที่จะทำให้บุคลากรเข้าไม่ถึงวัคซีน แต่เป็นไปตามหลักวิชาการที่มีความเหมาะสมตามที่ได้มีการประชุมร่วมกับทุกภาคส่วนก่อนหน้านี้

 

สำหรับการจัดสรรวัคซีนจำเป็นต้องจัดส่งเป็นรอบๆ เนื่องจากการดำเนินการต่างๆ ต้องมีความพร้อม ต้องมีการเตรียมตัวต่างๆ ที่มั่นใจ เพราะวัคซีน Pfizer ต้องมีการเตรียมการ มีการเก็บในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าวัคซีนตัวอื่น ต้องมีการผสมวัคซีนก่อนใช้งาน มีรายละเอียดเหล่านี้ ซึ่งจะต้องมั่นใจว่าการดำเนินการอยู่ในระดับมาตรฐานที่วัคซีนยังมีสภาพที่ดี ฉีดไปแล้วได้ผลดี ซึ่งบุคลากรที่ยังไม่ได้วัคซีนในรอบการส่งรอบแรก ขอให้แจ้งที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ส่วนพื้นที่ กทม. ให้แจ้งที่สำนักอนามัย กทม. เพื่อส่งข้อมูลมายังกระทรวงสาธารณสุข สำหรับคลินิกเอกชนในพื้นที่ กทม. สามารถแจ้งที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

 

“ย้ำว่าวัตถุประสงค์ในการจัดการบริหารวัคซีน Pfizer สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าที่มีความประสงค์จะรับนั้นเรามีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว และจะได้รับทุกราย ในโอกาสต่อจากนี้ก็ยังจะมีการจัดซื้อจัดหาเพิ่มเติมมาอีก เพราะฉะนั้นยืนยันความมั่นใจ และไม่มีการที่วัคซีนจะสูญหายไปไหน มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้” นพ.เฉวตสรร กล่าว

 

นอกจากนี้ นพ.เฉวตสรร ยังชี้แจงกรณีของโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ ซึ่งรอบแรกของการจัดส่งได้รับไปไม่เพียงพอตามจำนวน ก็ได้มีการจัดส่งไปให้ครบถ้วนแล้ว และกรณีที่ขอนแก่น ต้องเรียนว่าการจัดส่งได้มีหลักเกณฑ์ตามที่ได้เทเลคอนเฟอเรนซ์ ซึ่งเราวางแผนแต่แรกว่าต้องมีการส่งเป็นรอบๆ ไม่ใช่ส่งไปในครั้งเดียว เนื่องจากหากส่งไปครั้งเดียวเป็นปริมาณมาก การจัดเก็บ การผสม การขนส่งก็จะมีความยากกว่าวัคซีนตัวอื่น นอกจากนี้จากการสำรวจข้อมูลก่อนการจัดส่งอาจจะมีบางส่วนที่ตกหล่นและแจ้งเพิ่มเติมเข้ามา ดังนั้นการจัดสรรในรอบต่อไปก็จะมีความตรงวัตถุประสงค์มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปหรือเสียกำลังใจ 

 

สำหรับวันนี้ยังมีการส่งวัคซีน Pfizer ไปในจังหวัดสีแดงเข้ม 13 จังหวัด ได้แก่ กทม., ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, นครปฐม, นนทบุรี, นราธิวาส, ปทุมธานี, ปัตตานี, พระนครศรีอยุธยา, ยะลา, สงขลา, สมุทรปราการ และสมุทรสาคร โดยจะฉีดให้กับผู้สูงอายุ กลุ่ม 7 โรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ เพื่อฉีดเข็มที่ 1 และเมื่อฉีดไปแล้ว 3 สัปดาห์จะมีการนัดฉีดเข็มที่ 2

The post สธ. ย้ำบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าจะได้ Pfizer ครบทุกคนตามที่แจ้งความประสงค์ เตรียมจัดส่งรอบต่อไป วอนอย่าเพิ่งด่วนสรุปหรือเสียกำลังใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แจงครูสาวฉีดวัคซีนสลับเข็มเสียชีวิต ผลชันสูตรพบสมองบวมจากก้อนในสมองไปกดทับก้านสมอง ต้องพิจารณาประกอบหลักฐานอื่นว่าเกี่ยวกับวัคซีนหรือไม่ https://thestandard.co/teacher-vaccinated-mix-vaccine-cause-death/ Fri, 23 Jul 2021 13:17:43 +0000 https://thestandard.co/?p=516678 เฉวตสรร นามวาท

วันนี้ (23 กรกฎาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบ […]

The post แจงครูสาวฉีดวัคซีนสลับเข็มเสียชีวิต ผลชันสูตรพบสมองบวมจากก้อนในสมองไปกดทับก้านสมอง ต้องพิจารณาประกอบหลักฐานอื่นว่าเกี่ยวกับวัคซีนหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฉวตสรร นามวาท

วันนี้ (23 กรกฎาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กล่าวถึงการติดตามเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ภายหลังการรับวัคซีนโควิด ว่าจากข้อมูลการฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม มีผู้เข้ารับการฉีดวัคซีน 14,298,596 โดส พบรายงานอาการไม่พึงประสงค์ 1,592 เหตุการณ์ ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาอาการไม่พึงประสงค์หลังได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้พิจารณาแล้ว 482 ราย พบเกี่ยวกับวัคซีน 71 ราย เช่น มีอาการแพ้ ปวดบวมบริเวณที่ฉีด มีไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน และเป็นปฏิกิริยาที่เกี่ยวกับการฉีด แต่ตรวจไม่พบความผิดปกติทางร่างกาย 240 ราย อีก 158 ราย เป็นเหตุการณ์ร่วมที่ไม่เกี่ยวกับวัคซีน (โดยรักษาหาย 36 ราย และเสียชีวิต 122 ราย) ไม่สามารถสรุปว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนมี 13 ราย และที่เหลือ 1,110 รายอยู่ระหว่างติดตามข้อมูล 

 

นอกจากนี้ ได้เก็บข้อมูลจากบุคลากรทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จังหวัดเชียงราย เพื่ออธิบายการวัดประสิทธิผลของวัคซีน ในกลุ่มที่ฉีดวัคซีนและไม่ฉีดวัคซีนพบว่า กลุ่มที่ฉีดวัคซีน Sinovac ครบ 2 เข็มนานกว่า 14 วันขึ้นไป จำนวน 336 ราย พบติดเชื้อ 24 ราย คิดเป็นร้อยละ 7.1 ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน จำนวน 27 ราย พบการติดเชื้อ 11 ราย คิดเป็นร้อยละ 40.7 ซึ่งสูงกว่ากลุ่มที่ฉีดวัคซีนครบถึง 5.7 เท่า และพบว่าวัคซีน Sinovac มีประสิทธิผลป้องกันการติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 82.5 นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มที่ฉีดวัคซีนมีอาการปอดอักเสบ 4 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.2 ส่วนกลุ่มที่ไม่ฉีดวัคซีนพบปอดอักเสบ 2 ราย คิดเป็นร้อยละ 7.4 สูงกว่ากลุ่มที่ฉีดวัคซีน 6.2 เท่า ทั้งนี้ วัคซีน Sinovac สามารถกันปอดอักเสบได้ถึงร้อยละ 83.9 

 

สำหรับกรณีครูโรงเรียนเอกชนอายุ 39 ปี ได้รับการฉีดวัคซีน AstraZeneca เป็นเข็มที่ 2 และเสียชีวิตหลังฉีด 1 วัน ผลการผ่าชันสูตรเบื้องต้นพบสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากสมองบวมจากก้อนในสมองไปกดทับก้านสมอง โดยคณะผู้เชี่ยวชาญจะนำรายละเอียดไปประกอบกับหลักฐานอื่นๆ เพื่อพิจารณาว่ามีความเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนหรือไม่ และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตมา ณ ที่นี้

 

ทั้งนี้ ข้อมูลการฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึง 22 กรกฎาคม 2564 ฉีดวัคซีนโควิด รวม 15,388,939 โดส เป็นเข็มที่ 1 จำนวน 11,805,180 ราย เข็มที่ 2 จำนวน 3,583,759 ราย เป็น Sinovac 7,933,854 โดส AstraZeneca 6,856,472 โดส และ Sinopharm 598,613 โดส

The post แจงครูสาวฉีดวัคซีนสลับเข็มเสียชีวิต ผลชันสูตรพบสมองบวมจากก้อนในสมองไปกดทับก้านสมอง ต้องพิจารณาประกอบหลักฐานอื่นว่าเกี่ยวกับวัคซีนหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เผยไม่มีผู้เสียชีวิตจากวัคซีน หลังฉีดไปแล้วกว่า 9.1 ล้านโดส ยืนยันวัคซีนทุกตัวปลอดภัยสูง ป้องกันป่วยหนัก https://thestandard.co/moph-unveiled-no-casualty-from-vaccination/ Sat, 03 Jul 2021 03:42:24 +0000 https://thestandard.co/?p=507921 เผยไม่มีผู้เสียชีวิตจากวัคซีน

เมื่อวานนี้ (2 กรกฎาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกอ […]

The post สธ. เผยไม่มีผู้เสียชีวิตจากวัคซีน หลังฉีดไปแล้วกว่า 9.1 ล้านโดส ยืนยันวัคซีนทุกตัวปลอดภัยสูง ป้องกันป่วยหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เผยไม่มีผู้เสียชีวิตจากวัคซีน

เมื่อวานนี้ (2 กรกฎาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กล่าวถึงการติดตามเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ภายหลังการรับวัคซีนโควิดว่า ข้อมูลเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2564 มีการฉีดวัคซีนโควิดรวม 9.1 ล้านโดส พบอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงหลังฉีดวัคซีนจำนวน 1,148 ราย คณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณาแล้วเสร็จ 354 ราย อยู่ระหว่างติดตามข้อมูล 794 ราย โดยพบว่า 

 

  1. เป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน 67 ราย ทุกรายรักษาหายแล้ว ไม่มีผู้เสียชีวิต 

 

  1. การมีปฏิกิริยาร่างกายต่อการฉีดวัคซีน (ISRR) 210 ราย ทุกรายหายเป็นปกติ ไม่มีผู้เสียชีวิต

 

  1. เป็นเหตุการณ์ร่วมที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน 43 ราย 

 

  1. เหตุการณ์ที่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีน ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม 7 ราย

 

นพ.เฉวตสรร กล่าวต่อว่า การฉีดวัคซีนโควิดในประเทศต่างๆ อยู่ในภาวะฉุกเฉิน เป็นการฉีดเพื่อป้องกันการป่วยหนักและการเสียชีวิต ซึ่งวัคซีนที่นำมาฉีดนั้นผ่านการประเมินความปลอดภัยของวัคซีน เริ่มตั้งแต่ช่วงที่มีการวิจัยแล้วมีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้รับวัคซีนและผู้ที่ได้รับวัคซีนหลอก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบผ่านแล้วพบว่าวัคซีนโควิดทุกชนิดมีความปลอดภัยสูงมาก อันตรายจากการแพ้ถึงขั้นรุนแรงมีน้อยมาก การเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนมักเป็นเหตุร่วม ทั้งนี้จากข้อมูลของประเทศอังกฤษพบว่ามีการฉีดวัคซีนจำนวนมาก ทำให้ผู้เสียชีวิตจากโควิดมีจำนวนต่ำ ผู้ติดเชื้อนอนโรงพยาบาลเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ซึ่งการฉีดวัคซีนร้อยละ 25 จะช่วยลดการเสียชีวิต และถ้าฉีดวัคซีนได้ร้อยละ 50 จะช่วยลดการป่วยและป่วยอาการหนัก 

 

ดังนั้นขณะนี้ประเทศไทยจึงเปิดให้ผู้สูงอายุที่ไม่ได้ลงทะเบียนหมอพร้อม On Site เข้ามาฉีดวัคซีนได้ตามจุดต่างๆ ที่กำหนดให้มากขึ้น

The post สธ. เผยไม่มีผู้เสียชีวิตจากวัคซีน หลังฉีดไปแล้วกว่า 9.1 ล้านโดส ยืนยันวัคซีนทุกตัวปลอดภัยสูง ป้องกันป่วยหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. ยังไม่สรุปหญิงเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีน Sinovac 2 วัน ขอรอผลตรวจสอบ https://thestandard.co/moph-no-conclusion-on-women-inject-sinovac/ Mon, 26 Apr 2021 09:26:53 +0000 https://thestandard.co/?p=480277 สธ. ยังไม่สรุปหญิงเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีน Sinovac 2 วัน ขอรอผลตรวจสอบ

วันนี้ (26 เมษายน) ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.เฉวตสรร นามวา […]

The post สธ. ยังไม่สรุปหญิงเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีน Sinovac 2 วัน ขอรอผลตรวจสอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. ยังไม่สรุปหญิงเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีน Sinovac 2 วัน ขอรอผลตรวจสอบ

วันนี้ (26 เมษายน) ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.เฉวตสรร นามวาท รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กล่าวถึงกรณีผู้เสียชีวิตเป็นหญิงอายุ 24 ปี ที่จังหวัดอ่างทอง หลังรับวัคซีนโควิด-19 ยี่ห้อ Sinovac ประมาณ 2 วัน ว่า สำหรับการเฝ้าเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หลังรับวัคซีนนั้น มีการดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยกรณีนี้ต้องมีการชันสูตรศพ พิจารณารายละเอียดต่างๆ รวบรวมข้อมูลทั้งหมด ขณะนี้ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้ประสานหารือกับทางญาติ ล่าสุดยินยอมให้มีการตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้

 

นพ.เฉวตสรร กล่าวด้วยว่า คนเราร่างกายแข็งแรง บางคนวิ่งมาราธอน อยู่มาวันหนึ่งมีอาการป่วยฉับพลันก็มีได้ ดังนั้นหลังฉีดวัคซีนมีอาการเกิดขึ้น อาจเป็นเหตุการณ์ที่บังเอิญจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือเกิดจากวัคซีนจริง ก็ต้องเอาข้อมูลมาประกอบกัน โดยสิ่งที่ต้องนำมาประกอบคือ ต้องพิจารณาประวัติการฉีดวัคซีน ล็อตไหน และการเจ็บป่วย ทราบว่าก่อนเสียชีวิตได้รับการรักษา ซึ่งก็ต้องนำประวัติการรักษาจากสถานพยาบาลมาประกอบพิจารณาร่วมกับการผ่าศพชันสูตร ร่วมกับการตรวจแล็บต่างๆ เพิ่มเติม ก่อนจะสรุปผลสาเหตุการเสียชีวิตได้ ซึ่งกรณีนี้เป็นเหตุการณ์รุนแรง แต่ยังไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ โดยต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบก่อน

 

นพ.เฉวตสรร กล่าวย้ำว่า ส่วนใหญ่อาการน่าสงสัยว่าแพ้วัคซีนมักเกิดขึ้นเวลาสั้นๆ หลังฉีดไม่นาน แต่กรณีนี้เกิดขึ้นข้ามวัน อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ตัดประเด็นนี้ทิ้ง ต้องมีการพิจารณาข้อมูลก่อน

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post สธ. ยังไม่สรุปหญิงเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีน Sinovac 2 วัน ขอรอผลตรวจสอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เตือน Work from Home แต่ไปร้านกาแฟบ่อยขึ้น เสี่ยงติดโควิด-19 https://thestandard.co/mph-warns-go-coffee-shop-risk-of-infection-covid-19/ Sat, 24 Apr 2021 12:11:38 +0000 https://thestandard.co/?p=479702 สธ. เตือน Work from Home แต่ไปร้านกาแฟบ่อยขึ้น เสี่ยงติดโควิด-19

วันนี้ (24 เมษายน) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองโรคแ […]

The post สธ. เตือน Work from Home แต่ไปร้านกาแฟบ่อยขึ้น เสี่ยงติดโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เตือน Work from Home แต่ไปร้านกาแฟบ่อยขึ้น เสี่ยงติดโควิด-19

วันนี้ (24 เมษายน) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กล่าวว่า มาตรการควบคุมป้องกันโรคโควิด-19 ที่มีความเกี่ยวข้องกับการกำหนดมาตรการในร้านอาหาร ลดความหนาแน่น รวมถึงควบคุมการดื่มแอลกอฮอล์ ยกตัวอย่างคลัสเตอร์ร้านอาหารในจังหวัดสุโขทัย มีผู้ติดเชื้อ รวม 21 ราย โดยผู้ป่วยรายแรกเป็นหญิง อายุ 65 ปี หลังจากนั้นเกิดการติดเชื้อภายในร้านอาหาร 14 ราย แบ่งเป็น เจ้าของร้าน 2 ราย พนักงานเสิร์ฟ 2 ราย ลูกค้า 10 ราย และหลังจากนั้นก็มีการนำเชื้อไปติดกับคนในครอบครัวอีก 7 ราย

 

“เห็นได้ว่ามีการนำเชื้อไปติดคนในครอบครัว เป็นสิ่งที่เราเน้นย้ำมาตลอด ว่าหากเป็นไปได้การอยู่ร่วมกันภายในบ้านก็ควรจะสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปยังคนในครอบครัว” นพ.เฉวตสรร กล่าว

 

นพ.เฉวตสรร กล่าวต่อว่า คลัสเตอร์รับประทานอาหาร ประชุมงานร่วมกันของธนาคารแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 9-10 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งผู้ป่วยรายแรกเริ่มมีอาการเมื่อวันที่ 16 เมษายน จากเหตุการณ์นี้ทำให้แพร่กระจายเชื้อไปยังภรรยาของเพื่อนร่วมงาน และขณะนี้พบผู้ติดเชื้อ 5 ราย และมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูงรวม 26 ราย จึงเป็นที่มาของการขอความร่วมมือมาตรการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ซึ่งจะต้องดำเนินการอย่างเข้มข้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

 

“การทำงานจากที่บ้านก็ขอให้ทำอย่างเข้มข้น บางคนบอกว่า Work from Home แต่ไปร้านกาแฟบ่อยขึ้น แบบนี้ก็ไม่ดี ก็ต้องขอให้เป็นการออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น หากต้องออกจากบ้านก็ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา เว้นระยะห่าง ล้างมือ การยกการ์ดสูงเป็นประเด็นที่สำคัญ ในตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่วันนี้ 2,839 ราย หลายท่านอาจตกใจว่าทำไมเพิ่มขึ้นสูง ต้องเรียนว่ายังเป็นการพบผู้ป่วยกระจุกในบางพื้นที่เท่านั้น และเป็นจำนวนผู้ป่วยตกค้างย้อนหลัง แต่มาตรการที่เกี่ยวข้องก็ยังต้องมีความเข้มงวดมากขึ้น” นพ.เฉวตสรร กล่าว

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post สธ. เตือน Work from Home แต่ไปร้านกาแฟบ่อยขึ้น เสี่ยงติดโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เผยคลัสเตอร์โรงงานชำแหละเนื้อหมู ปทุมธานี พบติดเชื้อรวม 53 ราย สั่งปิดและควบคุมโรคแล้ว https://thestandard.co/coronavirus-pathumthani-pork-slaughter-factory-found-53-infections/ Tue, 02 Mar 2021 02:24:55 +0000 https://thestandard.co/?p=460478

เมื่อวานนี้ (1 มีนาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท รักษาราชการแทน […]

The post สธ. เผยคลัสเตอร์โรงงานชำแหละเนื้อหมู ปทุมธานี พบติดเชื้อรวม 53 ราย สั่งปิดและควบคุมโรคแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวานนี้ (1 มีนาคม) นพ.เฉวตสรร นามวาท รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค แถลงข่าวสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทยว่า สำหรับการระบาดในตลาดพรพัฒน์ จังหวัดปทุมธานี สามารถควบคุมได้แล้ว จากมาตรการค้นหาเชิงรุกเพื่อขีดวงจำกัดการแพร่ระบาดและการตรวจโควิด-19 ในผู้ค้าและลูกจ้างในตลาดทั้งหมด เพื่อทำบัตรรับรองปลอดโควิด-19 เพื่อสร้างความมั่นใจในการเปิดตลาด 

 

ล่าสุดพบการระบาดในคลัสเตอร์โรงงานชำแหละเนื้อสุกร จังหวัดปทุมธานี โดยวันที่ 1 มีนาคม พบรายงาน 32 ราย ทำให้มีการติดเชื้อในกลุ่มก้อนนี้รวมทั้งหมด 53 ราย คิดเป็นร้อยละ 60.22 จากจำนวนคนทั้งหมด 88 ราย ไม่พบติดเชื้อ 35 ราย ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวร้อยละ 92 อายุอยู่ในช่วง 30-39 ปี ขณะนี้ได้ปิดโรงงานและอยู่ภายใต้การควบคุมโรคแล้ว

 

นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า สำหรับวัคซีนโควิด-19 ข้อมูลเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 มีนาคม 2564 มีการกระจายวัคซีนไปแล้ว 13 จังหวัด รวม 116,520 โดส ได้แก่ เชียงใหม่ 3,520 โดส, ตาก (อำเภอแม่สอด) 5,000 โดส, นครปฐม 3,560 โดส, ราชบุรี 2,520 โดส, สมุทรสงคราม 2,000 โดส, นนทบุรี 6,000 โดส, ปทุมธานี 8,000 โดส, สมุทรปราการ 6,000 โดส, กรุงเทพมหานคร 33,600 โดส, สมุทรสาคร 30,580 โดส, ภูเก็ต 4,000 โดส และสุราษฎร์ธานี (อำเภอเกาะสมุย) 2,520 โดส

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post สธ. เผยคลัสเตอร์โรงงานชำแหละเนื้อหมู ปทุมธานี พบติดเชื้อรวม 53 ราย สั่งปิดและควบคุมโรคแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>