เฉลิมเดช ลีวงศ์เจริญ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เฉลิมเดช-ลีวงศ์เจริญ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 30 Aug 2023 13:47:20 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 EXCLUSIVE: ถอดมุมมองวงการตลาดทุน ลุ้นดันหุ้นไทยกลับไป 1,850 จุด ภายใต้ ‘รัฐบาลเศรษฐา’ https://thestandard.co/perspective-of-the-market-under-srettha-gov/ Wed, 30 Aug 2023 13:47:20 +0000 https://thestandard.co/?p=835775 มุมมอง ตลาดทุน

หลังโหวตนายกรัฐมนตรีรอบที่ 3 ผ่านการประชุมรัฐสภาเมื่อวั […]

The post EXCLUSIVE: ถอดมุมมองวงการตลาดทุน ลุ้นดันหุ้นไทยกลับไป 1,850 จุด ภายใต้ ‘รัฐบาลเศรษฐา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มุมมอง ตลาดทุน

หลังโหวตนายกรัฐมนตรีรอบที่ 3 ผ่านการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีมติให้ เศรษฐา ทวีสิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย หลังจากนั้นหุ้นไทยตอบรับในเชิงบวกอย่างเห็นได้ชัด ดัชนี SET พุ่งขึ้นจากประมาณ 1,525 จุด มาเป็นเกือบ 1,580 จุด โดยดัชนีปรับตัวบวกถึง 8 วันทำการติดต่อกัน 

 

แรงซื้อส่วนมากที่เข้ามาในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม มาจากฝั่งของนักลงทุนสถาบันในประเทศ หรือบรรดากองทุนต่างๆ ประมาณ 5.6 พันล้านบาท ส่วนต่างชาติซื้อสุทธิเพียงประมาณ 780 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนรายย่อยขายออก 6.4 พันล้านบาท 

 

แน่นอนว่า Sentiment หรืออารมณ์ของนักลงทุนในตลาดเวลานี้ดูเหมือนจะเป็นไปในทิศทางเชิงบวกมากกว่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงแค่ปัจจัยชั่วคราว หรือจะเป็นจุดเปลี่ยนให้หุ้นไทยกลับเข้าสู่ขาขึ้นรอบใหม่ได้อีกครั้ง 

 

สมาคมนักวิเคราะห์ฯ หวังดัชนี SET ทะลุ 1,850 จุด 

 

จากคำถามของ สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ที่ว่า “ได้รัฐบาลใหม่: มีผลกับมูลค่าหุ้น หรือว่าแค่ Sentiment” คำตอบที่ออกมาดูเหมือนนักลงทุนจะสามารถคาดหวังได้ไม่มากก็น้อยว่าหุ้นไทยจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

 

สมบัติระบุในบทความว่า “เมื่อมามองการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลและผู้เป็นนายกฯ ในครั้งนี้ ผมถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดทางการเมืองในรอบ 9 ปี ซึ่งผมจะกล่าวในมุมที่โยงมาถึงการวิเคราะห์เพื่อการลงทุนเท่านั้น โดยไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์ในมุมของคอการเมือง”

 

สมมติฐานสำคัญ 4 ข้อที่ถูกตั้งขึ้นมา ทำให้สมบัติมองว่ามูลค่าของหุ้นไทยโดยรวมมีโอกาสจะเพิ่มขึ้นได้ราว 9% ภายใต้รัฐบาลเศรษฐา

 

1. ความมั่นคงของรัฐบาลใหม่สูงกว่ารัฐบาลเดิม เท่ากับตัวแปรด้านความเสี่ยงลดลง ส่งผลทางบวกต่อมูลค่าหุ้น

 

ความมั่นคงที่ว่านี้เป็นเพราะจำนวน สส. 314 เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด และยังมีเสียงสำรองจาก สส. พรรคประชาธิปัตย์อีกราว 20 เสียง พอจะช่วยป้องกันการต่อรองของพรรคร่วมได้ดีระดับหนึ่ง นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังมีเครดิตที่ดีในสายตาของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ 

 

นอกจากนี้ มีโอกาสที่รัฐบาลชุดนี้จะบริหารงานไปได้ถึง 3-4 ปี มากกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ว่าอาจอยู่ในวาระเพียง 2-3 ปี ซึ่งนานพอที่จะฟื้นเศรษฐกิจไทยขึ้นไปได้ ด้วยสมมติฐานนี้ทำให้มูลค่าของหุ้นไทยมีโอกาสจะขยับขึ้นไปได้อีกราว 5% ต่อปี หรือมีโอกาสที่ดัชนี SET จะวิ่งขึ้นไปได้ถึงประมาณ 1,850 จุด จากราว 1,600 จุดในปีนี้ 

 

แต่หากจะคาดหวังให้ SET พุ่งขึ้นไปไกลกว่านั้น หรือไปถึงระดับ 1,900-2,000 จุด “จำเป็นจะต้องเห็น Fund Flow ไหลกลับเข้ามา ซึ่งคงต้องรอดูหลังจากที่รัฐบาลใหม่เริ่มทำงานและแถลงนโยบายอย่างเป็นการทางการอีกครั้ง” 

 

2. กำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2566 ต้องปรับลด แต่จะเพิ่มขึ้นปี 2567-2569

 

ความล่าช้าของการจัดตั้งรัฐบาลน่าจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจช้าลง ส่งผลให้คาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2566 ต้องลดลง ในเบื้องต้นคาดการณ์ลดลงประมาณ 2%

 

แต่เมื่อรัฐบาลใหม่เข้าทำหน้าที่จัดทำงบประมาณเสร็จ และเร่งทำตามนโยบายเศรษฐกิจหลัก ผลบวกชัดเจนจะเกิดขึ้นตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2567 และเชื่อว่าบรรดานักวิเคราะห์และผู้ลงทุนจะเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจ ส่งผลให้คาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนในปี 2567-2569 สูงกว่าสมมติฐานช่วงรัฐบาลเดิมอีกปีละ 2% รวม 3 ปี เท่ากับ 6% 

 

3. นโยบายสำคัญที่รัฐบาลใหม่จะเร่งมือ ส่งผลบวกต่อหลายธุรกิจ

 

การส่งเสริมภาคท่องเที่ยวจะกระจายผลบวกไปทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก ส่งผลถึงการจ้างงาน ทำให้มีรายได้เติมกำลังซื้อให้ผู้บริโภคอีกด้วย

 

ขณะที่การเติมกำลังซื้อให้ประชาชนแบบกระจายไปทุกชุมชนผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ช่วงกลางไตรมาส 1/67 แต่จุดที่น่าติดตามดูคือความเชื่อเรื่องการหมุนหลายรอบทางเศรษฐกิจจากการกระตุ้นแรงๆ ครั้งนี้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

 

ส่วนนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 600 บาทต่อวัน และเงินเดือนขั้นต่ำปริญญาตรีเป็น 25,000 บาท ตั้งเป้าภายในปี 2570 ต้องติดตามว่าจะใช้วิธีทยอยขึ้นอย่างไร การเติมกำลังซื้อให้ประชาชนด้วยการขึ้นค่าจ้างและเงินเดือนนี้จะสนับสนุนให้มีการจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการนานาชนิดเช่นกัน และแม้ว่าจะมีผู้ประกอบธุรกิจบางส่วนที่มีโครงสร้างต้นทุนจากแรงงานมาก แต่การประกาศล่วงหน้าทำให้ภาคธุรกิจมีเวลาเตรียมการปรับตัว และได้รับการชดเชยบางส่วนจากการที่เศรษฐกิจโดยรวมได้รับการกระตุ้นให้ฟื้นตัวขึ้นติดต่อกันตั้งแต่ปี 2567-2570 เช่นเดียวกับนโยบายลดราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนได้

 

4. ความกังวลเรื่องเก็บภาษีการขายหุ้น

 

เป็นความเสี่ยงต่อตลาดทุนที่ต้องติดตาม อัตราการเก็บภาษีที่พูดคุยกันไว้ก่อนหน้านี้อยู่ที่ประมาณ 0.11% ต่อครั้ง ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากเมื่อเทียบกับอัตราค่านายหน้าโดยเฉลี่ยที่บริษัทหลักทรัพย์เก็บจากผู้ลงทุนที่ปัจจุบันต่ำกว่า 0.10% โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ลงทุนต่างชาติมีอัตราที่ต่ำมากๆ อาจต่ำถึง 0.03% หรือต่ำกว่านั้น

 

ดังนั้นการเก็บภาษีตอนขายจึงเป็นการเพิ่มต้นทุนของผู้ลงทุนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะนักลงทุนที่มีการซื้อขายหมุนเวียนสูง ถ้าใน 1 ปี นักลงทุนซื้อแล้วขายหมุนเวียนไป 5 รอบ เราก็จะโดนเก็บภาษีการขายไป 0.55% เมื่อเทียบกับผลตอบแทนการลงทุนในหุ้นของประเทศไทยช่วง 5-10 ปีหลัง เฉลี่ยเพียง 2-3% ต่อปี อาจทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจำนวนมาก หากท้ายที่สุดรัฐบาลตัดสินใจเก็บภาษีขายหุ้นจริง น่าจะเป็นลบกับมูลค่าหุ้นราว 2.5% 

 

FETCO มอง Fund Flow ยังไม่รีบกลับเข้าหุ้นไทย

 

ไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การที่ได้ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีประสบการณ์การทำงานและมีความเชี่ยวชาญในภาคธุรกิจ อีกทั้งพรรคเพื่อไทยยังมีทีมงานที่มีความเข้าใจในประเด็นเศรษฐกิจและเคยมีประสบการณ์การบริหารประเทศมาแล้วในอดีต ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นภาพบวกต่อสายตานักลงทุนต่างชาติที่มีความคาดหวังต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประกาศไว้ที่จะดำเนินออกมาในระยะต่อไป หากเปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดก่อนหน้าที่มีความเชี่ยวชาญในด้านของความมั่นคงเป็นหลัก

 

อย่างไรก็ดี ประเมินว่ากระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) จะยังไม่เร่งรีบในการกลับเข้ามาซื้อในตลาดหุ้นไทย เพราะยังมีประเด็นที่ต้องรอติดตามใน 2 เรื่องดังนี้

 

  1. เศรษฐา ทวีสิน ยังไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานทางการเมืองมาก่อน ต้องติดตามดูว่าจะสามารถบริหารจัดการภายในพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาลจำนวน 14 พรรค เพื่อขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างมีเสถียรภาพมากหรือน้อยอย่างไร
  1. นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสำคัญที่เคยประกาศไว้ในช่วงหาเสียงที่จะทยอยดำเนินการ เช่น การแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ว่าจะสามารถดำเนินออกมาเป็นรูปธรรมในรูปแบบใด 

 

โดยเฉพาะนโยบายการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท มองว่าหากจะเริ่มทำได้จริงคงเกิดขึ้นในปีหน้า เพราะมีประเด็นการพัฒนาแพลตฟอร์มที่จะนำมาใช้รองรับซึ่งยังต้องใช้เวลาในการทำ และเรื่องของการเบิกงบประมาณก็คงไม่ทันในปีนี้ด้วย คงต้องรอไปในปีหน้าด้วยเช่นกัน

 

“Fund Flow ที่ยังรอจะเข้ามาตลาดหุ้นไทยตอนนี้ไม่ได้ดูแค่ปัจจัยการเมืองภายในของไทยอย่างเดียว เพราะนักลงทุนต่างชาติจะมีการเปรียบเทียบปัจจัยอื่นๆ ที่กระทบด้วย เช่น เงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าเทียบกับดอลลาร์ที่แข็งค่า ขณะที่เครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทยตอนนี้ก็มีปัญหาหดตัวจากผลกระทบเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย”

 

ไพบูลย์กล่าวต่อว่า ในภาคตลาดทุนมีแผนที่จะนำเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่หันมาใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุนในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ใช้ทดแทนการกู้เพื่อนำมาพัฒนาประเทศ เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีข้อจำกัด ทั้งหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่สูงในระดับ 60% และหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 90% 

 

อีกทั้งยังมีจุดยืนคัดค้านการเก็บภาษีขายหุ้น (Financial Transaction Tax) ที่รัฐบาลชะลอแผนการเก็บไปก่อนหน้านี้ เพราะถือเป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนในตลาดหุ้นทั้งของภาคเอกชนและภาครัฐ

 

นักลงทุน VI ล็อกเป้าหุ้นอิงบริโภคและท่องเที่ยว

 

เฉลิมเดช ลีวงศ์เจริญ นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) หรือ Thai VI แลกเปลี่ยนมุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่าหุ้นไทยมีแนวโน้มจะปรับตัวในทิศทางเชิงบวกมากกว่า จากการที่รัฐบาลใหม่มีแนวนโยบายไปทางทุนนิยม

 

“แต่การที่ดัชนี SET จะวิ่งไปทำจุดสูงสุดใหม่เลยหรือไม่ คงต้องรอดูอีกหลายปัจจัย รวมทั้งหุ้นกลุ่มใหญ่อย่างพลังงานและธนาคาร โดยเฉพาะพลังงานที่อิงกับปัจจัยภายนอกอยู่มาก” 

 

สำหรับนักลงทุน VI จะพยายามมองหากลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์มากกว่า อย่างกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มท่องเที่ยว แต่หุ้นเหล่านี้ไม่ได้มีสัดส่วนมากนักต่อดัชนี 

 

“หุ้นในกลุ่มเหล่านี้ยังมีบางตัวที่ราคายังสมเหตุสมผล และโดยธรรมชาติแล้วเมื่อปัจจัยบวกเข้ามาก็มักจะดีกว่าที่คิด กลับกันหากมีปัจจัยลบก็มักจะแย่กว่าที่คาด สิ่งสำคัญคือถ้าหุ้นกำลังอยู่ในขาขึ้นเราก็ควรจะ Let profit run”

 

ทั้งนี้ โดยส่วนตัวแล้วมองว่าหุ้นกลุ่มที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะบริษัทที่มีความสามารถที่จะส่งสินค้ายังต่างประเทศได้มากขึ้น เป็นกลุ่มที่น่าสนใจ เพราะธุรกิจสามารถขยายจากตลาด 60 ล้านคน ไปสู่ตลาดหลายร้อยล้านคน

The post EXCLUSIVE: ถอดมุมมองวงการตลาดทุน ลุ้นดันหุ้นไทยกลับไป 1,850 จุด ภายใต้ ‘รัฐบาลเศรษฐา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: Investor Playbook คู่มือลงทุนสไตล์ VI | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/value-investor-guide/ Sat, 01 Apr 2023 06:56:15 +0000 https://thestandard.co/?p=771688 ลงทุน vi

จากงาน WEALTH CLUB 2023 ที่ THE STANDARD WEALTH ได้รับเ […]

The post ชมคลิป: Investor Playbook คู่มือลงทุนสไตล์ VI | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลงทุน vi

จากงาน WEALTH CLUB 2023 ที่ THE STANDARD WEALTH ได้รับเกียรติจากสองนักลงทุน VI แถวหน้าของไทยอย่าง นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี และ เฉลิมเดช ลีวงศ์เจริญ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์เกือบ 20 ปีในสนามการลงทุน พร้อมยกกรณีศึกษาให้เป็นเหมือนคู่มือการลงทุนสำหรับทุกๆ คนที่อยากจะเดินในเส้นทางของนักลงทุน VI

 

ดำเนินรายการโดย ศิรัถยา อิศรภักดี และ นพ.ศุภศักดิ์ หล่อธนวณิชย์

The post ชมคลิป: Investor Playbook คู่มือลงทุนสไตล์ VI | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขายไม่เป็น-พลาดโอกาสซื้อ บทสรุปข้อผิดพลาดหลักของนักลงทุน VI จาก ‘หมอพงศ์ศักดิ์-เฉลิมเดช’ บนเวที WEALTH CLUB 2023 https://thestandard.co/summary-of-vi-investor-mistakes/ Thu, 16 Mar 2023 12:42:24 +0000 https://thestandard.co/?p=764212

“นักลงทุนปัจจุบันเก่งขึ้นมาก เมื่อคู่แข่งในตลาดเยอะขึ้น […]

The post ขายไม่เป็น-พลาดโอกาสซื้อ บทสรุปข้อผิดพลาดหลักของนักลงทุน VI จาก ‘หมอพงศ์ศักดิ์-เฉลิมเดช’ บนเวที WEALTH CLUB 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>

“นักลงทุนปัจจุบันเก่งขึ้นมาก เมื่อคู่แข่งในตลาดเยอะขึ้นจึงต้องรู้ให้ลึกกว่าคนอื่น ข้อผิดพลาดของนักลงทุน VI ที่พบได้บ่อยคือขายหุ้นไม่เป็นและพลาดโอกาสซื้ออยู่บ่อยครั้ง” บทสรุปจากเวทีสัมมนาของ THE STANDARD WEALTH เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อ WEALTH CLUB 2023: RISING IN RECESSION พุ่งทะยานในความถดถอย

 

สำหรับเวที VI: INVESTOR PLAYBOOK เลือกโอกาส บริหารความเสี่ยง ฉบับนักลงทุน VI ให้เกียรติร่วมเสวนาโดย นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี นักลงทุน VI และ เฉลิมเดช ลีวงศ์เจริญ นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)

 

นพ.พงศ์ศักดิ์ให้คำนิยามของ VI ว่าเป็นการซื้อสินทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง แต่การจะประเมินมูลค่าได้นั้นก็ต้องรู้จักวิธีการประเมินมูลค่าก่อน โดยวิธีประเมินมูลค่าทำได้ 2 วิธี คือ

  1. ประเมินมูลค่าในปัจจุบัน เป็นการประเมินราคาสินทรัพย์ที่แท้จริงแล้วตํ่ากว่าราคาตลาดในปัจจุบัน
  2. ประเมินมูลค่าในอนาคต แล้วปรากฏว่าราคาตลาดในปัจจุบันถูกกว่ามูลค่าในอนาคตที่ประเมิน

 

“ทั้งนี้ VI ไม่จำเป็นจะต้องซื้อในราคาถูกเสมอไป เพราะสามารถคำนวณด้วยความเชื่อมั่นว่าในอนาคตมูลค่าหุ้นจะสูงกว่าราคาในปัจจุบัน แบบนี้ก็ถือเป็น VI”

 

อย่างไรก็ตาม นพ.พงศ์ศักดิ์มองว่าการประเมินมูลค่าในอนาคตมีความยากกว่า แต่อีกแง่มุมหนึ่งหากทำสิ่งที่ยากได้สำเร็จ ผลตอบแทนก็จะดีกว่าเช่นกัน เพราะฉะนั้นหาก VI ต้องการผลตอบแทนที่ดี ก็ต้องทำอะไรที่คนส่วนใหญ่มองไม่ออก

 

“VI จะประสบความสำเร็จในการลงทุนได้เราจะต้องพัฒนาตัวเอง หรือ Process ในการเรียนรู้ แต่บางครั้งเราอาจเรียนรู้สิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ เช่น มุ่งเน้นกับสิ่งที่ไม่กระทบต่อกิจการมากเกินไป ฉะนั้นเราจะต้องพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ในสิ่งที่ถูกต้อง ตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด ถ้าเราหยุดพัฒนา เราจะกลายเป็นผู้ชนะในอดีต”

 

ด้านเฉลิมเดชเห็นตรงกันเรื่องคำนิยาม VI ของ นพ.พงศ์ศักดิ์ โดยมองว่าเป็นการลงทุนระยะยาว และจะต้องใช้เวลากว่าจะออกดอกออกผล แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยรอเวลาดังกล่าว

 

ขายหุ้นไม่เป็น-พลาดโอกาสซื้อ คือข้อผิดพลาดของนักลงทุน VI

“การเป็นนักลงทุน VI มักสอนแต่การซื้อหุ้น แต่ไม่ค่อยสอนถึงการขายหุ้น การที่คุณไม่ขายหุ้นอาจเป็นเพราะคุณติดอยู่กับภาพความสำเร็จภายในอดีต และ Biased อยู่ตลอดเวลาว่าหุ้นที่ถือนั้นสุดยอด ไม่มีอะไรมากระทบมันได้ ซึ่งนั่นเป็น Mindset ที่ผิด ดังนั้นการขายหุ้นให้ถูกจังหวะเป็นสิ่งที่ยากที่สุด” นพ.พงศ์ศักดิ์กล่าว

 

ส่วนเฉลิมเดชเชื่อว่าข้อผิดพลาดมีได้หลายรูปแบบ ในตลาดหุ้นมีโอกาสมากมายมหาศาล แต่บางที VI อาจจะพลาดโอกาสดังกล่าว โดยยกตัวอย่างถึงในช่วงหลังวิกฤต Subprime เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นไทยเริ่ม Takeoff  ซึ่งมีหลายหุ้นที่ปรับตัวขึ้นหลายสิบเด้งแต่ก็พลาดโอกาสลงทุน ซึ่งเหตุผลที่ไม่ได้ซื้อเป็นเพราะไม่เข้าใจ

 

หรืออย่างเช่นตลาดหุ้นไทยในเวลานั้นมี P/E ประมาณ 7-8 เท่า แต่หุ้น HMPRO มี P/E 10 เท่า แล้วไปคิดว่ามันแพง แต่ในความเป็นจริงแล้วหากมองในมุมการเติบโตถือว่าเป็นราคาที่ถูกมาก จึงกลายเป็นข้อผิดพลาดในการลงทุน

 

ยกตัวอย่าง ‘วิธีการทำความเข้าใจกิจการ’ ผ่านหุ้นที่ลงทุน

เฉลิมเดชยกตัวอย่างหุ้น KARMART ว่า VI ควรเข้าใจอุตสาหกรรมของหุ้นที่ลงทุน อย่างกรณีนี้คืออุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ก็ต้องไปศึกษาถึง Durable Competitive Advantage หรือ MOAT ของบริษัท อย่างในต่างประเทศก็จะมี Estée Lauder, LVMH และ L’Oréal เป็นต้น ซึ่งการศึกษาอาจต้องลงลึกไปถึงการนัดพบผู้บริหารหรือการเปิดร้านค้า KARMART ตลอดจนคอยใช้สินค้าเพื่อทำความเข้าใจเชิงลึก สิ่งสำคัญคือ VI ควรเห็นก่อนคนอื่น ไม่ใช่เวลาที่หลายคนเริ่มพูดถึง

 

โดยเฉลิมเดชยกกรณีศึกษาการลงทุนของตัวเองด้วยเคสการศึกษากิจการ KARMART ว่า “KARMART เริ่มต้นกิจการด้วยการขายเครื่องใช้ไฟฟ้า Distar ซึ่งตอนนั้น (ผม) ทำงานอยู่ที่อโศก แล้วเห็นผู้หญิงกำลังมุงดูลิปสติก พอพลิกดูพบว่าผลิตโดย Distar เลยขอเข้าพบกับบริษัท และ CEO ก็ให้พบ เพราะ 5 ปีไม่มีใครติดต่อมาเลย จึงได้พบข้อเท็จจริงว่าที่ผ่านมาบริษัทเริ่มมีปัญหาในการขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเพราะเริ่มมีแบรนด์จีนเข้ามาแข่งขัน จึงหันไปลงทุนธุรกิจเครื่องสำอาง”

 

เฉลิมเดชยังให้ข้อคิดว่า เมื่อฟังผู้บริหารแล้ว VI ก็ต้องวิเคราะห์สิ่งที่เขาพูดด้วยเสมอ เช่น เช็กกลุ่มลูกค้า คู่แข่ง ซัพพลายเออร์ พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ตลอดจนถึงครอบครัวของผู้บริหาร แม้แต่เพื่อนของลูกผู้บริหารว่ามีนิสัยอย่างไร

 

“อย่างเคสของ KARMART เมื่อลองประเมินมูลค่าของบริษัทโดยเปรียบเทียบกับบริษัทที่ใกล้เคียงกันอย่าง Mistine ที่มียอดขายถึงหมื่นล้าน จึงเห็นโอกาส Upside จนอาจเป็นหุ้นหลายสิบเด้ง”

 

ขณะที่ นพ.พงศ์ศักดิ์ ยกตัวอย่างหุ้น COM7 ว่าควรเข้าใจในกิจการ อ่านทบทวนสิ่งที่บันทึกไว้เวลาศึกษาหุ้น เช่น จดบันทึกคำพูดของผู้บริหาร และทำ Model ในใจเสมอ โดยยกกรณีศึกษาหุ้น COM7 ซึ่งเคยมีเหตุการณ์ที่ราคาหุ้นร่วงแรงเพราะในเวลานั้น COM7 ไปบริหาร True Shop แล้วไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก่อนหน้านั้นตลาดวิเคราะห์ว่าจะสำเร็จ เมื่อไม่เป็นดังคาด ราคาจึงร่วงแรง ซึ่ง พน.พงศ์ศักดิ์ มองว่าตลาดให้ความสำคัญกับ True Shop จนเกินไป เพราะเมื่อวิเคราะห์ตัว Existing Business ยังอยู่ในระดับดีและกำลังเติบโตต่อเนื่อง พร้อมทั้งเผยว่า ส่วนตัวจะสนใจหุ้นที่พอมองไปข้างหน้าต้องมากกว่า 5 ปีถึงจะเข้าสู่ Mature Stage

 

หุ้นอีกหนึ่งตัวที่ถูกกล่าวถึงในเวทีเสวนาคือ AOT ซึ่งเป็นหุ้นสร้างทั้งความสำเร็จและความผิดพลาดให้แก่ นพ.พงศ์ศักดิ์ เพราะในตอนนั้น นพ.พงศ์ศักดิ์ ได้ไปอ่านหมายเหตุประกอบงบ แล้วพบว่ามีนโยบายตัดค่าเสื่อม Software บริหารสนามบิน 5 ปี แต่สนามบินเพิ่งเปิดมา 4 ปี ดังนั้นหากหักค่าเสื่อมแล้วรายได้เพิ่ม กำไรจะเติบโตถึง 70%

 

“แต่หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์เกิดนํ้าท่วม ทำให้ขาดทุนจากการลงทุน 10% แต่มองว่าเป็นความเสี่ยงชั่วคราวและเป็นโอกาสในการลงทุน ซึ่งก็เป็นจริงในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยวของจีนเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้ผลประกอบการก้าวกระโดด กิจการที่มี Fixed Cost สูง เมื่อรายได้ใหม่เข้ามา กำไรจะลงไปที่ Bottom Line ทันที ฉะนั้นอย่าคิดแค่ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นไหม แต่ควรคิดด้วยว่ากำไรจะก้าวกระโดดด้วยหรือไม่”

 

นพ.พงศ์ศักดิ์ แบ่งปันบทเรียนว่า ข้อผิดพลาดในการลงทุนครั้งนี้คือประเมินมูลค่าผิดพลาด เพราะมองว่าจำนวนนักท่องเที่ยว 30 ล้าน เป็นจำนวนที่เต็มตัวแล้ว จึงขายหุ้นไปที่ราคา 400 บาท แม้จะได้กำไรกว่าสิบเท่า แต่ความจริงแล้วหนทางยังอีกยาวไกล เพราะประเทศไทยยังสามารถรับนักท่องเที่ยวได้มากกว่านี้ ซึ่งอาจรับได้ถึง 120 ล้านคนเลยทีเดียว ที่จำนวนยังโตไม่ได้เพราะไม่มีช่องว่างเวลาให้เครื่องบินที่เพียงพอ

 

ดังนั้นแล้วปัจจัยที่สำคัญคือ VI ควรประเมิน Upside ของกิจการในระยะ 1-3 ปีข้างหน้า และต้องประเมินก่อนว่าธุรกิจนี้ Life Cycle สิ้นสุดเวลาใด จุดที่ใกล้ Mature Stage คือจุดที่ควรขาย หากเราค้นพบ 10 หุ้นที่คิดว่าดี หน้าที่ของเราคือหาหุ้นที่ดีกว่า 10 ตัวนั้นให้ได้

 

เทียบความเก๋า VI: รุ่นใหญ่มองรุ่นใหม่ ‘เก่งขึ้นมาก’

นพ.พงศ์ศักดิ์ มองว่าปัจจุบันคนเก่งในตลาดหุ้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ Playbook ที่คิดว่าใช้ไม่ได้แล้วคือการประเมินเพียงแค่ 3 ปี เวลาผู้บริหารแถลงการณ์ VI ต้องเข้าใจว่าแต่ละบริษัทให้ Guidance ต่างกัน เช่น ผู้บริหารบอกว่าโต 10% ใน Valuation แต่ความเป็นจริงอาจจะ 20% ซึ่ง VI ควรมี Model ของตัวเองว่าบริษัทโตยังไง

 

“หากงบออกมาพบว่าประเมินผิดต้องดูว่าผิดบรรทัดไหน เช่น รายได้ ค่าใช้จ่าย หรือต้นทุน ถ้าผิดเป็น One-Time หรือถาวร ปัจจุบันเชื่อว่านักลงทุนต้องเข้าใจในรายละเอียดเหล่านี้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่มองภาพใหญ่ หมายความว่าเราต้องรู้ให้มากกว่าบทวิเคราะห์”

 

นอกจากนี้ยังให้ข้อแนะนำว่า บางครั้งการฟังบริษัทที่ไม่ได้ลงทุนอาจช่วยประเมินบริษัทที่ลงทุนอยู่หรือสนใจเข้าลงทุนได้ดีขึ้น เช่น บริษัท A ทำแพ็กเกจจิ้งบอกว่าปีนี้ราคาขึ้น แต่บริษัท B ผลิตสินค้าที่ใช้แพ็กเกจจิ้งกลับบอกว่าต้นทุนในส่วนนี้ไม่เพิ่มขึ้น เลยอาจต้องไปฟังบริษัท C ว่าเป็นอย่างไร แล้วจึงสรุปว่าจะเชื่อใคร พร้อมทิ้งท้ายว่าเวลาฟังข้อมูลอะไรอย่าหยุดแค่ก้าวเดียว ควรคิดต่อไป พัฒนาตัวเองและฝึกให้เป็นนิสัย

 

ด้านเฉลิมเดชเห็นพ้องตรงกันว่านักลงทุนรุ่นใหม่เก่งขึ้นมาก ทำให้มีคู่แข่งในตลาดเยอะขึ้น ดังนั้นจุดสำคัญคือต้องหาอะไรที่เรารู้แต่คนอื่นไม่รู้ หุ้นในตลาดมี 800 ตัว VI ต้องหาบริษัทที่ (ตัวเรา) มี Edge หรือมีแต้มต่อ ข้อดีของการลงทุนแบบ VI คือต้องการแค่หุ้นไม่กี่ตัวที่เรารู้จริง และมี Edge ก็ประสบความสำเร็จได้

 

เฉลิมเดชเชื่อว่านักลงทุนต่างประเทศเก่งกว่าเรามาก อย่างเช่นสหรัฐอเมริกา ซึ่งเราอาจนำความรู้ของเขามาใช้ในประเทศได้ เพราะคนเก่งๆ ที่นั่นคงไม่มาลงทุนที่ไทย เพราะเขาไม่มี Edge เท่าเรา

 

หุ้น IPO คือโอกาสไม่ใช่ความเสี่ยง

นพ.พงศ์ศักดิ์ เชื่อว่า IPO เป็นหุ้นที่คนยังเข้าใจไม่เยอะ โดยเมื่อหุ้น IPO จะเข้าซื้อขายวันแรก ส่วนตัวแล้วจะทำการบ้านก่อนหน้านั้น 2 สัปดาห์ เพื่อเข้าใจในมูลค่าของหุ้น IPO แม้หลายบริษัทจะให้ราคาที่สูงจนเกินไป แต่ก็ไม่ใช่ทุกบริษัท ฉะนั้น VI ควรศึกษามูลค่าไว้เสมอ

 

“ยิ่งโมเดลบริษัทน่าสนใจ เราต้องศึกษาว่าบริษัทมีมูลค่าผิดไปหรือเปล่า บางทีบริษัทเจอปัญหาชั่วคราวอย่างโควิดทำให้ยอดขายผิดจากความเป็นจริง นักลงทุนที่ดีควรหาข้อมูลให้ไกลกว่านั้น ในปีนี้มีหุ้น IPO ออกมา 65 ตัว อาจจะมี 10-20% ที่น่าลงทุน” นพ.พงศ์ศักดิ์แบ่งปันมุมมอง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post ขายไม่เป็น-พลาดโอกาสซื้อ บทสรุปข้อผิดพลาดหลักของนักลงทุน VI จาก ‘หมอพงศ์ศักดิ์-เฉลิมเดช’ บนเวที WEALTH CLUB 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วาทะเด็ด INVESTOR PLAYBOOK เลือกโอกาส บริหารความเสี่ยง ฉบับนักลงทุน VI https://thestandard.co/investor-playbook-vi/ Sat, 11 Mar 2023 12:29:20 +0000 https://thestandard.co/?p=761595 INVESTOR PLAYBOOK

“โลกการลงทุน VI มีคู่แข่งมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ม […]

The post วาทะเด็ด INVESTOR PLAYBOOK เลือกโอกาส บริหารความเสี่ยง ฉบับนักลงทุน VI appeared first on THE STANDARD.

]]>
INVESTOR PLAYBOOK

“โลกการลงทุน VI มีคู่แข่งมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้อย่างมาก ในฐานะนักลงทุน เราต้องหาโอกาสจากหุ้นที่คนอื่นไม่รู้ ยกตัวอย่างหุ้น 800 ตัว ไม่มีใครเก่งทุกตัว ซึ่งเราจึงต้องหา Edge ให้เจอ และต้องรู้ให้จริง”

 

INVESTOR PLAYBOOK

 

เฉลิมเดช ลีวงศ์เจริญ นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) กล่าวในหัวข้อ ‘INVESTOR PLAYBOOK เลือกโอกาส บริหารความเสี่ยง ฉบับนักลงทุน VI’ บนเวที ‘WEALTH CLUB 2023 RISING IN RECESSION พุ่งทะยานในความถดถอย’ 

วันที่ 11 มีนาคม 2566

 

“สูตรสำเร็จของนักลงทุน VI ต้องเรียนรู้ Process ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง และต้องตัดสินใจเร็ว เพราะสิ่งที่นักลงทุนพลาดมากสุดเมื่อเจอผลกระทบ ถึงจังหวะที่ต้องขายหุ้นแต่ไม่ขาย ดังนั้นอย่ายึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ” 

 

INVESTOR PLAYBOOK

 

นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี นักลงทุน กล่าวในหัวข้อ ‘INVESTOR PLAYBOOK เลือกโอกาส บริหารความเสี่ยง ฉบับนักลงทุน VI’ บนเวที ‘WEALTH CLUB 2023 RISING IN RECESSION พุ่งทะยานในความถดถอย’ 

วันที่ 11 มีนาคม 2566


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post วาทะเด็ด INVESTOR PLAYBOOK เลือกโอกาส บริหารความเสี่ยง ฉบับนักลงทุน VI appeared first on THE STANDARD.

]]>