เจริญ สิริวัฒนภักดี Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เจริญ-สิริวัฒนภักดี/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 06 Mar 2026 04:30:41 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 BJC ภายใต้เจ้าสัวเจริญ ขายที่ดินทำเลทอง 33 แปลง มูลค่าเกือบหมื่นล้าน นำเงินไปลดหนี้ – ปรับโครงสร้างการเงิน https://thestandard.co/bjc-charoen-sells-land-debt/ Fri, 06 Mar 2026 04:30:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1184922 บริษัท BJC ขายที่ดิน 33 แปลง เพื่อลดหนี้และปรับโครงสร้างการเงิน

บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC แจ้งต่อ […]

The post BJC ภายใต้เจ้าสัวเจริญ ขายที่ดินทำเลทอง 33 แปลง มูลค่าเกือบหมื่นล้าน นำเงินไปลดหนี้ – ปรับโครงสร้างการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัท BJC ขายที่ดิน 33 แปลง เพื่อลดหนี้และปรับโครงสร้างการเงิน

บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับแผนขายที่ดินจำนวน 33 แปลง ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพและกระจายตัวอยู่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

 

โดยที่ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลประกอบด้วยแปลงในย่านธุรกิจและย่านที่พักอาศัยหนาแน่น เช่น บางนา และบางส่วนของสุขุมวิท รวมถึงพื้นที่ใกล้ศูนย์กระจายสินค้าเดิมของบริษัท ขณะที่อีกส่วนหนึ่งอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่, ภูเก็ต, พัทยา และขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าที่ดินค่อนข้างสูง

 

นอกจากนี้ ยังมีที่ดินเปล่าในต่างจังหวัดบางส่วนที่บริษัทถือครองไว้ แต่ยังไม่มีแผนพัฒนาเป็นสาขาของ Big C หรือใช้เป็นศูนย์กระจายสินค้าในระยะใกล้

 

สำหรับที่ดินทั้ง 33 แปลง คาดว่าจะมีมูลค่าการขายรวมประมาณ 9,900 ล้านบาท และบริษัทคาดว่าจะรับรู้กำไรจากการขายครั้งนี้ราว 3,000 ล้านบาท โดยเงินที่ได้จะนำไปใช้ลดหนี้จากการเข้าซื้อกิจการ MM Mega Market ในเวียดนาม เพื่อปรับโครงสร้างทางการเงินให้กลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม

The post BJC ภายใต้เจ้าสัวเจริญ ขายที่ดินทำเลทอง 33 แปลง มูลค่าเกือบหมื่นล้าน นำเงินไปลดหนี้ – ปรับโครงสร้างการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดซิงเกิลมอลต์โต 28% ไทยเบฟชี้เทรนด์ ‘คอไวน์’ เริ่มปันใจซบวิสกี้พรีเมียม พบ ‘PRAKAAN’ เปิดตัว 1 ปี กวาดแชร์ 90% https://thestandard.co/thaibev-prakaan-single-malt-market/ Mon, 26 Jan 2026 07:26:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1169568 ภาพประกอบขวดเหล้าวิสกี้ซิงเกิลมอลต์ PRAKAAN ของไทยเบฟ แสดงถึงการเติบโตและส่วนแบ่งตลาดที่สูง

หลังจากไทยเบฟ ภายใต้การนำของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี […]

The post ตลาดซิงเกิลมอลต์โต 28% ไทยเบฟชี้เทรนด์ ‘คอไวน์’ เริ่มปันใจซบวิสกี้พรีเมียม พบ ‘PRAKAAN’ เปิดตัว 1 ปี กวาดแชร์ 90% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบขวดเหล้าวิสกี้ซิงเกิลมอลต์ PRAKAAN ของไทยเบฟ แสดงถึงการเติบโตและส่วนแบ่งตลาดที่สูง

หลังจากไทยเบฟ ภายใต้การนำของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เปิดตัว ‘PRAKAAN’ (ปราการ) ซิงเกิลมอลต์วิสกี้ระดับพรีเมียมแบรนด์แรกของไทยมาแล้วกว่า 1 ปี พร้อมตั้งโรงงานผลิตในจังหวัดกำแพงเพชร ปัจจุบัน PRAKAAN ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักที่ครองส่วนแบ่งตลาดซิงเกิลมอลต์วิสกี้ในประเทศไทยมากกว่า 90% ท่ามกลางตลาดที่ยังไม่มีคู่แข่งมากนัก

 

โสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ซิงเกิลมอลต์ของ PRAKAAN ในซีรีส์ ตรีบูร ทั้ง 3 รุ่น มีอัตราการเติบโตสูงกว่าภาพรวมของตลาด โดยมียอดขายเติบโตถึง 200% ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ สะท้อนถึงศักยภาพของตลาดซิงเกิลมอลต์ซึ่งถือเป็นเซกเมนต์พรีเมียมสูงสุดของตลาดวิสกี้ และปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยหันมาเลือกดื่มเครื่องดื่มที่มีความพรีเมียม มีเอกลักษณ์ และสะท้อนตัวตนมากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้บริโภควิสกี้พรีเมียมมีลักษณะแตกต่างจากตลาดไวน์ แม้ไวน์จะมีความหลากหลายและต้องอาศัยความรู้เชิงลึก แต่ในช่วงหลังวิสกี้เริ่มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้ดื่มไวน์ โดยเฉพาะผู้ที่มองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ และผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับดีไซน์ที่โดดเด่น เรื่องราว และที่มาของแบรนด์ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อ

 

โดยที่ผ่านมา PRAKAAN สามารถสร้างการรับรู้ในกลุ่ม Single Malt Drinker จากฐานผู้ดื่มประมาณ 1.5 ล้านคน และยังขยายฐานไปสู่กลุ่ม Premium Spirit Drinker ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 9.5 ล้านคนได้อย่างต่อเนื่อง

 

ด้าน ทรงวิทย์ ศรีธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจสุรา ประเทศไทย กล่าวต่อว่า ตลาดซิงเกิลมอลต์วิสกี้ในประเทศไทยในปี 2568 เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 28% สะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความสนใจกับซิงเกิลมอลต์มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่มีกำลังซื้อสูง และคาดว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า ตลาดนี้จะยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับแผนธุรกิจในระยะถัดไป บริษัทจะเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับโอกาสในตลาดซิงเกิลมอลต์วิสกี้ในประเทศไทย ซึ่งยังถือว่าไม่ใหญ่มาก ‘ทรงวิทย์’ มองว่า ด้วยจำนวนประชากรกว่า 65 ล้านคน ประกอบกับสังคมวัยกลางคนที่เพิ่มขึ้นและมีกำลังซื้อมากขึ้น ถือเป็นโอกาสสำคัญในการทำตลาด โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่ง PRAKAAN แทบไม่มีคู่แข่งโดยตรงในตลาดวิสกี้ ขณะที่คู่แข่งส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศมากกว่า

 

นอกจากตลาดในประเทศแล้ว ไทยเบฟยังขยาย PRAKAAN ไปทำตลาดต่างประเทศแล้ว 5 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น, อินเดีย, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี และฝรั่งเศส ซึ่งทุกตลาดมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคค่อนข้างดี และในอนาคตบริษัทเตรียมโฟกัสการขยายตลาดไปยังยุโรปและสหรัฐอเมริกามากขึ้น

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า ปีที่ผ่านมา ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เจอความท้าทายจากหลายปัจจัย แต่มองว่าในปีนี้สถานการณ์เริ่มมีสัญญาณบวกมากขึ้น จากการเลือกตั้งที่จะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาหมุนเวียน ประกอบกับการคาดการณ์สภาพอากาศที่ร้อนยาวนาน รวมถึงการจัดการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกที่มีระยะเวลายาวนานขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทย เนื่องจากฟุตบอลและการบริโภคเครื่องดื่มถือเป็นสิ่งที่เติบโตไปด้วยกัน

 

นอกจากนี้ การเข้ามาของรัฐบาลใหม่ในช่วง 3 เดือนแรก คาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดเครื่องดื่มมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น ขณะเดียวกัน พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ ทั้งในประเด็นเรื่องเวลาและสถานที่จำหน่าย ถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดให้ผู้ประกอบการมีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น และยังเอื้อต่อการสร้างโอกาสทางการตลาด

 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของไทยเบฟ ในปีนี้มองภาพรวมตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทยในเชิงบวก แต่สิ่งสำคัญที่ยังต้องทำต่อไปคือการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อให้สินค้าอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับตลาด

The post ตลาดซิงเกิลมอลต์โต 28% ไทยเบฟชี้เทรนด์ ‘คอไวน์’ เริ่มปันใจซบวิสกี้พรีเมียม พบ ‘PRAKAAN’ เปิดตัว 1 ปี กวาดแชร์ 90% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดอาณาจักร ‘สิงห์’ (Boon Rawd Brewery) vs. ‘ช้าง’ (Thai Beverage) https://thestandard.co/singha-vs-chang-market-share/ Fri, 09 May 2025 08:02:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1072809 singha-vs-chang-market-share

สองอาณาจักรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย […]

The post เปิดอาณาจักร ‘สิงห์’ (Boon Rawd Brewery) vs. ‘ช้าง’ (Thai Beverage) appeared first on THE STANDARD.

]]>
singha-vs-chang-market-share

สองอาณาจักรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คงหนีไม่พ้นอาณาจักรของ ‘เบียร์ช้าง’ (Thai Beverage) และ ‘เบียร์สิงห์’ (Boon Rawd Brewery) ที่เติบโตมาจากธุรกิจเบียร์ ก่อนจะค่อยๆ ขยายเครือธุรกิจไปยังเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ อาหาร ไปจนถึงโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์

 

ตัวอย่างธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol) ภายใต้เครือ ThaiBev เช่น เบียร์ช้าง, Blend285, แสงโสม ฯลฯ ในขณะที่ธุรกิจที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ (Non Alcohol) เช่น โออิชิ, แฟรนไชส์ Starbucks ภายในประเทศไทย ฯลฯ และธุรกิจอสังหาที่ดำเนินการภายใต้บริษัทในเครือ อย่างพื้นที่ให้เช่าบริเวณ Samyan Mitrtown, PARQ และ One Bangkok เป็นต้น รวมไปถึงธุรกิจสื่ออย่างอมรินทร์

 

ในขณะที่ Boon Rawd Brewery ก็จะมีตัวอย่างธุรกิจแอลกอฮอล์ (Alcohol) เช่น เบียร์สิงห์ และเบียร์ลีโอ เป็นต้น และฝากธุรกิจที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ (Non Alcohol) อย่าง น้ำดื่ม Purra, น้ำดื่มสิงห์, ร้านอาหาร Santa Fe และ Farm design เป็นต้น และยังมีธุรกิจอสังหาภายใต้บริษัทในเครือ อย่าง Singha Estate เป็นต้น

 

ในบทความนี้ทางทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปสำรวจอาณาจักรเบียร์ช้าง vs. เบียร์สิงห์ 2 ยักษ์ใหญ่วงการแอลกอฮอล์ไทย ว่ามีการขยายไปยังธุรกิจใดบ้าง

 


 

อาณาจักรสิงห์ vs ช้าง

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post เปิดอาณาจักร ‘สิงห์’ (Boon Rawd Brewery) vs. ‘ช้าง’ (Thai Beverage) appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWC ทุ่มงบกว่า 8.7 พันล้านบาท ซื้อโครงการโรงแรม-อาคารเลอ คองคอร์ด พร้อมตั้ง ‘เจ้าสัวเจริญ’ นั่งประธานกิตติมศักดิ์ https://thestandard.co/awc-invests-8-7-billion-lle-concorde-hotel-project/ Thu, 27 Feb 2025 08:35:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1046378 AWC

บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป หรือ AWC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แ […]

The post AWC ทุ่มงบกว่า 8.7 พันล้านบาท ซื้อโครงการโรงแรม-อาคารเลอ คองคอร์ด พร้อมตั้ง ‘เจ้าสัวเจริญ’ นั่งประธานกิตติมศักดิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWC

บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป หรือ AWC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ (บอร์ด) ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติที่สำคัญดังนี้

 

โดยบอร์ด AWC มีมติอนุมัติการได้มาซึ่งทรัพย์สินของบริษัทฯ และ/หรือ บริษัทย่อย โดยการเข้าซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดในบริษัท เลอ คองคอร์ด โฮเต็ล จำกัด เพื่อให้ได้มาซึ่งโครงการโรงแรมแล อาคารสำนักงานเลอ คองคอร์ด จากนิติบุคคล ซึ่งไม่เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัทฯ โดยมีมูลค่ารวมสุทธิประมาณ 4,415 ล้านบาท และเงินลงทุนเพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการจำนวนประมาณ 4,289 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) การเข้าทำรายการนี้คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 8,704 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

 

นอกจากนี้มีมติให้บริษัทฯ และ/หรือ บริษัทย่อย เข้าลงทุนเพิ่มเติมในบริษัท เอดับบลิวซี ฮอสปิทอลลิตี้ เดเวลอปเมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มเติมอีกจำนวน 4,900 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 49% ในอัตราหุ้นละ 100 บาท รวมมูลค่า 490,000 บาท จากนิติบุคคล ซึ่งไม่เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัทฯ และจัดเงินกู้ผู้ถือหุ้นรวมประมาณ 8,768 ล้านบาท (เงินกู้ผู้ถือหุ้น 64 ล้านบาท และเงินกู้ผู้ถือหุ้นใหม่ 8,704 ล้านบาท) 

 

โดยการเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้ทำให้บริษัทฯ และ/หรือ บริษัทย่อย เป็นเจ้าของหุ้นสามัญทั้งหมดคิดเป็นสัดส่วน 100% ในบริษัท เอดับบลิวซี ฮอสปิทอลลิตี้ เดเวลอปเมนท์ จำกัด และจะดำเนินการให้บริษัทดังกล่าวเป็นผู้เข้าลงทุนในบริษัท เลอ คองคอร์ด โฮเต็ล จำกัด 

 

การเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้จะมีผลให้บริษัท เอดับบลิวซี ฮอสปิทอลลิตี้ เดเวลอปเมนท์ จำกัด และบริษัท เลอ คองคอร์ด โฮเต็ล จำกัด เป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ 

 

ทั้งนี้ บริษัท เลอ คองคอร์ด โฮเต็ล จำกัด มีทรัพย์สินครอบคลุมอาคารสำนักงานขนาด 45,792 ตารางเมตร และโรงแรมขนาด 407 ห้อง ที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดได้อย่างทันทีให้กับบริษัทฯ โดยบริษัทฯ มีแผนพัฒนาโครงการนี้ภายใต้ชื่อ Jubilee Prestige Tower ให้เป็นอาคารสำนักงานไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ และโรงแรมหรูภายใต้แบรนด์ JW Marriott ที่บริหารงานโดยแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เครือโรงแรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งอยู่ใจกลางถนนรัชดาภิเษก

 

โดยมีแผนพัฒนาให้เป็นโมเดล AWC’s Lifestyle Destination ผสมผสาน Wellness และ ประสบการณ์แบบ Bleisure และ Luxury MICE พร้อมเปิดดำเนินการได้เต็มรูปแบบภายใต้แบรนด์ใหม่ภายในปี 2571 

 

ตั้ง ‘เจ้าสัวเจริญ’ นั่งเก้าอี้ประธานกิตติมศักดิ์

 

นอกจากนี้ยังมีมติให้เสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน เพื่อพิจารณาอนุมัติการเลือกตั้งกรรมการที่ออกจากตำแหน่งจำนวน 5 ท่าน ตามรายชื่อดังต่อไปนี้

 

  1. เจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการ 
  2. บุญทักษ์ หวังเจริญ รองประธานกรรมการ 
  3. สิทธิชัย ชัยเกรียงไกร กรรมการ 
  4. พล.ต.อ. รุ่งโรจน์ แสงคร้าม กรรมการอิสระ 
  5. โสมพัฒน์ ไตรโสรัส กรรมการ

 

ทั้งนี้ เนื่องจาก เจริญ สิริวัฒนภักดี แสดงความประสงค์ไม่กลับเข้าดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการของบริษัทฯ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ซึ่งไม่รวมกรรมการผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงมีมติให้เสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ พิจารณาเลือกตั้งกรรมการจำนวน 4 ท่านข้างต้นกลับเข้าดำรงตำแหน่งเดิมอีกวาระหนึ่ง และมีมติให้เสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนเพื่อพิจารณาอนุมัติการแต่งตั้ง กรรมการเข้าใหม่อีกหนึ่งท่านคือ ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทฯ 

 

นอกจากนี้มีมติอนุมัติแต่งตั้ง เจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นประธานกิตติมศักดิ์ เนื่องจากเป็นผู้มีคุณูปการต่อบริษัทฯ ในฐานะผู้นำที่สร้างคุณค่าและมีบทบาทนำพาบริษัทไปสู่ความสำเร็จ ดังนั้นคณะกรรมการบริษัทจึงมีมติอนุมัติแต่งตั้ง เจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นประธานกิตติมศักดิ์ โดยให้มีผลในวันที่ 29 เมษายน 2568 เป็นต้นไป 

 

พร้อมทั้งมีมติอนุมัติเลือกตั้ง บุญทักษ์ หวังเจริญ รองประธานกรรมการ ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการแทนท่านที่พ้นจากตำแหน่ง โดยให้มีผลในวันที่ 29 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

The post AWC ทุ่มงบกว่า 8.7 พันล้านบาท ซื้อโครงการโรงแรม-อาคารเลอ คองคอร์ด พร้อมตั้ง ‘เจ้าสัวเจริญ’ นั่งประธานกิตติมศักดิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
One Bangkok โปรเจกต์ 1.2 แสนล้าน บททดสอบการส่งต่อธุรกิจสู่ทายาทรุ่น 2 ของ ‘เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี’ ผู้ก่อตั้ง TCC Group https://thestandard.co/one-bangkok-tcc-group/ Sun, 27 Oct 2024 11:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1000680 One Bangkok

One Bangkok โครงการอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 1.2 แสนล้านบาท […]

The post One Bangkok โปรเจกต์ 1.2 แสนล้าน บททดสอบการส่งต่อธุรกิจสู่ทายาทรุ่น 2 ของ ‘เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี’ ผู้ก่อตั้ง TCC Group appeared first on THE STANDARD.

]]>
One Bangkok

One Bangkok โครงการอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 1.2 แสนล้านบาทที่ TCC Group เปิดตัวในกรุงเทพฯ เมื่อวันศุกร์ (25 ตุลาคม) ที่ผ่านมา จะเป็นบททดสอบสำคัญในการส่งต่อธุรกิจจาก เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ผู้ก่อตั้ง TCC Group สู่ทายาทรุ่นที่ 2 ของตระกูล

 

Nikkei Asia ระบุว่า One Bangkok เป็นโครงการมิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดของภาคเอกชนในประเทศไทย ประกอบด้วยอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และโรงแรม โดยมีร้านค้าประมาณ 900 ร้าน และร้านอาหารกว่า 250 ร้าน พร้อมโรงแรมหรูระดับโลกอย่าง Ritz-Carlton จาก Marriott และ Andaz จาก Hyatt Hotels

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

โครงการนี้จะเปิดให้บริการเป็นระยะๆ จนถึงปี 2026 โดยอาคารสำนักงานได้รับการรับรองมาตรฐานความยั่งยืน LEED และคาดว่าจะดึงดูดบริษัทข้ามชาติ ซึ่งจะ “ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของกรุงเทพฯ” ปณต สิริวัฒนภักดี ซึ่งรับผิดชอบโครงการดังกล่าวและเป็นบุตรชายคนที่ 2 ของเจ้าสัวเจริญระบุ

 

TCC Group เริ่มต้นจากธุรกิจค้าส่งวัตถุดิบสำหรับโรงเบียร์ที่เจ้าสัวเจริญก่อตั้งขึ้นในปี 1960 ซึ่งตอนนั้นอายุ 17 ปี ก่อนจะขยายธุรกิจไปสู่การผลิตวิสกี้และเบียร์ จน Thai Beverage ผู้ผลิตเบียร์ช้างกลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด

 

จากนั้น TCC Group ขยายธุรกิจผ่านการเข้าซื้อกิจการหลายครั้ง เช่น การซื้อ Fraser and Neave บริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์ในปี 2013 ทำให้กลุ่มบริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วและมีธุรกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ไปจนถึงบริการทางการเงิน โดยมีรายได้จากหน่วยธุรกิจหลักมากกว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 5.39 แสนล้านบาท

 

เจ้าสัวเจริญส่งต่อการบริหารธุรกิจเครื่องดื่มให้กับ ฐาปน สิริวัฒนภักดี บุตรชายคนโต ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ส่งต่อให้กับปณต บุตรชายคนที่ 2 และธุรกิจศูนย์การค้าและโรงแรมมอบไว้ในมือ วัลลภา ไตรโสรัส บุตรสาวคนที่ 2

 

อย่างไรก็ตาม Yuto Ikeuchi ที่ปรึกษาจาก MU Research and Consulting (Thailand) มองว่า การแยกบริหารธุรกิจอย่างอิสระนี้ทำให้ “เกิดจุดอ่อนด้านการสร้างพลังร่วมระหว่างธุรกิจ”

 

เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศที่ปัจจุบันบริหารโดยทายาทรุ่นที่ 3 และประสบความสำเร็จในการสร้างพลังร่วมระหว่างธุรกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์การเกษตรไปจนถึงธุรกิจค้าปลีกอย่าง 7-Eleven การสร้างพลังร่วมจึงเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการเติบโตของ TCC Group ในอนาคต

 

One Bangkok เป็นโครงการที่นำโดยปณต ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งซีอีโอของ Frasers Property โดยเขาเป็นผู้รับผิดชอบในการเจรจากับผู้เช่าทั้งหมด และได้รับการสนับสนุนจากฐาปน ประธานกรรมการ TCC Assets (Thailand) ซึ่งถือหุ้นใน One Bangkok

 

ทั้งฐาปนและปณตต่างก็มีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศจากการศึกษาในต่างประเทศเช่นเดียวกับซีอีโอของเครือเจริญโภคภัณฑ์และ Central Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของไทยที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ผู้นำรุ่นที่ 3

 

“ฐาปนมีชื่อเสียงในด้านความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ปณตเป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำที่รับฟังคนรอบข้าง” ผู้บริหารของบริษัทญี่ปุ่นรายหนึ่งที่ใกล้ชิดกับทั้ง 2 คนกล่าว “คำถามคือ ทั้ง 2 คนนี้และคนอื่นๆ จะสามารถสร้างความร่วมมือในกลุ่มได้หรือไม่”

 

อ้างอิง:

 

The post One Bangkok โปรเจกต์ 1.2 แสนล้าน บททดสอบการส่งต่อธุรกิจสู่ทายาทรุ่น 2 ของ ‘เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี’ ผู้ก่อตั้ง TCC Group appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gulf Energy ‘เสือติดปีก’! หุ้นพุ่ง 52% ดัน ‘สารัชถ์’ รวยขึ้น 2.3 แสนล้านบาทใน 3 เดือน แซง ‘เจ้าสัวเจริญ’ ขึ้นแท่นเศรษฐีไทยอันดับ 1 https://thestandard.co/gulf-energy-shares-surge-52-percent/ Sat, 12 Oct 2024 09:33:44 +0000 https://thestandard.co/?p=995363

สารัชถ์ รัตนาวะดี เสริมความแข็งแกร่งในฐานะบุคคลที่ร่ำรว […]

The post Gulf Energy ‘เสือติดปีก’! หุ้นพุ่ง 52% ดัน ‘สารัชถ์’ รวยขึ้น 2.3 แสนล้านบาทใน 3 เดือน แซง ‘เจ้าสัวเจริญ’ ขึ้นแท่นเศรษฐีไทยอันดับ 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สารัชถ์ รัตนาวะดี เสริมความแข็งแกร่งในฐานะบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่พุ่งขึ้นเป็น 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ (5.3 แสนล้านบาท) หลังจากเพิ่มขึ้นประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์ (2.3 แสนล้านบาท)ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ตามข้อมูลของ Bloomberg Billionaires Index

 

การเติบโตของทรัพย์สินครั้งนี้เป็นผลมาจากราคาหุ้นของ Gulf Energy ซึ่งเป็นบริษัทผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของไทยที่พุ่งขึ้น 52% ส่งผลให้สารัชถ์ติดอันดับ 1 ใน 5 ของบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในภาคพลังงานและไฟฟ้าของเอเชีย ร่วมกับ Mukesh Ambani และ Gautam Adani มหาเศรษฐีชาวอินเดีย

 

แผนการควบรวม Gulf Energy และ Intouch Holdings ซึ่งเป็นบริษัทที่ควบคุมผู้ให้บริการโทรคมนาคมอันดับ 2 ของไทย ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุน เห็นได้จากการที่ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ลงมติเห็นชอบการควบรวมกิจการ และราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของสารัชถ์ ที่ไม่เพียงแต่ขยายอาณาจักรโรงไฟฟ้าไปยังยุโรปและสหรัฐอเมริกา แต่ยังกระจายการลงทุนไปยังธุรกิจอื่นๆ เช่น ท่าเรือน้ำลึก การซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล และศูนย์ข้อมูล

 

“นักลงทุนบางส่วนมองว่า Gulf Energy เป็นเสือติดปีก ด้วยกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและศักยภาพในการเติบโตสู่ตลาดใหม่ๆ” Jitra Amornthum นักวิเคราะห์จาก Finansia Syrus Securities กล่าว “อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นอาจมากเกินไปเมื่อเทียบกับการพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของราคาหุ้นล่าสุด”

 

เจ้าพ่อแห่ง Gulf Energy รวยแซงหน้า เจริญ สิริวัฒนภักดี วัย 80 ปี เจ้าพ่อธุรกิจเครื่องดื่มและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีทรัพย์สินสุทธิ 1.34 หมื่นล้านดอลลาร์ (4.44 แสนล้านบาท) ขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของไทยในดัชนีมหาเศรษฐีของ Bloomberg เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม หลังจากมีการประกาศแผนควบรวมกิจการเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม

 

Gulf Energy ที่มีสารัชถ์เป็นผู้ก่อตั้งและถือหุ้นเกือบ 75% เป็นหุ้นที่มีผลตอบแทนดีเป็นอันดับ 2 ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ของกลุ่มบริษัทพลังงานทั่วโลกที่มีมูลค่าตลาดมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ จากข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg

 

ตามรายงานระบุว่า Gulf Energy และ Intouch Holdings มีกำหนดจะควบรวมกิจการในต้นปี 2025 โดยปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมกัน 1.07 ล้านล้านบาท ซึ่งจะทำให้บริษัทที่ควบรวมแล้วก้าวขึ้นเป็นบริษัทที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ แซงหน้ายักษ์ใหญ่ด้านพลังงานอย่าง ปตท. และท่าอากาศยานไทย โดยรองจาก Delta Electronics (Thailand) เท่านั้น

 

สารัชถ์กล่าวหลังการประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมว่า “การควบรวมกิจการจะเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนที่มีต่อ Gulf Energy จากธุรกิจพลังงานแบบดั้งเดิมไปสู่บริษัทเทคโนโลยีที่มีศักยภาพมหาศาล นอกจากนี้ยังจะช่วยขยายงบดุลและมูลค่าตลาด ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพทางการเงินของเราสำหรับโครงการในอนาคต”

 

ปัจจุบันหุ้นของ Gulf Energy ซื้อขายที่ระดับ P/E มากกว่า 35 เท่า ซึ่งสูงกว่าบริษัทคู่แข่งระดับโลกส่วนใหญ่ ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg

 

อย่างไรก็ตาม การควบรวมกิจการกับ Intouch Holdings จะช่วยให้ Gulf Energy สามารถขยายธุรกิจไปสู่ตลาดใหม่ๆ และสร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจพลังงานและโทรคมนาคม ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเติบโตของบริษัทในอนาคต

 

อ้างอิง:

The post Gulf Energy ‘เสือติดปีก’! หุ้นพุ่ง 52% ดัน ‘สารัชถ์’ รวยขึ้น 2.3 แสนล้านบาทใน 3 เดือน แซง ‘เจ้าสัวเจริญ’ ขึ้นแท่นเศรษฐีไทยอันดับ 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ปรับโครงสร้างอาณาจักรธุรกิจครั้งใหญ่: ThaiBev โละทิ้ง Frasers Property เพิ่มสัดส่วนถือหุ้น F&N https://thestandard.co/thaibev-major-restructuring/ Thu, 18 Jul 2024 06:39:10 +0000 https://thestandard.co/?p=959642

Thai Beverage Plc หรือ ThaiBev บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการเค […]

The post เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ปรับโครงสร้างอาณาจักรธุรกิจครั้งใหญ่: ThaiBev โละทิ้ง Frasers Property เพิ่มสัดส่วนถือหุ้น F&N appeared first on THE STANDARD.

]]>

Thai Beverage Plc หรือ ThaiBev บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการเครื่องดื่มของไทย ภายใต้การนำของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี มหาเศรษฐีผู้รั้งเบอร์ 3 ตามการจัดอันดับเศรษฐีในประเทศไทยประจำปี 2567 ด้วยความมั่งคั่ง 3.68 แสนล้านบาท เตรียมปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเกิดขึ้นด้วยการโละทิ้งหุ้นทั้งหมดใน Frasers Property Ltd. บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ ที่เจ้าสัวเจริญเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เช่นกัน เพื่อแลกกับการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน Fraser & Neave Ltd. (F&N) บริษัทอาหารและเครื่องดื่มในสิงคโปร์ ผ่านการทำ Share Swap (การชำระด้วยหุ้นหรือการแลกหุ้น) กับ TCC Assets

 

ดีลนี้ถือเป็นการปรับทัพครั้งสำคัญของ ThaiBev ที่ต้องการมุ่งเน้นธุรกิจเครื่องดื่มอย่างเต็มตัว โดย ประภากร ทองเทพไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินของ ThaiBev ระบุว่า การทำธุรกรรมครั้งนี้จะ “ตอกย้ำสถานะความเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางของเรา ด้วยการออกจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์”

 

การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะทำให้ ThaiBev ลดสัดส่วนการถือหุ้นใน Frasers Property จาก 28.78% เหลือ 0% ในขณะที่ TCC Assets จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน Frasers Property เป็น 86.89% และ ThaiBev จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน F&N เป็น 69.61%

 

ข่าวนี้ส่งผลให้ราคาหุ้น F&N ในสิงคโปร์พุ่งขึ้นกว่า 23% ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดในรอบ 10 ปี ขณะที่หุ้น Frasers Property ก็ปรับตัวขึ้น 4.4%

 

การปรับโครงสร้างครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของเจ้าสัวเจริญ ที่ต้องการจัดทัพธุรกิจให้มีความชัดเจนและมุ่งเน้นมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อทั้ง ThaiBev และ F&N ในระยะยาว

 

โดย ThaiBev จะโฟกัสไปที่การขยายธุรกิจเครื่องดื่มได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่ F&N จะได้รับการสนับสนุนและทรัพยากรเพิ่มเติมจาก ThaiBev ในการขยายธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาค

 

อย่างไรก็ตาม การทำธุรกรรมครั้งนี้ยังต้องรอการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นของ ThaiBev ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นที่จะจัดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุมัติเนื่องจากเจ้าสัวเจริญถือหุ้นใหญ่ใน ThaiBev อยู่แล้ว

 

ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

อ้างอิง:

The post เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ปรับโครงสร้างอาณาจักรธุรกิจครั้งใหญ่: ThaiBev โละทิ้ง Frasers Property เพิ่มสัดส่วนถือหุ้น F&N appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐีไทย 10 อันดับแรกตามลิสต์นิตยสาร Forbes https://thestandard.co/top-10-thai-millionaires-forbes/ Thu, 04 Jul 2024 09:07:41 +0000 https://thestandard.co/?p=954017

นิตยสาร Forbes จัดอันดับเศรษฐีในประเทศไทยประจำปี 2567 ท […]

The post เศรษฐีไทย 10 อันดับแรกตามลิสต์นิตยสาร Forbes appeared first on THE STANDARD.

]]>

นิตยสาร Forbes จัดอันดับเศรษฐีในประเทศไทยประจำปี 2567 ที่มีทั้งรายบุคคลและระดับครอบครัว ซึ่งคำนวณจากสินทรัพย์รายบุคคลหรือรวมสินทรัพย์ของครอบครัวด้วย อีกทั้งยังรวมราคาหุ้นที่เศรษฐีกลุ่มนี้ถือครองทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้ข้อมูลราคาและอัตราแลกเปลี่ยนทางการเงิน ณ​ วันที่ 14 มิถุนายน 2567

 

เศรษฐีอันดับแรกในปี 2567 คือ เฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว เจ้าของร่วมเครื่องดื่มชูกำลังที่โด่งดังไปทั่วโลก มีมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 9.56 หมื่นล้านบาทในปีนี้ ทำให้มูลค่ารวมสินทรัพย์ของตระกูลอยู่วิทยาพุ่งไปอยู่ที่ 1.32 ล้านล้านบาท และยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดงทั่วโลกในปี 2566 อยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านกระป๋อง

 

ต่อกันในอันดับที่ 2 คือครอบครัวเจียรวนนท์ ซึ่งหลังจากที่ครองอันดับ 1 มาได้เกือบทศวรรษ ความมั่งคั่งของครอบครัวลดลงจาก 1.25 ล้านล้านบาท เหลือ 1.06 ล้านล้านบาท เนื่องจากราคาของหนึ่งในหุ้นที่ซีพี กรุ๊ป ถือครองร่วงลง นั่นคือบริษัทประกันผิงอัน (Ping An Insurance)

 

แม้ว่า เจริญ สิริวัฒนภักดี จะยังรักษาตำแหน่งเบอร์สามของเศรษฐีประจำประเทศไทย แต่ตัวของเขาก็มีความมั่งคั่งที่ลดลงมากกว่า 1 ใน 4 ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 3.68 แสนล้านบาท

 

ตามมาแบบติดๆ ในอันดับที่ 4 คือครอบครัวจิราธิวัฒน์ที่มีความมั่งคั่งจากการจัดอันดับของ Forbes อยู่ที่ 3.64 แสนล้านบาท ลดลงกว่า 20% จากปีที่แล้ว 

 

สารัชถ์ รัตนาวะดี เป็นเศรษฐีอันดับ 5 ผู้ที่ไต่อันดับขึ้นมาตลอด 6 ปีตั้งแต่เข้ามาอยู่ในลิสต์ของ Forbes ในปีนี้เป็นปีแรกที่อันดับตก โดยมูลค่าสินทรัพย์รวมล่าสุดปีนี้เหลือ 3.38 แสนล้านบาท

 

สำหรับอันดับที่ 6-10 คือ ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ (1.40 แสนล้านบาท), อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา และครอบครัว (1.32 แสนล้านบาท), วานิช ไชยวรรณ (1.21 แสนล้านบาท), ครอบครัวโอสถานุเคราะห์ (8.09 หมื่นล้านบาท), ประยุทธ มหากิจศิริ (7.90 หมื่นล้านบาท)

 

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

อ้างอิง:

The post เศรษฐีไทย 10 อันดับแรกตามลิสต์นิตยสาร Forbes appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจ้าสัวเจริญ’ เสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของเสริมสุข หุ้นละ 63 บาท ก่อนนำบริษัทออกจากตลาดหุ้นไทย https://thestandard.co/ssc-shares-acquisition-offer/ Thu, 04 Jul 2024 06:59:01 +0000 https://thestandard.co/?p=953899

บริษัท โซ วอเตอร์ จำกัด ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ในสัดส่ว […]

The post ‘เจ้าสัวเจริญ’ เสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของเสริมสุข หุ้นละ 63 บาท ก่อนนำบริษัทออกจากตลาดหุ้นไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท โซ วอเตอร์ จำกัด ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ในสัดส่วน 64.67% ของบริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) หรือ SSC ได้แจ้งความประสงค์ว่าทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท (Tender Offer) เพื่อการเพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัทจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

โดยโซ วอเตอร์ เป็นบริษัทย่อยของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ของ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ขณะที่เสริมสุขในปัจจุบันเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มแบรนด์เอส โคล่า

 

ทั้งนี้ การทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญที่เหลือทั้งหมดของ SSC จำนวน 93,945,680 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 35.33% จะเสนอซื้อในราคา 63.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาที่ไม่ต่ำกว่าราคาสูงสุดที่คำนวณได้ตามวิธีการกำหนดราคา

 

สาเหตุของการเพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัทจะช่วยให้การบริหารจัดการและการดำเนินธุรกิจของบริษัทมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากการลดขั้นตอน ทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจนั้นทำได้ง่ายขึ้น

 

นอกจากนี้กลุ่มไทยเบฟยังอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับแผนการปรับโครงสร้างการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและ/หรือเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยอาจมีการดำเนินการปรับโครงสร้างภายในและการปรับโครงสร้างของธุรกิจในด้านต่างๆ (ซึ่งอาจดำเนินการในลักษณะของการซื้อ จำหน่าย หรือโอนทรัพย์สินหรือสิทธิต่างๆ การควบรวมกิจการ การโอนสิทธิตามสัญญาทางการเงิน การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ หรือแนวทางในการดำเนินธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการบริหารงาน การกู้ยืม ให้กู้ยืมเงิน ตลอดจนการระดมทุนในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น)

 

การปรับโครงสร้างดังกล่าวอาจประกอบด้วยการทำรายการหรือธุรกรรมระหว่างบริษัทและ/หรือบริษัทในกลุ่มไทยเบฟ ดังนั้นการเพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัทจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการของบริษัท และเป็นการรองรับแผนการปรับโครงสร้างข้างต้นด้วย

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทของ SSC รับทราบความประสงค์ดังกล่าวและเห็นชอบให้นำเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2567 เพื่อพิจารณาอนุมัติการเพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัทออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยจะมีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 27 สิงหาคม 2567

 

ล่าสุดราคาหุ้น SSC ปรับตัวขึ้น 25.38% มาอยู่ที่ 61.75 บาท

The post ‘เจ้าสัวเจริญ’ เสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของเสริมสุข หุ้นละ 63 บาท ก่อนนำบริษัทออกจากตลาดหุ้นไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าสัวเจริญนำทัพ AWC เปิดโรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล เล็งลงทุนอสังหาในเชียงใหม่อีก 3 หมื่นล้านบาทในอีก 5 ปี https://thestandard.co/awc-opens-chiang-mai-marriott-hotel/ Fri, 03 Nov 2023 02:29:57 +0000 https://thestandard.co/?p=862006 เจริญ สิริวัฒนภักดี

เจริญ สิริวัฒนภักดี นำทัพบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำก […]

The post เจ้าสัวเจริญนำทัพ AWC เปิดโรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล เล็งลงทุนอสังหาในเชียงใหม่อีก 3 หมื่นล้านบาทในอีก 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจริญ สิริวัฒนภักดี

เจริญ สิริวัฒนภักดี นำทัพบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดตัวโรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล (Chiang Mai Marriott Hotel) ซึ่งเป็นโรงแรมแมริออทแห่งแรกในภาคเหนือ

 

“เราสร้างขึ้นมารองรับการจัดประชุม MICE ระดับพรีเมียมที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือของประเทศไทย และยกระดับพื้นที่ย่านช้างคลานให้เป็นศูนย์กลาง MICE” วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) กล่าว

 

โรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล มีพื้นที่รองรับการประชุม MICE ระดับพรีเมียมทั้งหมดกว่า 6,200 ตารางเมตร และ 10 ห้องประชุม รวมถึง ‘สุเทพฮอลล์’ ที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมงานได้กว่า 800 คน พร้อมด้วยจอ LED ขนาดใหญ่ 14 เมตร

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ AWC มีแผนการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเชียงใหม่กว่า 3 หมื่นล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งรวมมูลค่าของโครงการโรงแรม 4 แห่ง กว่า 1.3 หมื่นล้านบาท โดยเป็นไปตามกลยุทธ์การเติบโตและการสร้างความหลากหลายของพอร์ตโฟลิโอ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าอย่างครอบคลุม

 

ด้าน Marriott International ระบุว่า นําแบรนด์ระดับแฟลกชิปอย่างแมริออทมาสู่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมแมริออททั้งหมดกว่า 600 แห่งใน 65 ประเทศทั่วโลก โดยโรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล นี้จะเป็นอีกหนึ่งแม่เหล็กที่จะดึงดูดนักเดินทางและเครือข่ายสมาชิก Marriott Bonvoy กว่า 186 ล้านคนทั่วโลก มาท่องเที่ยวเมืองเชียงใหม่ที่มีชีวิตชีวาแห่งนี้

The post เจ้าสัวเจริญนำทัพ AWC เปิดโรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล เล็งลงทุนอสังหาในเชียงใหม่อีก 3 หมื่นล้านบาทในอีก 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกขายในวันที่มีกำไรอาจดีกว่า! วิเคราะห์เหตุผลที่ตระกูลอุทกะพันธุ์ ครอบครัวที่ปลุกปั้น ‘อมรินทร์’ มากับมือ เลือกขายธุรกิจให้กลุ่มเจ้าสัวเจริญแห่งเบียร์ช้าง https://thestandard.co/utakapan-amarin-and-sirivadhanabhakdi/ Tue, 24 Oct 2023 13:05:47 +0000 https://thestandard.co/?p=858044

วิเคราะห์เหตุผลทำไมตระกูล ‘อุทกะพันธุ์’ ครอบครัวที่ปลุก […]

The post เลือกขายในวันที่มีกำไรอาจดีกว่า! วิเคราะห์เหตุผลที่ตระกูลอุทกะพันธุ์ ครอบครัวที่ปลุกปั้น ‘อมรินทร์’ มากับมือ เลือกขายธุรกิจให้กลุ่มเจ้าสัวเจริญแห่งเบียร์ช้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิเคราะห์เหตุผลทำไมตระกูล ‘อุทกะพันธุ์’ ครอบครัวที่ปลุกปั้นธุรกิจสื่อ ‘อมรินทร์’ มากับมือ ถึงตัดสินใจขายหุ้นที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้กับเครือบริษัทของตระกูลสิริวัฒนภักดี ว่ากันว่าเป็นการตัดสินใจขายในวันที่บริษัทยังมีกำไร ถือว่าสร้างมูลค่าได้มากที่สุดแล้ว

 

หากย้อนไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ‘ระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์’ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เพิ่งประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ พร้อมเปลี่ยนชื่อจากบริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัท อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อตอกย้ำองค์กรอันดับ 1 ด้านการสื่อสารแบบครบวงจร

 

ไม่นานก็มีข่าวสะเทือนวงการสื่อ เมื่อตระกูลอุทกะพันธุ์ได้ขายหุ้นที่เหลือทั้งหมด 13.86% ให้กับบริษัท สิริภักดีธรรม จำกัด ของกลุ่มเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี แห่งเบียร์ช้าง พร้อมโบกมือลาจากทุกตำแหน่งในบริษัท

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

นับเป็นการเปิดทางให้กลุ่มไทยเบฟเข้ามาบริหารงานเครืออมรินทร์อย่างเต็มตัว หลังจากเดิมที่ถือหุ้นในอมรินทร์อยู่แล้ว 47.62% ซึ่งเป็นการซื้อหุ้นมาเมื่อปี 2559 ในช่วงที่อมรินทร์เจอปัญหาขาดทุนจากธุรกิจทีวีดิจิทัล

 

ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดในวันที่บริษัทยังมีกำไรดีที่สุด

 

ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด หรือ MI ฉายภาพกับ THE STANDARD WEALTH ว่าการตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดของอมรินทร์ล้วนมีนัยสำคัญ คือการรู้ทันเทรนด์และเติมเต็มระบบนิเวศ

 

“จริงๆ แล้วกลุ่มผู้บริหารอมรินทร์กรุ๊ปนั้นรู้ทันเทรนด์ธุรกิจอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสื่อดิจิทัล สื่อสิ่งพิมพ์ และเริ่มเห็นว่าไม่ได้สดใสเหมือนในอดีตที่ผ่านมา มิหนำซ้ำยังมีอนาคตเติบโตยาก

 

“ส่วนตัวประเมินว่าถึงวันนี้บริษัทยังมีผลประกอบการที่เป็นกำไรอยู่ เพราะฉะนั้นการตัดสินใจขายวันนี้ดีที่สุด ถ้ารอจนถึงวันที่ธุรกิจถึงจุดตกต่ำแล้วจะมาขายในวันที่สายเกินไป อาจจะไม่มีมูลค่าในการขายถ้าเทียบกับปัจจุบัน”

 

ขณะเดียวกันหลังจากอมรินทร์มาอยู่ในเครือไทยเบฟเต็มตัวนั้นไม่มีเหตุผลอื่นเลยนอกจากนำมาเติมเต็มระบบนิเวศของธุรกิจในเครือ แม้สื่อสิ่งพิมพ์จะชะลอตัวเอง แต่คำว่าสิ่งพิมพ์ยังมีคุณค่าในมุมอื่นที่ไม่ใช่แค่สื่อ ทำให้กลุ่มระบบนิเวศใหญ่ๆ ใช้ประโยชน์ได้

 

อีกหนึ่งจุดแข็งของอมรินทร์กรุ๊ปคือการจัดงานแสดงโชว์สินค้า อย่างบ้านและสวน และงานสัตว์เลี้ยงต่างๆ โดยไทยเบฟก็มีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อนาคตจะเป็นสถานที่จัดงานอีเวนต์ต่างๆ

 

ส่วนธุรกิจทีวีแม้วันนี้คนจะดูทีวีลดลง แต่ช่องอมรินทร์ยังมีจุดขายคือรายการข่าว ปัจจุบันเรตติ้งอยู่อันดับที่ 7 ซึ่งมีฐานคนดูเป็นกลุ่มคนเมืองวัยกลางคน และมีรายได้สูง แต่อมรินทร์อาจไม่ได้หวังรายได้จากสื่อโฆษณาเหมือนเดิม แต่จะใช้เครื่องมือธุรกิจสื่อมาช่วยสนับสนุนธุรกิจในเครือมากกว่า โดยเฉพาะโอกาสจากธุรกิจการจัดงานแสดงสินค้าที่มีโอกาสเติบโต เพราะเป็นเทรนด์ที่คนต้องการออกไปหาประสบการณ์นอกบ้านกันมากขึ้น

 

เครื่องมือสื่อที่หลากหลายของ ‘อมรินทร์’ จะช่วยหนุนธุรกิจในเครือไทยเบฟ

 

สอดคล้องกับ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานหลักสูตรปริญญาโทด้านแบรนด์และการตลาด ผู้ช่วยอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าในช่วง 7 ปีที่แล้ว บริษัทในเครือของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในอมรินทร์กรุ๊ป พร้อมส่งผู้บริหารเข้ามากุมบังเหียนหลายตำแหน่ง แต่ยังมีกลุ่มผู้บริหารเดิมอย่าง ระริน อุทกะพันธุ์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และมีความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจ

 

“ถึงวันนี้การที่ตัดสินใจขายหุ้นที่เหลืออยู่ทั้งหมดไป เป็นเรื่องของการให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่าบริษัทในเครือไทยเบฟจะเข้ามาดูแลธุรกิจนี้เต็มตัว แต่ไม่ใช่เรื่องแปลกของธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ และยิ่งมีบริษัทในเครือหลากหลาย ก็มักจะมีธุรกิจสื่อเป็นของตัวเอง ยกตัวอย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่มีสื่อช่อง TNN 24 อยู่ในมือ”

 

เหตุผลเพราะการมีสื่อที่มีเครื่องมือหลากหลายอย่างอมรินทร์กรุ๊ปมาอยู่ในมือ ก็จะช่วยสนับสนุนธุรกิจในเครือไทยเบฟ ที่มีทั้งเครื่องดื่ม ร้านอาหาร โรงแรม เรียลเอสเตท หรือแม้แต่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคได้มากขึ้น โดยเฉพาะจุดแข็งของการจัดงานอีเวนต์ของอมรินทร์ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจในเครือไทยเบฟโดยตรง

 

ทั้งนี้ จากเดิมแล้วการทำธุรกิจจะมีงบที่เอามาใช้กับสื่อต่างๆ ในทุกๆ เดือน แต่เมื่อมีสื่อมาอยู่ในเครือเดียวกันก็สามารถลดต้นทุนการตลาดได้ และสามารถควบคุมทิศทางของสื่อได้มากขึ้น หรือจะเรียกง่ายๆ ว่าเหมือนเป็นการนำเงินออกจากกระเป๋าซ้าย แล้วกลับมาเข้ากระเป๋าขวา

 

ที่สำคัญยิ่งอมรินทร์มาอยู่ภายใต้เครือไทยเบฟจะทำให้มีโอกาสการเติบโตมากขึ้น เนื่องจากไทยเบฟมีงบลงทุน มีคอนเน็กชัน และมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเก่งๆ ที่สามารถดึงมาทำงานด้วยได้

 

ครึ่งปีแรก 2566 อมรินทร์ยังสามารถทำกำไรอยู่ที่ 18.78 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ โครงสร้างธุรกิจของอมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ มีธุรกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่ สำนักพิมพ์ ซึ่งถือเป็นรายได้หลักบริษัท ตามด้วยมีเดียและอีเวนต์ สิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์

 

ส่วนผลประกอบการปี 2566 งวด 6 เดือน มีรายได้รวม 1,982 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน 18.78 ล้านบาท เพราะบริษัทยังได้รับผลกระทบจากธุรกิจทีวีดิจิทัลที่มีรายได้หดตัวลง ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 128.48 ล้านบาท

The post เลือกขายในวันที่มีกำไรอาจดีกว่า! วิเคราะห์เหตุผลที่ตระกูลอุทกะพันธุ์ ครอบครัวที่ปลุกปั้น ‘อมรินทร์’ มากับมือ เลือกขายธุรกิจให้กลุ่มเจ้าสัวเจริญแห่งเบียร์ช้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น AMARIN ดิ่งเฉียด 6% หลังกลุ่ม ‘เจ้าสัวเจริญ’ ซื้อบิ๊กล็อตเพิ่ม 13.86% ราคาสูงกว่ากระดานจากหุ้นใหญ่เบอร์ 2 ขายหุ้นให้เกลี้ยงพอร์ต https://thestandard.co/amarin-plummet-nearly-6-percent/ Fri, 06 Oct 2023 05:11:19 +0000 https://thestandard.co/?p=851347

กลุ่มเจ้าสัวเจริญลุยซื้อบิ๊กล็อตหุ้น บมจ.อมรินทร์ คอร์เ […]

The post หุ้น AMARIN ดิ่งเฉียด 6% หลังกลุ่ม ‘เจ้าสัวเจริญ’ ซื้อบิ๊กล็อตเพิ่ม 13.86% ราคาสูงกว่ากระดานจากหุ้นใหญ่เบอร์ 2 ขายหุ้นให้เกลี้ยงพอร์ต appeared first on THE STANDARD.

]]>

กลุ่มเจ้าสัวเจริญลุยซื้อบิ๊กล็อตหุ้น บมจ.อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ เพิ่มอีก 13.86% จากผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 2 รวบหุ้นเพิ่มจากเดิมที่ถือหุ้นสัดส่วน 60% เป็นอันดับที่ 1 

 

ระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ หรือ AMARIN แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการซื้อ-ขายหุ้นของบริษัทฯ จากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ว่า ในวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ได้จำหน่ายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่จำนวน 138.39 หุ้น คิดเป็น 13.86% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ จำนวน 998.28 ล้านหุ้น ผ่านระบบการซื้อ-ขายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) บนกระดานรายใหญ่ (Big Lot Board) โดยจำหน่ายหุ้นดังกล่าวให้แก่บริษัท สิริภักดีธรรม จำกัด

 

ข้อมูลรายการทำรายการ Big Lot 

 

 

สำหรับบริษัท สิริภักดีธรรม จำกัด ถือหุ้นโดยบริษัท อเดลฟอส จำกัด ในสัดส่วน 99.98% ขณะที่บริษัท อเดลฟอส จำกัด ถือหุ้นโดย ฐาปน สิริวัฒนภักดี สัดส่วน 50% และ ปณต สิริวัฒนภักดี ถือหุ้นในสัดส่วน 50% ซึ่งฐาปนกับปณตเป็นบุตรของ เจริญ สิริวัฒนภักดี 

 

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบของ THE STANDARD WEALTH วานนี้ (5 ตุลาคม) พบรายการ Big Lot Board ของ AMARIN จำนวน 138.39 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 761.13 ล้านบาท ด้วยราคาเฉลี่ยที่ 5.50 บาทต่อหุ้น สูงกว่าราคาซื้อ-ขายในกระดานที่ปิดตลาดที่ 4.50 บาทเมื่อวานนี้ 

 

ขณะที่การเคลื่อนไหวราคา AMARIN วันนี้ (6 ตุลาคม) เปิดการซื้อ-ขายที่ 4.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากราคาปิดวันก่อนหน้า ขณะที่ระหว่างการซื้อ-ขายราคาลดลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 4.24 บาท ติดลบ 5.78% ส่วนราคาสูงสุดพุ่งขึ้นไปแตะที่ระดับ 4.62 บาท บวก 2.67% จากนั้นราคาหุ้นได้ปรับตัวลงมาในแดนลบ หลังจากมีการรายงานข่าวข้อมูลรายการ Big Lot ดังกล่าว   

 

ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์รายงานรายชื่อผู้ถือหุ้น 10 รายแรกของ บมจ.อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ ณ วันที่ 15 มีนาคม 2566 มีดังนี้

 

  1. บริษัท วัฒนภักดี จำกัด ถือหุ้น 60.35%
  2. ระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ ถือหุ้น 9.42%
  3. ระริน อุทกะพันธุ์ ถือหุ้น 4.45%
  4. ระพี อุทกะพันธุ์ ถือหุ้น 4.04%
  5. เมตตา อุทกะพันธุ์ ถือหุ้น 3.67%
  6. โสภณ มิตรพันธ์พานิชย์ ถือหุ้น 2.11%
  7. มยุรี วงแก้วเจริญ ถือหุ้น 1.55%
  8. สมชัย สวัสดีผล ถือหุ้น 1.50%
  9. พีรวัฒน์ ธรรมาภิมณฑ์ ถือหุ้น 1.24%
  10. บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 0.65%

The post หุ้น AMARIN ดิ่งเฉียด 6% หลังกลุ่ม ‘เจ้าสัวเจริญ’ ซื้อบิ๊กล็อตเพิ่ม 13.86% ราคาสูงกว่ากระดานจากหุ้นใหญ่เบอร์ 2 ขายหุ้นให้เกลี้ยงพอร์ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาการประลองกำลังของบรรดา ‘เจ้าสัวไทย’ ที่ชิงไหวชิงพริบในสมรภูมิ ‘ร้านสะดวกซื้อ’ ที่มีมูลค่ากว่า 4.28 แสนล้านบาท https://thestandard.co/thai-magnate-business/ Thu, 05 Oct 2023 03:21:36 +0000 https://thestandard.co/?p=850869 เจ้าสัวไทย

ธุรกิจร้านสะดวกซื้อของไทยกำลังกลายเป็นพื้นที่สมรภูมิให้ […]

The post จับตาการประลองกำลังของบรรดา ‘เจ้าสัวไทย’ ที่ชิงไหวชิงพริบในสมรภูมิ ‘ร้านสะดวกซื้อ’ ที่มีมูลค่ากว่า 4.28 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าสัวไทย

ธุรกิจร้านสะดวกซื้อของไทยกำลังกลายเป็นพื้นที่สมรภูมิให้เหล่ามหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศมาชิงไหวชิงพริบกัน จากแนวโน้มที่ผู้บริโภคซื้อสินค้าน้อยลงแต่ช้อปปิ้งบ่อยขึ้น ทำให้บรรดาเจ้าสัวเหล่านี้มองเห็นอนาคตที่เต็มไปด้วยโอกาส

 

รายงานของ Bloomberg ระบุถึง เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศไทยจากมูลค่าทรัพย์สิน 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 4.2 แสนล้านบาท ได้วางแผนที่จะเปลี่ยนร้านค้าแบบดั้งเดิมอย่าง ‘โชห่วย’ กว่า 30,000 แห่งให้เป็นร้านสะดวกซื้อภายใต้โมเดล ‘ร้านโดนใจ’ ภายในปี 2570

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

โมเดลร้านดังกล่าวมี บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ เป็นหัวเรือหลักที่จะให้บริการด้านโลจิสติกส์ การตลาด และข้อมูล รวมถึงการจัดหาสินค้าจากบริษัทในเครืออย่าง Big C Retail และ Thai Beverage ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม เจ้าสัวเจริญไม่ได้เป็นคนเดียวที่มองเห็นโอกาสในเค้กก้อนนี้ เพราะ คีรี กาญจนพาสน์ ยักษ์ใหญ่ด้านระบบขนส่งมวลชน และเจ้าสัวห้างสรรพสินค้าระดับโลกอย่างตระกูลจิราธิวัฒน์ ก็อยากมีส่วนแบ่งไม่ต่างกัน

 

ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปัจจุบันภูมิทัศน์ร้านสะดวกซื้อในไทยถูกครอบงำโดยบริษัท ซีพี ออลล์ ซึ่งดำเนินกิจการร้าน 7-Eleven มากกว่า 14,000 แห่ง ร้านค้าเหล่านี้คิดเป็นเกือบ 75% ของร้านสะดวกซื้อทั้งหมดในไทยเลยทีเดียว

 

Bloomberg ชี้ว่า ไม่ใช่พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้นที่บรรดาเจ้าสัวไทยมองเห็น แต่ยังมาจากแผนของ เศรษฐา ทวีสิน ที่จะอัดฉีดเงินกว่า 5.6 แสนล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถดถอย รวมถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็หนุนความฝันอันสดใสด้วย

 

การที่ร้านสะดวกซื้อที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาจากกระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมถนนในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่อื่นๆ โดยให้บริการร้านค้าแบบครบวงจรสำหรับทุกสิ่งตั้งแต่อาหารพร้อมรับประทานไปจนถึงสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันและการชำระค่าไฟฟ้า

 

Euromonitor International ประเมินว่า ตลาดร้านสะดวกซื้อจะขยายตัว 5.4% ในปีนี้เป็น 4.28 แสนล้านบาท หลังจากที่เพิ่มขึ้น 18% ในปี 2565 ซึ่งได้แรงหนุนจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด การเติบโตต่อปีอาจอยู่ที่ 5.5% จนถึงปี 2568 สิ่งที่น่าสนใจคือรายได้กว่า 2 ใน 3 ของร้านสะดวกซื้อมาจากอาหารและเครื่องดื่ม

 

“เรามีทัศนคติในแง่ดีมากเกี่ยวกับอุตสาหกรรมค้าปลีก เนื่องจากรัฐบาลใหม่ได้ดำเนินการเชิงรุกด้วยการใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อกระตุ้นการบริโภคและเศรษฐกิจ ผู้เล่นรายใหม่จำนวนมากพยายามแย่งส่วนแบ่งตลาดนี้ที่มีศักยภาพมหาศาลก่อนที่จะสายเกินไป” วโรฤทธิ์ จีระชน จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ กล่าว

 

สำหรับเจ้าสัวเจริญแม้จะสามารถขยายร้านโดนใจประมาณ 1,400 แห่งในช่วงสามเดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน รวมเป็นสาขาทั้งหมดประมาณ 2,600 แห่ง แต่การนำ Big C Retail เข้า IPO เพื่อระดมทุน 1 พันดอลลาร์ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยอ้างถึงภาพรวมตลาดทุนที่ยังไม่เอื้อ

 

ขณะเดียวกัน ครอบครัวจิราธิวัฒน์ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลจากห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ศูนย์การค้า และโรงแรม จำนวน 1.38 หมื่นล้านดอลลาร์ กำลังปรับปรุงกลยุทธ์ร้านสะดวกซื้อใหม่หลังการระบาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ

 

ก่อนหน้านี้ เซ็นทรัลได้รับสิทธิ์แฟรนไชส์ในร้าน FamilyMart ของญี่ปุ่น แต่พบว่าจำนวนร้านค้าเหล่านั้นลดลงเหลือประมาณ 400 แห่งในเดือนมีนาคม จาก 900 แห่งในปี 2563 ทำให้ล่าสุดมีการประกาศยกเลิกการใช้ชื่อ FamilyMart ทั้งหมด และเปลี่ยนไปใช้ Tops Daily เพื่อช่วยในการสร้างแบรนด์

 

ขณะที่ คีรี กาญจนพาสน์ เจ้าพ่อด้านระบบขนส่งมวลชนได้เปิดตัวร้านสะดวกซื้อ Turtle บริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส รวมถึงติดตั้งตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติใกล้ทางออกสถานีอีกด้วย

 

แม้บรรดาเจ้าสัวจะพยายามใช้หมากรบที่แตกต่างตั้งแต่การใช้ประโยชน์จากระบบรางยกระดับไปจนถึงการเปลี่ยนโฉมเครือร้านค้า แต่ความเป็นจริงยังต้องเจอคู่แข่งรายใหญ่อย่างซีพี ออลล์ ซึ่งได้ทุ่มงบกว่า 1.3 หมื่นล้านบาทในปี 2566 เพื่อเปิดร้าน 7-Eleven อีกอย่างน้อย 700 แห่งด้วยกัน

 

แน่นอนว่าการแข่งขันไม่มีสิ้นสุด มีเพียงผู้ที่มีความยืดหยุ่นมากที่สุดเท่านั้นที่จะเติบโต ซึ่ง จริยา ถ้ำตรงกิจกุล หัวหน้าแผนกพื้นที่ค้าปลีก ซีบีอาร์อี ประเทศไทย ระบุว่า “ร้านสะดวกซื้อจะต้องพิจารณาทบทวนและกำหนดกลยุทธ์ใหม่เพื่อการแข่งขันและการขยายธุรกิจ”

 

 

อ้างอิง:

The post จับตาการประลองกำลังของบรรดา ‘เจ้าสัวไทย’ ที่ชิงไหวชิงพริบในสมรภูมิ ‘ร้านสะดวกซื้อ’ ที่มีมูลค่ากว่า 4.28 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฉายภาพ ‘Starbucks ไทย’ ภายใต้ร่มเงา ‘เจ้าสัวเจริญ’ กับการบุกหนักตลาดร้านกาแฟ วางเป้าขายเพิ่มเกือบ 1 เท่าตัว สู่ 800 สาขาในปี 2573 https://thestandard.co/coffee-concepts-thailand-starbucks-2/ Mon, 10 Jul 2023 03:36:29 +0000 https://thestandard.co/?p=814619 starbucks

ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2562 หนึ่งในดีลเข้าซื้อกิจการที่เป […]

The post ฉายภาพ ‘Starbucks ไทย’ ภายใต้ร่มเงา ‘เจ้าสัวเจริญ’ กับการบุกหนักตลาดร้านกาแฟ วางเป้าขายเพิ่มเกือบ 1 เท่าตัว สู่ 800 สาขาในปี 2573 appeared first on THE STANDARD.

]]>
starbucks

ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2562 หนึ่งในดีลเข้าซื้อกิจการที่เป็น ‘ทอล์กออฟเดอะทาวน์’ ในเวลานั้น คือการที่ Starbucks ตัดสินใจปิดฉากเส้นทางธุรกิจที่ปั้นเองกับมือกว่า 20 ปี โดยขายสิทธิ์บริหารร้านกาแฟเงือกเขียวทั้งหมด 372 สาขา (ณ วันที่ 23 พฤษภาคม) ให้กับ Coffee Concepts Thailand

 

ลึกลงไปบริษัทดังกล่าวเป็นการร่วมทุนกับ Maxim’s Caterers Limited จากฮ่องกง และ F&N Retail Connection Co., Ltd. ในเครือบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เชื่อว่าดีลยักษ์นี้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพราะลำพัง ‘บริษัท คอฟฟี่ คอนเซ็ปต์ (ประเทศไทย) จำกัด’ ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ก็มีทุนจดทะเบียน 1 หมื่นล้านบาทเข้าไปแล้ว เผลอๆ การซื้อในครั้งนี้อาจต้องจ่ายเงินสูงถึง 1.5-1.6 หมื่นล้านบาทด้วยซ้ำ 

 

ผ่านมา 4 ปี จาก 372 สาขาในวันนั้น ตัวเลขการขยายได้เพิ่มสู่ 465 สาขา แม้ว่าจะไม่มากนัก แต่อย่าลืมว่าหลังซื้อได้ไม่นาน โลกก็เผชิญกับโควิด ส่งผลให้ธุรกิจทุกชนิดต้องหยุดนิ่งไป

 

เช่นเดียวกับ Starbucks ในประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับรายได้และกำไรที่ลดลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อโควิดผ่านพ้นไปก็กลับมาเติบโตเทียบเท่ากับช่วงก่อนเกิดโรคระบาดแล้ว

 

อิงจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าของ ‘บริษัท คอฟฟี่ คอนเซ็ปต์ รีเทล จำกัด’ จะพบว่า 

 

ปี 2562 รายได้รวม 8,183.58 ล้านบาท กำไร 865.49 ล้านบาท 

ปี 2563 รายได้รวม 1,778.50 ล้านบาท กำไร 134.82 ล้านบาท

ปี 2564 รายได้รวม 6,135.81 ล้านบาท กำไร 164.65 ล้านบาท

ปี 2565 รายได้รวม 8,389 ล้านบาท กำไร 833 ล้านบาท

 

แน่นอนเมื่อดูจากตัวเลขนี้รายได้ในปี 2566 และในอนาคตย่อมเติบโตขึ้น

 

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ Starbucks ในประเทศไทยมาอยู่ภายใต้ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ได้ 4 ปีทำให้เชนกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน?

 

น่าเสียดายที่ ‘เนตรนภา ศรีสมัย’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด เลี่ยงที่จะตอบคำถามนี้กับ THE STANDARD WEALTH ในงานแถลง Starbucks ครบรอบ 25 ปีในไทย

 

เนตรนภาเลือกที่จะตอบคำถามบนเวทีเท่านั้น โดยฉายภาพว่า หลังโควิดคลี่คลายลง เศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัว พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคก็เริ่มปรับตัวดีขึ้น แน่นอนว่าทำให้ธุรกิจร้านกาแฟสามารถเติบโตขึ้นได้อีก 

 

“เห็นได้จากความเคลื่อนไหวของทั้งแบรนด์รายเล็กและรายใหญ่ที่ช่วยกันกระตุ้นตลาด รวมถึง Starbucks ปัจจุบันมีลูกค้าเข้าร้านมากกว่า 8 แสนคนต่อสัปดาห์”

 

ก้าวต่อไปของ Starbucks จะยังให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การควบคุมมาตรฐานของวัตถุดิบเมล็ดกาแฟและรสชาติ ไปพร้อมกับการสร้างพัฒนาเมนูใหม่ๆ ทั้งเครื่องดื่มและเบเกอรี ออกมาตอบโจทย์เทรนด์และความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการเทรนพนักงานเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค

 

รวมถึงการขยายสาขาให้ครบ 800 แห่งภายในปี 2573 (จริงๆ แล้วตัวเลขดังกล่าวถูกพูดถึงมาตลอด แต่ผู้บริหารมักบอกว่ายังไม่แน่ชัดจากสถานการณ์ที่ต้องประเมินอย่างใกล้ชิด) ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับสาขาที่มีอยู่ตอนนี้ สำหรับสาขาใหม่จะเน้นเปิดในโมเดลไดร์ฟทรู 

 

การขยายสาขาสอดคล้องกับแผนของบริษัทแม่ที่ต้องการเปิดสาขาร้านกาแฟภายใต้แบรนด์ของ Starbucks กว่า 400 แห่งทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกภายในปีนี้ นับเป็นแผนการขยายตัวเติบโตของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 5 ปี

 

รายงานระบุว่า การขยายตัวครั้งนี้จะครอบคลุมอินเดีย อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และ สปป.ลาว ที่จะถือเป็นการเปิด Starbucks สาขาแรก โดยแถลงการณ์ของ Starbucks ระบุชัดเจนว่า การขยายสาขาในปีนี้จะมุ่งเน้นกระจายไปที่เมืองรองเป็นหลัก 

 

สำหรับในไทยยังมีโมเดลร้านกาแฟเพื่อชุมชน หรือ Community Store ซึ่งจะเป็นสาขาที่มอบเงินสนับสนุนให้มูลนิธิ โดยมีแผนเปิดให้ครบ 8 แห่งอีกด้วย

 

การขยายสาขาจำนวนมากสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในตลาดร้านกาแฟของไทย ล้วงลึกมาถึงตลาดร้านกาแฟและคาเฟ่ในไทยที่มีมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 10-15% จากวัฒนธรรมการดื่มกาแฟในประเทศไทย ที่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน จนทำให้อัตราการดื่มกาแฟของคนไทย โดยเฉพาะวัยทำงานเฉลี่ยมากถึง 300 แก้วต่อคนต่อปี

 

แต่สำหรับ Starbucks แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นยักษ์ร้านกาแฟเบอร์ 1 ของโลก แต่การทำธุรกิจในไทยก็ไม่ง่าย เพราะมาพร้อมกับกำลังซื้อที่ผันผ่านจากภาวะเศรษฐกิจ จนทำให้มีการเข็นโปรโมชัน 1 แถม 1 ออกมาบ่อยจนแฟนคลับบางส่วนตกใจ

 

แม้โปรฯ​ ดังกล่าวจะสามารถกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี แต่ทางหนึ่งก็ได้รับเสียงติติงจากลูกค้าขาประจำว่า ทำให้ประสบการณ์ในร้านเปลี่ยนไป แม้จะแยกแถวของผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมโปรฯ ออกมาแล้วก็ตาม

 

ในอีกทางหนึ่งการออกโปรฯ บ่อยทำให้เกิดข้อสงสัยในแง่ของเกมการตลาดว่า นี่จะใช่วิธีที่ถูกต้องในการกระตุ้นยอดขายหรือไม่ เพราะจะกลายเป็นว่าสร้างพฤติกรรมเสพติดให้กับลูกค้าขาจรที่จะซื้อก็ต่อเมื่อมีโปรฯ เท่านั้น แต่ที่สุดแล้วไม่อาจทราบได้ว่าจะเป็นแฟนคลับได้หรือไม่ ในเมื่อการเดินเข้ามาซื้อเกิดจาก ‘ราคา’ เป็นตัวกระตุ้นสำคัญ

 

ความท้าทายของตลาดในไทยยังไม่หมดเท่านั้น เพราะภาพของร้านกาแฟที่ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่คือ ‘The Third Place’ หรือสถานที่แห่งที่ 3 ในชีวิตของทุกคนนอกเหนือจากที่บ้านและที่ทำงาน ที่ใครก็สามารถมาใช้จ่ายวันเวลาได้ ไม่ว่าจะนั่งดื่มกาแฟเฉยๆ ฟังเพลง ทำงาน อ่านหนังสือ คือสิ่งที่เป็นเสน่ห์ของ Starbucks มาโดยตลอด

 

แต่ ณ เข็มนาฬิกาเดินไป มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนักสำหรับร้านกาแฟหัวก้าวหน้าอย่าง Starbucks ที่มักจะคิดและทำอะไรนำหน้าคนอื่นเสมอ

 

ปัญหาคือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้ดีเสมอไป และทำให้เกิดความกังวลว่า ฤๅมนตร์เสน่ห์ของเสียงเพรียกแห่งไซเรนสองหางกำลังจะเสื่อมคลาย?

 

ความท้าทายสำหรับ Starbucks โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ หลังจากนี้คือการหาทางออกที่ประนีประนอมร่วมกันให้ได้ระหว่างร้านกาแฟ ลูกค้า และบาริสต้า ทำอย่างไรให้ The Third Place ที่ทุกคนรักยังคงอยู่ ให้คนชงได้มีความสุขเพื่อที่จะได้ใส่ความรักลงไปในแก้วกาแฟ ให้ความผูกพันระหว่างผู้คนยังเหมือนเดิม และในเวลาเดียวกันก็มีความทันสมัย ก้าวไปสู่อนาคตข้างหน้าอย่างมั่นใจ

 

สิ่งนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องจับตาการเดินทางของ Starbucks ในประเทศไทยเช่นกัน!

The post ฉายภาพ ‘Starbucks ไทย’ ภายใต้ร่มเงา ‘เจ้าสัวเจริญ’ กับการบุกหนักตลาดร้านกาแฟ วางเป้าขายเพิ่มเกือบ 1 เท่าตัว สู่ 800 สาขาในปี 2573 appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 อันดับมหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2566 https://thestandard.co/top-10-thai-billionaires-2566/ Fri, 07 Jul 2023 11:35:38 +0000 https://thestandard.co/?p=813837

นิตยสาร Forbes จัดอันดับมหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2566 โดยพบ […]

The post 10 อันดับมหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>

นิตยสาร Forbes จัดอันดับมหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2566 โดยพบว่าในปีนี้ความมั่งคั่งรวมของมหาเศรษฐี 50 อันดับแรกของไทยปรับเพิ่มขึ้นราว 15% เป็น 1.73 แสนล้านดอลลาร์ โดยอันดับ 1 ยังคงเป็นของพี่น้องตระกูลเจียรวนนท์ ตามมาด้วย เฉลิม อยู่วิทยา, เจริญ สิริวัฒนภักดี, ตระกูลจิราธิวัฒน์ และ สารัชถ์ รัตนาวะดี ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าทั้ง 3 อันดับมหาเศรษฐี ล้วนมีความมั่งคั่งหลักๆ มาจากกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

 

มหาเศรษฐีไทย

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

The post 10 อันดับมหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
BJC แต่งตั้ง ‘ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล’ ลูกสาวเจ้าสัวเจริญ ขึ้นสู่ ‘ซีอีโอ’ ถือเป็นผู้บริหารหญิงคนแรกที่ขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดในรอบ 140 ปี https://thestandard.co/bjc-set-up-thapanee-techajareonvikul-new-ceo/ Tue, 28 Mar 2023 02:03:42 +0000 https://thestandard.co/?p=769467 ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล

ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ BJC โดยได้ประกาศแต่ง […]

The post BJC แต่งตั้ง ‘ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล’ ลูกสาวเจ้าสัวเจริญ ขึ้นสู่ ‘ซีอีโอ’ ถือเป็นผู้บริหารหญิงคนแรกที่ขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดในรอบ 140 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล

ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ BJC โดยได้ประกาศแต่งตั้ง ‘ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล’ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ นับเป็นการแต่งตั้งผู้บริหารหญิงคนแรกที่ขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดของ BJC ในรอบ 140 ปี

 

ก่อนจะขึ้นเป็นแม่ทัพอย่างเป็นทางการ ฐาปณีได้อยู่ในตำแหน่งกรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโสมาอย่างยาวนาน โดยการปรับครั้งนี้กำหนดให้มีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไป 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

สำหรับฐาปณีนั้นเป็นลูกคนที่ 4 ของ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี มหาเศรษฐีไทยอันดับที่ 3 ตามข้อมูลของนิตยสาร Forbes Thailand โดยมีมูลค่าทรัพย์สินราว 3.94 แสนล้านบาท

 

ฐาปณีสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา และระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จากสถาบันเอ็มไอที (MIT) สหรัฐอเมริกา 

 

ขณะเดียวกัน ‘อัศวิน เตชะเจริญวิกุล’ ซึ่งเดิมเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ BJC จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ บริษัท บิ๊กซี รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BRC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ BJC ตามแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ 

 

ในวันเดียวกับที่มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงผู้บริหารสูงสุด ทาง BJC ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ถึงแผนการนำ BRC เข้า IPO ในสัดส่วนหุ้น 29.98% โดยปี 2565 BRC มีรายได้ 113,573 ล้านบาท กำไร 6,757 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ฐาปณีกล่าวว่า แผนธุรกิจระยะยาว 5 ปี (2565-2569) ของ BJC จะใช้งบลงทุน 6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นประมาณ 1.2-1.4 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยปัจจุบันกลุ่ม BJC มีจุดจำหน่ายสินค้ามากกว่า 236,000 สาขาทั่วภูมิภาคเอเชีย เช่น เมียนมา มาเลเซีย เวียดนาม จีน สปป.ลาว และกัมพูชา  

The post BJC แต่งตั้ง ‘ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล’ ลูกสาวเจ้าสัวเจริญ ขึ้นสู่ ‘ซีอีโอ’ ถือเป็นผู้บริหารหญิงคนแรกที่ขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดในรอบ 140 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนผลงาน ‘คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี’ ภรรยาเจ้าสัวเจริญ ด้วยความระลึกถึง https://thestandard.co/works-of-wanna-sirivadhanabhakdi/ Fri, 17 Mar 2023 05:53:44 +0000 https://thestandard.co/?p=764444

เปิดประวัติและย้อนผลงาน คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ภรรย […]

The post ย้อนผลงาน ‘คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี’ ภรรยาเจ้าสัวเจริญ ด้วยความระลึกถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เปิดประวัติและย้อนผลงาน คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ภรรยาเจ้าสัวเจริญ ถึงแก่กรรมอย่างสงบ หลังจากป่วยมาพักใหญ่ ท่ามกลางความอาลัยของผู้คนในแวดวงธุรกิจ 

 

มีรายงานว่า คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ภรรยาของ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มบริษัททีซีซี และเครือไทยเบฟ ถึงแก่กรรมแล้ว เมื่อเวลา 01.24 น. ที่ผ่านมา 

 



ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 




สำหรับประวัติครอบครัว คุณหญิง วรรณา สิริวัฒนภักดี สมรสกับ เจริญ สิริวัฒนภักดี และมีบุตร-ธิดา รวมกัน 5 คน ประกอบด้วย อาทินันท์ พีชานนท์, วัลลภา ไตรโสรัส, ฐาปน สิริวัฒนภักดี, ฐาปนี เตชะเจริญวิกุล และ ปณต สิริวัฒนภักดี

 

ปัจจุบันคุณหญิงวรรณาดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน)

 

รวมถึงยังนั่งในตำแหน่งสำคัญในคณะกรรมการของกลุ่มบริษัททีซีซี ประกอบไปด้วย รองประธานกรรมการ บริษัท เครือไทย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน), รองประธานกรรมการ บริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) จำกัด, รองประธานกรรมการ บริษัท ทีซีซี แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, กรรมการ บริษัท ทีซีซี โฮลดิ้งส์ (2519) จำกัด, รองประธานกรรมการกลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด และรองประธานกรรมการกลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ ลิมิเต็ด


ตามด้วยตำแหน่งรองประธานกรรมการ บริษัท สิริวนา จำกัด, รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท คริสตอลลา จำกัด, รองประธานกรรมการ บริษัท พรรณธิอร จำกัด, รองประธานกรรมการ บริษัท ทีซีซีแลนด์ จำกัด และประธานกรรมการ บริษัท เบียร์ทิพย์ บริวเวอรี่ (1991) จำกัด

 

ยิ่งไปกว่านั้น คุณหญิงวรรณายังมีบทบาทสำคัญด้านการกุศลและช่วยเหลือสังคมในหลากหลายด้าน โดยได้ดำรงตำแหน่งสำคัญในมูลนิธิต่างๆ เริ่มตั้งแต่ กรรมการมูลนิธิสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์, กรรมการมูลนิธิรามาธิบดี, กรรมการศิริราชมูลนิธิ, กรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช, กรรมการมูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ, คณะกรรมการจัดหาและส่งเสริมผู้ให้โลหิตแห่งสภากาชาดไทย, กรรมการมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง และกรรมการมูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล

 

ด้านการศึกษา คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี สำเร็จการศึกษาและได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก 8 มหาวิทยาลัยในไทย ได้แก่ ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล, ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการธุรกิจ มหาวิทยาลัยพะเยา, ปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก, ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, ปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาบริหารธุรกิจการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ และปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

สะท้อนให้เห็นว่าคุณหญิงวรรณามีประสบการณ์ในด้านการศึกษาและการดำเนินธุรกิจยาวนานกว่า 50 ปี 

The post ย้อนผลงาน ‘คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี’ ภรรยาเจ้าสัวเจริญ ด้วยความระลึกถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม่ทัพใหญ่ Big C ไม่หวั่น! การแข่งขันสูง เร่งสปีดร้าน ‘โดนใจ’ ดึงโชห่วยเสริมทัพ 3 หมื่นสาขา ภายในปี 2570 https://thestandard.co/big-c-donjai/ Wed, 18 Jan 2023 11:04:37 +0000 https://thestandard.co/?p=738963 โดนใจ

โชห่วยเนื้อหอม ยักษ์ค้าปลีกรายใหญ่รุมตอม แม่ทัพใหญ่ BJC […]

The post แม่ทัพใหญ่ Big C ไม่หวั่น! การแข่งขันสูง เร่งสปีดร้าน ‘โดนใจ’ ดึงโชห่วยเสริมทัพ 3 หมื่นสาขา ภายในปี 2570 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนใจ

โชห่วยเนื้อหอม ยักษ์ค้าปลีกรายใหญ่รุมตอม แม่ทัพใหญ่ BJC ไม่หวั่น! แม้การแข่งขันสูง เร่งสปีดร้าน ‘โดนใจ’ ดึงโชห่วยเป็นพันธมิตรให้ได้ 30,000 สาขา ภายในปี 2570 พร้อมขยายตลาดไปเวียดนาม แย้มมีโอกาสโตอย่างมาก

 

ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ หรือ BJC กล่าวว่า บริษัทเริ่มต้นโครงการร้านเครือข่าย ‘โดนใจ’ มาตั้งแต่ปี 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งมาจากวิสัยทัศน์ของคุณพ่อ เจ้าสัว ‘เจริญ สิริวัฒนภักดี’ ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจค้าปลีกเข้ามาช่วยพัฒนาผู้ประกอบการร้านโชห่วย หวังสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนและให้อยู่รอดท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ทั้งนี้ แม้จะมีผู้เล่นค้าปลีกรายใหญ่กระโดดเข้ามาในตลาด เพื่อสนับสนุนร้านโชห่วยมากขึ้น ก็ไม่ได้กังวลเรื่องการแข่งขัน เพราะทุกค่ายต่างมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน และที่ยังมองว่าจะช่วยกันผลักดันร้านโชห่วยให้เติบโตในระยะยาวได้ 

 

หากเจาะลึกลงไปถึงร้านโชห่วยทั่วประเทศ ปัจจุบันมีกว่า 400,000 ร้านค้า คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 55% ของอุตสาหกรรมค้าปลีกที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท ซึ่งมองว่าตลาดร้านโชห่วยยังมีศักยภาพอีกมาก ซึ่งโมเดลร้านโดนใจจะเข้าไปช่วยยกระดับร้านค้าให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปรอบด้าน 

 

ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว บริษัทจึงได้ขยายทีมงานเพื่อให้คำปรึกษา ควบคู่กับการพัฒนาระบบ POS หรือระบบการขายหน้าร้าน พร้อมนำความเชี่ยวชาญที่อยู่ในธุรกิจค้าปลีกมาหลายปีเข้าไปช่วยเสริมความแกร่งให้กับร้านค้า พร้อมจับมือกับพันธมิตรกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 30 ราย เพื่อนำสินค้าจากสาขาบิ๊กซีที่มีอยู่ทั่วประเทศกระจายสินค้าให้กับร้านค้า

 

โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการร้านค้าโชห่วยเข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายแล้วประมาณ 1,200 ร้านค้า โดยหลักๆ อยู่ใน 9 จังหวัดในโซนภาคอีสาน ต้องยอมรับว่าระยะแรกเราเน้นร้านค้าที่มีกระแสเงินสดเป็นอันดับแรก แต่จากนี้ไปจะเริ่มเปิดรับร้านค้าที่ต้องการเข้าถึงแหล่งเงินกู้เข้ามาเสริม และนับตั้งแต่เปิดมา ภาพรวมยอดขายโมเดลร้านโดนใจเติบโตขึ้นเป็นเท่าตัว

 

ฐาปณีกล่าวต่อว่า กลยุทธ์และแผนการเติบโตของโครงการร้านเครือข่ายโดนใจต่อจากนี้ จะเน้นเปิดในพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นหลัก โดยไตรมาสแรกเตรียมเปิดร้านค้าประมาณ 8,000 แห่ง และวางเป้าหมายใหญ่ให้เติบโตกว่า 30,000 แห่ง ภายในปี 2570 พร้อมนำทีมงานเข้าไปทำการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้ให้กว้างขึ้น

 

สำหรับโมเดลร้านโดนใจ ผู้ประกอบการรายใหม่อาจใช้งบลงทุนก่อสร้างสาขาประมาณ 3-7 แสนบาท แต่มีเงื่อนไขต้องสั่งซื้อสินค้าในเครือ BJC เข้ามาวางจำหน่าย ขณะที่ร้านค้าเดิมที่มีร้านอยู่แล้วจะใช้งบลงทุนประมาณ 5-7 หมื่นบาท 

 

คีย์สำคัญของร้านโดนใจคือเปิดโอกาสให้เลือกลงทุนและเลือกกลุ่มสินค้าเองได้ โดยไม่ต้องแบ่งผลกำไร มีหลากหลายขนาด แบ่งเป็นร้านไซส์ XS ตามด้วย ไซส์ S ไซส์ M และไซส์ L โดยบริษัทลงทุนในการตกแต่งร้านให้ในสัดส่วน 55% และอีก 45% จะเป็นการลงทุนในรูปแบบของเงินประกันจากเจ้าของร้าน และมีการนำระบบ POS ที่พัฒนาโดย BJC เข้าไปติดตั้งให้ โดยมีค่าเชื่อมระบบเดือนละ 1,800 บาท มีระยะสัญญา 3 ปี

 

ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทได้จับมือกับพันธมิตรสถาบันการเงิน เข้ามาช่วยสนับสนุนร้านโชห่วยที่สนใจเปิดร้าน ตลอดจนการเตรียมใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดเก็บข้อมูลการจับจ่าย เพื่อนำไปพัฒนาแผนการตลาดและรายการส่งเสริมการขาย ทั้งแคมเปญและโปรโมชัน ให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ 

 

รวมถึงยังได้นำโครงการร้านโดนใจให้เป็นโมเดลต้นแบบนำไปปรับใช้ในเวียดนาม ภายใต้ชื่อ ‘GIATOT’ ปัจจุบันมีร้านค้าเข้าร่วม 100 ราย ซึ่งมองว่ามีโอกาสอย่างมาก เพราะเวียดนามมีร้านโชห่วยอยู่มากกว่า 7 แสนร้านค้า และจะเป็นช่องทางที่จะนำสินค้าที่ผลิตจากไทยไปขายในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะสอดรับกับยุทธศาสตร์ของ BJC ที่ต้องการขึ้นเป็นผู้นำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ 

 

ฐาปณียังได้ฉายภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อรวมภายในประเทศ เริ่มกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้ามา ซึ่งจะทำให้อัตราการบริโภคเติบโตถึง 100% โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 3-4 ที่นักท่องเที่ยวจีนจะเริ่มกลับมา และสาขาบิ๊กซีที่อยู่ในย่านท่องเที่ยวจะได้รับอานิสงส์ไปด้วยเช่นกัน 

The post แม่ทัพใหญ่ Big C ไม่หวั่น! การแข่งขันสูง เร่งสปีดร้าน ‘โดนใจ’ ดึงโชห่วยเสริมทัพ 3 หมื่นสาขา ภายในปี 2570 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กางแผน 5 ปี AWC ของเจ้าสัวเจริญ วางงบ 4 หมื่นล้านสำหรับเข้าซื้อกิจการ รับมีกว่า 200 โรงแรมมายื่นเสนอขาย https://thestandard.co/awc-acquisition-fund/ Fri, 11 Nov 2022 04:42:58 +0000 https://thestandard.co/?p=707640 AWC

ในโอกาสครบรอบ 3 ปีของการติดนามสกุลมหาชน AWC ธุรกิจอสังห […]

The post กางแผน 5 ปี AWC ของเจ้าสัวเจริญ วางงบ 4 หมื่นล้านสำหรับเข้าซื้อกิจการ รับมีกว่า 200 โรงแรมมายื่นเสนอขาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWC

ในโอกาสครบรอบ 3 ปีของการติดนามสกุลมหาชน AWC ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือของ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ได้วางแผน 5 ปีด้วยงบกว่า 1 แสนล้านบาทสำหรับทำให้ธุรกิจเติบโต

 

ตามแผนที่วางไว้ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2565 งบกว่า 6 หมื่นล้านบาทจะใช้สำหรับการพัฒนาโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่องจำนวน 15 โครงการ ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมที่กำลังพัฒนาอยู่ 9 แห่ง เช่น โครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง โฮเทล และโรงแรม อินน์ไซด์ กรุงเทพ สุขุมวิท เป็นต้น

 

แต่สิ่งที่น่าจับตามองคือ การกันงบไว้กว่า 4 หมื่นล้านบาทสำหรับการเข้าซื้อกิจการ ตลอดจนการบริหารต้นทุนและกระแสเงินสดจากการที่ดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ยอมรับว่า มีโรงแรมกว่า 200 แห่งที่เข้ามาเสนอขาย มีหลายขนาด ซึ่งอยู่ในพื้นที่ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่การจะซื้อนั้นต้องดูความเหมาะสมด้วย

 

“AWC จะพิจารณาดูศักยภาพและคัดเลือกโรงแรมที่เหมาะสม ซึ่งเรายังไม่ได้สรุปว่าจะซื้อเท่าไร”

 

ตัวเลขโรงแรมนับร้อยที่มาเสนอขายไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนกลับไปช่วงปลายปี 2563 วัลลภาเคยกล่าวว่า มีโรงแรมที่ขาดสภาพคล่องเข้ามาเสนอขาย ซึ่งซื้อต้องเป็นโครงการที่อยู่ในเมืองเป้าหมายของนักท่องเที่ยว และโรงแรมต้องมีศักยภาพที่จะสามารถรีแบรนด์หรือทรานส์ฟอร์มใหม่ได้

 

เพื่อรองรับโอกาสที่เข้ามาวัลลภาจึงสนใจที่จะตั้ง ‘กองทุน’ ขึ้นมา เพื่อที่จะเข้าซื้อ ซึ่งต้นปี 2565 ที่ผ่านมาได้มีการตั้งองค์กรการร่วมทุน (Investment Vehicle) เพื่อเข้าร่วมลงทุนธุรกิจโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทย มีมูลค่าเงินลงทุนรวมสูงสุดประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 16,500 ล้านบาท 

 

ตัว AWC จะเข้าร่วมลงทุนประมาณ 15-60% ของมูลค่าเงินลงทุนทั้งหมด และส่วนเงินลงทุนที่เหลือจะเป็นการร่วมลงทุนจากผู้ลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

 

ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า AWC ใช้เงินจำนวนมากใช้การซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ ‘เข้าตา’ มาเสริมพอร์ตอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซื้อซิกมา รีสอร์ท จอมเทียน พัทยา รวม 1.8 พันล้าน พร้อมใช้เงินอีก 1.6 หมื่นล้านลงทุนในเวิ้งนาครเขษม

 

สำหรับโครงการเวิ้งนาครเขษมจะประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ โรงแรมระดับลักชัวรี, โรงแรมแบบบูติก, Branded Residence หรือคอนโดมิเนียมที่บริหารโดยแบรนด์โรงแรมลักชัวรี, Branded Residence ที่บริหารโดยแบรนด์โรงแรมบูติก และพื้นที่ค้าปลีก โดยจะมีเจดีย์จีนสูงไม่เกิน 8 ชั้น ที่จะโดดเด่นเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของเยาวราชหรือไชน่าทาวน์ของไทย

 

ยังมีการทุ่มงบมากถึง 3,436 ล้านบาท เพื่อเช่าที่ดินประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างล้ง 1919 จากบริษัท หวั่งหลี จำกัด เป็นเวลา 64 ปี เพื่อสร้าง ‘แหล่งท่องเที่ยวด้านสุขภาพ’ และซื้อสิทธิ์เช่าศูนย์การค้าเกทเวย์ เอกมัย มูลค่า 4.2 พันล้านบาท หวังเพิ่มกระแสเงินสดกว่าพันล้านบาทใน 5 ปี

 

ล่าสุดในการแจ้งผลประกอบการไตรมาส 3/65 ยังได้เปิดเผยถึงการเข้าลงทุนและพัฒนา 2 โครงการในกรุงเทพฯ และภูเก็ต รวมมูลค่า 8,856 ล้านบาท เพิ่มพอร์ตสินทรัพย์คุณภาพของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ ได้แก่ การเข้าลงทุนและพัฒนาในโรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว แบงค็อก วินด์เซอร์ และโครงการเดอะ เวสทิน สิเหร่ เบย์ รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต

 

ไตรมาส 3/65 AWC ระบุว่า มีรายได้รวมตามงบการเงิน 3,727 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 46.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิตามงบการเงิน 1,026 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.4

 

เฉพาะธุรกิจโรงแรมและการบริการ ซึ่งเป็นพอร์ตที่ใหญ่ที่สุด มีภาพรวมอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ของโรงแรมในเครือ AWC เพิ่มขึ้นร้อยละ 53 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีเพียงร้อยละ 14.2 และราคาห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (Average Daily Rate: ADR) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 4,920 บาทต่อคืน ซึ่งสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 โดยจำนวนห้องพักของธุรกิจโรงแรมในไตรมาส 3/65 อยู่ที่ 5,199 ห้อง เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวนห้องพัก 3,432 ห้อง

 

ปัจจุบันพอร์ตโฟลิโอของ AWC ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ 19 แห่ง กลุ่มศูนย์การค้า 9 แห่ง กลุ่มอาคารสำนักงาน 4 แห่ง และกลุ่มธุรกิจค้าส่ง 2 แห่ง รวม 34 แห่ง

The post กางแผน 5 ปี AWC ของเจ้าสัวเจริญ วางงบ 4 หมื่นล้านสำหรับเข้าซื้อกิจการ รับมีกว่า 200 โรงแรมมายื่นเสนอขาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าสัวเจริญเล็งแยก ‘Big C’ ออกจาก BJC มาเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง หวังระดมทุน 1.9 หมื่นล้านบาท คาดจะ IPO ปีหน้า https://thestandard.co/big-c-bjc/ Tue, 08 Nov 2022 11:08:40 +0000 https://thestandard.co/?p=705989 Big C

Bloomberg รายงานโดยอ้างอิงคำพูดของแหล่งข่าวที่ระบุว่า B […]

The post เจ้าสัวเจริญเล็งแยก ‘Big C’ ออกจาก BJC มาเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง หวังระดมทุน 1.9 หมื่นล้านบาท คาดจะ IPO ปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Big C

Bloomberg รายงานโดยอ้างอิงคำพูดของแหล่งข่าวที่ระบุว่า Big C ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้ BJC ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี กำลังถูกวางแผนแยกออกมาเพื่อกลับสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง โดยหวังการระดมทุน 500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.9 หมื่นล้านบาท 

 

รายงานระบุว่า Big C กำลังพิจารณาจากวาณิชธนกิจสำหรับข้อเสนอในการ IPO ซึ่งอาจเกิดขึ้นทันทีในปีหน้า แต่ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันว่า การ IPO จะเป็นไปตามคำพูดของแหล่งข่าวหรือไม่


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


สำหรับ Big C โดยกลุ่มเซ็นทรัลในปี 2536 และเปิดร้านสาขาแรกบนถนนแจ้งวัฒนะ ก่อนจะระดมทุนได้ประมาณ 4.2 พันล้านบาทในการ IPO เมื่อปี 2555

 

ในปี 2559 บริษัท ทีซีซี โฮลดิ้ง จำกัด ของเจ้าสัวเจริญตกลงที่จะซื้อหุ้นของ Big C ในสัดส่วน 58.6% ด้วยมูลค่า 3.1 พันล้านยูโร ก่อนจะถูกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2560 และกลายมาเป็นบริษัทย่อยของ BJC หรือบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ในที่สุด

 

Big C มีร้านค้า 1,792 แห่ง รวมทั้งร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ตในประเทศไทย เวียดนาม สปป.ลาว และกัมพูชา ล่าสุดได้เข้าซื้อร้าน Kiwi Mart จำนวน 18 แห่งในประเทศกัมพูชา และวางแผนที่จะรีแบรนด์ร้านดังกล่าวเป็นร้าน Big C Mini

 

BJC รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า รายได้รวมในกลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ในไตรมาส 2/65 อยู่ที่ 27,836 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,597 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 10.3 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 

 

ต้นปีที่ผ่านมา อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่ม BJC ได้เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2565-2569 BJC ใช้เงินเฉลี่ยปีละ 1.2-1.4 หมื่นล้านบาทสำหรับการลงทุน โดยงบหลักกว่า 70% จะถูกใช้กับการขยาย Big C ซึ่งเป็นกลุ่มค้าปลีกที่ทำรายได้หลักให้กับเครือ

 

เหตุผลที่ลงทุนกับ Big C เป็นจำนวนมากเพราะนี่คือรายได้หลัก ซึ่งปีที่ผ่านมากลุ่มสินค้าและบริการทางค้าปลีกสมัยใหม่ทำรายได้ 91,302 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่น้อยกว่า 60% ที่สำคัญยังเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าในเครือ ซึ่ง BJC นั้นมีธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยได้วางเป้ารายได้เฮาส์แบรนด์ให้ถึง 5 หมื่นล้านบาทภายในปี 2569

 

ตามแผนการขยายร้านค้าภายในปี 2569 ประกอบด้วย ในไทยขยาย บิ๊กซี ไฮเปอร์มาร์เก็ต เพิ่มเป็น 160 สาขา, บิ๊กซีมินิ เพิ่มเป็น 2,853 สาขา, บิ๊กซี ซูเปอร์มาร์เก็ต และขายส่ง เพิ่มเป็น 84 สาขา ส่วนในกัมพูชาขยาย บิ๊กซี ไฮเปอร์มาเก็ต เพิ่มเป็น 6 สาขา, บิ๊กซีมินิ เพิ่มเป็น 276 สาขา และใน สปป.ลาว ขยาย บิ๊กซี ไฮเปอร์มาร์เก็ต 2 สาขา กับ บิ๊กซีมินิ เพิ่มเป็น 245 สาขา

 

อ้างอิง:

The post เจ้าสัวเจริญเล็งแยก ‘Big C’ ออกจาก BJC มาเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง หวังระดมทุน 1.9 หมื่นล้านบาท คาดจะ IPO ปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>