เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เจนี่-เทียนโพธิ์สุวรรณ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 25 Feb 2026 12:09:13 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ใบเฟิร์น-เจษ-เบนซ์-ป๋อ ร่วมประชันฝีมือการแสดงในละครรีเมก แรงเงา https://thestandard.co/raeng-ngao-remake-baifern-jes/ Wed, 25 Feb 2026 12:08:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1181727 ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก, เจษ เจษฎ์พิพัฒ, เบนซ์ พรชิตา และ ป๋อ ณัฐวุฒิ ในงานปรากฏการณ์ one สนั่นจอ 2026 เปิดตัวละครรีเมก แรงเงา

กลับมาอีกครั้งสำหรับละครเรื่อง แรงเงา เรื่องราวความรักแ […]

The post ใบเฟิร์น-เจษ-เบนซ์-ป๋อ ร่วมประชันฝีมือการแสดงในละครรีเมก แรงเงา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก, เจษ เจษฎ์พิพัฒ, เบนซ์ พรชิตา และ ป๋อ ณัฐวุฒิ ในงานปรากฏการณ์ one สนั่นจอ 2026 เปิดตัวละครรีเมก แรงเงา

กลับมาอีกครั้งสำหรับละครเรื่อง แรงเงา เรื่องราวความรักและความสัมพันธ์อันเชือดเฉือนระดับตำนาน พร้อมเปิดตัวแคสต์นักแสดงแรก นำโดย ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก, เจษ เจษฎ์พิพัฒ, เบนซ์ พรชิตา และ ป๋อ ณัฐวุฒิ ที่งานประกาศไลน์อัป ปรากฏการณ์ one สนั่นจอ 2026 ที่จัดขึ้นวันนี้ (25 กุมภาพันธ์ 2026) ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์

 

ซึ่งนอกจากแคสต์นักแสดงที่ทำเอาเซอร์ไพรส์แฟนละครแล้ว ยังมีการปล่อยตัวอย่างแรกที่นำเสนอคาแรกเตอร์แต่ละบทบาทของตัวละคร พร้อมการันตีความเข้มข้นกว่าเวอร์ชันเดิม ด้วยบันไดที่สูงกว่า พร้อมประโยคฟาดฟัน “ชื่อแม่เราไม่ได้เหมือนกัน แต่ชื่อผัวเราต่างหากที่เหมือนกัน”

 

โดย แรงเงา เป็นเรื่องราวที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายจากนักเขียน นันทนา วีระชน ก่อนจะถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1986 และนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ครั้งแรกในปี 2001 นำแสดงโดย เคน ธีรเดช และ แอน ทองประสม ก่อนจะนำกลับมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์อีกครั้งในปี 2012 นำแสดงโดย เคน ภูภูมิ, เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ, ปิ๊ป รวิชญ์ และ ธัญญ่า ธัญญาเรศ

 

สำหรับ แรงเงา เป็นเรื่องราวดราม่าสุดเข้มข้นของ มุนินทร์ ที่สวมรอยเป็น มุตตา น้องสาวฝาแฝดเพื่อแก้แค้น เจนภพ ผู้อำนวยการกระทรวง ที่หลอกน้องสาวของเธอจนฆ่าตัวตาย รวมถึง นพนภา ภรรยาที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความแค้นในครั้งนี้ โดยมี วีกิจ ที่ตกหลุมรักเธอและคอยเป็นที่พึ่งพิงให้กับมุนินทร์ โดยมีการยืนยันแล้วว่า แรงเงา เวอร์ชันนี้ จะได้รับชมกันภายในปีนี้

 

ภาพ: one31official

 

อ้างอิง: https://youtu.be/YMZpn_Je62o?si=ufZfjfF0n7uD9SbQ

The post ใบเฟิร์น-เจษ-เบนซ์-ป๋อ ร่วมประชันฝีมือการแสดงในละครรีเมก แรงเงา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘นานา ไรบีนา’ ถูกรวบคดีฉ้อโกง 195 ล้าน บทเรียนจากการบริหารธุรกิจและการเงินที่ผิดพลาด https://thestandard.co/nana-rybena-fraud-arrest-mismanage/ Wed, 03 Dec 2025 08:50:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1151033 นานา ไรบีนา ถูกรวบคดีฉ้อโกง 195 ล้าน บทเรียนจากการบริหารธุรกิจและการเงินที่ผิดพลาด

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตามองสำหรับกรณีที่เจ้าห […]

The post ‘นานา ไรบีนา’ ถูกรวบคดีฉ้อโกง 195 ล้าน บทเรียนจากการบริหารธุรกิจและการเงินที่ผิดพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
นานา ไรบีนา ถูกรวบคดีฉ้อโกง 195 ล้าน บทเรียนจากการบริหารธุรกิจและการเงินที่ผิดพลาด

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตามองสำหรับกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ควบคุมตัวนานา ไรบีนา หรือ ไรบีนา อินทชัย อายุ 45 ปี นักแสดงและพิธีกรบ้านมาจากบ้านพักย่านพระโขนง ในช่วงเช้าวันนี้ (3 ธันวาคม)

 

สืบเนื่องจากช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา กลุ่มเพื่อนสนิทและคนใกล้ชิดของนานา รวม 17 ราย ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และสอบปากคำผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง จนนำไปสู่การขอศาลออกหมายจับและหมายค้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

 

สำหรับพฤติการณ์ก่อเหตุ พบว่ามีความเสียหายรวมกว่า 195 ล้านบาท โดยผู้ต้องหาชักชวนกลุ่มเพื่อนสนิทลงทุนใน 4-5 รูปแบบ ได้แก่

 

1. ปล่อยสินเชื่อ/เงินกู้: อ้างผลตอบแทน 4-7%
2. เทรดหุ้น: มีการอุปโลกน์บุคคลขึ้นมาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทั้งที่ไม่มีจริง
3. ทำสนามบาสเกตบอล
4. เปิดร้านอาหารระดับประเทศ: กรณีนี้พบผู้เสียหายคือ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ ถูกชักชวนลงทุนทำร้านอาหารในสหรัฐอเมริกา เสียหาย 3 ล้านบาท โดยไม่มีการลงทุนจริง

 

จากการสอบปากคำเบื้องต้นนานา ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าไม่ทราบว่าการกู้ยืมเงินลักษณะดังกล่าวผิดกฎหมาย และเชื่อว่าจะหาเงินมาชดใช้คืนได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีนี้เข้าข่ายความผิดมูลฐานฟอกเงิน ตำรวจได้รายงานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แล้ว เพื่อตรวจสอบและยึดทรัพย์สินที่ได้มาหลังจากการกระทำความผิด (ช่วงเดือนกันยายน 2565 เป็นต้นมา)

 

จากการณีดังกล่าว ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด แสดงความคิดเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ความผิดพลาดหลักที่เกิดขึ้นคือ การบริหารธุรกิจผิดพลาดและการบริหารการเงินผิดพลาด

 

ในความเป็นจริงแล้ว กรณีที่คล้ายคลึงกับกรณีของ นานา ไรบีนา มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ‘หมุนเงินไม่ทัน และบริหารจัดการไม่ได้’ จนเกิดภาระหนี้ก้อนใหญ่ “จริงอยู่ที่ว่าคนเป็นหนี้มันไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ใครๆ ก็เป็นกัน” แต่อีกหนึ่งสาเหตุที่สำคัญไม่แพ้กันคือ วิถีในการใช้ชีวิตที่หลายครั้ง ไม่ได้สอดคล้องกับสถานการณ์

 

ก่อนหน้านี้ นานา ไรบีนา บอกถึงสาเหตุของการเป็นหนี้ก้อนโตว่า เธอบริหารธุรกิจผิดพลาด ทำหลายๆ ธุรกิจ บางธุรกิจก็เกินตัวไม่สามารถจัดการได้ ต้องแก้ปัญหาสภาพคล่อง หมุนเงินจากจุดโน้นมาโปะจุดนี้ พันซ้ายพันขวาวนเป็นงูกินหาง

 

กรณีของ นานา ไรบีนา เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องการบริหารธุรกิจผิดพลาด แต่เป็นเรื่องบริหารการเงินทั้งการเงินธุรกิจและการเงินส่วนตัวผิดพลาดด้วย

 

ประกิตบอกว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่เป็นรากฐานของปัญหานี้ มาจาก ‘ค่านิยม’ ของสังคมในยุคปัจจุบันที่กดดันให้ผู้คนไม่สามารถใช้ชีวิตแบบปกติธรรมดาได้ เมื่อเห็นเพื่อนหรือคนรอบข้างประสบความสำเร็จ ก็เกิดความต้องการที่จะแสดงภาพความสำเร็จนั้นบ้าง

 

“สังคมบีบให้เราทำธุรกิจเล็กๆ ไม่ได้ ต้องทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ ต้องเป็น Someone หรือคนที่มีตัวตน เป็นค่านิยมที่ทำให้คนในสังคมต้องดิ้นรนเพื่อสร้างเปลือกขึ้นมาห่อหุ้มตัวเอง ซึ่งในเวลานี้เรากำลังหลงทางอยู่กับเปลือกเหล่านี้ครั้งใหญ่ จนลืมหลักคิดในอดีตอย่างเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงไป”

 

ประกิตยังวิเคราะห์ถึงความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชันว่า ปัญหาลักษณะนี้ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับคนกลุ่ม Gen Y ในขณะที่เด็กรุ่นใหม่ในกลุ่ม Gen Z หรือ Gen Alpha เริ่มตระหนักรู้และมองว่าเทรนด์การสร้างภาพความสำเร็จเหล่านี้ดู ‘ปลอม’ ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มหันกลับไปมองหาอิสรภาพในการใช้ชีวิตที่แท้จริงมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์

 

“บทเรียนสำคัญคือ หากเราค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคง คนเราสามารถฝันใหญ่ได้ แต่ต้องมาพร้อมกับกระบวนการที่ถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบแบบเพื่อหวังผลลัพธ์แบบ Quick Win เสมอไป แต่เราสามารถสะสม Small Win และมีความสุขไปกับระหว่างทางได้”

 

ส่วนบทเรียนทางธุรกิจ ประกิตมองว่า หนึ่งในข้อผิดพลาดคือการบริหารธุรกิจแบบเร่งโต ธุรกิจหลักอย่างร้านตัดผม Never Say Cutz ปัจจุบันมีสาขาถึง 41 สาขา มีรายได้รวมในปี 2567 จำนวน 120 ล้านบาท เท่ากับว่ามีรายได้ต่อปีต่อสาขาเกือบ 3 ล้านบาท หรือคิดเป็นรายได้ต่อเดือนต่อสาขา 2.5 แสนบาท จะเห็นได้ว่ารายได้ต่อสาขานั้นไม่ได้สูงมากนัก

 

กลยุทธ์จึงมุ่งเน้นไปที่การขยายสาขาเพื่อเพิ่มยอดขายรวม จำนวนสาขาที่เยอะขนาดนี้ คำถามคือดูแลทั่วถึงแค่ไหน หากไม่ทั่วถึง ด้วยเป็นธุรกิจการให้บริการความผิดพลาดของสาขาใดสาขาหนึ่งอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่และทำให้ทั้งเครือพังลงได้

 

เมื่อธุรกิจหลักยอดขายต่อสาขาไม่ได้มาก หลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ กำไรสุทธิจึงเหลือเพียง 3.9 ล้านบาท แต่ยังทำธุรกิจอื่นๆ อีก เช่น ธุรกิจแฟชั่นและแอคเซสเซอรี่ ธุรกิจบันเทิงและการผลิตรายการ ธุรกิจอีเวนต์และกีฬา YBL Thailand ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโฮลดิ้ง บางธุรกิจสร้างกำไร บางธุรกิจกลับขาดทุน รวมทุกธุรกิจขาดทุนมากกว่ากำไร หักลบกันแล้วเลยกลายเป็นขาดทุนหนัก

 

คำถามต่อมาคือเอาเงินจากไหนไปลงทุนเพิ่มและขยายธุรกิจ ไปทำรีสอร์ท หรือนำไปถมธุรกิจที่ขาดทุน ซึ่งดูเหมือนว่าเงินทุนส่วนมากจะไม่ได้ผ่านการกู้ยืมทั่วไป แต่เลือกที่จะชักชวนให้คนอื่นมาลงทุน โดยอ้างว่าจะให้ดอกเบี้ยกับผู้ลงทุนในอัตราสูง แต่การระดมทุนในลักษณะนี้ หนีไม่พ้นหมุนเงินไม่ทัน

 

 

ภาพ: @nanarybena / Instagram

อ้างอิง :

 

 

The post ‘นานา ไรบีนา’ ถูกรวบคดีฉ้อโกง 195 ล้าน บทเรียนจากการบริหารธุรกิจและการเงินที่ผิดพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส Get Ready with JT เมกอัพลุคแกลมของ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ ที่กำลังเป็นกระแส https://thestandard.co/get-ready-with-jt-make-up/ Wed, 14 Aug 2024 04:39:48 +0000 https://thestandard.co/?p=970779 เทียนโพธิ์สุวรรณ

จากลุคออกงานสุดปังที่กำลังเป็นกระแสของเซเลบริตี้สาวสุดฮ […]

The post ถอดรหัส Get Ready with JT เมกอัพลุคแกลมของ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ ที่กำลังเป็นกระแส appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทียนโพธิ์สุวรรณ

จากลุคออกงานสุดปังที่กำลังเป็นกระแสของเซเลบริตี้สาวสุดฮอต เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ ทำให้เธอออกมาเผยเคล็ดลับความงามแบบตัวแม่ในคอนเทนต์พิเศษ Get Ready with JT ร่วมกับแบรนด์ความงามลักชัวรีอย่าง TOM FORD โดยเจนี่ได้แบ่งปันเทคนิคการแต่งหน้าแบบ Step by Step ผ่านทาง Instagram ส่วนตัวของเธอ (@Janienineeleven) โดยไฮไลต์สำคัญของลุคนี้ประกอบด้วยขั้นตอนต่อไปนี้ 

 

  1. เริ่มต้นด้วยการเตรียมผิวให้เรียบเนียนด้วย TOM FORD Shade and Illuminate Soft Radiance Primer SPF 25 ไพรเมอร์สูตรไฮบริดที่ช่วยบำรุงผิวพร้อมมอบความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

 

  1. สร้างเบสด้วย TOM FORD Architecture Soft Matte Blurring Foundation เพื่อผิวที่ดูเรียบเนียน เป็นธรรมชาติ พร้อมอำพรางจุดบกพร่อง

 

  1. เพิ่มมิติให้ใบหน้าด้วย Shade And Illuminate Blush ในเฉดสี Sundrunk เพื่อผิวที่ดูมีออร่าและเปล่งประกาย

 

  1. แต่งตาด้วย TOM FORD Eye Color Quad ในโทนสี Golden Hour เพื่อดวงตาที่ดูโดดเด่นและมีเสน่ห์

 

  1. เติมสีสันให้ริมฝีปากด้วย TOM FORD Soleil Lip Blush และ Liquid Lip Luxe Matte ในเฉดสี Rose Dusk เพื่อริมฝีปากที่ดูอวบอิ่มและเย้ายวน

 

  1. ปิดท้ายด้วยน้ำหอม TOM FORD Soleil Neige ที่ให้กลิ่นหอมสดชื่นผสมผสานความอบอุ่น

 

การร่วมมือกันครั้งนี้ระหว่างเจนี่และแบรนด์เครื่องสำอาง TOM FORD นั้นไม่เพียงจะเผยเคล็ดลับความงามของเซเลบริตี้คนดัง แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผลิตภัณฑ์ TOM FORD ในการสร้างสรรค์ลุคสุดแกลมที่ทั้งหรูหราและทันสมัย เหมาะสำหรับสาวๆ ที่ต้องการลุคออกงานที่ดูเรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดา ซึ่งแฟนๆ สามารถแต่งตามได้ในชีวิตประจำวัน

 

ภาพ: TOM FORD

The post ถอดรหัส Get Ready with JT เมกอัพลุคแกลมของ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ ที่กำลังเป็นกระแส appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจนี่ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร ได้รับเลือกให้เป็น Friend of Tiffany & Co. ประจำประเทศไทย https://thestandard.co/janie-tienphosuwan-friend-of-tiffany-and-co/ Thu, 18 Nov 2021 05:57:25 +0000 https://thestandard.co/?p=561244 เจนี่ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร

Tiffany & Co. เปิดตัว เจนี่ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร ในฐ […]

The post เจนี่ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร ได้รับเลือกให้เป็น Friend of Tiffany & Co. ประจำประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจนี่ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร

Tiffany & Co. เปิดตัว เจนี่ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร ในฐานะ Friend of Tiffany & Co. ประจำประเทศไทย เพื่อมาถ่ายทอดความเป็นแบรนด์ผ่านตัวตนของผู้หญิงที่มีความเป็นตัวของตัวเอง รวมถึงเป็นตัวแทนของผู้หญิงสมัยใหม่ที่แสดงออกถึงความรัก ความแข็งแกร่ง และความกล้าที่จะแสดงความเป็นตัวเองเสมอมา 

 

ในภาพเปิดตัวเจนี่มาพร้อมกับจิวเวลรีดีไซน์โมเดิร์นและง่ายแก่การมิกซ์แอนด์แมตช์จากทั้งแหวน ต่างหู สร้อยคอ และกำไลข้อมือจากคอลเล็กชัน Tiffany T รวมไปถึงคอลเล็กชันเครื่องประดับชิ้นใหญ่ขึ้นมาอย่างสร้อยคอและสร้อยข้อมือดีเทลโซ่จากไลน์ Tiffany HardWear ที่ผสมผสานความเป็นไฮแฟชั่นเข้ากับไฮสตรีทเข้าด้วยกัน และได้รับแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณของมหานครนิวยอร์ก

 

และก่อนหน้าที่จะประกาศเป็นตัวอย่างเป็นทางการ เธอได้ร่วมงานกับแบรนด์ในการถ่ายเซ็ตแฟชั่นลงนิตยสารพร้อมกับเครื่องประดับจาก Tiffany & Co. อยู่หลายครั้ง ทั้ง Prestige, L’Officiel ประเทศไทย เพื่อปูทางมาจนถึงการร่วมงานกับแบรนด์อย่างเป็นทางการในครั้งนี้

 

ตั้งแต่ที่ Tiffany & Co. มาอยู่ใต้ร่มชายคาของ LVMH ก็ได้ดึงพลังของคนดังมาร่วมงานทั้งระดับโลกและระดับภูมิภาค ทั้ง Beyonce และ Jay-Z, Rosé จากวง BLACKPINK, Anya Taylor-Joy และล่าสุดอย่างวีฮาจุน หรือคุณตำรวจฮวังจุนโฮจากซีรีส์ Squid Game ที่ใส่เครื่องประดับของแบรนด์ถ่ายแบบลงนิตยสาร Dazed เกาหลีใต้ฉบับเดือนพฤศจิกายนไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

ภาพ: Tiffany & Co.

The post เจนี่ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร ได้รับเลือกให้เป็น Friend of Tiffany & Co. ประจำประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดลุคแต่งหน้า 3 นาทีฉบับคุณแม่มือใหม่ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ https://thestandard.co/janie-make-up/ Sat, 15 Jun 2019 02:10:07 +0000 https://thestandard.co/?p=262647

ทันทีที่ผลงานละคร แรงเงา 2 จบลง เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ […]

The post ถอดลุคแต่งหน้า 3 นาทีฉบับคุณแม่มือใหม่ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทันทีที่ผลงานละคร แรงเงา 2 จบลง เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ ก็ประกาศข่าวดีเรื่องมีน้องให้แฟนคลับได้ร่วมยินดีไปกับเธอ ชีวิตช่วงนี้ของเจนี่จึงแฮปปี้เป็นพิเศษ แถมยังใจดีจัดคลิปวิดีโอแต่งหน้าเร็ว 3 นาทีฉบับคุณแม่มือใหม่ให้สาวๆ ได้ตามรอย และลุคที่ได้ก็ดูดีไม่เบา เหมาะสำหรับออกไปข้างนอกในวันสบายๆ ไม่ทางการมาก ขอบอกว่าลุคนี้ทั้งแต่งง่ายและดูเป็นธรรมชาติกำลังดี

 

 

ภาพ: Courtesy of Brand

ภาพประกอบ: tuckktuck

The post ถอดลุคแต่งหน้า 3 นาทีฉบับคุณแม่มือใหม่ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้นบ้างในวงการแฟชั่นไทยปี 2018 https://thestandard.co/thai-fashion-2918/ https://thestandard.co/thai-fashion-2918/#respond Wed, 19 Dec 2018 11:05:24 +0000 https://thestandard.co/?p=167379

หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก เวลาว่าผ่านไปเร็วแล้ว แฟชั่นน […]

The post เกิดอะไรขึ้นบ้างในวงการแฟชั่นไทยปี 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก เวลาว่าผ่านไปเร็วแล้ว แฟชั่นนั้นผ่านไปเร็วกว่า ในปี 2018 มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย คอลเล็กชันใหม่ๆ ออกมาให้อัปเดตกันแทบไม่ทัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากปี 2018 ก็คือ วงการแฟชั่นไทยยังคงมีคนคุณภาพที่คอยสร้างผลงานดีๆ และเราหวังว่าวงการแฟชั่นไทยจะก้าวต่อไป สร้างชื่อและผลงานให้ได้รู้จักกันไปในวงกว้าง

 

 

10 Years Asava

08.08.08 คือวันที่ หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง ได้ก่อตั้งแบรนด์ Asava ขึ้นมา ถึงปีนี้ก็ครบ 10 ปีพอดี ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่ หมู พลพัฒน์ เริ่มเข้ามาเป็นที่รู้จักมากขึ้นในบทบาทคนหน้ากล้อง จากการรับหน้าที่เมนเทอร์ #TeamMoo ในรายการ The Face Men Thailand เราต้องยอมรับว่า หมู พลพัฒน์ ไม่ได้มีดีแค่เรื่องของการดีไซน์เสื้อผ้าเพียงอย่างเดียว เขายังมีความสามารถในการทำโชว์ มองรูปแบบของรายการออก ชนะแคมเปญในซีซันแรกไปถึง 4 ครั้ง จากครั้งหมด 8 ครั้ง และถึงแม้ลูกทีมหมู Asava จะไม่ได้เป็นผู้ชนะเลิศ แต่ลูกทีมหลายคนก็ได้โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงอย่าง เติร์ด, แซม หรือแบงค์

 

รวมถึงซีซันที่สอง The Face Men Thailand หมู Asava ก็ได้กลับมาสร้างชื่อและความสนุกสนานอีกครั้ง ด้วยการสร้างผลงานดีตลอดทั้งรายการ จนทำให้สัปดาห์สุดท้ายจึงมี 2 คนของทีม คิมและป๊อปปี้ ได้เข้าสู่รอบไฟนอลวอล์ก

 

Photo: asavagroup /Instagram

 

 

ส่วนที่สร้างกระแสแห่งปี หนีไม่พ้นงานครบรอบ 10 ปีแบรนด์ Asava ‘Asava 10th Anniversary’ ที่เซเลบริตี้มากมาย ที่เรียกได้ว่าเป็นเหมือนแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Asava มาร่วมชมโชว์คอลเล็กชัน 10 ปีของ Asava ที่มีชื่อว่า Solitude (ความสันโดษ) ซึ่งมีทั้งสิ้น 11 ชุด ออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อผู้หญิง Asava โดยเฉพาะ รวมถึงการโชว์แสดงผลงานตลอด 10 ปีที่ผ่านมาของ Asava ให้ได้ชม พร้อมกับการฉายภาพยนตร์สั้น 080808 Faithfully yours ที่ร่วมมือกับผู้กำกับ เป็นเอก รัตนเรือง ถ่ายทอดเรื่องราวของความซื่อสัตย์และสร้างศรัทธาในตัวเอง นำแสดงโดย บี น้ำทิพย์

 

“คอลเล็กชัน 10 ปีของ Asava ครั้งนี้ใช้ชื่อว่า Solitude หรือความสันโดษ พี่เชื่อว่าคนที่จะคิดเป็นต้องอยู่กับตัวเองเป็น ต้องมีสติในการใช้ชีวิต ต้องอยู่กับตัวเองให้ได้ ต้องมีความสันโดษประมาณหนึ่ง เพื่อที่จะปิดเสียงรอบข้าง ปิดตา แล้วก็เอาสิ่งที่เห็น สิ่งที่ฟัง มาย่อยในตัวเรา เพื่อที่จะกลั่นกรองออกมาว่า สุดท้ายแล้วเราอยากจะอยู่ในโลกนี้อย่างไร” หมู พลพัฒน์ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD

 

อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ thestandard.co/polpat-asavaprapha-of-asava

 

และนับว่าเป็นปีที่ 4 แล้วที่ หมู พลพัฒน์ ได้รับเชิญให้ได้ออกแบบชุดราตรีให้ Miss Universe Thailand และปีนี้ Asava ได้ออกแบบชุดให้ นิ้ง-โศภิดา กาญจนรินทร์ สำหรับการประกวด Miss Universe 2018 โดยได้แรงบันดาลใจมาจากการผสมผสานฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เพื่อให้เหมาะสมกับรูปร่างของ นิ้ง โศภิดา ที่สุด โดยมาในชุดสีแดงสดปักคริสตัลจาก Swarovski รับกับผิวของนิ้งได้เป็นอย่างดี พร้อมดีไซน์ที่ยังคงการโชว์สัดส่วนของผู้ที่สวมใส่ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

 

หมู พลพัฒน์ ยังคงขับเคลื่อน Asava Group อย่างต่อเนื่อง ทั้งการแตกไลน์ ASV อีกทั้งยังมีการออกแบบชุดยูนิฟอร์มให้กับองค์กรต่างๆ รวมไปถึงต่อยอดจากงานแฟชั่นกับกิจการร้านอาหาร Sava Dining ที่ได้แรงบันดาลใจจากคอมฟอร์ตฟู้ดของที่บ้าน นำมาผสมผสานให้ออกมาเป็นเมนูประจำร้านที่ใครต่อใครก็ติดใจไปตามๆ กัน

 

 

12 Years Poem

จากร้านตัดเสื้อของแม่ มาจนถึงห้องเสื้อหรู Poem ของ ฌอน-ชวนล ไคสิริ ก็มีอายุครบ 12 ปี ในปี 2018 ในการเดินทางอยู่บนถนนสายแฟชั่นไทย จากเด็กที่ทำเสื้อผ้าในละครคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนได้ค้นพบความชอบทางใหม่ กลายเป็นดีไซเนอร์และผู้ออกแบบชุดสุดคลาสสิกตลอดกาล

 

เอกลักษณ์ของ Poem ที่ไม่มีใครเหมือนคือ ความแข็งแรงของโครงชุดที่ถูกดีเทลของความอ่อนหวานทับไว้ คอยสร้างซิลูเอตให้ผู้สวมใส่ได้มีความสุขทุกครั้งเมื่อมองเห็นรูปร่างที่เพอร์เฟกต์ของตัวเอง โดย Poem ได้ออกคอลเล็กชันครบรอบ 12 ปี ชื่อ ‘Tale of The Luminaries’ นิทานพระจันทร์: วัฏจักรแห่งแสงและอารมณ์ผู้หญิง แฟชั่นคอลเล็กชันแห่งปี ซึ่งเกิดจากฌอนมองเห็นถึงแกนลึกสุดของความเป็น Poem ว่า นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงและจักรวาล โดยมีมิวส์ของแบรนด์อย่าง สู่ขวัญ บูลกุล, สาวิตรี โรจนพฤกษ์ และ วรัทยา นิลคูหา ที่มักจะสวมใส่ชุดของแบรนด์ถ่ายภาพลงอินสตาแกรมให้สาวๆ คนอื่นอิจฉาอยู่เป็นประจำ

 

และที่กลายเป็นมากกว่าแบรนด์เสื้อ คือการขยายโชว์รูมที่เกษรพลาซ่า เพิ่มบริการช่างเสื้อมืออาชีพในการวัดตัว ตัดชุด ฟิตติ้งชุด รวมถึงให้คำแนะนำอันน่าประทับใจ ซึ่งบรรดาเดรสเมกเกอร์ทุกคนจะทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกจากร้านด้วยความรู้สึกมั่นใจจากชุดที่เข้ารูปและส่งเสริมรูปร่างให้ดูดียิ่งขึ้นในแบบที่ไม่เหมือนใคร

 

 

This Is Me Vatanika

จากแฟชั่นก้าวข้ามสู่แพลตฟอร์มรายการยูทูบ หลังจากที่สร้างแบรนด์ Vatanika จนโด่งดัง เหล่าเซเลบริตี้ทั้งไทยและต่างประเทศเป็นที่รู้จักมายาวนาน เราเชื่อว่าโดยส่วนตัวของ แพร วทานิกา เอง ก็เป็นอีกหนึ่งในเซเลบริตี้ที่มีคนติดตามทางอินสตาแกรมจำนวนไม่น้อย ดูได้จากฟอลโลเวอร์เกือบ 800,000 คน ซึ่งฐานแฟนเหนียวแน่นอาจเป็นหนึ่งแรงส่งที่ทำให้ แพร วทานิกา สร้างสรรค์รายการที่เปิดเผยเบื้องหลังชีวิตของเธอทุกด้าน ทั้งมุมสวยหรู มุมอารมณ์ มุมร้ายๆ จนทำให้เกิดกระแสและมีมมากมายให้คนโซเชียลใช้เล่นกัน


รายการ This Is Me Vatanika ออนแอร์ทางยูทูบแชนแนล โดยเฉลี่ยแต่ละอีพีมีคนเข้าชมไม่ต่ำกว่า 7 แสนวิว โดยอีพีแรกมียอดวิวพุ่งสูงถึง 3.3 ล้านวิว พร้อมทั้งยังมีตอนพิเศษในการสอนแต่งหน้าตามฉบับของ แพร วทานิกา หรือจะจัด Challenge สำหรับแฟนๆ ได้ลองส่งคลิปสั้นๆ ที่ทำล้อกับวิดีโอของตัวเอง นับว่าเป็นเส้นทางใหม่ที่ไทยดีไซเนอร์คนไหนก็ยังไม่เคยทำ เป็นการก้าวข้ามจากแฟชั่นมาสู่แพลตฟอร์มวิดีโอ

 

อ่านบทความ This Is Me Vatanika รายการเรียลิตี้โชว์ของ แพร วทานิกา ที่เป็นมากกว่ากระแส #สาจ๋า ได้ที่ thestandard.co/this-is-me-vatanika

 

https://www.youtube.com/watch?v=bkuZviLEaXE

 

International Events

ทุกวันนี้แบรนด์แฟชั่นเมืองนอกต่างให้ความสนใจกับเซเลบริตี้และดาราไทยไม่น้อย ทั้งมีการเชิญไปออกงาน เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ หรือถึงขั้นให้ร่วมเดินในแฟชั่นโชว์ นับว่าเป็นทิศทางที่ดี เพราะถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ต่างชาติได้รู้จักเราไปอีกขั้นหนึ่ง

 

Photo: chomismaterialgirl, prayalundberg, vjwoonsen /Instagram

 

Cannes Film Festival

ถูกพูดถึงทุกปีเมื่อมีงานประกาศ Cannes Film Festival สำหรับ ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต แทบจะเรียกว่าเธอเป็นตัวแทนประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เนื่องจาก ชมพู่ อารยา ตัวแทนของ L’Oréal Paris ประเทศไทย เหยียบพรมแดงเมื่อไร ก็จะมีกระแสตามมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องชุด หน้า ผม ให้เป็นประเด็นสำหรับคนไทยได้พูดถึงกันอยู่เสมอ และในปีนี้ก็ยังมีนางเอกสาว ปู-ไปรยา สวนดอกไม้ ลุนด์เบิร์ก ที่ไปเดินให้กับแบรนด์ de Grisogono แบรนด์เครื่องประดับชื่อดังของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ 3 สาว เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ, วุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์ และ โยเกิร์ต-ณัฐฐชาช์ บุญประชม ได้ร่วมตบเท้าเข้าร่วมงานครั้งนี้ ด้วยการเป็นตัวแทนจากแบรนด์ลักชัวรีแชมเปญเฮาส์ฝรั่งเศส Piper-Heidsieck พร้อมสวมชุดจากไทยดีไซเนอร์อีกด้วย

 

 

Golden Globe Awards

น้อยนักจะได้เห็นดาราไทยออกสื่อในงาน Golden Globe Awards ในปี 2018 ปู ไปรยา ได้ไปร่วมเดินโชว์ตัวบนพรมแดงให้กับแบรนด์เครื่องประดับ Chopard ด้วยชุดจากแบรนด์ Alexandre Vauthier

 

Photo: aokbab /Instagram

 

Chanel

มาถึงแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Chanel ที่ปีล่าสุดได้สนับสนุนนางเอกหน้าใหม่อย่าง ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง โดยให้เธอเป็น Friend of House ประจำประเทศไทย โดยเธอจะได้ไปดูโชว์ของ Chanel ในหลายๆ ครั้ง รวมถึงโชว์ Chanel Cruise 2018/2019 ในประเทศไทย

 

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Chanel ได้ที่ thestandard.co/chanel

 

Photo: davikah, mario_mm38 /Instagram

 

Dolce & Gabbana

เป็นอีกแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับเหล่าเซเลบริตี้ไทย ก่อนหน้านี้ ปู ไปรยา ก็เคยได้รับเชิญไปเดินแฟชั่นโชว์ให้กับแบรนด์ด้วย ส่วนในปีนี้ มาริโอ้ เมาเร่อ และ ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ ได้รับเชิญให้ไปเดินแฟชั่นโชว์คอลเล็กชัน Spring/Summer 2018 ไกลถึงนครมิลาน ประเทศอิตาลี ในเดือนกันยายน และเนื่องจากกระแสตอบรับดี ทั้งคู่จึงถูกทาบทามเชิญให้ไปร่วมเดินโชว์อีกครั้งที่เซี่ยงไฮ้ แต่โปรเจกต์นี้ไม่เกิดขึ้น เพราะปัญหาที่ทางแบรนด์โดนถล่มทางออนไลน์เรื่องการเหยียดเชื้อชาติ ทำให้ต้องล้มเลิกโชว์กะทันหัน

 

อ่านเพิ่มเติมเรื่อง Dolce & Gabbana ได้ที่ thestandard.co/dolce-gabbana-cancel-china-show-amid-racism-outcry

 

Photo: urassayas /Instagram

 

Louis Vuitton

เป็นอีกแบรนด์ที่ดึงเอานางเอกแถวหน้าของประเทศไทยอย่าง ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ มาเป็น Friend of Louis Vuitton โดยเธอได้รับเชิญให้ไปนั่งเป็นฟรอนต์โรว์มากมายของแบรนด์ในปีที่ผ่านมา จึงทำให้เธอถูกสื่อและนิตยสารหัวนอกมากมายสนใจ อย่างการได้เป็น 11 It Girl สาวที่น่าจับตามองอย่างมากแห่งโลกแฟชั่น โดย Elle Australia หรือจะเป็น 1 ใน 10 Best Dress of the Week จากนิตยสาร Style Magazine อีกทั้งยังถูกพูดถึงในนิตยสาร Vogue US ว่าเธอมีสไตล์ที่ดี เลือกแมตช์ชุดได้ดูสวยและลงตัว ส่วนที่ฮือฮาที่สุดก็เมื่อ Business of Fashion (BoF) ลิสต์บุคคลสำคัญผู้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก BoF 500 ของปี 2018 และมี ญาญ่า อุรัสยา เป็นหนึ่งในนั้น โดยถูกจัดอยู่ในสาขาผู้ขับเคลื่อนวงการแฟชั่นในฐานะ Models & Muses และเป็น Friend of Louis Vuitton

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post เกิดอะไรขึ้นบ้างในวงการแฟชั่นไทยปี 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thai-fashion-2918/feed/ 0
เป๊ก ผลิตโชค, ญาญ่า และเสือดำ รวบรวมโมเมนต์จากรันเวย์ BIFW 2018 https://thestandard.co/bifw2018/ https://thestandard.co/bifw2018/#respond Tue, 27 Mar 2018 05:52:30 +0000 https://thestandard.co/?p=80005

ญาญ่า อุรัสยา และ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ ปรากฏตัวบนรัน […]

The post เป๊ก ผลิตโชค, ญาญ่า และเสือดำ รวบรวมโมเมนต์จากรันเวย์ BIFW 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ญาญ่า อุรัสยา และ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ ปรากฏตัวบนรันเวย์ Vatanika ที่จำลองเกาะซานโตรินี, ภาพวาดเสือดำร้องไห้ปรินต์บนโค้ตตัวยาวโดย Tube Gallery, โชว์ Palmer Harding ส่งตรงมาจากลอนดอน, เป๊ก ผลิตโชค มาเดินโชว์ให้ Nagara, P.Mith ยกย่องผลงานเดวิด โบวี ยุค The Thin White Duke, Q Design and Play ได้นางเอกสาว ออกแบบ มาเดินเปิดโชว์ และ Leisure Projects กับคอนเซปต์ LGBTQ+ Pride…

 

Bangkok International Fashion Week 2018 (BIFW 2018) ในซีซันนี้เป็นอีกหนึ่งครั้งที่เราได้เห็นถึงความหลากหลายของงานดีไซน์ จุดยืน ความคิด การยังคงดีเอ็นเอเดิมของหลายแบรนด์ การพยายามสร้าง ‘โมเมนต์’ ให้เป็นที่พูดถึง และการที่ดีไซเนอร์ไทยเริ่มปลุกระดมเรื่องราวสังคมในผลงาน ซึ่งทำให้เห็นว่าหน้าที่ของดีไซเนอร์ไม่ใช่แค่จะให้คุณแต่งตัวดู ‘ปัง เปรี้ยว คูล ยอมมม’ (หรือภาษาอะไรก็ตามที่เด็กรุ่น 4.0 ใช้กัน) แต่เป็นอีกหนึ่งพลังที่จะขับเคลื่อนสังคมผ่านผลงานและสร้างบริบทใหม่ๆ อยู่เสมอ

 

THE STANDARD ได้รวบรวมภาพโชว์ทั้งหมดจากงาน BIFW 2018 พร้อมเรื่องราวแรงบันดาลใจของแต่ละคอลเล็กชันที่ใครสนใจแบรนด์ไหนก็สามารถไปจับจองได้แล้ววันนี้!

 

 

Q Design and Play

ดีไซเนอร์: ประพัฒน์ สมบูรณ์สิทธิ์ และ เอกภูมิ ตรีชัยรัศมี

 

ถ้าเป็นเมืองนอก กลุ่มผู้ชายเจนใหม่จะบ้าคลั่งแบรนด์ Off-White หรือ Vetements ในประเทศไทยก็คงหนีไม่พ้น Q Design and Play ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการที่พาเพื่อนชาวต่างชาติที่มาเมืองไทยเพื่อไปซื้อของตามสถานที่ท่องเที่ยว แล้วพบว่าเพื่อนๆ ตื่นตาตื่นใจกับสินค้าไทยๆ แต่คนไทยกลับไม่ได้ให้คุณค่าความสำคัญสักเท่าไร จากประเด็นนี้ทางแบรนด์เลยนำสิ่งของเหล่านั้นมาเพิ่มมูลค่าบนเสื้อผ้าฉบับ Q Design and Play โดยนำมาล้อเลียน เสียดสี และดึงรายละเอียด สัญลักษณ์ รวมถึงส่วนประกอบต่างๆ มาดัดแปลงและตัดต่อ

 

 

Palmer Harding

ดีไซเนอร์: ลีวาย พาล์มเมอร์ และ แมทธิว ฮาร์ดิ้ง

 

เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่กำลังเป็นที่รู้จักในแวดวงแฟชั่นสำหรับ Palmer Harding ที่เปิดตัวในปี 2012 ที่ประเทศอังกฤษ ภายใต้การดีไซน์ของ 2 หนุ่มจากมหาวิทยาลัย Central Saint Martins โดดเด่นด้วยการสร้างมิติใหม่และขยายขอบเขตในการรังสรรค์ไอเท็มเสื้อเชิ้ตสุดคลาสสิกที่เราใส่กันทุกวัน จนพวกเขาได้รับการเรียกขานว่า ‘The Shirt Boys’ ในวงการ สำหรับคอลเล็กชัน Spring/Summer 2018 ที่จำลองโชว์มาจาก London Fashion Week ได้แรงบันดาลใจมาจากผลงานจิตรกรรมชุด Combine ในปี 1954-1964 ของ Robert Rauschenberg ศิลปินชาวอเมริกันที่เน้นการ Layering เสื้อผ้ามากขึ้นและอยากให้สาวๆ นำไปมิกซ์แอนด์แมตช์เพื่อสร้างลุคในฉบับของตัวเอง

 

 

Vatanika

ดีไซเนอร์: วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา

 

ไม่น่าแปลกใจที่แบรนด์ Vatanika ยังคงฮิตติดตลาดและมีสาวกอย่างเหนียวแน่น เพราะทุกครั้งที่จัดแฟชั่นโชว์ก็สามารถสร้างยอด Buzz และ Engagement อย่างมหาศาล การันตีได้ในโชว์ล่าสุดที่ ญาญ่า อุรัสยา และ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ มาเดินโชว์ ซีซันนี้ Vatanika ได้แรงบันดาลใจมาจากท่วงท่าของผู้หญิง แฝงด้วยเสน่ห์ที่แอบซ่อนอยู่ โดยผสมผสานวัสดุที่มีความคลาสสิกกับวัสดุที่สร้างความทันสมัย เพื่อสร้างเป็นซิลูเอตใหม่ที่ตอกย้ำความอ่อนหวานแต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งเฉกเช่นผู้หญิงในแบบของแบรนด์ อาทิ Geometric Mesh, ผ้าลูกไม้ชั้นสูงและผ้าไหมซาตินเป็นต้น

 

 

Issue

ดีไซเนอร์: ภูภวิศ กฤตพลนารา

 

ตลอดเวลาเกือบ 20 ปีบนเส้นทางสายแฟชั่นในฐานะดีไซเนอร์และครีเอทีฟไดเรกเตอร์แบรนด์ Issue ภูภวิศ กฤตพลนารา สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีดีเอ็นเอที่ชัดเจนเสมอและแฝงด้วยเรื่องราวของวัฒนธรรมต่างๆ ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1999 โดยซีซันนี้ทางแบรนด์ยังตอกย้ำจุดเด่นนี้กับเสื้อผ้าคอลเล็กชัน ‘The Invisible’ ที่เล่าเรื่องราวการล่องเรือจากน่านน้ำเอเชียตะวันออกสู่ทวีปตะวันตก บวกกับการดึงกลิ่นอายของยุค 70s สไตล์โรแมนติกและโบฮีเมียนที่เห็นได้จากเฉดสี อาทิ สีแดงแตงโม สีเขียวหยก และสีเหลืองอมน้ำตาล

 

 

Rotsaniyom White Label

ดีไซเนอร์: พงศ์ศักดิ์ ศุภรัชชีพ และ ฐิตา กมลเนตรสวัสดิ์

 

8 ปีในวงการแฟชั่นไทย ตั้งแต่เปิดตัวด้วยผลงานแรกที่งาน T-Shirt Festival ในปี 2008 แบรนด์ Rotsaniyom ยังคงสานต่อแนวคิดที่ว่า ‘ความงามในอุดมคติบนความไม่สมบูรณ์แบบ’ ในเสื้อผ้าทุกชิ้นที่ดีไซน์ออกมา พร้อมเสน่ห์ของงานฝีมือที่เรียบง่าย และเปี่ยมไปด้วยความหมายของชีวิต เหมือนกับคอลเล็กชัน ‘Sun’ ในซีซันนี้ที่ได้นำการใช้ลูกไม้และวัสดุมันวาวมาเล่นกับเรื่องราวของแรงบันดาลใจเพื่อให้เกิดมิติของเสื้อผ้า โดยมีจุดเด่นที่การตีความเรื่องราวนามธรรมสู่เสื้อผ้าและความร่วมสมัย

 

 

Asava

ดีไซเนอร์: พลพัฒน์ อัศวะประภา

 

กำลังจะครบรอบ 10 ปีในวงการแฟชั่นสำหรับ Asava ที่ พลพัฒน์ อัศวะประภา ผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นและก้าวสู่แถวหน้าของวงการแฟชั่นไทยอย่างเต็มภาคภูมิ สำหรับคอลเล็กชันล่าสุดทางแบรนด์ได้ตั้งชื่อว่า ‘Subliminal’ ซึ่งถ่ายทอดการมองลึกเข้าไปยังปรัชญาความงามและกระบวนการคิดตัวตนที่แท้จริงและจิตวิญญาณที่อยู่ภายในของผู้หญิง โดยความพิเศษของคอลเล็กชันนี้ต้องยกให้เนื้อผ้าที่ได้นำมาใช้ อาทิ ผ้าไหมไทยสองเส้นที่ระบายอากาศได้ดีในหน้าร้อน และผ้าทวีด (Tweed) ซึ่งมีความโก้หรูและเพิ่มความคลาสสิกให้กับคอลเล็กชัน ส่วนสีที่นำมาใช้ก็มี สีฟ้าปารีเซียน สีเขียวเข้มน้ำทะเล และสีแดงสด เป็นต้น

 

 

Greyhound Original

ดีไซเนอร์: บดินทร์ อภิมาน

 

Greyhound Original สะท้อนการพูดถึงทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่ไม่สนกรอบเดิมๆและอยากเป็นตัวของตัวเอง โดยเสื้อผ้ายังคงมาพร้อมไอเดีย ‘Basic With A Twist’ ที่สามารถใส่ไปทำงาน ไปกินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง หรือปาร์ตี้ได้หมดตามใจชอบ แน่นอนสำหรับคอลเล็กชันนี้ก็ยังเล่นกับรูปแบบ Deconstruction ตามดีเอ็นเอของ Greyhound Original ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัว เช่น เพิ่มดีเทลกระเป๋าใส่ของเข้าไปด้านหลังสูท ส่วนอีกหนึ่งเทคนิคที่ได้นำมาเล่นก็คือการพิมพ์ Trompe L’oeil หรือการเห็นภาพลวงตาที่นำมาพิมพ์บนไอเท็ม อาทิ เสื้อสูทและกางเกง Slack

 

 

Fri 27 Nov.

ดีไซเนอร์: ชนะชัย จรียะธนา

 

‘แต่งตัวให้คิดตาม ไม่ใช่แต่งตามที่คนอื่นคิด’ คือนิยามที่แสดงออกถึงตัวตนของคอลเล็กชัน ‘Freaky Friday’ ของ Fri 27 Nov. ที่เน้นงานฝีมือเพื่อสะท้อนการสร้างสรรค์ประดิษฐ์งานลงบนเสื้อผ้าที่ต้องการนำเอาความเป็นตลกร้ายมาเสียดสีสังคมปัจจุบันผ่านสัญลักษณ์ สัตว์ต่างๆ ที่แปลกประหลาด สำหรับ ชนะชัย จรียะธนา ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ นับได้ว่าเป็นดีไซเนอร์ที่สร้างสรรค์ผลงานในวงการมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เป็นหุ้นส่วนแบรนด์ Time’s End ที่สยามเซ็นเตอร์เมื่อ 20 ปีก่อน และมีโอกาสได้สร้างสรรค์เสื้อผ้าให้กับศิลปินไทยชื่อดังมากมาย ทั้ง RS และ Grammy ก่อนจะมาเปิดร้านของตัวเองขึ้นภายใต้ชื่อ 27Friday ซึ่งมีที่มาจากวันเกิดของตัวเอง (วันศุกร์ที่ 27)

 

 

Nagara

ดีไซเนอร์: นาการา สัมพันธารักษ์

 

ดีไซเนอร์ระดับไอคอนของวงการ นาการา สัมพันธารักษ์ แสดงคอลเล็กชัน ‘The Lost Horizon’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลิ่นของทุ่งหญ้า ดอกไม้ สีสันในเทศกาลรื่นเริงในหน้าร้อน บรรยากาศของเสียงสวด, ควัน, กลิ่นกำยาน, ความอ่อนช้อยของเส้นสายและลวดลายของวัฒนธรรมจากดินแดนเทือกเขาหิมาลัย ด้านวัสดุที่ได้นำมาใช้ก็มีทั้ง ผ้าไหม ลินิน ผ้าพิมพ์ และผ้าปักที่มีมิติด้วยการปักเลื่อมและลูกปัด บวกกับเทคนิคการเดินลายบุฟองน้ำ (Quilting) และศิลปะการตกแต่งปะติดผ้า (Appliqué) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์มาโดยตลอด

 

 

Leisure Projects

ดีไซเนอร์: ณัฐพล กนกวลีวงศ์

 

งาน Pride ที่จัดกันทั่วโลกเพื่อเรียกร้องสิทธิของกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งมีธงสีรุ้งดีไซน์โดย Gilbert Baker เป็นสัญลักษณ์ของงาน และได้กลายเป็นคอนเซปต์ของ Leisure Projects ในซีซันนี้ ที่อยากมอบพลังบวก สร้างจุดยืน และพูดถึงเรื่องอิสระในการแต่งตัวให้ผู้ชายทุกคน ไฮไลต์ของโชว์ก็ต้องมอบให้ตอนจบที่เหล่านายแบบมายืนเรียงกันตามเฉดสีธง Pride ส่วนตอนนายแบบ 2 คนจูงมือเดินออกมาก็สร้างเสียงฮือฮาและคนต้องรีบเอามือถือออกมาถ่าย

 

 

P.Mith

ดีไซเนอร์: อนพัทย์ ธนากิจปฐมพงศ์ และ ภาคภูมิ มิตรานนท์

 

จะดีไซเนอร์ไทยหรือต่างประเทศ เดวิด โบวี ก็เป็นอีกหนึ่งนักร้องระดับตำนานชาวอังกฤษที่เปรียบเสมือนฮีโร่ของหลายคน และแบรนด์จะศึกษาผลงานตามยุคต่างๆของเขาเพื่อรังสรรค์เสื้อผ้า อาทิ ยุค Ziggy Stardust, ยุค Berlin Trilogy หรือ ยุค Hunky Dory โดยในซีซันนี้แบรนด์ P.Mith เรียกคอลเล็กชันว่า ‘Fascination’ ที่ได้นำเอาสไตล์การแต่งตัวของเดวิดในช่วงยุคคาแรกเตอร์ The Thin White Duke ปลายยุค 70s ที่เด่นด้วยลุคเสื้อเชิ้ตขาว กางเกงขายาวแบบหลวม เสื้อกั๊ก และผม Slick-Back มาตีความใหม่ในฉบับผู้ชาย P.Mith ที่คลาสสิก เฉียบคม และไม่ได้อยากให้เสื้อผ้าโดดเด่นไปกว่าตัวตนของผู้สวมใส่

 

 

Wee

ดีไซเนอร์: สุภาวดี ศิริรัตนพล

 

ความประทับใจในการเดินป่าได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจในคอลเล็กชัน ‘Forest Impression’ ของแบรนด์ Wee ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2015 โดย สุภาวดี ศิริรัตนพล นักธุรกิจสาวที่ผันตัวเองมาทำตามความฝันด้วยการออกแบบเสื้อผ้า ซีซันนี้เราได้เห็นการเล่นกับความพลิ้วไหวของผ้าซาตินและชีฟองที่พิมพ์ลายดงไม้ใบ, ไม้ดอก และหมู่แมลง รวมถึงดีเทลปักแต่งด้วยมุกและพลอยหลากชนิดเพื่อเพิ่มเสน่ห์และยกระดับมิติของเสื้อผ้า

 

 

Tube Gallery

ดีไซเนอร์: พิสิฐ จงนรังสิน และ ศักดิ์สิทธิ์ พิศาลสุพงศ์  

 

อีกหนึ่งแบรนด์ที่อยู่คู่กับวงการแฟชั่นไทยมานานสำหรับ Tube Gallery ที่ครั้งนี้สร้างสีสันกับคอลเล็กชัน ‘Bohelennial’ ที่ย้อนไปในยุคแห่งความรุ่งเรืองของเหล่าบุปผาชน ฮิปปี้ เสรีชน ที่ไม่ยึดติดกับสมัยนิยมและมีวิถีชีวิตในแบบของตนเอง เพราะเหตุนี้เราจึงได้เห็นเสื้อผ้าและเครื่องประดับในซีซันนี้ได้นำแก่นความคิดและสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าโบฮีเมียนมาผสานผ่านอัตลักษณ์และรายละเอียดเฉพาะตัวของ Tube Gallery ซึ่งถ่ายทอดผ่านสีสัน ลวดลายพิมพ์ดอกไม้ เทคนิคการพิมพ์ไล่เฉดสีลงบนผ้าลูกไม้ และการตัดวางผ้ามุ้งไล่เฉดสี เพื่อเป็นการสร้างรูปทรงใหม่ๆ

 

 

Cazh, Gin and Milk , Pursuit และ The Wonder Room

ผู้บริหารแบรนด์: ปารีสา จาตนิลพันธุ์  

 

การกบฏผ่านความหลากหลายของรสนิยมและสไตล์ในการแต่งตัวเป็นหัวใจหลักของโชว์ ‘The Rebellion’ ที่รวบรวมแบรนด์ต่างๆ จาก 4 มัลติแบรนด์สโตร์ เริ่มจาก The Wonder Room มัลติแบรนด์สโตร์ที่เน้นไอเท็มสำหรับผู้หญิงร่วมสมัยที่หลงรักแฟชั่น, Gin and Milk มัลติแบรนด์สโตร์เสื้อผ้าผู้ชายที่เป็นจุดเริ่มต้นของหลายแบรนด์ที่ได้รับความนิยมทุกวันนี้, Cazh มัลติแบรนด์สโตร์ที่เน้นความลำลองและไอเท็มกลิ่นอายสตรีท และ Pursuit มัลติแบรนด์สโตร์สำหรับสุภาพบุรุษที่อยากดูภูมิฐานผ่านไอเท็มสูทเป็นหลัก

The post เป๊ก ผลิตโชค, ญาญ่า และเสือดำ รวบรวมโมเมนต์จากรันเวย์ BIFW 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/bifw2018/feed/ 0
ภาพลักษณ์ผู้หญิงในละคร ‘เพลิงบุญ’ พิมาลา-ใจเริง เธอเป็นตัวแทนผู้หญิงยุคนี้จริงหรือ https://thestandard.co/lessonslearned-from-drama-plerngboon/ https://thestandard.co/lessonslearned-from-drama-plerngboon/#respond Thu, 14 Sep 2017 13:42:06 +0000 https://thestandard.co/?p=27318

     นาทีนี้คงไม่มีละครเรื่องไหนร้อนฉ่าม […]

The post ภาพลักษณ์ผู้หญิงในละคร ‘เพลิงบุญ’ พิมาลา-ใจเริง เธอเป็นตัวแทนผู้หญิงยุคนี้จริงหรือ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     นาทีนี้คงไม่มีละครเรื่องไหนร้อนฉ่ามหาประลัยไปกว่า ‘เพลิงบุญ’ ทางช่อง 3 อีกแล้ว และถ้าวัดกันที่การแสดง ก็ต้องถือว่านักแสดงทุกคนทำหน้าที่ได้สมบทบาท

     ถือเป็นมาสเตอร์พีซของ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ ที่ทำให้เราเห็นว่าเธอควรได้รับการพูดถึงในความสามารถมากกว่าเรื่องผู้ชายของเธอ ส่วน เบลล่า-ราณี แคมเปน ก็มีบทที่ทำให้เห็นพัฒนาการ ซึ่งต่อให้คนอิจฉาที่เธอเป็นแฟนพี่เวียร์ (ศุกลวัฒน์ คณารศ) สุดหล่อแค่ไหน ก็ยังต้องชมว่าเธอแสดงเป็น พิมาลา ได้โง่จนคนดูอิน ส่วนพี่ป้อง-ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ ก็น่าสนใจ ตรงในช่วงเวลาห่างกันไม่กี่เดือน พี่ป้องรับบทสามีที่นอกใจภรรยา 2 เรื่องติดกัน คือ เสน่หา DIARY ตอน กับดักเสน่หา (ที่ไปฟีเจอริงกับคารามายด์) และละครเรื่อง เพลิงบุญ ถ้าลากไปไกลกว่านี้คือพี่จะฟันคอเมียตัวเองจนเป็นผีตามมาทวงแค้นอีกรอบแน่ๆ  พี่ป้องโคตรเป็นภัยต่อมนุษย์เมียจริงๆ ให้ตายเถอะ!

     เมื่อละครเรื่อง เพลิงบุญ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปะทะกันของผู้หญิงสองคนในนามการแย่งผู้ บทความนี้จะขอวิเคราะห์ภาพลักษณ์ของผู้หญิงในละครเรื่องนี้ และแตะๆ ไปถึงภาพลักษณ์ของผู้ชายด้วย เพื่อที่จะบอกว่าละครเรื่องนี้กำลังส่งสารอะไรกับเราบ้าง

 

 

     1) จุดจบของผู้หญิงแรด ผู้หญิงดี และผู้ชายชั่ว

     ไม่ต้องรอให้ละครจบ เราก็รู้ว่าใจเริงจะต้องมีชีวิตที่ฉิบหายวายป่วง ในขณะที่ผู้ชายที่น่ารังเกียจอย่างพี่ฤกษ์จะได้รับการให้อภัยจากภรรยา อะไรที่แล้วก็แล้วไป

     เอาจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่อง เพลิงบุญ แต่ละครที่มีเส้นเรื่องของผู้ชายนอกใจก็เป็นแบบนี้ ทั้ง เมียหลวง, น้ำเซาะทราย, กับดักเสน่หา ฯลฯ ผู้ชายชั่วจะได้รับการให้อภัยให้มีชีวิตใหม่ ผู้หญิงดีจะให้อภัย ผู้หญิงแรดก็ตายอย่างอเนจอนาถหรืออยู่อย่างไม่มีใคร

     เออว่ะ ทำไมเป็นผู้ชายนี่มันดีจริงนะ แรดก็ได้ เดี๋ยวเมียก็ให้อภัย ชีวิตดีจริงๆ เลยเว้ยเฮ้ย! เพราะฉะนั้น มีเมียน้อยไปเถอะ อย่างไรผู้หญิงก็ต้องทน

     ส่วนจุดจบของผู้หญิงน่ะเหรอ ถ้าเลือกเป็นผู้หญิงที่ดีก็ต้องอยู่กับผัวเลว ทนเอาหน่อย ถ้าเลือกเป็นผู้หญิงเลวก็ต้องมีอันบรรลัยไปข้างหนึ่ง

     ระหว่างทนทุกข์กับผัวเลวกับอยู่แบบไม่เหลือใคร ผู้หญิงมีทางเลือกเท่านี้เองหรือ

 

 

     2) มีผัวคือนิพพาน

     พิมาลา นางเอกแสนดี (แต่โง่) ซึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้กับใจเริงนั้น ละครพยายามสร้างให้เห็นว่า นี่ไง นางเอกที่เข้มแข็ง นางมาต่อปากต่อคำกับใจเริงได้แล้ว นางไม่อ่อนแออีกต่อไป พิมที่แสนดียังอยู่ แต่พิมที่โง่ได้ตายไปแล้ว! อาหารคลีนก็แซ่บได้นะคะ!

     แต่วิธีการต่อสู้ของพิมาลาคือการเลือกปะทะกับใจเริง แต่ไม่แก้ปัญหาที่ผู้ชาย ครั้นลุกขึ้นมาขอหย่าก็ทำไม่สำเร็จ เพราะพี่ฤกษ์ไปอาละวาดที่อำเภอว่า “ผมไม่หย่า!” แล้วไง…แม่อาหารคลีนของเราก็เลยหย่าไม่ได้ หมาเลยไหมล่ะ

     ถามว่าทีนี้พอหย่าไม่ได้ พิมาลาเลือกทำอะไร? นางเลือกฟ้องหย่าเพื่อเอาชีวิตที่ดีคืนมาไหม? …ไม่ นางไม่ทำอะไรนอกจากรอผัว กับคอยต่อสู้กับใจเริงไปวันๆ

     อาหารคลีนอย่างพิมาลาจึงเป็นอาหารคลีนที่เต็มไปด้วยวิตามินแต่ทิ้งไว้นานจนไม่เหลือคุณค่าอะไร

     ในละคร ผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาปกป้องชีวิตของตัวเองหลังจากต้องทนทุกข์จากการไม่ให้เกียรติของสามีและเลือกสู้ด้วยการขอหย่าจะไม่มีวันสำเร็จ เพราะเพียงสามีบอกว่า ไม่! ผมไม่หย่า! นางก็ทำอะไรต่อไม่ได้ นางไม่สู้ต่อ กลับบ้านค่ะ!

     เออนั่นสิ ถ้ามีสามีเยินๆ แบบนี้ จะมีเพื่อ?! ทั้งๆ ที่พิมก็มีพร้อมทุกอย่าง

     แต่ละครกำลังบอกผู้หญิงที่ไม่มีความสุขหรือที่กำลังต่อสู้เพื่อชีวิตของตัวเองว่า อภัยให้สามีเถอะ จะดีจะชั่วก็ผัวเรา อยากหย่าแต่ผัวไม่ยอมหย่าเราก็ทำอะไรไม่ได้ สู้ไปก็เหนื่อยเปล่าๆ อย่างไรมีผัวก็ดีกว่าหย่า มีผัวเฮงซวยแบบพี่ฤกษ์ก็ยอมวะ!

     ที่สุดแล้ว การมีผัว ต่อให้ทุกข์ทรมานและเขาไม่ให้เกียรติเราแค่ไหน ก็ยังดีกว่าการหย่าร้างเพื่อไปเริ่มชีวิตใหม่

     ตลอดทั้งเรื่องเราจึงเห็นทั้งพิมาลาหรือใจเริงต่อสู้เพื่อจุดหมายเดียวกัน ไม่ใช่เพื่อการมีความสุข เพื่อการดำรงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่คือการสู้เพื่อให้ตัวเองมีผัว! ใจเริงต้องการเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของพี่ฤกษ์ ส่วนพิมาลาต้องการคงสถานะการเป็นภรรยาที่ถูกกฎหมายไว้ ไม่ว่าจะทุกข์แค่ไหน คำว่า ‘ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย’ คือสิ่งที่ต้องเทิดไว้เหนือหัว ไม่หย่าก็ได้วะ!

     มันจะเป็นไปได้ไหมที่เราจะมีละครที่ผู้หญิงตระหนักรู้ถึงคุณค่าของตัวเองเมื่อสามีไม่ให้เกียรติเราขนาดนี้ แล้วตัวละครต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเอง หย่าเสร็จก็มีชีวิตใหม่ที่ดี มีความสุขลั้ลลา ไม่ต้องมาปวดหัวกับผัวไม่รักดี

     ทั้งๆ ที่ในชีวิตจริงผู้หญิงแบบนี้มีให้เห็นทั่วไป แต่ในละคร พวกเธอต้องยอมตายทั้งเป็นเพื่อการมีผัว

     เพราะการมีผัวคือนิพพาน ละครทำให้เห็นแบบนั้น

 

 

     3) ผู้หญิงด้วยกันเองอยากให้ผู้หญิงเป็นแบบไหน

     หลายครั้งเราถูกสังคมบอกว่าเราอยู่ในโลกที่ชายเป็นใหญ่ มีความไม่เท่าเทียมทางเพศอยู่ ด้วยเหตุนี้การมองโลกผ่านสายตาของผู้หญิง หรือการสะท้อนมุมมองของผู้หญิงน่าจะทำให้เราเห็นว่า แล้วผู้หญิงมองโลกแบบไหน?

     สิ่งที่น่าคิดสำหรับ เพลิงบุญ รวมไปถึงวรรณกรรมและความบันเทิงของไทยเรื่องอื่นๆ ก็คือ ผู้ประพันธ์นวนิยายเรื่องนี้ก็คือผู้หญิง ผู้จัดละครเรื่องนี้ก็คือผู้หญิง นักแสดงนำเรื่องนี้ก็เป็นผู้หญิง ผู้หญิง และผู้หญิง

     แต่ผู้หญิงที่อยู่ในละครหรือในบทประพันธ์กลับเป็นผู้หญิงที่อ่อนแอ มีศูนย์กลางของชีวิตอยู่ที่ผู้ชายและการมีผัว ไม่สามารถดำรงชีวิตได้โดยปราศจากผู้ชาย ขณะเดียวกัน กลับให้ผู้ชายในเรื่องได้มีอำนาจเหนือกว่า มีทางออกในชีวิตที่ดีกว่า

     น่าสนใจตรงที่ผู้หญิงด้วยกันกำลังสร้างภาพผู้หญิงออกมาแบบนี้

     ซึ่งผมคงต้องถามผู้หญิงแล้วล่ะว่า นี่คือผู้หญิงอย่างที่คุณอยากเป็นจริงๆ ใช่ไหม

     คุณเชื่อไหมว่า ผู้หญิงต้องทนกับการมีสามีที่นอกใจเราไปเรื่อยๆ

     คุณเชื่อไหมว่า ผู้ชายไม่ยอมหย่าแล้วเราจะต้องยอมแพ้เพราะไม่มีทางสู้

     คุณเชื่อไหมว่า ผู้หญิงจะโง่ขนาดเปิดบ้านต้อนรับให้แฟนเก่าของสามีมาอยู่ในบ้านได้ หรือไม่มีคอมมอนเซนส์ขนาดที่ไม่รู้เลยหรือว่าคนไหนจริงใจหรือไม่

     คุณเชื่อไหมว่า ถ้าผู้ชายไม่รักเราแล้ว เราจะชนะใจเขาได้ด้วยการกินกุ้งเป็นกิโลฯ ทั้งที่ตัวเองแพ้กุ้ง จะได้แพ้กุ้งจนผู้ชายต้องมาช่วย

     คุณเชื่อไหมว่า ผู้หญิงกำหนดชีวิตตัวเองได้

     คุณเชื่อไหมว่า ผู้หญิงมีคุณค่า มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

     เพราะว่าผู้ชายอย่างผมเชื่อว่าผู้หญิงมีคุณค่า แม้ว่าผู้หญิงคนไหนจะไม่เห็นว่าผู้หญิงด้วยกันมีคุณค่าก็ตาม และผมหวังว่า ผู้หญิงอีกหลายคน ผู้ชายอีกหลายคน จะเชื่ออย่างผม

The post ภาพลักษณ์ผู้หญิงในละคร ‘เพลิงบุญ’ พิมาลา-ใจเริง เธอเป็นตัวแทนผู้หญิงยุคนี้จริงหรือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/lessonslearned-from-drama-plerngboon/feed/ 0
เสพดราม่าให้ได้เรื่อง เราเรียนรู้อะไรจากข่าวดาราเลิกกับแฟน https://thestandard.co/star-drama-lessonslearned/ https://thestandard.co/star-drama-lessonslearned/#respond Fri, 25 Aug 2017 06:58:55 +0000 https://thestandard.co/?p=22327

      อะไรคือการที่ข่าว เจนี่ เทียนโพธิ์ […]

The post เสพดราม่าให้ได้เรื่อง เราเรียนรู้อะไรจากข่าวดาราเลิกกับแฟน appeared first on THE STANDARD.

]]>

      อะไรคือการที่ข่าว เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ เลิกกับแฟนแล้วถึงกับเป็นวาระแห่งชาติ บางสำนักข่าวถึงกับยกให้เป็น breaking news (ภาพแฟลชแบ็กไปเมื่อหลายปีก่อนที่โทรทัศน์ถึงกับมีการถ่ายทอดสดการจดทะเบียนสมรสของเธอจากบ้านอัศวเหม และทุกคนในออฟฟิศข้าพเจ้าหยุดทุกการกระทำเพื่อมามุงโทรทัศน์) หลายเพจพากันขุดคุ้ยที่มาของดราม่าครั้งนี้กันยกใหญ่ บ้างมีแผนภาพเรียงลำดับเหตุการณ์ให้ บ้างมีการโยงภาพในไอจีของคนนั้นคนนี้มาขยายความดราม่าต่อ​
      ข่าวดาราเลิกกันนั้นเหมือนจะไร้สาระ แต่ก็มีสาระให้เราได้วิเคราะห์กันอยู่ และเราสามารถเรียนรู้ได้จากทุกอย่าง แม้กระทั่งดราม่า
​ และนี่คือสิ่งที่ข่าวดาราเลิกกันกำลังบอกเราอยู่โดยมองผ่านเลนส์ของความรัก สัจธรรมชีวิต การทำงานของสื่อมวลชน มิติภาพลักษณ์ของผู้หญิง และการตลาด


มองในมุมพี่อ้อยพี่ฉอด

      “ไม่มีอะไรแน่นอนเลยในชีวิต”

      มีรักได้ ก็มีเลิกได้ เป็นเรื่องที่เราก็รู้กันอยู่แล้ว แต่การมีตัวอย่างให้เห็นคาตามันช่วยยืนยันความจริงในข้อนี้ได้ดี
​      เอาจริงๆ ตอนที่รักกัน ไม่มีใครคิดว่ามันจะต้องเลิกกันหรอก แต่ทำยังไงล่ะ มันจะเลิกก็ต้องเลิกนี่หว่า อยู่ด้วยกันแล้วไม่มีความสุขก็แยกย้ายไปมีความสุขบนทางใครทางมันดีกว่า

      ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอนเลย แม้แต่คนที่เราดูว่ารักกันมากก็ยังเลิกกันได้ ตอนรักกันดูหวานชื่น พอเลิกกันอย่างกับหนังคนละม้วน

      เราผ่านข่าว แบรด พิตต์ เลิกกับ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน มาแล้ว ยันแบรด พิตต์ เลิกกับ แอนเจลินา โจลี เราผ่านข่าว บริตนีย์ สเปียร์ส เลิกกับ จัสติน ทิมเบอร์เลก มาแล้ว เราผ่านข่าว เทย์เลอร์ สวิฟต์ เลิกกับ… (ใครบ้างนะลืมแล้ว เยอะเกิ๊น!) เราผ่านข่าว พี่แท่ง ศักดิ์สิทธิ์ เลิกกับ พี่แหม่ม คัทลียา มาแล้ว เราผ่านข่าว พี่หมิว ลลิตา เลิกกับ สารวัตรก้อง มาแล้ว ฯลฯ และเราเห็นว่าทุกคนยังคงใช้ชีวิตต่อไปตามเส้นทางของตัวเอง

      นิโคล คิดแมน ได้ออสการ์หลังจากเลิกกับ ทอม ครูซ ต่อมาได้แต่งงานมีชีวิตครอบครัวกับ คีธ เออร์เบิน อย่างมีความสุข และพอร์ตฟอลิโองานของเธอก็ดีวันดีคืน
      เจดา พิงเก็ต สมิธ บอก วิล สมิธ ว่าให้เชิญภรรยาคนแรกของเขามาร่วมคริสต์มาสกับครอบครัวด้วยทุกปี เพื่อให้ลูกได้เจอกับแม่ และไม่รู้สึกว่าพ่อลืมแม่ไป
      มาดอนน่า เลิกกับ ฌอน เพนน์ ตั้งนานแล้ว แต่ฌอนยังคงไปดูคอนเสิร์ตมาดอนน่า (และมาดอนน่ายังแซวว่า “มันใช้เวลา 25 ปีที่ในที่สุดเขาก็ชื่นชมศิลปะของฉัน การแต่งงานก็เป็นแบบนั้นแหละค่ะ”) และมาดอนน่าก็ยังมาช่วยงานการกุศลของฌอน
      อเดลเลิกกับแฟนเก่า และใช้ความเสียใจมาแต่งเป็นเพลงที่โคตรเพราะ โคตรดี และโคตรดัง อัลบั้มของเธอขายดีถล่มทลายแม้ในยุคดิจิทัลดาวน์โหลด กวาดรางวัลแกรมมี่ และทุกวันนี้เธอมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข

      พวกเขามีชีวิตใหม่หลังปิดฉากความรักครั้งเก่า และมีความสุขดีด้วย

      ความเจ็บปวดจะไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป แต่ในระหว่างที่มันยังอยู่กับเรา เรียนรู้จากมันให้ได้มากที่สุด ตักตวงประสบการณ์จากมันให้ได้มากที่สุด เพราะมันมาเพื่อสอนให้เราแข็งแกร่งขึ้นโดยเฉพาะ และมันจะเป็นอีกเรื่องที่ผ่านไป



มองในมุมนักแสดง นักวารสารศาสตร์ และเฟมินิสต์

      “ผู้หญิงจะเก่งมาจากไหนก็ตาม แต่บนพื้นที่สื่อมวลชน เธอเป็นได้แค่เมียใครสักคน”

      เจนี่ออกน้ำหอมแบรนด์ตัวเองที่เธอสู้อุตส่าห์ทุ่มเทดูทุกรายละเอียดจนน้ำหอมของเธอออกมา (อ้าว จริงดิ! เพิ่งรู้) เธอเป็นนักธุรกิจ (เชียวนะเฟ้ย!) แต่พอถึงงานอีเวนต์ นักข่าวจะถามพอเป็นพิธีให้เธอได้พูดโปรโมตน้ำหอมตัวเองนิดหนึ่ง และสุดท้ายน้ำหนักข่าวเกือบทั้งหมดออกมาเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของเธอ
      และนั่นแหละ เราเลยไม่รู้ด้านอื่นเกี่ยวกับตัวเธอนอกจากเรื่องรักๆ ใคร่ๆ

      ถ้าคุณได้ดู ‘เพลิงบุญ’ คุณคงคิดเหมือนกันว่า เจนี่แสดงดีมาก เธอเป็นนักแสดงที่มีความสามารถ และเรารู้สึกได้ว่าเธอตั้งใจกับบทนี้อย่างจริงจัง แต่ก็อีกนั่นแหละ พื้นที่ที่สื่อมวลชนให้เธอนั้นจำกัดไว้เพียงแค่เรื่องความสัมพันธ์ของเธอ
      พูดอย่างเฟมินิสต์ก็คือ บทบาทของผู้หญิงในสื่อมวลชนเป็นได้แค่แม่และเมีย ไม่ใช่บทบาทของคนที่มีความสามารถ ต่อให้พื้นที่ที่เธออยู่จะเป็นพื้นที่การทำงาน (เช่น อยู่ในงานแถลงข่าวผลงานทางธุรกิจของเธอ) แต่สุดท้าย เธอก็ยังถูกลากกลับไปที่เรื่องบนเตียงว่าเธอจะรักจะเลิกกับใคร ความเป็นนักธุรกิจของเธอ หรือความเป็นนักแสดงมืออาชีพ ไม่ได้มีความหมายบนพื้นที่สื่อเลย
      เธอทำงานเก่งแค่ไหน สุดท้ายพื้นที่ที่สื่อให้เธอได้ยืนคือแค่เป็นผู้หญิงของใครสักคน ไม่ใช่ผู้หญิงที่มีความสามารถและมีคุณค่าได้ด้วยผลงานของตัวเอง เธอมีคุณค่าได้เมื่อถูกยึดโยงกับผู้ชาย (เธอจะเป็นแฟนของใคร เธอจะเลิกกับใคร)

 

 

      ที่จริงนอกจากฐานะคนรัก เธอยังมีบทบาทเป็นนักแสดง เป็นนักธุรกิจ เป็นมนุษย์ เป็นผู้หญิง เป็นประชากรในสังคม ฯลฯ มีอีกหลายบทบาทที่เธอควรได้ฉายมัน
      ทำไมเธอถึงมาทำธุรกิจน้ำหอม เธอสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาอย่างไร เธอวางแผนอนาคตไว้แบบไหน เธอสร้างความแตกต่างจากน้ำหอมอื่นอย่างไร เจนี่เวอร์ชันนักธุรกิจเป็นแบบไหน ฯลฯ
เธอเข้าถึงบทบาทใจเริงอย่างไร เธอเตรียมตัวอย่างไร เธอสร้างมิติตัวละครตัวนี้ขึ้นมาอย่างไร เธอเรียนรู้อะไรจากบทนี้บ้าง เธอมองหาบทแบบไหน เธอมองอุตสาหกรรมบันเทิงไทยในเวลานี้อย่างไร ความท้าทายในชีวิตของเธอคืออะไร เธอก้าวข้ามผ่านการตัดสินของคนในสังคมมาได้อย่างไร เธอคิดว่ากฎหมายแรงงานคุ้มครองวิชาชีพนักแสดงหรือเปล่า เธอเรียนรู้อะไรจากการอยู่วงการนี้บ้าง ฯลฯ
      มีคำถามอีกมากมายที่ทำให้เราได้เห็นมิติอื่นของเธอ รวมถึงนักแสดงคนอื่นๆ ด้วย แต่มันไม่เคยถูกถาม

      จริงอยู่ว่าหน้าที่ของข่าวบันเทิงคือการให้ความบันเทิง (ซึ่งอะไรคือความบันเทิงเริงใจของการที่คนเลิกกันวะ งง!) แต่คำถามก็คือ สื่อมวลชนได้ให้พื้นที่กับมิติความเป็นมนุษย์ด้านอื่นๆ ของคนที่เป็นข่าวหรือไม่
      นึกภาพตามแบบนี้แล้วกันว่า… ข้างหน้าคุณคือผู้หญิงที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการบันเทิงมาหลายสิบปี มีผลงานที่ก้าวหน้า มีจิตวิญญาณนักแสดง มีประสบการณ์ชีวิตมากมาย และสิ่งที่คุณถามเธอคือ “ตกลงเลิกกับผู้ชายแล้วเหรอ”
      มันก็เป็นการบอกเธอและบอกคนดูข่าวว่า “ฉันไม่แคร์หรอกว่าเธอจะมีความสามารถ สิ่งที่ฉันแคร์คือเธอจะได้มีผัวกับเขาไหม”
      มันไม่ดูถูกมันสมองของเธอไปหน่อยหรือ


มองในมุมนักประชาสัมพันธ์

      เรารู้ว่าเจนี่เลิกกับกึ้งแล้ว แต่เราไม่รู้ (และไม่แคร์ด้วย) ว่าเธอให้สัมภาษณ์ที่งานอีเวนต์ของแบรนด์อะไร”

      สูตรคลาสสิกตายตัว (และโคตรน่าเบื่อ) ของการทำประชาสัมพันธ์สมัยก่อนที่อยากให้ข่าวของแบรนด์ได้ลงเยอะๆ ก็คือ จ้างดารามางานอีเวนต์ ยิ่งดาราดังหรือมีกระแสข่าวในตอนนั้นเท่าไรยิ่งเรียกนักข่าวได้ นำไปสู่การได้พื้นที่ข่าวมากๆ แล้วก็ เออ…ได้ลงข่าวมากจริงด้วยเว้ยเฮ้ย ถ้าภาษานักประชาสัมพันธ์ก็คือ ได้ PR Value เพียบ!
​ แต่ถ้าลองวิเคราะห์เนื้อข่าวดีๆ ข่าวที่ได้ลงส่วนใหญ่จะเป็นข่าวดารา เขายังรักกันว่ะ หรือเขาเลิกกันแล้ว ไอ้ที่เขาเมาท์กันว่าแม่ฝ่ายชายไม่ปลื้มน่ะจริงหรือเปล่า ฯลฯ ส่วนแบรนด์ที่ลงทุนจ้างดารามาอีเวนต์ก็ได้ผลบุญแค่… ได้เห็นโลโก้บนแบ็กดรอปบนข่าว หรือได้แค่เขียนถึงชื่อแบรนด์ในข่าว
      คนรู้ไหมว่าอีเวนต์นี้คืออะไร ผลิตภัณฑ์ที่ออกมานี่มันดียังไง ไม่รู้ รู้แต่ว่าดาราเขาเลิกกัน เห็นโลโก้แบรนด์อยู่ในข่าวอยู่นิดหนึ่ง แต่แคร์ไหม ไม่
      เออว่ะ… แล้วแบรนด์ได้อะไร

      ถ้าจุดมุ่งหมายของการทำประชาสัมพันธ์คือการสร้างการรับรู้ในตัวแบรนด์และทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อแบรนด์ คำถามก็คือการได้เห็นแค่โลโก้ของแบรนด์อยู่เป็นเงาข้างหลังดารา หรือการได้แค่อ้างอิงชื่อแบรนด์มาหนึ่งคำในเนื้อข่าวที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแบรนด์ที่สู้อุตส่าห์จัดงานอีเวนต์ราคาเป็นล้านเลย มันตอบโจทย์การสร้างความรู้สึกที่ดีต่อแบรนด์ตรงไหน
      ต่อให้ได้ลงข่าวเยอะแค่ไหนก็ตาม แต่เนื้อข่าวไม่ได้กลับมาที่แบรนด์ การสื่อสารนั้นก็ล้มเหลว
​แบรนด์ที่ยังมัวแต่ภูมิใจว่า ดูสิ แบรนด์เรามีข่าวเยอะเลย PR Value เพียบ อาจจะต้องกลับไปดูว่า ข่าวที่ลงกันเยอะๆ นั้นกลับมาที่แบรนด์แค่ไหน และการจัดงานอีเวนต์ราคาเป็นล้านแล้วต้องจ้างดาราค่าตัวเป็นหมื่นเป็นแสนมายืนหน้าแบ็กดรอปให้ได้เป็นข่าว (ของดารา) มันใช่สิ่งที่ดีต่อแบรนด์อย่างแท้จริงหรือเปล่า
      หรือควรใช้ไอเดียให้มากขึ้นเพื่อหาวิธีการสื่อสารที่ตอบโจทย์เรื่องการสร้างความรู้สึกที่ดีต่อแบรนด์ได้จริงๆ ไปทำคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภคจริงๆ อย่างต่อเนื่องยั่งยืนจะดีกว่าหรือไม่

The post เสพดราม่าให้ได้เรื่อง เราเรียนรู้อะไรจากข่าวดาราเลิกกับแฟน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/star-drama-lessonslearned/feed/ 0
เพลิงบุญ-หลงไฟ ทางเลือกเมื่อเบื่อ ‘นางเอก’ โลกสวย https://thestandard.co/the-era-of-heroine-bad/ https://thestandard.co/the-era-of-heroine-bad/#respond Mon, 21 Aug 2017 13:27:03 +0000 https://thestandard.co/?p=21541

     ตามขนบละครไทย ไม่ว่าจะเรียบร้อยเป็น […]

The post เพลิงบุญ-หลงไฟ ทางเลือกเมื่อเบื่อ ‘นางเอก’ โลกสวย appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ตามขนบละครไทย ไม่ว่าจะเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ แก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่า หรือสู้คนเพียงใด ‘นางเอก’ ก็ต้องแสนดี ไม่มีนิสัยอันไม่พึงประสงค์ ดังนั้น เราจึงไม่ค่อยเห็นตัวละครหลักอย่าง ‘ลำยอง’ ใน ทองเนื้อเก้า ที่มั่วผู้ชาย เมาหัวราน้ำ หรือชอบไปยุ่งกับสามีชาวบ้านอย่าง ‘เรยา’ ใน ดอกส้มสีทอง บ่อยนัก

     ทว่าเมื่อใดที่มีตัวละครเช่นนี้ออกมาปรากฏในหน้าจอก็เรียกเสียงฮือฮาได้ทุกครั้ง

     เช่นเดียวกับล่าสุด ‘ใจเริง’ แห่ง เพลิงบุญ และ ‘ก้านแก้ว’ จาก หลงไฟ กำลังถูกพูดถึงมากในขณะนี้จน #เพลิงบุญ #หลงไฟ #ใจเริง #ทีมก้านแก้ว กลายเป็นเทรนด์ฮิตในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์รัวๆ

บางฉากไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่จริตในการชม้ายชายตาก็ทำให้เชื่อแล้วว่านี่คือ ‘ใจเริง’ ไม่ใช่ ‘เจนี่’

 

ทางเลือกเมื่อเบื่อ ‘นางเอก’ โลกสวย

     เพลิงบุญ นั้น เป็นละครทางช่อง 3 ที่ผู้จัดละคร จ๋า-ยศสินี ณ นคร แห่งค่ายเมคเกอร์ วาย หยิบมาปัดฝุ่นทำใหม่อีกครั้ง หลังคุณแม่จิ๋ม-มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช เคยทำไว้จนขึ้นหิ้งเป็นละครในตำนานเมื่อปี 2539

 

 

     ครั้งนี้ได้ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ มาเป็น ‘ใจเริง’ หญิงสาวเอาแต่ใจ นิสัยชอบเอาชนะที่เข้าไปป่วนชีวิตคู่ข้าวใหม่ปลามันของ ‘ฤกษ์’ (ป้อง-ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์) และ ‘พิมาลา’ (เบลล่า-ราณี แคมเปน) ซึ่งฝ่ายชายเป็นแฟนเก่าที่เธอเคยทิ้งเพื่อไปแต่งงานกับหนุ่มเศรษฐี ส่วนฝ่ายหญิงเป็นเพื่อนรักที่เธอเคยมีบุญคุณช่วยเหลือไว้  

     แม้เรื่องนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่า ‘ใจเริง’ เป็นนางร้ายที่เข้าไปทำให้ครอบครัวของพระเอกนางเอกสั่นคลอน แต่การดำเนินเรื่องกลับให้น้ำหนักมากจนบทบาทของเธอโดดเด่นพอๆ กับนางเอก หรือเผลอๆ อาจมากกว่าด้วยซ้ำ ฉะนั้นคงไม่มากไปถ้าจะยกให้เป็น ‘นางเอก’ (ร้ายๆ) อีกคน

 

 

     ส่วน หลงไฟ เป็นละครหนึ่งในโปรเจกต์ ‘The Writer’ โดยผู้จัด ฉอด-สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ทางช่อง GMM25 ที่ได้ ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ มารับบท ‘ก้านแก้ว’ นักศึกษาสาวจากบ้านนอกฐานะยากจนที่ดิ้นรนอยากมีชีวิตดีๆ เพื่อหนีจากป้าจอมงกและลุงที่หวัง ‘เคลม’ เธอเลยทำงานพิเศษเป็นสาวเอสคอร์ต คอยเป็นเพื่อนเที่ยว เพื่อนกิน และเพื่อนนอน โดยระหว่างนั้นก็บริหารเสน่ห์ให้ความหวังผู้ชายทุกคนที่เข้ามา และมองหาผู้ชายรวยๆ เพื่อเป็นหลักยึดในชีวิต  

     แม้จะต่างช่องต่างผู้จัด แต่ละครทั้งสองก็มาจากปลายปากกาของนักประพันธ์ชั้นครู กฤษณา อโศกสิน เหมือนๆ กัน ฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจ หากใจเริงและก้านแก้วจะสะท้อนชีวิตมนุษย์ปุถุชนทั่วไปได้อย่างถึงพริกถึงขิง จนสามารถพบเห็นมนุษย์นิสัยแบบ 2 คนนี้ได้ตามท้องถนนทั่วไป เพราะผลงานของกฤษณา อโศกสิน ขึ้นชื่อว่ากะเทาะเปลือกสังคมได้อย่างสะใจและถึงแก่น แถมตอนจบก็ไม่ใช่จะแฮปปี้เอ็นดิ้งเสมอไป

     นี่เลยอาจเป็นเหตุให้คอละครที่เบื่อแนวทางเดิมๆ เบื่อเรื่องราวของนางเอกโลกสวยที่ลงเอยด้วยความสุขให้หันมาเอาใจช่วยผู้หญิงร้ายๆ แรงๆ ที่ชีวิตไม่รู้จะจบลงอย่างไรดูบ้าง  

ถ้าชายใดชมละครเรื่องนี้แล้วไม่หลงเสน่ห์ใบเฟิร์นคงต้องกลับไปทบทวนความเป็นชายในตัวคุณ

 

ถึง ‘ร้าย’ ก็ ‘ดัง’ นะ  

     นอกจากตัวละครสีเทาๆ (ค่อนไปทางดำ) ที่ดึงดูดความสนใจของผู้ชม การเลือกนักแสดงมารับบทก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ละคร ‘ปัง’ หรือ ‘พัง’ ได้เท่าๆ กัน เพราะบทแรงๆ ถ้าได้คนมือไม่ถึง จากความตั้งใจให้เป็น ‘จุดขาย’ อาจได้กลายเป็น ‘จุดอาย’ แทน

     ละครประเภทนี้จึงมักเลือกนางเอกแถวหน้ามาทำหน้าที่จนหลายครั้งกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้ดาราหลายคนดังเปรี้ยงกว่าเดิม

     อย่างนางเอกสวยหวาน นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี ที่คว้ารางวัลหลายเวทีจากการแสดงเป็น ‘ลำยอง’

     ส่วน ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ก็แจ้งเกิดอีกครั้งกับช่อง 3 ในบทบาท ‘เรยา’

     หรืออย่าง ‘ใจเริง’ เวอร์ชันเก่าที่ได้ หน่อย-บุษกร วงศ์พัวพันธ์ มารับบทแทน เก๋-บุญพิทักษ์ จิตต์กระจ่าง ซึ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต หลังจากถ่ายทำไปแล้ว 2 ตอน แม้ตอนนั้นวัยของหน่อยจะดูขัดแย้งกับ แอน ทองประสม ที่ต้องเล่นเป็นเพื่อนรักกัน แต่เธอก็ทำได้ดีมากจนกลายเป็นการแจ้งเกิดในวงการบันเทิงหลังแสดงละครมาแล้วหลายเรื่อง แถมยังได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ ครั้งที่ 11 ประจำปี 2539 สาขานักแสดงสนับสนุนหญิงดีเด่นอีกด้วย

     ขณะที่ครั้งนี้นับเป็นการพลิกเล่นร้ายครั้งแรกของเจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ ในรอบ 20 ปีตั้งแต่เข้าวงการมา แม้ก่อนหน้าจะรับบทแรงๆ อย่าง ‘มุนินทร์’ ใน แรงเงา ที่มาตามทวงแค้นให้ฝาแฝด แต่นั่นยังถือสถานะนางเอกอยู่

     ถึงอย่างนั้นใน เพลิงบุญ เจนี่ก็ยังเป็นเจนี่ที่ไม่เคยทำให้ผู้ชมผิดหวังกับทุกบทบาท แม้แต่บทร้ายที่เล่นตั้งแต่เป็นเด็กมัธยมเอาแต่ใจ กระทั่งโตเป็นแม่หม้ายสาวพราวเสน่ห์ ซึ่งบางฉากไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่จริตในการชม้ายชายตาก็ทำให้เชื่อแล้วว่านี่คือ ‘ใจเริง’ ไม่ใช่ ‘เจนี่’ ดูแล้วจึงมีโอกาสมากที่เธอจะคว้ารางวัลซ้ำรอยใจเริงในเวอร์ชันก่อน

     แต่ที่เซอร์ไพรส์สุดๆ ก็คือ ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก กับการทิ้งลุคนางเอกวัยรุ่นสวยใสที่หลายคนติดตามาเป็นสาวเอสคอร์ต คอยปรนนิบัติปรนเปรอชาย หว่านเสน่ห์ใส่หนุ่มๆ ไปทั่ว โดยทั้งรูปร่างหน้าตา มารยาในการอ่อยเอาไปเลย 10 คะแนนเต็ม เพราะถ้าชายใดชมละครเรื่องนี้แล้วไม่หลงเสน่ห์ใบเฟิร์นคงต้องกลับไปทบทวนความเป็นชายในตัวคุณ ส่วนฉากดราม่าน้อยเนื้อต่ำใจกับโชคชะตาหรือต้องบู๊กับลุงจอมหื่นที่หวังเคลม เธอก็ทำได้อย่างไม่มีที่ติ ซึ่งในอนาคตน่าจะขึ้นแท่นเป็นตัวแม่ทางการแสดงได้ไม่ยาก

บ้านเราดูละครเพื่อความบันเทิงกันเสียจนเคยชิน จนอาจลืมไปว่าหน้าที่ของละครมีมากกว่าแค่ให้ความสนุก

 

ริจะร้าย ต้องใช้ ‘สติ’ ด้วย (นะจ๊ะ)

     อย่างไรก็ตามแม้ละครที่มีนางเอกร้ายๆ แรงๆ จะเป็นอีกรสชาติให้ผู้ชมได้ลิ้มลอง รวมถึงเป็นจุดแจ้งเกิดของดาราดังหลายคน แต่อีกทางหนึ่งก็อาจเป็นดาบสองคมได้เหมือนกัน หากผู้ชมอย่างเราๆ จดจ่อกับ ‘ความแรง’ ของตัวละครจนมองข้าม ‘แก่นเรื่อง’ ไป

     เราอาจจะก่นด่า ‘ใจเริง’ ผู้หญิงเอาแต่ใจ ชอบเอาชนะ กล้าแย่งสามีเพื่อนแบบหน้าด้านๆ โดยลืมมองไปว่าที่เธอเป็นเช่นนั้นก็เพราะถูกพ่อแม่ตามใจมาตั้งแต่เล็ก แถมไม่เคยมีใครขัดใจจนโตมาเป็นผู้ใหญ่นิสัยเสีย เอาแต่ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของโลก  

     หรือเราอาจจะทึ่งกับมารยาการอ่อยผู้ชายของ ‘ก้านแก้ว’ จนได้นาฬิกาเรือนละ 5.7 แสนมาครอง โดยลืมคิดไปว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย

 

 

     ทั้งที่จริงๆ แล้ว เพลิงบุญ และ หลงไฟ ให้ข้อคิดดีๆ หลายอย่าง เพียงแต่บ้านเราดูละครเพื่อความบันเทิงกันเสียจนเคยชิน จนอาจลืมไปว่าหน้าที่ของละครมีมากกว่าแค่ให้ความสนุก เพราะอุทาหรณ์สอนใจเหล่านั้นสามารถนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น

     จะดีกว่าไหม ถ้าเราก่นด่า ‘ใจเริง’ พร้อมๆ กับเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางให้น้อยลง ใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นให้มากขึ้น  

     หรือจะดีกว่าไหม ถ้าเราทึ่งกับมารยาการอ่อยผู้ชายของ ‘ก้านแก้ว’ แล้วลดความอยากได้อยากมี ใช้ชีวิตให้พอดีกับระดับฐานะของตัวเองจะได้ไม่ต้องดิ้นรนจนหลงไปในหนทางที่ผิด

     เพราะอย่างที่บอกว่า ‘ใจเริง’ และ ‘ก้านแก้ว’ คือตัวละครที่สะท้อนชีวิตมนุษย์ปุถุชนทั่วไปที่เห็นได้ตามท้องถนน ซึ่งผลการกระทำของพวกเธอก็ทำให้ชีวิตไม่ได้ลงเอยแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งเช่นนางเอกคนอื่นๆ

     ดังนั้น ทุกครั้งที่เสพความร้ายของพวกเธอ ก็จงใช้สติควบคู่ไปด้วย

     ไม่เช่นนั้นอาจจะมีใจเริงคนที่ 2 คนที่ 3 หรือก้านแก้วคนที่ 4 คนที่ 5 ออกมาโลดแล่นอยู่ในโลกแห่งความจริงก็ได้

     ใครจะรู้!

The post เพลิงบุญ-หลงไฟ ทางเลือกเมื่อเบื่อ ‘นางเอก’ โลกสวย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/the-era-of-heroine-bad/feed/ 0