เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เงินงบประมาณรายจ่ายประ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 15 Aug 2023 07:08:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ศาลฎีกาฯ นัดชี้ชะตา 3 อดีต ส.ส. ภูมิใจไทย คดีเสียบบัตรแทนกัน ลงมติร่างงบฯ 63 https://thestandard.co/3-former-bhumjaithai-mps-card-insertion-case/ Tue, 11 Apr 2023 07:35:55 +0000 https://thestandard.co/?p=775555 ส.ส. เสียบบัตรแทนกัน

วันนี้ (11 เมษายน) ศาลฎีกาแจ้งสื่อมวลชนว่า ในวันพุธที่ […]

The post ศาลฎีกาฯ นัดชี้ชะตา 3 อดีต ส.ส. ภูมิใจไทย คดีเสียบบัตรแทนกัน ลงมติร่างงบฯ 63 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส.ส. เสียบบัตรแทนกัน

วันนี้ (11 เมษายน) ศาลฎีกาแจ้งสื่อมวลชนว่า ในวันพุธที่ 19 เมษายน เวลา 14.00 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อม.3/2565 คดีระหว่างอัยการสูงสุด ในฐานะโจทก์ โดยมี ฉลอง เทอดวีระพงศ์, ภูมิศิษฏ์ คงมี, นาที รัชกิจประการ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะจำเลย ตามความผิดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 กรณีเสียบบัตร ส.ส. แทนกันในการประชุมสภา

 

สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2563 ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท มีการกล่าวหาว่าทั้ง 3 คนไม่ได้อยู่ในที่ประชุม แต่ปรากฏผลการลงมติ นำมาซึ่งการร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2564 พร้อมส่งให้อัยการเพื่อส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

ทั้งนี้ในคดีที่มีลักษณะคล้ายกันและเคยมีคำพิพากษามาแล้ว นั่นคือกรณีการไม่อยู่ในที่ประชุม แต่ปรากฏผลการลงมติของ ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส. กรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2565 ว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 จำคุก 1 ปี และปรับ 2 แสนบาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

The post ศาลฎีกาฯ นัดชี้ชะตา 3 อดีต ส.ส. ภูมิใจไทย คดีเสียบบัตรแทนกัน ลงมติร่างงบฯ 63 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเคาะงบปี 2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้าน เผยเป็นงบลงทุน 6.2 แสนล้าน ชงเข้า ครม. 5 ม.ค. ปีหน้า https://thestandard.co/government-2022-budget-3-point-1-trillion/ Wed, 23 Dec 2020 07:03:22 +0000 https://thestandard.co/?p=434997 รัฐบาลเคาะงบปี 2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้าน เผยเป็นงบลงทุน 6.2 แสนล้าน ชงเข้า ครม. 5 ม.ค. ปีหน้า

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐ […]

The post รัฐบาลเคาะงบปี 2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้าน เผยเป็นงบลงทุน 6.2 แสนล้าน ชงเข้า ครม. 5 ม.ค. ปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเคาะงบปี 2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้าน เผยเป็นงบลงทุน 6.2 แสนล้าน ชงเข้า ครม. 5 ม.ค. ปีหน้า

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล เดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ แถลงผลการประชุมการพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2565 ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน ว่า การประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อ 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณประจำปี 2565 ว่า 

 

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 วงเงินรวมทั้งสิ้น 3.1 ล้านล้านบาท ลดลงจากงบประมาณปี 2564 วงเงินประมาณ 185,900 ล้านบาท หรือลดลง 5.66% แบ่งออกเป็น งบรายจ่ายประจำ วงเงิน 2.354 ล้านล้านบาท หรือ 75% ของวงเงินงบประมาณ ลดลงจากงบรายจ่ายประจำปี 2564 ซึ่งมีวงเงิน 2.537 ล้านล้านบาท หรือ 77% ของวงเงินงบประมาณ ประมาณการรายได้ 2.4 ล้านล้านบาท การกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 700,000 ล้านบาท งบลงทุน วงเงิน 620,000 ล้านบาท หรือ 20% โดยลดลงจากปี 2564 ที่มีงบลงทุน 649,000 ล้านบาท ชำระคืนเงินต้นเงินกู้ วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่ตั้งไว้ 99,000 ล้านบาท โดยมีสมมติฐานของสภาพัฒน์ และ ธปท. ประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2565 ร้อยละ 3.5 หรือ 17.328 ล้านล้านบาท อัตราเงินเฟ้อ 1.2 % ทั้งนี้สำนักงบประมาณจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 5 มกราคม 2564   

 

สำหรับโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 วงเงินงบประมาณลดลงจากปี 2564 วงเงิน 185,900 ล้านบาท โดยเฉพาะในส่วนของงบประมาณรายจ่าย โดยขอให้ส่วนราชการทบทวนพิจารณาจากประสิทธิภาพในการใช้จ่าย การเบิกจ่ายและผลสัมฤทธิ์ เช่น งบลงทุน งบประจำ 

 

“กรณีเป็นงบรายจ่ายประจำในปี 2565 ลดลงเหลือ 75% ซึ่งส่วนประกอบของรายจ่ายประจำคือ เงินเดือนข้าราชการ การรักษาพยาบาล สำหรับรายจ่ายประจำที่สามารถลดลงได้ หรือชะลอได้ เช่น การเดินทางไปต่างประเทศ การประชุมสัมมนา เงินสมทบกองทุน โดยเฉพาะที่มีเงินของตัวเองและที่มีเงินนอก ที่มีรายได้จัดเก็บได้เอง”

 

นอกจากนี้ยังมีงบของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุขในส่วนค่าจ้างพนักงานและลูกจ้างที่ปรับสถานะมาเป็นข้าราชการ 45,000 อัตรา แต่ไม่กระทบกับค่ารักษาพยาบาล    

 

“ท่านนายกฯ มอบนโยบายในที่ประชุม ขอให้สำนักงบประมาณพิจารณางบประมาณในส่วนของรายจ่ายประจำ เพราะถึงแม้ว่าจะลดลง แต่คงไว้สำหรับการดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น เงินประกันสังคม กองทุนประกันสุขภาพ สวัสดิการของกลุ่มเปราะบางทั้งหมด คนพิการ คนชรา และเด็กเล็ก ตามนโยบายของรัฐบาล หรือสำหรับค่าใช้จ่ายทางด้านสังคมเราจะไม่ปรับลด ซึ่งตั้งไว้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาอย่างน้อย 40,000 ล้านบาท”

 

เดชาภิวัฒน์กล่าวว่า สำนักงบประมาณจะทำความเข้าใจกับส่วนราชการว่า ความจำเป็นในการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นงบประจำ งบลงทุน สามารถชะลอได้หรือไม่ สามารถใช้มาตรการอื่นได้หรือไม่ หมายถึงเงินนอก เพื่อรักษาวงเงินงบลงทุนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งกระเป๋าซ้ายคือ เงินงบประมาณ และกระเป๋าขวาคือ เงินนอก ให้สูงกว่าในปีที่ผ่านมา 

 

“เลขาฯ สภาพัฒน์ได้กล่าวในที่ประชุมว่าต้องขอให้รัฐวิสาหกิจลงทุนเพิ่ม สำหรับกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณจะไปดูว่าโครงการไหนสามารถร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนได้บ้าง”

 

ทั้งนี้เงินนอกคือกองทุนที่มีอยู่ เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) หรือรัฐวิสาหกิจ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชน (PPP) 

 

สำหรับงบประมาณเกี่ยวกับการฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ยังมีงบประมาณจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท ในส่วนของการเยียวยา 555,000 ล้านบาท และในส่วนของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาท 

 

นอกจากนี้ยังมีงบกลางและงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นที่ตั้งไว้ในแต่ละปี รวมแล้วทั้งหมดราว 4 แสนล้าน สามารถนำมาใช้ในการฟื้นฟูและเยียวยา หรือผลกระทบสำหรับโควิด-19 ได้ถึงปีหน้า ไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่ม

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post รัฐบาลเคาะงบปี 2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้าน เผยเป็นงบลงทุน 6.2 แสนล้าน ชงเข้า ครม. 5 ม.ค. ปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ. โอนงบฯ ไร้เสียงไม่เห็นด้วย https://thestandard.co/senate-meeting-approves-draft-budget-transfer-bill/ Mon, 22 Jun 2020 09:41:47 +0000 https://thestandard.co/?p=373904

วันนี้ (22 มิถุนายน) ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอ […]

The post ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ. โอนงบฯ ไร้เสียงไม่เห็นด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 มิถุนายน) ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … ด้วยคะแนนเสียง เห็นด้วย 217 เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง 3 เสียง และเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ จากนั้นจะจัดส่งให้คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ชี้แจงไว้ถึงความจำเป็นของร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. … ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก่อนหน้านี้ว่า เพื่อเป็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ของหน่วยรับงบประมาณ เป็นบางรายการ ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 88,452,597,900 บาท เพื่อนำไปใช้จ่ายสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นอื่น

The post ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ. โอนงบฯ ไร้เสียงไม่เห็นด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลาโหมยืนยันไม่ปกปิดข้อมูล กมธ. พ.ร.บ. โอนงบฯ ปี 2563 เก็บเอกสารชั้นความลับคืนตามระเบียบราชการ https://thestandard.co/the-ministry-of-defense-has-no-policy-to-conceal-the-budget-transfer-act-2020/ Fri, 12 Jun 2020 03:53:17 +0000 https://thestandard.co/?p=371327

วันนี้ (12 มิถุนายน) พล.ท. คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระท […]

The post กลาโหมยืนยันไม่ปกปิดข้อมูล กมธ. พ.ร.บ. โอนงบฯ ปี 2563 เก็บเอกสารชั้นความลับคืนตามระเบียบราชการ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (12 มิถุนายน) พล.ท. คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า กระทรวงกลาโหมไม่มีนโยบายปกปิดข้อมูล หรือขัดขวางการทำงานของกรรมาธิการต่างๆ ในรัฐสภาแต่อย่างใด โดยถือเป็นหน้าที่ของส่วนราชการที่ต้องสำแดงข้อมูลอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมาต่อการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติในกระบวนการประชาธิปไตย ทั้งนี้ได้ยึดมั่นและปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้มาตลอด

 

สำหรับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2563 โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่ผ่านมา ได้มีการประสานกันแล้วในการพิจารณาเป็นรายหน่วยของแต่ละหน่วยขึ้นตรงกับกระทรวงกลาโหม 

 

โดยหลังจากพิจารณาจบรายหน่วย เจ้าหน้าที่ได้ขอเรียกเก็บคืนเอกสารที่มีชั้นความลับ ตามความรับผิดชอบว่าด้วยระเบียบการรักษาความลับของทางราชการ โดยมิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะปกปิดข้อมูล หรือปิดกั้นการทำงาน ตามที่กรรมาธิการบางท่านเข้าใจแต่อย่างใด 

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อมิให้เกิดความคลาดเคลื่อนในความเข้าใจร่วมกัน กระทรวงกลาโหม จะได้ประสานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และการดำเนินการต่อเอกสารที่มีชั้นความลับต่อไป  

 

พร้อมยืนยันว่ากระทรวงกลาโหมยังยึดมั่นในกลไกตามวิถีประชาธิปไตยและถือเป็นหน้าที่ เฉกเช่นทุกหน่วยงานของรัฐ ที่พร้อมจะสนับสนุนการทำงานและข้อมูลอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและความเข้าใจที่ถูกต้องของประชาชน

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post กลาโหมยืนยันไม่ปกปิดข้อมูล กมธ. พ.ร.บ. โอนงบฯ ปี 2563 เก็บเอกสารชั้นความลับคืนตามระเบียบราชการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาฯ ตั้ง กมธ. วิสามัญ 49 คน พิจารณา พ.ร.บ. โอนงบฯ ให้เวลาแปรญัตติ 3 วัน https://thestandard.co/appointed-49-extraordinary-committees/ Thu, 04 Jun 2020 13:27:23 +0000 https://thestandard.co/?p=369608

วันนี้ (4 มิถุนายน) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษรฎรได้พิจารณาร […]

The post สภาฯ ตั้ง กมธ. วิสามัญ 49 คน พิจารณา พ.ร.บ. โอนงบฯ ให้เวลาแปรญัตติ 3 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (4 มิถุนายน) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษรฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … ซึ่งมีหลักการและเหตุคือ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการแก้ไขผลกระทบต่างๆ ดังนั้นรัฐบาลจึงเห็นควรนำงบประมาณส่วนที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย อาทิ งบดูงาน สัมมนา ประชุม หรือเดินทางไปต่างประเทศ หรืองบประชาสัมพันธ์ จ้างที่ปรึกษา และไม่มีภาระผูกพัน โดยโอนงบประมาณรายจ่ายที่หน่วยรับงบประมาณได้รับจัดสรรตาม พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

 

โดยในวันนี้มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรในช่วง 09.30 น. ซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเข้าชี้แจงหลักการและเหตุผลต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากนั้นเป็นการอภิปรายของสมาชิก โดยใช้เวลา 10 ชั่วโมง กระทั่งเวลา 19.00 น. ได้อภิปรายเสร็จสิ้นและลงมติในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ โดยมีมติดังนี้

 

จำนวนผู้ลงมติ 454 คน

เห็นด้วย 264 คน

ไม่เห็นด้วย 4 คน

งดออกเสียง 185 คน

ไม่ลงคะแนนเสียง 1 คน

 

จากนั้นจึงได้มีการเสนอตั้งกรรมาธิการ โดย อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐ เสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญ 49 คน โดยแบ่งสัดส่วนดังต่อนี้

 

  1. คณะรัฐมนตรี จำนวน 12 คน
  2. พรรคเพื่อไทย จำนวน 10 คน
  3. พรรคพลังประชารัฐ จำนวน 9 คน
  4. พรรคภูมิใจไทย จำนวน 5 คน
  5. พรรคก้าวไกล จำนวน 4 คน
  6. พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 4 คน
  7. พรรคชาติไทยพัฒนา จำนวน 1 คน
  8. พรรคเสรีรวมไทย จำนวน 1 คน 
  9. พรรคประชาชาติ จำนวน 1 คน
  10. พรรคเศรษฐกิจใหม่ จำนวน 1 คน 
  11. พรรครวมพลังประชาชาติไทย จำนวน 1 คน 
  12. พรรคเพื่อชาติ จำนวน 1 คน
  13. พรรคพลังท้องถิ่นไทย จำนวน 1 คน

 

ทั้งนี้ได้กำหนดเวลาของการแปรญัตติไว้ 3 วัน โดยมีการนัดประชุมนัดแรกในวันพรุ่งนี้ (5 มิถุนายน) เวลา 09.30 น. ซึ่งเมื่อกรรมาธิการแปรญัตติเสร็จสิ้นในวาระที่ 2 จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งในวาระที่ 3 ก่อนที่จะส่งต่อในวุฒิสภาพิจารณาและนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้ต่อไป

 

 

The post สภาฯ ตั้ง กมธ. วิสามัญ 49 คน พิจารณา พ.ร.บ. โอนงบฯ ให้เวลาแปรญัตติ 3 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดวงเงิน 10 กระทรวงโอนงบคืนช่วยโควิด-19 มากที่สุด https://thestandard.co/10-ministry-of-budget-transfer/ Thu, 04 Jun 2020 06:13:40 +0000 https://thestandard.co/?p=369408

วันนี้ (4 มิถุนายน) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้พ […]

The post เปิดวงเงิน 10 กระทรวงโอนงบคืนช่วยโควิด-19 มากที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (4 มิถุนายน) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … รวมวงเงินจาก 20 กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ 88,452,597,900 บาท ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ 

 

ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีเนื้อหารวม 5 มาตรา ขณะที่หลักการและเหตุผลคือ การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ของหน่วยรับงบประมาณบางรายการ ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพิ่มเติม หลังวงเงิน 96,000 ล้านบาท ที่ตั้งไว้ในงบประมาณปี 2563 นั้นไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้จ่ายสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินจำเป็นจากสถานการณ์ภัยแล้งและสาธารณภัยอื่นที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือของปีงบประมาณ

 

 

 

 

ภาพประกอบ: อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

 

The post เปิดวงเงิน 10 กระทรวงโอนงบคืนช่วยโควิด-19 มากที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐเร่งเบิกจ่ายงบปี 63 กรมบัญชีกลางผ่อน 3 เกณฑ์จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ https://thestandard.co/accelerates-disbursement-of-budget-for-year-63/ Thu, 12 Mar 2020 09:08:40 +0000 https://thestandard.co/?p=340411

วันนี้ (12 มีนาคม) ภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข อธิบดีกรมบั […]

The post รัฐเร่งเบิกจ่ายงบปี 63 กรมบัญชีกลางผ่อน 3 เกณฑ์จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (12 มีนาคม) ภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่ามาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 คณะกรรมการวินิจฉัยฯ จึงได้พิจารณาและกำหนดแนวทางให้ผ่อนคลายหลักเกณฑ์กรณีวงเงินกำหนดการรับฟังความคิดเห็นร่างขอบเขตงานหรือรายละเอียด คุณลักษณะเฉพาะ และระยะเวลาการเผยแพร่ประกาศและเอกสารซื้อหรือจ้างสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป ดังนี้

 

1. การนำร่างประกาศและร่างเอกสารซื้อหรือจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ จากเดิมได้กำหนดวงเงินไว้ที่ 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท ให้เป็นดุลพินิจของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่จะให้มีการเผยแพร่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการหรือไม่ก็ได้ ปรับเป็นวงเงิน 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท 

 

2. การเผยแพร่ประกาศและเอกสารโดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป ซึ่งจากเดิมระยะเวลาการเผยแพร่ประกาศและเอกสารของการซื้อหรือจ้างแต่ละครั้งจะกำหนดตามวงเงินของการซื้อหรือจ้าง ให้ปรับเป็นเผยแพร่ประกาศและเอกสารของการซื้อหรือจ้างโดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป จำนวนวันไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ (ทุกวงเงิน) โดยให้คำนึงถึงระยะเวลาที่ผู้ประกอบการสามารถจัดเตรียมเอกสารเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม 

 

3. การจ้างที่ปรึกษาและการจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้างโดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป จากเดิมที่หน่วยงานของรัฐต้องเผยแพร่ประกาศและเอกสารการจ้างที่ปรึกษาเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 วันทำการ ให้ปรับเป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ

 

“มาตรการฯ ดังกล่าวมีผลใช้บังคับกับการจัดซื้อจัดจ้างฯ ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 เพื่อให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างฯ ด้วยเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีความต่อเนื่องและลดข้อจำกัดด้านระยะเวลา โดยยังคงคำนึงถึงหลักการความโปร่งใสและตรวจสอบได้ตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 นอกจากนี้การเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนปีเดียว ให้หน่วยงานของรัฐเร่งดำเนินการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนปีเดียวที่เป็นการจัดหาพัสดุที่มีวงเงินต่อรายการไม่เกิน 2 ล้านบาทให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2563”

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post รัฐเร่งเบิกจ่ายงบปี 63 กรมบัญชีกลางผ่อน 3 เกณฑ์จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2563 ประกาศแล้ว เหลือเวลาบังคับใช้ 7 เดือนกว่า https://thestandard.co/budget-act-2020/ Wed, 26 Feb 2020 05:21:21 +0000 https://thestandard.co/?p=335300

ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศ พระราชบัญญัติงบประมาณร […]

The post พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2563 ประกาศแล้ว เหลือเวลาบังคับใช้ 7 เดือนกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>

ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเหลือเวลาบังคับใช้อีกประมาณ 7 เดือน ซึ่งมีวงเงินกรอบงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท และต้องล่าช้าในกระบวนการตรากฎหมาย เนื่องจากถูกศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้การเสียบบัตรแทนกันของ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย เป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ นำมาซึ่งการลงมติใหม่ครั้งที่ 2 ในสภาผู้แทนราษฎร

 

 

อ้างอิง:

The post พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2563 ประกาศแล้ว เหลือเวลาบังคับใช้ 7 เดือนกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงการคลังกู้เงิน 20,000 ล้านบาท ชดเชยขาดดุลงบประมาณ https://thestandard.co/ministry-of-finance-borrowed-20000-million-baht/ Tue, 18 Feb 2020 01:21:59 +0000 https://thestandard.co/?p=332125

17 กุมภาพันธ์ 2563 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกา […]

The post กระทรวงการคลังกู้เงิน 20,000 ล้านบาท ชดเชยขาดดุลงบประมาณ appeared first on THE STANDARD.

]]>

17 กุมภาพันธ์ 2563 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ โดยการทำสัญญากู้ยืมเงิน (Term Loan) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ครั้งที่ 1

 

  1. กระทรวงการคลังได้ดำเนินการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2562 ที่มีการขยายระยะเวลาเงินกู้ออกไป ภายหลังจากวันส้ินปีงบประมาณสำหรับการเบิกจ่ายกันเหลื่อมปี โดยการทำสัญญากู้ยืมเงิน (Term Loan) จากธนาคารออมสินและธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) วงเงินกู้รวม 20,000 ล้านบาท (สองหมื่นล้านบาทถ้วน)

 

  1. อายุเงินกู้ 1 ปี 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2562 ครบกำหนดชำระต้นเงินกู้ทั้งจำนวนในวันที่ 24 มิถุนายน 2564

 

  1. อัตราดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นตลาดกรุงเทพ (BIBOR) ระยะ 6 (หก) เดือน ที่ประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นฐานในการคำนวณอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ลบด้วยส่วนต่าง (Spread) เฉลี่ยร้อยละ 0.15019 (ศูนย์จุดหน่ึงห้าศูนย์หน่ึงเก้า) ต่อปี

 

  1. การเบิกเงินกู้ กระทรวงการคลังจะทยอยเบิกเงินกู้นับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2562 จนถึงวันท่ี 28 กุมภาพันธ์ 2563 โดยจะแจ้งผู้ให้กู้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 วันทำการ ท้ังน้ีกระทรวงการคลังจะเบิกเงินกู้เป็นงวดเรียงลำดับจากวงเงินกู้ท่ีมีอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดก่อน และเมื่อเบิกเงินกู้ครบจำนวนของวงเงินดังกล่าวแล้ว จึงจะเริ่มเบิกรับเงินกู้ในวงเงินกู้ลำดับถัดไป

 

  1. การชำระดอกเบี้ย ตลอดเวลาท่ีสัญญายังมีอายุอยู่ ให้แบ่งชำระดอกเบี้ยปีละสองงวดคือ วันท่ี 24 มิถุนายน และ 24 ธันวาคมของทุกปี โดยจะชำระดอกเบี้ยงวดแรก ในวันที่ 24 มิถุนายน 2563 และชำระดอกเบี้ยงวดสุดท้ายในวันที่ 24 มิถุนายน 2564 พร้อมต้นเงินกู้ ณ วันส้ินสุดตามสัญญากู้ยืมเงิน หากวันครบกำหนดชำระดอกเบี้ยตรงกับวันหยุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ให้เลื่อนไปชำระในวันทำการถัดไป โดยไม่นับวันหยุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวเข้ารวมเพื่อคำนวณดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดชำระ ยกเว้นการชำระหน้ีงวดสุดท้าย ให้คำนวณดอกเบี้ยจนถึงวันก่อนวันชำระหน้ี ทั้งนี้ในการคำนวณดอกเบี้ย ให้ถือว่าหน่ึงปีมี 365 (สามร้อยหกสิบห้า) วัน นับตามจำนวนวันที่เกิดข้ึนจริง เศษของหนึ่งสตางค์ให้ปัดทิ้ง

 

  1. การชำระต้นเงินกู้ กระทรวงการคลังสามารถชำระหน้ีต้นเงินกู้ก่อนครบกำหนดได้ทั้งจำนวนหรือบางส่วน โดยจะทยอยคืนต้นเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดก่อน 

 

ท้ังนี้กระทรวงการคลังจะแจ้งให้สถาบันการเงิน (ผู้ให้กู้) ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 วันทำการ โดยกระทรวงการคลังจะชำระดอกเบี้ยคงค้างของต้นเงินกู้ท่ีค้างชำระ พร้อมกับการชำระต้นเงินกู้ก่อนกำหนดนั้น 

 

ทั้งน้ีดอกเบี้ยคงค้างให้คำนวณนับต้ังแต่วันที่กระทรวงการคลังชำระคืนดอกเบี้ยครั้งล่าสุดจนถึงวันก่อนวันที่กระทรวงการคลังชำระคืนต้นเงินกู้ก่อนกำหนด หากวันครบกำหนดชำระคืนต้นเงินกู้คราวใดตรงกับวันหยุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยให้เลื่อนไปชำระคืนในวันทำการถัดไป

 

  1. ไม่มีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใดๆ

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post กระทรวงการคลังกู้เงิน 20,000 ล้านบาท ชดเชยขาดดุลงบประมาณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส.ว. ลงมติเห็นชอบงบประมาณ 63 อีกครั้ง นายกฯ เตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ https://thestandard.co/annual-budget-act-63/ Fri, 14 Feb 2020 09:30:53 +0000 https://thestandard.co/?p=331300

วันนี้ (14 กุมภาพันธ์) มีการประชุมวุฒิสภา (ส.ว.) มี พรเ […]

The post ส.ว. ลงมติเห็นชอบงบประมาณ 63 อีกครั้ง นายกฯ เตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (14 กุมภาพันธ์) มีการประชุมวุฒิสภา (ส.ว.) มี พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุมนัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 หลังสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้พิจารณาลงมติในวาระสองและวาระสามใหม่ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

 

สมาชิกวุฒิสภาได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนมีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 215 ต่อ 0 งดออกเสียง 6 เสียง

 

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณพร้อมระบุว่า หลังจากนี้สภาต้องเก็บร่างนี้ไว้อีก 3 วัน และนายกรัฐมนตรีเก็บร่างนี้ไว้อีก 5 วัน ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่เนื่องจากงบประมาณปีนี้ล่าช้า จึงต้องใช้เงินจากงบประมาณกลาง 75% และโครงการต่างๆ ยังไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ แต่ตอนนี้ถือว่าเร็วกว่าที่คิด ทุกอย่างสามารถขยับเขยื้อนได้ และให้ความมั่นใจว่าจะดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใส

 

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ส.ว. ลงมติเห็นชอบงบประมาณ 63 อีกครั้ง นายกฯ เตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พ.ร.บ. งบประมาณปี 63 ผ่านสภาล่าง สร้างประวัติศาสตร์พิจารณาซ้ำ 3 รอบ https://thestandard.co/budget-act-year-63/ Thu, 13 Feb 2020 10:28:35 +0000 https://thestandard.co/?p=330802

วันนี้ (13 กุมภาพันธ์ ) ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจ […]

The post พ.ร.บ. งบประมาณปี 63 ผ่านสภาล่าง สร้างประวัติศาสตร์พิจารณาซ้ำ 3 รอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (13 กุมภาพันธ์ ) ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ถูกพิจารณาโดยสภาผู้แทนราษฎรซ้ำเป็นรอบที่ 2 ในวาระ 2 และ 3 ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในปมปัญหา ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน

 

แต่ที่สุดแล้วร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ต้องถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าต้องผ่านการพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ในชั้นสภาผู้แทนราษฎรซ้ำกัน 3 รอบ รวมเวลาการประชุมในวันนี้ 7 ชั่วโมง 32 นาที ก่อนที่จะผ่านการลงมติด้วยคะแนนเห็นชอบ 257 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง รวมองค์ประชุม 261 เสียง

 

โดยขั้นตอนต่อจากนี้ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณา และจะรายงานผลการปฏิบัติต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

 

 

สำหรับการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ในวันนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านมีมติให้สมาชิกร่วมลงชื่อให้ครบองค์ประชุมเพื่อเปิดประชุมสภาได้ก่อนวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม ปล่อยให้ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลโหวตผ่านไปทีละมาตราโดยไม่มีการอภิปราย

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากลงมติไปถึงมาตรา 31 ฝ่ายรัฐบาลขอให้ประธานสภาพักการประชุมเพื่อเข้าห้องน้ำและรับประทานอาหาร จากนั้นมีข้อสงสัยเกิดขึ้นในการพิจารณามาตรา 6 เพราะปรากฏว่ามีสมาชิกลงคะแนน 245 เสียง ซึ่งถือว่าไม่ครบองค์ประชุม

 

ปมปัญหานี้ สมาชิกมีการอภิปรายเพื่อหาทางออกโดยแบ่งเป็น 2 แนวทางหลัก แนวทางแรกคือยกเว้นข้อบังคับเพื่อกลับไปเริ่มพิจารณาตั้งแต่มาตรา 6 ใหม่ กับอีกแนวทางคือเริ่มพิจารณาใหม่ตั้งแต่ต้น

 

วิเชียร ชวลิต ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่าการพิจารณามาตรา 6 เริ่มพิจารณาโดยการนับองค์ประชุมเมื่อเวลา 11.17 น. พบว่ามีสมาชิกแสดงตน 253 เสียง ซึ่งถือว่าครบองค์ประชุม แต่พอผ่านไปเพียงนาทีเดียว เมื่อถึงการลงมติปรากฏว่ามีผู้ลงมติ 245 เสียง จึงเกิดข้อกังขาว่า 245 เสียง ถือว่าขาดองค์ประชุมหรือไม่

 

 

 

ท้ายที่สุด ชวน หลีกภัย ประธานในที่ประชุม เสนอให้เริ่มพิจารณาตั้งแต่มาตรา 1 ใหม่ พร้อมกล่าวว่าชื่อสมาชิก 8 คนที่หายไปอยู่ที่มือของตน และตนเห็นว่าทั้ง 8 คนไม่ได้หายไปจากห้องประชุม แต่เกรงว่าการพิจารณางบประมาณจะมีปัญหา จึงขอให้เริ่มต้นการพิจารณาใหม่ตั้งแต่มาตรา 1 

 

จากนั้นที่ประชุมเริ่มพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 กันอีกครั้งตั้งแต่มาตราที่ 1 โดยการพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการอภิปรายใดๆ ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเศษก็ผ่านการพิจารณาในวาระ 2 

 

จากนั้นเข้าสู่วาระที่ 3 เป็นการลงมติร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ทั้งฉบับ ประธานในที่ประชุมสั่งตรวจสอบองค์ประชุม มี 261 เสียง เห็นชอบ 257 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง

 

 

อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ติดภารกิจไปร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพผู้สูญเสียจากเหตุการณ์กราดยิงที่จังหวัดนครราชสีมา

 

ยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ขอให้คำมั่นว่าจะดำเนินการบริหารงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และจะใช้จ่ายงบประมาณอย่างระมัดระวังตามหลักธรรมาภิบาล ขอให้มั่นใจว่าเงินทุกบาทที่มาจากการเสียภาษีจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อประชาชน เศรษฐกิจของประเทศจะดำเนินต่อไปได้ และรัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อใช้งบประมาณนี้อย่างสุจริตและสามารถตรวจสอบได้

 

 

ขณะที่ช่วงท้าย วีระกร คำประกอบ ส.ส. นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ขอเชิญคณะกรรมาธิการฯ ถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึก เพราะถือเป็นคณะกรรมาธิการชุดประวัติศาสตร์ที่ต้องพิจารณาลงมติถึง 3 รอบ

 

ชวน หลีกภัย ประธานสภา กล่าวขอบคุณสมาชิกรวมถึงผู้นำฝ่ายค้านที่ร่วมนั่งอยู่ในการประชุม ก่อนจะกล่าวว่าเขาเลือกเรามาเพื่อทำหน้าที่ตรงนี้ ปัญหาทุกอย่างที่เกิด เราต้องแก้ไขร่วมกัน ต่อไปภาระของเราคือการติดตามการใช้เงิน เพราะเงินทุกบาทมาจากภาษีของเขา และเราต้องติดตามต่อไปไม่ให้เงินเหล่านี้รั่วไหลไปไหน

 

“วันนี้หมดระเบียบวาระ ขอขอบพระคุณทุกท่าน ขอปิดประชุมครับ” ชวนกล่าว

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post พ.ร.บ. งบประมาณปี 63 ผ่านสภาล่าง สร้างประวัติศาสตร์พิจารณาซ้ำ 3 รอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลงมติไม่ครบองค์ประชุม สภาฯ พิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณ 63 ซ้ำรอบที่ 3 https://thestandard.co/reconsidering-the-budget-act-63-round-3/ Thu, 13 Feb 2020 08:36:37 +0000 https://thestandard.co/?p=330771

ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 วง […]

The post ลงมติไม่ครบองค์ประชุม สภาฯ พิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณ 63 ซ้ำรอบที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 วงเงิน 3.2 ล้านบาท ถูกพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ซ้ำเป็นครั้งที่ 2 หลังมีปมปัญหา ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กระบวนการตรากฎหมายของสภาฯ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ร่างกฎหมายไม่ตกไป โดยให้สภาฯ พิจารณาใหม่ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

 

โดยก่อนหน้านี้พรรคร่วมฝ่ายค้านมีมติให้สมาชิกร่วมลงชื่อให้ครบองค์ประชุมเพื่อเปิดประชุมสภาฯ ได้ ก่อนวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม ปล่อยให้ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลโหวตผ่านไปทีละมาตรา โดยไม่มีการอภิปราย

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากลงมติร่วมไปถึงมาตรา 31 ฝ่ายรัฐบาลขอให้ประธานสภาฯ พักการประชุม เพื่อขอพักเข้าห้องน้ำและรับประทานอาหาร จากนั้นมีข้อสงสัยเกิดขึ้นในการพิจารณามาตรา 6 เพราะปรากฏว่ามีสมาชิกลงคะแนน 245 เสียง ซึ่งถือว่าไม่ครบองค์ประชุม

 

ปมปัญหานี้สมาชิกมีการอภิปรายเพื่อหาทางออก โดยแบ่งเป็น 2 แนวทางหลัก แนวทางแรกคือ ยกเว้นข้อบังคับเพื่อกลับไปเริ่มพิจารณาตั้งแต่มาตรา 6 ใหม่ กับอีกแนวทางคือ เริ่มพิจารณาใหม่ตั้งแต่ต้น

 

วิเชียร ชวลิต ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า การพิจารณามาตรา 6 เริ่มพิจารณาโดยการนับองค์ประชุมเมื่อเวลา 11.17 น. พบว่า มีสมาชิกแสดงตน 253 เสียง ซึ่งถือว่าครบองค์ประชุม แต่พอผ่านไปเพียงนาทีเดียว เมื่อถึงการลงมติปรากฏว่า มีผู้ลงมติ 245 เสียง จึงเกิดข้อกังขาว่า 245 เสียง ถือว่าขาดองค์ประชุมหรือไม่ 

 

ท้ายที่สุด ชวน หลีกภัย ประธานในที่ประชุม เสนอให้เริ่มพิจารณาตั้งแต่มาตรา 1 ใหม่ พร้อมกล่าวว่า ชื่อสมาชิก 8 คน ที่หายไปอยู่ที่มือผม และผมเห็นว่า ทั้ง 8 คน ไม่ได้หายไปจากห้องประชุม แต่เกรงว่าการพิจารณางบประมาณจะมีปัญหา จึงขอให้เริ่มต้นการพิจารณาใหม่ตั้งแต่มาตรา 1 และขอให้สมาชิกอยู่พิจารณาจนจบภายในคืนนี้

 

จากนั้นที่ประชุมเริ่มพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 กันอีกครั้งตั้งแต่มาตราที่ 1 และนับว่าเป็นการพิจารณากฎหมายงบประมาณซ้ำเป็นรอบที่ 3 โดยครั้งแรกมีการเสียบบัตรแทนกัน นำมาสู่การพิจารณาใหม่ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนจะมีปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ และเริ่มพิจารณาใหม่กันอีกครั้ง

 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ลงมติไม่ครบองค์ประชุม สภาฯ พิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณ 63 ซ้ำรอบที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
งบรัฐสะดุด ฉุดเศรษฐกิจไทย ส่องปัญหางบประมาณ หลังศาลฯ ตัดสิน https://thestandard.co/government-funding-struggle-makes-thai-economic-drop/ Thu, 13 Feb 2020 01:43:05 +0000 https://thestandard.co/?p=330577

ในรอบหลายปีที่ผ่านมา การดำเนินโยบายการคลังถูกมองว่ามีบท […]

The post งบรัฐสะดุด ฉุดเศรษฐกิจไทย ส่องปัญหางบประมาณ หลังศาลฯ ตัดสิน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในรอบหลายปีที่ผ่านมา การดำเนินโยบายการคลังถูกมองว่ามีบทบาทจำกัดต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยที่เผชิญความท้าทายหลากหลายด้าน ท่ามกลางอุปสงค์จากภาคเอกชนและภาคต่างประเทศที่อ่อนแอลง ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งด้านประชากร โครงสร้างการผลิต รวมถึงภาวะหนี้ครัวเรือนซึ่งส่งผลต่อเนื่องต่อการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศ การใช้จ่ายภาครัฐจึงเป็นเครื่องจักรสำคัญที่เหลืออยู่ในการประคับประคองเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายการคลังรวมถึงการออกมาตรการเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาอาจไม่ตรงจุด หรือไม่เพียงพอต่อการสร้างแรงส่งด้านอุปสงค์ ยิ่งไปกว่านั้น ความล่าช้าของ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ได้กลายมาเป็นปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจไม่ให้สามารถฟื้นตัวได้อย่างที่ควรจะเป็น

 

เบิกจ่ายหาย 2.6 แสนล้านบาท

การใช้จ่ายภาครัฐหดตัวใน 4 เดือนแรกของปีงบประมาณหดตัว 22% ลงมาอยู่ระดับใกล้เคียงช่วงก่อนรัฐประหารปี 2014

 

ความล่าช้าของการผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ เป็นผลมาจากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าหลังการเลือกตั้งเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ส่งผลให้กระบวนการทางสภากินเวลายาวนานข้ามปีจากปกติที่ควรเริ่มต้นเบิกจ่ายตามปีงบประมาณใหม่ได้ในเดือนตุลาคม 2019 และยังถูกตอกย้ำด้วยความผิดปกติจากกรณีเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันเพื่อผ่านร่างฯ โดยล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ไม่เป็นโมฆะ แต่สภาผู้แทนราษฎรยังต้องลงมติใหม่ในวาระ 2 และ 3 ก่อนส่งให้วุฒิสภาเห็นชอบต่อไป

 

ความล่าช้าของงบประมาณส่งผลให้เม็ดเงินที่ควรจะถูกอัดฉีดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจหายไปราว 1.5% ของขนาดเศรษฐกิจ โดยการใช้จ่ายภาครัฐรวมลดลงเหลือเพียง 9.2 แสนล้านบาท ต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีงบประมาณ 2014 (รูปที่ 1) นอกจากนี้ การเบิกจ่ายมีแนวโน้มเลวร้ายลงเมื่อเริ่มเข้าสู่ไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ (มกราคม-มีนาคม) (รูปที่ 2) ซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้งหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่ปกติจะมีการเร่งกิจกรรมการก่อสร้าง ซึ่งเป็นแกนหลักของการลงทุนภาครัฐ แต่ในปีนี้ผู้รับเหมางานก่อสร้างจากภาครัฐต่างต้องชะลอการก่อสร้างออกไป

 

 

 

ลงทุนภาครัฐลงหนัก ต่ำสุดในรอบ 13 ปี งบจังหวัดลงไม่ถึงชุมชน

การเบิกจ่ายงบลงทุนในสี่เดือนแรกของปีงบประมาณหดตัวกว่า 70% อยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2007 โดยใน 4 เดือนแรก เบิกจ่ายได้เพียง 34,000 ล้านบาท ใกล้เคียงช่วงก่อนวิกฤตการเงินโลก (Global Financial Crisis) และคิดเป็นการหดตัวลงกว่า 70% จากระดับเฉลี่ย 1.1 แสนล้านบาทในรอบ 3 ปีล่าสุด (รูปที่ 3 และ 4) โดยกระทรวงคมนาคมและกระทรวงศึกษาธิการเบิกจ่ายลดลงมากที่สุด (รูปที่ 5) ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการลงทุนหลายโครงการเป็นโครงการใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องรอให้กระบวนการงบประมาณเสร็จสิ้นก่อนจึงสามารถเบิกจ่ายได้ 

 

อย่างไรก็ตาม การหดตัวในอัตราสูงยังสะท้อนถึงความไม่พร้อมของหน่วยงานราชการในการผลักดันการเบิกจ่ายในโครงการลงทุนต่อเนื่องภายใต้กรอบงบประมาณเดิม นอกจากนี้ หากมองลึกลงไปถึงการเบิกจ่ายงบที่จัดสรรให้จังหวัดเพื่อการลงทุน พบว่าหดตัวถึง 80% ลดลงมากกว่าการใช้จ่ายของหน่วยราชการส่วนกลาง (รูปที่ 6) ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นว่าความล่าช้าของงบประมาณส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากหนักกว่าในกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่

 

 

คาดเบิกจ่ายลงทุนเพียง 56% ตลอดปีงบประมาณ หดตัว 15%

KKP Research มองว่าการเบิกจ่ายงบประมาณจะเข้าสู่ภาวะปกติได้ในอีก 1-2 เดือน แต่จะไม่สามารถเบิกจ่ายได้ตามเป้า

 

ในกรณีฐาน KKP Research คาดว่าร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ล่าช้าอีกประมาณ 1 เดือน และจะออกเป็นกฎหมายได้ภายในเดือนมีนาคม ส่งผลให้มีระยะเวลาเพียง 6-7 เดือนก่อนขึ้นปีงบประมาณใหม่ และจะเบิกจ่ายงบลงทุนได้เพียง 3.3 แสนล้านบาทตลอดปีงบประมาณ 2020 หรือคิดเป็นอัตราการเบิกจ่ายเพียง 56% ของงบประมาณลงทุนที่ตั้งไว้ (รูปที่ 7) โดยการเบิกจ่ายกว่า 67% จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ (รูปที่ 8) ขณะที่เม็ดเงินลงทุนภาครัฐจะหดตัวจากปีงบประมาณที่แล้วราว 15% อย่างไรก็ดี งบลงทุนส่วนที่เหลือจะสามารถยกไปใช้ในปีงบประมาณถัดไปได้

 

 

ไม่ใช่แค่เพียงปัญหาความล่าช้าของงบประมาณ

ปัญหาความล่าช้าของกระบวนการพิจารณางบประมาณที่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจอาจถูกมองว่าเป็นประเด็นชั่วคราว แต่หากมองข้ามประเด็นนี้ไปและพิจารณาถึงบทบาทของนโยบายการคลังในช่วงที่ผ่านมา ว่าทำหน้าที่มากน้อยเพียงใดในการลดความผันผวนของวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับมรสุมหลายด้าน และต้องการแรงขับเคลื่อนจากนโยบายด้านอุปสงค์ของภาครัฐ

 

สิ่งที่พบคือ นโยบายการคลังอาจยังไม่ได้ช่วยสร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจได้มากเท่าที่ควรในภาวะที่เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศในช่วงที่ผ่านมานี้ เห็นได้จากการตั้งงบประมาณที่ขาดดุลน้อยกว่าปีที่ผ่านมา (-2.6% ของ GDP ในปี 2019 และ 2020: รูปที่ 9) นั่นหมายถึงนโยบายการคลังไม่ได้สร้างแรงกระตุ้นเพิ่มเติมให้กับเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าแม้ว่าเศรษฐกิจมีทิศทางชะลอตัวลงมาก สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการคลังในประเทศไทยไม่ได้ทำหน้าที่ลดความผันผวนของวัฏจักรเศรษฐกิจได้ดี (Counter-Cyclical Policy)

 

 

งบลงทุนมีสัดส่วนลดลง ห่วงศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

นอกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นที่ใช้เป็นการชั่วคราวแล้ว ภาครัฐยังควรให้ความสำคัญกับนโยบายและการจัดสรรงบประมาณด้านการลงทุนที่จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวได้อย่างแท้จริง ที่ผ่านมาจะเห็นว่าสัดส่วนการใช้จ่ายตามงบประมาณที่เป็นรายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 79% เป็น 86% ระหว่างปี 2006-2019 (รูปที่ 10) ในขณะที่สัดส่วนงบลงทุนลดลงจาก 21% เป็น 14% รายจ่ายประจำที่เพิ่มสูงขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาระรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมที่เพิ่มขึ้นตามการเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย และรายจ่ายภาระผูกพันต่างๆ ที่ลดทอนไม่ได้ เช่น รายจ่ายค่าจ้างเงินเดือน โดยเฉพาะรายจ่ายเงินอุดหนุนและเงินโอนจากการดำเนินกิจกรรมกึ่งการคลังที่รัฐบาลจำเป็นต้องทยอยจ่ายเงินคืนหน่วยงานรัฐในภายหลัง 

 

 

ภาระรายจ่ายประจำที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อไปในระยะข้างหน้านี้ อาจเบียดบังทั้งความสามารถในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในยามจำเป็น และความสามารถในการจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ในการลงทุนของภาครัฐ ลดโอกาสในการผลักดันนโยบายที่จะยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยได้ในระยะยาว 

 

 

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา เพียงพอหรือไม่

มาตรการภาครัฐที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ตามประเภทของเครื่องมือการคลัง ได้แก่ 

 

(1) การใช้จ่ายโดยตรงโดยรัฐบาล ทั้งรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการ และรายจ่ายลงทุน 

(2) เงินโอนให้กับครัวเรือน 

(3) มาตรการด้านภาษี

(4) มาตรการด้านสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ

 

ในหลักการแล้ว มาตรการภาครัฐที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ดี ควรมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ (1) Timely ออกใช้ได้เร็ว เม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจได้ทันท่วงที (2) Targeted ตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง และ (3) Temporary เป็นมาตรการชั่วคราว ไม่ทำต่อเนื่อง ซึ่งจะเร่งให้ผู้คนจับจ่ายใช้สอยในเวลาที่ภาครัฐต้องการสร้างแรงกระตุ้น และไม่สร้างภาระทางการคลังต่อรัฐในระยะยาว  

 

ในด้านการสร้างแรงกระตุ้นต่อเศรษฐกิจ งานศึกษาที่ผ่านมาพบว่า เมื่อเปรียบเทียบมาตรการด้านรายจ่ายภาครัฐแต่ละประเภท มาตรการด้านเงินโอน ให้ค่าทวีทางการคลัง (Fiscal Multiplier) ต่ำที่สุด กล่าวคือมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยที่สุด (รูปที่ 11) เพราะเงินโอนส่วนหนึ่งอาจถูกเก็บเป็นเงินออมหรือใช้ในการชำระหนี้เดิมจึงไม่กระตุ้นอุปสงค์ใหม่ มาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่า คือการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของภาครัฐ  

 

ซึ่งมีข้อดีคือทำให้เกิดการผลิตและการจ้างงานเพิ่มขึ้นโดยตรง แต่หากเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่อาจใช้เวลานานกว่าจะเม็ดเงินจะลงสู่เศรษฐกิจ ขณะที่การใช้จ่ายลงทุนขนาดเล็กระดับชุมชนอาจใช้เวลาเบิกจ่ายสู่ระบบเศรษฐกิจได้รวดเร็วกว่า  สำหรับการใช้จ่ายอุปโภคโดยภาครัฐ มีค่าตัวทวีทางการคลังสูงสุด เนื่องจากเป็นการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการโดยตรง และมีสัดส่วนการรั่วไหลผ่านการนำเข้าน้อย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ดีทั้งทางตรงและทางอ้อม 

 

ในช่วงวัฏจักรขาลงของเศรษฐกิจที่ผ่านมาเรายังเห็นมาตรการด้านการใช้จ่ายอุปโภคและลงทุนโดยตรงของภาครัฐค่อนข้างน้อย ทั้งๆ ที่มีศักยภาพในการสร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจได้สูง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาแล้วส่วนใหญ่ยังคงจำกัดอยู่ในรูปเงินโอนให้กับภาคครัวเรือนและเกษตรกร เช่น โครงการชิมช้อปใช้ เฟส 1, 2, 3 มาตรการเงินโอนภาคเกษตรในรูปแบบต่างๆ รวมถึงมาตรการด้านสินเชื่อที่ให้กับภาคเกษตรและ SMEs ซึ่งข้อดีคือมาตรการเหล่านี้สามารถดำเนินการได้เร็ว และบางมาตรการก็ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความเดือดร้อน และมีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเยียวยา

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้อาจมีข้อจำกัดในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากส่วนหนึ่งของเม็ดเงินภาครัฐที่ใช้ไปอาจมีการรั่วไหลไปใช้ชำระหนี้หรือ Refinance หนี้เดิม ไม่ก่อให้เกิดการบริโภคและการลงทุนใหม่ๆ ในขณะที่ข้อจำกัดของมาตรการประเภท ชิมช้อปใช้ คือ แม้มีการใช้จ่ายตามโครงการเกิดขึ้นจริง อาจไม่ได้เป็นการกระตุ้นอุปสงค์ใหม่ อีกทั้งบางส่วนอาจเป็นเพียงการเลื่อนการใช้จ่ายให้เร็วขึ้นเพื่อรับผลประโยชน์จากมาตรการ ซึ่งจะนำไปสู่การลดการใช้จ่ายในอนาคต (Payback Period) นอกจากนี้ หากมาตรการต่างๆ เหล่านี้ถูกนำกลับมาใช้ซ้ำเป็นประจำ อาจส่งผลให้เกิดการบิดเบือนพฤติกรรมการบริโภคในระยะต่อไป และไม่ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง 

 

ดังนั้น รัฐบาลควรมีการติดตามประเมินผลของมาตรการที่ออกใช้แล้ว ควรให้ความสำคัญกับการจัดเก็บข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลระดับจุลภาคที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้มาตรการแต่ละด้าน และนำมาใช้ศึกษาประเมินประสิทธิผลของแต่ละมาตรการอย่างเป็นระบบ ควรมีการเปิดเผยข้อมูลและผลการศึกษาต่อสาธารณชน เพื่อนำไปสู่การพิจารณาจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดความคุ้มค่า ตรงตามเป้าหมาย และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในอนาคต

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post งบรัฐสะดุด ฉุดเศรษฐกิจไทย ส่องปัญหางบประมาณ หลังศาลฯ ตัดสิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชวนชี้โหวตงบประมาณปี 63 ใหม่ องค์ประชุมเป็นหน้าที่รัฐบาลรับผิดชอบ อยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน https://thestandard.co/voting-annual-fund-for-2020-is-government-responsibility/ Wed, 12 Feb 2020 05:55:38 +0000 https://thestandard.co/?p=330281

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) วิทยุรัฐสภารายงานว่า ชวน หลีกภัย […]

The post ชวนชี้โหวตงบประมาณปี 63 ใหม่ องค์ประชุมเป็นหน้าที่รัฐบาลรับผิดชอบ อยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) วิทยุรัฐสภารายงานว่า ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า การประชุมสภาฯ ในวันพรุ่งนี้ (13 กุมภาพันธ์) ที่จะมีการดำเนินการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ในวาระ 2 และ 3 ใหม่ให้ถูกต้องตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตามปกติการโหวตผ่านร่างกฎหมายงบประมาณปี 2563 รัฐบาลมีเสียงข้างมากอยู่แล้ว 

 

ขณะเดียวกันการโหวตลงมติร่างกฎหมายงบประมาณปี 2563 ก็เป็นหน้าที่ของ ส.ส. ทุกคนด้วย ในการทำหน้าที่ให้องค์ประชุมครบ แต่รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารราชการแผ่นดิน จะต้องรับผิดชอบมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากร่างกฎหมายงบประมาณปี 2563 ค้างอยู่ที่สภาฯ มานานมากแล้ว  

 

อย่างไรก็ตาม จะเปิดโอกาสให้ ส.ส. อภิปรายได้ตามความเหมาะสม ก่อนโหวตลงมติ เพราะเป็นสิทธิตามข้อบังคับการประชุม 

 

ส่วนกรอบระยะเวลาการพิจารณาและลงมติยังไม่ได้กำหนดไว้ แต่คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาไม่นาน เพราะก่อนหน้านี้ ส.ส. จำนวนมากได้อภิปราย และเป็นเรื่องที่พิจารณากันมานานมากแล้ว

 

ชวนกล่าวว่า การผ่านร่างกฎหมายงบประมาณปี 2563 เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องรวมเสียงของสมาชิกในสภาฯ ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบ

 

พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือจากทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ร่วมมือกันให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว เพราะกฎหมายงบประมาณปี 2563 เป็นกฎหมายสำคัญที่ทุกหน่วยงานของรัฐต้องมีงบประมาณไปใช้จ่าย เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ชวนชี้โหวตงบประมาณปี 63 ใหม่ องค์ประชุมเป็นหน้าที่รัฐบาลรับผิดชอบ อยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมากงบปี 63 ไม่โมฆะ https://thestandard.co/constitutional-court-have-a-majority/ Fri, 07 Feb 2020 11:15:06 +0000 https://thestandard.co/?p=328759

วันนี้ (7 กุมภาพันธ์) ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึก […]

The post เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมากงบปี 63 ไม่โมฆะ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (7 กุมภาพันธ์) ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติกรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 วรรค 1 (1) ว่าพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่

 

กรณีการเสียบบัตรลงคะแนนแทนของ ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส. พัทลุง พรรคภูมิใจไทย, ภริม พูลเจริญ ส.ส. สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ และสมบูรณ์ ซารัมย์ ส.ส. บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย 

 

โดยองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ให้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ไม่เป็นโมฆะ โดยให้ลงมติใหม่ในวาระที่ 2 และ 3 ก่อนส่งให้วุฒิสภาลงมติต่อไป 

 

 

The post เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมากงบปี 63 ไม่โมฆะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ให้ร่าง พ.ร.บ. งบปี 2563 ไม่โมฆะ ปม ส.ส. เสียบบัตรแทนกัน พร้อมให้ลงมติใหม่ วาระ 2-3 ก่อนส่งให้วุฒิสภาลงมติต่อ https://thestandard.co/the-constitutional-court-voted-5-to-4-majority/ Fri, 07 Feb 2020 08:50:14 +0000 https://thestandard.co/?p=328660 นักเตะเชลซีติดโควิด-19

วันนี้ (7 กุมภาพันธ์) เมื่อเวลา 13.30 น. ศาลรัฐธรรมนูญ […]

The post ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ให้ร่าง พ.ร.บ. งบปี 2563 ไม่โมฆะ ปม ส.ส. เสียบบัตรแทนกัน พร้อมให้ลงมติใหม่ วาระ 2-3 ก่อนส่งให้วุฒิสภาลงมติต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเตะเชลซีติดโควิด-19

วันนี้ (7 กุมภาพันธ์) เมื่อเวลา 13.30 น. ศาลรัฐธรรมนูญ นัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ กรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 148 วรรค 1 (1) ว่า พระราชบัญญัติรายจ่ายประจำปีงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2563 ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้อง ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่


กรณีการเสียบบัตรลงคะแนนแทน ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส. พัทลุง พรรคภูมิใจไทย, ภริม พูลเจริญ ส.ส. สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ และ สมบูรณ์ ซารัมย์ ส.ส. บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 148 วรรคหนึ่ง (1) ทำให้ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่


ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ได้อภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า คดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรค 1 จึงนัดลงมติในวันนี้โดยแนวทาง


โดยล่าสุดองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ให้พระราชบัญญัติรายจ่ายประจำปีงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2563 ไม่เป็นโมฆะ ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมและลงมติ 5 ต่อ 4 โดยให้ลงมติใหม่ในวาระที่ 2 และ 3 ก่อนส่งให้วุฒิสภาลงมติต่อ

The post ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ให้ร่าง พ.ร.บ. งบปี 2563 ไม่โมฆะ ปม ส.ส. เสียบบัตรแทนกัน พร้อมให้ลงมติใหม่ วาระ 2-3 ก่อนส่งให้วุฒิสภาลงมติต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมคิด คาดงบประมาณปี 63 เบิกจ่ายได้ พ.ค. นี้ ขอธนาคารช่วยลดดอกเบี้ยกระตุ้นลงทุน https://thestandard.co/reduce-loan-interest/ Thu, 06 Feb 2020 10:31:40 +0000 https://thestandard.co/?p=328211

วันนี้ (6 กุมภาพันธ์) สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมน […]

The post สมคิด คาดงบประมาณปี 63 เบิกจ่ายได้ พ.ค. นี้ ขอธนาคารช่วยลดดอกเบี้ยกระตุ้นลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (6 กุมภาพันธ์) สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนคาดว่างบประมาณปี 2563 จะสามารถเบิกจ่ายใช้เงินได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมปีนี้ หลังจากที่ล่าช้ามาเป็นเวลาหลายเดือน จึงเตรียมแผนสำรองผลักโครงการที่ต้องใช้งบประมาณภายใน 1 ปี ด้วยการระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน TFF เพื่อขายหน่วยลงทุนให้ประชาชน หรือการให้กระทรวงการคลังออกพันธบัตรขายให้กับประชาชน โดยจ่ายผลตอนแทนดอกเบี้ยสูงกว่าตลาด ไม่ต้องอาศัยเงินงบประมาณ หากกระทรวงการคลังออกพันธบัตรดอกเบี้ยร้อยละ 3 น่าจะดึงดูดใจ คาดว่าจะระดมทุนได้ ไม่มีปัญหา และเมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศลดดอกเบี้ย ต้องให้ธนาคารช่วยกันลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศช่วงนี้  

 

“เมื่อวานนี้ที่แบงก์ชาติลดดอกเบี้ย 1% อาจช้าไป จากนี้ให้แบงก์พาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อให้คนเข้าไปลงทุน” สมคิด กล่าว

  

ส่วนกรณีที่ไวรัสโคโรนา กระทบภาพรวมการท่องเที่ยวในประเทศนั้น สมคิดแนะนำว่าให้คนไทยควรที่จะเที่ยวในเมืองไทย ซึ่งมาตรการชิมช้อปใช้รอบใหม่ จะต้องช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ โดยเน้นให้เกิดการจัดสัมมนา การดูงานของหน่วยงานต่างๆ

 

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post สมคิด คาดงบประมาณปี 63 เบิกจ่ายได้ พ.ค. นี้ ขอธนาคารช่วยลดดอกเบี้ยกระตุ้นลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไพบูลย์มั่นใจ งบประมาณ 2563 ปมเสียบบัตรแทนกันผ่านฉลุย ยึดแนวคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2551 https://thestandard.co/paiboon-confident-on-2020-funding/ Sun, 02 Feb 2020 08:38:08 +0000 https://thestandard.co/?p=326750

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) ไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพ […]

The post ไพบูลย์มั่นใจ งบประมาณ 2563 ปมเสียบบัตรแทนกันผ่านฉลุย ยึดแนวคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2551 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) ไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้แสดงความเห็นด้านกฎหมาย ในกรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของ ส.ส. ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 148 วรรค 1 ประเด็นหลักคือขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ตราขึ้นโดยถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ การยื่นคำร้องดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก ส.ส. มีการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติ ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมในระหว่างการพิจารณาวาระ 2 และ 3 นั้น

 

ไพบูลย์กล่าวว่า คำวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย 2563 น่าจะสอดคล้องกับแนวของคําวินิจฉัยที่ 8/2551 วันที่ 8 กรกฎาคม 2551 เรื่อง นายกรัฐมนตรีขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการตราร่างพระราชบัญญัติสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. … ซึ่งแม้ว่าคดีดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ ร่างพระราชบัญญัติสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. … ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และเป็นอันตกก็ตาม แต่เหตุที่ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวตกไป ปรากฏในคำวินิจฉัยที่ 8/2551 มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเข้าประชุมเพียง 50 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนั้นคือ 121 คน จึงมีจำนวนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่ครบองค์ประชุม และถือว่าการประชุมเพื่อลงมติในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการเป็นการประชุมโดยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 126 วรรคหนึ่ง 

 

ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 126 วรรคหนึ่ง คือ การกำหนดจำนวนของสมาชิกสภาที่มีจำนวนมากเพียงพอที่จะมาร่วมกันแสดงความคิดเห็นและแสดงเจตนาในลักษณะของมติที่ประชุมในการพิจารณาร่างกฎหมายและปฏิบัติหน้าที่อื่นตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ อันเป็นหลักการประชุมสภาที่ใช้อยู่ในนานาประเทศ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้มีบทบัญญัติว่าด้วยองค์ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรกำหนดให้มีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาจึงจะเป็นองค์ประชุม เพื่อให้การประชุมพิจารณาตรากฎหมายนั้นเป็นไปอย่างรอบคอบในการพิจารณาทุกวาระ และเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดองค์ประชุมไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภา ย่อมมีความหมายว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนสมาชิกเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม จะถือว่าเป็นการใช้อำนาจนิติบัญญัติโดยองค์กรสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ และหากมีการออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ครบองค์ประชุม จะถือว่าเป็นการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรที่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญไม่ได้

 

ดังนั้นการยื่นคำร้องกรณี ส.ส. มีการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติทั้งที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมในระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย 2563 วาระ 2 และ 3 โดยข้อเท็จจริงมีจำนวนเพียง 2-3 เสียงเท่านั้น แม้การออกเสียงดังกล่าวจะไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีผลใดๆ ที่จะทำให้การพิจารณา วาระ 2 และ 3 ไม่ครบองค์ประชุมและไม่ได้มติเสียงข้างมาก ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 120 ซึ่งมีหลักการเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 126 เช่นในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย 2563 ในวาระที่ 3 สมาชิกเข้าประชุม 450 เสียง ผลลงมติเห็นด้วย 253 เสียง ไม่เห็นด้วย 0 เสียง งดออกเสียง 196 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง

 

ไพบูลย์จึงเห็นว่าด้วยแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2551 ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย 2563 ซึ่งตราขึ้นโดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกเสียงลงคะแนนครบองค์ประชุม และการลงมติเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 120 ทั้งวาระ 2 และ 3 จึงเป็นร่างพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นโดยถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ไพบูลย์มั่นใจ งบประมาณ 2563 ปมเสียบบัตรแทนกันผ่านฉลุย ยึดแนวคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2551 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สมศักดิ์’ ชี้ พ.ร.บ. งบฯ ออกช้าทำสะเทือนทุกหย่อมหญ้า เชื่อศาล รธน. เร่งวินิจฉัย https://thestandard.co/somsak-annual-budget/ Sat, 25 Jan 2020 04:44:36 +0000 https://thestandard.co/?p=324290

สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึ […]

The post ‘สมศักดิ์’ ชี้ พ.ร.บ. งบฯ ออกช้าทำสะเทือนทุกหย่อมหญ้า เชื่อศาล รธน. เร่งวินิจฉัย appeared first on THE STANDARD.

]]>

สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึง กรณี ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความกระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ที่มีการเสียบบัตรแทนกันว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ว่าเรื่องนี้ทำให้เกิดปัญหาความล่าช้าในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ทำให้กระทบกระเทือนไปทุกส่วน 

 

อย่างรัฐบาลก็ต้องการงบประมาณนี้เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้โครงการต่างๆ มีการจ่ายเงินค่าจ้าง ตนมีเพื่อนๆ ที่ทำงานรับเหมาก่อสร้างกับภาครัฐ เขาบอกว่าบริษัทมีเงินเป็นร้อยล้านแล้วที่ควรจะเบิกเงินได้ แต่กลับยังเบิกไม่ได้ ทำให้ต้องกู้หนี้ยืมสินจากธนาคารเสียดอกเบี้ย ส่วนภาคประชาชน ภาคเอกชนเขาก็ไม่ได้เงินตามเป้าหมาย สะเทือนกันไปทุกหย่อมหญ้า ซึ่งเรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญคงจะพิจารณาเร็ว เพราะศาลท่านรู้อยู่แล้วว่าจะกระทบกระเทือน เมื่อถามว่าหากร่าง พ.ร.บ. งบประมาณเป็นโมฆะ จะเป็นอย่างไร สมศักดิ์กล่าวว่า หากจะต้องทำใหม่จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ตนไม่อยากคิด

 

“กฎหมายไม่ใช่คณิตศาตร์ หากเป็นคณิตศาสตร์จะคิดง่ายๆ ได้ว่า มีคน 500 คน ไม่ได้ลงคะแนนเอง 3 คน ก็ตัด 3 คนออกไป แล้วฝั่งไหนมีเสียงมากกว่าก็ว่าตามนั้น ก็ไม่มีปัญหา แต่นี่เป็นกฎหมาย เราจึงจะคิดแบบนั้นไม่ได้ ซึ่งสุดท้ายเราก็ต้องรอการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะออกมาเช่นไร” สมศักดิ์ กล่าว

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ‘สมศักดิ์’ ชี้ พ.ร.บ. งบฯ ออกช้าทำสะเทือนทุกหย่อมหญ้า เชื่อศาล รธน. เร่งวินิจฉัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลกระทบงบประมาณปี 63 ล่าช้า ฉุดเศรษฐกิจ-ความเชื่อมั่น-จ่อกู้เงินประชาชน https://thestandard.co/delayed-budget-impact-2563/ Fri, 24 Jan 2020 06:17:48 +0000 https://thestandard.co/?p=323890

ปีงบประมาณของรัฐบาลมักจะเริ่มต้นในเดือนตุลาคมของปีก่อนห […]

The post ผลกระทบงบประมาณปี 63 ล่าช้า ฉุดเศรษฐกิจ-ความเชื่อมั่น-จ่อกู้เงินประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปีงบประมาณของรัฐบาลมักจะเริ่มต้นในเดือนตุลาคมของปีก่อนหน้า อย่างงบประมาณปี 2563 กว่า 3.2 ล้านล้านบาทนี้ ตามปกติควรจะเริ่มใช้เมื่อ 1 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา แต่ที่ล่าช้าเพราะติดการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ รวมถึงการตั้งรัฐบาลผสมที่ทำให้งบประมาณปี 2563 เข้าสภาล่าช้าขึ้นไปอีก จนล่าสุดมีกรณีการเสียบบัตรแทนกันของพรรคร่วมรัฐบาล จนต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความก่อน และยืดเวลาในการอนุมัติรวมถึงเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563 ออกไป   

 

เรื่องนี้จะส่งผลให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างไร 

 

รัฐบาลจ่อออกพระราชกำหนดกู้เงินประชาชนเพื่อจ่ายโครงการลงทุน

มงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KTBST เปิดเผยกับ THE STANDARD ว่าตามปกติการทำงบประมาณแต่ละปีจะเสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคม และลงในราชกิจจานุเบกษาช่วงเดือนกันยายน เพื่อให้ทันกับปีงบประมาณใหม่ในเดือนตุลาคม (ปีงบประมาณเริ่มต้นในเดือนตุลาคมถึงกันยายนของทุกปี)

 

แต่ปัจจุบันงบประมาณปี 2563 จะล่าช้าออกไปอีกจากการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีเสียบบัตรแทนกัน ซึ่งอาจใช้เวลาพิจารณาจนจบกระบวนการอีก 1 เดือน ทำให้งบประมาณปี 2563 ไม่สามารถเบิกจ่ายในเดือนมีนาคม 2563 

 

ทั้งนี้จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่ามีเม็ดเงินลงทุนราว 4 แสนล้านบาทที่ควรจะเบิกจ่ายในเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2563 (เม็ดเงินลงทุนที่ไม่มีงบผูกพัน เป็นโครงการขนาดเล็ก) หากงบประมาณปี 2563 ล่าช้าออกไป อาจทำให้รัฐบาลต้องออกพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อการลงทุน ส่วนใหญ่จะเป็นการออกพันธบัตรระยะสั้น ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถซื้อได้ คล้ายกับการออกพระราชกำหนดกู้เงินเมื่อปี 2556 และ 2557 

 

 

KTBST ชี้ 4 ปัญหาเศรษฐกิจไทย เผยงบประมาณปี 2563 ล่าช้าฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุน 

ผลกระทบต่อประเทศไทยเมื่องบประมาณปี 2563 ล่าช้า ได้แก่
1. หนี้สาธารณะของไทยจะเพิ่มขึ้น

2. ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชนลดลง เมื่อการผลักดันงบที่ล่าช้าทำให้เห็นประสิทธิภาพของภาครัฐที่ลดลง ดังนั้นช่วงที่ผ่านมาหลังมีข่าวงบประมาณปี 2563 ล่าช้า ส่งผลต่อหุ้นในกลุ่มรับเหมาและนิคมอุตสาหกรรมปรับลดลง

 

“งบประมาณปี 2563 ที่ล่าช้าทำให้เห็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือความเชื่อมั่นลดลง ซึ่งตลาดไทยแปลกกว่าที่อื่นๆ เพราะมีเรื่องความเชื่อมั่นเป็นหลัก เห็นได้จากทิศทางของตลาดหุ้น ถ้าคนมีความเชื่อมั่นจะกล้าซื้อหุ้นและใช้จ่าย แต่ถ้ามีสถานการณ์ ขาดความเชื่อมั่น คนไทยจะหยุดการใช้จ่าย หยุดการลงทุน ซึ่งจะกระทบหลายส่วน เช่น รับเหมา นิคมอุตสาหกรรม ธนาคาร ฯลฯ ยกเว้นหมวดสินค้าที่คนใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ค้าปลีก”  

 

ทั้งนี้ปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทยมีหลายด้าน แบ่งเป็น 4 หัวข้อใหญ่ ได้แก่ 

1. ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชนที่ลดลงจะส่งผลต่อการลงทุนและเศรษฐกิจไทย โดย 1-2 ปีที่ผ่านมาการลงทุนของไทยลดลงเพราะความไม่แน่นอนทางการเมือง หากปี 2563 ยังไม่มีความชัดเจนอาจกระทบต่อการลงทุนทางตรง (FDI) และการลงทุนเอกชนเพิ่มเติม

2. KTBST มองภาวะกำไรของตลาดปี 2563 จะลดลง จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะเติบโต 8% จากปี 2562 แต่จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ไวรัสโคโรนา และความเชื่อมั่นภาครัฐที่ลดลง อาจส่งผลให้ EPS (กำไรต่อหุ้น) ของไทยปี 2563 จะอยู่ต่ำกว่า 100

3. ภัยแล้ง จะส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรและรายได้ของประชาชน โดยเบื้องต้นคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อ GDP ไทยราว 0.07% ต่อไตรมาส 

4. การท่องเที่ยวปี 2563 คาดว่าจะเติบโตน้อยลง ส่วนหนึ่งเพราะไวรัสโคโรนาที่กำลังแพร่กระจายและเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ทาง KTBST อยู่ระหว่างการปรับประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2563 คาดว่าจะโตเหลือ 1% จากเดิมที่คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 40.2 ล้านคน หรือเติบโต 3.5%

 

เศรษฐกิจไทยขาลงยังมีความหวังหรือไม่ ธุรกิจใดที่ยังเติบโต 

ปี 2563 มองว่าเศรษฐกิจไทยมีปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยบวก ทำให้คาดการณ์ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ณ สิ้นปีนี้ เดิมอยู่ระดับ 1,725 ปัจจุบันมองว่าจุดสูงสุดของ SET Index จะอยู่ที่ 1,700 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,540 จุด ขณะที่มีโอกาสลดลงต่ำกว่าระดับนี้หากมีสถานการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้น

 

“ปัจจัยบวกของเศรษฐกิจไทยต้องหวังว่าจะมีจุดต่ำสุดเกิดขึ้น เช่น จุดต่ำสุดในราคาหุ้นไทย กำไรตลาด และเศรษฐกิจไทย หากเกิดขึ้นแล้วอย่างใดอย่างหนึ่งจะมีโอกาสให้หุ้นไทยเป็นขาขึ้นได้บ้าง” 

 

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวจะมีกลุ่มธุรกิจที่โดดเด่นและจะเติบโตสวนทางเศรษฐกิจคือธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียน ซึ่งได้ประโยชน์สองทางจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำและคนกู้ยืมเงินเพิ่ม โดยปีนี้ตลาดมองว่าธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง เช่น 

  • บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC 
  • บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD

 

สุดท้ายงบประมาณปี 2563 ที่ล่าช้ามาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 นักวิเคราะห์หลายแห่งมองว่ากว่าเม็ดเงินจะเบิกจ่ายจริงก็เข้าสู่เดือนเมษายน 2563 ซึ่งเป็นช่วงกลางปีงบประมาณ 2563 ดังนั้นปัญหาต่อไปที่ต้องจับตาคือรัฐบาลจะเบิกจ่ายจริงได้เท่าไร และจะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาได้จริงหรือไม่

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง: 

 

The post ผลกระทบงบประมาณปี 63 ล่าช้า ฉุดเศรษฐกิจ-ความเชื่อมั่น-จ่อกู้เงินประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>