เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เครื่องดื่มแอลกอฮอล์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 29 May 2026 09:56:50 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ปลดล็อกเวลาขายเหล้า-เบียร์ ใหม่ https://thestandard.co/alcohol-sales-time-unlocked/ Fri, 29 May 2026 09:15:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1212460 ภาพแก้วเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนกัน

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่ม […]

The post ปลดล็อกเวลาขายเหล้า-เบียร์ ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแก้วเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนกัน

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ พ.ศ. 2569 ปรับเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน โดยเปิดให้สามารถขายได้ตั้งแต่เวลา 11.00-24.00 น. มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 29 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

 

ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดข้อยกเว้นให้สามารถขายนอกเหนือจากเวลาดังกล่าวได้ในบางสถานที่ เช่น สนามบินระหว่างประเทศ, สถานบริการ, โรงแรม, และพื้นที่เฉพาะในเขตส่งเสริมเมืองการบินภาคตะวันออก แต่ผู้ประกอบการต้องมีมาตรการคัดกรองความปลอดภัย และกวดขันไม่ให้เด็ก-เยาวชนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด

 


 

ภาพแก้วเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนกัน 1

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post ปลดล็อกเวลาขายเหล้า-เบียร์ ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประกาศปลดล็อกเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์ใหม่ 11.00-24.00 น. มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป https://thestandard.co/alcohol-sales-unlock-new-hours/ Fri, 29 May 2026 08:25:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1212440 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์ใหม่ 11.00-24.00 น. มีผลวันนี้

วันนี้ (29 พฤษภาคม) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกา […]

The post ประกาศปลดล็อกเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์ใหม่ 11.00-24.00 น. มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์ใหม่ 11.00-24.00 น. มีผลวันนี้

วันนี้ (29 พฤษภาคม) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2569 กำหนดให้การจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถดำเนินการได้เฉพาะช่วงเวลา 11.00 นาฬิกา ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา

 

ในประกาศได้ระบุข้อยกเว้นสำหรับสถานที่บางประเภทให้สามารถจำหน่ายนอกเวลาที่กำหนดได้ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้ หรือ 29 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

 

ประกาศฉบับดังกล่าวลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ลงนามโดย พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 

การออกประกาศฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงระเบียบให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 16 (3) และมาตรา 28 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 พร้อมกันนี้ได้ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม 2568

 

สาระสำคัญของประกาศคือการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกเวลา 11.00 – 24.00 นาฬิกา โดยมีการกำหนดข้อยกเว้นให้สามารถขายได้ในสถานที่เฉพาะ ประกอบด้วย การขายในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ, การขายในสถานบริการซึ่งเป็นไปตามกำหนดเวลาเปิดปิดของสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และการขายในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม

 

ส่วนข้อยกเว้นประการสุดท้าย ครอบคลุมถึงการขายในบริเวณเฉพาะที่จัดไว้เพื่อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ซึ่งใช้จัดกิจกรรมการประชุม นิทรรศการ งานแสดงสินค้า งานมหรสพ หรือกิจกรรมอื่นใดที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน รวมถึงการขายในสถานที่จำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการในท้องที่จังหวัดระยอง ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการในท้องที่จังหวัดระยอง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 และต้องเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตส่งเสริมเมืองการบินภาคตะวันออก ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

 

ประกาศดังกล่าวยังระบุข้อปฏิบัติเพิ่มเติมสำหรับผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาที่ได้รับยกเว้น ผู้ขายมีหน้าที่ต้องจัดให้มีการคัดกรองและมีมาตรการที่จำเป็น เพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม การดูแลความปลอดภัยของประชาชน และการจำกัดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเด็กและเยาวชน

The post ประกาศปลดล็อกเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์ใหม่ 11.00-24.00 น. มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศปถ. สรุป 3 วันอันตรายสงกรานต์ 69 เสียชีวิตสะสม 95 ราย สั่งคุมเข้มบังคับใช้กฎหมาย-งดขายเหล้าเด็กต่ำกว่า 20 ปี https://thestandard.co/songkran-69-3-day-road-deaths/ Mon, 13 Apr 2026 05:22:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1197612 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วง 3 วันอันตรายสงกรานต์ 2569 มียอดผู้เสียชีวิตสะสม 95 ราย

วันนี้ (13 เมษายน) ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ. […]

The post ศปถ. สรุป 3 วันอันตรายสงกรานต์ 69 เสียชีวิตสะสม 95 ราย สั่งคุมเข้มบังคับใช้กฎหมาย-งดขายเหล้าเด็กต่ำกว่า 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วง 3 วันอันตรายสงกรานต์ 2569 มียอดผู้เสียชีวิตสะสม 95 ราย

วันนี้ (13 เมษายน) ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แถลงสรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569 โดยข้อมูลประจำวันที่ 12 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของช่วงการรณรงค์ 7 วันอันตราย

 

พบว่ามีการเกิดอุบัติเหตุรวม 171 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 169 คน และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 24 ราย โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 10 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุดคือ จังหวัดแพร่ จำนวน 9 คน ขณะที่กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุดจำนวน 3 ราย

 

สำหรับสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุยังคงมาจากการขับรถเร็วเกินกำหนดและการดื่มแล้วขับ โดยยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ถนนในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือหมู่บ้าน และถนนของกรมทางหลวง ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดอยู่ระหว่าง 15.01 – 18.00 น. และกลุ่มผู้บาดเจ็บรวมถึงผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 20 – 29 ปี

 

เมื่อรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 3 วันของการรณรงค์ ระหว่างวันที่ 10 – 12 เมษายน 2569 พบว่าเกิดอุบัติเหตุรวมทั้งสิ้น 515 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสะสม 486 คน และมีผู้เสียชีวิตสะสม 95 ราย โดยจังหวัดลำปางเป็นพื้นที่ที่เกิดอุบัติเหตุและมีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด จำนวน 25 ครั้งและ 25 คนตามลำดับ ส่วนกรุงเทพมหานครมียอดผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุดจำนวน 6 ราย อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังมีอีก 30 จังหวัดทั่วประเทศที่สามารถรักษาสถิติไม่มีผู้เสียชีวิตหรือมียอดผู้เสียชีวิตเป็นศูนย์ได้สำเร็จ

 

ทั้งนี้ ในวันที่ 13 เมษายน ซึ่งตรงกับวันมหาสงกรานต์ คาดว่าจะมีประชาชนออกมาเล่นน้ำและสัญจรท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจตามมาด้วยการสังสรรค์และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทาง ศปถ. จึงได้ประสานไปยังทุกจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ให้เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามกฎหมาย และห้ามจำหน่ายให้แก่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีโดยเด็ดขาด

 

พร้อมทั้งกำชับให้ใช้กลไกในระดับพื้นที่เพื่อเฝ้าระวัง ตรวจตรา และป้องปรามผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงก่อนออกนอกพื้นที่ ตลอดจนเตรียมความพร้อมของหน่วยกู้ชีพและบุคลากรทางการแพทย์ให้สามารถออกปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที

 

นอกจากมาตรการบังคับใช้กฎหมายแล้ว ศปถ. ยังได้ออกประกาศเตือนประชาชนให้เล่นน้ำสงกรานต์ด้วยความระมัดระวัง โดยขอความร่วมมือไม่สาดน้ำใส่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยตรง เนื่องจากอาจทำให้รถเสียหลักจนเกิดอุบัติเหตุรุนแรงได้ รวมถึงขอให้หลีกเลี่ยงการลงไปเล่นน้ำบริเวณกลางถนนซึ่งเสี่ยงต่อการถูกรถเฉี่ยวชน

 

พร้อมกันนี้ ยังแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนริมขอบท้ายรถกระบะขณะรถกำลังเคลื่อนที่ เพื่อป้องกันอันตรายจากการพลัดตกและลดการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้

The post ศปถ. สรุป 3 วันอันตรายสงกรานต์ 69 เสียชีวิตสะสม 95 ราย สั่งคุมเข้มบังคับใช้กฎหมาย-งดขายเหล้าเด็กต่ำกว่า 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสียงสะท้อนคนไทย 91.8% หนุนรื้อกติกาแอลกอฮอล์ ชู ‘คุมกฎหมาย’ แทน ‘คุมเวลา’ ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวสู่มาตรฐานโลก [Advertorial] https://thestandard.co/alcohol-law-reform-tourism-economy/ Fri, 10 Apr 2026 07:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1196254 ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

‘อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว’ มักจะถูกยกให้เป็นแรงส่งหลักขอ […]

The post เสียงสะท้อนคนไทย 91.8% หนุนรื้อกติกาแอลกอฮอล์ ชู ‘คุมกฎหมาย’ แทน ‘คุมเวลา’ ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวสู่มาตรฐานโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

‘อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว’ มักจะถูกยกให้เป็นแรงส่งหลักของเศรษฐกิจ แต่ข้อมูลทางเศรษฐกิจกำลังขยี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า ไทยกำลังเผชิญกับภาวะ ‘ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง’

 

เมื่อเทียบดัชนีการฟื้นตัวกับคู่แข่งสำคัญอย่าง ญี่ปุ่น เวียดนาม และเกาหลีใต้ พบว่าไทยมีการฟื้นตัวช้าที่สุด จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโตต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด

 

ภาพลักษณ์และความปลอดภัยเป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยยังตีโจทย์ไม่แตก อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เอื้อต่อการไปเมืองรอง ประกอบกับปัจจัยค่าเงินที่ทำให้ความคุ้มค่าลดลง

 

อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวไทยปี 2026 อาจจะฟื้นตัวเล็กน้อย จากฐานลูกค้านักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ยุโรป และตะวันออกกลาง

 

ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 1

 

อีกทั้งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลัก เช่น กรุงเทพ ภูเก็ต ชลบุรี จึงครองสัดส่วนรายได้การท่องเที่ยวมากกว่าครึ่ง กรุงเทพฯ มีสัดส่วนรายได้จากท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจจังหวัดมากกว่า 50% ขณะที่ภูเก็ตสูงถึง 89% [1,2] สะท้อนชัดว่าเป็นจังหวัดที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการท่องเที่ยว เกือบทั้งหมดของรายได้ส่งผลต่อ GDP ประเทศโดยตรง ทั้งในด้านการจ้างงาน ค้าขาย และการลงทุนในภาคบริการ

 

หากมองจากบริบทนี้ การที่ไทยยังต้องพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวในเมืองท่องเที่ยวเป็นหลัก การมีกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวอย่างการงดจำหน่ายแอลกอฮอล์ก่อน 17.00 น. ซึ่งขัดกับมาตรฐานสากล ที่เมืองท่องเที่ยวใหญ่ในหลายประเทศสามารถให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นมากกว่า

 

คำถามคือ กฎหมายยังตอบโจทย์บริบทเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปัจจุบันอยู่หรือไม่ หรือกำลังกลายเป็น คอขวดที่ทำให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะในหัวเมืองที่เป็น International Tourism Hub อย่างภูเก็ตและพัทยา

 

ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 2

 

เศรษฐกิจที่สูญเสียไปใน 3 ชั่วโมง   

 

ผลสำรวจของ Super Poll ชี้ชัดว่า ประชาชนกว่า 82.1% เห็นด้วยว่าการเปิดขายช่วงบ่ายช่วยสนับสนุนบรรยากาศการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 

 

จากการวิจัยเชิงคุณภาพแบบสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion: FGD) ในหลากหลายอาชีพ ได้แก่ ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่รัฐ นักท่องเที่ยว อาสาสมัครสาธารณสุข และนักวิชาการ  ระบุว่า ผู้ประกอบการเห็นตรงกันว่าช่วงบ่ายคือเวลาที่นักท่องเที่ยวเริ่มออกมาใช้ชีวิต ทั้งพักผ่อนริมชายหาด รับประทานอาหาร และมีความต้องการบริโภคสูง แต่ที่ผ่านมาธุรกิจต้องปฏิเสธลูกค้าด้วยเหตุผลเรื่อง ‘ช่วงเวลา’ สร้างความสับสนและภาพลักษณ์ที่ดูไม่เป็นสากลในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

สิ่งที่สูญเสียไปใน 3 ชั่วโมงนี้ไม่ใช่แค่ยอดขายเครื่องดื่ม แต่คือรายได้ที่ร้านอาหาร โรงแรม และบาร์ไม่สามารถสร้างได้ในช่วงเวลานั้น และส่งผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบไปจนถึงผู้ผลิตเครื่องดื่มท้องถิ่น รวมถึงแรงงานในภาคบริการที่สูญเสียโอกาสหารายได้เพิ่ม

 

ขนาดของโอกาสที่หายไป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจต่อเนื่องมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 6 แสนล้านบาทต่อปี เชื่อมโยงกับสถานประกอบการกว่า 312,000 แห่งทั่วประเทศ และมีการประเมินว่านโยบายปลดล็อกครั้งนี้อาจทำให้เกิดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 10,000-20,000 ล้านบาทต่อปี [3]

 

นี่คือ ‘ข้อจำกัดเชิงเศรษฐกิจ’ ที่ฉุดรั้งศักยภาพการแข่งขันของประเทศและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ประเทศในสายตาชาวต่างชาติมานานกว่า 50 ปี 

 

ความเสี่ยงทางสังคมไม่รุนแรงอย่างที่กังวล

 

เป็นเรื่องธรรมดาที่หลายคนจะกังวลว่า หากอนุญาตให้ขายแอลกอฮอล์ในช่วงบ่ายได้ อุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้น การทะเลาะวิวาทจะถี่ขึ้น หรือปัญหาสังคมจะตามมา แต่จากผลสำรวจ Super Poll ในช่วงทดลอง 180 วันที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงทางสังคมจากการเปิดขายช่วงบ่ายนั้นมีอยู่จริง แต่ไม่ได้พุ่งสูงหรือรุนแรงอย่างที่กังวลกัน 47.7% ไม่พบปัญหาความปลอดภัยหรือสาธารณสุขเพิ่มขึ้น และ 37.8% พบเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ยืนยันตรงกันว่า ไม่พบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของเหตุความไม่สงบ การทะเลาะวิวาท หรืออุบัติเหตุที่เชื่อมโยงกับการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงบ่ายอย่างชัดเจน เหตุทะเลาะวิวาทส่วนใหญ่ยังคงเกิดขึ้นในช่วงกลางคืนมากกว่าช่วงบ่าย

 

ความคิดเห็นส่วนใหญ่จากการทำ Focus Group พบว่า ปัญหาทางสังคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาขาย แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย มาตรการจำกัดเวลาไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงได้จริง เพราะผู้ดื่มหนักสามารถซื้อสะสมล่วงหน้าได้ ปัญหาจึงมักเกิดจากพฤติกรรมหลังการดื่มมากกว่าเวลาที่ซื้อ การจำกัดเวลาคือการเพียงควบคุมโอกาส แต่การบังคับใช้กฎหมายคือการเข้าไปควบคุมพฤติกรรมจริง

 

ส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ความเข้มงวดแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และขาดความต่อเนื่องในการตั้งด่านตรวจหรือตรวจร้านค้า ทำให้ผู้กระทำผิดสามารถคาดการณ์และหลีกเลี่ยงได้

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าการขายแอลกอฮอล์ช่วงบ่ายทำให้อุบัติเหตุพุ่งสูงขึ้น แต่ความกังวลในเชิงนโยบายยังมีอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การบังคับใช้กฎหมายยังไม่สม่ำเสมอ 

 

กลุ่มตัวอย่าง 64.4% เสนอให้ ‘มาตรการควบคุมเมาแล้วขับ’ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดหากมีการยกเลิกการห้ามขายช่วงบ่ายถาวร สะท้อนว่าสังคมไม่ได้ต้องการยกเลิกการควบคุม แต่ต้องการควบคุมที่ตรงจุดกว่า นั่นคือคุมที่พฤติกรรมเสี่ยง ไม่ใช่คุมที่ชั่วโมงการขาย

 

ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 3

 

เปลี่ยนจาก ‘คุมเวลา’ เป็น ‘คุมกฎหมาย’

 

หากพิจารณาจากข้อกังวลทั้งหมดและความคิดเห็นจากผลสำรวจพบว่า แนวทางที่สังคมไทยจะยอมรับได้มากที่สุดคือ การเปลี่ยนผ่านนโยบายสู่รูปแบบ “เสรีภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวด” (Regulated liberalization) โดยมองว่านโยบายการจำกัดเวลาขายมีข้อจำกัดในการตอบโจทย์บริบทเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปัจจุบัน จึงควรเปลี่ยนจาก ‘จำกัดเวลาขาย’ (Time Control) เป็น ‘กำกับดูแลเชิงระบบและการบังคับใช้กฎหมาย’ (System Control) ที่ชัดเจน 

 

64.5% มองว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เช่น การตรวจอายุผู้ซื้อและการควบคุมเมาแล้วขับ จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่าการห้ามขายตามเวลา และ 91.8% เห็นว่าหากรัฐเข้มงวดเรื่องการตรวจอายุคนซื้อ การควบคุมเมาแล้วขับ และบทลงโทษที่ชัดเจน ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งมาตรการห้ามขายช่วงบ่ายอีกต่อไป และกว่า 86% ยอมรับให้ปลดล็อกถาวรได้หากมีการกำกับดูแลที่เหมาะสมที่สำคัญคือ สังคมไม่ได้เรียกร้องให้ออกกฎหมายใหม่ แต่ต้องการให้บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วให้ได้จริง อย่างต่อเนื่อง และเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่

 

รายงานฉบับนี้ยังได้เสนอให้ภาครัฐเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้สม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างความรับผิดชอบร่วมระหว่างร้านค้า ผู้บริโภค และภาครัฐ

 

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อจำกัด 17.00 น. ยังสร้างความสับสนให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คุ้นเคยกับบรรทัดฐานสากล ประเทศท่องเที่ยวชั้นนำส่วนใหญ่ไม่มีข้อจำกัดลักษณะนี้ และสำหรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่งเดินทางมาถึง การถูกปฏิเสธการสั่งเครื่องดื่มในช่วงบ่ายโดยไม่เข้าใจเหตุผล คือต้นทุนแฝงที่บั่นทอนประสบการณ์และภาพลักษณ์ประเทศ

 

นี่ไม่ใช่การผ่อนให้ดื่มมากขึ้น ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่คือการปฏิรูปกติกาที่ล้าสมัยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

 

คำถามคือ ไทยพร้อมหรือยังที่จะปฏิรูปกติกานี้? จากผลสำรวจ Super Poll ประชาชนกว่า 81.1% สนับสนุนการปลดล็อกถาวร และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 86% เมื่อมีมาตรการกำกับที่เหมาะสม

 

ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องรื้อถอนอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางสมรภูมิการท่องเที่ยวโลกที่ไทยกำลังฟื้นตัวช้ากว่าคู่แข่ง การยกเลิกข้อจำกัดเวลาห้ามขายแอลกอฮอล์ภายใต้การกำกับดูแลเชิงระบบและการบังคับใช้กฎหมาย จะทลายคอขวดทางเศรษฐกิจที่เคยปิดกั้นโอกาส ลดภาวะ Lost Demand ในหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ความเป็นสากลให้การท่องเที่ยวและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้พร้อมรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกมากขึ้น

 

อ้างอิง

The post เสียงสะท้อนคนไทย 91.8% หนุนรื้อกติกาแอลกอฮอล์ ชู ‘คุมกฎหมาย’ แทน ‘คุมเวลา’ ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวสู่มาตรฐานโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราชกิจจาฯ ประกาศกฎใหม่ กำหนด 3 บททดสอบให้ร้านค้าเช็กอาการ ‘มึนเมา’ ก่อนขาย https://thestandard.co/alcohol-test-rules-sellers/ Sat, 28 Mar 2026 08:29:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1192337 ภาพประกอบการตรวจสอบอาการมึนเมาตามกฎใหม่ 3 บททดสอบ

​วันนี้ (28 มีนาคม) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ปร […]

The post ราชกิจจาฯ ประกาศกฎใหม่ กำหนด 3 บททดสอบให้ร้านค้าเช็กอาการ ‘มึนเมา’ ก่อนขาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการตรวจสอบอาการมึนเมาตามกฎใหม่ 3 บททดสอบ

​วันนี้ (28 มีนาคม) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกรมควบคุมโรค เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบอาการมึนเมา พ.ศ. 2569 เพื่อกำหนดมาตรฐานให้ผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใช้ในการตรวจสอบอาการมึนเมาของบุคคลเท่าที่จำเป็นและสมควร โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2568)

 

ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

ประกาศระบุว่า บุคคลที่มีอาการมึนเมาคือผู้ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้:

  • มีการบกพร่องในการควบคุมการทรงตัวและการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน (เช่น เดินเซ ยืนลำบาก) หรือมีพฤติกรรม/วาจาที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเอง ผู้อื่น หรือรบกวนความสงบ 
  • มีกลิ่นแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย ร่วมกับอาการทางกายภาพ เช่น ตาแดงก่ำ ตากระตุก เดินไม่ตรงทาง หรือมือสั่น 
  • มีอาการทางวาจาและพฤติกรรม เช่น พูดอ้อแอ้ วกวน อารมณ์แปรปรวน ก้าวร้าว ลวนลาม ข่มขู่ หรือสติสัมปชัญญะถดถอย (สับสน ง่วงซึม)

 

วิธีการตรวจสอบอาการมึนเมา 3 รูปแบบ

 

  • การแตะจมูกตัวเอง: ให้หลับตา ยื่นแขนไปข้างหน้า แล้วงอศอกนำนิ้วมาแตะปลายจมูก หากพลาดเป้าเกิน 1 ซม. หรือมือสั่นชัดเจน ถือว่ามึนเมา
  • การเดินต่อเท้า: ให้เดินส้นเท้าชิดปลายเท้าเป็นเส้นตรง 10 ก้าว หันตัว แล้วเดินกลับอีก 10 ก้าว หากทำไม่ได้ เดินเซ กางแขนพยุงตัว หรือหยุดเดินก่อนกำหนด (พบความผิดปกติ 2 ครั้งขึ้นไป) ถือว่ามึนเมา
  • การยืนขาเดียวและนับเลข: ให้ยืนตัวตรง ยกขาข้างหนึ่งขึ้น 15 ซม. แล้วนับเลข (1001, 1002…) จนครบ 30 วินาที หากวางเท้าลงก่อน กางแขนพยุง ตัวเซ หรือเขย่งเท้า (พบความผิดปกติ 2 ครั้งขึ้นไป) ถือว่ามึนเมา

 

รายละเอียดเพิ่มเติม ›

The post ราชกิจจาฯ ประกาศกฎใหม่ กำหนด 3 บททดสอบให้ร้านค้าเช็กอาการ ‘มึนเมา’ ก่อนขาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดื่มอย่างไรไม่ให้โดนขโมย ‘Deep Sleep’ เมื่อการดื่ม (อาจไม่) เท่ากับการนอนพัง https://thestandard.co/life/save-deep-sleep/ Fri, 20 Feb 2026 08:57:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1180411 ภาพผู้คนกำลังสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามค่ำคืน แต่ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพการนอนหลับ

เผลอแปบๆ วันศุกร์อีกแล้ว และเย็นวันศุกร์มักมาคู่กับการด […]

The post ดื่มอย่างไรไม่ให้โดนขโมย ‘Deep Sleep’ เมื่อการดื่ม (อาจไม่) เท่ากับการนอนพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนกำลังสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามค่ำคืน แต่ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพการนอนหลับ

เผลอแปบๆ วันศุกร์อีกแล้ว และเย็นวันศุกร์มักมาคู่กับการดื่ม!

 

ในยุคที่ผู้คนหันมาดูแลตัวเอง เราต่างรู้ดีกว่าแอลกอฮอล์เป็นศัตรูตัวฉกาจของการนอนหลับ แต่เราชาว LIFE ผู้เชื่อว่าสุขภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตต้องเคร่งครัดแบบไม้บรรทัด เพราะความสนุกเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลใจ คำถามคือ ถ้าคืนนี้อยากออกไปปาร์ตี้ อยากไปดื่มไปดริงก์กับเพื่อนฝูง เราจะดื่มอย่างไรไม่ให้ ‘การนอน’ ของเราพังไม่ท่า

 

จริงๆ แล้วหลายคนมีประสบการณ์เหมือนกัน คือ แม้จะดื่มเล็กน้อย แต่เช้าวันถัดมากลับตื่นมาไม่สดชื่น ตอนกลางคืนก็หลับๆ ตื่นๆ หรือฝันแปลกๆ ทั้งคืน หรือบางคนนอนนานแต่กลับรู้สึกเหมือนไม่ได้พักจริงๆ ทั้งที่เมื่อคืนดูเหมือนจะหลับเร็วกว่าเดิมด้วยซ้ำ

 

ความจริงคือ แอลกอฮอล์อาจช่วยให้เราง่วงและหลับง่ายขึ้นในช่วงแรก แต่กลับเป็นตัวรบกวน ‘คุณภาพการนอนหลับ’ ในช่วงสำคัญที่สุดของคืน โดยเฉพาะช่วงหลับลึก (Deep Sleep) และช่วง REM Sleep ซึ่งเป็นเวลาที่ร่างกายฟื้นฟูตัวเอง และสมองจัดการความทรงจำรวมถึงอารมณ์

 

ข่าวดีคือ ถ้าเรารู้จังหวะและวิธีดื่มให้เหมาะ ก็สามารถลดผลกระทบต่อการนอนได้มากกว่าที่คิด

 

ภาพผู้คนกำลังสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามค่ำคืน แต่ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพการนอนหลับ 1

 

ทำไมแอลกอฮอล์ถึงทำให้หลับไม่ลึก?

 

เวลาที่เราดื่มร่างกายจะเข้าสู่โหมด ‘กำจัดแอลกอฮอล์’ ทันที เพราะมันถูกมองว่าเป็นสารที่ต้องรีบจัดการ ส่งผลให้ร่างกายยังคงทำงานอยู่ในช่วงที่ควรพัก

 

ผลที่มักเกิดขึ้นคือ

 

  • ช่วงแรกอาจหลับเร็วขึ้น (เหมือนหลับง่าย)
  • แต่ช่วงครึ่งหลังของคืนมักตื่นง่ายขึ้น
  • ช่วงหลับลึก (Deep Sleep) มีแนวโน้มถูกรบกวน
  • REM Sleep มักถูกกดในช่วงแรก และบางคนอาจฝันชัดหรือฝันเยอะหลังฤทธิ์หมด
  • ตื่นกลางดึกง่ายขึ้น หัวใจเต้นแรงขึ้น เหงื่อออกมากขึ้น

 

หลายคนจึงรู้สึกว่า ‘หลับครบชั่วโมง แต่เหมือนไม่ได้พัก’

 

ภาพผู้คนกำลังสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามค่ำคืน แต่ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพการนอนหลับ 2

 

แล้วถ้าอยากดื่ม แต่ไม่อยากทำร้ายการนอน ควรทำอย่างไร?

 

1. ดื่มให้เร็วขึ้น ไม่ใช่ดื่มให้น้อยลงอย่างเดียว

 

หลายคนเข้าใจว่าปัญหาอยู่ที่ ‘ปริมาณ’ อย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว ‘เวลา’ สำคัญพอๆ กัน เพราะร่างกายต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากระบบ ถ้าเราดื่มชิดเวลานอนมากเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งรบกวนการนอนมากเท่านั้น

 

ทริกง่ายๆ คือ พยายามหยุดดื่มก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายมีเวลาปิดจ็อบก่อนถึงเวลาหลับจริง ฉะนั้น ถ้าเรารู้ว่าจะนอนเที่ยงคืน ก็ควรจบการดื่มประมาณ 20.30-21.00 น. เป็นอย่างน้อย

 

2. เลือก ‘ปริมาณที่พอดี’ แทนการดื่มจนเมา

 

แอลกอฮอล์ยิ่งมาก ยิ่งมีแนวโน้มรบกวน Deep Sleep และ REM Sleep มากขึ้น โดยทั่วไป บางคนดื่ม 1 ดริงก์อาจแทบไม่รู้สึกถึงผลกระทบมากนัก แต่เมื่อเพิ่มเป็น 2–3 ดริงก์ขึ้นไป คุณภาพการนอนมักเริ่มตกลงแบบรู้สึกได้ แนวคิดคือ ดื่มพอสนุก กรึ่มเล็กๆ พอ อย่าไต่ไปถึงจุดเมาหนัก เพราะยิ่งเมาหนัก ร่างกายก็ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้น แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปพักกัน

 

ภาพผู้คนกำลังสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามค่ำคืน แต่ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพการนอนหลับ 3

 

3. เลี่ยงเครื่องดื่มที่ทำให้หลับยากกว่าเดิม

 

ไม่ใช่แอลกอฮอล์ทุกแบบส่งผลเท่ากัน แน่นอนว่าแอลกอฮอล์นั้นว่าร้ายแล้ว แต่ถ้ามีลูกสมุนอื่นที่รบกวนการนอนมากขึ้นยิ่งไปกันใหญ่ เช่น ค็อกเทลหวานจัด น้ำตาลสูง ทำให้ตื่นง่าย, เครื่องดื่มผสมคาเฟอีนอย่าง Espresso Martini ที่อาจทำให้หลับยากขึ้นไปอีก หรือลักษณะการดื่มหนักแบบรวดเร็ว จะส่งผลให้หัวใจทำงานหนักเต้นแรงตอนดึก ถ้าเลือกได้ เราแนะนำให้ดื่มเบาๆ เช่น Low-ABV Cocktail หรือไวน์แก้วเดียว มักเป็นมิตรกับการนอนมากกว่า

 

4. กินอะไรเล็กน้อยก่อนดื่ม ไม่ดื่มตอนท้องว่าง

 

การดื่มตอนท้องว่างทำให้แอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสเลือดเร็ว ผลคือ เมาเร็ว หลับเร็ว แต่หลับไม่ดี การกินอะไรรองท้องก่อนดื่ม จะช่วยชะลอแอลกอลฮอล์เข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งอาหารที่ช่วยได้ ก็อย่างเช่น โปรตีนเบาๆ ไขมันดีเล็กน้อย หรืออาหารไม่เผ็ดจัด และอย่ากินจนแน่นท้องเกินไป เพราะแทนที่จะชวนให้ร่างกายจัดระเบียบแอลกอฮอล์ได้ดีขึ้น กลับทำให้ร่างกายทำงานหนัก รบกวนการนอนยิ่งกว่าเดิม

 

5. ดื่มน้ำสลับไปด้วย

 

นี่ไม่ใช่แค่คำปลอบใจ แต่เป็นวิธีที่ช่วยร่างกายที่ง่ายและได้ผลที่สุด แอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายขาดน้ำ และความขาดน้ำนี่เองที่ทำให้ตื่นมาเพลีย ปากแห้ง ปวดหัว ทริกง่ายๆ คือ แอลกอฮอล์ 1 แก้ว = น้ำ 1 แก้ว ช่วยให้หลับต่อได้ดีขึ้น และลดการตื่นกลางคืน

 

ภาพผู้คนกำลังสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามค่ำคืน แต่ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพการนอนหลับ 4

 

6. คืนนี้ดื่มแล้ว…เช้าวันรุ่งขึ้นแก้เกมอย่างไรดี?

 

ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ลองช่วยร่างกายแบบนี้

 

  • รับแสงแดดตอนเช้าเพื่อรีเซ็ตนาฬิกาชีวภาพ
  • ดื่มน้ำมากขึ้น
  • งีบสั้นไม่เกิน 20 นาที
  • คืนถัดไปนอนให้พอ อย่าดื่มซ้ำติดกันหลายวัน

 

การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำแน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อร่างกาย แต่ถ้าวันใดที่คุณอยากปาร์ตี้กับเพื่อน อยากออกไปดริงก์ที่ไม่กวนสุขภาพมากนัก ลองเอาวิธีการนี้ไปใช้ดู เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ เวลา ปริมาณ และความตั้งใจ ถ้าเรารู้จังหวะ รู้ขีดจำกัด และเลือกดูแลตัวเองระหว่างทางได้ คืนที่อยากชนแก้ว กับเช้าที่อยากตื่นมาสดใส…ก็อาจไปด้วยกันได้เหมือนกัน

 

ภาพ: Shutterstock, พรวลี จ้วงพุฒซา

The post ดื่มอย่างไรไม่ให้โดนขโมย ‘Deep Sleep’ เมื่อการดื่ม (อาจไม่) เท่ากับการนอนพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ.-สวรส. กางผลวิจัย 2 เดือนแรกปลดล็อกเวลาขายสุรา พบร้านอาหารยอดพุ่ง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังทรงตัว https://thestandard.co/alcohol-sales-research-economy/ Fri, 20 Feb 2026 08:17:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1180396 การแถลงข่าวผลวิจัยการปลดล็อกเวลาขายสุรา โดย สธ. และ สวรส.

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสถาบันวิ […]

The post สธ.-สวรส. กางผลวิจัย 2 เดือนแรกปลดล็อกเวลาขายสุรา พบร้านอาหารยอดพุ่ง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังทรงตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
การแถลงข่าวผลวิจัยการปลดล็อกเวลาขายสุรา โดย สธ. และ สวรส.

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) แถลงความคืบหน้าการติดตามประเมินผลมาตรการยกเลิกเวลาห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 14.00–17.00 น. หลังดำเนินการทดลองมาแล้วกว่า 60 วัน พบข้อมูลเบื้องต้นเยาวชนตกเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ทางการค้า พร้อมเตรียมสังเคราะห์ข้อมูลรอบด้านเสนอคณะกรรมการนโยบายฯ ตัดสินใจหลังครบกำหนด 180 วัน

 

สืบเนื่องจากที่รัฐบาลได้มีนโยบายปลดล็อกช่วงเวลาห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (14.00-17.00 น.) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เป็นระยะเวลาทดลอง 180 วัน เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวได้นำมาสู่ข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในประเด็นผลกระทบด้านสุขภาพและความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งผลสำรวจจากศูนย์วิจัยปัญหาสุราฯ พบว่าประชาชนกว่าร้อยละ 82.8 ยังคงมีความกังวลในประเด็นอุบัติเหตุ

 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้เป็นประธานในการประชุมคณะทำงานติดตามและประเมินผลกระทบฯ ครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามความคืบหน้างานวิจัยจากมูลนิธิเพื่อการประเมินนโยบายและเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (HITAP) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สวรส. ในการรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย

 

ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. เปิดเผยผลวิเคราะห์เบื้องต้น (75 วันแรก) พบประเด็นสำคัญดังนี้:

 

  • ด้านเศรษฐกิจ: รายได้รวมจากการท่องเที่ยวในบางพื้นที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แต่พบว่ายอดขายของผู้ประกอบการร้านอาหารบางกลุ่มมีการปรับตัวดีขึ้น
  • ด้านสังคมและสุขภาพ: แม้อัตราการดื่มแล้วขับในภาพรวมยังไม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีฐาน แต่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาพบความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงกว่าช่วงปกติถึง 4-5 เท่า
  • กลุ่มเสี่ยง: มีข้อสังเกตว่ากลุ่มเยาวชนกลายเป็นเป้าหมายใหม่ทางการตลาดของผู้ขายในช่วงเวลาที่มีการปลดล็อก

 

 

เพื่อให้การตัดสินใจภายหลังครบกำหนด 180 วันเป็นไปอย่างรอบด้าน คณะทำงานฯ ได้เตรียมประสานข้อมูลเชิงลึกจากหน่วยงานหลัก อาทิ:

 

  • ข้อมูลสุขภาพ: ระบบ RTIDC และ HDC (อุบัติเหตุและห้องฉุกเฉิน) และค่ารักษาพยาบาลจาก สปสช.
  • ข้อมูลสังคม: สถิติคดีเมาแล้วขับและอาชญากรรมจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเรื่องร้องเรียนจากกรมการปกครอง
  • ข้อมูลเศรษฐกิจ: รายได้จากการท่องเที่ยวและข้อมูลภาษีจากกรมสรรพสามิตและกรมสรรพากร

 

 

นอกจากนี้ คณะทำงานฯ ยังเสนอให้มีการติดตามสื่อ (Media Monitoring) เพื่อวิเคราะห์กระแสสังคมควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder Analysis) ทุกกลุ่ม

 

รองผู้อำนวยการ สวรส. เน้นย้ำว่า การวิจัยครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเป้าเพียงเพื่อคัดค้านหรือสนับสนุน แต่เพื่อหาทางเลือกเชิงนโยบาย ที่เหมาะสม หากจะมีการขยายเวลาเป็นการถาวร จะต้องมีมาตรการกำกับดูแลเพิ่มเติมเพื่อลดผลกระทบทางสังคมและสุขภาพควบคู่กันไป โดย สวรส. จะดำเนินการกำกับและประเมินผลอย่างต่อเนื่องทุกเดือน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่สมดุลที่สุดระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยของประชาชน

The post สธ.-สวรส. กางผลวิจัย 2 เดือนแรกปลดล็อกเวลาขายสุรา พบร้านอาหารยอดพุ่ง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังทรงตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ผบ.ตร.กำชับ ตร. ดูแลความปลอดภัยการเลือกตั้ง เตือน 6 โมงเย็นวันนี้งดขายเหล้าเบียร์-จัดเลี้ยง ฝ่าฝืนจำคุก 6 เดือน https://thestandard.co/election-police-alcohol-ban/ Sat, 07 Feb 2026 05:04:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1175021 ตำรวจดูแลความปลอดภัยการเลือกตั้ง พร้อมป้ายเตือนงดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

วันนี้ (7 กุมภาพันธ์) พล.ต.ท. ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ผบ.ตร.กำชับ ตร. ดูแลความปลอดภัยการเลือกตั้ง เตือน 6 โมงเย็นวันนี้งดขายเหล้าเบียร์-จัดเลี้ยง ฝ่าฝืนจำคุก 6 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจดูแลความปลอดภัยการเลือกตั้ง พร้อมป้ายเตือนงดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

วันนี้ (7 กุมภาพันธ์) พล.ต.ท. ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร้องขอ หรือจนเสร็จสิ้นการนับคะแนน ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจที่สำคัญตามกลไกของระบอบประชาธิปไตย พร้อมกำชับตำรวจทุกนายวางตัวเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด ระมัดระวังการกระทำที่ส่อไปทางกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

 

ทั้งนี้ ในวันเลือกตั้งตำรวจมีภารกิจในการรักษาความปลอดภัยหน่วยเลือกตั้ง และดูแลรักษาความปลอดภัยในภาพรวม ตลอดจนอำนวยความสะดวกการจราจร ผบ.ตร. กำชับให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมการปฏิบัติงานของชุดเคลื่อนที่เร็วระดับสถานีตำรวจ และระดับจังหวัด ให้มีความพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติกรณีเกิดเหตุการณ์ ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติงานจะต้องศึกษาทำความเข้าใจกฎหมายเลือกตั้งให้ชัดเจน และปฏิบัติหน้าที่ตามแผนรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (พิทักษ์เลือกตั้ง/66) โดยเคร่งครัด

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

พล.ต.ท. ชัยต์พจน กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์เตือนพี่น้องประชาชน ห้ามขาย จ่ายแจก จัดเลี้ยง สุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันนี้ (7 กุมภาพันธ์) ถึงเวลา 18.00 น. ของวันพรุ่งนี้ (8 กุมภาพันธ์) หากฝ่าฝืนอาจมีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

นอกจากนี้ รองโฆษก ตร. ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทำความเข้าใจสิทธิหน้าที่ในการลงคะแนนเลือกตั้ง รวมทั้งสิ่งที่ไม่ควรกระทำเนื่องจากอาจเป็นการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้งได้ โดยพี่น้องประชาชนสามารถดูรายละเอียดดังกล่าวได้ในแอปพลิเคชัน Police Care ฟีเจอร์ข่าวและอัปเดต คลิกที่ความรู้กฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งจะมีการประชาสัมพันธ์ที่เข้าใจง่าย และครอบคลุม โดยดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ Android ผ่าน Play Store และ ios ผ่าน App Store

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ผบ.ตร.กำชับ ตร. ดูแลความปลอดภัยการเลือกตั้ง เตือน 6 โมงเย็นวันนี้งดขายเหล้าเบียร์-จัดเลี้ยง ฝ่าฝืนจำคุก 6 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Khaoya Archive บาร์ค็อกเทลรสชาติไทย ที่ใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน https://thestandard.co/life/khaoya-archive/ Sun, 01 Feb 2026 02:15:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1171943 ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย

เมื่อการดื่มไม่ได้หมายถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่าง […]

The post Khaoya Archive บาร์ค็อกเทลรสชาติไทย ที่ใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย

เมื่อการดื่มไม่ได้หมายถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการออกเดินทางผ่านรสชาติ บาร์ Khaoya Archive จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะแผนที่ของประเทศไทย ที่บันทึกเรื่องราวของผืนดิน ผู้คน และวัฒนธรรมอาหารไทย ผ่านค็อกเทลที่ทำจากวัตถุดิบในบ้านเรา

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 1

 

ชื่อ Khaoya (ข้าวยา) มาจากคำล้อเสียงจากสำนวน ‘เหล้ายา ปลาปิ้ง’ ที่สะท้อนภาพความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทย มีทั้งพืชผัก สมุนไพร และวัตถุดิบซึ่งเป็นทั้งอาหารและยา บาร์จึงเลือกหยิบสิ่งเหล่านี้มาเล่าใหม่ ไม่ว่าจะเป็น มะระขี้นก ผักคราดหัวแหวน ใบมะกรูด ข้าวเม่า เมล็ดพืช และผลไม้พื้นถิ่น เพื่อแสดงให้เห็นถึงรสชาติวัตถุดิบของไทยให้ชัดขึ้นในสายตาของคนไทยและต่างชาติ

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 2

 

แนวคิดของบาร์นี้คือการเปรียบบาร์เสมือนคลังความทรงจำ ที่บันทึกรสชาติผ่านฤดูกาล บางอย่างที่เราคุ้นเคย บางอย่างแปลกใหม่สำหรับเรา ค็อกเทลทุกแก้วก็เหมือนชวนย้อนกลับไปสำรวจบ้านเกิดของคนไทย ทั้งวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนที่อยู่เบื้องหลังวัตถุดิบเหล่านั้น

 

The Vibe

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 3

 

Khaoya Archive ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของ No Bar Wine Bar พื้นที่ที่เคยเล่าเรื่องโลกผ่านไวน์ วันนี้เปิดพื้นที่ใหม่ ให้ค็อกเทลพาเราเดินทางกลับบ้านผ่านรสชาติ

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 4

 

ตัวร้านยังคงโครงสร้างเดิมของอาคารไว้ พื้นปูนเปลือย ผนังเรียบ และบรรยากาศที่อบอุ่น เสริมด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้และของตกแต่งชิ้นเล็กๆ ตั้งแต่งานศิลปะ ไปจนถึงรายละเอียดจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนตัวตนของร้านไว้ชัดเจน ทำให้บรรยากาศเป็นกันเอง เหมือนห้องรับแขกที่ชวนให้นั่งฟังเรื่องเล่า ก่อนจะค่อยๆ เปิดคลังความทรงจำ ผ่านแต่ละแก้วที่ถูกยกมาเสิร์ฟ

 

The Drink

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 5

 

Khaoya ไม่มีเมนูที่ตายตัว ทุกอย่างหมุนเวียนเหมือนตลาดเช้า วันนี้มีอะไร พรุ่งนี้อาจจะเปลี่ยน การสั่งเครื่องดื่มที่นี่เหมือนการไปนั่งร้านข้าวต้มที่คัดสรรวัตถุดิบที่ดีในแต่ละวัน

 

เมนูส่วนใหญ่ก็รังสรรค์จากวัตถุดิบไทย ซึ่งบาร์ไม่ได้มองว่านี่เป็นค็อกเทลฟิวชัน แต่คือการแปลภาษาจากครัวไทยไปสู่แก้วค็อกเทลให้ปรากฏขึ้นในรูปแบบที่ดื่มได้ทั้งรูป รส กลิ่น สัมผัส วัฒนธรรม รวมถึงความสนใจของทั้งคนทำและคนดื่ม

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 6

 

‘เขียวเสวย’ Green Mango & Passion Fruit (Gin Fizz) (420 บาท) แก้วนี้กลิ่นมะม่วงชัดตั้งแต่ยกแก้วขึ้นจิบแรก ความทรอปิคัลของมะม่วงทำให้แก้วนี้สดใสและดื่มง่าย ไม่แรง เหมาะกับคนที่อยากเริ่มต้นเบาๆ

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 7

 

‘กระบก & มะปี๊ด’ Wild Almond & Calamansi (White Russian) (400 บาท) กระบกหรืออัลมอนด์ของไทย ถูกเคี่ยวกับนมจนกลายเป็นนมกระบก แล้วผสมกับแยมมะปี๊ดที่กวนไว้ ดื่มแรกให้รสสัมผัสที่ครีมมี่ นัตตี้ แต่เปรี้ยวที่ปลายลิ้น เป็นแก้วที่นุ่ม ละมุน และดื่มสบาย เหมือนดื่มนมก่อนนอน

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 8

 

‘มะเขือเทศ & ผักกาดหิ่น’ Tomato & Mustard Greens (Bloody Mary) (400 บาท) นำมะเขือเทศ 3 สี ทั้งสีเขียว สีเหลือง และสีแดงมาเป็นส่วนประกอบหลัก จิบแรกให้ภาพของน้ำพริกอ่องแบบภาคเหนืออยู่ในปาก เสิร์ฟคู่ใบผักกาดหิ่นมาให้กัดตาม รสซ่าเบาๆ คล้ายวาซาบิ แก้วนี้รู้สึกว่าเหมือนกำลังกินมากกว่าแค่ดื่มเสียอีก

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 9

 

‘มะระขี้นก’ Bitter Melon & Apple (Pisco Sour) (380 บาท) ใช้พิสโกจากองุ่นเป็นเบส ปั่นมะระขี้นกกับแอปเปิ้ลเขียวเพื่อลดความขม จิบแรกให้ความเปรี้ยวสดใสคล้ายนมเปรี้ยว ก่อนจะทิ้งรสขมปลายลิ้น เราว่าเป็นแก้วที่เล่นกับความคาดไม่ถึงได้อย่างสนุกจริงๆ

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 10

 

‘ข้าวเม่า & ยี่หร่า’ Flattened Rice & Shrubby Basil (Gin & Tonic) (350 บาท) นำข้าวเม่าที่คั่วไปอินฟิวส์กับจิน ยี่หร่าและคราฟต์โทนิก ให้รสคล้ายชาข้าวนุ่มๆ ที่มีความเผ็ดเบาๆ ที่ปลายลิ้น เป็นแก้วที่ดื่มง่ายแต่มีเลเยอร์ของกลิ่นและรสชาติของยี่หร่า

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 11

 

‘น้ำผึ้งชันโรง’ Stingless Bee Honey (Penicillin) (420 บาท) ใช้ Blended Malt Scotch Whisky เป็นเบสหลัก เติมความเปรี้ยวจากใบมะขามอ่อน และความเผ็ดจากขิงดอง ก่อนบาลานซ์ด้วยน้ำผึ้งชันโรงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เปรี้ยวธรรมชาติ ให้กลิ่นและรสคล้ายสับปะรด จบด้วยการสเปรย์ Islay Single Malt Whisky เพิ่มกลิ่นสโมกกี้บางๆ ช่วยตัดเลี่ยนและเพิ่มมิติให้แก้วนี้ลึกขึ้นอย่างนุ่มนวล

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 12

 

นอกจากนี้ยังเมนูที่แนะนำคนชอบดื่มแบบแรงๆ อย่าง ‘ผักชีใบเลื่อย’ Culantro (Kingston Negroni) (420 บาท) ‘ขนุน & สะเดา’ Jackfruit & Margosa (Dry Martini) (420 บาท) ขนุนถูกอินฟิวส์กับวอดก้า เพื่อเพิ่มความหอมหวานแบบทรอปิคอล แต่ให้รสขมปลายลิ้น

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 13

 

และตัวที่แรงที่สุด ‘โอเลี้ยง’ Oliang Coffee (Rum Old-Fashioned) (380 บาท) ใส่โอเลี้ยงจากกาแฟอาราบิก้าคั่ว ถูกอินฟิวส์กับรัมและข้าวโพด เพิ่มมิติความหวานและกลิ่นคั่วไหม้ ดื่มแล้วให้ความรู้สึกเข้ม ลึก และอบอุ่น เหมาะกับการปิดค่ำคืน

 

Behind the Archive

 

พาร์ทครีเอทีฟดูแลโดย ‘ณัฐ-ณัฐชนน วะนา’ และ ‘อาย-พรชนก ดิบดี’ ณัฐ ผู้อยู่ในวงการนักเขียนและแวดวงภาพยนตร์ ที่สนใจความทรงจำของผู้คน ขณะที่ อายชื่นชอบด้านแฟชั่นและงานดีไซน์ สนใจวัสดุ งานไม้ และภูมิปัญญาชาวบ้าน จนทำให้บาร์นี้เกิดความสมบูรณ์แบบ ในแบบฉบับของพวกเขาเอง

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 14ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 15

 

ด้านเมนูเครื่องดื่มดูแลโดย หัวหน้าบาร์เทนเดอร์ที่จบด้านวิจิตรศิลป์ และมีประสบการณ์ในบาร์หลายแห่งในกรุงเทพฯ เติบโตในครอบครัวเชื้อสายเวียดนาม ทำให้คุ้นเคยกับสมุนไพรและวัตถุดิบตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งการใช้ชีวิตในหลายพื้นที่ยิ่งเปิดมุมมองต่อรสชาติท้องถิ่น

 

Good for…

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 16ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 17

 

สำหรับคนที่ไม่ได้มองค็อกเทลเป็นแค่เครื่องดื่ม แต่มองว่ามันเป็นบทสนทนา การเดินทาง และการเรียนรู้ผ่านรสชาติ ถ้าอยากดื่มอะไรที่พาคุณกลับไปหาบ้านเกิด ผู้คน และความทรงจำ เราว่านี่คือบาร์ที่มาแล้วจะเข้าใจว่าคำว่า รสชาติไทยๆ ยังมีอะไรให้ค้นอีกมาก

 

ภาพ: ลักษณา บุญญาปฏิภา

 


 

Khaoya Archive

Address: ชั้น 2 ของร้าน No Bar Wine Bar

Open: เปิดให้บริการทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 19.00-01.00 น.

Contact: Khaoya Archive

Budget: ราคาเริ่มต้น 350 บาท

Map: https://maps.app.goo.gl/5bdjSRF9CnEB6vFM6

 

 

The post Khaoya Archive บาร์ค็อกเทลรสชาติไทย ที่ใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดซิงเกิลมอลต์โต 28% ไทยเบฟชี้เทรนด์ ‘คอไวน์’ เริ่มปันใจซบวิสกี้พรีเมียม พบ ‘PRAKAAN’ เปิดตัว 1 ปี กวาดแชร์ 90% https://thestandard.co/thaibev-prakaan-single-malt-market/ Mon, 26 Jan 2026 07:26:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1169568 ภาพประกอบขวดเหล้าวิสกี้ซิงเกิลมอลต์ PRAKAAN ของไทยเบฟ แสดงถึงการเติบโตและส่วนแบ่งตลาดที่สูง

หลังจากไทยเบฟ ภายใต้การนำของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี […]

The post ตลาดซิงเกิลมอลต์โต 28% ไทยเบฟชี้เทรนด์ ‘คอไวน์’ เริ่มปันใจซบวิสกี้พรีเมียม พบ ‘PRAKAAN’ เปิดตัว 1 ปี กวาดแชร์ 90% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบขวดเหล้าวิสกี้ซิงเกิลมอลต์ PRAKAAN ของไทยเบฟ แสดงถึงการเติบโตและส่วนแบ่งตลาดที่สูง

หลังจากไทยเบฟ ภายใต้การนำของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เปิดตัว ‘PRAKAAN’ (ปราการ) ซิงเกิลมอลต์วิสกี้ระดับพรีเมียมแบรนด์แรกของไทยมาแล้วกว่า 1 ปี พร้อมตั้งโรงงานผลิตในจังหวัดกำแพงเพชร ปัจจุบัน PRAKAAN ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักที่ครองส่วนแบ่งตลาดซิงเกิลมอลต์วิสกี้ในประเทศไทยมากกว่า 90% ท่ามกลางตลาดที่ยังไม่มีคู่แข่งมากนัก

 

โสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ซิงเกิลมอลต์ของ PRAKAAN ในซีรีส์ ตรีบูร ทั้ง 3 รุ่น มีอัตราการเติบโตสูงกว่าภาพรวมของตลาด โดยมียอดขายเติบโตถึง 200% ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ สะท้อนถึงศักยภาพของตลาดซิงเกิลมอลต์ซึ่งถือเป็นเซกเมนต์พรีเมียมสูงสุดของตลาดวิสกี้ และปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยหันมาเลือกดื่มเครื่องดื่มที่มีความพรีเมียม มีเอกลักษณ์ และสะท้อนตัวตนมากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้บริโภควิสกี้พรีเมียมมีลักษณะแตกต่างจากตลาดไวน์ แม้ไวน์จะมีความหลากหลายและต้องอาศัยความรู้เชิงลึก แต่ในช่วงหลังวิสกี้เริ่มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้ดื่มไวน์ โดยเฉพาะผู้ที่มองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ และผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับดีไซน์ที่โดดเด่น เรื่องราว และที่มาของแบรนด์ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อ

 

โดยที่ผ่านมา PRAKAAN สามารถสร้างการรับรู้ในกลุ่ม Single Malt Drinker จากฐานผู้ดื่มประมาณ 1.5 ล้านคน และยังขยายฐานไปสู่กลุ่ม Premium Spirit Drinker ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 9.5 ล้านคนได้อย่างต่อเนื่อง

 

ด้าน ทรงวิทย์ ศรีธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจสุรา ประเทศไทย กล่าวต่อว่า ตลาดซิงเกิลมอลต์วิสกี้ในประเทศไทยในปี 2568 เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 28% สะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความสนใจกับซิงเกิลมอลต์มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่มีกำลังซื้อสูง และคาดว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า ตลาดนี้จะยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับแผนธุรกิจในระยะถัดไป บริษัทจะเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับโอกาสในตลาดซิงเกิลมอลต์วิสกี้ในประเทศไทย ซึ่งยังถือว่าไม่ใหญ่มาก ‘ทรงวิทย์’ มองว่า ด้วยจำนวนประชากรกว่า 65 ล้านคน ประกอบกับสังคมวัยกลางคนที่เพิ่มขึ้นและมีกำลังซื้อมากขึ้น ถือเป็นโอกาสสำคัญในการทำตลาด โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่ง PRAKAAN แทบไม่มีคู่แข่งโดยตรงในตลาดวิสกี้ ขณะที่คู่แข่งส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศมากกว่า

 

นอกจากตลาดในประเทศแล้ว ไทยเบฟยังขยาย PRAKAAN ไปทำตลาดต่างประเทศแล้ว 5 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น, อินเดีย, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี และฝรั่งเศส ซึ่งทุกตลาดมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคค่อนข้างดี และในอนาคตบริษัทเตรียมโฟกัสการขยายตลาดไปยังยุโรปและสหรัฐอเมริกามากขึ้น

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า ปีที่ผ่านมา ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เจอความท้าทายจากหลายปัจจัย แต่มองว่าในปีนี้สถานการณ์เริ่มมีสัญญาณบวกมากขึ้น จากการเลือกตั้งที่จะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาหมุนเวียน ประกอบกับการคาดการณ์สภาพอากาศที่ร้อนยาวนาน รวมถึงการจัดการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกที่มีระยะเวลายาวนานขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทย เนื่องจากฟุตบอลและการบริโภคเครื่องดื่มถือเป็นสิ่งที่เติบโตไปด้วยกัน

 

นอกจากนี้ การเข้ามาของรัฐบาลใหม่ในช่วง 3 เดือนแรก คาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดเครื่องดื่มมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น ขณะเดียวกัน พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ ทั้งในประเด็นเรื่องเวลาและสถานที่จำหน่าย ถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดให้ผู้ประกอบการมีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น และยังเอื้อต่อการสร้างโอกาสทางการตลาด

 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของไทยเบฟ ในปีนี้มองภาพรวมตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทยในเชิงบวก แต่สิ่งสำคัญที่ยังต้องทำต่อไปคือการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อให้สินค้าอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับตลาด

The post ตลาดซิงเกิลมอลต์โต 28% ไทยเบฟชี้เทรนด์ ‘คอไวน์’ เริ่มปันใจซบวิสกี้พรีเมียม พบ ‘PRAKAAN’ เปิดตัว 1 ปี กวาดแชร์ 90% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สายดริงก์-สายหวาน เตรียมจ่ายเพิ่ม? WHO จี้ทั่วโลกขึ้นภาษีเพื่อลดโรค หารายได้เข้ารัฐ https://thestandard.co/life/who-health-tax-policy-3-by-35/ Thu, 15 Jan 2026 01:49:27 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1165408 who-health-tax-policy-3-by-35

เคยสังเกตไหมว่า อะไรที่เฮลตี้มักราคาแพง แต่อะไรที่ทำลาย […]

The post สายดริงก์-สายหวาน เตรียมจ่ายเพิ่ม? WHO จี้ทั่วโลกขึ้นภาษีเพื่อลดโรค หารายได้เข้ารัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
who-health-tax-policy-3-by-35

เคยสังเกตไหมว่า อะไรที่เฮลตี้มักราคาแพง แต่อะไรที่ทำลายสุขภาพอย่างน้ำอัดลม เครื่องดื่มมึนเมา กลับมีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า?

 

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่เป็นเรื่องจริงที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำลังกังวลอย่างหนัก เพราะในขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้น สินค้าเหล่านี้กลับมีราคาถูกลงเมื่อเทียบกับรายได้ และนั่นคือสาเหตุเงียบๆ ที่ทำให้ตัวเลขผู้ป่วยเบาหวาน โรคอ้วน โรคหัวใจ มะเร็ง และอุบัติเหตุ พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก

 

ล่าสุด WHO เลยมีการเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลก ‘เลิกใจดี’ กับสินค้าทำลายสุขภาพ และหันมาเพิ่มภาษีเพื่อช่วยชีวิตคน

 

เมื่อความถูกแลกมาด้วยความเจ็บป่วย

 

รายงานใหม่จาก WHO ชี้ให้เห็นว่าระบบภาษีที่อ่อนแอในหลายประเทศทำให้เครื่องดื่มน้ำตาลสูงและแอลกอฮอล์ยังคงมีราคาถูก สวนทางกับภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่พุ่งสูงขึ้นจากการรักษาโรค 

 

Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO ย้ำชัดว่า “ภาษีสุขภาพคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด” เพราะการขึ้นภาษียาสูบ น้ำหวาน และเหล้า ไม่ใช่แค่การหารายได้เข้ารัฐ แต่เหมือนเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม แล้วนำเงินก้อนนั้นกลับมาพัฒนาระบบแพทย์เพื่อทุกคน

 

นอกจากนี้ข้อมูลจาก WHO พบว่ายังมีช่องว่างทางภาษี ที่ทำให้สินค้าเหล่านี้ยังคงทำกำไรมหาศาลบนความเสี่ยงของผู้บริโภค ได้แก่

 

  • ภาษีน้ำหวานที่ยังไม่ครอบคลุม: แม้ 116 ประเทศจะเก็บภาษีน้ำอัดลม แต่กลับละเลยกับดักน้ำตาลอื่นๆ เช่น น้ำผลไม้ 100%, นมปรุงแต่ง, กาแฟและชาพร้อมดื่ม ซึ่งน้ำตาลสูงไม่แพ้กัน

 

  • ภาษีที่ต่ำเกิน: ค่ากลางภาษี (Median Tax) ของน้ำอัดลมทั่วโลก คิดเป็นเพียง 2% ของราคาขายเท่านั้น ซึ่งน้อยเกินกว่าที่จะทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรม

 

  • แอลกอฮอล์ราคาไม่ขยับ: ในขณะที่สินค้าอื่นขึ้นราคาตามเงินเฟ้อ แต่ตั้งแต่ปี 2022 เหล้าเบียร์ในหลายประเทศราคากลับนิ่งสนิท หรือถูกลงเมื่อเทียบกับค่าแรง แถมไวน์ยังเป็นสินค้าปลอดภาษีใน 25 ประเทศ โดยเฉพาะในโซนยุโรป

 

ภารกิจใหม่ ‘3 by 35’

 

เพื่อแก้เกมนี้ WHO จึงเปิดตัวโครงการริเริ่ม ‘3 by 35 โดยตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2035 รัฐบาลทั่วโลกควรปรับโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มราคาที่แท้จริงของสินค้าอันตราย 3 อย่าง ได้แก่

  1. ยาสูบ
  2. แอลกอฮอล์
  3. เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล

 

เป้าหมายคือทำให้สินค้าเหล่านี้เข้าถึงยากขึ้นตามกาลเวลา เพื่อตัดวงจรการเกิดโรคตั้งแต่ต้นทาง

 

แล้วชาว LIFE ล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับประกาศใหม่ล่าสุดนี้? 

 

อ้างอิง:

The post สายดริงก์-สายหวาน เตรียมจ่ายเพิ่ม? WHO จี้ทั่วโลกขึ้นภาษีเพื่อลดโรค หารายได้เข้ารัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งเปิดทาง ‘หุ้นน้ำเมา’ ขาย IPO ยันไร้กฎห้าม แค่ที่ผ่านมาหวั่นแรงต้าน ชี้โลกเปลี่ยนแล้ว https://thestandard.co/set-booze-stocks-ipo/ Thu, 08 Jan 2026 08:35:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1162835 ตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งเปิดทาง **‘หุ้นน้ำเมา’** ขาย **IPO** ยันไร้กฎห้าม แค่ที่ผ่านมาหวั่นแรงต้าน ชี้โลกเปลี่ยนแล้ว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งดึงธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าจด […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งเปิดทาง ‘หุ้นน้ำเมา’ ขาย IPO ยันไร้กฎห้าม แค่ที่ผ่านมาหวั่นแรงต้าน ชี้โลกเปลี่ยนแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งเปิดทาง **‘หุ้นน้ำเมา’** ขาย **IPO** ยันไร้กฎห้าม แค่ที่ผ่านมาหวั่นแรงต้าน ชี้โลกเปลี่ยนแล้ว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งดึงธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย หวังดันตลาดทุนไทยมีความเป็นสากลและใช้มาตรฐานเดียวกับต่างประเทศ

 

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ถึงกระแสข่าวการปรับแก้เกณฑ์เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถระดมทุนเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ได้ โดยประธาน ตลท. ยืนยันว่า ไม่ต้องแก้เกณฑ์ IPO ปัจจุบัน เนื่องจากไม่ได้มีข้อห้ามทางกฎหมายอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องแก้เกณฑ์ใดๆ เพราะเกณฑ์ปัจจุบันไม่ได้ห้ามธุรกิจกลุ่มนี้

 

ประธาน ตลท. ขยายความว่า หลักเกณฑ์การเข้าตลาดฯ นั้นพิจารณาจากธุรกิจที่ถูกกฎหมายเป็นหลัก ซึ่งธุรกิจสุราและเบียร์นั้นไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการอาจจะไม่กล้าเข้ามาทำ IPO เนื่องจากความกังวลเรื่องกระแสต่อต้านหรือการประท้วงจากภาคสังคม ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีกฎระเบียบที่กีดกันธุรกิจกลุ่มนี้

 

โลกเปลี่ยนแล้ว ถึงเวลาตลาดทุนไทยก้าวสู่มาตรฐานสากล

 

ในประเด็นเรื่องความเหมาะสมและศีลธรรม ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ ให้มุมมองว่า ปัจจุบันบริบทของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 10-20 ปีก่อนที่มีความเคลื่อนไหวทางสังคมที่คัดค้านเรื่องนี้

 

ประธาน ตลท. กล่าว โดยเน้นย้ำว่าเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ตลาดทุนไทยมีความเป็นสากลและใช้มาตรฐานเดียวกับต่างประเทศ การเปิดกว้างให้ธุรกิจกลุ่มนี้สามารถระดมทุนได้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวให้ทันโลก

 

เล็งดึงบิ๊กธุรกิจกลับไทย สร้าง New Supply ให้ตลาด

 

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการดึงกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มรายใหญ่ของประเทศไทยที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ให้เข้ามาจดทะเบียน หรือการทำ Dual Listing เพื่อดึงธุรกิจไทยกลับมาจากต่างประเทศ รวมทั้งบริษัทแอลกอฮอล์ต่างประเทศนั้น

 

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ มองว่าหากมีการเปิดโอกาส ผู้ประกอบการย่อมมีความสนใจ

 

“อยากทำให้มีธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาในตลาดหุ้นไทย ใครที่เคยเข้าไม่ได้ ตอนนี้เข้าได้แล้ว เป็นการส่งสัญญาณเพื่อดึงดูดธุรกิจศักยภาพสูงและกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ หรือ New Economy เข้าสู่ตลาดทุนไทยด้วย” ประธาน ตลท. กล่าว

 

ต้องใช้เวลาเตรียมตัว อาจเห็นความชัดเจนปีหน้า

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับกรอบระยะเวลาที่จะได้เห็นหุ้นกลุ่มนี้เข้าเทรดในตลาดฯ นั้น ประธาน ตลท. ระบุว่าไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ในทันที เพราะขึ้นอยู่กับเอกชนในการยื่นไฟลิ่ง (Filing) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งกระบวนการเตรียมตัวเพื่อทำ IPO ต้องใช้เวลา ทั้งการแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) และการเตรียมความพร้อมองค์กร โดยคาดว่าอาจจะเริ่มเห็นการเตรียมตัวในปีนี้หรือปีหน้า

 

นักวิเคราะห์ชี้ช่วยเพิ่มทางเลือกลงทุน แม้ไม่ใช่ธุรกิจ New Economy

 

ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ มองว่า หากตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดให้ธุรกิจผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาจดทะเบียนในตลาดจริง น่าจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับตลาดได้มากขึ้น เพราะหลายบริษัทเป็นบริษัทที่มีมูลค่าใหญ่มาก

 

การหาธุรกิจเข้ามาจดทะเบียนและระดมทุนผ่านตลาดเป็นหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่แล้ว สำหรับธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผ่านมาอาจจะติดเรื่องการต่อต้านจากประชาชนบางส่วน ที่มองว่าหากธุรกิจประเภทนี้เข้ามาระดมทุน อาจทำให้ประชาชนบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น

 

“การมีธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาระดมทุนในตลาดจะช่วยเพิ่มเสน่ห์ แม้ว่าธุรกิจที่ว่านี้อาจจะไม่ได้เป็นธุรกิจเทคโนโลยี หรือธุรกิจในกลุ่ม New Economy แต่ถ้ามีการเติบโต และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ สามารถสร้าง Passive Income ให้กับนักลงทุนได้ ก็จะช่วยให้ผู้ลงทุนมีทางเลือกลงทุนมากขึ้น”

 

ด้าน ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เตรียมปลดล็อกหลักเกณฑ์ให้บริษัทที่ประกอบธุรกิจผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถเข้าจดทะเบียนเสนอขายหุ้น IPO ได้นั้น อาจไม่ได้เป็นผลดีกับภาพลักษณ์ตลาดหุ้นไทยมากนัก เพราะตรงข้ามกับแนวทางของรัฐบาลที่รณรงค์ให้คนลดดื่มแอลกอฮอล์ การเข้ามาจดทะเบียนจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

 

ประกอบกับธุรกิจแอลกอฮอล์ในช่วงหลัง ไม่ได้มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากไม่ใช่ธุรกิจที่เป็นเทรนด์เทคโนโลยีใหม่

 

“ถ้าเอาบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่เข้ามาจดทะเบียน น่าจะช่วยดึงดูดการลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้มากกว่าธุรกิจเหล้า เหมือนกับหุ้น DELTA ซึ่งเป็นบริษัทเดียวที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI ทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นค่อนข้างแรง“

 

ทั้งนี้ สาเหตุที่ ตลท.มีแนวคิดปลดล็อกการเข้า IPO ของธุรกิจแอลกอฮอล์ อาจเล็งเห็นถึงค่าเสียโอกาสเงินลงทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทย เนื่องจากธุรกิจแอลกอฮอล์หันไปจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศ ทำให้เงินปันผลไหลออกไปนอกตลาด การปลดล็อกหลักเกณฑ์ครั้งนี้ อาจช่วยสกัดเม็ดเงินลงทุนให้อยู่ในประเทศ

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งเปิดทาง ‘หุ้นน้ำเมา’ ขาย IPO ยันไร้กฎห้าม แค่ที่ผ่านมาหวั่นแรงต้าน ชี้โลกเปลี่ยนแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร่างกายจะเป็นอย่างไร หากเริ่มทำ ‘Dry January’ https://thestandard.co/life/dry-january-benefits-health-impact-2026/ Mon, 05 Jan 2026 00:00:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1160105 dry-january-benefits-health-impact-2026

ปีใหม่ที่ผ่านมาใครดื่มแบบหนักหน่วงกันบ้าง ไม่จำเป็นต้อง […]

The post ร่างกายจะเป็นอย่างไร หากเริ่มทำ ‘Dry January’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
dry-january-benefits-health-impact-2026

ปีใหม่ที่ผ่านมาใครดื่มแบบหนักหน่วงกันบ้าง ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นเมาแบบหัวราน้ำจนหาทางกลับบ้านไม่ถูก แค่ดื่มแบบต่อเนื่องนานเป็นสัปดาห์ก็ทำให้ร่างกายอ่อนล้าและหมดแรงได้เช่นกัน ช่วงนี้ ‘Dry January’ กำลังมาแรง ชาเลนจ์พักตับ ชวนคนรักการดื่มมาลองงดแอลกอฮอล์ตลอดเดือนมกราคม บางคนบอกว่าแค่เดือนเดียวจะเห็นผลอะไร แต่คุณรู้ไหมว่าร่างกายเราจะดีขึ้นได้หากเริ่มทำ ‘Dry January’

 

Dry January คืออะไร?

 

Dry January คือแคมเปญงดเหล้าที่จัดทำโดยองค์กรการกุศล ‘Alcohol Change UK’ รณรงค์ให้ผู้คนหันมางดดื่มแอลกอฮอล์ตลอดเดือนมกราคม แคมเปญนี้มีขึ้นอย่างเป็นทางและจดทะเบียนครั้งแรกในปี 2014 โดยผู้ร่วมโครงการจะต้องลงชื่อเข้าร่วมในแคมเปญ ซึ่งมีประเทศต่างๆ เข้าร่วมในฐานะพันธมิตรทั้งหมด 8 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นยุโรป แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นประเทศพันธมิตร แต่ชาเลนจ์นี้เราสามารถทำเองได้เลย แค่ตั้งปณิธาน

 

ร่างกายจะเป็นอย่างไร หากเราเริ่มทำ ‘Dry January’

 

เดือนมกราคมมี 31 วัน การงดแอลกอฮอล์หนึ่งเดือนจะว่าน้อยก็น้อย จะว่ามากก็มาก อยู่ที่เอ่ยกับใคร แม้หลายคนจะบอกว่าหนึ่งเดือนไม่สามารถเยียวยาร่างกายได้มากมาย แต่อาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและเป็นจุดเริ่มต้นของการลดระดับการดื่มได้

 

Dr.Gautam Mehta อาจารย์อาวุโสแห่ง UCL สถาบันเพื่อสุขภาพตับและระบบย่อยอาหารแห่งกรุงลอน (The Institute for Liver & Digestive Health) หนึ่งในผู้ร่วมเขียนบทความเกี่ยวกับประโยชน์ของการงดแอลกอฮอล์ กล่าวว่า การงดแอลกอฮอล์เป็นเวลาหนึ่งเดือนในบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรงซึ่งโดยปกติแล้วดื่มในระดับปานกลางถึงสูง จะส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม

 

“การศึกษาพบว่าน้ำหนักลดลงประมาณ 2 กิโลกรัม ความดันโลหิตลดลงประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ และความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานดีขึ้นเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ปัจจัยการเจริญเติบโตของเลือดที่เชื่อมโยงกับมะเร็งบางชนิดก็ลดลงด้วย”

 

ด้าน Dr.Tim Mercer แพทย์ทั่วไปของ NHS ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติแห่งสหราชอาณาจักร ให้ความเห็นว่า “หากคุณดื่มแอลกอฮอล์เป็นจำนวนมากตลอดช่วงวันหยุด คุณอาจมีอาการนอนไม่หลับตั้งแต่ครั้งแรกที่คุณหยุดดื่มช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม เมื่อถึงสัปดาห์ที่สองสิ่งต่างๆ จะเริ่มดูสดใสขึ้น คุณน่าจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับพลังงานและระบบย่อยอาหาร รวมถึงผิวพรรณที่สดใสขึ้นและคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น และเมื่อถึงสัปดาห์ที่สาม คุณจะเริ่มคุ้นเคยกับสิ่งต่างๆ มากขึ้น และร่างกายของคุณก็เริ่มเลิกดื่มแอลกอฮอล์ได้”

 

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านยังระบุว่า แม้การทำ Dry January อาจไม่ได้ทำให้ร่างกายดีขึ้นในระยะยาว หากแต่สามารถช่วยให้คนรักการดื่มหรือดื่มหนักรีเซ็ตความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับแอลกอฮอล์ได้ในปริมาณการดื่มที่พอเหมาะและไม่ทำลายสุขภาพ

 

Dry January คืออะไร Dry January คืออะไร Dry January คืออะไร Dry January คืออะไร Dry January คืออะไร Dry January คืออะไร

 

ภาพ: Westend61 via Getty Image

อ้างอิง:

 

The post ร่างกายจะเป็นอย่างไร หากเริ่มทำ ‘Dry January’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราชกิจจานุเบกษา ปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชม. https://thestandard.co/gazette-lifts-alcohol-sale-ban/ Wed, 03 Dec 2025 01:44:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1150847 ราชกิจจานุเบกษา ปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชม.

วานนี้ (2 ธันวาคม) ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ประกาศคณะกรรม […]

The post ราชกิจจานุเบกษา ปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราชกิจจานุเบกษา ปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชม.

วานนี้ (2 ธันวาคม) ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่องกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2568 ความว่าโดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2568 เพื่อให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 16 (3) และมาตรา 28 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ซึ่งแก้เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ 1 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 2 ให้ยกเลิกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พ.ศ.2568 ลงวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568

 

ข้อ 3 ห้ามผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาอื่น ยกเว้นเป็นการขายตามเวลา ดังต่อไปนี้
(1) ตั้งแต่เวลา 11.00 นาฬิกา ถึงเวลา 14.00 นาฬิกา
(2) ตั้งแต่เวลา 14.00 นาฬิกา ถึงเวลา 17.00 นาฬิกา โดยให้ขายได้เป็นระยะเวลา 180 วันนับแต่วันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ
(3) ตั้งแต่เวลา 17.00 นาฬิกา ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา

 

ให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กรุงเทพมหานครและคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัดประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาตาม (2) แล้วเสนอต่อคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อพิจารณาก่อนครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว

 

ข้อ 4 การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามข้อ 3 ไม่ใช้บังคับแก่การขายในกรณี ดังต่อไปนี้

 

(1) การขายในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ
(2) การขายในสถานบริการซึ่งเป็นไปตามกำหนดเวลาเปิดปิดของสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ
(3) การขายในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม

 

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้ลงนามประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 มีเนื้อหาว่า โดยที่เป็นการสมควรกำหนดข้อยกเว้นและเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสถานที่หรือบริเวณที่จัดบริการเพื่อให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อประโยชน์ในทางการค้า ในเวลาที่ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามมาตรา 28 เพื่อให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 16 (3) และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ 1 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

ข้อ 2 ห้ามผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสถานที่หรือบริเวณที่จัดบริการเพื่อให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อประโยชน์ในทางการค้า ในเวลาที่ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา 28 เว้นแต่ผู้นั้นได้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก่อนเริ่มต้นเวลาห้ามขาย และได้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นต่อเนื่องไปเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง นับแต่เริ่มต้นเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

The post ราชกิจจานุเบกษา ปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
คกก.ควบคุมแอลกอฮอล์ไฟเขียวนั่งดื่มได้ถึงตี 1 ย้ำร้านห้ามขายหลังเที่ยงคืน ทดลอง 6 เดือน ก่อนประเมินผล https://thestandard.co/bars-extend-drinking-1-am/ Thu, 13 Nov 2025 14:16:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1143088 คกก.ควบคุมแอลกอฮอล์ไฟเขียวนั่งดื่มได้ถึงตี 1 ย้ำ ร้านห้ามขายหลังเที่ยงคืน ทดลอง 6 เดือน ก่อนประเมินผล

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล พัฒนา พร้อมพัฒน์ […]

The post คกก.ควบคุมแอลกอฮอล์ไฟเขียวนั่งดื่มได้ถึงตี 1 ย้ำร้านห้ามขายหลังเที่ยงคืน ทดลอง 6 เดือน ก่อนประเมินผล appeared first on THE STANDARD.

]]>
คกก.ควบคุมแอลกอฮอล์ไฟเขียวนั่งดื่มได้ถึงตี 1 ย้ำ ร้านห้ามขายหลังเที่ยงคืน ทดลอง 6 เดือน ก่อนประเมินผล

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ซึ่งใช้เวลาประชุมนาน 3 ชั่วโมง

 

พัฒนากล่าวว่า ที่ประชุมมีมติให้สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. โดยจะทดลองเป็นเวลา 6 เดือน ก่อนจะประเมินผล โดยมอบหมายคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลำดับจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ไปศึกษาและสรุปข้อมูลเสนอให้กรรมการรับทราบต่อไป เพื่อจะประเมินดูว่าแต่ละจังหวัดมีผลบวก หรือลบ หรือมีข้อกังวลกับมาตรการดังกล่าวอย่างไร

 

พัฒนากล่าวว่า ส่วนการนั่งดื่มหลังจากที่ร้านปิดจำหน่ายเวลาเที่ยงคืนนั้นจะไม่สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ แต่ผู้ดื่มสามารถนั่งต่อได้อีก 1 ชั่วโมง โดยกรณีนี้จะไม่กำหนดระยะเวลาประเมินผล ทั้งนี้ที่ประชุมยังรับทราบสถิติสูงสุดในการเกิดอุบัติเหตุ จะเกิดช่วงหลังเวลาเที่ยงคืน

 

ขณะที่พื้นที่ที่กำหนดเป็นโซนนิ่งยังมีการปฏิบัติตามเดิม โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็น 15 วัน ก่อนประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในต้นเดือนธันวาคมนี้ ส่วนกระทรวงมหาดไทย แจ้งว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานบริการ

 

“ที่ประชุมพิจารณาหลายมุมหลายด้านรวมถึงข้อกังวลและข้อเสนอแนะ ยืนยันว่าไม่ได้ละทิ้งกระบวนการทางสาธารณสุข การป้องกันต่างๆ แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบด้านเศรษฐกิจและสังคม ควบคู่กันไปด้วย ต้องทำให้เกิดความสมดุล ระหว่างการรักษาสุขภาพประชาชนและส่งและการส่งเสริมทางเศรษฐกิจ ที่มีผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ภาคธุรกิจที่ต้องดูแลเช่นกัน” พัฒนากล่าว

 

พัฒนากล่าวว่า มาตรการที่ออกมาเราประเมินถึงผลกระทบและอยากให้ภาคธุรกิจได้ร่วมประเมินผลกระทบไปพร้อมกับเรา เพราะจากผลการศึกษาหากเปิดให้ดื่มตี 4 พบว่าสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับเพิ่มขึ้น และช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่คนออกมาทำงานในตอนเช้า

The post คกก.ควบคุมแอลกอฮอล์ไฟเขียวนั่งดื่มได้ถึงตี 1 ย้ำร้านห้ามขายหลังเที่ยงคืน ทดลอง 6 เดือน ก่อนประเมินผล appeared first on THE STANDARD.

]]>
คกก.นโยบายแอลกอฮอล์ จ่อปลดล็อกขายสุราช่วงบ่าย 14.00-17.00 น. หวังกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงเทศกาล มอบ สธ.-ท่องเที่ยว คุยขยายเวลานั่งดื่มหลังเที่ยงคืนให้จบ รับห่วงอุบัติเหตุ https://thestandard.co/unlock-afternoon-alcohol-sales/ Thu, 13 Nov 2025 09:04:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1142966 คกก.นโยบายแอลกอฮอล์ จ่อปลดล็อกขายสุราช่วงบ่าย 14.00-17.00 น. หวังกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงเทศกาล มอบ สธ.-ท่องเที่ยว คุยขยายเวลานั่งดื่มหลังเที่ยงคืนให้จบ รับห่วงอุบัติเหตุ

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 14.30 น. โส […]

The post คกก.นโยบายแอลกอฮอล์ จ่อปลดล็อกขายสุราช่วงบ่าย 14.00-17.00 น. หวังกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงเทศกาล มอบ สธ.-ท่องเที่ยว คุยขยายเวลานั่งดื่มหลังเที่ยงคืนให้จบ รับห่วงอุบัติเหตุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คกก.นโยบายแอลกอฮอล์ จ่อปลดล็อกขายสุราช่วงบ่าย 14.00-17.00 น. หวังกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงเทศกาล มอบ สธ.-ท่องเที่ยว คุยขยายเวลานั่งดื่มหลังเที่ยงคืนให้จบ รับห่วงอุบัติเหตุ

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 14.30 น. โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 กล่าวว่า หลายคนเป็นห่วงเรื่องเทศกาลท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่ และสงกรานต์ หากเราบังคับใช้กฎหมายจะเป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวไม่มาเที่ยวประเทศไทย หรือไม่มีการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ จึงให้นโยบายว่าในช่วงเวลาที่ห้ามจำหน่ายสุรา 14.00-17.00 น. ที่ในอดีตที่ห้ามเพราะไม่อยากให้ข้าราชการไปดื่มสุรา จึงได้กำหนดออกมาว่าห้ามดื่ม ตนจึงบอกไปว่าตอนนี้มันหมดยุคแล้ว ยุคนี้ข้าราชการไม่มีไปดื่มสุราในช่วงบ่าย ฉะนั้น ควรจะยกเลิก

 

ส่วนเรื่องขยายเวลาทางภาคท่องเที่ยวอยากให้ยาวไปถึงเวลา 04.00 น. ส่วนทางกระทรวงสาธารณสุขและแพทย์ระบุว่าไม่ได้ เพราะถ้าไปดูสถิติของการเกิดอุบัติเหตุช่วงเวลา 02.00-03.00 น. จะเกิดจำนวนมาก ตนได้ให้คณะกรรมการฯไปคุยกัน ส่วนเรื่องของสถานประกอบการนั้น ความจริงมีกฎหมายของกระทรวงมหาดไทยอยู่ ซึ่งเป็นสถานประกอบการที่กระทรวงมหาดไทยควบคุมได้ โดยกำหนดไว้ว่าเวลาไหนดื่มได้ เวลาไหนดื่มไม่ได้

 

โสภณ กล่าวต่อว่า ตนได้ให้ข้อสังเกตไปว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งมีข้อห้ามของกระทรวงสาธารณสุขที่ส่งเสริมให้งดการดื่มในช่วงเทศกาลปีใหม่ ตนเห็นว่ามันส่งเสริมได้ แต่อย่าลืมเขาเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาล ฉะนั้น มาตรการใดที่นำไปสู่การปฏิบัติไม่ได้ รัฐอาจจะส่งเสริมได้ แต่ว่าต้องมีแรงจูงใจ ไม่ใช่อยู่ดีๆ มาบอกว่าไม่ให้ดื่ม มันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามีแรงจูงใจถือว่าเหมาะสม อย่างเช่น ชุมชนไหนไม่มีการดื่มสุราจะต้องมีอะไรให้เขา สรุปคือขยายแน่ แต่เวลาให้รอผลการประชุมคณะกรรมการฯก่อน จะ 02.00 น. หรือ 04.00 น. จะมีจุดลงตัวอย่างไร ส่วนเวลา 14.00-17.00 น. ให้ยกเลิก

 

ทั้งนี้ หากคณะกรรมการฯมีมติอย่างใด ไม่ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สามารถออกประกาศสำนักนายกฯได้เลย ซึ่งในประกาศดังกล่าวจะต้องรอฟังความเห็นของประชาชนภายใน 15 วันนับจากวันที่คณะกรรมการฯมีมติ และมีผลบังคับใช้เลย

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า แนวทางใดที่เป็นแนวทางกลางๆ โสภณ กล่าวว่า ได้บอกไปแล้วว่าให้หาจุดกึ่งกลางโดยยึดหลักวิทยาศาสตร์ อย่างเช่น เวลา 01.00 น. เพราะกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า 02.00 น. มีผู้เสียชีวิตจากเมาแล้วขับจำนวนมาก ดังนั้น ขอให้สบายใจได้ว่าขยายแน่ และส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งบรรยากาศที่เราจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้คือ ช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ และตนไม่เห็นด้วยที่จะต้องไปกำหนดเป้าจะต้องไม่ให้มีผู้เสียชีวิตเท่าไร เพราะถ้ากำหนดเท่าไรมันจะไปถึงจุดนั้น ที่สำคัญคือ การบังคับใช้กฎหมาย

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ที่กำหนดโซนให้ดื่มได้ถึง 04.00 น. ยังกำหนดในพื้นที่ท่องเที่ยวหรือไม่ โสภณ กล่าวว่า ยังเหมือนเดิม นอกจากนี้ ตนให้นโยบายเพิ่มเติมคือ โซนนิงของการจำหน่ายสุรากับระยะห่างจากสถานศึกษา ตนให้ไปกำหนดชัดเจนว่าต้องเริ่มนับจากจุดไหนถึงจุดไหน จะเริ่มนับจากรั้ว หรือตัวอาคารเรียน ให้มันชัดเจน และนำไปสู่การปฏิบัติจริงๆ

The post คกก.นโยบายแอลกอฮอล์ จ่อปลดล็อกขายสุราช่วงบ่าย 14.00-17.00 น. หวังกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงเทศกาล มอบ สธ.-ท่องเที่ยว คุยขยายเวลานั่งดื่มหลังเที่ยงคืนให้จบ รับห่วงอุบัติเหตุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ใหม่ ยกเลิกกฎ ‘นั่งดื่มนอกเวลาขาย’ เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาท https://thestandard.co/wealth-in-depth-alcohol-act/ Thu, 13 Nov 2025 01:25:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1142718 ฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ใหม่ ยกเลิก กฎ ‘นั่งดื่มนอกเวลาขาย’ เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาท

จากกรณีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉ […]

The post ฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ใหม่ ยกเลิกกฎ ‘นั่งดื่มนอกเวลาขาย’ เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ใหม่ ยกเลิก กฎ ‘นั่งดื่มนอกเวลาขาย’ เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาท

จากกรณีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568

 

โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับปรุงจากกฎหมายปี 2551

 

โดยสาระสำคัญของกฎหมายฉบับใหม่ คือ ห้ามผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่จัดบริการเพื่อให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาห้ามขาย (ช่วงเวลา 00.00 น.-11.00 น. และช่วง 14.00-17.00 น.) โดยเฉพาะประเด็นห้ามนั่งต่อหลังเที่ยงคืน

 

โดยผู้ฝ่าฝืนมีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท (ทั้งผู้ขาย-ผู้บริโภค)

 

ขณะที่ รายงานข่าวระบุว่า ประเด็นดังกล่าวสร้างความสับสนต่อผู้ประกอบการและกลุ่มนักท่องเที่ยวไม่น้อย แม้กฎหมายใหม่จะมีข้อดี ในการยกระดับการป้องกันเยาวชนและการเมาแล้วขับ ซึ่งภาคธุรกิจพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ข้อกำหนดในเรื่องการคงข้อห้ามขายในช่วงเวลาดังกล่าว และยังเพิ่มมาตรา 32 (ใหม่) ที่ระบุ ‘ห้ามบริโภค’ ในสถานที่ขายในช่วงเวลาห้ามขายดังกล่าวด้วย

 

วันนี้ 12 พ.ย.) กลุ่มเอกชนเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือต่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยมี สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับมอบ

 

สาระสำคัญของหนังสือระบุว่า กลุ่มผู้ประกอบการขอให้รัฐบาลเร่งพิจารณายกเลิกข้อห้าม “นั่งดื่มนอกเวลาขาย”

 

ดังนั้น คณะกรรมการอยู่ระหว่างเร่งแก้ปัญหา โดยเร็วซึ่งคาดว่าจะนัดประชุมได้ในวันที่ 13 พ.ย.นี้ และจะมีแนวทางที่ชัดเจนถึงทางออกของเรื่องดังกล่าวภายในวันที่ 4 ธ.ค.นี้

 

TDRI ชี้ ‘การห้ามขายเวลา 14.00-17 น.’ ไม่ได้ผลตามเป้าหมาย

 

ล่าสุด สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวน การห้ามขายช่วง 14.00-17.00 น. เป็นมาตรการที่บังคับใช้มานานกว่า 50 ปี (ตั้งแต่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ในปี 2515)

 

โดยที่ผ่านมายังไม่มีการประเมินผลกระทบอย่างจริงจัง จนกระทั่งรายงานการศึกษาเชิงลึกโดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)ได้ชี้ชัดว่ามาตรการนี้ไม่บรรลุเป้าหมายด้านสาธารณสุข และอาจสร้างความท้าทายทางเศรษฐกิจ

 

รายงานของ TDRI ซึ่งสำรวจผู้บริโภค 1,370 ราย และผู้ประกอบการ 283 ราย สรุปอย่างชัดเจนว่า “การจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 14.01 – 17.00 น. อาจไม่ได้ผลในการลดการบริโภค เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามที่กฎหมายตั้งใจไว้”

 

ข้อมูลเชิงประจักษ์จาก TDRI ยืนยันว่า

 

  • การบริโภคไม่ลดลง: ปริมาณการบริโภคต่อหัวประชากรยังคงที่ แม้บังคับใช้กฎหมายนี้มานาน
  • การดื่มหนักยังคงเดิม: ปริมาณการบริโภคต่อผู้ดื่มกลับมาอยู่ที่ 26 ลิตรต่อปี ซึ่ง TDRI ระบุว่า “สูงมากผิดปกติ” (5.4 แก้วมาตรฐานต่อวัน)
  • มีการละเมิดสูง: ผู้บริโภค 22% ยืนยันว่ายังสามารถหาซื้อเครื่องดื่มในช่วงเวลาห้ามขายได้ และผู้ประกอบการถึง 39% รายงานว่า พบเห็นการจำหน่ายในช่วงเวลาดังกล่าวในพื้นที่ใกล้เคียง

 

การที่ พ.ร.บ. 2568 ใหม่ เพิ่มการ ‘ห้ามดื่ม’ เข้ามา อาจสร้างความท้าทายเพิ่มเติมต่อผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยข้อมูล TDRI ชี้ว่าการห้ามช่วงบ่าย เป็นเพียงการผลักดันการซื้อขายไปสู่ช่องทางนอกระบบ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษี และผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตาม กฎหมายเสียโอกาสทางธุรกิจ

 

ค้าปลีกและกลุ่มท่องเที่ยว หวั่นกฎหมายใหม่สวนนโยบายรัฐ

 

อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจต่อเนื่อง (ร้านอาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว) ถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดย TDRI ระบุว่า มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึงเกือบ 6 แสนล้านบาทต่อปี และเชื่อมโยงกับสถานประกอบการกว่า 312,000 แห่ง ทั่วประเทศ

 

ฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ใหม่ ยกเลิก กฎ ‘นั่งดื่มนอกเวลาขาย’ เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาท 1

 

ดร. ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมค้าปลีกไทย (TRA) ให้ความเห็นว่า “การปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันจะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการทุกขนาดจากข้อมูล TDRI ที่ชี้ว่ามีการละเมิดสูงอยู่แล้วการปลดล็อกจะช่วยดึงกิจกรรมเศรษฐกิจกลับเข้าระบบ และช่วยให้หน่วยงานรัฐมุ่งเน้นทรัพยากรไปแก้ปัญหาที่แท้จริง เช่น การขายให้เยาวชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจและสังคม”

 

ด้านดำรงค์เกียรติ พินิจการ เลขานุการสมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยว เมืองพัทยา กล่าวเสริมว่า “ข้อจำกัดการห้ามขายในช่วงบ่ายเป็นกฎระเบียบที่ล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับบริบทการท่องเที่ยวปัจจุบัน การปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ รวมถึงการพิจารณาขยายเวลาจำหน่ายให้ถึงตี 2 จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้อย่างมหาศาล ดังที่เห็นจากนโยบายขยายเวลาปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการถึง 20-30% และพนักงานมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน”

 

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจพร้อมร่วมมือกับภาครัฐในการดูแล และป้องกันผลกระทบทางสังคมอย่างเข้มงวด ด้วยมาตรการที่เรามีอยู่แล้ว เช่น การจัดจุดพักคอยสำหรับผู้มีอาการมึนเมา และการส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะ เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับเปลี่ยนนี้จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม

 

TDRI ชี้เป้า ‘แก้ให้ตรงจุด’

 

รายงานของ TDRI ไม่เพียงชี้ว่า การห้ามขาย 14.00-17.00 น. ไม่ได้ผล แต่ยังชี้เป้าว่า ปัญหาที่แท้จริงที่สังคมกำลังเผชิญและภาครัฐควรทุ่มทรัพยากรไปจัดการ คือ

 

  • การขายให้เยาวชน: TDRI พบว่า 30% ของร้านค้ายังคงละเมิดกฎหมายขายให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี
  • การเมาแล้วขับ: อุบัติเหตุ 22% เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ TDRI จึงเสนอให้ยกระดับมาตรการป้องกัน เช่น การใช้ระบบหักคะแนนแบบขั้นบันได
  • อิทธิพลจากโฆษณาต่ำ: TDRI พบว่าเยาวชนได้รับอิทธิพลจาก ‘เพื่อน’ มากถึง 35.5% เทียบกับอิทธิพลจาก ‘โฆษณาออนไลน์’ ที่มีเพียง 1.8% เท่านั้น

 

TABBA วอนรัฐทบทวน ‘กฎหมายใหม่’ สอดรับ ‘นโยบายเศรษฐกิจ’

 

TABBA ย้ำว่า “นานาประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อังกฤษ และเยอรมนี แม้จะไม่มีข้อจำกัดเวลาขายในช่วงบ่าย แต่ก็ประสบความสำเร็จในการจัดการผลกระทบทางสังคมโดยมุ่งเน้นมาตรการที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ รัฐบาลมีทางเลือกที่ชัดเจนในการบริหารนโยบาย คือการบังคับใช้มาตรการที่ข้อมูล”

 

TDRI ชี้ว่า ‘อาจไม่ได้ผล’ และกำลังถูกเพิ่มความเข้มงวดด้วย พ.ร.บ. ใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยว หรือ รัฐบาลสามารถเลือกปรับมาตรการเพื่อสนับสนุนนโยบายหลักของตนเอง โดยใช้อำนาจตาม มาตรา 28 (ใหม่) ใน พ.ร.บ. 2568 ซึ่งให้อำนาจ ‘คณะกรรมการควบคุมฯ’ ในการกำหนดเวลา

 

ภาคธุรกิจจึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชุดใหม่ เร่งพิจารณาข้อมูลของ TDRI และทบทวนการห้ามขายและห้ามบริโภคในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. เพื่อปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจ การฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศจำเป็นต้อง ใช้กฎระเบียบที่ทันสมัยและอิงตามข้อมูลเชิงประจักษ์

 

ฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ใหม่ ยกเลิก กฎ ‘นั่งดื่มนอกเวลาขาย’ เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาท 2

 

เสถียร’ แห่งคาราบาว มองกฎหมายเข้มงวดมากเกินไป

 

ด้าน เสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มคาราบาว แสดงความเห็นว่า พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ฉบับใหม่ ว่า มาตรการนี้เข้มงวดมากเกินไป แต่สุดท้ายก็อยู่ที่การบังคับใช้ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ได้กระทบต่อธุรกิจของคาราบาว เนื่องจากบริษัทจำหน่ายสินค้าตามเวลาที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับบริษัท

 

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ มองว่าข้อกำหนดดังกล่าวอาจสร้างอุปสรรคต่อนโยบายของรัฐบาล

 

สภาอุตฯ ชี้รัฐแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

 

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กฎหมายแอลกอฮอล์ยังมีความทับซ้อน และสร้างความมึนงงอยู่มาก เนื่องจากผู้ออกกฎหมายมีหน้าที่ออกกฎหมาย เพื่อควบคุมการทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ ซึ่งข้อกฎหมายส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องการทำธุรกิจ ทำให้ผู้ที่ถูกบังคับให้ปฏิบัติตามรู้สึกว่ากฎหมายนี้มันมีข้อกำหนดมากเกินไป

 

“เพราะฉะนั้น กกร.หรือสภาอุตสาหกรรม พูดถึงปัญหาซ้ำซาก ก็เพื่อนำไปสู่ทุกภาคส่วน จะต้องเข้ามาแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างแท้จริง กฎหมายแอลกอฮอล์ที่บอกว่างงอาจไม่ได้มึนงงที่แอลกอฮอล์ แต่มึนงงเพราะความทับซ้อน”

 

ฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ใหม่ ยกเลิก กฎ ‘นั่งดื่มนอกเวลาขาย’ เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาท 3

 

‘สมาคมถนนข้าวสาร’ จี้ รัฐทบทวน พ.ร.บ.

 

ด้านสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ พ.ศ. 2568 เป็นการควบคุมที่ไม่สมเหตุสมผล

 

สะท้อนถึงความไม่เข้าใจธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวของรัฐบาล เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว ภาคการท่องเที่ยวยังเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ แต่กลับมีการออกข้อจำกัดที่กดทับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวแทนที่จะส่งเสริม

 

ส่วนกฎหมายที่กำหนดให้ร้านค้าต้องหยุดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และให้นักท่องเที่ยวออกจากร้านภายในเวลาเที่ยงคืน เป็นมาตรการที่ไม่ make sense

 

“แทนที่จะเปิดโอกาสให้ลูกค้านั่งใช้จ่ายต่อเนื่อง กลับจำกัดเวลาและรายได้ของผู้ประกอบการโดยตรง”

 

“แน่นอนว่า ผลกระทบจากข้อจำกัดดังกล่าวเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว เมื่อสถานทูตออสเตรเลียออกคำเตือนให้นักท่องเที่ยวของประเทศตัวเองระมัดระวังเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย”

 

ภาพ: Aanarav Sareen/Getty Images

The post ฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ใหม่ ยกเลิกกฎ ‘นั่งดื่มนอกเวลาขาย’ เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมถนนข้าวสาร ชี้ พ.ร.บ.ห้ามดื่มเหล้าหลังเที่ยงคืน ไร้เหตุผลและทุบซ้ำธุรกิจ แถม 80-90% ของผับ-บาร์ยังไร้ใบอนุญาต เพราะรัฐไม่ออกให้กว่า 20 ปี https://thestandard.co/khaosan-alcohol-ban-hits-bars-license-gap/ Wed, 12 Nov 2025 10:33:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1142557 สมาคมถนนข้าวสาร ชี้ พ.ร.บ.ห้ามดื่มเหล้าหลังเที่ยงคืน ไร้เหตุผลและทุบซ้ำธุรกิจ แถม 80-90% ของผับ-บาร์ยังไร้ใบอนุญาต เพราะรัฐไม่ออกให้กว่า 20 ปี

จากกรณีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉ […]

The post สมาคมถนนข้าวสาร ชี้ พ.ร.บ.ห้ามดื่มเหล้าหลังเที่ยงคืน ไร้เหตุผลและทุบซ้ำธุรกิจ แถม 80-90% ของผับ-บาร์ยังไร้ใบอนุญาต เพราะรัฐไม่ออกให้กว่า 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมถนนข้าวสาร ชี้ พ.ร.บ.ห้ามดื่มเหล้าหลังเที่ยงคืน ไร้เหตุผลและทุบซ้ำธุรกิจ แถม 80-90% ของผับ-บาร์ยังไร้ใบอนุญาต เพราะรัฐไม่ออกให้กว่า 20 ปี

จากกรณีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568

 

โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับปรุงจากกฎหมายปี 2551 โดยสาระสำคัญของกฎหมายฉบับใหม่ คือ ห้ามผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่จัดบริการเพื่อให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาห้ามขาย (ช่วงเวลา 00.00 น.-11.00 น. และช่วง 14.00-17.00 น.)

 

โดยผู้ฝ่าฝืนมีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท (ทั้งผู้ขาย-ผู้บริโภค) ซึ่งประเด็นดังกล่าวสร้างความสับสนต่อผู้ประกอบการและกลุ่มนักท่องเที่ยวอยู่ไม่น้อย

 

สง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ พ.ศ. 2568 เป็นการควบคุมที่ไม่สมเหตุสมผล และสะท้อนถึงความไม่เข้าใจธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวของรัฐบาล เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว ภาคการท่องเที่ยวยังเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ แต่กลับมีการออกข้อจำกัดที่กดทับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวแทนที่จะส่งเสริม

 

“กฎหมายที่กำหนดให้ร้านค้าต้องหยุดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และให้นักท่องเที่ยวออกจากร้านภายในเวลาเที่ยงคืน เป็นมาตรการที่ไม่ Make Sense เพราะแทนที่จะเปิดโอกาสให้ลูกค้านั่งใช้จ่ายต่อเนื่อง กลับจำกัดเวลาและรายได้ของผู้ประกอบการโดยตรง”

 

แน่นอนว่า ผลกระทบจากข้อจำกัดดังกล่าวเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว เมื่อสถานทูตออสเตรเลียออกคำเตือนให้นักท่องเที่ยวของประเทศตัวเอง ระมัดระวังเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย โดยคาดว่าอาจมีสถานทูตของประเทศอื่น เช่น สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ออกคำเตือนในลักษณะเดียวกันตามมา ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในสายตานักเดินทางต่างชาติ

 

ทางฝั่งรัฐบาลจึงควรเตรียมประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับสถานทูตต่างๆ เพื่อป้องกันการออกคำเตือนเพิ่มเติม เพราะหากเกิดการจับกุมหรือปรับนักท่องเที่ยวจริงหลังเที่ยงคืน และเรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านสื่อหรือโซเชียลมีเดีย ซึ่งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศโดยตรง

 

สง่า กล่าวต่อว่า ในวันนี้ (12 พฤศจิกายน 2568) เวลา 10.30 น. ที่ผ่านมา เครือข่ายสมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริการกว่า 8 สมาคม ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนและยกเลิกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะข้อกำหนดเรื่องเวลาจำหน่ายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568

 

ส่วนในจดหมายที่สมาคมฯ ยื่นต่อรัฐบาล มีข้อเสนอหลัก 3 ข้อ ได้แก่

 

  1. ยกเลิกข้อห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00-17.00 น.
  2. ยกเลิกโทษปรับ 10,000 บาท สำหรับร้านค้าที่เปิดเกินเวลาเที่ยงคืน
  3. ขยายเวลาเปิดสถานบริการได้ถึง 01.00 น. เพื่อรองรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยว

 

พร้อมอธิบายว่า กฎหมายเก่าที่ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. ใช้มานานกว่า 50 ปี ตั้งแต่ปี 2515 ซึ่งไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคและรูปแบบธุรกิจในปัจจุบัน ขณะที่ปัญหาใหญ่กว่านั้นคือ ใบอนุญาตสถานบริการไม่เคยมีการออกให้ใหม่มานานกว่า 20-30 ปี ทำให้ผู้ประกอบการที่ต้องการดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย ไม่สามารถขออนุญาตได้

 

ผลลัพธ์คือ ธุรกิจจำนวนมากต้องอยู่ในสภาวะการทำธุรกิจแบบเทา ๆ หรือ กึ่งผิดกฎหมาย โดยประมาณ 80-90% ของร้านอาหาร ผับ และบาร์ ไม่มีใบอนุญาตสถานบริการ เนื่องจากภาครัฐไม่เปิดให้ขอใหม่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องลักลอบเปิด ซึ่งแทนที่รัฐบาลจะส่งเสริมให้ดำเนินกิจการอย่างถูกต้อง

 

ทั้งนี้ ทางฝั่งโฆษกรัฐบาล ระบุว่า จะนำข้อเสนอทั้งหมดเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (13 พ.ย.) เพื่อพิจารณานโยบายต่อไป โดยคาดว่าการดำเนินการอาจแล้วเสร็จก่อนวันที่ 4 ธันวาคมนี้

 

สง่า ยังเตือนว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ผู้ประกอบการกว่า 70 – 80% อาจเลือกไม่สนใจ และดื้อแพ่ง จำเป็นต้องเปิดร้านต่อไป เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ เพราะปัจจุบันต้องแบกรับต้นทุน ทั้งค่าเช่า ค่าพนักงาน และค่านักดนตรี

 

และภายใต้กฎหมายปัจจุบัน ร้านอาหารหรือบาร์ที่เปิดให้บริการเกินเวลาเที่ยงคืน ถือว่าผิดกฎหมาย ยกเว้นร้านที่อยู่ในพื้นที่โซนนิ่งที่ได้รับอนุญาต เช่น ในโรงแรม, หรือ มีใบอนุญาตสถานบริการถูกต้อง ซึ่งในกรุงเทพฯ มีโซนนิ่งลักษณะนี้เพียง 2 เขตเท่านั้น

 

ทำให้ร้านที่อยู่นอกพื้นที่ดังกล่าวกว่า 80% ถูกบังคับให้ปิดเที่ยงคืน ทั้งที่ภาครัฐยังไม่เปิดให้ขอใบอนุญาตใหม่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องดำเนินธุรกิจภายใต้ข้อจำกัดที่ไม่สอดคล้องกับสภาพจริงของตลาด

 

“การให้ร้านขายได้เพียง 2 ชั่วโมง (22.00-23.59 น.) แล้วต้องไล่ลูกค้าออก มันไม่ Make Sense เลย” สง่าย้ำ พร้อมตั้งคำถามถึงความย้อนแย้งของกฎหมายที่กำหนดโทษปรับสูงถึง 10,000 บาท แต่กลับมีเจ้าหน้าที่บางคนออกมาให้สัมภาษณ์ว่าอาจปรับเพียง 100 บาท แล้วถ้าเป็นแบบนั้นจะออกกฎหมายมาทำไม”

The post สมาคมถนนข้าวสาร ชี้ พ.ร.บ.ห้ามดื่มเหล้าหลังเที่ยงคืน ไร้เหตุผลและทุบซ้ำธุรกิจ แถม 80-90% ของผับ-บาร์ยังไร้ใบอนุญาต เพราะรัฐไม่ออกให้กว่า 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาคประชาชนชี้ FTA ไทย-อียู เปิดทาง ‘เหล้านอกทะลัก’ ราคาถูกลง 25% จี้รัฐเก็บภาษีสรรพสามิต 90% คุมเข้มแบบเวียดนาม ปกป้องสุขภาพคนไทย https://thestandard.co/tax-imported-alcohol-like-vietnam/ Wed, 12 Nov 2025 10:17:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1142534 ภาคประชาชนชี้ FTA ไทย-อียู เปิดทาง ‘เหล้า นอกทะลัก’ ราคาถูกลง 25% จี้รัฐเก็บภาษีสรรพสามิต 90% คุมเข้มแบบ **เวียดนาม** ปกป้องสุขภาพคนไทย

วันนี้ (12 พฤศจิกายน) เครือข่ายองค์กรภาคประชาชน นำโดยมู […]

The post ภาคประชาชนชี้ FTA ไทย-อียู เปิดทาง ‘เหล้านอกทะลัก’ ราคาถูกลง 25% จี้รัฐเก็บภาษีสรรพสามิต 90% คุมเข้มแบบเวียดนาม ปกป้องสุขภาพคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาคประชาชนชี้ FTA ไทย-อียู เปิดทาง ‘เหล้า นอกทะลัก’ ราคาถูกลง 25% จี้รัฐเก็บภาษีสรรพสามิต 90% คุมเข้มแบบ **เวียดนาม** ปกป้องสุขภาพคนไทย

วันนี้ (12 พฤศจิกายน) เครือข่ายองค์กรภาคประชาชน นำโดยมูลนิธิชีววิถี มูลนิธิเมาไม่ขับ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และเครือข่ายงดเหล้า จัดเวทีสาธารณะเรื่อง ‘ผลกระทบและข้อเสนอภาคประชาชนต่อการเจรจาการค้า FTA Thai–EU กรณีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์’ พร้อมการแสดงละครสั้น ‘ยักษ์น้ำเมาอียู’ สะท้อนภัยจากทุนแอลกอฮอล์ยุโรปที่อาจทะลักเข้าสู่สังคมไทย

 

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี เปิดเผยผลศึกษาร่วมกับนักวิชาการว่า หลังหลายประเทศ เช่น เอกวาดอร์ โคลอมเบีย เปรู และเกาหลีใต้ ลงนาม FTA กับอียู ปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้าพุ่งขึ้นถึง 100-300% ภายใน 7-10 ปี เนื่องจากยุโรปมีความได้เปรียบด้านอุตสาหกรรมสุราและเบียร์ การลดภาษีเหลือศูนย์ทำให้ราคาถูกลง 20-25% กระตุ้นให้เกิดการดื่มเพิ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มนักดื่มหน้าใหม่ ซึ่งอาจเกิดผลกระทบด้านสุขภาพและสังคมในไทย

 

ด้านนพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ระบุว่า การลดภาษีศุลกากรนำเข้าไวน์และสุราจากยุโรปส่งผลให้ราคาถูกลงจริง และสัญญาณการบริโภคเพิ่มขึ้นเริ่มเห็นชัดจากยอดเก็บภาษีสรรพสามิตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่ากฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่จะต้องบังคับใช้เท่าเทียมกับสินค้าทั้งในและต่างประเทศ แต่ต้องระวังไม่ให้มาตรการกลายเป็นอุปสรรคทางการค้า

 

รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เสริมว่า หากไทยยอมตามเงื่อนไข FTA กับอียู อาจทำให้เหล้า เบียร์ และไวน์ราคาถูกทะลักเข้าตลาดไทยมากขึ้น ในขณะที่ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่เพิ่งมีผลใช้เมื่อ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กลับผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการประชาสัมพันธ์ จึงเสี่ยงต่อการเพิ่มจำนวนนักดื่มและปัญหาสุขภาพในวงกว้าง

 

สุรสิทธิ์ ศิลปงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ ระบุว่า การผ่อนคลายกฎหมายใหม่เมื่อมารวมกับ FTA ไทย-อียู ‘กลายเป็นขนมจีนผสมน้ำยา’ เพราะทั้งสองปัจจัยจะยิ่งทำให้แอลกอฮอล์ราคาถูกและเข้าถึงง่ายขึ้น พร้อมเสนอให้รัฐเข้มงวดบทลงโทษเมาแล้วขับและควบคุมการขายให้เด็ดขาดเหมือนประเทศยุโรป เกาหลี หรือสิงคโปร์

 

ขณะที่ Mr. Son Dao จาก Vital Strategies ยกกรณีศึกษาประเทศเวียดนามที่ภายใต้ข้อตกลง EVFTA ได้ออกมาตรการเพิ่มภาษีสรรพสามิตจาก 65% เป็น 90% ภายใน 4 ปี เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านสุขภาพ ซึ่งไทยควรพิจารณาแนวทางเดียวกันในการปกป้องสุขภาพประชาชน

The post ภาคประชาชนชี้ FTA ไทย-อียู เปิดทาง ‘เหล้านอกทะลัก’ ราคาถูกลง 25% จี้รัฐเก็บภาษีสรรพสามิต 90% คุมเข้มแบบเวียดนาม ปกป้องสุขภาพคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อรรถวิชช์’ ชี้เวลาห้ามขายสุราไม่ชัด หลัง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ เริ่มใช้ หวั่นธุรกิจเดือดร้อน เกิดช่องรีดไถ https://thestandard.co/alcohol-ban-time-extortion-risk/ Wed, 12 Nov 2025 09:24:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1142501 ‘อรรถวิชช์’ ชี้ เวลาห้ามขายสุราไม่ชัด หลัง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ เริ่มใช้ หวั่น ธุรกิจเดือดร้อน เกิดช่องรีดไถ

วันนี้ (12 พฤศจิกายน) อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพ […]

The post ‘อรรถวิชช์’ ชี้เวลาห้ามขายสุราไม่ชัด หลัง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ เริ่มใช้ หวั่นธุรกิจเดือดร้อน เกิดช่องรีดไถ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อรรถวิชช์’ ชี้ เวลาห้ามขายสุราไม่ชัด หลัง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ เริ่มใช้ หวั่น ธุรกิจเดือดร้อน เกิดช่องรีดไถ

วันนี้ (12 พฤศจิกายน) อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงความไม่ชัดเจนของช่วงเวลาห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลัง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ว่าอาจสร้างผลกระทบต่อผู้ประกอบการและร้านอาหารทั่วประเทศ

 

อรรถวิชช์ ระบุว่า เดิมทีการห้ามขายสุรากำหนดไว้ในประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 พ.ศ. 2515 สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งห้ามขายในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. และ เที่ยงคืน – 11.00 น. เนื่องจากกังวลว่าข้าราชการอาจละทิ้งหน้าที่ไปดื่มสุรา แต่ข้อจำกัดดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวอย่างไทย

 

พ.ร.บ.ใหม่ฉบับนี้มอบอำนาจให้ ‘คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์’ เป็นผู้กำหนดช่วงเวลาจำหน่ายสุราที่เหมาะสมแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติเดิม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวหรือออกกฎชี้ชัดเวลาใหม่

 

“ปัญหาคือระหว่างนี้ยังไม่มีคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยังไม่ได้กำหนดเวลาห้ามขายสุรา หากต้องตีความตามกฎหมาย คนค้าขายจะเดือดร้อน เพราะมีโทษปรับ 10,000 บาท แม้แต่นั่งดื่มในร้านช่วงเวลาห้ามขายก็โดนด้วย สภาวะแบบนี้ทิ้งไว้นานจะเปิดช่องให้เกิดการรีดไถ”

The post ‘อรรถวิชช์’ ชี้เวลาห้ามขายสุราไม่ชัด หลัง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ เริ่มใช้ หวั่นธุรกิจเดือดร้อน เกิดช่องรีดไถ appeared first on THE STANDARD.

]]>