เครือข่ายภาคประชาสังคม Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เครือข่ายภาคประชาสังคม/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 23 Jan 2026 10:50:11 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เลือกตั้ง 2569 : เครือข่ายภาคประชาสังคมรับลูก ‘กกร.’ เปิดตัวสติกเกอร์รณรงค์เลือกตั้ง ‘1 สิทธิ์พลิกชีวิตมหาศาล’ ย้ำจุดยืน ‘ไม่ต้านโกง = ไม่เลือก’ https://thestandard.co/civil-society-anti-corruption-election-stickers/ Fri, 23 Jan 2026 10:50:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1168708 ภาพโลโก้สติกเกอร์รณรงค์เลือกตั้ง ‘1 สิทธิ์พลิกชีวิตมหาศาล’ โดยเครือข่ายภาคประชาสังคม ย้ำจุดยืน ‘ไม่ต้านโกง = ไม่เลือก’

เครือข่ายภาคประชาสังคม ‘พลิกชีวิตมหาศาล’ เกิดจากการรวมต […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เครือข่ายภาคประชาสังคมรับลูก ‘กกร.’ เปิดตัวสติกเกอร์รณรงค์เลือกตั้ง ‘1 สิทธิ์พลิกชีวิตมหาศาล’ ย้ำจุดยืน ‘ไม่ต้านโกง = ไม่เลือก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้สติกเกอร์รณรงค์เลือกตั้ง ‘1 สิทธิ์พลิกชีวิตมหาศาล’ โดยเครือข่ายภาคประชาสังคม ย้ำจุดยืน ‘ไม่ต้านโกง = ไม่เลือก’

เครือข่ายภาคประชาสังคม ‘พลิกชีวิตมหาศาล’ เกิดจากการรวมตัวของ 8 องค์กรภาคี ที่ทำงานใกล้ชิดกับภาคประชาชน โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างพลังพลเมืองเพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน ล่าสุดได้พัฒนาเครื่องมือสื่อสารรณรงค์เลือกตั้ง 2569 ผ่าน ‘สติกเกอร์’ ภายใต้แนวคิดว่า ‘1 สิทธิ์ของประชาชน สามารถพลิกคุณภาพชีวิตได้อย่างมหาศาล’

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลัง กกร. และเครือข่าย ‘เพื่อนไม่ทน’ เปิดเผยผลโพลเลือกตั้ง 2569 ซึ่งดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 58.7 ระบุว่าจะไม่เลือกพรรคการเมืองที่ไม่มีนโยบายปราบปรามการทุจริต และร้อยละ 71.9 จะไม่เลือกนักการเมืองที่ใช้เงินซื้อเสียง สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นการต้านคอร์รัปชันเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน

 

สุภอรรถ โบสุวรรณ ผู้ร่วมก่อตั้ง แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม ในฐานะตัวแทนเครือข่ายพลิกชีวิตมหาศาล กล่าวว่า สติกเกอร์ชุด ‘1 สิทธิ์พลิกชีวิตมหาศาล’ ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสาร 10 ข้อความหลัก ภายใต้แก่นคิด “ไม่ต้านโกง = ไม่เลือก” เพื่อช่วยตอกย้ำเสียงของประชาชนให้ดังและชัดเจนยิ่งขึ้นในช่วงการเลือกตั้ง

 

ข้อความหลักทั้ง 10 ข้อ อาทิ ‘ประเทศก้าวหน้าอย่าเลือกคนโกง’, ‘ไม่มีนโยบายต้านโกง = ไม่เลือก’, ‘คนเทาเราไม่เลือก’ และ ‘ขายเสียงเท่ากับขายชาติให้ทุนเทา’ ถูกออกแบบให้เข้าถึงคนหลากหลายช่วงวัย ทั้งในรูปแบบสติกเกอร์สำหรับพิมพ์ และ LINE Sticker ที่ใช้คาแรกเตอร์เดียวกัน

 

“สติกเกอร์เป็นสื่อที่เข้าถึงผู้คนได้ง่าย และช่วยกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของ 1 เสียง 1 สิทธิ์ ว่าสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อคุณภาพชีวิตของประเทศได้จริง หากทุกคนร่วมกันเรียกร้องให้นโยบายต่อต้านคอร์รัปชันเป็นวาระสำคัญไม่ต่างจากนโยบายปากท้อง” สุภอรรถกล่าว

 

เครือข่ายฯ เปิดให้ดาวน์โหลดสติกเกอร์ชุด ‘1 สิทธิ์พลิกชีวิตมหาศาล’ ได้ฟรี ขณะเดียวกันยังมี LINE Sticker ชื่อ ‘Done Jai – โดนใจ’ วางจำหน่ายในราคา 31 บาท หรือ 50 คอยต์ โดยรายได้ทั้งหมดจะนำไปใช้สนับสนุนการขับเคลื่อนงานต่อต้านคอร์รัปชันต่อไป

 

นอกจากนี้ เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ใช้งาน TikTok เครือข่ายฯ ยังพัฒนาเกม ‘พลิกหรือพังประเทศไทย’ เพื่อชวนประชาชนมีส่วนร่วมส่งต่อสารรณรงค์ ‘ไม่ต้านโกง = ไม่เลือก’ ผ่านโซเชียลมีเดีย

 

ทั้งนี้ เครือข่ายภาคประชาสังคมย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการใช้สิทธิ์ตามหน้าที่ แต่คือโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางประเทศ โดยเชื่อว่า ‘1 เสียง’ ของประชาชน หากรวมพลังกัน จะสามารถสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญต่อความอยู่ดีมีสุขของสังคมไทยได้อย่างแท้จริง

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : เครือข่ายภาคประชาสังคมรับลูก ‘กกร.’ เปิดตัวสติกเกอร์รณรงค์เลือกตั้ง ‘1 สิทธิ์พลิกชีวิตมหาศาล’ ย้ำจุดยืน ‘ไม่ต้านโกง = ไม่เลือก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เจอกันทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบประชามติ https://thestandard.co/run-change-constitution-referendum/ Wed, 07 Jan 2026 13:38:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1162578 วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียน รัฐธรรมนูญใหม่ เจอกัน ทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบ ประชามติ

วันนี้ (7 มกราคม)โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน […]

The post เลือกตั้ง 2569 : วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เจอกันทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบประชามติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียน รัฐธรรมนูญใหม่ เจอกัน ทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบ ประชามติ

วันนี้ (7 มกราคม)โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw) ร่วมกับภาคประชาสังคม จัดกิจกรรมวิ่งรณรงค์ ‘Yes We Run วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียนรัฐธรรมนูญใหม่’ ที่สวนเบญจกิติ เพื่อรณรงค์สร้างความตื่นตัวในการเชิญชวนประชาชนร่วมออกเสียงประชามติเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

ทั้งนี้ กิจกรรมจะจัดขึ้นทุกวันพุธ โดยเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวันออกเสียงประชามติ คือ 8 กุมภาพันธ์ 2569

 

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLaw ยอมรับว่า ความตื่นตัวของประชาชนในการทําประชามติปีนี้น้อยมาก หากจะหวังพรรคการเมืองรณรงค์ก็ทำได้ไม่มาก ถ้าประชาชน ต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ เห็นความเปลี่ยนแปลงของประเทศชาติ ต้องช่วยกันรณรงค์กระจายตัวตามจุดต่างๆให้ประชาชนรับรู้การลงประชามติ

 

ทั้งนี้ มีตัวแทนจากกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าร่วมกิจกรรม อาทิ พรรคเพื่อไทย นำโดย จาตุรนต์ ฉายแสง, สุธรรม แสงประทุม, รวิศ สอดส่อง และ จิรายุ ห่วงทรัพย์ เป็นต้น

 

เช่นเดียวกับ รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รวมถึง เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และ พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า

 

วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียน รัฐธรรมนูญใหม่ เจอกัน ทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบ ประชามติ 1วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียน รัฐธรรมนูญใหม่ เจอกัน ทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบ ประชามติ 2วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียน รัฐธรรมนูญใหม่ เจอกัน ทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบ ประชามติ 3วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียน รัฐธรรมนูญใหม่ เจอกัน ทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบ ประชามติ 4วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียน รัฐธรรมนูญใหม่ เจอกัน ทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบ ประชามติ 6วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียน รัฐธรรมนูญใหม่ เจอกัน ทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบ ประชามติ 7วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียน รัฐธรรมนูญใหม่ เจอกัน ทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบ ประชามติ 8วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียน รัฐธรรมนูญใหม่ เจอกัน ทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบ ประชามติ 9วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียน รัฐธรรมนูญใหม่ เจอกัน ทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบ ประชามติ 10วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียน รัฐธรรมนูญใหม่ เจอกัน ทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบ ประชามติ 11วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียน รัฐธรรมนูญใหม่ เจอกัน ทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบ ประชามติ 12วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียน รัฐธรรมนูญใหม่ เจอกัน ทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบ ประชามติ 13วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียน รัฐธรรมนูญใหม่ เจอกัน ทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบ ประชามติ 14วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียน รัฐธรรมนูญใหม่ เจอกัน ทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบ ประชามติ 15วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียน รัฐธรรมนูญใหม่ เจอกัน ทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบ ประชามติ 16วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียน รัฐธรรมนูญใหม่ เจอกัน ทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบ ประชามติ 17

The post เลือกตั้ง 2569 : วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เจอกันทุกวันพุธ จนถึง 8 กุมภา กาเห็นชอบประชามติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาคประชาสังคมพบเครือข่ายสื่อมวลชน ผลักดันประชาธิปไตยฐานราก เพิ่มความเข้มแข็งโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน https://thestandard.co/democracy-media-network/ Mon, 22 Sep 2025 08:29:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1121490 ประชาธิปไตยฐานราก

วันนี้ (22 กันยายน) ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเส […]

The post ภาคประชาสังคมพบเครือข่ายสื่อมวลชน ผลักดันประชาธิปไตยฐานราก เพิ่มความเข้มแข็งโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาธิปไตยฐานราก

วันนี้ (22 กันยายน) ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในงานสัมมนา Kick Off เครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อแลกเปลี่ยนระหว่างเครือข่ายสื่อมวลชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมประชาธิปไตยแบบฐานราก และพัฒนาการเขื่อมประสานกับสื่อมวลชน

 

เมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายสื่อเพื่อความเปลี่ยนแปลง กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการสัมมนา โดยระบุว่า จากแนวคิดการเสริมสร้างประชาธิปไตยฐานราก ซึ่งได้มีการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ และเห็นผลสำเร็จในหลายพื้นที่ประเทศไทย นำมาสู่การพัฒนาภาคีเครือข่ายเพื่อผลักดันแนวคิดการกระจายอำนาจ จึงได้มีการจัดสัมมนาเพื่อสร้างภาคีเครือข่ายด้านสื่อมวลชน ที่ช่วยสื่อสารประเด็นให้ยึดโยงกับภาคประชาชนในแต่ละพื้นที่

 

ศ.ดร. บรรเจิด สิงคะเนติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) อภิปรายแนวคิด ‘ประชาธิปไตยฐานราก’ คือกระบวนการตัดสินใจนโยบายสาธารณะที่มาจากด้านล่าง เพราะทำนโยบายแต่โครงสร้างอย่างเดียวไม่พอ พร้อมชี้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2558 โดย ศ.กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ส่วนหนึ่งมีแนวคิดเรื่องสภาพลเมือง แต่เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนั้นล้มไป จึงต้องมาเสริมแนวคิดประชาธิปไตยฐานราก เพราะเป็นสิ่งจำเป็นของสังคมไทยเพื่อคู่ขนานกับประชาธิปไตยฐานบน

 

ศ.ดร. บรรเจิดเสนอแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐใหม่ในลักษณะ ‘ภาคีหุ้นส่วนการพัฒนา’ เพื่อส่งเสริมให้ภาครัฐเผชิญปัญหาที่ท้าทายของสังคมได้ พร้อมทำให้ภาคประชาสังคมมีความเข้มแข็ง พร้อมดำเนินการร่วมกับภาครัฐ โดยมีการประสานงานเครือข่ายร่วมกับภาคีที่หลากหลายโดยใช้แต่ละพื้นที่เป็นฐาน 

 

ทั้งนี้ กลไกในการดำเนินขับเคลื่อนประกอบไปด้วยภาคีเครือข่ายหลัก 7 กลุ่ม ได้แก่

 

  1. ภาคีเครือข่าย 7 ส. ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.), สสส., สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.), นิด้า

 

  1. โครงการวิจัยศักยภาพสูง

 

  1. สถาบันสานพลังประชาชน ตามแนวคิดว่าด้วยการสถาปนาอำนาจประชาชนตามวิถีทางประชาธิปไตย

 

  1. แผนงานสนับสนุนการพัฒนาระบบและกลไกจังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งเป็นกลไกที่ สสส. ยกร่าง

 

  1. เครือข่ายวิชาการ

 

  1. เครือเยาวชน

 

  1. เครือข่ายสื่อ ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ

 

นอกจากนี้ ศ.ดร. บรรเจิดได้เสนอแนะแนวทางการเสริมความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม เช่น ปรับหมวด ‘กระจายอำนาจ’ ในรัฐธรรมนูญจาก ‘การปกครองส่วนท้องถิ่น’

เป็น ‘การบริหารท้องถิ่น’ สนับสนุนให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม เพิ่มมาตรการในการส่งเสริมสนับสนุนองค์กรชุมชนหรือองค์กรภาคประชาสังคมให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการสนับสนุนมาตรการทางการเงิน

 

รวมถึงให้องค์กรภาคีที่ทำงานสนับสนุนส่งเสริมภาคประชาสังคมในพื้นที่กำหนด

เป้าหมายร่วมกันในการสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม สร้างมาตรการและกลไกให้ราชการส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรชุมชนหรือภาคประชาสังคมในพื้นที่สามารถบริหารงานหรือดำเนินการในพื้นที่ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ตลอดจนออกระเบียบหรือกฎหมายเพื่อรองรับการจัดตั้ง ‘คณะกรรมการประสานภาคประชาสังคมระดับจังหวัด’

 

จากนั้น ที่ประชุมสัมมนาได้เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นจากตัวแทนองค์กรและฝ่ายต่างๆ เช่น องค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ และสื่อมวลชน

The post ภาคประชาสังคมพบเครือข่ายสื่อมวลชน ผลักดันประชาธิปไตยฐานราก เพิ่มความเข้มแข็งโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มภาคประชาสังคมประท้วงหน้าสถานทูตเมียนมา ประณามการเชิญ ‘มิน อ่อง หล่าย’ ร่วมประชุม BIMSTEC https://thestandard.co/protest-myanmar-bimstec/ Sat, 05 Apr 2025 08:36:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1061061 protest-myanmar-bimstec

วันนี้ (5 เมษายน) ที่ บริเวณด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูตเม […]

The post กลุ่มภาคประชาสังคมประท้วงหน้าสถานทูตเมียนมา ประณามการเชิญ ‘มิน อ่อง หล่าย’ ร่วมประชุม BIMSTEC appeared first on THE STANDARD.

]]>
protest-myanmar-bimstec

วันนี้ (5 เมษายน) ที่ บริเวณด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูตเมียนมา กลุ่มสหภาพคนทำงาน, กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ, กลุ่มไฟลามทุ่ง และกลุ่มแอกยังคลับ ร่วมอ่านแถลงการณ์กรณีประเทศไทยเชิญ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ผู้นำรัฐบาลเมียนมา เข้าร่วมประชุม BIMSTEC

 

แถลงการณ์ ระบุว่า “จากกรณีที่รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร เป็นเจ้าภาพจัดประชุม BIMSTEC และเชิญนายพลมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหารเมียนมาและเป็นบุคคลที่ถูกหมายจับระหว่างประเทศ ข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว นับเป็นการกระทำที่ละเมิดหลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และเป็นการสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารที่ปราบปรามประชาชนเมียนมาอย่างรุนแรงตั้งแต่การยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นมา

 

“ภาคประชาชนทั้งในและต่างประเทศ อาทิ สมาคมสมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน (APHR) ต่างประณามรัฐบาลทหารเมียนมาในเวที BIMSTEC ที่กรุงเทพฯ โดยระบุว่า การให้ผู้นำรัฐประหารมีที่นั่งในเวทีนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการรับรองระบอบที่โหดร้ายของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของ BIMSTEC ในฐานะองค์กรระดับภูมิภาคที่มุ่งมั่นต่อสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาอีกด้วย

 

“การที่ประเทศไทยในฐานะประเทศเจ้าภาพอนุญาตให้หัวหน้ารัฐบาลทหารเข้าร่วมประชุม ไม่เพียงแต่เป็นการมอบพื้นที่ทางการทูตให้แก่ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับรัฐบาลทหารเมียนมาและระบอบเผด็จการ

 

“การเดินทางมายังกรุงเทพฯ ของมิน อ่อง หล่าย เกิดขึ้น ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวเพิ่มขึ้นเป็น 3,085 ราย และยังคงเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยยังมีผู้สูญหายอีก 341 คน และบาดเจ็บ 4,715 คน

 

“นอกจากนี้ยังขัดขวางไม่ให้ความช่วยเหลือในพื้นที่บางแห่ง มีการจำกัดสิ่งของ เครื่องมือ หรือหน่วยกู้ภัย ส่งความช่วยเหลือไปเฉพาะพื้นที่ที่ตนเองควบคุม พร้อมทั้งใช้ความทุกข์ยากของประชาชนไปใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ ในเมืองหลวงอย่างเนปิดอว์ พวกเขาโชว์ภาพการช่วยเหลือ ขณะที่ในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักอย่างเขตสกายหรือมัณฑะเลย์ ความช่วยเหลือกลับไปไม่ถึง ประชาชนต้องช่วยเหลือกันเองเท่าที่ทำได้ ท่ามกลางซากปรักหักพัง

 

“แม้จะประกาศหยุดยิงชั่วคราวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แต่กองทัพเมียนมาได้จงใจทิ้งระเบิดใส่พื้นที่ประสบภัยและหมู่บ้านต่างๆ รวมถึงเขตสะกาย เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังแผ่นดินไหวครั้งรุนแรง ซึ่งยิ่งซ้ำเติมวิกฤตมนุษยธรรมที่กำลังดำเนินอยู่ และใช้โอกาสจากภัยพิบัติธรรมชาติแทนอาวุธ เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม มิน อ่อง หล่ายยังกล่าวหาอย่างเปิดเผยว่า กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธบางกลุ่มกำลังจัดตั้งและฝึกกำลังเพื่อเตรียมเปิดฉากโจมตี แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่ไม่จริงใจและขัดกับหลักการพื้นฐานของการเจรจาสันติภาพ

 

“รัฐบาลแพทองธารอ้างเหตุผลการเจรจาและความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ผู้นำเผด็จการอย่างมิน อ่อง หล่าย ขณะที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้ออกหมายจับนายพลมิน อ่อง หล่าย ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ รัฐบาลไทยควรตระหนักถึงความร้ายแรงของการให้พื้นที่แก่บุคคลที่ถูกหมายจับระหว่างประเทศ ประชาชนเมียนมายังคงถูกเข่นฆ่า ถูกจับกุมคุมขัง ถูกทรมาน และถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง นี่คือการกระทำที่น่าละอายและสวนทางกับเสียงของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั่วภูมิภาค

 

“พวกเราขอประณามอย่างรุนแรงต่อรัฐบาลไทย นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร และนายพลมิน อ่อง หล่าย ในการสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบเผด็จการทหาร เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยหยุดสนับสนุนและให้พื้นที่แก่ผู้นำเผด็จการโดยทันที และให้ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเมียนมาในการเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง โดยมีข้อเรียกร้อง ดังนี้

 

“1. เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงความรับผิดชอบในฐานะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ควรให้เกียรติหรือให้การยอมรับแก่ผู้นำเผด็จการที่ก่ออาชญากรรมต่อประชาชน การเชิญมิน อ่อง หล่ายเข้าร่วมการประชุม BIMSTEC ถือเป็นการทำลายหลักการด้านสิทธิมนุษยชน และคุณค่าของระบอบประชาธิปไตยที่รัฐบาลไทยควรยึดมั่น

 

“2. รัฐบาลไทยต้องยุติความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาในทุกรูปแบบ และไม่ควรให้การยอมรับหรือเชิญนายพลมิน อ่อง หล่ายเข้าร่วมเวทีระหว่างประเทศใด ๆ ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ การกระทำเช่นนี้คือการสนับสนุนเผด็จการที่ฆ่าประชาชน และบ่อนทำลายหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในภูมิภาค

 

“3. มิน อ่อง หล่าย และสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ต้องถูกถอดถอน ไม่ใช่ได้รับการยอมรับหรือรับรองในฐานะรัฐบาลโดยพฤตินัยอีกต่อไป ผู้นำเผด็จการที่ใช้ภัยพิบัติเป็นเวทีสร้างภาพ ใช้ความช่วยเหลือเพื่อประโยชน์ฝ่ายตน และเดินหน้าสงครามกับประชาชน ไม่ควรได้รับพื้นที่ในเวทีระหว่างประเทศใด ๆ ไม่ว่าจะเป็น BIMSTEC หรืออาเซียน

 

“4. หยุดการปราบปรามโดยกองทัพเมียนมาโดยทันทีและโดยไม่มีเงื่อนไข รวมถึงการเกณฑ์ทหารโดยบังคับ การจับกุมตามอำเภอใจ การประหารชีวิต การข่มขู่ และการโจมตีทางอากาศ การกระทำเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อความช่วยเหลือฉุกเฉิน และทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างไม่จำเป็น

 

“ด้วยความสมานฉันท์ต่อประชาชนเมียนมา”

 

กลุ่มภาคประชาสังคมประท้วงหน้าสถานทูตเมียนมา ประณามการเชิญ ‘มิน อ่อง หล่าย’ ร่วมประชุม BIMSTEC กลุ่มภาคประชาสังคมประท้วงหน้าสถานทูตเมียนมา ประณามการเชิญ ‘มิน อ่อง หล่าย’ ร่วมประชุม BIMSTEC กลุ่มภาคประชาสังคมประท้วงหน้าสถานทูตเมียนมา ประณามการเชิญ ‘มิน อ่อง หล่าย’ ร่วมประชุม BIMSTEC กลุ่มภาคประชาสังคมประท้วงหน้าสถานทูตเมียนมา ประณามการเชิญ ‘มิน อ่อง หล่าย’ ร่วมประชุม BIMSTEC กลุ่มภาคประชาสังคมประท้วงหน้าสถานทูตเมียนมา ประณามการเชิญ ‘มิน อ่อง หล่าย’ ร่วมประชุม BIMSTEC

The post กลุ่มภาคประชาสังคมประท้วงหน้าสถานทูตเมียนมา ประณามการเชิญ ‘มิน อ่อง หล่าย’ ร่วมประชุม BIMSTEC appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครือข่ายภาคประชาสังคมฯ ยื่น 15,000 รายชื่อหนุนกิตติรัตน์นั่งประธานบอร์ดแบงก์ชาติ ชี้มีความรู้-ไม่ใช่คนการเมือง https://thestandard.co/15k-supporters-kittirat-bot/ Mon, 11 Nov 2024 06:43:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1007073 15,000 รายชื่อ หนุน กิตติรัตน์ นั่ง ประธานบอร์ดแบงก์ชาติ

วันนี้ (11 พฤศจิกายน) วิฑูร ลี้ธีระนานนท์ เครือข่ายภาคป […]

The post เครือข่ายภาคประชาสังคมฯ ยื่น 15,000 รายชื่อหนุนกิตติรัตน์นั่งประธานบอร์ดแบงก์ชาติ ชี้มีความรู้-ไม่ใช่คนการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
15,000 รายชื่อ หนุน กิตติรัตน์ นั่ง ประธานบอร์ดแบงก์ชาติ

วันนี้ (11 พฤศจิกายน) วิฑูร ลี้ธีระนานนท์ เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อการกู้ยืมที่เป็นธรรม นำรายชื่อ 15,000 รายชื่อเข้ายื่นหนังสือกับ สมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เพื่อแสดงเจตจำนงในการสนับสนุนให้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (บอร์ดแบงก์ชาติ) เพื่อนำความรู้ความสามารถที่มีอยู่ช่วยเหลือประชาชนทั้งเรื่องการกู้เงินและการธนาคารที่เป็นธรรมกับประชาชน

 

วิฑูรเปิดเผยถึงเหตุผลที่สนับสนุนกิตติรัตน์ว่า เนื่องจากเห็นความรู้ความสามารถของกิตติรัตน์ตั้งแต่สมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่พาประชาชนผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาได้ ส่วนที่ถูกคัดค้านว่าเป็นคนการเมืองนั้นวิฑูรมองว่า กิตติรัตน์เว้นว่างไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาระยะหนึ่งแล้ว จึงไม่ถือว่ากิตติรัตน์มีตำแหน่งทางการเมือง

 

ขณะที่สมคิดกล่าวว่า วันนี้มีนัดหมายไว้ 2 คณะทั้งกลุ่มที่สนับสนุนกิตติรัตน์และกลุ่มคัดค้าน เพราะเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ายื่นเรื่องต่อรัฐบาลได้ แต่ทราบว่าฝ่ายที่สนับสนุนเข้าไปยื่นเรื่องต่อธนาคารแห่งประเทศไทยโดยตรง โดยหลังจากรับหนังสือ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจะประสานส่งเรื่องไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยต่อไป เชื่อว่าวันนี้จะมีการเลือกประธานบอร์ดแบงก์ชาติและคณะกรรมการให้แล้วเสร็จ

 

ส่วนแนวคิดของรัฐบาลต่อเรื่องนี้สมคิดกล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังไม่พูดถึง อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเตรียมรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่เกิดขึ้น เพราะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วหากจะเกิดการชุมนุม แต่ต้องมีการพูดคุยเจรจากันเพื่อหาทางออก

The post เครือข่ายภาคประชาสังคมฯ ยื่น 15,000 รายชื่อหนุนกิตติรัตน์นั่งประธานบอร์ดแบงก์ชาติ ชี้มีความรู้-ไม่ใช่คนการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครือข่ายภาคประชาสังคมไทย-เทศ กว่า 40 องค์กร ออกจดหมายค้านกฎหมายควบคุม NGO ชี้ขัด รธน. ขอถอนร่างทันที https://thestandard.co/oppose-law-regulating-ngos/ Tue, 28 Dec 2021 04:26:27 +0000 https://thestandard.co/?p=576751 NGO

วันนี้ (28 ธันวาคม) เครือข่ายภาคประชาสังคมทั้งในไทยและต […]

The post เครือข่ายภาคประชาสังคมไทย-เทศ กว่า 40 องค์กร ออกจดหมายค้านกฎหมายควบคุม NGO ชี้ขัด รธน. ขอถอนร่างทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
NGO

วันนี้ (28 ธันวาคม) เครือข่ายภาคประชาสังคมทั้งในไทยและต่างประเทศกว่า 40 แห่ง ออกจดหมายเปิดผนึกถึงคณะรัฐมนตรีของประเทศไทยเพื่อคัดค้านพระราชบัญญัติการดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร พ.ศ. .… (กฎหมายควบคุมเอ็นจีโอ) โดยมีรายละเอียดระบุว่า 

 

พวกเราที่เป็นหน่วยงานของประเทศไทยและระหว่างประเทศซึ่งลงนามในจดหมายนี้ ได้เขียนจดหมายเพื่อแสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อร่างพระราชบัญญัติการดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร พ.ศ. …. (‘ร่างพระราชบัญญัติ’) พวกเราเป็นกลุ่มประชาสังคมที่ทำงานในประเด็นต่างๆ รวมทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน และมีการดำเนินงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือประชาชนหลายล้านคนในประเทศไทย  

 

แม้ว่าพวกเราแต่ละองค์กรจะมีลักษณะแตกต่างกัน แต่พวกเราต่างมีความรู้สึกร่วมกันที่จะคัดค้านร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งมีข้อบทหลายประการที่จะทำให้องค์กรไม่แสวงหากำไรและสมาชิกขององค์กรเหล่านี้ไม่เพียงต้องตกเป็นเป้าของมาตรการควบคุมจำกัดที่เข้มงวดจนเกินกว่าเหตุต่อสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมอย่างสงบ และสิทธิมนุษยชนอื่นๆ หากยังต้องเผชิญกับการแทรกแซงโดยพลการอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อสิทธิความเป็นส่วนตัว 

 

ร่างพระราชบัญญัตินี้มีข้อบทหลายประการที่เป็นปัญหาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะมาตรา 19, 20, 21, 25, 26 และ 27   

 

มาตรา 19 และ 21 เสนอข้อกำหนดเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลโดยไม่มีเป้าประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งอาจทำให้มีการใช้อำนาจโดยพลการได้ กฎหมายปัจจุบันทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลรัษฎากร หรือระเบียบว่าด้วยการเข้ามาดำเนินงานขององค์การเอกชนต่างประเทศในประเทศไทย ได้กำหนดระดับของความโปร่งใสไว้อย่างเป็นกิจจะลักษณะแล้ว โดยที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องย่อมมีอำนาจในการสอบสวนได้หากจำเป็น  

 

มาตรา 20 โดยรายการของข้อห้ามนี้มีเนื้อหากว้างขวางอย่างมาก และแทบจะครอบคลุมการดำเนินงานเกือบทั้งหมดขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศ เนื้อหาของร่างนี้อาจอนุญาตให้มีการตีความตามอำเภอใจ และในประเทศที่มีประชากร 70 ล้านคน การดำเนินตามบทบัญญัติใดๆ เหล่านี้อาจเป็นได้อย่างง่ายดาย และอาจใช้โดยพลการเพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม การชุมนุมอย่างสันติ และประเด็นสิทธิมนุษยชนอื่นๆ 

 

โดยมาตรา 20 กำหนดว่า “องค์กรไม่แสวงหากำไรต้องไม่ดำเนินงานในลักษณะดังต่อไปนี้ 

 

  1. กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ รวมถึงความมั่นคงของรัฐด้านเศรษฐกิจ หรือด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

 

  1. กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม 

 

  1. กระทบต่อประโยชน์สาธารณะ รวมทั้งความปลอดภัยสาธารณะ 

 

  1. เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมาย 

 

  1. เป็นการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น หรือกระทบต่อความเป็นอยู่โดยปกติสุขของบุคคลอื่น” 

 

โดยรายการของข้อห้ามนี้มีเนื้อหากว้างขวางอย่างมาก และแทบจะครอบคลุมการดำเนินงานเกือบทั้งหมดขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศ ทั้งที่ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือโครงการพัฒนาแบบทวิภาคีและพหุภาคี ร่วมกับภาคประชาสังคมอื่นๆ  

 

นอกจากนั้น มาตรา 20 ยังไม่เคารพหลักการความถูกต้องตามกฎหมายของกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากการจัดทำร่างกฎหมายควรมีลักษณะซึ่งทำให้สามารถคาดหมายถึงผลลัพธ์ที่ตามมาได้ ทั้งนี้เพื่อให้หน่วยงานและบุคคลสามารถกำกับดูแลพฤติกรรมของตนให้สอดคล้องกับข้อกำหนดเหล่านั้นได้  

 

มาตรา 21 ปิดกั้นสิทธิความเป็นส่วนตัวบางประการที่องค์กรไม่แสวงหากำไรพึงมี ข้อกำหนดอย่างอื่นเกี่ยวกับแหล่งเงินทุนต่างประเทศในมาตรา 21 มีลักษณะกว้างเกินไป และละเมิดสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการสมาคม ซึ่งรวมถึงความสามารถในการแสวงหาและมีแหล่งทุนและทรัพยากรที่ยั่งยืนทั้งจากภายในและระหว่างประเทศ 

 

มาตรา 25, 26 และ 27 กำหนดบทลงโทษที่รุนแรงเกินไป ไม่ได้สัดส่วน และอาจบั่นทอนกำลังใจของบุคคลและกลุ่ม ทำให้ไม่อยากเป็นผู้เข้าร่วมงานที่เข้มแข็งกับภาคประชาสังคมของไทย     

 

หากมีการประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัตินี้ตามร่างปัจจุบันที่มีเนื้อหากว้างขวางเกินไป น่าจะเปิดโอกาสให้มีการนำไปใช้ในทางที่ผิดและเป็นการปฏิบัติมิชอบ ซึ่งไม่เพียงจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกลุ่มประชาสังคมที่หลากหลายในระดับรากหญ้า ระดับประเทศ และระหว่างประเทศในประเทศไทยเท่านั้น แต่กฎหมายเช่นนี้ยังคุกคามต่อสถานะของไทย ในฐานะเป็นศูนย์รวมขององค์กรไม่แสวงหากำไรในระดับประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งทำงานในประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะอันหลากหลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

 

การทำงานเพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลไทยสนับสนุนภาคประชาสังคมและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนนั้น สอดคล้องกับข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญในการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการปรับสมดุลและการพัฒนาภาครัฐของประเทศไทย เราตระหนักดีว่ารัฐบาลไทยมีหน้าที่ปกป้องความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการในลักษณะที่สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และมีความเหมาะสม จำเป็น และปฏิบัติตามพันธกรณีของรัฐบาลในการประกันและอำนวยความสะดวกในการเคารพสิทธิมนุษยชน 

 

เราขอตั้งข้อสังเกตว่า กฎบัตรสหประชาชาติตระหนักถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งเสริม ‘การเคารพและการปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานสำหรับทุกคน’ 

 

จากข้อกังวลที่ร้ายแรงข้างต้น เราถือว่าร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญของประเทศไทยในการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานและพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยถอนร่างพระราชบัญญัตินี้ทันที และยืนยันถึงพันธกรณีทั้งในประเทศและระหว่างประเทศที่จะดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรม เพื่อคุ้มครอง ส่งเสริม และปฏิบัติให้เป็นผล ซึ่งสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมอย่างสงบ และสิทธิมนุษยชนอื่นๆ 

 

นอกจากนั้น หน่วยงานที่มีชื่อด้านท้ายยังเรียกร้องสมาชิกทุกคนของสภานิติบัญญัติแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้สนับสนุนภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง หลากหลาย และเป็นอิสระ และให้ต่อต้านร่างพระราชบัญญัติตามเนื้อหาที่เป็นอยู่ตอนนี้ 

 

ประการสุดท้าย เราขอกระตุ้นรัฐบาลไทยให้รับประกันว่าจะมีกระบวนการรับฟังความเห็นสาธารณะต่อร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างโปร่งใสและสร้างสรรค์ โดยกำหนดกรอบเวลาอย่างเหมาะสมเพื่อให้สาธารณชน องค์กรไม่แสวงหากำไร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องอื่นๆ สามารถมีส่วนร่วมได้อย่างจริงจัง อันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ มากกว่าจะเป็นอันตรายต่อประชาชนในประเทศไทยและภูมิภาคนี้  

 

ขอบคุณที่ท่านให้ความสนใจต่อประเด็นและข้อเสนอแนะในจดหมายนี้ เรายินดีที่จะปรึกษาหารือเรื่องนี้เพิ่มเติมกับรัฐบาลไทย และยินดีที่จะมีโอกาสเพิ่มเติมในการสนับสนุนรัฐบาล เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามหลักการตามรัฐธรรมนูญของตนและพันธกรณีระหว่างประเทศได้ 

 

หมายเหตุ: ได้มีการเผยแพร่แถลงการณ์เกี่ยวกับข้อกังวลของกลุ่มพันธมิตรเอ็นจีโอของไทย เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2564 และจดหมายร่วมที่มีต่อร่างพระราชบัญญัติก่อนหน้านี้จากกลุ่มเอ็นจีโอระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 International Centre for Not-for-profit Law ได้พิมพ์เผยแพร่บทวิเคราะห์ต่อร่างพระราชบัญญัติฉบับปัจจุบันเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2564 

 

  1. Amnesty International 
  2. APCOM Foundation มูลนิธิแอ็พคอม  
  3. Article 19 
  4. Asian Forum for Human Rights and Development (FORUM-ASIA) 
  5. Asian Network for Free Elections (ANFREL) มูลนิธิอันเฟรล 
  6. Campaign for Popular Democracy (CPD) 
  7. Civicnet Foundation มูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม 
  8. CIVICUS: World Alliance for Citizen Participation 
  9. Community Resource Centre Foundation มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน 
  10. Cross Cultural Foundation มูลนิธิผสานวัฒนธรรม 
  11. ENLAWTHAI Foundation มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม 
  12. Feminist’s Liberation Front เฟมินิสต์ปลดแอก 
  13. Foundation for Labor and Employment Promotion มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ 
  14. Green South Foundation มูลนิธิภาคใต้สีเขียว 
  15. Greenpeace Thailand กรีนพีซ ประเทศไทย  
  16. Home Net Thailand Association สมาคมเครือข่ายแรงงานนอกระบบ (ประเทศไทย) 
  17. Human Rights and Development Foundation (HRDF) มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ) 
  18. Human Rights Lawyers Association สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน  
  19. Law Long Beach กลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อมและประชาธิปไตย 
  20. Lawyers’ Rights Watch Canada 
  21. Manushya Foundation มูลนิธิมนุษยะ 
  22. Migrant Working Group เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ  
  23. Network of Indigenous Peoples in Thailand เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย 
  24. NGO Coordinating Committee on Development (NGOCOD) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) 
  25. Non-Binary Thailand กลุ่มนอนไบนารีแห่งประเทศไทย 
  26. Peace and Culture Foundation มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ   
  27. Rainbow Sky Association of Thailand สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย  
  28. Social Democracy Think Tank – Thailand 
  29. Sustainable Development Foundation 
  30. TEA Group กลุ่มโรงน้ำชา  
  31. Thai Allied Committee with Desegregated Burma Foundation มูลนิธิร่วมมิตรไทยพม่า   
  32. Thai Volunteer Service Foundation มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม 
  33. The Northeastern Women’s Network เครือข่ายผู้หญิงอีสาน 
  34. The Relative Committee of May 1992 Heroes 
  35. The Southern Feminist’s Liberation – Thailand เฟมินิสต์ปลดแอก ณ ภาคใต้ 
  36. WeMove ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย 
  37. เครือข่ายองค์กรงดเหล้า มูลนิธีวิถีสุข   
  38. โครงการปฏิรูปการเกษตรและพัฒนาชนบท จังหวัดพิจิตร 
  39. เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกและการพัฒนาที่ยั่งยืน จังหวัดพิจิตร 
  40. เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิชุมชนและการอนุรักษ์(คสอ.) 
  41. เครือข่ายทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ภาคเหนือตอนล่าง 
  42. เครือข่ายทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า จังหวัดกำแพงเพช 
  43. เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล 
  44. สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย 
  45. อังคณา นีละไพจิตร (Mrs. Angkhana Neelapaijit) 
  46. วันชัย พุทธทอง (Mr. Wanchai Phutthong) 
  47. สุธาวัลย์ บัวพันธ์ (Miss. Suthawan Buapan) 

The post เครือข่ายภาคประชาสังคมไทย-เทศ กว่า 40 องค์กร ออกจดหมายค้านกฎหมายควบคุม NGO ชี้ขัด รธน. ขอถอนร่างทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ขออย่าทอดทิ้งเด็กเล็ก’ เครือข่ายภาคประชาสังคม ยื่นสภาจัดงบอุดหนุนสวัสดิการถ้วนหน้า พบครอบครัวได้รับผลกระทบสูง https://thestandard.co/welfare-subsidies-for-children-to-universal/ Thu, 19 Aug 2021 05:12:18 +0000 https://thestandard.co/?p=526787 Civil society network

วันนี้ (19 สิงหาคม) ณ จุดรับยื่นหนังสือ ชั้น 1 (โซนกลาง […]

The post ‘ขออย่าทอดทิ้งเด็กเล็ก’ เครือข่ายภาคประชาสังคม ยื่นสภาจัดงบอุดหนุนสวัสดิการถ้วนหน้า พบครอบครัวได้รับผลกระทบสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Civil society network

วันนี้ (19 สิงหาคม) ณ จุดรับยื่นหนังสือ ชั้น 1 (โซนกลาง) อาคารรัฐสภา เกียรติ สิทธีอมร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์, สุทิน คลังแสง ส.ส. พรรคเพื่อไทย, อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ, เพชรดาว โต๊ะมีนา ส.ส. พรรคภูมิใจไทย, วรรณวิภา ไม้สน ส.ส. พรรคก้าวไกล, พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ส.ส. พรรคประชาชาติ, โกวิทย์ พวงงาม ส.ส. พรรคพลังท้องถิ่นไท และคณะ รับยื่นหนังสือจาก สุนี ไชยรส คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กสู่ถ้วนหน้า และผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนงานในประเด็นเด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการ เครือข่ายแรงงานทั้งในและนอกระบบ เรื่อง ขอให้พรรคการเมืองร่วมสนับสนุนนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า ตามมติคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) และผลักดันให้รัฐบาลมีมาตรการป้องกันและเยียวยาเด็กเล็ก อายุ 0-6 ปี 

 

จากสถานการณ์โควิด กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน ดำเนินโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดตั้งแต่ปี 2558 และขยายความคุ้มครองแก่เด็กเล็กมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันขยายความคุ้มครองเด็กแรกเกิด 0-6 ปี ในวงเงิน 600 บาทต่อคนต่อเดือน ในกลุ่มที่มีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี ในปี 2564 ได้สนับสนุนเด็กเล็กไปประมาณ 2 ล้านคน 

 

คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กสู่ถ้วนหน้า ประกอบด้วย องค์กรภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนงานในประเด็นเด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการ เครือข่ายแรงงานทั้งในและนอกระบบ และนักวิชาการ ซึ่งปัจจุบันมีองค์กรสนับสนุนกว่า 300 องค์กรทั่วประเทศ มีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงนโยบายให้เงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้าถึงนายกรัฐมนตรีและ พม. อย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลกลับเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 ไว้เพียง 1.6 หมื่นล้านบาท โดยไม่ได้เสนองบประมาณแก่เด็กเล็ก 4.2 ล้านคนทั่วประเทศตามมติ กดยช. ซึ่งเพิ่มงบประมาณปี 2565 อีกเพียงประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น แต่อุดหนุนเด็กเล็กเพิ่มอีกถึง 2.2 ล้านคน ประกอบกับประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์โควิดอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม ครอบครัวที่มีเด็กเล็กอายุ 0-6 ปี ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าครอบครัวที่ไม่มีเด็กเล็ก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการเร่งรัดนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กอายุ 0-6 ปี แบบถ้วนหน้า ตามมติของ กดยช. และขอให้สภาผู้แทนราษฎรสนับสนุนนโยบายดังกล่าว ดังนี้

 

  1. ขอให้พรรคการเมืองสนับสนุนให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี จัดสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้าตามมติของ กดยช. ที่เห็นชอบในหลักการและสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กอายุ 0-6 ปี จำนวน 600 บาทต่อคนต่อเดือน แบบถ้วนหน้า โดยจัดสรรงบประมาณภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 

 

  1. จัดสรรให้ครอบครัว ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และบุคลากรที่ต้องดูแลเด็กเล็ก ได้รับการฉีดวัคซีนโดยเร็ว รวมทั้งมีมาตรการกระจายอุปกรณ์ป้องกันสำหรับเด็กเพื่อคุ้มครองเด็กเล็ก มาตรการส่งเสริมดูแลสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโควิดน้อยที่สุด

 

  1. ผลักดันมาตรการเยียวยาเพื่อลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตเด็กเล็ก อาทิ การดูแลด้านอาหารและส่งเสริมโภชนาการแก่เด็กเล็กให้เข้าถึงบริการได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งเสริมสร้างพัฒนาการให้แก่เด็กเล็กระหว่างรอศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเปิดบริการ

 

เกียรติ สิทธีอมร เป็นตัวแทนกล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ทุกพรรคมีความเห็นตรงกันว่าควรสนับสนุนมาตรการดังกล่าว ทั้งนี้จะพยายามดำเนินการในส่วนของพรรคการเมืองเพื่อผลักดันมาตรการที่เสนอให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด และเห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะใช้มาตรการในส่วนนี้ในงบกลางเพื่อให้ตรงตามเจตนาและข้อกำหนดในการใช้งบกลางของรัฐบาลต่อไป

The post ‘ขออย่าทอดทิ้งเด็กเล็ก’ เครือข่ายภาคประชาสังคม ยื่นสภาจัดงบอุดหนุนสวัสดิการถ้วนหน้า พบครอบครัวได้รับผลกระทบสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาคประชาสังคมฟ้องกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ปฏิบัติหน้าที่ ทำผู้ป่วยวัณโรคหายช้า https://thestandard.co/civil-society-sues-the-department-of-intellectual-property/ Wed, 03 Feb 2021 06:26:21 +0000 https://thestandard.co/?p=450368 ภาคประชาสังคมฟ้องกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ปฏิบัติหน้าที่ ทำผู้ป่วยวัณโรคหายช้า

เมื่อวานนี้ (2 กุมภาพันธ์) เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านเอ […]

The post ภาคประชาสังคมฟ้องกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ปฏิบัติหน้าที่ ทำผู้ป่วยวัณโรคหายช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาคประชาสังคมฟ้องกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ปฏิบัติหน้าที่ ทำผู้ป่วยวัณโรคหายช้า

เมื่อวานนี้ (2 กุมภาพันธ์) เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านเอดส์ ประกอบด้วยตัวแทนจากมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และอธิบดีกรม ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพื่อให้ศาลพิจารณายกคำขอรับสิทธิบัตรยารักษาวัณโรคชนิดดื้อยา

 

นิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิให้ข้อมูลว่า ยารักษาวัณโรค ‘เบดาควิลีน’ (Bedaquiline) เป็นยาที่มีความสำคัญในการรักษาวัณโรคชนิดดื้อยา ที่ทำให้การรักษาใช้เวลาสั้นลงมาก โดยหลายประเทศมีการยื่นคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรนี้ ซึ่งการยกหรือปฏิเสธคำขอรับสิทธิบัตรนั้นจะทำให้ผู้ป่วยวัณโรคเข้าถึงยาได้มากขึ้น ทั้งนี้ตามหน้าที่ของกรมสามารถยกเลิกคำขอรับสิทธิบัตรยาตัวนี้ได้เลย เพราะเป็นการขอด้วยวิธีการใช้เพื่อการรักษา ซึ่งไม่เข้าองค์ประกอบในการได้รับสิทธิบัตร ขัดกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 โดยกรมมีอำนาจตามกฎหมายที่จะปฏิเสธคำขอรับสิทธิบัตรนี้ แต่ทำไมถึงไม่ทำ

 

“กรมมีหน้าที่สร้างความสมดุลระหว่างคุ้มครองผู้ทรงสิทธิ และคุ้มครองผู้บริโภค คุ้มครองประชาชน หากเห็นว่าคำขอรับสิทธิบัตรไหนที่ไม่เข้าข่ายอย่างชัดเจน ก็ควรใช้อำนาจตามกฎหมายคุ้มครองประชาชนอย่างเคร่งครัดมากกว่านี้”

 

นิมิตร์กล่าวอีกว่า ขณะนี้วัณโรคชนิดดื้อยาเป็นปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากว่ายาที่ใช้ในการรักษามีราคาสูง โดยก่อนหน้านี้ต้องใช้เวลารักษาวัณโรคนาน 1-2 ปี แต่หากทำให้ยามีราคาถูกลง ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาสั้นลงเหลือเพียง 6-9 เดือน ประเทศไทยจะคุมเชื้อวัณโรคได้ดีกว่านี้ โดยองค์การอนามัยโลกจัดประเทศไทยเป็น 1 ใน 14 ประเทศที่มีภาระวัณโรคสูง รวมถึงวัณโรคชนิดเชื้อดื้อยาหลายขนาน

 

ด้าน อภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อให้ความเห็นว่า ยารักษาวัณโรคที่ใช้ในปัจจุบันนั้นมีผลข้างเคียงจากยารุนแรงมาก โดยอดีตผู้ป่วยวัณโรค หนึ่งในผู้ฟ้องคดีเคยรักษาวัณโรคด้วยยาสูตรอื่นนานถึง 23 เดือน และได้รับผลข้างเคียงจากการรักษา ทั้งซึมเศร้า นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย มึนงง คลื่นไส้อาเจียน บางช่วงอาการเหม่อลอยจนเกิดอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชน จนบางครั้งต้องการหยุดการรักษาไปเลย ซึ่งถ้าในตอนนั้นมียาที่ใช้รักษาสั้นลง เขาคงไม่ต้องทนทุกข์ยาวนานเป็นปี จึงไม่ต้องการให้ผู้ป่วยวัณโรคคนอื่นๆ ต้องเผชิญกับการรักษาที่ยาวนานแบบนี้

 

อภิวัฒน์กล่าวว่า ยารักษาวัณโรคเบดาควิลีนอยู่ในสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปีงบประมาณ 2564 แล้ว แต่มีราคาสูงถึง 36,000 บาทต่อการรักษาวัณโรค 6 เดือน ทำให้มียาสำหรับรักษาผู้ป่วยในไทยด้วยยาชนิดนี้เพียง 1,100 คน ขณะเดียวกันยาชนิดนี้ในประเทศแอฟริกาใต้มีราคาเพียง 12,000 บาท ซึ่งหากคำขอรับสิทธิบัตรนี้ถูกกรมปฏิเสธ จะทำให้ยาราคาถูกลง และผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยานี้จะเข้าถึงยาได้มากขึ้น

 

ทั้งนี้เมื่อเดือนมีนาคม 2563 มูลนิธิเข้าถึงเอดส์เคยยื่นหนังสือทักท้วงให้กรมยกเลิกคำขอรับสิทธิบัตรยาดังกล่าวของบริษัท แจนซ์เซ่น ฟาร์มาซูติการ์ เอ็น.วี แล้ว แต่กรมมีจดหมายตอบกลับว่าคำขอรับสิทธิบัตรยารักษาวัณโรคเบดาควิลีนไม่ขัดกับกฎหมาย ทางมูลนิธิและเครือข่ายผู้ติดเชื้อจึงฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในระบบทรัพย์สินทางปัญญา

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ภาคประชาสังคมฟ้องกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ปฏิบัติหน้าที่ ทำผู้ป่วยวัณโรคหายช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อความเท่าเทียมระหว่างเพศ เรียกร้องยุติดำเนินคดีนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้พิการ-เยาวชน หลังแสดงออกทางการเมือง https://thestandard.co/cso-asked-stop-prosecute-activist/ Tue, 27 Oct 2020 04:41:59 +0000 https://thestandard.co/?p=412943 เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อความเท่าเทียมระหว่างเพศ เรียกร้องยุติดำเนินคดีนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้พิการ-เยาวชน หลังแสดงออกทางการเมือง

วันนี้ (27 ตุลาคม) เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อความเท่าเ […]

The post เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อความเท่าเทียมระหว่างเพศ เรียกร้องยุติดำเนินคดีนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้พิการ-เยาวชน หลังแสดงออกทางการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อความเท่าเทียมระหว่างเพศ เรียกร้องยุติดำเนินคดีนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้พิการ-เยาวชน หลังแสดงออกทางการเมือง

วันนี้ (27 ตุลาคม) เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อความเท่าเทียมระหว่างเพศ (CSOs for Gender Equality) และภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์คัดค้านการออกหมายจับ รวมถึงเรียกร้องให้ยุติดำเนินคดีต่อผู้ร่วมชุมนุมและปราศรัยเวทีเชียงใหม่จะไม่ทน โดยมีรายละเอียดระบุว่า

 

สืบเนื่องมาจากเยาวชนนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในประเด็นสิทธิผู้พิการ สุริยา แสงแก้วฝั้น และเยาวชนอีก 6 คน ได้แสดงออกทางการเมืองโดยการกล่าวปราศรัยและร่วมชุมนุมโดยสงบในเวที ‘เชียงใหม่จะไม่ทน’ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้ถูกออกหมายจับ และวันนี้ 26 ตุลาคม 2563 ผู้ถูกกล่าวหาเกือบทั้งหมด (6 คน) รวมถึงสุริยา แสงแก้วฝั้น ได้เดินทางเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาที่สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่

 

เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อความเท่าเทียมระหว่างเพศ ขอแสดงจุดยืนว่าการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากความรุนแรง และการกล่าวปราศรัย เพื่อเรียกร้องให้เกิดการพัฒนาสิทธิมนุษยชนและระบอบประชาธิปไตย รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม นับเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนสามารถแสดงออกได้

 

นอกจากนี้ หากคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า สุริยา แสงแก้วฝั้น ผู้พิการที่เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เป็นที่ประจักษ์และสร้างคุณูปการในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือ เพราะได้เคลื่อนไหวทั้งประเด็นสิทธิผู้พิการ สิทธิเด็กและเยาวชน สิทธิแรงงานและแรงงานข้ามชาติ สิทธิชาติพันธุ์และ/หรือสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง รวมถึงสิทธิผู้หญิง และสิทธิบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ผ่านเครือข่ายผู้พิการ เครือข่ายแรงงานและแรงงานข้ามชาติ เครือชาติพันธุ์และ/หรือชนเผ่าพื้นเมือง และเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้านความเป็นธรรมทางเพศและทางสังคม รวมถึงเป็นหนึ่งในคณะทำงานของเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อความเท่าเทียมระหว่างเพศ ดังนั้น การแสดงออกทางการเมือง การร่วมชุมนุม และการปราศรัยรณรงค์เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทยตามสิทธิขั้นพื้นฐานในเวทีเชียงใหม่จะไม่ทน อันนำไปสู่การออกหมายจับในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม

 

ในการนี้ เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อความเท่าเทียมระหว่างเพศ นอกจากจะเรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีกับ สุริยา แสงแก้วฝั้น และเยาวชนทั้ง 6 คน รวมถึงก่อนหน้านี้อีก 2 คน ยังขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของภาครัฐทุกหน่วยรวมถึงตำรวจ ทหาร หยุดคุกคามประชาชน หยุดใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดกั้นการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ผู้ออกมาต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน เรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม และมากไปกว่านั้น ขอเรียกร้องให้ปล่อยตัวคนที่ถูกจับกุมเพราะการแสดงออกทางการเมืองทุกคนอย่างไม่มีเงื่อนไข

 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อความเท่าเทียมระหว่างเพศ เรียกร้องยุติดำเนินคดีนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้พิการ-เยาวชน หลังแสดงออกทางการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาคประชาสังคมจี้ตรวจสอบกรณีตำรวจ สภ.เวียงแหง วิสามัญฆาตกรรม จะจือ จะอ่อ https://thestandard.co/check-the-police-case-extrajudicial-killings/ Sat, 27 Jul 2019 09:45:34 +0000 https://thestandard.co/?p=274292

เครือข่ายภาคประชาสังคม ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการตรว […]

The post ภาคประชาสังคมจี้ตรวจสอบกรณีตำรวจ สภ.เวียงแหง วิสามัญฆาตกรรม จะจือ จะอ่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เครือข่ายภาคประชาสังคม ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการตรวจสอบกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เวียงแหง ได้ออกตรวจพื้นที่บริเวณบ้านห้วยไคร้ใหม่ และพบชายต้องสงสัย 2 คนขับรถจักรยานยนต์มา เมื่อเจ้าหน้าที่ขอให้หยุดเพื่อตรวจสอบ ชายต้องสงสัยกลับใช้ปืนยาวยิงเจ้าหน้าที่จนเกิดการต่อสู้กันขึ้น และ จะจือ จะอ่อ อายุ 26 ปี ชาวบ้านห้วยไคร้ใหม่ ตำบลเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ได้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 เวลาประมาณ 17.30 น.

 

โดยหลังเกิดเหตุมีประชาชนจากชุมชนชาวห้วยไคร้ใหม่ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า แม่ของผู้เสียชีวิตได้พยายามเข้าไปกอดร่างลูกชาย แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้าย ทำให้ประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ไม่พอใจ ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 มีประชาชนจากชุมชนชาวห้วยไคร้ใหม่ได้ออกแถลงการณ์ขอความเป็นธรรม และแสดงความวิตกต่อการวิสามัญฆาตกรรมดังกล่าว โดยได้อ้างว่า จะจือ จะอ่อ ไม่ได้ค้ายาเสพติดและไม่มียาเสพติดไว้ในครอบครอง และมีพยานเห็นเหตุการณ์ว่าในระหว่างการจับกุม จะจือ จะอ่อ ไม่ได้มีอาวุธปืน แต่อาวุธปืนนั้นถูกนำมาวางหลังจาก จะจือ จะอ่อ ได้เสียชีวิตแล้ว

 

แถลงการณ์ระบุว่า จากกรณีดังกล่าว เมื่อเกิดกรณีการที่เจ้าหน้าที่รัฐสังหารบุคคลโดยไม่ผ่านการพิจารณาพิพากษาของศาล หรือเรียกว่าการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม (Extrajudicial Killing) อาจเกิดเป็นกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองไว้ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติข้อ 11 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเป็นภาคี และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 และมาตรา 29 วรรคสอง กล่าวคือ เมื่อมีผู้ต้องสงสัยว่าจะกระทำความผิดอาญา บุคคลนั้นย่อมได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนผู้กระทำผิดไม่ได้ จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดแล้วว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้กระทำผิดจริง ดังนั้น ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยไม่ว่าจะเป็นคดีใดๆ จะถูกสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม (Extrajudicial Killing) ไม่ได้ และย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้รับโอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ (Rights to Defense) ตามกระบวนการดำเนินคดีที่เป็นธรรม (Fair Trial) 

 

ในส่วนการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่รัฐต้องใช้กำลังหรืออาวุธพอสมควรแก่เหตุ การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐเกินกว่าเหตุอาจเข้ากรณีการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม ซึ่งรัฐต้องสอบสวนข้อเท็จจริง นำตัวเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีทั้งทางวินัยและในทางอาญา และชดใช้เยียวยาให้ครอบครัวผู้ถูกละเมิดอย่างเพียงพอ การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมจะส่งผลให้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอ่อนแอ ประชาชนขาดความเชื่อถือในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ดังนั้นในกรณีที่เจ้าหน้าที่สังหารประชาชนนอกกระบวนการยุติธรรม รัฐจะต้องลงโทษเจ้าหน้าที่ทั้งในทางวินัยและในทางอาญา และชดใช้เยียวยาครอบครัวผู้ถูกละเมิดอย่างเพียงพออีกด้วยจากกรณีดังกล่าว เมื่อเกิดเหตุการณ์ความตายผิดปกติ ต้องมีการไต่สวนการตายตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เพื่อให้ศาลสั่งว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และแสดงถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้

 

ทั้งนี้ องค์กรภาคประชาสังคมที่ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ฉบับนี้ขอเน้นย้ำว่า จะจือ จะอ่อ มิได้เป็นชนเผ่าพื้นเมืองคนเดียวในประเทศไทยที่ตกเป็นเหยื่อของการวิสามัญฆาตกรรม ตั้งแต่ช่วงนโยบายปราบปรามยาเสพติดในปี 2546 ชนเผ่าพื้นเมืองได้ตกเป็นเหยื่อของอคติทางเชื้อชาติ โดยถูกมองอย่างเหมารวมในแง่ลบว่าเป็นพวกป่าเถื่อน ชอบค้ายาเสพติด และเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ ทัศนคติดังกล่าวแทรกซึมลึกเข้าไปในนโยบายของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย จึงทำให้คนชนเผ่าพื้นเมืองตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการฆ่านอกระบบ การซ้อมทรมาน หรือการบังคับให้สูญหาย 

 

ยกตัวอย่างเช่นในกรณีการสังหารชาวเมี่ยน 6 คนที่ตำบลห้วยชมพู อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ในปี 2546 และกรณีการวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมเยาวชนชาวลาหู่ และ อะเบ แซ่หมู่ ชายชาวลีซู ในปี 2560 เป็นต้น โดยในทุกกรณี เจ้าหน้าที่ได้กล่าวหาผู้ถูกสังหารว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และตัดสินใจใช้ความรุนแรงมากเกินความจำเป็น ไม่ได้สัดส่วนบนพื้นฐานของข้อสันนิษฐานที่อาจเป็นผลจากอคติทางเชื้อชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นกับ จะจือ จะอ่อ จึงถือเป็นผลจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบที่ส่งผลกระทบต่อชนเผ่าพื้นเมืองมากเป็นพิเศษ หากเหตุการณ์ในลักษณะเดิมยังเกิดขึ้นซ้ำ อาจทำให้ประชาชนที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองสูญเสียความไว้วางใจในรัฐและนำไปสู่ความขัดแย้งทางเชื้อชาติได้

 

องค์กรภาคประชาสังคมที่มีรายชื่อด้านล่างนี้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการดังต่อไปนี้

 

  1. ขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เป็นอิสระ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคประชาสังคม เพื่อตรวจสอบกรณีการเสียชีวิตของ จะจือ จะอ่อ จากการกระทำของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างครอบคลุมครบถ้วน และหากพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดตามข้อเท็จจริง รัฐต้องลงโทษผู้กระทำผิดทั้งทางวินัยและในทางอาญา และชดใช้เยียวยาครอบครัวของ จะจือ จะอ่อ อย่างเหมาะสม

 

  1. ขอให้คุ้มครองประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์การตรวจค้น จับกุม และสังหาร จะอือ จะอ่อ เพื่อป้องกันไม่ให้พยานถูกข่มขู่ คุกคามจากเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใด เพื่อให้พยานสามารถให้ข้อเท็จจริง พยานหลักฐานแก่คณะกรรมการตรวจสอบได้อย่างอิสระ ปราศจากแรงกดดันหรือความหวาดกลัว

 

  1. ขอให้ย้ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สังหาร จะอือ จะอ่อ ออกจากพื้นที่ ในระหว่างการตรวจสอบและสืบสวนสอบสวนคดี เพื่อเป็นหลักประกันว่าเจ้าหน้าที่จะไม่ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

 

  1. ในการทำสำนวนไต่สวนการตายนั้น ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากลตามหลักการในพิธีสารมินนิโซตา ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนกรณีที่ต้องสงสัยว่าเป็นการเสียชีวิตที่มิชอบด้วยกฎหมาย (ค.ศ. 2016) กล่าวคือ ต้องกระทำอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และละเอียดถี่ถ้วน เป็นอิสระและเป็นกลาง และโปร่งใส โดยต้องคำนึงถึงพยานหลักฐานทุกชิ้นในคดีไต่สวนการตาย เพื่อให้ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้สังหาร จะอือ จะอ่อ ตายที่ไหน เมื่อใด และแสดงถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้าย ให้กล่าวว่าใครเป็น 

 

  1. ผู้กระทำรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรจัดการฝึกอบรมความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน โดยมุ่งเน้นสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลในการเข้าถึงความยุติธรรมและขจัดอคติทางเชื้อชาติ โดยมีมาตรการให้ตำรวจชุมชน เจ้าหน้าที่ความมั่นคง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน และหน่วยงานอื่นๆ ที่ทำงานกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ต้องเข้าร่วมการอบรมดังกล่าว

 

ด้วยความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

 

องค์กรผู้ร่วมลงนาม

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)

เครือข่ายชาติพันธุ์จังหวัดเชียงใหม่

สมาพันธ์เพื่อช่วยเหลือมอญชายแดน

เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี

ศูนย์กฎหมายสิทธิชุมชน

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน 

ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น

มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม 

เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ภาคประชาสังคมจี้ตรวจสอบกรณีตำรวจ สภ.เวียงแหง วิสามัญฆาตกรรม จะจือ จะอ่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>