เขื่อน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เขื่อน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 28 Nov 2025 12:01:48 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นานาชาติส่งมอบความช่วยเหลือให้เวียดนาม กว่า 580 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูประเทศหลังภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ https://thestandard.co/vietnam-flood-aid-international/ Fri, 28 Nov 2025 09:49:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1149159 นานาชาติส่งมอบความช่วยเหลือให้ เวียดนาม กว่า 580 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูประเทศหลังภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่

ฝ่าม ทู หั่ง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม เปิดเผยข้ […]

The post นานาชาติส่งมอบความช่วยเหลือให้เวียดนาม กว่า 580 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูประเทศหลังภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นานาชาติส่งมอบความช่วยเหลือให้ เวียดนาม กว่า 580 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูประเทศหลังภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่

ฝ่าม ทู หั่ง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม เปิดเผยข้อมูลเมื่อวานนี้ (27 พฤศจิกายน) ว่า รัฐบาลต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศได้บริจาคเงินและส่งมอบความช่วยเหลือให้แก่เวียดนาม รวมมูลค่าเกือบ 16 ล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 580 ล้านบาท) เพื่อฟื้นฟูประเทศหลังภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่

 

รัฐบาลและประชาชนเวียดนามซาบซึ้งอย่างมากต่อการสนับสนุนที่ทันท่วงที เป็นประโยชน์ และประเมินค่ามิได้นี้ โดยทางการจะนำความช่วยเหลือนี้ไปส่งมอบโดยตรงยังพื้นที่และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์นี้

 

ทางการเวียดนามระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2025 จนถึงปัจจุบัน มีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายรวม 409 คน และบาดเจ็บ 727 คน จากเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งพายุ น้ำท่วม และดินถล่ม โดยบ้านเรือนกว่า 337,000 หลัง ได้รับความเสียหาย

 

ส่วนพื้นที่นาข้าวและพืชผลกว่า 3.45 ล้านไร่ และพื้นที่เพาะปลูกอื่นๆ อีก 2.35 ล้านไร่ ถูกน้ำท่วมอย่างหนัก ขณะที่มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 85.099 ล้านล้านดอง (ราว 1.21 แสนล้านบาท)

 

ในปีนี้มีพายุรุนแรงถึง 19 ลูกที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ทะเลตะวันออกของเวียดนาม โดยเป็นพายุไต้ฝุ่น 14 ลูกและดีเปรสชัน 5 ลูก ซึ่งเป็นจำนวนที่เกือบเทียบเท่าสถิติที่เคยบันทึกไว้ในปี 2017

 

ขณะนี้พื้นที่บริเวณตอนกลางประเทศกำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมสูง มีผู้เสียชีวิตหรือสูญหาย 102 คน บ้านเรือนกว่า 200,992 หลังถูกน้ำท่วม และถนนระดับชาติและระดับจังหวัด 119 สายถูกน้ำท่วมหรือถูกปิดกั้น ทางการคาดว่า มูลค่าความสูญเสียเบื้องต้นจากเฉพาะเหตุการณ์นี้อยู่ที่ 13.248 ล้านล้านดอง (ราว 1.89 หมื่นล้านบาท)

 

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในเวียดนามมีลักษณะเป็น ‘ภัยพิบัติผสม’ (Compound Disasters) ซึ่งเกิดจากการซ้อนทับกันของพายุ น้ำท่วม น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่ม ซึ่งสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐาน

 

กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมวางแผนที่จะเสริมสร้างขีดความสามารถในการพยากรณ์ โดยการขยายเครือข่ายการติดตามปริมาณน้ำฝน ปรับปรุงการพยากรณ์ฝนตกหนัก และจัดทำแผนที่อันตรายแบบละเอียดถึงระดับหมู่บ้านสำหรับน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม ปรับปรุงเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และโครงสร้างควบคุมน้ำท่วมที่เปราะบาง รวมถึงจะขยายความร่วมมือระหว่างประเทศและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับการติดตามภัยพิบัติแบบเรียลไทม์

 

แม้ว่าขีดความสามารถในการติดตามและพยากรณ์พายุจะดีขึ้นอย่างมาก แต่ภัยพิบัติที่คาดเดาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยยังคงพยายามอย่างหนัก เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่กำลังท้าทายการบริหารจัดการของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ในขณะนี้

 

ภาพ: Thanh Hue / Getty Images

อ้างอิง:

The post นานาชาติส่งมอบความช่วยเหลือให้เวียดนาม กว่า 580 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูประเทศหลังภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนสร้าง ‘เขื่อนต้าสือเสีย’ เท่าตึก 80 ชั้นในซินเจียง ใช้ AI ช่วยตั้งแต่วางแผนยันเครื่องจักรไร้คนขับ https://thestandard.co/dashixia-water-control-project-ai/ Fri, 26 Sep 2025 03:39:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1123110

โครงการ เขื่อนต้าสือเสีย (Dashixia Water Control Projec […]

The post จีนสร้าง ‘เขื่อนต้าสือเสีย’ เท่าตึก 80 ชั้นในซินเจียง ใช้ AI ช่วยตั้งแต่วางแผนยันเครื่องจักรไร้คนขับ appeared first on THE STANDARD.

]]>

โครงการ เขื่อนต้าสือเสีย (Dashixia Water Control Project) ซึ่งเป็นโครงการเขื่อนขนาดมหึมาที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยในการก่อสร้างในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกไกลของจีน ได้เริ่มกระบวนการกักเก็บน้ำแล้วเมื่อวันเสาร์ (20 ก.ย.) ที่ผ่านมา โครงการนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทาง ‘เทคโนโลยี’ และศักยภาพของจีนในด้านวิศวกรรมโยธาของโลก

 

เขื่อนแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดยบริษัทรัฐวิสาหกิจ China Energy Engineering Corporation และสร้างสถิติเป็น เขื่อนหินถมดาดหน้าด้วยคอนกรีต (Concrete-faced rockfill dam) ที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูงถึง 247 เมตร หรือเทียบเท่ากับตึก 80 ชั้น เขื่อนประเภทนี้เป็นที่นิยมในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเนื่องจากถือว่ามีความ ‘ปลอดภัย’ สูง, มีต้นทุนต่ำกว่า และเหมาะกับโครงสร้างที่มีความสูงมากๆ

 

งานวิจัยในปี 2014 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Soil Dynamics and Earthquake Engineering ได้ทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการต้านทานแผ่นดินไหวระหว่างเขื่อนประเภทนี้กับเขื่อนแบบแกนดินเหนียว (Earth-core rockfill dam) และพบว่าเขื่อนหินถมดาดหน้าด้วยคอนกรีตมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ซึ่งบ่งชี้ว่าเหมาะกับพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวมากกว่า

 

ยิ่งไปกว่านั้น โครงการต้าสือเสียยังเป็นเขื่อนแห่งแรกของโลกที่กระบวนการก่อสร้างทั้งหมดถูกควบคุมด้วยระบบ ‘อัจฉริยะ’ เต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการใช้เครื่องจักรกลหนักที่ทำงานได้เองโดยไร้คนขับ และการนำเทคโนโลยีอย่าง Digital Twin, AI และ Blockchain เข้ามาใช้ เพื่อให้การก่อสร้างมีความแม่นยำสูงคล้ายกับการพิมพ์ 3 มิติ

 

การนำเทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้มาใช้ส่งผลให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีรายงานว่าการก่อสร้างส่วนยอดของเขื่อนสามารถเสร็จสิ้นได้ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการเดิมถึง 8 เดือนเลยทีเดียว

 

หนึ่งในหัวใจสำคัญของโครงการคือการใช้แบบจำลองข้อมูลอาคาร หรือ BIM (Building Information Modelling) ซึ่งเป็นการสร้างแบบจำลอง 3 มิติอัจฉริยะเพื่อใช้เป็นต้นแบบดิจิทัลของโครงการ ช่วยให้การวางแผน, การก่อสร้าง และการดำเนินงานเป็นไปได้อย่างราบรื่นและแม่นยำ

 

หวังเฟิงปิน (Wang Fengbin) รองหัวหน้าวิศวกรของบริษัท China Gezhouba Group ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาก่อสร้าง กล่าวว่าเทคโนโลยี BIM ถูกใช้เพื่อสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับโครงการ “นอกจากนี้ เรายังสร้างระบบบริหารจัดการบนคลาวด์แพลตฟอร์ม เพื่อควบคุมและจัดการกระบวนการทั้งหมด”

 

เขายังเสริมอีกว่า ระบบดังกล่าวยังรวมถึงการตรวจสอบสภาพอากาศ, สภาพน้ำ และคุณภาพอากาศโดยอัตโนมัติ รวมถึงการติดตั้งเครือข่ายตรวจจับแผ่นดินไหว ซึ่งเทคโนโลยี AI ยังได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาท้าทายทางเทคนิคหน้างาน เช่น การตรวจสอบความชื้นและการบดอัดของวัสดุได้อย่างแม่นยำ

 

เมื่อโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ในปีหน้า อ่างเก็บน้ำของเขื่อนจะมีความจุถึง 1.17 พันล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะสามารถส่งน้ำเพื่อการชลประทานให้กับพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 533,000 เฮกตาร์ (หรือประมาณ 3.3 ล้านไร่) ในลุ่มแม่น้ำอักซูและลุ่มแม่น้ำทาริม

 

นอกจากประโยชน์ด้านการเกษตรแล้ว เขื่อนต้าสือเสียยังถูกคาดหวังให้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมอุทกภัยและลดความรุนแรงของเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ และยังมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 750,000 กิโลวัตต์ ซึ่งจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 1.9 พันล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ในครัวเรือนของสหรัฐฯ ได้ถึง 180,000 ครัวเรือนต่อปี

 

ขณะเดียวกัน ทางการจีนก็ได้ดำเนินมาตรการอนุรักษ์ควบคู่กันไป โดยมีรายงานว่าได้มีการปล่อยปลาจำนวน 140,000 ตัวคืนสู่ธรรมชาติในบริเวณใกล้เคียง เพื่อช่วยปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของลุ่มแม่น้ำทาริม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

ภาพ: CGTN

 

อ้างอิง:

The post จีนสร้าง ‘เขื่อนต้าสือเสีย’ เท่าตึก 80 ชั้นในซินเจียง ใช้ AI ช่วยตั้งแต่วางแผนยันเครื่องจักรไร้คนขับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรมสั่งกรมทรัพยากรน้ำเร่งออกแบบสร้างเขื่อนกรองสารเคมี แม่น้ำกก-แม่น้ำสาย ป้องกันผลกระทบระยะยาว https://thestandard.co/phumtham-chemical-filter-dam-rivers/ Wed, 21 May 2025 06:17:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1076673 ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแผนสร้างเขื่อนกรองสารเคมีแก้ปัญหามลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย

วันนี้ (21 พฤษภาคม) ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี แล […]

The post ภูมิธรรมสั่งกรมทรัพยากรน้ำเร่งออกแบบสร้างเขื่อนกรองสารเคมี แม่น้ำกก-แม่น้ำสาย ป้องกันผลกระทบระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแผนสร้างเขื่อนกรองสารเคมีแก้ปัญหามลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย

วันนี้ (21 พฤษภาคม) ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์การปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง พื้นที่จังหวัดเชียงรายว่า เรื่องดังกล่าวได้นำเข้าสู่ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) และได้สั่งการตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่เกี่ยวกับการพบสารพิษตกค้างในแม่น้ำ โดยมีสาเหตุจากเหมืองแร่ที่บริเวณต้นน้ำ ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ของประเทศเมียนมา 

 

เรื่องนี้ได้เร่งให้มีการตรวจสอบ โดยได้แต่งตั้งให้กรมควบคุมมลพิษเป็นประธานร่วมกับกรมอนามัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า สารที่ทะลักเข้ามาเป็นอันตรายและเกินค่ามาตรฐานหรือไม่ โดยเท่าที่ตรวจสอบแม่น้ำฝั่งไทยพบสารเกินค่ามาตรฐานในหลายจุด แต่ไม่ได้เป็นอันตรายในระยะสั้น

 

ภูมิธรรมกล่าวอีกว่า ส่วนความกังวลว่าจะส่งผลอันตรายในระยะยาวขณะนี้รัฐบาลใช้วิธีการควบคุมในหลายวิธี เช่น การควบคุมกิจการชายแดน ที่ได้ไปเจรจากับประเทศเมียนมา แต่จากการพูดคุยและหารือกันแล้วพบว่า อาจจะไม่ใช่พื้นที่ในการควบคุมของรัฐบาลเมียนมาโดยตรง คาดว่าจะเป็นพื้นที่ของชนกลุ่มน้อย ทำให้การเจรจาค่อนข้างยาก 

 

ดังนั้นเราต้องหาทางป้องกัน และประสานกรมอนามัยเพื่อดูภาพรวม เนื่องจากแม่น้ำที่มีปัญหาเป็นแม่น้ำที่กว้าง โดยให้มีการบินสำรวจดู เพื่อให้กรมทรัพยากรน้ำออกแบบก่อสร้างเขื่อนที่มีคุณสมบัติกรองสารเคมี และดูดตะกอนที่ตกค้างแก้ปัญหาในระยะยาว โดยให้เริ่มตั้งแต่ตอนนี้เพื่อเป็นการป้องกัน เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าการเจรจาจะเป็นอย่างไร อีกทั้งสาเหตุไม่ได้เกิดในดินแดนของไทย ดังนั้นการป้องกันเพื่อเตรียมการจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

 

ภูมิธรรมกล่าวว่า อยากให้พี่น้องประชาชนมั่นใจเวลานี้ยังไม่ถึงขั้นที่เป็นอันตราย ซึ่งประชาชนในพื้นที่ถือเป็นประชาชนของประเทศไทยเป็นทรัพยากรสำคัญ รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ประชาชนเผชิญกับภัยเช่นนี้ได้ ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ในการปกป้องและพยายามทำเต็มที่

The post ภูมิธรรมสั่งกรมทรัพยากรน้ำเร่งออกแบบสร้างเขื่อนกรองสารเคมี แม่น้ำกก-แม่น้ำสาย ป้องกันผลกระทบระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยใช้งบกว่า 4 พันล้านบาทในปี 2566 สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขง 8 จังหวัด https://thestandard.co/thailand-4b-mekong-flood-defense/ Fri, 13 Sep 2024 13:19:35 +0000 https://thestandard.co/?p=983328 เขื่อนป้องกันริมตลิ่งแม่น้ำโขง

จากเหตุการณ์น้ำท่วมหลายจังหวัดในภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวั […]

The post ไทยใช้งบกว่า 4 พันล้านบาทในปี 2566 สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขง 8 จังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เขื่อนป้องกันริมตลิ่งแม่น้ำโขง

จากเหตุการณ์น้ำท่วมหลายจังหวัดในภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย อันเป็นผลมาจากพายุยางิ ซึ่งทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม นอกจากปริมาณน้ำฝนจากพายุยางิแล้ว ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่เพิ่มสูงยังเป็นผลมาจากเขื่อนจีนที่อยู่ตอนบนลุ่มแม่น้ำโขงเริ่มปล่อยน้ำ ส่งผลกระทบให้บริเวณริมฝั่งโขงในหลายจังหวัดภาคอีสานตอนบน ทั้งจังหวัดหนองคาย, เลย ฯลฯ น้ำเริ่มเอ่อล้นและท่วมในหลายพื้นที่แล้ว

 

ข้อมูลจาก Rocket Media Lab ที่สำรวจการสร้างเขื่อนป้องกันริมตลิ่งแม่น้ำโขง เพื่อป้องกันการกัดเซาะริมตลิ่ง อันเป็นผลมาจากกระแสและทิศทางน้ำ รวมไปถึงปริมาณการไหลของน้ำที่ผิดธรรมชาติ อันเกิดจากการสร้างเขื่อนและการปล่อยน้ำของเขื่อนจีนทางตอนบนลุ่มแม่น้ำโขง และการใช้งบประมาณเพื่อสร้างเขื่อนป้องกันริมตลิ่งในพื้นที่ 8 จังหวัดที่ติดกับแม่น้ำโขง

 

รายงานวิจัยระบุว่า การสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงทางตอนบน ส่งผลให้ตลิ่งริมน้ำโขงในจังหวัดต่างๆ ที่มีพื้นที่ติดริมแม่น้ำโขงในประเทศไทยพังทลายมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่จีนสร้างเขื่อนม่านวานเสร็จ และมีการควบคุมน้ำเพื่อระเบิดแก่งแม่น้ำโขงในปี 2545-2547 เนื่องจากเขื่อนได้ควบคุมการไหลของน้ำ โดยจะปล่อยน้ำเมื่อต้องการผลิตกระแสไฟฟ้า และหยุดปล่อยน้ำเมื่อไม่ต้องการผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้น้ำโขงขึ้นและลงเร็วตามการปล่อยน้ำของเขื่อน ผิดไปจากธรรมชาติ ทำให้ดินปรับสภาพไม่ทัน เมื่อน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว น้ำก็จะดึงดินลงไปในแม่น้ำด้วย ทำให้ริมตลิ่งเกิดการกัดเซาะและพังทลาย

 

ประเทศไทยเองมีความยาวตลิ่งที่ติดกับแม่น้ำโขง 965.53 กิโลเมตร ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ซึ่งจังหวัดที่มีความยาวตลิ่งติดกับแม่น้ำโขงมากที่สุดคือนครพนม 167.76 กิโลเมตร ในขณะที่อำนาจเจริญสั้นที่สุดเพียง 23.57 กิโลเมตร

 

ประเทศไทยมีโครงการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขงตอนล่างมาตั้งแต่ปี 2530 ปัจจุบันมีการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขงไปแล้วในปีงบประมาณ 2566 เป็นระยะทาง 645.67 กิโลเมตร และเหลือตลิ่งที่ยังไม่ได้สร้างเขื่อนป้องกันอีก 301.28 กิโลเมตร โดยจังหวัดที่เหลือตลิ่งที่ยังไม่ได้สร้างเขื่อนป้องกันยาวที่สุดคือหนองคาย 57.81 กิโลเมตร

 

เขื่อนป้องกันตลิ่งกับการป้องกันน้ำท่วม

 

จาการจำแนกงบประมาณรายโครงการเพื่อพิจารณาการใช้งบน้ำท่วมจากปีงบประมาณ 2566 พบว่า ในงบปีประมาณ 2566 มีงบก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งมากที่สุด 19,821,418,900 บาท คิดเป็น 37.13% ซึ่งเป็นงบที่ดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย

 

และหากพิจารณาเฉพาะเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขงใน 8 จังหวัดที่ติดแม่น้ำโขง พบว่าในปีงบประมาณ 2566 มีโครงการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขงทั้งหมด 171 โครงการ รวมงบประมาณ 4,137,040,200 บาท ซึ่งทั้งหมดดำเนินการโดยกระทรวงมหาดไทย

 

หากพิจารณาเป็นรายจังหวัดจะพบว่า บึงกาฬเป็นจังหวัดที่ได้งบประมาณมากที่สุดในการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขง 899,068,300 บาท ซึ่งบึงกาฬเหลือพื้นที่ที่ยังไม่ได้สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขง 41.67 กิโลเมตร โดยในวันนี้ (13 กันยายน) มีรายงานว่า อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ เกิดน้ำท่วมฉับพลันระดับน้ำสูงกว่า 70 เซนติเมตร ปิดถนนหลายเส้น เนื่องจากฝนถล่ม และน้ำจากแม่น้ำโขงที่เพิ่มระดับสูงขึ้น

 

รองลงมาคือหนองคาย จำนวน 37 โครงการ 876,301,300 บาท โดยหนองคายเหลือพื้นที่ที่ยังไม่ได้สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขง 57.81 กิโลเมตร ในขณะเดียวกันพบว่า ในวันนี้ (13 กันยายน) ระดับน้ำโขงเพิ่มขึ้นสูงกว่า 13.25 เมตร เกิดน้ำโขงล้นตลิ่ง ทะลักท่วมหมู่บ้านกว่า 500 หลังคาเรือนในพื้นที่ 4 อำเภอ ทำให้หนองคายแจ้งเตือนภัยระดับ 5 สีแดง ให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงริมแม่น้ำโขงอพยพแล้ว

 

อันดับ 3 คือจังหวัดเชียงราย 18 โครงการ 570,130,200 บาท และยังเหลือพื้นที่ที่ยังไม่ได้สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขง 14.49 กิโลเมตร ซึ่งวานนี้ (12 กันยายน) น้ำโขงล้นตลิ่งสูงกว่า 12.28 เมตร ทำให้อำเภอเชียงของ บริเวณที่ติดกับแม่น้ำโขงมีน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตรแล้ว โดยเป็นผลมาจากมวลน้ำทั้งจากจังหวัดเชียงรายและ สปป.ลาว รวมถึงการปล่อยน้ำจากเขื่อนต้นลำน้ำโขง ที่ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนล้นตลิ่งและเอ่อท่วมอำเภอเชียงของ

 

นอกจากนี้ มวลน้ำเหล่านี้ยังจะไหลไปสร้างผลกระทบให้กับจังหวัดเลยต่อไป โดยเลยเป็นจังหวัดที่ได้รับงบในการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขงในปีงบประมาณ 2566 สูงเป็นอันดับ 4 จำนวน 22 โครงการ 465,566,200 บาท และยังเหลือพื้นที่ที่ยังไม่ได้สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขง 33.63 กิโลเมตร รวมไปถึงจังหวัดนครพนมที่มีการประกาศให้เฝ้าระวังระดับน้ำโขงที่กำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ทั้งนี้นครพนมเป็นจังหวัดที่ได้รับงบในการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขงในปีงบประมาณ 2566 สูงเป็นอันดับ 5 จำนวน 17 โครงการ 465,057,400 บาท และยังเหลือพื้นที่ที่ยังไม่ได้สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขง 23.31 กิโลเมตร

 

ขณะที่อำนาจเจริญนั้นเป็นจังหวัดที่ได้รับงบประมาณในการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขงน้อยที่สุด รวม 8 โครงการ 131,885,100 บาท เนื่องด้วยเป็นจังหวัดที่มีแนวตลิ่งติดกับแม่น้ำโขงน้อยที่สุดเพียง 23.57 กิโลเมตร และยังเหลือพื้นที่ที่ยังไม่ได้สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขงเพียง 4.62 กิโลเมตรเท่านั้น

 

ภาพ: PR-nongkhai สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดหนองคาย

อ้างอิง:

  • กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย
  • งบประมาณแผ่นดินปี 2566 คำนวณโดย Rocket Media Lab

The post ไทยใช้งบกว่า 4 พันล้านบาทในปี 2566 สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขง 8 จังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลวงพระบางต้องการการคุ้มครอง ไม่ใช่เขื่อนความเสี่ยงสูง https://thestandard.co/luang-prabang-needs-protection/ Fri, 20 Oct 2023 14:38:58 +0000 https://thestandard.co/?p=857013 หลวงพระบาง

มีสถานที่เพียงไม่กี่แห่งในเอเชียที่มีเสน่ห์และความสำคัญ […]

The post หลวงพระบางต้องการการคุ้มครอง ไม่ใช่เขื่อนความเสี่ยงสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลวงพระบาง

มีสถานที่เพียงไม่กี่แห่งในเอเชียที่มีเสน่ห์และความสำคัญทางวัฒนธรรมเทียบเท่ากับหลวงพระบาง อดีตนครหลวงของ สปป.ลาว เมืองเก่าแก่ริมแม่น้ำโขงอายุกว่า 800 ปี ที่เขตตัวเมืองและพื้นที่สองฝั่งโขงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2538

 

แหล่งทรงคุณค่าที่ซ้อนทับกันหลายลำดับชั้นในเมืองหลวงพระบาง ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม พระราชวัง บ้านไม้ คฤหาสน์ยุคอาณานิคม หรือตึกแถวเก่า ล้วนแล้วแต่อยู่รอดเป็นเวลากว่าหลายศตวรรษ แม้เมืองแห่งนี้จะตั้งอยู่บนพื้นที่เสี่ยงต่อเหตุแผ่นดินไหวก็ตาม

 

แต่หากอันตรายจากแผ่นดินไหวเป็นปัจจัยสำคัญ เหตุใดจึงมีการอนุญาตให้ดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เหนือน้ำขึ้นไปเพียง 25 กิโลเมตร การศึกษาขององค์การยูเนสโก (UNESCO) เผยว่า โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 1,460 เมกะวัตต์แห่งนี้ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสวัสดิภาพของผู้คน อาคารบ้านเรือน และธรรมชาติสิ่งแวดล้อม หากเกิดเหตุแผ่นดินไหวหรืออุทกภัย กระนั้นการก่อสร้างเขื่อนได้เริ่มต้นขึ้นอย่างรีบเร่งตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยท้ายที่สุดแล้วเงินลงทุนในโครงการนี้ขึ้นอยู่กับไทย

 

หลวงพระบาง

ทัศนียภาพลำน้ำโขงในเขตเมืองหลวงพระบาง

 

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รัฐวิสาหกิจด้านกิจการพลังงาน ได้ตกลงรับซื้อพลังงาน 95% ที่ผลิตได้จากเขื่อนซึ่งมีบริษัทไทยเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยทางการต้องจ่ายเงินแม้จะไม่ได้ใช้พลังงานนั้นในภายหลัง

 

อาจยังไม่สายหากรัฐบาลจะคิดทบทวนข้อตกลงดังกล่าว นอกจากจะเป็นเรื่องการรักษาพื้นที่อันทรงคุณค่าแล้ว ยังเป็นเรื่องการพัฒนาวิธีจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพอีกด้วย เพราะไทยเป็นประเทศที่มีพลังงานสำรองมหาศาล มากกว่าระดับที่ถือกันว่าเหมาะสมคือ 30% ของกำลังผลิต ปัจจุบัน กฟผ. เองยังมีแผนลดค่าจัดการด้วยวิธีลดพลังงานสำรองลงมาอยู่ที่ราว 15% ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ยอมรับโดยสากล 

 

แม้ไฟฟ้าพลังน้ำจะยังคงได้รับการยอมรับในฐานะพลังงานสะอาด และถือกันว่าเป็นทางออกหนึ่งของปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง แต่แท้จริงแล้วเขื่อนไม่ได้สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะก่อให้เกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกอันตรายทั้งในกระบวนการก่อสร้างและดำเนินการผลิต โดยในกรณีหลังเกิดจากการเน่าเปื่อยของชิ้นส่วนพืชที่จมอยู่ใต้น้ำ ปัจจุบันพลังงานสะอาดมาจากลมและแสงอาทิตย์

 

ประเด็นด้านพลังงานเป็นหัวข้อหนึ่งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักระหว่างฤดูกาลเลือกตั้งในปีนี้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรสร้างความเชื่อมั่นว่าการผลิตพลังงานของประเทศจะเป็นไปตามการตรวจวัดประเมินที่เป็นปัจจุบัน ทั้งในเรื่องของความต้องการใช้พลังงาน กำลังผลิต เทคโนโลยี และความยั่งยืน ซึ่งดูแล้วล้วนไม่ใช่สิ่งที่โครงการนี้ตอบโจทย์

 

หากรัฐบาลจะยกเลิกข้อตกลงของ กฟผ. งบประมาณก่อสร้างที่มาจากไทยจะถูกถอนออกไป จากการพูดคุยกันระหว่างผู้เขียนและศาสตราจารย์ Ian Baird แห่งศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา 

 

“หากประเทศไทยไม่ลงนามในสัญญาซื้อพลังงานจากเขื่อนแห่งนี้ ก็แทบจะแน่นอนแล้วว่าการก่อสร้างจะไม่ได้ไปต่อ” ศาสตราจารย์ Baird กล่าว

 

มีแรงจูงใจที่ชอบด้วยกฎหมายที่จะยกเลิกข้อตกลงหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายชี้ว่า สัญญาทางปกครองสามารถยกเลิกโดยชอบด้วยกฎหมาย หากเกิดสภาวการณ์ใหม่หรือพบว่าคู่สัญญาบกพร่องต่อความรับผิดชอบ ในส่วนของโครงการนี้มีการศึกษาผลกระทบและความเสี่ยงอย่างละเอียดและเป็นธรรมโดยผู้พัฒนาโครงการและรัฐบาลชุดก่อนแล้วหรือยัง

 

หลวงพระบาง

ทัศนียภาพชานเมืองหลวงพระบาง มองจากพระธาตุพูสี

 

เป็นเรื่องยากที่จะเห็นว่าการอนุญาตให้ก่อสร้างเขื่อนและรายงานการติดตามผลกระทบต่อแหล่งมรดกใน สปป.ลาว โดยองค์การยูเนสโก นั้นสอดคล้องกัน เพราะรายงานของยูเนสโกเสนอว่า ควรยุติการก่อสร้างอย่างเร่งด่วน ในทำนองเดียวกัน คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission) ยังประเมินว่า เขื่อนดังกล่าวมี ‘ความเสี่ยงสูงมากเป็นอย่างยิ่ง’ จากรายงานการประเมินทางเทคนิคเมื่อปี 2562 และ 2563

 

โครงการเขื่อนอยู่ห่างจากแนวรอยเลื่อนเพียง 8.6 กิโลเมตร เมื่อปี 2562 เพิ่งเกิดเหตุแผ่นดินไหวความรุนแรงขนาด 6.4 ริกเตอร์ ที่แขวงไชยบุรี ไม่ไกลจากหลวงพระบางนัก สภาพอากาศที่รุนแรงเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงเช่นกัน อย่างในปี 2561 พายุฝนกระหน่ำจนทำให้โครงการก่อสร้างเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ที่แขวงจำปาสัก พังทลาย นำไปสู่อุทกภัยที่พัดถล่มหมู่บ้าน คร่าชีวิตประชาชน 71 คน ส่วนอีก 14,440 คนต้องตกอยู่ในภาวะไร้ที่อยู่อาศัย 

 

ความเสี่ยงที่จะเกิดหายนะไม่ได้มีแค่กับ สปป.ลาว และประชาชนชาวลาวเท่านั้น แต่เสี่ยงต่อประเทศไทยที่จะสูญเสียชื่อเสียงและความเชื่อมั่นจากนานาชาติ ในฐานะผู้ร่วมลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ พ.ศ. 2515 ประเทศไทยได้ให้คำมั่นที่จะไม่ทำลายแหล่งมรดกที่อยู่ในประเทศอื่นตามมาตรา 6.3 ของอนุสัญญา ในส่วนนี้อาจเป็นเรื่องการจัดลำดับชั้นความสำคัญใหม่ให้กับประเด็นทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพรรคการเมืองอย่างพรรคก้าวไกล ออกข้อเสนอขับเคลื่อนไทยให้กลับมามีบทบาทผู้นำในภูมิภาคอาเซียนอีกครั้ง

 

ศ.ดร.ปัญญา จารุศิริ นักแผ่นดินไหววิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเตือนผู้เขียนว่า รอยเลื่อนใกล้เขื่อนสามารถก่อให้เกิดแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงขนาด 7 ริกเตอร์ และสภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนักอาจทำให้เกิดดินถล่มตามแนวริมน้ำ ที่ตั้งในตำแหน่งปัจจุบันนี้เป็นอันตรายต่อเขื่อนขนาดใหญ่มาก

 

ทัศนียภาพลำน้ำโขง บริเวณทิศใต้ของเมืองหลวงพระบาง

 

นอกจากความเสี่ยงต่อมรดกที่เป็นสิ่งปลูกสร้างแล้ว การสร้างเขื่อนยังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อมรดกธรรมชาติในแม่น้ำโขงและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เมืองหลวงพระบางได้รับการยอมรับในฐานะมรดกโลกของยูเนสโก ที่สามารถธำรงความเอื้ออาศัยกันระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรมได้ แม่น้ำโขงส่วนนี้เป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตหายากที่เสี่ยงสูญพันธุ์ ตัวอย่างเช่น ปลาบึก ซึ่งเป็นหนึ่งในปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

 

ถึงจะไม่มีแผ่นดินไหว แต่โครงสร้างเขื่อนก็ทำลายภูมิลักษณ์ของแม่น้ำและเส้นทางกระแสน้ำ ทำให้แม่น้ำกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ อย่างเช่น พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำหลายแห่งที่กำลังเผชิญกับปัญหาตลิ่งพังทลายหลังจากเขื่อนไชยบุรี ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างของไทยที่เปิดทำการเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2562

 

“เขื่อนแห่งใหม่นี้จะมีประโยชน์ไปอีกแค่ไม่กี่ทศวรรษ แต่ประวัติศาสตร์หลายศตวรรษของหลวงพระบาง ตลอดจนระบบนิเวศโดยรอบ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประชาชนชาวลาว อาจเสียหายหรือถูกทำลายไปตลอดกาล” Minga Yang อดีตผู้อำนวยการคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก กล่าวกับผู้เขียน

 

ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพความปลอดภัย และช่วยปกปักรักษาแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน เพื่อให้ประชาชนชาวลาวและผู้คนทั้งโลกยังสามารถดื่มด่ำกับพื้นที่อันทรงคุณค่าบนโลกนี้ได้ตราบนานเท่านาน

 

คำอธิบายภาพเปิด: หอพระบาง โบราณสถานสำคัญ สถานที่ประดิษฐานพระบาง พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองลาว

 

Tom Fawthrop เป็นนักเขียน นักสื่อสารมวลชน และผู้สร้างภาพยนตร์ มีผลงานกำกับล่าสุดคือ Killing the Mekong, Dam by Dam และสารคดีเกี่ยวกับแม่น้ำสาละวิน The Last Undammed River

 

บทความนี้ได้รับการดัดแปลงเล็กน้อยจากที่ปรากฏเป็นภาษาอังกฤษในคอลัมน์ ‘Heritage Matters’ ของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2566

 

บรรณาธิการ Heritage Matters: ไบรอัน เมอร์เทนส์

แปลเป็นภาษาไทย: พีรพัฒน์ อ่วยสุข

ภาพ: พีรพัฒน์ อ่วยสุข

The post หลวงพระบางต้องการการคุ้มครอง ไม่ใช่เขื่อนความเสี่ยงสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเดียสั่งพักงานเจ้าหน้าที่รัฐ หลังสั่งสูบน้ำออกจากเขื่อนเพื่องมหาโทรศัพท์มือถือที่ตกลงไป https://thestandard.co/indian-official-drains-dam-lost-phone/ Sun, 28 May 2023 05:20:30 +0000 https://thestandard.co/?p=796154 สูบน้ำออกจากเขื่อน

ทางการอินเดียสั่งพักงาน ราเชษฐ์ วิชวัส เจ้าหน้าที่รัฐที […]

The post อินเดียสั่งพักงานเจ้าหน้าที่รัฐ หลังสั่งสูบน้ำออกจากเขื่อนเพื่องมหาโทรศัพท์มือถือที่ตกลงไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
สูบน้ำออกจากเขื่อน

ทางการอินเดียสั่งพักงาน ราเชษฐ์ วิชวัส เจ้าหน้าที่รัฐที่ทำโทรศัพท์มือถือตกลงไปในน้ำขณะกำลังถ่ายภาพเซลฟีที่เขื่อนแห่งหนึ่งในรัฐฉัตตีสครห์ของอินเดีย ทำให้เขาตัดสินใจสั่งสูบน้ำหลายล้านลิตรออกจากเขื่อนดังกล่าวเพื่องมหาโทรศัพท์มือถือที่ตกลงไป ก่อนที่จะใช้เวลานานกว่า 3 วัน ถึงจะพบโทรศัพท์มือถือ

 

วิชวัสอ้างว่าโทรศัพท์มือถือเครื่องดังกล่าวบันทึกข้อมูลที่สำคัญและค่อนข้างละเอียดอ่อนของรัฐบาลท้องถิ่นเอาไว้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเก็บกู้โทรศัพท์มือถือเครื่องนี้ขึ้นมาจากเขื่อน แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในประเด็นที่ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ ก่อนที่จะถูกหน่วยงานต้นสังกัดสั่งพักงานในที่สุด

 

นอกจากนี้วิชวัสยังอ้างด้วยว่าเขาพยายามเก็บกู้โทรศัพท์มือถือที่ตกลงไปด้วยการขอความช่วยเหลือจากทีมนักประดาน้ำในพื้นที่แล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เขาจึงตัดสินใจที่จะเลือกใช้วิธีการสูบน้ำออกจากเขื่อนแห่งนี้ โดยเขายังอ้างอีกว่าเขาได้รับอนุญาตทางวาจาจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบให้สามารถระบายน้ำออกจากเขื่อนไปยังคูคลองที่อยู่ใกล้เคียงได้ พร้อมทั้งยังกล่าวเสริมว่าสิ่งที่เขาทำก็ยังพอจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงอยู่บ้าง

 

ทางการท้องถิ่นมีคำสั่งให้ยุติภารกิจสูบน้ำออกจากเขื่อนหลังได้รับข้อร้องเรียน โดยเจ้าหน้าที่เขตที่ดูแลรับผิดชอบในประเด็นนี้เผยว่า วิชวัสจะถูกสั่งพักงานจนกว่าจะมีการไต่สวนประเด็นนี้ให้แล้วเสร็จ เนื่องจากน้ำถือเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญอย่างมากและจะปล่อยให้สูญเปล่าไปแบบนี้ไม่ได้

 

แฟ้มภาพ: Dejan_k / Shutterstock

อ้างอิง:

The post อินเดียสั่งพักงานเจ้าหน้าที่รัฐ หลังสั่งสูบน้ำออกจากเขื่อนเพื่องมหาโทรศัพท์มือถือที่ตกลงไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. เตรียมสร้างเขื่อนริมน้ำป้องกันน้ำหนุนเจ้าพระยา ‘ชัชชาติ’ ยัน งบเพียงพอ แต่เวลาคือข้อจำกัด แนวกั้นอาจเสร็จไม่ทันฤดูฝนปีนี้ https://thestandard.co/preparing-to-build-a-dam-to-protect-the-water-chao-phraya-river/ Wed, 27 Jul 2022 06:34:14 +0000 https://thestandard.co/?p=659495 เขื่อนริมน้ำ

วันนี้ (27 กรกฎาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุ […]

The post กทม. เตรียมสร้างเขื่อนริมน้ำป้องกันน้ำหนุนเจ้าพระยา ‘ชัชชาติ’ ยัน งบเพียงพอ แต่เวลาคือข้อจำกัด แนวกั้นอาจเสร็จไม่ทันฤดูฝนปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เขื่อนริมน้ำ

วันนี้ (27 กรกฎาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) กล่าวถึงการรับมือสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงปลายเดือนกรกฎาคมจนถึงต้นเดือนสิงหาคม ว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) จะมีการสร้างเขื่อนริมน้ำ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 88 กิโลเมตร มีจุดที่เป็นฟันหลอประมาณ 20 กว่าจุด ปีนี้ กทม. ได้งบประมาณดำเนินการ 13 จุด ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดซื้อจัดจ้าง

 

ชัชชาติกล่าวต่อไปว่า จุดสำคัญคือต้องเตรียมกระสอบทรายไว้อุดจุดที่ฟันหลอ (ช่องว่างระหว่างคันกั้นน้ำ) พร้อมยอมรับว่ามีบางจุดที่ยังมีปัญหา เช่น จุดทรงวาด ตลาดน้อย ที่เอกชนยังไม่เข้าไปดำเนินการ ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อม เมื่อถึงเวลาจะได้ดำเนินการได้เลย ทั้งนี้ได้ประเมินน้ำเหนือหนุนที่จะเข้าขั้นวิกฤตคือน้ำมีปริมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะทำให้น้ำเอ่อล้นถึงแนวกั้นได้

 

“เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทางกรมชลประทานได้รายงานสถานการณ์ประจำวันว่าขณะนี้มีปริมาณน้ำที่ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ปกติ ไม่มีปัญหา และผมได้สั่งการเน้นย้ำให้เฝ้าระวังจุดฟันหลอแล้ว เพราะทุกจุดที่ฟันหลอถึงแม้สถานการณ์น้ำน้อยก็สามารถเอ่อท่วมได้” ชัชชาติกล่าว

 

ชัชชาติกล่าวต่อไปว่า ปีที่ผ่านมามีการเตรียมตัวไว้อยู่แล้ว แต่ยังมีจุดที่เอกชนเข้าไปดำเนินการไม่ได้ ซึ่งปีนี้ต้องไปดูว่าสามารถตีเขื่อนล้อมได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้น้ำเอ่อท่วมบ้านของประชาชน พร้อมยอมรับว่า 13 จุดฟันหลอไม่สามารถดำเนินการทำแนวกั้นได้เสร็จทันในฤดูฝนปีนี้ แต่ในสัญญา ผู้รับเหมาต้องเตรียมการรับมือไว้แล้ว

 

ทั้งนี้ยืนยันว่ามีงบประมาณเพียงพอ เพราะปัญหาไม่ใช่เรื่องงบแต่เป็นเรื่องเวลา เนื่องจากมีจำกัด นอกจากนี้ยังมีส่วนของระเบียบขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างอีกที่ต้องใช้เวลา ส่วนเรื่องปัญหาน้ำฝนที่จะทำให้น้ำท่วม กทม. นั้น ตอนนี้ทางกองทัพเข้ามาช่วยในการขุดลอกท่อตั้งแต่พื้นที่คลองลาดพร้าว ไปจนถึงคลองบางบัว เรื่องฝน กทม. ป้องกันเต็มที่ การพร่องน้ำก็ทำเต็มที่

 

“การพร่องน้ำ ทาง กทม. ทำเต็มที่ ช่วงตอนกลางคืนก็พร่องเลย 70-90 เซนติเมตร แต่ตอนเช้าปล่อยให้เดินเรือ แต่แค่หยุดปั๊มน้ำ น้ำก็ขึ้นมา 20 เซนติเมตรแล้ว เพราะฉะนั้นช่วงที่เรือไม่เดินจะพร่องน้ำให้ได้มาก ถ้าฝนตกหนักไม่มากก็ไม่มีปัญหา” ชัชชาติกล่าว

The post กทม. เตรียมสร้างเขื่อนริมน้ำป้องกันน้ำหนุนเจ้าพระยา ‘ชัชชาติ’ ยัน งบเพียงพอ แต่เวลาคือข้อจำกัด แนวกั้นอาจเสร็จไม่ทันฤดูฝนปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.พลังงาน สปป.ลาว ชี้กฎหมายหนุน ‘ความปลอดภัยเขื่อน’ จำเป็นใน สปป.ลาว https://thestandard.co/specific-law-on-dam-safety-essential-in-laos/ Sun, 12 Jun 2022 02:44:03 +0000 https://thestandard.co/?p=640848 ความปลอดภัยเขื่อน

ดาววง พอนแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ […]

The post รมว.พลังงาน สปป.ลาว ชี้กฎหมายหนุน ‘ความปลอดภัยเขื่อน’ จำเป็นใน สปป.ลาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความปลอดภัยเขื่อน

ดาววง พอนแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ สปป.ลาว ระบุว่า สปป.ลาวจำเป็นต้องออกกฎหมายเฉพาะเพื่อรับรองความปลอดภัยของเขื่อน อันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามบรรลุการพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืนของรัฐบาล สปป.ลาว ดาววงกล่าวระหว่างการแถลงต่อสภาแห่งชาติ สปป.ลาว เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่า สปป.ลาวมีกฎระเบียบและแนวปฏิบัติในการก่อสร้างและดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ แต่ไม่มีกฎหมายเกี่ยวข้องกับมาตรการความปลอดภัยโดยเฉพาะ

 

ขณะที่เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน หนังสือพิมพ์ Vientiane Times อ้างอิงที่ดาววงระบุว่า การขาดแคลนกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการความปลอดภัยของเขื่อน เป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบเขื่อนที่เป็นมาตรฐานเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ พร้อมเสริมว่ากระบวนการตรวจสอบที่ไม่เพียงพอและไม่มีประสิทธิภาพนั้นมีความเสี่ยง และปัญหานี้ควรได้รับการแก้ไข

 

ดาววงกล่าวว่าการพัฒนาทุกด้านซึ่งรวมถึงการสร้างเขื่อน จำเป็นต้องได้รับการกำกับดูแลที่ดีขึ้นผ่านการบังคับใช้กฎหมายอันเข้มงวด ขณะกำลังการผลิตที่มากขึ้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ควบคู่กับความปลอดภัยและการตรวจสอบเขื่อน

 

กระทรวงฯ พยายามส่งเสริมการจัดการความปลอดภัยเพื่อรับรองการพัฒนาพลังงานน้ำอย่างยั่งยืน หลังเกิดเหตุเขื่อนพังถล่มในแขวงอัตตะปือทางตอนใต้ประเทศเมื่อปี 2018

 

อนึ่ง เหตุเขื่อนพังถล่มที่โรงงานไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียน-เซน้ำน้อย ซึ่งอยู่ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 560 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และพัดพาหมู่บ้านท้ายน้ำ 5 แห่ง ทำให้ประชาชนไร้ที่อยู่อาศัยมากกว่า 4,000 คน ขณะชาวบ้านในหมู่บ้านอื่นอีกหลายแห่งต่างได้รับผลกระทบเช่นกัน

 

อ้างอิง: 

  • สำนักข่าวซินหัว

The post รมว.พลังงาน สปป.ลาว ชี้กฎหมายหนุน ‘ความปลอดภัยเขื่อน’ จำเป็นใน สปป.ลาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ออกประกาศเตือนระดับน้ำในแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ขอเฝ้าระวังผลกระทบ https://thestandard.co/nwcc-onwr-issue-water-level-warning-in-mekong-river/ Tue, 01 Mar 2022 12:12:49 +0000 https://thestandard.co/?p=600609 แม่น้ำโขง

วันนี้ (1 มีนาคม) กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ออกประกาศฉบับท […]

The post กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ออกประกาศเตือนระดับน้ำในแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ขอเฝ้าระวังผลกระทบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม่น้ำโขง

วันนี้ (1 มีนาคม) กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ออกประกาศฉบับที่ 4/2565 เรื่อง แจ้งเตือนระดับน้ำในแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน มีรายละเอียดระบุว่า กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้ติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขง พบว่าระดับน้ำจากสถานีจิ่งหง ประเทศจีน ในวันที่ 1 มีนาคม 2565 เพิ่มขึ้นจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 โดยเพิ่มสูงขึ้น 0.66 เมตร หรืออัตราการระบายน้ำจากเดิม 997 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นอัตราการระบายน้ำ 1,463 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 

 

กองอำนวยการน้ำแห่งชาติได้ประเมินระดับน้ำในแม่น้ำโขง เนื่องจากการเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนจิ่งหง จึงขอแจ้งเตือนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 4-10 มีนาคม 2565 ดังนี้

 

  1. ช่วงเหนือเขื่อนไซยะบุรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว บริเวณสถานีเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย คาดการณ์ในช่วงวันที่ 4-5 มีนาคม 2565 ระดับน้ำแม่น้ำโขงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น 0.50-0.60 เมตร

 

  1. ช่วงท้ายเขื่อนไซยะบุรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว บริเวณอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร และอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี คาดการณ์ในช่วงวันที่ 7-10 มีนาคม 2565 ระดับน้ำแม่น้ำโขงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 0.40-0.50 เมตร โดยขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนไซยะบุรี

 

ทั้งนี้ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติขอให้จังหวัดบริเวณริมแม่น้ำโขง โปรดประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงและแจ้งเตือนให้ประชาชนที่สัญจรและประกอบกิจกรรมในบริเวณแม่น้ำโขง รวมทั้งผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณ 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และเตรียมการเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำในแม่น้ำโขงอย่างฉับพลัน

The post กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ออกประกาศเตือนระดับน้ำในแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ขอเฝ้าระวังผลกระทบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมเวนคืนที่ดินบางแค-บางหว้า สร้างเขื่อนขยายคลองพระยาราชมนตรี แก้น้ำท่วม กทม. ครม. อนุมัติร่างกฎหมายแล้ว https://thestandard.co/expropriateland-in-bang-khae-bang-wa-for-build-dam/ Tue, 18 Jan 2022 12:59:49 +0000 https://thestandard.co/?p=583967 บางแค-บางหว้า

วันนี้ (18 มกราคม) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายก […]

The post เตรียมเวนคืนที่ดินบางแค-บางหว้า สร้างเขื่อนขยายคลองพระยาราชมนตรี แก้น้ำท่วม กทม. ครม. อนุมัติร่างกฎหมายแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางแค-บางหว้า

วันนี้ (18 มกราคม) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. อนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงบางแค เขตบางแค และแขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

 

มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในแขวงบางแค เขตบางแค และแขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยให้เจ้าหน้าที่หรือพนักงานที่มีสิทธิเข้าไปสำรวจที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อขยายคลองและก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กบริเวณคลองพระยาราชมนตรี ตั้งแต่ช่วงคลองหนองใหญ่ถึงคลองภาษีเจริญ มีความกว้าง 60 เมตร ยาวประมาณ 1,600 เมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและแก้ปัญหาน้ำท่วมขังใน กทม.  

 

ทั้งนี้ร่างพระราชกฤษฎีกามีกำหนดบังคับใช้ 4 ปี เริ่มต้นเข้าสำรวจที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ภายในแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนภายใน 180 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้บังคับใช้

 

รัชดากล่าวด้วยว่า เมื่อการขยายคลองและก่อสร้างเขื่อนบริเวณคลองพระยาราชมนตรีแล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเวลานานในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของ กทม. และปริมณฑล อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจากคลองพระยาราชมนตรีและคลองภาษีเจริญ ลงสู่โครงการแก้มลิงคลองมหาชัย-คลองสนามชัย อันเนื่องมาจากพระราชดำริด้วย

The post เตรียมเวนคืนที่ดินบางแค-บางหว้า สร้างเขื่อนขยายคลองพระยาราชมนตรี แก้น้ำท่วม กทม. ครม. อนุมัติร่างกฎหมายแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาเขื่อน-อ่างเก็บน้ำ เฝ้าระวังน้ำมาก 11 แห่ง https://thestandard.co/flood-in-thailand-2564-9/ Tue, 28 Sep 2021 06:09:01 +0000 https://thestandard.co/?p=541447 flood-in-thailand-2564

วันนี้ (28 กันยายน) กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) รายง […]

The post จับตาเขื่อน-อ่างเก็บน้ำ เฝ้าระวังน้ำมาก 11 แห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
flood-in-thailand-2564

วันนี้ (28 กันยายน) กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) รายงานสถานการณ์น้ำภาพรวม โดยระบุว่า ประเทศไทยมีฝนลดลง ยกเว้นภาคเหนือและภาคตะวันออกยังมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามีฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณจังหวัดพิษณุโลก 88 มิลลิเมตร, บุรีรัมย์ 84 มิลลิเมตร, นนทบุรี 53 มิลลิเมตร, กาญจนบุรี 51 มิลลิเมตร, จันทบุรี 94 มิลลิเมตร และนครศรีธรรมราช 78 มิลลิเมตร โดยแม่น้ำสายหลักทั่วประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ภาพรวมปริมาณน้ำทั้งประเทศ 51,754 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 63 และแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 45,355 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 63 

 

ส่วนจุดเฝ้าระวังน้ำมาก 11 แห่ง คือ บริเวณเขื่อนนฤบดินทรจินดา, เขื่อนลำพระเพลิง, เขื่อนแม่มอก, เขื่อนลำตะคอง, อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล, เขื่อนจุฬาภรณ์, เขื่อนแก่งกระจาน, เขื่อนลำนางรอง, เขื่อนทับเสลา, เขื่อนขุนด่านปราการชล และเขื่อนมูลบน

 

กอนช. ได้ติดตามสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร (ตอนล่าง) ตำบลบัลลังก์ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมและลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด โดยกรมชลประทานได้ติดตั้งกาลักน้ำเร่งการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร (ตอนล่าง) และติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำลำเชียงไกรเร่งระบายน้ำให้ไหลลงสู่แม่น้ำมูลให้เร็วขึ้น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สนับสนุนรถสูบส่งน้ำระยะไกลช่วยเร่งระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร (ตอนล่าง) พร้อมวางกระสอบทรายยักษ์ (Big Bag) บริเวณคันกั้นน้ำบ้านโนนสง่า เพื่อป้องกันน้ำจากลำห้วยสามบาทและลำห้วยลุงไหลเข้าสมทบน้ำที่ท่วมขังที่บ้านบึงบัวทอง ตำบลหนองบัวละคร อำเภอด่านขุนทด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนให้รับทราบสถานการณ์และแผนการบริหารจัดการน้ำของหน่วยงาน

                     

กอนช. ยังได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของร่องมรสุมและพายุโซนร้อน ‘เตี้ยนหมู่’ ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายนถึงปัจจุบัน พบว่า เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ 28 จังหวัด สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 5 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงใหม่, ลำพูน, ลำปาง, บุรีรัมย์ และนครปฐม ยังคงเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัยอีก 23 จังหวัด โดยเฉพาะต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดใน 4 จังหวัด คือ จังหวัดนครราชสีมา, ชัยภูมิ, ลพบุรี และนครสวรรค์

 

flood-in-thailand-2564

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร 

The post จับตาเขื่อน-อ่างเก็บน้ำ เฝ้าระวังน้ำมาก 11 แห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลาวเล็งตรวจเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำทุก 5 ปี เดินหน้าสร้างเขื่อนครบ 100 แห่ง ภายในปี 2030 https://thestandard.co/laos-hydropower-dams/ Wed, 20 Jan 2021 09:51:56 +0000 https://thestandard.co/?p=445331 ลาวเล็งตรวจเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำทุก 5 ปี เดินหน้าสร้างเขื่อนครบ 100 แห่ง ภายในปี 2030

วันนี้ (20 มกราคม) หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ ไทมส์ รายงาน […]

The post ลาวเล็งตรวจเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำทุก 5 ปี เดินหน้าสร้างเขื่อนครบ 100 แห่ง ภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลาวเล็งตรวจเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำทุก 5 ปี เดินหน้าสร้างเขื่อนครบ 100 แห่ง ภายในปี 2030

วันนี้ (20 มกราคม) หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ ไทมส์ รายงานว่า บัวเทพ มาลายคํา อธิบดีกรมจัดการพลังงาน สังกัดกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของลาว เปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า ระบบไฟฟ้าพลังน้ำของลาวจะเสร็จสมบูรณ์และเปิดใช้งานในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ขั้นตอนตรวจสอบดังกล่าวจะช่วยรับประกันว่าเขื่อนต่างๆ ถูกตรวจสอบอย่างใกล้ชิด และมีการดำเนินงานสอดคล้องตามกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล โดยลาวตรวจเขื่อนแบบครอบคลุมครั้งแรกเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีจุดประสงค์ตรวจสอบมาตรฐานการสร้างเขื่อน ส่วนการตรวจสอบในอนาคตจะจัดขึ้นทุก 5 ปี โดยปัจจุบันลาวมีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ 78 แห่ง พร้อมกำลังการผลิตรวม 9,972 เมกะวัตต์

 

ทางกระทรวงพลังงานฯ เปิดเผยว่า ผู้สร้างเขื่อนต้องเสริมสร้างระบบความปลอดภัย ทั้งเขื่อนที่มีอยู่เดิมและเขื่อนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง

 

ลาวกำลังตรวจสอบเขื่อนที่มีอยู่เดิม และก่อสร้างเขื่อนเพิ่มหลายแห่งภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ ซึ่งมีส่วนทำให้ลาวกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกองค์การเขื่อนใหญ่ระหว่างชาติ (ICOLD) ที่ปัจจุบันมีตัวแทนสมาชิกจาก 104 ประเทศ โดยสมาคมเขื่อนลาว (Lao Association on Dams) ได้รับการยอมรับให้เป็นสมาชิกองค์การเขื่อนใหญ่ฯ อย่างเป็นทางการแล้ว ด้านบัวเทพกล่าวว่า กระทรวงพลังงานฯ ดำเนินการตรวจสอบเขื่อนก่อนและหลังฤดูฝนในแต่ละปี หรือเมื่อมีรายงานเหตุแผ่นดินไหว

 

ทั้งนี้ ลาวกำลังสร้างเขื่อนหลายแห่งในแม่น้ำหลายสาย โดยมีเป้าหมายสร้างเขื่อนให้ครบ 100 แห่ง ภายในปี 2030 นอกจากนั้นกระทรวงพลังงานฯ กำลังวางมาตรการและมาตรฐานความปลอดภัยของเขื่อน ขณะรัฐบาลเดินหน้ายกระดับการผลิตพลังงานเพื่อจัดจำหน่ายไฟฟ้าแก่ประเทศคู่ค้าต่อไป

 

อ้างอิง: 

  • สำนักข่าวซินหัว

The post ลาวเล็งตรวจเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำทุก 5 ปี เดินหน้าสร้างเขื่อนครบ 100 แห่ง ภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เปิดตัวโครงการใช้ดาวเทียมตรวจสอบเขื่อนใหญ่ 11 แห่งของจีนในแม่น้ำโขง พร้อมเผยแพร่ข้อมูลแบบเกือบเรียลไทม์ https://thestandard.co/united-states-launched-satellite-inspect-china-dam/ Thu, 17 Dec 2020 02:14:11 +0000 https://thestandard.co/?p=432465 สหรัฐฯ เปิดตัวโครงการใช้ดาวเทียมตรวจสอบเขื่อนใหญ่ 11 แห่งของจีนในแม่น้ำโขง พร้อมเผยแพร่ข้อมูลแบบเกือบเรียลไทม์

Stimson Center หน่วยงานวิเคราะห์ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ […]

The post สหรัฐฯ เปิดตัวโครงการใช้ดาวเทียมตรวจสอบเขื่อนใหญ่ 11 แห่งของจีนในแม่น้ำโขง พร้อมเผยแพร่ข้อมูลแบบเกือบเรียลไทม์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เปิดตัวโครงการใช้ดาวเทียมตรวจสอบเขื่อนใหญ่ 11 แห่งของจีนในแม่น้ำโขง พร้อมเผยแพร่ข้อมูลแบบเกือบเรียลไทม์

Stimson Center หน่วยงานวิเคราะห์ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ เปิดตัวโครงการ Mekong Dam Monitor หรือโครงการติดตามตรวจสอบระดับน้ำภายในเขื่อนขนาดใหญ่ 11 แห่งของจีน และเขื่อนของประเทศต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในแม่น้ำโขง โดยใช้ดาวเทียมหลายดวงในการตรวจสอบและเผยแพร่ข้อมูลแบบเกือบเรียลไทม์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

 

โครงการ Mekong Dam Monitor ได้รับทุนสนับสนุนบางส่วนจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้ดาวเทียมในการตรวจสอบและเผยแพร่ข้อมูลเขื่อนในแม่น้ำโขง เพื่อให้ประชาชน นักวิจัย และนักเคลื่อนไหว สามารถตรวจสอบผลกระทบจากเขื่อนและสภาพอากาศที่มีต่อสภาพทางอุทกวิทยาของแม่น้ำโขง ซึ่งนอกจากดาวเทียมแล้ว ยังมีการใช้ระบบสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) และการวิเคราะห์ข้อมูลในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS analysis) ซึ่งเป็นข้อมูลสภาพพื้นที่ในแม่น้ำโขง

 

สำหรับแม่น้ำโขงมีความยาว 4,350 กิโลเมตร ซึ่งชาวจีนเรียกว่าแม่น้ำหลานชาง ไหลผ่านทั้งจีน ไทย ลาว เมียนมา กัมพูชา และเวียดนาม และถือเป็นแหล่งทรัพยากรในการหล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนกว่า 60 ล้านคน ตลอดแนวแม่น้ำโขง ซึ่งใช้ทำการเกษตรและประมง ขณะที่เขื่อนขนาดใหญ่ของจีนตั้งอยู่ในช่วงลุ่มแม่น้ำตอนบน ทำให้ที่ผ่านมาเกิดข้อครหาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย ถึงปัญหาการกักเก็บน้ำในเขื่อนของจีน ที่ทำให้ประเทศในแถบลุ่มน้ำโขงตอนล่างต้องเผชิญกับภาวะแห้งแล้งบ่อยครั้ง ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งได้ปฏิเสธงานวิจัยที่บ่งชี้ว่าเขื่อนของจีน ทำให้เกิดผลกระทบดังกล่าว

 

ขณะที่ข้อมูลในการตรวจวัดความเปียกชื้นระดับพื้นผิวจะแสดงให้เห็นว่า พื้นที่ส่วนไหนของแม่น้ำโขงที่มีสภาพชุ่มชื้นหรือแห้งแล้งกว่าปกติ ซึ่งจะบอกได้ว่าการไหลเวียนของน้ำในแม่น้ำโขงตามธรรมชาตินั้นได้รับผลกระทบจากเขื่อนต่างๆ มากน้อยแค่ไหน

 

“จากการตรวจสอบแสดงหลักฐานว่า เขื่อนขนาดใหญ่ 11 แห่งของจีน ได้รับการปรับแต่งและดำเนินการอย่างซับซ้อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อขายให้กับมณฑลทางตะวันออกของจีน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดกับบริเวณปลายน้ำ” ไบรอัน อีย์เลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านลุ่มแม่น้ำโขงของ Stimson Center กล่าว

 

ที่ผ่านมารัฐบาลจีนได้วิพากษ์วิจารณ์ผลการศึกษาวิจัยหลายชิ้นของสหรัฐฯ รวมถึงงานวิจัย Eyes on Earth ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Mekong Dam Monitor โดยเนื้อหาในงานวิจัยฉบับนี้บ่งชี้ว่า เขื่อนจีนกักเก็บน้ำไว้ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในลุ่มน้ำโขงกำลังเผชิญภาวะแห้งแล้ง

 

“สหรัฐฯ ไม่สามารถแสดงหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ทั้งหมด” สถาบันวิศวกรรมพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับการสนับสนุนจากทางการจีนระบุในรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พร้อมยืนยันว่า เขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำของจีนในแม่น้ำโขงสร้างประโยชน์อย่างชัดเจนต่อเพื่อนบ้านในแม่น้ำโขงที่อยู่ปลายน้ำ เช่น การกักเก็บน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศปลายน้ำเผชิญปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ เปิดตัวโครงการใช้ดาวเทียมตรวจสอบเขื่อนใหญ่ 11 แห่งของจีนในแม่น้ำโขง พร้อมเผยแพร่ข้อมูลแบบเกือบเรียลไทม์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ชี้น้ำเขื่อนขนาดใหญ่ยังคงมีปริมาณน้ำน้อย เน้นเก็บกักไว้ใช้แล้งหน้า https://thestandard.co/the-large-dam-still-has-a-small-amount-of-water/ Sun, 23 Aug 2020 07:50:00 +0000 https://thestandard.co/?p=390944 กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ชี้น้ำเขื่อนขนาดใหญ่ยังคงมีปริมาณน้ำน้อย เน้นเก็บกักไว้ใช้แล้งหน้า

วันนี้ (23 สิงหาคม) กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ชี้แ […]

The post กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ชี้น้ำเขื่อนขนาดใหญ่ยังคงมีปริมาณน้ำน้อย เน้นเก็บกักไว้ใช้แล้งหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ชี้น้ำเขื่อนขนาดใหญ่ยังคงมีปริมาณน้ำน้อย เน้นเก็บกักไว้ใช้แล้งหน้า

วันนี้ (23 สิงหาคม) กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ชี้แจงกรณีมีการส่งต่อข้อความในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการรายงานปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ ที่เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ไม่ถึงประชาชนทุกภาคส่วน เกรงซ้ำรอยเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 เกิดประเด็นคำถาม ‘เขื่อนระบายน้ำมากเกินไป? หรือ เขื่อนเก็บกักน้ำมากเกินไป?’ นั้น 

 

กอนช. ขอเรียนว่า ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ 35 แห่ง รวม 32,443 ล้านลูกบาศก์เมตร (46%) สามารถรองรับน้ำได้อีก 38,483 (54%) จำแนกเป็นเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% จำนวน 14 แห่ง และมีปริมาณน้ำ 30-80% จำนวน 11 แห่ง เมื่อเทียบปริมาณน้ำในช่วงเวลาเดียวกัน ปริมาณน้ำในปีนี้น้อยกว่าปี 2562 จำนวน 5,206 ล้านลูกบาศก์เมตร และน้อยกว่าปี 2554 จำนวน 18,711 ล้านลูกบาศก์เมตร

 

โดยเขื่อนขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนที่สำคัญในพื้นที่ภาคกลาง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 4,221 ล้านลูกบาศก์เมตร (31%) สามารถรับน้ำได้อีก 9,241 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 4,251 ล้านลูกบาศก์เมตร (45%) สามารถรับน้ำได้อีก 5,259 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนฯ จังหวัดพิษณุโลก มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 220 ล้านลูกบาศก์เมตร (23%) สามารถรับน้ำได้อีก 719 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี-สระบุรี มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 65 ล้านลูกบาศก์เมตร (7%) สามารถรับน้ำได้อีก 895 ล้านลูกบาศก์เมตร จากสถานการณ์ปริมาณน้ำในเขื่อนยังคงมีปริมาณน้อย ต้องเร่งเก็บกักน้ำสำรองไปฤดูแล้งปีถัดไป จะจัดสรรน้ำให้เฉพาะการรักษาระบบนิเวศ การอุปโภคบริโภค และกิจกรรมอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในแผนเท่านั้น

 

ทั้งนี้ กอนช. ได้ประเมินสถานการณ์น้ำปีนี้อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย คาดการณ์ว่าสิ้นสุดฤดูฝน ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 จะมีปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ทั้งประเทศ 44,408 ล้านลูกบาศก์เมตร (62%) และจะไม่เกิดอุทกภัยรุนแรงเหมือนปี 2554 

 

นอกจากนี้ กอนช. ได้เตรียมความพร้อมมาตรการรับมือฤดูฝนก่อนเข้าสู่ฤดูฝนไว้ล่วงหน้าแล้ว ได้แก่ การเตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ วัชพืช ผักตบชวา และเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำเขื่อนเก็บกักน้ำ เขื่อนระบายน้ำในลำน้ำสายหลัก การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้กับทุกภาคส่วน และสามารถติดตามสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศประจำทุกวันผ่านช่องทางทั้งสื่อสังคมออนไลน์ เครือข่ายหน่วยงานด้านน้ำ และสื่อมวลชน เพื่อกระจายข้อมูลข่าวสารให้เผยแพร่สู่ประชาชนในวงกว้าง โดยผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง Facebook Fanpage กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ https://web.facebook.com/NationalWaterCommand  

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ฝนตกที่ตกหนักในลุ่มน้ำยม กอนช. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พบว่ามีฝนตกหนักสะสมต่อเนื่องในพื้นที่ ทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่งแม่น้ำยม อำเภอมือง จังหวัดแพร่และจังหวัดสุโขทัย และฝนยังคงตกหนักต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำล้นตลิ่งบริเวณแม่น้ำยม มีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น จึงได้แจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที

 

โดยกรมชลประทานได้ดำเนินการปรับแผนบริหารจัดการน้ำจากแม่น้ำยม ตลอดเส้นทางน้ำ ควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำยม บริเวณประตูระบายน้ำแม่น้ำยม (บ้านหาดสะพานจันทร์) ในอัตราสูงสุดไม่เกิน 650-710 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ผันน้ำเข้าสู่แม่น้ำยมสายเก่า แม่น้ำน่าน คลองผันน้ำ และคลองสาขา ไม่ให้ปริมาณน้ำล้นกำแพงป้องกันน้ำท่วมเทศบาลเมืองสุโขทัย พร่องน้ำแก้มลิงทุ่งทะเลหลวง เป็นการตัดยอดน้ำก่อนเข้าตัวเมืองสุโขทัย รวมทั้งผันน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ ตลอดจนปรับลดการระบายน้ำเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนฯ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อบริหารจัดการรองรับสถานการณ์น้ำ และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ 

 

อนึ่ง กอนช. ได้มอบให้กรมชลประทานลงพื้นที่ร่วมบริหารจัดการน้ำ ร่วมกับจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรายงานผลการดำเนินงานให้ กอนช. ทราบในระยะต่อไปด้วย

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ชี้น้ำเขื่อนขนาดใหญ่ยังคงมีปริมาณน้ำน้อย เน้นเก็บกักไว้ใช้แล้งหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาปริมาณน้ำขยับดีขึ้น คาดน้ำต้นทุนพอถึงต้นฤดูแล้งหน้า คุมเข้มแผนการจัดการ https://thestandard.co/water-volume-of-4-dams/ Wed, 05 Aug 2020 10:21:16 +0000 https://thestandard.co/?p=386098

วันนี้ (5 สิงหาคม) ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนั […]

The post 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาปริมาณน้ำขยับดีขึ้น คาดน้ำต้นทุนพอถึงต้นฤดูแล้งหน้า คุมเข้มแผนการจัดการ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (5 สิงหาคม) ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เปิดเผยในโอกาสลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝน โดยรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับน้ำหลากในช่วงฤดูฝน และการเพาะปลูกพื้นที่ราบภาคกลางสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 12 กรมชลประทาน ณ ห้องประชุมสำนักงานชลประทานที่ 12 ว่า 

 

จากอิทธิพลของพายุ ‘ซินลากู’ ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาดีขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะบริเวณเหนือเขื่อนสิริกิติ์ ฝนตกหนักมากในพื้นที่จังหวัดน่าน ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนจำนวนมาก 

 

นอกจากนั้น ด้านท้ายเขื่อนสิริกิติ์ฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ทำให้มีปริมาณน้ำท่าไหลลงสู่แม่น้ำน่านเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 31 กรกฎาคมถึง 4 สิงหาคม ปริมาณน้ำ 4 เขื่อนหลักเจ้าพระยามีน้ำไหลเข้าแล้วรวม 250 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่ง กอนช. คาดการณ์ปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าอีก 3 วันข้างหน้า ช่วงวันที่ 5-7 สิงหาคมจะมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯ เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 337 ล้านลูกบาศก์เมตร 

 

โดยล่าสุดปริมาณน้ำใช้การได้ 4 เขื่อน ณ วันที่ 4 สิงหาคม มีปริมาณน้ำรวมสิ้น 838 ล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล 137 ล้านลูกบาศก์เมตร, เขื่อนสิริกิติ์ 531 ล้านลูกบาศก์เมตร, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 86 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 84 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำได้ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที  

 

โดยผลการจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกฤดูฝนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปี 2563 ขณะนี้มีการจัดสรรน้ำแล้วจำนวน 2,435 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 75% จากแผน 3,250 ล้านลูกบาศก์เมตร คงเหลือปริมาณน้ำตามแผนที่ต้องจัดสรรเสริมกับฝน 815 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 25% ส่วนผลการเพาะปลูกข้าวนาปี ปี 2563 (ข้อมูล ณ วันที่ 29 กรกฎาคม 2563) เพาะปลูกข้าวไปแล้ว 3.547 ล้านไร่ จากแผน 8.10 ล้านไร่ คิดเป็น 43.80% 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบปริมาณน้ำใช้การ 4 เขื่อนหลักในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 พบว่ามีปริมาณน้ำใกล้เคียงกัน ขณะที่การประเมินปริมาณน้ำต้นฤดูแล้งปี 2563/64 ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 ปริมาณน้ำใช้การได้ 5,969 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 33% เมื่อเทียบกับปี 2562 ปริมาณน้ำใช้การ 5,376 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 30% ซึ่งถือว่ายังเป็นปริมาณน้ำน้อย กอนช. จึงได้กำชับหน่วยงานดำเนินการปรับแผนการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รวมถึงควบคุมการจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผนอย่างเคร่งครัด ถึงแม้หลายพื้นที่มีฝนตกมาแล้ว สามารถปลูกข้าวนาปีได้ แต่ยังต้องขอความร่วมมือเกษตรกรเริ่มทำการเพาะปลูกได้เมื่อมีฝนตกสม่ำเสมอและปริมาณน้ำในพื้นที่เพียงพอแล้ว ซึ่งการบริหารจัดการน้ำจะเป็นการจัดสรรจากอ่างฯ เสริมน้ำท่าและน้ำฝนท้ายอ่างฯ ให้กับพื้นที่เพาะปลูก 

 

ทั้งนี้ กอนช. จะมีการประเมินปริมาณน้ำต้นทุนเป็นระยะๆ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยาสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเน้นการเก็บกักน้ำในอ่างฯ และแหล่งน้ำต่างๆ ให้มากที่สุดไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง รวมถึงการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ เพื่อจัดทำแผนเตรียมการป้องกันและบรรเทาผลกระทบอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างที่คาดว่าจะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงกันยายนนี้ 

 

ดร.สมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่จากอิทธิพลของพายุซินลากู ส่งผลกระทบในพื้นที่ 13 จังหวัด 45 อำเภอ 109 ตำบล 459 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ 2 หมื่นครัวเรือน ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมเครื่องจักรเครื่องมือให้ความช่วยเหลือจนสถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว แต่เนื่องจากอิทธิพลของร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบนเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันในระยะนี้ จึงยังต้องเฝ้าระวังน้ำหลากบริเวณพื้นที่ราบเชิงเขาบริเวณภาคเหนือตอนบน บริเวณลำน้ำลาว ลำน้ำกอน จังหวัดเชียงราย แม่น้ำแควน้อย จังหวัดพิษณุโลก รวมถึงเฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่งบริเวณลำน้ำลาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย แม่น้ำน่าน อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน และแม่น้ำป่าสัก อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นต้น 

 

กอนช. มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เสี่ยงยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประชาสัมพันธ์แจ้งข้อมูลสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้ตรวจสอบปริมาณน้ำ ความมั่นคงแข็งแรงของอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กในพื้นที่ประสบภัย เพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสม ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ และเร่งเก็บกักน้ำควบคู่กันด้วย

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาปริมาณน้ำขยับดีขึ้น คาดน้ำต้นทุนพอถึงต้นฤดูแล้งหน้า คุมเข้มแผนการจัดการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Happiness We Can Share’ ล่องเรือ ปลูกป่าท้ายเขื่อนขุนด่านปราการชล เพื่อพบความหมาย ‘ความสุขแท้จริงที่เริ่มต้นจากการแบ่งปัน’ [Advertorial] https://thestandard.co/happiness-we-can-share-nakhon-nayok/ Tue, 14 Jul 2020 00:34:49 +0000 https://thestandard.co/?p=379581

เหมาะเหลือเกินสำหรับการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศห […]

The post ‘Happiness We Can Share’ ล่องเรือ ปลูกป่าท้ายเขื่อนขุนด่านปราการชล เพื่อพบความหมาย ‘ความสุขแท้จริงที่เริ่มต้นจากการแบ่งปัน’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

เหมาะเหลือเกินสำหรับการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศหลังคลายล็อกดาวน์ กับแคมเปญสดใหม่จากใจ ททท. ‘Happiness We Can Share’ 60 เส้นทางความสุขและการแบ่งปัน @เมืองไทย เดอะ ซีรีส์ เพื่อเชิญชวนคนไทยไปพบความหมาย ‘ความสุขแท้จริงที่เริ่มต้นจากการแบ่งปัน’ กับ 38 กิจกรรมอาสาสมัคร และ 22 ชุมชนท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย และหนึ่งในเส้นทางแห่งความสุขนี้อยู่ในพื้นที่จังหวัดนครนายก ที่สามารถขับรถเที่ยวไปกลับแบบ One Day Trip ได้อย่างสบายๆ 

 

ล่องแก่งลำน้ำนครนายก สนุกและชิลในลำน้ำเชี่ยวเล็กๆ 

ความใกล้เพียงขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตร เน้นความปลอดภัย ไม่เกิน 2 ชั่วโมงครึ่ง ก็ถึงจังหวัดนครนายก ถือเป็นจุดเด่นของนักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบเดินทางไกล แต่ไปทีไรต้องฟินทุกครั้ง ซึ่งการท่องเที่ยวในแคมเปญ ‘Happiness We Can Share’ สำหรับเส้นทางนี้เราสามารถเลือกเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว หรือจะเดินทางไปกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจิตอาสาทั่วไปด้วยรถตู้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสะดวก (ในราคารวมกิจกรรม 790 บาท) โดยเหล่านักท่องเที่ยวจิตอาสาจะต้องเตรียมสตาร์ทเช้าแรกของวันเวลา 09.30 น. ณ จุดนัดหมายบริเวณเชิงสะพานหลังเขื่อนขุนด่านปราการชล ต้นทางการล่องเรือไปตามลำน้ำนครนายก

 

 

เมื่อนัดแนะเตรียมความพร้อมเสร็จสรรพ ทุกคนต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมเปียก รับหมวกและเสื้อชูชีพไว้สวมใส่ คำแนะนำคือสิ่งของมีค่าทั้งหลายควรเก็บไว้ในถุงกันน้ำ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเงิน กล้อง มือถือ หากไม่อยากไร้สิ่งของกวนใจ ก็ไม่ต้องพกไป เพียงแค่คุณอาจพลาดการแชะภาพความสวยงามของลำน้ำและวิวธรรมชาติตามริมฝั่งสองข้างทาง ซึ่งหลายจุดนั้นสวยจับจิตเกินห้ามใจได้เลยจริงๆ

 

 

สำหรับการล่องเรือในลำน้ำนครนายกนั้น แม้จะเป็นสายแอดเวนเจอร์ แต่ก็อยู่ระดับ Beginner โดยใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงถึงชั่วโมงครึ่ง ระยะทางเกือบ 6 กิโลเมตร สิ้นสุดปลายทางที่บริเวณบ้านวังยาว ดังนั้นอย่าไปคิดมากว่าจะยาก เจอกระแสน้ำเชี่ยวกรากซัดจนเรือล่ม เพราะถึงบางช่วงบางตอนจะคดเคี้ยวและสายน้ำไหลแรง แต่ก็อยู่ในการจัดการของนายท้ายผู้เชี่ยวชาญได้อย่างไร้กังวล นักเที่ยวจิตอาสาอย่างเรามีหน้าที่แค่พายชิลๆ ชมๆ แชะแอนด์แชร์ ก่อนเก็บอุปกรณ์การถ่ายทั้งสมาร์ทโฟนและกล้องถ่ายรูปเข้ากระเป๋ากันน้ำไปก็เท่านั้นเอง

 

 

ล่องเรือยาวสู่เขาช่องลม เดินเท้าเข้าปลูกป่าท้ายเขื่อนขุนด่านปราการชล 

หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเป็นอันเสร็จเรียบร้อย และให้เหล่านักท่องเที่ยวจิตอาสาได้ย่อยสักนิด ทุกคนกลับมา ณ จุดนัด บริเวณเชิงสะพานหลังเขื่อนขุนด่านปราการชลอีกครั้ง คราวนี้เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นสันเขื่อน ล่องเรือยาว เดินเท้าเข้าป่าเพื่อปลูกป่าที่เขาช่องลมบริเวณท้ายเขื่อน จัดเต็มด้วยรองเท้าผ้าใบ หมวก แว่นกันแดด และที่สำคัญที่สุด น้ำดื่มติดตัวควรมีไว้สักขวดลิตร ห้ามลืมเด็ดขาด! เพราะคุณอาจไปไม่ถึงจุดปลูกกลางเขาก็ได้ ด้วยความเหนื่อยปนร้อนระดับเอลิสต์ หากวันนั้นต้องเจอสภาพแดดเปรี้ยงร้อนจัด (อย่างที่เราได้เจอในวันที่เดินทาง) 

 

 

หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้เตรียมถอย (ไม่) อาสาจะไปปลูกป่าแล้ว แต่ขอเตือนเลยว่า คุณกำลังคิดผิด เพราะช่วงเวลาที่ล่องเรือยาวไปตามสายน้ำในเขื่อนขุนด่านปราการชลหลังได้รับพันธุ์ต้นตะเคียนไปกันคนละต้นเพื่อนำมาปลูก ทัศนียภาพรอบด้านที่สายตาต้องเข้าปะทะนั้นเป็นความงดงามยากเกินบรรยาย ด้วยทุกรายละเอียดที่ธรรมชาติบรรจงรังสรรค์ขึ้นที่นี่นั้นลงตัวทั้งสีสัน เส้นสาย และรูปทรง

 

 

ดังจะเห็นได้จากสายน้ำสีหยกเขียว ไล่โทนสีความเข้มอ่อนต่างไป ริ้วน้ำกระเพื่อมตามแรงลม กระทบแสงแดดระยิบระยับ เคียงคู่ทิวเข้าเขียวชอุ่มโอบล้อม และสายน้ำตกไหลลดหลั่นซอกแซกไปตามโขดหินน้อยใหญ่ บางคราวเห็นนกน้ำบินโฉบมาเล็งเหยื่อหาปลา เหล่านี้ได้มอบความสุขสดชื่นเติมพลังงานแบบ Quick Charge ให้กับชีวิตที่มีเพียงธรรมชาติอุดมเช่นนี้เท่านั้นจะมอบให้ได้

 

 

ล่องเรือยาวสักพักใหญ่ก็มาเทียบฝั่งริมเขา เพื่อให้ทุกคนได้เดินเท้าขึ้นเขาไปปลูกป่า บนความลาดชันระดับ 45 องศา ระยะทางไม่ใกล้และไกลจนเกินไปนักประมาณ 300 เมตร สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศ หรือคนที่ไม่ค่อยจะฟิตสักเท่าไร ก็ยังพอขึ้นไปไหว แต่ก็เหนื่อยพอแรงอยู่ น่าแปลกใจนักเมื่อเดินทางขึ้นถึงจุดปลูก เพียงแค่เอาต้นไม้วางลงในหลุมกลบดินเสร็จสิ้น ความเหนื่อยล้าที่มีก็จางหาย กลับแทนที่ด้วยความสุขฉ่ำชื่นหัวใจ จากการได้ใช้ทั้งกำลังกายและกำลังใจในการเป็นจิตอาสา เข้ามาทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และนี่คงเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘ความสุขแท้จริงที่เริ่มต้นจากการแบ่งปัน’ ซึ่งเราสัมผัสได้ด้วยตัวเองจริงๆ 

 

 

จบทริป แต่ความสุขยังเอ่อล้น

หลังลงจากเขื่อนฯ นักท่องเที่ยวจิตอาสาทุกคนก็จะได้พักผ่อน อาบน้ำ เปลี่ยนชุด กันที่จุดนัด (อีกครั้ง) โดยมีกิจกรรมปิดท้ายคือ การเดินทางไปชมดินแดนหิ่งห้อย ณ ค่ายพรหมโยธี ปราจีนบุรี ซึ่งก็แล้วแต่ความสมัครใจว่าใครจะไปหรือไม่ไปก็ได้ ทว่า ถ้ามีเวลาและไม่ได้รีบร้อนอะไรก็ควรไปชมสักนิด เพราะที่นี่หิ่งห้อยเขาเยอะจริง ไม่อ้อยอิ่งให้คอยนาน พอฟ้ามืดปุ๊บ บินออกมาจากพุ่มไม้ว่อนไปหมด เรียกว่าไม่เสียใจที่เสียเวลามาดูกัน

 

 

อย่างที่บอกไปแล้วว่านี่คือหนึ่งใน 60 เส้นทางของแคมเปญ ‘Happiness We Can Share’ 60 เส้นทางความสุขและการแบ่งปัน @เมืองไทย เดอะ ซีรีส์ เท่านั้น ยังเหลืออีก 59 เส้นทางความสุขและการแบ่งปัน ในพื้นที่ 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ให้เลือก

 

หากจังหวัดไหนเดินทางไกลหน่อย อย่างกิจกรรมครูอาสาจำนวน 9 กิจกรรม ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ อุทัยธานี และสตูล หรือ  กิจกรรมอาสาเพื่อน้องช้างจำนวน 14 กิจกรรม ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย กาญจนบุรี เพชรบุรี อยุธยา ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี และภูเก็ต  

 

ท่านสามารถจองตั๋วสายการบินที่เป็นพันธมิตรในแคมเปญ พร้อมข้อเสนอพิเศษ เช่น สายการบินไทยสมายล์, สายการบินนกแอร์, สายการบินแอร์เอเชีย, Travel I Go, รถเช่า และอื่นๆ อีกมากมายที่อยากให้คนไทยออกเดินทางท่องเที่ยวส่งต่อความสุขและการแบ่งปันทั่วประเทศให้แก่กันและกัน ยิ่งในวันที่เศรษฐกิจไทยโดนพิษภัยโควิด-19 โหมกระหน่ำ

 

ท้ายที่สุดความสุขใจทั้งการเที่ยวและการแบ่งปันในฐานะจิตอาสาจากที่เราได้รับมา ก็ขอยืนยันว่า แม้ทริปเดินทางจะจบลงแล้ว แต่ความทรงจำยังสุข เอ่อล้น ติดแน่นในภาพจำอย่างชัดเจน และคุณเท่านั้นที่จะต้องไปสัมผัสความรู้สึกเหล่านี้ด้วยตัวเอง

 

ติดตามเรื่องราวของ 60 เส้นทางความสุข @เมืองไทย เดอะ ซีรีส์ ได้ที่

Website: https://bit.ly/5volunteer

Facebook: www.facebook.com/60happinessroute/

The post ‘Happiness We Can Share’ ล่องเรือ ปลูกป่าท้ายเขื่อนขุนด่านปราการชล เพื่อพบความหมาย ‘ความสุขแท้จริงที่เริ่มต้นจากการแบ่งปัน’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชลประทานเผยน้ำใน 4 เขื่อนหลักเจ้าพระยาอยู่ในเกณฑ์น้อย เหลือน้ำใช้การได้ 5% ของความจุ เหตุฝนตกเหนือเขื่อนยังน้อย https://thestandard.co/irrigation-unveil-water-lacking-in-4-dams/ Wed, 24 Jun 2020 03:51:45 +0000 https://thestandard.co/?p=374478

เมื่อวานนี้ (23 มิถุนายน) ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกร […]

The post ชลประทานเผยน้ำใน 4 เขื่อนหลักเจ้าพระยาอยู่ในเกณฑ์น้อย เหลือน้ำใช้การได้ 5% ของความจุ เหตุฝนตกเหนือเขื่อนยังน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวานนี้ (23 มิถุนายน) ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน (ชป.) เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ พบว่าปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันประมาณ 32,235 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 8,587 ล้านลูกบาศก์เมตร เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 7,682 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปี 2562 มีน้ำรวมกัน 9,407 ล้านลูกบาศก์เมตร) หรือร้อยละ 31 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 986 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 5% ของความจุน้ำที่ใช้การได้ (ปี 2562 มีน้ำใช้การได้ 2,711 ล้านลูกบาศก์เมตร) ซึ่งจะเห็นได้ว่าปริมาณน้ำในปีนี้น้อยกว่าปี 2562 ที่ผ่านมาถึง 1,725 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำที่มีอยู่จึงสามารถสนับสนุนได้เพียงการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเป็นหลัก

 

ทั้งนี้ จากการติดตามสภาพฝนที่ตกในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำพบว่าปริมาณฝนที่ตกในลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน ยังอยู่ในเกณฑ์ไม่มากนัก ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาน้อยตามไปด้วย 

 

ซึ่งตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 17-23 มิถุนายน 2563) 4 เขื่อนหลักมีน้ำไหลลงอ่างฯ รวมกันเพียง 119.94 ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ค่าเฉลี่ยน้ำไหลลงอ่างฯรวมกันควรจะอยู่ที่ประมาณ 197 ล้านลูกบาศก์เมตร แยกเป็นเขื่อนภูมิพล มีน้ำไหลลงอ่างฯ 5.44 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำใช้การได้ 222 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 2 ของน้ำใช้การได้ เขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำไหลลงอ่างฯ 101.19 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำใช้การได้ 508 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 8 ของน้ำใช้การได้ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีน้ำไหลลงอ่างฯ 8.96 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำใช้การได้ 150 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 17 ของน้ำใช้การได้ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีน้ำไหลลงอ่างฯ 4.35 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำใช้การได้ 106 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 11 ของน้ำใช้การได้ นับได้ว่าอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก

 

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานย้ำว่าได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับภาวะดังกล่าว ซึ่งปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ใน 4 เขื่อนหลักจะส่งให้เฉพาะการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเป็นหลัก ส่วนภาคการเกษตรจะบริหารจัดการน้ำท่าในแม่น้ำและลำน้ำสาขาต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยหากเกษตรกรที่ได้ทำการเพาะปลูกนาปีไปแล้ว จะนำน้ำท่าจากแม่น้ำและลำคลองธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ด้วยการทดน้ำ/อัดน้ำ หรือสูบน้ำช่วยเหลือ ส่วนเกษตรกรที่ยังไม่ได้ทำนาปี 

 

กรมชลประทานจึงขอความร่วมมือให้เริ่มทำนาปีในช่วงหลังกลางเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีฝนตกชุกและมีปริมาณน้ำเพียงพอในพื้นที่ จึงค่อยทำการเพาะปลูก โดยกรมชลประทานจะเน้นเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้าอย่างไม่ขาดแคลน

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ชลประทานเผยน้ำใน 4 เขื่อนหลักเจ้าพระยาอยู่ในเกณฑ์น้อย เหลือน้ำใช้การได้ 5% ของความจุ เหตุฝนตกเหนือเขื่อนยังน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงเกษตรฯ เผย เขื่อนขนาดใหญ่-กลางเหลือน้ำใช้ได้ 35% วอนทุกภาคส่วนใช้น้ำประหยัดที่สุด https://thestandard.co/ministry-of-agriculture-unveil-big-and-mid-dam-to-save-water/ Wed, 26 Feb 2020 07:50:46 +0000 https://thestandard.co/?p=335384

วันนี้ (26 กุมภาพันธ์) อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรี […]

The post กระทรวงเกษตรฯ เผย เขื่อนขนาดใหญ่-กลางเหลือน้ำใช้ได้ 35% วอนทุกภาคส่วนใช้น้ำประหยัดที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (26 กุมภาพันธ์) อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศจำนวน 447 แห่ง มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกัน 41,922 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 55% ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 18,161 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 35% ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 

 

ทั้งนี้ เมื่อนับเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) จะพบว่า มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกัน 9,980 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 40% ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 3,284 ล้านลูกบาศก์เมตร 

 

ส่วนผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2562/63 ทั้งประเทศ ล่าสุด (25 กุมภาพันธ์) มีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 10,575 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 60% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 2,950 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 66% ของแผนฯ และในส่วนของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณเก็บกักน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 18 แห่ง 

 

ทางด้าน ธีระพล ตั๊งสมบุญ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย กรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้จะเห็นได้ว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลายแห่งลดลงอย่างต่อเนื่อง การระบายน้ำส่วนใหญ่จะใช้ในการนำไปผลิตประปาและรักษาระบบนิเวศตามแผนฯ ที่ได้กำหนดไว้ในแต่ละเขื่อน ในขณะที่ฤดูแล้งยังเหลือระยะเวลาอีกประมาณ 2 เดือนเศษ 

 

ดังนั้น กรมชลประทานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด และเป็นไปตามแผนฯ ที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอมีใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนหน้านี้

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post กระทรวงเกษตรฯ เผย เขื่อนขนาดใหญ่-กลางเหลือน้ำใช้ได้ 35% วอนทุกภาคส่วนใช้น้ำประหยัดที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
14 เขื่อนใหญ่น้ำน้อยกว่า 30% น้ำประปาเค็มกว่าปกติ https://thestandard.co/low-dam-water-levels/ Sat, 04 Jan 2020 08:41:05 +0000 https://thestandard.co/?p=317677 เขื่อนใหญ่น้ำน้อย

สำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชา […]

The post 14 เขื่อนใหญ่น้ำน้อยกว่า 30% น้ำประปาเค็มกว่าปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เขื่อนใหญ่น้ำน้อย

สำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำภาพรวมทั้งประเทศขณะนี้ว่า ปัจจุบันแหล่งน้ำต่างๆ ทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมทั้งสิ้น 49,789 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 61% เป็นปริมาณน้ำใช้การ 25,714 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 44% แบ่งเป็น แหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38 แห่ง ปริมาณน้ำใช้การ 20,738 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 44 

 

โดยล่าสุดมีเขื่อนขนาดใหญ่ 14 แห่งที่มีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่า 30% ได้แก่ เขื่อนแม่กวง, เขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์, เขื่อนแม่มอก, เขื่อนทับเสลา, เขื่อนกระเสียว, เขื่อนจุฬาภรณ์, เขื่อนอุบลรัตน์, เขื่อนลำพระเพลิง, เขื่อนลำแซะ, เขื่อนลำนางรอง, เขื่อนป่าสักฯ, เขื่อนคลองสียัด และเขื่อนหนองปลาไหล 

 

ขณะที่แหล่งน้ำขนาดกลาง 354 แห่ง จากทั้งหมด 660 แห่งที่มีระบบติดตามได้ พบว่า อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังน้ำน้อยจำนวน 91 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 29 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 46 แห่ง ภาคกลาง 2 แห่ง ภาคตะวันออก 10 แห่ง ภาคตะวันตก 2 แห่ง และภาคใต้ 2 แห่ง ซึ่งขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ได้มีการปรับแผนการดำเนินงาน โดยใช้งบประมาณปกติของหน่วยงานในการจัดหาแหล่งน้ำสนับสนุนพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบขาดแคลนน้ำ ทั้งในเขตและนอกเขตชลประทานที่สามารถเร่งรัดดำเนินการได้ทันทีภายในระยะ 1-2 เดือนนี้

 

ทั้งนี้ สทนช. ได้เน้นย้ำทุกหน่วยงานคำนึงถึงลำดับความสำคัญในการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ เป็นหลัก โดยเฉพาะการรักษาคุณภาพน้ำ ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ค่าความเค็มน้ำด้านอุปโภคบริโภค แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณตั้งแต่ปากแม่น้ำจนถึงสถานีสำแล อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังที่ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่คุณภาพน้ำด้านการเกษตร แม่น้ำแม่กลอง และเพชรบุรี อยู่ในเกณฑ์ปกติ แม่น้ำท่าจีน บางปะกง อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง เพื่อป้องกันผลกระทบพื้นที่เกษตรในพื้นที่ด้วย

 

ขณะที่ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ห่วงใยประชาชน ที่บริโภคน้ำประปาในช่วงนี้ที่มีรสผิดปกติ และมีกลุ่มเสี่ยงต่อสุขภาพหากบริโภคน้ำประปา โดยการประปานครหลวง (กปน.) ได้รายงานในเรื่องคุณภาพน้ำที่มีรสผิดปกติว่า ขณะนี้แหล่งน้ำดิบที่ใช้ผลิตน้ำประปาจากโรงงานผลิตน้ำที่รับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งปริมาณน้ำต้นทุนเหลือน้อยมากเมื่อเทียบกับหลายๆ ปีที่ผ่านมา ซึ่งการประปานครหลวงได้ร่วมมือกับกรมชลประทานเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอยู่ โดยทางการประปานครหลวงเองได้พยายามสูบน้ำดิบในช่วงเวลาที่น้ำทะเลหนุนให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

 

ทั้งนี้ หน่วยความเค็มเป็นหน่วย กรัมต่อลิตร ค่าที่เกิน 0.3 กรัมต่อลิตร หรือ 300 PPM จะเริ่มเป็นน้ำกร่อย (มาตรฐานน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลก: WHO) โดยผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงคือ คนเป็นโรคไต หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำประปาช่วงนี้ และแนะนำให้ใช้น้ำกรองผ่านระบบ RO ด้วย นอกจากนี้ ควรลดการเติมเครื่องปรุงรสให้น้อยลงในการใช้น้ำเพื่อปรุงอาหารอีกด้วย

 

ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลคุณภาพน้ำประปาออนไลน์แบบเรียลไทม์ได้ด้วยตนเองทาง twqonline.mwa.co.th/map.php

The post 14 เขื่อนใหญ่น้ำน้อยกว่า 30% น้ำประปาเค็มกว่าปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานการณ์น้ำในเขื่อนทั่วประเทศรอบ 7 วัน วิกฤตระดับไหน (16-22 ก.ค. 2562) https://thestandard.co/the-water-situation-at-the-dam-in-thailand-16-22-july-62/ Mon, 22 Jul 2019 12:57:54 +0000 https://thestandard.co/?p=272414

สถานการณ์ปริมาณน้ำที่ลดลงต่อเนื่อง ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที […]

The post สถานการณ์น้ำในเขื่อนทั่วประเทศรอบ 7 วัน วิกฤตระดับไหน (16-22 ก.ค. 2562) appeared first on THE STANDARD.

]]>

สถานการณ์ปริมาณน้ำที่ลดลงต่อเนื่อง ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายหน่วยงานต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และหาวิธีบรรเทาทุกข์อย่างเร่งด่วน

 

THE STANDARD รวบรวมข้อมูลปริมาณน้ำจากเขื่อนทั่วประเทศ ในรอบวันที่ 16-22 ก.ค. 2562 (7 วัน) เพื่อฉายภาพให้เห็นว่าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาสถานการณ์น้ำทั่วประเทศอยู่ในระดับวิกฤตแค่ไหน

 

 

ภาพประกอบ: Thiencharas W

The post สถานการณ์น้ำในเขื่อนทั่วประเทศรอบ 7 วัน วิกฤตระดับไหน (16-22 ก.ค. 2562) appeared first on THE STANDARD.

]]>