เขื่อน ดนัย นำโปรเจกต์ดีๆ กลับมาอีกครั้งกับ จุดพักใจไลฟ […]
The post เขื่อน ดนัย ชวนพูดคุยเรื่องสภาพจิตใจใน จุดพักใจไลฟ์ เปิดสายพร้อมให้คำปรึกษา appeared first on THE STANDARD.
]]>
เขื่อน ดนัย นำโปรเจกต์ดีๆ กลับมาอีกครั้งกับ จุดพักใจไลฟ์ ที่จะเปิดสายให้คำปรึกษา พร้อมพูดคุยเรื่องของสุขภาพจิตไปด้วยกัน ทุกวันอาทิตย์ของสัปดาห์ที่ 1 และสัปดาห์ที่ 3 เวลา 19.00 น. พร้อมถ่ายทอดสดทางช่อง Koendanai
โดยโปรเจกต์นี้เป็นการกลับมาหลังจากเคยเปิดสายให้คำปรึกษาไปแล้วหลายสายในปี 2025 ที่ผ่านมา ในปีนี้จึงถือโอกาสเปิดสายอีกครั้ง โดยประเดิมตอนแรกของปีไปแล้วเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อรอให้คำปรึกษาจากผู้ที่ต้องการกำลังใจ ต้องการระบาย รวมถึงปรึกษาพูดเรื่องสุขภาพจิต พร้อมแชร์มุมมองต่างๆ ผ่านไลฟ์ที่จะมีผู้ชมมาคอยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และส่งกำลังใจไปด้วยกัน
สำหรับ เขื่อน ดนัย เคยเป็นที่รู้จักในฐานะสมาชิกจากบอยกรุ๊ปในตำนาน K-OTIC ก่อนจะผันตัวเข้าสู่เส้นทางของการเป็น นักจิตบำบัด ที่สร้างสรรค์โปรเจกต์ดีๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ฮีลใจ และปลอบใจผู้คน
โดยเริ่มจากโปรเจกต์ จุดพักใจ ด้วยการรับฟังเรื่องราวของผู้คนที่ผ่านมาพบกันผ่านการตั้งป้ายตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงการเปิดครีเอทีฟสเปซ JOODPAKJAI เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถเป็นพื้นที่พักใจให้กับผู้คน ณ จังหวัดเชียงใหม่
จุดพักใจไลฟ์ จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่กลับมาเพื่อเป็นพื้นที่พักใจให้กับทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถโทรมาพูดคุยได้ที่เบอร์ 081-265-3546 ทุกวันอาทิตย์ของสัปดาห์ที่ 1 และสัปดาห์ที่ 3 เวลา 19.00 น. และร่วมชมไลฟ์ไปพร้อมกันทาง YouTube ช่อง Koendanai
ภาพ: koendanai_k / X
อ้างอิง: https://x.com/koendanai_k/status/2018913549339566332?s=20
The post เขื่อน ดนัย ชวนพูดคุยเรื่องสภาพจิตใจใน จุดพักใจไลฟ์ เปิดสายพร้อมให้คำปรึกษา appeared first on THE STANDARD.
]]>
23 มกราคม 2568 เป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่บ […]
The post “เราทุกคนคู่ควรกับความรักที่ดี และตอนนี้เราก็มีสิทธินั้นแล้วนะ” เขื่อน ภัทรดนัย แสดงความยินดีหลังกฎหมาย #สมรสเท่าเทียม บังคับใช้อย่างเป็นทางการ appeared first on THE STANDARD.
]]>
23 มกราคม 2568 เป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่บังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นประเทศแรกในอาเซียนและประเทศที่ 3 ในเอเชีย เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ ศิลปินมากความสามารถ ออกมาแสดงความยินดีผ่าน X ส่วนตัวเช่นกัน
“เราทุกคนคู่ควรกับความรักที่ดี และตอนนี้เราก็มีสิทธินั้นแล้วนะ #สมรสเท่าเทียม”
หลังจากในปี 2567 วุฒิสภามีมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือที่เรียกกันโดยวงกว้างว่า ‘ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม’ ในวาระที่ 3 ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 130 เสียง ไม่เห็นด้วย 4 เสียง งดออกเสียง 18 เสียง โดยประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ 38 ของโลกที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม
ภาพ: koendanai / Instagram
อ้างอิง:
The post “เราทุกคนคู่ควรกับความรักที่ดี และตอนนี้เราก็มีสิทธินั้นแล้วนะ” เขื่อน ภัทรดนัย แสดงความยินดีหลังกฎหมาย #สมรสเท่าเทียม บังคับใช้อย่างเป็นทางการ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Kiehl’s แบรนด์สกินแคร์ชั้นนำจากนิวยอร์ก ได้เปิดตัวโครงก […]
The post Kiehl’s Open Doors โครงการใหม่จากแบรนด์สกินแคร์ชื่อดัง เพื่อสนับสนุนกลุ่ม LGBTQIA+ และเยาวชน appeared first on THE STANDARD.
]]>
Kiehl’s แบรนด์สกินแคร์ชั้นนำจากนิวยอร์ก ได้เปิดตัวโครงการน้ำดีอย่าง ‘Kiehl’s Open Doors’ เป็นปีแรก สานต่อปณิธานจากเจ้าของแบรนด์ที่คอยสนับสนุนกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศและเยาวชนมาตั้งแต่ ค.ศ. 1851 โดยเป็นโครงการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนกลุ่มคนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียม
ผ่านการจัดกิจกรรมร่วมกับมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน (Thai Transgender Alliance: ThaiTGA) และ เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ นักจิตบำบัดที่ร่วมเป็นพันธมิตร รวมถึงองค์กรเครือข่ายอื่นๆ ที่ยึดตามเป้าหมายของโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตัวเอง โอกาสในการพัฒนาศักยภาพและทักษะทั้งฮาร์ดสกิลและซอฟต์สกิล รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มเยาวชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ
ซึ่งกิจกรรมที่โครงการนี้สนับสนุนมีทั้งงานนิทรรศการภาพวาด Gender of My Choice เพศกำหนดเอง, พาเหรด Pride Month ในงาน Bangkok Pride Festival 2024 ร่วมกับนฤมิตรไพรด์, การจัดงาน Youth Pride Thailand 2024, การเปิดตัว Special Training Program (Beauty Advisor Trainee) รวมถึงต่อยอดเวิร์กช็อปไปยังกลุ่มอื่นๆ หรือพื้นที่อื่นๆ ต่อเนื่องตลอดทั้งปี
ภาพ: Kiehl’s Thailand
The post Kiehl’s Open Doors โครงการใหม่จากแบรนด์สกินแคร์ชื่อดัง เพื่อสนับสนุนกลุ่ม LGBTQIA+ และเยาวชน appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้เวลาจะผ่านมาเกือบทศวรรษ แต่ทุกครั้งที่ได้ยินชื่อ เขื […]
The post การเดินทางของ เขื่อน ภัทรดนัย กับ JOODPAKJAI สเปซแห่งพลังและการเยียวยา appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้เวลาจะผ่านมาเกือบทศวรรษ แต่ทุกครั้งที่ได้ยินชื่อ เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ ภาพจำของเขื่อนในฐานะศิลปินบอยกรุ๊ปในตำนานอย่าง K-OTIC ก็ยังคงติดตรึงใจอยู่เสมอ

เส้นทางในแวดวงบันเทิงได้ส่องประกายและเปิดประตูแห่งโอกาสให้เขื่อนอย่างเหลือล้น ทว่าเสียงของโลกที่ชื่นชมยกชูในตัวตนและผลงานความสามารถของความเป็น ‘เขื่อน K-OTIC’ นั้นดังกลบจนแทบไม่ได้ยินเสียงตัวเอง…เสียงคำถามในใจที่ผุดอย่างแผ่วเบาซ้ำๆ ว่า “สุดท้ายแล้วเราเป็นใคร…” การตัดสินใจปิดประตูแห่งแสงสีท่ามกลางเสียงคัดค้านของคนรอบข้าง ณ วันนั้น ได้ทำให้เขื่อนค้นพบตัวตนที่ใช่และความหมายของชีวิตผ่านเส้นทางแห่งการเป็น ‘นักจิตบำบัด’

การได้เรียนรู้โลกแห่งสุขภาพจิตอย่างลึกซึ้งได้ทำให้เขื่อนริเริ่มโปรเจกต์ ‘จุดพักใจ’ ด้วยการรับฟังเรื่องราวของผู้ที่พบพานด้วยการตั้งป้ายตามสถานที่ต่างๆ จากการตั้งป้ายสู่ ‘Call Me When You Need Me’ โปรเจกต์ที่ใช้วิธีการแปะเบอร์โทรศัพท์ในรูปแบบกระดาษพร้อมฉีกตามสถานที่ต่างๆ และ ‘JOODPAKJAI’ โปรเจกต์ใหม่ล่าสุดที่ถูกต่อยอดเป็นครีเอทีฟสเปซในพื้นที่พักใจของเขื่อน ณ เชียงใหม่

การเดินทางของเขื่อนจากดาวรุ่งสู่การเป็นนักจิตบำบัด รวมถึงแพสชันอันแรงกล้าที่ผลักดันให้เกิด JOODPAKJAI จะสร้างแรงบันดาลใจพร้อมชุบชูใจแค่ไหน ร่วมค้นหาคำตอบได้ใน Passion Calling x Koen-Pataradanai Setsuwan

เขื่อน: เขื่อนนะครับ ถ้าในโซเชียลมีเดียอาจจะเรียกว่าเขื่อนดนัย บางคนก็เรียกว่าหมวย ในบางบริบทก็เป็นเขื่อน K-OTIC เป็นพี่เขื่อน บางคนอาจจะเรียกว่าอีหมวยหรืออีเขื่อนก็ได้ ก็แล้วแต่บริบทเลยครับว่าอยู่ที่ไหน Identity เขื่อนที่รู้สึกว่า Relate อันหนึ่งที่สุดเลยก็คือเป็นลูกชายของคุณแม่ครับ แล้วก็เป็นนักจิตบำบัด
ตอนนี้ก็เปิด Creative Space อยู่ที่ช้างม่อย เชียงใหม่ แล้วก็กำลังจะจบปริญญาเอกครับ คิดว่า 4 อย่างนี้เป็น 4 อย่างที่ตัวเอง Relate ที่สุด ณ จังหวะในชีวิตนี้ตอนนี้ครับ

เขื่อน: จริงๆ เขื่อนก็เริ่มจากการเป็นนักร้อง ก็คือทำงานในวงการบันเทิง ซึ่งเขื่อนก็ Grateful มากครับ ก็รู้สึกดีมากเพราะรู้สึกว่ามันเป็นโอกาสที่ไม่ได้หาได้จากทุกที่ แล้วก็ไม่ใช่ทุกคนจะได้โอกาสนี้ ทุก Resource ทุกแรงซัพพอร์ตที่ทุกคนให้มาทำให้เขื่อนสามารถดูแลพี่สาวที่เป็นออทิสติกของเขื่อนได้ แล้วก็ดูแลคุณแม่ได้ แล้วก็ส่งตัวเองเรียนในสิ่งที่เขื่อนอยากเรียนได้

แต่มันก็มีช่วงในชีวิตที่เขื่อนก็ถามตัวเองบ่อยครับว่า ถ้าเราไม่ร้องเพลง เขื่อนคือใคร ถ้าไม่มีคนมาบอกเขื่อนว่าแบบ อุ๊ย! ยินดีด้วยนะเพลงติดชาร์ต อุ๊ย! เป็นเขื่อน K-OTIC เท่จัง แต่งตัวแบบนี้เท่จัง อะไรอย่างนี้ หันกลับมาคือเราไม่รู้เลยว่า Who am I without people telling me. ถ้าไม่มีใครบอกว่าเราเป็นใคร เราสามารถบอกตัวเองได้ไหมว่าเราเป็นใคร
ตอนนั้นมันก็มีช่วงหนึ่งที่รู้สึกแบบนั้น ค่าของเราอยู่ที่ผลของงาน แล้ว Identity ของเราขึ้นอยู่กับชาวเน็ตและคนข้างนอกมากๆ กลายเป็นว่าเสียงของเรามันเบามาก… เราไม่ได้ยินเสียงตัวเอง ก็เลยตัดสินใจว่ามันต้องมีอะไรเปลี่ยน ซึ่งไม่อยากใช้คำว่า Career Shift หรือว่า Career Path Change ด้วย เพราะว่ามันอาจจะไม่ใช่อาชีพด้วย มันคือการเป็นมนุษย์ของเขื่อนคนคนหนึ่งเลยว่า เขื่อนคือใคร เป็นอะไร และอยากทำอะไร

ก็ตัดสินใจว่าการร้องเพลงและวงการบันเทิงจะเบรกไว้แค่นี้เลย ซึ่งหลายคนตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าไปเบรกทำไม ช่วงนั้นมันพีคเลยนะ หยุดทำไม ก็เลยมานั่งคิดว่าทำอะไรดี พอนั่งคิดเรื่อยๆ ก็มองมาที่ Self-Work ก่อนว่าเราทำอะไรได้บ้าง และเราอยากทำอะไร ก็เจอว่าตั้งแต่เด็กเลย คุณแม่จะบอกตลอดเลยว่า คุณแม่มีลูกคนที่ 2 เพราะว่าอยากมีคนดูแลพี่สาว พี่สาวเขื่อนเป็นออทิสติก ก็เลยมีลูกคนที่ 2 มาเพื่อเป็น Caretaker

เพราะฉะนั้นเขื่อนเลยโตมาก็เป็นแบบไปโรงเรียนไม่ได้เล่นกับเพื่อน กินข้าวเที่ยงก็ต้องไปกินกับพี่สาว ทำความเข้าใจกับออทิสติก ทุกๆ อย่างเกี่ยวกับพี่สาวก็ Inspire เขื่อน แล้วคุณแม่เขื่อนก็เป็นไบโพลาร์ ก็รู้สึกว่าเราโตมากับความ Chaos ในบ้านค่อนข้างเยอะ เลยทำ Research เลยเจอว่า อ๋อมันมีเรื่องสุขภาพจิตนะ ตอนนั้นเรื่อง Mental Health และเรื่องสุขภาพจิตก็ยังไม่ได้บูมขนาดนี้ พอพาคุณแม่ไปหาหมอเลยมีประสบการณ์ร่วมตรงนี้กันไปเยอะเลย
View this post on Instagram
จนวันหนึ่งพอคุณแม่เขาได้รับความช่วยเหลือ กินยาอะไรอย่างนี้ ท่านเคยมานอนร้องไห้ที่ตักแล้วก็บอกว่าเขาเสียดาย 40 ปีที่เขารู้สึกทุกข์มาตลอดชีวิต แต่ทุกวันนี้ท่านสุขมาก คุณแม่ Glow สุขจนมันเป็นแสงสว่างครับ
View this post on Instagram
ก็เลยรู้สึกว่าเอ๊ะเราโตมากับความวุ่นวายยุ่งเหยิงตรงนี้มากจนแบบเรามีความรู้กับพื้นฐานจนอาจจะอธิบายไม่ได้เป็นลายลักษณ์อักษร ก็เลยลองสอบชิงทุนปริญญาโทของมหาวิทยาลัยไป ก็ได้มา เลยเปลี่ยนสายเลยครับ แล้วพอไปเรียนปุ๊บก็ชอบ พอชอบเสร็จปุ๊บก็ทำงาน ทำงานเสร็จปุ๊บชอบ ก็เลยเรียนเอกต่อเลย
View this post on Instagram
เขื่อน: ต้องบอกก่อนว่าจิตวิทยามันมีหลายสายเนอะ คนจะเข้าใจว่าคนเรียนจิตวิทยามาต้องเป็นนักจิตบำบัดหมดเลย จริงๆ มันมีหลายสายอาชีพมาก คนจบจิตวิทยามาจะเป็นจิตวิทยา HR ก็ได้ จิตวิทยา Business ก็ได้ จิตวิทยา Research ก็ได้ จิตวิทยา Clinic จะ Practice หรือ ไม่ Practice ก็ได้
อย่างเขื่อนมาสายแบบ Clinical Practice ก็คือเป็นนักจิตบำบัดเลยโดยตรง ก็ทำไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนอยู่อังกฤษเขื่อนรู้สึกว่าคำว่า Accessibility ที่อังกฤษมันชัดจริงๆ ต้องการเจอนักจิตบำบัดที่ Low Cost หรือว่า Free ก็มีองค์กรที่พร้อมซัพพอร์ตแล้วเต็มที่เลยนะที่ต้องรอ 3 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน ไม่ได้รอเพราะคิวยาวนะครับ องค์กรมันเยอะจนคิวมันไม่มีเลย แต่มันรอนานเพราะว่าต้อง Match นักจิตบำบัดกับผู้ป่วยให้ถูกต้องที่สุด

ตอนเด็กๆ ที่พาคุณแม่ไปหาหมอ ไปครั้งหนึ่ง 4,000-5,000 บาท แล้วเดือนหนึ่งไป 3 รอบ มันไม่ใช่อะไรที่ถูก คนจองคิวยากมาก ก็อาจจะใช้คำว่าไม่ค่อย Accessible ได้ พอไปอยู่ที่นู่นแล้วมัน Accessible ได้ก็รู้สึกว่าเจ๋ง ก็เลยลองไปทำจิตบำบัด จิตอาสา แล้วรู้สึกว่ามันเติมเต็มตัวเองครับ
มันรู้สึกทุกครั้งที่ตอกบัตรเข้าทำงานว่าอันนี้คือเรา…เราที่มีความหมาย เขื่อนจะบอกเลยนะ การทำงานไม่ต้องมีความสุขตลอดนะ ถ้าเกิดเราเจองานที่เรามีความสุข เราเจองานที่ใช่ คือเขื่อน Disagree เขื่อนรู้สึกว่าความสุขมันมาแล้วก็ไป ไม่มีใครบนโลกทำงานแล้วมีความสุขทุกวัน เพราะมันจะมีบางวันที่เราเหนื่อย เราเศร้า เราทุกข์ ทะเลาะกับแฟน ทะเลาะกับป้าโต๊ะข้างๆ เพราะฉะนั้นทำงานแล้วมีความสุขตลอดเลย ไม่จริง แต่งานที่มีความหมายมีจริง

ตั้งแต่วันแรกที่ Practice มาจนถึงวันนี้เขื่อนยังไม่เคยเก็บเงินเลยนะ รู้สึกว่าเจอ Mind Calling แบบงานที่เราชอบ เราไปเก็บเงินทางด้านอื่นแล้วก็ทำอันนี้ให้ตัวเองไม่ Burnout มันเหมือนเขื่อนเจอบ่อน้ำของตัวเองครับ ก็เลยทำจิตบำบัดอาสาไปเรื่อยๆ ที่อังกฤษ จนทำไปได้เข้า 3-4 ปี ก็มีคำถามว่าเราอยากทำแบบจิตบำบัดเป็นภาษาไทยไหม เพราะเรียนมาก็คือเรียนเป็นภาษาอังกฤษหมดเลย ก็เลยคิดว่าโอเค Challenge ตัวเอง มาทำที่ไทย ก็เลยตั้งโปรเจกต์ว่า ‘จุดพักใจ’
View this post on Instagram
ตอนอยู่อังกฤษเขื่อนมีองค์กร NGO ที่เขา Match คนไข้มาให้แล้ว เราก็แค่มองพอร์ตว่าอันนี้เรารับได้ไหม เราทำกับเขาไหวไหม ถ้ารับได้ก็ได้ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คือมีคนจัดให้ แต่พอมาที่ไทยมันไม่มีคนจัดให้ เขื่อนก็เลยคิดว่าจะทำยังไงให้มัน Normalize ให้เราไม่เลือกว่าความทุกข์ของใครสำคัญกว่าใคร เพราะว่ารู้สึกเท่ากับรู้สึก มันไม่มีความรู้สึกใครน้อยไปหรือมากไปครับ ก็เลยขึ้นคอนเซปต์เป็นว่าเราทำเป็นป้ายแล้วเราไปตั้ง
View this post on Instagram
ถ้าเกิดเราตั้งแล้วเขามาคุยกับเราแปลว่าเขาเลือกเรา เราไม่ได้เลือกเขา ซึ่ง Mechanic ของโปรเจกต์จุดพักใจนี้ก็คือ เขื่อนจะตั้งป้าย ไม่อัปโปรโมตอะไรเลย ที่คน Complain เยอะที่สุดก็คือไปไม่ทันแล้วก็ไม่รู้ว่าอยู่ไหน คือตั้งใจครับ แล้วก็จะอธิบายทุกครั้ง เวลามีคนถามก็คือเขื่อนต้องการให้ Service ที่เขื่อน Provide มัน Resourceful กับคนในตรงนั้น พอตั้งป้ายตรงนั้นปุ๊บ นั่งสักพักคนก็จะมา ก็จะยื่นบัตรให้เขา บัตรจะมี 2 ด้าน ด้านแรกจะบอกเขาว่ามัน Confidential นะ ทุกอย่างที่เราคุยกันจะไม่มีการเอาไปเล่า เอาไปเขียน เอาไปบอกต่อ คุยตรงนี้จบตรงนี้
View this post on Instagram
แล้วก็มีเวลาให้เขาตั้งแต่ 10-50 นาที แปลว่าระหว่างที่เขาคุยกับเรา เขาเป็นคนเลือกได้เลยว่าอยากคุย 10 นาที หรือ 50 นาที เราจะไม่บังคับเลย แล้วก็ยาวมาเรื่อยๆ แตกมาเป็นแบบย่อยๆ มีโปรเจกต์จุดพักใจป้าย แล้วก็โปรเจกต์จุดพักใจ ‘Call Me When You Need Me’ ที่เป็นแบบฉีกเบอร์โทรศัพท์แปะตามที่ต่างๆ แล้วก็ตอนนี้มีจุดพักใจที่เป็น Creative Space ครับ
View this post on Instagram
เขื่อน: ตอบแบบตรงๆ เลยเนอะ เหนื่อยไหม เหนื่อย แต่เหนื่อยกาย ไม่เหนื่อยจิตวิญญาณ นั่งอยู่บนพื้นที่ไม่มีอะไรรองรับหลังเราเลย 9 ชั่วโมง Active Listening นั่งฟังแบบไม่ตัดสินใจเขา ไม่แย่งเขาพูด มันก็ใช้แบบ Mental Capacity เยอะ เพราะทุกครั้งที่เราฟังมันก็เหมือน Trigger บาดแผลตัวเองด้วย เพราะฉะนั้นถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย แต่ไม่เหนื่อยใจ แล้วก็ไม่เหนื่อยจิตวิญญาณ พอเป็นอย่างนี้ปุ๊บเขื่อนไม่มีคำว่า Burnout เลยครับ มัน Fulfill กับสิ่งที่ทำมากๆ เลย

เขื่อน: Burnout มันมีหลายเลนส์ให้มองมากเลย ไม่ว่ามันจะเป็นโรค หรือมันจะเป็นอะไร แต่สำหรับเขื่อน “The Burnout is when the meaning is gone.” ก็คือความหมายในสิ่งที่ทำมันหายไปแล้ว เขื่อนจะบอกตลอดเลยว่า Burnout เนี่ยต่อให้องค์กรจะส่งเราไปฮาวาย ไปสัมมนาที่เขาใหญ่ ให้เราพัก With Pay 3-4 สัปดาห์ มันไม่หาย เพราะจริงๆ มันไม่ใช่ว่าร่างกายมันหมด แต่ความหมายในการทำงานมันหมดแล้ว อันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องงานนะ เราสามารถ Burnout จากชีวิตงาน ชีวิตรัก งานอดิเรก ชีวิตเที่ยว ชีวิตเซ็กซ์ ได้หมดเลย

ถ้ามันหายไปแล้วไม่เป็นไร หาความหมายใหม่ได้ ให้โอกาสตัวเองหาใหม่ แต่ต้องคอยเติมเต็มตัวเอง เพราะถ้าเกิดเราไม่รู้ว่าเราทำอะไรอยู่ ทำไปเพื่ออะไร ทำไปทำไม เหมือนทำแค่ให้รู้สึกมีความสุขอะครับ ยังไงก็ Burnout อยู่แล้วครับ
เขื่อนว่าตอนนี้หลายๆ ครั้งเรามีบริบทว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีความสุข ทุกคนก็เลยต้องการแบบ Pressure Dopamine Hit ตลอดเลย Dopamine ก็คือสารเสพติดความสุข พอไม่มีสุขปุ๊บก็บอกว่าชีวิตไม่ดี พอไม่ดีก็กดดันตัวเองว่าเอ๊ะเราผิดปกติตรงไหนหรือเปล่า เขื่อนก็ไม่รู้ว่าเราเผลอไปรับบริบทนี้เมื่อไรว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีความสุข เพราะถ้าไม่มีสุข ชีวิตก็ไม่ดีแล้วสิ

แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราเอาความหมายนำ แปลว่าถ้าเกิดความหมายกับความสุขมันมาพร้อมกัน Good! แต่ถ้าวันไหนมันไม่มีความสุข มันมีความทุกข์ มันเหนื่อย มันล้า แต่ความหมายมันยังอยู่ เราไปต่อได้แล้วมันไม่ล้ม พอมันเป็นอย่างนี้ นี่แหละมันคือภาวะของคนที่ไม่ Burnout นี่คือ Definition ของ Burnout ของเขื่อนครับ

เขื่อน: ตอนหย่า เพราะจำได้เลยว่า เราก็โตมาแบบ LGBTQIA+ จำได้ว่ารู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอมาตลอดก็เลยจะกดดันตัวเอง เรียนก็จะต้องเรียนทุน ต้องแต่งงาน ต้องจบเอกก่อน 30 ต้องมีลูก แล้วสิ่งที่น่ากลัวที่สุดเลยคือการที่เราตั้ง Goal ไว้แล้วบอกว่า “ถ้าฉันทำได้หมดเนี่ยฉันจะเป็นคนที่ดีพอในสังคม” เชื่อไหมว่าหลอกตัวเองได้สำเร็จเกือบหมดเลยจนถึงวันที่หย่า หย่าเพราะเหมือนสิ่งที่ทำมันไม่ใช่เราจริงๆ สิ่งที่ทำมาทั้งหมดใจจริงคือไม่ได้อยากทำเลย

ณ วันที่ทำมันอยากทำนะ แต่มันทำเพื่อ Please คนอื่น Please คนที่เราไม่รู้จัก Please สังคม Please ใครก็ไม่รู้ พอวันที่หย่าปุ๊บเป็นวันแรกที่เหมือนได้ใช้ชีวิตเลย สิ่งที่เราเคยมองว่าเป็น 3 สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเรา เราทำมันได้แล้ว แต่วันนี้มันไม่ใช่แล้ว… แล้วอะไรมันสำคัญ? มันเลยมีช่องว่างให้เราเล่นได้อีกเยอะเลยครับ
เขื่อน: มีครับ ถ้าไม่เห็นเขื่อนทำงานหรือถ่ายคอนเทนต์ I like to be home with my glass of wine. แล้วแบบ Zone Out เพราะเขื่อนหวง Energy Flow ของตัวเองมากๆ เลยครับ พอโตมายิ่งเรียนรู้ได้ว่าอันไหนที่เก็บได้อยากเก็บ อันที่ไหน Cherish ได้ว่าอันนี้อยากให้มีแค่เรากับคนกลุ่มนี้รู้พอ ไม่ต้องบอกหมด ไม่ต้องแชร์หมด เพราะมันจะมีกลุ่มคนที่พร้อมจะไม่ Appreciate Energy เรา แล้วมีคนที่พร้อมจะแบบเกลียดเรา พร้อมไม่เข้าใจเราครับ เพราะงั้นเขื่อนมีเพื่อนแค่ 6 คนที่เป็นเพื่อนแบบเข้าใจเขื่อนจริงๆ ถ้าเขื่อนมีอะไร โทรไปหรือคุยไปอย่างนี้ เขา Ready to Pick Up. แล้ว Ready to be there. แล้วเขื่อนก็มีอีก 1 จุดก็คือ ‘คุณแม่’ เป็นจุดที่สำคัญมากๆ เลยครับ
View this post on Instagram
สิ่งที่สำคัญที่สุด ขนาดนักจิตบำบัดอย่างเขื่อนเองมีนักจิตบำบัดส่วนตัวที่เขื่อนเจอ เป็น Safetiness ที่สามารถทำให้เขื่อนทำงานได้เรื่อยๆ ไม่มีหรอกคนที่ฟังเรื่องคนอื่นแล้วไม่เก็บมาคิดได้ แต่มีคนที่เซ็ตระบบตัวเองดีจนฟังแล้ววาง แล้วปล่อยต่อได้ครับ
เขื่อน: 100% เขื่อนพูดตลอดว่านักจิตบำบัดเป็นมนุษย์ นักจิตบำบัดเขายังมีเวลาที่บอกว่า เฮ้ยตอนนี้ไม่เจอคนไข้นะ เจอคนไข้คนหนึ่งได้แค่ 50 นาทีนะ ยังบอกได้เลย เพราะฉะนั้นการที่เราเป็นเพื่อนของใครคนหนึ่ง ถ้าเราไม่พร้อมรับโทรศัพท์ใครหรือให้กำลังใจใคร เรามีสิทธิ์บอกเขานะว่าวันนี้เราไม่พร้อมเพราะว่าเรายังช่วยตัวเองไม่ได้เลย ถ้าฉันช่วยตัวเองไม่ได้ ฉันก็ช่วยเธอไม่ได้เหมือนกัน
View this post on Instagram
เขื่อน: จริงๆ จุดประสงค์ของโปรเจกต์จุดพักใจมันมีหลาย Agenda มากเลยนะครับ แต่ Agenda ที่สำคัญที่สุดจริงๆ ไม่ใช่การ Provide Listening นะ เพราะถ้าเขื่อนไป Listening เต็มที่ เขื่อนทำทุกวันได้วันละ 8 คน แต่เมืองไทยมีคนเท่าไรนึกออกไหมครับ จริงๆ แล้วโปรเจกต์นี้ Undertone ของมันคือทำให้เห็นว่าสุดท้ายแล้วเราไม่ต้องไปถึง Professional Health ทันที
เราสามารถซัพพอร์ตกันในฐานะ Community เป็นพื้นที่ปลอดภัยของกันและกันได้ เช่น เพื่อน คนรู้จัก คนรอบข้าง เราสามารถซัพพอร์ตกันและกันได้ก่อนจะถึง Professional Health จริงๆ แล้วที่ต้องการความช่วยเหลือจากหมอจริงๆ อาจจะอยู่ที่ 5% หรือ 7% อีก 80% นี่เราสามารถซัพพอร์ตไปด้วยกันแบบมี Community Support ที่ดี อันนี้คือ Undertone ที่ไม่เคยบอกใครที่ไหนของโปรเจกต์จุดพักใจ

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่สังคมและหลายๆ คนต้องการเลยก็คือใครคนหนึ่งมาฟังเราแบบ Active Listening ฟังกันโดยที่ไม่ตัดสินกันได้ครับ พอทำเสร็จเนี่ยเราก็รู้สึกว่าเราเซ็ตได้ระดับหนึ่งแล้ว แล้วตัวโปรเจกต์มันก็สามารถรันต่อ ที่แปลว่าไม่ต้องเป็นเราแล้ว เป็นคนอื่นที่มาตั้งป้ายจุดพักใจได้เลย
ตอนเราอยู่อังกฤษ มันจะมีสเปซเยอะมากเลยที่เป็นพื้นที่ปลอดภัย แบบเยาวชน ผู้สูงวัย คนอายุเยอะ เด็ก สามารถไปใช้ได้เพื่อ Explore สิ่งที่เขาอยากหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเซ็กซ์แบบปลอดภัย คนที่เขาเสพยาเสพติด เราจะไปบอกเขาเลยว่าหยุดเสพ มันไม่ได้ อย่าลืมนะว่าเขาไม่ได้เลือกที่จะเสพเองแล้ว เขาอยู่ในภาวะที่ร่างกายเขาเสพติด ถ้าเขาไม่เสพอาจจะมีอาการช็อกได้หรือมันเหมือนจะตายเลยครับ หลายๆ ครั้ง คนไม่สามารถหยุดเล่นยาได้เพราะกลัวคน Judge และพอกลัวคน Judge อีกก็หนีโลกนี้ไปด้วยการเล่นยาเพิ่ม เพื่อ Dissociate เข้าไปอีก ไม่ต่างอะไรกับ Alcoholic เลย

เขื่อนก็รู้สึกว่าอยากมีสเปซที่รู้สึกว่าแบบไม่ต้องเช่า ใช้ฟรี ปลอดภัย แล้วก็ไม่เลือกแค่อะไรที่เป็นแบบคอนเทนต์ที่มันรู้สึกว่าแบบขาวสะอาด แต่มันพร้อมจะรับทุกเอเนอร์จี้ทุกอย่างเข้ามาเลยครับ ก็เลยมาเจอตึกนี้แล้วก็ตัดสินใจเปิดเลยครับ เพราะอันนี้เขื่อนพูดตลอดเลยว่าที่ชั้น 3 เราจะเปิดเป็นแบบ Excel Timetable ให้เลยครับ แล้วใครอยากมารันเวิร์กช็อปอะไร มีคอมมูนิตี้อะไรมา Explore อะไร ก็คือยินดีมากๆ เลย ซึ่งเขื่อนเองก็จะไปวางเวิร์กช็อปด้วย ทำจิตบำบัดฟรีด้วย แล้วก็มี Art Gallery ฟรี อะไรฟรี อย่างนี้ครับ ก็เลยเป็น Passion Project ที่สนุกมาก
View this post on Instagram
เขื่อน: จำได้ว่ามียุคหนึ่งเคยขึ้นไปเชียงใหม่แล้วรู้สึกว่าในกลุ่มเพื่อนเรา เราโดนวางคาแรกเตอร์มาเป็นคนที่เย็นที่สุดในกลุ่ม แต่ทางกลับกัน พอไปอยู่เชียงใหม่ เพื่อนเราพาไปกิน Local Slow-Cooked Food แล้วเพื่อนเราก็นั่งจอย รู้ตัวอีกทีก็คือเรา Refresh มือถือเพื่อเช็กเมลงาน เช็ก Call ผู้จัดการโทรมาหรือเปล่า บริษัทติดต่อมาหรือเปล่า กลายเป็นว่าตัวเองที่นึกว่าเป็นคนเย็นจริงๆ เราก็หลุดไปใน Flow ของความแบบเร่งรีบในการใช้ชีวิตเพื่ออะไรก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่เรามาที่นี่เพื่อ Holiday ก็เลยกลับไปตกตะกอนตัวเองได้ว่า เราก็ควรจะมีสเปซบางที่ที่เราสามารถ Reconnect กับตัวเองกับ Flow ตรงนั้นได้หรือเปล่า ก็เลยรู้สึกว่าค่อนข้าง Connect กับเชียงใหม่มาก ก็เลยขึ้นไปเปิดสเปซที่เชียงใหม่ครับ

เขื่อน: จำได้ จำได้มากก็คือไปดูแล้วก็รู้สึกว่าโห ต้องบอกก่อนว่าเขื่อนเป็นคนชอบทำของที่ไม่สวยให้สวยในสายตาเรา ทำอะไรที่มันแบบ Nitty-Gritty ให้มันออกมาแล้วแบบมันมีค่า แค่ต้องเห็นคุณค่าของมัน
จำได้ว่ามีตึกหนึ่ง หนึ่งใน Co-Founder แหละครับพาไป “เขื่อนไปดูกันไหม มันเคยเป็นบาร์” แล้วเขื่อนก็เข้าไป บาร์อะไร Partition ตั้งเป็นแบบล็อกๆ เข้าไปดูก็รู้สึกแล้วว่าของมันมาและ รู้สึกดี ขอดูชั้น 2 เลยครับ ตอนนั้นขึ้นบันได บันไดมันเสี่ยงตายมากเลย มันไม่ใช่บันได มันเป็นโครงเหล็ก ขึ้นไปชั้น 2 เห็นเป็นแบบแค่ลูกฟูก ไม่มีเตียงนะ แค่ลูกฟูกกับพื้นแล้วก็ถุงยาง Everywhere เลยครับ อันนั้นคือวันที่ตัดสินใจเลยว่าฉันเอาตึกนี้ เพราะมันมีเอเนอร์จี้ที่แรงในตึกนั้น มันมีเอเนอร์จี้ที่แบบ Very Nitty-Gritty มันเหมือนกับทุกๆ อย่าง มันเหมือนความรู้สึก มันเหมือนคน ไม่มีคำว่าดีหรือไม่ดี มันมีแค่คำว่าเอเนอร์จี้ครับ
View this post on Instagram
คือรู้สึกว่าถ้ามวลพลังงานมันเยอะขนาดนี้แล้ว เราจะทำอย่างไรให้ที่ตรงนี้เป็นคอมมูนิตี้ออกมา ก็ตัดสินใจเอาตึกนี้ แล้วก็ลอกเนื้อเก่าออกหมดเลยครับ เก็บไว้แค่โครงแล้วก็ทำใหม่เป็นตึกตรงนี้ครับ แฮปปี้มาก แล้วบัญชีก็บ่นมากเพราะว่าลงทุนเกือบ 10 ล้านครับ แต่สนุกมากๆ เลยครับ
View this post on Instagram
เขื่อน: มีหลายความรู้สึกมาก อย่างที่เขื่อนบอกครับเขื่อนเป็นคนหวงเอเนอร์จี้ตัวเองมาก ที่หวงเอเนอร์จี้ตัวเองเพราะว่าทุกวันนี้เรียนรู้ว่ามันมีคนที่พร้อมจะฟังเราครับ แล้วก็มีคนที่ไม่ได้อยากฟังเราตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว และเรื่องที่ได้รับความช่วยเหลือก็เหมือนกันครับ

ตึกนี้ก็เหมือนกัน ตอนทำก็เลยไม่บอกใคร ไม่แชร์ ไม่ลงโซเชียล ไม่หาสปอนเซอร์ อยากทำจนกว่าจะเสร็จ เปิดอีกทีก็คือแบบ Soft Opening อัปไอจีเลยจริงๆ ก็คือตอน Grand Opening แล้ว รู้สึกแฮปปี้มาก รู้สึกแฮปปี้เพราะว่าพอเปิดปุ๊บ คนที่มาก็จะแบบ…“พี่เขื่อนเปิดที่ทำเวิร์กช็อปฟรีเหรอ หนูทำเวิร์กช็อปไปรันได้ไหมคะ” แล้วคนที่มาก็จะสนับสนุน “ขอบคุณที่มา Elevate ที่ตรงนี้ให้มันแบบเป็น Community Space นะ”

มันกลายเป็นว่าเราเห็นเลยว่าคนที่มีเอเนอร์จี้ใกล้ๆ เราจะดึงดูดคนที่เอเนอร์จี้คล้ายๆ เรา เพราะฉะนั้นวันที่เปิด คนที่มาหรือคนที่มาซัพพอร์ตเราคือมันชื่นใจเลยว่าเออได้ทำแล้ว มันยังไม่ใช่ความสุขว่าทำสำเร็จแล้วนะ แต่มันเป็นการสำเร็จที่ว่าเออได้เริ่มต้นทำแล้วอะไรอย่างนี้ครับ แฮปปี้มากเลยครับ

เขื่อน: เราก็จะมีแบบ Sound Bath, Sound Healing ล่าสุดมีคนติดต่อน่ารักมาก ขอทำ Pilates ฟรีให้กับผู้ป่วยมะเร็ง มันจะมีเวิร์กช็อปประมาณนี้เข้ามาเรื่อยๆ ครับ
เขื่อน: มาก แล้วคนก็จะไม่เข้าใจเยอะว่าทำทำไม ทำแล้วได้อะไร ทำแล้วได้เงินจากไหน เราก็บอกเลยว่าทำแล้วมัน Spiritually ไม่ Burnout แน่นอน ชั้น 1 มันคือร้านกาแฟ การที่ Passion ไปต่อได้มันต้อง Sustainable ก่อน ไม่งั้นเราก็จะควักทุกอย่างของเราออกมาจนหมด ทำให้เราไม่สามารถไปทำอะไรต่อได้

ถ้ามัน Sustainable แล้ววันที่เขื่อนไม่อยู่มันก็รันตัวเองได้ด้วยตึก เพราะตึกก็มีค่าเช่าเดือนหนึ่งก็หลายหมื่นนึกออกไหมครับ ตึกเรามีพนักงานอีก 8 คน บวกค่าตึก ค่าน้ำ ค่าไฟ 4 ชั้น เปิดเวิร์กช็อปรันทุกอย่างอีก โจทย์แรกเลยก็คือว่า How to provide care but make it sustainable? ไม่ใช่แคร์จนมันหมดหน้าตักเราอะไรอย่างนี้ครับ
View this post on Instagram
เวลาเขื่อนอยู่ร้านนะ คนที่เข้ามาก็ Very Respectful บางคนเข้ามาอยากอ่านหนังสือ เรามี Free Library เขาก็ไปอ่านหนังสือแล้วก็เงียบๆ ไม่ยุ่งกับใคร คนที่เข้ามาแล้วอยากแฟชั่น Self Expression ก็แต่งตัวทำผมขึ้นไปนั่งบนบาร์ เขาก็เต็มที่ของเขา คือทุกคนมาด้วยเอเนอร์จี้ที่รู้ว่าตรงนี้สามารถเป็นตัวเองแล้วอยากทำอะไรก็ได้ ซึ่งมันตอบโจทย์เรามากเลยครับ เพราะ Healing มันไม่ได้มี Healing แบบเดียว มันมี Healing หลายรูปแบบ แล้วด้วยตัวตึกมันก็ทำได้หลายรูปแบบเลยครับ
View this post on Instagram
เขื่อน: สุดๆ ครับ เขื่อนบอกตลอดเลยนะทุกครั้งที่เราทำให้ใครยิ้มได้ ตัวเราเองก็ยิ้ม ทุกครั้งที่เราฮีลคนอื่น แผลของเราที่สะสมมาเรื่อยๆ ก็ฮีลบางส่วนด้วยครับ เขื่อนจะพูดตลอดเลยว่า “Hurt people hurt people.” คนที่ถูกทำร้ายมาก็ทำร้ายคนอื่นต่อ “But healed people also heal other people too.” เขื่อนว่าเหมือนกันเลยครับ มันเป็นโลกคู่ขนานครับ

เขื่อน: ชอบคำถามนี้มากครับ ขออนุญาตส่งต่อคำตอบนี้ให้กับคนในยูทูบแล้วกัน ที่เขาเล่าว่าจะมี Passive Income จะมีอะไร ให้เป็น Professional เหล่านั้น เดี๋ยวเขื่อนทำพาร์ตของเขื่อนเอง พาร์ตของเขื่อนคือ “Because our life is limited. We are limitless.” เพราะเราตระหนักได้ว่าชีวิตเรามันมีสิ้นสุด แล้วจริงๆ มันสั้นนะเทียบกับอายุโลก อายุกาแล็กซี อะไรอย่างนี้ เรานี่เล็กยิ่งกว่าเม็ดทรายอีกครับ

เทียบกับโลกที่มีมาตลอดชีวิต เขื่อนคือไร้ค่า ไม่มีความหมาย เขื่อนแค่เกิดมาแล้วก็หายไป แบบเร็วมาก ไม่ได้เอฟเฟกต์อะไรในไทม์ไลน์เลย พอยอมรับตรงนี้ได้มันเลยเห็นว่า อ๋อ เพราะว่าเขื่อน Meaningless เขื่อนไม่มีความหมาย เขื่อนเลยสามารถสร้างความหมายให้ตัวเองแบบอินฟินิตีได้เลย
View this post on Instagram
ในช่วงชีวิตที่เขื่อนมีสั้นๆ บนโลกนี้ครับ มันเลยทำให้เขื่อนแบบวันนี้แต่งหญิง อีกวันไปสอนหนังสือใส่สูท อีกวันเป็นนักจิตบำบัดซีเรียส อีกวันถ่ายคอนเทนต์แกล้งคุณแม่ อีกวันเป็นยัยหมวย อีกวันอ้อนแฟนแบบเป็นตัวเล็ก เขื่อนไม่อายที่จะเป็นหลายๆ อย่าง แล้วทำหลายๆ อย่าง
View this post on Instagram
แต่ก่อนโดนเยอะมากเลยว่าแบบ “เป็นนักจิตบำบัดต้องสำรวมนะ จะมาแต่งตัวอย่างนี้ไม่ได้” เขื่อนจะ Challenge เลยว่าทำไมไม่ได้ ก็เขื่อนไม่อยากเอางานกลับบ้าน แล้วเขื่อนก็ไม่รู้สึกจำเป็นว่าต้องเอาของที่บ้านไปที่งานด้วย ไม่เห็นจะต้องบอกคนที่งานเลยว่าเรามีอะไรอย่างนี้ แล้วก็ไม่รู้สึกว่าเราต้องเอางานของเรากลับไปที่บ้าน แล้วเมื่อเส้นบางๆ มันหายไปเหมือนเราแยกไม่ออก เราเหมือนเอางานเป็น Personality เรา
View this post on Instagram
เขื่อนต้องการที่จะเป็นคู่รักที่ดีเมื่ออยู่กับแฟน เป็นเลกเชอร์ที่ให้เด็กได้เต็มที่ที่สุด เป็นนักจิตบำบัดที่พยายามสนุกที่สุด เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่สนุกกับคอนเทนต์ของตัวเอง และเป็นลูกที่เล่นกับแม่ได้มากที่สุด เขื่อนไม่อยากเป็นเลกเชอร์กับคุณแม่ แล้วเขื่อนก็ไม่อยากเป็นไอ้ตัวเล็กกับคนไข้เขื่อน และเขื่อนก็ไม่อยากเป็นนักจิตบำบัดกับแฟนด้วย นึกออกไหม เพราะถ้ามันคิดอย่างนี้แล้วมัน Limitless จริงๆ
View this post on Instagram
แล้วคอนเซปต์นี้คือ ณ ตอนอยู่ที่อังกฤษครับ เขื่อนมีเพื่อนเยอะมากที่วันธรรมดา Weekdays เป็น Banker ใส่สูทผูกไท เสาร์อาทิตย์เต้นอะโกโก้ เต้นอะโกโก้ที่แก้ผ้าแล้วใส่กระจิ๋วเดียวเต้น เราไปเชียร์เพื่อนทิปเพื่อน แล้ววันไหนที่มันว่างมันก็ไปคอลแลบถ่าย OnlyFans อะไรอย่างนี้ เราเป็นคนขี้สงสัย เราก็ไปถามเขาว่าชีวิตมัน Limitless ขนาดนี้เลยเหรอ เขาก็ตบไหล่แล้วเขาก็บอกว่า “เขื่อนยูก็พอๆ กัน ยูแค่ลืมว่ามันเป็นอีกเลนส์หนึ่ง” ก็เลยแบบ “เออจริงด้วย” เขื่อนรู้สึกว่าทำไมเราต้องมาจมอยู่กับบริบทเดียวในชีวิตด้วยทั้งๆ ที่เราทำได้หลายอย่าง
เขื่อน: กลัวได้ เขื่อนจะพูดตลอดว่าการมีภาวะกังวล การกลัว มันเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์นะ เรากลัวเพราะอะไร เพราะเรารู้ว่าชีวิตเรามีจำกัด แล้วเรากลัวว่าถ้าเกิดเราทำแล้วเราจะพลาด ถ้าพลาดแล้วเราจะกลับไปเปลี่ยนไม่ได้มันเลยกลัว

กลัวได้ไม่ผิด แต่ถ้ามันกลัวจนตัวเราหยุดนิ่ง แข็งแล้วทำอะไรต่อไม่ได้ อันนั้นอาจจะเป็นอุปสรรคในการแบบค้นหาตัวเองได้ครับ อาจต้องค่อยๆ เริ่ม Work on yourself. เพราะสุดท้ายแล้วเขื่อนอยากบอกทุกคนว่ามันจะมีคนที่ไม่ชอบเรา เพราะงั้นถ้าเกิดเราทำอะไร เป็นตัวของตัวเองเมื่อไร ทำในสิ่งที่เราชอบเมื่อไร มันจะมีกลุ่มคนไม่มากก็น้อยไม่ชอบเราถึงเกลียดเราเลย แล้วเราก็ทำให้ตัวเองเล็กลงเรื่อยๆ เพื่อที่จะไม่โดนคนเกลียดครับ เพราะฉะนั้นถ้าอยากเป็นตัวของตัวเอง อยากทำสิ่งที่เธอทำ มันจะมีคนที่ไม่ชอบเรา ไม่เข้าใจอยู่แล้ว

อย่าให้ความกลัวนี้หยุดตัวเองที่จะทำ เขื่อนพูดกับคนใกล้ตัวตลอดเลยว่าอยากเป็นผู้สูงวัยที่นั่งกินไวน์ก็ได้ ชาก็ได้ อะไรก็ได้ แล้วแบบ เออวันนั้นกูดีใจที่ไม่เลือกทำสิ่งนี้เพราะมีคนมาไม่ชอบพอดี เพราะวันนี้ที่เราแก่ คนที่ไม่ชอบเราก็หมดแรงแล้ว มันด่าเราไม่ไหวแล้ว แต่เราที่ไม่เสียดาย ไม่อยากเป็นคนที่อายุเยอะแล้วมานั่งแบบเสียดายที่ไม่ได้ทำเพราะวันนั้นมีคนที่เราไม่รู้จักด้วยซ้ำมาไม่ชอบเรา

เขื่อน: รู้สึกเท่ากับรู้สึก เขื่อนจะพูดตลอดเลย ตอนนี้เหมือนเราคุ้นเคยกับบาดแผลหลายๆ อย่างที่เราเจอมา ไม่ว่าจะเป็นการที่แบบคุณครู คุณพ่อ คุณแม่ หรือแฟนบอกว่าเราเยอะเกินไป เรามากเกินไป เรารู้สึกเกินไป เราคิดน้อยไปอะไรอย่างนี้ มันไม่มีนะ We are never too much.

คนที่มาบอกเราเขาอาจจะเป็นน้ำเต็มแก้วแล้วเขารู้สึกว่าเรามันเกินกว่าบรรจุภัณฑ์ของเขา ถ้ารู้สึกแล้วเท่ากับรู้สึกครับ Reach Out ได้เลย ถ้ารู้สึกว่าตัวเองเป็นซึมเศร้า ขนาดซึมเศร้าคนยังถามเยอะเลย ต้องเป็นซึมเศร้าแค่ไหนถึงจะไปหาหมอได้ ไม่ต้อง ถ้าเกิดเป็นแล้วไปได้เลย เราให้ Professional Health บอกเองว่าต้องได้รับการรักษามากน้อยแค่ไหน เพราะอย่าลืมว่าเวลาคนมาบอกเราว่าอันนี้คิดเยอะไป อันนี้คิดน้อยไป เขาไม่ได้พูดถึงเรานะ เขาพูดถึงประสบการณ์ชีวิตของเขาที่เขาโดนคนอื่นกดดันมาเหมือนกัน และเขาก็มากดดันเราต่อ อย่าให้ตัวเองเข้าไปสู่วงโคจรอุบาทว์ของการที่ขออนุญาตคนอื่นเป็นมนุษย์ที่จะรู้สึก

เขื่อน: อยากให้คนฟังกันมากขึ้น ตอนนี้เหมือนเราฟังกันเพราะว่าเราต้องฟัง เราต้องฟังคนข้างๆ เพราะเรากลัวว่าถ้าเราไม่ฟังจะกลายเป็นเพื่อนที่ไม่ดี กลายเป็นคนที่ไม่ดีพอ อยากให้ฟังที่เขาเป็นเขา จริงๆ การฟังคนคนหนึ่งเราไม่ต้องมี Quote ที่ดีที่สุด คำคมที่ดีที่สุด หรือมีคำตอบที่ดีที่สุดนะ เพราะถ้าเกิดเรามัวแต่ไปโฟกัสตรงนั้น เราไม่ได้ไปฟังเขาแล้วนะ เราฟังเขาเพื่อที่เราจะตอบให้ตัวเองรู้สึกดี Active Listening is Gone. You’re not listening to them.

การฟังที่ดีที่สุดก็คือเราร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขา ไม่ต้องไปเปลี่ยนเขา แต่ให้เขารู้ว่าความรู้สึกยากๆ มันมาได้ตลอด และทุกครั้งที่มันมาเขาไม่ต้องอยู่คนเดียว เขาสามารถมีคนคนหนึ่งสามารถรู้สึกไปกับเขาได้

เขื่อน: ถ้าวันไหนลืมไปแล้วแบบไปโฟกัสและเครียดเกิน ให้บอกตัวเองว่า “Make sure you have fun. Make sure it’s meaningful and make sure you do it your best.” ขอให้สนุก ขอให้มีความหมายกับตัวเอง และขอให้ทำให้ดีที่สุด พอแล้วครับ

ขอบคุณสถานที่: The Standard, Bangkok Mahanakhon
The post การเดินทางของ เขื่อน ภัทรดนัย กับ JOODPAKJAI สเปซแห่งพลังและการเยียวยา appeared first on THE STANDARD.
]]>
ส่งผลงานเพลงออกมาให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงเป็นที่เรียบร้อยกั […]
The post เขื่อน ภัทรดนัย ส่งซิงเกิลความหมายบวก รักเธอ (Da Di Da) แท็กทีม เขื่อน K-OTIC ร่วมสร้างสีสัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ส่งผลงานเพลงออกมาให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงเป็นที่เรียบร้อยกับ เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ ที่ห่างหายจากการปล่อยผลงานเดี่ยวมานาน พร้อมการกลับมาด้วยการส่งซิงเกิลความหมายบวก รักเธอ (Da Di Da) ให้ได้รับฟังพร้อมกันเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา
ในการกลับมาครั้งนี้เขื่อนยังได้พาตัวเขาในลุคของเขื่อน K-OTIC บอยแบนด์ระดับตำนานที่ทุกคนคิดถึงมาร่วมฟีเจอริงในท่อนแรปของเพลงได้อย่างลงตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่เขื่อนต้องการนำเสนอให้เห็นถึงความหลากหลายของมนุษย์ และการยอมรับในการเป็นตัวเองซึ่งกันและกันของทุกๆ คนในสังคมผ่านบทเพลงและมิวสิกวิดีโอเพลงนี้
“เธอวันนี้ทำให้ฉันดีใจ เธอกลายเป็นเธอโดยไม่ต้องเป็นใคร
ได้เป็นตัวเองแบบที่เธอเต็มใจ ไม่ต้องแคร์คนที่ไม่แคร์เธอ”
รักเธอ (Da Di Da) เพลงรักที่ต้องการบอกให้ทุกคนรักตัวเอง และเป็นเพลงที่พร้อมโอบกอดผู้ฟังทุกคนด้วยพลังงานความสุขและความสดใสจากเขื่อน เพื่อให้ทุกคนส่งต่อสิ่งดีๆ และสร้างกำลังใจให้คนรอบข้างต่อไปได้ โดยพร้อมที่จะรู้จักการรักตัวเอง ให้การยอมรับ และรักในความเป็นตัวตนของแต่ละบุคคลได้เช่นกัน

ด้วยศักยภาพของเขื่อน และความหมายของเพลงที่ลึกซึ้งกินใจ พร้อมยังได้ แอ้ม–อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์ และ ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร สองโปรดิวเซอร์มือทองแห่งวงการเพลงไทยมาช่วยสร้างสรรค์ผลงานซิงเกิลนี้ให้ ซิงเกิลนี้จึงออกมาได้อย่างสมบูรณ์และลงตัว
สามารถรับชมมิวสิกวิดีโอ รักเธอ (Da Di Da) ได้ที่
The post เขื่อน ภัทรดนัย ส่งซิงเกิลความหมายบวก รักเธอ (Da Di Da) แท็กทีม เขื่อน K-OTIC ร่วมสร้างสีสัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อแบรนด์สกินแคร์ชื่อดัง Kiehl’s จัดอีเวนต์ We Skinca […]
The post ประมวลภาพบรรยากาศสุดพิเศษ กับการยกนิวยอร์กมาไว้กลางกรุงเทพฯ ในอีเวนต์สุดอินดี้จาก Kiehl’s appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อแบรนด์สกินแคร์ชื่อดัง Kiehl’s จัดอีเวนต์ We Skincare About You ที่นับว่าเป็นอีเวนต์สุดยิ่งใหญ่แห่งปีในคอนเซปต์ ‘We Skincare About You Since 1851’ เพื่อถ่ายทอด 3 สิ่งอันเป็นหัวใจหลัก ประกอบด้วย
ซึ่งนำมาสู่การสร้างปรากฏการณ์ครั้งแรกของเมืองไทยกับขบวน Subway ส่งตรงประสบการณ์สุดพิเศษจากนิวยอร์กสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ณ ลานพาร์คพารากอน โดยครีเอตดีไซน์โดดเด่นมาจากเอกลักษณ์ของ Skin Pro ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ของ Kiehl’s ทั่วโลกกว่า 4,700 คน ที่เป็น Kiehl’s Brand Ambassador เพื่อสื่อถึงการอุทิศตนยืนหยัดให้ความสำคัญกับการบริการแก่แฟน Kiehl’s ผสานเข้ากับธีม Bringing Nyc To You จำลองบรรยากาศของเมืองที่ไม่เคยหลับใหลอย่างมหานครนิวยอร์ก ที่ไม่ว่าใครได้ไปต่างก็นึกถึงย่านยอดฮิตอย่าง Time Square และการเดินทางอันไม่รู้จบของขบวนรถไฟ Subway ซึ่ง THE STANDARD POP ขอประมวลภาพบรรยากาศสุดพิเศษกับการยกนิวยอร์กมาไว้กลางกรุงเทพฯ ในอีเวนต์สุดอินดี้จาก Kiehl’s ให้ผู้อ่านได้ร่วมขบวนไปด้วยกันดังต่อไปนี้

สำหรับขบวน Subway นี้ ได้ขนความตื่นตาตื่นใจให้ทุกคนได้สัมผัสกับ New York Vibes พร้อมกับ Kiehl’s Brand Heritage ที่ไขข้อข้องใจว่า ทำไม Kiehl’s ถึงดูแลผิวทุกคนได้มายาวนานมากกว่า 170 ปี ทั้งยังเอาใจสายคอนเทนต์กับจุดถ่ายรูป Instagramable Spot คู่กับผลิตภัณฑ์ขวัญใจแฟน Kiehl’s และรับคำแนะนำด้านผลิตภัณฑ์ เช่น Dark Spot Serum, Calendula Toner และ Retinol Micro-Dose Serum ถัดมากับจุดไฮไลต์กับมุม Future Made Better เพลิดเพลินกับการปลูกต้นไม้สานต่อพันธกิจใส่ใจสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างยั่งยืน ตลอดจนกิจกรรมอื่นๆ มากมาย ทั้งการสะสมแสตมป์ตลอดงาน เพื่อรับผลิตภัณฑ์ขนาดทดลองและของขวัญสุดพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะงานนี้เท่านั้น!

ก่อนจะถึงช่วงเวลาแห่งความสนุกสุดมันกับมินิคอนเสิร์ตจาก Friends of Kiehl’s เช่น ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี ที่มาร้องเพลงเพราะๆ ให้แฟนคลับและคนที่มาร่วมงานได้ชื่นมื่นไปตามๆ กัน

ซูเปอร์สตาร์หนุ่มแห่งยุค Trinity ศิลปินบอยแบนด์ระดับอินเตอร์ นำพาความสดใสมาไว้ที่ลานอีเวนต์สุดอินดี้ให้แฟนๆ ได้โยกไปตามจังหวะเพลงสนุกๆ

เต-ตะวัน วิหครัตน์ นักแสดงหนุ่มสุดฮอต ก็มาโชว์เสียงเพราะๆ ให้หลายคนได้เคลิ้มไปตามๆ กัน นอกจากนี้ยังมีกองทัพเซเลบริตี้ อินฟลูเอนเซอร์ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง เช่น เฟย ภัทร, นิว ฐิติภูมิ, นานิ หิรัญกฤษฎิ์, กัปตัน ชลธร, ปอนด์ พลวิชญ์ และ เขื่อน ภัทรดนัย ฯลฯ

งาน Kiehl’s We Skincare About You มีการเปิดให้ทุกคนไม่ว่าจะมาเดี่ยว มาคู่ หรือมาเป็นแก๊ง ก็สามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์กับขบวน Subway ที่ส่งตรงความพิเศษจากนิวยอร์กสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ได้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเข้างาน พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมพิเศษและมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินมากมายที่เรียกได้ว่าจัดเต็มทุกวัน! ระหว่างวันที่ 21 ตุลาคม – 31 ตุลาคม 2565 ณ ลานพาร์คพารากอน


แฟนๆ ของแบรนด์ Kiehl’s สามารถติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook @Kiehlsthailand, Instagram @Kiehlsthailand และเว็บไซต์ kiehls.co.th อีกทั้งยังสามารถรับชมภาพบรรยากาศงานได้ที่ Hashtag #Weskincareaboutyouth #Kiehlsthailand และทิ้งท้ายกับลิงก์ตารางกิจกรรมแต่ละวันให้คุณบุ๊กวันแล้วมาสนุกกันเลย! https://bit.ly/3t66j42
ภาพ: Kiehl’s
The post ประมวลภาพบรรยากาศสุดพิเศษ กับการยกนิวยอร์กมาไว้กลางกรุงเทพฯ ในอีเวนต์สุดอินดี้จาก Kiehl’s appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับเป็นเวลาร่วม 10 ปีแล้วที่ 5 สมาชิกวง K-OTIC บอยกรุ๊ป […]
The post โทะโมะ, เขื่อน, ป๊อปปี้ K-OTIC เปิดตัวยูนิตใหม่ TKP พร้อมซิงเกิลสุดเหงา เปลี่ยนไม่ได้ (Can’t Change) appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับเป็นเวลาร่วม 10 ปีแล้วที่ 5 สมาชิกวง K-OTIC บอยกรุ๊ปจากค่าย Kamikaze ได้ตัดสินใจประกาศยุบวงเพื่อแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเองในปี 2555 แต่ผลงานเพลงของพวกเขาก็ยังคงประทับอยู่ในใจของแฟนเพลงไม่เสื่อมคลาย และแม้ว่าสมาชิกทั้ง 5 คนจะแยกย้ายกันไป แต่พวกเขาเองก็ยังหาโอกาสกลับมารวมตัวกันเพื่อพบปะกับแฟนๆ อยู่เสมอ
ล่าสุด โทะโมะ-วิศว ไทยานนท์, เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ และ ป๊อปปี้-ภาณุ จิระคุณ ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งภายใต้ชื่อยูนิตว่า TKP พร้อมส่งซิงเกิลเปิดตัว เปลี่ยนไม่ได้ (Can’t Change) ออกมาให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงกันอีกครั้ง
สำหรับเพลง เปลี่ยนไม่ได้ (Can’t Change) ได้ทีมงานเบื้องหลังอย่าง จิรายุทธ ผโลประการ หรือ URBOYTJ เพื่อนร่วมค่ายของพวกเขาที่เคยทำงานเพลงด้วยกันมาแล้วใน กอดได้ไหม (One last time) เวอร์ชันคัฟเวอร์ มาดูแลในตำแหน่งโปรดิวเซอร์ พร้อมด้วย โฟร์-ประทีป สิริอิสสระนันท์ และ ปู๋-ปิยวัฒน์ มีเครือ แห่งวง HENS มาร่วมเขียนเนื้อเพลง
โดยเป็นเพลงที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายดนตรีของ Kamikaze ที่แฟนเพลงคิดถึง ไล่ตั้งแต่กรู๊ฟของกลองที่ชวนให้เราโยกหัวเบาๆ ไปตามจังหวะ เสียงกีตาร์โปร่งหวานๆ ที่ติดหูตั้งแต่แรกฟัง และเสียงร้องอันมีเอกลักษณ์ของโทโมะ เขื่อน และป๊อปปี้ ที่ทุกคนคุ้นเคย โดยเฉพาะพาร์ตแรปที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขายังคงเป็นศิลปินที่พรั่งพร้อมด้วยทักษะความสามารถเช่นเดิม
ด้านเนื้อหาของเพลงบรรยายถึงเรื่องราวของคนคนหนึ่งที่ยังคงเฝ้าคิดถึงคนรักเก่า แม้ว่าผู้คนรอบข้างจะบอกให้เราลองเปิดใจรับคนใหม่เข้ามาบ้าง แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครที่ทำให้เรารู้สึกรักได้เท่ากับคนคนนั้น และแม้ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หัวใจของเราก็คง ‘เปลี่ยนไม่ได้’ อยู่ดี
เปลี่ยนไม่ได้ (Can’t Change) เรียกว่าเป็นเพลงที่เปรียบเสมือนไทม์แมชชีนที่พาเราย้อนเวลากลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ดนตรีคุ้นหูและเสียงร้องเพราะๆ ของทั้ง 3 คนที่ยังตราตรึงใจของแฟนๆ เสมอมา ซึ่งเราคงจะต้องติดตามกันต่อไปว่า พวกเขาจะผลิตผลงานเพลงสไตล์ไหนออกมาให้ทุกคนได้รับชมและรับฟังกันอีกบ้าง
รับชมมิวสิกวิดีโอได้ที่นี่
ติดตามความเคลื่อนไหวของ TKP ได้ที่นี่
https://www.facebook.com/tkp.tkpofficial
https://www.instagram.com/tkp.tkpofficial/
https://twitter.com/tkp_tkpofficial

The post โทะโมะ, เขื่อน, ป๊อปปี้ K-OTIC เปิดตัวยูนิตใหม่ TKP พร้อมซิงเกิลสุดเหงา เปลี่ยนไม่ได้ (Can’t Change) appeared first on THE STANDARD.
]]>
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2009 เพลง ภาวะโลก LUV จา […]
The post ภาวะรอ Like จาก 7 Days 7 Gifts Project เพราะความหลากหลายคือสีสันที่เติมเต็มรุ้งให้งดงาม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2009 เพลง ภาวะโลก LUV จากโปรเจ็กต์ Seven Days ซึ่งเป็นการรวมตัวของ 7 ศิลปินสาวจากค่าย Kamikaze ได้เปิดตัวให้แฟนๆ ฟังกันเป็นครั้งแรก ก่อนจะกลายเป็นอีกหนึ่งเพลงฮิตแห่งยุค ที่แม้จะผ่านมานานหลายปี แต่แฟนๆ Kamikaze ก็ยังคงร้องและเต้นตามกันได้เหมือนเดิม
ผ่านมา 13 ปี เพลง ภาวะโลก LUV ได้กลับมามอบความสดใสให้กับแฟนๆ ที่คิดถึงเพลงของ Kamikaze อีกครั้ง ในเวอร์ชัน Parody ที่มีชื่อว่า ภาวะรอ Like จากการรวมตัวของ 7 อินฟลูเอ็นเซอร์ 7 สไตล์ อย่าง นักพากย์ฟีลกู๊ด (ปาร์ตี้-วัชรพล นนท์ภักดี), Thomas Tom (ตั้ม-โทมัส ทอม), ฮายโซล (ฮาย-พิชญ์พิสิฐฎ์เสฎ โชคชัย), ม้าม่วง (หนุ่ม-สิทธิ์เดช บรรมณี), Artymilk (อาร์ต-ปภังกร เขมจิรโชติ), รอเรน (ใหม่-จิรวัฒน์ วงศ์ดิลกวัฒน์) และ Koendanai (เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ) ในโปรเจ็กต์พิเศษ 7 Days 7 Gifts
เขื่อน ซึ่งเป็นหนึ่งในศิลปินของโปรเจ็กต์นี้ ได้เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นในการหยิบยกเพลง ภาวะโลก LUV มาดัดแปลงใหม่อีกครั้งว่า เพลงนี้เป็นเพลงที่เขื่อนชื่นชอบอยู่แล้ว ด้วยคอนเซ็ปต์ของเพลงที่นำเสนอความสดใสของทั้ง 7 สาวในโปรเจ็กต์ Seven Days ผ่านสีสัน 7 สี ของทั้ง 7 วันในสัปดาห์
โปรเจ็กต์ 7 Days 7 Gifts จึงเลือกที่จะนำคอนเซ็ปต์นี้มาตีความใหม่ด้วยการใช้สีทั้ง 7 สี เป็นตัวแทนของความหลากหลายและความสวยงามในแบบที่แตกต่างกัน ด้วยการนำเสนอออกมาผ่านซิงเกิลพิเศษ ภาวะรอ Like ที่ได้ปล่อยมิวสิกวิดีโอออกมาให้ได้รับชมกันไปเมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา

“ภาวะรอ la la la la like you หากเธอไม่ไลก์ได้ไหม แค่ see first too
กดซับตะไคร้และกดกระดิ่งเอาไว้ (กริ๊งๆ) จะได้รีบเข้ามาดู เนี่ยภาวะหัวใจรอไลก์เธอ”
เพลง ภาวะรอ Like ยังคงพาร์ตดนตรีจากต้นฉบับไว้เช่นเดิม เพิ่มเติมความน่าสนใจด้วยเนื้อเพลงที่มีการดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ด้วยการพูดถึงการเฝ้ารอให้คนที่เราชอบเข้ามากดถูกใจรูปภาพในโซเชียลมีเดีย หรือดูสตอรีใน Instagram ของเราอย่างใจจดใจจ่อ
แม้ว่าเหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์ที่มาร่วมมอบความสนุกในโปรเจ็กต์นี้จะไม่ใช่ศิลปินมืออาชีพ แต่เราก็สามารถสัมผัสได้ถึงจริตความน่ารักผ่านการร้องที่เป็นสไตล์ของแต่ละคน รวมถึงความสดใสและพลังบวกที่ส่งมอบมายังผู้ฟังได้อย่างดี จนทำให้เราอมยิ้มตามไปกับเพลงได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
สิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดของ ภาวะรอ Like คือการหยิบยกคอนเซ็ปต์ 7 วัน 7 สี มานำเสนอในรูปแบบใหม่ ด้วยการใช้สีต่างๆ เป็นตัวแทนของความหลากหลายทางเพศ โดยสีทั้ง 7 เมื่อรวมเข้าด้วยกันก็จะกลายเป็นสีของสายรุ้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในการขับเคลื่อนสิทธิของ LGBTQ+ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นซิงเกิลพิเศษนี้จึงทำหน้าที่เป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงจากเหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์ยุคใหม่ที่ยืนหยัดในการสนับสนุนทุกความหลากหลายทางเพศในสังคม
เพลง ภาวะรอ Like ยังเป็นเพลงที่ต้องการสนับสนุนให้ทุกคนภูมิใจกับความงามในทุกรูปแบบ ผ่านการแต่งกายและทรงผมที่หลากหลายตามคาแร็กเตอร์ของแต่ละคนในมิวสิกวิดีโอที่ต้องการสื่อสารไปยังผู้ฟังว่า ไม่ว่าเราจะมีรูปร่างหน้าตาแบบไหน ไว้ทรงผมสั้นหรือผมยาว ชื่นชอบการสวมเสื้อผ้าผู้ชายหรือผู้หญิง ทุกคนต่างก็สวยงามในแบบของตัวเองทั้งนั้น

นอกจากนั้นเพลง ภาวะรอ Like ยังเป็นบทเพลงที่สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติที่กำลังเปลี่ยนไปของผู้คนในสังคมได้อย่างดี เพราะนอกจากการที่เหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์ LGBTQ+ จะสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ผ่านมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ กระแสตอบรับของผู้ฟังในโลกออนไลน์ยังเต็มไปด้วยคำชื่นชมและสนับสนุนอย่างเต็มที่
แต่สิ่งที่ยังคงเหมือนเดิมไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็คือ กฎหมายไทยที่ยังไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกับเพศอื่นๆ ในสังคมเสียที เราจึงได้แต่หวังว่าเพลงนี้จะเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงเล็กๆ ที่จะสามารถสื่อสารไปยังคนในสังคม โดยเฉพาะคนที่มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลง ให้เล็งเห็นถึงคุณค่าของทุกเพศอย่างเท่าเทียมกัน
เหมือนอย่างใจความสำคัญของเพลงนี้ที่ต้องการบอกกับเราว่า ‘ความหลากหลายคือสีสันที่เติมเต็มรุ้งให้งดงาม’ และไม่ว่าจะเป็นเพศไหน ทุกคนล้วนมีคุณค่าและสมควรได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน
รับชมมิวสิกวิดีโอเพลง ภาวะรอ Like จาก 7 Days 7 Gifts Project ได้ที่
The post ภาวะรอ Like จาก 7 Days 7 Gifts Project เพราะความหลากหลายคือสีสันที่เติมเต็มรุ้งให้งดงาม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาวะรอ Like มิวสิกวิดีโอสุดพิเศษจาก เขื่อน-ภัทรดนัย เสต […]
The post เขื่อน K-OTIC ชวน 6 อินฟลูเอนเซอร์ LGBTQ+ มาร่วมส่งพลังบวกผ่านซิงเกิลพิเศษ ภาวะรอ Like appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาวะรอ Like มิวสิกวิดีโอสุดพิเศษจาก เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ หรือ เขื่อน K-OTIC ที่หยิบเพลงยอดฮิตขวัญใจ Gen Y อย่าง ภาวะโลก LUV ของ Seven Days โปรเจ็กต์พิเศษจากค่าย Kamikaze มาเรียบเรียงใหม่ พร้อมชวน 6 อินฟลูเอนเซอร์ LGBTQ+ ชื่อดัง ได้แก่ ปาร์ตี้ นักพากย์ฟีลกู้ด, ฮาย Haiseoul, ตั้ม Thomas Tom และ ใหม่, อาร์ท, หนุ่ม Powerpuff Gay มาร่วมส่งพลังบวกให้กับทุกคน
สำหรับ ภาวะรอ Like ถือเป็นหนึ่งในผลงานจากโปรเจ็กต์พิเศษ 7Days 7Gifts Project ที่ได้ กี้ (Kie.Kosit) มาดูแลในตำแหน่งโปรดิวเซอร์และเขียนเนื้อร้อง โดยเนื้อหาของเพลงได้หยิบการใช้โซเชียลมีเดียในปัจจุบันมาผสมผสานเข้ากับอาการตกหลุมรัก ทั้งการเช็กไอจีสตอรี่อยู่ตลอด เพื่อดูว่าคนๆ นั้นเข้ามาเห็นหรือยัง หรือจะเป็นการตั้งค่าให้แอ็กเคานต์ของคนที่แอบชอบเป็น See First เพื่อให้เราได้กดไลก์โพสต์เป็นคนแรก ฯลฯ ซึ่งทำให้เพลงมีความร่วมสมัยและชวนให้ผู้ฟังสนุกสนานไปกับเรื่องราวได้ไม่ยาก
ขณะที่มิวสิกวิดีโอก็ถูกสร้างสรรค์ออกมาอย่างสนุกสนานไม่แพ้ตัวเพลง โดยเฉพาะคอสตูมของเขื่อนและพี่ๆ เพื่อนๆ ทั้ง 7 คน ที่อัดแน่นไปด้วยสีสันสะดุดตา ให้แฟนๆ ได้จองตำแหน่งกันว่าอยากจะเป็นสีไหน อีกทั้งยังนำเสนอคาแรกเตอร์และความสวยงามในแบบของแต่ละคน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราทุกคนล้วนมีความงดงามในแบบของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องมีใครมากำหนดว่าเราควรเป็นแบบไหนหรือแต่งตัวอย่างไร
ด้านเขื่อนได้กล่าวความรู้สึกเกี่ยวกับการทำงานครั้งนี้ว่า “เขื่อนดีใจและภูมิใจกับงานนี้มาก เพราะมันเป็น Seven Days ในแบบที่พวกเราอยากจะสื่อออกมามากๆ คือ มีความหลากหลายที่ไม่ว่าสีไหน วันไหน ก็มีความสวยงามในแบบของตัวเรา และพวกเรา ‘LGBTQ+’ ก็ไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องมีสีผิวแบบไหน ไม่จำเป็นว่าจะต้องผมสั้นหรือผมยาว หรือแม้แต่รูปร่างที่ Beauty standard บอกว่าต้องเป็น เพราะมันเป็นตัวของเรา สิ่งที่เราพอใจและอยากจะเป็น เคารพตัวเองในการทำสิ่งที่อยากทำโดยไม่มีใครมาตัดสิน หมวย (เขื่อน) อยากให้โปรเจ็กต์นี้เป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน เป็นในสิ่งที่เราอยากเป็น ทำสิ่งที่เราอยากทำ เคารพความคิดและความรู้สึกตัวเองและผู้อื่น เหมือนที่หมวยและพี่ๆ ทุกคนในโปรเจ็กต์ได้เป็นตัวของตัวเองในเพลงนี้ค่ะ”
รับชมมิวสิกวิดีโอได้ที่นี่
The post เขื่อน K-OTIC ชวน 6 อินฟลูเอนเซอร์ LGBTQ+ มาร่วมส่งพลังบวกผ่านซิงเกิลพิเศษ ภาวะรอ Like appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อวานนี้ (14 มีนาคม) เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ ได้แจ […]
The post เขื่อน ภัทรดนัย แจ้งผลตรวจ ‘พบเชื้อโควิด’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อวานนี้ (14 มีนาคม) เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ ได้แจ้งผลตรวจ ‘พบเชื้อโควิด’ ผ่านทาง Instagram ส่วนตัว พร้อมกล่าวขอโทษต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ
สำหรับรายละเอียดการพบเชื้อโควิดระบุว่า “เขื่อนขออนุญาตแจ้งให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับตัวเขื่อนทราบนะคะ วันที่ 13 มีนาคม 2565 เขื่อนได้ทำการตรวจ RT-PCR ผลออกมาในวันนี้ว่า “พบเชื้อโควิด”
“ตลอดในช่วงที่ผ่านมาเขื่อนได้มีการตรวจ ATK เป็นประจำทุกครั้งก่อนทำงาน ซึ่งผลคือไม่พบเชื้อมาโดยตลอดค่ะ ตอนนี้ได้เข้ารับรักษาตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดแล้วนะคะ
เขื่อนต้องขอโทษทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ รวมถึงต้องขออภัยทุกท่านทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและที่ได้รับผลกระทบด้วยจริงๆ นะคะ ดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ”
อ้างอิง:
The post เขื่อน ภัทรดนัย แจ้งผลตรวจ ‘พบเชื้อโควิด’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
“รักคือสายลม ของความรู้สึก รักคือหัวใจ ที่โดนสัมผ […]
The post หากเธอเคยรักใคร เพลงรสลูกอมนมสตรอว์เบอร์รี ที่เติมความหวาน สนับสนุนความหลากหลาย ตอกย้ำให้ทุกคนมั่นใจ จาก Waii x Koen appeared first on THE STANDARD.
]]>
“รักคือสายลม ของความรู้สึก
รักคือหัวใจ ที่โดนสัมผัส
รักคือเรื่องราว ที่ดูประหลาด”
นิยามความรักหลากรูปแบบที่ถูกนำเสนอผ่านเพลง หากเธอเคยรักใคร (IF YOU LOVE) โดย หวาย-ปัญญ์ธิษา เธียรประสิทธิ์ และ เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ อดีตสมาชิกค่ายกามิกาเซ่ ที่มาจับมือสร้างสรรค์ผลงานที่นอกจากจะบอกเล่าเรื่องราวความรัก แต่ยังนำเสนอภาพ ‘ความหลากหลาย’ ของตัวตนและความสัมพันธ์ได้อย่างน่าสนใจ
พาร์ตดนตรีเต็มไปด้วยความน่ารักสดใสในแนวป๊อป-อิเล็กทรอนิกส์ โดดเด่นด้วยเสียงร้องหวานๆ เป็นเอกลักษณ์ของหวาย เสริมความแข็งแรง (แต่น่ารัก) เสียงเท่ๆ มีสไตล์ในท่อนแรปของเขื่อน ให้ความรู้สึกเหมือนลูกอมรสนมสตรอว์เบอร์รีหอมหวาน สดใส ชวนให้คิดถึงกลิ่นอายยุคที่เพลงของกามิกาเซ่ครองเมือง

เสริมความคลั่งรักด้วยเนื้อเพลงที่เล่าถึงการกระทำที่หลายคนอาจมองว่า ‘แปลก’ ยกเว้น ‘คนมีความรัก’ ด้วยกันเท่านั้นที่เข้าใจว่าทุกพฤติกรรมและความรู้สึกล้วนมีเหตุผล มีที่มาที่ไป ยอมเปลี่ยนตัวเองได้ทุกอย่าง เป็นอารมณ์ร่วมที่สัมผัสได้ไม่ยาก เหมือนเนื้อเพลงในท่อนฮุกที่บอกว่า
“หากเธอเคยรักใคร เธอก็คงเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้”

พาร์ตมิวสิกวิดีโอก็ยังคงความน่ารักเอาไว้เต็มขั้น เสริมความหวานและขยายต่อจักรวาลของ Mandee Work ที่ได้นักแสดงจากซีรีส์วายทั้ง 3 เรื่อง อย่าง นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ, พี่เจตคนกลาง และ อย่าเล่นกับอนล มาร่วมแสดง โดยมีหวายเป็นกามเทพในชุดชมพู ตัวแทนของความหวาน และเขื่อนเป็นกามเทพชุดสีแดง ตัวแทนความรัก ที่จะพาทุกคนไปสู่โลกที่มีเฉพาะคนมีความรักเท่านั้นจะเข้าใจ
ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของเพลง หากเธอเคยรักใคร คือ การนำเสนอประเด็นความหลากหลายทางเพศผ่านสัญลักษณ์เล็กๆ ในมิวสิกวิดีโอ เช่น โปสเตอร์รณรงค์เรื่อง LGBTQ+, ความรักของตัวละครในซีรีส์, ท่าเต้นบอกรักที่ทำตามได้ไม่ยาก และที่สำคัญคือภาพลักษณ์ ท่าเต้น การแสดงออกในชุดกระโปรงสีแดงสดของเขื่อน ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข ช่วยซัพพอร์ตให้ทุกคนกล้าและมั่นใจที่จะเปิดเผยตัวตนได้อย่างมีความสุข โดยไม่ต้องสนว่าใครจะมองอย่างไร
ร่วมบอกให้ทุกคนเข้าใจถึงการกระทำของคนมีความรักได้ที่
The post หากเธอเคยรักใคร เพลงรสลูกอมนมสตรอว์เบอร์รี ที่เติมความหวาน สนับสนุนความหลากหลาย ตอกย้ำให้ทุกคนมั่นใจ จาก Waii x Koen appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทุกครั้งที่เห็นฟีดบนอินสตาแกรมของ เขื่อน-ภัทรดนั […]
The post ปลดล็อกความกลัวในจิตใจ ก้าวข้ามการบูลลี่สู่การมีความสุขกับตัวตนที่แท้จริงของ เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ appeared first on THE STANDARD.
]]>

ทุกครั้งที่เห็นฟีดบนอินสตาแกรมของ เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สิ่งที่หลายคนรับรู้ได้มักจะเป็นพลังงานด้านบวกที่เผื่อแผ่รอยยิ้ม ความสุข และความสดใสผ่านตัวตนและการแต่งกายที่ไร้ขีดจำกัดอยู่เสมอ เขาคนนี้คืออดีตนักร้องบอยแบนด์ชื่อดังวงเคโอติก (K-OTIC) ที่ปัจจุบันได้กลายมาเป็นนักจิตบำบัดเต็มตัวแล้ว เขาใช้เสียงของตนเองเพื่อขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ อีกทั้งส่งเสริมพื้นที่ปลอดภัยและน่าอยู่ให้กับกลุ่ม LGBTQ+ และคนรุ่นใหม่ให้กล้าแสดงออกในสิ่งที่ตัวเองเป็นและมีอิสระในการนำเสนอต่อสังคม ภายใต้แนวคิด ‘My Body, My Choice’ และ ‘เสื้อผ้าไม่มีเพศ’

กว่าจะมาเป็นตัวเองอย่างทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เขื่อนเองก็เคยเป็นคนที่ต้องทำตามความคาดหวังของสังคมมาอยู่ตลอดจากการสวมหมวกเป็น เขื่อน เคโอติก สมาชิกวงบอยแบนด์ที่เน้นเอกลักษณ์ความเป็นผู้ชาย หล่อ เท่ ซึ่งการรักษาบุคลิกให้ได้ตามที่วางไว้อย่างยาวนาน ก็ได้ทำให้ เขื่อน ภัทรดนัย ในช่วงวัยรุ่นเกิดความรู้สึกสับสน และรู้สึกได้ว่า “ตัวตนของตัวเองหายไป เราเป็นใครก็ไม่รู้” จนต้องกลับมาเช็กอินกับตัวเองว่า “แท้จริงแล้ว เราต้องการอะไรในชีวิต และสิ่งที่ทำอยู่มันใช่แล้วหรือยัง?”
ในรายการ Woody Help Me Please by Merz Aesthetics ใน EP.2 ที่มีเมิร์ซกูรูอย่าง ครูน้ำฝน ภักดี ผู้เชี่ยวชาญด้านบุคลิกภาพ และผู้ก่อตั้งสถาบัน Pronality Academy มาร่วมให้ข้อคิดผลักดันพลังบวก ทำให้เขื่อนได้แชร์ประสบการณ์ของตัวเองเกี่ยวกับการปลดล็อกไปสู่ตัวตนที่แท้จริง ซึ่งหลังจากเป็นนักร้องอยู่ในวงการบันเทิงสักระยะหนึ่ง เขาก็ได้ตัดสินใจศึกษาต่อทางด้านจิตวิทยาที่ประเทศอังกฤษ โดยแรงบันดาลใจหลักในการไปเรียนด้านนี้คือ คุณแม่และพี่สาวของเขื่อนนั้นมีปัญหาด้านสุขภาพจิต จึงต้องการจะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับอาการอย่างถ่องแท้ เพื่อดูแลครอบครัวให้ดีที่สุด และนำความรู้มาเผยแพร่ให้สังคมเปิดใจและมองว่าปัญหาสุขภาพจิตคือความปกติ และเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญไม่ต่างจากสุขภาพกาย
และจากประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาจากการเรียนที่อังกฤษกว่า 6 ปี ก็เปิดโอกาสให้เขื่อนได้กล้าเผชิญหน้ากับความกลัวภายในจิตใจ ได้เช็กอินกับตนเองจนค้นเจอความหมายในสิ่งที่ตัวเองเจอในอดีต จนนำไปสู่การยอมรับตัวตนที่แท้จริง


การที่เขาได้รู้ตัวเองว่าจากนี้ไปครอบครัวตนเองจะต้องมาที่หนึ่งเสมอ รวมไปถึงการแสดงออกถึงเพศสภาพที่เป็นอิสระของตนเอง การแต่งตัวในเสื้อผ้าที่ไม่จำกัดเพศ และพร้อมจะสนับสนุนความหลากหลายทางเพศในสังคมอย่างเต็มที่จะเป็นตัวตนที่แท้จริงที่เขาจะประกาศให้ทุกคนได้รู้ด้วยการแสดงออกอย่างทรงพลัง แต่ประเด็นคือแม้ว่าให้เขาจะรักและยอมรับในตัวตนของตนเองมากแค่ไหน ก็หนีไม่พ้นการวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมภายนอกที่ประดังประเดเข้ามา ด้วยเหตุนี้ ในการที่ยืนหยัดความเชื่อมั่นในตนเองได้อย่างเข้มแข็งได้นั้น เขื่อนก็ได้หมั่นพูดกับข้างในตัวเอง (Self-Talk) อย่างสม่ำเสมอว่า
“นี่คือชีวิตของเรา เรากำหนดเอง เราอยากแต่งตัวแบบไหนได้ตามใจ อยากทำอะไรได้ตามสิ่งที่เราคิด เพียงแค่คำนึงถึงกาลเทศะและสถานที่ก็พอแล้ว”
เมื่อเขาเริ่มปรับทัศนคติตนเองที่มีต่อคนภายนอกที่ไม่ชอบหรือไม่เข้าใจเขา โดยแยกแยะว่า “นี่ไม่ใช่ปัญหาของเขื่อน แต่เป็นปัญหาของเขา เขากำลังจัดการปัญหาของตนเองอยู่ เขาก็มีปัญหาของเขาเช่นกัน” หากคนภายนอกได้ใช้คำพูดหรือการกระทำที่รุนแรงจนส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ตนเองก็พร้อมจะลุกขึ้นไม่ยินยอมต่อความคิดดังกล่าว พร้อมทั้งรณรงค์ให้สังคมเข้าใจเรื่องเพศ การแต่งตัว และรูปร่างหน้าตา จนไปถึงยอมรับความหลากหลายในการแต่งตัวแบบหลากหลาย ภายใต้แนวคิด ‘My Body, My Choice’ และจากความเข้าใจในตัวเองอย่างถ่องแท้ เขาได้กลายเป็นพลังด้านบวกที่ช่วยต่อยอดทำให้คนทั่วไปกลับมาเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มั่นใจในการใช้ชีวิตได้ดียิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน
นอกจากการแชร์ประสบการณ์ดีๆ ที่เป็นกำลังใจให้ผู้อื่นของเขื่อนแล้ว ในมุมมองของครูน้ำฝน ผู้เชี่ยวชาญด้านบุคลิกภาพ และผู้ก่อตั้งสถาบัน Pronality Academy ก็ได้แนะนำ 5 ขั้นตอนสู่การเป็นตัวเองอย่างมั่นใจโดยไม่หวั่นต่อกระแสสังคมดังนี้

ภาพ: Instagram / koendanai
อ้างอิง:
The post ปลดล็อกความกลัวในจิตใจ ก้าวข้ามการบูลลี่สู่การมีความสุขกับตัวตนที่แท้จริงของ เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าจะให้เอ่ยชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ลุกขึ้นมาพูดถึงเร […]
The post เขื่อน ภัทรดนัย มนุษย์ที่เชื่อว่าความเท่าเทียมคือความหลากหลาย [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าจะให้เอ่ยชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ลุกขึ้นมาพูดถึงเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ‘เขื่อน K-OTIC’ อดีตหนึ่งในสมาชิกวงบอยแบนด์ขวัญใจวัยรุ่นยุค 2000 อย่างแน่นอน
แม้ว่าปัจจุบันเขาได้ถอยห่างจากวงการเพลงและวงการบันเทิง เพื่อมาเป็นนักจิตบำบัดมืออาชีพอย่างเต็มตัว ควบคู่ไปกับนักขับเคลื่อนด้านความเท่าเทียมทางเพศที่นิยามตัวเองว่าเป็น Queer และ Asexual นอกจากนี้เขาคือหนึ่งในคนที่ใช้พื้นที่และเสียงของตัวเองเพื่อเรื่องสุขภาพจิตในกลุ่ม LGBTQ+ แถมยังสร้างการมองเห็นและพื้นที่ปลอยภัยให้คนรุ่นใหม่แบบที่ไม่สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง ผ่านแฟชั่นและบิวตี้
จนล่าสุดเขาได้มีโอกาสร่วมงานกับแบรนด์รองเท้าอย่าง Converse กับแคมเปญที่มีชื่อว่า Breaking Down Barriers ร่วมกับกลุ่มศิลปินสมาชิก Converse All Stars จากหลากหลายอาชีพ ทั้ง ปูนปั้น (@_poonpun) ฟรีแลนซ์กราฟิกดีไซเนอร์, ปัด (@xedleopard) กราฟิกและแฟชั่นดีไซเนอร์, เกิร์ล (@lafynagirl) นักวาดภาพประกอบ และ ฟิล (@phillhead) ศิลปินแนวสตรีท ร่วมด้วยผลงานศิลปะบนกำแพงจาก Juli Baker เจ้าของลายเส้นและสีสันเฉพาะตัว
ในวันนี้เรามีโอกาสได้สัมภาษณ์เขื่อนถึงชีวิตที่ถูกปิดกั้นโดยกำแพงที่มองไม่เห็น อย่างเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ความหลากหลาย และการทลายกรอบของสังคมที่ทำให้เขาเป็นตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจอย่างทุกวันนี้

เราขอเริ่มที่ภาพรวมก่อน คิดว่ากรอบสังคมในปัจจุบันทุกวันนี้มีผลต่อการแสดงออกในเรื่องของตัวตนของเราอย่างไร และก่อให้เกิดปัญหาอะไรบ้าง
เขื่อนว่าเยอะมากเลยนะครับ เยอะกว่าที่จะสามารถคลุมได้หมด เพราะว่ากรอบของสังคมมันคลุมทั้งหมดเลย เช่น ผู้หญิงจะต้องเป็นอย่างไร ผู้ชายจะต้องเป็นอย่างไร LGBTQ+ จะต้องเป็นอย่างไร จนมันไม่ยืดหยุ่นและไม่มีพื้นที่ให้ค้นหาตัวตนเลย ฉะนั้นถามว่าในกรอบบริบทของสังคมครอบเยอะไหม ครอบเยอะมาก
ถ้าถามว่าก่อให้เกิดปัญหาไหม แน่นอนว่ามันก่อให้เกิดปัญหา เพราะกลายเป็นว่าเมื่อมีกรอบมาครอบ คนที่รู้สึกว่าไม่เชื่อมโยงกับกรอบนี้จริงๆ หรือไม่อยากอยู่ในกรอบ หรือว่าอยู่ในกรอบนี้ไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มันทำให้เขาเป็นในสิ่งที่เขาอยากเป็นไม่ได้ เขาจะรู้สึกผิดและคิดว่าปัญหาอยู่ที่ตัวเขา ซึ่งพอเราดึงกลับมาที่ความเป็นมนุษย์ ถ้าเราพูดเรื่องความเท่าเทียม สุดท้ายมันต้องกลับมาว่าความเท่าเทียมคือทุกคนมีสิทธิ์ที่จะสำรวจและเป็นตัวของตัวเอง
ตอนเราเติบโตมา มีโมเมนต์ที่รู้สึกว่าตัวตนและเพศของเราเป็นอุปสรรคในการทำงานและการทำตามความฝันของเราไหม เช่น เรื่องการเป็นศิลปิน
โดยรวมทั้งชีวิตแล้วคือเยอะมาก เช่น ตอนเป็นศิลปินก็ค่อนข้างเยอะ เพราะว่า หนึ่ง รู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะค้นหาคำตอบเลยว่าการเป็นเกย์คืออะไร การเป็น Queer คืออะไร LGBTQ+ คืออะไร เพราะเขื่อนโดนระบุมาเลยว่าห้าม เขาไม่พูดนะว่าอะไร แต่เขาบอกว่าห้ามเป็นแบบนี้ และบอกว่าสิ่งที่เขื่อนทำอยู่มันเยอะเกินไป แล้วมันไม่ถูกต้อง มันไม่คู่ควร เขื่อนไม่ได้เป็นศิลปินเดี่ยว เรากลัวมากว่าเราจะทำผิด เพราะถ้าเขื่อนทำพลาดรุ่นพี่อีก 4 คนต้องโดนด้วยแน่นอน ดังนั้นการเป็น LGBTQ+ ในบริบทศิลปินค่อนข้างหนักเลย
แล้วหลังจากที่เรา Come out และพ้นช่วงการเป็นศิลปินแล้วล่ะครับ เป็นอย่างไร
พอดึงมาบริบทใน LGBTQIA+ Community ก็เจอเช่นกัน ตอนแรกนิยามตัวเองเป็นเกย์ เพราะต้นแบบเรายังมีไม่มากพอว่า LGBTQIA+ มีอะไรบ้าง นึกแค่ว่า อ๋อ เกย์ก็คือเกย์ เกย์ต้องเป็นแบบนี้ ต้องชอบแบบนี้ มีเซ็กซ์แบบนี้ อารมณ์ทางเพศเยอะแน่ๆ แต่เวลาผ่านไปปรากฏว่าเราไม่อินกับสิ่งนั้น มันไม่ใช่แค่ใจเราไม่ชอบ แต่ร่างกายเราก็ไม่ชอบด้วย แต่ถ้าบอกไปคนก็หาว่าเราโกหก จนมาเจอกลุ่ม Queer และ Asexual (กลุ่มหรือคนที่ไม่ฝักใฝ่ทางเพศ) ถึงค่อยๆ ได้เรียนรู้ว่าในสังคมเรามันมีความหลากหลายมากกว่าแค่กรอบความคิดแบบชายหญิงทั่วไป (Heteronormativity)
View this post on Instagram
ตั้งแต่ที่เราเติบโตมา มีคำพูดคำไหนที่รู้สึกว่าดูถูกศักยภาพของเรา เพียงเพราะว่าเราเป็นแบบนี้
เขื่อนว่าคำที่น่าจะมีผลกับเขื่อนที่สุดคือคำว่าทุเรศ ตอนนั้นเขื่อนโดนผู้ใหญ่เรียกไปคุย เป็นช่วงที่เราเริ่มใช้ Instagram ใหม่ๆ แล้วก็ลงรูปกับกลุ่ม Queer ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร รู้แค่ว่าเราชอบ ชอบบรรยากาศแบบนี้ อยากใส่เสื้อผ้าแนวนี้ อยากแสดงออกแบบนี้ เราจำได้เลยว่าเขาพิมพ์รูปมาแล้วบอกเขื่อนว่าแบบนี้ทุเรศ ทำไมทำแบบนี้
วันนั้นเขื่อนอายุประมาณ 16-17 ปี ยังเด็กมาก มันก็ตกใจ และมันฝังใจว่า เออว่ะ ถ้าผู้ใหญ่เขาบอกเรา แปลว่ามันคงทุเรศจริงๆ แหละ แต่สำหรับเรามันดูไม่ทุเรศเลยด้วยซ้ำ หลังจากเหตุการณ์นี้คำว่าทุเรศก็จะขึ้นมาบ่อยๆ ในข่าวและทางโซเชียลมีเดีย แต่กับทุกวันนี้ คำพวกนี้แทบจะทำอะไรเขื่อนไม่ได้แล้ว
จากวันนั้นเรามีวิธีการจัดการและก้าวข้ามมันมาได้อย่างไร
ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าก้าวข้ามได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ แต่เราสามารถอยู่กับมันได้ มันไม่ทำให้เรารู้สึกตกใจหรือรู้สึกโดนกดขี่อีกต่อไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นกระบวนการที่ต้องเดินต่อไปอีก มันไม่ใช่คำว่าทุเรศที่มีผลกับเรา แต่มันคือความสัมพันธ์ของเขื่อนกับคำคำนี้ที่มันไม่ดี เมื่อก่อนเราแปลมันว่า ผิดแปลก อกตัญญู แปลกนะ มันมีคำว่าอกตัญญูขึ้นมาด้วย เพราะเราทำให้คนผิดหวัง เราไม่ดีพอ ซึ่งพอเราดึงกลับมา แล้วเราดึงกลับมามองปัญหาว่าจริงๆ มันไม่ได้อยู่ที่คำ มันอยู่ที่ความรู้สึกและความสัมพันธ์ของเรากับคำนี้ แต่พอเรารู้จักตัวเองกับคำนี้มากขึ้น เราก็อยู่กับมันได้มากขึ้น ค่อยๆ แกะได้ทีละนิด

พี่เขื่อนเป็นหนึ่งในคนที่จุดกระแสเรื่องความหลากหลายทางเพศในบ้านเรา แต่ก่อนหน้านี้มีใครที่เป็นต้นแบบให้เราได้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ทั้งการเติบโต การใช้ชีวิต และแสดงให้เราเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นได้
เขื่อนโตมากับโรงเรียนประจำ ไม่ค่อยได้ดูทีวี เพราะฉะนั้นการเสพสื่อจะน้อย ตอนเด็กๆ ก็จะมี Britney Spears ที่ดังมากๆ จนเริ่มโตและมีกำลังซื้อ เริ่มได้ไปคอนเสิร์ตได้ ก็จะเริ่มจาก Lady Gaga เขื่อนชื่นชมเขามากๆ ในความที่เขาสนับสนุนกลุ่ม LGBTQIA+ และเพลงในอัลบั้มเขาในหลายๆ เพลง อย่างเช่น Born This Way หรือ Hair ที่เราเพิ่งมาเข้าใจความหมายตอนโต เขาสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียมของผู้หญิงและเราด้วย เราเลยชอบ Lady Gaga มากจากสิ่งที่เขาทำ
พี่เขื่อนพูดถึงคำว่าพื้นที่ปลอดภัยอยู่บ่อยครั้งในหลายๆ บทสัมภาษณ์ ในเรื่องเสื้อผ้าหรือว่าเรื่องแฟชั่นได้มอบพื้นที่ปลอดภัยให้พี่เขื่อนอย่างไรบ้าง
เสื้อผ้าสำหรับเขื่อนแล้วเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์แบบหนึ่งครับ เสื้อผ้าเป็นอะไรที่คนเห็นชัดสุดด้วย เพราะมันเป็นอะไรที่คนเห็นก่อนที่เขาจะรู้จักเขื่อน เพราะฉะนั้นสำหรับเขื่อนแล้ว เสื้อผ้าคือแน่นอน เขื่อนแต่งตัวแบบให้เกียรติตัวเอง โดยที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเต็มๆ เลย คือวันนี้ฉันรู้สึกแบบนี้ แล้วฉันให้เกียรติตัวเอง เพราะฉะนั้นฉันจะใส่แบบนี้ ฉันใส่แบบนี้เพราะฉันอยากใส่ ฉันไม่ได้อยากใส่เพราะสังคมบอกให้ใส่ เขื่อนไม่เห็นเสื้อผ้ามีเพศ นี่คือการทลายข้อจำกัดในแบบของเขื่อน แล้วมันก็สะท้อนผ่านพฤติกรรมอื่นๆ ของเขื่อนด้วยนะครับ ว่าสุดท้ายสิ่งนี้ที่ฉันอยากทำ ฉันอยากทำจริงๆ หรือสังคมบอกว่าฉันต้องทำ ทั้งหมดมันเริ่มจากการตั้งคำถาม และเสื้อผ้าก็เป็นหนึ่งในนั้น
View this post on Instagram
View this post on Instagram
แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างที่ได้มาร่วมงานกับ Converse ครั้งนี้ครับ เป็นแคมเปญ Breaking Down Barriers นี้
มีความสุขมากเลยครับ เพราะว่าหนึ่งคือเขื่อนรู้จักน้องๆ บางคนใน All Stars อยู่แล้ว คนทั่วไปจะรู้ว่าเราใส่ Converse ตั้งแต่ก่อนมาร่วมงานกับ Converse ด้วยซ้ำ แล้วก็ชอบสิ่งที่เขานำเสนอ พอมาร่วมงาน ตั้งแต่วันประชุม PR เจอคุณป่าน, คุณ Juli Baker ได้คุยกับพี่ๆ ทีมงานทุกอย่าง เขาสนใจมุมมองของเราเราทุกอย่าง เขาให้ความเคารพไอเดียเราว่าเราอยากทำมันออกมาในทิศทางไหน เราอยากนำเสนออะไร ตั้งแต่เสื้อผ้าที่เราเลือกใส่ เมกอัพเรา หรือว่ามู้ดแอนด์โทน เขาไม่เคยเบรกหรือว่าห้ามเขื่อนเลย เรารู้สึกได้ถึงความให้เกียรติกันและกัน
พี่เขื่อนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงแรกๆ ที่นำเสนอเรื่องความหลากหลายว่ามันมีความเป็นไปได้อีกเยอะมาก มีด้านไหนที่อยากดันเพดานที่มองไม่เห็นอีกไหม
เขื่อนอยากให้คนเข้าใจกลุ่มคนอื่นๆ ใน LGBTQIA+ หรือกลุ่มรสนิยมความชอบทางเพศอื่นๆ ที่เขายังไม่มีที่ยืนมากพอด้วย เช่นกลุ่ม BDSM มันคือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขา คือที่ที่เขาสามารถค้นหาตัวตนผ่านความต้องการทางเพศ แบบมีข้อตกลงกันและปลอดภัย จากที่เราเคยเจอในอังกฤษ ที่นี่มีความหลากหลายและคนก็เปิดกว้างมาก มันไม่ใช่เรื่องทุเรศ ไม่ใช่เรื่องวิปริต พวกเขาสมควรได้รับการยอมรับเช่นกัน
สุดท้ายพี่เขื่อนอยากเห็นอะไรเกิดขึ้นในบ้านเราบ้าง และมีความหวังในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศที่ไม่ใช่แค่แบบเพศเรา แต่อีกหลายๆ เพศที่ต้องการอย่างไร
ความหวังที่เขื่อนอยากได้ คือความหวังที่อยากได้จริงๆ นะ แต่ไม่รู้ว่าในชีวิตอายุขัยที่เขื่อนมีพอหรือเปล่า คืออยากให้กลุ่ม LGBTQIA+ ทุกคนมีมีสิทธิ์แบบทุกสิทธิ์ จริงๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์สมรสจริงๆ กู้บ้านก็มีบ้าง หลังๆ มันดีนะ มันดีขึ้น มันเป็นสิ่งที่ดีแต่ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ มีสิทธิ์ที่มนุษย์ทุกคนควรจะมี เขื่อนอยากจะให้มันไปถึงวันที่ไม่มีคำว่า Closeted (ปิดบังตัวตน) เพราะสุดท้ายแล้วเราควรมีความสุขกับชีวิต อยากให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยกันและกัน แล้วก็อย่างที่อธิบายไป ไม่ต้องหลบซ่อนแม้จะอยู่ในกลุ่ม LGBTQ+ ของเราเอง
สำหรับแคมเปญ Breaking Down Barriers ของ Converse นับเป็นอีกหนึ่งแคมเปญที่สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ ที่ไม่เพียงแค่ออกสินค้าประดับธงสีรุ้ง แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อที่แบรนด์มีต่อความหลากหลาย ผ่านตัวแทนที่มาจากต่างเส้นทางชีวิต ต่างเพศ ต่างอาชีพ ที่มาบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขาแต่ละคน
ไม่ว่าจะเป็น ปัด (@xedleopard) แฟชั่นดีไซเนอร์ กราฟิกดีไซเนอร์ สไตลิสต์ นางแบบ ครีเอทีฟคอนเทนต์ หนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม Converse All Stars ที่เชื่อเรื่องความเท่าเทียมขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เจ้าของโปรเจกต์ Chance Change และผลงานที่มีชื่อว่า No. 0.00 รูปหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ไร้ความคิดและวิญญาณ สื่อให้เห็นถึงกรอบของสังคมที่มาครอบผู้คนให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตในแบบของตัวเอง
นอกจากนั้นยังมี ปูนปั้น (@_poonpun) ฟรีแลนซ์กราฟิกดีไซเนอร์, เกิร์ล (@lafynagirl) นักวาดภาพประกอบ และ ฟิล (@phillhead) ศิลปินแนวสตรีท
รวมไปถึงอีกหนึ่งโปรเจกต์พิเศษที่ได้ Juli Baker ศิลปินเจ้าของลายเส้นและสีสันเฉพาะตัวมาสร้างสรรค์งานศิลปะบนกําแพงที่สื่อถึงความเท่าเทียมทางเพศเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เฉลิมฉลองความเป็นตัวของตัวเอง และพร้อมแสดงให้โลกเห็นว่ายังมีความเป็นไปได้อีกมากมายที่รอคอยพวกเขาอยู่หลังกำแพงลวงตาที่ปิดกั้นพวกเขาไว้
View this post on Instagram
สามารถติดตามรายละเอียดผลงานและเรื่องราวของ Converse Breaking Down Barriers เพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3iidAy1
The post เขื่อน ภัทรดนัย มนุษย์ที่เชื่อว่าความเท่าเทียมคือความหลากหลาย [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.
]]>
Converse มาพร้อมกับแคมเปญสุดสร้างสรรค์อีกครั้งใน Conver […]
The post เขื่อน ภัทรดนัย และ Juli Baker and Summer ร่วมแคมเปญ Converse City Forests เพื่อแสดงความหลากหลายผ่านศิลปะรักษ์โลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
Converse มาพร้อมกับแคมเปญสุดสร้างสรรค์อีกครั้งใน Converse City Forests โดยมีเป้าหมายเพื่อการสร้างความตระหนักถึงความหลากหลายและอิสระในความเป็นมนุษย์ และยังสร้างแรงบันดาลใจส่งเสริมให้ผู้คนเป็นตัวของตัวเอง โดยในครั้งนี้ Converse ได้ เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ และศิลปินสาว ป่าน-ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Juli Baker and Summer มาร่วมงาน
โดยทั้งสองเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีผลงานหลากหลาย และเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายคน เขื่อนที่เริ่มต้นจากการเป็นสมาชิกบอยแบนด์จากค่าย Kamikaze อย่าง K-OTIC ปัจจุบันเติบโตขึ้นมาเป็นนักจิตอายุรเวชฝึกหัด และนักเคลื่อนไหวคนสำคัญที่เป็นกระบอกเสียงให้กับกลุ่ม LGBTQIA+ ที่แสดงความเป็นตัวตนของตัวเองอยู่เสมอ ส่วนป่านก็เป็นศิลปินที่พิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานสีสันสดใสอันเป็นสไตล์เฉพาะตัวที่ปรากฏอยู่บนเคสโทรศัพท์ เสื้อยืด ไปจนถึงกำแพงรั้วยาว
ครั้งนี้พวกเขาได้มาโชว์ฝีมือวาดภาพบนฝาผนังภายใต้คอนเซปต์ Mural Concept ที่จะสื่อถึงความเป็น ‘มนุษย์’ ซึ่งเกิดมาพร้อมกับความหลากหลาย ก่อนที่จะถูกจำกัดด้วยคำว่าเพศหญิงและเพศชาย โดยพวกเขาตั้งใจออกแบบมนุษย์ในภาพให้อยู่ในท่าทางสบายๆ และเป็นสัญลักษณ์ของความอิสระในการแสดงความเป็นตัวตนนั่นเอง
นอกจากนั้นสีที่ใช้ในโปรเจกต์นี้ยังเป็นสีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ พัฒนาโดย Graphenstone ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เลียนแบบการทำงานของธรรมชาติ มีคุณสมบัติสามารถช่วยดูดซับมลพิษ ที่เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ประมาณ 25 ต้น
ชมผลงานของพวกเขาได้ที่กำแพงตรงข้าม Gump อารีย์
หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่: www.conversecityforests.com
#ConverseCityForests #ConverseAllStars
ภาพ: Converse
พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล
The post เขื่อน ภัทรดนัย และ Juli Baker and Summer ร่วมแคมเปญ Converse City Forests เพื่อแสดงความหลากหลายผ่านศิลปะรักษ์โลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราได้เห็น เขื่อน ภัทรดนัย @Koen […]
The post ชมคลิป: เขื่อน ภัทรดนัย “อยากให้เรื่อง LGBTQ+ เป็นเรื่องปกติจนไม่ต้องมาถกเถียง” I The Breakfast Club EP. 5 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราได้เห็น เขื่อน ภัทรดนัย @Koendanai หรือที่วัยรุ่นยุค Kamikaze รู้จักในนาม เขื่อน K-OTIC ผ่านสื่อมากมาย ถึงแม้ว่าเขาจะเปลี่ยนสถานะจากการเป็นศิลปินดารา มาเป็นว่าที่นักจิตบำบัดมืออาชีพแล้วก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคือหนึ่งในคนมีชื่อเสียงที่ใช้พื้นที่และเสียงของตัวเองเพื่อความเท่าเทียมในสังคม แถมยังสร้างการมองเห็นและพื้นที่ปลอยภัยให้กลุ่ม LGBTQ+ รุ่นใหม่แบบที่ไม่สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง
The Breakfast Club สัปดาห์นี้ เราลองเปลี่ยนบรรยากาศการทานอาหารเช้า มาเป็นดื่มชา ทานเค้กสไตล์อังกฤษ เพื่อให้เขื่อนได้ย้อนกลับไปสมัยที่ยังเรียนอยู่ที่กรุงลอนดอน พร้อมพูดคุยหลายประเด็นที่จะช่วยสร้างมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับกลุ่ม LGBTQ+
สถานที่ถ่ายทำ: ร้าน Wallflowers Cafe
*หมายเหตุ: รายการนี้ถ่ายทำเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564
ถ่ายภาพ: ศศิพิมพ์ อนันตกรณีวัฒน์, ศักดิภัท ประพันธ์วรคุณ, ธเนศ จึงสุขสันต์
ตัดต่อ: มีนา ริน.
The post ชมคลิป: เขื่อน ภัทรดนัย “อยากให้เรื่อง LGBTQ+ เป็นเรื่องปกติจนไม่ต้องมาถกเถียง” I The Breakfast Club EP. 5 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาพเบื้องหลังการถ่ายรายการ The Breakfast Club กับ เขื่อ […]
The post ภาพเบื้องหลังการถ่ายรายการ The Breakfast Club กับ เขื่อน ภัทรดนัย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาพเบื้องหลังการถ่ายรายการ The Breakfast Club กับ เขื่อน ภัทรดนัย
รับชมบทสัมภาษณ์แบบเต็มๆ ของ เขื่อน ภัทรดนัย ในรายการ The Breakfast Club ได้แล้วที่นี่:
ในช่วงปลายยุค 2000 แทบไม่มีวัยรุ่นคนไหนไม่รู้จักวงบอยแบนด์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดจากค่าย Kamikaze อย่าง K-OTIC และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไปพร้อมๆ กับสมาชิกทั้ง 5 คน ทั้ง ป๊อปปี้, โทโมะ, เคนตะ, จองเบ และ เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ สมาชิกที่อายุน้อยที่สุดของวง ที่ได้มาเป็นแขกรับเชิญของรายการ The Breakfast Club ในสัปดาห์นี้ โดยเราได้รู้จักเขาในฐานะนักจิตบำบัด และนักขับเคลื่อนสังคมเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ ที่ถือว่าเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นแบบที่ไม่ต้องมีใครมาคอยกำหนดชีวิตให้เขาอีกต่อไป








ขอบคุณสถานที่ถ่ายทำ: ร้าน Wallflowers Cafe
รับชมรายการ The Breakfast Club ได้ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 20.00 น ที่ YouTube ของ THE STANDARD POP: www.youtube.com/c/THESTANDARDPOP
*หมายเหตุ: รายการนี้ถ่ายทำเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564
The post ภาพเบื้องหลังการถ่ายรายการ The Breakfast Club กับ เขื่อน ภัทรดนัย appeared first on THE STANDARD.
]]>