เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันอ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 31 Jul 2026 04:55:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Knight Frank เปิดอินไซต์ที่ดินนิคมฯ ช่วงครึ่งแรกปี 69 ทำไมราคาพุ่งแรง ทุนกลุ่มไหนเข้าซื้อหนัก https://thestandard.co/knight-frank-industrial-land-prices/ Fri, 31 Jul 2026 04:55:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1236690 ภาพมุมสูงของท่าเรือแหลมฉบังและเขตอุตสาหกรรม

Knight Frank Thailand เปิดเผยรายงาน Thailand Industrial […]

The post Knight Frank เปิดอินไซต์ที่ดินนิคมฯ ช่วงครึ่งแรกปี 69 ทำไมราคาพุ่งแรง ทุนกลุ่มไหนเข้าซื้อหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของท่าเรือแหลมฉบังและเขตอุตสาหกรรม

Knight Frank Thailand เปิดเผยรายงาน Thailand Industrial Market Overview H1 2026 ระบุว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกและการค้าระหว่างประเทศจะยังมีความไม่แน่นอน โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญยังมาจากการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี และการผลิตขั้นสูง ส่งผลให้ความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรมยังคงแข็งแกร่ง ทั้งในตลาดที่ดินอุตสาหกรรมและโรงงานสำเร็จรูป ขณะที่ราคาที่ดินยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

 

 
 

มาร์คัส เบอร์เทนชอว์ Partner – Head of Industry Strategy & Solutions, Knight Frank Thailand กล่าวว่า ประเด็นสำคัญของตลาดอุตสาหกรรมไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงว่าเราจะสามารถดึงดูดการลงทุนได้มากเพียงใด แต่อยู่ที่เรามีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับการลงทุนยุคใหม่หรือไม่ เมื่อโครงการลงทุนมีขนาดใหญ่ขึ้นและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น นักลงทุนไม่ได้มองหาเพียงพื้นที่อุตสาหกรรม แต่ต้องการทำเลที่มีระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพในการรองรับการขยายธุรกิจในระยะยาว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต

 

Knight Frank

 

ความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรมยังเติบโต แม้ภาพรวมการลงทุนเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ

 

แม้ตัวเลขการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และจำนวนโครงการลงทุนใหม่จะปรับตัวลดลงจากระดับสูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา แต่ตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมยังสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้พื้นที่ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการที่ต้องการขยายกำลังการผลิตและลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

 

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยอดการซื้อขายที่ดินอุตสาหกรรม (Land Take-up) อยู่ที่ 5,503 ไร่ เพิ่มขึ้น 17.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังคงเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจำนวนโครงการใหม่จะไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกับช่วงที่ผ่านมา

 

Knight Frank

 

Knight Frank มองว่า ภาพดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของลักษณะการลงทุน จากเดิมที่เป็นการขยายตัวเชิงปริมาณ ไปสู่การลงทุนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และต้องการพื้นที่ที่สามารถรองรับการดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

อุปทานยังขยายตัว แต่ผู้พัฒนาโครงการปรับกลยุทธ์ให้สอดรับความต้องการของตลาด

 

ณ สิ้นครึ่งปีแรกของปี 2569 ประเทศไทยมีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม (Serviced Industrial Land Plots: SILP) รวม 191,292 ไร่ เพิ่มขึ้น 3.1% จากครึ่งหลังของปี 2568 โดยพื้นที่ใน EEC ยังคงเป็นศูนย์กลางของตลาด คิดเป็น 64.6% ของอุปทานทั้งหมด

 

แม้อุปทานยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ทิศทางการพัฒนาโครงการเริ่มเปลี่ยนไป ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับโครงการแบบ Built-to-Suit และ Pre-leased มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ผู้เช่าที่มีความต้องการเฉพาะด้าน ทั้งในเรื่องรูปแบบอาคาร ระบบสาธารณูปโภค และการดำเนินงานที่สอดคล้องกับกระบวนการผลิตของแต่ละอุตสาหกรรม

 

Knight Frank

 

ขณะเดียวกัน ตลาดโรงงานสำเร็จรูป (Ready-Built Factory) มีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดเพียง 10,400 ตารางเมตร ซึ่งทั้งหมดอยู่ในจังหวัดระยอง ส่งผลให้อัตราการเช่าพื้นที่ยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 98.2% สะท้อนว่าความต้องการโรงงานที่พร้อมใช้งานยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

 

 

ราคาที่ดินอุตสาหกรรมยังปรับเพิ่ม จากความต้องการพื้นที่ในทำเลยุทธศาสตร์

 

การเติบโตของอุปสงค์ ประกอบกับการขยายตัวของอุปทานที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้ราคาที่ดินอุตสาหกรรมยังคงปรับตัวสูงขึ้นในหลายพื้นที่

 

Knight Frank ระบุว่า ราคาขายเฉลี่ยของที่ดินอุตสาหกรรมทั่วประเทศอยู่ที่ 7.43 ล้านบาทต่อไร่ เพิ่มขึ้น 16.2% จากปีก่อน ขณะที่พื้นที่ EEC มีการปรับตัวของราคามากกว่า 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

การปรับตัวของราคาไม่ได้สะท้อนเพียงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังสะท้อนถึงความต้องการลงทุนที่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค และระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่สามารถรองรับการเติบโตของผู้ประกอบการได้ในระยะยาว

 

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด

 

ในด้านการลงทุน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุด คิดเป็นประมาณ 40% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมดที่ได้รับการส่งเสริมในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 โดยการลงทุนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการผลิต PCB, Flexible PCB, HDI PCB และอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีขั้นสูง

 

 

นอกจากนี้ แม้จำนวนโรงงานเปิดใหม่จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จำนวนโครงการขยายโรงงานกลับเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงเลือกขยายฐานการผลิตเดิมในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

 

Knight Frank

 

แนวโน้มตลาดในระยะข้างหน้า

 

Knight Frank คาดว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมไทยจะยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การผลิตอิเล็กทรอนิกส์ และการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการระดับโลก แม้เศรษฐกิจโลกและนโยบายการค้าระหว่างประเทศจะยังมีความไม่แน่นอน

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไป ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันของตลาดอุตสาหกรรมไทย จะไม่ได้อยู่ที่การมีพื้นที่อุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความพร้อมของระบบไฟฟ้า น้ำ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และศักยภาพในการรองรับการขยายตัวของธุรกิจ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการในอนาคต

 

ภาพ: Ben Petcharapiracht / Shutterstock

The post Knight Frank เปิดอินไซต์ที่ดินนิคมฯ ช่วงครึ่งแรกปี 69 ทำไมราคาพุ่งแรง ทุนกลุ่มไหนเข้าซื้อหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ยืนยันไม่ได้พับประตูแลนด์บริดจ์ ดัน Missing Link ก่อน รอจังหวะเหมาะสมค่อยปัดฝุ่นโครงการ https://thestandard.co/pm-landbridge-missing-link/ Mon, 27 Jul 2026 06:19:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1235524 นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงโครงการแลนด์บริดจ์และ Missing Link ที่ทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (27 กรกฎาคม) เวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุท […]

The post นายกฯ ยืนยันไม่ได้พับประตูแลนด์บริดจ์ ดัน Missing Link ก่อน รอจังหวะเหมาะสมค่อยปัดฝุ่นโครงการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงโครงการแลนด์บริดจ์และ Missing Link ที่ทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (27 กรกฎาคม) เวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีรัฐบาลแถลงเตรียมพับโครงการแลนด์บริดจ์ โดยยืนยันว่า ไม่ได้พับ แต่เป็นการดำเนินการตามสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้เห็นว่าการทำ Missing Link หรือโครงการเชื่อมต่อทางรถไฟ จะทำให้การดำเนินการเกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น แล้วจึงปรับปรุงท่าเรือทั้งสองฝั่ง ดังนั้น เมื่อถึงเวลาอันควร มีความจำเป็น หรือมีความเหมาะสมทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็สามารถนำโครงการกลับมาปัดฝุ่นได้ตลอดเวลา

 

ส่วนท่าเรือระนองจะสร้างใหม่หรือใช้พื้นที่เดิมพัฒนาต่อยอด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รายละเอียดจะต้องศึกษาเพิ่มเติม และจะต้องมีการปรับปรุงยกระดับ แต่ขณะนี้ตนยังไม่ได้หารือรายละเอียดผลการศึกษากับ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งได้หารือร่วมกับกระทรวงคมนาคม จนได้ข้อสรุปตามที่แถลง

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังมีอีกหลายโครงการที่จะดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าว โดยการปรับปรุงท่าเรือจะต้องพิจารณาว่าจำเป็นต้องปรับปรุงทั้งสองฝั่งหรือไม่ รวมถึงโครงการ Missing Link ซึ่งจะช่วยให้เส้นทางรถไฟมีความเชื่อมโยงมากขึ้น เพราะปัจจุบันเส้นทางรถไฟยังไม่ผ่านภาคตะวันตก หากดำเนินการสำเร็จก็จะสามารถเชื่อมโยงมายังภาคตะวันตกได้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงระบบขนส่งสินค้า

 

ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ดอีอีซี) จะนัดประชุมเมื่อใด นายกรัฐมนตรี ระบุว่า คาดว่าจะประชุมในเร็วๆ นี้ โดยหลังวันที่ 28 กรกฎาคม จะเชิญ จุฬา สุขมานพ เลขาธิการอีอีซี มาหารือ

 

เมื่อถามว่ามีแนวทางจะยกเลิกสัญญาจริงหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะสัญญาลักษณะนี้ไม่สามารถยกเลิกได้โดยง่าย และต้องศึกษาอย่างละเอียด อย่างที่ตนเคยกล่าวว่า การยกเลิกสัญญาใดๆ ต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย โดยส่วนใหญ่ในการทำสัญญาภาครัฐ ภาครัฐไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา และแม้ภาครัฐจะผิดสัญญา ก็ยังมีกระบวนการแก้ไขหรือเยียวยา จึงไม่ค่อยเห็นการยกเลิกสัญญาระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพราะสัญญามีความรัดกุมมาก ส่วนรายละเอียดค่อยว่ากันอีกครั้ง

The post นายกฯ ยืนยันไม่ได้พับประตูแลนด์บริดจ์ ดัน Missing Link ก่อน รอจังหวะเหมาะสมค่อยปัดฝุ่นโครงการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน เปิดงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 ย้ำ ‘ไทย-จีน’ พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต เดินหน้าดึงลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม https://thestandard.co/thailand-china-cooperation-expo/ Wed, 22 Jul 2026 13:22:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1233909 อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดงาน Thailand-China Cooperation Expo 2026

วันนี้ (22 กรกฎาคม) ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้ […]

The post อนุทิน เปิดงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 ย้ำ ‘ไทย-จีน’ พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต เดินหน้าดึงลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดงาน Thailand-China Cooperation Expo 2026

วันนี้ (22 กรกฎาคม) ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิด และกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานแสดงสินค้า Thailand-China Cooperation Expo 2026 โดยภายหลังเสร็จสิ้น ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของปาฐกถา ดังนี้

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณอุปทูตสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ที่ได้กล่าวชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับความเหมาะสมของการร้องเพลง “เถียนมี่มี่” พร้อมกล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ส่งผลให้ทุกประเทศต้องทบทวนยุทธศาสตร์และกำหนดทิศทางความร่วมมือกับมิตรประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

 

สำหรับประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งสองประเทศมีรากฐานความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยาวนาน จากความผูกพันระหว่างประชาชนสู่ประชาชน จึงสามารถต่อยอดความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันได้อย่างมั่นคง

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อปีที่ผ่านมา แต่สายสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศมีรากฐานมายาวนานนับพันปี บนพื้นฐานของความเข้าใจ ความไว้วางใจ และการเกื้อกูลกัน จนกลายเป็นมิตรภาพที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และพร้อมก้าวสู่ความร่วมมือในมิติใหม่ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องกระชับความร่วมมือกับจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงด้านการวิจัย การพัฒนา และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ และเพิ่มศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้พบหารือกับผู้นำจีนและผู้บริหารภาคธุรกิจชั้นนำ โดยทุกฝ่ายต่างเชื่อมั่นในศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย และพร้อมขยายการลงทุนในไทยมากขึ้น

 

รัฐบาลเชื่อมั่นต่อการลงทุนจากภาคเอกชนจีน เนื่องจากไม่เพียงช่วยสร้างเม็ดเงินลงทุนและการจ้างงาน แต่ยังนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าสู่ประเทศไทย ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานไทย และยกระดับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

 

พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยเปิดกว้างต่อการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมุ่งให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อนักลงทุนและประชาชนไทย ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยก็ได้ขยายการลงทุนและสร้างเครือข่ายธุรกิจในประเทศจีนอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงศักยภาพของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสามารถดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับนักลงทุนจากทั่วโลก

 

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการสร้างพันธมิตรทางการค้าและการลงทุนอย่างเต็มที่ ผ่านการอำนวยความสะดวกของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการ Thailand FastPass ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อให้การลงทุนดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

 

พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งขจัดอุปสรรคจากขั้นตอนทางราชการและการทุจริต ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยย้ำว่าข้าราชการทุกคนต้องทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการและประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง

 

ในด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันว่า ประเทศไทยมีเสถียรภาพและมีความพร้อมในการดูแลความมั่นคงของประเทศอย่างเต็มที่ ทั้งด้านความมั่นคงภายใน การคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

 

พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลมีศักยภาพในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น จึงขอให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยได้อย่างมั่นใจ โดยไม่จำเป็นต้องกังวลต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงหรือเสถียรภาพทางการเมือง

 

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน นักลงทุน และชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักหรือประกอบธุรกิจในประเทศ โดยหน่วยงานด้านความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อบังคับใช้กฎหมาย ดูแลความสงบเรียบร้อย และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการอย่างเต็มที่

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า จากประสบการณ์การทำงานในฝ่ายบริหารมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความเข้าใจถึงความต้องการของภาคธุรกิจ และพร้อมกำกับดูแลให้ทุกหน่วยงานของรัฐร่วมกันอำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้การดำเนินธุรกิจและการลงทุนเป็นไปอย่างราบรื่น

 

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีแสดงความเชื่อมั่นว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่หากประเทศไทยมีความเข้มแข็งจากภายใน และเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนสำคัญอย่างจีนอย่างต่อเนื่อง จะสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส สร้างการเติบโตที่ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้

 

พร้อมระบุว่า งาน Thailand-China Cooperation Expo 2026 จะเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ สร้างเครือข่ายธุรกิจ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และต่อยอดความร่วมมือจากระดับประเทศสู่ระดับท้องถิ่น อันจะนำไปสู่ความมั่งคั่งร่วมกันของทั้งไทยและจีนในอนาคต

The post อนุทิน เปิดงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 ย้ำ ‘ไทย-จีน’ พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต เดินหน้าดึงลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดแผน ‘กรมธนารักษ์’ เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้รัฐแตะ 1.43 หมื่นล้านในปี 2570 https://thestandard.co/treasury-revenue-target/ Wed, 15 Jul 2026 04:42:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1230907 กราฟิกแสดงแผนกรมธนารักษ์จัดเก็บรายได้รัฐ 1.43 หมื่นล้านบาทในปี 2570

กรมธนารักษ์ วาง 5 แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้ตา […]

The post เปิดแผน ‘กรมธนารักษ์’ เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้รัฐแตะ 1.43 หมื่นล้านในปี 2570 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟิกแสดงแผนกรมธนารักษ์จัดเก็บรายได้รัฐ 1.43 หมื่นล้านบาทในปี 2570

กรมธนารักษ์ วาง 5 แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้ตามเป้าปีงบฯ 2570 ที่ 14,300 ล้านบาท พร้อมเร่งปลดล็อกโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุขนาดใหญ่ ควบคู่เปิดตัวแพลตฟอร์ม ‘Coin Market’ 17 สิงหาคมนี้ ส่งเสริมตลาดสะสมเหรียญ พร้อมปรับหลักเกณฑ์ค่าเช่าที่ราชพัสดุหนุนการติดตั้ง EV Charger และ Solar Cell

 

 
 

อัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ แถลงความคืบหน้าของการบริหารงานภายใต้แนวคิด ‘สานงานต่อ ก่องานใหญ่’ ตามรากฐานที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์คนก่อน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 

โดยเผยว่า ตลอด 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – มิถุนายน 2569) กรมธนารักษ์สามารถจัดเก็บได้ราว 11,602.87 ล้านบาท ซึ่งยังคงต่ำกว่าประมาณการจัดเก็บรายได้ราว 2.49% ซึ่งมีเป้าหมายที่ 11,900 ล้านบาท แบ่งเป็นการจัดเก็บรายได้ 2 ส่วน ดังนี้

 

  • ที่ราชพัสดุ 11,200.97 ล้านบาท ซึ่งยังต่ำเป้า 11,500 ล้านบาทราว 2.6%
  • รายได้จากเหรียญกษาปณ์ 401.90 ล้านบาท เกินเป้า 400 ล้านบาท ที่ 0.475%

 

อย่างไรก็ตาม อัครุตม์มองว่า แผนการดำเนินงานปี 2569 จะสามารถจัดเก็บรายได้เกินเป้าที่ 14,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าเดิม 17.65%

 

ขณะที่แผนการดำเนินงานตามเอกสารงบประมาณประจำปี 2570 ได้มีประมาณการจัดเก็บรายได้รวมที่ 14,300 ล้านบาท ซึ่งอัครุตม์เผยว่าได้เตรียมแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ไว้ ดังนี้

 

  • เร่งปลดล็อกโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุขนาดใหญ่ เพื่อให้สามารถรับรู้รายได้และผลตอบแทนเข้าสู่รัฐได้เร็วขึ้น
  • เร่งรัดการบริหารสัญญาเช่าที่ราชพัสดุ ลดปัญหาค่าเช่าค้างชำระ และปรับปรุงการติดตามผลตอบแทนจากการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ
  • เร่งนำที่ราชพัสดุศักยภาพสูงออกประมูล ผ่านกระบวนการทดสอบความสนใจจากภาคเอกชน (Market Sounding) ก่อนเปิดประมูล
  • บริหารและจำหน่ายทรัพย์สินที่ตกเป็นของแผ่นดิน ทั้งที่ดินและทรัพย์สินจากการบังคับคดี เพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้กลายเป็นรายได้ของรัฐ
  • ทบทวนหลักเกณฑ์การจัดเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุ ให้สะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น พร้อมเพิ่มความโปร่งใสในการคัดเลือกเอกชนและปรับปรุงหลักเกณฑ์ผลตอบแทนจากการใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุ โดยเฉพาะโครงการที่มีมูลค่าสูงกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มนำร่องกับที่ราชพัสดุที่มีมูลค่า 100 ล้านบาทขึ้นไปก่อน

 

ความคืบหน้าการแก้ปัญหาโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุ

 

  • โครงการบริหารและดำเนินกิจการระบบท่อส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก (EEC) ของ บริษัท วงษ์สยาม-ก่อสร้าง จำกัด ที่มีปัญหาข้อลักลั่นของสัญญา เพราะภาครัฐกำหนดเงื่อนไขให้เอกชนต้องแบ่งกำไร หากสามารถขายน้ำได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านหน่วย

 

อย่างไรก็ตาม เอกชนไม่สามารถทำยอดขายได้ถึง 500 ล้านหน่วย การแบ่งกำไรเข้ารัฐจึงไม่เกิดขึ้น และจำเป็นต้องมีการแบ่งปันผลประโยชน์ตอบแทนใหม่ (Revenue Sharing) ซึ่งเบื้องต้น กรมธนารักษ์คาดการณ์รายได้ไว้ที่ 800 ล้านบาท

 

  • โครงการอู่จอดรถไฟฟ้า ‘หมอชิต คอมเพล็กซ์’ ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2535 ปัจจุบันเจรจาได้ข้อยุติพร้อมเดินหน้าต่อกับ บริษัท บางกอกเทอร์มินอล จำกัด (BKT) ผู้รับเหมารายเดิม และกำหนดรูปแบบโครงการไว้ดังเดิมด้วย พื้นที่ใช้สอย 700,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) พร้อมพื้นที่ 112,000 ตร.ม. แก่บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) สำหรับก่อสร้างสถานีขนส่งผู้โดยสาร

 

กรมธนารักษ์ประเมินว่าหากเดินหน้าต่อได้สำเร็จ จะได้รับเงินคืน 1,250 ล้านบาท จาก 1) ค่าแรกเข้า 400 ล้านบาท และ 2) ค่าชดเชยฐานรากที่กรมธนารักษ์ต้องสำรองจ่ายให้กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ไปก่อนหน้านี้

 

  • โครงการโรงแรมชายทะเลที่อำเภอหัวหิน ซึ่งอยู่ระหว่างรอเสนอเข้าที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคาดการณ์รายได้ที่ 70-80 ล้านบาท

 

เปิด ‘Coin Market’ สร้างตลาดรองเหรียญกษาปณ์

 

นอกจากนี้ กรมธนารักษ์ยังมีนโยบายในด้านอื่นๆ เช่น การผลักดันตลาดเหรียญสะสม เพื่อปรับบทบาทของเหรียญกษาปณ์ รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society)

 

โดยกรมธนารักษ์ เตรียมเปิดแพลตฟอร์ม ‘Coin Market’ อย่างเป็นทางการในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เพื่อเป็นตลาดกลางสำหรับการประมูลและซื้อขายเหรียญกษาปณ์สะสม

 

ไฮไลต์ของการเปิดตัว คือ การนำเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชนิดราคา 10 บาท รุ่นปี 2533 ซึ่งผลิตขึ้นเพียง 100 เหรียญทั่วโลก ออกประมูลเป็นครั้งแรก โดยเหรียญรุ่นดังกล่าวมีมูลค่าซื้อขายในตลาดนักสะสมสูงถึงประมาณ 1 ล้านบาทต่อเหรียญ

 

ในระยะยาวกรมธนารักษ์มีแผนพัฒนาระบบรับรองและประเมินสภาพเหรียญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักสะสม

 

ปรับเกณฑ์ค่าเช่าที่ราชพัสดุ หนุนติดตั้ง EV Charger และ Solar Cell

 

นอกจากนี้ กรมธนารักษ์ยังได้ปรับหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ เพื่อสนับสนุนนโยบายด้านพลังงานสะอาดของภาครัฐ โดยกำหนดอัตราค่าเช่าสำหรับการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) แบบอัตราคงที่ต่อหัวชาร์จ แทนการคิดค่าเช่าตามราคาประเมินที่ดิน เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ

 

สำหรับพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร กำหนดค่าเช่าหัวชาร์จละ 1,500 บาทต่อปี ส่วนต่างจังหวัดอยู่ที่ 1,000 บาทต่อปี ขณะที่การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) เพื่อใช้ภายในหน่วยงานหรืออาคารจะได้รับการยกเว้นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่หากนำกระแสไฟฟ้าไปจำหน่ายหรือสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ จะต้องชำระค่าเช่าและผลตอบแทนตามหลักเกณฑ์ที่กรมกำหนด

 

เดินหน้าปรับราคาประเมินที่ดินรอบใหม่

 

สำหรับการจัดทำบัญชีราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 โดยปัจจุบัน มีการดำเนินการประเมินเสร็จแล้วกว่า 85%

 

อัครุตม์ระบุว่า ราคาประเมินรอบใหม่จะสะท้อนมูลค่าตลาดมากขึ้น จากเดิมที่ราคาประเมินต่ำกว่าราคาซื้อขายจริงราว 40% โดยตั้งเป้าให้ส่วนต่างเหลือไม่เกินประมาณ 20% เพื่อให้ราคาประเมินมีความแม่นยำมากขึ้น แต่ยังไม่สูงเท่าราคาตลาด เพื่อลดผลกระทบต่อผู้เสียภาษี

 

ควบคู่กันนี้ กรมธนารักษ์ยังพัฒนาระบบ D-Value สำหรับตรวจสอบราคาประเมินที่ดินผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานเฉลี่ยกว่า 20,000 คนต่อวัน พร้อมศึกษาการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์และจัดทำแบบจำลองราคาประเมิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินราคาที่ดินในอนาคต

The post เปิดแผน ‘กรมธนารักษ์’ เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้รัฐแตะ 1.43 หมื่นล้านในปี 2570 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช.คมนาคม ย้ำไร้ข้อสรุป ‘ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน’ ชี้หากยุติสัญญา อาจต้องสู้คดี-เรียกค่าชดเชย https://thestandard.co/high-speed-3-airports-contract-dispute/ Tue, 14 Jul 2026 08:02:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1230532 ภาพกราฟิกสรุปประเด็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

รมช.คมนาคม ยันการสิ้นสุดสัญญารถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ยังไม […]

The post รมช.คมนาคม ย้ำไร้ข้อสรุป ‘ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน’ ชี้หากยุติสัญญา อาจต้องสู้คดี-เรียกค่าชดเชย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปประเด็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

รมช.คมนาคม ยันการสิ้นสุดสัญญารถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ยังไม่ได้ข้อสรุป-รอชงทางออก กพอ.เคาะ ย้ำต้องรักษาผลประโยชน์รัฐให้มากที่สุด

 

วันที่ 14 ก.ค.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีข่าวว่ากระทรวงฯ เตรียมนำเสนอแนวทางสิ้นสุดสัญญาร่วมทุนให้คณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) กรณีโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ว่า ยังไม่ใช่บทสรุป ซึ่งก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่จะต้องนำเสนอเพื่อประกอบการพิจารณาให้แก่ กพอ. เนื่องจากตัวเลขและค่าการก่อสร้างเปลี่ยนไป

 

ดังนั้น ต้องมาดูว่าหากต้องการทำให้โครงการสมบูรณ์ในการเชื่อมต่อ 3 สนามบิน จากกรุงเทพไปถึงอีอีซี จะต้องดำเนินการอย่างไรให้ครบถ้วน ซึ่งก็อาจจะต้องพิจารณาแนวทางอื่น

 

แต่ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่มีการสรุปว่าจะเป็นแนวทางใด เพราะต้องพิจารณาในเรื่องงบประมาณ ความเหมาะสม ความคุ้มค่าการลงทุนและร่วมทุน ก่อน

 

อย่างแนวทางอย่างรถไฟ Missing Link หรือการเดินหน้าไฮสปีด ก็ต้องเป็นแนวทางที่ต้องนำเสนอเช่นเดียวกัน เพราะต้องนำเสนอหลายแนวทางเพื่อมาประกอบการ

 

เมื่อถามว่า หากมีการสิ้นสุดสัญญาโครงการนี้ จะต้องมีการดำเนินมาตรการอะไรกับเอกชนหรือไม่ รมช.คมนาคม ระบุว่า ต้องมีส่วนที่มาพิจารณากันว่าการผิดสัญญาหรือเหตุแห่งการเลิกสัญญา ใครที่มีการกระทำผิดต่อสัญญาบ้าง แต่ส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่าจบง่าย เพราะรัฐและเอกชนต่างคงไม่ยอม ฉะนั้นก็ต้องสู้กันในทางกฎหมาย

 

เมื่อถามย้ำว่า หากสรุปเช่นนั้นจะต้องมีการเรียกค่าชดเชยหรือไม่ สิริพงศ์ ย้ำว่า ต้องมาดูกัน แต่เชื่อว่ามีแน่นอน

 

เมื่อถามย้ำว่า จะต้องมีการทำลิสต์การรับงานรัฐในอนาคตหรือไม่ รมช.คมนาคม ระบุว่า สุดท้ายต้องมาสู้กันในข้อกฎหมายว่าสาเหตุเกิดขึ้นจากอะไร

 

หากถามว่าตอนแรกเริ่มโครงการกระทรวงคมนาคม ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ได้หรือไม่ ซึ่งก็จริงเพราะบางพื้นที่ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้ได้ แต่ที่ผ่านมาก็มีวิธีการแก้ปัญหาอย่างการไปทำ MOU ว่าจะดำเนินการอย่างไร

 

ส่วนภาคเอกชนมีบางส่วนที่จะต้องรับภาระหนี้ไปแล้วไม่ได้ชำระหนี้หรือไม่ซึ่งก็จริง ซึ่งก็ MOU ที่ระบุว่าในช่วงเริ่มดำเนินการก็อาจจะยังไม่ต้องชำระหนี้จะต้องขอจ่ายดอก ฉะนั้นก็ต้องไปดู MOU แต่จะบอกว่าฝ่ายไหนมีส่วนผิดสัญญาบ้าง ก็อาจจะมีทั้งสองฝ่ายฉะนั้นก็ต้องมาดูกัน ว่าส่วนไหนใครต้องชดเชยอะไร

 

สิริพงศ์ ยืนยันว่า ถึงอย่างไรรัฐ ก็ต้องรักษาประโยชน์ของรัฐให้มากที่สุด

 

ภาพ: ยังไร้ข้อสรุป

The post รมช.คมนาคม ย้ำไร้ข้อสรุป ‘ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน’ ชี้หากยุติสัญญา อาจต้องสู้คดี-เรียกค่าชดเชย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 3 ทางเลือก เพื่อไปต่อ ‘รถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน’ วิเคราะห์ใครต้องจ่ายค่าเสียโอกาส? https://thestandard.co/high-speed-rail-3-airports-options/ Mon, 13 Jul 2026 06:04:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1230013 ภาพรถไฟความเร็วสูงกำลังออกจากอุโมงค์

เลขา EEC เร่งเคาะแนวทาง ‘ไฮสปีด 3 สนามบิน’ หลังประเทศเส […]

The post เปิด 3 ทางเลือก เพื่อไปต่อ ‘รถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน’ วิเคราะห์ใครต้องจ่ายค่าเสียโอกาส? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถไฟความเร็วสูงกำลังออกจากอุโมงค์

เลขา EEC เร่งเคาะแนวทาง ‘ไฮสปีด 3 สนามบิน’ หลังประเทศเสียโอกาสมานาน 8 ปี หวั่นกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน ชี้ ‘อย่ารื้ออดีตจนลืมอนาคต’ ขณะที่ค่าเสียหาย – เสียโอกาส เป็นอำนาจ รฟท.ต้องหารือกับเอกชนคู่สัญญา และนายกฯ ตัดสินใจ

 

 
 

จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ภายหลังบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด แจ้งใช้สิทธิตามสัญญาเพื่อยุติสัญญาร่วมลงทุนว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัทเอกชนในฐานะคู่สัญญาจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญา ทั้งในส่วนของสิทธิ หน้าที่ และประเด็นทรัพย์สินหรือค่าเสียหายที่เกี่ยวข้อง

 

“เรื่องของสัญญาเป็นเรื่องระหว่างการรถไฟฯ กับเอกชน เมื่อสัญญาสิ้นสุดทั้งสองฝ่ายก็ต้องไปดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญา ส่วนภาครัฐต้องมาดูว่าโครงการจะเดินหน้าต่ออย่างไร เพราะระบบรางที่เชื่อมสนามบินอู่ตะเภายังจำเป็นต้องมี”

 

ขณะที่ประเด็นการชดเชยหรือค่าเสียหาย เป็นเรื่องที่คู่สัญญาจะต้องเจรจากันเอง โดย สกพอ.ไม่ได้เป็นคู่สัญญา จึงไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงรายละเอียดได้

 

พร้อมเปรียบเทียบว่าเป็นเสมือนการยุติความสัมพันธ์ที่แต่ละฝ่ายต้องไปแบ่งสิทธิและทรัพย์สินกันเอง ขณะที่ภาครัฐมีหน้าที่เดินหน้าพัฒนาโครงการต่อ ไม่ควรรอให้ข้อพิพาททั้งหมดแล้วเสร็จก่อน

 

สำหรับแนวทางดำเนินโครงการหลังจากนี้ จะต้องหารือร่วมกับ รฟท.เพื่อกำหนดรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด ว่าจะใช้แนวทางเดิม

 

เลขา EEC ชี้ 3 ทางออก

 

  1. ปรับรูปแบบใหม่
  2. ดำเนินการในลักษณะใด โดยเป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมต่อระบบคมนาคมไปยังสนามบินอู่ตะเภาให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด
  3. ลดสปีด ปรับระบบราง

 

ดังนั้น จึงยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะต้องเปิดประมูลใหม่หรือไม่ เพราะต้องหารือรายละเอียดก่อน สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรไม่ให้ประเทศเสียเวลาไปมากกว่านี้ เราเสียเวลากับโครงการนี้มานานแล้วถึง 8 ปี

 

เรื่องดังกล่าวจะต้องนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด EEC) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อรับทราบการสิ้นสุดของสัญญา และพิจารณาแนวทางดำเนินโครงการในระยะต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาการประชุมได้ เนื่องจากต้องรอการกำหนดวันประชุมจากนายกรัฐมนตรี

 

“ข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนนั้น สิ่งที่ภาครัฐควรทำในเวลานี้คือเร่งกำหนดแนวทางใหม่ให้เกิดความชัดเจน มากกว่ากลับไปถกเถียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เพราะอดีตก็แก้ไขไม่ได้ จะมัวแต่ยืนอยู่กับที่หรือจะเดินหน้าต่อ ผมคิดว่าเราควรเดินหน้า เพราะถ้ามัวแต่รื้ออดีต เราก็ไม่ไปถึงอนาคต”

 

ส่วนกรณีที่บริษัทเอกชนชี้แจงว่าไม่ได้ถอนการลงทุน แต่เป็นการใช้สิทธิตามสัญญานั้น มันคือการเลือกใช้ถ้อยคำเป็นสิทธิของเอกชน

 

แต่ในข้อเท็จจริง หากสัญญาสิ้นสุดลง ก็ถือว่าสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ รวมถึงสิทธิการบริหารแอร์พอร์ตลิ้งค์ก็ต้องจบลงด้วย โดยรายละเอียดสามารถพิจารณาได้จากข้อกำหนดในสัญญา

 

สำหรับรูปแบบโครงการในอนาคต ยังไม่จำเป็นต้องสรุปว่าจะต้องเป็นรถไฟความเร็วสูงเหมือนเดิมหรือไม่ มองว่าทุกทางเลือกยังเปิดกว้าง

 

หากรัฐบาลเห็นว่ายังควรเดินหน้าในรูปแบบเดิมก็สามารถทำได้ แต่จะต้องใช้เวลาในการออกแบบและจัดทำกระบวนการใหม่ทั้งหมด

 

ทั้งนี้ ยอมรับว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญของโครงการเดิมคือความคุ้มค่าทางการเงิน (Financial Feasibility) ซึ่งส่งผลต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

 

หากโครงการไม่มีความคุ้มค่า ธนาคารก็ไม่สามารถสนับสนุนเงินกู้ได้ ทำให้การลงทุนไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ดังนั้น การกำหนดรูปแบบใหม่จะต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ทั้งด้านการลงทุน ระยะเวลาดำเนินการ และการตอบโจทย์การพัฒนาเขต EEC ในระยะยาว

 

“เราจะให้นายกฯ รับทราบว่าสัญญาสิ้นสุดแล้ว และหารือว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร โดยหนึ่งในทางเลือกคือแนวคิดระบบรางระยะประมาณ 160 กิโลเมตร แต่ทั้งหมดต้องหารือร่วมกับการรถไฟฯ เปรียบเทียบทุกทางเลือก เพราะเป้าหมายสำคัญคือไม่ให้ประเทศเสียเวลาไปมากกว่านี้”

 

ส่วนที่ว่านักลงทุนไม่เชื่อมั่นในการลงทุนแล้วนั้น ผมว่าถ้าเขาจะไม่เชื่อมั่นก็ไม่เชื่อมั่นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับว่าโครงการนี้ล้ม

 

ขณะที่กรณีบางธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว ดิสนีย์แลนด์ ที่เคยจะมาลงทุนในไทยอาจไม่มาลงทุนแล้ว เพราะไม่มีไฮสปีด ‘เราไม่ได้บอกว่าเราไม่มีรถไฟแล้ว เรายังมีแค่ความเร็วลง’

 

3 เงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา

 

ทั้งนี้ แหล่งข่าวคมนาคมระบุว่า เบื้องต้น สำหรับเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามที่ระบุในสัญญา ดังนี้

 

  • สิ้นสุดตามอายุสัญญาสัมปทาน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 50 ปี
  • การเลิกสัญญา หากการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed – NTP) ไม่สำเร็จ

 

โดยตามเงื่อนไขกำหนดไว้ในข้อ 6.2 ซึ่งส่วนหนึ่งระบุว่าเลิกสัญญา เนื่องจากเหตุของการขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุน BOI ไม่สำเร็จครบถ้วน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกเลิกสัญญาได้

 

  • สิ้นสุดสัญญาตามเงื่อนไขของการบอกเลิกสัญญา

 

  • รฟท. เป็นฝ่ายผิดสัญญา
  • เอกชนเป็นฝ่ายผิดสัญญา
  • เกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือเหตุผ่อนผัน
  • เลิกด้วยเหตุการณ์ใช้อำนาจรัฐบาลเพื่อประโยชน์สาธารณะ

 

อย่างไรก็ดี หากการพิจารณาของ กพอ. ไม่สามารถเดินหน้าแนวทางแก้ไขสัญญาตามมติ กพอ.เดิม ก็จะต้องใช้แนวทางสิ้นสุดสัญญา กระบวนการหลังจากนั้นจึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการเจรจาสิ้นสุดสัญญาร่วมทุน รวมไปถึงการเจรจาถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการลงทุนจริง

 

เปิดมูลค่าประเมินความเสียหายรัฐ-เอกชน

 

เบื้องต้น รฟท. อยู่ระหว่างตรวจสอบตัวเลขที่ชัดเจนร่วมกับฝ่ายการเงิน โดยพบว่ามีตัวเลขค่าใช้จ่ายและรายได้ที่ต้องนำมาหักลบกัน รวมถึงดอกเบี้ย ดังนั้น ขณะนี้ต้องรอการสรุปตัวเลขที่แน่นอนอีกครั้ง

 

โดยเบื้องต้นประเมินความเสียหายจากการลงทุนรัฐ-เอกชน แบ่งเป็น

 

ภาครัฐ (รฟท.) ลงทุนแล้วกว่า 9.8 พันล้านบาท ประกอบด้วย

 

  • จ่ายค่าเวนคืนที่ดิน 5,740 ล้านบาท
  • รื้อย้ายสาธารณูปโภค 4,103 ล้านบาท

 

ภาคเอกชน ลงทุนแล้วกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท

 

  • ปรับปรุงบริการรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์
  • เตรียมพื้นที่รองรับการก่อสร้างงานโยธา

 

สรุปความคืบหน้า

 

รัฐบาลยืนยันโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่ากว่า 220,000 ล้านบาท ต้องเดินหน้าตามสัญญา

 

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่า เอกชนไม่สามารถยกเลิกสัญญากับรัฐฝ่ายเดียวได้ หากผิดสัญญาอาจถูกขึ้นบัญชีดำ ริบหลักประกัน และเรียกค่าเสียหาย รวมถึงชดเชยต้นทุนหากรัฐต้องเปิดประมูลใหม่

 

พร้อมย้ำว่าทางออกที่ดีที่สุดคือทุกฝ่ายปฏิบัติตามสัญญา ขณะที่ รฟท. มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ หากเอกชนไม่ดำเนินงานตามเงื่อนไข

 

ด้าน เอเชีย เอรา วัน (กลุ่ม CP) ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนายกเลิกโครงการ แต่ต้องการร่วมกับภาครัฐแก้ปัญหาการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า ข้อจำกัดด้านกฎหมาย และการจัดหาเงินทุนที่เปลี่ยนไปจากสมมติฐานเดิม เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อได้

 

โดยย้ำว่าการใช้สิทธิเลิกสัญญาไม่ใช่เป้าหมายหลักของบริษัท แต่เป็นเพียงทางเลือกสุดท้ายหากอุปสรรคไม่สามารถแก้ไขได้จริง

 

ภาพ: Shutterst a little snail/ Shutterstock

 

The post เปิด 3 ทางเลือก เพื่อไปต่อ ‘รถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน’ วิเคราะห์ใครต้องจ่ายค่าเสียโอกาส? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ‘ทุนจีน’ ยังยึดบัลลังก์ EEC? ถอดรหัส FDI เมื่อทุนยุโรปเริ่มกลับมา และ Data Center กำลังเปลี่ยนเกม https://thestandard.co/eec-china-eu-fdi-data-center/ Fri, 03 Jul 2026 09:15:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1226379 ภาพผสมผสานสัญลักษณ์ของจีนและสหภาพยุโรป สื่อถึงการลงทุนใน EEC และ Data Center

หลังจากที่ เมื่อไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรีประกาศสวมบท ‘เซ […]

The post ทำไม ‘ทุนจีน’ ยังยึดบัลลังก์ EEC? ถอดรหัส FDI เมื่อทุนยุโรปเริ่มกลับมา และ Data Center กำลังเปลี่ยนเกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผสมผสานสัญลักษณ์ของจีนและสหภาพยุโรป สื่อถึงการลงทุนใน EEC และ Data Center

หลังจากที่ เมื่อไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรีประกาศสวมบท ‘เซลส์แมน’ เดินหน้าทำตลาด EEC ดึงนักลงทุนทั่วโลก ‘WHA’ และเลขา EEC เผยว่า ไทยยังได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซัพพลายเชน และสิทธิประโยชน์ BOI

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

โดยทุนจีนยังครองเบอร์ 1 ขณะที่ทุนยุโรปเริ่มกลับมา และคลื่นทุน Data Center กำลังเปลี่ยนเกม กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูด FDI ยุคใหม่

 

อนุทิน สวมบท ‘เซลแมน‘ ทำการตลาดให้ EEC

 

ระหว่างการเดินทางเยือนรัสเซีย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศว่า หลังจากนี้ พร้อมทำหน้าที่ ‘เซลแมน’ ทำการตลาดให้ EEC

 

โดยช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการทำการตลาด (marketing) และโชว์ศักยภาพด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC หรือ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ จนพร้อมแล้ว

 

จังหวะต่อไปนี้ คือ การตลาด เพื่อส่งเสริมการลงทุนใน EEC จะขอ ‘สวมบทบาท’ นักการตลาดให้กับประเทศ

 

เนื่องจากตนเองเดินทางบ่อย มีโอกาสพบปะ เจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศ นักลงทุน และภาคเอกชนต่างประเทศหลายครั้ง หลายโอกาส จึงอยากใช้โอกาสช่วยจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพราะการไปเยือน-มาเยือนต่างประเทศ ไม่ใช่คุยแค่ความสัมพันธ์ ต้องเป็นจังหวะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มากที่สุด

 

ภาพผสมผสานสัญลักษณ์ของจีนและสหภาพยุโรป สื่อถึงการลงทุนใน EEC และ Data Center 1

 

‘จรีพร’ แม่ทัพ WHA เผยแม้ทุนจีนรั้งเบอร์ 1 แต่ทุนยุโรปเริ่มกลับมา ‘Data center’ มาแรง

 

จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ภาพรวมและแนวโน้มการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

 

โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตั้งแต่การจัดตั้ง EEC ในปี 2560 และต่อมาเมื่อเกิดสงครามการค้าระหว่างประเทศในปี 2561 ที่กลายเป็นปัจจัยเร่งให้มีการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่จากจีนเข้าสู่ภูมิภาคนี้

 

ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทำสถิติใหม่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยปีก่อนยอด FDI ทะยานสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 60% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า และในปีนี้เพียงไตรมาสแรกก็มี FDI กว่า 9 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

 

“นักลงทุนจากจีนยังคงเป็นอันดับหนึ่งของผู้ลงทุนใน EEC ตามด้วยสหรัฐอเมริกาที่เน้นลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขณะที่ญี่ปุ่นยังคงขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มยุโรปเริ่มกลับมาลงทุนอีกครั้ง” จรีพร กล่าว

 

สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เข้ามาลงทุนในช่วงหลังนั้น มีตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์, เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรพิมพ์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ไปจนถึง Data Center

 

โดยรูปแบบการลงทุนแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ

 

  • นักลงทุนรายใหญ่ ที่ซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงงานเอง
  • ผู้ประกอบการรายย่อย ที่นิยมเช่าโรงงานสำเร็จรูปเป็นหลัก

 

ส่งผลให้ ยอดขายที่ดินของ WHA เติบโตเป็นเท่าตัวจากก่อนโควิดที่ขายได้ราว 1,000 ไร่ต่อปี ขยับขึ้นเป็นกว่า 2,000 ไร่ต่อปีหลังโควิด แม้ในช่วงการระบาดจะมีการชะลอตัว แต่บริษัทก็ยังคงประชุมออนไลน์กับลูกค้าต่างชาติเพื่อรักษาการเติบโตต่อไปได้

 

คลื่นทุนยานยนต์ ดันอัตราการเช่าโรงงาน WHA พุ่ง 90%

 

นอกจากนี้ อัตราการเช่าโรงงานของ WHA อยู่ในระดับสูงกว่า 90% ขณะนี้บริษัทจึงเร่งพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับการขยายตัวของความต้องการอย่างต่อเนื่อง

 

โดยสัดส่วนลูกค้าของบริษัทยังคงมาจากกลุ่มยานยนต์เป็นหลักประมาณ 41% รองลงมาคือสินค้าอุปโภคบริโภค, อิเล็กทรอนิกส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มดิจิทัล

 

จรีพร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันยังไม่พบปรากฏการณ์ย้ายฐานการผลิตไปเวียดนาม ซึ่งการย้ายไปเวียดนามในอดีตเป็นของอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น สิ่งทอทั่วไปหรืออาหาร ที่ย้ายไปนานแล้ว ขณะที่ สิ่งทอที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงยังคงตั้งฐานการผลิตในไทย

 

พร้อมกันนี้ ยังมองว่า ปัจจัยที่ทำให้ไทยยังเป็นจุดหมายของนักลงทุนต่างชาติ ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งทั้งระบบน้ำ พลังงาน และถนนหนทาง ตลอดจนระบบนิเวศอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงได้ดี

 

โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงทำเลเชิงยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ตามด้วยแรงงานที่มีทักษะ และสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วย

 

อย่างไรก็ตาม จรีพรเตือนว่า ยังมีอุปสรรคที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อดึงดูดการลงทุนให้มากขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยเห็นว่าเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะทบทวนและตัดกฎระเบียบหรือกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการลงทุนออก และเดินหน้าปรับปรุงผังเมือง และจัดการความมั่นคงด้านพลังงานให้แน่นอน

 

ขณะที่ภาคเอกชนได้เร่งพัฒนาศักยภาพและเตรียมรองรับการขยายตัวอย่างเต็มที่ หากภาครัฐเร่งแก้ไขประเด็นเหล่านี้ จะยิ่งเป็นแรงขับเคลื่อนให้การลงทุนใน EEC เติบโตต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต

 

Tech Data center ยานยนต์ การแพทย์ หนุนทุนสิงคโปร์ เบียดแซงญี่ปุ่น

 

จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) บอกกับ THE STANDARD WEALTH เสริมว่า ภาพรวมการดึงดูดการลงทุนในพื้นที่ EEC ปัจจุบันอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คือ กลุ่ม Data Center ซึ่งถือเป็นฐานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Tech) ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ ยานยนต์ ไบโอเทค และบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI

 

ภาพผสมผสานสัญลักษณ์ของจีนและสหภาพยุโรป สื่อถึงการลงทุนใน EEC และ Data Center 2

 

“7-8 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนรายใหญ่ใน EEC คือ ประเทศจีน แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นการลงทุนจากสิงคโปร์เพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มแซงญี่ปุ่น เนื่องจากมีการลงทุนผ่านโครงสร้าง Data Center และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามากขึ้น”

 

ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังมีบทบาทในการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการรองรับการลงทุนใหม่ ๆ ซึ่งส่งผลให้การลงทุนใน EEC มีทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

บูมลงทุนอู่ตะเภาและเมืองการบิน

 

นอกจากนี้ จุฬา ยังกล่าวถึงอุตสาหกรรมอื่นนอกเหนือจากดิจิทัลว่า ยังมีการลงทุนในภาคบริการ และโครงการขนาดใหญ่ที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน ซึ่งจะมีการพัฒนาเมืองใหม่ในพื้นที่ประมาณ 24 ตารางกิโลเมตร เพื่อรองรับการลงทุนและการท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่

 

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นเขตพัฒนาเมืองการบิน (Aerotropolis) คล้ายกับบางประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนและกระจายความเจริญในพื้นที่ EEC

 

จุฬายังกล่าวถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ว่า ปัจจุบัน EEC มีการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังในฐานะประตูขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์ ท่าเรือมาบตาพุดสำหรับรองรับก๊าซธรรมชาติและพลังงาน

 

รวมถึงสนามบินอู่ตะเภาในฐานะประตูทางอากาศ ซึ่งทั้งหมดจะต้องเชื่อมโยงกันผ่านระบบถนน มอเตอร์เวย์ และโครงข่ายคมนาคม เพื่อให้การขนส่งสินค้าและการเดินทางมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

เปิด 3 อันดับทุนนอกขนเงินลงทุน EEC

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูล THE STANDARD WEALTH ว่า ในปี 2568 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC 313 ราย คิดเป็น 29% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2567 จำนวน 12 ราย (4%) (ปี 2568 ลงทุน 313 ราย / ปี 2567 ลงทุน 301 ราย)

 

ภาพผสมผสานสัญลักษณ์ของจีนและสหภาพยุโรป สื่อถึงการลงทุนใน EEC และ Data Center 3

 

โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 106,461 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก

 

  • จีน 83 ราย ลงทุน 19,263 ล้านบาท
  • ญี่ปุ่น 67 ราย ลงทุน 33,840 ล้านบาท

 

3.สิงคโปร์ 46 ราย ลงทุน 23,238 ล้านบาท

 

  • ประเทศอื่นๆ 117 ราย ลงทุน 30,120 ล้านบาท

 

โดยมีอันดับธุรกิจ ดังนี้

 

  • ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์
  • ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
  • ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล / บริการ Data Center
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, ยางสังเคราะห์สำหรับอุตสาหกรรม, ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และชิ้นส่วนยานพาหนะ เป็นต้น​

 

5 เดือนแรกของปีนี้ 2569 ทุนจีนยังนำโด่ง

 

สำหรับเดือนมกราคม- พฤษภาคม มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 161 ราย คิดเป็น 30% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 32 ราย (25%) (เดือน ม.ค.-พ.ค. 2569 ลงทุน 161 ราย / เดือน ม.ค.-พ.ค. 2568 ลงทุน 129 ราย)

 

ทั้งนี้ มีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 59,939 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก

 

  • จีน 53 ราย ลงทุน 24,640 ล้านบาท
  • ญี่ปุ่น 23 ราย ลงทุน 8,419 ล้านบาท
  • สิงคโปร์ 20 ราย ลงทุน 9,940 ล้านบาท
  • ประเทศอื่นๆ 65 ราย ลงทุน 16,940 ล้านบาท

 

โดยมีอันดับธุรกิจ ดังนี้

 

  • ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร
  • ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น พัดลมที่เป็นส่วนประกอบในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, วัสดุและเคมีภัณฑ์, เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น
  • ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินค้า อุปกรณ์โทรคมนาคมสำหรับระบบใยแก้วนำแสง
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ, เครื่องจักรอัตโนมัติ, Printed Circuit Board Assembly (PCBA)/
 

The post ทำไม ‘ทุนจีน’ ยังยึดบัลลังก์ EEC? ถอดรหัส FDI เมื่อทุนยุโรปเริ่มกลับมา และ Data Center กำลังเปลี่ยนเกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดนุชาเผย ยังยากเห็นแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นในระยะใกล้ เหตุรัฐบาลต้องศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่า https://thestandard.co/land-bridge-difficult-happen-soon/ Wed, 01 Jul 2026 08:56:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1225626 ภาพ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

วันนี้ (1 กรกฎาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการ […]

The post ดนุชาเผย ยังยากเห็นแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นในระยะใกล้ เหตุรัฐบาลต้องศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

วันนี้ (1 กรกฎาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) กล่าวว่า ซึ่งจะมีการประชุมติดตามความคืบหน้าในวันศุกร์นี้ว่า ภายหลังการประชุมคณะกรรมการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการนัดประชุมคณะอนุกรรมการประเมินความคุ้มค่าอีกครั้ง เพื่อพิจารณาความคุ้มค่าของโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยต่อยอดจากการประชุมครั้งก่อนที่ได้รายงานต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนสมมติฐานของโครงการ เนื่องจากมีหลายประเด็นที่คณะอนุกรรมการขอให้ผู้ศึกษาปรับปรุงข้อมูลและสมมติฐานให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ ในการประชุมวันศุกร์ คณะอนุกรรมการจะพิจารณาข้อมูลที่ผู้ศึกษาได้ปรับปรุงเพิ่มเติม รวมถึงประเมินความเป็นไปได้ในการให้บริการขนส่งระหว่างสองฝั่งของโครงการ ว่าสมมติฐานที่กำหนดไว้สามารถดำเนินการได้จริงเพียงใดในทางปฏิบัติ โดยคณะอนุกรรมการมีผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารจากสายการเดินเรือรายใหญ่เข้าร่วมให้ข้อมูลและร่วมพิจารณา เพื่อให้การประเมินมีความรอบด้าน

 

ดนุชา กล่าวว่า ประเด็นที่คณะอนุกรรมการให้ความสำคัญในการประเมินความคุ้มค่ามี 3 เรื่องหลัก ได้แก่ ประเด็นแรก คือ ด้านพาณิชย์ (Commercial) โดยจะพิจารณาว่าสมมติฐานด้านปริมาณสินค้าและความต้องการใช้บริการมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากถือเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จของโครงการ

 

ประเด็นที่สอง คือ ความเป็นไปได้ในการดึงสายการเดินเรือเข้ามาใช้บริการท่าเรือของโครงการ รวมถึงการรองรับสินค้ารูปแบบทรานชิปเมนต์ (Transshipment) เนื่องจากปัจจุบันในภูมิภาคมีท่าเรือขนาดใหญ่ที่เปิดให้บริการและมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว จึงต้องประเมินว่าหากดำเนินโครงการ จะสามารถดึงปริมาณสินค้าทรานชิปเมนต์มาใช้บริการได้มากน้อยเพียงใด

 

ส่วนประเด็นที่สาม คือ ด้านการดำเนินงาน (Operation) โดยจะประเมินการขนส่งสินค้าจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ทั้งในด้านต้นทุน ระยะเวลา และการบริหารจัดการ ว่าสมมติฐานที่กำหนดไว้สามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่

 

สำหรับประเด็นที่สังคมจับตาเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างโครงการแลนด์บริดจ์กับร่างพระราชบัญญัติ EEC ดนุชา กล่าวว่า คณะอนุกรรมการจะพิจารณาประเด็นด้านกฎหมายควบคู่กันไป เพื่อประเมินว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดที่จะต้องมีกฎหมายฉบับดังกล่าว หรือสามารถใช้แนวทางอื่นได้ เช่น การพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ควบคู่กับการกำหนดแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่ และจะนำร่างกฎหมายดังกล่าวมาประเมินประกอบการพิจารณาด้วย

 

เมื่อถามว่า หมายความว่ารัฐบาลไม่ได้จะเดินหน้าโดยยึดร่างกฎหมายเดิมใช่หรือไม่ ดนุชา กล่าวว่า เมื่อวานนี้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้หารือกับประชาชนที่มาชุมนุม และเห็นพ้องว่าจะมีการพูดคุยในรายละเอียดถึงรูปแบบการพัฒนา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะสะท้อนว่ารัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ดังนั้น การทำงานของคณะอนุกรรมการจึงไม่ได้พิจารณาเฉพาะตัวโครงการแลนด์บริดจ์เท่านั้น แต่จะพิจารณาความคุ้มค่าและความเหมาะสมของร่างกฎหมายที่มีอยู่ด้วย

 

ส่วนกรณีที่มีคำถามว่าร่างกฎหมายของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อาจจะไม่ถูกนำมาใช้แล้วใช่หรือไม่ ดนุชา กล่าวว่า หากเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้การทำงานง่ายขึ้น เพราะคณะอนุกรรมการไม่ได้มีแนวคิดว่าจะต้องจัดทำกฎหมายเฉพาะขึ้นมาใหม่ หากกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถปรับใช้ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่ แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องหารือกับประชาชนในพื้นที่ก่อนว่าจะพัฒนาอุตสาหกรรมในรูปแบบใด จึงจะเป็นที่ยอมรับของคนในพื้นที่และสามารถสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง

 

ดนุชา ยังกล่าวด้วยว่า ประเด็นเรื่องกฎหมายและแนวทางการพัฒนาจะถูกรวมไว้ในรายงานที่จะเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม ตามที่คณะอนุกรรมการได้มอบหมายไว้ตั้งแต่การประชุมครั้งแรก

 

ส่วนกรณีหากผลการศึกษาสรุปว่าควรเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ จะยังไม่เห็นการดำเนินโครงการในระยะเวลาอันใกล้ใช่หรือไม่ ดนุชา กล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะเห็นโครงการเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องศึกษาด้วยความรอบคอบ ทั้งการพิจารณาความเหมาะสมและความคุ้มค่า

 

ดนุชา ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการพิจารณาว่าโครงการมีความเหมาะสมและคุ้มค่าที่จะดำเนินการหรือไม่ ซึ่งเป็นเหตุผลที่รัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกพิจารณาเพิ่มเติม เปรียบเสมือนความเห็นอีกชุดหนึ่ง โดยรับฟังข้อมูลจากภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาชนอย่างรอบด้าน ก่อนนำผลการศึกษาไปใช้ประกอบการตัดสินใจของรัฐบาลต่อไป

The post ดนุชาเผย ยังยากเห็นแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นในระยะใกล้ เหตุรัฐบาลต้องศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
170 ปี ไทย-ฝรั่งเศส จากมิตรภาพทางการทูต สู่พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต https://thestandard.co/thailand-france-economic-alliance/ Wed, 01 Jul 2026 06:08:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1225462 ภาพสื่อถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและฝรั่งเศส

ประเทศไทยถือเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศสในภู […]

The post 170 ปี ไทย-ฝรั่งเศส จากมิตรภาพทางการทูต สู่พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสื่อถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและฝรั่งเศส

ประเทศไทยถือเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศสในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจุดเริ่มต้นแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2228 (ค.ศ.1685)

 

 
 

ท่ามกลางบริบทโลกยุคใหม่ ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสกำลังต่อยอดสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน โดยไทยจะเป็นประตูสู่เอเชียและอาเซียน เปิดรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเดินหน้าเจรจา FTA ไทย-EU ปูทางสู่ OECD

 

เมื่อช่วงเดือน พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถ้อยแถลงในการพบหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

 

ศุภจีเน้นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับฝรั่งเศส พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจฝรั่งเศสใช้ประเทศไทยเป็นฐานเชื่อมโยงสู่เอเชียและอาเซียน ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคใหม่

 

โดยปีนี้ถือเป็นวาระสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างสองประเทศ และครบรอบ 340 ปี ของการติดต่อครั้งแรกระหว่างไทยและฝรั่งเศส สะท้อนมิตรภาพอันยาวนานและความร่วมมือที่พัฒนาต่อเนื่องในหลายมิติ

 

ในมุมมองด้านเศรษฐกิจและการค้า ไทยและฝรั่งเศสมีมูลค่าการค้าระหว่างกันมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี

 

อย่างไรก็ตาม ไทยมองว่ายังมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือได้อีกมาก โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ปัจจุบันมีบริษัทฝรั่งเศสมากกว่า 290 แห่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทย สร้างการจ้างงานคุณภาพสูงกว่า 45,000 ตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจฝรั่งเศสต่อศักยภาพของไทย ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ปูทางสู่ OECD

 

จากมุมมองด้านพาณิชย์ ไทยยึดหลักสำคัญ 3 ประการในการสร้างความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ ผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) มาตรฐานและคุณภาพระดับสูง และ การเป็นพันธมิตรที่เปิดกว้างและสมดุลกับทุกฝ่าย

 

“ไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน เพราะนั่นคือพื้นฐานของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว”

 

ในด้านมาตรฐานสากล ไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการยกระดับกฎระเบียบ ความโปร่งใส และมาตรฐานการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติระดับสากล รวมถึงการเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทย ในการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีมาตรฐานสูง เปิดกว้าง และเอื้อต่อการลงทุนระยะยาว

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA ไทย-EU) ศุภจี กล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งและมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หลังจากเริ่มกระบวนการเจรจามาประมาณ 2 ปี และผ่านการหารือแล้ว 8 รอบ โดยรอบที่ 9 มีเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

 

ภาพสื่อถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและฝรั่งเศส 1

 

รุกเจรจา FTA ไทย-EU

 

ขณะเดียวกันกรอบการเจรจาคำนึงถึงความพร้อมของภาคส่วนต่างๆ ภายในประเทศ รวมถึงการดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างทั่วถึง

 

นอกจากนี้ ไทยยังตั้งเป้าหมายให้การเจรจารอบที่ 9 สามารถบรรลุผลในประเด็นที่มีความพร้อมและผลักดันประเด็นคงค้างต่างๆ ให้คืบหน้ามากที่สุด เพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนของการเจรจา และปูทางไปสู่การสรุปผลการเจรจาในระยะต่อไป

 

พร้อมทั้งได้ย้ำข้อกังวลของไทยในบางประเด็นที่มีมาตรฐานสูงและต้องคำนึงถึงสถานการณ์ ความพร้อม และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ ขณะที่นายคริสตอฟ ฮันเซน แสดงความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนให้การเจรจา FTA ไทย–EU มีความคืบหน้าโดยเร็ว

 

ทั้งนี้ EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย โดยในปี 2568 ไทยและ EU มีมูลค่าการค้ารวมระหว่างกันกว่า 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 6.58% ของการค้าทั้งหมดของไทย โดยไทยส่งออก 26,449.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ไทยตั้งเป้าสรุปการเจรจาในประเด็นคงค้างให้ได้โดยเร็วที่สุด เนื่องจากคาดว่าความตกลงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสการขยายตัวทางการค้าได้อย่างน้อย 40%

 

ชูจุดแข็งไทย ‘ประตูสู่อาเซียนและเอเชีย’

 

ศุภจี ยังเน้นย้ำถึงจุดแข็งของไทยในฐานะ ‘ประตูสู่อาเซียนและเอเชีย’ (Gateway to ASEAN and Asia) โดยไทยมีข้อได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์ และที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ อยู่ใจกลางเอเชียและเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญ ของเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตกของภูมิภาค

 

จึงเป็นทำเลที่มีศักยภาพสำหรับบริษัทต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอาเซียน หากบริษัทฝรั่งเศสมองหาประตูสู่ตลาดอาเซียน ไทยคือหนึ่งในตัวเลือกที่แข็งแกร่งที่สุด

 

นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก รูปแบบการค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น

 

ควบคู่กันนี้ รัฐบาลไทยยังเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนผู้ประกอบการและ SME ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill) และการปรับทักษะ (Reskill) เพื่อรองรับการลงทุนและสร้างความพร้อมต่อเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

 

“ไทยมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับฝรั่งเศส บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ความไว้วางใจ มาตรฐานระดับสูง และการเป็นพันธมิตรที่เปิดกว้างกับทุกฝ่าย” ศุภจี กล่าว

 

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า รัฐบาลยังได้หารือ บริษัทชั้นนำของฝรั่งเศส ได้แก่ Imerys S.A., Airbus, Essilor, IN Groupe และ Thales LAS France SAS เพื่อต่อยอดในการลงทุนระหว่างกัน

 

ชี้จังหวะแห่งการลงทุน EEC

 

ในการเยือน นายกรัฐมนตรี พบบริษัทชั้นนำและผู้นำภาคธุรกิจของฝรั่งเศสจำนวนมาก ซึ่งให้ความสนใจเข้าร่วมงาน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนฝรั่งเศสที่มีต่อประเทศไทย

 

โดยระบุว่า นี่เป็นจังหวะสำคัญเพราะเป็น ‘ช่วงเวลาต่อการเข้าการลงทุนในไทย’ (Moment to invest in Thailand) รวมทั้งศักยภาพของไทยในฐานะประตูสำคัญ สู่อาเซียนและภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกไทยมีความศักยภาพ

 

ทั้งนี้ ฝรั่งเศสเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในสหภาพยุโรป โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 4.2 พันล้านยูโร ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รับคำขอส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทฝรั่งเศสเกือบ 100 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 725 ล้านยูโร พร้อมเชิญชวน 4 ด้าน

 

ภาพสื่อถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและฝรั่งเศส 2

 

ชู Thailand FastPass ต่อยอดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

  • เชิญชวนภาคเอกชนฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม อุตสาหกรรมการบินและศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานและอุปกรณ์ (MRO) อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและอุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีชีวภาพ ตลอดจนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูง
  • สร้างความมั่นใจว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงครบวงจร ทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพ ห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่จูงใจ โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ และกำลังเติบโตเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ รองรับอุตสาหกรรมขั้นสูงและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระยะยาวในอนาคต
  • ไทยเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ให้นักลงทุนเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น รวมทั้ง โครงการ Thailand FastPass ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกแก่โครงการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ลดระยะเวลาในการอนุมัติและออกใบอนุญาตต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงจุดแข็งของประเทศไทยทั้งต้นทุนการแข่งขันได้ บุคลากรที่มีทักษะสูง พันธมิตรท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และการเข้าถึงเป็นประตูเชื่อมไปยังตลาดอาเซียนกว่า 700 ล้านคน และตลาดเอเชียด้วย
  • การผลักดันความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสสู่การเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป จะยิ่งเปิดโอกาสใหม่สำหรับความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้น กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย คือหลักฐานของความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานกฎหมายไทยให้เป็นสากลในทุกๆด้าน

 

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุ สถิติมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี 2568 อยู่ที่ 160,194.20 ล้านบาท แบ่งเป็นการนำเข้า 93,819.34 ล้านบาท และการส่งออก 66,374.86 ล้านบาท คิดเป็นขาดดุลการค้า 27,444.49 ล้านบาท

 

ขณะที่ในไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ที่ 38,743.24 ล้านบาท แบ่งเป็นการนำเข้า 20,457.96 ล้านบาท และการส่งออก 18,285.28 ล้านบาท คิดเป็นขาดดุลการค้า 2,172.68 ล้านบาท

 

เปิด 5 อันดับสินค้านำเข้า-ส่งออกสูงสุด ไทย-ฝรั่งเศส

 

สินค้านำเข้า

 

  1. ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 2,066.11 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 7,450.05 ล้านบาท
  2. สบู่ ผงซักฟอกและเครื่องสำอาง มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 2,010.18 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 7,427.09 ล้านบาท
  3. เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,919.11 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 10,358.69 ล้านบาท
  4. เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,750.72 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 5,832.05 ล้านบาท
  5. แผงวงจรไฟฟ้า มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,457.04 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 3,205.20 ล้านบาท

 

สินค้าส่งออก

 

  1. เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 4,355.52 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 9,150.27 ล้านบาท
  2. เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 2,430.91 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 7,990.07 ล้านบาท
  3. ผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,193.25 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 3,450.02 ล้านบาท
  4. เลนส์ มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,169.81 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 4,884.12 ล้านบาท
  5. อัญมณีและเครื่องประดับ มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,053.02 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 5,572.40 ล้านบาท

The post 170 ปี ไทย-ฝรั่งเศส จากมิตรภาพทางการทูต สู่พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
EECO เดินหน้าพัฒนา EEC สองมิติ หนุนค่ายรถจีน-ญี่ปุ่น เสริมแกร่งซัพพลายเชน ควบคู่โมเดล ‘เมืองกาแฟ’ https://thestandard.co/eeco-eec-ev-coffee-city/ Wed, 01 Jul 2026 05:56:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1225449 ภาพผู้บริหาร EECO นำเสนอแผนพัฒนา EEC สองมิติ ทั้งอุตสาหกรรม EV และเศรษฐกิจฐานราก

EECO เดินหน้าพัฒนา EEC สองมิติ ปักหมุดฐานผลิต EV ควบคู่ […]

The post EECO เดินหน้าพัฒนา EEC สองมิติ หนุนค่ายรถจีน-ญี่ปุ่น เสริมแกร่งซัพพลายเชน ควบคู่โมเดล ‘เมืองกาแฟ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร EECO นำเสนอแผนพัฒนา EEC สองมิติ ทั้งอุตสาหกรรม EV และเศรษฐกิจฐานราก

EECO เดินหน้าพัฒนา EEC สองมิติ ปักหมุดฐานผลิต EV ควบคู่ปั้น ‘เมืองกาแฟ’ จับมือ ‘เขาช่อง-มรภ.ราชนครินทร์’ สร้างต้นแบบพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

 

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ EEC ทั้งภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจฐานราก โดยเปิดเวที EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026 ครั้งที่ 2 : เวทีเสวนายานยนต์แห่งอนาคต ระดมผู้บริหารภาคยานยนต์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ พร้อมผลักดันพื้นที่ EEC สู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภูมิภาค ควบคู่การพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร

 

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV ยานยนต์อัจฉริยะ และเทคโนโลยีดิจิทัล ส่งผลต่อโครงสร้างอุตสาหกรรม การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน โดยไทยและ EEC มีศักยภาพเป็นฐานการผลิตยานยนต์สมัยใหม่

 

“EECO จะเดินหน้าเตรียมพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตบุคลากร ไปจนถึงการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยให้สามารถแทรกตัวเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) ให้ได้”

 

ขณะที่ ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ EECO ระบุว่า EEC มีความพร้อมก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิต EV ของภูมิภาค จากฐานอุตสาหกรรมเดิมที่แข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการลงทุน และถือเป็นโอกาสทองจากการปรับห่วงโซ่อุปทานโลกภายใต้นโยบาย China+1 ในการดึงดูดการลงทุน

 

ภายในงานยังมีผู้บริหารจาก BYD, SAIC Motor-CP, Toyota และ BMW ประเทศไทย ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การลงทุน

 

โดยเห็นตรงกันว่าการพัฒนา EV ต้องเดินควบคู่กับการรักษาความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม การพัฒนาชิ้นส่วนในประเทศ ห่วงโซ่อุปทาน กำลังคน และการสนับสนุนจากภาครัฐ

 

ภาพผู้บริหาร EECO นำเสนอแผนพัฒนา EEC สองมิติ ทั้งอุตสาหกรรม EV และเศรษฐกิจฐานราก 1

 

นอกจากนี้ EECO ยังเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (มรร.) จังหวัดฉะเชิงเทรา และบริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด พัฒนาโมเดลเมืองกาแฟภายใต้แนวคิด ‘จากเมล็ดกาแฟสู่โอกาสทางธุรกิจและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน’ เพื่อยกระดับกาแฟแปดริ้วสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงอาหาร

 

ดร.ดารินันท์ นันทวงค์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่และชุมชน สายงานพื้นที่และชุมชน สกพอ. เผยว่า แนวทางการพัฒนา EEC จะให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนและการพัฒนาคน ก่อนนำร่องไปสู่การต่อยอดในโครงการการยกระดับมูลค่ากาแฟแปดริ้วด้วยนวัตกรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy City)

 

ขณะที่ รศ. ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่า ฉะเชิงเทรามีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากฐานทรัพยากรเดิม ทั้งภาคเกษตร อาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่น

 

โดยกาแฟแปดริ้วสามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การปลูก การแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การเปิดร้านกาแฟ ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร มรร. ได้อย่างดี

 

ส่วนอาวิทธ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้บริหาร บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ในฐานะแบรนด์กาแฟสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 60 ปี เขาช่องมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กาแฟคุณภาพโดยอาศัยศักยภาพของคนไทย วัตถุดิบไทย

 

ความร่วมมือดังกล่าว จึงเป็นตัวอย่างของโมเดลการพัฒนาแบบ Public-Private Partnership (PPP) ที่ไม่ได้วัดผลสำเร็จจากเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างคน องค์ความรู้ อาชีพ และโอกาสเศรษฐกิจใหม่ให้กับชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาของพื้นที่ EEC ได้ยั่งยืนในระยะยาว

The post EECO เดินหน้าพัฒนา EEC สองมิติ หนุนค่ายรถจีน-ญี่ปุ่น เสริมแกร่งซัพพลายเชน ควบคู่โมเดล ‘เมืองกาแฟ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิพัฒน์ ถก SEC Watch บรรลุ 5 ข้อ ยกเลิกร่าง พ.ร.บ. SEC เปิดรับฟังโครงการแลนด์บริดจ์ https://thestandard.co/pipat-sec-watch-sec-bill-landbridge/ Wed, 01 Jul 2026 00:22:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1225300 พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำลังหารือกับตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน SEC Watch

วานนี้ (30 มิถุนายน) พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่ากา […]

The post พิพัฒน์ ถก SEC Watch บรรลุ 5 ข้อ ยกเลิกร่าง พ.ร.บ. SEC เปิดรับฟังโครงการแลนด์บริดจ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำลังหารือกับตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน SEC Watch

วานนี้ (30 มิถุนายน) พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงคมนาคม และคณะ สส. ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย ได้หารือร่วมกับ ประสิทธิ์ชัย หนูนวล และเครือข่ายภาคประชาชน SEC Watch ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงร่วมกัน 5 ประเด็นสำคัญ เพื่อหาทางออกในการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้อย่างยั่งยืน

 

ภายหลังเครือข่ายภาคประชาชน SEC Watch ปักหลักชุมนุมบริเวณหน้ากระทรวงคมนาคม เพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับแนวทางการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการผลักดันกฎหมายดังกล่าว และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคใต้

 

พิพัฒน์ ระบุว่า ข้อสรุปข้อแรก รัฐบาลยืนยันว่าจะยกเลิกการเสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และจะไม่นำร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) พร้อมทั้งจะลงนามในหนังสือข้อตกลงร่วมกับตัวแทนผู้ชุมนุมเป็นลายลักษณ์อักษร

 

สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ประชาชนแสดงความกังวลนั้น พิพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการยังอยู่ระหว่างการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาฯ ที่มีรองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธาน โดยมีกรอบเวลาศึกษา 90 วัน และรัฐบาลพร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนก่อนมีข้อสรุป

 

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องให้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ฉบับใหม่ โดยตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่าง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และเครือข่าย SEC Watch เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาพื้นที่ที่เหมาะสม โดยไม่ใช้รูปแบบการพัฒนาแบบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มาปรับใช้กับภาคใต้

 

อีกหนึ่งข้อสรุปคือ การทบทวนการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งพิพัฒน์ระบุว่าจะนำเรื่องเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามข้อเสนอของประชาชน

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดระยอง โดยเฉพาะปัญหาค่าชดเชยกรณีการถมทะเล ซึ่งจะนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี พร้อมมอบหมายให้สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ติดตามการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

 

พิพัฒน์กล่าวขอบคุณเครือข่ายภาคประชาชนที่ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภาครัฐจนได้ข้อยุติร่วมกัน พร้อมขอบคุณกรมการขนส่งทางบกที่อำนวยความสะดวกในการนำผู้ชุมนุมเดินทางกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัย

 

ทั้งนี้ การหารือดังกล่าวมีขึ้นหลังเครือข่าย SEC Watch ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการผลักดันร่าง พ.ร.บ. SEC และทบทวนนโยบายการพัฒนาขนาดใหญ่ในภาคใต้ โดยเน้นให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

The post พิพัฒน์ ถก SEC Watch บรรลุ 5 ข้อ ยกเลิกร่าง พ.ร.บ. SEC เปิดรับฟังโครงการแลนด์บริดจ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P Global คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ระดับ BBB+ พร้อมคงมุมมองเป็น ‘มีเสถียรภาพ’ https://thestandard.co/s-p-global-thailand-credit-rating-stable/ Thu, 18 Jun 2026 12:40:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1220274 โลโก้ S&P Global พร้อมข้อความคงอันดับความน่าเชื่อถือไทย BBB+

S&P Global คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ระดับ BBB+ […]

The post S&P Global คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ระดับ BBB+ พร้อมคงมุมมองเป็น ‘มีเสถียรภาพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ S&P Global พร้อมข้อความคงอันดับความน่าเชื่อถือไทย BBB+

S&P Global คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ระดับ BBB+ คงมุมมอง (Outlook) ‘มีเสถียรภาพ’ (Stable) ย้ำปัจจัยติดตามระยะต่อไปคือ GDP รายได้ต่อหัว แนวโน้มการเข้าสมดุลการคลัง และเสถียรภาพการเมืองในประเทศ กกร. ชี้เครดิต BBB+ สะท้อนความเชื่อมั่นต่างชาติ เร่งรัฐปฏิรูปเศรษฐกิจ

 

 

วันนี้ (18 มิถุนายน) จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ของประเทศไทยที่ระดับ BBB+ พร้อมคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับ Stable หรือ ‘มีเสถียรภาพ’ โดยระบุว่าปัจจัยสำคัญที่จะใช้พิจารณาอันดับเครดิตไทยในระยะต่อไป ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจ รายได้ต่อหัว แนวโน้มการกลับเข้าสู่สมดุลทางการคลัง และเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ

 

ทั้งนี้ S&P ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.0% ในปี 2569 ท่ามกลางผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ก่อนจะทยอยฟื้นตัวในช่วงต่อจากนี้ โดยคาดว่า GDP ไทยจะเติบโตเฉลี่ย 2.3% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2572

 

ขณะเดียวกัน S&P คาดว่ารายได้ต่อหัว (Income per Capita) ของไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 8,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 9,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

 

มองรัฐบาลใหม่ช่วยหนุนนโยบายเศรษฐกิจต่อเนื่อง

 

S&P ระบุว่า เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลชุดใหม่จะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงการเดินหน้าโครงการลงทุนระยะยาวตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง

 

สถาบันจัดอันดับยังมองว่า การลงทุนของรัฐวิสาหกิจและโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะข้างหน้า

 

คาดไทยยังขาดดุลการคลัง 3.2% ของ GDP

 

ด้านฐานะการคลัง S&P ประเมินว่า รัฐบาลไทยจะยังดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยคาดว่าการขาดดุลการคลังจะอยู่ที่ประมาณ 3.2% ของ GDP ในปี 2569 และ 2570

 

ขณะที่การก่อหนี้รัฐบาลสุทธิ (Net Accumulation of Government Debt) จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.5% ของ GDP ในปี 2569 ก่อนทยอยลดลงมาเฉลี่ย 3.1% ในช่วงปี 2569-2572

 

ดุลบัญชีเดินสะพัดและทุนสำรองยังแข็งแกร่ง

 

S&P ยังมองว่าฐานะการเงินต่างประเทศของไทยยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลราว 2.0% ของ GDP ในปี 2569 และเฉลี่ย 2.1% ในช่วงปี 2569-2572

 

ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศและฐานะการเงินต่างประเทศสุทธิยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งช่วยรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและเป็นปัจจัยสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ

 

4 ปัจจัยชี้ขาดอันดับเครดิตไทยในระยะต่อไป

 

S&P ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามสำหรับการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในอนาคต ได้แก่

 

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน
  • ระดับรายได้ต่อหัวของประชาชน
  • แนวโน้มการกลับเข้าสู่สมดุลทางการคลัง
  • เสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ

 

ในภาพรวม S&P มองว่า ไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะฐานะการเงินต่างประเทศและความสามารถในการรับมือความผันผวนจากภายนอก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในปัจจุบัน

 

กกร. ชี้เครดิต BBB+ สะท้อนความเชื่อมั่นต่างชาติ เร่งรัฐปฏิรูปเศรษฐกิจ

 

ด้านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า การที่ S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองที่ระดับ Stable สอดคล้องกับการที่ Moody’s คงอันดับเครดิตไทยที่ระดับ Baa1 และปรับ Outlook เป็น Stable ก่อนหน้านี้ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อความสามารถของไทยในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและรักษาวินัยการคลัง

 

กกร. มองว่า ไทยยังมีจุดแข็งจากฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การค้าโลกได้ในระดับหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตาม การรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาวจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ให้เศรษฐกิจไทย

 

กกร. เสนอให้ภาครัฐดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบมุ่งเป้า (Targeted Policy) ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง ลดมาตรการอุดหนุนแบบเหมารวม และเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ

 

นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังสนับสนุนการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ OECD รวมถึงการขับเคลื่อนแนวทาง Reinvent Thailand เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

The post S&P Global คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ระดับ BBB+ พร้อมคงมุมมองเป็น ‘มีเสถียรภาพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หอการค้า’ ยื่นพิมพ์เขียว ชง 3 วาระกู้เศรษฐกิจด่วนถึงนายกฯ เร่งฟื้นกำลังซื้อ ลดต้นทุน ปลดล็อกขีดแข่งขันไทย https://thestandard.co/thai-chamber-proposes-economic-rescue/ Thu, 11 Jun 2026 05:11:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1217040 คณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเข้าพบนายกรัฐมนตรี

หอการค้าฯ ชง 3 วาระใหญ่ถึงนายกฯ ดันตั้ง กรอ.ทุกมิติ ผนึ […]

The post ‘หอการค้า’ ยื่นพิมพ์เขียว ชง 3 วาระกู้เศรษฐกิจด่วนถึงนายกฯ เร่งฟื้นกำลังซื้อ ลดต้นทุน ปลดล็อกขีดแข่งขันไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเข้าพบนายกรัฐมนตรี

หอการค้าฯ ชง 3 วาระใหญ่ถึงนายกฯ ดันตั้ง กรอ.ทุกมิติ ผนึกรัฐ-เอกชนฟื้นเศรษฐกิจไทย ชูปราบคอร์รัปชัน ปฏิรูปเกษตร เร่งเจรจาการค้าโลก พร้อมอัด 10 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับขีดแข่งขัน กระจายการเติบโตสู่ทุกภูมิภาค

 

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำคณะกรรมการเข้าพบ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารภาครัฐ เพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

 

โดยภาคเอกชนได้ยื่นข้อเสนอสำคัญ 3 ด้าน เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการฟื้นฟูและยกระดับเศรษฐกิจไทยให้สามารถแข่งขันได้ พร้อมสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน

 

ด้านนายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมฉายภาพนโยบายรัฐบาลที่มุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสใหม่และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน

 

ในการหารือครั้งนี้ ภาคเอกชนได้นำเสนอข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

 

1. ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันประเทศ

 

หอการค้าฯ เสนอให้เร่งแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ผ่านการจัดตั้ง ‘คณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ’ ที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม พร้อมเดินหน้าโครงการ Reinvent Thailand เพื่อรวบรวมข้อเสนอเร่งด่วนในการทบทวนกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ และกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ก่อนเสนอให้ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลพิจารณาปรับปรุง

 

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้กับเกษตรกรกว่า 30 ล้านคน ผ่านการยกระดับทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ การตลาด และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงและแข่งขันได้ในระยะยาว

 

อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือการผลักดันการเจรจาการค้าระหว่างประเทศและการดึงดูดการลงทุน โดยเสนอให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะทำงานบูรณาการทุกภาคส่วน รวมถึงสนับสนุนสินค้า Made in Thailand และผู้ประกอบการไทยที่เคยได้รับการส่งเสริมจาก BOI ผ่านมาตรการและสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ

 

พร้อมกันนี้ ภาคเอกชนยังเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) รายสาขา เพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างครอบคลุม ทั้งด้านพาณิชย์ เกษตร ท่องเที่ยว การศึกษา AI และเทคโนโลยี พลังงาน โลจิสติกส์ และ SMEs

 

2. 10 มาตรการเร่งด่วนฟื้นเศรษฐกิจไทย

 

ภาคเอกชนเสนอแนวทางเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบด้วย

 

  1. กระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภค ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” หรือ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่เมืองรอง
  2. ลดต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ โดยเร่งลดราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม
  3. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และจัดตั้งโครงการค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะเดียวกับ SMEs Credit Boost พร้อมจัดระเบียบฐานข้อมูลผู้ประกอบการ SMEs (Cleansing Data) เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด
  4. แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาระหนี้สินของประชาชน ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้และพักชำระหนี้
  5. ปกป้องตลาดภายในประเทศจากการทุ่มตลาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
  6. ส่งเสริมการส่งออกและขยายตลาดใหม่ พร้อมปรับปรุงภาษีนำเข้าวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุนการผลิต
  7. ฟื้นฟูภาคการเกษตรและยกระดับรายได้เกษตรกร โดยวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
  8. ส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาคบริการ พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
  9. ปฏิรูประบบราชการและเสริมสร้างธรรมาภิบาล ด้วยการเพิ่มความโปร่งใสและนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการภาครัฐ
  10. พัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ชายแดน และฟื้นฟูจังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

 

นอกจากนี้ หอการค้าฯ ยังเสนอให้มีการตรวจสอบย้อนหลังโครงการจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาของภาครัฐ (Post Audit) ผ่านการกำหนดเงื่อนไขใน TOR เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงเร่งแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมเข้มข้น อาทิ การต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานต่างด้าว การปรับปรุงระบบ e-Work Permit และการยกระดับศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ผ่านการปรับปรุงหลักเกณฑ์เขตปลอดอากรหอศิลป์ (Art Free Zone) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้ของประเทศอย่างเป็นระบบ

 

3. ดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ภาค ปลุก EEC

 

ภาคเอกชนยังเสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคผ่านโครงการสำคัญในหลายสาขา

 

ด้านเกษตรและอาหาร เสนอ 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ การยกระดับผลไม้ไทยทั้งระบบผ่านการจัดตั้ง “คณะกรรมการผลไม้แห่งชาติ” การผลักดันกาแฟโรบัสต้าไทยสู่พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง และการยกระดับมาตรฐานเกษตรปลอดภัยสู่ระดับสากล

 

ด้านการท่องเที่ยว เสนอ 5 โครงการ ได้แก่ โครงการ Andaman Tourism Safety Sandbox ในพื้นที่ภูเก็ต กระบี่ และพังงา การพัฒนาการท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง การส่งเสริมการท่องเที่ยวสุขภาพภายใต้ Andaman Wellness Corridor การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวชายฝั่งอ่าวไทย Thailand Riviera และการยกระดับระบบบริหารจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

 

ส่วนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เสนอให้จัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน” เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควัน PM2.5 และไฟป่าอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และปราบปรามปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง

 

ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเห็นความสำคัญของข้อเสนอจากภาคเอกชน พร้อมเห็นชอบในหลักการให้จัดตั้งกลไก กรอ.ในด้านต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

 

อีกทั้งขอให้หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยช่วยประชาสัมพันธ์การพัฒนาโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ไปยังเครือข่ายภาคธุรกิจ เพื่อดึงดูดการลงทุนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

The post ‘หอการค้า’ ยื่นพิมพ์เขียว ชง 3 วาระกู้เศรษฐกิจด่วนถึงนายกฯ เร่งฟื้นกำลังซื้อ ลดต้นทุน ปลดล็อกขีดแข่งขันไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. เงาสีส้ม ชี้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้าน ไม่แก้วิกฤตระยะยาว ห่วงแลนด์บริดจ์เป็นเหตุพึ่งพามหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง https://thestandard.co/shadow-cabinet-loan-landbridge-crisis-warning/ Wed, 06 May 2026 06:55:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1204284 ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์

การประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม. เงา) ของพรรคประชาชนนัดแรก […]

The post ครม. เงาสีส้ม ชี้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้าน ไม่แก้วิกฤตระยะยาว ห่วงแลนด์บริดจ์เป็นเหตุพึ่งพามหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์

การประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม. เงา) ของพรรคประชาชนนัดแรก นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เสนอแนวทางการบริหารประเทศโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมประเมินนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบัน

 

 
 

ครม. เงาได้หยิบยกประเด็นผลกระทบระดับมหภาคที่สำคัญขึ้นมานำเสนอ ได้แก่ ความเสี่ยงจากการออกพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โครงการแลนด์บริดจ์ที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ และการจัดสรรงบประมาณเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในภาคการขนส่งและประมง

 

ห่วง พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้าน เพียงหวังคะแนนนิยม

 

ในประเด็นการเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ณัฐพงษ์ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเป็นการใช้งบประมาณระยะสั้นโดยปราศจากหลักการ เพื่อหวังผลด้านคะแนนนิยม และขาดการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์สงครามที่อาจยืดเยื้อ โดยเสนอให้รัฐบาลดำเนินการอย่างโปร่งใส ไม่ใช้งบประมาณแบบหว่านแห และแสดงแผนการชำระหนี้ต่อสาธารณะ

 

ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ขยายความว่า แผนการจัดสรรงบประมาณ 200,000 ล้านบาทในโครงการคนละครึ่ง เป็นการเยียวยาที่ไม่มีการคัดกรอง ทำให้ผู้ที่เดือดร้อนจริงอาจไม่ได้รับความช่วยเหลือ ในขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสมีแผนการใช้งบประมาณทั้งหมดภายในระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งหากวิกฤตพลังงานยังคงยืดเยื้อ รัฐบาลจะไม่มีข้อต่อรองทางการคลังสำหรับการกู้ยืมครั้งใหม่

 

ส่วนงบประมาณอีก 200,000 ล้านบาทที่จัดสรรสำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจนั้น คณะรัฐมนตรีเงาประเมินว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนถึงขั้นต้องออกเป็น พ.ร.ก. และเสนอให้รัฐบาลทบทวนรายละเอียดเพื่อนำเสนอเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 3 เดือน

 

ศิริกัญญาเปิดเผยด้วยว่า พรรคประชาชนอยู่ระหว่างการปรึกษากันภายในว่าจะมีการยื่นส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ โดยได้รับทราบมาว่า พรรคประชาธิปัตย์จะขอเสียงในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความด้วย คงจะต้องมีการพูดคุยกันระหว่างพรรค เพราะตอนนี้ยังไม่เห็นตัวคำร้อง ต้องดูว่าเห็นตรงกันหรือไม่ในแต่ละประเด็น ก่อนที่จะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ

 

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงินฯ ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ หากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญก่อน ก็อาจจะมีการชะลอการนำ พ.ร.ก.เข้ามาให้อนุมัติเห็นชอบในสภาฯ

 

หวั่นแลนด์บริดจ์ซ้ำรอย EEC เตือนอย่าทิ้งไพ่ให้มหาอำนาจฝ่ายเดียว

 

สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ณัฐพงษ์แสดงข้อห่วงใยว่าโครงการนี้อาจสร้างปัญหาซ้ำรอยโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และอาจพาประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจหากรัฐบาลตัดสินใจบนปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากขาดความคุ้มค่าทางการเงิน

 

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า แม้รัฐบาลจะมอบหมายให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ศึกษาโครงการเพิ่มเติมเป็นเวลา 90 วัน เพื่อลดแรงเสียดทาน แต่โครงการดังกล่าวยังอยู่ภายใต้ร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งเป็นการให้อำนาจพิเศษข้ามผ่านกฎหมายเดิมและมีความเสี่ยงที่จะขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน

 

ในด้านการเงิน โครงการนี้มีอัตราผลตอบแทนเพียง 4% และมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบ 40,000 ล้านบาท รัฐบาลจึงควรพิจารณาปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรอบคอบ และกระจายความเสี่ยงโดยการร่วมลงทุนด้านเทคโนโลยีกับหลายประเทศแทนการพึ่งพามหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง

 

ขณะที่ ภคมน หนุนอนันต์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ กล่าวเสริมว่า รัฐบาลควรชี้แจงเป้าหมายที่แท้จริงของการสร้างนิคมอุตสาหกรรมภายใต้ร่าง พ.ร.บ. SEC และระบุให้ชัดเจนว่าเม็ดเงินทางเศรษฐกิจจะตกสู่กลุ่มใด พร้อมเปิดเผยข้อมูลว่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อที่ดินจำนวน 500 ไร่โดยบริษัทตัวแทนที่คนในพื้นที่รู้จักในนาม ‘อาม่า’

 

นอกจากนี้ ภคมนยังกล่าวถึงกรณีที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยกเลิกการลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชน และวิจารณ์การชี้แจงของนายกรัฐมนตรีที่ใช้ภาพลักษณ์ส่วนตัวมารับประกันว่าจะไม่มีการเอื้อผลประโยชน์ให้ทุนต่างชาติเช่าที่ดิน ว่าเป็นการชี้แจงที่ขาดความรับผิดชอบและขาดข้อเท็จจริงรองรับ

 

ด้าน พิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน เสนอว่า รัฐบาลต้องใช้จุดยุทธศาสตร์ที่ตั้งของประเทศเป็นเครื่องมือในการต่อรอง หากมีมหาอำนาจพร้อมลงทุนในโครงการที่ไม่คุ้มค่าทางการเงิน รัฐบาลต้องสามารถตอบคำถามได้ว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรอง ทำให้ไทยเป็นแหล่งดึงดูดเทคโนโลยี และเพิ่มความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายต่างประเทศได้จริงหรือไม่

 

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 1

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 2

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 3

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 4

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 5

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 6

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 7

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 8

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 9

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 10

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 11

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 12

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 13

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 14

The post ครม. เงาสีส้ม ชี้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้าน ไม่แก้วิกฤตระยะยาว ห่วงแลนด์บริดจ์เป็นเหตุพึ่งพามหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 ทุนใหญ่ BTS-บางกอกแอร์เวย์ ลุยสร้าง ‘เมืองการบินอู่ตะเภา’ ปั้น Airport City 6,500 ไร่ ไร้ไฮสปีดเทรน เริ่ม ก.พ.69 https://thestandard.co/utapao-airport-city/ Fri, 30 Jan 2026 10:56:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1171577 ภาพการลงนามข้อตกลงร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก

ไม่รอไฮสปีด! UTA จับมือ สกพอ. ลงนามข้อตกลงคิกออฟโครงการ […]

The post 2 ทุนใหญ่ BTS-บางกอกแอร์เวย์ ลุยสร้าง ‘เมืองการบินอู่ตะเภา’ ปั้น Airport City 6,500 ไร่ ไร้ไฮสปีดเทรน เริ่ม ก.พ.69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการลงนามข้อตกลงร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก

ไม่รอไฮสปีด! UTA จับมือ สกพอ. ลงนามข้อตกลงคิกออฟโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ และเมืองการบินภาคตะวันออก 6,500 ไร่ ดีเดย์ ก.พ.นี้ ลุยพัฒนา Airport City และโครงสร้างพื้นฐานหลัก

 

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO โดย ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. และบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA)

 

โดยมีกวิน กาญจนพาสน์ และพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการ บริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ร่วมกันลงนาม ในข้อตกลงบริหารสัญญาร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เพื่อเริ่มต้นการดำเนินโครงการฯ อย่างเป็นทางการ

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข้อตกลงฯ ฉบับนี้ บริษัท UTA ตกลงสละสิทธิเงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาร่วมลงทุนในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับแผนการก่อสร้างและการเดินรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (HSR) ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงการฯ

 

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาครัฐและนักลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยบริษัท UTA จะเริ่มต้นพัฒนาโครงการในส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน

 

ภาพการลงนามข้อตกลงร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 1

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

โดยจากการสละสิทธิเงื่อนไขดังกล่าว สกพอ. เตรียมดำเนินการส่งหนังสือแจ้งให้ UTA เริ่มนับระยะเวลาโครงการ (Notice to Proceed หรือ NTP) ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อให้โครงการเริ่มต้นการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

 

ซึ่งหลังจากการออก NTP แล้ว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันกำหนดมาตรการแก้ไขผลกระทบโครงการฯ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

 

ขณะเดียวกัน ภายหลังจากการแจ้ง NTP โครงการฯ บริษัท UTA จะมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนามบินที่จำเป็น โดยเร่งรัดการก่อสร้างในส่วนของ ‘Airport City’ และโครงสร้างพื้นฐานหลักเพื่อกระตุ้นปริมาณผู้โดยสาร และดึงดูดนักลงทุนต่อเนื่องในพื้นที่

 

ปัจจุบัน ในพื้นที่โครงการฯ กองทัพเรืออยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 และทางขับ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2571 และได้มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคสำคัญภายในสนามบิน เช่น ระบบผลิตน้ำประปา บำบัดน้ำเสีย ระบบไฟฟ้า และระบบเชื้อเพลิงอากาศยานตามแผนงานที่วางไว้

 

ทั้งนี้ การลงนามฯ ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการยืนยันถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการผลักดันสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นเมืองการบินภาคตะวันออกที่ทันสมัย และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต

 

ด้านจุฬา ระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงฉบับนี้ บริษัท UTA ตกลงสละสิทธิเงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาร่วมลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผนการก่อสร้าง และการเดินรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงการ

 

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาครัฐและนักลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทาง UTA จะเริ่มต้นพัฒนาโครงการในส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน

 

ย้อนจุดเริ่มต้น โครงการมหากาพย์ 2.9 แสนล้านบาท 1 ใน 4 โปรเจกต์ยักษ์ EEC

 

โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ถูกวางบทบาทให้เป็น ท่าอากาศยานหลักแห่งที่ 3 ของกรุงเทพมหานคร ควบคู่กับดอนเมืองและสุวรรณภูมิ เชื่อมโยงการเดินทางผ่านโครงข่าย รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

 

ภาพการลงนามข้อตกลงร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 2

 

สนามบินนานาชาติอู่ตะเภาถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าสนามบิน ซึ่งจะเชื่อมต่อระบบคมนาคมในประเทศและ EEC สู่เวทีโลกรองรับโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ที่ครบวงจรตลอด 24 ชั่วโมง

 

อย่างไรก็ตาม มหากาพย์โครงการมูลค่ากว่า 2.9 แสนล้านบาทดังกล่าว นับเป็น 1 ใน 4 เมกะโปรเจกต์ EEC ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, สนามบินอู่ตะเภา, เมืองการบินตะวันออก และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ได้ดำเนินการมากว่า 5 ปี ผ่านมาแล้วหลายรัฐบาล เข้าสู่รัฐบาลที่ 4 ปัจจุบันจึงกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังเผชิญความล่าช้าอย่างต่อเนื่อง

 

เนื่องจากที่ผ่านมาปัญหาหลักของโครงการนี้ อยู่ที่การผูกโยงกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จึงยังไม่สามารถเดินหน้าได้ตามแผน ส่งผลให้บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) เคยเสนอทางออกขอเดินหน้าโครงการในรูปแบบ “ไร้ไฮสปีด” โดยยื่นข้อเสนอให้ EEC ปลดล็อกเงื่อนไขการเชื่อมโยงกับรถไฟความเร็วสูง เพื่อเปิดทางให้โครงการเมืองการบินภาคตะวันออกสามารถขับเคลื่อนได้ก่อนแบบไม่ต้องรอรถไฟไฮสปีด

The post 2 ทุนใหญ่ BTS-บางกอกแอร์เวย์ ลุยสร้าง ‘เมืองการบินอู่ตะเภา’ ปั้น Airport City 6,500 ไร่ ไร้ไฮสปีดเทรน เริ่ม ก.พ.69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Prospect Development เดินเกม EEC ปักหมุด “นิคมอุตสาหกรรมบางปะกง” สร้างเครื่องยนต์เติบโตใหม่ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/prospect-development-bangpakong-industrial-estate-eec/ Fri, 30 Jan 2026 09:52:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1166138 Prospect Development เดินเกม EEC

ภาคอุตสาหกรรมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทุก […]

The post Prospect Development เดินเกม EEC ปักหมุด “นิคมอุตสาหกรรมบางปะกง” สร้างเครื่องยนต์เติบโตใหม่ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Prospect Development เดินเกม EEC

ภาคอุตสาหกรรมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทุกประเทศ รวมถึงไทยที่ GDP กว่า 1 ใน 3 มาจากภาคนี้ ดังนั้น นิคมอุตสาหกรรมจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม พื้นที่ผลิต ระบบโลจิสติกส์ และการเป็นศูนย์กลางการลงทุน

 

ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ฐานอุตสาหกรรมอนาคต บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (PD) จึงยกระดับบทบาทจากผู้พัฒนาและบริหารพื้นที่เช่า สู่ “แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม” ด้วยการลงทุนใน “นิคมอุตสาหกรรมบางปะกง” เพื่อสร้างการเติบโตใหม่

 

จากผู้พัฒนาพื้นที่เช่าสู่ฐานโครงสร้างอุตสาหกรรมของ Prospect Development

 

ปัจจุบัน Prospect Development คือผู้พัฒนาและบริหารโครงการคลังสินค้าและโรงงานให้เช่าที่เติบโตมากว่า 15 ปีในตลาด Industrial Property โดยมีโครงการหลักคือ Bangkok Free Trade Zone (BFTZ) ชูจุดเด่นเรื่องพื้นที่ Free Zone เขตปลอดอากร ในพอร์ตรวมกว่า 500,000 ตารางเมตรซึ่งกระจายอยู่บนทำเลยุทธศาสตร์รอบกรุงเทพฯ และทำเลทองของภาคอุตสาหกรรม

 

สิ่งที่น่าสนใจ คือเรื่องโมเดลธุรกิจของ Prospect Development ซึ่งถูกออกแบบบนความสมดุลระหว่าง 3 เสาหลักของรายได้ คือ 

 

  • รายได้ประจำจากการให้เช่าคลังสินค้าและโรงงาน 
  • รายได้จากการบริหารสินทรัพย์ 
  • การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการขายทรัพย์สินเข้ากองทรัสต์

 

ทำให้เห็นภาพได้ชัดว่า โครงสร้างนี้ทำให้ Prospect Development ไม่ได้พึ่งพารายได้ทางเดียว แต่ยังต่อยอดและสร้างกระแสรายได้ระยะยาวที่ช่วยรองรับความผันผวนของวัฏจักรเศรษฐกิจ

 

ปี 2568 กับการเติบโตที่แข็งแกร่งของ Prospect Development

 

โครงสร้างธุรกิจที่แข็งแรงและยั่งยืน ได้แสดงออกผ่านผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกปี 2568 ของ Prospect Development ซึ่งมีรายได้รวม 826 ล้านบาท เติบโตกว่า 120% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ กำไร EBIT อยู่ที่ 536 ล้านบาท เติบโตกว่า 269% 

 

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากรายได้ประจำจากการให้เช่าพื้นที่ การบริหารสินทรัพย์อย่างเป็นระบบ และการขายทรัพย์สินเข้ากอง REIT ซึ่งช่วยปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สินในพอร์ต

 

ความแข็งแกร่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นคือ Prospect Development มีพื้นที่ให้เช่าภายใต้การบริหารรวมกว่า 1.18 ล้านตารางเมตร จาก 10 โครงการ โดยสามารถรักษาอัตราการเช่า สูงกว่า 95% อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นระดับที่สะท้อนความสามารถในการให้บริการ ตลอดจนดีมานด์ที่แท้จริงของตลาดอุตสาหกรรม

 

ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถปิดการขายพื้นที่เช่าใหม่ได้มากกว่า 150,000 ตารางเมตร จากผู้เช่าในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมพื้นฐานและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ได้ชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวม

 

“นิคมอุตสาหกรรมบางปะกง” Hero Project บนพื้นที่ EEC 

 

ก้าวสำคัญของ Prospect Development ในระยะถัดไป คือการพัฒนา “นิคมอุตสาหกรรมบางปะกง” ซึ่งถูกวางให้เป็น New Growth Engine ของบริษัท

 

โครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนกว่า 6,200 ล้านบาท บนพื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 79 ของประเทศ

 

จุดเด่นสำคัญ คือทำเลในพื้นที่ EEC  บริเวณถนนบางนา-ตราด กม.55 ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ติดกับ แม่น้ำบางปะกง ซึ่งเป็นแม่น้ำสำคัญที่เชื่อมโยงพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก บริเวณรอยต่อของอำเภอบางปะกง กับ อำเภอเมืองชลบุรี เป็นกม. 0 ของชลบุรี ซึ่งเชื่อมต่อโดยตรงกับโครงข่ายโลจิสติกส์หลักของประเทศ อยู่กึ่งกลางระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิและท่าเรือแหลมฉบัง ทำให้พื้นที่แห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการตั้งฐานการผลิตและการลงทุนระยะยาว

 

นิคมอุตสาหกรรมบางปะกงรองรับ 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมดั้งเดิมและกลุ่ม New S-Curve เช่น Data Center และ Digital Infrastructure โดยมีพื้นที่สำหรับการขายประมาณ 680 ไร่

 

เมื่อโครงการเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบในปี 2570 คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการลงทุนรวมได้กว่า 25,000 ล้านบาท พร้อมทั้งก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 2,000 ตำแหน่ง สิ่งนี้ตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของนิคมอุตสาหกรรมในฐานะ “กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นมากกว่าแค่โครงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป

 

Prospect Development เดินหน้าต่อเต็มกำลังในปี 2569

 

นอกเหนือจากโครงการนิคมอุตสาหกรรมบางปะกง Prospect Development ยังเดินหน้าขยายพอร์ตโครงการเช่าเพื่อรองรับดีมานด์ในระยะกลางถึงยาว

 

โครงการใหม่อย่าง BFTZ 8 เทพารักษ์ มีกำหนดเปิดเฟสแรกในไตรมาส 2 ปี 2569 ขณะที่ BFTZ 9 บางนา-ตราด กม.20 ถูกพัฒนาในรูปแบบ Built-to-Suit เพื่อรองรับความต้องการเฉพาะของผู้ประกอบการ

 

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนทิศทางเดียวกันว่า Prospect Development ไม่ได้เติบโตจากการขยายพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่กำลังสร้าง Industrial Platform ที่เชื่อมพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

 

Prospect Development เดินเกม EEC ปักหมุด “นิคมอุตสาหกรรมบางปะกง”

 

The post Prospect Development เดินเกม EEC ปักหมุด “นิคมอุตสาหกรรมบางปะกง” สร้างเครื่องยนต์เติบโตใหม่ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน 5 รัฐบาล ติดหล่มนาน 6 ปี เปิดปมทำไมล่าช้า? และความเสี่ยง ‘สร้างไป จ่ายไป’ https://thestandard.co/high-speed-3-airports-delayed-risk/ Mon, 24 Nov 2025 00:49:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1146540 ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน 5 รัฐบาล ติดหล่มนาน 6 ปี เปิดปมทำไมล่าช้า? และ ความเสี่ยง ‘สร้างไป จ่ายไป’

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณ […]

The post ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน 5 รัฐบาล ติดหล่มนาน 6 ปี เปิดปมทำไมล่าช้า? และความเสี่ยง ‘สร้างไป จ่ายไป’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน 5 รัฐบาล ติดหล่มนาน 6 ปี เปิดปมทำไมล่าช้า? และ ความเสี่ยง ‘สร้างไป จ่ายไป’

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) ถือเป็นหนึ่งใน 4 เมกะโปรเจกต์ ปลุกการลงทุนพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มูลค่า 224,544 ล้านบาท นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่มีการประกาศเชิญชวนผู้ประมูล แต่ด้วยวิกฤตโควิด เศรษฐกิจชะลอ

 

ความล่าช้าของโครงการ โดยบริษัท เอเชีย เอรา วัน คู่สัญญา ที่ยังไม่เริ่มดำเนินการก่อสร้างโดยอ้างเงื่อนไขการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed หรือ NTP) หลังการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562

 

เมกะโปรเจกต์ยักษ์กับการเดิมพันของ 5 รัฐบาล

 

ผ่านมา 5 รัฐบาล (รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์1-2, รัฐบาลเศรษฐา, รัฐบาลแพทองธาร) กระทั่งรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีอายุเพียง 4 เดือน ซึ่งได้ส่งสัญญาณ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม ก็นับเป็นเวลายาวนาน 6 ปี

 

ขณะที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมเดินหน้าโครงการต่อ เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิด ‘แก้ไขสัญญา สร้างไปจ่ายไป’ โดยอ้างความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุดถึงเงื่อนไข 18 ข้อ สัญญาแก้หลักการเงิน ‘อาจขัดกฎหมายวินัยการคลัง’

 

วันที่ 24 พ.ย.2568 เลขาธิการ EEC เผยความคืบหน้าล่าสุด ว่า เตรียมเสนอ ครม.ให้ขยับการจ่ายเงินจากปีที่ 6 มาเป็น 2-3 ปี หลังเปิดเดินรถ ลดความเสี่ยงให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้

 

โดยหวังว่าระหว่างนี้ ‘เอเชีย เอรา วัน’ คู่สัญญาจะหาแบงก์กู้เงินได้ และย้ำว่าต้องรอบคอบเพราะการแก้วิธีการชำระเงินเป็นเรื่องใหญ่ อาจส่งผลกระทบต่อ ภาระการคลังในอนาคต

 

ดังนั้น จึงจำต้องเสนอขออนุมัติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ให้อนุมัติก่อนถึงจะ ‘แก้ไขสัญญาร่วมทุน’ ได้

 

ส่งผลให้ ณ วันนี้โครงการอยู่ในสภาวะที่ยังไปต่อไม่ได้ จึงนำมาซึ่งการหารือระหว่างคู่สัญญา ทุกฝ่าย และคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ท่ามกลางรอยต่อแรงกดดันทางการเมือง

 

ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน 5 รัฐบาล ติดหล่มนาน 6 ปี เปิดปมทำไมล่าช้า? และ ความเสี่ยง ‘สร้างไป จ่ายไป’ 1

จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

 

โควิด-เศรษฐกิจชะลอ เป็นเหตุ

 

จุฬา เปิดเผย ขณะลงพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในจังหวัดชลบุรี ถึงปมปัญหาและเหตุผลความจำเป็นในการแก้ไขสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ว่า “เป็นประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณา”

 

พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการแก้ไขสัญญาครั้งนี้ ‘ไม่ได้มีเจตนาเอื้อเอกชน’ แต่เป็นการแก้ปัญหาเพื่อให้โครงการขนาดใหญ่ของประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและสภาวะเศรษฐกิจชะลอ

 

โดยสาเหตุหลักที่ทำให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ หลักๆ คือเอกชน (บริษัท เอเชีย เอรา วัน) ไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้

 

ประกอบกับ มาจากต้นทุนโครงการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รายได้ลดลง เมื่อเทียบกับแผนเดิมที่ศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2560 โดยดอกเบี้ยและต้นทุนสูงขึ้น ตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน ทำให้ต้นทุนของผู้ดำเนินทำโครงการสูงขึ้น ค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นประมาณ 5% อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการเดินรถ (Operation and Maintenance) หรือ O&M เพิ่มขึ้นถึง 10%

 

รวมถึงรายได้จากค่าโดยสารลดลง หลังจากสถานการณ์โควิด-19 รูปแบบการเดินทางของประชาชนไม่เหมือนเดิม ส่งผลกระทบต่อรายได้หลักของโครงการที่มาจากค่าโดยสาร

 

สถานการณ์เปลี่ยน เร่งหารือทุกฝ่าย ‘แก้ไขสัญญา’

 

ขณะที่อัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นที่คาดว่าจะได้รับ ลดลงจากประมาณ 5.5% เหลือเพียง 1.1% ซึ่งต่ำมากจนทำให้นักลงทุนพิจารณาแล้วเห็นว่าการนำเงินไปลงทุนในทางอื่นจะดีกว่า

 

“โครงการในลักษณะนี้ไม่มีแบงก์ไหนสามารถให้กู้ได้ เพราะต้นทุนที่สูงขึ้นและความเสี่ยงด้านรายได้ ทำให้ธนาคารขนาดใหญ่อย่าง China Development Bank รวมถึงสถาบันการเงินอื่นอย่าง ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) ไม่สามารถปล่อยกู้ให้ได้”

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ขณะเดียวกันสถานการณ์โควิดก็ส่งผลกระทบด้านระยะเวลาและการส่งมอบพื้นที่ให้ล่าช้าไม่สามารถเริ่มต้นก่อสร้างได้อย่างราบรื่น

 

ด้วยเหตุนี้หากเอกชนรายปัจจุบันไม่ดำเนินการต่อและนำโครงการไปปล่อยในตลาดก็อาจจะไม่มีใครเข้ามาทำอยู่ดี เนื่องจากค่าก่อสร้างและค่าใช้จ่ายในการเดินรถไม่มีแนวโน้มที่จะลดลง และการเริ่มโครงการใหม่จากศูนย์ อาจนำมาซึ่งการสูญเสียเวลาและผลประโยชน์มากกว่าเดิมอีก

 

จุฬา ระบุว่า จึงต้องหาวิธี “ขยับการจ่ายเงินเพื่อลดความเสี่ยง เพื่อช่วยให้โครงการเดินหน้าต่อได้”

 

โดยที่ยังคงความเป็นโครงการที่เอกชนจำต้องรับความเสี่ยงในการเดินรถและขาดทุน หากไม่มีผู้โดยสาร (PPP Net Cost) โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้เสนอแนวทางการแก้ไขเนื้อหาในสัญญาฉบับใหม่

 

ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน 5 รัฐบาล ติดหล่มนาน 6 ปี เปิดปมทำไมล่าช้า? และ ความเสี่ยง ‘สร้างไป จ่ายไป’ 2

 

EEC แนะ 2 ทางออก ยันแผน ‘สร้างไป จ่ายไป’ หวังเพื่อไปต่อ

 

1. เร่งรัดการจ่ายเงินที่รัฐจะต้องจ่ายให้เอกชนจากเดิมปีที่ 6 มาเป็นปีที่ 2-3 ของการเดินรถ หรืออาจจะเรียกว่า ‘สร้างไป จ่ายไป’ เพื่อให้เอกชนได้รับกระแสเงินสดเร็วขึ้น ที่พยายามทำคือ ไม่ได้ช่วยเอกชน แต่ช่วยให้โครงการเดินต่อไปได้และลดความเสี่ยงจากการไม่ได้รับเงินในช่วงต้นโครงการ

 

ซึ่งจะช่วยให้เอกชนสามารถขอเงินกู้จากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น และการขยับการจ่ายเงินเร็วขึ้นนี้ก็จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยของรัฐ ทำให้เม็ดเงินที่รัฐจะต้องจ่ายทั้งหมดลดลงประมาณ 20,000 ล้านบาท จากเดิมที่ต้องจ่ายรวม 40,000 กว่าล้านบาท

 

แม้ว่าหลักการปรับการจ่ายเงินจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของโครงการและลดภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลในภาพรวม แต่การขยับวาระการจ่ายเงินถือเป็น “ภาระผูกพันทางการคลัง” ที่มีผลกระทบต่องบประมาณแผ่นดิน และจากคำแนะนำของสำนักงานอัยการสูงสุด ได้เสนอข้อสังเกตและมีประเด็นให้แก้ไขสัญญา

 

โดยมีประเด็นสำคัญคือ การขยับการจ่ายเงินจะต้องดำเนินการตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของประเทศ ดังนั้นการแก้ไขสัญญาจึงต้องนำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน เพื่อขออนุมัติการจ่ายเงินในส่วนนี้ และกำหนดภาระผูกพันของเงินที่ต้องจ่ายให้ถูกต้องตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง อีกทั้งยังมีประเด็นที่ต้องเคลียร์กับอัยการเพิ่มเติม

 

2. เงินประกัน 120,000 ล้านบาท ที่จะปรับให้ครอบคลุมเฉพาะความเสียหายของงานโยธาหรือความผิดสัญญาในกรณีอื่น ๆ ด้วย การนำเสนอหลักการให้ ครม.ในรอบนี้ จึงเป็นการขอไฟเขียว ให้รัฐบาลเห็นชอบกับการเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงิน เพื่อให้สามารถ ‘เดินหน้า’ การลงนามแก้ไขสัญญาได้ต่อไปเท่านั้น

 

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าว ขึ้นอยู่กับการพิจารณาจากรัฐบาล

 

มองปี 2569 อานิสงส์ Geopolitics ดูดลงทุน EEC ชี้ระหว่างรอรถไฟไฮสปีด ลุยเดินหน้าเมืองการบินอู่ตะเภา

 

จุฬา กล่าวอีกว่า ปีนี้ การลงทุนใน EEC มี FDI เข้ามาต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นได้ว่า ปีนี้เรามียื่นคำขอรับการส่งเสริมจาก BOI ถึง 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่เยอะที่สุดตั้งแต่เคยมีการลงทุนในพื้นที่นี้มา

“ผมอยากจะเห็นเงินลงทุนจริง มากกว่าการที่มายื่น ดังนั้น ปีหน้าคาดว่าจะมีมาต่อเนื่อง เพราะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ภาษีสหรัฐฯ Geopolitics ก็ทำให้ผู้ลงทุนจีน ย้ายฐานการผลิตออกมานอกประเทศ นี่คืออานิสงส์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งการลงทุนจะยิ่งเข้ามาในพื้นที่อาเซียน”

ดังนั้น ไทยต้องพร้อมแข่งขันกับประเทศอื่นทุกด้านทั้งบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุน เพื่อดึงดูดการลงทุนทันสมัย High-tech, Smart Industry เข้ามา

 

ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน 5 รัฐบาล ติดหล่มนาน 6 ปี เปิดปมทำไมล่าช้า? และ ความเสี่ยง ‘สร้างไป จ่ายไป’ 3

ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน 5 รัฐบาล ติดหล่มนาน 6 ปี เปิดปมทำไมล่าช้า? และ ความเสี่ยง ‘สร้างไป จ่ายไป’ 4

 

โครงการเมืองการบินอู่ตะเภา จึงเป็นอีกโปรเจกต์ EEC ที่ความคืบหน้านั้นอยู่ระหว่างเจรจา เรื่องสิทธิประโยชน์ที่จะให้กับผู้พัฒนาโครงการ

“โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า หากรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยังไม่พร้อม จะทำอย่างไรให้เมืองการบินสามารถเริ่มโครงการได้เลย”

 

หมายความว่า ผู้พัฒนาไม่ต้องการที่จะรอรถไฟที่อาจจะล่าช้า จึงอยากให้เริ่มในส่วนของตัวเมือง (City) ก่อน ซึ่งสามารถทำไปก่อนได้เลย ทั้งรันเวย์ อาคาร น่าจะเสร็จได้ใน 4 ปี เพื่อรับทั้งนักลงทุนและการท่องเที่ยว

 

เผย ‘วิศวกรเมคาทรอนิกส์’ เนื้อหอม เงินเดือนสูง

 

สำหรับความก้าวหน้าการพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC พบว่า ที่วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ มหาวิทยาลัยบูรพามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และโรงเรียนเมืองพัทยา 11 (มัธยมสาธิตพัทยา) เป็นสถาบันต้นแบบการสร้างระบบนิเวศการลงทุนด้านการยกระดับทักษะบุคลากรและการศึกษา (EEC Model) ในพื้นที่อีอีซี ตามแผน Demand Driven Human Resource Development

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบันประสบความสำเร็จ ผลิตบุคลากรแล้วกว่า 118,691 คน ปี 2568 ผลิตบุคลากรได้เพิ่ม 24,377 คน

 

โดยเฉพาะใน 5 คลัสเตอร์หลัก มีความต้องการกำลังคนสูงถึง 156,879 คน แบ่งเป็น

  • อุตสาหกรรมดิจิทัล รวม 66,600 คน
  • อุตสาหกรรมบริการ 50,600 คน
  • อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต รวม 20,403 คน
  • อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพรวม 10,857 คน
  • อุตสาหกรรม BCG รวม 8,419 คน

 

คณบดี ราชมงคลตะวันออก ระบุว่า ที่นี่ใช้โมเดล การศึกษาจาก Nanyang University สิงคโปร์ เรียกได้ว่า วิศวกรเมคาทรอนิกส์ดีมานด์สูงมาก ให้เงินเดือนสูง

 

“แต่ละปีอุตสาหกรรมนี้มาแรง ผลิตนักศึกษาป้อนตลาดและบริษัทชั้นนำในไทยแทบไม่เพียงพอ”

 

ภาพ: Marc Scruton/Getty images

The post ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน 5 รัฐบาล ติดหล่มนาน 6 ปี เปิดปมทำไมล่าช้า? และความเสี่ยง ‘สร้างไป จ่ายไป’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อังกฤษ-ไทยผนึกกำลัง! เร่งเดินหน้าแผน CCUS จัดการคาร์บอน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050 https://thestandard.co/ccus-plan-net-zero-2050/ Thu, 20 Nov 2025 04:43:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1145296 อังกฤษ-ไทยผนึกกำลัง เร่งเดินหน้าแผน CCUS จัดการคาร์บอน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050

มาร์ค กูดดิ้ง เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และ วุฒ […]

The post อังกฤษ-ไทยผนึกกำลัง! เร่งเดินหน้าแผน CCUS จัดการคาร์บอน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อังกฤษ-ไทยผนึกกำลัง เร่งเดินหน้าแผน CCUS จัดการคาร์บอน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050

มาร์ค กูดดิ้ง เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และ วุฒิกร สติฐิต ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมเป็นประธานเปิดงาน การอบรมเชิงปฏิบัติการ UK–Thailand Technical Exchange Workshop: Towards a National Roadmap on Carbon Capture, Utilisation and Storage (CCUS) ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และโครงการภาคีเครือข่ายพันธมิตร ด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งประเทศไทย (Thailand CCUS Alliance: TCCA) ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคี ด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

 

การประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมตลอดสัปดาห์ ซึ่งประกอบด้วยการเยี่ยมชมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในจังหวัดระยอง ซึ่งมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นศูนย์ CCS Hub ในอนาคต และการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเป็นเวลา 3 วัน ที่กรุงเทพฯ โดยมีคณะผู้เชี่ยวชาญจากสหราชอาณาจักร ประกอบด้วย

 

– ศาสตราจารย์ จอน กิบบินส์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการดักจับและกักเก็บคาร์บอนแห่งสหราชอาณาจักร (UK Carbon Capture and Storage Research Centre) และอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโรงไฟฟ้าและการกักเก็บคาร์บอนจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์
– ลอร่า ฮาร์ดิแมน ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการขนส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากบริษัท Crondall Energy
– เคท พิลลิ่ง ผู้เชี่ยวชาญนโยบายด้านการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน กระทรวงความมั่นคงทางพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

 

ผู้เชี่ยวชาญจากสหราชอาณาจักรได้ถ่ายทอดประสบการณ์และการถอดบทเรียนจากการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ CCUS ของสหราชอาณาจักร ครอบคลุมทั้งประเด็นด้านกฎหมาย การระดมทุน ไปจนถึงข้อพิจารณาด้านเทคนิคและเทคโนโลยีที่สำคัญ ซึ่งเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์สำหรับภาครัฐและเอกชนไทยในการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ CCUS ระดับชาติ สอดคล้องกับนโยบาย ‘Quick Big Win’ ของกระทรวงพลังงาน ที่มุ่งเร่งพัฒนาการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

 

มาร์ค กูดดิ้ง เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยกล่าวว่า “ในวาระครบรอบ 170 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศไทย ผมขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันคิดว่า เราจะสามารถยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยี CCUS และการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างไร สหราชอาณาจักรยังคงยืนหยัดในฐานะพันธมิตรที่เข้มแข็งของไทย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและพัฒนาเทคโนโลยี CCUS ที่จะช่วยสร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจ และแก้ไขปัญหาโลกร้อน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป”

 

ขณะที่ วุฒิกร สติฐิต ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า “ภายใต้ทิศทางนโยบายของรัฐบาลไทย เรามุ่งมั่นที่จะส่งเสริมโซลูชันด้านพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและยั่งยืน พร้อมทั้งเร่งเป้าหมายของประเทศ เพื่อบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 ซึ่งเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) สามารถมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ในวันนี้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน CCS ระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศไทย จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคีให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งด้านเทคโนโลยี นโยบาย และแนวทางปฏิบัติที่ดีต่างๆ สำหรับประเทศไทย”

 

ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) กล่าวว่า “เรามีเป้าหมายร่วมกันในการวางรากฐานเพื่อพัฒนากรอบกฎหมาย CCUS ชุดแรกของไทย ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 พร้อมรักษาความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยให้มีนวัตกรรมและพร้อมเผชิญความท้าทายใหม่ๆ เสมอ แม้จะมีงานอีกมากรออยู่ข้างหน้า แต่ดิฉันเชื่อมั่นว่า ด้วยความร่วมมือจากประเทศพันธมิตรอย่างสหราชอาณาจักร และความตั้งใจของทุกภาคส่วน เราจะเดินหน้าไปด้วยกันและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและยั่งยืนได้”

 

TCCA คือ เครือข่ายพันธมิตรระดับชาติ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2024 โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ผ่านศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา โดยได้รับทุนสนับสนุนภายใต้ PMU-B เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา CCUS ในประเทศไทย

 

การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 70 คน จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน CCUS ในประเทศไทย โดยเป็นกิจกรรมต่อยอดจากการเดินทางศึกษาดูงานด้าน CCUS ของ TCCA ที่สหราชอาณาจักร เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 และการจัดงาน UK-Thailand CCUS Roundtable ในโอกาสที่เอลิสัน ฟลาวเวอร์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านพลังงานของกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนา เดินทางเยือนประเทศไทย เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรยังคงมุ่งมั่นเสริมสร้างความร่วมมือด้าน CCUS กับประเทศไทยต่อไป เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและปล่อยคาร์บอนต่ำ

 

ภาพ: สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย

The post อังกฤษ-ไทยผนึกกำลัง! เร่งเดินหน้าแผน CCUS จัดการคาร์บอน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050 appeared first on THE STANDARD.

]]>
บีโอไอลุยมาตรการ FastPass นำร่อง 7 หน่วยงาน ไฟเขียว 4 เมกะโปรเจ็กต์ Data Center ลงทุนกว่าแสนล้านบาท https://thestandard.co/boi-fastpass-megaprojects-data-center/ Mon, 10 Nov 2025 10:38:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1141752 บีโอไอลุยมาตรการ FastPass นำร่อง 7 หน่วยงาน ไฟเขียว 4 เมกะโปรเจ็กต์ Data Center ลงทุนกว่าแสนล้านบาท

บอร์ดบีโอไอ เห็นชอบการขับเคลื่อนระบบFastPass เฟสแรก ผนึ […]

The post บีโอไอลุยมาตรการ FastPass นำร่อง 7 หน่วยงาน ไฟเขียว 4 เมกะโปรเจ็กต์ Data Center ลงทุนกว่าแสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
บีโอไอลุยมาตรการ FastPass นำร่อง 7 หน่วยงาน ไฟเขียว 4 เมกะโปรเจ็กต์ Data Center ลงทุนกว่าแสนล้านบาท

บอร์ดบีโอไอ เห็นชอบการขับเคลื่อนระบบFastPass เฟสแรก ผนึกกำลัง 7 หน่วยงาน บีโอไอ กรมโรงงาน กนอ. สผ. สตม. แรงงาน EEC เร่งรัดพิจารณาโครงการสำคัญ คาดลดเวลาอย่างน้อย 20-50% พร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาไฟฟ้า ที่ดิน วีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เพื่อเดินหน้าการลงทุนตามนโยบาย Quick Big Win ไฟเขียว 4 เมกะโปรเจ็กต์ Data Center ลงทุนกว่าแสนล้านบาท

 

วันที่ 10 พฤศจิกายน นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเป็นประธาน มีมติเห็นชอบแผนการดำเนินงานภายใต้มาตรการเร่งรัดการลงทุนและแก้ไขปัญหาด้านการลงทุน ประกอบด้วย

 

1. การขับเคลื่อนระบบ FastPass
เพื่ออำนวยความสะดวกและเร่งรัดโครงการลงทุนสำคัญ 2) ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค 3 ด้านสำคัญ คือ เรื่องไฟฟ้า การจัดหาพื้นที่สำหรับการลงทุน วีซ่าและใบอนุญาตทำงาน และ 3) การติดตามโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติในช่วงปี 2566-2567 จำนวน 74 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านบาท

 

เดินหน้าระบบ FastPass เร่งโครงการสำคัญ

 

โดยบอร์ดบีโอไอเห็นชอบการขับเคลื่อนระบบ FastPass ในระยะแรก เพื่อเร่งรัดการพิจารณาอนุมัติ/อนุญาต ที่สำคัญจาก 7 หน่วยงาน ได้แก่ บีโอไอ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) และกรมการจัดหางาน และสำนักงาน EEC คาดว่าจะลดเวลาในการพิจารณาได้ 20-50%

 

อีกทั้งบอร์ดบีโอไอยังได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเร่งรัดการลงทุน (FastPass) โดยมีเลขาธิการบีโอไอเป็นประธาน และมีผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ/อนุญาต อาทิ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน กพร.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) กรอ.กนอ. สผ. และสำนักงาน EEC โดยมุ่งเป้าในการขยายระบบ FastPass ให้ครอบคลุมขั้นตอนหลักในการอนุมัติ/อนุญาตที่ส่งผลต่อการเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย

 

เร่งเครื่องแก้ไขอุปสรรคการลงทุน 3 ด้าน

 

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ติดตามความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคด้านการลงทุน เพื่อให้เกิดความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) และสนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถเริ่มลงทุนได้โดยเร็ว โดยเฉพาะอุปสรรค 3 ด้านสำคัญที่เป็นปัญหาร่วมกันของหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ ด้านไฟฟ้า ด้านการจัดหาพื้นที่สำหรับการลงทุน และด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน โดยมีความคืบหน้าดังนี้

 

  • ด้านไฟฟ้า ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และบีโอไอ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน สรุปผลการประชุม 2 เรื่องสำคัญ คือ 1. การจัดหาไฟฟ้าสำหรับกิจการ Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณสูงให้ กกพ. เร่งจัดทำกลไกการวางหลักประกันการใช้โครงข่ายระบบไฟฟ้า ให้ผู้ประกอบการรับประกันความต้องการใช้ไฟฟ้าของตนเอง เพื่อให้การไฟฟ้าสามารถวางแผนลงทุนขยายโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าให้รองรับ และสามารถออกหนังสือแจ้งความสามารถในการจ่ายไฟเพื่อให้ผู้ประกอบการเริ่มโครงการได้ทันที 2.เรื่องกลไกพลังงานสะอาด กกพ. อยู่ระหว่างการจัดทำหลักเกณฑ์เพื่อให้บริการไฟฟ้าสีเขียว (UGT2) และโครงการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct PPA) ซึ่งคาดว่าการกำหนดหลักเกณฑ์และค่าธรรมเนียมจะแล้วเสร็จภายในปี 2568 เพื่อเพิ่มทางเลือกพลังงานสะอาดให้แก่ผู้ลงทุน โดยบีโอไอจะประสานงานติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

 

  • ด้านการจัดหาพื้นที่สำหรับการลงทุน ที่ประชุมได้มอบให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ประสานงานกับสำนักงาน EEC และ กนอ. พิจารณาทบทวนการวางผังและปรับปรุงผังเมืองรวมและผังชุมชน เพื่อกำหนดแนวทางการเพิ่มพื้นที่สำหรับการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ให้รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคต พร้อมทั้งเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ EIA สำหรับโครงการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม และเร่งแก้ปัญหาโครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอนุญาตเปลี่ยนแปลงสภาพทางและลำรางสาธารณะโดยเร็ว

 

  • ​ด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน มีมติให้เร่งรัดการออก e-Visa สำหรับผู้ที่ได้รับอนุมัติจากบีโอไอ
    ในขั้นตอนการพิจารณาของสถานทูต ณ ประเทศต้นทาง ให้แล้วเสร็จภายใน 1–5 วันทำการ และให้เพิ่มบุคลากร
    ที่ศูนย์บริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน (OSS) เพื่อรองรับการให้บริการจาก 200 คิวต่อวัน เป็น500 คิวต่อวัน รวมทั้งขอให้กรมการจัดหางานเร่งแก้ปัญหาระบบ e-Work Permit เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคและเกิดความซ้ำซ้อนกับระบบ Single Window ของบีโอไอที่มีความเสถียรและสามารถออกใบอนุญาตได้อย่างรวดเร็วและ
    มีประสิทธิภาพ

 

ติดตามโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 74 โครงการ 3 แสนล้านบาท

 

นอกจากนี้ บอร์ดบีโอไอได้รับทราบความคืบหน้าในการติดตามและเร่งรัดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติในช่วงปี 2566-2567 จำนวน 74 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านบาท โดยมีโครงการที่เริ่มลงทุนแล้ว หรือมีแผนจะลงทุนที่ชัดเจนราว 80% ทั้งในแง่จำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนที่ติดตาม แบ่งเป็นโครงการที่เริ่มลงทุนแล้วจำนวน 32 โครงการ (160,000 ล้านบาท) และโครงการที่จะเริ่มลงทุนในช่วงปลายปี 2568 ถึงปี 2569 อีก 28 โครงการ (82,500 ล้านบาท) ในส่วนอีก 14 โครงการที่เหลือ มีมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 61,000 ล้านบาท เป็นโครงการที่ชะลอหรือปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนเนื่องจากประสบปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ซึ่งบีโอไอจะติดตามความคืบหน้าและประสานงานช่วยเหลือผู้ประกอบการต่อไป

 

ปรับเงื่อนไขกิจการ Data Center มุ่งสร้างสมดุลการลงทุนที่ยั่งยืน

 

เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับแนวโน้มการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI และบริการคลาวด์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก บอร์ดบีโอไอได้เห็นชอบการปรับปรุงเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนกิจการ Data Center เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ให้กับบุคลากรไทย

 

โดยกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าการจ้างงานในตำแหน่งผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ จะต้องมีบุคลากรไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ภายในเวลา 3 ปี และเพื่อเป็นกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม จึงเห็นควรปรับสิทธิประโยชน์ให้การลงทุนในพื้นที่ EEC ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-5 ปี และนอกพื้นที่ EEC ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้
นิติบุคคล 5-8 ปี

 

ทั้งนี้ ในการส่งเสริมกิจการ Data Center ได้มีการกำหนดเงื่อนไขอื่น ๆ อยู่เดิมแล้ว เช่น มาตรฐานในการก่อสร้างและให้บริการ Data Center ตัวชี้วัดการใช้พลังงานไฟฟ้า (Power Usage Effectiveness: PUE) ระบบการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งต้องเสนอแผนสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย เช่น การจัดฝึกอบรม
การจัดทำหลักสูตรร่วมกับสถาบันการศึกษา การทำวิจัยและพัฒนา การพัฒนาทักษะของผู้ประกอบการ SMEs ไทย การสนับสนุน ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยต้องดำเนินการตามแผนที่เสนอให้แล้วเสร็จก่อนการใช้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

 

“การปรับเงื่อนไขส่งเสริม Data Center ครั้งนี้ มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีขั้นสูงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการจ้างงานและการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบุคลากรไทย บอร์ดเห็นว่าการส่งเสริม Data Center ยังมีความสำคัญต่อการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล กระตุ้นการพัฒนา AI และ Data Industry การให้บริการคลาวด์ที่มีประสิทธิภาพสูง รวมทั้งสนับสนุนให้ไทยมุ่งสู่การเป็นดิจิทัลฮับของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

 

ไฟเขียวอนุมัติ 4 โครงการ Data Center เงินลงทุนกว่า 1 แสนล้านบาท

 

นอกจากการปรับมาตรการส่งเสริมการลงทุน Data Center แล้ว บอร์ดบีโอไอยังได้อนุมัติโครงการลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ จำนวน 4 โครงการ รวมมูลค่าการลงทุนเกือบ 1 แสนล้านบาท เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค และสร้างความมั่นคงทางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ประกอบด้วย

 

1. บริษัท เทเลเฮ้าส์ (ประเทศไทย) จำกัดโครงการ Data Center ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เงินลงทุน 7,550 ล้านบาท เป็นบริษัทในเครือ KDDI ประเทศญี่ปุ่น ที่มีการลงทุน Data Center 45 แห่ง ในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก

 

2. บริษัท วิสตัส เทคโนโลยี จำกัด โครงการ Data Center ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี เงินลงทุน 9,091 ล้านบาท เป็นบริษัทในเครือ ZDATA Technologies ประเทศสิงคโปร์ มีการลงทุนData Center มากกว่า 30 แห่งทั่วโลก

 

3. บริษัท เน็กซ์เจน ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด โครงการ Data Center ตั้งอยู่ที่เขตอุตสาหกรรมของบริษัท นวนคร จังหวัดปทุมธานี เป็นโครงการระดับ Hyperscale เงินลงทุน 26,720 ล้านบาท

 

4. บริษัท ซีนิท ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด โครงการ Data Center ตั้งอยู่ที่เขตอุตสาหกรรมของบริษัท นวนคร จังหวัดปทุมธานี เป็นโครงการระดับ Hyperscale เงินลงทุน 54,853 ล้านบาท

 

ภาพ: AerialPerspective Images /Getty images

The post บีโอไอลุยมาตรการ FastPass นำร่อง 7 หน่วยงาน ไฟเขียว 4 เมกะโปรเจ็กต์ Data Center ลงทุนกว่าแสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
HSBC มองไทยสมมงฮับ Data Center ครึ่งแรกปี 68 ต่างชาติลงทุนแล้ว 5 แสนล้าน https://thestandard.co/hsbc-thailand-data-center-hub/ Thu, 30 Oct 2025 02:50:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1137210 HSBC มอง ไทยสมมงฮับ Data Center ครึ่งแรกปี 68 ต่างชาติลงทุนแล้ว 5 แสนล้าน

ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย (HSBC) ร่วมกับสำนักงาน คณะกร […]

The post HSBC มองไทยสมมงฮับ Data Center ครึ่งแรกปี 68 ต่างชาติลงทุนแล้ว 5 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
HSBC มอง ไทยสมมงฮับ Data Center ครึ่งแรกปี 68 ต่างชาติลงทุนแล้ว 5 แสนล้าน

ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย (HSBC) ร่วมกับสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายเขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และ ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ (True IDC) อัปเดตทิศทางและโอกาสของไทยในการเป็นหนึ่ง ในศูนย์กลาง Data center ของอาเซียน รวมถึงกลยุทธ์การต่อยอด เพื่อสร้างมูลค่า ทางเศรษฐกิจใหม่

 

จอร์โจ กัมบา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย กล่าวถึง แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ว่าเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยไทยกำลังกลายเป็นหนึ่ง ในศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ แห่งใหม่ของอาเซียน ถัดจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งเริ่มมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ และซัพพลายไฟฟ้า ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม หันมาลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเองในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก (hyperscalers)

 

สะท้อนจากข้อมูลของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้น 139% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.06 ล้านล้านบาท (ประมาณ 32.5 พันล้านดอลลาร์) แบ่งเป็น

  • 522.6 พันล้านบาท มาจากโครงการในภาคดิจิทัล ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 20 เท่า
  • 521.2 พันล้านบาท มาจากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เพียงอย่างเดียว จากทั้งหมด 28 โครงการ

 

สำหรับจุดแข็งของประเทศไทย ที่ดึงดูดการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์
มีด้วยกัน 8 ข้อดังนี้

  • โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง (Electrical infrastructure)
  • ความเร็วอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยอยู่ใน Top 10 ของโลก
  • เครือข่าย 5G ของประเทศไทยครอบคลุมประชากรกว่า 89% สูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน
  • ความต้องการการใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
  • ทำเลที่ตั้งใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ต้นทุนการก่อสร้างและดำเนินงานธุรกิจในระดับต่ำที่แข่งขันได้
  • สิทธิประโยชน์จาก BOI / พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน

 

ด้วยศักยภาพเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานของไทยที่แข็งแกร่ง ทำให้ตอนนี้ HSBC มีลูกค้าศักยภาพหลายรายที่ต้องการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย โดยมีแผนการลงทุนจริง ในระยะยาว ไม่ใช่ลูกค้าที่เข้ามาเก็งกำไรแบบฉาบฉวย โดยลูกค้าส่วนใหญ่ อยู่ในกลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้า hyperscalers และธุรกิจแพลตฟอร์ม ทั้งที่ลงทุนในเขต EEC อยู่แล้ว และนักลงทุนหน้าใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการจับคู่ธุรกิจ

 

EEC คัดนักลงทุนเข้ม มั่นใจ Data Center ไทยได้มากกว่าเสีย

 

ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ตอบข้อสงสัยของสังคม ที่กังวลว่า การลงทุนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย เพื่อหวังดึงดูด FDI และองค์ความรู้เทคโนโลยีขั้นสูง อาจได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องจากศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบสามารถทำงานได้เองอัตโนมัติ ใช้คนดูแลน้อย จึงเกิดการจ้างงานน้อยตาม แลกกับการใช้ทรัพยากรมหาศาลทั้งที่ดิน ไฟฟ้า และน้ำ เพื่อสร้างศูนย์หนึ่งศูนย์

 

ก่อกิจ มองว่า การประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องมองให้ไกลไปกว่าการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร สิ่งที่ควรโฟกัสและช่วยกัน ผลักดัน คือ จะทำอย่างไรให้ประเทศไทย เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่ทรงอิทธิพลอย่าง Tiktok ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันต่อยอดองค์ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ พัฒนาธุรกิจภาคบริการ ยกระดับเศรษฐกิจไทย สู่เศรษฐกิจดิจิทัล

 

ทั้งนี้ EEC มีเกณฑ์การประเมินใบอนุญาตการลงทุนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เข้มงวดอยู่แล้ว โดยจะประเมินจากมูลค่าการลงทุนจริง ว่าการลงทุนนั้นสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนการจ้างงาน การใช้ทรัพยากรในประเทศ เพื่อสร้างศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้แต่ละบริษัทได้สิทธิประโยชน์ไม่เท่ากัน แม้จะประกอบธุรกิจประเภทเดียวกัน

 

ปัจจุบัน มีธุรกิจเพียง 17 ราย จาก 50 ราย ที่ได้รับการอนุมัติโควต้าใช้ไฟฟ้า
รวมทั้งสิ้น 5,000 เมกะวัตต์ แม้จะมีคำขอรับการสนับสนุนจำนวนมาก แต่หลังทำการ ตรวจสอบ คุณสมบัติอย่างละเอียด พบว่า ส่วนใหญ่เป็น Fake Demand หวังล็อกโควต้าการใช้ไฟฟ้า เพื่อดึงดูดนักลงทุน แต่ยังไม่มีที่ดินเพื่อสร้างศูนย์

 

สำหรับมูลค่าเงินลงทุนทั้งหมด ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่สามารถประเมินได้จาก
ต้นทุนก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ เฉพาะโครงสร้างพื้นฐานอยู่ที่ 6 ล้านดอลลาร์ ต่อเมกะวัตต์ เมื่อรวมกับ GPU จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นเป็น 30 ล้านดอลลาร์ ต่อเมกะวัตต์

 

ไทยสมมง Data Center Hub กุญแจสู่ New S-Curve

 

ฐนสรณ์ ใจดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ (True IDC) ผู้นำในการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์และระบบคลาวด์ กล่าวถึง การต่อยอดโอกาส ทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ด้วยการวางรากฐานดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมองว่า การเป็นศูนย์กลาง ดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค สร้างประโยชน์ทางตรงมากมาย แต่ยังมีประโยชน์ทางอ้อมที่หลายคนคาดไม่ถึง คือ การพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องเช่น ที่ดิน พลังงานสะอาด แต่สิ่งที่สำคัญ ที่ไทยจะนำมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจได้ คือ skillset ที่เกี่ยวข้องดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น ทักษะวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมเครื่องกล ระบบความปลอดภัย หรือ AI Developer

 

การมีองค์ความรู้ทั่วโลก มาเก็บไว้ในประเทศ รวมถึงองค์ความรู้เฉพาะในไทย หากมีการจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถสร้างโมเดล AI เพื่อให้เด็กไทยเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ขั้นสูงเหล่านี้ได้ ประกอบกับ ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาคการศึกษาช่วยสร้างแรงจูงใจให้เด็กไทยเป็นนักสร้างนวัตกรรมให้กับประเทศ มากกว่าเป็นผู้ใช้นวัตกรรม

 

ทั้งนี้การเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ จะช่วยเพิ่มโอกาสประเทศไทย ในการต่อยอดนวัตกรรม สร้าง New S-Curve ให้กับเศรษฐกิจ

 

ภาพ: Gorodenkoff / Shutterstock

The post HSBC มองไทยสมมงฮับ Data Center ครึ่งแรกปี 68 ต่างชาติลงทุนแล้ว 5 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>