เขตควบคุมมลพิษ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เขตควบคุมมลพิษ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 10 Mar 2026 01:32:22 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ชัชชาติ ชี้คุณภาพอากาศคือทางรอดเมือง โชว์สถิติฝุ่น กทม. ลดลง บนเวที GIZ พร้อมยกระดับคุมเข้ม Low Emission Zone https://thestandard.co/chadchart-air-quality-bangkok-low-emission-zone/ Tue, 10 Mar 2026 01:32:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1185946 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กำลังกล่าวบนเวทีในงานเสวนา Bangkok Perspectives ของ GIZ โดยมีภาพประกอบและโลโก้ GIZ อยู่ด้านหลัง

วานนี้ (9 มีนาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเ […]

The post ชัชชาติ ชี้คุณภาพอากาศคือทางรอดเมือง โชว์สถิติฝุ่น กทม. ลดลง บนเวที GIZ พร้อมยกระดับคุมเข้ม Low Emission Zone appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กำลังกล่าวบนเวทีในงานเสวนา Bangkok Perspectives ของ GIZ โดยมีภาพประกอบและโลโก้ GIZ อยู่ด้านหลัง

วานนี้ (9 มีนาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานกล่าวเปิดงานเสวนา Bangkok Perspectives: Navigating the Haze – GIZ Thailand Business Dialogue Series ภายใต้หัวข้อ Navigating Uncertainty: Global Cooperation and Economic Resilience in a Fragmented World

 

โดยเน้นย้ำถึงวิกฤตฝุ่น PM2.5 ว่าเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลสูงสุดแก่ประชาชน ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แต่ยังเป็นปัจจัยชี้วัดความอยู่รอดของเมืองในอนาคต หากกรุงเทพมหานครมีคุณภาพอากาศที่ย่ำแย่ จะสูญเสียศักยภาพในการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถและนักลงทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเกิดธุรกิจใหม่และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

สำหรับสถานการณ์มลพิษในปัจจุบัน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า สถิติค่าฝุ่นละอองในปีนี้มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากความเข้าใจในปัญหาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ประกอบกับการนำเทคโนโลยีที่แม่นยำมาใช้ในการบริหารจัดการ โดย กทม. ได้วิเคราะห์และจำแนกแหล่งกำเนิดฝุ่นหลักในพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ สภาพอากาศปิด ไอเสียจากยานพาหนะ และการเผาชีวมวล

 

ทั้งนี้ เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดทางกฎหมายที่ กทม. ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในทุกด้าน กรุงเทพมหานครจึงได้ประกาศยกระดับให้พื้นที่ กทม. เป็นเขตควบคุมมลพิษ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มอำนาจในการบริหารจัดการ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอผ่านความร่วมมือกับจังหวัดรอยต่อในการลดการเผาในที่โล่ง และส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังทดแทน

 

นอกจากนี้ ยังได้บังคับใช้มาตรการพื้นที่ก่อมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) ไม่อนุญาตให้รถยนต์ที่มีค่าไอเสียเกินมาตรฐานเข้าพื้นที่ในช่วงวิกฤตฝุ่น รวมถึงยกระดับเกณฑ์การตรวจวัดควันดำให้เข้มงวดขึ้นจาก 30% เป็น 20% ส่งผลให้สามารถตรวจจับรถควันดำได้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 2.5 เท่า

 

ควบคู่ไปกับการควบคุมมลพิษอย่างเข้มงวด กทม. ยังให้ความสำคัญกับการปกป้องกลุ่มเปราะบาง ด้วยการจัดตั้งห้องเรียนปลอดฝุ่นในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก พร้อมพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม นอกจากนี้ ยังเดินหน้านโยบายสวน 15 นาทีโดยดำเนินการปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 2.4 ล้านต้น

 

ซึ่งผลการตรวจวัดยืนยันชัดเจนว่า พื้นที่สวนสาธารณะมีค่ามลพิษต่ำกว่าภายนอกอย่างเห็นได้ชัด และเปรียบเสมือนพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) สำหรับคนเมือง อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาดังกล่าวไม่อาจสำเร็จได้ด้วยหน่วยงานเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือแบบเกลียวเชือกจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน

 

สำหรับการจัดเวทีเสวนา Bangkok Perspectives ในครั้งนี้ นับเป็นการจัดงานครั้งที่ 2 โดยองค์กร GIZ Thailand เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้นำจากภาครัฐและเอกชนร่วมกันแสวงหาทางออกแก้วิกฤตมลพิษทางอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบทั้งในมิติสุขภาพและโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทย ตั้งแต่ภาคการเกษตรไปจนถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การแก้ปัญหานี้จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศระยะยาว

 

โดยงานเสวนาครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วม อาทิ พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้บริหารด้านความยั่งยืน, ดร.ทีโม เมนนิเคน (Dr. Timo Menniken) ผู้อำนวยการประจำภูมิภาค องค์กร GIZ ตลอดจนผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต ภาคเอกชน และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ

The post ชัชชาติ ชี้คุณภาพอากาศคือทางรอดเมือง โชว์สถิติฝุ่น กทม. ลดลง บนเวที GIZ พร้อมยกระดับคุมเข้ม Low Emission Zone appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราชกิจจาฯ ประกาศ กทม. เขตควบคุมมลพิษ เดินหน้า 3 มาตรการเร่งด่วนแก้ฝุ่น https://thestandard.co/bkk-pollution-control-3-measures/ Wed, 24 Sep 2025 00:37:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1122097

วานนี้ (23 กันยายน) พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว […]

The post ราชกิจจาฯ ประกาศ กทม. เขตควบคุมมลพิษ เดินหน้า 3 มาตรการเร่งด่วนแก้ฝุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (23 กันยายน) พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่อง กำหนดให้ท้องที่เขตกรุงเทพมหานครเป็นเขตควบคุมมลพิษ พ.ศ. 2568

 

สำหรับประกาศฉบับนี้ กำหนดให้กรุงเทพมหานครเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดปัญหามลพิษทางอากาศ ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงฤดูหนาวและฤดูแล้ง โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมของทุกปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

 

โดยการประกาศดังกล่าวจะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอำนาจในการออกมาตรการเร่งด่วนในการดำเนินการควบคุมมลพิษได้อย่างเป็นระบบ ด้วยการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานกลาง หน่วยงานท้องถิ่น และประชาชน เพื่อให้การดำเนินงานภายใต้พื้นที่ควบคุมมลพิษเกิดผลเป็นรูปธรรม

 

เช่น การควบคุมการเผาในที่โล่ง การสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงสะอาด การติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศเพิ่มเติม และการประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

 

พรพรหม กล่าวด้วยว่า จากการประกาศให้กรุงเทพมหานครเป็นเขตควบคุมมลพิษนี้ กทม. จึงเตรียมออก 3 มาตรการเร่งด่วน ซึ่งคาดว่าจะประกาศในเร็วๆ นี้ คือ

 

1. ลดค่ามาตรฐานควันดำของรถยนต์ดีเซลจากปัจจุบันไม่เกิน 30%

 

2. รถยนต์ควันดำที่เกินค่ามาตรฐานจะต้องหยุดเดินรถทันที จากที่ปัจจุบันสามารถเดินรถได้หากแก้ไขควันดำในระยะเวลา 30 วัน

 

3. ขยายเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone: LEZ) ให้ครอบคลุม 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ จากปัจจุบันที่ใช้เฉพาะวงแหวนชั้นในครอบคลุม 9 เขต และบางแขวงอีก 13 เขต

 

ทั้งนี้ คาดว่าการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ กทม. สามารถแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในช่วงที่ฝุ่นมีค่าเกินมาตรฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดผลกระทบต่อสุขภาพ และทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น

 

นอกจากนี้ กทม.จะได้ประสานสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปี 2569 ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติให้เข้มข้น โดยร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ตรวจกำกับโรงงานตามแผนการตรวจโรงงานเชิงรุกในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานที่มีการเผาไหม้ เชื้อเพลิงและโรงงานที่มีฝุ่นละอองสูงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

 

ทั้งนี้ หากมีผลการตรวจวัดเกินมาตรฐานจะมีคำสั่งให้แก้ไขภายในเวลาที่กำหนด หากปรับปรุงแก้ไขแล้ว ค่ามลพิษทางอากาศยังไม่ผ่านมาตรฐานจะออกคำสั่งหยุดประกอบกิจการโรงงานตาม พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ดำเนินการยกร่างกฎหมายควบคุมการระบายมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมเป้าหมายที่คาดว่าจะเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นละออง โดยเฉพาะในท้องที่กรุงเทพมหานครเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง ขนาดเล็ก (PM2.5) จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่

 

1. (ร่าง) ประกาศ อก. เรื่อง กำหนดให้โรงงานในท้องที่กรุงเทพมหานคร ต้องติดตั้งเครื่องมือหรือเครื่องอุปกรณ์พิเศษเพื่อรายงานมลพิษอากาศ จากปล่องโรงงาน พ.ศ. ….

 

2. (ร่าง) ประกาศ อก. เรื่อง กำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากปล่องหม้อน้ำของโรงงานที่ตั้งอยู่ในท้องที่ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ….

 

อีกทั้งเข้มงวดตรวจสอบรถปล่อยควันดำเกินมาตรฐาน ร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก และกรมควบคุมมลพิษ รวมทั้งหารือมาตรการเพิ่มเติมภายใต้เขตควบคุมมลพิษ โดยอาศัยฐานอำนาจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคมของทุกปี

The post ราชกิจจาฯ ประกาศ กทม. เขตควบคุมมลพิษ เดินหน้า 3 มาตรการเร่งด่วนแก้ฝุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติร่วมประชุมกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ เห็นชอบให้กรุงเทพฯ และ 4 จังหวัดภาคเหนือ เป็น ‘เขตควบคุมมลพิษ’ สู้ PM2.5 https://thestandard.co/bangkok-4-northern-provinces-pm-25/ Mon, 08 Sep 2025 10:55:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1116947

วันนี้ (8 กันยายน) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุง […]

The post ชัชชาติร่วมประชุมกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ เห็นชอบให้กรุงเทพฯ และ 4 จังหวัดภาคเหนือ เป็น ‘เขตควบคุมมลพิษ’ สู้ PM2.5 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (8 กันยายน) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ครั้งที่ 4/2568 ซึ่งมี ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบการประกาศพื้นที่กรุงเทพมหานครและ 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, และแม่ฮ่องสอน ให้เป็น เขตควบคุมมลพิษ

 

การประกาศดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรับมือกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในแต่ละปี โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวและฤดูแล้งในกรุงเทพฯ และปัญหาหมอกควันจากไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ

 

การประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษนี้จะทำให้อำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อควบคุมมลพิษมีมากขึ้น ซึ่งรวมถึงมาตรการควบคุมการเผาในที่โล่ง, การสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงสะอาด, และการติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากนี้ยังคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กรุงเทพฯ กว่า 20,000 ล้านบาทต่อปีจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสิ่งแวดล้อม

 

ที่ประชุมยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม โดยการประกาศเขตควบคุมมลพิษทั้งสองฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

The post ชัชชาติร่วมประชุมกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ เห็นชอบให้กรุงเทพฯ และ 4 จังหวัดภาคเหนือ เป็น ‘เขตควบคุมมลพิษ’ สู้ PM2.5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. เปิดรับฟังความเห็นประชาชน ประกาศกรุงเทพฯ เป็นเขตควบคุมมลพิษ https://thestandard.co/bkk-pollution-control-zone/ Tue, 05 Aug 2025 08:36:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1103819 กรุงเทพมหานครเปิดรับฟังความเห็นก่อนประกาศเขตควบคุมมลพิษเพื่อลดฝุ่น PM2.5

วันนี้ (5 สิงหาคม) พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่ […]

The post กทม. เปิดรับฟังความเห็นประชาชน ประกาศกรุงเทพฯ เป็นเขตควบคุมมลพิษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงเทพมหานครเปิดรับฟังความเห็นก่อนประกาศเขตควบคุมมลพิษเพื่อลดฝุ่น PM2.5

วันนี้ (5 สิงหาคม) พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อการเสนอขอให้ประกาศกรุงเทพมหานครเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อจัดการปัญหามลพิษทางอากาศที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะฝุ่นละออง PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

 

ข้อเสนอดังกล่าวได้รับความเห็นชอบในหลักการจากคณะอนุกรรมการฯ แล้ว โดย กทม. ต้องการนำความคิดเห็นของประชาชนไปประกอบการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดและแก้ไขปัญหามลพิษ ก่อนจะนำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพื่อพิจารณาประกาศอย่างเป็นทางการ

 

เขตควบคุมมลพิษ คือพื้นที่ที่ถูกกำหนดตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถควบคุมและแก้ไขปัญหามลพิษได้อย่างเป็นระบบ โดยจะประกาศใช้ในพื้นที่ที่มีแนวโน้มปัญหามลพิษรุนแรงจนอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน

 

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ทางเว็บไซต์ https://u.bangkok.go.th/BMAPCZcomment หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมยั่งยืน สำนักสิ่งแวดล้อม โทร. 0 2203 2951

The post กทม. เปิดรับฟังความเห็นประชาชน ประกาศกรุงเทพฯ เป็นเขตควบคุมมลพิษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. ขยายผลมาตรการเขตมลพิษต่ำ เสนอรัฐบาลประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 https://thestandard.co/bangkok-expands-low-emission-zone/ Thu, 30 Jan 2025 07:50:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1036178 มาตรการเขตมลพิษต่ำ

วันนี้ (30 มกราคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุง […]

The post กทม. ขยายผลมาตรการเขตมลพิษต่ำ เสนอรัฐบาลประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาตรการเขตมลพิษต่ำ

วันนี้ (30 มกราคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการนำมาตรการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone: LEZ) มาใช้ในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า เป็นครั้งแรกที่ห้ามรถบรรทุกเข้าพื้นที่เมืองชั้นใน และจำกัดโซนการวิ่งรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไปที่ไม่ลงทะเบียนบัญชีสีเขียวห้ามเข้าพื้นที่วงแหวนรัชดาภิเษก ซึ่งมีรถลงทะเบียนบัญชีสีเขียวกว่า 38,000 คัน สำหรับรถที่ฝ่าฝืนเข้าพื้นที่ในการประกาศใช้มาตรการช่วงค่าฝุ่น PM2.5 สูง ช่วงที่ผ่านมาให้เทศกิจแต่ละเขตพื้นที่ดำเนินการแจ้งความต่อไป

 

ชัชชาติกล่าวต่อว่า การเริ่มต้นในครั้งนี้ทำให้เราเห็นปัญหา และเห็นประสิทธิภาพในการใช้เทคโนโลยี ไม่ต้องตั้งด่าน ไม่ต้องใช้คน เชื่อว่าในแผนมาตรการฝุ่นฉบับใหม่ของประเทศที่กำลังร่างก็น่าจะนำเรื่อง LEZ ไปเป็นโมเดลด้วย

 

สำหรับการขยายผลต่อเนื่องของมาตรการ LEZ กทม. จะรวบรวมเป็นประเด็นนำเสนอรัฐบาลเกี่ยวกับมาตรการฝุ่น 11 ข้อที่คิดว่าปรับปรุงได้ และขอให้ กทม. มีอำนาจ รวมถึงเรื่องสำคัญคือการประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ ซึ่งจะทำให้ กทม. มีอำนาจมากขึ้น เช่น สามารถใช้เงินกองทุนส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมในการเพิ่มระบบการทำงานต่างๆ เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

The post กทม. ขยายผลมาตรการเขตมลพิษต่ำ เสนอรัฐบาลประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ สั่งด่วน ครม. ทุกส่วนราชการ เร่งจัดการฝุ่น PM2.5 ขั้นเด็ดขาด https://thestandard.co/pm-orders-urgent-action-pm25-crisis/ Tue, 07 Jan 2025 06:00:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1027790 pm-orders-urgent-action-pm25-crisis

วันนี้ (7 มกราคม) จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกร […]

The post นายกฯ สั่งด่วน ครม. ทุกส่วนราชการ เร่งจัดการฝุ่น PM2.5 ขั้นเด็ดขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
pm-orders-urgent-action-pm25-crisis

วันนี้ (7 มกราคม) จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการเร่งด่วนในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) คือเรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขณะนี้เข้าสู่ฤดูกาลที่ปัญหา PM2.5 เริ่มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการรับซื้ออ้อยที่ถูกเผาในหลายพื้นที่ ในขณะที่ภาพถ่ายดาวเทียมก็เริ่มเห็น Hotspot เพิ่มมากขึ้นในบางจังหวัด โดยขอให้ในที่ประชุม ครม. วันนี้หารือในประเด็นนี้ และขอมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ไปดำเนินการป้องกัน กวดขัน จับกุมอย่างเข้มงวด โดยมีเป้าหมายต้องลดให้ได้มากกว่าปีที่ผ่านมา

 

นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการในแต่ละกระทรวง โดยเฉพาะมาตรการเกี่ยวกับพืชผลทางการเกษตรที่มีการเผา นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งกำหนดมาตรการเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้ประกอบการงดการรับซื้ออ้อยไฟไหม้ และสั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บังคับใช้กฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดกับผู้เผาป่า เผาตอซังข้าว ข้าวโพด อ้อย และพืชอื่นๆ 

 

รวมทั้งประกาศกำหนดเขตควบคุมมลพิษ โดยร่วมมือกับภาคประชาสังคมในการดำเนินการดังกล่าว และให้กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการห้ามนำเข้าอ้อยไฟไหม้ รวมทั้งพืชเกษตรอื่นๆ ที่ผ่านการเผา ให้กระทรวงกลาโหมขอให้หน่วยงานความมั่นคงและกรมศุลกากรตรวจสอบการลักลอบนำเข้าพืชที่ผ่านการเผาทุกชนิดตามแนวชายแดนต่างๆ อย่างเข้มงวด

 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการส่วนราชการอื่นๆ ที่จะสามารถลดค่า PM2.5 ในภาคอื่นๆ ได้ โดยให้กระทรวงคมนาคมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบและห้ามใช้ยานพาหนะที่ปล่อยควันดำเกินมาตรฐานอย่างจริงจัง โดยเฉพาะรถกระบะ รถโดยสาร และรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ปล่อยควันดำ รวมทั้งรถขนส่งมวลชนของ ขสมก. และรถร่วมบริการเส้นทางต่างๆ ที่อยู่ในความดูแลของรัฐ

 

รวมถึงสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยกำชับ กทม. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ให้ควบคุมการก่อสร้างในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันการปล่อย PM2.5 จากไซต์งานก่อสร้าง รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ประกอบการซึ่งฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือมาตรการดังกล่าวอย่างจริงจัง และให้กระทรวงมหาดไทย (กรมโยธาธิการและผังเมือง) กำหนดแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการปล่อย PM2.5 ในโครงการก่อสร้างของรัฐ เพื่อให้ทุกหน่วยงานของรัฐนำไปกำหนดใน TOR ของการจ้างก่อสร้างต่อไป เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว

 

พร้อมทั้งสั่งการให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พัฒนาแพลตฟอร์มฐานข้อมูลกลางเกี่ยวกับ Hotspot และ Ventilation โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียม หรือ Low-Cost Sensors เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ นำไปใช้แก้ปัญหาการฟุ้งกระจายของ PM2.5 อย่างบูรณาการ และให้กระทรวงการต่างประเทศหารือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อร่วมมือและให้ความช่วยเหลือในการลดปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดน

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังมีข้อสั่งการต่อไปว่า ในด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้กระทรวงมหาดไทยกำชับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเตรียมการป้องกันกรณีที่มีการลักลอบเผาและเกิดไฟไหม้ลุกลามในวงกว้าง และเป็นต้นเหตุของ PM2.5

 

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ขอให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบกฎหมายในความรับผิดชอบ และเสนอต่อ ครม. เพิ่มเติมภายในเดือนมกราคมนี้ว่า ในแต่ละกระทรวงจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติม หรือใช้กฎหมายที่มีอยู่แก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างยั่งยืนได้อย่างไรบ้าง เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศอากาศสะอาดในเร็ววันนี้

The post นายกฯ สั่งด่วน ครม. ทุกส่วนราชการ เร่งจัดการฝุ่น PM2.5 ขั้นเด็ดขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมืองแรกของโลก! ลอนดอนกำหนดเขตควบคุมมลพิษทางอากาศ 24 ชั่วโมง ปรับจริงหากยานพาหนะไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน https://thestandard.co/london-gets-worlds-first-24-hour-air-pollution-charge-zone/ Tue, 09 Apr 2019 08:28:56 +0000 https://thestandard.co/?p=233155

เมื่อวานที่ผ่านมา (8 เม.ย.) ลอนดอนกลายเป็นเมืองแรกในโลก […]

The post เมืองแรกของโลก! ลอนดอนกำหนดเขตควบคุมมลพิษทางอากาศ 24 ชั่วโมง ปรับจริงหากยานพาหนะไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวานที่ผ่านมา (8 เม.ย.) ลอนดอนกลายเป็นเมืองแรกในโลกที่มีการกำหนดเขตควบคุมมลพิษทางอากาศ 24 ชั่วโมง ตามมาตรการ Ultra Low Emission Zone (ULEZ) โดยยานพาหนะต่างๆ ที่จะใช้ขับขี่ภายในเขตพื้นที่นี้จะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ มิเช่นนั้นอาจจะถูกปรับในอัตราสูง ซึ่งสามารถตรวจสอบสถานะยานพาหนะว่าผ่านหรือเกินมาตรฐานหรือไม่ ได้ที่ tfl.gov.uk/modes/driving/check-your-vehicle-35896

 

ซาดิก ข่าน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนระบุว่า ULEZ เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ตั้งเป้าเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและปกป้องสุขภาพของพลเมืองอังกฤษ เนื่องจากในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหอบหืด ระบบทางเดินหายใจ โรคมะเร็ง รวมถึงโรคความจำเสื่อม

 

“วันนี้เป็นหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของบ้านเรา มลพิษทางอากาศเป็นฆาตกรที่มองไม่เห็น ซึ่งเป็นภัยคุกคามด้านสุขภาพของผู้คนในเจนของพวกเรา”

 

ยานพาหนะที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานและขับขี่เข้าเขตควบคุมมลพิษอาจถูกปรับเป็นเงินราว 12.50 ปอนด์สเตอร์ลิง (ราว 520 บาท) ในกรณีที่เป็นรถยนต์ รถตู้ และรถจักรยานยนต์ ในขณะที่รถบรรทุก รถโดยสารประจำทางที่มีค่าการปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานอาจถูกปรับ 100 ปอนด์สเตอร์ลิง (ราว 4,160 บาท) โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ก่อนที่จะขยายเขตควบคุมเพิ่มเติม ครอบคลุมเส้นทางการจราจรสำคัญในวันที่ 25 ตุลาคม 2021

 

นอกจากนี้นายกเทศมนตรียังตั้งเป้าให้รถบัสสีแดง หนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองผู้ดีทั้งหมดราว 9,200 คัน ผ่านเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าวภายในเดือนตุลาคมปีหน้า ซึ่ง ULEZ เป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญในการลดปัญหามลพิษในเมืองหลวงของสหราชอาณาจักร ซึ่งมีมาตรการนำร่องตั้งแต่ปี 2017 ที่ผ่านมา โดยมียานพาหนะผ่านเข้าเขตควบคุมลดลงไม่เกิน 11,000 คันต่อวัน และมีผู้ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวกว่า 55% ของผู้ใช้รถใช้ถนน

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post เมืองแรกของโลก! ลอนดอนกำหนดเขตควบคุมมลพิษทางอากาศ 24 ชั่วโมง ปรับจริงหากยานพาหนะไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทสรุป 10 ปี คดีมาบตาพุด เขตควบคุมมลพิษกับต้นทุนราคาสูงลิ่วที่สังคมต้องจ่ายกันเอง https://thestandard.co/10-years-of-map-ta-phut-case/ https://thestandard.co/10-years-of-map-ta-phut-case/#respond Wed, 18 Oct 2017 12:24:09 +0000 https://thestandard.co/?p=35809

     ผ่านมาแล้ว 10 ปีเต็ม ในที่สุดวันนี้ […]

The post บทสรุป 10 ปี คดีมาบตาพุด เขตควบคุมมลพิษกับต้นทุนราคาสูงลิ่วที่สังคมต้องจ่ายกันเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ผ่านมาแล้ว 10 ปีเต็ม ในที่สุดวันนี้ (18 ตุลาคม 2560) มหากาพย์คดีสิ่งแวดล้อมพื้นที่ตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง ก็เดินทางมาถึงบทสรุป เมื่อศาลปกครองสูงสุดนัดฟังคำพิพากษากรณีที่ตัวแทนชาวบ้านมาบตาพุด 27 คน ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฐานละเลยล่าช้าต่อหน้าที่ และขอให้ประกาศพื้นที่มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ

     แม้ในทางคดีจะไม่มีผลในทางปฏิบัติ เพราะมาบตาพุดถูกประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษไปแล้วตั้งแต่ปี 2552 แต่คดีสิ่งแวดล้อมประวัติศาสตร์นี้ก็ยังมีความสำคัญที่ต้องจับตามองในหลายแง่มุม

     การต่อสู้ตลอด 10 ปีมานี้กำลังบอกอะไรเราบ้าง นี่คือคำตอบ

 

Photo: Nicolas Asfouri/AFP

 

จุดเริ่มต้นมหากาพย์คดีมาบตาพุด 10 ปีกับการเรียกร้อง ‘เขตควบคุมมลพิษ’

     ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ตัวแทนประชาชนชาวมาบตาพุดจาก 11 ชุมชน รอบนิคมอุตสาหกรรม 27 คน รวมตัวกันยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ต่อศาลปกครองระยอง ฐานละเลยต่อหน้าที่ กรณีไม่ประกาศให้พื้นที่มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อควบคุม ลด และขจัดมลพิษ

     ถัดมาอีก 2 ปี ศาลปกครองระยองมีคำสั่งพิพากษาเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดและพื้นที่ข้างเคียงเป็นพื้นที่ซึ่งมีปัญหามลพิษ ซึ่งมีแนวโน้มที่ร้ายแรงถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ที่ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ จึงเป็นการละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร จึงพิพากษาให้ท้องที่เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดทั้งหมด เป็นเขตควบคุมมลพิษ โดยให้ดำเนินการประกาศให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

 

Photo: Nicolas Asfouri/AFP

 

     แต่หลังจากนั้นคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุด โดยปฏิเสธว่าไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด จนกลายเป็นคดีที่ยืดเยื้อต่อเนื่องกว่าจะได้ข้อสรุปในอีก 10 ปีให้หลัง

     โดยระหว่างทางก่อนที่จะมีคำตัดสิน เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2552 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้ลงนามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 32 และประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2552 กำหนดให้ท้องที่เขตเทศบาลตำบลมาบตาพุดและพื้นที่ข้างเคียงรวมทั้งพื้นที่ทะเลภายในแนวเขต เป็นเขตควบคุมมลพิษ

     ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาออกมาในวันนี้ (18 ตุลาคม 2560) โดยเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าพื้นที่มาบตาพุดมลพิษร้ายแรงจริง คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติละเลยต่อหน้าที่ ต้องประกาศเป็น เขตควบคุมมลพิษ แต่ให้จำหน่ายคดี เนื่องจากมีการออกประกาศแล้วในระหว่างการพิจารณาคดีชั้นอุทธรณ์

 

Photo: Nicolas Asfouri/AFP

ถอดบทเรียนคดีมาบตาพุด ‘สิทธิ์ของประชาชนมีต้นทุนเสมอ’

     ในฐานะทนายความที่ติดตามคดีนี้มานาน แม้จะไม่ใช่ตัวแทนในการยื่นฟ้องในปี 2550 แต่ทนายอัมรินทร์ สายจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายประจำมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม หรือ EnLAW ถือเป็นหนึ่งคนที่รู้เรื่องคดีนี้อย่างลึกซึ้ง

     ส่วนตัวเขามองว่าคดีมาบตาพุดถือเป็นคดีทางสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญ เพราะแม้ว่าคำพิพากษาล่าสุดจะไม่มีผลในทางปฏิบัติก็ตาม เนื่องจากมีการประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่มาบตาพุดถือเป็นตัวแทนของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของภาครัฐ ที่ ณ ยุคนั้นถูกนำมาชูเป็นจุดขายเพื่อดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนจำนวนมหาศาลจากต่างประเทศ แลกมากับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายในทางที่ดีขึ้น

 

Photo: Sukree Sukplang/Reuters

 

     “คดีมาบตาพุดเป็นการตั้งคำถามถึงภาครัฐว่าสรุปแล้วรัฐให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศควบคู่ไปกับการจัดสมดุลด้านสิ่งแวดล้อมได้ดีแค่ไหน เพราะถึงแม้จะประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษไปแล้ว แต่สุดท้ายมันมีประสิทธิภาพในการลดมลพิษได้จริงไหม ขณะที่รัฐเองกำลังพยายามผลักดันอีกหลายๆ โครงการ โดยเฉพาะ EEC ที่เป็นส่วนขยายของมาบตาพุด คำถามคือแล้วประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าภาครัฐจะควบคุมผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมได้จริงๆ ในเมื่อแค่พื้นที่มาบตาพุดยังแก้ปัญหาไม่ได้เลย ทำไมประชาชนถึงจะต้องรู้สึกมั่นใจ หรือยอมรับได้หากจะเกิดโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่บ้านเกิดของพวกเขา”

     นอกจากนี้คดีมาบตาพุดยังเป็นตัวอย่างสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าการใช้สิทธิ์ของประชาชนมีต้นทุนที่สูงลิ่ว ทั้งในส่วนของการแสวงหาข้อมูลมาสนับสนุนการเรียกร้อง ซึ่งถือว่าทำได้ยากลำบากในยุคนั้น เนื่องจากต้องใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ทำให้จำเป็นต้องระดมนักวิทยาศาสตร์ และนักวิชาการจากสาขาต่างๆ มาช่วยกัน ในภาวะที่การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐเมื่อ 10 ปีที่แล้วทำได้อย่างยากลำบากเมื่อเทียบกับในปัจจุบัน ยังไม่นับรวมถึงต้นทุนเวลาที่ยืดยาวนับสิบปี

     “บทเรียนที่ได้จากคดีนี้คือ ภาครัฐควรทบทวนเรื่องการขยาย หรือส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม ว่ารัฐเองมีความพร้อมที่จะจัดการกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมามากน้อยแค่ไหน ป้องกันปัญหาได้จริงไหม หรือของเดิมยังจัดการไม่ได้แล้วจะไปส่งเสริมให้เกิดพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ซึ่งถ้าที่ผ่านมายังทำได้ไม่ดี การที่ชุมชนแต่ละพื้นที่จะออกมาคัดค้าน เป็นกังวล หรือไม่ไว้วางใจการพัฒนาของภาครัฐก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขาเห็นปรากฏการณ์มาแล้วจากมาบตาพุด” ทนายอัมรินทร์ทิ้งท้าย

 

Photo: Sukree Sukplang/Reuters

 

เขตควบคุมมลพิษ กับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยังพอกพูนในมาบตาพุด

     การประกาศให้มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ ถือเป็นความหวังครั้งใหญ่ของชาวมาบตาพุดเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพราะนั่นหมายถึงภาครัฐยอมรับว่าพื้นที่แห่งนี้มีปัญหาจริงในด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะต้องตามมาด้วยแผนฟื้นฟู ลด และขจัดมลพิษที่จะมีหลักเกณฑ์การปฏิบัติที่เข้มข้นกว่าพื้นที่ทั่วๆ ไป รวมทั้งยังมีผลต่อการอนุญาตโครงการอื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคต

     ซึ่งในความเป็นจริง แม้มาบตาพุดจะมีสถานะเป็นเขตควบคุมมลพิษมานานถึง 8 ปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าความฝันของชาวบ้านจะยังคงไม่เป็นจริง เพราะจากข้อมูลสถานการณ์มลพิษอุตสากรรม ปี 2558-2559 ที่จัดทำโดยมูลนิธิบูรณะนิเวศ ที่สนับสนุนการจัดพิมพ์โดยสหภาพยุโรป และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พื้นที่เขตควบคุมมลพิษมาบตาพุด จ.ระยอง และใกล้เคียง ยังคงมีปัญหาอยู่ในขั้น ‘วิกฤต’ และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นแต่อย่างใด

 

Photo: Nicolas Asfouri/AFP

 

     ปัญหาใหญ่ของเขตควบคุมมลพิษมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง คือการตรวจพบสารเคมีอันตรายที่เป็นสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs และสารประกอบกำมะถันในอากาศรวมทั้งหมด 20 ชนิด ซึ่งในจำนวนนี้มีสารที่รับรู้กันว่าเป็นสารก่อมะเร็ง 4 ชนิด ซึ่งจากการตรวจวัดปริมาณ VOCs ในบรรยากาศพื้นที่มาบตาพุด โดยกรมควบคุมมลพิษ ระหว่างปี 2558-2559 พบว่ามีสารมลพิษที่เกินมาตรฐานอยู่ 4 ชนิด ทั้งสารเบนซีน สาร 1, 3 บิวทาไดอีน สารคลอโรฟอร์ม และสาร 1, 2 ไดคลอโรอีเทน

     เช่นเดียวกับการตรวจวัดคุณภาพน้ำที่พบว่ามีการปนเปื้อนสาร VOCs และโลหะหนักในน้ำใต้ดินและน้ำบ่อตื้นหลายแห่ง ส่วนน้ำผิวดิน พบว่าแหล่งน้ำต่างๆ มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม 10 คลอง ส่วนเกณฑ์เสื่อมโทรมมากมี 5 คลอง เช่นเดียวกับการตรวจวัดโลหะหนักในแหล่งน้ำที่พบว่ามีสารหนูเกินค่ามาตรฐานบ่อยครั้งที่สุดใน 7 คลอง โดยคลองที่พบโลหะหนักหลายชนิดที่สุด มีการพบทั้งสารหนู โครเมียม แมงกานีส ตะกั่ว และสังกะสี ยังไม่รวมการตรวจตะกอนดินชายฝั่งทะเลที่พบว่ามีการปนเปื้อนของสารโลหะหนักหลายชนิด

     นอกจากนี้ในปี 2558 ยังเกิดปรากฏการณ์กรณีน้ำเสียคลองบางเบิดที่ชาวบ้านพบความผิดปกติของน้ำบริเวณปลายคลอง ที่มีลักษณะเป็นฟองสีน้ำตาลจำนวนมากลอยอยู่บนผิวน้ำ ซึ่งหลังจากนั้นมีการตรวจพบปริมาณสารทองแดง แมงกานีส สังกะสี ปรอท และสารหนู เกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานน้ำผิวดิน

     ส่วนในปี 2559 ก็เคยเกิดปรากฏการณ์ปลาตายเกลื่อนหาดตากวนเป็นจำนวนมาก ซึ่งชาวประมงเปิดเผยว่าเหตุการณ์ปลาตายหมู่ครั้งนั้นไม่ใช่ความผิดปกติครั้งแรกที่เคยเกิดขึ้น แต่เป็นเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงมากที่สุดเท่าที่ชาวประมงหลายคนเคยจำความได้

     อีกตัวชี้วัดสำคัญที่เผยให้เห็นว่าปัญหามลพิษไม่ได้หายไปจากพื้นที่ควบคุมมลพิษมาบตาพุดก็คือ อัตราการเกิดโรคมะเร็งเกือบทุกชนิดของประชากรใน จ.ระยองสูงกว่าประชากรในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ ขณะที่การพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่และย่านใกล้เคียงยังคงขยายตัวและรุกคืบอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งการเกิดนิคมอุตสาหกรรมใหม่ๆ การขยายโรงงานภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม รวมไปถึงแนวนโยบายระดับชาติอย่างการกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ยังมีมาบตาพุดเป็นหนึ่งในเป้าหมายอีกด้วย

     หลักฐานเหล่านี้อาจบอกเรากลายๆ ว่า 10 ปีที่ผ่านมากับการเรียกร้องของชาวบ้านมาบตาพุดอาจเป็นเพียง 10 ปีที่สูญเปล่า ตราบใดที่รัฐบาลไม่ว่ายุคไหนๆ ยังคงให้ความสำคัญกับการเดินหน้าพัฒนาแต่ละเลยผลกระทบรอบตัวที่อาจจะเกิดขึ้น

     แต่ถึงอย่างนั้นคดีมาบตาพุดก็ยังถือเป็นประจักษ์พยาน และเป็นคดีบรรทัดฐานสำคัญในการต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อมระหว่างประชาชนกับภาครัฐต่อไปในอนาคต

The post บทสรุป 10 ปี คดีมาบตาพุด เขตควบคุมมลพิษกับต้นทุนราคาสูงลิ่วที่สังคมต้องจ่ายกันเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/10-years-of-map-ta-phut-case/feed/ 0