เกาะกูด Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เกาะกูด/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 12 May 2026 03:33:12 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ​​สีหศักดิ์​เมินกัมพูชาแอบขึ้นทะเบียน MOU 2544​ เก็บเป็นหลักฐาน ชี้ไร้ผล เหตุยกเลิกแล้ว https://thestandard.co/cambodia-claims-historical-sea-deal/ Tue, 12 May 2026 03:31:16 +0000 https://thestandard.co/cambodia-claims-historical-sea-deal/ สีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​การต่างประเทศ​

วันนี้ (12 พฤษภาคม) สีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว​ รองนายกรัฐม […]

The post ​​สีหศักดิ์​เมินกัมพูชาแอบขึ้นทะเบียน MOU 2544​ เก็บเป็นหลักฐาน ชี้ไร้ผล เหตุยกเลิกแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​การต่างประเทศ​

วันนี้ (12 พฤษภาคม) สีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว​ รองนายกรัฐมนตรี และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​การต่างประเทศ​ ระบุถึงกรณีที่ทหารกัมพูชาจับตัวคนไทยหาของป่าในข้อหาลักลอบข้ามแดนว่า​ ขณะนี้อยู่ในกระบวนการ เรื่องการให้ความช่วยเหลือในเรื่องของทนายความ ซึ่งขณะนี้มีการประสานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมติดตามอย่างใกล้ชิด

 

ส่วนกรณีที่ทางการกัมพูชาขึ้นทะเบียนบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน

 

ปี 2001 หรือที่ฝ่ายไทยเรียกว่า MOU 2544​ เพื่อเป็นหลักฐานเรื่องเส้นเขตแดน​ ก่อนที่รัฐบาลไทยจะประกาศยกเลิก​ สีหศักดิ์กล่าวว่า​ ปัจจุบันกัมพูชาเป็นรัฐภาคีของกฎหมาย อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982​ หรือ UNCLOS​ ซึ่งเป็นกรอบเดียวกันกับที่เราจะพูดคุย ในขณะที่ MOU 2544 เราก็ยกเลิกไปแล้ว ได้เห็นว่าการเจรจาภายใต้​ UNCLOS เป็นเรื่องที่ดี ไม่ต้องเสียเวลา แต่ยังไม่ควรที่จะสรุปว่าจะใช้กลไกใด

 

เมื่อถามว่า การที่กัมพูชาไปขึ้นทะเบียน MOU 2544​ เพื่อบันทึกเป็นหลักฐาน​ถึงเส้นเขตแดนที่กัมพูชา​ลากผ่านเกาะกูด​ จังหวัดตราด​ ของไทย​ สีหศักดิ์​ยืนยันว่าอันนั้นไม่ได้ เพราะภายใต้กฎหมาย​ UNCLOS ต้องไปดูเรื่องเขตแดน​ ซึ่งเป็นกติกากฎหมายระหว่างประเทศ ที่สากลยอมรับ​ ซึ่งตนไม่ทราบว่าเขาไปแอบขึ้นทะเบียนอะไรอย่างไร รู้เพียงอย่างเดียวว่าจะคุยกันภายใต้กฎหมาย​ UNCLOS

 

ส่วนจะไม่มีผลต่อเกาะกูดของไทยใช่หรือไม่ สีหศักดิ์​ กล่าวว่า หากมีการลากเส้น​ จะรู้เลยว่าเกาะกูดเป็นของไทยอยู่แล้ว

The post ​​สีหศักดิ์​เมินกัมพูชาแอบขึ้นทะเบียน MOU 2544​ เก็บเป็นหลักฐาน ชี้ไร้ผล เหตุยกเลิกแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินเผย แจ้งยกเลิก MOU 44 ต่อหน้านายกฯ​ กัมพูชา ใช้ UNCLOS เดินหน้าข้อพิพาททะเล ขอประชาชนสบายใจ เกาะกูดเป็นของไทย https://thestandard.co/anutin-cancels-mou-44-unclos-koh-kood/ Sat, 09 May 2026 02:37:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1205301 อนุทิน ชาญวีรกูล ระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียน พร้อมประกาศยกเลิก MOU 44

วันนี้ (8 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐ […]

The post อนุทินเผย แจ้งยกเลิก MOU 44 ต่อหน้านายกฯ​ กัมพูชา ใช้ UNCLOS เดินหน้าข้อพิพาททะเล ขอประชาชนสบายใจ เกาะกูดเป็นของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล ระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียน พร้อมประกาศยกเลิก MOU 44

วันนี้ (8 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ช่วงระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีข้อความระบุว่า โดยปกติตนเป็นคนที่ทำงานใดๆ แล้วไม่ประสงค์ที่จะต้องออกมาประโคมข่าวหรือสร้างความสำคัญให้กับตัวเอง เพราะหน้าที่ในการเป็นนายกรัฐมนตรีก็คือต้องทำทุกอย่าง ทุกเรื่อง ทำอย่างไรก็ได้ที่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์ต่อประเทศไทยและพี่น้องประชาชนของผม

 

“ผมเดินทางมาร่วมประชุมผู้นำของอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ในขณะนี้ และประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานของที่ประชุม ต้องการให้เกิดบรรยากาศการประชุมที่ดี จึงได้นัดให้ผมได้พบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาก่อนการเปิดประชุม เพื่อลดความตึงเครียดเมื่อเย็นวานนี้ (7 พฤษภาคม) และไหนๆ ก็ได้พบกันแบบตัวเป็นๆ แล้ว ผมจึงใช้โอกาสนี้แจ้งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาโดยตรงเลยว่า รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนายกรัฐมนตรีกัมพูชาก็ได้รับทราบ พร้อมกับกล่าวว่า ท่านผิดหวังต่อการที่รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจเช่นนี้”

 

รัฐบาลกัมพูชาก็จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากหันไปใช้แนวทางและกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ของอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทางทะเล หรือ UNCLOS ในการที่จะดำเนินการเรื่องข้อตกลงทางสิทธิประโยชน์ทางทะเลต่อไป ซึ่งการยึดถือหลักปฏิบัติตามอนุสัญญาดังกล่าว ก็เป็นไปตามความต้องการของรัฐบาลไทย เพราะจากนี้ไป หากมีการพูดคุยใดๆ ทั้งสองประเทศก็จะยึดถือหลักการและข้อกำหนดเดียวกัน เนื่องจากกัมพูชาก็เพิ่งให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญานี้เมื่อต้นปี 2569 ที่ผ่านมา

 

นายกรัฐมนตรีระบุอีกว่า สำหรับตนการได้แจ้งให้กัมพูชาได้รับทราบเรื่องการประกาศยกเลิก MOU 44 ของรัฐบาลไทยในการพบกันครั้งนี้ สามารถถือเป็นที่ประจักษ์ได้เลยว่า กัมพูชาได้รับทราบการตัดสินใจของฝ่ายไทยอย่างเป็นทางการแล้ว และนอกเหนือจากนั้น กัมพูชายังได้แจ้งให้ฝ่ายไทยได้รับทราบถึงแนวทางการดำเนินการจากนี้ต่อไปของเขาด้วย และยังได้ประกาศในที่ประชุมใหญ่ของผู้นำชาติอาเซียนด้วย เป็นอันสิ้นสงสัยว่า กัมพูชาจะยอมรับการยกเลิก MOU 44 จากไทยหรือไม่ หากไม่ได้มีการพบกันในครั้งนี้ รัฐบาลไทยก็จะต้องทำการแจ้งเป็นหนังสือไปยังรัฐบาลกัมพูชา และกว่าจะจบกระบวนการได้ก็คงใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าครึ่งปี เมื่อไม่มี MOU 44 แล้ว ก็จะไม่มีเส้นที่ลากผ่านเกาะกูดให้เป็นที่เคลือบแคลงหรือกังวลต่อไปอีก พี่น้องประชาชนของตนสบายใจได้เลยว่า #เกาะกูดเป็นของประเทศไทย

 

นายกรัฐมนตรีระบุต่อว่า ส่วนประเด็นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปักปันเขตแดน การเจรจาในระดับคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ก็ยังคงดำเนินการต่อไปตามเดิมที่ทำกันอยู่แล้ว ทั้งสองฝ่ายได้มีการขอให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศได้พบปะและหารือกันมากขึ้น หากถึงจุดที่เหมาะสมก็ค่อยให้มีการยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นมาเป็นขั้นๆ เพราะตอนนี้เหลือแต่คนเฝ้าสถานทูต ไม่มีข้าราชการอยู่ทำงานนานแล้ว งานบริการคนไทยที่อยู่ที่นั่นก็ทำไม่ได้ ซึ่งก็จะได้จัดให้มีการหารือกันต่อไปจนกว่าจะบรรลุข้อตกลง มีการเห็นพ้องกันในเรื่องของการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ว่าให้ฝ่ายตำรวจของทั้งสองประเทศร่วมมือกันดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดกับคนชั่วเหล่านี้ ตนก็ตอบตกลง เพราะประเทศและประชาชนไทยได้ประโยชน์

 

นายกรัฐมนตรีระบุด้วยว่า เรื่องการเปิดด่านไม่มีการพูดถึง เรื่องความร่วมมืออื่นๆ ก็ยังไม่ได้มีการยกขึ้นมา ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสันติภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากให้เกิดขึ้น ตนก็แจ้งเขาว่าจะสร้างสันติภาพได้ ทั้งสองฝ่ายต้องมีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน สร้างความมั่นใจให้เห็นกันจะๆ หลีกเลี่ยงการใช้กำลังทางทหารต่อสู้กันให้มากที่สุด ทั้งหมดที่พบกันก็มีเพียงแค่นี้

 

“ผมเห็นมีการประโคมข่าวทางโซเชียลมีเดียอย่างมากมาย และเป็นข่าวเท็จ ใช้จินตนาการนั่งเทียนเขียนเพื่อให้เกิดความแตกแยกและเกลียดชัง ทั้งที่ผมและสีหศักดิ์ พ่วงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้แถลงข่าวโดยละเอียดไปแล้ว ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่างด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และยึดถือความรู้สึกของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ ไม่มีทางเป็นอื่นอย่างแน่นอนครับ ผมอยู่กับสถานการณ์นี้มาตั้งแต่ยังเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ มท.1 จนมาเป็นนายกรัฐมนตรีรอบสองแล้ว ผมทราบดีว่าจะต้องทำอะไรและทำอย่างไร ทุกขั้นตอนผมจะคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน และจะอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน ขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนมั่นใจในนายกรัฐมนตรีของท่านคนนี้ในเรื่องนี้ได้เลย แล้วพบกันที่กรุงเทพฯ นะครับ กราบสวัสดีทุกท่านจากเมือง Cebu ฟิลิปปินส์ครับ” นายกรัฐมนตรีระบุ

The post อนุทินเผย แจ้งยกเลิก MOU 44 ต่อหน้านายกฯ​ กัมพูชา ใช้ UNCLOS เดินหน้าข้อพิพาททะเล ขอประชาชนสบายใจ เกาะกูดเป็นของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
MOU 44 กับ UNCLOS จากความประนีประนอมทางการเมืองสู่ความชัดเจนทางกฎหมาย https://thestandard.co/mou-44-unclos-maritime-border-thailand/ Wed, 06 May 2026 10:44:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1204470 โลโก้ UNCLOS บนพื้นหลังธงชาติไทยและกัมพูชา สื่อถึงความขัดแย้งเขตแดนทางทะเล

ความขัดแย้งด้านเขตแดนทางทะเลในอ่าวไทยถือเป็นปัญหาที่ซับ […]

The post MOU 44 กับ UNCLOS จากความประนีประนอมทางการเมืองสู่ความชัดเจนทางกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ UNCLOS บนพื้นหลังธงชาติไทยและกัมพูชา สื่อถึงความขัดแย้งเขตแดนทางทะเล

ความขัดแย้งด้านเขตแดนทางทะเลในอ่าวไทยถือเป็นปัญหาที่ซับซ้อน ระหว่างมรดกทางประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการของกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ และการอ้างสิทธิ์ที่ทับซ้อนกันของรัฐ

 

 
 

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ไทยและกัมพูชา พยายามแก้ปัญหาการอ้างสิทธิ์ที่ทับซ้อนกันในอ่าวไทย ผ่านกรอบความร่วมมือทวิภาคี โดยล่าสุดมีเอกสารที่สำคัญคือ บันทึกความเข้าใจ (MOU) พ.ศ. 2544 (หรือที่มักเรียกกันว่า MOU 44)

 

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์โดยยึดตามหลักการของ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี 2525 (UNCLOS, 1982) และคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก (International Court of Justice – ICJ) และศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (International Tribunal for the Law of the Sea – ITLOS) ในคดีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีประวัติศาสตร์อย่าง North Sea Continental Shelf Cases, ICJ 1969 ชี้ให้เห็นว่า ผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศไทยจะได้รับการคุ้มครองได้ดีกว่ามาก หากไทยยึดมั่นใน UNCLOS อย่างเคร่งครัด แทนที่จะพึ่งพาการประนีประนอมทางการเมือง ซึ่งเป็นนัยหลักของ MOU 44

 

ความขัดแย้งด้านเขตแดนทางทะเลในอ่าวไทยถือเป็นปัญหาที่ซับซ้อน ระหว่างมรดกทางประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการของกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ และการอ้างสิทธิ์ที่ทับซ้อนกันของรัฐ

 

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ไทยและกัมพูชา พยายามแก้ปัญหาการอ้างสิทธิ์ที่ทับซ้อนกันในอ่าวไทย ผ่านกรอบความร่วมมือทวิภาคี โดยล่าสุดมีเอกสารที่สำคัญคือ บันทึกความเข้าใจ (MOU) พ.ศ. 2544 (หรือที่มักเรียกกันว่า MOU 44)

 

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์โดยยึดตามหลักการของ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี 2525 (UNCLOS, 1982) และคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก (International Court of Justice – ICJ) และศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (International Tribunal for the Law of the Sea – ITLOS) ในคดีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีประวัติศาสตร์อย่าง North Sea Continental Shelf Cases, ICJ 1969 ชี้ให้เห็นว่า ผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศไทยจะได้รับการคุ้มครองได้ดีกว่ามาก หากไทยยึดมั่นใน UNCLOS อย่างเคร่งครัด แทนที่จะพึ่งพาการประนีประนอมทางการเมือง ซึ่งเป็นนัยหลักของ MOU 44

 

ข้อจำกัดของ MOU 44 เทียบกับความแข็งแกร่งของ UNCLOS

 

MOU 44 ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกรอบในการกำหนดเขตไหล่ทวีป (continental shelf) และการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน (Joint Development Area – JDA) ซึ่งแม้ว่าจะเป็นความพยายามในเชิงปฏิบัติ เพื่อก้าวข้ามสภาวะชะงักงันระหว่างไทยและกัมพูชา แต่บันทึกดังกล่าวก็มีจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ และมีผลกระทบในทางลบค่อนข้างสูงสำหรับไทย นั่นคือการยอมรับโดยนัยต่อการให้มี “พื้นที่พัฒนาร่วม” (JDA) ไทย-กัมพูชา โดยอ้างอิงจากเส้นเขตแดนซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด

 

ในทางตรงกันข้าม การอ้างสิทธิ์โดยยึดตาม UNCLOS โดยตรง โดยเฉพาะมาตรา 74 และ 83 จะเปลี่ยนจุดเน้นจากการเจรจาทางการเมืองไปสู่หลักการ “เส้นมัธยะ และสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง” (equidistance/relevant circumstances) ทั้งนี้ คดี North Sea Continental Shelf Cases ได้วางบรรทัดฐานว่าการแบ่งเขตทางทะเลต้องตั้งอยู่บน “หลักการที่เท่าเทียมและเป็นธรรม” (equitable principles) โดยคำนึงถึงการขยายตัวตามธรรมชาติของดินแดนทางบก

 

สำหรับประเทศไทย หลักการของ UNCLOS จะช่วยกำหนดระเบียบวิธีที่เป็นมาตรฐานและเป็นรูปธรรมในการแบ่งเขตแดน ซึ่งเอื้อต่อความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ของไทยมากกว่าการอ้างสิทธิ์ฝ่ายเดียวที่กัมพูชาทำขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1970 และใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนด “พื้นที่ทับซ้อน” ใน MOU 44

 

ปัจจัย “เกาะกูด” และหลักการเส้นมัธยะ

 

ข้อได้เปรียบหลักของประเทศไทยภายใต้ UNCLOS อยู่ที่การพิจารณาว่า ควรจะปฏิบัติอย่างไรในกรณีของเกาะในทะเล ในขณะที่ เส้นอ้างสิทธิ์ของกัมพูชา ในปี 1972 ลากตัดผ่านกลาง เกาะกูด ซึ่งเป็นเกาะภายใต้อธิปไตยของไทย มีประชากรไทยอาศัยอยู่อย่างถาวร และไทยมีอำนาจอธิปไตยเหนือเกาะดังกล่าวอย่างชัดเจน ซึ่งภายใต้ UNCLOS มาตรา 121 เกาะมีสิทธิที่จะมีอาณาเขตทางทะเล (territorial sea) เขตต่อเนื่อง (contiguous zone) เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) และไหล่ทวีป (continental shelf) ของตนเอง

 

เส้นอ้างสิทธิ์ของกัมพูชาซึ่งเจตนาละเลยสิทธิทางกฎหมายของเกาะกูดนั้น ไม่สอดคล้องอย่างยิ่งกับหลักการทางกฎหมายของ UNCLOS ซึ่งที่ผ่านมาคำตัดสินของ ICJ และ ITLOS ในคดีต่างๆ อาทิ Nicaragua v. Colombia (ICJ, 2023) ได้มีการกำหนดหลักการไว้อย่างชัดเจนและคงเส้นคงวา ว่าเกาะต่างๆ ไม่สามารถถูกละเลยหรือถูก “ปิดล้อม” (enclaved) ได้ หากเป็นภูมิประเทศที่มีความสำคัญ (islands cannot be simply ignored or “enclaved” if they are significant features) ดังนั้น การที่ไทยจะยึดถือหลักการดังกล่าว และหันมาใช้ UNCLOS จะทำให้ไทยสามารถโต้แย้งเรื่อง เส้นมัธยะ (Equidistance line) หรือเส้นกึ่งกลางที่ทุกจุดมีระยะห่างเท่ากันจากจุดฐาน (baseline) ของไทยและกัมพูชา ได้อย่างหนักแน่น

 

โลโก้ UNCLOS บนพื้นหลังธงชาติไทยและกัมพูชา สื่อถึงความขัดแย้งเขตแดนทางทะเล 1

 

ทั้งนี้ หากลากเส้นมัธยะโดยใช้เกาะกูดเป็นจุดฐาน เส้นเขตแดนที่ได้จะขยับไปทางทิศตะวันออกอย่างมีนัยสำคัญซึ่งเป็นประโยชน์ต่อไทย การอ้างสิทธิ์ของกัมพูชาที่อาศัยสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม (ค.ศ. 1907) ซึ่งเน้นเรื่องดินแดนทางบกเป็นหลักนั้น ยากที่จะยืนหยัดได้ในทางกฎหมายเมื่อเทียบกับ “หลักการระยะทาง” (distance principle) ที่บัญญัติไว้ใน UNCLOS

 

การพิจารณาบริบททางภูมิศาสตร์ในภาพรวม: การมีส่วนร่วมของเวียดนาม

 

อ่าวไทยเป็นทะเลกึ่งปิด และข้อตกลงทวิภาคีใดๆ ระหว่างไทยและกัมพูชาย่อมไม่สมบูรณ์หากไม่พิจารณาการอ้างสิทธิ์ของเวียดนาม ทั้งนี้ พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอ่าวไทยเป็นพื้นที่ “จุดร่วมสามฝ่าย” (triple-point) ที่ผลประโยชน์ของทั้งสามประเทศมาบรรจบกัน

 

การพึ่งพา MOU ทวิภาคี (เช่น MOU 44) มีความเสี่ยงเพราะไม่สามารถผูกพันบุคคลที่สาม (เวียดนาม) ได้ ภายใต้คำวินิจฉัยคดี North Sea Continental Shelf Cases “ความได้สัดส่วน” (proportionality) ของแนวชายฝั่งต่อพื้นที่ทางทะเลที่ได้รับ เป็นปัจจัยสำคัญในการบรรลุทางออกที่เป็นธรรม หากไทยและกัมพูชาแบ่งพื้นที่ตาม MOU 44 ทั้งสองประเทศจะพบว่าเขตแดนที่ “ตกลงกันแล้ว” มีแนวโน้มจะถูกคัดค้านโดยเวียดนามเนื่องจาก MOU 44 ไม่ได้ยึดถือหลักการของ UNCLOS

 

ด้วยเหตุผลทั้งหมดข้างต้น การใช้ UNCLOS จะเป็นภาษาสากล ที่ช่วยให้ไทยได้เปรียบในบริบทสามฝ่ายดังนี้

 

1.ความสอดคล้อง: ป้องกันไม่ให้ไทยต้องติดอยู่ระหว่างมาตรฐานทางกฎหมายที่แตกต่างกันที่กัมพูชาและเวียดนามใช้

 

2.ข้อโต้แย้งเรื่อง “ความเว้า” (Concavity): UNCLOS, ICJ และ ITLOS ยอมรับว่าในแนวชายฝั่งที่มีลักษณะเว้า (เช่น อ่าวไทย) เส้นมัธยะที่เคร่งครัดเกินไปอาจทำให้ประเทศใดประเทศหนึ่งถูก “ตัดขาด” จากเขตทางทะเลของตนอย่างไม่เป็นธรรม อาทิ ในคดี Bangladesh/Myanmar case, 2012 ซึ่งในเรื่องนี้ ไทยสามารถใช้หลักกฎหมายดังกล่าว ในการป้องกันว่า การอ้างสิทธิ์ทั้งโดยกัมพูชาและเวียดนาม จะไม่บีบช่องทางออกสู่ทะเล (disproportionately squeeze) ของไทยมากจนเกินไป

 

3.ความมั่นคง: การระงับข้อพิพาทโดยอิงตามหลักการของ UNCLOS มีแนวโน้มที่จะได้รับการยอมรับจากนานาชาติมากกว่า การตกลงทางการเมืองแบบทวิภาคี ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน ในการลงทุนระยะยาวในโครงการพลังงานนอกชายฝั่ง เนื่องจากนักลงทุนย่อมต้องการความชัดเจนทางกฎหมาย

 

ข้อได้เปรียบของ “หลักการที่เป็นธรรม”

 

คดี North Sea Continental Shelf Cases ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ความยุติธรรมไม่ได้หมายถึงความเท่าเทียมเสมอไป” (equity does not necessarily imply equality) ประเทศไทยมีแนวชายฝั่งตามแนวอ่าวไทยที่ยาวกว่ากัมพูชา ภายใต้หลัก ความได้สัดส่วน (proportionality) ประเทศไทยมีสิทธิที่จะได้รับพื้นที่ทางทะเลที่สะท้อนถึงความยาวของแนวชายฝั่งของตน ดังนั้น การที่มีผู้กล่าวว่า หากมี “พื้นที่ทับซ้อน” ทางออกคือการแบ่งพื้นที่ดังกล่าวกัน “คนละครึ่ง” นั้น เท่ากับเป็นการทำให้ไทยสูญเสียสิทธิทางอธิปไตย

 

การอ้างสิทธิ์ในปี 1972 ของกัมพูชานั้นถือเป็นกรณีที่ผิดปกติ (outlier) เนื่องจากไม่ได้ลากตามแนวชายฝั่งของตน อีกทั้งยังละเลยสิทธิของไทยเหนือเกาะกูด ทำให้เป็นการอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ที่ไม่เป็นสัดส่วนกับความยาวชายฝั่งของกัมพูชา ดังนั้น การที่ไทยจะก้าวข้ามจาก MOU 44 และเปลี่ยนไปสู่การยึดถือหลักการของ UNCLOS จะเป็นการบังคับให้มีการประเมินเขตแดนใหม่ตามหลักการ “แนวทางสามขั้นตอน” (Three-Stage Approach) ที่ ITLOS นำมาใช้ในการพิจารณาคดีในปัจจุบัน คือ:

 

(1) การลากเส้นมัธยะชั่วคราว (drawing a provisional equidistance line);

 

(2) การปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง ในกรณีนี้ คือการมีเกาะกูด ของไทยอยู่ในทะเล (adjustments for relevant circumstances)

 

(3) การทดสอบความได้สัดส่วน (conducting a proportionality test)

 

กล่าวโดยสรุปคือ แม้ว่า MOU 44 จะเป็นความพยายามที่สะดวกและรวดเร็ว ในการแบ่งปันทรัพยากรระหว่างสองประเทศ แต่แนวคิดดังกล่าวกลับทำให้ไทยต้องติดอยู่ในกรอบที่ให้คุณค่ากับการอ้างสิทธิของกัมพูชา โดยไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายใดๆ รองรับ ซึ่งการหันมายึดถือหลักการของ UNCLOS และบรรทัดฐานพร้อมบทเรียนจากคดี North Sea Continental Shelf Cases และคดีอื่นๆ หลังจากนั้น จะทำให้ไทยเปลี่ยนจากฐานะของผู้ประนีป

 

และที่สำคัญคือ UNCLOS จะเป็นกลไกที่จะช่วยให้ไทยสามารถปกป้องอธิปไตยของไทยเหนือเกาะกูด และสิทธิของเกาะกูดในการมีอาณาเขตทางทะเลของตนเอง นอกจากนี้ UNCLOS ยังจะช่วยให้ไทยสามารถขยายพื้นที่ EEZ ของตนให้ได้มากที่สุด โดยอาศัยหลักเส้นมัธยะ และหลักการสนับสนุนอื่นๆ และท้ายที่สุดคือ ช่วยสร้างสันติภาพ ความมั่นคง และสภาพแวดล้อมทางทะเลในอ่าวไทยแบบไตรภาคี และมีความยั่งยืน บนพื้นฐานของกฎหมายที่มีความเป็นสากล ร่วมกับกัมพูชาและเวียดนาม

 

 

อ้างอิง:

  • ISP Occasional Paper – สถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ (Institute for Strategic Peace: ISP)

 

The post MOU 44 กับ UNCLOS จากความประนีประนอมทางการเมืองสู่ความชัดเจนทางกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟังความรอบด้าน ยกเลิก MOU 2544 ประโยชน์หรือความเสี่ยงสำหรับไทย? https://thestandard.co/mou-2544-cancellation-thailand/ Thu, 23 Apr 2026 10:14:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1200549 ภาพประกอบการ ยกเลิก MOU 2544 ระหว่างไทย-กัมพูชา: ประโยชน์และความเสี่ยง

มติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่เห็นชอบให้ย […]

The post ฟังความรอบด้าน ยกเลิก MOU 2544 ประโยชน์หรือความเสี่ยงสำหรับไทย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการ ยกเลิก MOU 2544 ระหว่างไทย-กัมพูชา: ประโยชน์และความเสี่ยง

มติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่เห็นชอบให้ยกเลิก MOU 2544 หรือ ‘บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในไหล่ทวีป’ ที่มีการลงนามรับรองในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในปี 2544 เป็นประเด็นใหญ่ที่หลายฝ่ายจับตามองถึงผลดีและผลเสียที่อาจเกิดตามมา

 

 
 

MOU 2544 และพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (Overlapping Claims Area: OCA) ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในอ่าวไทยกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร กลายเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนท่ามกลางข้อพิพาทเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาที่มีมายาวนาน โดยมีการตั้งข้อสังเกตที่รุนแรง เช่น MOU ฉบับนี้อาจส่งผลให้ไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ หรืออาจถึงขั้นเสี่ยงนำไปสู่การสูญเสียดินแดน

 

ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร และ THE STANDARD เคยร่วมจัดงานเสวนาหัวข้อ ‘OCA ไทย-กัมพูชา: ข้อเท็จจริงและทางเลือก’ โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากหลากหลายสาขา รวมถึงผู้แทนรัฐสภา กระทรวงการต่างประเทศ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในประเด็นนี้ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ร่วมให้ข้อมูลภูมิหลัง ข้อเท็จจริง ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหลายแง่มุมเกี่ยวกับ OCA และ MOU 2544 ซึ่งครอบคลุมไปถึงเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับเขตทางทะเล กลไกการเจรจา การดำเนินการของรัฐบาล บทบาทของรัฐสภา และความมั่นคงทางพลังงานของไทย

 

เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างชัดเจน THE STANDARD จะพาไปย้อนดูข้อมูลและข้อเท็จจริงที่สำคัญจากเวทีเสวนานี้อีกครั้ง

 

จากปัญหา OCA สู่ MOU 2544

 

กรณีปัญหาเกี่ยวกับ OCA และ MOU 2544 นั้นเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อน ที่มาที่ไปคร่าวๆ ย้อนไปตั้งแต่ปี 2515 ที่กัมพูชาประกาศกำหนดเส้นเขตไหล่ทวีปและทะเลอาณาเขตของกัมพูชาในอ่าวไทย โดยลากเส้นจากหลักเขตที่ 73 ซึ่งอ้างว่าเป็นหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา หลักสุดท้าย มาประชิดด้านทิศตะวันตกของเกาะกูด ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิและอธิปไตยทางทะเลของไทยอย่างชัดเจน และไม่เป็นไปตามกฎหมายทะเลสากล

 

การละเมิดที่เกิดขึ้น ได้แก่

 

  • ละเมิดทะเลอาณาเขต 12 ไมล์ทะเลของราชอาณาจักรไทยรอบเกาะกูด
  • ละเมิดเขตทะเลต่อเนื่อง 24 ไมล์ทะเลของราชอาณาจักรไทยรอบเกาะกูด
  • ละเมิดเขตเศรษฐกิจจำเพาะของราชอาณาจักรไทยที่มีการแบ่งครึ่งมุมระหว่างเกาะกูดกับเกาะกงจากหลักเขตที่ 73 จึงเป็นการละเมิดเส้นแบ่งที่ระยะทางเท่ากันระหว่างไทยและกัมพูชา (Equidistant Line)

 

ขณะที่ไทยปฏิเสธการประกาศขีดเส้นที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศของกัมพูชา ด้วยการมีพระบรมราชโองการในสมัยรัชกาลที่ 9 ประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปประเทศไทยด้านอ่าวไทยเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 และลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2516 โดยมี จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

 

ทั้งนี้ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) ระบุว่า ไหล่ทวีป (Continental Shelf) ของรัฐชายฝั่ง หมายถึงพื้นดินท้องทะเลและดินใต้ผิวดินของบริเวณใต้ทะเล ซึ่งขยายเลยทะเลอาณาเขตออกไปตามธรรมชาติของดินแดนจนถึงริมนอกของขอบทวีป หรือจนถึงระยะ 200 ไมล์ทะเลจากเส้นฐาน ซึ่งใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต ในกรณีที่ริมนอกของขอบทวีปขยายไปไม่ถึงระยะนั้น และในบางกรณี ไหล่ทวีปสามารถขยายได้จนถึง 350 ไมล์ทะเลจากเส้นฐาน

 

โดยในบริเวณไหล่ทวีป รัฐชายฝั่งมีสิทธิอธิปไตยในการสำรวจและแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในไหล่ทวีปของตน และผู้ใดจะดำเนินการเหล่านี้ต้องได้รับความยินยอมจากรัฐชายฝั่งนั้นก่อน

 

ขณะที่ไทยและกัมพูชาต่างเป็นภาคีของอนุสัญญาเจนีวา ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1958 จึงมีข้อผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามอนุสัญญา หากไม่มีการตกลงกันหรือมีพฤติการณ์พิเศษ

 

การประกาศอ้างสิทธิเขตไหล่ทวีปของไทยและกัมพูชาทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร

 

ทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาเรื่องพื้นที่ OCA 3 ครั้งที่สำคัญ คือเมื่อวันที่ 2-5 ธันวาคม 2513, 14 มีนาคม 2535 และ 27-28 เมษายน 2538 จนในที่สุดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ฝ่ายไทยและกัมพูชาจึงได้ลงนามรับรอง MOU 2544

 

ไทม์ไลน์ MOU 2544

 

MOU 2544 เป็นบันทึกความเข้าใจที่กำหนดกรอบและกลไกในการเจรจาเพื่อหาข้อสรุปเรื่องการปักปันเขตแดน (Delimitation) ทางทะเลในพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนหรือ OCA

 

โดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมายอธิบายว่า พื้นที่ OCA รวม 26,000 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็น 2 พื้นที่หลักๆ ได้แก่

 

  • พื้นที่เหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ หรือที่เรียกกันว่า ‘พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนส่วนบน’ กำหนดให้เจรจาแบ่งเขตทางทะเล โดยมีพื้นที่ประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร
  • พื้นที่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ หรือที่เรียกกันว่า ‘พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนส่วนล่าง’ กำหนดให้เจรจาเพื่อพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน (Joint Development Area: JDA) โดยมีพื้นที่ประมาณ 16,000 ตารางกิโลเมตร

 

เงื่อนไขสำคัญของ MOU 2544 คือต้องดำเนินการทั้งในเรื่องการแบ่งเขตทางทะเลและการพัฒนาพื้นที่ร่วมไปพร้อมกัน ในลักษณะที่ไม่แบ่งแยกออกจากกัน (Indivisible Package) และให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (Joint Technical Committee: JTC) ระหว่างทั้งไทยและกัมพูชา เพื่อดำเนินการพิจารณาและเจรจาร่วมกันในเรื่องนี้ จึงเป็นที่มาของการทำ MOU ที่กำหนดว่ามี 2 ผลประโยชน์ที่ไทยจะต้องรักษา

 

ขณะที่เงื่อนไขข้อที่ 5 ใน MOU 2544 ระบุชัดเจนว่า MOU 2544 และการดำเนินการทั้งหมดตาม MOU 2544 จะไม่กระทบต่อการอ้างสิทธิทางทะเลของแต่ละฝ่าย

 

ที่ผ่านมาไทยและกัมพูชาได้เจรจาและดำเนินการตาม MOU 2544 ตั้งแต่หลังการลงนามรับรอง แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถตกลงหาข้อสรุปใดๆ ได้

 

โดยแนวทางร่วมในการแก้ไขปัญหา OCA ที่ทั้งไทยและกัมพูชาเห็นสอดคล้องกันทั้งในระดับนโยบายและระดับเทคนิค ได้แก่

 

  • ประชาชนของทั้งสองประเทศจะต้องยอมรับข้อตกลงได้
  • จะต้องนำเรื่องให้รัฐสภาของทั้งสองประเทศพิจารณาให้ความเห็นชอบ
  • ข้อตกลงจะต้องสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

อย่างไรก็ตาม ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยมีความพยายามประกาศยกเลิก MOU 2544 โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 ให้ยกเลิก MOU 2544 และให้นำเรื่องเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ขณะที่ให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ซึ่งทางกรมสนธิสัญญาและกฎหมายรับหน้าที่ดำเนินการศึกษาและพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยละเอียด แต่จนถึงปัจจุบัน MOU 2544 ก็ยังไม่ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

 

เหตุผลที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องการให้ยกเลิก MOU 2544 เนื่องจากการที่รัฐบาลกัมพูชาแต่งตั้ง ทักษิณ ชินวัตร ที่ขณะนั้นอยู่ระหว่างการลี้ภัยเพื่อหนีคดีในต่างประเทศ ให้เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเจรจาภายใต้ MOU 2544 และเนื่องจากอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเกี่ยวข้องโดยตรงในการผลักดันให้จัดทำ MOU 2544 และรับรู้ท่าทีในการเจรจาของฝ่ายไทย ทำให้รัฐบาลไทยไม่อาจดำเนินการเจรจาภายใต้ MOU 2544 ได้อีก

 

ต่อมาในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เข้ารับตำแหน่งในปี 2554 มีท่าทีชัดเจนว่าจะไม่ยกเลิก MOU 2544 และยิ่งไปกว่านั้นยังจะเร่งเจรจากับกัมพูชาเพื่อร่วมกันพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ OCA

 

โดยในการประชุมของกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2554 ซึ่งมี สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศขณะนั้นเป็นประธาน มีความเห็นว่าหลักการของ MOU 2544 ยังมีประโยชน์อยู่ และจะเสนอเรื่องนี้ให้ ครม. พิจารณา

 

อย่างไรก็ตาม หลังการรัฐประหารปี 2557 รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้ยกเลิก MOU 2544 และยังคงเดินหน้าเจรจามาจนถึงช่วงปลายรัฐบาล โดยมี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีขณะนั้น นั่งเป็นประธานร่วม JTC เพื่อหารือเรื่องเขตทับซ้อนตามกรอบการเจรจา MOU 2544

 

ในวันที่ 3 มกราคม 2566 ที่ประชุม ครม. พล.อ. ประยุทธ์ ได้ประชุมลับเรื่องรัฐบาลกัมพูชาส่งสัญญาณพร้อมรื้อฟื้นการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย เพื่อเตรียมการส่งต่อรัฐบาลใหม่ และในสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน จึงสานต่อการเจรจาไทย-กัมพูชา จนมาถึงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ก่อนที่จะเกิดปัญหาความขัดแย้งชายแดนที่รุนแรง และนำมาซึ่งการตัดสินใจยกเลิก MOU 2544 ในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ณ ปัจจุบัน

 

MOU 2544 ในมุมมองกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเล ให้ความเห็นประเด็น ‘MOU 2544 ในมุมมองของกฎหมายระหว่างประเทศ’ ว่าในหลักการของกฎหมายทะเลกำหนดพื้นที่ไว้ในส่วนที่เป็นพื้นที่ที่เรียกว่าเป็นดินแดน ถือเป็นเขตแดนอำนาจอธิปไตย แต่พื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone: EEZ) และไหล่ทวีปตามอนุสัญญากฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ไม่ใช่เขตอำนาจอธิปไตยของรัฐชายฝั่ง มีเพียงสิทธิอธิปไตยในการสำรวจกำหนดให้เขตเศรษฐกิจจำเพาะ ครอบคลุมเรื่องการสำรวจ การแสวงประโยชน์ การอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตเหนือพื้นดินท้องทะเล และดินใต้ผิวดินของพื้นดินท้องทะเล และในห้วงน้ำเหนือขึ้นไป รวมถึงการสร้างเกาะเทียม สิ่งก่อสร้าง และสิ่งติดตั้งในทะเล

 

หากเป็นรัฐที่มีชายฝั่งตรงข้ามหรือประชิดกันจะต้องทำความตกลงบนฐานของกฎหมายของธรรมนูญศาลโลก เพื่อให้บรรลุผลอันเที่ยงธรรม ซึ่งชายฝั่งตะวันออกของไทยประชิดและตรงข้ามกับกัมพูชา จึงมีหน้าที่ทำความตกลงกัน

 

สรจักรกล่าวว่า การทำความตกลงโดยยึดเส้นมัธยะอ้างไหล่ทวีปนั้น ไม่สามารถที่จะเจรจากันได้ ดังนั้นในอนุสัญญา 1982 ข้อที่ 74 และ 83 (3) ระบุว่า ในระหว่างที่ยังไม่บรรลุความตกลง ให้รัฐที่เกี่ยวข้องพยายามทุกวิถีทางด้วยเจตนารมณ์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมืออันดีระหว่างการจัดทำความตกลงชั่วคราวที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ และในช่วงเวลานั้นจะพยายามทุกวิถีทางที่จะไม่ทำให้เสื่อมเสียหรือขัดขวางความตกลงสุดท้าย และความตกลงชั่วคราวนี้จะไม่มีผลกระทบเสื่อมเสียต่อการกำหนดขอบเขตขั้นสุดท้าย

 

ขณะที่เขากล่าวว่า MOU 2544 ทำตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ และถือเป็นสัญญาระหว่างไทยกับกัมพูชา หากจะยกเลิกทั้งสองประเทศจะต้องเห็นพ้องกัน และไม่ได้ทำให้สิทธิของฝ่ายใดหายไปหรือมีมากขึ้น

 

ส่วนแผนที่แนบท้าย MOU 2544 นั้น เขาเห็นว่าเส้นที่ขีดเหนือเส้นรุ้งที่ 11 ต้องแบ่งเขตกันให้ได้ เพราะไทยเรายอมไม่ได้ เนื่องจากเกาะกูดต้องมีทะเลในเขตของตัวเอง และกฎหมายทะเลกำหนดว่าทุกเกาะที่มีชีวิตทางเศรษฐกิจได้ต้องมีไหล่ทวีปของตัวเอง ดังนั้นเส้นของกัมพูชาที่ลากผ่านเกาะกูดจะต้องดันลงมาข้างล่างอีกเยอะ และมองว่าเรื่องเขตพื้นที่เหนือเส้นรุ้งที่ 11 ต้องเจรจาให้สำเร็จ ปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้ ส่วนใต้ลงมาค่อยมาคุยกันเรื่องของพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA)

 

เจรจา MOU 2544 กับอนาคตพลังงานไทย

 

คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวในหัวข้อ ‘อนาคตความมั่นคงทางพลังงานจากอ่าวไทย’ ว่าปัจจุบันไทยสำรวจปิโตรเลียมมาแล้วมากกว่า 40 ปี พบก๊าซมากกว่าน้ำมัน แต่ปริมาณสำรองก๊าซของไทยกลับลดลงอย่างต่อเนื่องจนเข้าขั้นวิกฤต หรือมีก๊าซใช้ไม่ถึง 5 ปี แม้จะค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในเชิงพาณิชย์

 

โดยตั้งแต่ปี 2548 ก๊าซที่ไทยซื้อจากเมียนมาและพื้นที่พัฒนาร่วมนั้นน้อยลง ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซ LNG จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงเรื่องค่าไฟฟ้าของประชาชน

 

ส่วนการจัดเก็บรายได้จากการผลิตปิโตรเลียมในประเทศก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง กระทบต่องบประมาณแผ่นดิน โดยบริษัทผู้รับสัมปทานยังเริ่มชะลอการลงทุน ลดการจ้างงาน และถอนตัวไปลงทุนที่อื่น

 

แนวทางการแก้ไข เขามองว่าจะต้องมีการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ โดยที่ผ่านมาแม้ในรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จะเริ่มนำแหล่งก๊าซที่จะหมดอายุสัมปทานมาบริหารจัดการและผลิตต่อ แต่ก็ยังมีกำลังผลิตลดลงมากกว่า 50% จึงควรที่จะเจรจาหาข้อยุติเรื่อง OCA ระหว่างไทยและกัมพูชา เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพที่จะพบปิโตรเลียมสูง

 

อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่า MOU 2544 เป็นกรอบที่ดีที่จะเปิดทางให้เกิดการสำรวจแสวงหาปิโตรเลียม เพิ่มแหล่งปริมาณสำรอง เกิดการลงทุน มีความมั่นคงเรื่องพลังงานไฟฟ้า และการผลิตก๊าซหุงต้ม LPG โดยในพื้นที่อ้างไหล่ทวีปอยู่ใกล้กับแนวท่อก๊าซที่ประเทศไทยมีอยู่แล้วถึง 3 เส้นในอ่าวไทย ซึ่งเป็นประโยชน์ของความมั่นคงทางพลังงานแทนที่ไทยจะนำเข้าก๊าซ

 

แต่การยกเลิก MOU 2544 จะทำให้บรรยากาศความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชาไม่ค่อยดี โดยสิ่งที่สำคัญคือเขาห่วงว่าถ้ายกเลิก MOU 2544 จะเข้าทางคนที่ไม่อยากแบ่งเขต แต่อยากแบ่งแค่ผลประโยชน์ทางทะเลอย่างเดียว

 

MOU 2544 เสี่ยงทำไทยเสียดินแดน?

 

ด้าน คำนูณ สิทธิสมาน อดีต สว. กล่าวว่า MOU 2544 มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อเสียคือกรณีที่ไทยและกัมพูชาเกิดประเด็นขึ้นมา เริ่มต้นจากการประกาศกฤษฎีกาของกัมพูชาเมื่อปี 2515 ซึ่งกำหนดเส้นเขตแดนไหล่ทวีปที่มีความแตกต่างมากจากของไทยที่ประกาศเมื่อปี 2516

 

โดยไทยใช้เส้นมัธยะจากเส้นกึ่งกลางทะเล ในเมื่อแตกต่างกันมากจึงทำให้คุยกันได้ยาก ซึ่งเขามองว่าเส้นมัธยะของกัมพูชา เป็นการจงใจบิดเบือนด้วยการลากเส้นเล็งห่างหลักเขตแดนจากเขาสูงสุดมายังเกาะกูด เป็นเส้นแบ่งเขตแดนทางทะเลที่รุกล้ำผ่ากลางเกาะกูดที่เป็นอธิปไตยของไทย ละเมิดอาณาเขตทางทะเลดินแดนเกาะกูด จึงทำให้ฝ่ายที่เห็นต่างมองว่าเส้นอ้างสิทธิของกัมพูชาเมื่อปี 2515 จึงเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมา

 

คำนูณกล่าวอีกว่า การนำเส้นที่อีกฝ่ายอ้างสิทธิเข้ามาเกี่ยวข้องจึงทำให้ถูกมองได้ว่าไทยยอมรับเส้นนั้นมาเป็นฐานในการเจรจา และต่างฝ่ายต่างยอมรับการมีอยู่ของเส้นอ้างสิทธิ ซึ่งฝ่ายกัมพูชาอาจใช้อ้างได้ว่าประสบความสำเร็จที่ทำให้ไทยยอมรับ หรือฝ่ายไทยอาจจะอ้างได้ว่าเราทำสำเร็จที่ทำให้กัมพูชายอมรับเส้นที่เราอ้าง แต่เขาตั้งคำถามว่านี่เป็นความสำเร็จทิพย์หรือความสำเร็จแท้ และเป็นประเด็นที่ฝ่ายเห็นต่างค่อนข้างไม่เห็นด้วยต่อ MOU 2544

 

คำนูณยังมองว่า กรณีดังกล่าวอาจถือว่ามีความคล้ายกับ MOU ระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก 2543 ซึ่งมีผลต่อกรณีปราสาทพระวิหาร โดยทำให้ฝ่ายกัมพูชาใช้อ้างและสร้างความเจ็บปวดให้ไทยมาแล้ว

 

ขณะที่คำนูณกล่าวว่า ข้อดีของ MOU 2544 คือเป็นนวัตกรรมที่มาจากการที่กระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นได้รับแรงกดดันจากความคิดของ 2 ฝ่ายที่เห็นต่างกัน ซึ่งฝ่ายหนึ่งมองว่าการเจรจาเขตแดนและทะเลอาณาเขตให้ชัดเจนนั้นต้องใช้เวลานานในการหาข้อตกลง อีกทั้งไทยเองเผชิญวิกฤตพลังงาน ทำให้มีคำถามว่าทำไมไทยไม่ทำในรูปแบบของพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) โดยเอาตัวอย่างจากมาเลเซียมาใช้ เพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้งไทยและกัมพูชา

 

แต่กระทรวงการต่างประเทศไม่ยินยอมให้มีการเสียดินแดน ทำให้ต้องมีการเจรจากันทั้งเรื่องเขตแดนและแบ่งปันผลประโยชน์ในพื้นที่พัฒนาร่วมไปพร้อมกัน

 

“MOU 2544 มีอายุ 24 ปีแล้ว และเป็นนวัตกรรมที่ทางกระทรวงการต่างประเทศคาดหวังว่าจะสำเร็จ แต่มาจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สำเร็จ และจากนี้ไปยังมีอีกหลายสิ่งที่ยิ่งทำให้ยากจะประสบความสำเร็จ แม้จะยึดตามกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม” เขากล่าว

 

เขายังมองว่าต่อให้มีการเจรจาตามกรอบ MOU 2544 ต่อไป ก็ยังคงยากที่จะมีโอกาสประสบความสำเร็จ แต่หากยกเลิก MOU 2544 โดยกระบวนการที่ถูกต้อง ก็ยังคงต้องมีการเจรจาต่อไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ทางด้าน อังกูร กุลวานิช รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กล่าวอย่างหนักแน่นระหว่างงานเสวนาว่า กรณีของ OCA นั้นไม่มีเรื่อง ‘พื้นที่ทับซ้อน’ เพราะเป็นเรื่องการที่กัมพูชาอ้างสิทธิไหล่ทวีปที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2515 และไทยประกาศอ้างสิทธิในปี 2516 จึงถือว่าเราไม่ได้ยอมรับ เพราะต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ

 

และการที่แต่ละฝ่ายอ้างสิทธินั้นผูกพันเฉพาะประเทศผู้ประกาศ ไม่ได้ผูกพันอีกประเทศ สิ่งที่กัมพูชาประกาศไทยถือว่าไม่ถูกต้อง เราจึงต้องประกาศเส้นของเรา เมื่อต่างฝ่ายต่างอ้างจึงต้องมาคุยกันอย่างสันติวิธี และ MOU 2544 เป็นตัวกำหนดให้ทั้ง 2 ฝ่ายต้องไปเจรจา

 

สำหรับเส้นที่ปรากฏใน MOU 2544 เป็นเพียงแผนผังที่กำหนดว่าแต่ละฝ่ายอ้างสิทธิอย่างไร แต่ไม่ใช่แผนที่ และไม่ได้เป็นการยอมรับเส้นอ้างสิทธิของอีกฝ่าย

 

นอกจากนี้ พื้นที่พัฒนาร่วมก็ยังไม่มีการกำหนด โดยยังต้องมีการเจรจากันเพื่อนำไปสู่การจัดทำความตกลงฉบับใหม่

 

ที่สำคัญคือ MOU 2544 ไม่ขัดพระบรมราชโองการกำหนดเขตไหล่ทวีปด้านอ่าวไทย เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 เพราะพระบรมราชโองการฉบับดังกล่าวระบุว่า เส้นกำหนดทะเลอาณาเขตของประเทศใกล้เคียงกันเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีปจะเป็นไปตามที่ได้เจรจาตกลงกัน แต่ตอนนี้ทั้ง 2 ประเทศยังไม่ได้ตกลงกัน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังทำหน้าที่อยู่ในการปกปักรักษาอธิปไตยของไทย

 

ส่วนประเด็นเกาะกูดที่ก่อนหน้านี้เคยมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และความกังวลว่า MOU 2544 จะส่งผลให้ไทยสูญเสียเกาะกูดให้แก่กัมพูชา รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายยืนยันว่า MOU 2544 ไม่ได้ทำให้เสียเกาะกูด และไม่ได้มีผลกระทบอะไรต่อเกาะกูด ไม่ว่ากัมพูชาจะขีดเส้นประผ่าเกาะกูดหรืออ้อมใต้เกาะกูด เกาะกูดก็ยังคงมีอำนาจอธิปไตยและทะเลอาณาเขตของตัวเอง โดยเมื่อต่างฝ่ายต่างบอกว่าเส้นของอีกฝ่ายไม่ถูกต้อง ก็ต้องมาพูดคุยตกลงกัน

 

ที่ผ่านมากรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า MOU 2544 ไม่ได้ทำให้ไทยเสียเกาะกูด เพราะว่าในตัวสนธิสัญญากรุงสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 ระบุชัดเจนว่าเกาะกูดเป็นของไทย โดยถือเป็นหลักฐานสำคัญในการยืนยันกรรมสิทธิ์เหนือตัวเกาะ ซึ่งไม่เคยเป็นประเด็นที่เกิดความสงสัย และในอดีตจนถึงปัจจุบันไทยก็มีอำนาจอธิปไตยเหนือเกาะ 100 เปอร์เซ็นต์

 

3 สิ่งที่จะเกิดขึ้นหากมีการยกเลิก MOU44 จริงๆ

 

ทั้งนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ได้ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นภายหลังมีการยกเลิก MOU 2544 ได้แก่

 

  • จะส่งผลโดยตรงต่อสถานะความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยในเรื่องการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศกับประเทศคู่สัญญาอื่นๆ
  • หากฝ่ายกัมพูชาให้ความร่วมมือและยินยอมที่จะทำหนังสือสัญญาเพื่อยกเลิก MOU 2544 แต่โดยดีก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่ ก็จะเกิดข้อพิพาทเป็นคดีใหม่ แยกไปอีกในเรื่องของ “การยกเลิกหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ” ซึ่งจะส่งผลลุกลามบานปลาย
  • หากว่ากันตามบทบัญญัติของ UNCLOS1982 แล้ว ไทยมีแนวโน้มที่จะเสียสิทธิอธิปไตย (Sovereign Rights) ในพื้นที่พัฒนาร่วมตาม MOU 2544 คือ พื้นที่ใต้เส้น 11 องศา จากที่เคยมีโอกาสในการแสวงประโยชน์

 

โดยไทยอาจจะเผชิญกับข้อสงวนมาตรา 298 ของ UNCLOS1982 คือ ดึงไปสู่การบังคับให้ยอมรับการกำหนดเขตทางทะเลจาก ‘ฝ่ายอื่น’ แทนที่รัฐบาลไทยจะเป็นผู้กำหนดการจัดการและกำหนดเขตระหว่างรัฐชายฝั่งด้วยกันเอง

The post ฟังความรอบด้าน ยกเลิก MOU 2544 ประโยชน์หรือความเสี่ยงสำหรับไทย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ. วุฒิสภาเผย 7 เหตุผล หลังมีมติเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU44 ไทย-กัมพูชา https://thestandard.co/senate-committee-revealed-7-reasons/ Tue, 16 Dec 2025 08:33:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1155374 กมธ. วุฒิสภาเผย 7 เหตุผล หลังมีมติเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU44 ไทย-กัมพูชา

วันนี้ (16 ธันวาคม) ภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามั […]

The post กมธ. วุฒิสภาเผย 7 เหตุผล หลังมีมติเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU44 ไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ. วุฒิสภาเผย 7 เหตุผล หลังมีมติเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU44 ไทย-กัมพูชา

วันนี้ (16 ธันวาคม) ภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ของวุฒิสภา ที่มี นพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เป็นประธานการประชุม ได้แถลงมติของที่ประชุมกรรมาธิการฯ

 

นพดลกล่าวว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้มีการประชุมพิจารณาหารือมาแล้ว จำนวน 12 ครั้ง ซึ่งมีการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงได้มีการเดินทางไปศึกษาดูงานในเรื่องดังกล่าว ณ จังหวัดตราด ในช่วงต้นเดือนตุลาคม และจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และสระแก้ว เมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา

 

“จากผลการพิจารณาศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด รอบคอบ รอบด้าน ในทุกมิติแล้ว คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จึงได้ข้อสรุปเกี่ยวกับ MOU 2544 ที่เป็นที่แน่ชัดแล้ว โดยที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์แล้วว่า เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2544” นพดลระบุ

 

ยก 7 เหตุผล เห็นควรยกเลิก MOU44

 

นพดลชี้แจงว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญมีเหตุผลในการเลิก 7 ประการ ดังนี้

 

1. เส้นเขตไหล่ทวีป พ.ศ. 2515 ของราชอาณาจักรกัมพูชาเป็นการละเมิดอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของไทยอย่างชัดแจ้ง ดังนั้น จึงไม่สมควรที่จะนำเส้นเขตดังกล่าว เข้ามาเป็นกรอบในการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น

 

2. ราชอาณาจักรกัมพูชาแสดงเจตนารมณ์อันชัดแจ้งว่า จะไม่ปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนของเขตทางทะเลของทั้งสองประเทศ พ.ศ. 2544 ซึ่งการแสดงเจตนารมณ์ดังกล่าวมิใช่ครั้งแรก กัมพูชาได้เคยแจ้งกับฝ่ายไทยเมื่อปี พ.ศ. 2538 ว่า “เส้นไหล่ทวีปของกัมพูชา ไม่สามารถเจรจาต่อรองได้”

 

3. ไม่ปรากฏความคืบหน้าในการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลตลอดระยะเวลาอันยาวนาน เช่นนี้เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีระหว่างการกำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างไทย

 

และเวียดนาม หรือการจัดทำข้อตกลงในการจัดทำพื้นที่พัฒนาร่วมกับมาเลเซีย นับเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดแจ้งว่า บันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 มิอาจบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ได้

 

4. ราชอาณาจักรกัมพูชายังคงอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดของไทย เมื่อพิจารณาหลักฐานต่างๆ แล้วเห็นเป็นที่แน่ชัดว่า ราชอาณาจักรกัมพูชายังคงมีเจตนารมณ์ที่จะอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดทั้งหมด หรืออย่างน้อยที่สุดครึ่งหนึ่งของเกาะ และแสดงให้ประจักษ์ว่าราชอาณาจักรกัมพูชาไม่มีเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหาเขตแดนทางทะเลไปพร้อมๆ กับการแบ่งปันผลประโยชน์ ตามหลักการที่เป็นแก่นสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544

 

5. กรอบการเจรจาไม่สามารถนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ได้ กรอบการเจรจาของบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 ซึ่งผูกเรื่องการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือเข้ากับเรื่องการเจรจาแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือเอาไว้ด้วยกัน แม้จะเห็นได้ว่าเป็นแนวทางที่พึงประสงค์

 

ในเชิงทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่สามารถประสบผลสำเร็จได้ ด้วยเหตุดังกล่าว การผูกมัดทั้งสองประเด็นเข้าไว้ด้วยกัน จึงกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหา แทนที่จะเป็นกลไกในการส่งเสริมให้การเจรจาคืบหน้าตามที่ตั้งเจตนารมณ์ไว้

 

6. บันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 พ้นลักษณะของข้อตกลงชั่วคราวไปแล้ว หากจะถือเอาบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 เป็นข้อตกลงชั่วคราว (Provisional Arrangement) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea, 1982: UNCLOS) ข้อ 83 (3) ซึ่งจัดทำขึ้นในกรณีที่การเจรจาแบ่งเขตทางทะเลไม่มีความคืบหน้านั้น ปรากฏเป็นที่แน่ชัดว่า บันทึกความเข้าใจดังกล่าวได้พ้นระยะเวลาที่อาจถือได้ว่าเป็นชั่วคราวไปแล้ว และได้กลายสภาพเป็นทางตันแทน

 

7. ปัจจัยสภาวะแวดล้อมทางการเมือง สังคม การขาดความจริงใจ จากฝั่งกัมพูชาที่ส่งผลกระทบทางลบ และไม่เอื้ออำนวยต่อบรรยากาศในการเจรจา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการเจรจา ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีเจตนาที่จะอ้างสิทธิในไหล่ทวีปเพื่อให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิ

 

ในไหล่ทวีปทับซ้อนที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่เกินจากความเป็นจริง ขาดพื้นฐานทางกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นไหล่ทวีปที่ไม่เคารพต่ออำนาจอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยทางทะเลโดยรอบเกาะกูดของไทย และการกระทำอื่น ๆ ที่หากพิจารณาในภาพรวมที่ไม่แบ่งแยกว่าบกหรือทะเล พบว่า กัมพูชามีพฤติกรรมและเจตนาที่ไม่ส่งเสริมบรรยากาศในการเจรจาแม้แต่น้อย

 

ด้วยเหตุนี้ การยกเลิก MOU 2544 เพื่อแสวงหาข้อตกลงชั่วคราวรูปแบบใหม่ที่มีความเป็นไปได้สูงกว่า และสามารถนำไปสู่ความคืบหน้าได้อย่างแท้จริง น่าจะเป็นแนวทางที่สมควรในอันที่จะผ่าทางตัน และบรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

กมธ. วุฒิสภา เปิดข้อเสนอแนะ

 

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีข้อเสนอแนะกรณีการยกเลิก MOU 2544 ดังนี้

 

1. หลักการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างรัฐยังคงไม่เปลี่ยนแปลง หาก MOU 2544 มีการยกเลิกไป การเตรียมความพร้อมในการกำหนดเขตทางทะเลของหน่วยงานรัฐ และการให้ความรู้กับประชาชนยังคงต้องดำเนินต่อไป

 

โดยต้องมีการออกมาตรการชั่วคราว เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมีแนวทางในการดำเนินการใดๆ เพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจและสิทธิอธิปไตยทางทะเลของไทยทางโดยสมบูรณ์

 

2. กดดันกัมพูชาให้มาเจรจาแบ่งเขตทางทะเลโดยเร็วที่สุด โดยแสดงเจตจำนงยกเลิก MOU 44 ตามอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยสนธิสัญญา ปี ค.ศ. 1968 (Vienna Convention on the Law of Treaties : VCLT) ข้อ 56 โดยให้มีผลบังคับอีก 12 เดือน และหลังรัฐสภาไทยเห็นชอบซึ่งใช้บริหารเวลาให้เหมาะสมได้หลังแสดงเจตจำนงแล้วอาจเจรจากับกัมพูชา เพื่อตกลงร่วมกันยกเลิก MOU 44 หรือแก้ไขให้เหมาะสม โดยเน้นให้มีการเจรจาแบ่งเขตทางทะเลให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

 

3.ใช้มาตรการทางนาวิกานุภาพ (Naval Power) กดดัน เช่น การปิดอ่าว (Blockade) ควบคุมเรือ สินค้าเข้าออกท่าเรือกัมพูชา

 

4. พิจารณาประกาศเส้นฐานตรงเพิ่มเติมให้ครอบคลุมตลอดแนวชายฝั่งของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอ่าวไทยทั้งด้านตะวันออกและตะวันตก ในบริเวณชายฝั่งที่ยังมีสถานะเป็นเส้นฐานปกติ เนื่องจากตามแนวชายฝั่งดังกล่าว ยังมีเกาะและหินเรียงราย ที่สามารถใช้เป็นจุดฐานในการสร้างเส้นฐานตรง เพื่อรองรับการกำหนดเขตทางทะเลกับกัมพูชา โดยไม่กระทบกับเขตแดนทางทะเลที่ไทยได้ทำข้อตกลงไว้กับประเทศเพื่อนบ้านแต่อย่างใด

 

5. ศึกษาแนวทางในการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างรัฐ โดยทำการศึกษาจากผล

 

การพิจารณาตัดสินทั้งจากของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice : ICJ) และศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (International Tribunal for the Law of the Sea : ITLOS) เพื่อเตรียมความพร้อมในการเจรจาเกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเล รวมถึงคิดค้นวิธีการกำหนดเขตทางทะเลที่สามารถแสดงความเที่ยงธรรมให้เป็นรูปธรรมให้สอดคล้องกับขั้นตอนตรวจสอบความได้สัดส่วนในการกำหนดเขตทางทะเลที่ ICJ และ ITLOS นำมาประกอบการพิจารณา โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่อง จำนวน ขนาด และระยะทางจากฝั่งพื้นที่ทางทะเลที่เกิดจากเกาะหรือหินจะแสดงความเกี่ยวข้องกับพื้นที่สำหรับการกำหนดเขตทางทะเลที่ชัดเจน ให้ผลการปรับแต่งเส้นมัธยะเป็นแบบพื้นที่ ที่แสดงเป็นตัวเลขเป็นเครื่องมือในการยืนยันความเที่ยงธรรมที่เป็นรูปธรรม

 

7. ข้อเสนอแนะทางกฎหมาย กรณีการยกเลิก MOU 2544 รัฐบาลพึงพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อให้บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน MOU 44 สิ้นผลบังคับ ทั้งโดยวิธีการเจรจาขอยกเลิกภายใต้ความยินยอมของทั้งสองประเทศ หรืออาศัยเหตุแห่งการสิ้นสุดของสนธิสัญญา หรือเหตุในการบอกเลิกหรือถอนตัวในฐานะรัฐภาคีสนธิสัญญาประการต่าง ๆ ตามข้อบทแห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 เช่น เหตุที่สนธิสัญญาได้สิ้นสุดลงโดยปริยายจากพฤติการณ์ที่ราชอาณาจักรกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญา หรือปฏิบัติตามโดยไม่สอดคล้องกับเจตนาเดิม

 

ยกตัวอย่าง กรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ประธานคณะทำงานร่วมทางเทคนิค (Joint Technical Committee: JTC) ฝ่ายราชอาณาจักรกัมพูชาได้เสนอร่างข้อตกลงการประชุมต่อประธานคณะทำงานร่วมทางเทคนิคฝ่ายไทย เพื่อพิจารณาลงนามในการประชุมครั้งต่อไป

 

โดยร่างข้อตกลงดังกล่าวประกอบด้วยเนื้อหาสาระสำคัญประการที่สำคัญยิ่งว่า “ให้ทั้งสองประเทศแบ่งผลประโยชน์ในทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันในเขตไหล่ทวีปใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือในอัตราเท่ากัน คือ 50:50 และให้ยุติการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือเอาไว้ก่อน”

 

เหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงสภาวการณ์อย่างสำคัญ (Fundamental Change of Circumstances) จากพฤติการณ์สู้รบในภาวะสงครามเต็มรูปแบบ หรือเหตุจากการละเมิดพันธกรณีที่เป็นสาระสำคัญ (Material Breach) จากพฤติการณ์ที่ราชอาณาจักรกัมพูชาละเมิดบทบัญญัติที่จำเป็นต่อการบรรลุวัตถุประสงค์หรือความมุ่งประสงค์ของสนธิสัญญาในประการต่าง ๆ ที่ปรากฏโดยชัดแจ้งและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยได้ประท้วงให้ราชอาณาจักรกัมพูชาหยุดการละเมิดทั้งหลายนั้นมาโดยตลอด แต่ไม่เป็นผล

 

ทั้งนี้ โดยปฏิบัติตามขั้นตอนการกล่าวอ้างเหตุแห่งการถอนตัวหรือการสิ้นสุดของสนธิสัญญาและการระงับข้อพิพาทตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา

 

ค.ศ. 1969 และหลักสากลอื่นที่เกี่ยวข้อง

 

ยินดีส่งข้อมูลให้ ครม. ดำเนินการ

 

นพดลระบุว่า หากยกเลิก MOU แล้ว ก็กลับไปใช้มาตรฐานสากลที่สหประชาชาติบังคับใช้อยู่ ซึ่งมีกฎหมายทางทะเลกำหนดไว้อยู่แล้ว ทุกประเทศก็ควรจะปฏิบัติตาม เมื่อเรานับหนึ่งใหม่ เพราะ 24 ปีที่ผ่านมาก็ไม่มีอะไรคืบหน้าอยู่แล้ว การกลับไปใช้กฎหมายสากลก็น่าจะเป็นที่ยอมรับได้จากนานาประเทศ ในเมื่อกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานสากลแล้ว ก็เป็นหน้าที่ต้องไปชี้แจงต่อสหประชาชาติ หรือภาคีต่างๆ ที่ประเทศกัมพูชาแบบสมาชิกอยู่

 

นพดลกล่าวด้วยว่า ถ้าไม่ยุบสภาเสียก่อน ก็สามารถนำมติของกรรมาธิการฯ เสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา เพื่อส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไปได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ ครม. ว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ขณะนี้ก็ถือว่าหมดหน้าที่ของกรรมาธิการฯ

 

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะไม่ดำเนินการทำประชามติเรื่องการยกเลิก MOU43-44 แล้ว นพดลระบุว่า เชื่อว่าการที่กรรมาธิการฯ มาแถลงวันนี้ รัฐบาลก็น่าจะรับรู้แล้ว และหากรัฐบาลต้องการรายงานฉบับเต็มของกรรมาธิการฯ ก็สามารถแจ้งมาได้ กรรมาธิการฯ ยินดีส่งไปให้อย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากยังไม่มีมติของวุฒิสภา

The post กมธ. วุฒิสภาเผย 7 เหตุผล หลังมีมติเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU44 ไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘MOU 43-44’ ไทยเสียเปรียบกัมพูชาจริงหรือไม่ ทำไมหลายฝ่ายเรียกร้องให้ยกเลิก? https://thestandard.co/mou-thailand-cambodia-controversy/ Fri, 22 Aug 2025 11:48:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1110213 mou-thailand-cambodia-controversy

หัวข้อในเนื้อหานี้ ‘MOU 2543’ เขตแดนบนบกและข้อพิพาทที่ย […]

The post ‘MOU 43-44’ ไทยเสียเปรียบกัมพูชาจริงหรือไม่ ทำไมหลายฝ่ายเรียกร้องให้ยกเลิก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
mou-thailand-cambodia-controversy

 

ประเด็นเรื่องบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทยและกัมพูชา ปี 2543 และ พ.ศ.2544 กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในสังคมไทย พร้อมคำถามสำคัญว่า “ไทยเสียเปรียบจริงหรือไม่?”

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 


 

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีวาระสำคัญคือการพิจารณาญัตติด่วนว่าด้วยการศึกษาความเป็นไปได้ในการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ แต่การประชุมกลับถูกสั่งปิดกะทันหันก่อนที่จะได้เข้าสู่วาระอภิปราย

 

ทั้งนี้ญัตติดังกล่าวเสนอโดยนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย โดยมีเป้าหมายให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาว่าไทยควรยกเลิก MOU 2543 และ 2544 หรือไม่ เนื่องจากถูกมองว่ากระทบต่อผลประโยชน์ของชาติทั้งด้านเขตแดน พลังงาน และความมั่นคง

 

‘MOU 2543’ เขตแดนบนบกและข้อพิพาทที่ยืดเยื้อ

 

MOU 2543 หรือ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ลงนามเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ที่กรุงพนมเปญ มีเป้าหมายในการจัดทำกรอบการทำงานร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อกำหนดเส้นเขตแดน โดยอ้างอิงตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี 1904 และ 1907 

 

โดยสาระสำคัญของ MOU นั้น กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายต้องงดเว้นการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชายแดนระหว่างรอผลการสำรวจ แต่ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีรายงานว่ากัมพูชาละเมิดข้อตกลงมากกว่า 600 ครั้ง ทั้งการปรับพื้นที่ ขยับกำลังทหาร และการวางกับระเบิด ฝ่ายไทยจึงต้องยื่นประท้วงอย่างต่อเนื่อง

 

‘MOU 2544’ พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลและพลังงาน

 

ต่อมาไทยและกัมพูชาได้ร่วมลงนามใน MOU 2544 หรือ บันทึกความเข้าใจพื้นที่ทับซ้อนของไหล่ทวีป ข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ครอบคลุมพื้นที่กว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร เพื่อร่วมกันสำรวจและพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียม (Joint Development Area: JDA)

 

อย่างไรก็ตาม MOU 44 ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะแผนที่แนบท้ายที่กัมพูชาลากเส้นอ้างสิทธิเข้าถึงเกาะกูดของไทย ซึ่งหลายฝ่ายเห็นว่าเป็นการตีความที่ขัดต่อกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ

 

ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่าเกาะกูดยังคงเป็นของไทยโดยสมบูรณ์ โดยมีทั้งหลักฐานทางกฎหมายและประวัติศาสตร์รองรับ ในขณะที่นักวิชาการบางส่วนธิบายว่าเส้นนั้นเป็นเพียงการอ้างสิทธิไม่ใช่เขตแดนที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย 

 

ไทยเสียเปรียบกัมพูชา? 

 

กลุ่มที่ผลักดันให้ยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับ เห็นว่าไทยกำลังเสียเปรียบกัมพูชา โดย ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รองเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า ต้นตอความขัดแย้งย้อนกลับไปถึงสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสปี 1904 และ 1907 เพราะใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่ไม่สอดคล้องกับภูมิประเทศจริง รายละเอียดน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขวาง และไม่เคยได้รับการรับรองจากฝ่ายไทย แต่กลับถูกนำมาใช้อ้างสิทธิจนก่อให้เกิดข้อพิพาทต่อเนื่อง

 

ในขณะที่ MOU 44 ยังถูกวิจารณ์ว่ารับรองเส้นอ้างสิทธิกัมพูชาที่ลากจากหลักเขต 73 จังหวัดตราดผ่านเกาะกูดเข้าไปกลางอ่าวไทย ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยไทย อีกทั้ง MOU ทั้งสองฉบับไม่เคยผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ด้านพรรคภูมิใจไทยได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องทุกพรรคสนับสนุนการยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับ พร้อมย้ำว่าแม้ไม่มี MOU ไทยและกัมพูชาก็ยังสามารถเจรจาทวิภาคีได้

 

MOU คือเกราะป้องกัน? 

 

ในขณะเดียวกัน นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตเอกอัครราชทูตและผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อธิบายว่า MOU 43-44 เป็นเพียงกรอบเจรจาไม่ใช่สัญญาเสียดินแดน

 

อีกทั้งการยกเลิกฝ่ายเดียวไม่อาจทำให้พันธกรณีหมดไป และสุดท้ายหากกลับมาเจรจากันใหม่ก็ต้องจัดทำกรอบลักษณะเดียวกันขึ้นมาอีก

 

นายรัศม์ เน้นย้ำว่า กัมพูชาคือฝ่ายที่ละเมิด MOU หากไทยยกเลิก จะเท่ากับปลดพันธกรณีให้กัมพูชาเดินเรื่องในเวทีระหว่างประเทศได้สะดวกขึ้น เช่น ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ดังนั้น ‘ยิ่งยกเลิกก็ยิ่งเข้าทางกัมพูชา’

 

ด้านายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม เสริมว่า ปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชาต้องแก้ด้วยการเจรจา ไม่ใช่การทหาร และ MOU คือกลไกสำคัญที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องกลับมานั่งโต๊ะพูดคุย หากไม่มีข้อตกลงใดรองรับ ย่อมไม่สมควรยกเลิก

 

กว่า 20 ปีที่ผ่านมา MOU ทั้งสองฉบับกลายเป็นประเด็นข้อถกเถียงอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเป็นพันธนาการที่ทำให้ไทยเสียโอกาสและอธิปไตย ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า ‘MOU’ จะเป็นเกราะป้องกันที่กดดันให้กัมพูชาเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้ ขณะนี้รัฐบาลไทยยังคงยืนยันว่าควรรักษา MOU 2543 และ 2544 ไว้เพื่อเป็นกรอบการเจรจาต่อไป

 

 

The post ‘MOU 43-44’ ไทยเสียเปรียบกัมพูชาจริงหรือไม่ ทำไมหลายฝ่ายเรียกร้องให้ยกเลิก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kiri Private Reserve จุดหมายใหม่บนเกาะกูด หรูหราและเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น https://thestandard.co/life/kiri-private-reserve-koh-kood/ Wed, 04 Jun 2025 10:00:25 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1081848

ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป Soneva Kiri บนเ […]

The post Kiri Private Reserve จุดหมายใหม่บนเกาะกูด หรูหราและเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป Soneva Kiri บนเกาะกูด ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Kiri Private Reserve อย่างเป็นทางการ พร้อมยกระดับประสบการณ์การพักผ่อนให้เป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งหัวใจเดิม ไม่ว่าจะเป็นด้านบริการ อาหารรสเลิศ และกิจกรรมที่เป็นเอกลักษณ์

 

“เราต้องการให้แขกทุกคนได้สัมผัสความเป็นรีสอร์ตในฝันที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม” มร.มานิช ชาร์มา ผู้จัดการทั่วไปของ Kiri Private Reserve กล่าว “ความเงียบสงบและธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของเกาะกูดยังคงเป็นจุดขายหลัก แต่ครั้งนี้เราเน้นความเป็นส่วนตัวมากขึ้นและคัดสรรทุกองค์ประกอบ เพื่อให้ตรงใจผู้เข้าพักทั้งคนไทยและนักเดินทางจากทั่วโลก”

 

Kiri Private Reserve เกาะกูด รีสอร์ตหรูที่ผสานธรรมชาติและความเป็นส่วนตัว Kiri Private Reserve เกาะกูด รีสอร์ตหรูที่ผสานธรรมชาติและความเป็นส่วนตัว

 

Kiri Private Reserve เปิดให้บริการห้องพักแบบวิลล่า 34 หลัง พร้อมกับยังคงไฮไลต์และประสบการณ์ต่างๆ อันน่าจดจำเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นการนั่งกินอาหารในรังไม้ไผ่ท่ามกลางป่าฝน Treepod Dining, ครัวแม่ตุ๊ก ห้องอาหารไทยริมธารที่เสิร์ฟเมนูรสดั้งเดิมอย่างอบอุ่น, กิจกรรมเดินป่า ปิกนิกชายหาด และอาหารเช้าลอยน้ำในวิลล่าที่กลายเป็นภาพฝันของนักเดินทางสายหรูทั่วโลก

 

และเพื่อต้อนรับการเริ่มต้นใหม่นี้ Kiri Private Reserve ยังเตรียมปล่อยแพ็กเกจพิเศษและข้อเสนอใหม่ๆ ให้ผู้ที่หลงรักรีสอร์ตแนวยั่งยืนได้กลับมาเติมเต็มความทรงจำ หรือเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสสวรรค์แห่งนี้เป็นครั้งแรก 

 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.kiriprivatereserve.com

 

ภาพ: Kiri Private Reserve

The post Kiri Private Reserve จุดหมายใหม่บนเกาะกูด หรูหราและเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
อธิบายกฎหมายทะเล และทำความเข้าใจปม MOU 44 ไม่ให้คลาดเคลื่อน https://thestandard.co/law-of-the-sea-mou-44-explained/ Wed, 11 Dec 2024 06:43:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1018297 อธิบายกฎหมายทะเล

บทความนี้เขียนขึ้นสืบเนื่องมาจากมีผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่ […]

The post อธิบายกฎหมายทะเล และทำความเข้าใจปม MOU 44 ไม่ให้คลาดเคลื่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อธิบายกฎหมายทะเล

บทความนี้เขียนขึ้นสืบเนื่องมาจากมีผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่งเขียนถึงการบรรยายของ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เรื่อง MOU 44 ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024 เมื่อเดือนที่แล้ว และกล่าวว่าคำบรรยายของ ดร.สุรเกียรติ์ จะทำให้สังคมเข้าใจผิด เพราะ ดร.สุรเกียรติ์ “ยังไม่เข้าใจกฎหมายทะเลสากล UN” และผู้ทรงคุณวุฒิท่านนี้ก็อธิบายหลักกฎหมายทะเลไว้หลายประการ 

 

แต่ผมเกรงว่าข้อความของผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวที่มีการเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์อย่างกว้างขวางนั้น จะยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบัญญัติกฎหมายทะเล และทำให้ผู้สนใจด้านนี้ หรือนิสิตนักศึกษาที่ร่ำเรียนวิชากฎหมายระหว่างประเทศหรือกฎหมายทะเลเข้าใจหลักกฎหมายผิดพลาดไปกันใหญ่ และด้วยความเคารพผู้ทรงคุณวุฒิท่านดังกล่าว เนื่องด้วยกระผมทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเกี่ยวกับกฎหมายทะเลและอาเซียนช่วงปี 1982-1987 ที่ LSE ประเทศอังกฤษ ผมจึงคิดว่าน่าจะพอมีภูมิความรู้ทางด้านกฎหมายทะเลอยู่บ้าง จึงขออนุญาตอธิบายในบางประเด็นที่ท่านผู้ทรงคุณวุฒิกล่าวถึงไว้

 

ท่านกล่าวถึง ‘อนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล 1958 ข้อ 12’ ผู้ที่เชี่ยวชาญและมีความรู้ทางด้านกฎหมายทะเลดีจะไม่กล่าวเช่นนี้เด็ดขาด เนื่องจากอนุสัญญากฎหมายทะเล 1958 (ที่เรียกว่าอนุสัญญาเจนีวาด้วยก็ได้นั้น) มีถึง 4 ฉบับด้วยกัน ได้แก่ อนุสัญญาว่าด้วยทะเลอาณาเขต อนุสัญญาว่าด้วยไหล่ทวีป อนุสัญญาว่าด้วยทะเลหลวง และอนุสัญญาว่าด้วยการจับปลาและสงวนรักษาทรัพยากรที่มีชีวิตในทะเลหลวง การอ้างแค่เพียงอนุสัญญาเจนีวา 1958 ข้อ 12 เป็นการอ้างที่ไม่มีความหมาย เพราะไม่สามารถทราบได้ว่าท่านกำลังหมายถึงบทบัญญัติข้อ 12 ในอนุสัญญาฉบับใดใน 4 ฉบับดังกล่าว ฉะนั้นจะต้องอ้างข้อ 12 จากอนุสัญญาฉบับใดฉบับหนึ่งใน 4 ฉบับนี้จึงจะเข้าใจว่าท่านหมายถึงบทบัญญัติใด เพราะข้อความในข้อ 12 ของทั้ง 4 ฉบับก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นี่เป็นเพราะท่านจะเขียนอย่างย่อๆ ง่ายๆ (แต่ทำให้ไม่เข้าใจ) หรือเพราะท่านไม่ทราบก็ไม่อาจทราบได้ครับ

 

ท่านได้กล่าวถึง ‘อนุสัญญาสหประชาชาติ UN ว่าด้วยกฎหมายทะเล 1982 (UNCLOS 3) ข้อ 15’ ข้อความนี้ก็อีกเช่นกัน ผู้ที่เชี่ยวชาญและมีความรู้ด้านกฎหมายทะเลดีก็จะไม่กล่าวเช่นนี้ เนื่องจากท่านกำลังกล่าวถึง 2 สิ่ง แต่มาวงเล็บทำให้เข้าใจว่า 2 สิ่งนั้นคือสิ่งเดียวกัน UNCLOS 3 หรือ UNCLOS III นั้นหมายถึงการประชุมกฎหมายทะเลแห่งสหประชาชาติครั้งที่ 3 ระหว่างปี 1973-1982 (The Third UN Conference on the Law of the Sea หรือ UNCLOS III) ซึ่งนำไปสู่อนุสัญญากฎหมายทะเลแห่งสหประชาชาติ 1982 (UN Convention on the Law of the Sea 1982 หรือ UNCLOS 1982) ฉะนั้นจะกล่าวถึงอนุสัญญา UNCLOS 1982 หรือการประชุม UNCLOS 3 ก็กล่าวถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่มาวงเล็บเหมือนเป็นสิ่งเดียวกันเช่นนี้ไม่น่าจะถูก

 

ต่อมาท่านผู้ทรงคุณวุฒิท่านกล่าวว่า “กฎหมายสากลทั้งสองระบุว่า กรณีที่ฝั่งทะเลของรัฐประชิดกัน ถ้าไม่ได้ตกลงเป็นอื่น รัฐใดย่อมไม่มีสิทธิขยายทะเลอาณาเขตของตนเลยเส้นมัธยะ” ก็เลยทำให้อนุมานได้ว่า อนุสัญญาเจนีวา 1958 ข้อ 12 ที่ท่านกล่าวถึง หมายถึงข้อ 12 แห่งอนุสัญญาว่าด้วยทะเลอาณาเขต ซึ่งทั้งข้อ 12 นี้ และข้อ 15 แห่ง UNCLOS 1982 ต่างก็เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการปักปันแบ่งเขตทะเลอาณาเขต ผมจึงขออธิบายเรื่องทะเลอาณาเขตกับเส้นมัธยะให้เข้าใจเพิ่มเติมดังนี้

 

ทั้งหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักกฎหมายทะเล ทั้งหลักจารีตประเพณี ทั้งที่บัญญัติในอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยทะเลอาณาเขต และในหมวด 2 ของอนุสัญญากฎหมายทะเล 1982 (UNCLOS 1982) ทะเลอาณาเขตเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนอธิปไตยของรัฐชายฝั่ง รัฐชายฝั่งมีอำนาจอธิปไตยเหนือทะเลอาณาเขต และ UNCLOS 1982 ก็บัญญัติให้รัฐชายฝั่งมีทะเลอาณาเขตไม่เกิน 12 ไมล์ทะเลวัดจากเส้นฐานชายฝั่ง

 

ข้อ 12 แห่งอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยทะเลอาณาเขต 1958 และข้อ 15 แห่ง UNCLOS 1982 บัญญัติไว้คล้ายคลึงกันว่า ในกรณีที่รัฐชายฝั่งมีชายฝั่งประชิดหรือตรงข้ามกัน หากไม่สามารถทำความตกลงเพื่อปักปันแบ่งเขตแดนกันได้ ก็จะไม่มีรัฐใดที่จะมีเขตทะเลอาณาเขตเกินเส้นมัธยะ (Median Line) นอกจากจะมีเหตุผลจำเป็นอื่น เช่น การอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์ หรือการมีสภาวะพิเศษ ที่ทำให้การใช้วิธีอื่นกำหนดเขตทะเลอาณาเขตเหมาะสมกว่า หมายความว่าในเขตทะเลอาณาเขต 12 ไมล์ทะเลนี้ รัฐที่มีชายฝั่งประชิดหรือตรงข้าม ต้องเจรจาทำความตกลงกันเพื่อปักปันแบ่งเขตทะเลอาณาเขตระหว่างกัน แต่หากไม่สำเร็จก็ควรต้องใช้เส้นมัธยะ เว้นแต่มีเหตุผลพิเศษหรือจำเป็นอื่น เส้นมัธยะหรือ Median Line นี้คือเส้นที่ทุกจุดบนเส้นมีความยาวเท่ากัน เมื่อวัดจากพิกัดบนเส้นฐานบนชายฝั่งของรัฐชายฝั่งทั้งสองรัฐ

 

ผู้ทรงคุณวุฒิท่านนี้กล่าวต่อไปว่า “กรณีไทย TH – กัมพูชา KH เส้นมัธยะคือเส้นที่ทั้งสองประเทศลากจากหลักเขตที่ 73 แบ่งกึ่งกลางระหว่างเกาะกูดกับเกาะกงเพื่อความเป็นธรรมในการเดินเรือ” ในประเด็นนี้หากต้องนำวิธีการใช้เส้นมัธยะมาใช้ ทั้งไทยและกัมพูชาก็ต้องเจรจาตกลงในเรื่องการใช้จุดพิกัดเพื่อกำหนดเส้นมัธยะต่อไป ไม่ใช่ใครที่ไหนจะมากำหนดเอาเองแบบนี้ได้ กฎหมายทะเลทั้งจากอนุสัญญาว่าด้วยทะเลอาณาเขต 1958 หรือ UNCLOS 1982 ระบุไว้ชัดเจนว่า ต้องเป็นความตกลงของประเทศคู่กรณี และทะเลอาณาเขตถือว่าเป็นเขตอำนาจอธิปไตยของรัฐชายฝั่ง ไม่เกี่ยวกับความเป็นธรรมในการเดินเรือ

 

ท่านผู้ทรงคุณวุฒิท่านกล่าวต่อไปว่า “ดังนั้นการขีดเส้น 200 ไมล์ทะเลจึงต้องลากออกจากเส้นมัธยะนี้ มิใช่ดังที่ ดร.สุรเกียรติ์ อธิบาย ทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิดว่าทุกประเทศมีสิทธิไปลากเส้นจากฝั่งทะเลไปทิศทางใดก็ได้ 200 ไมล์ตามอำเภอใจแบบกัมพูชาทำ พื้นที่ทะเลรอบเกาะกูดของไทยจึงถูกกัมพูชาลากเส้นทับซ้อนตั้งแต่ชายฝั่งไปชนเกาะกูด ซึ่งกรณีแบบนี้ไม่ปรากฏที่ใดในโลก”

 

ท่านน่าจะกำลังสับสนหรือกำลังสร้างความสับสนระหว่างพื้นที่ที่เป็นทะเลอาณาเขตกับพื้นที่ที่เป็นไหล่ทวีป หรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) เพราะที่ผ่านมาท่านกำลังกล่าวถึงทะเลอาณาเขต และหลักกฎหมายที่กำหนดให้มีความกว้าง 12 ไมล์ทะเล แต่เมื่อพูดถึงเขต 200 ไมล์ทะเล เรากำลังไปกล่าวถึงเขตไหล่ทวีปหรือ EEZ ซึ่งมีบทบัญญัติต่างจากทะเลอาณาเขตโดยสิ้นเชิง เอามากล่าวถึงปะปนกันแบบนี้ไม่ได้

 

ไหนๆ พูดถึงเกาะกูดก็ขอย้ำชัดเจนเลยว่า สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส 1907 กำหนดไว้ชัดเจนอย่างไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ว่า เกาะกูดเป็นพื้นที่ในดินแดนไทย อยู่ภายใต้เขตอำนาจอธิปไตยของไทย 100% จบครับ ถ้าต้องขึ้นศาลโลกไทยก็ชนะอย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ

 

ฉะนั้นการอ้างสิทธิทับซ้อนที่เป็นปัญหานั้น ปัญหาอยู่ไหน และเกิดจากอะไร? ซึ่งก่อนจะไปอธิบายตรงนั้นกระผมจำเป็นต้องอธิบายหลักการกฎหมายทะเลเกี่ยวกับไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) เสียก่อน

 

เนื่องจากคำนิยามของไหล่ทวีป หรือ Continental Shelf ภายใต้อนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยไหล่ทวีป 1958 ถูกแก้ไขใหม่ภายใต้หมวด 6 แห่งอนุสัญญากฎหมายทะเล 1982 หรือ UNCLOS 1982 ว่าด้วยไหล่ทวีป 

 

นิยามไหล่ทวีปในปัจจุบันจึงหมายถึงบริเวณผืนดินใต้น้ำที่ยื่นต่อเนื่องมาจากผืนดินใต้ทะเลอาณาเขตที่มีโครงสร้างทางธรรมชาติต่อเนื่องกัน มีความกว้างไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล (หรืออาจเกินกว่านั้น แต่ไม่เกิน 350 ไมล์ทะเล หากในความกว้างดังกล่าวยังไม่จรดขอบไหล่ทวีป) ทั้งอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยไหล่ทวีป 1958 และ UNCLOS 1982 บัญญัติไว้เหมือนกันว่า รัฐชายฝั่งมีสิทธิอธิปไตย (Sovereign Rights) ในเขตไหล่ทวีป เพื่อสำรวจและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นผิวและใต้พื้นผิวไหล่ทวีป กฎหมายมิได้บัญญัติให้รัฐชายฝั่งมีอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) หรือกำหนดให้ไหล่ทวีปเป็นเขตดินแดนอธิปไตยของรัฐ เพียงให้รัฐมีสิทธิอธิปไตยสำหรับการสำรวจและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แปลว่าสิทธิของรัฐชายฝั่งนี้เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น และสิทธินี้ทำให้รัฐชายฝั่งสามารถออกกฎหมายเกี่ยวกับการสำรวจและแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้ หากนอกจากนั้นไปก็กระทำมิได้ และการใช้สิทธินี้จะไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อสถานะทางกฎหมายของห้วงน้ำที่อยู่เหนือไหล่ทวีปด้วย (ซึ่งแปลว่าถ้าเลยทะเลอาณาเขตมาแล้ว พื้นน้ำก็จะเป็นทะเลหลวง หรือน่านน้ำสากล จะดำรงคงสภาพทางกฎหมายเสมือนเป็นทะเลหลวงต่อไป รัฐชายฝั่งไม่ได้เป็นเจ้าของ)

 

ข้อ 6 แห่งอนุสัญญาว่าด้วยไหล่ทวีป 1958 กำหนดว่า หากไหล่ทวีปเดียวกันอยู่ติดกับรัฐชายฝั่งมากกว่า 1 รัฐที่มีแนวชายฝั่งประชิดติดกัน หรือมีชายฝั่งตรงข้ามกัน การปักปันแบ่งเขตไหล่ทวีปของรัฐดังกล่าวจะต้องเป็นผลมาจากการทำความตกลงระหว่างกัน หากทำความตกลงกันไม่ได้ และหากไม่มีสภาวะพิเศษอื่นๆ ที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย ก็ให้ใช้หลักเส้นมัธยะเป็นตัวกำหนด แต่เนื่องจากเขตไหล่ทวีปมีความกว้างขวางมากกว่าเขตทะเลอาณาเขตมาก และชายฝั่งของรัฐที่มีความเว้าเข้า โค้งออก เว้าๆ แหว่งๆ และมีสภาพพิเศษอื่นๆ ทำให้การเจรจาทำความตกลงเป็นไปได้ยาก และหากใช้เส้นมัธยะ รัฐจำนวนมากก็พบว่าไม่เกิดความเป็นธรรมแก่ตน เช่นในกรณีของเยอรมนีที่มีชายฝั่งเว้าเข้ามาในแผ่นดิน ขณะที่เพื่อนบ้านได้แก่ เนเธอร์แลนด์และเดนมาร์กมีชายฝั่งที่โค้งเข้าไปในทะเล ทำให้เมื่อใช้หลักเส้นมัธยะ เยอรมนีจะเหลือไหล่ทวีปเป็นรูปกรวยคว่ำ พื้นที่ที่ได้จะน้อย ไม่เป็นธรรมต่อสัดส่วนความยาวของชายฝั่ง ทั้งสามประเทศจึงร้องขอให้ศาลโลก (ICJ) พิจารณาตัดสินในปี 1969 ศาลตัดสินว่ากฎหมายบัญญัติให้รัฐคู่กรณีต้องเจรจาเพื่อบรรลุความตกลงที่มีผลเป็นธรรมระหว่างกัน โดยคำนึงถึงสภาวะพิเศษต่างๆ (เช่นภูมิศาสตร์ และอื่นๆ) และเส้นมัธยะเป็นเพียงวิธีการหนึ่งที่จะสามารถนำไปใช้ในการปักปันแบ่งเขตไหล่ทวีป หากนำไปใช้แล้วสามารถบรรลุความตกลงที่เป็นธรรมกันได้ แต่เป็นวิธีการ มิใช่เป็นบทบัญญัติบังคับของกฎหมาย

 

คำตัดสินของ ICJ คดีนี้มีผลต่อแนวคิดเรื่องการปักปันแบ่งเขตพื้นที่ทางทะเลอย่างมาก ทำให้บทบัญญัติว่าด้วยการปักปันแบ่งเขตไหล่ทวีปใน UNCLOS 1982 ในข้อ 83 ไม่กล่าวถึงเส้นมัธยะอีกเลย เพียงบัญญัติว่าการปักปันแบ่งเขตไหล่ทวีปของรัฐที่มีชายฝั่งประชิดหรือตรงข้าม ต้องเป็นผลมาจากการทำความตกลงระหว่างกัน เพื่อบรรลุผลที่เป็นธรรมภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ

 

เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) เกิดจากการที่รัฐชายฝั่งเป็นจำนวนมาก ประสงค์จะมีเขตประมง เขตอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นน้ำในส่วนที่เลยทะเลอาณาเขตของตนเองออกมา ซึ่งเดิมทีกฎหมายทะเลไม่อนุญาตเพราะเป็นพื้นที่น่านน้ำสากลที่เรียกว่าทะเลหลวง ในหมวด 5 แห่ง UNCLOS 1982 จึงกำหนดให้มีเขต EEZ สำหรับรัฐชายฝั่ง มีความกว้างไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล นับจากเส้นฐาน (Baselines) ชายฝั่ง และเป็นเขตที่มีสถานะจำเพาะทางกฎหมาย คือรัฐชายฝั่งมีเพียงสิทธิอธิปไตยอีกเช่นกัน เพื่อการสำรวจ แสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต การบริหารจัดการ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นน้ำ และเขตผืนดินและใต้ผืนดินที่อยู่ใต้ห้วงน้ำนั้น ตลอดจนสามารถออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจ ใช้ประโยชน์ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในเขต EEZ ได้ แต่ไม่มีอำนาจอธิปไตย และยังกำหนดให้นำบทบัญญัติว่าด้วยทะเลหลวงมาใช้กับห้วงน้ำที่รัฐชายฝั่งมีสิทธิอธิปไตย EEZ แปลว่ารัฐชายฝั่งไม่ได้เป็นเจ้าของพื้นน้ำหรือห้วงน้ำ เป็นเจ้าของเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติ และเนื่องจากเป็นเขตสิทธิอธิปไตยเหนือทรัพยากรธรรมชาติเหมือนกัน และมีความกว้าง 200 ไมล์ทะเลเหมือนกันกับไหล่ทวีป จึงอาจกล่าวได้ว่าพื้นที่ที่เป็นไหล่ทวีปและ EEZ ก็เป็นพื้นที่เดียวกันที่ซ้อนกันอยู่ (ยกเว้นพื้นที่ไหล่ทวีปที่อาจเกิน 200 ไมล์ทะเลออกไป)

 

การปักปันแบ่งเขต EEZ ก็เช่นกัน ข้อ 74 แห่ง UNCLOS 1982 ก็ใช้ข้อความเดียวกับข้อ 83 ในส่วนของไหล่ทวีป คือไม่มีการกล่าวถึงเส้นมัธยะ ฉะนั้นการกล่าวว่าให้ขีดเส้น 200 ไมล์ทะเลลากออกไปจากเส้นมัธยะจึงไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายทะเล

 

นอกจากนั้นบรรดาผู้แทนและนักกฎหมายที่ไปร่วมประชุม UNCLOS III มีเป็นจำนวนมากที่ (ก) เข้าใจดีว่า การเจรจาปักปันเขตไหล่ทวีปเพื่อบรรลุข้อตกลงมันสำเร็จได้ยากจริงๆ มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย (ข) แต่ก็เข้าใจดีว่ารัฐอยากได้ไหล่ทวีป และ EEZ เพราะอยากมีสิทธิอธิปไตยในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หากยังตกลงกันไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างก็เสียโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะนำทรัพยากรมาใช้ ด้วยเหตุนี้ ข้อ 74 วรรคสาม และข้อ 83 วรรคสาม แห่ง UNCLOS 1982 จึงบัญญัติว่า ระหว่างที่ยังรอเจรจาเพื่อบรรลุความตกลงอยู่นั้น เพื่อความเข้าใจและความร่วมมืออันดีระหว่างกัน รัฐที่เกี่ยวข้องควรจะพยายามทุกวิถีทางที่จะดำเนินมาตรการชั่วคราว (Provisional Arrangements) ในลักษณะที่นำมาปฏิบัติได้จริงๆ ไปพลางก่อน โดยการมีมาตรการดำเนินการชั่วคราวนี้จะไม่มีผลแต่อย่างใดทั้งสิ้น ไม่ว่าในทางใดทางหนึ่งกับผลการบรรลุความตกลงในที่สุดของรัฐที่เกี่ยวข้อง มาตรการดังกล่าวอาจมีหลากหลาย แต่หมายรวมถึงการทำความตกลง Joint Development Area เพื่อพัฒนาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันไปพลางๆ ในลักษณะเดียวกับที่ไทยทำกับมาเลเซีย และกลายเป็นแนวปฏิบัติของรัฐจำนวนไม่น้อยที่มีความขัดแย้งในการอ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อน และต่อมามีวิธีการในการแสวงประโยชน์โดยการแบ่งทรัพยากรร่วมกันที่หลากหลาย จนนักวิชาการกฎหมายทะเลมีบทความ ทำวิทยานิพนธ์ และเขียนหนังสือเกี่ยวกับการทำ Joint Development Area เพื่อนำทรัพยากรมาใช้ร่วมกันในช่วงที่ยังไม่บรรลุความตกลงมากมาย

 

กระบวนการในการที่รัฐจะมีเขตไหล่ทวีปและ EEZ ควรทำอย่างไร? โดยทั่วไปเนื่องจากเขตทางทะเลทั้งสองนี้มิใช่เขตที่รัฐชายฝั่งได้มาโดยอัตโนมัติ เนื่องด้วยไม่ใช่เขตดินแดนอำนาจอธิปไตยของรัฐ รัฐชายฝั่งจึงต้องประกาศอ้างสิทธิในไหล่ทวีปและ EEZ พร้อมทั้งประกาศให้ประเทศเพื่อนบ้านและประชาคมโลกรู้ว่าเขตที่ตนประกาศอ้างสิทธินั้นอยู่ในบริเวณใด โดยดำเนินการตามกระบวนกฎหมายของตนเอง และเมื่อรัฐเพื่อนบ้านไม่เห็นด้วยก็ย่อมมีสิทธิประท้วงและประกาศเขตของตนเอง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดเขตการอ้างสิทธิที่ทับซ้อนกัน ซึ่งในกรณีเช่นนี้กฎหมายทะเลก็ให้รัฐต้องเจรจาหาข้อยุติเป็นความตกลงที่มีผลเป็นธรรมระหว่างกัน 

 

กัมพูชาดำเนินการประกาศก่อน ในสมัยรัฐบาลนายพล ลอน นอล ประกาศเขตไหล่ทวีปเมื่อปี 1972 แต่เส้นเหนือสุดของประกาศของกัมพูชาลากจากพรมแดนไทย-กัมพูชา หรือหลักเขตแดนที่ 73 ไปทางตะวันตกผ่านกลางเกาะกูดไปถึงกลางอ่าวไทย ซึ่งชายฝั่งไทย-กัมพูชาบริเวณนั้นเป็นชายฝั่งแบบตรงข้าม หักลงตะวันออกเฉียงใต้และลงใต้ต่อไป จนไปถึงบริเวณที่ประชิดกับเวียดนาม เส้นเหนือสุดของประกาศนี้เป็นเส้นที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายทะเลอย่างแน่นอน เนื่องจากเกาะกูดเป็นเขตแดนอธิปไตยไทย และความเป็นเกาะย่อมต้องมีเขตทะเลอาณาเขตและไหล่ทวีปของตนเอง กัมพูชาจะกำหนดเขตไหล่ทวีปของตนเองโดยไม่คำนึงถึงเขตทะเลอาณาเขตและไหล่ทวีปที่พึงมีของเกาะกูด และยังลากเส้นผ่ากลางเช่นนี้ไม่ได้ 

 

ไทยจำเป็นต้องประท้วง และมีการประกาศเขตไหล่ทวีปของเรา โดยดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายไทย คือออกเป็นพระบรมราชโองการในปี 1973 โดยทางเหนือสุดใช้พิกัดเริ่มต้นเดียวกันจากพรมแดนไทย-กัมพูชา แต่ลากเส้นลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้ โดยคำนึงถึงเกาะกูดที่ต้องมีทะเลอาณาเขต และไหล่ทวีปบางส่วนของตนเอง เมื่อมาถึงกลางอ่าวไทยที่ชายฝั่งเป็นชายฝั่งตรงข้ามจึงหักลงทิศใต้ จึงทำให้เกิดเป็นเขตพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปที่ทับซ้อนกันระหว่างไทยและกัมพูชา โดยในกรณีเช่นนี้ UNCLOS 1982 บัญญัติให้รัฐคู่กรณีต้องเจรจาเพื่อบรรลุความตกลงที่เป็นธรรมโดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ท่านผู้ทรงคุณวุฒิกล่าวต่อไปว่า กรณีนี้ควรยึดถือหลักการเดิมที่ใช้เจรจาสำเร็จแล้วกับทุกประเทศ และระบุขั้นตอนไว้ ซึ่งกระผมไม่ขอก้าวล่วงประเด็นนี้ เพียงแต่อยากแสดงความเห็นว่า วิธีการและขั้นตอนการเจรจาไม่ได้มีระบุไว้ ณ ที่ใดตายตัวว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรก่อนหลัง ขึ้นอยู่กับบรรยากาศทางการเมืองและความตั้งใจทางการเมือง (Political Will) ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสภาพแวดล้อมของการอ้างสิทธิอื่นๆ ประกอบกัน

 

ผู้ทรงคุณวุฒิท่านกล่าวว่า “การเจรจาทุกประเทศมีเป้าหมาย คือการกำหนดเส้นเขตแดนให้ถูกต้องเป็นอันดับแรก ไม่ใช่คิดเรื่องขุดปิโตรเลียมร่วมกับใคร เพราะทุกประเทศต้องการมีอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์เพราะบริหารจัดการง่ายกว่าและเป็นอิสระกว่า” ประเด็นนี้ขอตั้งข้อสังเกต ดังนี้

 

การเจรจาเขตแดนที่เป็นเขตอำนาจอธิปไตย กับการเจรจาเขตแดนที่ให้เพียงสิทธิอธิปไตยของรัฐในการสำรวจและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่นั้นๆย่อมมีเป้าหมายแตกต่างกัน ในเขต EEZ และไหล่ทวีป 200 ไมล์ทะเล รัฐประกาศเขตดังกล่าวด้วยเป้าประสงค์ของการมีสิทธิใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ มิใช่ประกาศเขตอำนาจอธิปไตย เป้าหมายคือมีพื้นที่ที่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตให้ได้มากที่สุดเท่าที่กฎหมายและการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านจะเอื้อได้ 

 

UNCLOS 1982 ตระหนักดีว่า เขต EEZ และเขตไหล่ทวีป เป็นพื้นที่ที่รัฐชายฝั่งอยากใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (ไม่ใช่เขตดินแดนอธิปไตย) และมีพื้นที่ที่กว้างใหญ่กว่าพื้นที่ 12 ไมล์ทะเลของทะเลอาณาเขต ฉะนั้นการเจรจาแบ่งปันพื้นที่ย่อมต้องยุ่งยาก จึงกำหนดเรื่อง Provisional Arrangements ทั้งในกรณีของ EEZ และไหล่ทวีป เพื่อให้รัฐชายฝั่งที่รักสันติในการอยู่ร่วมกันกับรัฐเพื่อนบ้าน ที่ต่างประสงค์จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ที่ต่างอ้างสิทธิทับซ้อน สามารถร่วมมือกันได้โดยไม่มีผลกระทบต่อการอ้างพื้นที่ของแต่ละฝ่าย ในระหว่างที่ยังไม่อาจบรรลุความตกลงกันได้

ฉะนั้นในกรณีไทย-กัมพูชานี้ เราไม่ได้กำลังเจรจาเขตอำนาจอธิปไตย (ซึ่งในกรณีเช่นนั้นจะยอมมาร่วมมือกันแบบนี้ไม่ได้แน่นอน) แต่ตามหลักกฎหมาย กรณีนี้เป็นการเจรจากันเรื่องไหล่ทวีป และ EEZ และสิทธิประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ มิใช่เรื่องของอำนาจอธิปไตย

 

ท่านผู้ทรงคุณวุฒิวิพากษ์ MOU 2544 ไว้หลายประการ กระผมไม่มีความประสงค์จะระบุว่า MOU ฉบับดังกล่าวดีหรือไม่อย่างไร แต่ขออธิบายประเด็นกฎหมายบางประการที่เกี่ยวข้อง

 

MOU 2544 มีสถานะเป็นความตกลงระหว่างประเทศ และอยู่ภายใต้หลักการของกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่? ในกฎหมายภายในของไทย เรามักจะกล่าวว่าการลงนามในเอกสารที่เรียกว่า MOU ไม่ใช่นิติกรรมสัญญาตามหลักกฎหมายไทย จึงไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย แต่ในกฎหมายระหว่างประเทศมิใช่เป็นเช่นนั้น ข้อ 2 และหลักการจากบทบัญญัติอื่นๆ แห่งอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา 1969 กำหนดว่า สนธิสัญญา หมายถึงความตกลงระหว่างประเทศที่เป็นลายลักษณ์อักษร ที่รัฐภาคีประสงค์ให้อยู่ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเรียกชื่อความตกลงนั้นว่าอะไรก็ตาม ฉะนั้นหากรัฐภาคีที่ลงนามใน MOU ต่างประสงค์ให้ MOU นั้นๆ อยู่ในบังคับของหลักกฎหมายระหว่างประเทศ MOU นั้นๆ ก็ต้องดำเนินการสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การยกเลิกจะกระทำได้ก็ด้วยความประสงค์ตรงกันของประเทศภาคี หรือตามที่ MOU นั้นๆ ได้ระบุไว้

 

แผนที่แนบท้าย MOU ฉบับนี้แตกต่างไปจากแผนที่การอ้างสิทธิครั้งแรกของกัมพูชา กล่าวคือ เส้นเหนือสุดของพื้นที่อ้างสิทธิของกัมพูชามีการเว้าลงมาใต้เกาะกูดแทนการขีดคร่อมเกาะ ซึ่งน่าจะอนุมานได้ว่ากัมพูชาทั้งยอมรับว่าเกาะกูดเป็นของไทย และเกาะกูดควรมีทะเลอาณาเขตของตนเอง ซึ่งก็ดีกว่าเดิมมาหน่อย แต่ยังไม่ยอมรับว่าเกาะกูดต้องมีไหล่ทวีปของตนเอง อย่างน้อยแผนที่นี้ก็ทำให้กัมพูชาไม่สามารถอ้างเป็นอื่นได้นอกจากรับว่าเกาะกูดเป็นของไทย

 

การใช้เส้นรุ้งที่ 11 องศาเหนือเป็นเส้นอ้างอิง น่าจะหมายความว่าพื้นที่เหนือเส้นรุ้งที่ 11 นี้ต้องมีการเจรจาปักปันเขตไหล่ทวีปให้สำเร็จ เพราะเป็นเขตไหล่ทวีปที่อ้างทับซ้อนกันจากการที่ไทย-กัมพูชามีชายฝั่งประชิดกัน และไทยมีเกาะกูดที่จะต้องมีทั้งทะเลอาณาเขต (ในเขตอำนาจอธิปไตยไทย) และไหล่ทวีป (เขตสิทธิอธิปไตย) ในสัดส่วนที่เหมาะสม ขณะเดียวกันชายฝั่งกัมพูชาอาจจะมีสภาพบางประการที่อาจนำมาใช้เป็นข้ออ้างพิเศษเพื่อเจรจาบรรลุการปักปันเขตไหล่ทวีปบริเวณนี้ ซึ่งไม่ควรเป็นเขตที่จะให้มีการทำมาตรการชั่วคราว (Provisional Arrangements) ในการแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้เด็ดขาด ส่วนเมื่อเขตอ้างสิทธิของสองฝ่ายหักลงทิศใต้ เนื่องจากสภาพชายฝั่งกลายเป็นชายฝั่งแบบตรงข้าม จะพิจารณาอย่างไรต่อไป กระผมไม่แสดงความเห็น แต่หากเป็นการเจรจาเพื่อให้มีการแสวงประโยชน์ร่วมกันในลักษณะ Provisional Arrangements ก็ต้องทำควบคู่กันไปกับการเจรจาปักปันพื้นที่เหนือเส้นรุ้งที่ 11 ไปพร้อมๆ กัน หรือให้การเจรจาด้านเหนือเส้นรุ้งที่ 11 มีความคืบหน้าจนเป็นที่พอใจก่อน ด้วยเหตุนี้ความหมายของ Indivisible Package จึงเป็นประโยชน์

 

ท่านผู้ทรงคุณวุฒิกล่าวว่า “สุดท้ายกัมพูชายอมเจรจาเส้นเขตแดน 11 องศาเหนือบริเวณเกาะกูด (ทั้งที่กฎหมายทะเลเป็นของไทยอยู่แล้ว) และใต้เส้น 11 องศาเหนือก็ขุดปิโตรเลียมไปพร้อมกัน แบ่งเงินค่าภาคหลวงกันคนละครึ่ง หากทำเช่นนี้เมื่อใดกัมพูชาจะเอาหลักฐานการแบ่งค่าภาคหลวงนี้ขึ้นศาลโลก และแบ่งพื้นที่ทางทะเลใต้เส้น 11 องศาเหนือครึ่งหนึ่งในอนาคต เรียกว่าเสียทั้งปิโตรเลียมเสียทั้งดินแดนไปพร้อมกัน Indivisible Package เรียบร้อยโรงเรียนกัมพูชา” ข้อความนี้น่าจะไม่ถูกต้องทีเดียว เพราะ (ก) ผมเข้าใจว่า Indivisible Package แปลว่า การเจรจาเรื่องปักปันเขตแดนเหนือเส้นรุ้งที่ 11 องศาเหนือ กับการเจรจาว่าควรจะมีการแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันในพื้นที่ใต้เส้น 11 องศาต้องทำไปพร้อมๆ กัน จะเจรจาเรื่องหลังแยกจากการเจรจาเรื่องการปักปันเหนือเส้น 11 องศาไม่ได้ มิได้หมายความว่าระหว่างการเจรจาก็สามารถลงมือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเลย ซึ่งไม่น่าจะมีทางเป็นไปได้ (ข) แม้ว่าในที่สุดจะอีกกี่ปีก็ตาม ตกลงกันได้ในการทำ Provisional Arrangements เพื่อแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันจะด้วยรูปแบบใดก็ตาม แบบจ่ายค่าภาคหลวงหรืออื่นใด และจากนั้นมีเหตุต้องนำคดีไปให้ศาลโลก ICJ พิจารณา กัมพูชาก็ไม่อาจนำเหตุอันเกิดจากการทำ Provisional Arrangement นี้ไปใช้อ้างในศาลได้ตามข้อ 83 วรรคสามแห่ง UNCLOS 1982 

 

ผมขอสรุปสั้นๆ ว่า ไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) มิใช่เขตดินแดนอำนาจอธิปไตยของรัฐ และบทบัญญัติในสองหมวดในเรื่องนี้ ใน UNCLOS 1982 หรือ บทบัญญัติในอนุสัญญาไหล่ทวีป 1958 ก็ระบุไว้ชัดเจนว่า รัฐชายฝั่งมีเพียงสิทธิอธิปไตยที่จะสำรวจและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต แม้แต่ห้วงน้ำในพื้นที่ที่อ้างสิทธิก็มิได้ตกเป็นของรัฐชายฝั่ง ฉะนั้นจึงไม่ได้เป็นประเด็นพิพาทในเรื่องอำนาจอธิปไตยและการสูญเสียเขตอำนาจอธิปไตย หรือดินแดนอธิปไตยของรัฐแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องของการเจรจาให้รัฐชายฝั่งได้พื้นที่เพื่อได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ดังกล่าวให้มากที่สุด และกฎหมายก็มิได้กำหนดให้เส้นมัธยะเป็นวิธีการปักปันแบ่งเขตไหล่ทวีปและ EEZ หรือถ้าจะสรุปง่ายๆ สั้นๆ คือเรื่องของไหล่ทวีปและเขต EEZ เป็นเรื่องของการที่รัฐชายฝั่งอยากใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติให้มากที่สุด ไม่ใช่เรื่องของการได้หรือสูญเสียอำนาจอธิปไตย

 

ด้วยความเคารพในท่านผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าว ที่ผมเองก็มิได้รู้จักท่านเป็นการส่วนตัว

 

ภาพ: Felix Santiago Allendes via ShutterStock

 

The post อธิบายกฎหมายทะเล และทำความเข้าใจปม MOU 44 ไม่ให้คลาดเคลื่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: อ่านเกมสนธิปลุกม็อบ จี้เพื่อไทยปม MOU 44 หวังล้มรัฐบาล? | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow091267-2/ Mon, 09 Dec 2024 13:37:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1017852 อ่านเกมสนธิปลุกม็อบ จี้เพื่อไทยปม MOU 44 หวังล้มรัฐบาล?

พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร อ่านเกมสนธิปลุกม็อบ จี้เพื่อไทยป […]

The post ชมคลิป: อ่านเกมสนธิปลุกม็อบ จี้เพื่อไทยปม MOU 44 หวังล้มรัฐบาล? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านเกมสนธิปลุกม็อบ จี้เพื่อไทยปม MOU 44 หวังล้มรัฐบาล?

พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร อ่านเกมสนธิปลุกม็อบ จี้เพื่อไทยปม MOU 44 หวังล้มรัฐบาล?

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 9 ธันวาคม 2567 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: อ่านเกมสนธิปลุกม็อบ จี้เพื่อไทยปม MOU 44 หวังล้มรัฐบาล? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรมตอบปมรัฐบาลกัมพูชาถูกกดดันทวงเกาะกูดคืนจากไทย ยันไม่กระทบเจรจา หากรัฐบาลมาจากตัวแทนประชาชน https://thestandard.co/phumtham-on-koh-kood-and-cambodia/ Sat, 30 Nov 2024 07:43:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1014594

วันนี้ (30 พฤศจิกายน) ที่กองพลทหารราบที่ 7 จังหวัดเชียง […]

The post ภูมิธรรมตอบปมรัฐบาลกัมพูชาถูกกดดันทวงเกาะกูดคืนจากไทย ยันไม่กระทบเจรจา หากรัฐบาลมาจากตัวแทนประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 พฤศจิกายน) ที่กองพลทหารราบที่ 7 จังหวัดเชียงใหม่ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นพดล ปัทมะ สส. เพื่อไทย เสนอให้ใช้มาตรา 152 เปิดอภิปรายเรื่องบันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรไทย-กัมพูชาเกี่ยวกับการอ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย พ.ศ. 2544 (MOU 2544) ในรัฐสภาทำข้อเสนอแนะให้รัฐบาลป้องกันการชุมนุมในอนาคตว่า ถือเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ แต่เรื่องนี้ต้องมาดูตามความเป็นจริง ต้องดูพรรคร่วมรัฐบาลด้วยว่าจะว่าอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องร่วมกันคิด แต่ขณะนี้ยังไม่ไปถึงตรงนั้น ตอนนี้เราก็ใช้วิธีการชี้แจงหลายช่องทาง การแก้ปัญหาไม่ได้มีแค่วิธีเดียว ถ้าทำไม่ได้ก็เปลี่ยนวิธี สิ่งที่นพดลเสนอก็น่าจะเสนอได้

 

เมื่อถามว่า จักรภพ เพ็ญแข เสนอให้รัฐบาลยื่นเงื่อนไขเจรจาแบ่งผลประโยชน์พื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ภายใต้เงื่อนไขเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายทางทะเล และสนธิสัญญา จะทำให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้ ภูมิธรรมกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการเทคนิคร่วมฝ่ายไทย (JTC) ส่วนที่ว่าตนนั่งเป็นประธานยังต้องรอมติ ครม. สุดท้ายต้องคุยกันก่อน เมื่อจัดตั้งได้ก็ต้องหารือกัน ยืนยันว่าการเจรจาก็อยู่ภายใต้กรอบ JTC และ MOU 2544 ตรงนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่าจะไม่ไปกระทบสิ่งที่เกี่ยวข้อง และต้องเป็นความเห็นชอบของประชาชนทั้งสองฝ่าย รวมถึงกฎหมายทางทะเล กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกรอบนโยบายต่างๆ ที่เราต้องคำนึงด้วย

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาการหารือทวิภาคีกับกัมพูชาได้พูดคุยในเรื่องนี้หรือไม่ ภูมิธรรมกล่าวว่า ในภาพรวมมีการพูดคุยในเรื่องต่างๆ โดยไม่มีอะไร เราไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเขายอมรับและทราบอยู่แล้วว่าเกาะกูดเป็นของเรา และอยู่กับเรามาตั้งแต่ต้น ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร 

 

เมื่อถามว่า กลุ่มต่อต้านรัฐบาลกัมพูชากดดันให้ฟ้องศาลโลกเพื่อทวงคืนเกาะกูดจากไทย จะส่งผลให้การเจรจาไม่ราบรื่นหรือไม่ ภูมิธรรมกล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดาของประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง เพียงแต่อยากให้ตรวจสอบภายในกรอบที่อยู่ภายใต้ของกฎหมาย พร้อมย้ำว่าไม่มีปัญหาอะไร หากเป็นรัฐบาลที่มีหน้าที่โดยตรงและเป็นตัวแทนประชาชน ส่วนความเห็นของประชาชนบางส่วนที่มีความแตกต่างกันก็เป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย

 

เมื่อถามว่า การประชุมทวิภาคีกัมพูชาจะมีตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข่าวปลอม ส่งผลกระทบความสัมพันธ์สองประเทศหรือไม่ ภูมิธรรมกล่าวว่า เป็นแค่เพียงการพูดคุยเกี่ยวกับข่าวปลอมที่ส่งผลกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ไม่ถึงกับตั้งคณะกรรมการ โดยให้แต่ละประเทศช่วยกันชี้แจง เพราะบางครั้งมีเสียงลือเสียงเล่าอ้าง อยากให้ทั้งสองประเทศช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนจะส่งผลให้ทั้งสองประเทศไม่เข้าใจกันและไม่ส่งผลดี รวมถึง MOU 2544 และเรื่องอื่นด้วย

 

เมื่อถามว่า รวมถึงการปั่นข่าวว่ากัมพูชาเคลมหมูเด้งและเคลมลิซ่าด้วยหรือไม่ ภูมิธรรมกล่าวว่า อย่าฟังเสียงเล็กเสียงน้อยแล้วเอามาเป็นประเด็น

The post ภูมิธรรมตอบปมรัฐบาลกัมพูชาถูกกดดันทวงเกาะกูดคืนจากไทย ยันไม่กระทบเจรจา หากรัฐบาลมาจากตัวแทนประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรมยังไม่ชัดเดินหน้าต่ออย่างไรเรื่องเรือดำน้ำ โต้สนธิกล่าวหาสั่งทัพเรือย้ายที่ฝึกห่างเกาะกูด https://thestandard.co/phumtham-navy-controversy/ Wed, 27 Nov 2024 08:23:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1013475 ภูมิธรรม เรือดำน้ำ

วันนี้ (27 พฤศจิกายน) ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี […]

The post ภูมิธรรมยังไม่ชัดเดินหน้าต่ออย่างไรเรื่องเรือดำน้ำ โต้สนธิกล่าวหาสั่งทัพเรือย้ายที่ฝึกห่างเกาะกูด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรม เรือดำน้ำ

วันนี้ (27 พฤศจิกายน) ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการเรือดำน้ำ ภายหลัง พล.ร.อ. จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และ พล.ร.อ. ชลธิศ นาวานุเคราะห์ รอง ผบ.ทร. เข้าพบวานนี้ (26 พฤศจิกายน) โดยจะนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาการแก้สัญญาว่าเป็นเมื่อใด

 

ภูมิธรรมเผยว่า เรื่องการแก้ไขสัญญายังไปไม่ถึงตรงนั้นและกำลังดูกันอยู่ ตนเองเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่ แต่เรื่องนี้ทำมาตั้งนานแล้ว ซึ่งเราไม่รู้ตั้งแต่ต้นก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องให้เวลาศึกษา ถ้าได้ข้อสรุปเมื่อใดก็เมื่อนั้น ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ที่ต้องตัดสินใจก็ยึดทางนั้น

 

“แต่วันนี้มาดูก็เห็นว่า ไปทางไหนก็มีปัญหา ก็ต้องถามว่าการแก้ปัญหายังแก้ได้หรือไม่ แก้แล้วประเทศชาติเสียประโยชน์หรือได้ประโยชน์อย่างไร หรือถ้ามีปัญหาทั้งหมดก็ต้องดูว่าดีที่สุดอยู่ตรงไหน แต่แนวทางการดำเนินการอย่างไรก็ต้องชี้แจงกับประชาชนให้เข้าใจ” ภูมิธรรมกล่าว

 

สื่อมวลชนสอบถามว่า โครงการเรือดำน้ำเกิดขึ้นในยุคที่ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยุค คสช. แต่วันนี้เป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ทำให้เกิดการชะลอโครงการหรือไม่ ภูมิธรรมตอบว่า ท่านคิดมากไป คิดล้ำหน้าไป ตนเองยังไม่ได้คิดอะไรเลย ตอนนี้ยังไม่ได้คิด อีกทั้งต้องยึดผลประโยชน์กองทัพ และความเหมาะสมให้ประชาชนเข้าใจได้เป็นหลัก

 

“เมื่อวานคุยหลายเรื่อง เรือดำน้ำเป็นเพียงการรายงานว่าเรื่องนี้ยังค้างอยู่ และมีการแก้ปัญหาต่างๆ มามากแล้ว ซึ่งก็รับฟังและกำลังให้ตรวจสอบข้อมูลอยู่ และจากการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียนและประเทศคู่เจรจา สัปดาห์ที่ผ่านมามีการพูดคุยกับเยอรมนี, จีน, สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ จึงขอประชาชนอย่ากังวลใจ เรื่องนี้ผมจะรับผิดชอบดูแลอย่างดีที่สุดและเต็มที่ ชัดเจนเมื่อไรจะชี้แจงให้ประชาชนและสื่อมวลชนทราบ” ภูมิธรรมกล่าว

 

สื่อมวลชนถามย้ำว่า ขอให้พูดให้ชัดว่าแนวโน้มเรื่องเรือดำน้ำรัฐบาลเห็นด้วยหรือไม่ ภูมิธรรมตอบว่า “ไม่ชัดนะครับ เพราะยังไม่ได้ศึกษา ชัดๆ คือยังไม่ศึกษา ถ้าศึกษาชัดแล้วจะว่าอีกที”

 

โต้สนธิพูดเกินเลยกล่าวหาตนสั่งย้ายที่ฝึกกองทัพเรือ

 

สำหรับกรณี สนธิ ลิ้มทองกุล ตั้งคำถามว่าภูมิธรรมสั่งให้กองทัพเรือย้ายสถานที่ฝึกใกล้เกาะกูด จังหวัดตราด หรือไม่ ภูมิธรรมตอบว่า ได้รับรายงานว่า เป็นการฝึกซ้อมเล็กๆ ตามวงรอบ ไม่ใช่การฝึกซ้อมใหญ่แต่อย่างใด การที่สนธิออกมาพูดก็เกินไปที่ว่าตนเองสั่งการให้ย้ายที่ฝึก ขอยืนยันว่าไม่มีอะไรและสามารถสอบถาม ผบ.ทร. ได้ เพราะกองทัพเรือดำเนินการไปตามกระบวนการ การฝึกไม่ได้เจาะจงอยู่ในเฉพาะพื้นที่ใด แต่มีการเคลื่อนพื้นที่ไปทางใต้บ้าง ซึ่งเป็นไปตามแผนงานประจำปีของแต่ละเหล่าทัพ

 

“ขอถามคุณสนธิว่าไปเอาข้อมูลมาจากไหน เพราะไม่มีการกล่าวแบบนี้ และจากการพบกับ ผบ.ทร. เมื่อวานนี้ ผบ.ทร. ก็ยืนยันว่า ไม่ได้พูดตามที่คุณสนธิออกมากล่าวอ้าง จะกลายเป็นว่าผมสั่งได้อย่างไร ผบ.ทร. ก็ยืนยันว่า รับผิดชอบเองได้และไม่ต้องให้ใครมาสั่งในเรื่องแบบนี้” ภูมิธรรมกล่าว

 

ส่วนที่มีการเปลี่ยนจากการฝึกไปลาดตระเวนแท่นขุดเจาะน้ำมันอ่าวไทยแทนนั้น ภูมิธรรมย้ำว่า กองทัพเรือทำตามแผนอยู่แล้วและเป็นไปตามวงรอบการฝึก ไม่สามารถบิดเบือนได้ ซึ่งการลาดตระเวนก็มีหลายสาเหตุ อาจเป็นการดูพื้นที่บ้างหรือลาดตระเวนตามชายฝั่ง และแผนที่ที่กองทัพเรือวางไว้

 

“ดังนั้นอย่าไปพูดเรื่องนี้จนกลายเป็นประเด็นอีก เนื่องจากการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องเกาะกูดเป็นเรื่องอ่อนไหว และอาจมีผลเสียหายต่อประเทศ เหมือนยุยงให้เกิดการต่อสู้กันหรือใช้ความรุนแรงต่อกัน จึงเป็นเรื่องไม่เหมาะไม่ควร ทั้งนี้ ขอให้ฟังตามข้อเท็จจริง และขออย่าใส่ใจกับข่าวลือมากนัก” ภูมิธรรมกล่าว

The post ภูมิธรรมยังไม่ชัดเดินหน้าต่ออย่างไรเรื่องเรือดำน้ำ โต้สนธิกล่าวหาสั่งทัพเรือย้ายที่ฝึกห่างเกาะกูด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรมเผย หากนายกฯ เรียกถกตั้ง JTC วันนี้ ชงเข้า ครม. 19 พ.ย. ทันที ยันไม่มีเหตุผลต้องยกเลิก MOU 44 เกาะกูดไม่จบซ้ำรอยเขาพระวิหาร https://thestandard.co/phumtham-defends-koh-kood-mou-cabinet-plan/ Mon, 18 Nov 2024 05:01:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1009900 ภูมิธรรม

วันนี้ (18 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภูมิธรรม เวชยชัย […]

The post ภูมิธรรมเผย หากนายกฯ เรียกถกตั้ง JTC วันนี้ ชงเข้า ครม. 19 พ.ย. ทันที ยันไม่มีเหตุผลต้องยกเลิก MOU 44 เกาะกูดไม่จบซ้ำรอยเขาพระวิหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรม

วันนี้ (18 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (Joint Technical Committee: JTC) เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา (Overlapping Claims Area: OCA) ว่า รอให้นายกรัฐมนตรีเดินทางกลับถึงประเทศไทยวันนี้ก่อน ตนเองยังไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรีจะเข้าทำงานเลยหรือไม่ แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้คุยกัน อย่างไรก็ตาม พรุ่งนี้ (19 พฤศจิกายน) ตนต้องไปประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนที่ สปป.ลาว ด้วย จึงยังไม่แน่ใจว่าจะพูดคุยกันเมื่อไร

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้เลยหรือไม่ ภูมิธรรมกล่าวว่า ตนเองไม่แน่ใจ แต่คิดว่าไม่น่าทัน ยกเว้นนายกรัฐมนตรีจะเรียกประชุมวันนี้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า มีการกำหนดหรือไม่ว่าจะเริ่มประชุมเมื่อไร ภูมิธรรมกล่าวว่า หากนายกรัฐมนตรีกลับมาแล้วทำทันก็จะเสนอเข้า ครม. ในวันอังคารนี้ (19 พฤศจิกายน) เลย แต่ถ้าไม่ทันก็จะเร่งพิจารณาให้เร็วที่สุด ย้ำว่าต้องรอให้นายกรัฐมนตรีกลับมาก่อน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เบื้องต้นวางคนที่จะเป็นคณะกรรมการไว้แล้วใช่หรือไม่ ภูมิธรรมกล่าวว่า เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องทำการบ้านและมาพูดคุยกัน ทั้งนี้ ตนยังไม่ทราบว่าใครจะเป็นคณะกรรมการบ้าง เพราะเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรอบของ JTC คาดว่าจะได้ข้อสรุปชัดเจนอย่างไรบ้าง ภูมิธรรม กล่าวว่า ต้องพูดคุยกันและเดินตาม MOU 44 เพราะเป็นกรอบที่วางไว้ให้พูดคุยกันอย่างสันติ เนื่องจากมีเรื่องที่ค้างคาใจหลายเรื่องและยังไม่ได้ข้อสรุป

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ที่ถูกวิจารณ์คือพื้นที่ทับซ้อนใต้ทะเล เป็นประเด็นหลักที่ต้องพูดคุยกันใช่หรือไม่ ภูมิธรรมกล่าวว่า ต้องพูดคุยกัน เพราะ MOU 44 ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นการเจรจาเป็นวิธีที่ดีที่สุดในเรื่องความขัดแย้งชายแดน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่า MOU 44 ไม่สามารถยกเลิกได้แล้วใช่หรือไม่ ภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องยกเลิก เป็นเรื่องที่พูดคุยกันยังไม่จบ ต่างคนต่างอ้างสิทธิแต่ละฝ่าย ดังนั้นต้องให้มาคุยกันตาม MOU 44

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เพื่อให้เกิดความสบายใจกับคนในประเทศ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะร่าง MOU 44 อันใหม่ ภูมิธรรมกล่าวว่า มันไม่มีอะไร MOU 44 เป็นกรอบที่ดีอยู่แล้ว ไม่ได้ระบุว่าให้ใคร เพียงแต่บอกว่าเป็นเรื่องที่ยังไม่จบ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องเจรจากันและนำเข้าสภาของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งต้องยึดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ

 

“ดังนั้นไม่มีอะไรต้องยกเลิก จะยกเลิกเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจก็ไม่ควร หรือจะไม่ให้สภาตัดสินใจก็ไม่ควร หรือยกเลิกใช้กฎหมายทะเลก็ไม่ควร ดังนั้นไม่มีอะไรต้องยกเลิก ผมคิดว่ามีหลายคนยังไม่เข้าใจ MOU 44 ต้องกลับไปอ่านให้ละเอียด” ภูมิธรรมกล่าว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้จะไม่ทำให้ประชาชนแคลงใจเหมือนกรณีเขาพระวิหารใช่หรือไม่ ภูมิธรรมกล่าวว่า เราถึงต้องรีบทำ ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหาใหญ่ในระยะยาว ทั้งนี้ ตนคิดว่าไม่มีอะไรต้องแคลงใจ และการที่เราเดินทางไปในพื้นที่ก็แสดงให้เห็นว่าเรายังเป็นเจ้าของดินแดนอยู่ หน่วยราชการก็ยังอยู่ เหมือนกรณีเขาพระวิหารที่เขาก็อ้างสิทธิเราก็ลงไปเยี่ยมในพื้นที่ จึงคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร ในส่วนของทหารก็ดูแลพื้นที่ของตัวเองตามอำนาจอธิปไตย แต่ที่สำคัญเราต้องเข้าใจ MOU 44 ก่อน

The post ภูมิธรรมเผย หากนายกฯ เรียกถกตั้ง JTC วันนี้ ชงเข้า ครม. 19 พ.ย. ทันที ยันไม่มีเหตุผลต้องยกเลิก MOU 44 เกาะกูดไม่จบซ้ำรอยเขาพระวิหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจเกาะกูด ดินแดนแห่งราชอาณาจักรไทย ในวันที่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง โยงเข้าชาตินิยม https://thestandard.co/koh-kood-thailand-territory-political-impact/ Mon, 18 Nov 2024 03:23:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1009858 เกาะกูด

ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ‘เกาะกูด’ ซึ่งเป็นเกาะที่มีขนาดใ […]

The post สำรวจเกาะกูด ดินแดนแห่งราชอาณาจักรไทย ในวันที่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง โยงเข้าชาตินิยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาะกูด

ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ‘เกาะกูด’ ซึ่งเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่อันดับ 6 ของไทย ตั้งอยู่ในอ่าวไทย เป็นเกาะสุดท้ายแห่งน่านน้ำตะวันออกไทย ซึ่งมีเนื้อที่ 105 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 65,625 ไร่ มีความยาวของเกาะ 25 กิโลเมตร ความกว้าง 12 กิโลเมตร ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง และถูกปลุกความเป็นชาตินิยมขึ้นมา

 

จากกรณีที่รัฐบาลภายใต้การนำของ แพทองธาร ชินวัตร ประกาศจะตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (Joint Technical Committee: JTC) เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา (Overlapping Claims Areas: OCA) โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การนำปิโตรเลียมที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนร่วมกันขึ้นมาใช้ประโยชน์ ซึ่งมีการเจรจามาอย่างยาวนานแต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้

 

 

เกาะกูด ตั้งอยู่ในอ่าวไทย 

มีเนื้อที่ 105 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 65,625 ไร่ 

มีความยาวของเกาะ 25 กิโลเมตร ความกว้าง 12 กิโลเมตร

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา 

 

หลายคนทั้งบนโลกออนไลน์และออฟไลน์ต่างแสดงความคิดเห็นว่าการตั้งคณะกรรมการ JTC ไทยอาจเสียเปรียบการปักปันเขตแดนทางทะเลครั้งนี้ และอาจต้องสูญเสียเกาะกูด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนไทยไปด้วย ทำให้นายกรัฐมนตรีและบรรดาแกนนำรัฐบาลต้องออกชี้แจงยืนยันว่า เกาะกูดเป็นของไทยตั้งแต่สมัยฝรั่งเศส ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงว่าจะเสียดินแดนในส่วนนี้ 

 

จากนั้นบรรดารัฐมนตรีที่ดูแลด้านความมั่นคงก็เร่งลงพื้นที่ ‘เกาะกูด’ เพื่อให้ความมั่นใจต่อประชาชนคนไทยทันที

 

ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจหน่วยปฏิบัติการเกาะกูด กองทัพเรือ ซึ่งเป็นหน่วยเฉพาะกิจของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) ที่ตั้งหน่วยบนเกาะกูด ตั้งอยู่ที่แหลมเทียน ทางตอนล่างสุดของเกาะกูด ตั้งเมื่อปี 2521 ต่อมาเมื่อปี 2529 กองทัพเรืออนุมัติเปลี่ยนชื่อจากหน่วยตรวจการณ์พิเศษที่ 1 เป็นหน่วยปฏิบัติการเกาะกูดจนถึงปัจจุบัน 

 

หน่วยปฏิบัติการเกาะกูด กองทัพเรือ 

ตั้งอยู่ที่แหลมเทียน ทางตอนล่างสุดของเกาะกูด 

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา 

 

หน่วยปฏิบัติการเกาะกูดมีภารกิจ เช่น การป้องกันการคุกคามทางทะเลและทางอากาศ คุ้มครองเรือประมงไทย สนับสนุนการปฏิบัติการของเรือและกำลังทางบก ปฏิบัติการจิตวิทยา รวมถึงประชาสัมพันธ์กับส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่ เพื่อความสัมพันธ์อันดีและง่ายในการประสานการปฏิบัติงานร่วมกัน

 

1 วันต่อมา ณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด นำสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งนั่งเรือจากฝั่งแผ่นดินตราดสำรวจภูมิทัศน์รอบเกาะกูด ซึ่งใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง โดยเฉพาะการสำรวจพื้นที่ที่ตกเป็นข้อพิพาทว่ามีการทับซ้อนของทั้ง 2 ประเทศ โดยให้สื่อมวลชนเห็นด้วย ‘ตา’ ยืนยันจาก ‘ปาก’ ในฐานะพ่อเมืองตราดว่า เกาะเป็นของคนไทย และมีกำลังพลกองทัพเรือที่คอยดูแลทุกข์สุขอยู่เฝ้าชายแดนไทย-กัมพูชาตลอดเวลาเช่นกัน

 

อนุทินนำธงชาติไทยมาทูนเหนือศีรษะ 

ยืนยันว่ารัฐบาลไทยจะไม่ยอมเสียดินแดนไทยแม้แต่ตารางนิ้วเดียว

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา 

 

 

จากนั้น อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขนข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย แต่งเครื่องแบบข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของราชอาณาจักรไทยลงพื้นที่ โดยสถานที่แรกที่คณะของกระทรวงมหาดไทยเดินทางไปคือ ชุมชนบ้านคลองมาด ซึ่งเป็นชุมชนที่เก่าแก่ที่สุดในเกาะกูด 

 

อนุทินเข้าไปรับฟังปัญหาจากปากของ สวงค์ รำไพ ผู้ที่อาวุโสที่สุดบนเกาะกูด ที่สะท้อนปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ไฟฟ้า และน้ำประปา โดยไม่มีเรื่องอ้างสิทธิ์พื้นที่ทับซ้อน เพราะมั่นใจว่าเกาะกูดเป็นของไทยมาตั้งแต่ต้น และก่อนเดินทางกลับอนุทินนำธงชาติไทยซึ่งประดับในทุกบ้านมาทูนเหนือศีรษะ และยืนยันว่ารัฐบาลไทยจะไม่ยอมเสียดินแดนไทยแม้แต่ตารางนิ้วเดียว

 

พื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา เกิดจากอะไร  

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2516 กัมพูชาประกาศอ้างเขตพื้นที่ไหล่ทวีปทะเลเพียงฝ่ายเดียว โดยวัดจากหลักเขตที่ 73 บ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด มีการลากเขตแนวพื้นที่ผ่านเกาะกูดบริเวณทางใต้ ขนานชายฝั่งอ่าวไทย ยาวไปถึงคาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา

 

จากนั้นรัฐบาลภายใต้การนำของ จอมพล ถนอม กิตติขจร ไม่ได้ยอมรับการประกาศอ้างเขตพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ระหว่างประเทศ พร้อมประกาศลากเส้นแบ่งเขตของตนเองใหม่ในปี 2517 โดยใช้หลักเขตแดนที่ 73 เป็นจุดตั้งต้นเหมือนกัน แต่ลากเส้นไปคนละทิศ ทำให้เกิดการอ้างสิทธิพื้นที่ทับซ้อนกว่า 2.6 หมื่นตารางกิโลเมตรกับ 3 ประเทศคือ กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย 

 

แต่ 2 ประเทศหลัง (เวียดนามและมาเลเซีย) ล้วนเจรจาแบ่งเขตสำเร็จ โดยคงเหลือแค่กัมพูชาเท่านั้น โดยหลายฝ่ายเชื่อว่าในพื้นที่ทับซ้อนที่เป็นข้อพิพาทอยู่นั้นมีแหล่งน้ำมันปิโตรเลียมซุกซ่อนอยู่ซึ่งมีมูลค่านับล้านล้านบาท 

 

ทะเลอ่าวไทย 

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา 

 

 

ต่อมาในรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ได้เปิดโต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกจัดการพื้นที่ทับซ้อนเกาะกูด รวมถึงหาบทสรุปการใช้ทรัพยากรร่วมกัน จนเกิดบันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรไทย-กัมพูชาเกี่ยวกับการอ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย พ.ศ. 2544 (MOU 2544) ที่มีเนื้อหาสาระ 2 ข้อ 

 

  1. พื้นที่เหนือเส้น 11 องศาเหนือขึ้นไป เจรจาเรื่องเขตแดน 
  2. พื้นที่ใต้เส้น 11 องศาลงเหนือมา เจรจาเรื่องผลประโยชน์ร่วม

 

จากนั้นปี 2552 คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีมติเห็นชอบในหลักการให้ยกเลิก MOU 2544 และให้นำเรื่องเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ 

 

สำหรับเหตุผลที่ต้องการให้ยกเลิก เนื่องจากการที่รัฐบาลกัมพูชาแต่งตั้ง ‘ทักษิณ’ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ โดยมองว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเจรจาภายใต้ MOU 2544 แต่กระนั้นจนถึงปัจจุบัน MOU 2544 ก็ยังไม่ได้ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ

 

ต่อมาในปี 2554 รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีท่าทีชัดเจนว่าจะไม่ยกเลิก MOU 44 ยิ่งไปกว่านั้นยังจะเร่งเจรจากับกัมพูชาเพื่อร่วมกันพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนดังกล่าว 

 

ขณะที่ความคิดเห็นของประชาชนคนไทยจำนวนมากในขณะนั้นกลับ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับการเจรจาตามกรอบ MOU 2544 เนื่องจากเห็นว่าอาจไทยเสียเปรียบ รวมทั้งมีข้อสงสัยและห่วงใยในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของนักการเมืองไทยและนักการเมืองกัมพูชา สุดท้ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ถูกรัฐประหารโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปก่อน และทำให้การเจรจาล่มอีกครั้ง 

 

เรือขนสินค้าขณะกำลังแล่นออกจากเกาะกูด 

มุ่งหน้าไปยังบนฝั่งแผ่นดินจังหวัดตราด

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 


ยังคงเป็นเรื่องที่ค้างคามาจนถึงปัจจุบัน และการเจรจาจะถูกสานต่อด้วยอีกครั้งในรัฐบาลแพทองธาร โดยเริ่มมีความเคลื่อนไหวในการเรียกร้องให้ยกเลิก MOU ฉบับนี้ เริ่มต้นที่ ไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (ขณะนั้น) ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า การที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมายกับกระทรวงการต่างประเทศนำ MOU 2544 ซึ่งไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภา ‘มาใช้ดำเนินการแบ่งเขตอธิปไตยและผลประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลของไทยด้านอ่าวไทยเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ร้องตามรัฐธรรมนูญ’ หรือไม่ และขอให้วินิจฉัยยกเลิก 

 

แต่ท้ายที่สุด เมื่อวันที่ 4 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ไม่รับคำร้องขอวินิจฉัย ด้วยเหตุว่า ไพบูลย์ไม่ใช่ผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยตรง

 

จากนั้นพรรคพลังประชารัฐเริ่มเคลื่อนไหวมากยิ่งขึ้น ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประธานกรรมการด้านวิชาการ แถลงข่าวที่รัฐสภาว่า ข้อความในเอกสาร MOU 2544 และแผนที่แนบท้าย แสดงให้เห็นว่าทั้งไทยและกัมพูชายอมรับว่ามีพื้นที่พัฒนาร่วมกันเพื่อเจรจาแบ่งผลประโยชน์ปิโตรเลียม 

 

แต่แผนที่แนบท้ายของ MOU 2544 ใช้เส้นเขตแดนทะเลที่ประกาศโดยกัมพูชาในปี 2515 ซึ่งเส้นที่พาดผ่านเกาะกูดนั้นขัดกับสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 จึงมองว่า MOU 2544 ทั้งฉบับผิดกฎหมายและอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียดินแดน

 

ขณะเดียวกัน ธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความอิสระ ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ มองว่า ‘ทักษิณ’ และ ‘พรรคเพื่อไทย’ ร่วมกันกระทำการอันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเป็น 1 ใน 6 ของข้อกล่าวหาด้วย

 

ก่อนจะนำมาซึ่งการปลุกความเป็นชาตินิยมบนโลกออนไลน์ มีการเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ เรียกร้องให้ยกเลิก MOU 2544 ใช้เกาะกูดเป็นเครื่องมือทางการเมืองด้วยการกล่าวอ้างว่าไทยมีโอกาสสูญเสียดินแดน จนส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งมีรายงานข่าวว่า กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว-ชาวบ้านในพื้นที่เกาะกูด แจ้งว่ามีการยกเลิกการเดินทางที่จองมาล่วงหน้าช่วงไฮซีซัน

 

นักท่องเที่ยวแห่ยกเลิกห้องพัก? 

 

THE STANDARD เดินทางไปเกาะกูดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เมื่อเท้าของเราเหยียบเกาะกูดครั้งแรก ซึ่งเป็นช่วงเย็นก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดินนั้น พบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ทำกิจกรรมบนชายหาดกว่า 80% ล้วนเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 

 

จากนั้นเราร่วมสนทนากับคนในพื้นที่ และร่วมหาคำตอบว่า แท้ที่จริงแล้ว ‘เกาะกูด’ ได้รับผลกระทบจากข้อพิพาทจากพื้นที่ทับซ้อนของทั้ง 2 ประเทศจนส่งผลต่อการท่องเที่ยวตามที่รายงานข่าวหรือไม่ 

 

นักท่องเที่ยวชาวยูเครนกำลังไกวชิงช้าริมทะเล  

ก่อนที่พระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า จากหาดตะเภา เกาะกูด เหนืออ่าวไทย

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

 

ประวุฒิ รำไพ เจ้าของสีฟ้ารีสอร์ท เกาะกูด ซึ่งตั้งอยู่ที่หาดอ่าวตะเภา ยืนยันกับ THE STANDARD ว่า ที่พักของตนเองไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ขณะเดียวกันคนบนเกาะไม่ทราบข่าวเรื่องข้อพิพาทเท่าไรนัก คนส่วนใหญ่ต่างใช้ชีวิตของตนเองตามปกติ รวมถึงการยกเลิกที่พักล่วงหน้าด้วย นักท่องเที่ยวยังคงเดินทางเข้ามาพักตามปกติ 

 

กระนั้นเขาก็ยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซันและมีพายุมีจำนวนนักท่องเที่ยวไม่มากนัก แต่ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวกับกระแสข่าวครั้งนี้ และขณะนี้เมื่อเข้าสู่ช่วงไฮซีซันห้องพักก็เต็มตลอด 

 

เจ้าของสีฟ้ารีสอร์ท เกาะกูด ยังบอกอีกว่า จากกระแสข่าวดังกล่าว ตนเองเชื่อว่าอาจเป็นการช่วยส่งเสริมให้เกาะกูดนั้นมีชื่อเสียงมากขึ้น เกาะกูดมีน้ำทะเลสวยและใส ที่นี่เหมาะกับคนที่รักสงบ และยังได้สัมผัสธรรมชาติ

 

 

ประวุฒิ รำไพ เจ้าของสีฟ้ารีสอร์ท เกาะกูด

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

 

ขณะที่ผู้ประกอบการอีกรายกล่าวกับ THE STANDARD ถึงกระแสข่าวการยกเลิกการเดินทางที่จองมาล่วงหน้าช่วงไฮซีซันในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนว่า ตนเองพอทราบข่าวเช่นกัน แต่เห็นว่ายังมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาตามปกติ และตนเองก็ยังทำงานตามปกติเช่นกัน การยกเลิกการเดินทางที่จองมาล่วงหน้าเป็นเพียงบางส่วนเมื่อเข้าสู่ช่วงไฮซีซัน 

 

เชื่อว่าหลังจากช่วงวันที่ 20 พฤศจิกายนเป็นต้นไป เกาะกูดจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ คนไทยจำนวนน้อยประมาณ 10% เท่านั้น ส่วนตัวมองว่าไม่ได้กระทบมากนัก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจ เพราะมองว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน 

 

“สำหรับใครที่กังวลสามารถเดินทางมาได้เลย เกาะกูดไม่ได้น่ากลัว มันเป็นเพียงเรื่องปากต่อปากที่พูดต่อๆ กัน แต่ในความเป็นจริงนั้นไม่ได้มีอะไร แล้วคนในพื้นที่เองก็ไม่ได้กังวลอะไร”

 

นักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งกำลังทำกิจกรรมพายเรือคายัค

ก่อนที่พระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้าเหนืออ่าวไทย

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

 

ขณะที่ผู้ประกอบการเรือใบให้เช่าและฝึกกีฬาทางน้ำกล่าวกับ THE STANDARD ถึงกระแสข่าวการยกเลิกการเดินทางที่จองมาล่วงหน้าช่วงไฮซีซันว่า ตนเองได้รับผลกระทบเล็กน้อย นักท่องเที่ยวที่ยกเลิกส่วนมากเป็นคนไทย แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงมีตามปกติ พร้อมทั้งยืนยันอีกเสียงว่าเกาะกูดมีความปลอดภัย ผู้คนเป็นมิตร และเป็นสุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทย เราทุกคนที่นี่ล้วนอยู่ดีมีสุข ใช้ชีวิตเหมือนคนบนฝั่ง ทำกิจกรรมทุกอย่างที่เราต้องการ มีอิสระ จึงอยากที่จะเชิญชวนให้มาร่วมสัมผัสมัลดีฟส์เมืองไทยที่เกาะกูดด้วยกัน

 

สอดคล้องกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตราด เปิดเผยข้อมูลว่า​ จากการสำรวจโดยใช้ฐานข้อมูล​ 20 โรงแรม​ในเกาะกูด แบ่งเป็นโรงแรม​ 5 ดาว​ 6 แห่ง​, 4 ดาว 3 แห่ง, 3 ดาว​ 9 แห่ง และ 2 ดาว​ 2 แห่ง รวมทั้งการคาดการณ์นักท่องเที่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม​ พบว่า อัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น​ 1% ตามปกติ​ โดยที่อัตราการเติบโตไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด

 

แม้เกาะกูดจะไม่ได้รับผลกระทบจากการถูกดึงเป็นเครื่องมือทางการเมืองในครั้งนี้มากนัก แต่สำหรับปมปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาแล้ว ปัญหานี้จะคลายได้หรือไม่ หนทางนี้ยังอีกยาวไกล

กระนั้นให้จับตาวันอังคารที่ 19 พฤศจิกายนนี้ กระทรวงการต่างประเทศจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (Joint Technical Committee: JTC) ซึ่งถือว่าเป็น ‘ก้าวแรก’ เพื่อเจรจาเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันระหว่างไทย-กัมพูชากับ JTC ของทางกัมพูชาต่อไป

The post สำรวจเกาะกูด ดินแดนแห่งราชอาณาจักรไทย ในวันที่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง โยงเข้าชาตินิยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิด้าโพลเผยผลสำรวจปมโต้แย้ง MOU 44-เกาะกูด ประชาชนเกินครึ่งไม่เข้าใจ และส่วนมากไม่ต้องการที่จะเข้าใจ https://thestandard.co/nida-poll-koh-kood-mou44-controversy-survey/ Sun, 17 Nov 2024 03:08:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1009555 MOU 44

วันนี้ (16 พฤศจิกายน) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ […]

The post นิด้าโพลเผยผลสำรวจปมโต้แย้ง MOU 44-เกาะกูด ประชาชนเกินครึ่งไม่เข้าใจ และส่วนมากไม่ต้องการที่จะเข้าใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
MOU 44

วันนี้ (16 พฤศจิกายน) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สำรวจความคิดเห็นเรื่อง ‘มีใครเข้าใจประเด็นโต้แย้งเรื่อง MOU 44 และเกาะกูด บ้าง’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 12-13 พฤศจิกายน 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศรวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

 

จากการสำรวจเมื่อถามความเข้าใจของประชาชนในประเด็นการโต้แย้งเกี่ยวกับ MOU 44 และสถานการณ์ของเกาะกูดพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 58.86 ระบุว่า ไม่เข้าใจเลย, รองลงมาร้อยละ 19.31 ระบุว่า ไม่ค่อยเข้าใจ, ร้อยละ 15.65 ระบุว่า ค่อนข้างเข้าใจ และร้อยละ 6.18 ระบุว่า เข้าใจมาก

 

เมื่อสอบถามผู้ที่ระบุว่ามีความเข้าใจมากและค่อนข้างเข้าใจในประเด็นการโต้แย้งเกี่ยวกับ MOU 44 และสถานการณ์ของเกาะกูด (จำนวน 288 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความไว้วางใจต่อรัฐบาลว่า จะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้หากมีการเจรจา MOU 44 กับรัฐบาลกัมพูชา พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 33.68 ระบุว่า ไม่ไว้วางใจเลย, รองลงมาร้อยละ 29.17 ระบุว่า ไม่ค่อยไว้วางใจ, ร้อยละ 24.65 ระบุว่า ค่อนข้างไว้วางใจ และร้อยละ 12.50 ระบุว่า ไว้วางใจมาก

 

สำหรับความต้องการที่จะเข้าใจข้อโต้แย้ง MOU 44 และสถานการณ์ของเกาะกูดให้ชัดเจนมากขึ้น พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 41.22 ระบุว่า ไม่ต้องการเลย, รองลงมาร้อยละ 26.72 ระบุว่า ต้องการมาก, ร้อยละ 16.64 ระบุว่า ค่อนข้างต้องการ และร้อยละ 15.42 ระบุว่า ไม่ค่อยต้องการ

 

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการมีแนวคิดความเป็น ‘ชาตินิยม’ ของประชาชน พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 40.15 ระบุว่า มีความเป็น ‘ชาตินิยม’ มาก, รองลงมาร้อยละ 28.24 ระบุว่า ความเป็น ‘ชาตินิยม’ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์, ร้อยละ 15.04 ระบุว่า ค่อนข้างมีความเป็น ‘ชาตินิยม’, ร้อยละ 7.33 ระบุว่า ไม่มีความเป็น ‘ชาตินิยม’ เลย, ร้อยละ 6.26 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความเป็น ‘ชาตินิยม’ และร้อยละ 2.98 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

The post นิด้าโพลเผยผลสำรวจปมโต้แย้ง MOU 44-เกาะกูด ประชาชนเกินครึ่งไม่เข้าใจ และส่วนมากไม่ต้องการที่จะเข้าใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: อาถรรพ์ ‘เขากระโดง-เกาะกูด’ เปิดศึกภูมิใจไทย-เพื่อไทย ทักษิณครอบงำมีน้ำหนัก? | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow121167-2/ Wed, 13 Nov 2024 00:56:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1007963

อาถรรพ์ ‘เขากระโดง-เกาะกูด’ เปิดศึกภูมิใจไทย-เพื่อไทย ท […]

The post ชมคลิป: อาถรรพ์ ‘เขากระโดง-เกาะกูด’ เปิดศึกภูมิใจไทย-เพื่อไทย ทักษิณครอบงำมีน้ำหนัก? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>

อาถรรพ์ ‘เขากระโดง-เกาะกูด’ เปิดศึกภูมิใจไทย-เพื่อไทย ทักษิณครอบงำพรรคมีน้ำหนัก? ปมชั้น 14 หวังพึ่ง กมธ.ความมั่นคง ไม่ได้

The post ชมคลิป: อาถรรพ์ ‘เขากระโดง-เกาะกูด’ เปิดศึกภูมิใจไทย-เพื่อไทย ทักษิณครอบงำมีน้ำหนัก? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ปมเขากระโดง สู่รอยร้าวเพื่อไทย-ภูมิใจไทย ชั้น 14 – ครอบงำรัฐบาล จุดตายทักษิณ? | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow121167/ Tue, 12 Nov 2024 11:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1007776 ปมเขากระโดง สู่รอยร้าวเพื่อไทย-ภูมิใจไทย ชั้น 14 - ครอบงำรัฐบาล จุดตายทักษิณ?

ชนวนเขากระโดง สู่รอยร้าวเพื่อไทย-ภูมิใจไทย และพรรคร่วมฯ […]

The post ชมคลิป: ปมเขากระโดง สู่รอยร้าวเพื่อไทย-ภูมิใจไทย ชั้น 14 – ครอบงำรัฐบาล จุดตายทักษิณ? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปมเขากระโดง สู่รอยร้าวเพื่อไทย-ภูมิใจไทย ชั้น 14 - ครอบงำรัฐบาล จุดตายทักษิณ?

ชนวนเขากระโดง สู่รอยร้าวเพื่อไทย-ภูมิใจไทย และพรรคร่วมฯ ปมชั้น 14 – ครอบงำรัฐบาล MOU – เกาะกูด สู่จุดเสี่ยงทักษิณ?

 

คุยกับแขกรับเชิญ 2 ท่าน

 

  • สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
  • พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: ปมเขากระโดง สู่รอยร้าวเพื่อไทย-ภูมิใจไทย ชั้น 14 – ครอบงำรัฐบาล จุดตายทักษิณ? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินทูนธงชาติไทยเหนือหัว ขนข้าราชการกระทรวงมหาดไทยตรวจราชการ-สร้างความเชื่อมั่น-ชวนเที่ยวเกาะกูด https://thestandard.co/anutin-leads-official-koh-kood-visit/ Mon, 11 Nov 2024 09:06:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1007143 อนุทิน เกาะกูด

วันนี้ (11 พฤศจิกายน) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี […]

The post อนุทินทูนธงชาติไทยเหนือหัว ขนข้าราชการกระทรวงมหาดไทยตรวจราชการ-สร้างความเชื่อมั่น-ชวนเที่ยวเกาะกูด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน เกาะกูด

วันนี้ (11 พฤศจิกายน) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เช่น ศักดินัย นุ่มหนู สส. ตราด พรรคประชาชน, สมาชิกวุฒิสภา เช่น พิศูจน์ รัตนวงศ์, ธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ และ ชวภณ วัธนเวคิน ตลอดจนข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่เกาะกูด อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด

 

อนุทินและคณะลงพื้นที่ชุมชนบ้านคลองมาด ซึ่งเป็นพื้นที่ติดทะเล ทำประมง และได้รับการพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเป็นจุดแรก โดยพบปะประชาชนโดยรอบและพบกับคุณปู่สวงค์ รำไพ วัย 92 ปี ผู้อาวุโสที่สุดบนเกาะกูด โดยอนุทินกล่าวว่าวันนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของประเทศชาติและการช่วยเหลือ ประชาชนเข้ามาได้ไม่เป็นไร พร้อมขอบคุณสวงค์ที่ชี้แจงแทนรัฐบาลวานนี้ว่าเกาะกูดเป็นของไทย และสวงค์ขอให้อนุทินช่วยเรื่องที่ดินทำมาหากินที่ประชาชนบางส่วนยังไม่ได้สิทธิ เพื่อที่ประชาชนจะรักเกาะกูดมากขึ้น

 

จากนั้นรองผู้ว่าราชการจังหวัดตราดชี้แจงว่าเกาะกูดเป็นที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ ซึ่งต้องไปพิสูจน์ว่าใครอยู่ก่อนหรือหลังประกาศ โดยมี 100 กว่าหลังคาเรือนที่สามารถพิสูจน์สิทธิได้ก็ออกเอกสารสิทธิให้ หลังจากนั้นอนุทินสอบถามเรื่องไฟฟ้าและประปาในพื้นที่ว่าเป็นเช่นไร หน่วยงานรัฐรายงานว่าส่วนใหญ่ผู้ประกอบการใช้น้ำบาดาล ส่วนไฟฟ้ามีปัญหาเรื่องความเสถียร ส่งผลกระทบต่อกับผู้ประกอบการบ้าง

 

“ขอให้ความมั่นใจไม่ว่ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหนก็ไม่มีทางที่จะยอมเสียดินแดน อย่าว่าแต่เกาะทั้งเกาะเลย ตารางนิ้วเดียวก็เสียไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้หรอก เราอย่าไปเสียเวลาคิดกับเรื่องที่ไม่มีวันเกิด แต่มาคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ดีขึ้น”

 

ทั้งนี้ ในช่วงเยี่ยมชมชุมชนซึ่งทุกบ้านประดับธงชาติไทย ช่วงหนึ่งอนุทินนำธงชาติไทย 2 ผืนมาทูนเหนือศีรษะ

 

จากนั้นอนุทินและคณะเดินทางต่อไปยังศาลาประชาคมเกาะกูด เพื่อตรวจเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ พร้อมกล่าวว่าที่ตนเองและคณะเดินทางมาลงพื้นที่ถึงอำเภอเกาะกูดในวันนี้เพราะใจสั่งมา จากการที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับ MOU 44 และการแบ่งเขตทะเลในพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชานั้นอาจทำให้สังคมเกิดความสับสนจนถึงขั้นไม่สบายใจ โดยเฉพาะประชาชนในอำเภอเกาะกูดและคนไทยทุกคน ตนอยากบอกทุกคนว่าอย่าคิดเรื่องนี้ให้รกสมองและเปลืองพื้นที่อารมณ์ ยืนยันว่าเกาะกูดที่มีอายุกว่า 100 ปีเป็นของราชอาณาจักรไทย มีสถานะเป็นอำเภอที่มีความสวยงามและไม่มีใครเอาเกาะกูดไปได้เป็นอันขาดแม้แต่ตารางนิ้วเดียว อย่าไปสนใจเส้นที่ลากมาจากด้านไหนหรือโดยใครก็ตาม เพราะมันมีความชัดเจนอยู่แล้ว

 

อนุทินกล่าวอีกว่าส่วนที่มีคำถามถึงสนธิสัญญาหรือข้อตกลงต่างๆ ให้คิดกันง่ายๆ ว่าวันนี้ที่พวกเราเดินทางมาถึงเกาะกูด ท่านเอาพาสปอร์ตมาด้วยหรือไม่ ต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองหรือเปล่า ซึ่งเราไม่ต้องทำกระบวนการเช่นนั้นเลย ออกจากตราดนั่งเรือมาเกาะกูดเช็กอินเข้าพัก ใช้บัตรประชาชน ใช้เงินบาท แค่นั้นก็จบแล้ว

 

“จริงๆ มาเกาะแบบนี้น่าจะใส่เสื้อฮาวาย กางเกงขาสั้น หมวกปานามา และแว่นกันแดดมา แต่วันนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจน ผมและคณะใส่ชุดข้าราชการที่เราปฏิบัติราชการขึ้นมาอยู่บนเกาะกูด แบบนี้จะเป็นของใครได้นอกจากเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย แม้แต่ข้าราชการในพื้นที่ก็แต่งเครื่องแบบด้วยความภาคภูมิใจ ก็มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าท่านคือข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของราชอาณาจักรไทย และท่านเป็นผู้ที่ใช้กฎหมายไทยในการบริหารราชการแผ่นดินในพื้นที่เกาะกูดแห่งนี้ ดังนั้นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ผมต้องขอความกรุณาว่าท่านได้เหรียญที่ได้รับพระราชทานมาให้ติดด้วยความภาคภูมิใจว่าเป็นข้าราชการที่ทำหน้าที่ดูแลชาวบ้าน” อนุทินกล่าว

 

วันนี้หากพูดเรื่อง MOU 44 เขากำหนดไว้ในปี 2544 วัตถุประสงค์เพื่อวางกรอบในการพูดคุยเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชา โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการหารือร่วมกันระหว่างคณะกรรมการด้านเทคนิคที่แต่ละประเทศตั้งขึ้น ซึ่งมีหัวข้อว่าจะมีแนวทางในการร่วมกันพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมใต้ทะเลอย่างไร เพราะในอ่าวไทยมีก๊าซ ปิโตรเลียม น้ำมัน และทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ซึ่งเราต้องหาวิธีนำขึ้นมาใช้เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่จะลดลงได้

 

นอกจากนี้ วัตถุประสงค์เพื่อจะแบ่งเขตเศรษฐกิจจำเพาะอย่างไรให้เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ ถ้าเราพูดแบบชาวบ้านคุยกัน อ่านถ้อยคำใน MOU 44 ฟังแล้วก็งงตั้งแต่นาทีแรก ก็เอาเป็นว่าทั้งสองประเทศมีทะเลขวางกั้นอยู่ ประเทศหนึ่งขีดเส้นหนึ่งเส้น อีกประเทศขีดเส้นอีกหนึ่งเส้น แล้วเส้นของทั้งสองประเทศดันมาเกยกันจึงเกิดพื้นที่ทับซ้อน พอเป็นเช่นนี้ถามว่าเราจะรบกันเลยหรือเพื่อชิงพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งมันไม่ใช่แบบนั้น เพราะในยุคนี้สมัยนี้เราต้องนึกถึงความสงบและสันติในพื้นที่ ดังนั้นจึงต้องตั้งคณะกรรมการทั้งสองประเทศขึ้นมาคุยกัน แต่ต้องยึดหลักสากลคือหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยเรื่องทรัพยากร เรื่องเขตทางทะเล ว่าจะขีดเขตทางทะเลออกไปอย่างไร จึงเป็นเรื่องของคณะกรรมการที่ทั้งสองประเทศจะตั้งขึ้นมาแล้วพูดคุยกัน

 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของดินแดน ไม่ใช่เรื่องของแผ่นดิน เกาะกูดจึงเป็นดินแดนของประเทศไทย เรื่องเกาะกูดไม่มีอยู่ใน​ MOU 44 และเมื่อเห็นตกลงเมื่อไรตาม MOU ก็จะมีการสร้างสนธิสัญญาพัฒนาร่วม ซึ่งยังอีกห่างไกลกว่าจะไปถึงจุดนั้น ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ตนเชื่อว่ารัฐธรรมนูญของประเทศเพื่อนบ้านก็คงระบุไว้เช่นกันว่าก่อนที่จะไปทำสนธิสัญญากับใครต้องได้รับความเห็นจากรัฐสภาของแต่ละประเทศก่อน จึงมีขั้นตอนอีกมากกว่าจะถึงจุดนั้น แล้วหากถึงที่สุดแล้วตกลงกันไม่ได้เห็นไม่ตรงกันก็ยกเลิกกันไป ดังนั้นจึงไม่ต้องมานั่งบอกว่าจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิก MOU เพราะ MOU บอกแค่ว่าให้มาคุยกัน

 

เรื่องนี้จึงไม่เกี่ยวกับชาวบ้านเกาะกูด ไม่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาพักผ่อนที่เกาะกูด ส่วนที่มีข่าวว่านักท่องเที่ยวเห็นข่าวจึงชะลอการมาเที่ยวเกาะกูด ยกเลิกห้องพัก ตรงนี้ถือว่าไม่เป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนที่ประกอบอาชีพสุจริต ผู้ประกอบการโรงแรมและโฮมสเตย์ต่างๆ ไม่แฟร์กับพวกท่านเลยด้วยข่าวที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ดังนั้นการเดินทางมาเกาะกูดวันนี้เพื่อให้ความมั่นใจว่าเกาะกูดไม่ใช่ประเด็นของปัญหา ขอให้นักท่องเที่ยวได้มาท่องเที่ยว ขอให้ชาวบ้านได้ใช้ชีวิตตามปกติ MOU 44 ไม่มีส่วนใดเลยที่จะเป็นพิษเป็นภัยต่อเกาะกูดของพวกเรา ซึ่งอาณาเขตของประเทศไทยรัฐบาลมีหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและเขตแดนของประเทศไทยอยู่แล้ว

 

อนุทินให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงกรณี MOU 44 ที่มีกระแสเกี่ยวข้องกับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนทำให้เกิดการบิดเบือนใช่หรือไม่ว่าไม่เกี่ยว มีคนยกประเด็นนี้ขึ้นมาตรงกับช่วงเวลาสับเปลี่ยนคณะกรรมการ เพราะชุดเดิมพ้นจากรัฐบาลนี้แล้ว ส่วนคณะกรรมการชุดใหม่ควรจะเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยหรือไม่นั้นก็เป็นเรื่องของคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเป็นใครก็ได้ มั่นใจว่าคนที่เป็นข้าราชการการเมืองเป็นคนไทย หากต้องเจรจาประโยชน์ให้กับประเทศอื่นจะเรียกเป็นคนไทยได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ต้องรักษาผลประโยชน์ของชาติไว้เหนือสิ่งอื่นใด

 

ทั้งนี้ ก่อนเดินทางกลับอนุทินพบปะกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งมีรายงานว่ามีนักท่องเที่ยวและประชาชนกังวลเกี่ยวกับ MOU 44 จึงยกเลิกการเดินทาง เพราะไม่มั่นใจว่าจะสามารถเดินทางมายังเกาะกูดได้หรือไม่ ตนจึงอยากเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเดินทางมายังเกาะกูด เพราะเกาะกูดเป็นของประเทศไทยและคนไทยทุกคน ที่นี่คนไทยทุกคนมีสิทธิ์มาเที่ยวและพักผ่อน

 

“เกาะกูดนี้แปลก ตนก็เพิ่งมาครั้งแรก น้ำใสเห็นปลาทุกที่ไม่ว่าจะเป็นลำธารหรือทะเล ตนอยากให้ความมั่นใจ วันนี้จึงมาสร้างความมั่นใจให้เป็นที่ประจักษ์ว่าที่นี่คือแผ่นดินไทย ไม่มีวันสูญเสียไปให้กับใคร ขอให้ทุกคนเดินทางมาท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงเทศกาล มีห้องพักรองรับสะดวกสบาย และยังมีเกาะแก่งอื่นๆ อีกมากในจังหวัดตราด อยากเชิญชวนให้ทุกคนมาใช้วันพักผ่อนให้เต็มที่”

 

 

 

 

The post อนุทินทูนธงชาติไทยเหนือหัว ขนข้าราชการกระทรวงมหาดไทยตรวจราชการ-สร้างความเชื่อมั่น-ชวนเที่ยวเกาะกูด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้อาวุโสบนเกาะกูดยืนยัน เป็นของไทยตั้งแต่ต้น ไม่มีการอ้างสิทธิ์พื้นที่ทับซ้อน พร้อมชวนมาท่องเที่ยว https://thestandard.co/koh-kood-elder-thailand-territory/ Mon, 11 Nov 2024 00:35:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1006933

วานนี้ (10 พฤศจิกายน) ณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังห […]

The post ผู้อาวุโสบนเกาะกูดยืนยัน เป็นของไทยตั้งแต่ต้น ไม่มีการอ้างสิทธิ์พื้นที่ทับซ้อน พร้อมชวนมาท่องเที่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (10 พฤศจิกายน) ณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ลงพื้นที่หมู่ 1 อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด หลังจากมีกระแสข่าวว่านักท่องเที่ยวลดลง 30% เนื่องจากกรณีการแบ่งผลประโยชน์พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเกาะกูดระหว่างไทย-กัมพูชา 

 

สวงค์ รำไพ ชาวบ้านเกาะกูด อายุ 92 ปี ผู้ที่อาวุโสที่สุดบนเกาะกูด เปิดเผยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวไม่ได้ลดลงมาก หากคลื่นลมหยุด คนก็จะมาเที่ยวเรื่อยๆ ช่วงฤดูฝนคลื่นลมแรง นักท่องเที่ยวน้อยเป็นปกติ พร้อมยืนยันว่านักท่องเที่ยวยังมีจำนวนมาก แต่แบ่งไปตามอ่าวต่างๆ ของเกาะ พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาที่เกาะกูดเพราะเป็นที่ที่สงบ ไม่มีนักเลง ไม่มีขโมย นอนเปิดประตูทิ้งไว้ได้ 

 

สวงค์ยังยืนยันว่า ตนเองอยู่บนเกาะกูดมาตั้งแต่เกิดจนอายุครบ 92 ปี ไม่มีการอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ทับซ้อน บรรพบุรุษก็ยืนยันว่าเกาะกูดเป็นของไทย

 

ด้าน สุธี ศิริราชนิยม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 อำเภอเกาะกูด ยอมรับว่า นักท่องเที่ยวน้อยเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ได้มีผลกระทบมาก เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางไปท่องเที่ยวที่ภาคเหนือ ขณะที่ผลผลิตการประมงที่ได้มาปริมาณไม่มากจะใช้กันในเกาะกูด ชาวบ้านจับจ่ายใช้สอยกันเอง ขายให้กันเอง

The post ผู้อาวุโสบนเกาะกูดยืนยัน เป็นของไทยตั้งแต่ต้น ไม่มีการอ้างสิทธิ์พื้นที่ทับซ้อน พร้อมชวนมาท่องเที่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดินหาดทรายขาว ชมพระอาทิตย์ตกดิน เหนือทะเลเกาะกูดช่วงไฮซีซัน https://thestandard.co/koh-kood-white-beach-sunset/ Sun, 10 Nov 2024 12:44:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1006900 เกาะกูด

วันนี้ (10 พฤศจิกายน) ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD ร่วมเ […]

The post เดินหาดทรายขาว ชมพระอาทิตย์ตกดิน เหนือทะเลเกาะกูดช่วงไฮซีซัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาะกูด

วันนี้ (10 พฤศจิกายน) ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD ร่วมเก็บภาพบรรยากาศ​ยามเย็น เดินชมหาดทรายขาว ก่อนที่พระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า จากหาดตะเภา เกาะกูด จังหวัดตราด เหนืออ่าวไทย ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ช่วงไฮซีซัน และในวันที่ตกอยู่ในกระแสข่าวว่า มีผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียนว่านักท่องเที่ยวยกเลิกการเดินทางที่จองมาล่วงหน้า หลังมีกระแสข่าวโลกดึงเกาะกูดไปเชื่อมโยงเป็นประเด็นทางการเมือง อ้างว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชา พร้อมออกแถลงการณ์ขอให้เร่งสร้างความเชื่อมั่น

 

ว่าที่ ร.ต. กรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตราด กล่าวถึงสถานการณ์​ภาพรวมของการท่องเที่ยวเกาะกูดว่า​ จากการสำรวจโดยใช้ฐานข้อมูล​ 20 โรงแรม​ แบ่งเป็นโรงแรม​ 5 ดาว​ 6 แห่ง​, 4 ดาว 3 แห่ง, 3 ดาว​ 9 แห่ง และ 2 ดาว​ 2 แห่ง รวมทั้งการคาดการณ์นักท่องเที่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม​ พบว่า อัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น​ 1% ตามปกติ​

 

ว่าที่ ร.ต. กรกฎ ยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลโดย แพทองธาร​ ชิน​วัตร​ นายก​รัฐมนตรี​ พยายามสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวผ่านการชี้แจงข้อมูลจากภาคส่วนต่างๆ​ โดยมีบุคคลสำคัญในรัฐบาลลงพื้นที่​ ทั้ง ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่จะลงพื้นที่ในวันจันทร์ที่​ 11 พฤศจิกายน​นี้​ โดย ททท. พยายามสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว​ เน้นการสร้างความเข้าใจในข้อเท็จจริง​ และพยายามไม่พูดถึงข่าวดังกล่าว​ ไปพร้อมๆ กับการออกแคมเปญ​ส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่

 

เกาะกูด เกาะกูด เกาะกูด เกาะกูด

เกาะกูด

The post เดินหาดทรายขาว ชมพระอาทิตย์ตกดิน เหนือทะเลเกาะกูดช่วงไฮซีซัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรมตรวจพื้นที่เกาะกูด ยืนยันเกาะกูดเป็นของคนไทย ให้กำลังใจกำลังพลปฏิบัติหน้าที่ https://thestandard.co/phumtham-confirms-koh-kood-thai-ownership/ Sat, 09 Nov 2024 06:00:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1006552 เกาะกูด ของไทย

วันนี้ (9 พฤศจิกายน) ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี แ […]

The post ภูมิธรรมตรวจพื้นที่เกาะกูด ยืนยันเกาะกูดเป็นของคนไทย ให้กำลังใจกำลังพลปฏิบัติหน้าที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาะกูด ของไทย

วันนี้ (9 พฤศจิกายน) ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยกคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติการเกาะกูด อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด เพื่อกำชับนโยบายด้านความมั่นคงและให้กำลังใจกำลังพลกองทัพเรือที่ปฏิบัติงานบนเกาะกูด โดยมี พล.ร.อ. ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ เสนาธิการทหารเรือ ผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ ให้การต้อนรับ

 

ทั้งนี้ ในการตรวจเยี่ยมของภูมิธรรมเพื่อยืนยันว่าเกาะกูดเป็นของประเทศไทยและบนเกาะกูดเป็นเขตอธิปไตยของไทย ให้ประชาชนเกิดความสบายใจ และเป็นการดูพื้นที่จริงก่อนนั่งเป็นประธานคณะกรรมการทางเทคนิค (JTC) ฝ่ายไทย ตามกรอบของ MOU 44 ซึ่งอยู่ระหว่างแต่งตั้งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ

 

ภูมิธรรมกล่าวให้โอวาทกำลังพลหน่วยปฏิบัติการเกาะกูดว่า ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง และยืนยันว่าพร้อมสนับสนุนในส่วนที่มีความขาดแคลน เพื่อให้กำลังพลปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มขีดความสามารถ 

 

ภูมิธรรมยืนยันว่าเกาะกูดเป็นของไทย แต่ขณะนี้เนื่องจากมีการเตรียมที่จะเจรจาตามกรอบของ MOU 44 จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนขึ้นในสังคม แต่ขอย้ำให้กำลังพลปฏิบัติหน้าที่ของตนเองต่อไป

 

ทั้งนี้ กองทัพเรือจัดกำลังดูแลอธิปไตยของชาติทางทะเลด้านตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่เกาะกูด มาตั้งแต่อดีต และเมื่อไทยประกาศไหล่ทวีปเมื่อปี 2516 กองทัพเรือก็ดูแลมาอย่างต่อเนื่องและยังไม่ปรากฏปัญหาในพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชนดำรงชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างปกติสุข

 

สำหรับหน่วยปฏิบัติการเกาะกูด เป็นหน่วยเฉพาะกิจของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง มีภารกิจป้องกันการคุกคามทางทะเลและทางอากาศคุ้มครองเรือประมงไทย สนับสนุนการปฏิบัติการของเรือและกำลังทางบก รวมทั้งปฏิบัติการจิตวิทยาและประชาสัมพันธ์กับส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่

 

The post ภูมิธรรมตรวจพื้นที่เกาะกูด ยืนยันเกาะกูดเป็นของคนไทย ให้กำลังใจกำลังพลปฏิบัติหน้าที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>