เกณฑ์ LTV Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เกณฑ์-ltv/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 14 May 2026 11:54:27 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ธปท.ขยายเวลาผ่อนคลาย LTV อีก 1 ปี ถึงมิ.ย. 70 หลังดีมานด์อ่อนแอ เซ่นพิษเศรษฐกิจ-สงคราม ยันไม่เห็นสัญญาณการเก็งกำไร https://thestandard.co/bot-extends-ltv-easing/ Thu, 14 May 2026 11:54:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1207280 ภาพกราฟิกประกาศขยายเวลาผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย

ธปท.ขยายเวลาผ่อนคลาย LTV อีก 1 ปี เป็นสิ้นสุดวันที่ 30 […]

The post ธปท.ขยายเวลาผ่อนคลาย LTV อีก 1 ปี ถึงมิ.ย. 70 หลังดีมานด์อ่อนแอ เซ่นพิษเศรษฐกิจ-สงคราม ยันไม่เห็นสัญญาณการเก็งกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกประกาศขยายเวลาผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย

ธปท.ขยายเวลาผ่อนคลาย LTV อีก 1 ปี เป็นสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 2570 หลังดีมานด์ที่อยู่อาศัยยังอ่อนแอจากเศรษฐกิจชะลอ และสงครามตะวันออกกลาง กระทบต้นทุนผู้ประกอบการ-กำลังซื้อครัวเรือน ยืนยันยังไม่เห็นสัญญาณการเก็งกำไร

 

วันนี้ (14 พฤษภาคม) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) เห็นควรให้ขยายระยะเวลาการผ่อนคลายเกณฑ์การกำหนดเพดานอัตราส่วนการปล่อยสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value : LTV) สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย โดยขยายระยะเวลาออกไปอีก 1 ปี จากเดิมหมดอายุในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ขยายเป็นวันที่ 30 มิถุนายน 2570 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

  • ให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันอยู่ที่ 100% สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ทั้งกรณี (1) มูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และ (2) มูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังแรก
  • การผ่อนคลายนี้ให้เป็นการชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570

 

ภาพกราฟิกประกาศขยายเวลาผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย 1

 

การขยายระยะเวลาการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ครั้งนี้ ธปท. มีวัตถุประสงค์เพื่อประคับประคองความเชื่อมั่นและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยที่ผ่านมาอุปสงค์ของที่อยู่อาศัยยังอ่อนแอตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางเพิ่มเติม ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนของผู้ประกอบการและกำลังซื้อของภาคครัวเรือน

 

คณะกรรมการฯ ประเมินว่า การขยายระยะเวลาการผ่อนเกณฑ์ LTV ดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการให้สินเชื่อและในช่วงที่ผ่านมายังไม่เห็นสัญญาณการเก็งกำไรที่ผิดปกติแต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ %LTV คือ อัตราสูงสุดที่สามารถบบบมูลค่าหลักประกัน แต่วงเงินกู้ที่สถาบันการเงินจะอนุมัติขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเสี่ยงของลูกหนี้ร่วมด้วย

 

โดยเกณฑ์นี้ใช้สำหรับผู้ที่ทำสัญญาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ รวมถึงสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เช่น สินเชื่อ top up เช่น สินเชื่อตกแต่งบ้าน และสินเชื่อรีไฟแนนซ์ ที่มีการทำสัญญาภายในช่วงเวลาที่ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV

 

 

The post ธปท.ขยายเวลาผ่อนคลาย LTV อีก 1 ปี ถึงมิ.ย. 70 หลังดีมานด์อ่อนแอ เซ่นพิษเศรษฐกิจ-สงคราม ยันไม่เห็นสัญญาณการเก็งกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข่าวดีอสังหา ปลดล็อก LTV หุ้นเด่น SIRI รับอานิสงส์ กาง 4 กลยุทธ์ สร้างกำไรให้เติบโตในระยะยาว พร้อมประกาศรุกธุรกิจใหม่ ‘รับสร้างบ้าน’ เจาะตลาด 2 แสนล้านบาท https://thestandard.co/unlock-ltv-siri/ Tue, 25 Mar 2025 06:43:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1055962 ปลดล็อก LTV อสังหา

ภาคอสังหาริมทรัพย์เพิ่งได้รับข่าวหลังจากธนาคารแห่งประเท […]

The post ข่าวดีอสังหา ปลดล็อก LTV หุ้นเด่น SIRI รับอานิสงส์ กาง 4 กลยุทธ์ สร้างกำไรให้เติบโตในระยะยาว พร้อมประกาศรุกธุรกิจใหม่ ‘รับสร้างบ้าน’ เจาะตลาด 2 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลดล็อก LTV อสังหา

ภาคอสังหาริมทรัพย์เพิ่งได้รับข่าวหลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ ‘แบงก์ชาติ’ ประกาศผ่อนคลายเกณฑ์ LTV กู้ได้ 100% สำหรับการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยตั้งแต่หลังที่ 1 ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป และสำหรับการกู้หลังที่ 2 ที่มูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท สำหรับเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 

 

ขณะที่เริ่มเห็นบทวิเคราะห์ที่ออกมามีมุมมองเป็นบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ทันที

 

โดยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า กรณีที่ ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราวเป็น Sentiment เชิงบวกในแง่ของความสามารถในการซื้อของลูกค้าที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งต้องการซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 หรือที่อยู่อาศัยหลังที่ 1 ที่ระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาท และยังสามารถกระตุ้นกำลังซื้อของกลุ่มนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อลงทุนกลับมาได้ มองว่ากลุ่มสินค้าที่เป็นคอนโดมิเนียมจะได้รับประโยชน์มากกว่า

 

ขณะที่ บล.กรุงศรี ออกมาวิเคราะห์ว่า มีมุมมองเป็นบวก SIRI กับแผนการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ จำนวน 8 โครงการ มูลค่ารวม 1.07 หมื่นล้านบาท โดยเป็นที่น่าสังเกตว่าโครงการที่มีดีมานด์ของลูกค้าต่างชาติ เช่น ภูเก็ต, พัทยา และโครงการกลุ่ม Ready to Move ยังมี Take-Up Rate ที่สูงกว่าโครงการอื่น 

 

 

อีกทั้งวิเคราะห์ต่อว่าในไตรมาส 1/68 จะมี Presale ที่โดดเด่น ในขณะที่กำไรสุทธิคาดว่าจะโดดเด่นในไตรมาส 2/68 เป็นต้นไป โดยคงกำไรปกติ (Normal Profit) ในปี 2568 ที่ 5.25 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปี 2567 ซึ่งมีโอกาสทำ Record High 

 

โดยคงราคาเป้าหมายของ SIRI ที่ 2.34 บาท แนะนำ ‘ซื้อ’ และเป็น Top Pick จากจุดเด่นเรื่องการเป็น First Mover ทั้งด้าน Product Design อีกทั้งมีความสามารถในการจับเทรนด์ของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไวได้ดี และกลยุทธ์สร้าง Value-Added ในทำเลที่มีการโตสูง ซึ่งเป็นส่วนผลักดันกำไรในปี 2568

 

เจาะ 4 กลยุทธ์ สร้างการเติบโตในระยะยาวของ SIRI 

 

ในปี 2568 แสนสิริจะใช้กลยุทธ์อย่างไรในการสร้างการเติบโต รวมถึงแผนการในการขยายธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตในปีนี้

 

วิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI อธิบายถึงแผนกลยุทธ์ธุรกิจที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจของ ‘แสนสิริ’ ในปีนี้จะเน้นใน 4 เรื่อง มีดังนี้

 

กลยุทธ์ที่ 1

ขยายการลงทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยในกลุ่มสินค้าระดับลักชัวรีและพรีเมียมในทำเลใหม่ที่มีศักยภาพสูง เช่น บางนา, บรมราชชนนี, สะพานมหาเจษฎาบดินทร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีดีมานด์แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนโครงการที่จะเปิดตัวใหม่ในปีนี้มีสัดส่วน 55% ที่เป็นโครงการลักชัวรี ส่วนโครงการระดับกลางจะมีสัดส่วน 25% จากแผนปีนี้จะเปิดตัวโครงการใหม่ 

 

ยกตัวอย่างที่ตอกย้ำดีมานด์ที่ดี เช่น โครงการพีทีวาย เรสซิเดนซ์ ในพัทยา ที่อยู่ริมชายหาด ซึ่งมีโควตาขายให้กลุ่มชาวต่างชาติ 49% ปิดการขาย (Sold Out) แล้ว ดังนั้นจะพบว่ามีดีมานด์ของต่างชาติที่ขยายตัวสูงในจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยว เช่น ชาวจีน, ชาวรัสเซีย, ชาวญี่ปุ่น 

 

กลยุทธ์ที่ 2

เน้นการเพิ่มสัดส่วนเร่งการเปิดคอนโดมิเนียมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากซัพพลายของคอนโดถูกดูดซับไปมากแล้ว ส่งผลให้ซัพพลายในตลาดปัจจุบันเหลือน้อย ขณะที่ฝั่งดีมานด์กลับมาเติบโตได้ค่อนข้างดี หากมีการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมในโลเคชันที่ดีก็จะได้รับผลตอบรับที่ดี เพราะมีดีมานด์ที่มีคุณภาพในตลาดรองรับ อีกทั้งสร้างความมั่นคงของยอดขายโครงการที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่สามารถรับรู้เป็นรายได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยเน้นซิตี้ คอนโดมิเนียม

 

กลยุทธ์ที่ 3

เน้นรุกเปิดโครงการในทำเล Strategic Locations ขยายการพัฒนาโครงการไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ ภูเก็ต, หัวหิน, พัทยา, เชียงใหม่ รวมถึงหัวเมืองหลักคือขอนแก่น

 

ด้วยนโยบายของรัฐบาลที่พยายามกระตุ้นเมืองท่องเที่ยวให้เป็นศูนย์กลาง (ฮับ) เพื่อเป็น Destination ของโลก ส่งผล Infrastructure ในจังหวัดภูเก็ต มีโอกาสพัฒนาไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบริษัทฯ จะลงทุนซื้อที่ดินในราคาที่สูงวันนี้ แต่หากในอนาคตมีการพัฒนาการ Infrastructure เสร็จพร้อมในหลายด้านจะเป็นบวกต่อราคาขายที่อยู่อาศัยในภูเก็ต และมีโอกาสไปได้อีกไกลด้วยเช่นกัน

 

กลยุทธ์ที่ 4

ธุรกิจสำคัญที่จะเน้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า คือการเน้นการร่วมทุน (Joint Venture: JV) กับพาร์ตเนอร์ขนาดใหญ่ที่มีความแข็งแรง เพราะมีข้อดีหรือประโยชน์ 3 ประเด็นหลัก

 

  • จะได้รับกำไรจากการขายที่ดินเพื่อทำโครงการเข้าบริษัท JV กับพาร์ตเนอร์ที่ตั้งมาใหม่ รวมทั้งยังมีโอกาสได้รับรายได้จากการบริหารโครงการกับค่าคอมมิชชัน
  • จะใช้ลงทุนในโครงการลดลง เพราะจะใส่เงินลงทุนตามสัดส่วน JV เช่น หากถือหุ้น 50% ก็จะให้บริษัทฯ สามารถมีเงินทุนไปลงทุนโครงการอื่นๆ หรือเพิ่ม Leverage การลงทุนเพิ่มขึ้นได้เป็น 2 เท่า
  • เป็นการกระจายความเสี่ยงการลงทุน

 

จับมือพาร์ตเนอร์ JV ลุย 7 โครงการ มูลค่า 1.95 หมื่นล้านบาท

 

สำหรับแผนในปีนี้จะลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่เพื่อพัฒนาโครงการ JV ใหม่ร่วมกันจำนวน 7 โครงการ มูลค่า 1.95 หมื่นล้านบาท 

 

ตามนโยบายบริษัทฯ ต้องการให้ยอดโอนรับรู้รายได้ในปีนี้มีสัดส่วน 20-30% ต่อปีที่มาจากการ JV

 

ปัจจุบันบริษัทฯ มีที่ดินเปล่ากับโครงการสิ่งปลูกสร้างหรือต้นทุนเพื่อพัฒนาโครงการมีมูลค่าประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท สามารถรองรับการทำธุรกิจได้ใน 3 ปีข้างหน้าโดยไม่ต้องซื้อที่ดินเปล่าเพิ่มเติม

 

สำหรับปีนี้บริษัทฯ วางแผนเปิดตัว 29 โครงการใหม่ มูลค่า 5.2 หมื่นล้านบาท มีรายละเอียดดังนี้

 

  • แนวราบเดินหน้าเปิดตัว 14 โครงการ มูลค่า 3.16 หมื่นล้านบาท – ครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี ที่แสนสิริบุกตลาดพรีเมียมและมีเดียมครอบคลุมทุกทำเลมากที่สุด
  • คอนโดมิเนียม จำนวน 15 โครงการ มูลค่า 2.04 หมื่นล้านบาท – เร่งขยายพอร์ตคอนโดในเมืองและ Strategic Location 

 

หากเปรียบเทียบกับข้อมูลปี 2567 บริษัทฯ มีการเปิดตัวจำนวน 43 โครงการใหม่ มูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าอีกกลยุทธ์ในปีนี้ที่แม้จำนวนการเปิดโครงการจะลดลงจากปี 2567 แต่มูลค่ารวมของโครงการที่เปิดตัวและมูลค่าเฉลี่ยต่อโครงการในปีนี้จะสูงกว่าปี 2567 เพราะต้องการเน้นเจาะตลาดลักชัวรีมากขึ้น เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อที่สูง 

 

 

 

เปิดปัจจัยเศรษฐกิจหนุนตลาดอสังหาริมทรัพย์

 

  • ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV กู้ได้ 100% สำหรับการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 1 ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป และสำหรับการกู้หลังที่ 2 ที่มูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท สำหรับเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 
  • แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มจะปรับลดลงในปี 2568 จะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้น
  • การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคกลุ่มระดับกลางถึงบน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของแสนสิริ
  • ภาคท่องเที่ยว: คาดการณ์การกลับมาของนักลงทุนต่างชาติในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย


บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรู้รายได้รวมในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นมาจากโครงการแนวราบ 65% ส่วนคอนโดมิเนียมอีก 35% จากปี 2567 ที่รายได้รวมประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท 

 

ปลดล็อก LTV อสังหา

 

แสนสิริ ปี 2567 โกยรายได้สูงสุดเฉียด 4 หมื่นล้านบาท

ภาพ: ฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ (ประเทศไทย)

 

อีกทั้งภาพรวมของมาร์จิ้นในปี 2568 ของบริษัทฯ มีแนวโน้มดีขึ้นจากปี 2567 หลังจากบริษัทฯ ขายหุ้นทั้งหมดของโรงแรม The Standard ให้กับกลุ่ม Hyatt ในช่วงปลายปี 2567 ที่ผ่านมา ทำให้บริษัทจะไม่มีผลการขาดทุนในช่วงที่ผ่านจากบริหารจัดการโรงแรม The Standard จำนวน 100 ล้านบาทต่อไตรมาส หรือ 400 ล้านบาทต่อปี ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป ส่งผลให้มาร์จิ้นในปีนี้มีจะอยู่ที่ประมาณ 12.5% แต่มีอัปไซด์ไปถึง 15% จากปัจจัยบวกการ JV กับพาร์ตเนอร์

“จุดแข็งของบริษัทคือมีโปรดักต์หลากหลาย ทุกรูปแบบ ทุกราคา สามารถรองรับดีมานด์ได้ทุกสถานการณ์”

 

โดยปัจจุบันบริษัทมี Backlog อยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะโอนรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

 

‘แสนสิริ’ ย้ำความแข็งแกร่งทางของฐานะการเงิน

 

ปัจจุบันบริษัทฯ มี Project Finance ที่ยังไม่ได้เบิกใช้ สามารถเบิกใช้ได้ทันทีกับเงินสดของบริษัท รวมกันอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท สามารถใช้รองรับทำธุรกิจได้อย่างดีในอนาคต 

 

  • มีทรัพย์สินรวม 149,399 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการ ซึ่งรองรับแผนการเติบโตได้อีก 2-3 ปีข้างหน้า แสดงถึงความพร้อมรับมือกับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต
  • อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ใน Top 4 ของอุตสาหกรรม คิดเป็น Dividend Yield ที่ 9% ต่อปี และรายได้รวมต่อส่วนทุน (Revenue to Equity) สูงถึง 80% สะท้อนถึงความสามารถและประสิทธิภาพในการบริหารเงินทุนเพื่อสร้างรายได้และกำไรสูงสุด มุ่งมั่นเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน

 

รุก ‘ธุรกิจสร้างบ้าน’ มูลค่าตลาด 2 แสนล้านบาท

 

อีกธุรกิจใหม่ที่บริษัทฯ ที่กำลังจะรุกเข้าไปทำธุรกิจในปีนี้คือ ธุรกิจรับสร้างบ้านแบบครบวงจร ภายใต้แบรนด์ ต้นแบบ Crafted by Sansiri เนื่องจากเห็นโอกาสการเติบโตสูง โดยมีมูลค่าตลาดประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งมีการเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี อีกทั้งบริษัทมีความพร้อมจากการที่ปัจจุบันแสนสิริมีโรงงาน Precast ของบริษัทเอง และมีบุคลากรที่พร้อมต่อยอดจากฐานธุรกิจเดิม และเป็นธุรกิจสร้างบ้านให้เติบโตให้กับ ‘แสนสิริ’ เพิ่มเติมในอนาคต และเป็นธุรกิจที่มี Gross Profit Margin สูงถึง 40% สูงกว่าธุรกิจพัฒนาโครงการบ้านจัดสรร และมีข้อดีคือ บริษัทฯ ไม่ต้องใช้เงินลงทุนเอง เนื่องจากลูกค้าต้องจ่ายเงินล่วงหน้าในการสร้างบ้าน

 

 

The post ข่าวดีอสังหา ปลดล็อก LTV หุ้นเด่น SIRI รับอานิสงส์ กาง 4 กลยุทธ์ สร้างกำไรให้เติบโตในระยะยาว พร้อมประกาศรุกธุรกิจใหม่ ‘รับสร้างบ้าน’ เจาะตลาด 2 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย – ได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV https://thestandard.co/ltv-easing-housing-stocks/ Tue, 25 Mar 2025 05:37:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1056279 ltv-easing-housing-stocks

เกิดอะไรขึ้น:   ภาคอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันชะลอตั […]

The post หุ้นกลุ่มพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย – ได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV appeared first on THE STANDARD.

]]>
ltv-easing-housing-stocks

เกิดอะไรขึ้น:

 

ภาคอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันชะลอตัวต่อเนื่องและยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน ดังนั้นคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) จึงเห็นควรให้ผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (เกณฑ์ LTV) โดยประเมินว่าการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV จะช่วยประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยบรรเทาปัญหาอุปทานคงค้างที่อยู่ในระดับสูงได้บ้าง จึงอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้จำกัด

 

การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569 โดยสามารถกู้ได้ 100% ทั้งกรณีมูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และมูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาท ขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไป

 

InnovestX Research มองว่าการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV (อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน) เป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยกระตุ้นภาคอสังหาฯ หลังจากเผชิญกับความต้องการที่อยู่อาศัยที่ลดลงและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อสูงในปี 2565-2566 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยสูง อย่างไรก็ตาม การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ดังนั้นจึงเชื่อว่าจากนี้ไปจนถึงวันที่เริ่มผ่อนคลายเกณฑ์ LTV presales ของกลุ่มที่อยู่อาศัยจะยังอยู่ในระดับต่ำ หลังจากนั้นจะดีดตัวเพิ่มขึ้น

 

ผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของ InnovestX Research (AP, LH, QH, PSH, SPALI, LPN และ SIRI) ตั้งเป้า presales ปี 2568 รวม 1.92 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้น 18%) สูงสุดในรอบ 7 ปี โดย LH ตั้งเป้า presales เติบโตสูงที่สุดในกลุ่มที่อยู่อาศัยที่ 20% ขณะที่ AP เป็นผู้ประกอบการที่ตั้งเป้า presales ไว้สูงที่สุดที่ 5.5 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 18%)

 

โดยเชื่อว่าการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการในกลุ่มที่อยู่อาศัยทำ presales ได้ถึงเป้าที่วางไว้ที่ 1.92 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้น 18%) หลังจากปรับตัวลดลง 8% ในปี 2567 และจะช่วยสนับสนุนให้ presales ปี 2569 เติบโต ซึ่งประเมินไว้ที่อย่างน้อย 10% ทั้งนี้การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2564 ถึงธันวาคม 2565 โดยช่วยให้ presales ปี 2565 ของกลุ่มที่อยู่อาศัยเติบโต 21%

 

ในปี 2568 ผู้ประกอบการฯ ตั้งเป้าเปิดตัวโครงการใหม่มูลค่ารวม 2.10 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1%) โดย 69% จะมาจากโครงการแนวราบ (มูลค่าลดลง 14%) และ 31% จะมาจากคอนโด (มูลค่าเพิ่มขึ้น 67%) โดยใช้สมมติฐานว่าผู้ประกอบการในกลุ่มที่อยู่อาศัยจะคงแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2568 ไว้เช่นเดิม ขณะที่จะใช้โอกาสที่มีการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ระบายสินค้าคงเหลือที่มีอยู่ออกไปที่อัตรากำไรขั้นต้นระดับปกติหลังจากการจัดโปรโมชั่นลดราคาใน 4Q67 กดดันให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง 2-3%

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย (SET PROP) ปรับลง 5.83% ขณะที่ SET Index ปรับลง 5.18% สู่ 1,181.71 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research เลือกหุ้นเด่นของกลุ่มเป็น AP และ SIRI โดยคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ AP (ราคาเป้าหมาย 12.10 บาทต่อหุ้น) และ SIRI (ราคาเป้าหมาย 2.10 บาทต่อหุ้น) เนื่องจากจะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้น presales และกำไรมีแนวโน้มเติบโต นอกจากนี้ยังชอบ LH (ราคาเป้าหมาย 6 บาทต่อหุ้น) และ SPALI (ราคาเป้าหมาย 20 บาทต่อหุ้น) จากแนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรด้วย

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ การแข่งขันสูงขึ้น และการบริหารจัดการสินค้าคงเหลือ

 

หุ้นกลุ่มพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย – ได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/strategy-insight/daily-strategy/swdpaper/property-20250321

The post หุ้นกลุ่มพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย – ได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: มาตรการผ่อนคลาย LTV ชั่วคราว จะแก้วิกฤตอสังหาได้แค่ไหน | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-21032025-4/ Fri, 21 Mar 2025 07:00:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1054642 morning-wealth-21032025-4

สถานการณ์ธุรกิจของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์น่าเป็นห่ว […]

The post ชมคลิป: มาตรการผ่อนคลาย LTV ชั่วคราว จะแก้วิกฤตอสังหาได้แค่ไหน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-21032025-4

สถานการณ์ธุรกิจของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์น่าเป็นห่วงแค่ไหน การผ่อนคลาย LTV ชั่วคราวจะช่วยแก้วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ได้หรือไม่ พูดคุยกับ พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: มาตรการผ่อนคลาย LTV ชั่วคราว จะแก้วิกฤตอสังหาได้แค่ไหน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่อนเกณฑ์ LTV บ้านหลังแรก 10 ล้านบาทขึ้นไป และบ้านหลังที่ 2 ต่ำกว่า 10 ล้านบาท กู้ได้ 100% https://thestandard.co/ltv-first-home-loan/ Fri, 21 Mar 2025 02:52:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1054547 ltv-first-home-loan

เนื่องจากอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ส […]

The post ผ่อนเกณฑ์ LTV บ้านหลังแรก 10 ล้านบาทขึ้นไป และบ้านหลังที่ 2 ต่ำกว่า 10 ล้านบาท กู้ได้ 100% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ltv-first-home-loan

เนื่องจากอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตัดสินใจผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ชั่วคราว เพื่อประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์

 

โดยจะผ่อนคลายใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่

 

  1. บ้านหลังแรก ราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ให้กู้ได้ 100% 
  2. บ้านหลังที่ 2 ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ให้กู้ได้ 100% 

 

สำหรับเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 

 


 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post ผ่อนเกณฑ์ LTV บ้านหลังแรก 10 ล้านบาทขึ้นไป และบ้านหลังที่ 2 ต่ำกว่า 10 ล้านบาท กู้ได้ 100% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมุมมอง 2 บิ๊กอสังหา กับมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราว กระตุ้นกำลังซื้อได้แค่ไหน https://thestandard.co/ltv-policy-real-estate/ Fri, 21 Mar 2025 02:46:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1054540 ltv-policy-real-estate

ล่าสุด ‘แบงก์ชาติ’ ประกาศผ่อนคลาย เกณฑ์ LTV กู้ได้ 100% […]

The post เปิดมุมมอง 2 บิ๊กอสังหา กับมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราว กระตุ้นกำลังซื้อได้แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ltv-policy-real-estate

ล่าสุด ‘แบงก์ชาติ’ ประกาศผ่อนคลาย เกณฑ์ LTV กู้ได้ 100% สำหรับการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 1 ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป และสำหรับการกู้หลังที่ 2 ที่มูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท พร้อมยอมรับว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันชะลอตัวต่อเนื่องและยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน แต่ในมุมมองผู้ประกอบการประเมินผลลัพธ์ของมาตรการนี้อย่างไร

 

อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีที่ล่าสุด ธปท. มีการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราว โดยมีการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราวดังกล่าว แบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้

 

กรณีที่ 1 กลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่หลังที่สองเป็นต้นไป

 

กรณีที่ 2 กลุ่มที่อยู่อาศัยราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาท ขึ้นไป เริ่มตั้งแต่การขอสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่หนึ่งเป็นต้นไป 

 

ดังนั้น เงื่อนไขที่ออกมาดังกล่าวจะมีการครอบคลุมที่อยู่อาศัยทุกราคา แต่อาจมีความแตกต่างของเงื่อนไขบ้าง

 

อย่างไรก็ดี ยังประเมินได้ยากว่าจะมาช่วยสนับสนุนกระตุ้นภาคการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ได้มากหรือน้อยอย่างไร เนื่องจากยังขึ้นกับอีกปัจจัยที่เกี่ยว ทั้งประเด็นที่ธนาคารพาณิชย์ปัจจุบันยังมีความเข้มงวดในการพิจารณาเครดิตในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาทลงมา

 

อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

 

“ถามว่ามาตรการนี้ช่วยได้หรือไม่ ก็คิดว่าช่วยได้สำหรับคนที่อยากมีบ้านหลังที่สองหรือสามซึ่งจะไปตอบโจทย์คนที่มีเงินแล้วอยากซื้อบ้านเพิ่มที่จะสามารถกู้ซื้อบ้านได้เต็ม 100%” อุทัยกล่าว

 

ทั้งนี้มองว่าการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ดังกล่าวนี้มีโอกาสจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อโดยเฉพาะในกลุ่มตลาดที่อยู่อาศัยราคา 10 ล้านบาท ขึ้นไปเชื่อว่าจะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อที่สูงมีความพร้อมทางการเงินและไม่มีประเด็นปัญหาด้านเครดิตที่จะสามารถขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ได้เต็ม 100% ของราคาหลักประกันที่อยู่อาศัย โดยไม่ต้องวางเงิน LTV 

 

“ส่วนปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ ขึ้นอยู่กับการขยายตัวของภาวะเศรษฐกิจซึ่งจะเป็นปัจจัยที่สร้างอำนาจหลักในการซื้อบ้าน ไม่ใช่ปัจจัย LTV อย่างเดียว แต่ LTV อาจช่วยให้คนอยากซื้อบ้านเพิ่มได้บ้าง ส่วนภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้มองว่าน่าจะทรงตัวจากปี 2567 ซึ่งปี 2567 หดตัวลงจากปี 2566 แต่ถ้าตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้จะโตขึ้นจากปี 2567 ได้ หากรัฐบาลผลักดันให้ GDP ปีนี้ขยายตัวได้ระดับ 3% ขึ้น” อุทัยกล่าว

 

‘ศุภาลัย’ ลุ้นตลาดอสังหา ปีนี้ฟื้นจากปี 67 ที่เป็นจุดต่ำสุด

 

ด้าน ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราว ถือเป็นข่าวดีของภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่องจากปลายปี 2566 ที่ ธปท. มีการเริ่มลดดอกเบี้ย ถือปัจจัยบวกที่จะให้เห็นสัญญาณฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้จากปี 2567 ที่มียอดขายรวมของทั้งตลาดอยู่ที่ประมาณ 1 แสนหน่วยหดตัว 10% เมื่อเปรียบเทียบจากปี 2566 ที่เชื่อว่าจะเป็นจุดต่ำสุดของภาคอสังหาริมทรัพย์

 

อย่างไรก็ดี การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราวนี้จะส่งผลลัพธ์อย่างไรนั้นขอติดตามผลอีกครั้ง เนื่องจากขณะนี้ยังมีปัจจัยลบด้านอื่นๆ ที่ยังกดดันทั้งปัจจัยภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

 

ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)

ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) 

 

“จากสถิติในอดีตที่บริษัทฯ เคยศึกษารวบรวมข้อมูลไว้ หากปลดล็อกเกณฑ์ LTV จะช่วยให้ลูกค้าบางรายที่เคยกู้ซื้อบ้านไม่ได้ เพราะเกณฑ์ LTV จะสามารถกลับมาซื้อบ้านได้เพิ่มขึ้นประมาณ 6% ของลูกค้าทั้งหมด คิดว่าการมีมาตรการเหล่านี้ออกมาก็หวังว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดได้บ้างให้ดีขึ้นได้จากปีที่แล้วที่น่าจะเป็นจุดต่ำสุด” ไตรเตชะกล่าว

 

นักวิเคราะห์มอง ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ช่วยปั๊มกำลังบ้านราคาแพง

 

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า กรณี ที่ ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว เริ่มวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 เป็น Sentiment เชิงบวกในแง่ของความสามารถในการซื้อลูกค้าที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ที่ซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 หรือที่อยู่อาศัยหลังที่ 1 ที่ระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาท และยังสามารถกระตุ้นกำลังซื้อของกลุ่มนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อลงทุนกลับมาได้ แต่มองว่ากลุ่มสินค้าที่เป็นคอนโดมิเนียมจะได้รับประโยชน์มากกว่ากลุ่มสินค้าแนวราบ และทำให้ผู้ประกอบการที่มีสต็อกคอนโดมิเนียมเป็นจำนวนมากได้รับประโยชน์ เช่น ANAN, SIRI, ORI และ AP เป็นต้น

 

KResarch คาดผ่อน LTV อาจช่วยกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อใหม่

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResarch) ระบุว่า จากเวทีหารือร่วมกันระหว่าง ธปท. และผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมก่อสร้าง หนึ่งในข้อเสนอที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ การผ่อนปรนหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือ มาตรการ LTV สำหรับการซื้อบ้านหลังที่ 2 และหลังที่ 3 เพื่อช่วยกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์

 

ภาพรวมสินเชื่อบ้านของสถาบันการเงินปิดปี 2567 ด้วยการเติบโตของยอดคงค้างสินเชื่อบ้านเพียง 2.6% นับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบ 23 ปี (รูปที่ 1) นำโดย การชะลอตัวของสินเชื่อบ้านในระบบธนาคารพาณิชย์ (เติบโต 0.3%) และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (เติบโต 5.4%)

 

สินเชื่อบ้าน สถาบันการเงิน 2567

 

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปใน 2 ช่วงสำคัญที่มีการผ่อนคลายมาตรการ LTV คือปี 2552 และปี 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า การตอบรับของสถานการณ์สินเชื่อบ้านในระบบแบงก์ไทยต่อการผ่อนปรนหลักเกณฑ์ LTV ทั้ง 2 ช่วงเวลา มีลักษณะที่แตกต่างกัน (รูปที่ 2 และ รูปที่ 3) โดยภายหลังการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ปี 2552 สินเชื่อบ้านระบบแบงก์เร่งตัวกลับมาขยายตัวสูง ขณะที่ หลังการผ่อนคลาย LTV ปี 2564 แม้ยอดคงค้างสินเชื่อบ้านยังคงชะลอการเติบโตลง แต่การผ่อนคลายมาตรการ LTV มีผลช่วยสนับสนุนให้สินเชื่อปล่อยใหม่ให้ทยอยฟื้นตัวกลับมา  

 

สินเชื่อบ้านในอดีต

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การผ่อนปรนมาตรการ LTV สำหรับสัญญาสินเชื่อที่ 2-3 อาจช่วยกระตุ้นโอกาสการปล่อยสินเชื่อใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าศักยภาพที่มีรายได้ระดับกลาง-บน ที่สถาบันการเงินสามารถจัดการความเสี่ยงด้านเครดิตได้ แต่ผลต่อสินเชื่อบ้านโดยรวมยังอยู่ในกรอบจำกัด เพราะเศรษฐกิจในภาพใหญ่ที่ฟื้นตัวช้า มีผลต่อรายได้ อำนาจซื้อ และหนี้สินของภาคครัวเรือน

 

พร้อมทั้งคาดว่า สินเชื่อบ้านระบบแบงก์ไทยในปี 2568 จะขยายตัว 0.5% ภายใต้สมมติฐานที่เศรษฐกิจไทยประคองการเติบโตได้ต่อเนื่องและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีโอกาสปรับลดลงในระหว่างปี (กรณี Baseline ที่ยังไม่มีการปรับมาตรการ LTV) เทียบกับที่ขยายตัว 0.3% ในปี 2567

 

ทั้งนี้ บ้านที่มีมูลค่าสูงกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันราว 10% ของตลาด โดยหากสัดส่วนของผู้กู้ยืมกลุ่มนี้ขยับเพิ่มขึ้นทุก ๆ 1% ของภาพรวมตลาด ก็อาจช่วยหนุนอัตราการเติบโตของสินเชื่อบ้านให้ขยับเพิ่มขึ้นประมาณ 0.1-0.2% จาก Baseline ภายใต้สมมติฐานที่คาดว่ามาตรการจะเริ่มมีผลในช่วงครึ่งหลังของปี 2568   

The post เปิดมุมมอง 2 บิ๊กอสังหา กับมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราว กระตุ้นกำลังซื้อได้แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว เหตุมองภาคอสังหาชะลอตัวต่อเนื่อง ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน https://thestandard.co/bank-of-thailand-eases-ltv-rules/ Thu, 20 Mar 2025 07:40:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1054241

‘แบงก์ชาติ’ ประกาศผ่อนคลาย เกณฑ์ LTV กู้ได้ 100% สำหรับ […]

The post ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว เหตุมองภาคอสังหาชะลอตัวต่อเนื่อง ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘แบงก์ชาติ’ ประกาศผ่อนคลาย เกณฑ์ LTV กู้ได้ 100% สำหรับสัญญากู้หลังที่ 1 ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป และสัญญากู้หลังที่ 2 มูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท เหตุมองภาคอสังหาฯ ชะลอตัวต่อเนื่องและยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยให้เป็นการผ่อนคลายชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

 

วันนี้ (20 มีนาคม) สมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันชะลอตัวต่อเนื่องและยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน สอดคล้องกับข้อมูลที่ได้รับจากการหารือกับทั้งผู้ประกอบการในธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและสถาบันการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) จึงเห็นควรให้ผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (เกณฑ์ LTV)

 

โดยประเมินว่าการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV จะช่วยประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยบรรเทาปัญหาอุปทานคงค้างที่อยู่ในระดับสูงได้บ้าง จึงอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้จำกัด ขณะที่การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินมากนัก เนื่องจากในปัจจุบันภาวะการเงินตึงตัวและสถาบันการเงินระมัดระวังในการให้สินเชื่อ

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราว เนื่องจากเกณฑ์ LTV ของไทยผ่อนคลายมากอยู่แล้วเมื่อเทียบกับต่างประเทศ และการบังคับใช้เกณฑ์ LTV ยังมีความสำคัญเพื่อดูแลมาตรฐานการให้สินเชื่อของระบบสถาบันการเงิน ช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้กู้จะได้รับสินเชื่อที่ไม่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ รวมถึงลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินที่จะมาจากการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์

 

สาระสำคัญของการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV มีดังนี้

 

  1. กำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันเป็น 100% สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ทั้งกรณี (1) มูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และ (2) มูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไป
  2. การผ่อนคลายนี้ให้เป็นการชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

The post ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว เหตุมองภาคอสังหาชะลอตัวต่อเนื่อง ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.คลัง วอนแบงก์ชาติลดดอกเบี้ย ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV https://thestandard.co/pichai-urges-rate-cut-ltv-ease/ Mon, 24 Feb 2025 12:44:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1045330

รมว.คลัง หวัง กนง. ลดดอกเบี้ยในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ […]

The post รมว.คลัง วอนแบงก์ชาติลดดอกเบี้ย ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV appeared first on THE STANDARD.

]]>

รมว.คลัง หวัง กนง. ลดดอกเบี้ยในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ เพิ่มแรงส่งและปลุกความร้อนแรงให้เศรษฐกิจในช่วงที่ GDP เริ่มขยับเพิ่มขึ้น แจงข้อดีของการลดดอกเบี้ยช่วยให้เงินบาทอ่อนค่า หนุนส่งออก พร้อมวอนแบงก์ชาติผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ด้วย ยืดหยุ่นการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เผยเล็งเพิ่มมาตรการแก้หนี้ช่วยปรับโครงสร้างได้ดีขึ้น

 

วันนี้ (24 กุมภาพันธ์) พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นัดแรกของปี ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ว่า ทุกประเทศตอนนี้เรื่องของการพิจารณาเรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นเรื่องของการพิจารณาจากเงินเฟ้อ โดยเงินเฟ้อของประเทศไทยถือว่าต่ำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหากสามารถเพิ่มความร้อนแรงทางเศรษฐกิจได้บ้างก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี

 

รมว.คลัง กล่าวอีกว่า นอกจากการลดดอกเบี้ยลงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้แล้วจะช่วยเรื่องการส่งออกด้วย เนื่องจากการที่ค่าเงินที่อ่อนลงจะเป็นประโยชน์กับประเทศส่งออก โดยในขณะนี้ค่าเงินถือว่ายังแข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งเรื่องนี้ต้องดูย้อนหลังไปก็จะเห็นว่าแนวโน้มค่าเงินของเราแข็งขึ้น ซึ่งค่าของเงินเป็นผลลัพธ์ของมาตรการต่างๆ และเกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขัน

 

การกล่าวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่า ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาลดดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อลดภาระให้ประชาชน และขอให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อให้มากขึ้น เพื่อให้ภาคประชาชนและเอกชน โดยเฉพาะ SMEs นำเงินไปลงทุนได้

 

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ธปท. กำลังได้รับแรงกดดันจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมไปถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ว่า แนะนำว่าให้ กนง. พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง เพื่อสนับสนุนเงินเฟ้อ และปรับปรุงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ (Debt-Servicing Capacity) เนื่องจากมองว่ามีความเสี่ยงจำกัดที่การกู้ยืมจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งท่ามกลางการให้สินเชื่อที่เข้มงวด

 

วอนแบงก์ชาติผ่อนคลายเกณฑ์ LTV

 

พิชัยกล่าวอีกว่า ในเรื่องของอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV Ratio) ตนก็พยายามขอให้มีการผ่อนคลายมาตรการเช่นกัน ซึ่งคิดว่า ธปท. ก็มีข้อมูลเหล่านี้หมดแล้ว น่าจะมีการใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการพิจารณาด้วย

 

พร้อมเผยอีกว่าได้หารือกับ ธปท. และสถาบันการเงินเพิ่มเติมเรื่องของการเพิ่มมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนและการปรับโครงสร้างหนี้ ที่มีบางเรื่องที่สามารถที่ปรับโครงสร้างได้อัตโนมัติ ซึ่งเร็วๆ นี้จะมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม ซึ่งเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ถือว่าเป็นเป้าหมายในการทำงานที่สำคัญของรัฐบาล

 

“เรื่องของการแก้หนี้มีอยู่หลายล้านบัญชี ซึ่งในขณะนี้ก็ต้องดูว่าจะทำอะไรเพิ่มเติมได้ อาจเป็นการลดเลยได้หรือไม่ เพราะลูกหนี้ที่เป็นรายย่อยมากๆ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร การปรับโครงสร้างหนี้ในส่วนนี้เป็นเรื่องวิธีการในการจะปรับแต่หลักการยังเหมือนเดิม” พิชัยกล่าว

The post รมว.คลัง วอนแบงก์ชาติลดดอกเบี้ย ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไขข้อข้องใจ ทำไมแบงก์ชาติไม่ต่อการผ่อนคลายมาตรการ LTV https://thestandard.co/bot-ltv-discontinue/ Thu, 10 Nov 2022 01:36:52 +0000 https://thestandard.co/?p=706858 LTV

ข่าวใหญ่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคงไม่พ […]

The post ไขข้อข้องใจ ทำไมแบงก์ชาติไม่ต่อการผ่อนคลายมาตรการ LTV appeared first on THE STANDARD.

]]>
LTV

ข่าวใหญ่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคงไม่พ้นข่าวธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศไม่ต่ออายุการผ่อนคลายมาตรการเงินดาวน์ขั้นต่ำในการกู้ซื้อบ้าน หรือที่เรียกสั้นๆ ว่ามาตรการ LTV (Loan to Value) ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไป

 

สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และผู้ที่อยากจะกู้ซื้อบ้าน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าประกาศของ ธปท. เป็นอีกหนึ่งปัจจัยลบที่ประดังเข้ามา เพิ่มเติมจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยและต้นทุนการก่อสร้างที่ปรับสูงขึ้น


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


แล้ว ธปท. มีเหตุผลอะไรจึงไม่ผ่อนคลายมาตรการ LTV ต่อ

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ธปท. มีหน้าที่ดูแลเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ได้มีหน้าที่ดูแลธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเป็นพิเศษ ยกเว้นธุรกิจสถาบันการเงิน

 

การพิจารณาสิ้นสุดการผ่อนคลายมาตรการ LTV เป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างความจำเป็นในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการสะสมความเสี่ยงในระบบการเงิน

 

เกณฑ์ LTV มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงิน (ห้ามการกู้ซื้อบ้านมือเปล่า สำหรับบ้านราคาสูงและบ้านหลังที่สองขึ้นไป) ป้องกันการก่อหนี้เกินตัว ลดความเสี่ยงสินเชื่อเงินทอน (กู้เงินได้มากกว่ามูลค่าบ้าน) และลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่อาจนำไปสู่ปัญหาเสถียรภาพของระบบการเงินได้ ซึ่งต้องบอกว่าเกณฑ์ LTV ของไทยนั้นหย่อนที่สุดแล้ว เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่มีเกณฑ์แบบเดียวกัน 

 

อย่างไรก็ดี การระบาดของโควิดกระทบเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง ธปท. จึงเห็นความจำเป็นในการผ่อนผันเกณฑ์ LTV เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการดูแลเศรษฐกิจไทย

 

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักของการผ่อนผันเกณฑ์ LTV ในปีที่แล้ว ไม่ได้อยู่ที่การช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์กลับไปสู่จุดเดิมก่อนการระบาดของโควิด แต่อยู่ที่การประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมผ่านการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงสูงกับอีกหลายภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ 

 

ซึ่งหากไปดูการประเมินเศรษฐกิจไทยโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพบว่าตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้าจะสูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ การต่ออายุการผ่อนคลายมาตรการ LTV เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้ต่อเนื่องจึงหมดความจำเป็นลง ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับการทยอยปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ที่ความจำเป็นในการดูแลเศรษฐกิจด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำกว่าปกติหมดไป

 

แน่นอนว่าการสิ้นสุดการผ่อนคลายมาตรการ LTV ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการกู้ซื้อบ้าน แต่ตราบใดที่ภาวะเศรษฐกิจยังเป็นการฟื้นตัวต่อเนื่อง น่าจะแค่ทำให้การฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องลากยาวออกไป โดยไม่ถึงขั้นสะดุดลง ส่วนหนึ่งเนื่องจากสถานะของภาคอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน สะท้อนจากข้อมูลการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ข้อมูลที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ และข้อมูลอุปทานคงค้าง ดีขึ้นกว่าในปีที่แล้วมาก แม้จะยังไม่กลับเป็นปกติก็ตาม 

 

อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะการผ่อนคลายมาตรการ LTV ใช้เฉพาะกับผู้ที่กู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยราคามากกว่า 10 ล้านบาท และผู้ที่กู้สัญญาที่สองขึ้นไป ซึ่งเป็นส่วนน้อยของตลาด ขณะที่ส่วนใหญ่ของตลาด (เกือบร้อยละ 90 ในรูปของจำนวนบัญชี มากกว่าร้อยละ 70 ในรูปของมูลค่า) เป็นการกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาทสัญญาแรก สามารถกู้ได้สูงสุด 100% อยู่แล้ว (110% ถ้ารวมสินเชื่อ Top-up หรือสินเชื่อเพื่อการตกแต่งบ้าน) ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากการสิ้นสุดการผ่อนคลายมาตรการ LTV แต่อย่างใด

 

ในอีกด้านหนึ่ง การไม่ต่อการผ่อนคลายมาตรการ LTV ช่วยลดความกังวลของบริษัทจัดอันดับเครดิตที่มีต่อคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน (จากข้อมูลในอดีต สินเชื่อที่มี LTV สูง หรือเงินดาวน์ต่ำ จะมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้มากกว่าสินเชื่อที่มี LTV ต่ำ หรือเงินดาวน์สูง) และลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไรที่อาจเกิดขึ้น หากมีการผ่อนคลายมาตรการ LTV นานเกินไป

 

จริงอยู่ว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของไทยในปัจจุบันไม่ได้เอื้อต่อการเก็งกำไรมากนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการเก็งกำไรในอนาคต โดยจากประสบการณ์ของหลายประเทศ ซึ่งเศรษฐกิจถูกกระทบจากวิกฤตโควิดเช่นกัน ต้องประสบกับปัญหาฟองสบู่ราคาที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะหลังจากการเปิดประเทศ

 

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่สถาบันการเงินส่งให้ ธปท. พบว่า ในปัจจุบันทั้งจำนวนบัญชีและมูลค่าสินเชื่อปล่อยใหม่สำหรับที่อยู่อาศัยราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป ปรับสูงขึ้นกว่าระดับก่อนเกิดโควิดอย่างมีนัย โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปที่ปกติไม่ได้ใช้ช่องทางสินเชื่อมากนัก ดังนั้น การขยายเวลาการผ่อนคลายมาตรการ LTV ออกไป อาจนำไปสู่ความเสี่ยงของการเก็งกำไรที่อยู่อาศัยที่มีระดับปานกลางถึงบนได้

 

การจำกัดระยะเวลาการผ่อนคลายมาตรการ LTV เปรียบเสมือนกับ ‘นาทีทอง’ เพื่อเร่งการตัดสินใจของผู้ที่มีกำลังซื้อ สำหรับบางท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ นาทีทองของท่านเหลืออีกไม่ถึงสองเดือนแล้วครับ

 

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

The post ไขข้อข้องใจ ทำไมแบงก์ชาติไม่ต่อการผ่อนคลายมาตรการ LTV appeared first on THE STANDARD.

]]>
EIC คาดยอดขายคอนโดราคาต่ำกว่า 5 ล้านชะลอตัวปีหน้า หลังแบงก์ชาติประกาศไม่ต่ออายุมาตรการ LTV https://thestandard.co/eic-condominium-sales/ Thu, 03 Nov 2022 10:22:01 +0000 https://thestandard.co/?p=704015 EIC

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Cente […]

The post EIC คาดยอดขายคอนโดราคาต่ำกว่า 5 ล้านชะลอตัวปีหน้า หลังแบงก์ชาติประกาศไม่ต่ออายุมาตรการ LTV appeared first on THE STANDARD.

]]>
EIC

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่า การไม่ต่ออายุมาตรการผ่อนคลายอัตราส่วนสินเชื่อต่อราคาที่อยู่อาศัย (Loan-to-Value Ratio: LTV) สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ รวมถึงการรีไฟแนนซ์ และสินเชื่อ Top Up ที่จะสิ้นสุดลงในช่วงสิ้นปีนี้ จะส่งผลกระทบต่อตลาดที่อยู่อาศัยอย่างจำกัดใน 2 ด้าน ดังนี้

 

1. เกิดการเร่งตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2565 

 

EIC มองว่าการไม่ต่ออายุมาตรการผ่อนคลาย LTV จะส่งผลให้นักลงทุน และผู้ซื้อที่อยู่อาศัยกลุ่ม Real Demand ในสัญญาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสัญญาที่ 2 หรือ 3 เป็นต้นไป เร่งตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2565 โดยเป็นจังหวะให้ผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยกลุ่มที่มีที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จพร้อมขาย สามารถทำการตลาดกระตุ้นการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อระบายสต๊อก ก่อนที่ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยจะต้องวางเงินดาวน์ถึง 10-30% ของราคาที่อยู่อาศัยในปี 2566 ซึ่งน่าจะกระตุ้นยอดขาย และการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในช่วงที่เหลือของปี 2565 ให้เพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย โดยเฉพาะจากนักลงทุน เมื่อเทียบกับก่อนการประกาศไม่ต่ออายุมาตรการ

 

2. เกิดการชะลอซื้อที่อยู่อาศัยในปี 2566 

 

EIC คาดว่านักลงทุนและผู้ซื้อที่อยู่อาศัยกลุ่ม Real Demand ในสัญญาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสัญญาที่ 2 หรือ 3 เป็นต้นไป อาจชะลอซื้อที่อยู่อาศัยในปี 2566 จากการมีภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้นในการวางเงินดาวน์ถึง 10-30% ของราคาที่อยู่อาศัย โดยคอนโดมิเนียมระดับราคาต่ำ-ปานกลาง ไม่เกิน 5 ล้านบาท ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการไม่ต่ออายุมาตรการ เนื่องจากเป็น Segment ที่มักได้รับความนิยมในการซื้อเพื่อลงทุน ทั้งการปล่อยเช่าและเก็งกำไรมากกว่ากลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนเพื่อปล่อยเช่ามากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


โดยสรุป EIC มองว่า การประกาศไม่ต่ออายุมาตรการผ่อนคลาย LTV จะส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2566 ขยายตัวในอัตราที่ลดลงเล็กน้อย จากที่คาดการณ์ไว้ในช่วงการใช้มาตรการ โดย EIC คาดการณ์หน่วยที่อยู่อาศัยขายได้ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2566 จะขยายตัวได้ราว +5% ถึง +10%YoY มาอยู่ที่ราว 104,000-108,000 หน่วย ขณะที่การคาดการณ์หน่วยที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2566 จะขยายตัวได้ราว +10% ถึง +15%YoY มาอยู่ที่ราว 101,000-106,000 หน่วย

 

ทั้งนี้ หน่วยที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ที่คาดว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าหน่วยที่อยู่อาศัยขายได้ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ที่การเปิดโครงการใหม่เร่งตัวขึ้นมากในปี 2565 ต่อเนื่องไปถึงปี 2566 ท่ามกลางกำลังซื้อจากนักลงทุนที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากการไม่ต่ออายุมาตรการผ่อนคลาย LTV ส่งผลให้ผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีแผนเปิดโครงการคอนโดมิเนียมระดับราคาต่ำ-ปานกลางจำนวนมาก และอยู่ในทำเลที่มีการพึ่งพากำลังซื้อจากนักลงทุนในสัดส่วนที่มาก ต้องระมัดระวัง หรือทบทวนการเปิดโครงการใหม่ในปี 2566 โดยเฉพาะการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ในทำเลที่มีการเร่งตัวของโครงการเปิดใหม่สูง และมีหน่วยที่อยู่อาศัยเหลือขายอยู่ในระดับสูง

 

นอกจากนี้ รูปแบบการทำการตลาดในปี 2566 ที่นอกจากการเจาะกลุ่มนักลงทุน อย่างการการันตีการปล่อยเช่า ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า และราคาขายคอนโดมิเนียมต่อที่จะปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยอาจต้องทำการตลาดเจาะกลุ่ม Real Demand ในสัญญาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสัญญาแรกมากขึ้นเพิ่มเติมควบคู่กันไป อย่างการจัดโปรโมชันคอนโดมิเนียมหลังแรก เพื่อเจาะกลุ่ม First Jobber และผู้มีรายได้ระดับปานกลาง-ล่าง โดยเฉพาะการจูงใจด้านความคุ้มค่าสำหรับผู้ที่กำลังเช่าคอนโดมิเนียมอยู่ ให้หันมาซื้อเป็นของตนเองแทน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถระบายสต๊อก และลดความเสี่ยงต่อการเพิ่มขึ้นของหน่วยคอนโดมิเนียมเหลือขายสะสมในระยะต่อไป

 

สำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยกลุ่ม Real Demand ในสัญญาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสัญญาแรก แม้จะไม่ได้รับผลกระทบจากการไม่ต่ออายุมาตรการผ่อนคลาย LTV แต่ก็ยังเผชิญแรงกดดันด้านกำลังซื้อ ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงการปรับขึ้นของราคาที่ดินและราคาที่อยู่อาศัย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัย โดยสัดส่วนหลักของตลาดยังเป็นที่อยู่อาศัยกลุ่มระดับราคาต่ำ-ปานกลาง ดังนั้น มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐจึงยังคงมีความจำเป็นอย่างมากในการกระตุ้นให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อยังอยู่ในระยะเริ่มฟื้นตัว

 

ทั้งนี้ สัญญาณการต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทออกไป จากเดิมจะหมดอายุสิ้นปี 2565 ก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2566 อย่างไรก็ดี EIC มองว่า การพิจารณามาตรการอื่นๆ รวมถึงการปรับเงื่อนไขของมาตรการเดิม อย่างการขยายเพดานราคาที่อยู่อาศัยภายใต้การต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองขึ้นไปให้สูงกว่า 3 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยให้ขยายออกไปมากขึ้น จะช่วยการกระตุ้นให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

The post EIC คาดยอดขายคอนโดราคาต่ำกว่า 5 ล้านชะลอตัวปีหน้า หลังแบงก์ชาติประกาศไม่ต่ออายุมาตรการ LTV appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย – ธปท. ไม่ต่ออายุการผ่อนคลายมาตรการ LTV ที่จะสิ้นสุดลงในปีนี้ https://thestandard.co/real-estate-developer-bot-ltv/ Tue, 01 Nov 2022 13:19:31 +0000 https://thestandard.co/?p=703075 กลุ่มพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย

เกิดอะไรขึ้น: วานนี้ (31 ตุลาคม) ธปท. ได้ประกาศว่าจะไม่ […]

The post กลุ่มพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย – ธปท. ไม่ต่ออายุการผ่อนคลายมาตรการ LTV ที่จะสิ้นสุดลงในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย

เกิดอะไรขึ้น:

วานนี้ (31 ตุลาคม) ธปท. ได้ประกาศว่าจะไม่ต่ออายุการผ่อนคลายมาตรการ LTV (การกำหนดอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน) ซึ่งมีผลต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2564 และจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นไปตามคาด โดย ธปท. ระบุว่า ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวได้ดี และเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนระดับสูง รวมถึงการเก็งกำไรอสังหาโดยกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง 

 

กระทบอย่างไร: 

ราคาหุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหา (SETPROP) ปรับเพิ่มขึ้น 0.48%DoD สู่ระดับ 259.12 บาท ขณะที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 0.17%DoD สู่ระดับ 1,625.73 จุด (ณ วันที่ 31 ตุลาคม)

 

มุมมองระยะสั้น:

InnovestX Research คาดว่าบริษัทพัฒนาที่อยู่อาศัยภายใต้การวิเคราะห์ (AP, LH, LPN, PSH, QH, SIRI, SPALI) จะทำยอดขายได้ตามเป้าที่วางไว้ในปี 2565 ด้วยมูลค่ารวม 1.96 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้น 26%YoY) เติบโตและมีมูลค่าสูงที่สุดในรอบ 4 ปี เนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการ LTV จะสิ้นสุดในปีนี้ จึงคาดว่าโมเมนตัมยอดขายใน 4Q65 จะยังคงเป็นบวก โดยจะเติบโต 35-38%YoY สู่ 5.0 หมื่นล้านบาท

 

สำหรับปี 2565 คาด EPS เติบโต 25% ในการคาดการณ์ถึงยอดขายและการรับรู้รายได้จำนวนมากในปี 2565 โดยได้รับการสนับสนุนจากอุปสงค์ที่ฟื้นตัว อัตราดอกเบี้ยระดับต่ำ และการผ่อนคลายมาตรการ LTV ทำให้คาดว่ารายได้ของกลุ่มในปี 2565 จะเติบโต 12%YoY กำไรสุทธิจะเติบโต 20%YoY และ EPS จะเติบโต 25%YoY 

 

มุมมองระยะยาว:

หากใช้มาตรการ LTV ตามปกติในปี 2566 InnovestX Research คาดว่ายอดขายในปี 2566 จะเติบโตน้อยลงที่ 10-15%YoY สู่ 2.15-2.25 แสนล้านบาท โดยยอดขายใน 1Q66 น่าจะลดลงทั้ง QoQ และ YoY โดยใช้สมมติฐานว่าการกลับมาใช้มาตรการ LTV ตามปกติจะส่งผลกระทบบางส่วนต่อความต้องการซื้อในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง-ต่ำ และผู้มีรายได้น้อยในปี 2566 

 

แต่คาดว่าจะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อกลุ่มอื่นๆ ความต้องการซื้อของชาวต่างชาติน่าจะฟื้นตัวในปี 2566 หลังจากรัฐบาลเห็นชอบให้สิทธิชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงถือครองที่ดินเพื่ออยู่อาศัยได้ไม่เกิน 1 ไร่ ในขณะที่ความกังวลที่ลดน้อยลงเกี่ยวกับการเว้นระยะห่างทางสังคมส่งผลทำให้ความต้องการซื้อคอนโดพร้อมอยู่ (RTM) ฟื้นตัวดีขึ้น

 

ด้าน EPS ปี 2566 จะเติบโตน้อยกว่าปี 2565 โดยปัจจุบันกลุ่มที่อยู่อาศัยมี Backlog ในปี 2566 รวม 3.0 หมื่นล้านบาท รองรับรายได้ 16% ที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.91 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4.7%YoY) การคาดการณ์ถึงยอดขายที่ลดลง ส่งผลทำให้คาดว่า EPS ปี 2566 จะเติบโตเพียง 2%YoY 

 

ปัจจัยเสี่ยงและความกังวล สินค้าคงเหลือจากปี 2565 ซึ่งจะยกมายังปี 2566 ภายใต้มาตรการ LTV ตามปกติจะสร้างแรงกดดันต่อสินค้าคงเหลือที่ยังขายไม่ได้ในบางกลุ่มและบางทำเลที่ตั้ง ภายใต้สถานการณ์ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับขึ้นทำให้ความสามารถในการซื้อบ้านของกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางและผู้มีรายได้ปานกลาง-ต่ำจะมีจำกัด เนื่องจากหนี้ครัวเรือนสูง

 

อย่างไรก็ดี InnovestX Research เลือก LH เป็นหุ้นเด่น เนื่องจากการกลับมาใช้มาตรการ LTV ตามปกติจะส่งผลกระทบต่อ LH น้อยกว่าบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มที่อยู่อาศัย เพราะฐานลูกค้าของบริษัทเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง-สูงและผู้มีรายได้สูง ประกอบกับธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำมีแนวโน้มเติบโตสูงในปี 2566 และผลตอบแทนจากเงินปันผลดี ดังนั้นจึงเลือก LH เป็นหุ้นเด่น (ราคาเป้าหมาย 11.10 บาท)


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post กลุ่มพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย – ธปท. ไม่ต่ออายุการผ่อนคลายมาตรการ LTV ที่จะสิ้นสุดลงในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติไม่ต่ออายุมาตรการ LTV หวั่นเพิ่มความเสี่ยงให้หนี้ครัวเรือน ขณะที่คลังเล็งต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน-จดจำนอง https://thestandard.co/bot-dismiss-ltv-measure/ Mon, 31 Oct 2022 10:49:36 +0000 https://thestandard.co/?p=702481 LTV

ธปท. ลั่นไม่ต่ออายุการผ่อนคลายมาตรการ LTV หลังครบกำหนด […]

The post แบงก์ชาติไม่ต่ออายุมาตรการ LTV หวั่นเพิ่มความเสี่ยงให้หนี้ครัวเรือน ขณะที่คลังเล็งต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน-จดจำนอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
LTV

ธปท. ลั่นไม่ต่ออายุการผ่อนคลายมาตรการ LTV หลังครบกำหนด 31 ธันวาคมนี้ เหตุภาคอสังหาฟื้นตัวใกล้เคียงช่วงก่อนวิกฤตโควิดแล้ว ยันไม่กระทบผู้มีรายได้น้อยกู้ซื้อบ้าน หวั่นผ่อนปรนนานไปเพิ่มความเสี่ยงให้หนี้ครัวเรือน ขณะที่ปลัดกระทรวงการคลัง เตรียมพิจารณาการต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดในปีนี้

 

ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารการสื่อสารองค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. จะไม่ต่ออายุการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (มาตรการ LTV) ซึ่งจะครบกำหนดการผ่อนคลายชั่วคราวภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2565 เนื่องจากมองว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันเริ่มกลับมาทยอยฟื้นตัวใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิดแล้ว ทำให้มาตรการ LTV มีความจำเป็นน้อยลง 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


โดยข้อมูลล่าสุดในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-สิงหาคม 2565) พบว่ามียอดการโอนอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 8.5% ขณะที่มียอดเปิดโครงการใหม่ราว 9,000 ยูนิตต่อเดือน ใกล้เคียงกับในช่วงต้นปี 2562 ที่ 9,300 ยูนิตต่อเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ยังไม่มีการระบาดของโควิด

 

ชญาวดีระบุว่า การไม่ต่ออายุดังกล่าวจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากส่วนใหญ่กู้ซื้อที่อยู่อาศัยหลังแรกที่มูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท โดยมากกว่า 86% ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นบ้านหลังแรกที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง ซึ่งสามารถขอสินเชื่อบ้านอยู่ในระดับสูงเต็ม 100% ได้อยู่แล้ว อย่างไรก็ดี อาจจะกระทบลูกค้ากลุ่มที่มีรายได้สูง หรือราคาบ้านสูงกว่า 10 ล้านบาทเล็กน้อย เนื่องจากต้องวางเงินดาวน์เพิ่มเติมบางส่วนประมาณ 10-20%

 

“เรามองว่าหากขยายระยะเวลาการผ่อนคลายต่อไป อาจเอื้อให้เกิดการสะสมความเสี่ยงในระบบการเงินในระยะข้างหน้าได้ เช่น การเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์โดยผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง และส่งผลต่อระดับหนี้ครัวเรือนให้เพิ่มสูงขึ้นในอนาคตได้ ดังนั้น เมื่อบริบททางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป เราจึงปรับนโยบายให้สอดคล้องกับบริบทใหม่แบบค่อยเป็นค่อยไป” ชญาวดีกล่าว 

 

ทั้งนี้ ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด ธปท. ได้ประกาศผ่อนคลายการใช้มาตรการ LTV ชั่วคราว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2564 – 31 ธันวาคม 2565 โดยให้เหตุผลว่าเป็นการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และพยุงการจ้างงานในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในภาวะซบเซาจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ และภาคก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ซึ่ง ธปท. ประเมินว่า หากไม่มีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม กิจกรรมเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์จะไม่กลับไปเท่ากับระดับก่อนวิกฤตจนกระทั่งปี 2568 

 

โดยสาระสำคัญของการผ่อนคลายมาตรการ LTV ของ ธปท. มีดังนี้

 

1. กำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV Ratio) เป็น 100% (กู้ได้เต็มมูลค่าหลักประกัน) สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (รวมสินเชื่ออื่นนอกเหนือจากเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยและมีที่อยู่อาศัยนั้นเป็นหลักประกันหรือสินเชื่อ Top-up แล้ว) ทั้งกรณี

 

  1. มูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และ
  2. กรณีมูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไป

 

2. การผ่อนคลายนี้ให้เป็นการชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2564 – 31 ธันวาคม 2565

 

คลังเผยกำลังพิจารณาลดค่าธรรมเนียมการโอนและจำนอง 

 

ด้าน กฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยในวันนี้ (31 ตุลาคม) ว่า กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาเกี่ยวกับการต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดในปีนี้

 

“เราอยากดูภาพรวมทั้งหมดในทุกๆ เรื่อง โดยกำลังคุยกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการโอนและจำนอง เนื่องจากค่าธรรมเนียมเหล่านี้ถือเป็นรายได้ของท้องถิ่น เพราะปีที่ผ่านมาในเรื่องของภาษีที่ดิน ท้องถิ่นมีรายได้อยู่พอสมควร” กฤษฎากล่าว

 

ทั้งนี้ มาตรการการปรับลดค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์จาก 2% เหลือ 0.01% และค่าจดทะเบียนจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจของประเทศ กำลังจะสิ้นสุดในปีนี้

The post แบงก์ชาติไม่ต่ออายุมาตรการ LTV หวั่นเพิ่มความเสี่ยงให้หนี้ครัวเรือน ขณะที่คลังเล็งต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน-จดจำนอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย คาด Segment กลาง-ล่างได้ประโยชน์มากสุด https://thestandard.co/bank-of-thailand-easing-ltv-measure-believe-effect-mid-low-segment/ Thu, 21 Oct 2021 12:24:28 +0000 https://thestandard.co/?p=550901 LTV

เกิดอะไรขึ้น: วันนี้ (21 ตุลาคม) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธ […]

The post ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย คาด Segment กลาง-ล่างได้ประโยชน์มากสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
LTV

เกิดอะไรขึ้น:

วันนี้ (21 ตุลาคม) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศผ่อนคลายมาตรการ LTV สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยมาเป็น 100% ถึงสิ้นปี 2565 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 70-90% ซึ่งรวมถึงการ Refinance และสินเชื่อ Top-up เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจและอุปสงค์ของภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงคาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นการจ้างงานผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 9.8% ของ GDP และมีการจ้างงานรวมกว่า 2.8 ล้านคน

 

ในด้านความเสี่ยง ธปท. ประเมินว่า การเก็งกำไรในภาคอสังหาฯ ยังอยู่ในระดับต่ำเนื่องจากสถาบันการเงินยังมีมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่ดี และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะไม่ซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย เนื่องจากหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต

 

กระทบอย่างไร:

วันนี้ราคาหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (SETPROP) ปรับตัวขึ้น 1.26%DoD นำโดย ราคาหุ้น บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) ปรับตัวขึ้น 7.48%DoD สู่ระดับ 11.50 บาท, บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) AP ปรับตัวขึ้น 6.06%DoD สู่ระดับ 8.75 บาท, บมจ.ศุภาลัย (SPALI) ปรับตัวขึ้น 5.88%DoD สู่ระดับ 21.60 บาท

 

บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) ปรับตัวขึ้น 3.50%DoD สู่ระดับ 4.14 บาท, บมจ.แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) ปรับตัวขึ้น 3.41%DoD สู่ระดับ 5.15 บาท, บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) ปรับตัวขึ้น 2.63%DoD สู่ระดับ 2.34 บาท, บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) ปรับตัวขึ้น 2.56%DoD สู่ระดับ 1.60 บาท และ บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) ปรับตัวขึ้น 1.83%DoD สู่ระดับ 8.35 บาท

 

มุมมองต่อมาตรการนี้:

SCBS มองว่ามาตรการนี้เป็นประเด็นบวกเกินความคาดหมายต่อหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยจะส่งผลบวกต่อทั้งกลุ่มอสังหาฯ เพื่อที่อยู่อาศัย และจะช่วยดูดซับสต๊อกคงค้างในระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Segment ระดับกลาง-ล่าง ที่ฐานลูกค้ามีความต้องการใช้สินเชื่อเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย ได้แก่ บมจ.พฤกษา โฮลดิ้ง (PSH), บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN), บมจ.ศุภาลัย (SPALI), บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) (AP), บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH), บมจ.แสนสิริ (SIRI) และ บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) นอกจากนี้มาตรการดังกล่าวจะเป็น Upside ต่อแนวโน้มผลประกอบการในปี 2565 

 

สำหรับมุมมองต่อกลุ่มธนาคาร SCBS มองว่ามาตรการนี้จะไม่ช่วยกระตุ้นการเติบโตของสินเชื่อมากนัก เนื่องจากธนาคารจะยังคงเข้มงวดในนโยบายการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และจะรองรับการรวมหนี้ (Debt Consolidation) มากกว่าที่จะกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์

The post ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย คาด Segment กลาง-ล่างได้ประโยชน์มากสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดโผ ‘หุ้นเด่นอสังหาฯ’ รับแบงก์ชาติคลายมาตรการ LTV นักวิเคราะห์มองกลุ่มบ้านเดี่ยวและคอนโด ‘ระดับกลาง-บน’ ได้ประโยชน์มากสุด https://thestandard.co/real-estate-poll-on-ltv-measure-acceptance/ Thu, 21 Oct 2021 09:04:11 +0000 https://thestandard.co/?p=550780 หุ้นเด่นอสังหาฯ

ราคาหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปรับขึ้นยกแผงเพื่อเก็งกำไร […]

The post เปิดโผ ‘หุ้นเด่นอสังหาฯ’ รับแบงก์ชาติคลายมาตรการ LTV นักวิเคราะห์มองกลุ่มบ้านเดี่ยวและคอนโด ‘ระดับกลาง-บน’ ได้ประโยชน์มากสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเด่นอสังหาฯ

ราคาหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปรับขึ้นยกแผงเพื่อเก็งกำไร ข่าวดีกรณีธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนคลายมาตรการ LTV ทำให้เกิดความคาดหวังว่าผลประกอบการกลุ่มอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตขึ้นและสะท้อนกลับสู่ราคาหุ้น นักวิเคราะห์มองหุ้นบ้านเดี่ยว-คอนโดที่เจาะตลาดกลาง-บนได้รับประโยชน์มากสุด 

 

วันนี้ (21 ตุลาคม) ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ได้ประกาศการผ่อนคลายมาตรการ LTV รายละเอียดดังนี้ 

 

1. กำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV Ratio) เป็น 100% (กู้ได้เต็มมูลค่าหลักประกัน) สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (รวมสินเชื่ออื่นนอกเหนือจากเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยและมีที่อยู่อาศัยนั้นเป็นหลักประกันหรือสินเชื่อ Top-up แล้ว) ทั้งกรณี

  • มูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป 
  • กรณีมูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไป

 

2. การผ่อนคลายนี้ให้เป็นการชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565

 

สรพงษ์ จักรธีรังกูร ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย กล่าวว่า มาตรการ LTV ครั้งนี้ เป็นมาตรการที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด โดยผู้ที่ได้รับประโยชน์คือผู้มีความต้องการและมีกำลังซื้อบ้านเดี่ยวและคอนโดในระดับกลาง-บนเป็นหลัก ซึ่งฐานะทางการเงินของคนกลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มกลาง-บน โดยคนกลุ่มนี้คิดเป็น 20% ของตลาดสินเชื่อบ้านและที่อยู่อาศัย การผ่อนคลายมาตรการดังกล่าวจึงสามารถคาดหวังถึงการตัดสินใจซื้อและกำลังซื้อที่จะเกิดเร็วขึ้นจากเดิม

 

ในฝั่งของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ มองว่าได้ประโยชน์แทบทุกบริษัท และเมื่อประเมินจากจุดยืนทางการตลาด และโครงการบ้านเดี่ยวและคอนโดที่พร้อมขาย มองว่าผู้ประกอบการที่จะได้รับประโยชน์อย่างโดดเด่น AP, SPALI, LH, SC, ORI และ SENA 

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยมาตรการนี้จะสิ้นสุดในปี 2565 ทำให้อานิสงส์เชิงบวกไม่ได้เกิดขึ้นมากนัก จึงยังคงประมาณการกำไรทั้งปี 2564 ใกล้เคียงกับปี 2563 หรือเติบโตเพียงเล็กน้อย 

 

ส่วนปี 2565 คาดว่ากำไรกลุ่มอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตราว 17-18% จากความต้องการที่ฟื้นตัวขึ้น รวมทั้งรายได้ประจำของแต่ละบริษัทต่างๆ จะเริ่มกลับมาเป็นบวก หลังจากแทบไม่มีรายได้ในช่วงโควิด

 

“เรายังคงมุมมองต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปีนี้เช่นเดิม ทั้งในมุมของผลประกอบการและความน่าสนใจลงทุน โดยมองว่าการผ่อนคลายมาตรการ LTV ครั้งนี้มาช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงเท่านั้น” 

 

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า การผ่อนคคลายเกณฑ์ LTV เป็น 100% จาก 70-90% ถึงสิ้นปี 2565 ถือเป็น Sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย เนื่องจากที่ผ่านมาการบังคับใช้มาตรการ LTV ส่งผลกระทบเชิงลบต่อความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะกลุ่มบ้านหลังที่ 2 เนื่องจากถูกจำกัดด้วย LTV ให้กู้ได้น้อยลง 

 

โดยเชื่อว่าสามารถกระตุ้นตลาดที่อยู่อาศัยมากขึ้น ประเมินกลุ่มที่ได้รับประโยชน์เป็นกลุ่มพอร์ตโครงการที่มีราคาเฉลี่ย 5 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนใหญ่ในตลาดฯ ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยชื่นชอบ AP, SPALI, SENA, LALIN และ ASW 

 

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า AP มีแนวโน้มผลการดำเนินงานที่ดีมาก แม้ว่าเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิดอย่างหนักในไทยช่วงไตรมาสที่ 3 แต่บริษัทก็ยังสามารถทำยอดขาย (Presales) ได้เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 4% จากไตรมาสก่อน เป็น 9.4 พันล้านบาท

 

ทั้งนี้ คาดการณ์กำไรสุทธิในงวดไตรมาสที่ 3 อ่อนลงมาอยู่ที่ 1.0 พันล้านบาท สืบเนื่องจากรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวน้อยลง และแนวโน้มไตรมาสที่ 4 ปีนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย YoY แต่จะลดลง QoQ เนื่องจากค่าใช้จ่ายขาย-บริหารที่เพิ่มสูงขึ้น 

 

อย่างไรก็ตาม กำไรตลอดปี 2564 ก็ยังคงคาดว่าจะทำสถิติสูงสุดใหม่และต่อเนื่องไปยังปี 2565 ส่วนด้านการเติบโตกำไรหลักปีนี้และปี 2565 คาดว่าจะเติบโต +3% และ +9% ตามลำดับ

The post เปิดโผ ‘หุ้นเด่นอสังหาฯ’ รับแบงก์ชาติคลายมาตรการ LTV นักวิเคราะห์มองกลุ่มบ้านเดี่ยวและคอนโด ‘ระดับกลาง-บน’ ได้ประโยชน์มากสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนอยากมีบ้านเฮ! ธปท. ผ่อนเกณฑ์ LTV ให้กู้ได้เต็ม 100% ถึงสิ้นปี 65 หวังช่วยกระตุ้นภาคอสังหาฯ ฟื้นตัว https://thestandard.co/bank-of-thailand-ltv-100-percents-loan-until-end-of-2565/ Thu, 21 Oct 2021 06:24:28 +0000 https://thestandard.co/?p=550686 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

รุ่ง มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน […]

The post คนอยากมีบ้านเฮ! ธปท. ผ่อนเกณฑ์ LTV ให้กู้ได้เต็ม 100% ถึงสิ้นปี 65 หวังช่วยกระตุ้นภาคอสังหาฯ ฟื้นตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

รุ่ง มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะทยอยฟื้นตัวได้จากความคืบหน้าในการกระจายวัคซีนและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด ทำให้เปิดประเทศได้เร็วกว่าคาด แต่การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความไม่แน่นอนสูงและฐานะการเงินของบางภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ อยู่ในภาวะซบเซาจากอุปสงค์ที่อ่อนแอและภาคก่อสร้างที่ได้รับผลจากการระบาด ซึ่ง ธปท. ประเมินว่า หากไม่มีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม กิจกรรมเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์จะไม่กลับไปเท่ากับระดับก่อนวิกฤตจนกระทั่งปี 2568 

 

ทั้งนี้ ธปท. ประเมินแล้วเห็นว่า เพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและพยุงการจ้างงาน จึงควรเร่งเพิ่มเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีธุรกิจเกี่ยวเนื่องจำนวนมาก โดยเฉพาะจากกลุ่มที่ยังมีฐานะการเงินเข้มแข็งหรือรองรับการก่อหนี้เพิ่มได้ ผ่านการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (มาตรการ LTV) เป็นการชั่วคราว 

 

โดยสาระสำคัญของการผ่อนคลายมาตรการ LTV ในครั้งนี้ มีดังนี้

 

1. กำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV Ratio) เป็น 100% (กู้ได้เต็มมูลค่าหลักประกัน) สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (รวมสินเชื่ออื่นนอกเหนือจากเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยและมีที่อยู่อาศัยนั้นเป็นหลักประกันหรือสินเชื่อ Top-up แล้ว) ทั้งกรณี

  • มูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และ
  • กรณีมูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไป

 

2. การผ่อนคลายนี้ให้เป็นการชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565

 

รุ่งกล่าวว่า ภายใต้แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง ประกอบกับในปัจจุบัน สถาบันการเงินมีมาตรฐานการให้สินเชื่อที่รัดกุม โดยคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ในระยะยาวเป็นหลัก ธปท. จึงประเมินว่าความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินที่จะมาจากการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ในระยะหนึ่งปีข้างหน้ามีจำกัด 

 

อย่างไรก็ดี ธปท. จะติดตามสถานการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ มาตรฐานการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน และความสามารถของประชาชนในการกู้หรือซื้อที่อยู่อาศัยได้ในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนมาตรการได้อย่างเท่าทันและเหมาะสมต่อไป

 

ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเสถียรภาพระบบการเงิน ธปท. กล่าวว่า ธปท. คาดว่าการผ่อนคลายมาตรการ LTV ในช่วงหนึ่งปีเศษครั้งนี้ เมื่อรวมกับมาตรการของกระทรวงการคลังที่มีแนวโน้มจะขยายมาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์ในการลดค่าโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% หลังอัตราดังกล่าวจะสิ้นสุดในสิ้นเดือนธันวาคมนี้ออกไปอีกหนึ่งปี จะช่วยดึงเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีความสำคัญและมีธุรกิจเกี่ยวเนื่อง คิดเป็นกว่า 9.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และมีการจ้างงานรวมกว่า 2.8 ล้านคน ได้ราว 5 หมื่นล้านบาท หรือราว 7% ของมูลค่าตลาดอสังหาริมทรัพย์รวมที่ 8 แสนล้านบาท

 

ดอนระบุอีกว่า ธปท. คาดว่าการผ่อนคลายมาตรการในรอบนี้ ประเมินว่ามีผู้กู้ 4 กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากการขอสินเชื่อได้เต็มมูลค่าหลักประกัน ได้แก่

 

1. กลุ่มผู้กู้ที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ตั้งแต่สัญญาที่ 2 ขึ้นไป เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงจากช่วงโควิด เช่น ผู้ต้องการพื้นที่ใช้สอยใหม่เพื่อรองรับการทำงานที่บ้าน (Work from Home) หรือไม่ต้องการใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกับผู้อื่น 

 

2. กลุ่มผู้กู้ร่วม

  • ผู้กู้ร่วมที่อยู่ระหว่างการผ่อนชำระสินเชื่อบ้านที่ตนเองมีกรรมสิทธิ์และต้องการกู้ซื้อบ้านหลังใหม่เพิ่มเติม 
  • ผู้ที่กำลังตัดสินใจจะกู้ร่วมและมีแผนที่จะซื้อบ้านเป็นของตนเองภายในสิ้นปี 2565

 

3. กลุ่มคนกู้บ้านราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ในสัญญาแรกที่เดิมต้องวางดาวน์ขั้นต่ำ 10% ของมูลค่าหลักประกัน 

 

4. กลุ่มผู้ขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์ สินเชื่อ Top-up หรือผู้กู้ที่เข้าร่วมโครงการรวมหนี้ (Debt Consolidation) เพื่อเสริมสภาพคล่อง 

 

“การผ่อนคลายมาตรการในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการยกเลิกมาตรการ LTV เนื่องจากยังมีการกำหนดเพดาน LTV สูงสุดที่สถาบันการเงินสามารถให้สินเชื่อได้ แต่เป็นการผ่อนคลายมาตรการ LTV จากเดิมที่ให้สินเชื่อได้ 70-90% ของมูลค่าหลักประกัน เป็น 100% (กู้ได้เต็มมูลค่าหลักประกัน) เป็นการชั่วคราวถึงสิ้นปี 2565 เท่านั้น โดยเชื่อว่าการผ่อนคลายนี้จะเร่งให้กลุ่มคนที่ยังมีกำลังซื้อตัดสินใจซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น” ดอนกล่าว

The post คนอยากมีบ้านเฮ! ธปท. ผ่อนเกณฑ์ LTV ให้กู้ได้เต็ม 100% ถึงสิ้นปี 65 หวังช่วยกระตุ้นภาคอสังหาฯ ฟื้นตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: LTV คืออะไร | Wealth Q&A https://thestandard.co/morning-wealth-22032021-5/ Mon, 22 Mar 2021 12:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=467416 LTV คืออะไร | Wealth Q&A

คำถาม(Q): LTV คืออะไร เกี่ยวข้องอย่างไรกับการกู้สินเชื่ […]

The post ชมคลิป: LTV คืออะไร | Wealth Q&A appeared first on THE STANDARD.

]]>
LTV คืออะไร | Wealth Q&A

คำถาม(Q): LTV คืออะไร เกี่ยวข้องอย่างไรกับการกู้สินเชื่อบ้าน
คำตอบ(A): ติดตามคำตอบได้ในคลิปนี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: LTV คืออะไร | Wealth Q&A appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกณฑ์ LTV ใหม่ กับสองเงื่อนไขของธนาคารแห่งประเทศไทยกระตุ้นตลาดอสังหาฯ https://thestandard.co/new-ltv-qualification/ Mon, 20 Jan 2020 10:47:15 +0000 https://thestandard.co/?p=322440

ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศปรับเกณฑ์ LTV ซึ่งเป็นเกณฑ์สำค […]

The post เกณฑ์ LTV ใหม่ กับสองเงื่อนไขของธนาคารแห่งประเทศไทยกระตุ้นตลาดอสังหาฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศปรับเกณฑ์ LTV ซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ในการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งครั้งนี้จะปรับ 2 เกณฑ์หลักคือ

1. อนุญาตให้ธนาคารเพิ่มวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติม (Top-up) อีก 10% ของหลักประกัน (สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท)

2. ปรับลดการวางดาวน์ให้คนที่จะกู้ซื้อบ้านหลังที่ 2 ซึ่งราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท หากกู้ซื้อบ้านหลังแรกมาแล้ว 2 ปี จะวางดาวน์เหลือ 10% ของหลักประกัน (จากเดิมที่กำหนดระยะเวลา 3 ปี)

 

 

อ่านรายละเอียดได้ที่ 

https://thestandard.co/national-bank-new-adjustment/

The post เกณฑ์ LTV ใหม่ กับสองเงื่อนไขของธนาคารแห่งประเทศไทยกระตุ้นตลาดอสังหาฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติปรับเกณฑ์ LTV เพิ่มวงเงิน Top-up 10% ให้คนกู้บ้านหลังแรก https://thestandard.co/national-bank-new-adjustment/ Mon, 20 Jan 2020 07:44:31 +0000 https://thestandard.co/?p=322318

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพทางการเงิน ธนาค […]

The post แบงก์ชาติปรับเกณฑ์ LTV เพิ่มวงเงิน Top-up 10% ให้คนกู้บ้านหลังแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา ทาง ธปท. รับฟังข้อเสนอแนะ และมีการหารือกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ได้ข้อสรุปในการปรับเกณฑ์ LTV ได้แก่ 

 

  1. กู้ซื้อบ้านหลังแรก
    สามารถขอสินเชื่อเพิ่มเติม (Top-up) อีก 10% ของมูลค่าหลักประกัน เช่น สินเชื่อเพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ ซ่อมแซม ตกแต่งบ้าน หรือสิ่งที่จำเป็นในการเข้าอยู่อาศัย จากเกณฑ์เดิมที่เริ่มใช้เมื่อเดือนเมษายน 2562 ที่ให้วงเงินสินเชื่อกู้ซื้อบ้านหลังแรกที่สามารถให้วงเงินสินเชื่อบ้าน 100% ของหลักประกัน
    – สำหรับสัญญากู้บ้านที่ราคามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป ปรับเกณฑ์ LTV เป็น 90% จากเดิมอยู่ที่ 80% (จะทำให้ผู้กู้จ่ายเงินดาวน์ลดลงเหลือ 10% จากเดิมอยู่ที่ 20%)
  2. กู้ซื้อบ้านสองหลัง
    ปรับเกณฑ์ให้ผู้ที่ต้องการกู้ซื้อบ้านสัญญาที่ 2 (ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท) หลังจากผ่อนชำระสัญญาที่ 1 (กู้บ้านหลังแรก) ไม่น้อยกว่า 2 ปี จะได้รับ LTV 90% จากเดิมที่ต้องผ่อนบ้านหลังแรกมาไม่น้อยกว่า 3 ปี  

ทั้งนี้เกณฑ์ LTV ออกมาเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบ้านในราคาที่เหมาะสม จากเดิมที่มีปัญหาการเก็งกำไร มีดีมานด์เทียมทำให้ราคาบ้านไม่สะท้อนความเป็นจริง ขณะเดียวกันการออกเกณฑ์นี้จะไม่เป็นภาระต่อผู้กู้ในระยะยาว

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post แบงก์ชาติปรับเกณฑ์ LTV เพิ่มวงเงิน Top-up 10% ให้คนกู้บ้านหลังแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นอสังหาฯ มีเฮ! รัฐเตรียมผ่อนคลายมาตรการ LTV-เคลียร์ปมภาษีที่ดินฯ https://thestandard.co/market-focus-ltv/ Mon, 30 Dec 2019 04:54:44 +0000 https://thestandard.co/?p=316688

เกิดอะไรขึ้น: หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้บ […]

The post หุ้นอสังหาฯ มีเฮ! รัฐเตรียมผ่อนคลายมาตรการ LTV-เคลียร์ปมภาษีที่ดินฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้บังคับใช้มาตรการอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (มาตรการ LTV) ที่มีความเข้มงวดขึ้นสำหรับการซื้อบ้านหลังที่ 2 และ 3 หรือบ้านที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2562 โดยมีเป้าประสงค์เพื่อลดการก่อหนี้เกินตัวของภาคครัวเรือน รวมทั้งลดการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เกินพอดี ซึ่งผลจากมาตรการดังกล่าวสามารถลดการเก็งกำไรภายในประเทศลงได้สำเร็จ ดังเห็นได้จากยอดปล่อยสินเชื่อบ้านหลังที่ 2 และ 3 ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 ลดลง 14%YoY และ 31.4%YoY ตามลำดับ และ LTV ลดลงสู่ 81.7% จาก 88.9% ในไตรมาส 4 ปี 2561 นอกจากนี้ดัชนีราคาคอนโดฯ ก็ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 179 ในไตรมาส 3 ปี 2562 จาก 186 ในไตรมาส 4 ปี 2561 

 

แต่ด้วยภาพรวมเศรษฐกิจโดยรวมที่ซบเซา วันที่ 23 ธันวาคม รองนายกฯ สมคิด ได้ขอให้ ธปท. หาแนวทางผ่อนปรนมาตรการ LTV เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์อีกครั้งหนึ่ง

 

ขณะที่ประเด็นการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของห้องชุดในคอนโดมิเนียม ซึ่งจะมีผลวันที่ 1 มกราคม 2563 นั้น เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ปลัดกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจกระทรวงการคลัง (สศค.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และกระทรวงมหาดไทย ออกประกาศร่วมกัน เพื่อแจ้งหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในส่วนที่อยู่อาศัย เพื่อช่วยให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ โดยจะประกาศให้สิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัยหรือคอนโดฯ แม้ถูกนำไปให้เช่าเชิงพาณิชย์ แต่ยังคงเสียภาษีในอัตราเดียวกับที่อยู่อาศัยทั้งหมด คือ 0.02% จากราคาประเมิน หรือบ้าน/คอนโดฯ ราคา 1 ล้านบาท เสียภาษี 200 บาท จากเดิมที่บ้าน/คอนโดฯ ที่มีการใช้ประโยชน์โดยนำไปปล่อยเช่า ถูกกำหนดการเสียภาษีที่ดินในลักษณะเชิงพาณิชย์ในอัตรา 0.3% จากราคาประเมินหรือล้านละ 3,000 บาท

 

กระทบอย่างไร:

วันที่ 26-27 ธันวาคม ราคาหุ้นกลุ่มอสังหาฯ ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตอบรับกระแสข่าวเชิงบวกดังกล่าว อาทิ

 

  • บมจ.ศุภาลัย (SPALI) ปิดที่ 18.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.05%
  • บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) (AP) ปิดที่ 7.35 บาท เพิ่มขึ้น 5.00%
  • บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) ปิดที่ 6.95 บาท เพิ่มขึ้น 1.46%
  • บมจ.แสนสิริ (SIRI) ปิดที่ 1.09 บาท เพิ่มขึ้น 1.87%
  • บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) ปิดที่ 2.26 บาท เพิ่มขึ้น 2.73%
  • บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) ราคาปิดวันนี้ที่ 2.64 บาท เพิ่มขึ้น 9.09%

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS ประเมินว่าประเด็นการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างข้างต้นซึ่งมีแนวทางปฏิบัติให้ผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านและคอนโดฯ ซึ่งมีการปล่อยให้เช่าเชิงพาณิชย์ เสียภาษีในอัตราเดียวกับที่อยู่อาศัยทั้งหมดคือ 0.02% จากราคาประเมิน เป็นผลบวกต่อผู้ซื้อที่บ้าน/คอนโดฯ โดยจะทำให้ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยมีภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลดลง ซึ่งเป็นการช่วยสร้างอานิสงส์เชิงบวกระยะสั้นต่อหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่น่าจะช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อใหม่ให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ขณะที่ประเด็นการผ่อนคลายมาตรการ LTV หากเกิดขึ้นจริง มองว่าน่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้มากกว่า ซึ่งคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อในปี 2563

 

มุมมองระยะยาว:

ติดตามมาตรการผ่อนปรน LTV ของ ธปท. ว่าจะเป็นอย่างไร จะมีผลเมื่อใด และระยะเวลานานแค่ไหน ซึ่ง SCBS คาดว่า ธปท. ไม่น่าจะประกาศมาตรการผ่อนปรนก่อนเดือนเมษายน 2563 เนื่องจากต้องการให้มาตรการ LTV ในปัจจุบันครบ 1 ปี เพื่อประเมินผลของนโยบายดังกล่าวก่อน นอกจากนี้ยังต้องประเมินถึงภาวะอุปสงค์-อุปทาน ของตลาดที่อยู่อาศัย รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจในปีหน้าที่ยังอาจฟื้นตัวได้ไม่มากนัก

 

ข้อมูลพื้นฐาน:

มาตรการอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (มาตรการ LTV) เป็นมาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพื่อป้องการการเก็งกำไร และการเกิดอุปสงค์เทียมของอสังหาริมทรัพย์ก่อนจะเกิดภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ โดย ธปท. ได้กำหนดเกณฑ์การวางเงินดาวน์ขั้นต่ำสำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยดังนี้

 

สำหรับที่อยู่อาศัยมูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท สัญญากู้ที่ 1ต้องวางเงินดาวน์ 0-10% สัญญากู้ที่ 2 ต้องวางเงินดาวน์ 10-20% และสัญญากู้ที่ 3 ขึ้นไปต้องวางเงินดาวน์ 30%

 

สำหรับที่อยู่อาศัยมูลค่า 10 ล้านบาทขึ้นไป สัญญาที่ 1-2 ต้องวางเงินดาวน์ 20% และสัญญาที่ 3 ขึ้นไปต้องวางเงินดาวน์ 30%

 

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นกฎหมายใหม่ที่มาแทนกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน และกฎหมายว่าด้วยภาษีบํารุงท้องที่ โดยรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดจะเป็นของผู้จัดเก็บคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อาทิ เทศบาล, องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.), กรุงเทพมหานคร, เมืองพัทยา นำไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินหรือรายได้ของรัฐบาล ผู้ที่ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคือ เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, เจ้าของอาคารชุด และผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์สินของรัฐ

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post หุ้นอสังหาฯ มีเฮ! รัฐเตรียมผ่อนคลายมาตรการ LTV-เคลียร์ปมภาษีที่ดินฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คาดครึ่งปีหลัง ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังเผชิญภาวะไม่แน่นอน มาตรการ LTV กระทบทั้งบ้านและคอนโด https://thestandard.co/real-estate-market-ltv/ Tue, 27 Aug 2019 07:09:58 +0000 https://thestandard.co/?p=282145 LTV

เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง เปิดเผยว่า จากการวิเค […]

The post คาดครึ่งปีหลัง ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังเผชิญภาวะไม่แน่นอน มาตรการ LTV กระทบทั้งบ้านและคอนโด appeared first on THE STANDARD.

]]>
LTV

เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา คาดว่า ในช่วงที่เหลือของปี ตลาดยังคงเผชิญภาวะความไม่แน่นอน ซึ่งหากดูในภาพรวมของเศรษฐกิจโลก เรื่องของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้จีนต้องลดค่าเงินหยวน และกระทบต่อการลงทุนของนักลงทุนจีนในตลาดต่างชาติ รวมถึงประเทศไทยด้วย  

 

อีกทั้งความไม่สงบทางการเมืองในฮ่องกง ทำให้เกิดภาวะชะงักงันในการลงทุนในไทยด้วยเช่นกัน ประกอบกับค่าเงินบาทของไทยที่แข็งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อสังหาริมทรัพย์ไทยมีราคาสูงขึ้น แต่ด้วยตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย มีกลุ่มผู้บริโภคหลักคือ ผู้บริโภคภายในประเทศ ทำให้ประเมินได้ว่า ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกอาจมีผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไม่เกิน 10-15% ของตลาดที่อยู่อาศัยรวมเท่านั้น แม้จะไม่ส่งผลต่อภาพรวมตลาด แต่มีผลกระทบต่อตลาดทุนไทยแน่นอน

 

นอกจากปัจจัยลบภายนอกประเทศแล้ว ปัจจัยภายในประเทศอย่างมาตรการ LTV และหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ก็ยังเป็นปัจจัยลบที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากตั้งแต่รัฐบาลประกาศว่า จะมีการใช้มาตรการ LTV เพื่อมาสกัดการเก็งกำไรในกลุ่มนักลงทุน (โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา) 

 

ปัจจัยนี้ทำให้ผู้บริโภคต่างก็เร่งก่อหนี้ เพื่อให้ทันก่อนที่มาตรการจะมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้เกิดการหดตัวลงของการอนุมัติสินเชื่อนับตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 2 ของปีที่ผ่านมา ซึ่งกระทบกับบ้านหรือคอนโดมิเนียมในทุกระดับราคา เนื่องจากผู้ซื้อต้องพิจารณาถึงความสามารถในการกู้ของตนมากขึ้น หากไม่มีการผ่อนคลายมาตรการดังกล่าว คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะไม่สามารถเติบโตได้เหมือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดก็ยังคงมีปัจจัยบวกมาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการโดยตรง กล่าวคือ สามารถยื่นขอสินเชื่อโดยมีต้นทุนที่ต่ำลง ในขณะที่ผู้กู้รายย่อยก็สามารถยื่นขอสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงเช่นกัน อีกทั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังเป็นรัฐบาลขั้วเดิม ทำให้เกิดความต่อเนื่องในการสานต่อนโยบายต่างๆ ทั้งทางด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ระบบขนส่งมวลชน โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ

 

สำหรับทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่เหลือของปีคาดว่า หลายๆ บริษัทต้องเร่งระบายสินค้าที่มีอยู่ โดยวิเคราะห์จากความต้องการที่แท้จริง เพราะการพึ่งตลาดต่างชาติอาจไม่ได้หวือหวาเหมือนเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดจีนและฮ่องกง และการหันไปปรับแผนการลงทุนสู่ธุรกิจที่ก่อให้เกิดรายได้ระยะยาวมากขึ้น เช่น การลงทุนในธุรกิจโรงแรม อาคารสำนักงาน หรือลงทุนในต่างประเทศ การขายที่ดินบางแปลงที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ออกจากบริษัท หรือแม้แต่ในที่ดินที่ซื้อมาแล้ว ก็อาจปรับแผนพัฒนาโครงการจากตลาดที่อยู่อาศัย เพื่อการขายเป็นตลาดเพื่อการลงทุนระยะยาวมากขึ้น

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post คาดครึ่งปีหลัง ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังเผชิญภาวะไม่แน่นอน มาตรการ LTV กระทบทั้งบ้านและคอนโด appeared first on THE STANDARD.

]]>