ฮิวโก้ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ฮิวโก้/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 23 Dec 2019 10:15:22 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 อนาคตใหม่จัดเทศกาลดนตรี Future Fest 2020 ‘ฮิวโก้-Scrubb-R.A.D. ประเทศกูมี’ ร่วมแจม 25-26 ม.ค. 2563 https://thestandard.co/future-fest-2020/ Mon, 23 Dec 2019 10:15:22 +0000 https://thestandard.co/?p=314809 Future Fest 2020

ผู้สื่อข่าวรายงาน พรรคอนาคตใหม่ร่วมกับผู้สนับสนุนเตรียม […]

The post อนาคตใหม่จัดเทศกาลดนตรี Future Fest 2020 ‘ฮิวโก้-Scrubb-R.A.D. ประเทศกูมี’ ร่วมแจม 25-26 ม.ค. 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Future Fest 2020

ผู้สื่อข่าวรายงาน พรรคอนาคตใหม่ร่วมกับผู้สนับสนุนเตรียมจัดงานเทศกาลดนตรี ศิลปะและวัฒนธรรม หรือ Future Fest 2020 มีการจัดงานในหัวข้อ ‘เปลี่ยนปัจจุบัน เปลี่ยนอนาคต’

 

โดยนอกจากจะมีศิลปินชื่อดังร่วมงานแล้ว ยังมีหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจ อาทิ THAITHAI: การส่งออกวัฒนธรรมไทยๆ ร่วมสมัย, The Final Countdown?: วิกฤตสิ่งแวดล้อมแห่งศตวรรษที่ 21, Design the People: ออกแบบคน ออกแบบอนาคต, สังคมอุดมสุรา: สุราไทยเมาไกลระดับโลก รวมถึงการเปิดตลาดขายของในชื่อตลาดไร้ขยะของคนไม่ยอมจำนวน และการจัดแสดงงานศิลปะ อินสตอลเลชัน อาร์ต 

 

สำหรับวันนี้ (23 ธันวาคม 2562) เป็นวันแรกในการเปิดขายบัตรร่วมงานผ่านเว็บไซต์ www.eventpop.me ขณะที่ผู้ที่อายุต่ำกว่า 12 ปี สามารถเข้างานได้ฟรี

 

ทั้งนี้ Future Fest 2020: ‘เปลี่ยนปัจจุบัน เปลี่ยนอนาคต’ มีกำหนดจัดงานวันที่ 25-26 มกราคม 2563 ที่ The Link Asoke-Makkasan สำหรับเวทีคอนเสิร์ตมี 12 ศิลปินที่จะขึ้นเวที โดยวันเสาร์ 25 มกราคม 2563 ได้แก่ The Yers, S.O.L.E., VEGA, Sanim Yok, Stoic, Dogwhine

 

ส่วนวันอาทิตย์ 26 มกราคม ได้แก่ Scrubb, Bomb at Track, YENA, Anatomy Rabbit, R.A.D. เจ้าของเพลงดัง ‘ประเทศกูมี’ และ ฮิวโก้ หรือ จุลจักร จักรพงษ์ นักร้องและนักแต่งเพลงชื่อดัง

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post อนาคตใหม่จัดเทศกาลดนตรี Future Fest 2020 ‘ฮิวโก้-Scrubb-R.A.D. ประเทศกูมี’ ร่วมแจม 25-26 ม.ค. 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เริ่มต้นแล้ว! วันแรกของเทศกาลดนตรี CAT EXPO 4 https://thestandard.co/catexpo4/ https://thestandard.co/catexpo4/#respond Sat, 25 Nov 2017 13:41:02 +0000 https://thestandard.co/?p=50454

  เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันนี้ CAT EXPO เทศกาลดนตร […]

The post เริ่มต้นแล้ว! วันแรกของเทศกาลดนตรี CAT EXPO 4 appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันนี้ CAT EXPO เทศกาลดนตรีจากคลื่นวิทยุออนไลน์สุดเท่อย่าง CAT Radio ก็เปิดประตูให้แฟนชาวแคทเข้างานอย่างเป็นทางการ โดย CAT EXPO จัดมาเป็นครั้งที่ 4 แล้ว และใช้ชื่อเต็มว่า ‘CAT EXPO 4 คนเล็กเพลงโต’ ที่มีทั้งคอนเสิร์ตใหญ่จากวงดนตรีกว่า 120 วง เช่น ฮิวโก้, แสตมป์ อภิวัชร์, วี วิโอเลต, Tattoo Colour, Yellow Fang, Scrubb, Flure, BNK48 และอีกเพียบ ที่จะกระจายอยู่ในงานที่มีกว่า 6 เวทีให้คนดูได้เลือกจัดตารางเวลาการดูโชว์ได้ด้วยตัวเอง

 

 

นอกจากนี้ในงานยังมี ‘ตลาดเพลง’ ที่ศิลปินต่างนำอัลบั้ม ซิงเกิลเพลง และของที่ระลึกมาจำหน่ายในงานแบบพิเศษสุดๆ เพราะสินค้าบางอย่างไม่มีขายที่ไหน อีกทั้งโซนเท่ๆ ที่ตกแต่งด้วยผ้าพิมพ์ลายพิเศษสำหรับงาน CAT EXPO 4 ให้คนมาถ่ายภาพลงอินสตาแกรมได้รอบงาน

 

 

ในงานปีนี้ CAT RADIO ยังมีโซนใหม่และเวทีใหม่ที่ใช้ชื่อว่า ‘DarkSite’ รวบรวมศิลปินเพลงอิเล็กทรอนิกส์มันๆ พร้อม visual design จากศิลปินทีม kor.bor.vor x keep your eyes on มาสร้างสีสันและเติมความสนุกให้กับการดูโชว์อีกด้วย ศิลปินที่ขึ้นเล่นเวทีนี้ก็มีทั้ง นท พนายางกูร ที่มาในนามของ Notep, DCNXTR, เจ มณฑล และอีกมากมาย แต่ที่น่าจับตามองสำหรับ CAT EXPO 4 ในปีนี้คือการเชิญวงดนตรีขวัญใจหลายๆ คนอย่างสาวๆ BNK48 มาร่วมเล่นในงานเป็นครั้งแรกอีกด้วย ซึ่ง BNK48 จะประจำอยู่ที่เวที ‘หนึ่ง จักรวาล’ และพร้อมขึ้นเล่นวันนี้ เวลา 20.10 น. (มีรายงานว่าเหล่าเมมเบอร์สาวๆ ของวง BNK48 แอบมาเดินเล่นในงานตั้งแต่ก่อนช่วงเวลาขึ้นเล่น ทำให้เหล่าแฟนๆ มีเปอร์เซ็นต์สูงมากที่จะได้เดินเจอสาวๆ BNK48 และศิลปินชื่อดังคนอื่นๆ อีกมากมายภายในงานได้ไม่ยาก)

  

CAT EXPO มีบัตรขายหน้างานในราคาเต็ม 1,500 บาท และสามารถใช้แอปพลิเคชัน CAT RADIO เป็นส่วนลดราคาบัตรเหลือ 900 บาทได้ (สำหรับเข้างาน 2 วัน) โดยงานนี้จัดขึ้นที่สวนสนุกวันเดอร์เวิลด์ รามอินทรา วันพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้าย!

The post เริ่มต้นแล้ว! วันแรกของเทศกาลดนตรี CAT EXPO 4 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/catexpo4/feed/ 0
สำรวจชีวิตวัย 36 ปีของ ‘ฮิวโก้’ เนื้องาน ดนตรี และวิถีร็อกแอนด์โรล https://thestandard.co/music-36-years-of-life-hugo/ https://thestandard.co/music-36-years-of-life-hugo/#respond Fri, 18 Aug 2017 15:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=21221

      ความตั้งใจแรก THE STANDARD คิดไว้ว […]

The post สำรวจชีวิตวัย 36 ปีของ ‘ฮิวโก้’ เนื้องาน ดนตรี และวิถีร็อกแอนด์โรล appeared first on THE STANDARD.

]]>

      ความตั้งใจแรก THE STANDARD คิดไว้ว่าจะนัดลูกครึ่งหน้าหล่อ ตาดุ เคราครึ้มคนนี้คุยเรื่องการใช้ภาษาให้ตรงกับคอนเซปต์ ‘Hugo ภาษาแม่’ คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งล่าสุดที่จะเล่นแต่เพลงภาษาไทยอย่างเดียวตลอดทั้งโชว์ แต่ความคิดที่ผ่านการกลั่นกรองมาเป็นอย่างดีตลอด 36 ปี หลังจากลืมตาขึ้นมาดูโลกของ ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์ ได้พาบทสนทนาครั้งนี้ขยายขอบเขตไปไกลจนเราแทบไม่ได้พูดถึงคอนเสิร์ตของเขาเลย

      ทุกๆ ครั้งที่เราโยนคำถามเกี่ยวกับ ‘ภาษา’ ไปให้ คำตอบที่ได้รับจะดำเนินต่อเนื่องไปได้เหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด ตั้งแต่เรื่องความแตกต่าง ความสงสัย แนวคิดคอนเซอร์เวทีฟ การเมือง ความคาดหวังที่มีต่อลูก เรื่อยไล่ไปถึงบทเพลง ดนตรีป๊อป ดนตรีเพื่อชีวิต และวิถีร็อกแอนด์โรล

      ตลอดเวลา 1 ชั่วโมงครึ่งที่นั่งคุยกัน เขายังคงเป็นฮิวโก้คนเดิมที่เราเคยรู้จัก ตอบทุกคำถามด้วยความคมคาย จริงใจ และตรงไปตรงมา เหมือนที่เขายืนยันมาตลอดไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งว่า “ผมแค่ไม่ตอบคำถามที่โกหกใคร และจะไม่ทำอะไรที่โกหกตัวเอง”

 

 

ในฐานะที่เติบโตมาแบบเด็กสองภาษา คุณมองเห็นความแตกต่างอะไรบ้างระหว่างภาษาอังกฤษกับภาษาไทย

      ผมรู้สึกว่าภาษาเป็นรากเหง้าของความแตกต่างทั้งหมด มันบ่งบอกได้ถึงความแตกต่างเรื่องความคิดที่แยกออกจากกันไม่ได้ ถ้าคุณพูดภาษาใดภาษาหนึ่ง คุณจะคิดแบบนั้น มันบังคับและมีผลกับความคิดของคุณ

      ผมมาเข้าใจเรื่องนี้ตอนเริ่มเข้าวงการบันเทิง เริ่มเห็นถึงความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นจากวาจา เพราะอยู่ๆ จากที่รู้จักคนน้อยมากกลายเป็นรู้จักคนเป็นร้อย คำพูดเลยมีผลกระทบ มีคนวิเคราะห์สิ่งที่เราพูดแล้วเอาไปพูดต่อ เริ่มรู้สึกว่าเราเข้าใจแบบหนึ่ง คนส่วนมากเข้าใจแบบหนึ่ง ซึ่งคนส่วนมากคงเข้าใจถูก เพราะว่านี่เป็นภาษาที่เขาใช้กันอยู่

 

 

เรื่องไหนที่เป็น culture shock ที่สุดในวันที่เริ่มเข้าวงการ

      ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะภาษาโดยตรงหรือเปล่า อาจจะเป็นเพราะเนื้อหาที่พูดถึง ผมตกใจกับเรื่องรอบตัวที่ทุกคนรู้กันอยู่ แต่พอผมพูดออกไปปุ๊บกลายเป็นเรื่องที่น่าตกใจ ถึงวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ประหลาดดีนะ อย่างตอนผมพูดเรื่องความซื่อสัตย์กับครอบครัว มันควรจะเป็นเรื่องพื้นฐานที่ใครๆ ควรจะรู้อยู่แล้ว แต่กลายเป็นว่าทุกคนให้ความสนใจหมดเลย ความตกใจที่เกิดขึ้นมันเหมือนเราละเมิดกฎเกณฑ์ของมารยาทหรืออะไรสักอย่างเมื่อพูดขึ้นมาหรือชี้ให้เห็น ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ ด้วยซ้ำ แล้วเมื่อก่อนผมก็พยายามพูดหรือชี้ให้เห็นในสิ่งที่ผมคิดว่ามันถูกต้องมาตลอด

 

 

แล้วคนก็ตกใจกับสิ่งที่คุณพูดมาตลอดเหมือนกัน

      แต่ตอนนี้ความเข้าใจของผมมันละเอียดขึ้นนิดนึงแล้วล่ะ ในเมื่อเรารู้กันหมดแล้ว เราจะพูดอีกทำไม ผมเข้าใจคนที่คัดค้านมากขึ้น เพราะมันมีความน่าหมั่นไส้อยู่ ยิ่งตอนหนุ่มๆ เคยคิดว่าต้องพูดเพื่อส่องแสงในที่มืดให้พวกคนโง่ได้เห็น แต่จริงๆ ทุกคนเห็นกันอยู่ก่อนแล้ว เขาแค่รู้ว่าไม่จำเป็นต้องออกมาพูด พอผมยิ่งแก่ ผมยิ่งเป็นอนุรักษนิยมมากขึ้น รู้ว่ามีบางอย่างที่ควรพูดและไม่ควรพูด ความคิดเห็นของผมไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญ แล้วการยัดเยียดความคิดเห็นก็ไม่ได้เป็นอะไรที่เพลินสำหรับคนอื่นเท่าไร

 

 

เคยมีคนบอกว่าคนเราจะเป็นลิเบอรัลตอนอายุ 20 ปี แล้วจะค่อยๆ กลับมาเป็นคอนเซอร์เวทีฟมากขึ้นเมื่ออายุ 30 ฟังดูแล้วคุณก็เข้าข่ายนี้เหมือนกันนะ

      ใช่ครับ คำพูดนี้ฟังขึ้นนะ ผมว่าถ้าไม่เป็นอย่างนั้นอาจผิดปกติ มันอาจจะเรียกว่าเป็นวิวัฒนาการหรือความเสื่อมโทรมทางความคิดก็ได้ เพราะว่าตอนเด็กเราทำโน่นทำนี่ เราอยากให้มันถูกต้อง แล้วไม่อยากให้คนมาว่าที่เราทำอะไรแบบนี้ เลยหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง

      ‘เหตุผล’ นั่นแหละที่ผมเรียกว่าฝั่งซ้าย มีอุดมการณ์ว่าโลกควรจะยุติธรรม โลกจะดีขึ้นได้ถ้าเราแค่ปรับนิสัยผิดๆ ของคนทั้งหลายให้เข้าใจว่าความดี ความถูกต้องอยู่ตรงไหน แต่พอเวลาผ่านไปจะเห็นว่ามนุษย์แทบไม่ได้เปลี่ยนเลย แล้วชีวิตเป็นเรื่องน่าเศร้าตรงที่มันทำอะไรไม่ได้ เราควรยอมรับกับความเศร้า ความโทรมของมันมากกว่า อะไรที่ดีอยู่แล้วก็พยายามรักษามันไว้ แล้วพอมีลูก ยิ่งขวาไปเลย ผมไม่ได้บอกว่าฝั่งไหนดีหรือไม่ดี มันแค่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นกับผม

 

 

การมีลูกส่งผลกับความคิดฝั่งขวาได้อย่างไร

      พอเป็นขวาปุ๊บ เราจะเริ่มรู้สึกว่ามันมีขาวดำ จากที่เคยคิดว่าทุกอย่างเป็นสีเทา เราจะทำอะไรก็ได้ แต่พอมีลูก มันไม่ใช่อะไรก็ได้ เหมือนเรามีหุ้นส่วนในอนาคตแล้ว จากเมื่อก่อนเราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสังคมเท่าไร จะเป็นยังไงช่างแม่งสิ เละเทะ เสเพล ใครทำอะไรก็ทำ ตัวเราเองก็ไม่จำเป็นต้องเคารพตัวเองเท่าไร แต่พอมีคนมาจ้องมองอยู่ หรือเอาเยี่ยงอย่าง เราต้องมานั่งอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่เป็นเด็ก ทำให้กลับมามองตัวเองว่าเราอยากให้ลูกทำบางอย่างเหมือนที่เราทำไหม ก็ไม่ ความรู้สึกนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

      มันเป็นเรื่องที่ง่ายมากเลยนะ คือเรื่องเดิมๆ ที่ทุกคนต้องเจอ มีความกดดันเรื่องเงินๆ ทองๆ มีเรื่องการศึกษา ระเบียบวินัย เช่น เข้านอน ตื่นเช้า แต่งตัว พวกนี้เป็นเรื่องที่ต้องหาให้เจอ หาความสามารถในการจัดระเบียบชีวิตน้อยๆ ที่เกิดขึ้นมาให้ได้ ให้อย่างน้อยเขาได้เดินตามขั้นตอนที่ปกติและสมบูรณ์ มันดูเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีสาระ หรือไม่ได้มีความหมายในเชิงปรัชญา แต่พอมีลูกกลายเป็นมีผลกระทบกับชีวิตมากกว่าอ่านคัมภีร์เล่มไหนๆ

 

 

      ผมแทบเลิกคิดเรื่องความเป็น intellectual ความคิดทางปัญญาที่ลึกซึ้งไม่สำคัญเท่าไรแล้ว เพราะมีแรงกดดันทางธรรมชาติที่ต้องเจอ การจัดการเวลา จัดลำดับความสำคัญ สุขภาพ การกินอยู่ ไม่ใช่ความคิดที่เท่อะไรหรอก แค่มันจำเป็นต้องทำ ถ้าไม่ทำคือเป็นคนใช้ไม่ได้ อย่างน้อยในสายตาตัวเอง ภรรยา ลูก พ่อแม่ แม่ยาย หรือสังคมน้อยๆ ที่อยู่รอบตัวเรา เราจะไม่ทำอะไรที่ทำให้เขาผิดหวัง ถ้าเป็นเมื่อก่อนเหรอ วัยรุ่น ร็อกแอนด์โรล ก็ช่างแม่งไปสิ ส่วนตัวถ้าผมจะไปปรากฏตัวที่ไหน โดยสภาพที่เละแค่ไหนไม่สำคัญ เพราะแน่นอนว่าการเป็นพ่อที่แย่มันไม่เท่ การเป็นผู้ชายในวัย 30 ที่เหลวไหลไม่เท่ ความเลอะเทอะไม่มีทางเท่อยู่แล้ว

ความคาดหวังคือที่มาของความผิดหวัง และความผิดหวังคือหนึ่งในความรู้สึกแย่ที่สุดที่จะมีต่อคนอื่นได้

 

เคยคิดไหมว่าตอนวัยรุ่นอายุ 20 ปี ความเลอะเทอะก็คือความเท่อย่างหนึ่ง

      ถ้าคิดจากตอนนี้ก็ไม่เท่เหมือนกัน (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นอาจจะมีบ้าง กาลครั้งหนึ่งคงคิดว่าภาพการคาบบุหรี่ แล้วเอาแจ็คแดเนียลส์มากระดกให้หมดขวดคือเท่ แต่ถ้าคุยกับปัญญาชนที่ไหนเขาก็รู้ไงว่ามันไม่ได้เท่

 

แล้วถ้าวันหนึ่งลูกคุณต้องไปคาบบุหรี่ กระดกแจ็คแดเนียลส์แบบนั้น คุณจะรู้สึกอย่างไร

      ไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นมันสูง เพราะเรารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นยังไง เส้นทางนั้นมันมีจุดจบคือไม่เลิกก็ต้องตายแค่นั้น ผมไม่รู้ว่าอนาคตเป็นยังไง แต่ผมไม่จะไม่แนะนำและชักชวนให้ทำอะไรแบบนั้น วันที่เขาอายุมาก มีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเอง เขาอาจจะต้องหลงทางบ้าง มันคงเป็นไปได้ยากที่จะดำเนินชีวิตในเมืองได้อย่างปลอดภัยจากทุกสิ่ง

 

เป็นไปได้ไหมว่าความสุ่มเสี่ยงที่คุณได้เจอในวงการบันเทิง เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณยืนยันมาตลอดว่าไม่อยากให้ลูกเข้าวงการ

      มีผลบ้าง แต่ว่าตอนนี้ยังไม่เท่าไร เพราะเด็ก 6 ขวบคงยังไม่ถึงวัยที่ต้องมากังวลกับเรื่องเซ็กซ์ ดรัก ร็อกแอนด์โรลหรอก ประเด็นคือคุณแน่ใจแล้วเหรอว่าอยากเป็นคนดัง อยากเป็นคนที่ไม่รู้จักใคร แต่ทุกคนรู้จักเรา มันจำเป็นเหรอที่จะต้องเป็น หรือเขาอาจจะไม่อยากเป็นก็ได้

      วงการบันเทิงมีข้อดีเยอะมาก แต่ในเมื่อมันมีข้อเสียที่เท่าๆ กันกับข้อดี ก็ไม่เห็นต้องรีบเลือกสายงานตอน 6 ขวบเลย เพราะดังแล้วถอนตัวเองออกมาไม่ได้ มันมีผลตลอดชีวิต  

 

 

ต่อให้ไม่ได้กะเกณฑ์เส้นทางเอาไว้ แต่สำหรับคนเป็นพ่อ น่าจะต้องมีภาพบางอย่างที่อยากให้เกิดขึ้นกับลูกหรือเปล่า

      ความคาดหวังคือที่มาของความผิดหวัง และความผิดหวังคือหนึ่งในความรู้สึกแย่ที่สุดที่จะมีต่อคนอื่นได้ รวมทั้งตัวเขาด้วยนะ ถ้ารู้ว่าเราผิดหวังในตัวเขา แล้วผมไม่อยากนึกถึงภาพนั้นเลย เพราะผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ ผมอยากเรียนชีววิทยา อยากเรียนรู้เรื่องปลา อยากเป็นนักขุดไดโนเสาร์ และอีกหลายอย่างที่อยากเป็น แต่ผมไม่เคยได้เป็นแบบนั้นเลย เพราะฉะนั้นชีวิตไหลตามโอกาส ดวง พรสวรรค์ และกึ๋นที่อยู่ภายใน ใครจะรู้ว่าพอเวลาผ่านไป 10 ปี ทุกอย่างอาจเปลี่ยนไปหมดแล้วก็ได้

 

ความหวังเป็นหนึ่งในความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์ คุณมีวิธีจัดการอย่างไรไม่ให้คาดหวังในสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับลูกของคุณ

      ผมคาดหวังในเรื่องระดับมนุษย์ แต่ไม่ได้คาดหวังว่าตอนอายุ 25 เขาจะเอาเงินมาจากไหน หวังแค่ว่าเขาจะมีเงินเดือนมาจากสักที่ที่สุจริตและถูกกฎหมาย แต่เรื่องในอนาคตใครจะรู้ล่ะ

 

ถ้าเป็นไปได้ ยังอยากกลับไปเป็นนักขุดไดโนเสาร์อยู่ไหม

      ไม่ เพราะถ้าเปลี่ยนอะไรตอนนั้น ผมก็ไม่มีลูก 2 คนนี้ ไม่มีเมียคนนี้ ไม่มีจุดที่ผมค่อนข้างโอเคกับสิ่งที่เลือก ต่อให้เปลี่ยนองศาอย่างหนึ่งที่ดูไม่มาก แต่พอผ่านไป 5 ปี มันจะห่างจากตรงนี้มากขึ้น ผมไม่พร้อมจะเสียอะไรที่มีอยู่ตอนนี้

 

กลับมาที่เรื่องภาษาบ้าง คุณเริ่มมาเห็นสิ่งที่เป็นความสวยงามของภาษาตั้งแต่เมื่อไร

      ในเพลงเพื่อชีวิตนี่ล่ะ ผมรู้สึกว่านั่นคือแหล่งอาศัยของภาษาไทยที่ลงตัวมาก  ผมชอบคาราบาว, คาราวาน, คำรณ สัมบุญณานนท์, พงษ์สิทธิ์ คำภีร์, วงฟุตบาท ฯลฯ โดยเฉพาะเพลง จดหมายถึงพ่อ ที่เป็นตัวอย่างที่ดีมากของศิลปะตรงนี้ อย่างท่อน “กระถินริมรั้วสูงขึ้นเลยบ่า พุ่มกระดังงาเลื้อยซุ้มประตู ทานตะวันชูคอ ชูช่อรออยู่ คงชะเง้อดูคอยพ่อกลับมา” สำหรับผม นี่คือระดับชั้นสูงสุดของการใช้ภาษา

 

https://www.youtube.com/watch?v=6fZtT9npNnM

 

ตอนร้องเพลงประกอบละครก็ไม่ได้เป็นเพลงเพื่อชีวิต ออกแนวป๊อปด้วยซ้ำ ตอนนั้นคุณร้องเพลงพวกนั้นด้วยความรู้สึกแบบไหน

      โชคดีที่เพลงดังของผม (คนไม่มีสิทธิ์ เพลงประกอบละคร ลูกผู้ชายหัวใจเพชร) พี่ไก่-สุธี แสงเสรีชน เขามีชั้นเชิงในการแต่ง ทำให้เพลงนั้นยังมีคนที่อยากฟังอยู่ตลอด แล้วผมคิดว่ามันก็เพราะดี มีเสน่ห์ของมัน ผมไม่เคยปฏิเสธวิจารณญาณของผู้ฟังนะ เพลงไหนที่ฮิต มันต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้เพลงนั้นมีอายุมากกว่าหนึ่งถึงสองปี แต่พูดจริงๆ ว่าผมจำเพลงนั้นได้เพลงเดียว เพลงอื่นลืมไปหมดแล้ว เพราะมันไม่มีความหมาย ไม่มีอะไรที่พูดกับเราแล้วน่าจดจำ หรือเพลงอื่นๆ ที่ผมวิจารณ์หนักๆ สมัยก่อน ผมจำไม่ได้จริงๆ ว่าเป็นยังไง หรือเพลงที่ได้ยินวันนี้ ผมก็ไม่เกลียดมันแล้ว เพราะได้ยินแล้วผมจะลืมทันที

 

 

มีเพลงป๊อปเพลงไหนบ้างที่มีน้ำหนักพอจะทำให้คุณชอบและจำได้

      มีเยอะอยู่เหมือนกัน อย่างเพลง 100 เหตุผล ของวง Ster เพลงนี้มีความจริงอยู่คือ ในร้อยเหตุผลที่เธอจะไป  มันมีเหตุเดียวที่จะให้เธออยู่ ผมเคยเป็นคนนั้น คนที่เคยถามเหตุผลว่าทำไมถึงต้องไป เขาจะอธิบายว่าเพราะชีวิตเป็นอย่างนี้ เขาต้องการอย่างโน้น เพราะเธอเป็นอย่างนั้น ฉันเลยเป็นอย่างนี้ เหตุผลมีเต็มไปหมดเลยสำหรับคนจะไป แต่สำหรับคนที่อยากให้อยู่ มันมีเหตุผลเดียวจริงๆ

 

 

ณ ตอนนี้ ตัวคุณเองคาดหวังกับความป๊อปมากขนาดไหน

      ไม่ เพราะผมอยู่ในจุดที่รู้แล้วว่าผมไม่ใช่สำหรับทุกคน ตอนไปทำเพลงที่อเมริกา ได้คลุกคลีกับคนที่ป๊อปจริงๆ อย่าง เจย์-ซี, บียอนเซ่ หรือ ริฮานน่า รู้เลยว่าผมไม่มีความเด็ดขาดที่จะพยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อทำอะไรที่กินง่าย แล้วต้องง่ายกว่าคู่แข่ง ทั้งภาษาและเจตนารมณ์แบบนั้นผมไม่มีเลย ผมไม่เก่งเท่าคนที่อยู่ตรงนั้น และไม่เชือดเฉือนพอที่จะอยากประสบความสำเร็จ ยังมีความเขินอาย ความรักษาฟอร์ม และจริงๆ ผมมีระบบนิเวศที่ผมควรอยู่ ซึ่งผมอยู่ไม่รอดเมื่อไปอยู่ระบบนิเวศตรงนั้น

      ผมมองว่าเพลงป๊อปเป็นเหมือนงานช่าง ต้องมีทักษะ ดาบต้องคม อย่างพี่ฟองเบียร์ หรือพี่หนึ่ง-ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์ ที่เขาเข้าใจตรงนี้ดี ยิ่งเขาแต่งเพลงเยอะ เขายิ่งเข้าใจศาสตร์ของตัวเองมากขึ้น ยิ่งคล่องแคล่วและมั่นใจพอที่จะทำไปได้เรื่อยๆ พอผมทำไม่ได้ก็เหมือนมาอยู่อีกที่หมวดหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อว่ายังมีกลุ่มคนฟังเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงได้ในตลาดที่ซับซ้อนกว่านั้นนิดนึง

 

ใช้คำว่าคุณยอมแพ้ความป๊อปได้หรือเปล่า

      ได้ ต้องยอมรับกับตัวเอง เข้าใจตัวเอง หลังจากนั้นจะขายตัวเอง ขายงานของตัวเองเป็น เพราะรู้แล้วว่าเราควรอยู่จุดไหน แล้วจะทำงานง่ายขึ้น มีช่วงงงๆ ระหว่างทำเพลงที่อเมริกากับการกลับมาเมืองไทย ผมเพิ่งมาคลี่คลายตอนทำอัลบั้ม Deep In The Long Grass (2014) เพราะเห็นผลตอบรับทั้งเพลงและเรื่องธุรกิจ พอยอมรับโหมดที่เหมาะสมที่สุด การเงินก็ดีขึ้น เรนจ์ค่าตัวสูงกว่าสมัยทำวงสิบล้อ ทั้งๆ ที่สิบล้อป๊อปกว่าเยอะ

 

ช่วงทำวงสิบล้อ คาดหวังกับความป๊อปของตัวเองและวงมากขนาดไหน

      เราคิดไว้ว่าจะเป็นวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทยแน่ๆ เพราะเรามาถูกทาง เจตนาเราบริสุทธิ์กว่าวงอื่น มีคอนเสิร์ตมากกว่าวงอื่น ไม่ได้เฟกด้วยการเอาชื่อฝรั่งมาตั้ง ไม่ได้เป็นวงที่ค่ายสร้าง เราคัดค้านทุกอย่าง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็กำลังคัดค้านทุกอย่างที่จะทำให้ป๊อปและประสบความสำเร็จด้วย (หัวเราะ) เขาเล่นเก่งใช่ไหม พวกเราเล่นห่วย เขาชื่อฝรั่งใช่ไหม เราชื่อไทย เขาพยายามหรูใช่ไหม เราพยายามบ้านนอก มึงคิดว่ากูเป็นพระเอกใช่ไหม เดี๋ยวกูจะเซอร์ให้ดู

      ตอนนั้นมีความคิดว่าเราต้องลบล้างทุกอย่าง โดยเฉพาะภาพพจน์ที่คนอื่นสร้างขึ้นมา ผมคิดว่ามันผิดจนต้องทำลาย มีช่วงเวลาที่ผมไม่ชอบเวลามีคนมาเรียกว่าฮิวโก้ด้วยนะ ทำไมล่ะ คนสวนที่บ้านเรียกว่าเล็กมาตั้งแต่เด็ก แล้วอยู่ๆ มึงมาเรียกฮิวโก้ๆ แต่ทุกอย่างมันเป็นความคิดภายในของผมนะ ไม่ใช่ความคิดของคนภายนอก เขาคิดว่าผมชื่อฮิวโก้ ก็ต้องเรียกฮิวโก้สิ แต่ในใจจะคิดว่า ไม่ กูชื่อเล็ก

 

 

พอมองย้อนกลับไป เคยรู้สึกไม่ชอบหรือหมั่นไส้ในความคิดของตัวเองบ้างไหม อย่างที่คิดว่าเจตนาของตัวเองบริสุทธิ์ที่สุด ทั้งๆ ที่คนอื่นเขาก็อาจจะคิดว่าเจตนาของเขาบริสุทธิ์ไม่แพ้คุณเหมือนกัน

      มีที่ไม่ชอบอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าพูดออกไป มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีคนเสียใจ ส่วนเรื่องเจตนา ผมก็คิดว่ายังจริงอยู่ในระดับหนึ่ง ตรงที่ว่าไอ้เจตนาตรงนั้นมันนำผมมาสู่จุดนี้ที่ผมค่อนข้างยินดีที่จะอยู่ ช่วง 1-2 ที่ผ่านมาเป็นช่วงชีวิตที่ผมโตขึ้น รู้สึกว่าควบคุมอะไรในงานได้มากขึ้น และผลตอบรับก็ยิ่งดีขึ้นด้วย มันตอบผมว่า ในจุดหนึ่งผมถูกต้องที่คิดแบบนี้ ที่ดื้ออย่างนี้ แต่ในเวลาเดียวกัน ตอนนี้ผมคิดว่าเจตนาไม่สำคัญเท่าไร เพราะว่าผลที่เกิดขึ้นสำคัญกว่าเจตนา ผมไม่เจตนาขับรถชนคนตายหรอก แต่เขาตาย เจตนาไม่สำคัญแล้ว

      ผมไม่ได้เจตนาให้มีรัฐบาลทหาร แต่ผมไปประท้วงตอนปี 2549 นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกอย่างที่ผมกำลังรุนแรงในตอนนั้น พอมองกลับไปแล้วเห็นทุกอย่างมันเกิดขึ้นซ้ำๆ วนเวียนเหมือนเดิม ก็เริ่มรู้สึกว่าโลกมันเปลี่ยน เจตนาจะบริสุทธิ์ยังไงก็เถอะ แต่ถ้าผลมันออกมาแย่ก็คือแย่

      แล้วเราต้องยอมรับเมื่อมันเกิดผลจากการที่เราไปมีส่วนร่วมกับอะไรก็ตาม เราต้องรับผิดชอบ ถึงแม้เราจะเป็นแค่คนเดียว แต่ถ้ามันมีผลจากการตัดสินใจทำอะไร เหมือนตอนสิบล้อที่เคยคิดว่าเจตนาบริสุทธิ์ แต่ถ้าเล่นดนตรีหมาไม่แดกแล้วใครจะฟัง

 

ขอกลับมาที่เรื่องภาษาอีกรอบ ณ ตอนนี้มีเรื่องอะไรในภาษาไทยบ้างที่คุณไม่ชอบ หรือสงสัยมากที่สุด

      ไม่ได้ไม่ชอบขนาดนั้นนะ แค่ผมรู้สึกว่าภาษาไทยเป็นภาษาที่ก่อนจะเริ่มสนทนามันมีเรื่องของรุ่น วรรณะ หรือชนชั้นเกิดขึ้นทันที แค่พี่ น้อง ผม กู มึง เปิดมามันแสดงให้เห็นแล้วว่าใครเป็นใคร แต่ความน่ารักของตรงนั้นคือพอเราพูดกัน เหมือนเรารับผิดชอบกันมากกว่าฝรั่ง เราคำนึงว่าใครเป็นใครแล้วให้ความสำคัญ ภาษาอังกฤษ ไอ ยู มึงจะไปตายยังไงก็แล้วแต่ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ แล้วผมไม่ได้ชอบที่เมืองไทยจะเสียตรงนี้ไป อย่างช่วงที่ผมกลับมาเห็นการพูดกันที่เปลี่ยนไปก็ตกใจเหมือนกันนะ เดี๋ยวนี้เด็กกับผู้ใหญ่เขาพูดกันอย่างนี้เลยเหรอ

 

คุณมีปัญหาหรือกังวลบ้างไหมกับเรื่องภาษาวิบัติ หรือภาษาที่ใช้อินเทอร์เน็ตที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป

      ไม่กังวล ถ้าไปกังวลกับความจริงที่หักห้ามไม่ได้เราจะเหนื่อยฟรี แน่นอนล่ะ ถ้าอะไรมันไม่เสื่อมโทรมลงไปกว่านี้ก็คงจะดี แต่ถ้ามันต้องเสื่อมโทรมลงจริงๆ ผมคงไม่มานั่งต่อสู้กับสังคมแล้ว เพราะสังคมไม่ใช่อะไรที่เราจะหล่อหลอมได้ หรือต้องไปคาดหวังอะไรกับมัน มันคือผลงานรวมของทุกคนที่อยู่กันตรงนี้ ผมไม่ได้มีทิศทางกำหนดอะไรได้

 

สมัยเล่นละครล่ะ เคยรู้สึกไม่เข้าใจในคำพูดไหนของตัวละครที่คุณต้องพูดออกไปบ้าง

      โอ้ ขยะแขยงแทบตลอดเวลาเลย ไม่เคยเข้าใจเลย บอกก่อนว่าการอยู่กองถ่ายละครเป็นช่วงที่ผมมีความสุขนะ กองถ่ายมีข้อดีอะไรเยอะมาก แต่ประโยคแต่ละสิ่งที่พูดออกมา มันดูห่างไกลจากภาษาพูดเหลือเกิน

 

ยกตัวอย่างสักหนึ่งประโยคที่ยังฝังใจคุณมาถึงทุกวันนี้

      “มือคุณบอบบางจังเลย ผมอยากทะนุถนอมจนวันตาย” ในเรื่อง ใกล้ไกลหัวใจเดียวกัน เรื่องแรกที่เล่นเลย

 

ตอนนั้นยังเด็ก ยังวัยรุ่น เพิ่งเข้าวงการใหม่ๆ คุณแสดงออกกับสิ่งที่ไม่ค่อยชอบใจตรงนั้นบ้างไหม

      ตลอดเวลา ผมคงเป็นคนที่ทำงานด้วยแล้วลำบาก ปวดหัวใช้ได้เลย ผมขึ้นชื่อเลยตอนนั้น รู้สึกว่าคนเขาหลอนแล้วก็หนาวขี้กับผมเหมือนกัน (หัวเราะ) พอเจอแบบนั้นมากๆ เข้าผมเลิกเล่นละครเลย ผมรับปากกับพี่ตุ๊กตา (จิตรลดา ดิษยนันทน์ – ผู้จัดละครค่ายกันตนา) แต่ก็ไม่ได้เล่น ซึ่งผมรักครอบครัวกันตนามากนะ ผมเลยไม่รับเล่นละครของที่อื่น แต่การเล่นละครไม่เหมาะกับผมจริงๆ

 

 

จากการตอบคำถามหลายๆ ครั้ง รวมทั้งการตัดสินใจหลายๆ อย่าง เคยรู้สึกบ้างไหมว่าตัวเองมีความสุดโต่งอยู่ในตัวสูงเหมือนกัน อย่างคอนเสิร์ต ‘Hugo ภาษาแม่’ ครั้งนี้อยู่ดีๆ ก็ตัดสินใจเล่นแต่เพลงภาษาไทยอย่างเดียวเลย

      ผมไม่รู้ว่าคนอื่นมองว่าสุดโต่งหรือเปล่า แต่สำหรับผม แค่ไม่ตอบคำถามที่โกหกใคร และจะไม่ทำอะไรที่โกหกตัวเอง อย่างคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็คิดแค่ว่าถ้าทำคอนเสิร์ตแล้วขายบัตร มันไม่ควรจะมีอะไรที่คล้ายหรือเหมือนเวลาออกไปเล่นตามร้านหรือเทศกาล มันเป็นสินค้าคนละชิ้น ผลงานคนละแบบ คนละราคา คอนเสิร์ตอย่างน้อยต้องมี 1,000-2,000 บาท มันไม่ควรเป็นโชว์เดิมที่ไปดูได้ในงานเทศกาลดนตรีราคา 500 บาท แถมมีไม่รู้กี่วง ต้องมีธีมหรืออะไรสักอย่างที่ทำให้เหนือชั้นกว่าคอนเสิร์ตที่เขาหาดูได้ง่าย ครั้งนี้คิดว่าปล่อยอัลบั้มเพลงภาษาไทยออกมา ควรเอาเพลงสากลพักไว้ก่อน เพราะคอนเสิร์ตทุกครั้งที่ผ่านมา ผมก็จะเล่นเพลงทั้งอัลบั้ม ผมอยากพาเพลงไปเที่ยวทั้งชุดอยู่แล้ว

      พักหลังเวลาไปเล่นที่ไหน จะมีคนตะโกนว่าอยากฟังเพลง แมลงเม่า, ดาราริมรั้ว, มนต์รักสิบล้อ เลยรู้สึกว่าจะเป็นอะไรไปถ้าเราจะทำตามที่ชาวบ้านเขาเรียกร้องกันบ้าง นี่คือพยายามเอาใจกลุ่มแฟนเพลงที่หลากหลายและเดาใจยาก ในเมื่อเขาบอกเราค่อนข้างตรงแล้วว่าเขาอยากได้อะไรก็ตามนั้น

 

ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคนอย่างคุณจะเอาใจแฟนคลับเป็นด้วย

      เพราะผมไม่เคยเอาใจใครเลยจนกระทั่งจุดนี้ไง (หัวเราะ) แต่การเดินทางทั้งหมดทำให้เห็นความสำคัญของคนที่สนับสนุนให้ผมได้ทำงานตรงนี้ต่อไป ตอนนี้ผมอายุ 36 แต่ยังมีราคาในท้องตลาดที่โอเค เริ่มรู้สึกว่ามันมีความสัมพันธ์แปลกๆ ระหว่างผมกับแฟนเพลง ซึ่งทั้งห่างเหินแล้วก็ใกล้ชิด บางทีเหมือนเขาเข้าใจผมมากกว่าคนใกล้ตัวอีก เพราะบางเรื่องที่พูดในเพลง ผมยังไม่เคยพูดกับแม่หรือเมียด้วยซ้ำ เขาเห็นความสำคัญของโชว์และเพลงของผม เขาคงได้เห็นอะไรบางอย่างใกล้เคียงความจริงกับสิ่งที่ผมพยายามจะเป็นอยู่ นี่เป็นความรู้สึกที่ค่อนข้างใหม่ เพราะเมื่อก่อนผมค่อนข้างเอาแต่ใจ ผมทำเพลงออกมา พวกมึงรับไป กูคิดมาดีแล้ว รับไม่ได้คือมึงโง่ แต่ตอนนี้ผมคิดว่ากับคนที่เขาเอาด้วย ผมจะบริการพวกเขา

 

นอกจากเรื่องแฟนคลับ มีเรื่องอะไรอีกไหมที่ความคิดของคุณเปลี่ยนแปลงไปในวัย 36 ปี

      เรื่องนี้ผมรู้มาก่อนหน้านี้สักพักหนึ่ง ตอนที่อยู่อเมริกา ได้เจอนักดนตรีเยอะมาก แล้วผมรู้ว่าคนที่ยิ่งเก่ง ยิ่งเซียน ยิ่งเรื่องน้อย ไอ้ภาพลักษณ์นักดนตรีจีเนียสเพี้ยนๆ ต้องจิต ติดยา รุนแรง นั่นโคตรปลอมเลย เป็นนิยายร็อกแอนด์โรลที่พวกคนพังๆ เอามาแพร่หลายเพื่อขายเสื้อยืด ขายเหล้า และขายอัลบั้ม ซึ่งเขาสร้างนิยายแบบนั้นขึ้นมาเพื่อเข้าข้างตัวเองไง บอกว่ามันคือสิ่งที่ดี แล้วเขาจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเอง

 

เคยหลงอยู่ในนิยายร็อกแอนด์โรลแบบนั้นบ้างหรือเปล่า

      แน่นอน ตั้งวงแรกๆ ก็หลงแล้ว มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ผิด มีสิ่งเดียวที่เป็นเรื่องดีคืออย่างน้อยเรากล้าทดลองในสิ่งที่เราเชื่อ เราอยากแตกต่างจากกระแสหลัก แต่รวมๆ แล้วมันไม่มีความรู้ความเข้าใจอะไรเลย แล้วพอเจออะไรก็พุ่งเข้าไปใส่

      แต่เรื่องพวกนี้ขึ้นอยู่กับโอกาส ผมรู้จักนักดนตรีบางคนที่ไม่มีโอกาสใช้ชีวิตแบบนั้น เพราะสภาพแวดล้อมเป็นอีกแบบ หรือโปรดิวเซอร์คนหนึ่งที่เขาค่อนข้างต้องอยู่ในร่องในรอย เพราะเขามีลูกเร็วจนไม่สามารถเหลวไหลได้ในวันที่ผมกำลังเหลวไหลอยู่ จนกระทั่งลูกเขาโตนั่นแหละ แล้วเพิ่งมาเละในตอนท้าย (หัวเราะ)

 

 

แบบนี้พอจะพูดได้ไหมว่าความเลอะเทอะ เหลวไหล คือความจำเป็นสำหรับร็อกแอนด์โรล เพื่อที่จะกลับมาบรรลุอะไรสักอย่างได้ในวันหนึ่ง

      ไม่รู้ว่ามันใช่ความเหลวไหลหรือเปล่า แต่สิ่งที่ผมคิดว่าจำเป็นคือการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ การรู้จักคน เจอสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ถ้าเราโตมาแบบไหน เราควรหาคนที่โตมาอีกแบบหนึ่งแล้วไปอยู่กับเขา พยายามอยู่กับเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้ววันหนึ่งคุณจะหาเส้นทางที่เหมาะสมได้เอง ทุกวันนี้พอกลับไปมองนิยามเซ็กซ์ ดรัก ร็อกแอนด์โรลที่เคยคิดว่านั่นคือเรียลร็อก ก็ยังรู้สึกอยู่นะว่ามันปลอม มันคือการเสียเวลา

 

ตอนนี้นิยามคำว่าร็อกแอนด์โรลของคุณคืออะไร แล้วคุณได้เข้าไปใกล้จุดนั้นหรือยัง

      ใกล้แล้ว คือรักงาน ตั้งใจทำงาน ถ้ามึงจ่ายกูได้ กูไป ขึ้นตรงเวลา อยากให้เล่นนานแค่ไหนบอกมา เป๊ะ ไม่พัง ไม่เละเทะแน่นอน สายขาด ไฟช็อตก็จะเล่นต่อ ให้เดินทางสิบชั่วโมงก็ได้ แบบที่ชัค แบรดลีย์ หรือ เจมส์ บราวน์ ทำ นั่นล่ะคือร็อกแอนด์โรล

The post สำรวจชีวิตวัย 36 ปีของ ‘ฮิวโก้’ เนื้องาน ดนตรี และวิถีร็อกแอนด์โรล appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/music-36-years-of-life-hugo/feed/ 0
‘จักรพงษ์นิทรรศน์’ ประวัติ ผลงาน โชคชะตา และความรักของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ https://thestandard.co/news-thailand-chakrabongse-nitas/ https://thestandard.co/news-thailand-chakrabongse-nitas/#respond Mon, 31 Jul 2017 09:00:33 +0000 https://thestandard.co/?p=17385

     ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์ นักแสดงและน […]

The post ‘จักรพงษ์นิทรรศน์’ ประวัติ ผลงาน โชคชะตา และความรักของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์ นักแสดงและนักร้องที่เรารู้จักกันดี มีความเกี่ยวข้องกับนิทรรศการนี้อยู่บ้าง

     ในฐานะ ‘เหลน’ ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ

     สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ คือใคร?

     คนที่ไม่สนใจประวัติศาสตร์อาจไม่รู้ว่าท่านเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๔ ของรัชกาลที่ ๕

     ทรงเป็นนักศึกษาวิชาทหารที่สอบไล่ได้ที่ ๑ และทำคะแนนได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก Corps de Pages ณ ประเทศรัสเซีย

     ทรงจัดตั้งกิจการการบิน และส่งนายทหาร ๓ นายไปศึกษาวิชาการบินที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการวางรากฐานกำลังทางอากาศไทย และได้รับการยกย่องเป็น ‘พระบิดาแห่งกองทัพอากาศไทย’

     ทรงเป็นพระราชโอรสองค์โปรดของรัชกาลที่ ๕

     ขณะเดียวกันก็เป็นพระราชโอรสที่สร้างความขัดเคืองพระทัย เนื่องจากทรงเสกสมรสกับ ‘ฝรั่ง’

     นี่คือบางมิติของชีวิตสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ใน ‘จักรพงษ์นิทรรศน์’ ซึ่งมีทั้งเรื่องราวน่ายินดี เศร้าโศก และโชคชะตา

     เฉกเช่นมนุษย์คนหนึ่งจะพบเผชิญในช่วงชีวิต

 

การกลับมาของเอกสารและจดหมายที่หายไป

     ในโลกทุกวันนี้ เราสามารถค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ได้ในอินเทอร์เน็ต

 

 

     เช่น ทรงประสูติเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๖

     หรือทรงมีชื่อเล่นว่า ‘ทูลกระหม่อมเล็ก’

     และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำความรู้จักสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ

     แต่ถ้าคุณอยากรู้จักและใกล้ชิดมากกว่านี้

     ‘จักรพงษ์นิทรรศน์’ นิทรรศการที่แสดงเรื่องราวผ่านพระราชหัตถเลขา (จดหมาย) ลายพระหัตถ์ เอกสาร และสิ่งของหายากต่างๆ ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ

     น่าจะช่วยให้คุณเห็นภาพได้ชัดขึ้น

 

 

     ชัดทั้งในแง่พระประวัติ ผลงาน รวมถึงประวัติศาสตร์ช่วงสำคัญของสยามในขณะนั้น

     และความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่าง ‘ลูกชาย’ และ ‘พ่อ’ ผ่านจดหมายที่ทั้งสองเขียนถึงกันราว ๒๒๕ ฉบับ ตลอดระยะเวลา ๑๕ ปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๙ เมื่อครั้งเสด็จไปทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษเพื่อเล่าเรียนภาษาอังกฤษ ตราบจนรัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคตใน พ.ศ. ๒๔๕๓

 

     “เมื่อข้าพเจ้าอายุได้ ๑๕ ปี คุณแม่ป่วยหนักและกำลังจะเสียชีวิตที่บ้านในมณฑลคอร์วอลล์ ข้าพเจ้ายังจำภาพที่แม่กำลังจัดเรียงเอกสารเหล่านี้ในกล่องและพยายามจัดพระราชหัตถเลขาและลายพระหัตถ์เหล่านี้ ราว ๑๔ ปีหลังจากนั้น ข้าพเจ้ามาพำนักในกรุงเทพฯ โดยกำลังค้นข้อมูลสำหรับหนังสือเรื่อง ‘แคทยาและเจ้าฟ้าสยาม’ ซึ่งตอนนั้นข้าพเจ้าเริ่มรู้ว่ามีเอกสารบางฉบับได้สูญหายไป”

 

     หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ หรือ ‘คุณแม่ฮิวโก้’ ซึ่งเป็น ‘หลาน’ ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เขียนถึงที่มาของพระราชหัตถเลขาลายพระหัตถ์ของรัชกาลที่ ๕ และ ‘คุณปู่’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการไว้ในคำนำหนังสือ ถึง ลูกชายเล็ก ซึ่งจัดพิมพ์และเปิดตัวครั้งแรกพร้อมกับนิทรรศการครั้งนี้

 

หนังสือ ‘ถึง ลูกชายเล็ก’ ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๖๐, สำนักพิมพ์ริเวอร์ บุ๊คส์

 

     ส่วนเอกสารที่สูญหายไปได้ปรากฏอีกครั้งเมื่อมีข่าวการประมูลของสำนักการประมูลคริสตีส์ ในกรุงลอนดอน เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๘

     หลังทราบข่าว หม่อมราชวงศ์นริศราได้พยายามทุกวิถีทางในการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ และทำการอายัดการประมูลได้สำเร็จ

 

     ‘บริษัทประมูลระดับโลกยอมอ่อนข้อ ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ประกาศระงับการประมูลพระราชหัตถเลข ร.๕ และเอกสารประวัติศาสตร์ของไทยอย่างเป็นทางการแล้ว’

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๘

 

     ปัจจุบันเอกสารทางประวัติศาสตร์ชุดนี้ถูกเก็บรักษาเป็นอย่างดีที่หอสมุดแห่งชาติอังกฤษ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

 

สมุดบันทึกของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาท ที่จัดแสดงใน ‘จักรพงษ์นิทรรศน์’

 

     คุณสามารถชมเอกสารบางส่วนได้ใน ‘จักรพงษ์นิทรรศน์’ หรืออ่านข้อความในพระราชหัตถเลขาทั้งหมดได้ใน ถึง ลูกชายเล็ก หนังสือที่เปิดเผยเกร็ดและเบื้องลึกประวัติศาสตร์สยาม ผ่านข้อความในจดหมายที่รัชกาลที่ ๕ และสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เขียนถึงกัน

     เหมือนเช่นเรื่องราวบางตอนในจดหมายนี้…

 

ถึงเล็ก… ‘พ่อคิดถึงเล็กแลบ่นถึงตลอดทาง’

     ในพระราชหัตถเลขาที่เขียนถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ รัชกาลที่ ๕ มักขึ้นต้นด้วยคำว่า

     ‘ถึงเล็ก’

     ข้อความในพระราชหัตถเลขาหลายฉบับแสดงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างพ่อในฐานะพระเจ้าแผ่นดินกับพระราชโอรส

     นอกจากจำนวนจดหมายที่เขียนถึงกันหลายร้อยฉบับ และระยะเวลาที่เขียนหากันอย่างสม่ำเสมอ

     ข้อความในจดหมายที่ยกมานี้เป็นพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ ๕ เขียนขึ้นระหว่างเสด็จประพาสเกาะชวา ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเสด็จพระราชดำเนินไปสิงคโปร์ เพื่อทรงส่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เดินทางไปศึกษาต่อในสหราชอาณาจักร เหมือนเช่นที่ทรงส่งพระราชโอรสองค์อื่นๆ ไปศึกษาในยุโรป เพื่อให้ชนชั้นปกครองตะวันตก (โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศสที่กำลังออกล่าอาณานิคม) เห็นว่าคนไทยก็ปกครองบ้านเมืองตนเองได้ไม่แพ้ฝรั่ง

     นี่คือครั้งแรกที่ ‘พ่อ’ และ ‘ลูกชาย’ อยู่ห่างกัน

     และเป็นหลักฐานที่แสดงว่า รัชกาลที่ ๕ โปรดพระราชโอรสองค์นี้เพียงใด

 

รัชกาลที่ ๕ ฉายร่วมกับสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ที่กรุงลอนดอน พ.ศ. ๒๔๔๐ ขณะที่พระราชโอรสพระองค์นี้ประทับที่อังกฤษเพื่อทรงศึกษาภาษาอังกฤษและรัสเซีย ก่อนที่จะเสด็จไปทรงศึกษาวิชาการในรัสเซียต่อไป

 

Hotel van Horek Garoet

๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๙

     ถึงเล็ก

     พ่อไม่มีเวลาที่จะลืมเสียได้เลย ยิ่งไปขี่ม้าคราวใด ต้องบ่นถึงเล็กทุกครั้ง ได้รับหนังสือเขียนที่โกลัมโบนี่ พ่อชอบใจในถ้อยคำที่เล่าได้ให้ใครๆ ดู เขาชมว่า เล็กแต่งหนังสือดี…

     จุฬาลงกรณ์          

(ถึง ลูกชายเล็ก, หน้า ๒๒)

 

เรือพระที่นั่งมหาจักรี

๓๐ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๑๕

     ถึงเล็ก

     …แต่มาในเรือนี้ กินข้าวไม่ได้มาสองวัน แต่เริ่มเสียเมื่อถึงสะมารังสองวัน รวมเป็นสี่วัน ดูโรเรไปหน่อย กลัวจะผอมเสีย วันนี้ค่อยฟื้นขึ้น พ่ออ้วนสบายแข็งแรงขึ้นมาก ขึ้นม้าคล่องกว่าเมื่อไปราชบุรีหลายเท่าแลขี่ม้าวันยังค่ำ ไม่สู้เหน็ดเหนื่อย ท้องก็ดีเป็นปกติ แต่ถ้าถูกข้าวถูกพริกเข้าไปมากๆ ชวนจะท้องเสีย อาหารอย่างโก้หร่าน ดูสบายกว่า เว้นแต่ถ้าไม่อร่อยก็กินไม่ได้เลย

     จดหมายนี้ยืดยาวมากแล้วขอจบที พ่อคิดถึงเล็กแลบ่นคิดถึงตลอดทาง ลืมบอกไปอย่างหนึ่งว่า ได้เข้าไปใกล้เขาจักรภูวโนที่แขวงบันยูมาส (Banyumas) เรียกว่า ‘เขาลูกชายเล็ก’

จุฬาลงกรณ์ ปร.          

(ถึง ลูกชายเล็ก, หน้า ๔๔)

 

ความรักที่พระราชบิดาไม่ทรงโปรด

     หลังทูลกระหม่อมเล็กเดินทางไปศึกษาที่อังกฤษได้หนึ่งปี พ.ศ. ๒๔๔๐ รัชกาลที่ ๕ ก็ออกเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก และได้เสด็จเยี่ยม ‘พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ แห่งรัสเซีย’ ซึ่งเป็นพระสหายแต่เมื่อครั้งพระเจ้าซาร์ฯ เสด็จเยือนเมืองไทยเมื่อ ๗ ปีก่อน (พ.ศ. ๒๔๓๓)

     การพบกันของสหายรักทั้งสองพระองค์ครั้งนั้น พระเจ้าซาร์ฯ ได้ทรงชักชวนด้วยไมตรีจิตให้รัชกาลที่ ๕ ส่งพระราชโอรสมาศึกษาในประเทศรัสเซีย ซึ่งพระองค์ยินดีอุปการะเสมือน ‘พระญาติ’ ในราชวงศ์โรมานอฟ

     หนึ่งปีให้หลัง (มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๑) รัชกาลที่ ๕ จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก ณ ประเทศรัสเซีย โดยหารู้ไม่ว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นความรักของทูลกระหม่อมเล็กกับ ‘สตรีฝรั่ง’ ที่พระองค์ไม่ทรงปรารถนาให้เกิดขึ้น

 

หม่อมแคทยา (บ้างก็เรียก ‘คัทริน’) กับสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ

 

     ระหว่างศึกษาวิชาทหารที่ประเทศรัสเซีย สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ได้พบรักกับ แคทยา เดสนิตสกายา พยาบาลชาวรัสเซีย และวางแผนจะใช้ชีวิตด้วยกัน

 

     ถึง น้อง

     บ่ายวันนี้ พี่ยุ่งมากและไม่สามารถส่งโทรเลขหาน้องได้ จึงเขียนจดหมายมาหาแทน โปรดมาที่บ้านเอลิซาเวต้าอีวานอฟน่าเพื่อทานอาหารเย็นด้วยกัน เธอจะมีความสุขมาก เพราะเธอคอยถามพี่ว่า น้องของพี่จะมาเมื่อไหร่ตลอดเวลาเลย สำหรับพี่แล้ว น้องก็รู้อยู่แล้วว่า พี่ชอบมีน้องอยู่เป็นเพื่อนมากแค่ไหน จริงๆ แล้ว อยากเจอตอนนี้เสียเลยด้วยซ้ำ…

พี่          

(ถึง ลูกชายเล็ก, ลายพระหัตถ์สมเด็จฯ เจ้าจักรพงษ์มีถึงแคทยา ปลาย พ.ศ. ๒๔๔๘ – ต้น พ.ศ. ๒๔๔๙ หน้า ๓๗๘)

 

     ให้ห้วงแห่งรัก ทั้งสองตกลงใจแต่งงานกันที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล โดยมิได้กราบทูลให้พระราชบิดาทรงทราบ เนื่องจากรัชกาลที่ ๕ ไม่ทรงปรารถนาให้พระราชโอรสมีคู่เป็น ‘ฝรั่ง’

     พ.ศ. ๒๔๔๙ เมื่อสำเร็จการศึกษา สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เสด็จฯ กลับสยาม ได้ทรงพาหม่อมแคทยากลับเมืองไทย แต่ด้วยความที่รู้ใจพระราชบิดา จึงทรงให้หม่อมแคทยาพักอยู่ที่สิงคโปร์เป็นการชั่วคราว และเสด็จกลับกรุงเทพฯ เพียงพระองค์เดียว

 

หม่อมแคทยา

 

     ทว่าในโลกไม่มีความลับใดที่ปิดได้มิด ไม่นานก็มีข่าวลือมายังกรุงเทพฯ เมื่อรัชกาลที่ ๕ และสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ทรงทราบเรื่องก็ทรงกริ้วเป็นที่สุด

 

๑๖ มิถุนายน ร.ศ. ๑๒๕

     ถึงเล็ก

     พ่อได้รับหนังสือที่มีมานั้น ได้อ่านด้วยใจหวั่นไหวเป็นอันมาก ในอาการที่พ่อเปนเช่นนั้น ไม่ใช่เปนแต่เพราะความโกรธ ที่จริงมีความเศร้าเสียใจมากกว่าโกรธ เพราะเหตุว่า ความรักของพ่อไม่อยู่แก่ตัวประการใด เล็กย่อมทราบหมดแล้ว ธรรมดารักย่อมปรารถนาแต่จะเหนความเจริญของคนที่รัก เมื่อมาเหนคนซึ่งเปนที่รักตั้งอยู่ในฐานะที่น่าเก้อขวย ก็ย่อมนึกกระดากกระเคืองใจแทน แลย่อมมีความปรารถนาจะให้เปนที่นิยมนับถือ แลเปนที่มั่นใจของคนทั้งปวง มาเห็นตกอยู่ในที่คนไม่นิยมฤาหนักใจไป จนไม่วางใจ เพราะเหนว่า เอาแต่ใจตน ไม่นึกถึงการที่มีผล เปนคุณฤา เปนโทษ ปราศจากวิจารณ…

     …การซึ่งมิได้บอกให้รู้ว่า คิดอย่างไร เหมือนกับนิ่งโกรธ ก็เพราะเหนว่า เล็กไม่ต้องการจะฟัง อีกประการหนึ่งพ่อก็เปนผู้ชาย เคยรักเคยคลั่งผู้หญิงมาเหมือนกัน ย่อมรู้ใจกันอยู่ว่า การที่จะหักหาญ มันยากที่จะได้ผลดีจึงได้แต่นิ่ง กำหนดใจไปว่า เมื่อใดจะรู้สึกตัวว่า ดำเนิรอยู่ในทางที่ไม่พึงปรารถนาเพราะไม่เป็นคุณแก่ตัว…

จุฬาลงกรณ์          

(ถึง ลูกชายเล็ก, หน้า ๓๘๘)

 

     พระราชหัตถเลขาระหว่างรัชกาลที่ ๕ และพระราชโอรสในช่วงนี้มีถ้อยความแห่งความโกรธ ไม่พอพระราชหฤทัย และทรงมีไปถึงกันไม่บ่อยนัก

 

‘พ่อไม่ได้พบนาน ก็ออกจะคิดถึง’ ความสัมพันธ์ที่มิอาจตัดขาด

     กระทั่งเวลาผ่านไปราว ๒ ปี มรสุมที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งนั้นดูเหมือนจะอ่อนกำลังลง

     พ.ศ. ๒๔๕๒ รัชกาลที่ ๕ ทรงมีปฏิกิริยาที่อ่อนลง เริ่มทรงปรึกษาสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถในเรื่องต่างๆ เช่น การจัดงานเลี้ยงพระราชทานเลี้ยงราชวงศ์ต่างประเทศ

 

๒๖ กุมภาพันธ์ ร.ศ .๑๒๗

     เล็ก

     ถึงจะมีเคืองมีฉุนเป็นครั้งคราว พ่อไม่ได้พบนาน ก็ออกคิดถึงเช่นที่บอกนั้น ถ้าหากว่า จะเปนได้ วันเสารให้มากินเข้าด้วยวิกละครั้ง จะเปนที่สบายใจดี

สยามินทร์          

(ถึง ลูกชายเล็ก, หน้า ๓๙๔)

 

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ พระองค์จุลฯ และหม่อมแคทยา

 

     อีกหนึ่งปีต่อมา (พ.ศ. ๒๔๕๓) จากที่ไม่ทรงรับพระนัดดาองค์ใหม่เป็นหลานอย่างเปิดเผย ในที่สุดรัชกาลที่ ๕ ก็โปรดให้พระนัดดาเข้าเฝ้า

     พระนัดดาที่หมายถึงนี้คือ ‘พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์’ (ตาของฮิวโก้) ซึ่งในขณะนั้นมีอายุ ๒ ขวบ

 

     “วันนี้ฉันได้พบกับหลานชายของเธอ ดูน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนพ่อ ฉันรู้สึกรักและหลงใหลคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นสายเลือดเชื้อไขของฉันเอง”

 

     ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อและลูกชายเริ่มกลับฟื้นคืนขึ้นอีกครั้ง แต่ทว่าในปีเดียวกันนั้น กลับมี ‘ข่าวร้าย’ ที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้น

 

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ในฉลองพระองค์เต็มยศทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์พร้อมพระมาลา ซึ่งได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ ๕ ก่อนสวรรคตไม่นาน ภาพนี้ฉายหลังจากนั้นไม่นาน ยังติดปลอกแขนทุกข์ด้วย (ถ่ายจากหนังสือ ถึง ลูกชายเล็ก)

 

จดหมายฉบับสุดท้าย

๓๐ กันยายน ร.ศ. ๑๒๙

     ลูกชายเล็ก

     ส่งใบสอบไล่ของเอียดเล็กมานั้น ได้ดูแล้ว ซึ่งได้ความรู้มากขึ้นเท่าใด พ่อยิ่งดีใจเท่านั้น ข้อซึ่งบกพร่องบางอย่างด้วยสันดานเองนั้น ก็เปนจนใจอยู่ แต่ยังได้อย่างหนึ่ง ก็ยังดี

สยามินทร์          

(ถึง ลูกชายเล็ก, หน้า ๔๒๐)

 

     นี่คือข้อความในพระราชหัตถเลขาฉบับสุดท้ายของรัชกาลที่ ๕ ที่เขียนถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ

     ‘เอียดเล็ก’ ที่กล่าวถึงในจดหมายคือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ ‘น้องชายของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ’

     โดยจดหมายฉบับนี้เป็นฉบับที่เขียนตอบกลับ หลังสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถเขียนมารายงานผลการศึกษา พร้อมแนบใบตอบในการสอบไล่วิชาของ ‘เอียดเล็ก’ ทั้ง ๔ วิชาคือ พงศาวดารโรมัน, พงศาวดารการประเทศอิตาลี, กฎหมายนานาประเทศ และวิชาฟิสิกส์

     ราว ๓ สัปดาห์ต่อมา หรือ ๒๓​ วัน นับจากวันที่ลงในจดหมายฉบับสุดท้าย รัชกาลที่ ๕ ก็เสด็จสวรรคตในวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓

     ปิดฉากการติดต่อกันผ่านจดหมายระยะเวลา ๑๔ ปีที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย

 

ราชกิจจานุเบกษา, ข่าวเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, เล่ม 27, ตอน 0ง, 30 ตุลาคม พ.ศ. 2453, หน้า 1782

 

     ส่วนสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ หลังเรียนจบจากรัสเซียก็เข้ารับราชการตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ ก่อนจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นลำดับ พร้อมกับจัดการระเบียบแบบแผน แนวทาง หลักสูตรในด้านการทหาร (โดยเฉพาะทหารบก) ให้เป็นเยี่ยงอารยประเทศ ซึ่งเป็นไปตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ ๕ ที่หวังให้พระราชโอรสไปเรียนเมืองฝรั่งเพื่อกลับมาพัฒนาชาติบ้านเมือง

 

‘พงษาวดารยุทธศิลปะ’ หนังสือเกี่ยวกับวิธีการจัดกองทัพบกและการศึกในยุคสมัยต่างๆ เรียบเรียงโดย สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ

 

     ดูเหมือนจะมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่ขัดพระราชประสงค์อย่างรุนแรง คือการมีพระชายาเป็น ‘ฝรั่ง’

     ถามว่าทำไมรัชกาลที่ ๕ ถึงทรงกริ้วยิ่งนัก

     หนังสือ ลอกคราบเสด็จพ่อ ร.๕ โดย ส.ศิวรักษ์ เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ว่า

 

     …สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถนั้นเล่า ก็ทรงแหวกแนวไปเสกสมรสกับนางต่างด้าว ซึ่งในสมัยนั้นถือกันว่าเป็นการแปรพักตร์ในทางจงรักภักดีไปเอาเลย…

(ลอกคราบเสด็จพ่อ ร.๕, หน้า ๓๓)

 

     ถึงแม้ในช่วงหลังของชีวิตสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ จะมีเรื่องขัดพระราชหฤทัยพระราชบิดา แต่ความรู้สึกเบื้องลึกในหัวใจของลูกชายที่สูญเสียพ่อคงเอ่อล้นด้วยความอาลัย

     เหมือนเช่น ‘ประโยค’ ที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ มักจะทรงเขียนไว้ในจดหมายถึงพระราชบิดาเสมอๆ ระหว่างศึกษาอยู่ต่างประเทศ

     ‘…ข้าพระพุทธเจ้ามีความสุขสบายดีและมีความระลึกถึงทูลกระหม่อมอยู่เสมอ…’

ข้าพระพุทธเจ้า          

จักรพงษ์               

 

พระบรมฉายาลักษณ์สุดท้ายที่ฉายก่อนเสด็จสวรรคตไม่นานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ภาพถ่ายจากหนังสือ ถึง ลูกชายเล็ก)

 

อนิจจาความรักในวังปารุสก์

     หม่อมแคทยา แม้จะเป็นชายาพระราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดิน แต่ด้วยความที่เป็น ‘ฝรั่ง’ เธอจึงไม่ได้รับการยอมรับ และมีชีวิตเฉกเช่น ‘เจ้าที่ไม่ใช่เจ้า’

     ตลอดระยะเวลา ๔ ปี (พ.ศ. ๒๔๔๙-๒๔๕๓) จากวันที่หม่อมแคทยาเข้ามาในสยาม และใช้ชีวิตร่วมกับสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ณ วังปารุสกวัน จนถึงวันที่รัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคต เธอไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ พระราชบิดาของสวามีอย่างสะใภ้หลวงเลยสักครั้ง

     แม้ชีวิตในวังของหม่อมแคทยาจะผ่านไปด้วยความราบรื่น แต่ลึกลงไปในจิตใจใครจะรู้

     ปีทั้งปี หม่อมแคทยาแทบไม่ได้ย่างเท้าออกจากวัง เว้นแต่ไปนั่งรถยนต์เล่นในยามค่ำคืน

     ข้อจำกัดนานัปการ เพราะความเป็น ‘ฝรั่ง’ ซึ่งขัดต่อโบราณราชประเพณี ทำให้เจ้าฟ้าชายทรงเห็นพระทัยหม่อมแคทยา และทรงทำทุกอย่างเพื่อให้เธออยู่อย่างเป็นสุขและสะดวกสบาย

     ด้านหม่อมแคทยาเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมไทย ทั้งเรื่องกิริยามารยาทแบบชาววัง และเรียนรู้ภาษาไทยจนถึงขั้นอ่านออกเขียนได้

     ความกดดันที่เพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อยทั้งจากภายในและภายนอก โดยเฉพาะการล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟ (พ.ศ. ๒๔๖๐) หม่อมแคทยาเริ่มมีสุขภาพเสื่อมโทรมลง แท้งติดกัน ๒ ครั้ง เธอจึงขอเดินทางไกลไปพักกายและใจอยู่ที่ปักกิ่งกับพี่ชาย

     เมื่อไม่มีชายา สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถก็ทรงมีโอกาสได้คุ้นเคยกับสตรีจากวังอื่นมากขึ้น

     หนึ่งในนั้นคือหม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาศ รพีพัฒน์ พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พี่ชายต่างมารดา) ซึ่งขณะนั้นอายุ ๑๖ ปี

 

หม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาศ รพีพัฒน์ และสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ

 

     ความรักที่เคยหวานชื่นกลับมีรสชาติเป็นอื่น

     พ.ศ. ๒๔๖๒ หม่อมแคทยาได้หย่าขาดกับสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ

     ปิดฉากชีวิตคู่ ๑๒ ปี

     รสหวานของความรักครั้งเก่าเหลือเพียงความทรงจำที่ถูกบันทึกไว้ในจดหมาย เมื่อคราวทั้งสองแรกพบกัน

 

     ถึง แคทยาเนื้อคู่ของพี่

     …ที่รัก อีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น น้องจะเป็นแคทยาของพี่คนเดียว และจะเป็นสุดที่รักของพี่ไปตลอดกาล

เล็กของน้อง

     เป็นสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ ผู้น่าชังของน้องด้วย

(ถึง ลูกชายเล็ก, ลายพระหัตถ์สมเด็จฯ เจ้าจักรพงษ์มีถึงแคทยา ปลาย พ.ศ. ๒๔๔๘ – ต้น พ.ศ. ๒๔๔๙ หน้า ๓๘๑)

 

ช่วงหลังแห่งชีวิต

     หลังหย่ากับสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ หม่อมแคทยาที่เดินทางไปหาพี่ชายที่ปักกิ่ง ก่อนจะย้ายไปพำนักที่เซี่ยงไฮ้ได้กลับไปใช้นามสกุลเดิม ใช้ชื่อว่า ‘มาดามเดสนิทสกี้’

     อาศัยค่าเลี้ยงดูเดือนละ ๑๐๐ ปอนด์อันน้อยนิดที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ประทานให้เป็นค่าเลี้ยงดูหลังหย่าร้าง เช่าบ้านเล็กๆ หนึ่งหลัง ใช้ชีวิตลำพังอย่างเข้มแข็ง

     ด้านสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ หลังหย่าร้างก็ทรงใช้ชีวิตกับหม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาศ รพีพัฒน์ อย่างเปิดเผย แล้วก็ไม่เคยได้พบกับหม่อมแคทยาอีกเลย กระทั่งเกิดเหตุให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เสด็จทิวงคต ระหว่างเสด็จประพาสทะเลฝั่งแหลมมลายูกับหม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาศได้เพียงวันเดียว ก็มีพระอาการประชวรเป็นไข้ตลอดทาง กลายเป็น ‘โรคปอดบวม’ พระอาการกำเริบหนักมิอาจทานทน จนเสด็จทิวงคตในวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๓

 

รายการอาหารมื้อสุดท้ายที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เสวยก่อนจะมีพระอาการประชวร

 

     เมื่อรู้ข่าว ‘มาดามเดสนิทสกี้’ หรือหม่อมแคทยา ได้เดินทางกลับมาร่วมงานพระศพ แล้วพบว่าโอรสของเธอ (พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์) อยู่ในความดูแลของ ‘กระหม่อมลุง’ (รัชกาลที่ ๖)

     การกลับมาสยามครั้งนี้ นอกจากได้พบหน้าลูกชายแล้ว มาดามเดสนิทสกี้ได้รับเงินส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมจากมรดกของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ด้วยพระเมตตาของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖

     และมาดามเดสนิทสกี้ตัดสินใจทิ้งอดีตทุกอย่างในสยามให้จบสิ้นไปพร้อมกับการเสด็จทิวงคตของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ

     เธอเริ่มต้นชีวิตใหม่กับวิศวกรชาวอเมริกันชื่อ ‘แฮรี่ สโตน’ ตลอดชีวิตของมาดามเดสนิทสกี้ต่อจากนี้ก็มีทั้งความสุขและทุกข์เช่นเดียวกับมนุษย์ปุถุชน แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นความสุขอย่างยิ่งของเธอคือการเดินทางไปอังกฤษ เพื่อพบโอรสซึ่งย่างเข้าวัยหนุ่ม

     ต่อมาเธอและสามีได้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ปารีส เพื่อจะได้พบพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ที่จะข้ามมาพักด้วยกันในช่วงปิดเทอม

     กระทั่งอังกฤษเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง มาดามเดสนิทสกี้ได้เดินทางกลับไปอเมริกา ซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในช่วงแรกของชีวิตคู่ ก่อนจะถึงแก่กรรมอย่างสงบเมื่ออายุ ๗๑ ปี

 

หนังสือแคทยาและเจ้าฟ้าสยาม (Katya & the prince of Siam) ตีพิมพ์ ค.ศ. 1994 ที่นำเสนอเรื่องราวของแคทเธอรีน หรือแคทยา หญิงสามัญชนชาวรัสเซีย กับสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ริเวอร์ บุ๊คส์

 

     ส่วนด้านหม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาศ หลังจากสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถเสด็จทิวงคตได้หนึ่งปี ก็ได้เสกสมรสใหม่กับหม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์ กิติยากร ซึ่งรัชกาลที่ ๖ ทรงเห็นชอบ

     และให้หม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาศ คืนมรดกทั้งหมดกลับไปให้พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์เสียก่อน จึงให้เสกสมรสได้

     พ.ศ. ๒๔๗๕ ก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร ๗ วัน (๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕) หม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาศก็มาด่วนสิ้นชีพิตักษัย ขณะมีอายุเพียง ๒๙ ปี

 

‘จักรพงษ์’ หลัง พ.ศ. ๒๔๗๕

     พ.ศ. ๒๔๗๕ คือชนวนของเหตุการณ์ที่นำไปสู่การสละราชสมบัติของรัชกาลที่ ๗ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจครั้งใหญ่ของการเมืองไทยจากกษัตริย์และขุนนางสู่คณะราษฎร

     นอกจากนี้ยังเป็นจุดเปลี่ยนเล็กๆ ของตระกูลจักรพงษ์

 

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

 

     พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งทรงเดินทางไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๖ ทรงตั้งพระทัยจะไม่รักสตรีต่างชาติ เนื่องจากรัชกาลที่ ๗ รับสั่งมาทางจดหมายว่า อย่าทำตามที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ พระบิดาทรงทำ คือการแต่งงานกับสตรีต่างด้าว

     ทว่าเรื่องหัวใจนั้นยากจะห้าม เหมือนที่เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ร้องในเพลง คนจะรักกัน

 

     ‘ห้ามน้ำไม่ไหล ห้ามไฟไม่ให้มีควัน ห้ามอาทิตย์ห้ามดวงจันทร์ หยุดแค่นั้นค่อยห้ามดวงใจ’

(คนจะรักกัน, ผู้แต่ง – พยงค์ มุกดา)

 

     พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงพบและหลงรักหม่อมเอสิสะเบธ (นามเดิม คือ Elisabeth Hunter) เมื่อครั้งไปเรียนศิลปะวาดภาพ หลังเสด็จไปดินเนอร์ร่วมกัน (ในโต๊ะดินเนอร์ครั้งนั้นมี ๔ คน อีก ๒ คนคือ พระองค์เจ้าพีระ และสตรีร่วมห้องเรียนนางหนึ่ง)

     การเปลี่ยนแปลงการปกครองในครั้งนั้น อีกนัยหนึ่งเป็นเหตุให้พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงรู้สึกเป็นอิสระจากภาระหน้าที่ตามพระราชประเพณี จึงตัดสินใจเสกสมรสกับหม่อมเอสิสะเบธ

     เมื่อเสกสมรส พระองค์ทรงดำริที่จะไม่มีบุตร อาจเพราะทรงรู้ว่าลูกที่เกิดจากการแต่งงานกับคนต่างชาติจะพบปัญหาต่างๆ นานา

เช่นข้อความในจดหมายฉบับหนึ่งที่พระองค์ทรงเขียนถึงหม่อมเอสิสะเบธ

 

     ‘ถ้าเผื่อเราแต่งงานกัน อย่ามีลูกกันเลย เพราะเด็กที่เกิดมาหลายเชื้อชาติ จะมีปัญหาตลอด’

 

     แต่หลังเสกสมรส ๑๘ ปี (พ.ศ. ๒๔๙๙) หม่อมเอลิสะเบธที่ขณะนั้นมีอายุ ๔๑ ปี ก็ตั้งครรภ์หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์

 

หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์

 

     จากนั้นอีก ๒๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๒๔) หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ ก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิด จุลจักร จักรพงษ์ ที่ต่อมาคนไทยรู้จักกันในฐานะนักแสดง นักดนตรี ชื่อ ‘ฮิวโก้’ (และยังมีลูกชายอีกคนหนึ่งชื่อ ภูวสวัสดิ์ จักรพงษ์)

     และให้หลังอีก ๓๖ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐) หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ คือผู้จัด ‘จักรพงษ์นิทรรศน์’ ณ ตำหนักสวนจิตรลดาในวังปารุสก์

 

(จากซ้ายไปขวา) จุลจักร จักรพงษ์, หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ และสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ

 

     ‘วังปารุสก์’ ที่ครั้งหนึ่งรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ สร้างให้เป็นรางวัลแด่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ หลังสำเร็จการศึกษาวิชาการทหารจากประเทศรัสเซีย

     ต่อมารัชกาลที่ ๖ ทรงเรียกกลับคืนมาเป็นของพระมหากษัตริย์ ภายหลังสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถเสด็จทิวงคต

     ก่อนตกเป็นของคณะราษฎร เป็นที่ทำการสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา ที่พักของพระยาพหลพลพยุหเสนา (ระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรีจนถึงแก่อสัญกรรม) ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕

 

พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)

 

     และเป็นที่ทำการของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์กรมตำรวจ และกองบัญชาการตำรวจนครบาลในปัจจุบัน

     ส่วนตำหนักสวนจิตรลดาซึ่งตั้งอยู่ในเขตวังปารุสก์ และเป็นที่จัด ‘จักรพงษ์นิทรรศน์’ นี้ ครั้งหนึ่งก็เคยถูกใช้เป็นสถานที่แข่งขันรายการ ‘อัจฉริยะข้ามคืน’ ตอนล้านที่ 5

 

ตำหนักสวนจิตรลดาในวังปารุสก์ในปัจจุบัน

 

     การได้มาเดินชม ‘จักรพงษ์นิทรรศน์’ นิทรรศการที่เล่าเรื่องราวชีวิตของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ตั้งแต่ประสูติจนทิวงคต (พ.ศ. ๒๔๒๖-๒๔๖๓) นอกจากจะได้รับความเพลิดเพลินด้านความรู้และเกร็ดในประวัติศาสตร์แล้ว

     ยังย้ำเตือนให้เห็น ‘ความจริง’ ของชีวิตและโชคชะตา ที่เวลาพร้อมพาและพรากทุกอย่างไปจากเรา

     อำนาจ เงินตรา เกียรติยศ ชื่อเสียง ล้วนไม่จีรังและไม่เคยอยู่ค้ำฟ้า

     แต่น่าแปลกที่ดูเหมือนมนุษย์จะไม่เคยได้เรียนรู้ความจริงข้อนี้ผ่านประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

     แต่ยังคงไล่คว้าห้ำหั่นเพื่อยื้อแย่งเอา ‘มายา’ นั้นมาเป็นของตัว   

 

อ้างอิง:

The post ‘จักรพงษ์นิทรรศน์’ ประวัติ ผลงาน โชคชะตา และความรักของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-thailand-chakrabongse-nitas/feed/ 0