อุปสงค์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/อุปสงค์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 21 Mar 2026 07:37:10 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘แบงก์ชาติ’ ชี้ปมตะวันออกกลางสร้างความเสี่ยงขาลงต่อ GDP ไทย จ่อปรับประมาณการใหม่ พร้อมเปิด 2 ฉากทัศน์ https://thestandard.co/bot-middle-east-gdp-forecast/ Fri, 20 Mar 2026 10:55:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1189677 ภาพกราฟิกโลโก้แบงก์ชาติ พร้อมตัวอักษร 'เศรษฐกิจไทย มีความเสี่ยงขาลง จ่อปรับประมาณการ พร้อมเปิด 2 ฉากทัศน์' และภาพพื้นหลังช่องแคบฮอร์มุซ

โฆษก ‘แบงก์ชาติ’ เผยปมตะวันออกกลางสร้างความเสี่ยงขาลงเศ […]

The post ‘แบงก์ชาติ’ ชี้ปมตะวันออกกลางสร้างความเสี่ยงขาลงต่อ GDP ไทย จ่อปรับประมาณการใหม่ พร้อมเปิด 2 ฉากทัศน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกโลโก้แบงก์ชาติ พร้อมตัวอักษร 'เศรษฐกิจไทย มีความเสี่ยงขาลง จ่อปรับประมาณการ พร้อมเปิด 2 ฉากทัศน์' และภาพพื้นหลังช่องแคบฮอร์มุซ

โฆษก ‘แบงก์ชาติ’ เผยปมตะวันออกกลางสร้างความเสี่ยงขาลงเศรษฐกิจไทย จ่อปรับประมาณการใหม่ในเมษายน พร้อมเปิด 2 ฉากทัศน์ โดยในกรณีฐานมองสถานการณ์อาจจบลงในครึ่งปีแรก แต่ผลกระทบจ่อลากยาว เผยชี้ Supply Shock แก้ด้วยดอกเบี้ยไม่ได้ พร้อม Look Through หากไม่ลามอุปสงค์

 

 

 

วันนี้ (20 มีนาคม) ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. เตรียมปรับประมาณการเศรษฐกิจ (GDP) ใหม่ในเมษายน เนื่องจากประมาณการ GDP ปัจจุบันที่ธปท.ประกาศไปก่อนหน้านี้เกิดขึ้นก่อนที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะปะทุขึ้น พร้อมยอมรับว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะมีความเสี่ยงขาลง (Downside Risk) กว่าที่เคยประเมินไว้

 

ชญาวดีกล่าวต่อว่า เบื้องต้น มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางน่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหลายช่องทาง เช่น ต้นทุนราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมไปถึงความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกคาดว่าจะชะลอตัวลงบ้าง ท่ามกลางปัญหาด้านการขนส่ง ที่จะผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวต่อไป เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวและเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ โดยผลกระทบจะมากน้อยเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์

 

เปิด 2 ฉากทัศน์เศรษฐกิจไทย

 

ชญาวดียังเปิดว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูงมากคล้ายกับช่วงวิกฤตโควิด-19 ทำให้การประเมินเศรษฐกิจต้องทำเป็นฉากทัศน์ (Scenario) โดยปัจจุบัน ธปท.มองว่า ในกรณีฐาน (Base Case) สถานการณ์อาจจบลงในครึ่งปีแรก แต่ผลกระทบจากราคาพลังงานน่าจะลากยาว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวสักระยะ ขณะที่ราคาพลังงานเฉลี่ยอาจอยู่ในระดับราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

สำหรับกรณีที่ดี (Better Case) สถานการณ์ความขัดแย้งอาจจบลงภายในช่วงครึ่งปีแรกเช่นกัน แต่ผลกระทบจากราคาพลังงานจะไม่ยืดเยื้อเท่า Base Case โดยราคาพลังงานเฉลี่ยอาจอยู่ที่ระดับประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ย้ำหน้าที่คุมบาทไม่ให้ผันผวน ป้องกันตลาดช็อก

 

ชญาวดียืนยันว่า ธปท.มีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาท ทั้งขาอ่อนค่า และขาแข็งค่า ไม่ให้การเคลื่อนไหวผันผวนเกินไปจนผู้ประกอบการไม่สามารถตั้งราคาได้ นอกจากนี้ยังต้องดูแลให้ตลาดการเงินยังคงทำงาน (Function) ต่อไปได้ตามปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดเกิดภาวะช็อกหรือหยุดชะงักจนไปต่อไม่ได้

 

ชี้ Supply Shock แก้ด้วยดอกเบี้ยไม่ได้

 

ชญาวดีกล่าวถึงประเด็นดอกเบี้ยนโยบายว่า ดอกเบี้ยนโยบายมีหน้าที่ยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อ นอกจากนี้ โดยตามหลักการตามตำราระบุว่า ถ้าเศรษฐกิจเผชิญกับภาวะช็อกด้านอุปทาน (Supply Shock) ธนาคารกลางสามารถมองข้ามได้ (Look Through) เนื่องจากการปรับดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้สามารถแก้ปัญหาด้านอุปทานได้ แต่ถ้าปัญหานั้นส่งผ่านไปถึงอุปสงค์ (Demand) หรือการใช้จ่ายก็ค่อยเป็นหน้าที่ของดอกเบี้ยนโยบาย

The post ‘แบงก์ชาติ’ ชี้ปมตะวันออกกลางสร้างความเสี่ยงขาลงต่อ GDP ไทย จ่อปรับประมาณการใหม่ พร้อมเปิด 2 ฉากทัศน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนตั้งเป้าปี 2026 ดัน ‘อุปสงค์ภายในประเทศ’ เป็นภารกิจหลัก พร้อมรักษาสมดุล – เดินหน้ากระตุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป https://thestandard.co/china-2026-domestic-demand-main-mission/ Tue, 09 Dec 2025 04:59:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1152661 จีนตั้งเป้าปี 2026 ดัน ‘อุปสงค์ภายในประเทศ’ เป็นภารกิจหลัก พร้อมรักษาสมดุล - เดินหน้ากระตุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

ผู้นำระดับสูงของจีนประกาศให้การกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเท […]

The post จีนตั้งเป้าปี 2026 ดัน ‘อุปสงค์ภายในประเทศ’ เป็นภารกิจหลัก พร้อมรักษาสมดุล – เดินหน้ากระตุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนตั้งเป้าปี 2026 ดัน ‘อุปสงค์ภายในประเทศ’ เป็นภารกิจหลัก พร้อมรักษาสมดุล - เดินหน้ากระตุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

ผู้นำระดับสูงของจีนประกาศให้การกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศเป็นภารกิจหลักด้านเศรษฐกิจในปี 2026 โดยมองว่าจีนจำเป็นต้องสร้าง ‘ตลาดภายในที่แข็งแรง’ เพื่อรองรับแรงส่งของเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะเดียวกันรัฐบาลยังคงท่าทีการกระตุ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การอัดฉีดครั้งใหญ่เหมือนในอดีต เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงด้านหนี้สินและเสถียรภาพการเงิน

 

โปลิตบูโรยังให้ความสำคัญกับ ‘พลังการผลิตรูปแบบใหม่’ ซึ่งสะท้อนว่าจีนยังตั้งใจรักษาความแข็งแกร่งของภาคการผลิตไว้ และจะไม่นำมาตรการคุมเข้มรุนแรงมาใช้ในอุตสาหกรรมหลัก นอกจากนี้ การกลับมาของแนวคิด “การปรับนโยบายเชิงข้ามวัฏจักร” ชี้ให้เห็นถึงการวางแผนระยะยาวมากขึ้น ทั้งด้านนโยบายการคลังและการเงินที่ยังคงท่าทีเชิงรุกและผ่อนคลายปานกลาง

 

แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้จีนต้องเน้นการบริโภคภายในมากขึ้นมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนที่หดตัวลงอย่างรวดเร็ว แม้ภาคส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์หลักที่แข็งแรงจนทำให้ดุลการค้าแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ แต่แรงกดดันจากยุโรปและหลายประเทศทำให้จีนจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลยิ่งขึ้น

 

Jacqueline Rong หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนของ BNP Paribas SA กล่าวว่า “ภาพรวมคือกระตุ้นด้านอุปสงค์และประคองด้านอุปทานไปพร้อมกัน” เธออธิบายว่าปักกิ่งกำลังพยายามสร้างสมดุลระหว่างการผ่อนคลายนโยบายการคลัง – การเงิน กับการควบคุมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพ เช่น ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น จึงคาดว่านโยบายปีหน้าจะเอนเอียงไปในทิศทาง ‘ผ่อนคลายอย่างพอประมาณ’

 

นักวิเคราะห์คาดว่าปี 2026 จีนอาจปรับลดสัดส่วนเงินสำรองของธนาคาร (RRR) ในไตรมาสแรกของปี และปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงไตรมาสสอง เพื่อประคองการบริโภคที่ยังอ่อนแรง

 

ในด้านความเสี่ยง รัฐบาลจีนลดความสำคัญของการจัดการปัญหาหนี้และความเสี่ยงภาคอสังหาริมทรัพย์ลงในลำดับวาระปี 2026 ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์มองว่าเป็นสัญญาณว่าปักกิ่งเชื่อว่าความเสี่ยงเหล่านี้เริ่มอยู่ในระดับควบคุมได้แล้ว ทำให้สามารถจัดสรรทรัพยากรการคลังไปสู่โครงสร้างพื้นฐานและนโยบายสังคมมากขึ้น
แม้เศรษฐกิจจีนโดยรวมยังเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย แต่แรงเสียดทานทางการค้ากับโลก รวมถึงนโยบายภาษีของรัฐบาลสหรัฐภายใต้ Donald Trump ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อภาคการผลิต อย่างไรก็ตาม จีนเลือกเดินหน้านโยบายกระตุ้นอย่างระมัดระวังและต่อเนื่อง โดยจะให้รายละเอียดเชิงตัวเลขเพิ่มขึ้นในช่วงการประชุมสภาประชาชนเดือนมีนาคม

 

นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมเพื่อหนุนการบริโภค ซึ่งชะลอตัวตั้งแต่เดือนมิถุนายน หลังอานิสงส์จากเงินอุดหนุนโครงการแลกรถเก่าเป็นรถใหม่เริ่มหมดแรง ขณะที่ความต้องการสินค้าคงทนลดลง ทำให้เจ้าหน้าที่หันมามองภาคบริการเป็นหมวดต่อไปในการฟื้นฟูการบริโภค

 

ภาพ: Feature China/Future Publishing via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post จีนตั้งเป้าปี 2026 ดัน ‘อุปสงค์ภายในประเทศ’ เป็นภารกิจหลัก พร้อมรักษาสมดุล – เดินหน้ากระตุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 4 ปัจจัย หนุนราคา ‘เงิน’ ร้อนแรงไม่แพ้ทองคำ สินค้าที่เคยทำกำไรมหาศาลให้ ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ เมื่อหลายทศวรรษก่อน https://thestandard.co/silver-price-boost-warren-buffett/ Wed, 22 Oct 2025 10:02:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1134151 เปิด 4 ปัจจัย หนุนราคา เงิน ร้อนแรงไม่แพ้ทองคำ สินค้าที่เคยทำกำไรมหาศาลให้ ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ เมื่อหลายทศวรรษก่อน

ตลอดทั้งปีนี้ แทบไม่มีสินทรัพย์ใดที่จะกระแสร้อนแรงเท่าก […]

The post เปิด 4 ปัจจัย หนุนราคา ‘เงิน’ ร้อนแรงไม่แพ้ทองคำ สินค้าที่เคยทำกำไรมหาศาลให้ ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ เมื่อหลายทศวรรษก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 4 ปัจจัย หนุนราคา เงิน ร้อนแรงไม่แพ้ทองคำ สินค้าที่เคยทำกำไรมหาศาลให้ ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ เมื่อหลายทศวรรษก่อน

ตลอดทั้งปีนี้ แทบไม่มีสินทรัพย์ใดที่จะกระแสร้อนแรงเท่ากับ ‘ทองคำ’ แม้ว่าเมื่อวานนี้ (21 ตุลาคม) ทองคำจะถูกเทขายอย่างหนัก แต่ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาราคาทองคำก็ยังบวกอยู่เกือบ 60%

 

แต่รู้หรือไม่ว่า อีกหนึ่งสินค้าโภคภัณฑ์ที่ร้อนแรงไม่แพ้ทองคำในปีนี้ คือ เงิน (Silver) ซึ่งราคาเคยพุ่งบวกไปกว่า 80% ก่อนที่จะถูกเทขายลงมาพร้อมกับทองคำ แต่ก็ยังบวกอยู่ได้เกือบ 70% นับจากต้นปีนี้

 

ทำไมราคาของเงินถึงพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง อะไรคือปัจจัยหนุนสำคัญ คำตอบจริงๆ แล้วอาจจะเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ตั้งแต่เมื่อ 30 – 60 ปีก่อน ในยุคที่แม้แต่นักลงทุนระดับตำนานอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็เคยเข้าไปลงทุนเช่นกัน

 

‘เงินและทองคำ’ สองสินค้าที่ร้อนแรงแห่งปี

 

ย้อนกลับไปช่วงต้นปีที่ผ่านมา ราคาต่อออนซ์ของเงินอยู่ที่ราว 29 ดอลลาร์ ก่อนจะวิ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบเกือบ 15 ปี ที่ 54 ดอลลาร์ คิดเป็นการปรับตัวขึ้นกว่า 80% ก่อนจะย่อตัวลงมาที่ 48 ดอลลาร์ ในวันนี้ (22 ตุลาคม)

 

ส่วนราคาทองคำก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน จากราคาประมาณ 2,600 ดอลลาร์ พุ่งขึ้นมาเป็นเกือบ 4,400 ดอลลาร์ พุ่งขึ้นมาเกือบ 70% ทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน

 

3 ปัจจัยหนุนราคาเงิน ที่กำลังเกิดซ้ำกับในอดีต

 

จริงๆ แล้วการลงทุนหรือเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์ ถือเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในระดับโลก และแม้แต่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่มักจะลงทุนในหุ้นเป็นหลัก ก็เคยลงทุนในเงินเช่นกัน

 

Katusa Research สถาบันวิจัยด้านการลงทุน บอกว่า ในอดีตบัฟเฟตต์เคยเข้าลงทุนในแร่เงินถึงสองครั้งใหญ่ๆ ครั้งแรกในปลายยุค 1960s ซึ่งสร้างผลตอบแทนมหาศาลกว่า 1,000% และอีกครั้งในอีก 30 ปีต่อมา ช่วงกลางทศวรรษ 1990s เมื่อเขาเห็นสัญญาณเดียวกัน โดยครั้งนั้น Berkshire Hathaway ได้เข้าซื้อแร่เงินมากถึง 129.7 ล้านออนซ์ หรือกว่า 25% ของผลผลิตทั่วโลกในขณะนั้น

 

Katusa Research ชี้ว่า ปัจจัย 3 ประการที่เคยทำให้บัฟเฟตต์ตัดสินใจเข้าซื้อเงินครั้งใหญ่ในอดีต กำลังหวนกลับมาปรากฏขึ้นพร้อมกันอีกครั้งในปัจจุบัน

 

1. อุปสงค์แซงหน้าอุปทาน (Supply Deficit) ในยุค 1990s บัฟเฟตต์ชี้ว่า “การผลิตและการนำแร่เงินกลับมาใช้ใหม่นั้น ต่ำกว่าการบริโภคอยู่ประมาณ 100 ล้านออนซ์” ซึ่งเป็นภาวะขาดดุลที่ต่อเนื่อง

 

ส่วนสถานการณ์ปัจจุบัน Katusa Research ระบุว่า ภาวะขาดดุลในปัจจุบันรุนแรงยิ่งกว่า โดยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2021-2023) ถือเป็น 3 ปีที่ตลาดแร่เงินขาดดุลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ การขาดดุลสะสมเพียง 2 ปี (ปี 2021-2022) สามารถลบล้างอุปทานส่วนเกินที่สะสมมาตลอด 11 ปีก่อนหน้าทั้งหมด และ Sprott Asset Management ยังคาดการณ์ว่าภาวะขาดดุลจะดำเนินต่อไป โดยอาจสูงถึงเฉลี่ย 200 ล้านออนซ์ต่อปี ไปจนถึงปี 2030

 

2. คลังสำรองโลหะมีค่าที่ร่อยหรอ (Dwindling Inventories) ในอดีตบัฟเฟตต์เล็งเห็นว่า แม้จะมีแร่เงินที่ถูกเก็บไว้เหนือพื้นดิน (Above Ground) จำนวนมหาศาล แต่ “คลังสำรองเหล่านั้นกำลังลดลงอย่างมีนัยสำคัญ”

 

ซึ่งปัจจุบันคลังเก็บโลหะมีค่าที่สำคัญของมีปริมาณลดลงอย่างมาก (Hemorrhaging) โดยในช่วงปี 2021-2023 คลังของ COMEX มีแร่เงินไหลออกถึง 120 ล้านออนซ์ (ลดลง 1 ใน 3) ขณะที่คลังของ LBMA (ตลาดลอนดอน) ลดลงไปกว่า 400 ล้านออนซ์ นับตั้งแต่จุดสูงสุดในปี 2021 โดยเฉพาะในเดือนมกราคม 2025 เพียงเดือนเดียว ลดลงถึง 71 ล้านออนซ์ หรือเกือบ 10%

 

3. อุปทานที่ผลิตเพิ่มได้ยาก (Inelastic Supply) บัฟเฟตต์เข้าใจดีว่าการเพิ่มกำลังการผลิตแร่เงินไม่ใช่เรื่องง่าย โดยระบุว่า “มีเหมืองแร่เงินบริสุทธิ์ (Pure Silver Mines) ค่อนข้างน้อย”

 

ในปัจจุบันอุปทานแร่เงินยังคงหยุดนิ่ง (Stagnant) โดยผลผลิตในปี 2024 น้อยกว่า ผลผลิตในปี 2014 สาเหตุหลักคือการผลิตแร่เงินน้อยกว่า 1 ใน 5 เท่านั้นที่มาจากเหมืองเงินโดยตรง ส่วนที่เหลือเป็นการผลิตในฐานะผลพลอยได้ (Byproduct) จากการทำเหมืองแร่ชนิดอื่น เช่น ทองแดง ตะกั่ว หรือสังกะสี

 

ปัจจัยที่ 4 ‘พลังงานแสงอาทิตย์’

 

นอกจาก 3 สัญญาณคลาสสิกที่กลับมาครบแล้ว Katusa Research ยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยเร่งตัวที่ 4 ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในยุคของบัฟเฟตต์ นั่นคือ ความต้องการแร่เงินจากอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

 

แร่เงินเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ และความต้องการในส่วนนี้ได้ เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ในช่วงปี 2022 – 2024 ทำให้สัดส่วนการใช้แร่เงินในอุตสาหกรรมโซลาร์พุ่งจาก 12% ของตลาด ขึ้นมาอยู่ที่ 25% ของตลาดทั้งหมด และ Sprott ประเมินว่าภายในปี 2030 อุตสาหกรรมโซลาร์เพียงอย่างเดียวจะต้องใช้แร่เงินมากถึง 370 ล้านออนซ์ต่อปี

 

ทอม แคปเลน (Tom Kaplan) มหาเศรษฐีนักลงทุนผู้ซึ่งเคยทำกำไรมหาศาลจากการลงทุนในแร่เงินในยุคเดียวกับบัฟเฟตต์ ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “บัฟเฟตต์เข้าซื้อที่ราคา 4.50 ดอลลาร์ และในที่สุดราคามันก็วิ่งกลับไปที่ 50 ดอลลาร์ คุณกำลังจะได้เห็นอะไรที่ไม่แตกต่างกันเกิดขึ้นอีกครั้งในตลาดแร่เงิน”

 

ภาพ: Bet_Noire / Getty Images

อ้างอิง:

The post เปิด 4 ปัจจัย หนุนราคา ‘เงิน’ ร้อนแรงไม่แพ้ทองคำ สินค้าที่เคยทำกำไรมหาศาลให้ ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ เมื่อหลายทศวรรษก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อไทยแทบต่ำสุดในภูมิภาค! สะท้อนเศรษฐกิจไทยฝืด-อุปสงค์ยังไม่ฟื้น? https://thestandard.co/thailand-lowest-inflation-rate-region/ Thu, 05 Sep 2024 08:42:29 +0000 https://thestandard.co/?p=979944 เงินเฟ้อไทย

ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย (Headline CPI) เดือนสิงห […]

The post เงินเฟ้อไทยแทบต่ำสุดในภูมิภาค! สะท้อนเศรษฐกิจไทยฝืด-อุปสงค์ยังไม่ฟื้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อไทย

ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย (Headline CPI) เดือนสิงหาคม 2567 ชะลอตัวเหลือ 0.35%YoY และนับว่าเป็นระดับต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์และตลาดประเมินไว้ที่ราว 0.4%

 

จากการรวบรวมข้อมูลอัตราเงินเฟ้อของภูมิภาคอาเซียน+3 (10 ประเทศสมาชิกอาเซียน รวมกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ในระดับแทบต่ำที่สุด

 

ไทยอยู่ในกลุ่มอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดในกลุ่ม EM เหตุอุปสงค์อ่อนแอ

 

ในรายงานเศรษฐกิจไทยรายเดือน (Thailand Monthly Economic Monitor) ของธนาคารโลก (World Bank) ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อไทยแม้จะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีเงินเฟ้อต่ำที่สุดในตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอและมาตรการควบคุมราคาของรัฐบาล

 

เงินเฟ้อพื้นฐานไทยยังไม่กลับไปสู่ระดับก่อนโควิด

 

รายงานของธนาคารโลก (World Bank) ระบุอีกว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ของไทย ซึ่งไม่รวมพลังงานและอาหาร ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดโรคระบาดที่ 0.7% (ตั้งแต่ปี 2559-2562) นับเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างผลผลิต (Output Gap) ว่าไทยยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

 

ทั้งนี้ เงินเฟ้อพื้นฐานไทยล่าสุด (เงินเฟ้อทั่วไปเมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) สูงขึ้น 0.62%YoY เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยจากเดือนกรกฎาคม 2567 ที่สูงขึ้น 0.52 %YoY

 

เงินเฟ้อไทย

 

อ้างอิง:

The post เงินเฟ้อไทยแทบต่ำสุดในภูมิภาค! สะท้อนเศรษฐกิจไทยฝืด-อุปสงค์ยังไม่ฟื้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุปทาน Bitcoin อาจลดลงต่ำกว่าอุปสงค์ถึง 5 เท่า หลังการ Halving รอบล่าสุด https://thestandard.co/bitcoin-supply-and-demand-after-halving/ Wed, 24 Apr 2024 07:33:19 +0000 https://thestandard.co/?p=926151

นักวิเคราะห์จาก Bitfinex ประเมินว่า หลังการ Halving ของ […]

The post อุปทาน Bitcoin อาจลดลงต่ำกว่าอุปสงค์ถึง 5 เท่า หลังการ Halving รอบล่าสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักวิเคราะห์จาก Bitfinex ประเมินว่า หลังการ Halving ของ Bitcoin ในช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมา (20 เมษายน) ความต้องการหรืออุปสงค์ของ Bitcoin มีโอกาสพุ่งแซงหน้าอุปทานของ Bitcoin กว่า 5 เท่าตัว

 

เนื่องจากการ Halving จะทำให้ผลตอบแทน Bitcoin ต่อบล็อกลดลงจาก 6.25 BTC เหลือเพียง 3.125 BTC ซึ่งจากข้อมูลของ Glassnode พบว่าอุปทานของ Bitcoin ที่เพิ่มเข้ามาในระบบต่อวันเหลือเพียง 450 BTC คิดเป็นมูลค่าประมาณ 30 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท จากที่ประมาณ 900 BTC ต่อวัน โดยอุปทานดังกล่าวยังน้อยกว่าความต้องการซื้อที่เกิดขึ้นกับ Bitcoin Spot ETF ต่อวันถึง 5 เท่าตัว

 

นักวิเคราะห์จาก Bitfinex กล่าวว่า หลังจากการ Halving จบลงไป ทำให้ปริมาณ Bitcoin ที่ถูกผลิตขึ้นมาต่อวันเหลือเพียง 40-50 ล้านดอลลาร์ต่อวัน (ประมาณ 1,400-1,750 ล้านบาทต่อวัน) และอาจลดต่ำลงไปถึง 30 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,000 ล้านบาท)

 

นักวิเคราะห์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะที่ปริมาณเงินที่ไหลเข้า Bitcoin Spot ETF ต่อวันตกอยู่ที่ราว 150 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5,200 ล้านบาท แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะเป็นตัวเลขที่ปรับตัวลดลงจากช่วงก่อนหน้าก็ตาม

 

แต่ทั้งนี้ในช่วงหลังการ Halving อาจพบว่าเหล่านักขุด (Miners) จะมีการเทขาย Bitcoin ออกมาบางส่วนเพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์และเตรียมการสำหรับการขุดในช่วงถัดจากนี้ ซึ่งจากข้อมูลของ Glassnode ชี้ว่า 6 เดือนก่อนการ Halving ปริมาณ Bitcoin ในวอลเล็ตของนักขุดจะลดลงราว 18,000 BTC ถึง 1.82 ล้าน BTC

 

จากข้อมูลของ Bitfinex ยังชี้ว่า นักลงทุนเริ่มกลับมาโอนย้ายสินทรัพย์จากแพลตฟอร์มออกไปยัง Cold Wallet เพื่อมาดูแลสินทรัพย์ของตนเองมากขึ้น (Self Custody) จากการเก็งกำไรว่าราคา Bitcoin มีโอกาสปรับตัวขึ้น ทำให้ตลาดฝั่งอุปทานอ่อนตัวลงไปอีกระดับ

 

ในวันนี้ (24 เมษายน) ราคา Bitcoin เคลื่อนไหวบริเวณ 66,985 ดอลลาร์ คิดเป็นการปรับตัวขึ้นราว 0.98% ในรอบ 24 ชั่วโมง และเป็นการปรับตัวขึ้นราว 6% นับตั้งแต่การ Halving ในขณะที่ CoinDesk 20 Index ก็มีการปรับตัวราว 7% ในทิศทางเดียวกัน

 

อ้างอิง:

The post อุปทาน Bitcoin อาจลดลงต่ำกว่าอุปสงค์ถึง 5 เท่า หลังการ Halving รอบล่าสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกจีนติดลบ 14.5% ในเดือนกรกฎาคม หนักสุดในรอบกว่า 3 ปี อีกสัญญาณตอกย้ำเศรษฐกิจจีนชะลอตัว https://thestandard.co/china-trade-exports-tumble-145-cent-july/ Tue, 08 Aug 2023 07:08:01 +0000 https://thestandard.co/?p=826892 ส่งออกจีน

จีนเผย ส่งออกในเดือนกรกฎาคมร่วงลง 14.5% เมื่อเทียบกับปี […]

The post ส่งออกจีนติดลบ 14.5% ในเดือนกรกฎาคม หนักสุดในรอบกว่า 3 ปี อีกสัญญาณตอกย้ำเศรษฐกิจจีนชะลอตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกจีน

จีนเผย ส่งออกในเดือนกรกฎาคมร่วงลง 14.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ถือเป็นการหดตัวหนักที่สุดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2020 ขณะที่การนำเข้าก็ลดลง 12.4% ท่ามกลางภาวะอุปสงค์ทั่วโลกที่อ่อนแอ นับเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลจีนกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศในช่วงที่เหลือของปี

 

วันนี้ (8 สิงหาคม) หน่วยงานศุลกากรของจีนเปิดเผยว่า ตัวเลขส่งออกในเดือนกรกฎาคมมีมูลค่าอยู่ที่ 2.81 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 14.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นับเป็นอัตราที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2020 หลังจากลดลง 12.4% ในเดือนมิถุนายน นอกจากนี้ตัวเลขดังกล่าวยังลดลงหนักกว่าการคาดการณ์ของตลาดที่ติดลบ 4.8% อย่างมากด้วย

 

ในเดือนเดียวกัน การนำเข้าของจีนก็ลดลง 12.4% จากปีก่อนหน้า เหลือ 2.01 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากลดลง 6.8% ในเดือนมิถุนายน และต่ำกว่าการคาดการณ์ที่ติดลบ 11.4%

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

  • ‘Global Trade Recession’ จับสัญญาณโลกเข้าสู่ภาวะ ‘การค้าถดถอย’ ท่ามกลางความท้าทายครั้งใหญ่ ตั้งแต่เอลนีโญถึงสงครามการค้า: https://thestandard.co/global-trade-recession/
  • ส่งออกไทยติดลบ 9 เดือนติด! หดตัว 6.4% ในเดือนมิถุนายน ด้านพาณิชย์-สรท. มองเดือนกรกฎาคมมีโอกาสพลิกบวกได้: https://thestandard.co/thai-exports-were-negative-for-9-months/
  • Krungthai COMPASS – SCB EIC เตือนส่งออกไทยอาจยังเผชิญความเสี่ยงในครึ่งปีหลัง แม้มีแรงหนุนจากฐานต่ำ จับตาจีนฟื้นตัว: https://thestandard.co/krungthai-compass-scb-eic-export/

 

โดยการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนและเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศผู้ให้การสนับสนุนหลักแก่ภาคการส่งออกของจีน เมื่อต้นปีนี้ลดลงถึง 21.43% ในเดือนกรกฎาคม เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นับเป็นการลดลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน

 

ขณะที่การส่งออกไปยังสหภาพยุโรปก็ลดลง 20.62% เมื่อเทียบเป็นรายปี ส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 12 แล้ว โดยอยู่ที่ติดลบ 23.12% ในเดือนกรกฎาคม

 

ด้านนักวิเคราะห์จาก Capital Economics กล่าวว่า “การส่งออกของจีนในเดือนกรกฎาคมหดตัวมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเกิดโรคระบาด แต่การลดลงล่าสุดส่วนใหญ่สะท้อนถึงมูลค่าที่ลดลงมากกว่าปริมาณ ซึ่งยังคงสูงกว่าแนวโน้มก่อนเกิดโรคระบาด

 

“เราไม่มั่นใจว่าจุดแข็งที่คงเหลืออยู่นี้ (ปริมาณการส่งออกที่ยังสูงกว่าช่วงก่อนโควิด) จะคงอยู่ได้ต่อไป จากหลักฐานที่กว้างขึ้นว่าอุปสงค์สินค้าทั่วโลกกำลังลดลง เนื่องจากผู้คนหันไปใช้จ่ายเงินกับบริการมากขึ้นแล้วหลังเกิดการระบาด และนโยบายการเงินที่ตึงตัวยังส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของบริโภค” Capital Economics ระบุ

 

นอกจากนี้อุปสงค์ในจีนก็ได้อ่อนแอเช่นกันเมื่อเร็วๆ นี้ โดยปริมาณการนำเข้าได้ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปี ในเดือนกรกฎาคม การสนับสนุนด้านนโยบายจึงควรช่วยแก้ไขจุดอ่อนนี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

อ้างอิง: 

The post ส่งออกจีนติดลบ 14.5% ในเดือนกรกฎาคม หนักสุดในรอบกว่า 3 ปี อีกสัญญาณตอกย้ำเศรษฐกิจจีนชะลอตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
การผลิตทั่วโลกกำลังหดตัว หลังอุปสงค์ลดลงจากผลของเงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะลอตัว https://thestandard.co/global-production-is-shrinking/ Mon, 12 Jun 2023 04:22:41 +0000 https://thestandard.co/?p=801967 การผลิต หดตัว

CNN รายงานอ้างอิงการสำรวจธุรกิจล่าสุดของ S&P Global […]

The post การผลิตทั่วโลกกำลังหดตัว หลังอุปสงค์ลดลงจากผลของเงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะลอตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
การผลิต หดตัว

CNN รายงานอ้างอิงการสำรวจธุรกิจล่าสุดของ S&P Global ว่าบรรดาผู้ผลิตทั่วโลกกำลังต่อสู้กับอุปสงค์ที่ลดลงเนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมลดลง โดยข้อมูลจากโรงงานต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาและทั่วยุโรปพบว่า คำสั่งซื้อใหม่สำหรับสินค้าที่ผลิตในเดือนพฤษภาคมลดลง และคำสั่งการผลิตส่วนใหญ่ที่มีเป็นคำสั่งซื้อที่ค้างอยู่ และยังไม่มีความชัดเจนว่างานในมือที่ค้างอยู่เหล่านี้จะสามารถค้ำจุนอุตสาหกรรมทั่วโลกได้นานแค่ไหน

 

ข้อมูลของ S&P Global แสดงให้เห็นว่าภาคการผลิตของสหรัฐฯ ชาติเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เข้าสู่ภาวะหดตัวในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่การสำรวจที่คล้ายกันซึ่งออกโดยสถาบันการจัดการด้านอุปทาน (Institute for Supply Management) แสดงให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมการผลิตหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 ในเดือนพฤษภาคม และเป็นอัตราการหดตัวที่เร็วกว่าเดือนก่อนหน้า

 

นอกจากนี้ ข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังแสดงให้เห็นว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นของการชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงพาณิชย์รายงานว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานไม่รวมการขนส่ง ซึ่งเป็นหมวดที่มีความผันผวน ลดลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันในเดือนเมษายน หากไม่รวมกลาโหมยอดสั่งซื้อของโรงงานลดลงในช่วง 4 เดือนจาก 6 เดือนที่ผ่านมาจนถึงเดือนเมษายน

 

ขณะที่บรรดาผู้ผลิตในยุโรปเผชิญกับการผลิตตามคำสั่งซื้อใหม่และยอดคงเหลือทั้งหมดลดลงในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากภาคส่วนดังกล่าวหดตัวในอัตราที่เร็วขึ้น โดยข้อมูลตามตัวเลขของ S&P Global ซึ่งวัดจากผลผลิตของผู้ผลิตเหมืองและบริษัทสาธารณูปโภคพบว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมของประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร 20 ประเทศลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมีนาคม

 

ด้านสถานการณ์ในจีนก็ไม่ได้ดีไปกว่าสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปสักเท่าไรนัก รายงานระบุว่า แม้สภาพธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตของจีนจะปรับตัวดีขึ้นในเดือนพฤษภาคม ตามดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของ Caixin แต่ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นความโล่งใจชั่วคราว เนื่องจากข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการส่งออกจากจีนลดลง 7.5% ในเดือนพฤษภาคมจากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 

 

นักวิเคราะห์มองว่า ตัวเลขการค้าที่สั่นคลอนของจีนสะท้อนถึงอุปสงค์ที่อ่อนแอสำหรับสินค้าจีน ยังไม่นับรวมปัญหาทางเศรษฐกิจอื่นๆ ที่จีนกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการว่างงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการตกต่ำในภาคอสังหาริมทรัพย์

 

JPMorgan Global Manufacturing PMI รายงานการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้ผลิตทั่วโลก พบว่าความเชื่อมั่นดังกล่าวลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม โดย Ariane Curtis นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกที่ Capital Economics ชี้ว่า แม้กิจกรรมในภาคการผลิตจะดูดีขึ้นบ้างในเดือนพฤษภาคม แต่สาเหตุหลักมาจากการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นในตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่บางแห่งเท่านั้น ซึ่งแนวโน้มของอุตสาหกรรมโดยรวมยังคงมืดมน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสั่งซื้อส่งออกใหม่ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

 

รายงานระบุว่า ความอ่อนแอที่เกิดขึ้นในภาคการบริโภคทั่วโลกส่วนหนึ่งเป็นผลจากสถานการณ์โควิดในช่วงปี 2020 ซึ่งผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้ามากขึ้น เพราะโดนบังคับให้ลดการใช้จ่ายด้านบริการ ส่งผลให้ยอดสั่งซื้อของผู้ผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ บรรดาผู้บริโภคได้เปลี่ยนการจับจ่ายหาซื้อสินค้ากลับไปใช้จ่ายในภาคบริการ โดยนักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องไปสู่การใช้จ่ายด้านบริการประกอบกับสภาวะทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นเนื่องจากธนาคารกลางขึ้นอัตราดอกเบี้ยสร้างปัญหาให้กับผู้ผลิตสินค้า

 

ขณะเดียวกัน แม้ว่าการที่จีนสามารถเปิดประเทศจะช่วยให้เศรษฐกิจโลกมี ‘โมเมนตัมใหม่’ แต่การฟื้นตัวของจีนที่ชะลอลงทำให้ความสามารถในการที่จีนจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจโลกลดลง

 

Tom Garretson นักยุทธศาสตร์พอร์ตโฟลิโออาวุโสของ RBC Wealth Management US พบว่า ความต้องการสินค้าทั่วโลกลดลงในขณะนี้ เนื่องจากแนวทางการบริโภคที่เปลี่ยนการบริโภคสินค้าเป็นบริการ ขณะที่การเติบโตของจีนก็ไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้ 

 

ยิ่งไปกว่านั้นการที่บรรดาธนาคารกลางชั้นนำทั่วโลก นำโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงทำสงครามกับอัตราเงินเฟ้อต่อไป ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นจะไปควบคุมอัตราเงินเฟ้อ โดยอุปสงค์ที่เย็นลงทำให้ธนาคารต้องเข้มงวดกับมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของตนในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากความล้มเหลวของธนาคารภูมิภาค 3 แห่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาในสหรัฐฯ ขณะที่เงื่อนไขด้านสินเชื่อก็เข้มงวดขึ้นในยูโรโซนด้วยเช่นกัน หลังจากการควบรวมกิจการระหว่างธนาคารสวิส Credit Suisse และ UBS

 

สินค้าคงทน (Durable Goods) ซึ่งหมายถึงสินค้าที่มีอายุอย่างน้อย 3 ปี เช่น รถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามักจะซื้อด้วยระบบเครดิตสินเชื่อเป็นหลัก ดังนั้น เงื่อนไขสินเชื่อที่เข้มงวดจึงมีผลผูกพันกับผู้ผลิตอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การที่ผู้ผลิตทั่วโลกปรับลดจำนวนพนักงานลง หากความต้องการสินค้ายังคงอ่อนตัวลงทำให้คำสั่งซื้อหดตัวลงอีก

 

จนถึงขณะนี้หลายประเทศเริ่มรายงานสถานการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวหรือเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ยุโรป และจีน 

 

ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณเตือนจากบรรดาผู้ผลิตรายใหญ่ชั้นนำของโลกบ้างแล้ว โดย Liu Young-Way ประธาน Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติและซัพพลายเออร์รายใหญ่ของ Apple คาดว่ารายได้จากผลิตภัณฑ์ระบบคลาวด์และเครือข่ายจะทรงตัวในปี 2023 ซึ่งคาดว่าจะลดลงในไตรมาสที่ 2 และบริษัทมี ‘แนวโน้มอนุรักษ์นิยม’ ในอีกหลายเดือนข้างหน้า

 

ด้าน Monish Patolawala รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ 3M ยักษ์ใหญ่ด้านการผลิต กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่าธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท ‘ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคที่ลดลงอย่างมาก’ ทำให้ 3M ต้องประกาศแผนเลิกจ้างพนักงาน 6,000 คนทั่วโลกในเดือนเมษายน

 

การสำรวจโดยสมาคมผู้ผลิตแห่งชาติ (National Association of Manufacturers) ที่เผยแพร่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า 67% ของผู้ผลิตในสหรัฐฯ ที่ทำแบบสำรวจมีมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับอนาคตของบริษัท ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2020 โดยการคงพนักงานที่มีคุณภาพไว้ เศรษฐกิจภายในประเทศที่อ่อนแอ และบรรยากาศทางธุรกิจที่ไม่เอื้ออำนวย เป็นความท้าทายอันดับต้นๆ ของผู้ผลิต

 

อ้างอิง:

The post การผลิตทั่วโลกกำลังหดตัว หลังอุปสงค์ลดลงจากผลของเงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะลอตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>