อุตสาหกรรมบริการสุขภาพ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/อุตสาหกรรมบริการสุขภาพ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 25 Jul 2023 08:20:11 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ไอซีเอส ผนึกความร่วมมือ รพ.ศิริราช เปิดตัว SIRIRAJ H SOLUTIONS ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการสมดุลชีวิต ชูแนวคิด ‘ดูแลสุขภาพก่อนเจ็บป่วย’ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/siriraj-h-solutions-2/ Tue, 25 Jul 2023 08:20:11 +0000 https://thestandard.co/?p=821455 SIRIRAJ H SOLUTIONS

ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ (ICS Lifestyle Complex) ตร […]

The post ไอซีเอส ผนึกความร่วมมือ รพ.ศิริราช เปิดตัว SIRIRAJ H SOLUTIONS ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการสมดุลชีวิต ชูแนวคิด ‘ดูแลสุขภาพก่อนเจ็บป่วย’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
SIRIRAJ H SOLUTIONS

ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ (ICS Lifestyle Complex) ตรงข้ามไอคอนสยาม ผนึกความร่วมมือกับโรงพยาบาลศิริราช เปิด SIRIRAJ H SOLUTIONS ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการสมดุลชีวิต ขยายบริการด้านสุขภาพครบวงจรนอกพื้นที่โรงพยาบาลเป็นแห่งแรก ที่อาคารไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพ เริ่มจากการเชื่อมต่อกับอาคารของไอคอนสยาม มีรถไฟฟ้าสายสีทอง สถานีเจริญนคร เป็นจุดเชื่อมต่อที่สะดวกสบาย การเดินทางครอบคลุมทั้งรถ ราง เรือ ทำให้ประชาชนสามารถเลือกเดินทางเข้ามาใช้บริการศูนย์สุขภาพฯ ได้สะดวก สบาย และรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

 

SIRIRAJ H SOLUTIONS มุ่งสร้างปรากฏการณ์ดูแลสุขภาพรูปแบบใหม่ในประเทศไทย โดยเปิด 16 คลินิกบริการ ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าในวงกว้าง ชูจุดแข็งมาตรฐานทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากศิริราช พร้อมนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนก่อนการเจ็บป่วย เน้นเลือกทำเลศักยภาพให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ง่าย พร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้  

 

 

สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอซีเอส จำกัด กล่าวว่า “SIRIRAJ H SOLUTIONS เป็นอีกหนึ่งแม็กเน็ตสำคัญที่จะตอบโจทย์พฤติกรรมของคนที่ใส่ใจดูแลสุขภาพก่อนเกิดการเจ็บป่วย ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญที่เกิดขึ้นทั่วโลก สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้นแต่มีเวลาที่จำกัด 

 

ศูนย์นี้จึงเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็ม ทำให้โครงการไอซีเอสตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าในวงกว้างเข้ามาใช้บริการในศูนย์สุขภาพฯ มากขึ้น ทั้งกลุ่มลูกค้าองค์กร สำนักงานต่างๆ ในไอคอนสยาม ไอซีเอส และย่านเจริญนคร นักท่องเที่ยว รวมไปถึง GEN H (Health) กลุ่มคนรักสุขภาพอีกด้วย 

 

ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ ได้ทยอยเปิดให้บริการทั้งส่วนของธุรกิจรีเทลและอาคารสำนักงานให้เช่าเป็นระยะมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะนี้มีพันธมิตรร้านค้ามากกว่า 200 แบรนด์ดัง ทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 54% จากช่วงที่เปิดตัวไป สะท้อนภาพการฟื้นตัวของกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เริ่มกลับมาคึกคัก เชื่อมั่นว่าภายในสิ้นปี 2566 จำนวนคนที่เข้ามาใช้บริการในไอซีเอสจะเพิ่มมากขึ้นอีก 50%”  

 

 

ด้าน ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงกับการเป็นต้นแบบการดูแลสุขภาพของคนไทย ได้พัฒนาแนวคิดเชิงรุกให้แพทย์ได้มีโอกาสดูแลคนไทยก่อนที่จะต้องเข้าโรงพยาบาล 

 

ซึ่งเป็นที่มาในการก่อตั้งศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการสมดุลชีวิต SIRIRAJ H SOLUTIONS มุ่งให้บริการด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ และปรึกษาดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ ครอบคลุมบริการต่างๆ 

 

ตั้งแต่คัดกรองสุขภาพ ดูแลเชิงป้องกัน เสริมสร้างสมดุล ฟื้นฟูศักยภาพ และชะลอความเสื่อม โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ให้บริการด้านสุขภาพครบวงจรนอกพื้นที่โรงพยาบาลเป็นแห่งแรก เน้นบริการที่สะดวกสบาย ราคาเข้าถึงได้ มีความสมเหตุสมผล สามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ตามสิทธิกรมบัญชีกลาง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ง่ายยิ่งขึ้น 

 

 

SIRIRAJ H SOLUTIONS มีเป้าหมายสร้าง ‘ปรากฏการณ์ด้านสุขภาพ’ ให้กับคนไทย โดยมุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม ทั้งลูกค้าเดิมของโรงพยาบาลศิริราชและกลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีทั้งลูกค้าองค์กรและประชาชนทั่วไป ด้วยการนำเสนอคำตอบใหม่ๆ ให้แก่สังคม เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของคนในสังคม ภายใต้หลัก 3 H คือ Healthy Happy และ Holistic พร้อมนำเสนอหลักคิดสำคัญคือ Healthy First ให้คนในสังคมให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งแรก และสามารถใช้ชีวิตได้เต็มศักยภาพอย่างที่ต้องการ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้กับตนเองและสังคม 

 

ด้วยจุดแข็งและความแตกต่างของ SIRIRAJ H SOLUTIONS ทำให้คนไข้และลูกค้าทั่วไปสามารถเดินทางมาใช้บริการได้สะดวก และสามารถมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ผสมผสานอยู่ในศูนย์แห่งนี้ได้อย่างครบวงจร 

 

 

ความน่าเชื่อถือของโรงพยาบาลศิริราชซึ่งได้รับความน่าเชื่อถือเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทยบวกกับความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ จะทำให้ศูนย์แห่งนี้มีความโดดเด่นและแตกต่างจากศูนย์ให้บริการทางการแพทย์อื่นๆ และดึงดูดให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการ และมีประสบการณ์ที่ศูนย์แห่งนี้ 

 

ศ.คลินิก นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้จะให้บริการทางการแพทย์ที่ครอบคลุมใน 5 ด้าน ได้แก่ คัดกรองสุขภาพเชิงลึก ดูแลเชิงป้องกัน เสริมสร้างสมดุล ฟื้นฟูศักยภาพ และชะลอความเสื่อม 

 

 

ครอบคลุมการให้บริการด้วย 16 คลินิกบริการ ประกอบด้วย ศูนย์ตรวจสุขภาพ, ศูนย์ภาพวินิจฉัย, ศูนย์ถันยรักษ์, คลินิกความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง, คลินิกเจาะเลือด, ศูนย์พัฒนาสมรรถภาพทางการกีฬา, คลินิกฟื้นฟูกายภาพ, คลินิกอายุรศาสตร์ทั่วไป, คลินิกส่งเสริมสุขภาพ NCDs, ศูนย์ฉีดวัคซีน, คลินิกสุขภาพเพศชาย, คลินิกสุขภาพเพศหญิง, คลินิกเด็กและวัยรุ่น, คลินิกเลเซอร์ผิวหนังและความงาม, สัปปายะ โดยแพทย์แผนไทยประยุกต์ศิริราช และคลินิกสุขภาพใจ

 

โดยมีความพิเศษที่แตกต่างจากศูนย์อื่นๆ เช่น คลินิกสุขภาพเพศชาย ซึ่งจะเปิดให้บริการเป็นครั้งแรก โดยไม่เคยเปิดที่โรงพยาบาลศิริราชมาก่อน หรือคลินิกความเชี่ยวชาญเฉพาะทางโดยแพทย์ชื่อดังเฉพาะทางจากโรงพยาบาลศิริราช โดยเน้นการตรวจรักษาเบื้องต้น ได้แก่ ระบบทางเดินหายใจ, ระบบทางเดินอาหาร, ระบบประสาท, ระบบหัวใจและหลอดเลือด, ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการและสร้างความเชื่อมั่นให้บริการตรวจเบื้องต้นในด้านต่างๆ 

 

นอกจากนี้ ทางศูนย์ยังมีแผนจัดกิจกรรมให้ความรู้ หรือเวิร์กช็อปที่จะจัดขึ้นร่วมกับพาร์ตเนอร์ต่างๆ ให้ผู้เข้ามาใช้บริการได้รับประโยชน์อย่างครบวงจร โดยมุ่งให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพในด้านต่างๆ เพื่อตอบโจทย์เรื่อง Wellness และ Longevity ของประชาชนคนไทย 

 

“การเปิดศูนย์ SIRIRAJ H SOLUTIONS จะทำให้โรงพยาบาลศิริราชสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเดิม และขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ได้มากขึ้น ในส่วนของลูกค้าเดิม ศูนย์นี้จะลดความแออัดของพื้นที่ให้บริการประชาชนของโรงพยาบาลศิริราช เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ให้บริการแบบไร้รอยต่อ (Customer Centric with Seamless Service) โดยเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพด้วยระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลศิริราชระบบเดียวกัน ขณะเดียวกันจะสามารถขยายฐานไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ด้วยจุดแข็งด้านการเดินทางที่สะดวกสบาย เข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ใส่ใจสุขภาพที่ต้องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจเรื่องความสวยงาม ซึ่งศูนย์มีให้บริการด้วยเช่นกัน” ศ.คลินิก นพ.วิศิษฎ์ กล่าว 

 

 

เพื่อให้กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการที่ไอคอนสยามและไอซีเอสได้เข้าใช้บริการศูนย์ SIRIRAJ H SOLUTIONS เพียงซื้อโปรแกรมตรวจสุขภาพจาก SIRIRAJ H SOLUTIONS ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการสมดุลชีวิต นำทีมโดยแพทย์ชั้นนำจากโรงพยาบาลศิริราช สามารถแลกรับบัตรกำนัลแทนเงินสดจาก Lotus’s Privé และร้านค้าที่ร่วมรายการ มูลค่า 200 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 1 สิงหาคม 2566 

 

 

พบกับศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการสมดุลชีวิต SIRIRAJ H SOLUTIONS ศูนย์ดูแลสุขภาพขนาดใหญ่ด้วยพื้นที่ให้บริการ 2,902 ตารางเมตร ที่ชั้น 5 และชั้น 5M ณ ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ (ตรงข้ามไอคอนสยาม) ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-22.00 น. พร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้ #HEALTHYFIRST #ชีวิตดีดีเริ่มต้นด้วยสุขภาพที่ดี 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ไอซีเอส โทร. 1338 หรือ SIRIRAJ H SOLUTIONS โทร. 0 2414 1144 หรือ Facebook: SIRIRAJ H SOLUTIONS

The post ไอซีเอส ผนึกความร่วมมือ รพ.ศิริราช เปิดตัว SIRIRAJ H SOLUTIONS ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการสมดุลชีวิต ชูแนวคิด ‘ดูแลสุขภาพก่อนเจ็บป่วย’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภายในปี 2574 ประชากรราว 1 ใน 3 ของไทยจะมีอายุเกิน 60 ปี รพ.วิมุต ออกแคมเปญ ViMUT Healthy 50 Plus คาดดันคนไข้ 50+ เพิ่มอีก 30% https://thestandard.co/vimut-healthy-50-plus/ Mon, 24 Jul 2023 08:40:43 +0000 https://thestandard.co/?p=821426 สังคมสูงอายุ

อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยได้ก้าวสู่การเป็นสังคมสูงอ […]

The post ภายในปี 2574 ประชากรราว 1 ใน 3 ของไทยจะมีอายุเกิน 60 ปี รพ.วิมุต ออกแคมเปญ ViMUT Healthy 50 Plus คาดดันคนไข้ 50+ เพิ่มอีก 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สังคมสูงอายุ

อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยได้ก้าวสู่การเป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ในปี 2565 ทั้งยังเตรียมก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super Aged Society) ภายในปี 2574 ซึ่งหมายความว่าในอนาคตข้างหน้า ประชากรราว 1 ใน 3 ของประเทศจะมีอายุเกิน 60 ปี

 

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ย่อมก่อให้เกิดความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างอีโคซิสเต็มของบริการสาธารณสุขที่มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงวัยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

 

นอกจากนี้ ข้อมูลศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) ยังชี้ว่าธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในปี 2576 จะมีมูลค่าตลาดแตะ 2 หมื่นล้านบาท สอดรับกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของกลุ่ม Gen X นั่นเอง

 

เป็นที่มาของการที่โรงพยาบาลวิมุตเดินหน้าปรับแผนระยะยาวในการให้บริการ เพื่อให้ครอบคลุมทุกความต้องการของตลาด เร่งดูแลผู้สูงวัยและสมาชิกทุกคนในครอบครัว ตลอดจนผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์รวมอุตสาหกรรมทางการแพทย์ชั้นนำแห่งภูมิภาคเอเชีย

 

ล่าสุดได้มีการเปิดตัวแคมเปญใหญ่ ViMUT Healthy 50 Plus สุขภาพในฝันหลัง 50+ หลังปรับแผนธุรกิจให้พร้อมรองรับการดูแลสุขภาพในยุคสังคมผู้สูงวัย สานต่อกลยุทธ์ Seamless and Comprehensive Care 

 

โดยเป็นการเติมเต็มบริการสุขภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่การป้องกันโรค การวินิจฉัยที่แม่นยำ การดูแลติดตามผล ตลอดจนการรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

 

“คาดว่ายอดผู้เข้าใช้บริการของกลุ่มคนวัย 50+ จะสูงขึ้นเพิ่มอีก 30% หลังปล่อยแคมเปญ” นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าว

The post ภายในปี 2574 ประชากรราว 1 ใน 3 ของไทยจะมีอายุเกิน 60 ปี รพ.วิมุต ออกแคมเปญ ViMUT Healthy 50 Plus คาดดันคนไข้ 50+ เพิ่มอีก 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเส้นทางการเติบโต ‘โรงพยาบาลวิมุต’ จากการดูแลผู้สูงอายุสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลแบบไร้รอยต่อ https://thestandard.co/vimut-hospital-growth-path/ Thu, 01 Jun 2023 05:52:54 +0000 https://thestandard.co/?p=797822 โรงพยาบาลวิมุต

ในยุคแรกเริ่ม ‘โรงพยาบาลวิมุต’ ได้เกิดขึ้นมาโดยมีเป้าหม […]

The post เปิดเส้นทางการเติบโต ‘โรงพยาบาลวิมุต’ จากการดูแลผู้สูงอายุสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลแบบไร้รอยต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงพยาบาลวิมุต

ในยุคแรกเริ่ม ‘โรงพยาบาลวิมุต’ ได้เกิดขึ้นมาโดยมีเป้าหมายให้บริการด้านการดูแลผู้สูงอายุ โดยตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

 

แต่ 1 ปีผ่านมาโรงพยาบาลได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการเป็น Trusted Healthcare Platform ซึ่งเป็นแนวคิดนวัตกรรมที่ผสานรวมเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับแนวทางปฏิบัติด้านการดูแลสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บริการและแพลตฟอร์มด้านสุขภาพที่ครอบคลุม มีประสิทธิภาพ และราบรื่น

 

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า แนวคิดคือการมุ่งเน้นไปที่ความเป็นอยู่ที่ดีโดยรวมของผู้ป่วย นอกเหนือไปจากการรักษาโรคเท่านั้น โรงพยาบาลใช้แนวทางองค์รวมในการดูแลผู้ป่วยด้วยการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาโรคภัยไข้เจ็บ และฟื้นฟูสุขภาพ การดูแลที่ครอบคลุมนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ผู้ป่วยแต่ละรายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงครอบครัวด้วย เพื่อให้มั่นใจถึงความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำให้มีชีวิตที่สมบูรณ์และมีความสุข

 

ทิศทางใหม่นี้ได้ออกแบบ Customer Journey ใหม่ โดยเน้นที่เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นหลัก ความคิดริเริ่มนี้ตั้งใจที่จะจัดการกับปัญหาด้านสุขภาพทุกอย่างที่ผู้ป่วยอาจเผชิญ ปรับปรุงกระบวนการและทำให้การดูแลสุขภาพเข้าถึงได้และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

“โรงพยาบาลได้วางแผนสำหรับ 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งศูนย์เฉพาะทาง 5 แห่งที่จัดไว้สำหรับโรคเฉพาะ เช่น หัวใจและสมอง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การดูแลผู้ป่วยเฉพาะทาง ยกระดับมาตรฐานการรักษาพยาบาลที่มีอยู่”

 

ในอุตสาหกรรมโรงพยาบาลเอกชนมีการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการต่างเล็งเห็นถึงศักยภาพของธุรกิจนี้ แม้ว่าการแข่งขันจะสูงขึ้น แต่โรงพยาบาลวิมุตยังมีโอกาสเติบโตเนื่องจากตลาดยังไม่อิ่มตัว โรงพยาบาลมีกลยุทธ์ที่ไม่เหมือนใครในการตอบสนองลูกค้าระดับกลางและระดับบน โดยการปรับปรุงคุณภาพของบริการที่นำเสนออย่างสม่ำเสมอและให้บริการในราคาที่เข้าถึงได้

 

ในโลกของการดูแลสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โรงพยาบาลวิมุตเชื่อในปรัชญาของการเป็น ‘ปลาที่เร็ว’ โดยให้ความสำคัญกับความสามารถในการปรับตัวและความรวดเร็วมากกว่าขนาด แนวทางนี้อยู่บนพื้นฐานของการสังเกตว่าอนาคตเป็นของผู้ที่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและหลบหลีกอย่างรวดเร็วผ่านสถานการณ์ที่หลากหลาย แทนที่จะพึ่งพาขนาดหรือทรัพยากรเพียงอย่างเดียว

 

ขณะนี้โรงพยาบาลกำลังวางแผนที่จะขยายการดำเนินงานโดยสร้างโรงพยาบาลอีกแห่ง การค้นหาทำเล เช่น สุขุมวิท 54 หรือปิ่นเกล้า ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ

 

เมื่อได้ข้อสรุปของสถานที่แล้ว การก่อสร้างจะเริ่มขึ้นในปลายปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลา 2 ปีในการเปิดเฟสแรกที่ใช้งบลงทุน 1 พันล้านบาท โดยได้วางแผนที่จะสร้างรายได้ให้เพียงพอก่อนที่จะขยายสู่เฟสอื่นๆ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายใน 5 ปี

 

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลวิมุตประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยได้รับชื่อเสียงจากการเป็นผู้นำด้าน Trusted Healthcare Platform ในไตรมาสแรกของปี 2566 รายได้ของโรงพยาบาลอยู่ที่ 412 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้นี้มาจาก 2 แหล่งหลัก คือ รายได้จากบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลวิมุต และรายได้จากโรงพยาบาลเทพธารินทร์

 

แผนในอนาคตของโรงพยาบาลวิมุตมีเป้าหมายที่จะรักษาตำแหน่งผู้นำในด้าน Trusted Healthcare Platform โดยมีความตั้งใจที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวด้วยการให้บริการด้านสุขภาพที่เป็นเลิศ ซึ่งผสมผสานความเชี่ยวชาญเฉพาะโรคเข้ากับนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัย บริการเหล่านี้ได้รับการเสริมเพิ่มเติมด้วยการเชื่อมต่อออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทางการแพทย์ได้ตลอดเวลาที่ต้องการ

 

โรงพยาบาลยังมีแผนที่จะพัฒนาเป็นโรงพยาบาลเสมือนจริง นวัตกรรมใหม่นี้จะช่วยให้ผู้ป่วยติดเตียงหรือไม่สามารถมาโรงพยาบาลได้รับการดูแลผ่านอุปกรณ์ติดตามร่างกาย ในกรณีฉุกเฉินหรือผิดปกติสามารถให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยเหลือได้ทันท่วงที

 

โรงพยาบาลวิมุตก้าวสู่ปีที่ 3 ยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์การเป็น ‘Holistic Hospital’ กลยุทธ์นี้ตอบโจทย์ตลาดผู้สูงอายุ โดย 20% ของโครงสร้างประชากรไทยมีอายุ 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ โรงพยาบาลมีแผนขยายบริการให้ครอบคลุมโรคที่ซับซ้อนและท้าทายมากขึ้น โดยได้ลงทุนในโรงพยาบาลเทพธารินทร์ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคยากและซับซ้อนเพื่อพัฒนาศูนย์เฉพาะทางของวิมุต

 

แม้จะมีความท้าทายจากการระบาดของโควิด แต่ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนก็สามารถฟื้นตัวและเติบโตได้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมนี้มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 7.7% การคาดการณ์โดย ttb analytics ชี้ให้เห็นถึงอนาคตที่สดใส โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท

 

ttb analytics ประเมินว่าสถานการณ์การเปิดประเทศและการดำเนินธุรกิจในประเทศที่เป็นปกติจะสร้างแรงส่งให้ตลาดชาวไทยและชาวต่างชาติเติบโตต่อไป โดยคาดว่ารายได้ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนภาพรวมจะเติบโตได้ 8-10% ในปี 2566

 

ขณะเดียวกันธุรกิจบริการด้านสุขภาพมีความน่าสนใจมากขึ้นจากปัจจัยหลายประการ คนรุ่นใหม่เน้นการดูแลเชิงป้องกัน จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น และประเทศไทยกำลังได้รับการยอมรับว่าเป็น ‘ศูนย์บริการด้านสุขภาพ’ (Medical Service Hub) จากแนวโน้มดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่ารายได้จากโรงพยาบาลเอกชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเติบโตประมาณ 6.5% ในปี 2566

The post เปิดเส้นทางการเติบโต ‘โรงพยาบาลวิมุต’ จากการดูแลผู้สูงอายุสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลแบบไร้รอยต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำความรู้จัก ‘Pride Clinic’ จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ บริการสุขภาพที่ออกแบบมาสำหรับบุคคลหลากหลายทางเพศ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/bumrungrad-pride-clinic/ Sat, 26 Nov 2022 11:00:39 +0000 https://thestandard.co/?p=715561 Pride Clinic

บาร์บารา กิตติงส์ นักกิจกรรม LGBTQ+ เคยกล่าวไว้ว่า ความ […]

The post ทำความรู้จัก ‘Pride Clinic’ จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ บริการสุขภาพที่ออกแบบมาสำหรับบุคคลหลากหลายทางเพศ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pride Clinic

บาร์บารา กิตติงส์ นักกิจกรรม LGBTQ+ เคยกล่าวไว้ว่า ความเสมอภาคมีความหมายมากกว่าการออกกฎหมาย และเราจะรู้ว่าการต่อสู้ได้รับชัยชนะแล้วเมื่อเรารู้สึกว่าได้รับความเคารพ ยอมรับ และเห็นคุณค่าจากเพื่อนร่วมงาน ที่ทำงาน และครอบครัวของเรา

 

“ชาว LGBTQ+ ทุกคนเฝ้ารอวันที่รู้สึกว่าสามารถเป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องปิดบังว่าพวกเขารักใคร หรือระบุตัวตนของพวกเขาได้อย่างไร” ซึ่งสิ่งที่น่าเศร้าคือ 83% ของชาว LGBTQ+ ทั่วโลกยังคงปิดบังรสนิยมทางเพศของตน

 

ทว่าเป็นที่น่ายินดีเมื่อทั่วโลกยอมรับ LGBTQ+ เพิ่มมากขึ้น เราได้เห็นการเป็นตัวแทนของ LGBTQ+ ในสื่อสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2565 ความแตกแยกทั่วโลกเกี่ยวกับสิทธิของ LGBTQ+ กำลังแคบลง นอกจากนี้ชาวอเมริกัน 72% ยอมรับว่า การรักเพศเดียวกันควรได้รับการยอมรับจากสังคม เทียบกับ 42% ที่เห็นด้วยในปี 2550

 

แต่ผลการวิจัยหลายชิ้นพบว่า บุคลากรทางการแพทย์บางคนมีอคติเชิงลบต่อ LGBTQ+ นำไปสู่การเลือกปฏิบัติ และทำให้เกิดความไม่เสมอภาคด้านการดูแลสุขภาพของชุมชน LGBTQ+ 

 

นี่เป็นปัญหาใหญ่ เนื่องจากชาว LGBTQ+ มักจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อปัญหาสุขภาพร่างกายและจิตใจ หากปราศจากการยอมรับแล้ว ชาว LGBTQ+ จะไม่รู้สึกปลอดภัยที่จะได้รับการดูแลทางการแพทย์ที่มีคุณภาพตามที่พวกเขาต้องการ

 

การดูแลสุขภาพคือสิ่งที่ทุกคนควรเข้าถึงได้ องค์การอนามัยโลกจึงให้นิยามคำว่าสุขภาพเพศว่าความอยู่ดีมีสุขในทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ทางเพศ ไม่ว่าจะทางกายหรือใจ ตลอดจนความสัมพันธ์ทางสังคม

 

“ทุกคนควรจะรู้สึกปลอดภัย ไม่ถูกคุกคาม ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะมีความหลากหลายทางเพศแบบไหน มีความชื่นชอบทางเพศแบบไหน รวมถึงการรักษาความลับ ควรจะเป็นสิทธิที่จะได้รับการปกป้อง ยังมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่กลุ่ม LGBTQ+ ควรจะได้รับสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานหรือการสร้างครอบครัว และที่สำคัญคือการได้รับบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐานโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ” นพ.เบญทวิช สุรศาสตร์พิศาล แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ครอบครัว Pride Clinic โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าว

 

Pride Clinic

 

จุดเริ่มต้นของ Pride Clinic มาจากการที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งเป็นองค์กรที่เคารพและสนับสนุนในความแตกต่างหลากหลายในทุกมิติของความเป็นมนุษย์ ทั้งเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม รวมถึงเรื่องเพศ และพร้อมดูแลทุกคนอย่างเสมอภาค ตระหนักถึงสุขภาพของ LGBTQ+

 

โดยได้ก่อตั้ง Pride Clinic เมื่อเดือนมิถุนายน 2564 เพื่อส่งมอบการดูแลสุขภาพในระยะยาว (Life-Time Value) ด้วยบริการครบเบ็ดเสร็จในที่เดียว (One Stop Service) แก่กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘คนทุกคนสามารถบรรลุศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ หากได้เป็นตัวของตัวเองในแบบฉบับที่ดีที่สุด’ (Be the Best Version of Yourself)

 

บริการสุขภาพทางเพศสำหรับบุคคลหลากหลายทางเพศ

ต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังขาดแหล่งข้อมูลหรือสถาบันที่สามารถเป็นที่พึ่งพิงในการให้คำปรึกษา ให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง ตามข้อมูลทางการแพทย์ในเรื่องสุขภาพเพศของ LGBTQ+ ได้อย่างครบวงจร

 

Pride Clinic จึงได้ขยายเซอร์วิสด้าน ‘บริการสุขภาพทางเพศสำหรับบุคคลหลากหลายทางเพศ’ หรือ LGBTQ+ Sexual Health Services เพื่อเติมเต็มบริการของ Pride Clinic ที่มีอยู่เดิมให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากบริการด้านสุขภาพ (LGBTQ+ Health services)

                

โดยบริการสุขภาพทางเพศแบ่งเป็น 5 บริการหลักๆ เพื่อให้ครอบคลุมทุกด้านเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ ประกอบด้วย

 

  1. การป้องกันการติดเชื้อ HIV (HIV Prevention) ไม่ว่าจะเป็นการให้ยา PrEP, ให้คำปรึกษาการมีเพศสัมพันธ์ปลอดภัย รวมไปถึงการดูแลโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  2. การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (STIs: Sexual Transmitted Infections)
  3. การให้คำปรึกษาเรื่องเพศวิถี (Sexual Orientation Counseling) เช่น การปรึกษาว่าจะเปิดเผยให้กับครอบครัวหรือคนที่รักอย่างไร
  4. การให้คำปรึกษาเรื่องรสนิยมทางเพศที่แตกต่างไปจากบรรทัดฐานทางสังคม (Sexual Preference)
  5. ปัญหาสุขภาพเพศในบุคคลหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+ Sexual Health Problems)

 

Pride Clinic ให้บริการภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพระดับสากล JCI (Joint Commission International) โดยคำนึงถึงเรื่องการรักษาความลับและความเป็นส่วนตัวของผู้รับบริการเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

 

Pride Clinic

 

ทีมแพทย์ผู้ชำนาญการสำหรับดูแล LGBTQ+ โดยเฉพาะ

จุดเด่นของ Pride Clinic ประกอบด้วย ทีมแพทย์ชำนาญการที่มีความละเอียดอ่อนและสมรรถนะในการดูแล LGBTQ+ โดยเฉพาะ มีความรู้ทางการแพทย์เชิงลึก สามารถให้บริการดูแลครอบคลุมในทุกมิติอย่างครบวงจร รวมถึงในเคสที่มีความซับซ้อน

 

โดย Pride Clinic มีองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่อัปเดตตามเทรนด์ตลอดเวลา และอิงตามไกด์ไลน์ของต่างประเทศตามมาตรฐานสากล พร้อมด้วยมาตรฐานห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (Laboratory) ที่ได้รับการรับรองระดับสากล CAP LAB Certified ให้ผลการทดสอบที่แม่นยำ รวดเร็ว และเชื่อถือได้

 

จุดแข็งอีกประการของ Pride Clinic คือ ใช้ระบบการดูแลแพทย์ประจำตัว หรือเรียกว่า Primary Care Physician ซึ่งแพทย์จะทำหน้าที่ดูแลผู้มารับบริการในทุกปัญหา แพทย์จะมีความเข้าใจในกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศ พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำทั้งเรื่องสุขภาพทางเพศและสุขภาพโดยทั่วไป เนื่องจากลักษณะของปัญหาจะมีความละเอียดอ่อนและต้องการผู้ที่เข้าใจอย่างแท้จริง

 

แพทย์ได้รับการฝึกอบรมด้านเวชศาสตร์ทางเพศและเพศวิทยาคลินิก มีความชำนาญในการดูแลรักษาด้านสุขภาพทางเพศของบุคคลหลากหลายทางเพศโดยตรง และมีประสบการณ์ในการดูแลกลุ่ม LGBTQ+ มากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ทำให้สามารถให้คำแนะนำและรักษาได้อย่างตรงจุดในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร ให้พื้นที่ปลอดภัย โดยรับฟังอย่างเข้าใจและไม่ตัดสิน มีทักษะในการสื่อสารและมีความละเอียดอ่อนในการใช้ภาษา

 

Pride Clinic

 

สำหรับแพทย์ประจำตัว (Primary Care Physician) ของ Pride Clinic มีทีมแพทย์ทั้งหมด 4 ท่าน ซึ่งแต่ละท่านจะมีความชำนาญการเฉพาะทางที่แตกต่างกันไป ถือเป็นจุดเด่นที่ Pride Clinic ได้นำจุดเด่นของแต่ละท่านมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน ทั้งในส่วนของแพทย์อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม ผู้ชำนาญการด้าน Hormone Therapy เช่น กลุ่ม LGBTQ+ ที่ต้องการใช้ฮอร์โมน แต่มีภาวะอ้วนหรือป่วยเป็นมะเร็งร่วมด้วย

 

แพทย์ด้านเวชศาสตร์ครอบครัวที่พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพองค์รวมที่ส่งผลต่อสุขภาพกายและใจ ทั้งตัวของผู้เข้ารับบริการ คู่ชีวิต ครอบครัว และสังคม โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQ+, แพทย์ด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ เช่น การเก็บไข่ เก็บสเปิร์ม ในกลุ่มข้ามเพศ, แพทย์ด้านเวชศาสตร์อุ้งเชิงกรานหญิงและศัลยกรรมตกแต่ง เช่น ผ่าตัดส่องกล้องมดลูกในหญิงข้ามเพศ รวมถึงทำหัตถการเพื่อตกแต่งให้สวยงาม เป็นต้น

 

“จะเห็นได้ว่า Pride Clinic ไม่ได้เน้นแค่เรื่องของการรักษา แต่เรายังทำหน้าที่ในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและส่งเสริมสุขภาพองค์รวมควบคู่ไปด้วย ทั้งด้านสมรรถนะทางร่างกายและจิตใจ”

 

นพ.เบญทวิช ยอมรับว่าความท้าทายของ Pride Clinic คือการทำให้ทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะสภาพแวดล้อมหรือบุคลากรเข้าใจในกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในทุกด้าน

 

“วันนี้ Pride Clinic สำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว สะท้อนจากที่มีคนไข้เข้ามาปรึกษาในทุกๆ วัน และไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้น แต่ยังมีชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นชาวอเมริกัน ยุโรป รัสเซีย หรือออสเตรเลียด้วย”

 

เหตุใดจึงเลือกมาปรึกษาที่ Pride Clinic โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ดร.ณัชร สยามวาลา อาจารย์พิเศษและวิทยากรด้านสติระดับนานาชาติ คือหนึ่งในผู้ที่เลือกมาปรึกษา Pride Clinic ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โดยเริ่มจากการหาข้อมูลที่มากเพียงพอทั้งในไทยและต่างประเทศ พอมีความรู้แน่นในระดับหนึ่งก็พูดคุยกับครอบครัว เพื่อนฝูง และคนที่เรารัก จากนั้นก็เริ่มหาทีมแพทย์มืออาชีพที่มั่นใจได้มาคอยดูแลตลอดกระบวนการข้ามเพศ

 

Pride Clinic

 

“ผมรู้สึกว่า Pride Clinic ถูกออกแบบมาจากความเข้าใจพื้นฐานของกลุ่ม LGBTQ+ อย่างแท้จริง ซึ่งที่นี่ให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา การใช้ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศ ทำศัลยกรรมปรับเปลี่ยนรูปร่าง ฝึกเปลี่ยนเสียง ไปจนถึงการผ่าตัดเพื่อการข้ามเพศ มีการฟื้นฟูหลังการผ่าตัดและติดตามผล เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายตามความต้องการของแต่ละบุคคล (Personalized Care) ได้อีกด้วย”

 

ดร.ณัชร กล่าวว่า รู้สึกประทับใจการให้บริการของ Pride Clinic มาก ตั้งแต่ทีมแพทย์ แพทย์ด้านฮอร์โมนบำบัด, ศัลยแพทย์, วิสัญญีแพทย์ หรือแพทย์ดมยา ที่ช่วยให้ไม่เจ็บปวดมากในกระบวนการผ่าตัด, Nurse Navigator ที่ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด และนำทางไปสู่กระบวนการดูแลรักษาทุกขั้นตอนอย่างราบรื่น

 

ยังมีนักกายภาพบำบัดที่ดูแลการออกกำลังกายการฟื้นฟูร่างกายหลังการผ่าตัด, นักโภชนาการที่ดูแลแนะนำสารอาหารที่เหมาะกับเรา จากประสบการณ์บอกได้ว่า Pride Clinic โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เป็นที่แรกของประเทศไทยที่ให้บริการแบบ One Stop Service ครอบคุลมเกี่ยวกับสุขภาพทุกด้าน ตอบโจทย์ LGBTQ+ จริงๆ ซึ่งหลายประเทศยังไม่ครอบคลุมเท่านี้เลย

 

“คนอื่นอาจมองว่าการผ่าตัดในขั้นตอนสุดท้ายคือจบแล้ว แต่จริงๆ แล้วสำหรับผม มันคือขั้นตอนสุดท้ายเพื่อนำไปสู่จุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ ผมรอคอยมาตลอดชีวิต และผมมีความสุขมาก เพราะมันคือตัวผมจริงๆ” ดร.ณัชร กล่าว

 

ทุกมิติคือความใส่ใจ

นภัส เปาโรหิตย์ Chief Marketing Officer โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ย้ำว่า ในมิติของผู้ที่มาใช้บริการ สิ่งที่สัมผัสได้คือความใส่ใจในทุกกระบวนการของ Pride Clinic รวมถึงการยึดตามหลักปฏิบัติโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่มีการเก็บรักษาความลับของผู้เข้ารับบริการและมีความเป็นส่วนตัว เพราะ LGBTQ+ บางรายอาจยังไม่ได้เปิดเผยหรือแสดงตัว และเป็นสิทธิของผู้รับบริการโดยชอบธรรม ซึ่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ใส่ใจในทุกรายละเอียดทั้งความเป็นส่วนตัวและการเก็บรักษาความลับ

 

Pride Clinic

 

“ขอรับรองได้ว่าที่นี่เป็นพื้นที่ปลอดภัย เราสามารถพูดคุยกับแพทย์ Pride Clinic ได้ในทุกๆ เรื่องอย่างสบายใจทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องสุขภาพด้วยความเป็นตัวตนของเรา และยังได้รับคำตอบและคำแนะนำที่ดีจนคาดไม่ถึง ด้วยกระบวนการทั้งหมดนี้ทำให้บำรุงราษฎร์แตกต่างจากที่อื่น”

 

และอีกข้อโดดเด่นของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์คือ การให้การบริบาลที่มีคุณภาพตลอดช่วงเวลาของผู้มารับบริการ เช่น Pride Clinic ได้ให้ความสำคัญกับการติดตามผล ไม่ใช่เพียงแค่ผ่าตัดเสร็จแล้วกลับบ้าน แต่ผู้รับบริการจะพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาล โดยมีทีมสหสาขาวิชาชีพดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ

 

Pride Clinic Pride Clinic

 

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Pride Clinic โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เคาน์เตอร์ A ชั้น 16 อาคาร A (คลินิก) หรือโทร. 06 3221 0957, 0 2066 8888 หรือโทร. 1378

 

อ้างอิง: 

The post ทำความรู้จัก ‘Pride Clinic’ จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ บริการสุขภาพที่ออกแบบมาสำหรับบุคคลหลากหลายทางเพศ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
LINE Hospitality Tech 2021 ชูเทคโนโลยีท่องเที่ยว สุขภาพ โอกาสใหม่ พลิกฟื้นไทยหลังเปิดประเทศ [PR NEWS] https://thestandard.co/line-hospitality-tech-2021/ Tue, 30 Nov 2021 06:21:09 +0000 https://thestandard.co/?p=565908 LINE Hospitality Tech 2021

LINE Hospitality Tech 2021 งานใหญ่ส่งท้ายปีที่จัดขึ้นเพ […]

The post LINE Hospitality Tech 2021 ชูเทคโนโลยีท่องเที่ยว สุขภาพ โอกาสใหม่ พลิกฟื้นไทยหลังเปิดประเทศ [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
LINE Hospitality Tech 2021

LINE Hospitality Tech 2021 งานใหญ่ส่งท้ายปีที่จัดขึ้นเพื่อจุดประกายความคิดคนในแวดวงอุตสาหกรรมบริการหรือ Hospitality ไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยว และด้านการแพทย์และสุขภาพของไทย โดยดึงผู้แทนจากภาครัฐและภาคเอกชนมากมายมาร่วมเปิดโรดแมป เจาะลึกประเด็นสำคัญที่จะทำให้ไทยกลับมาเป็นจุดหมายการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอีกครั้ง รวมถึงอัปเดตเทรนด์สำหรับธุรกิจการท่องเที่ยวและสุขภาพยุคใหม่หลังเปิดประเทศ เพื่อเป็นแนวทางรับมือและฟื้นฟูธุรกิจบริการของไทยให้กลับมาแข็งแกร่ง พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน โดยมีผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 2.4 แสนคน

 

งาน LINE Hospitality Tech 2021 ได้รับเกียรติจาก ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผยถึง ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยอัตราการฉีดวัคซีนของคนไทยที่ครอบคลุมถึง 70% แล้ว จึงมองว่าเป็นช่วงเวลาที่สมดุลที่ไทยสามารถเปิดประเทศเพื่อผ่อนคลาย และช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยให้สามารถเริ่มดำเนินกิจการได้ ตามแผนปฏิบัติการรองรับการเปิดประเทศและรองรับการแพร่ระบาดของโควิดเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ (Living with COVID-19) ที่มุ่งเน้นกำกับดูแลใน 3 เรื่อง คือ

 

  1. ความมีวินัยของประชาชน
  2. ความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ
  3. การฉีดวัคซีนให้ได้ครอบคลุมมากที่สุด

 

อีกทั้งกระทรวงฯ ยังได้เตรียมมาตรการอื่นๆ มากระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้ เช่น นโยบาย Medical Hub เพื่อรับเทรนด์ ‘การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’ โดยใช้สมุนไพรไทยเป็นตัวชูโรง วางเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกับสถานที่ท่องเที่ยว พร้อมผ่อนคลายไปกับสมุนไพรไทยในแต่ละท้องถิ่น ถือเป็นการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในการผลิตสมุนไพรไทย เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในชุมชนไปด้วยในตัว

 

ส่วนมุมมองและแนวทางในการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยนั้น ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้เผยว่า ไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดในเชิงรายได้จากการท่องเที่ยว จากเกือบ 3 ล้านล้านบาทในปี 2562 สู่ 3 แสนล้านบาทในปี 2564 ที่ผ่านมาแล้ว ต่อไปนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟู โดยต้องลุกให้เร็ว ก้าวให้ไว ยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้มีคุณภาพ (High Value) และยั่งยืน (Sustainable) มุ่งเป้าปีหน้าฟื้นคืนรายได้ด้านการท่องเที่ยวประมาณ 50% ของยอดในปี 2562 หรือประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท และ 80% ในปี 2565 ตามลำดับ

 

สำหรับแผนการฟื้นฟูการท่องเที่ยวของไทยจะมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญ อันประกอบไปด้วย

 

  1. การทำการตลาดที่ตอบสนองความต้องการนักท่องเที่ยว โดยนำเทคโนโลยีมาปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจและทำการตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  2. การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยมุ่งเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง เน้นการท่องเที่ยวที่สร้างประสบการณ์อันแตกต่างและมีเอกลักษณ์ได้ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี
  3. เปลี่ยนวิถีการทำงาน สร้างให้เกิดความร่วมมือในการลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น พลิกโฉมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่ Digital Tourism อย่างแท้จริง

 

LINE Hospitality Tech 2021

 

ด้านบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการและวางกลยุทธ์ธุรกิจระดับโลก Boston Consulting Group (BCG) ได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยจะกลับมาฟื้นตัวเต็มรูปแบบได้ภายในปี 2567 โดยเทรนด์ผู้บริโภคไทยที่น่าสนใจที่ถือเป็นโอกาสใหม่ในการปรับตัวธุรกิจด้านการท่องเที่ยว ได้แก่

 

  1. การสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แปลกใหม่ ตอบรับความต้องการของ Gen Y และ Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เดินทางท่องเที่ยว
  2. การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์หรือสุขภาพ ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ โดย BCG คาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในไทยน่าจะเติบโตถึง 13% ภายในปี 2570
  3. การปรับตัวสู่การตลาดยุคใหม่ด้วยการใช้โซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมาก
  4. การให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม นำนวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ เทคโนโลยี AR ห้องประชุมแนว Virtual ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใส่ใจในเรื่องความสะอาด สุขอนามัย มาเป็นจุดขายสำคัญ
  5. คอนเซปต์โรงแรมแนวใหม่ Hotel+ ที่มีการผสานความร่วมมือกับธุรกิจรูปแบบอื่นๆ ปรับสู่การเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวที่ครบวงจร ไม่ใช่แค่เพียงที่พักเพียงอย่างเดียว เช่น ศูนย์บริการ Co-Working Space ศูนย์บริการด้านสุขภาพ หรือแหล่งห้างร้านสำหรับช้อปปิ้งรวมไว้ในที่เดียว เป็นต้น

     

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือการพูดคุยถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์ใน ‘PANEL TALK: THE ARRIVAL OF TRAVELLERS POST-PANDEMIC’ จากตัวแทนองค์กรในแวดวงการตลาด ทั้ง Mindshare และ Bangkok Writer & Partners รวมถึงตัวแทนกลุ่มธุรกิจด้านสุขภาพอย่าง โรงพยาบาลพระราม 9 มาอัปเดตถึงผลกระทบโควิด-19 ต่อภาพรวมธุรกิจ ทั้งในเชิงรายได้และเม็ดเงินโฆษณาที่ติดลบ ทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีการสื่อสารกับผู้บริโภคในรูปแบบออนไลน์ และเห็นการเติบโตของ Soft Power หรือการใช้กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์มากขึ้น หรือแม้กระทั่งการปรับตัวมาใช้สื่อดิจิทัลในการเข้าถึงลูกค้าของโรงพยาบาล อีกทั้งยังเผยเทรนด์ที่น่าจับตา เทคนิคและชั้นเชิงต่างๆ รวมถึงการเข้าถึงผู้บริโภคในยุค Now Normal โดยมีความท้าทายในการทำแคมเปญท่องเที่ยวในปีนี้ ที่ต้องเปลี่ยนนิยามของการท่องเที่ยวไปเน้นความสุขของผู้คน โดยเชิญชวนให้ผู้คนออกมาท่องเที่ยวในรูปแบบความสุขต่างๆ รวมถึงให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการของรัฐ ที่ต้องสื่อสารไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวอย่างชัดเจน หรือแม้กระทั่งการเชื่อมโยงความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์เพื่อสร้างพลังในการสื่อสารกับลูกค้า ซึ่งการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ และ Social Commerce มีส่วนผลักดันการใช้จ่ายและทำให้การท่องเที่ยวของไทยเติบโต

 

LINE Hospitality Tech 2021

 

ในงานยังมีการพูดคุยในหัวข้อน่าสนใจอื่นๆ ที่เสนอมุมมองและแนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเติบโตสำหรับผู้ประกอบการ Hospitality โดยเฉพาะ อาทิ ทิศทางการเติบโตและเทรนด์สำคัญของธุรกิจท่องเที่ยว ตัวอย่างการขับเคลื่อนเมืองสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ ฯลฯ และสำหรับกลุ่มธุรกิจการแพทย์และสุขภาพ เช่น แนวทางการพัฒนาการแพทย์ไทยสู่ Healthtech รวมถึงช่องทางใหม่อย่าง LINE OpenChat ที่กลายเป็นศูนย์กลางการสื่อสารบนโลกออนไลน์ในหลายหน่วยงานการแพทย์ในปัจจุบัน

 

ดร.พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) LINE ประเทศไทย เผยถึงความสำคัญของการจัดงาน LINE Hospitality Tech 2021 ในครั้งนี้ว่า “หลังจากรัฐมีนโยบายเปิดประเทศและคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศกว่าล้านคน ย่อมส่งผลดีอย่างมากและเป็นโอกาสสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวกลับมาได้อีกครั้ง เราจึงตั้งใจจัดงาน LINE Hospitality Tech 2021 นี้ เพื่อนำเสนอปัจจัยแวดล้อมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและสุขภาพ ซึ่งเป็นตัวแปรและกลไกสำคัญที่ผู้ประกอบการควรพิจารณาเป็นสำคัญ เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกับการดำเนินธุรกิจด้วยทิศทางที่ชัดเจน ด้วยเทคโนโลยีที่ใช่ เพื่อร่วมกันพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้สามารถเดินหน้าและเติบโตต่อไปได้พร้อมๆ กัน”

 

ผู้สนใจสามารถติดตามชมวิดีโอย้อนหลังงานได้ที่ YouTube ช่อง LINE for Business: https://lin.ee/eYO0g97/wcvn

The post LINE Hospitality Tech 2021 ชูเทคโนโลยีท่องเที่ยว สุขภาพ โอกาสใหม่ พลิกฟื้นไทยหลังเปิดประเทศ [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘4 เทรนด์’ ธุรกิจบริการสุขภาพที่ต้องจับตาในยุคโควิด https://thestandard.co/4-trends-in-healthcare-industry-during-coronavirus-period/ Wed, 11 Aug 2021 06:13:40 +0000 https://thestandard.co/?p=524137 ธุรกิจบริการสุขภาพ

‘The first wealth is health’ หรือ ‘ความมั่งคั่งประการแร […]

The post ‘4 เทรนด์’ ธุรกิจบริการสุขภาพที่ต้องจับตาในยุคโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจบริการสุขภาพ

‘The first wealth is health’ หรือ ‘ความมั่งคั่งประการแรก คือสุขภาพที่ดี’ คงจะเป็นคำกล่าวที่ผู้อ่านทุกท่านเห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา เราได้เห็นคนทั้งโลกตื่นตัวในเรื่องของสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า สืบเนื่องมาจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด และยังทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมบริการสุขภาพ (Healthcare Industry) ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการทำงานให้แตกต่างไปจากเดิมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

รายงาน Global Top Health Industry Issues 2021 ของ PwC ได้ระบุถึง 4 เทรนด์สำคัญในธุรกิจบริการสุขภาพที่ได้เกิดขึ้นแล้ว และจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต ผมจึงอยากนำข้อมูลที่มีประโยชน์จากรายงานนี้มาแบ่งปันกับผู้อ่าน ดังนี้ครับ

 

  1. บริการให้คำปรึกษาทางการแพทย์ออนไลน์จะมาแรง การแพร่ระบาดของโควิดเป็นตัวเร่งให้บริการทางการแพทย์เสมือน (Virtual Care) ถูกนำมาใช้ในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งการบริการในรูปแบบนี้ เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการวินิจฉัยโรค และให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยผ่านทางออนไลน์ หรือสมาร์ทโฟนได้แบบเรียลไทม์ โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล อีกทั้งยังลดเวลาการรอพบแพทย์ไปได้มาก ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลหลายแห่งในประเทศไทยได้เปิดให้มีบริการให้คำปรึกษาทางการแพทย์แบบเสมือนจริง พร้อมบริการจัดส่งยาถึงบ้าน และมีแนวโน้มจะได้รับความนิยมมากขึ้น

    นอกจากนี้ รายงานของ PwC ยังพบว่า 91% ของผู้ตอบแบบสำรวจที่เคยใช้บริการทางการแพทย์แบบเสมือนจริง ยังมีแนวโน้มจะเข้ารับการรักษาในรูปแบบนี้ต่อไปเมื่อการแพร่ระบาดของโควิดคลี่คลายหรือสิ้นสุดลง สะท้อนให้เห็นว่าผู้ให้บริการด้านสุขภาพควรต้องหันมายกระดับการสร้างประสบการณ์ที่ดีผ่านการใช้นวัตกรรมด้านสุขภาพ และการใช้งานเทคโนโลยีสำหรับสุขภาพแบบครบวงจร รวมถึงต้องเร่งเพิ่มทักษะให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

    2. ใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เราทราบดีว่าวันนี้ ‘ข้อมูล’ มีบทบาทสำคัญในธุรกิจบริการสุขภาพไม่แตกต่างไปจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วยพื้นฐานของธุรกิจที่มีข้อมูลจำนวนมหาศาล เช่น เวชระเบียน ที่ใช้บันทึกและเก็บรวบรวมประวัติของผู้ป่วย การรักษาพยาบาล หรือเอกสารอื่นๆ ที่ใช้ประกอบเพื่อการตัดสินใจทางการแพทย์ นอกจากนี้ ยังรวมถึงเอกสารทางการแพทย์ที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Medical Record: EMR) เป็นต้น

    รายงานของ PwC พบว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นมีส่วนสำคัญในการเร่งให้เกิดการนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยมากขึ้น เช่น การแจ้งเตือนให้คนไข้เข้ารับการรักษาตามเวลานัดหมาย การวางแผนรูปแบบการรักษาที่เหมาะสมตามประวัติผู้ป่วยและอาการของโรค ตลอดจนการใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในการรักษาใหม่ๆ ซึ่งในบางประเทศ ผู้ให้บริการด้านสุขภาพสามารถนำข้อมูลของพื้นที่ที่มีการระบาดของไวรัสอย่างรุนแรงมาใช้ในการวางแผนทรัพยาก รและบริหารการจัดสรรวัคซีนได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ผู้ให้บริการด้านสุขภาพควรใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการรักษา ลดอัตราการเสียชีวิต และลดต้นทุนในการบริหารจัดการ นอกจากนี้ ต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้บุคลากรของตนรู้จักใช้ข้อมูลในการวางแผนและตัดสินใจ (Data-Driven) เป็นหลัก เพื่อสร้างความพึงพอใจและความผูกพันของผู้ป่วย (Patient Engagement)

    3. การทดลองทางคลินิกจะเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลมากขึ้น ผลกระทบของโควิดยังส่งผลต่อการทดลองทางคลินิกที่ต้องปรับไปสู่รูปแบบดิจิทัลมากขึ้น เช่น การรับสมัครอาสาสมัครเข้าร่วมการวิจัยผ่านทางออนไลน์ หรือการติดตามผลโดยใช้ชุดทดลองที่สามารถทำได้จากที่บ้าน เป็นต้น ซึ่งความสะดวกที่ได้รับจากการทดลองทางคลินิกผ่านช่องทางดิจิทัลที่ว่านี้ จะดึงดูดให้อาสาสมัครต้องการเข้าร่วมในการวิจัยมากขึ้น และอาจช่วยให้ได้รับผู้ร่วมการทดลองที่มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น กลุ่มผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัด เพราะไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่ โดยผลสำรวจ Global Health Consumer Survey ของ PwC ระบุว่า 66% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ยินดีที่จะเข้าร่วมการทดลองทางคลินิกในรูปแบบดิจิทัล อย่างไรก็ดี ความน่าเชื่อถือ ระยะเวลา และความกังวลด้านสุขภาพ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนมากไม่ต้องการเข้าร่วมการทดลองทางคลินิกผ่านช่องทางดิจิทัล ดังนั้นผู้ทำการทดลองจะต้องตระหนักถึงประเด็นเหล่านี้ และหาทางแก้ไขเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่ต้องการเข้าร่วมเป็นอาสาสมัคร

    4. พัฒนาความสามารถของห่วงโซ่อุปทานให้ตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันและกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว วิกฤตโควิดได้ส่งผลกระทบต่อระบบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดยทำให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบที่จำเป็น เช่น สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม เครื่องช่วยหายใจ หรือแม้แต่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment: PPE) เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจึงต้องหันมาบริหารห่วงโซ่อุปทานให้มีความยืดหยุ่น และต้องหันมาพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคหรือในประเทศตนเองเพิ่มขึ้น (Supply localisation) เพื่อกระจายความเสี่ยง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรพิจารณาเพิ่มเงินลงทุนในเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงมองหาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และการกระจายสินค้า ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการฝ่าวิกฤตสุขภาพครั้งนี้

 

จะเห็นได้ว่า ทั้ง 4 เทรนด์ที่ผมกล่าวไปข้างต้น ล้วนเป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโรคโควิดทั้งสิ้น ซึ่งแม้ว่าเราจะไม่อาจคาดการณ์ได้ว่า วิกฤตนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไร แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ผู้ให้บริการด้านสุขภาพไม่สามารถดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป เพราะไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับเกมกลยุทธ์เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงนี้ และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันอื่นๆ ที่อาจจะเข้ามาทำให้วิถีการดำเนินชีวิตต้องหยุดชะงักได้อีกในอนาคต  

 

อ้างอิง:

The post ‘4 เทรนด์’ ธุรกิจบริการสุขภาพที่ต้องจับตาในยุคโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>