อุตสาหกรรมดิจิทัล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/อุตสาหกรรมดิจิทัล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 06 Mar 2026 07:22:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 บีโอไอเปิดเวทีไทย-จีน ดึง 800 ราย ปั้นไทยฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง รับคลื่นทุนจีนคุณภาพ https://thestandard.co/boi-thailand-china-tech-investment/ Fri, 06 Mar 2026 07:21:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1185019 ภาพงานสัมมนา Thailand-China Investment Forum จัดโดยบีโอไอ เพื่อดึงดูดนักลงทุนจีน 800 ราย ปั้นไทยเป็นฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง

บีโอไอ ร่วมกับสถานทูตจีนประจำประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐแล […]

The post บีโอไอเปิดเวทีไทย-จีน ดึง 800 ราย ปั้นไทยฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง รับคลื่นทุนจีนคุณภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพงานสัมมนา Thailand-China Investment Forum จัดโดยบีโอไอ เพื่อดึงดูดนักลงทุนจีน 800 ราย ปั้นไทยเป็นฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง

บีโอไอ ร่วมกับสถานทูตจีนประจำประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดงาน ‘Thailand-China Investment Forum’ นักลงทุนจีนเข้าร่วมงานคับคั่งกว่า 800 คน เปิดมุมมองใหม่สู่โอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมให้ข้อมูลและแนวปฏิบัติที่ถูกต้องแก่นักลงทุนจีน ย้ำยุทธศาสตร์ฐานผลิตคุณภาพ สะท้อนความเชื่อมั่น ตัวเลขลงทุนจีน 5 ปี พุ่งกว่า 6 แสนล้านบาท

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน จัดงาน ‘Thailand-China Investment Forum: Keys to Success & Sustainable Growth for Chinese Enterprises’ เพื่อเสนอโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย พร้อมให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับกฎระเบียบในการประกอบธุรกิจในประเทศไทยและแนวปฏิบัติที่ถูกต้องแก่นักลงทุนจีน

 

โดยมีวิทยากรจากหลายหน่วยงานมาร่วมกันให้ข้อมูล เช่น เลขาธิการบีโอไอ เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้บริหารของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมการจัดหางาน

 

อีกทั้งมีหน่วยงานพันธมิตรร่วมออกบูธให้คำปรึกษากว่า 20 หน่วยงาน โดยมีนักลงทุนจีนในประเทศไทยให้ความสนใจเข้าร่วมงานกว่า 800 คน ส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์โลหะและวัสดุ เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ และดิจิทัล

 

นฤตม์กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และกระแสความยั่งยืน ผลักดันให้บริษัทชั้นนำทั่วโลกต้องปรับแผนธุรกิจใหม่ โดยมองหาแหล่งลงทุนที่มีเสถียรภาพ มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี และมีความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการลงทุนยุคใหม่นี้

 

โดยนักลงทุนจากประเทศจีน จะเป็นหนึ่งในกลุ่มนักลงทุนที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2564-2568) มีคำขอรับการส่งเสริมจากจีนรวมกว่า 2,400 โครงการ มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท

 

ปัจจุบันมีบริษัทจีนชั้นนำระดับ Fortune China 500 จำนวนมากเข้ามาตั้งฐานธุรกิจในไทย ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า เช่น BYD, SAIC (MG), GWM, Changan กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เช่น Midea, Haier, Hisense กลุ่มดิจิทัล เช่น Alibaba Cloud, Huawei, Tencent, TikTok กลุ่มแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน เช่น Sunwoda, Gotion, CALB เป็นต้น

 

“โครงการลงทุนจากจีนในประเทศไทยที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างงานคุณภาพแก่บุคลากรไทย รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถพัฒนาตนเองเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกในหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดิจิทัลและ AI ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ งาน Thailand-China Investment Forum ครั้งนี้ บีโอไอตั้งใจจัดขึ้นเพื่อให้นักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจกฎกติกา และดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตร่วมกัน ระหว่างการลงทุนจากจีนกับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน” นายนฤตม์ กล่าว

 

ฯพณฯ จาง เจี้ยนเหว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้กล่าวสุนทรพจน์ โดยเน้นย้ำความคาดหวังต่อบริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย 3 ประการ ได้แก่

 

1. การดำเนินธุรกิจโดยยึดมั่นในกฎระเบียบของไทยอย่างเคร่งครัด พร้อมรักษามาตรฐานการดำเนินงานที่โปร่งใสและมีความรับผิดชอบ

 

2. การเสริมสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมจีน–ไทย

 

3. การขับเคลื่อนแนวคิด “In Thailand, For Thailand” ผ่านการเพิ่มการลงทุนในท้องถิ่น การพัฒนาบุคลากรไทย และการส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการวิจัย ตลอดจนการมีส่วนร่วมต่อสังคมและชุมชน เพื่อให้การลงทุนของจีนมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

 

นอกจากนี้ นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้บรรยายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ “ถิ่นกำเนิดสินค้า” เพื่อเสริมศักยภาพการผลิตในประเทศไทยสู่การส่งออกอย่างยั่งยืน นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกทำเลที่ตั้งและข้อปฏิบัติในการจัดตั้งโรงงานภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม อีกทั้งยังมีผู้แทนจากบีโอไอ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมการจัดหางาน ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์ด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานสำหรับผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ รวมถึงกฎระเบียบในการดูแลแรงงานในประเทศไทย เพื่อให้นักลงทุนจีนสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้องและราบรื่น

 

งานสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายและกฎระเบียบการลงทุนของประเทศไทย พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนจีนในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสนับสนุนให้การลงทุนจากจีนสามารถเติบโตควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยและห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างยั่งยืน

The post บีโอไอเปิดเวทีไทย-จีน ดึง 800 ราย ปั้นไทยฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง รับคลื่นทุนจีนคุณภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 อันดับ อุตสาหกรรมที่มูลค่าเงินลงทุนสูงสุด บีโอไอเผยยอดขอลงทุนปี 2568 พุ่ง 1.8 ล้านล้านบาท สูงเป็นประวัติการณ์ https://thestandard.co/boi-record-investment-industries/ Mon, 26 Jan 2026 11:20:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1169705 แผนภาพแสดงการลงทุนของบีโอไอและอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมสถิติยอดขอส่งเสริมปี 2568 ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2568 มูลค่ากว่า […]

The post 5 อันดับ อุตสาหกรรมที่มูลค่าเงินลงทุนสูงสุด บีโอไอเผยยอดขอลงทุนปี 2568 พุ่ง 1.8 ล้านล้านบาท สูงเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนภาพแสดงการลงทุนของบีโอไอและอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมสถิติยอดขอส่งเสริมปี 2568 ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2568 มูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีจำนวนโครงการกว่า 3,300 โครงการ สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุน ยกไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมีจำนวน 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้น 11% และมีเงินลงทุน 1,876,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 67%

 

นับเป็นยอดเงินลงทุนและจำนวนโครงการ ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมที่สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบีโอไอ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียวที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

 

โดยนักลงทุนมองว่า ประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว และตอบโจทย์การลงทุนในโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด บุคลากรที่มีคุณภาพ ซัพพลายเชนที่ครบวงจร รวมทั้งจุดยืนของประเทศไทยในเวทีโลกที่พยายามรักษาความเป็นกลางและความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ

 

เปิดชื่ออุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก

 

1. อุตสาหกรรมดิจิทัล 746,198 ล้านบาท 151 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยบริษัทชั้นนำจากสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ยุโรป และไทย เช่น บจ.ซีนิท ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส, บจ. กาแล็คซี่ พีค ดาต้า เซ็นเตอร์, บจ.เคทู สแทรททิจิค อินฟราสตรัคเจอร์ และ บจ.ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ นอกจากนี้จะเป็นกิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มบริการดิจิทัล และดิจิทัลคอนเทนต์

 

2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 277,645 ล้านบาท 470 โครงการ กิจการที่มีการลงทุนสูงเช่น การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบสำหรับ PCB จำนวน 94 โครงการ เงินลงทุนรวม 249,162 ล้านบาท เช่น บจ.เพ๊ง เชิน เทคโนโลยี, บจ.โกลด์ เซอร์คิท อีเลคโทรนิคส์, บจ.พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง อยุธยา, บจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ นอกจากนี้ มีโครงการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์โทรคมนาคม การออกแบบ IC การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และวงจรรวม การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ตลอดจนการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ต้นน้ำระดับเซลล์ครั้งแรกในไทย ของ บจ.ซันโวด้า ออโตโมทีฟ เอนเนอร์จี เทคโนโลยี ผู้ผลิตแบตเตอรี่เซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน Top 10 ของโลก

 

3. อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 84,085 ล้านบาท 288 โครงการ ประกอบด้วย โครงการลงทุนผลิตรถยนต์โดยค่ายญี่ปุ่น เช่น บจ.อีซูซุมอเตอร์ โครงการผลิตรถจักรยานยนต์ของ บจ.ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ กิจการยางล้อรถยนต์ของ บจ.ซูมิโตโม รับเบอร์ นอกจากนี้ยังมีโครงการผลิตยางล้ออากาศยาน ระบบอัจฉริยะในรถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ต่างๆ

 

4. อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร 75,683 ล้านบาท 301 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตอาหารและสิ่งปรุงแต่งอาหาร การผลิตบรรจุภัณฑ์จากผลผลิตหรือเศษวัสดุทางการเกษตร การแปรรูปยางพารา การผลิตอาหารสัตว์ โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยงที่ตลาดขยายตัวสูง และการผลิตน้ำมันจากพืชหรือสัตว์

 

5.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 58,396ล้านบาท 267 โครงการ มีโครงการขนาดใหญ่ เช่น การผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโพลีโพรพิลีน การผลิตผงคาร์บอนดำชนิดที่นำไฟฟ้าสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และโครงการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ

 

นอกจากนี้ ยังมีกิจการอื่นที่มีการลงทุนสูงและมีความสำคัญต่อ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนหรือขยะ 107,655 ล้านบาท 445โครงการ กิจการด้านการแพทย์ (ผลิตอุปกรณ์การแพทย์และบริการทางการแพทย์) 28,883 ล้านบาท 101 โครงการ

 

10 อันดับ การลงทุนจากต่างประเทศ FDI

 

มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 2,421 โครงการ เพิ่มขึ้น 21% เงินลงทุนรวม 1,359,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

 

1. สิงคโปร์ 547,316 ล้านบาท 457 โครงการ

 

2. ฮ่องกง 245,335 ล้านบาท 266 โครงการ

 

3. จีน 172,114 ล้านบาท 982 โครงการ

 

4. ญี่ปุ่น 119,098ล้านบาท 311 โครงการ

 

5. สหราชอาณาจักร 100,322 ล้านบาท 29 โครงการ

 

6. สหรัฐอเมริกา 33,154 ล้านบาท 61 โครงการ

 

7. ไต้หวัน 29,311 ล้านบาท 142 โครงการ

 

8. เนเธอร์แลนด์ 24,998 ล้านบาท 68 โครงการ

 

9. ฝรั่งเศส 16,097 ล้านบาท 20 โครงการ

 

10. สวิตเซอร์แลนด์ 13,823 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ การลงทุนของสิงคโปร์ที่สูงขึ้นมาก เกิดจากการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทที่มีบริษัทแม่เป็นสัญชาติจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

 

ส่วนในแง่พื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่เกือบ 60% อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก 1,109,349 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง

 

สำหรับสถิติการออกบัตรส่งเสริม หลังจากที่บีโอไออนุมัติโครงการแล้ว บริษัทต้องมายื่นเอกสารด้านการเงินและการจัดตั้งบริษัทเพื่อออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด โดยในปี 2568 มีการออกบัตรส่งเสริมจำนวน 2,779 โครงการ เงินลงทุน 1,152,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 36 เป็นสัญญาณที่ดีว่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จะมีเม็ดเงินลงทุนจริงจำนวนมากที่จะช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ

 

“ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจุดแข็งของโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทำให้นักลงทุนชั้นนำจำนวนมากตัดสินใจ เข้ามาตั้งฐานในไทย”

 

ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงอุตสาหกรรมชีวภาพที่ไทยมีศักยภาพสูง ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่มีคุณค่าและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยโครงการที่ได้รับการส่งเสริมในปี 2568 จะมีการจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มกว่า 2.2 แสนคน จะใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี และจะเพิ่มมูลค่าส่งออกของประเทศอีกกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี” นฤตม์ กล่าว

 

แนวโน้มการลงทุนและภารกิจสำคัญในปี 2569

 

นฤตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มการลงทุนในปี2569 จะยังคงเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 โดยมี แรงขับเคลื่อนสำคัญจาก 5 ปัจจัยหลัก คือ

 

1. กระแสการโยกย้ายฐานการผลิต เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทใหญ่จำนวนมากที่เคยมีฐานผลิตในจีน ได้เริ่มขยับขยายออกมาหาแหล่งผลิตใหม่ โดยยังคงฐานผลิตในจีนสำหรับตลาดจีน (China for China) และมุ่งมาลงทุนที่อาเซียนเพื่อใช้เป็นฐานผลิตและส่งออกไปยังตลาดโลก รวมทั้งตลาดในสหรัฐอเมริกา

 

2. การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดและการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ทำให้เกิดการเร่งลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลโดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ AI Infrastructureและบริการคลาวด์อย่างรวดเร็ว รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ

 

3. เทรนด์โลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ทำให้เกิดกระแสการลงทุนสีเขียว ตั้งแต่ระบบโลจิสติกส์ วัตถุดิบ กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ต้องสีเขียวตลอดทั้งสาย รวมทั้งความต้องการใช้พลังงานสะอาด ทำให้เกิดการลงทุนในกลุ่มพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

4. การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้กำลังแรงงานลดน้อยลง ภาคธุรกิจจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนในกลุ่มธุรกิจดิจิทัล รวมทั้งอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Digitalization and Automation)

 

5. ศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจขยายฐานการผลิตในประเทศไทย

 

สำหรับภารกิจสำคัญของบีโอไอ ในปี 2569 จะผลักดันให้เกิดการลงทุนที่จะนำไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาระบบนิเวศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

 

โดยจะเน้น 5 ภารกิจสำคัญ ดังนี้

 

1. ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะการสร้างฐาน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ให้มีความมั่นคงและแข็งแกร่ง ได้แก่ อุตสาหกรรมชีวภาพ (BCG), ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญ, เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ดิจิทัลและ AI, กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ , สุขภาพและการแพทย์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ อากาศยาน

 

2. พัฒนาบุคลากรไทย เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยบีโอไอจะทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง อว. กระทรวงแรงงาน และภาคเอกชน ผลักดัน “มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่” ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ และโครงการ Skill Bridge ของรัฐบาล

 

3. ดึงดูดกลุ่มบุคลากรทักษะสูงให้เข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ ผ่านการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน ไม่ว่าจะเป็น BOI visa, Long-term Resident (LTR) visa และ SMART visa รวมทั้งการพัฒนาบริการของศูนย์ One Stop Service ที่อาคารวันแบงค็อก

 

4. เสริมสร้างความเข้มแข็งของซัพพลายเชน เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม ๆ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local content)

 

5. อำนวยความสะดวกในการลงทุน (Ease of Investment) ผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งบอร์ด บีโอไอได้คัดเลือกโครงการที่จะได้รับบัตร FastPass ล็อตแรก จำนวน 16 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท โดยบีโอไออยู่ระหว่างจัดทำ SLA ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร

The post 5 อันดับ อุตสาหกรรมที่มูลค่าเงินลงทุนสูงสุด บีโอไอเผยยอดขอลงทุนปี 2568 พุ่ง 1.8 ล้านล้านบาท สูงเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจ้าสัวสารัชถ์’ ส่ง Gulf Edge จับมือ Google Cloud https://thestandard.co/sarath-gulf-edge-partners-google-cloud/ Thu, 22 Jan 2026 03:20:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1168003 ‘เจ้าสัวสารัชถ์’ ส่ง Gulf Edge จับมือ Google Cloud

บริษัท กัลฟ์ เอ็ดจ์ จำกัด (Gulf Edge) ในเครือกลุ่มบริษั […]

The post ‘เจ้าสัวสารัชถ์’ ส่ง Gulf Edge จับมือ Google Cloud appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจ้าสัวสารัชถ์’ ส่ง Gulf Edge จับมือ Google Cloud

บริษัท กัลฟ์ เอ็ดจ์ จำกัด (Gulf Edge) ในเครือกลุ่มบริษัทกัลฟ์ ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Google Cloud เพื่อนำเทคโนโลยี AI มาใช้ยกระดับการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งมีแผนจะร่วมกันจัดตั้ง Center of Excellence (CoE) ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและ AI ในประเทศไทย

 

สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) กล่าวว่า การขยายความร่วมมือกับ Google Cloud ครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลแห่งอนาคตของประเทศไทย เพื่อผลักดันให้กลุ่มบริษัทกัลฟ์และบริษัทในเครือก้าวสู่การเป็นผู้นำในยุค AI อย่างแท้จริง GULF ตั้งเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่าจะเป็นผู้บุกเบิกการนำเทคโนโลยี Sovereign Cloud ที่มีความปลอดภัยสูงสุด และ Agentic AI ที่ชาญฉลาด มาปรับใช้ในธุรกิจของเราและบริษัทในเครือ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ความร่วมมือนี้จะช่วยจุดประกายการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัลในไทย

 

ทั้งการสร้างบุคลากรที่มีทักษะแห่งอนาคต และการเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ สอดรับกับเทรนด์ AI โลก การนำจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานของกัลฟ์ มาผสานกับเทคโนโลยีระดับโลกจาก Google จะช่วยปลดล็อกศักยภาพให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าถึง AI ซึ่งไม่เพียงแต่จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเท่านั้น แต่ยังช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP และเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน

 

สร้างแพลตฟอร์ม Agentic AI ยุคใหม่

 

ทั้งนี้เพื่อก้าวสู่ยุคใหม่แห่ง Agentic AI ผ่านการผสานข้อมูลและอัจฉริยภาพทางเทคโนโลยีหัวใจสำคัญของความร่วมมือระหว่าง Google Cloud และ Gulf Edge โดยมี AIS เป็นทั้งองค์กรต้นแบบและพันธมิตรในระบบนิเวศ คือการสร้างแพลตฟอร์ม Agentic AI ยุคใหม่ที่สามารถรวบรวมข้อมูลเครือข่ายและการดำเนินงานที่มีอยู่อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลประสิทธิภาพเครือข่ายแบบเรียลไทม์ หรือความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป การนำข้อมูลเหล่านี้มาบูรณาการภายใต้สภาพแวดล้อมที่มั่นคงปลอดภัยและยืดหยุ่น จะช่วยเร่งการส่งมอบ AI Agents ไปทั่วทั้งองค์กรผ่าน Gemini Enterprise ซึ่งมีความสามารถเหนือกว่าระบบอัตโนมัติทั่วไป สามารถคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อน พร้อมทั้งยกระดับการดูแลลูกค้าไปอีกขั้น

 

‘เจ้าสัวสารัชถ์’ ส่ง Gulf Edge จับมือ Google Cloud 1

 

สำหรับตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ AIS ที่มุ่งยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าสู่มาตรฐานใหม่ในทุกช่องทางบริการ ผ่านการนำ AI Models และโซลูชั่นคลาวด์ชั้นนำของ Google มาใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน myAIS หรือศูนย์บริการลูกค้าที่เพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI นอกจากนี้ การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลยังช่วยให้พนักงานทำงานได้คล่องตัวขึ้น ด้วยเครื่องมืออัจฉริยะที่ช่วยจัดการงานประจำให้โดยอัตโนมัติ ทำให้พนักงานสามารถทุ่มเทเวลาไปกับการดูแลลูกค้าในส่วนที่สำคัญและมีความซับซ้อนได้มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ใช้บริการได้รับประสบการณ์ที่รวดเร็ว ตรงใจ และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างชาญฉลาด

 

โดยเร่งสร้างนวัตกรรมทั่วประเทศด้วย Sovereign AI และ Agentic AI

 

ความร่วมมือที่ขยายขอบเขตขึ้นในครั้งนี้ ได้วางบทบาทให้ Gulf Edge เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในการบุกเบิกตลาด (Go-to-market partner) ในการผลักดันการเข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยี Agentic AI ระดับองค์กร อาทิ Gemini Enterprise รวมไปถึงการให้บริการ Sovereign Cloud ที่มีอธิปไตยทางข้อมูล ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมควบคู่ไปกับการตอบโจทย์ด้านการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ (Data Residency) สำหรับอุตสาหกรรมที่มีกฎระเบียบควบคุมเข้มงวดส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจสามารถพัฒนานวัตกรรมได้อย่างเต็มที่ โดยมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ละเอียดอ่อนจะถูกจัดเก็บและดูแลอยู่ภายใต้ขอบเขตอธิปไตยของประเทศ

 

เปิดแผนจับมือตั้ง Center of Excellence ในไทย

 

นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทมีแผนที่จะร่วมกันจัดตั้ง Center of Excellence (CoE) ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและ AI เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเชิงลึกและการนำไปปรับใช้งานจริงภายใน Gulf Edge โดยศูนย์แห่งนี้จะพัฒนาต้นแบบนวัตกรรม (Innovation Blueprints) เฉพาะทางสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจค้าปลีก การเงิน และการผลิต ซึ่งจะเป็นโครงร่างทางเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูงบนระบบของ Google Cloud เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ การยกระดับทักษะผู้เชี่ยวชาญในศูนย์ความเป็นเลิศนี้จะเปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) โดยเริ่มจากกลุ่มบริษัทกัลฟ์ ก่อนจะขยายผลไปสู่การส่งเสริมการใช้งาน AI ในวงกว้างแก่องค์กรทุกขนาดทั่วประเทศไทย

 

ด้านคาร์ธิก นาเรน (Karthik Narain) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และธุรกิจ Google Cloud กล่าวว่า AI คือโอกาสครั้งสำคัญที่สุดแห่งยุคที่จะพลิกโฉมทั้งวิธีการทำงาน การดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เราภูมิใจที่ได้ผนึกกำลังกับ Gulf Edge เพื่อร่วมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะพาสังคมไทยก้าวสู่อนาคตดิจิทัลอย่างเต็มตัว เรามุ่งหวังที่จะเสริมศักยภาพให้ทุกองค์กรในประเทศไทยมีความคล่องตัว พร้อมรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อน และเปลี่ยนไอเดียที่ยิ่งใหญ่ให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้

The post ‘เจ้าสัวสารัชถ์’ ส่ง Gulf Edge จับมือ Google Cloud appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ส่งเสริมลงทุนอุตสาหกรรมดิจิทัลครบวงจร ใช้จุดแข็งดึงต่างชาติลงทุน Data Center-Cloud Service เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ https://thestandard.co/prime-minister-promotes-investment-in-the-digital-industry/ Sun, 28 Jul 2024 05:13:09 +0000 https://thestandard.co/?p=964096

วันนี้ (28 กรกฎาคม) ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมน […]

The post นายกฯ ส่งเสริมลงทุนอุตสาหกรรมดิจิทัลครบวงจร ใช้จุดแข็งดึงต่างชาติลงทุน Data Center-Cloud Service เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (28 กรกฎาคม) ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการลงทุน Data Center ในประเทศไทย โดยเชื่อมั่นว่าการลงทุนในโครงการ Data Center และ Cloud Service ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล จะช่วยต่อยอดพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของไทยให้เป็นฐานการลงทุนที่สำคัญในภูมิภาคและเป็นที่จับตามองของโลก

 

พร้อมทั้งเป็นโอกาสสนับสนุนไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Hub) ซึ่งเป็น 1 ใน 8 ของวิสัยทัศน์ IGNITE THAILAND ของนายกฯ ทั้งนี้ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ขานรับต่อยอดการหารือของนายกฯ กับเอกชนรายใหญ่ระดับโลก ซึ่งแสดงความสนใจการลงทุนในไทย

 

ชัยกล่าวต่อว่า จากการต่อยอดการหารือระหว่างนายกฯ กับเอกชนรายใหญ่ ทำให้พบว่าโครงการ Data Center และ Cloud Service ที่ BOI ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนในปัจจุบันรวมถึง 37 โครงการ มีมูลค่าเงินลงทุน 98,539 ล้านบาท ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในหลายจังหวัด เช่น กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี และระยอง

 

โดยมีบริษัทชั้นนำระดับโลกหลายรายที่ได้เข้ามาลงทุนโครงการ Data Center เช่น Amazon Web Services จากสหรัฐอเมริกา ลงทุนสร้าง Data Center 3 แห่ง ด้วยเงินลงทุนกว่า 25,000 ล้านบาทในเฟสแรกของประกาศการลงทุนสร้าง Data Center ในไทยเป็นจำนวนมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาทภายในปี 2580, Evolution Data Centres จากสิงคโปร์ ลงทุน 4,000 ล้านบาท และ Telehouse จากญี่ปุ่น ลงทุน 2,700 ล้านบาท เป็นต้น

 

Cloud Service เช่น Alibaba Cloud ลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท, Huawei Technologies ลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ คาดการณ์ว่าในปี 2567 มูลค่าตลาด Data Center ของไทยจะมีแนวโน้มเติบโตประมาณร้อยละ 24 และมูลค่าบริการ Public Cloud จะขยายตัวที่ร้อยละ 29

 

ทั้งนี้ BOI เชื่อมั่นว่าไทยมีศักยภาพและจุดแข็ง 5 ประการ ที่ทำให้ผู้ให้บริการ Data Center และ Cloud Service เชื่อมั่นให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายที่บริษัทชั้นนำระดับโลกเลือกเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการลงทุน ซึ่งได้แก่

 

  1. ทำเลที่ตั้งของไทยอยู่ในจุดศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน สามารถเชื่อมต่อกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคได้ (Connecting Hub)
  2. มีความมั่นคง ปลอดภัยสูง เสี่ยงภัยต่อธรรมชาติต่ำ เป็นกลางในเวทีระหว่างประเทศ และกฎระเบียบด้านดิจิทัลมีมาตรฐานสากล เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และกฎหมายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Act)
  3. โครงสร้างพื้นฐานมีคุณภาพสูง ทั้งระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียร และมีศักยภาพในการจัดหาพลังงานสะอาดที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการลงทุน Data Center มีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีศักยภาพ สามารถรองรับการส่งข้อมูลในปริมาณสูง
  4. ตลาดในประเทศขยายตัวสูง คนไทยมีทักษะในการเข้าถึงและใช้อินเทอร์เน็ตในกิจกรรมต่างๆ อาทิ การทำธุรกรรมการเงินผ่านระบบดิจิทัล ทำให้ความต้องการยกระดับสู่ยุคดิจิทัลสูง
  5. สิทธิประโยชน์ที่จูงใจ

 

ชัยกล่าวว่า นายกฯ เชื่อมั่นในความพร้อมและศักยภาพของไทย ซึ่งนายกฯ ได้ดำเนินนโยบายเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง และการที่บริษัทใหญ่ระดับโลกประกาศร่วมลงทุนในโครงการ Data Center และ Cloud Service ของไทย เป็นอีกหนึ่งการยืนยันถึงโอกาสของไทยในการเป็น Digital Economy Hub ทำให้ไทยถูกจับตามองบนเวทีการลงทุนระหว่างประเทศ พร้อมก้าวสู่การพัฒนาเศรษฐกิจใหม่และอุตสาหกรรมอนาคต

The post นายกฯ ส่งเสริมลงทุนอุตสาหกรรมดิจิทัลครบวงจร ใช้จุดแข็งดึงต่างชาติลงทุน Data Center-Cloud Service เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คาดหว่านเงินลงทุน 4 อุตสาหกรรมกว่า 5 แสนล้านบาท หลังนายกฯ เดินสายต่างประเทศ https://thestandard.co/government-performance-260324/ Tue, 26 Mar 2024 07:41:21 +0000 https://thestandard.co/?p=915609

วันนี้ (26 มีนาคม) ม.ล.ชโยทิต กฤดากร ที่ปรึกษานายกรัฐมน […]

The post คาดหว่านเงินลงทุน 4 อุตสาหกรรมกว่า 5 แสนล้านบาท หลังนายกฯ เดินสายต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (26 มีนาคม) ม.ล.ชโยทิต กฤดากร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลด้านการลงทุนและความร่วมมือภาคเอกชนต่างชาติว่า นายกรัฐมนตรีเดินทางไป 14 ประเท​ศ หารือกับบริษัทชั้นนำกว่า 60 บริษัท และยืนยันมีบริษัทเข้ามาลงทุน อาทิ AWS ประกาศลงทุนในไทย 2 แสนล้านบาท มีอีก 2 บริษัทระดับโลกกำลังเจรจาอยู่ ซึ่งอยู่ในส่วนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ผลิตไมโครชิป ทำให้ไทยก้าวสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น

 

ทั้งนี้ ม.ล.ชโยทิต ชี้ถึงปัจจัยความสำเร็จในการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ จำเป็นต้องเตรียมความสามารถในการแข่งขันทุกมิติ ทั้งด้านพลังงานหมุนเวียน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แรงงานทักษะสูง และความเป็นกลางทางภูมิศาสตร์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ประเทศไทยมีการเตรียมการรองรับไว้แล้ว 

 

ในส่วนของพลังงานหมุนเวียน ไทยได้เปรียบเพราะเรามีแผนพลังงานสะอาด โดยเดินหน้าเข้าสู่ Low Carbon Society ซึ่งไทยผลิตไฟฟ้าโดยใช้ก๊าซ 70% มีแผนชัดเจนภายในปี 2040 ไม่มีการใช้พลังงานจากถ่านหินแล้ว ให้เป็นฐานอุตสาหกรรมที่สะอาดที่สุดในภูมิภาคนี้ 

 

ส่วนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ไทยมีการเตรียมพร้อมระบบราง ท่าเรือขนส่งสินค้า การปรับปรุงสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับแผนไทยเป็นฮับการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยว 60 ล้านคน เปรียบไทยเป็นศูนย์กลางของแหลมทอง หากมีการคมนาคมที่สมบูรณ์แบบ รับรองว่าจะมีคนมาใช้บริการ รวมถึงมีการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ รองรับการคมนาคมขนส่งเดินเรือหลังช่องแคบมะละกา มีการจราจรที่หนาแน่น ดังนั้น เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต่างชาติให้ความสำคัญว่าไทยไม่ได้ดีแต่พูด แต่ทำจริงๆ 

 

ทั้งนี้ ในส่วนภูมิรัฐศาสตร์​ ถือว่าเราทำตัวเป็นกลาง เราไม่มีพรมแดนติดกับมหาอำนาจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะมองว่าการที่มีพรมแดนติดกับมหาอำนาจจะมีความหนาวและร้อนในเวลาเดียวกัน ถือเป็นจุดแข็งที่เรามี ทำให้ไทยสามารถทำตัวเป็นกลางได้อย่างแท้จริง

 

ม.ล.ชโยทิต ระบุว่า บริษัทที่เข้าหารือกับประเทศไทย แบ่งออกเป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยกำลังผลักดัน ประกอบด้วย ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล เกษตรกรรมและอาหาร การท่องเที่ยว การเงิน การลงทุน และอื่นๆ เช่น โลจิสติกส์

 

ด้านการท่องเที่ยว หลังจากฟรีวีซ่าคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาใช้เงิน 1 ล้านคน ใช้เดือนละ 1 แสนบาท 1 ปีใช้เงิน 1.2 ล้านบาทต่อหัว ซึ่งคำนวณแล้วจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวสะพัดมากแค่ไหน

 

ม.ล.ชโยทิต ยืนยันว่า ทีมงานของไทยได้ทำงานอย่างขะมักเขม้น เพื่อประกาศเกียรติศักดิ์ของประเทศไทยว่ากลับมาแล้ว ประเทศไทยถูกกล่าวขานว่าเป็นสาวที่ค่อนข้างมีอายุแล้ว แล้วจะกลับมาเป็นสาวที่มีอายุและทันสมัยอย่างไร จึงเป็นสิ่งที่ทีมงานต้องเตรียมการ เพื่อไปติดตามงานในต่างประเทศอย่างจริงจัง 

 

ด้าน นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า จากการดำเนินการดังกล่าว เป็นผลให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2566 BOI ได้รับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่ารวม 8.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 9 ปี เมื่อพิจารณาเฉพาะมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีการเติบโตสูงถึง 72% จากปีก่อน และในไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 มูลค่า FDI ขยายตัวกว่า 145% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในช่วงปีที่ผ่านมา

 

ซึ่งรัฐบาลและ BOI ได้กำหนดยุทธศาสตร์เน้นหนักในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะใน 4 อุตสาหกรรม ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์, Data Center และ Cloud Services รวมถึงกิจการสำนักงานภูมิภาค (Regional Headquarters) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมหลักของประเทศ

 

อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นอนาคตที่สำคัญของโลก รัฐบาลไทยตระหนักถึงความสำคัญในการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จึงดำเนินมาตรการสนับสนุนหลากหลายรูปแบบ ทั้งดึงดูดผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้ารายใหม่เข้ามาลงทุน และสนับสนุนผู้ผลิตรายเดิมให้สามารถปรับตัวได้ ซึ่งผลจากการดำเนินงาน ทำให้บริษัทผู้ผลิตจากจีนหลายรายในระดับท็อป 10 ของโลก เช่น BYD, AION, CHANGAN, GWM และ MG เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก และจากการเจรจาครั้งสำคัญเมื่อปีที่แล้วที่กรุงโตเกียว ทำให้ 4 ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นชั้นนำมีแผนการขยายการลงทุนรวมกว่า 1.5 แสนล้านบาทภายใน 5 ปี สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสสำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานในการปรับตัวไปสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต และการรักษาธุรกิจ ICE ในปัจจุบัน ในขณะที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าเจรจากับผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จากยุโรปและอเมริกาอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนั้น รัฐบาลยังมีมาตรการสนับสนุนการผลิตชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า โดยรัฐบาลอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์ชั้นนำของโลก คาดว่าภายในปีนี้จะมีผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่อย่างน้อย 2 รายเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

 

สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผ่านมาไทยประสบความสำเร็จในการดึงการลงทุนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์กลางน้ำไปจนถึงปลายน้ำมาลงทุนในประเทศไทย ดังนั้น รัฐบาลจึงตั้งเป้าพัฒนาให้เกิดระบบนิเวศด้วยการดึงดูดกลุ่มผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง เช่น การผลิตชิปต้นน้ำ การออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ การรับจ้างผลิตและทดสอบชิปขั้นสูง เข้ามายังประเทศไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมให้มีมูลค่าสูง สร้างงานทักษะสูงในประเทศ โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างเจรจากับบริษัทระดับโลกหลายราย พร้อมพัฒนาบุคลากรไทยเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้

 

ในด้านอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะด้าน Data Center และ Cloud Services ซึ่งเป็นพื้นฐานของอุตสาหกรรม AI คาดว่าภายในปีนี้จะมีผู้ให้บริการระดับ Hyperscale เข้ามาลงทุนเพิ่มเติมอย่างน้อย 2 ราย ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องหลายแสนล้านบาทในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคได้

 

ประเด็นสุดท้ายคือ การดึงดูดบริษัทชั้นนำให้ตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ รวมถึงศูนย์กลางการเงินและโลจิสติกส์ของภูมิภาคนี้ โดยในปีที่ผ่านมา มีบริษัทต่างชาติรายใหญ่หลายรายเลือกไทยในการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาค ส่งผลให้มีแรงงานทักษะสูงระดับผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญเข้ามาอยู่ในประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไทย 

 

นอกจากนั้น รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นในการจูงใจให้ภาคเอกชนจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่มีฐานการผลิตในไทยและอาเซียน รวมทั้งกลุ่มธุรกิจบริการต่างๆ เช่น ดิจิทัล การเงิน โลจิสติกส์ ไปจนถึงธุรกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ซึ่งใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของไทยในหลายๆ ด้าน โดยนอกเหนือจากปัจจัยด้านธุรกิจ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากรที่มีคุณภาพ และต้นทุนทางธุรกิจที่เหมาะสมแล้ว ยังมีปัจจัยที่สนับสนุนการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตสำหรับกลุ่มคนทำงานด้วย เช่น สิ่งอำนวยความสะดวก ระบบรักษาพยาบาล โรงเรียน และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ โดยในปีนี้คาดว่าจะมีบริษัทใหญ่ตัดสินใจเข้ามาลงทุนจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในไทยเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 5 ราย 

 

ทั้งนี้ การเดินทางไปต่างประเทศแต่ละครั้งต้องมีการทำงานเพื่อเตรียมการก่อนไป ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมข้อมูลเชิงลึก แพ็กเกจการลงทุนที่จูงใจและตอบโจทย์ต่อความต้องการของนักลงทุน รวมถึงการทำงานเพื่อติดตามผลการประชุมอย่างเข้มข้นต่อเนื่องโดยทีมงานของนายกรัฐมนตรีร่วมกับทีม BOI เพื่อช่วยแก้อุปสรรคปัญหา รวมไปถึงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อทำให้ประเทศไทยเอื้อต่อการลงทุน ซึ่งในส่วนนี้ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และทีมรัฐบาลได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดย BOI ได้ประเมินเม็ดเงินลงทุนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากกิจกรรม Road Show และมาตรการสนับสนุนของรัฐบาลจาก 4 อุตสาหกรรมหลักที่ได้กล่าวมา รวมแล้วประมาณ 558,000 ล้านบาท 

 

นอกจากการดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนต่างชาติ เรายังเห็นความคืบหน้าการดำเนินงานในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟรีวีซ่า ซึ่งได้มีการเจรจาและเกิดขึ้นแล้วกับจีน คาซัคสถาน และอินเดีย และอีกหลายประเทศที่กำลังดำเนินการความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากร การเปิดช่องทางการค้าใหม่ๆ เพิ่มความสัมพันธ์ในการลงนามข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และการผลักดันด้านความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียน โดยประชาชนไทยจะได้รับประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการสร้างความร่วมมือกับรัฐบาล องค์กร และบริษัทชั้นนำของโลก ผ่านการสร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาทักษะและศักยภาพของแรงงานให้สูงขึ้น ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักบนเวทีโลกในแง่ของการเป็นผู้นำของภูมิภาคเอเชีย และท้ายที่สุดแล้วประชาชนคนไทยจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนจากการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เป็นที่ต้องการในอนาคต

The post คาดหว่านเงินลงทุน 4 อุตสาหกรรมกว่า 5 แสนล้านบาท หลังนายกฯ เดินสายต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลยุทธ์สร้างคนฉบับ ‘AIS’ ปั้นพนักงานคุณภาพภายใต้องค์กรขนาด 13,000 คน https://thestandard.co/ais-strategy-quality-employees/ Mon, 13 Feb 2023 04:45:39 +0000 https://thestandard.co/?p=749356 AIS

ท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมดิจิทัลเทคโนโ […]

The post กลยุทธ์สร้างคนฉบับ ‘AIS’ ปั้นพนักงานคุณภาพภายใต้องค์กรขนาด 13,000 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
AIS

ท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมดิจิทัลเทคโนโลยีทั่วโลก ทำให้แต่ละบริษัทต้องหันกลับมามุ่งพัฒนาบุคลากรอย่างจริงจัง เพื่อนำองค์กรก้าวให้ทันกับโลกของธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป 

 

“เพราะคนเป็นจุดเริ่มต้นของการให้บริการที่มีคุณภาพ” 

 

คำตอบที่สะท้อนถึงการเคลื่อนตัวของ AIS ผ่านวิสัยทัศน์ของ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล AIS และกลุ่มอินทัช ต่อเนื่องจากคำตอบที่ว่า “ช่วง 8 ปีที่ผ่านมา AIS พูดเรื่องทรานส์ฟอร์มมาตลอด โดยเน้นย้ำไปที่คุณภาพ และการสร้างทักษะใหม่ๆ เพื่อรับกับบริบทของลูกค้าที่เปลี่ยนไป” 

 

ภายในองค์กร AIS เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?

กานติมาเล่าว่า AIS มีการเคลื่อนตัวเรื่องของคนมาตลอด คุณภาพของคนเป็นเรื่องสำคัญท่ามกลางความท้าทายที่สูงขึ้นในเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคล 

 

การมี AI เข้ามาแทนที่งานบางส่วน ทำให้คนทำงานต้องยกระดับตัวเองไปทำในสิ่งที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และด้วยโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้คนทำงานต้องยกระดับทักษะของตัวเองให้ทัน 

 

“ในองค์กร AIS หลังจากทำทรานส์ฟอร์เมชันก็มีพนักงานบางส่วนที่อาจจะปรับตัวไม่ทัน และต้องออกจากองค์กรไปตามธรรมชาติ” 

 

ปัจจุบัน AIS มีพนักงานอยู่ราว 13,000 คน ความท้าทายที่สำคัญคือ เราจะทำอย่างไรเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพของพนักงาน 

 

เพราะฉะนั้นการออกแบบองค์กรจึงต้องปรับเปลี่ยน เดิมที AIS มีระบบลำดับขั้น (Hierarchy) ที่แข็งแรงมาก บริษัทมีตำแหน่งไล่มาตั้งแต่ AVP, VP, SVP, EVP, SEVP และ C Level 

 

“เมื่อสักประมาณ 5-6 ปีก่อน AIS ต้องนำสิ่งเหล่านี้ออก และเปลี่ยนเป็น Head of นำหน้าเพียงแค่นั้น คนรุ่นหนึ่งอาจมองว่าตำแหน่งเหล่านี้เป็นความก้าวหน้า แต่คนรุ่นใหม่บอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีความสำคัญเลย แค่ความสำคัญกับการมีตัวตนในองค์กร” 

 

กลยุทธ์เพื่อการสร้างคนคุณภาพ

AIS ตั้งเป้าที่จะเป็น Hub of People Excellence with Quality โจทย์สำคัญของ AIS คือ จะทำอย่างไรเพื่อให้พนักงานกว่า 13,000 คน ซึ่งมีอายุเฉลี่ย 36 ปี ก้าวไปในทิศทางเดียวกัน 

 

เป้าหมายที่ AIS กำลังมุ่งไปในเรื่องการพัฒนาคนในปัจจุบันคือ เปลี่ยนจาก 6R ไปสู่ 6S ได้แก่ Suitable, Sanook, Simple, Strong, Sustainable และ Special ผ่านวัฒนธรรมองค์กรที่เรียกว่า Fit, Fun และ Fair

 

  • Fit ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องสุขภาพร่างกายเท่านั้น แต่หมายถึงการมีองค์ความรู้และทักษะที่สำคัญ
  • Fun คือความพร้อมที่จะรับความท้าทายใหม่ๆ สนุกกับโอกาสและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
  • Fair ไม่ใช่ความเท่ากันทั้งหมด แต่หมายถึงการวัดผลตามผลงานที่เกิดขึ้นจริง ผู้ที่ทำงานดี ทำงานได้ตามคำมั่นที่ให้ไว้ ก็จะได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม ส่วนผู้ที่ทำได้ต่ำกว่าเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง บริษัทก็จะมีการประเมินอย่างจริงจัง 

 

 

อีกหนึ่งค่านิยมที่สำคัญของ AIS คือ Generation Connected ซึ่งทุกคนในองค์กรไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใด ต้องมีพฤติกรรมเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี 

 

นอกจากการพัฒนาบุคลากรที่มีอยู่แล้ว การเติมคนรุ่นใหม่ก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน จึงเป็นที่มาของการทำโครงการ Digital Talent โดยการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างบุคลากรที่มีความสามารถให้ตรงกับสิ่งที่บริษัทมองหา ซึ่งในบางกรณีอาจเป็นการจ้างงานตั้งแต่ก่อนจะเรียนจบ 

 

ในมุมของการเติบโต AIS สนับสนุนให้เกิดการเติบโตบน 2 แกน คือ People Manager ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะเติบโตไปเป็นผู้บริหารคน และ Individual Contributor ที่ชอบสร้างความสำเร็จด้วยตัวเอง และอาจไม่ถนัดกับการบริหารคน 

 

“สิ่งที่ล้มเหลวส่วนมากคือ เรามักจะอนุมานว่าคนที่ทำงานดีในตำแหน่งหนึ่งพร้อมที่จะโตขึ้น โดยไม่เตรียมเขาให้พร้อมก่อน”

 

หรือแม้แต่เรื่องการให้รางวัลในปัจจุบันก็ไม่สามารถที่จะทำแบบ ‘One Size Fit All’ อย่างเรื่องของรางวัลอื่นๆ นอกเหนือจากเงินเดือน ปัจจุบัน AIS ได้ให้รางวัลพนักงานผ่านโทเคน แต่ละคนสามารถสะสมโทเคนจากการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทหรือแม้แต่วันเกิด 

 

“โทเคนเหล่านี้สามารถสะสมเพื่อนำไปแลกรางวัลต่างๆ ตั้งแต่ไอศกรีม ไปจนถึงตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ-ญี่ปุ่น การให้รางวัลพนักงานในลักษณะนี้จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของพนักงานในแต่ละเจเนอเรชัน” 

 

ความท้าทายขององค์กรและคนทำงานในยุคปัจจุบัน

“ต้องยอมรับว่าการเป็นบริษัทที่มีอายุ 30 กว่าปี ย่อมมีพนักงานบางส่วนที่เริ่มเข้าสู่ Comfort Zone บางคนอาจชอบทำงานแบบเดิม แต่อยากได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นและอยากเติบโต ซึ่งอาจจะไม่ถูกต้อง” 

 

หลังจากนี้พนักงานของ AIS ไม่ต้องรอให้หัวหน้าบอกว่าใครจะเป็นผู้ที่ได้เลื่อนขั้น แต่จะต้องสะสมคะแนนการทำงาน และผ่านการพิจารณาจากส่วนกลาง เท่ากับว่าการเติบโตจะขึ้นอยู่กับตัวพนักงานเองว่าจะคว้าโอกาสไว้ได้หรือไม่ 

 

“เราเชื่อว่าคนที่เป็น Talent อาจไม่ได้ดูเรื่องเงินอย่างเดียว แต่ดูด้วยว่าองค์กรให้โอกาสในการเติบโตทางปัญญา และมีโอกาสให้เขาพัฒนามากขึ้นด้วยหรือไม่”

 

คำว่า Loyalty ของ AIS ไม่ได้หมายถึงอายุงานอย่างเดียว แต่หมายถึงอายุงานที่มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่พนักงานที่สามารถพึ่งพิงองค์กรได้เพียงฝ่ายเดียว แต่องค์กรก็ต้องพึ่งพาบุคลากรได้เช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บริษัทเรียนรู้จากการทำงานที่ผ่านมาคือ การสร้างคนมีทั้งส่วนที่ปรับตัวทันและปรับตัวไม่ทัน ทำให้บริษัทต้องมีการเปลี่ยนถ่ายพนักงานอยู่บ้าง 

 

“เราไม่ได้เปลี่ยนถ่ายมากนัก แต่เน้นการทำ Performance Management มากกว่า เราวัดผลอย่างจริงจัง ช่วยให้เราสามารถนำทักษะและความรู้ใหม่ๆ เข้ามาเสริม” 

 

นอกจากเรื่องของทักษะ คนที่ AIS กำลังมองหาคือคนที่มีความกระหายใคร่รู้และให้คำมั่นกับบริษัท ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการอยู่กับองค์กรโดยไม่ย้ายไปไหนอีกเลย แต่เป็นการมุ่งมั่นในช่วงเวลาที่อยู่กับองค์กร 

 

กานติมากล่าวทิ้งท้ายว่า “AIS เป็นองค์กรที่ปรับตัวตลอดเวลา แต่อาจปรับตัวแบบสวิงมากไม่ได้เพื่อความมั่นคงของธุรกิจ ความสมดุลที่ต้องการสร้างคือการให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ แต่ก็ไม่ได้ละเลยคนรุ่นเก่า โดยเน้นการสร้างคนให้มีพฤติกรรมเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี” 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post กลยุทธ์สร้างคนฉบับ ‘AIS’ ปั้นพนักงานคุณภาพภายใต้องค์กรขนาด 13,000 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนกับการท้าชิงเจ้าเทคโนโลยีของโลก จนสหรัฐฯ มองเป็นภัยคุกคาม https://thestandard.co/cyber-threat-and-china-us-trade-war-in-2019/ https://thestandard.co/cyber-threat-and-china-us-trade-war-in-2019/#respond Thu, 27 Dec 2018 08:02:22 +0000 https://thestandard.co/?p=171679

หัวเว่ย (Huawei) แบรนด์สมาร์ทโฟนอันดับ 2 ของโลก มีส่วนแ […]

The post จีนกับการท้าชิงเจ้าเทคโนโลยีของโลก จนสหรัฐฯ มองเป็นภัยคุกคาม appeared first on THE STANDARD.

]]>

หัวเว่ย (Huawei) แบรนด์สมาร์ทโฟนอันดับ 2 ของโลก มีส่วนแบ่งตลาดไตรมาส 3 ที่ผ่านมา 14.6% ทำยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกทะลุ 200 ล้านเครื่องทั้งๆ ที่ยังไม่จบปีดี โดยมีเป้าหมายใหญ่สุดคือขึ้นเป็นผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนโลกในอันดับ 1 ให้ได้ภายในปี 2019 แถมยังรับบทบาทสำคัญคือการวางโครงสร้างพื้นฐานสัญญาณ 5G ในหลายประเทศทั่วโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กีปีต่อจากนี้

 

อาลีบาบา กรุ๊ป (Alibaba Group) อีคอมเมิร์ซที่ทรงพลังที่สุดเจ้าหนึ่งในตลาดโลก ณ​ เวลานี้ ฟันรายได้จากการขายสินค้าวันเทศกาลคนโสด (11/11) ที่ผ่านมาแค่วันเดียวเหนาะๆ 30,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท มากกว่ารายได้ทั้งปี 2017 ของอีเบย์ (eBay) ราว 3 เท่า แถมยังมีนวัตกรรมในบริษัทอีกมากมาย ไม่ว่าจะคลาวด์หรือฟินเทค ‘แอนท์ ไฟแนนเชียล’ (Ant Financial)

 

เทนเซ็นต์ โฮลดิ้ง ลิมิเต็ด (Tencent Holdings Limited) เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะบริษัทที่ทำกิจการมาแล้วกว่า 20 ปี ดำเนินธุรกิจในหลากหลายแขนง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัล มีทั้งโซเชียลมีเดีย เกม ฟินเทค หรือบริการสตรีมมิงต่างๆ อยู่ในมือ

 

3 ยักษ์ใหญ่เหล่านี้เป็นบริษัทสัญชาติจีนที่ก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับแนวหน้าของแต่ละอุตสาหกรรมได้อย่างน่าจับตา ทั้งยังมีศักยภาพในการเติบโตที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก จนอาจเปรียบเปรยเป็น ‘อาวุธสำคัญ’ ที่จีนจะใช้กรุยตลาดดูดเม็ดเงินจากผู้บริโภคทั่วโลก โดยเฉพาะในรายของหัวเว่ย

 

ยังไม่นับรวมบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและดิจิทัลจากประเทศจีนที่มีอยู่มากมายและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นจากผู้ใช้งานในหลายๆ ประเทศ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญกับยุทธศาสตร์ Made in China 2025 โดยประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่เคยประกาศเอาไว้ตั้งแต่ปี 2015 ที่มีเป้าหมายใหญ่ในการเป็นผู้นำโลกผ่านการใช้นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ไฮเทคเข้ามาขับเคลื่อน เร่งยกระดับภาคเศรษฐกิจของจีนให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

 

 

เป็นข้อเท็จจริงที่ว่าจีนมีแต้มต่อเหนือชาติอื่นๆ ในทุกๆ ทาง ทั้งแรงงาน กำลังการผลิต ต้นทุนการผลิตที่มีราคาถูก วิทยาการที่ทันสมัย การเข้าเทกโอเวอร์บริษัทเทคฯ ต่างๆ ทั่วโลกเพื่อใช้ทางลัดครอบครองเทคโนโลยี รวมไปถึงการมีหน่วยงานด้าน R&D ที่ล้ำหน้าด้วยงบประมาณที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด (ปีที่แล้วใช้งบประมาณในส่วนนี้กว่า 2.79 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 70.9% เมื่อเทียบกับปี 2012) สิ่งเหล่านี้คือข้อได้เปรียบที่จะทำให้จีนครองโลกได้ด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย

 

ในมุมกลับกัน หลังเกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา เราได้เห็นทั้งสองประเทศตั้งกำแพงภาษีใส่กันไม่ยั้งในอัตราและข้อกำหนดที่แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่นำไปสู่การตั้งคำถามที่ว่า หากข้อพิพาทระหว่างทั้งคู่บานปลายไปมากกว่านี้ บริษัทเทคฯ จากจีนจะได้รับผลกระทบอย่างไร และจะเป็นไปได้ไหมที่ความขัดแย้งทั้งหมดมีสาเหตุมาจากการที่สหรัฐฯ มองจีนเป็นเหมือน ‘ภัยคุกคามด้านเทคโนโลยี’ ของพวกเขา

 

 

สงครามการค้า ปมปัญหาที่ลุกลามใหญ่โต

“สงครามการค้าเป็นเรื่องที่โง่ที่สุดในโลก”

 

แม้คำกล่าวนี้ของ แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบาจะเจ็บแสบ แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่หลายคนเห็นพ้องต้องกัน เนื่องจากหากมันเกิดขึ้นจริง ทุกประเทศทั่วโลกย่อมได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าแน่นอน

 

ย้อนกลับไปในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ประกาศแผนขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้าจากต่างประเทศ โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ ถูกเอาเปรียบจากข้อปฏิบัติด้านการค้าที่ไม่เป็นธรรม และถือเป็นทางออกของปัญหาขาดดุลการค้า แต่สาเหตุนี้เองที่ได้กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีจุดชนวนความบาดหมางกับต่างชาติ โดยหนึ่งในประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือจีน

 

ในเวลาต่อมาทรัมป์ได้ตั้งกำแพงภาษี 10% กับสินค้ามูลค่ากว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐที่นำเข้าจากจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนเครื่องจักร (มีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 25% หากหาข้อยุติไม่ได้) พร้อมให้เหตุผลว่าก็เพราะจีนนี่แหละที่ไปละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของพวกเขาก่อน แถมยังบังคับให้ถ่ายโอนเทคโนโลยีจากการ Joint Venture ของบริษัทข้ามชาติจนทำให้สูญเสียโอกาสทางรายได้ไปอย่างมหาศาล

 

เมื่อถูกเล่นงานด้วยการตั้งกำแพงภาษี มีหรือที่จีนจะอยู่เฉย พญามังกรจึงเดินเกมตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการตั้งกำแพงภาษีกับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐในอัตรา 10% คืนเช่นกัน จนนำไปสู่สงครามการค้าที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมโอนอ่อนให้ใคร

 

นับจนถึงปัจจุบัน (ธันวาคม 2018) แม้เราจะยังคงไม่ได้ข้อสรุปจากสงครามการค้าที่เตรียมจะเกิดขึ้นอยู่รอมร่อระหว่างสหรัฐฯ และจีน เพราะทรัมป์และสีจิ้นผิงตกลงพร้อมใจพักรบชั่วคราว 90 วัน หลังพบกันในงานซัมมิต G20 เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยในระหว่างนี้จะเข้าสู่กระบวนการเจรจาเพื่อสะสางหาทางออกทุกปัญหาที่เกิดขึ้น แต่คำถามสำคัญก็คือ อะไรคือสิ่งที่ซุกอยู่ใต้พรมของ Trade War ครั้งนี้กันแน่

 

 

ใต้พรมสงครามการค้าคือ ‘ภัยคุกคาม’ และความต้องการแยกห่วงโซ่การผลิตออกจากจีน

นอกจากปัญหาในเชิงการขาดดุลการค้า การกีดกันการค้าเสรี หรือทุนนิยมที่เป็นมุมมองของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนแล้ว นักวิเคราะห์และผู้สันทัดกรณีต่างสะท้อนความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าเบื้องลึกเบื้องหลังความบาดหมางของทั้งคู่มีประเด็นที่ซ่อนอยู่พอสมควร

 

ต้องไม่ลืมว่าจีนถูกสหรัฐฯ กล่าวหาว่าพวกเขาใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องเชื้อเชิญให้บริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ต้องมา Joint Venture ด้วย แถมยังบีบให้ต้องถ่ายโอนเทคโนโลยีให้พวกเขาอีก ที่สำคัญเมื่อเทคโนโลยีนั้นๆ ตกมาอยู่ในมือจีนแล้ว พวกเขากลับสามารถต่อยอดพัฒนาเพื่อยกระดับนวัตกรรมไปได้ไกลกว่าเจ้าของเทคโนโลยีที่เป็นผู้ริเริ่มเสียอีก

 

อาร์ม ตั้งนิรันดร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนความเห็นในประเด็นนี้ว่าสาเหตุที่ทำให้สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ระอุขึ้นหลักๆ มีอยู่ 2 ประเด็น ประการแรก สหรัฐฯ ไม่พอใจการอุดหนุนรัฐวิสาหกิจของจีน ส่วนประการถัดมาคือการสหรัฐฯ เริ่มรู้สึกว่า ‘เทคโนโลยีจีนเริ่มเข้ามาท้าทายความมั่นคงในประเทศของตน’

 

“จีนพัฒนาเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว พวกเขายกระดับการพัฒนาได้เร็วมาก และมีหลายๆ เทคโนโลยีที่พัฒนาได้ทัดเทียมสหรัฐฯ แล้ว แต่ฝั่งสหรัฐฯ ก็ระบุว่าจีนใช้วิธีการที่ไม่เป็นธรรม เช่น บังคับให้บริษัทจากสหรัฐฯ ต้องมา Joint Venture กับบริษัทของจีน และต้องถ่ายโอนเทคโนโลยีให้พวกเขา

 

“นอกจากนี้แผน Made in China 2025 ของจีนยังมีสิ่งที่น่าสนใจ คือมันไม่ใช่แค่แผนการที่บอกว่าจีนจะสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ แต่มันมีเงื่อนไขและเป้าหมายที่ชัดเจนเลยว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะต้องมีสัดส่วนที่มาจากบริษัทจีนเท่าไร แล้วเทคโนโลยีในลิสต์นโยบายฉบับดังกล่าวก็เป็นเทคโนโลยีอนาคตทั้งนั้น ฉะนั้นในมุมของสหรัฐฯ ก็จะรู้สึกว่าจีนที่พัฒนาเทคโนโลยีได้เร็ว ในอนาคตก็อาจจะเป็นผู้ถือครองเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดได้”

 

 

หลักฐานสำคัญที่บอกว่าจีนไล่กวดสหรัฐฯ มาชนิดหายใจรดต้นคอคือตัวเลขจากการเปิดเผยของ UNIDO หน่วยงานศึกษาข้อมูลการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศในกลุ่มสหประชาชาติ ที่พบว่าปริมาณการส่งออกสินค้าในกลุ่ม Medium-High Tech ของสหรัฐฯ ในปี 2016 อยู่ที่สัดส่วน 63% ขณะที่เปรียบเทียบกับจีน พวกเขามีสัดส่วนการส่งออกสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันที่ 58% ถือว่าสูสีกันมากๆ

 

สำหรับยุทธศาสตร์ Made in China 2025 จีนตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะต้องครองตลาดใน 10 ภาคอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงให้ได้ เช่น วางแผนผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรรมให้ได้ในสัดส่วน 70% ภายในปี 2025 หรือผลิต ‘ชิป’ สำหรับสมาร์ทโฟนให้ได้ 40%

 

อาร์มบอกต่อว่าเมื่อจีนตั้งตนจะเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมแห่งอนาคต จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมในภายภาคหน้าจะเกิดขึ้นโดยไม่ผ่านจีน ที่สำคัญกระบวนการผลิตก็ยังจำเป็นจะต้องใช้วัสดุอุปกรณ์จากบริษัทจีนอีก จุดนี้เองที่ทำให้นักวิชาการในสหรัฐฯ หลายคนกังวลว่าอาจจะเป็นภัยความมั่นคงของประเทศได้

 

“มันคือปัญหาการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจ” เขาเล่าอีกว่า “เทคโนโลยีสมัยใหม่ค่อนข้างละเอียดอ่อน รายงานข่าวจาก Bloomberg เคยระบุว่าจีนฝังชิปขนาดเล็กมากๆ ใส่เข้าไปในอุปกรณ์ต่างๆ มันก็จะมีมิติด้านนี้รวมอยู่ด้วย หากมองย้อนกลับไปในสงครามการค้าเราจะมองได้หลายระดับ พื้นฐานคือสหรัฐฯ ต้องการต้านทานการผงาดขึ้นมาของจีน แต่ถ้ามองแบบเอ็กซ์ตรีมขึ้นไปอีกระดับ เป้าหมายระยะยาวก็คือสหรัฐฯ พยายามจะแยกห่วงโซ่การผลิตออกมาจากจีน เพราะจีนเปรียบเสมือนโรงงานโลก

 

“คำถามก็คือมันจะเป็นไปได้จริงหรือ เพราะจีนก็มีความพร้อมในแง่การผลิตมาก แถมห่วงโซ่การผลิตของพวกเขายังครบถ้วนสมบูรณ์ มีต้นทุนที่ถูก มีประสิทธิภาพมาก มันเลยมองได้ยากมากว่าจะเป็นไปได้จริงๆ (แยกห่วงโซ่การผลิตออกจากจีน)”

 

 

ความเห็นของอาร์มในประเด็นนี้มองไม่ต่างจาก สืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยด้านโทรคมนาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่บอกว่าความกังวลที่สหรัฐฯ มีต่อจีนคือการที่ชาติมหาอำนาจจากเอเชียรายนี้สามารถก้าวมาอยู่ในจุดเดียวกันกับที่พวกเขาเคยยืนมาก่อน สามารถพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีหลายๆ อย่างโดยใช้กระบวนการ Reverse Engineering (วิศวกรรมย้อนรอย) ซึ่งทำให้ได้นวัตกรรมที่แซงหน้าผู้คิดค้นได้ภายในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

 

“ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เป็นผู้นำในด้านการผลิตชิปเซตมาก่อน แต่จุดเปลี่ยนในช่วงหลังๆ มานี้คือจีนก็สามารถพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลผลิตชิปเซตเป็นของตัวเองได้ในระดับที่ก้าวกระโดดเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ความน่ากลัวของพวกเขาในสายตาสหรัฐฯ หรือประเทศอื่นๆ ในกลุ่มยุโรปทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงกังวลใจว่าชิปเซตจากจีนอาจจะมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงนอกเหนือจากการทำงานในอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ”

 

เมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลสหรัฐฯ และหน่วยงานความมั่นคงของประเทศมักจะออกมาให้ข่าวห้ามไม่ให้ประชาชนใช้สินค้าจากหัวเว่ยหรือแซดทีอี (ZTE) อยู่เสมอๆ ทั้งยังชี้นำให้ประเทศกลุ่มพันธมิตรเลิกใช้อุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมจากหัวเว่ย เพราะมองว่าการที่ค่ายผู้พัฒนาสมาร์ทโฟนจากจีนรายนี้มีสายสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลจีนอาจจะเป็นช่องทางการใช้ประโยชน์เข้าถึงข้อมูลผู้ใช้เพื่อสอดแนมได้ (นิวซีแลนด์และญี่ปุ่นออกมารับลูกทำตามคำแนะนำนี้ของสหรัฐฯ)

 

ต่อประเด็นนี้ หัวเว่ยได้ออกมาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยระบุว่าบริษัทของตนทราบถึงความตั้งใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่พยายามจะกีดกันการขยายตลาดของหัวเว่ย ทั้งๆ ที่ ณ ปัจจุบันแบรนด์หัวเว่ยได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานกว่า 500 ล้านรายในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก

 

เพราะหลายครั้งหลายคราวที่สหรัฐฯ กล่าวหาจีนหรือหัวเว่ยว่าสอดแนมหรือพยายามล้วงข้อมูลในประเทศของตนก็ดี พวกเขาไม่ได้มีหลักฐานมายืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวมากพอ ทำให้ประเด็นนี้ตกไป และบ่อยครั้งก็เป็นสหรัฐฯ เองด้วยซ้ำไปที่มักจะถูกกระแสโต้กลับจากผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ที่ซัดว่าไม่ใช่เพราะตนหรอกหรือที่มักจะสอดแนมข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งาน ตัวอย่างเช่น กรณีของเฟซบุ๊กท่ีทำข้อมูลผู้ใช้รั่วไหล

 

 

สืบศักดิ์มองว่าความกลัวที่สหรัฐฯ มีต่อจีน ณ วันนี้ ในมุมมองฝั่งเทคโนโลยีคลับคล้ายกับนิยาม ‘กลัวผีตัวเองตามมาหลอกตัวเอง’ เพราะสหรัฐฯ ที่เป็นผู้นำด้านการผลิตชิปเซตมาก่อนย่อมรู้ดีว่านวัตกรรมเหล่านี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านใดได้บ้าง จึงกลัวว่าสิ่งที่ตนอาจจะเคยทำกับประเทศอื่นไว้จะกลับมาตามหลอกหลอนพวกเขาเสียเอง

 

“เราไม่มีหลักฐานว่าบริษัทต่างๆ สอดแนมข้อมูลแต่ละประเทศจริงไหม ข่าวทำนองนี้ก็มีออกมาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ แต่เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นปฏิบัติการสอดแนมเพื่อหาข้อมูล ก็ไม่มีข้อเท็จจริงมายืนยันความน่าเชื่อถือ และไม่มีฝ่ายไหนออกมายอมรับหรอก

 

“ส่วนการเสียเปรียบทางเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคตจะไม่ใช่แค่เรื่องการค้าและการเงินอีกต่อไป แต่มันจะรวมไปถึงความมั่นคง การปฏิวัติทางสังคมและวัฒนธรรม โอกาสในการเพลี่ยงพล้ำด้านอื่นๆ ซึ่งมันจะมากกว่าแค่ตัวเงิน นี่คือสิ่งที่หลายๆ ประเทศกำลังกังวลกันอยู่”

 

 

พลิกสงครามการค้าเป็นสารกระตุ้นชั้นดี?

ในมุมมองแนวโน้มความน่าจะเกิดสงครามการค้า อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกเราว่าหากสองสาเหตุการเกิด Trade War อย่างความไม่พอใจการอุดหนุนรัฐวิสาหกิจของจีนและความกังวลที่มีต่อเทคโนโลยีจีนยังไม่ถูกขจัดให้หมดไป ความขัดแย้งทางการค้าก็มีโอกาสเกิดขึ้นสูงแน่นอน

 

อย่างไรก็ดี เขามองว่าหากสงครามการค้าปะทุขึ้นมา จีนจะใช้อุปสรรคดังกล่าวถีบทะยานตัวเองให้ยกระดับนวัตกรรมต่างๆ ไปให้ไกลกว่าเดิม พร้อมลดระดับการพึ่งพิงเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะเดียวกันก็คงกลับไปใช้โมเดลบีบให้บริษัทสหรัฐฯ มาร่วมทุนเพื่อถ่ายโอนเทคโนโลยีด้วยไม่ได้แล้ว

 

“ปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่ในจีนจะถูกมองเป็นตัวกระตุ้นให้พวกเขาต้องเร่งยกระดับพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ มากกว่า ถ้าไปดูก็จะพบว่าบริษัทชั้นนำของจีนมีเป้าหมายในการผลิตชิปสำหรับใช้เทคโนโลยี AI โดยเฉพาะ เราจะเห็นว่ามีความพยายามเร่งลดระดับการพึ่งพิงเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ทีนี้ก็คงต้องดูเป็นเรื่องๆ ไปว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน

 

“การพูดคุยในจีนทั้งรัฐบาลและภาคนโยบายจะมองการกดดันของสหรัฐฯ เป็นโอกาสยกระดับเทคโนโลยีของประเทศ ผมมองว่ามันก็คงจะมีทั้งส่วนที่จีนสามารถเร่งยกระดับได้จริง และส่วนที่เขายังต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีสหรัฐฯ อยู่ ฉะนั้นสุดท้ายก็คงจะเห็นว่าจีนยังคงประสบความสำเร็จในหลายๆ เรื่อง เพราะมีฐานเทคโนโลยีอยู่แล้วและสามารถต่อยอดได้เร็ว ขณะเดียวกันก็คงจะมีบางส่วนที่หากใช้วิธีการแบบเดิม พยายามบีบให้สหรัฐฯ ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ หรือไปซื้อบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติก็คงจะต้องสะดุดไป”

 

เหอจงหย่า หัวหน้าแผนกวิศวกร บริษัท Suzhou Osaitek Photoelectric Technology ผู้พัฒนาเทคโนโลยีจอสัมผัสจากจีน เคยให้ความเห็นกับ CNN ไว้ว่าเมื่อเกิดสงครามการค้าขึ้น วิกฤตดังกล่าวจะเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้บริษัทจีนและรัฐบาลต้องเร่งยกระดับสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ภาคเศรษฐกิจในประเทศของตนมีการแข่งขันกันมากขึ้น รวมถึงดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติได้มากกว่าเดิม และยังบอกอีกด้วยว่า “วิกฤตจะจูงใจให้จีนพัฒนาตัวเองได้เร็วกว่าเก่า”

 

 

ขณะที่สืบศักดิ์มองว่าสงครามการค้าจะทำให้ทั้งสหรัฐฯ และจีนเจ็บหนักแน่นอน โดยเฉพาะในฝั่งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีนที่มีอันต้องถูกกีดกันการขยายตลาด ตัวอย่างเช่น บทบาทการเป็นผู้เล่นคนสำคัญในการจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน 5G ที่อาจถูกลดทอนบทบาทลง ส่วนสหรัฐฯ ก็อาจจะมีปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้น (ก่อนหน้านี้แจ็ค หม่า เคยประกาศชะลอแผนการจ้างงานพลเมืองสหรัฐฯ ล้านตำแหน่งไปแล้ว เนื่องจากสงครามการค้ายังไม่ได้ข้อยุติ)

 

มองให้ไกลกว่านั้น หากสงครามการค้าสร้างผลกระทบอะไรบางอย่างให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีนไม่ว่าจะในเชิงบวกหรือลบ แล้วระยะยาวมันจะเขย่าหรือบิดรูปนโยบาย Made in China 2025 ให้ต่างจากเดิมได้หรือไม่

 

“ยังไงรัฐบาลจีนก็มองว่าการยกระดับเทคโนโลยีเป็นส่ิงที่พวกเขาต้องทำ ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้ แต่มันอาจจะชะลอตัวลงและมีอุปสรรคมากขึ้น เพราะใช้วิธีที่รวดเร็วเหมือนสมัยเข้าไปเทกโอเวอร์บริษัทของสหรัฐฯ ไม่ได้อีกแล้ว” อาร์มให้ความเห็นต่อว่า “ถึงอย่างไรจีนก็คงไม่ล้มเลิก (แผนยกระดับเศรษฐกิจประเทศด้วยนวัตกรรมไฮเทค) เนื่องจากหัวใจหลักของเขาคือต้องการยกระดับเทคโนโลยีซึ่งเกี่ยวข้องกับการอยู่รอดของประเทศ ไม่อย่างนั้นก็ไปต่อลำบาก

 

“นอกจากนี้จีนยังต้องเปลี่ยนโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจด้วย จากเดิมที่เคยเน้นการส่งออกก็ต้องมาเน้นการบริโภคในประเทศมากขึ้น หรือจากเดิมที่เป็นลักษณะการส่งสินค้าราคาถูกออกไปต่างประเทศก็ต้องเปลี่ยนไปสู่การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าเก่า”

 

ข้อมูลที่น่าสนใจจาก The Telegraph ระบุว่าปี 2017 ที่ผ่านมา มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของจีนมีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 4.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 32.9% ของ GDP ทั้งประเทศ ขณะที่บุคลากรที่ทำงานในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลก็มีจำนวน 171 ล้านคน นับเป็นสัดส่วน 22% ของการจ้างงานในประเทศเลยทีเดียว

 

สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นว่าจีนมีศักยภาพที่จะเติบโตในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และเศรษฐกิจดิจิทัลอีกมาก เหลือเพียงรอเวลาเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาวิ่งเข้าสู่เป้าหมาย Made in China 2025 ได้จริง

 

 

กรณีศึกษา เมิ่งหว่านโจว ‘ไพ่เด็ด’ ที่สหรัฐฯ หวังใช้ต่อรองกับจีน

ย้อนกลับไปในวันที่ 1 ธันวาคม ข่าวร้อนที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีนมากที่สุด แถมยังเกี่ยวข้องกับสงครามการค้าไม่ทางใดก็ทางหนึ่งหนีไม่พ้นกรณีการจับกุมตัว ‘เมิ่งหว่านโจว’ ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน รองประธาน และบุตรสาวของผู้ก่อตั้งบริษัทหัวเว่ย วัย 46 ปี ในประเทศแคนาดา

 

เหตุผลในการจับกุมตัวครั้งนั้น สหรัฐฯ อ้างว่าเธอมีส่วนรู้เห็นกับการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯ มีต่ออิหร่านด้วยการแอบจำหน่ายสินค้าให้พวกเขาอย่างลับๆ เมื่อปี 2013 แม้ว่าล่าสุดศาลจะตัดสินให้เธอได้รับการประกันตัวแล้ว แต่คำถามสำคัญก็คือเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาแล้ว 5 ปี การที่เธอเพิ่งจะมาถูกจับในช่วงที่สหรัฐ​ฯ และจีนเริ่มไม่ลงรอยกันดูจะไม่เป็นเรื่องบังเอิญไปหน่อยหรือ

 

 

ในประเด็นน้ีสืบศักดิ์เชื่อว่าการจับกุมตัวบุคคลสำคัญในภาคธุรกิจจีนเช่นนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือพบเห็นได้บ่อยสักเท่าไร ซึ่งน่าจะมีความเป็นไปได้ว่าเธออาจจะเป็นไพ่เด็ดที่สหรัฐฯ หวังใช้เพื่อต่อรองอะไรบางอย่างกับประเทศจีน

 

“สิ่งที่เขาแจ้งต่อสากลอาจจะเป็นประเด็นละเมิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน แต่สิ่งที่เขายื้อแย่งกันหลังฉาก ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นเกมการต่อรองอะไรบางอย่าง ทั้งเรื่องการค้าหรือเรื่องที่ผู้นำทั้งสองประเทศรู้เห็นกันเป็นอย่างดี

 

“จุดสังเกตคือคดีนี้ค่อนข้างเงียบมาก รายละเอียดของเหตุการณ์เชิงลึกแทบจะไม่มีเลย ทำให้ตั้งข้อสงสัยได้ว่าทั้งสหรัฐฯ และจีนอาจจะต่อรองกันอย่างลับๆ ประเด็นนี้ทุกคนก็คาดหมายไปในทางเดียวกันทั้งนั้น สำนักข่าวทั่วโลกหรือคนที่ตามข่าวก็พอจะเดาได้ว่าการจับบุคคลสำคัญระดับนี้ไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญและธรรมดาแน่นอน ก็ภาวนาให้เขาหาข้อยุติกันได้ เพราะในความเป็นจริงมันไม่ควรจะใช้วิธีนี้”

 

ด้านอาร์มมองไม่ต่างกันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องเชิงสัญลักษณ์ เพราะหากว่ากันตามตรง หัวเว่ยในตอนนี้ก็เปรียบเสมือน ‘สัญลักษณ์เทคโนโลยีของประเทศจีน’

 

“สหรัฐฯ คงใช้จุดนี้มาเล่นเกมกดดันหรือต่อรองกับจีน ค่อนข้างชัดเจนเลยว่าพวกเขาต้องการขัดขาบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน ผมมองว่ามันเป็นทั้งการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์และการเพิ่มแต้มต่อรองกับจีนขึ้นมา โดยให้เหตุผลว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนทำธุรกิจไม่ชอบมาพากลด้วยการไปค้าขายกับอิหร่าน ซี่งละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของตน”

 

ไม่ว่าสุดท้ายแล้วบทสรุปของคดีเมิ่งหว่านโจวจะออกมาในทิศทางใด ปฏิเสธไม่ได้แน่นอนว่าสงครามการค้า (ที่ยังไม่เกิดขึ้นดีด้วยซ้ำ) มีส่วนในการโหมเชื้อเพลิงให้หลายปัญหาที่เคยมีอยู่ก่อนแล้วลุกลามบานปลายหนักขึ้นกว่าเดิม เช่นเดียวกันกับการที่พญามังกรเรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีได้ก้าวหน้ากว่าเจ้าตลาดเดิมย่อมทำให้ผู้มาก่อนร้อนใจเป็นธรรมดา

 

คงต้องจับตาดูให้ดีๆ ว่าสัญญาณเตือนสงครามการค้าโดยสองยักษ์ใหญ่ผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างจีนและสหรัฐฯ ในปีหน้าจะชัดเจนมากน้อยแค่ไหน ตลอดจนประเทศไทยเราจะได้รับผลกระทบในด้านใดบ้าง

 

เพราะขึ้นชื่อว่า ‘สงคราม’ ไม่มีฝ่ายใดที่ไม่สูญเสีย…

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post จีนกับการท้าชิงเจ้าเทคโนโลยีของโลก จนสหรัฐฯ มองเป็นภัยคุกคาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/cyber-threat-and-china-us-trade-war-in-2019/feed/ 0
รู้จัก ‘อีอีซี’ โครงการความหวังเศรษฐกิจไทย 1.5 ล้านล้านบาท ภาคต่อของ ‘อีสเทิร์นซีบอร์ด’ ยุคป๋าเปรม https://thestandard.co/from-eec-to-esb/ https://thestandard.co/from-eec-to-esb/#respond Mon, 11 Sep 2017 23:00:37 +0000 https://thestandard.co/?p=26219

     เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ประเทศไทยผุดโครง […]

The post รู้จัก ‘อีอีซี’ โครงการความหวังเศรษฐกิจไทย 1.5 ล้านล้านบาท ภาคต่อของ ‘อีสเทิร์นซีบอร์ด’ ยุคป๋าเปรม appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ประเทศไทยผุดโครงการอีเอสบี หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อ ‘อีสเทิร์นซีบอร์ด’ ชื่อเต็มๆ คือ โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard Development Program: ESB) ที่เริ่มขึ้นในแผนพัฒนาฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

     เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นกับชื่อแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี, มาบตาพุด จังหวัดระยอง และพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่เอ่ยมาทั้งหมดเหล่านี้คือพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดทั้งสิ้น

     การเกิด ‘อีสเทิร์นซีบอร์ด’ ในไทย ได้จังหวะลงตัวกับการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจญี่ปุ่น เนื่องมาจากข้อตกลง Plaza Accord ส่งผลให้อุตสาหกรรมญี่ปุ่นต้องปรับตัวลดต้นทุนย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศที่ต้นทุนต่ำกว่า แต่ระบบขนส่งมีประสิทธิภาพ

     ‘อีสเทิร์นซีบอร์ด’ จึงประสบความสำเร็จอย่างสูง เปลี่ยนโฉมประเทศไทยจากประเทศเกษตรกรรมดั้งเดิมก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม และเพิ่มรายได้รวมของประเทศขึ้นมาระดับหนึ่ง แต่ในที่สุดก็มาถึงจุดอิ่มตัว เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน ทิศทางอุตสาหกรรมของโลกก็เปลี่ยน ภาครัฐจึงเห็นว่าสมควรแก่เวลาที่จะต่อยอดอัพเดตโครงการ ‘อีสเทิร์นซีบอร์ด’ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมของโลกในอนาคต

 

จาก ‘อีสเทิร์นซีบอร์ด’ ยุคป๋าเปรม สู่ ‘อีอีซี’ ยุคบิ๊กตู่

     ตลอดเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา หลายท่านจะได้เห็นและได้ยินคำว่า ‘อีอีซี’ ผ่านการเร่งประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชน และไม่ว่า ‘สมคิด จาตุศรีพิทักษ์’ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจจะขึ้นพูดปาฐกถาเวทีไหน ไม่เคยมีครั้งใดที่จะไม่พูดถึงคำว่าอีอีซี

     อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นว่า อีอีซี หรือโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) เป็นภาคสองต่อยอดจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด  

     พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ พื้นที่อุตสาหกรรมที่เกิดจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ในยุคพลเอกเปรมสามารถรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงในอดีต เช่น เม็ดพลาสติก ปิโตรเคมี ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น

     แต่เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีและทิศทางอุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนแปลงและซับซ้อนขึ้น พื้นที่เดิมจึงไม่สามารถรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในปัจจุบัน หรือแม้แต่ไม่สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเดิมได้

 

อีอีซีจึงออกแบบเพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย แบ่งเป็น 5 อุตสาหกรรมดั้งเดิม แต่ยังไม่ตกเทรนด์ มีแนวโน้มปรับตัวและพัฒนาสู่อนาคตได้ ดังนี้

  • อุตสาหกรรมยานยนต์ (Next-Generation Automotive) สนับสนุนการพัฒนาเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า
  • อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Intelligent Electronics) การผลิตระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในยานยนต์ อุปกรณ์โทรคมนาคม รวมถึงการออกแบบที่อยู่อาศัยอัจฉริยะ ซึ่งเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
  • การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพระดับสูง (Advance Agriculture and Biotechnology) เทคโนโลยีการเกษตรขั้นสูงที่มีการใช้เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยและการลงทุนทางเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อปรับปรุงพันธุ์พืชและสัตว์
  • อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (Food Processing) การวิจัยและผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปที่ใช้โปรตีนทางเลือก เช่น โปรตีนเกษตร
  • อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Tourism) จัดระเบียบและส่งเสริมกิจกรรมหลากหลายตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ สนับสนุนธุรกิจการฟื้นฟูทางการแพทย์และศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ ส่งเสริมศูนย์การแสดงสินค้าและนิทรรศการระดับนานาชาติ

 

ขณะที่สร้าง 5 อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งภาครัฐคาดหวังให้เป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย

  • หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรมและชีวิตประจำวัน (Advance Robotics) เช่น หุ่นยนต์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อาทิ การดำน้ำและการแพทย์
  • อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics) การพัฒนาศูนย์ซ่อมอากาศยานและฝึกอบรม ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางทางการบินของเอเชีย
  • อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) มีโรงพยาบาลที่ทันสมัย การลงทุนในการผลิตยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงการรักษาโรคทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต/สมาร์ทโฟน
  • อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemical) ตั้งเป้าใช้จุดแข็งด้านการเกษตรใหญ่ที่สุดในอาเซียน พัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ เช่น ใช้ไบโอพลาสติกในการหีบห่อเพื่อการส่งออก
  • อุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น E-commerce, Digital Content, Data Center, Cloud Computing

 

แผน 5 ปี ลงทุน 1.5 ล้านล้านบาท รับอีอีซี

     พื้นที่เป้าหมายของอีอีซีคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกับโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด และเพื่อดึงดูดให้บรรษัทข้ามชาติจากทั่วทุกมุมโลกสนใจมาลงทุนตั้งฐานการผลิตที่ไทย ‘อีอีซี’ จึงต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างดี ขณะที่การขนส่งก็ออกแบบไว้ครอบคลุมทั้งทางถนน ทางราง ทางอากาศ และทางน้ำ

 

ทางถนน

     ก่อสร้างมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง ได้แก่ กรุงเทพฯ-ชลบุรี, พัทยา-มาบตาพุด, แหลมฉบัง-นครราชสีมา วงเงิน 3.53 หมื่นล้านบาท คาดว่าเปิดใช้ได้ภายใน พ.ศ. 2562

 

ทางราง

     รถไฟทางคู่ (ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย) วงเงิน 6.43 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จ พ.ศ. 2562

     รถไฟความเร็วสูง (ช่วงกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง) วงเงิน 1.58 แสนล้านบาท คาดว่าจะประมูลและจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในปีนี้

     ก่อสร้างสถานีรถไฟอู่ตะเภา ตั้งเป้าเชื่อมโยง 3 สนามบิน ‘ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา’ งบประมาณรวมมากกว่า 3 แสนล้านบาท คาดว่าเริ่มก่อสร้างปลายปี 2561 แล้วเสร็จพร้อมเปิดบริการกลางปี 2566

 

ทางอากาศ

     พัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 วงเงิน 2.15 แสนล้านบาท แบ่งการก่อสร้างเป็น 3 ระยะ ยังไม่ระบุเวลาแล้วเสร็จ

 

ทางน้ำ

     พัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง (ระยะที่ 3) ให้สามารถรองรับตู้สินค้า 18 ล้านตู้ต่อปี รองรับรถยนต์ผ่านท่า 2.95 ล้านคันต่อปี วงเงิน 8.8 หมื่นล้านบาท ยังไม่ระบุเวลาแล้วเสร็จ

     พัฒนาท่าเรือมาบตาพุด (ระยะที่ 3) รองรับสินค้าเหลว ก๊าซ ฯลฯ และพื้นที่ถมทะเล วงเงิน 1.015 หมื่นล้านบาท คาดว่าเริ่มใช้งานได้ปี 2564 เป็นต้นไป

     สำหรับแผนการลงทุนของรัฐบาลตามกรอบการลงทุนรวมของภาครัฐและเอกชน ระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) รวมกว่า 1.5 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในส่วนของภาครัฐไม่เกิน 3 แสนล้านบาท ภาคเอกชน 5 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกจะเป็นการร่วมทุนของภาครัฐกับเอกชน 7 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นการร่วมลงทุนก่อสร้างท่าเรือ สนามบิน และรถไฟ

 

ญี่ปุ่นสนใจ นักลงทุนร่วม 600 คนมาดูงานก่อนตัดสินใจลงทุน?

     นักลงทุนญี่ปุ่น 570 ราย นำโดย นายฮิโรชิเกะ เซโกะ รัฐมนตรีว่าการเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (เมติ) เดินทางมาเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 11-13 กันยายน เพื่อเข้ามาลงพื้นที่ดูอีอีซีอย่างจริงจัง รวมทั้งรับฟังแผนการพัฒนาเศรษฐกิจจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีการสัมมนาพูดคุยกับภาคเอกชนไทย และลงพื้นที่โครงการอีอีซีจริงที่จังหวัดชลบุรี เพื่อรับฟังข้อมูลและตัดสินใจว่าจะลงทุนหรือไม่ โดย อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มั่นใจว่าจะมีนักลงทุนญี่ปุ่นสนใจลงทุนในอีอีซีจำนวนมากแน่นอน และเชื่อว่าจะเกิดการลงทุนจริงในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องรอหลังวันที่ 13 กันยายนนี้ ถึงจะได้คำตอบที่แน่นอนว่าตัวเลขนักลงทุนญี่ปุ่นที่สนใจมีมูลค่าเท่าใด

     ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ไว้ว่า โครงการอีอีซีจะทำให้ไทยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ขยายฐานภาษีของประเทศให้ใหญ่ขึ้น ยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของประชาชน พร้อมเชื่อว่าอีอีซีจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวปีละ 5% เพิ่มการจ้างงานปีละ 1 แสนคน และมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 10 ล้านคนต่อปี

     อย่างไรก็ตาม โครงการอีอีซีก็ยังมีคำถามตัวโตที่รอคำตอบอยู่ ซึ่งนักลงทุนญี่ปุ่นที่มาเข้าพบนายกฯ เองก็ยังกังวลเรื่องความต่อเนื่องของการพัฒนาโครงการ

     ขณะที่คนในประเทศเองก็มีคำถามเรื่องความพร้อมของบุคลากรและแรงงานไทยว่าพร้อมกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงหรือยัง ปัญหาการขาดแคลนน้ำ รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของโครงการรุ่นพี่อย่าง ‘อีสเทิร์นซีบอร์ด’

The post รู้จัก ‘อีอีซี’ โครงการความหวังเศรษฐกิจไทย 1.5 ล้านล้านบาท ภาคต่อของ ‘อีสเทิร์นซีบอร์ด’ ยุคป๋าเปรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/from-eec-to-esb/feed/ 0