อุณหภูมิโลก Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/อุณหภูมิโลก/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 28 May 2026 08:04:50 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 โลกเดือดของจริง! WMO เตือนอุณหภูมิจ่อทะลุเพดาน เตรียมรับมือ ‘ปีที่ร้อนที่สุด’ คาดทำลายสถิติภายในปี 2030 https://thestandard.co/wmo-world-heat-record-2030/ Thu, 28 May 2026 08:04:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1211942 ภาพกราฟิกแสดงอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organizat […]

The post โลกเดือดของจริง! WMO เตือนอุณหภูมิจ่อทะลุเพดาน เตรียมรับมือ ‘ปีที่ร้อนที่สุด’ คาดทำลายสถิติภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) แห่งสหประชาชาติออกมาเตือนว่า โลกอาจเผชิญอุณหภูมิสูงสุด จนอาจทำลายสถิติภายในปี 2030 หลังวิกฤตสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

 

วันนี้ (28 พฤษภาคม) WMO ปล่อยรายงานพิเศษจากกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร โดยการเป็นทำนายสภาพภูมิอากาศรายปีและทศวรรษจากสถาบัน 13 แห่งทั่วโลก รวมถึงศูนย์แบบจำลอง 4 แห่ง ได้แก่ Barcelona Supercomputer Centre, Canadian Centre for Climate Modelling and Analysis, Deutscher Wetterdienst และ Met Office

 

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า อุณหภูมิโลกอาจสูงสุดเป็นประวัติการณ์ภายในปี 2030 ซึ่งมีโอกาสถึง 86% ที่อุณหภูมิในช่วงระหว่างปี 2026-2030 จะสูงจนทำลายสถิติในปี 2024 หรือปีที่อุณหภูมิค่าเฉลี่ยโลกสูงที่สุด ขณะที่รายงานยังตั้งข้อสังเกตว่า มีความเป็นไปได้ถึง 91% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยในช่วง 5 ปีดังกล่าว จะพุ่งสูงเกินกว่าค่าเฉลี่ย 1.5 องศาเชลเซียส

 

ตามการคาดการณ์ อุณหภูมิโลกอาจทำลายสถิติสูงสุดภายในปี 2027 เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังเกิดขึ้นในปลายปี 2026 ซึ่งมีหลักฐานสนับสนุน คือ พื้นที่แถบอาร์กติกกำลังร้อนเร็วกว่าส่วนอื่นของโลก 3.5 เท่า ขณะที่อากาศแปรปรวน เช่น ยุโรปเหนือและไซบีเรียมีฝนตกหนัก ส่วนป่าแอมะซอนแห้งแล้งผิดปกติ

 

ทั้งนี้ ไซมอน สตีล (Simon Stiell) หัวหน้าด้านสภาพภูมิอากาศของ UN ชี้ว่า คลื่นความร้อนในยุโรปเป็นเครื่องเตือนใจอันโหดร้าย โดยเฉพาะผลกระทบที่ลุกลามจากวิกฤตโลกเดือด ทั้งในด้านที่เกี่ยวกับมนุษย์และเศรษฐกิจ รวมถึงหลายพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลกก็กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน เช่น อินเดียและเอเชีย

 

“การปกป้องชีวิตมนุษย์ ธุรกิจ และเศรษฐกิจจากความร้อนจัด รวมถึงต้นทุนอื่นๆ ที่พุ่งสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นภารกิจหลักสำหรับทุกประเทศ โดยต้องเริ่มต้นด้วยการเลิกเสพติดเชื้อเพลิงฟอสซิลให้เร็วยิ่งขึ้นมาก” เขากล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบัน พลังงานสะอาดมีราคาถูกกว่าและผลิตได้เร็วกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส จะทำให้โลกตกอยู่ในวิกฤตรุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง พายุ และน้ำท่วม แต่ก็เน้นย้ำว่า ทุกอุณหภูมิที่ลดลงจะสามารถช่วยลดความเสียหายได้

 

ภาพ: Adnan Abidi / Reuters

อ้างอิง:

The post โลกเดือดของจริง! WMO เตือนอุณหภูมิจ่อทะลุเพดาน เตรียมรับมือ ‘ปีที่ร้อนที่สุด’ คาดทำลายสถิติภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกต้องจำกัดอุณหภูมิให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส แต่วันนี้กลับขึ้นมาแล้วถึง 1.42 องศาเซลเซียส https://thestandard.co/the_secret_sauce/today-the-world-has-warmed-by-1-point-42-degrees-celsius/ Thu, 17 Oct 2024 11:18:25 +0000 https://thestandard.co/?p=997253

รายงานขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) คาดการณ์ว่าโลกจะ […]

The post โลกต้องจำกัดอุณหภูมิให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส แต่วันนี้กลับขึ้นมาแล้วถึง 1.42 องศาเซลเซียส appeared first on THE STANDARD.

]]>

รายงานขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) คาดการณ์ว่าโลกจะร้อนขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2027 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งปัจจุบันอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นแล้ว 1.42 องศาเซลเซียส สะท้อนให้เห็นอัตราเร่งของวิกฤตโลกร้อนไปสู่โลกเดือด ขณะที่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ยังดูห่างไกลกว่าวิกฤตที่กำลังเร่งเข้ามา

 

ตัวการหลักของ ‘วิกฤตโลกเดือด’ ยังคงเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งทำให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศที่ร้อนจัด น้ำท่วม และพายุที่ทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ในทุกมิติ

 

คำถามคือ ภารกิจสำคัญที่ทุกคนต้องร่วมมือกู้วิกฤตโลกก่อนที่จะสายเกินแก้คืออะไร อะไรคือสิ่งที่เราต้องปลดล็อกเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านให้ทัน

 

ทั่วโลกตั้งเป้าหมายอย่างไร 

 

ในการประชุมระดับโลกว่าด้วยการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 28 (COP28) ผู้นำแต่ละประเทศมีข้อสรุปร่วมกันว่า จะต้องเร่งลดก๊าซเรือนกระจกด้วยการเพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานทดแทนเป็น 3 เท่าภายในปี 2030 มีการจัดตั้งและดำเนินงานกองทุนชดเชยการสูญเสียและความเสียหาย ทั้งหมดล้วนเพื่อจำกัดการเพิ่มอุณหภูมิของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

 

เพื่อให้เป้าหมายดังกล่าวสำเร็จ ที่ผ่านมาแต่ละประเทศจึงมีการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยประเทศไทยตั้งเป้าบรรลุ Net Zero ในปี 2065 และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) 

 

ประเทศไทยปรับตัวอย่างไร

 

จากความท้าทายที่เกิดขึ้น ทำให้ทุกประเทศไม่เพียงแต่ต้องปรับตัวเพื่ออยู่ในโลกที่ร้อนขึ้น (Adaptation) แต่ต้องปรับลดคาร์บอน เพื่อลดโลกร้อน (Mitigation) หรือเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition to Low Carbon Economy)

 

โดยประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 372 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2019 เกิดจากภาคพลังงานถึง 70% ตามด้วยเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิต และขยะ 15%, 10% และ 5% ตามลำดับ

 

ซึ่งในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มมีเป้าหมายจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) โดยกรมสรรพสามิต ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ส่งผลให้ภาคธุรกิจมีต้นทุนหรือราคาที่จ่ายเพิ่มขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมการร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจมีการประกาศใช้จริงในปี 2025 

 

โอกาสที่ไทยจะเร่งแก้วิกฤตอยู่ตรงไหน

 

ในงาน ESG SYMPOSIUM 2024: Driving Inclusive Green Transition ยิ่งเร่งเปลี่ยน ยิ่งเพิ่มโอกาส เวทีที่มุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม มีการแชร์ประสบการณ์และตัวอย่างที่หลากหลายในการเปลี่ยนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำจากผู้นำระดับโลกและไทย ไม่ว่าจะเป็นจาก UNDP, World Economic Forum หรือจาก SCG และพาร์ตเนอร์ เพื่อ ‘เร่งเปลี่ยน’ ประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

 

หนึ่งในโครงการต้นแบบที่เป็นพื้นที่ทดลองการเปลี่ยนผ่าน คือโมเดล ‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’ เนื่องจากสระบุรีเป็นจังหวัดที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นอันดับ 3 ของไทย และมีแหล่งอุตสาหกรรมตั้งอยู่ โดยโครงการนี้เกิดขึ้นจากการทำงานแบบบูรณาการของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน ที่รวมใจเป็นหนึ่งเดียว เปลี่ยนสระบุรีให้เป็นเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย

 

โดยตัวโครงการมีความคืบหน้าอย่างมาก สามารถยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในประเทศ ให้เป็นปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิต การพัฒนา Green Infrastructure รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การหาทุนสีเขียว Green Funding จากต่างประเทศมาพัฒนานวัตกรรมคาร์บอนต่ำ รวมถึงเปลี่ยนผ่านกระบวนอื่นๆ ทั้งในภาคพลังงาน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ซึ่งเกิดผลเป็นรูปธรรม สามารถแก้ไขข้อจำกัดในหลายๆ ด้าน ซึ่งมีโอกาสนำไปสเกลต่อในพื้นที่อื่นของประเทศไทยได้ 

 

 

ในวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมานาย ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี จึงมีการยื่นข้อเสนอต่อนาย ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อปลดล็อกข้อจำกัด และเร่งให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ได้แก่ 

 

  • ปลดล็อกกฎหมายและข้อกำหนด (Law & Regulations) โดยภาครัฐเร่งเปิดเสรีซื้อ-ขายไฟฟ้าพลังงานสะอาด จัดทำกฎหมายแม่บทว่าด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนส่งเสริมนโยบาย Green Priority ให้ความสำคัญกับการใช้สินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 
  • ผลักดันการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) โดยสนับสนุนงบประมาณ และพัฒนาบุคลากรของผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียนคาร์บอนที่เป็นมาตรฐานสากล 
  • พัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Technology & Green Infrastructure) โดยรัฐสนับสนุนการใช้และพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานรูปแบบต่างๆ เช่น แบตเตอรี่กักเก็บความร้อน (Heat Battery)
  • สนับสนุนการปรับตัว เสริมศักยภาพการแข่งขัน SMEs พัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจในการใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดต้นทุน 

 

 

Regenerative Model คือโลกใหม่ของการทำธุรกิจ

 

แน่นอนว่านับจากวันนี้โลกของการทำธุรกิจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แม้ประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า 1% ของโลก แต่โลกอาจไม่ต้องการคบค้ากับประเทศไทยหากเรายังทำเหมือนเดิม

 

หนึ่งในโมเดลใหม่ของการทำธุรกิจ คือการยกระดับจากการโฟกัสที่ Profit, People และ Planet ไปสู่ความรับผิดชอบ (Responsibilities), ความยืดหยุ่น (Resilience) และการฟื้นฟู (Regeneration) 

 

นี่คือหนึ่งในหนทางที่จะชุบชีวิตโลกที่เสื่อมสลายไป และลดผลกระทบใหม่ที่จะเกิดขึ้น ทั้งหมดต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการเงิน ภาคเอกชน ไปจนถึงผู้บริโภค 

 

ซึ่งต้องติดตามต่อว่าในอนาคต เราทุกคนจะตระหนักถึงความสำคัญ และชุบชีวิตโลกใบนี้ได้หรือไม่ เพราะอำนาจในการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านนั้น ไม่สามารถพึ่งพาเพียงกำลังของใครคนหนึ่ง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากเราทุกคน 

 

The post โลกต้องจำกัดอุณหภูมิให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส แต่วันนี้กลับขึ้นมาแล้วถึง 1.42 องศาเซลเซียส appeared first on THE STANDARD.

]]>
21 ก.ค. 2024 ‘ร้อนสุดในประวัติศาสตร์’ อุณหภูมิเฉลี่ยโลกพุ่ง 17.09 องศาเซลเซียส https://thestandard.co/21-jul-2024-hottest-global-temp/ Wed, 24 Jul 2024 07:12:54 +0000 https://thestandard.co/?p=962204 21 ก.ค. ร้อนสุดในประวัติศาสตร์

Copernicus Climate Change Service (C3S) หน่วยงานติดตามก […]

The post 21 ก.ค. 2024 ‘ร้อนสุดในประวัติศาสตร์’ อุณหภูมิเฉลี่ยโลกพุ่ง 17.09 องศาเซลเซียส appeared first on THE STANDARD.

]]>
21 ก.ค. ร้อนสุดในประวัติศาสตร์

Copernicus Climate Change Service (C3S) หน่วยงานติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป รายงานว่า วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นวันที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก นับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลในปี 1940 โดยอุณหภูมิอากาศพื้นผิวเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มสูงถึง 17.09 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าสถิติก่อนหน้าคือ 17.08 องศาเซลเซียส ที่บันทึกไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว

 

จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เนื่องจากคลื่นความร้อนที่รุนแรงและปกคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ยุโรป และรัสเซีย

 

คาร์โล บวนเทมโป (Carlo Buontempo) ผู้อำนวยการ Copernicus Climate Change Service ชี้ว่า ยังมีความเป็นไปได้ที่ช่วงต้นสัปดาห์นี้ อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกอาจสูงทุบสถิติ เนื่องจากคลื่นความร้อนที่ยังคงแผ่ปกคลุมทั่วโลก

 

โดยในปีที่แล้ว อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มสูงทำลายสถิติติดต่อกันถึง 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 3-6 กรกฎาคม เนื่องจากภาวะโลกรวนที่มีปัจจัยหลักจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิล ซ่งส่งผลให้เกิดความร้อนรุนแรงทั่วซีกโลกเหนือ

 

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์บางคนชี้ว่า ปี 2024 อาจเป็นปีที่ร้อนที่สุด ทุบสถิติปี 2023 ซึ่งระดับอุณหภูมิพุ่งสูงทำลายสถิติต่อเนื่องทุกเดือนนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2023

 

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา / Issei Kato / Reuters

อ้างอิง:

The post 21 ก.ค. 2024 ‘ร้อนสุดในประวัติศาสตร์’ อุณหภูมิเฉลี่ยโลกพุ่ง 17.09 องศาเซลเซียส appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมดยุค ‘โลกร้อน’ เข้าสู่ ‘โลกเดือด’ โลกรวนใกล้ตัว น่ากลัวกว่าที่คิด [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/we-are-entering-world-boiling/ Mon, 04 Mar 2024 09:00:40 +0000 https://thestandard.co/?p=897470

“ยุคโลกร้อนได้สิ้นสุดลงแล้ว และโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุ […]

The post หมดยุค ‘โลกร้อน’ เข้าสู่ ‘โลกเดือด’ โลกรวนใกล้ตัว น่ากลัวกว่าที่คิด [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ยุคโลกร้อนได้สิ้นสุดลงแล้ว และโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคโลกเดือดแทน”

 

ถ้อยคำดังกล่าวมาจากสุนทรพจน์ของ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการแห่งสหประชาชาติ ที่ออกมาเรียกร้องให้บรรดาผู้นำโลกร่วมกันลงมือแก้ปัญหาโลกรวนโดยทันที เพราะสถานการณ์ของมวลมนุษยชาติได้มาถึงจุดอันตราย เนื่องจากอุณหภูมิโลกของเรานั้นร้อนขึ้นๆ ทุกขณะ

 

ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้เป็นสักขีพยานต่อเหตุภัยพิบัติใหญ่อันน่าสะพรึงกลัว ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อนที่แผดเผาหนักสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งในอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย รวมถึงไทย เหตุไฟป่ารุนแรงทั่วโลก หรือเหตุที่สัตว์ทะเลจำนวนมากถูกพัดมาเกยตื้นตายบนชายหาด โดยที่ทุกเหตุการณ์มีต้นตอสาเหตุเดียวกัน นั่นคือ ‘ภาวะโลกรวน’ ซึ่งเกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลก

 

อย่างไรก็ตาม เรายังพอมีข่าวดีอยู่บ้าง เพราะถึงแม้ทุกตัวเลขที่ขยับขึ้นมาแค่เพียงหลักทศนิยมเดียวจะทำให้ผลกระทบจากโลกรวนรุนแรงขึ้นกว่าเดิม แต่นั่นก็หมายความว่า การลดอุณหภูมิแม้จะเพียง 0.1 องศาเซลเซียส ก็สามารถช่วยโลกได้เหมือนกัน!

 

และคนตัวเล็กๆ อย่างเราก็สามารถทำได้ แค่ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตมาสู่ทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งมีหลายวิธีการที่เรียกได้ว่าง่ายจนคุณเองอาจคาดไม่ถึง แต่รับรองว่าช่วยเปลี่ยนโลกได้อย่างมหาศาล เช่น การเลือกรับประทานอาหารในท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่ง หรือการเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED แทนแบบดั้งเดิม เพราะประหยัดพลังงานกว่า และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า หรือแค่เปลี่ยนจากการรับจดหมายกระดาษมาเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

 

UOB ชวนทุกคนมาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาโลกรวน สำหรับลูกค้าบัตรเครดิตแค่เปลี่ยนมาใช้ eStatement และกดยกเลิกรับใบแจ้งยอดบัตรเครดิตรูปแบบกระดาษทางไปรษณีย์

 

บนแอป UOB TMRW อ่านเพิ่มคลิก https://go.uob.com/3HkzJHK

 

The post หมดยุค ‘โลกร้อน’ เข้าสู่ ‘โลกเดือด’ โลกรวนใกล้ตัว น่ากลัวกว่าที่คิด [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่ออุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส สัญญาณเตือนภัยมนุษย์ครั้งร้ายแรงที่สุด https://thestandard.co/global-temperatures-exceed-1-5-degrees-celsius/ Fri, 16 Feb 2024 03:38:41 +0000 https://thestandard.co/?p=900607 อุณหภูมิโลก

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ในสื่อต่างป […]

The post เมื่ออุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส สัญญาณเตือนภัยมนุษย์ครั้งร้ายแรงที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุณหภูมิโลก

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ในสื่อต่างประเทศ แต่แทบจะไม่เป็นข่าวในสื่อไทย คือ ‘Nature Climate Change’ หน่วยงานหลักที่ดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ได้เปิดเผยงานวิชาการที่เก็บข้อมูลมานานว่า

 

ในปี 2023 โลกมีอุณหภูมิร้อนเกิน 1.5 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ปี 1850-1900) เป็นครั้งแรกไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งๆ ที่ทั่วโลกพยายามจะจำกัดอุณหภูมิไม่ให้ร้อนเกิน 1.5 องศาเซลเซียส

 

ก่อนหน้านี้ Berkeley Earth องค์กรวิจัยอิสระด้านวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ ได้เผยแพร่รายงานอุณหภูมิโลกประจำปี 2023 ว่า เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ และอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม

 

ในปี 2015 ประชาคมโลก 197 ประเทศ ได้ให้คำมั่นไว้ในความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่จะจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้พุ่งเกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ตัวเลข 1.5 องศาเซลเซียสถือเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ คือหากอุณหภูมิสูงไปกว่านี้ โอกาสที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ จะยากขึ้นมาก หรืออาจจะสายไปเสียแล้ว 

 

อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งร้ายแรงที่สุดถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศครั้งสำคัญ และหายนะของคนทั้งโลก แต่ดูเหมือนจะมีแต่ความเงียบ

 

แม้ว่าในปี 2023 ผู้คน 2.3 พันล้านคน หรือราว 30% ของประชากรโลก ได้รับความเดือดร้อนจากอากาศร้อนเป็นประวัติการณ์ และที่น่าสนใจคือ สถิติย้อนหลัง 9 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ 

 

หลังปี 2023 ความร้อนที่เกิดขึ้นทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า อัตราภาวะโลกร้อนกำลังเร่งตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีแนวโน้มจะลดลง

 

 

(อ้างอิง: https://www.nature.com/articles/s41558-023-01919-7?utm_source=facebook&utm_medium=organic_social&utm_content=null&utm_campaign=CONR_JRNLS_AWA1_GL_PCOM_SMEDA_NATUREPORTFOLIO&fbclid=IwAR3da1_I9LSyarq_kr6sTTwgAbGSViVlOAqCV_SUSHilkfMpPQ5L1XhVCqc)

 

ที่ผ่านมารายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ฉบับปี 2023 ชี้ว่า หากประเมินความสามารถในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศทั่วโลกในปัจจุบันแล้ว มีความเป็นไปได้สูงว่าจะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยพุ่งเกิน 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม 

 

และเมื่อสิ้นสุดคริสต์ศตวรรษที่ 21 อุณหภูมิเฉลี่ยโลกอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 3.2 องศาเซลเซียส

 

แต่ 1.5 องศาเซลเซียสมาเร็วกว่า 6 ปี และคาดว่าอุณหภูมิจะสูงทะลุ 2 องศาเซลเซียสภายในสิ้นสุดทศวรรษนี้ เร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ถึง 20 ปี

 

ถามว่า ถ้าโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอีก 1.5 องศาเซลเซียส จะเกิดอะไรขึ้น 

 

มีการคาดการณ์ว่า ปะการังของโลก 70-90 เปอร์เซ็นต์อาจจะตายหมด แหล่งเพาะพันธุ์ปลาจะหายไป นั่นหมายถึงการสูญพันธุ์ของปลาทะเล อาหารหลักของคนทั้งโลก จะตามมา 

 

รวมทั้งการขาดแคลนอาหารสำหรับผู้คนนับล้านๆ คนทั่วโลก ซึ่งหากอุณหภูมิสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส หายนะต่างๆ จะเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมชายฝั่งและการขาดแคลนน้ำจืด

 

นักวิทยาศาสตร์ทำนายว่า ในทศวรรษ 2080 บริเวณขั้วโลกเหนือและมหาสมุทรอาร์กติกจะมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นถึง 10 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ในฤดูร้อน น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกเหนือจะละลายไปจนหมดสิ้น รอจนอากาศเข้าสู่ความหนาวเย็นจึงจะมีน้ำแข็งมาปกคลุมบริเวณขั้วโลกเหนืออีกครั้ง แต่ก็หายไปถึงครึ่งหนึ่ง

 

ขณะที่แบบจำลองด้านภูมิอากาศทำนายว่า หากการละลายของน้ำแข็งยังคงอัตราเช่นนี้ แนวโน้มที่จะไม่มีน้ำแข็งปกคลุมขั้วโลกเหนือในฤดูร้อนอาจจะเกิดขึ้นภายใน 25 ปีข้างหน้า

 

Science วารสารวิชาการชื่อดังของโลกทำนายว่า ภายในสิ้นศตวรรษนี้ เราอาจจะได้เห็นน้ำทะเลสูงขึ้นถึง 6 เมตร และหากน้ำแข็งขั้วโลกละลายจนหมดสิ้น ประมาณว่าจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นราวๆ 100 เมตร

 

ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า อัตราการละลายของน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยเข้าขั้นวิกฤต

 

ทุกวันนี้ธารน้ำแข็งบนหลังคาโลกแห่งนี้ละลายถึงปีละ 8.3 พันล้านตัน นับเป็นอัตราที่เร็วขึ้นเกือบ 2 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงปี 1975-2000 

 

นักวิทยาศาสตร์พบว่า ปริมาณน้ำแข็งที่ปกคลุมเทือกเขาหิมาลัยลดลงเหลือเพียงร้อยละ 72 เท่านั้น การละลายของน้ำแข็งบนเทือกเขานี้ อาจไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับระดับน้ำทะเล

 

แต่ที่สาหัสกว่านั้นคือ น้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญ 8 สาย ได้แก่ แม่น้ำโขง แม่น้ำอิรวดี แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำคงคา แม่น้ำสินธุ แม่น้ำพรหมบุตร แม่น้ำแยงซี และแม่น้ำเหลือง แหล่งน้ำจืดสำคัญที่หล่อเลี้ยงประชากรกว่า 2 พันล้านคนในทวีปเอเชีย

 

หากน้ำแข็งที่ปกคลุมเทือกเขาหิมาลัยลดลงไปเรื่อยๆ ปริมาณน้ำแข็งที่ละลายมาเติมแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนนับพันล้านคนจะเริ่มขาดแคลน และก่อให้เกิดสงครามแย่งชิงน้ำในที่สุด

 

แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวินที่ไหลผ่านประเทศไทย ก็หนีไม่พ้นชะตากรรมนี้

 

ภาวะโลกร้อนยังเป็นสาเหตุให้บางพื้นที่เกิดความแห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำและทะเลสาบหลายแห่งทั่วโลกลดลง เกิดความอดอยาก เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำลง

 

จากการศึกษาของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติพบว่า ผลผลิตข้าวจะลดลงร้อยละ 15 เมื่ออากาศร้อนขึ้น 1 องศาเซลเซียส

 

ความแห้งแล้งยังก่อให้เกิดไฟไหม้ป่าอย่างรุนแรงทั่วโลก ตั้งแต่ป่าในสหรัฐอเมริกา ป่าแอมะซอนในบราซิล ไปจนถึงป่าในออสเตรเลีย ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เกิดไฟไหม้ป่าฝนเขตร้อนในประเทศอินโดนีเซียรุนแรงขึ้นทุกปี พื้นที่ป่าเสียหายถึง 12.5 ล้านไร่ 

 

ขณะที่ขั้วโลกใต้ ดินแดนที่มีน้ำแข็งปกคลุมมากที่สุดในโลก องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ NASA สำรวจพบว่า ภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ใหญ่กว่ารัฐนิวยอร์ก 2 เท่า กำลังแตกออกจากชั้นน้ำแข็งของทวีปแอนตาร์กติกา

 

น้ำแข็งมีความสำคัญกับระบบนิเวศอย่างมาก โดยทำหน้าที่คล้าย ‘ป่า’ ในเขตหนาว

 

หากป่าเปรียบเสมือนฟองน้ำที่คอยอุ้มน้ำแล้วค่อยๆ ปล่อยน้ำออกมา ‘น้ำแข็ง’ ก็เป็นเสมือนฟองน้ำที่ชะลอการไหลบ่าของกระแสน้ำด้วยความเย็นจนกลายเป็นน้ำแข็ง และเมื่อถึงฤดูร้อน น้ำแข็งก็ละลายเป็นน้ำไหลไปรวมเป็นลำธารและแม่น้ำสายต่างๆ หล่อเลี้ยงผู้คนทั่วโลก

 

ทุกวันนี้น้ำแข็งทั่วโลกละลายปีละมากกว่า 3.7 แสนล้านตัน มากกว่าเมื่อ 50 ปีก่อนถึง 5 เท่า

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเตือนเราว่า หากชาวโลกสามารถหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สำเร็จตอนนี้ แต่น้ำแข็งก็ยังจะละลายต่อไปอีก10-30 ปี หรือเร็วกว่านั้น เมืองตามชายฝั่งทะเลทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพมหานคร ก็มิอาจรอดจากน้ำท่วมได้

 

เป็นไปได้ว่าที่ดินตารางวาละหลักล้านใจกลางกรุงเทพมหานคร อาจจะไม่เหลือมูลค่าอีกต่อไป

 

ความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เมื่อเกิดขึ้นและส่งผลกระทบแล้ว แทบจะไม่มีหนทางแก้ไขได้

 

มนุษย์เราทุกวันนี้ก็ไม่ต่างจากกบต้มน้ำร้อน กว่าจะรู้ตัวว่าร้อนก็สายเกินไปแล้ว

The post เมื่ออุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส สัญญาณเตือนภัยมนุษย์ครั้งร้ายแรงที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุณหภูมิ​เฉลี่ย​โลกในคาบเวลา 12 เดือน ทะลุ 1.5 องศาเป็น​ครั้งแรก https://thestandard.co/world-temperature-average-12-months-increase/ Fri, 09 Feb 2024 03:32:23 +0000 https://thestandard.co/?p=897788 อุณหภูมิ

อุณหภูมิเฉลี่ยโลกในรอบ 12 เดือนล่าสุด​คือตั้งแต่เดือนกุ […]

The post อุณหภูมิ​เฉลี่ย​โลกในคาบเวลา 12 เดือน ทะลุ 1.5 องศาเป็น​ครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุณหภูมิ

อุณหภูมิเฉลี่ยโลกในรอบ 12 เดือนล่าสุด​คือตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2023 ถึงเดือนมกราคม 2024 พุ่งสูงไปถึง 1.52 องศาเซลเซียส ซึ่งทะลุตัวเลขเป้าหมาย​ 1.5 องศาเซลเซียส ตามข้อตกลงปารีสไปเรียบร้อย​

 

อุณหภูมิ

 

นอกจากนี้​อุณหภูมิ​เฉลี่ยโลกในเดือน​มกราคม​ 2024 บันทึกโดยระบบ ERA5 ของโครงการโคเปอร์นิคัสจากศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางภาคพื้นยุโรป หรือ ECMWF​ ก็อยู่​ที่ 13.14 องศาเซลเซียส ส่ง​ผลให้กลายเป็น​เดือนมกราคม​ที่ร้อนที่สุดในรอบ 30 ปี คือสูงกว่าค่าเฉลี่ย​ระหว่าง​ปี 1991-2020 อยู่ 0.7 องศาเซลเซียส และทำลายสถิติ​เดิมคือเดือนมกราคม​ 2020 ไปถึง 0.12 องศาเซลเซียส

 

นักวิทยาศาสตร์​ระบุสาเหตุ​หลักไปที่ปรากฏการณ์​เอลนีโญที่ค่อนข้าง​รุนแรง​ในปี 2023 ปรากฏการณ์​นี้ทำให้ความร้อนที่สะสมในมหาสมุทรถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศและกระจายไปทั่วโลก

 

อุณหภูมิ

 

อย่างไร​ก็​ตาม ข้อมูล​จากสถาบันวิจัย​นานาชาติ​มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย​ได้พยากรณ์​ว่า สภา​วะเอลนีโญที่กำลังดำเนินอยู่​ในเวลา​นี้จะสิ้นสุด​ลง​ตั้งแต่​ช่วงหลังเดือน​พฤษภาคม​ 2024 เป็นต้นไป โดยโลกจะเปลี่ยนเข้าสู่​สภาวะเป็นกลาง จากนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนไปสู่​สภาวะลานีญา​ในช่วง​ปลายปี​ ซึ่งจากข้อสังเกต​ที่เคยเป็นมา ผลตามหลังของสภาวะเอลนีโญ​จะเกิดต่อไปอีกระยะก่อนสิ้นสุดลงอย่างแท้จริง​

 

สภาพของโลกที่เป็นอยู่​เวลานี้ที่มีอุณหภูมิ​เฉลี่ย​รายปีสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลง​ปารีสไปแล้ว​นั้น ยังไม่ถือว่าถึงจุดล้มเหลว​ของข้อตกลง​ดังกล่าว​เสียทีเดียว เพราะตัวชี้วัดของข้อตกลง​นี้คือค่าเฉลี่ย​ของอุณหภูมิ​โลกในคาบ 20 ปี

 

แน่นอนว่าผลร้ายจากสภาวะ​อากาศ​สุดขั้ว เช่น พายุหมุน​เขตร้อน​ระดับเฮอริเคน​ที่สูงถึงระดับ 6 คลื่นความร้อน​ ภัยแล้ง ภัยหนาว รวมทั้งการเกิดน้ำท่วมจากฝนที่ตกหนักแบบฟ้ารั่ว จะเกิดตามมาในอัตราที่ถี่ขึ้นเรื่อยๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์​ต้องเพิ่มความระมัดระวังตัว

 

เพื่อให้สามารถ​เข้าใจผลกระทบ​จากสภาวะ​โลก​ร้อนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น​​ เมื่อวันที่ 8 มกราคม​ที่ผ่านมา​ NASA​ ได้ปล่อยดาวเทียม​ PACE ขึ้นสู่วงโคจร​ ชื่อของดาวเทียมดวง​นี้ย่อมาจาก​คำว่า Plankton, Aerosol, Cloud, Ocean Ecosystem ทำหน้าที่​เก็บข้อมูลต่างๆ ​ตั้งแต่จุลชีพในทะเล ละอองฝุ่นในอากาศ ลักษณะ​ของเมฆ ไปจนถึงระบบนิเวศของทุกมหาสมุทร​ เพื่อนำข้อมูล​ที่ได้ไปปรับเพิ่มความแม่นยำ​ให้กับระบบพยากรณ์​ความรุนแรง​ของเฮอริเคน รวมทั้งระบบเฝ้าระวังภัยทางภูมิอากาศ​ที่เป็นผลจากอุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลก​ที่เพิ่มสู​งขึ้น​

 

การบรรเทา​ปัญหา​จากสภา​วะโลกร้อนนั้นเราต้องการความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกผู้คนบนโลก วิธีเดียวที่ทางกลุ่ม​นักวิทยาศาสตร์​เห็น​พ้องต้องกันคือการที่ประเทศ​ต่างๆ​ ทั่วโลกลดการปล่อย​ก๊าซ​เรือนกระจก​ให้มากที่สุดและเร็วที่สุดเท่าที่​จะ​เป็นไปได้​

 

ภาพ: David McNew / Getty Images

อ้างอิง:

The post อุณหภูมิ​เฉลี่ย​โลกในคาบเวลา 12 เดือน ทะลุ 1.5 องศาเป็น​ครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: 2023 ปีโลกเดือด โลกต้องเผชิญอะไร? | KEY MESSAGES #112 https://thestandard.co/2023-the-year-the-world-rages/ Mon, 01 Jan 2024 03:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=881010

ผลกระทบจากอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น 1.1 องศาเซลเซียส ทำให้ […]

The post ชมคลิป: 2023 ปีโลกเดือด โลกต้องเผชิญอะไร? | KEY MESSAGES #112 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผลกระทบจากอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น 1.1 องศาเซลเซียส ทำให้ภาวะโลกร้อนยกระดับไปสู่ภาวะโลกเดือดแทน จนสร้างความแปรปรวนให้กับหลายประเทศ เช่น ในแคลิฟอร์เนียที่เผชิญกับภาวะแล้งที่สุดในรอบพันปี ซ้ำยังเจอน้ำท่วมหนักครั้งประวัติศาสตร์

 

ไม่เพียงแค่มนุษย์ที่ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงนี้ แต่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็กำลังทยอยล้มตายเช่นกัน โลกกำลังนับถอยหลังสู่การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6

 

THE STANDARD ชวนทบทวนปัญหาทั้งหมดด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

The post ชมคลิป: 2023 ปีโลกเดือด โลกต้องเผชิญอะไร? | KEY MESSAGES #112 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประมวลภัยพิบัติจากความวิปริตแปรปรวนของสภาพอากาศโลก ปี 2023 https://thestandard.co/disasters-from-global-climate-in-2023/ Thu, 28 Dec 2023 01:28:36 +0000 https://thestandard.co/?p=881990

ปี 2023 กลายเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดของภัยพิบัติ​ที่เกี่ย […]

The post ประมวลภัยพิบัติจากความวิปริตแปรปรวนของสภาพอากาศโลก ปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2023 กลายเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดของภัยพิบัติ​ที่เกี่ยวเนื่อง​กับสภาวะ​โลก​ร้อน​ ด้วยจำนวนผู้เสียชีวิต​ทั่วโลกที่มากขึ้นกว่าปี 2022 ถึง 30% หรือกว่า 12,000 คน

 

ยอดผู้เสียชีวิต​ที่พุ่งสูงในปีนี้ หลักๆ มาจากเมืองเดอร์​นาของลิเบียที่ต้องพบกับหายนะจากเขื่อนแตกจากอิทธิพล​ของพายุแดเนียลที่ปรากฏขึ้นแบบไม่คาดคิดในเดือนกันยายน พายุลูกนี้เป็นเฮอริเคนนอกสารบบที่ก่อตัวขึ้นในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นชนิดพายุที่ไม่ได้พบเห็นได้ทั่วไป ​จนต้องตั้งชื่อชนิดพายุให้ใหม่ว่า ‘เมดิเคน’ (Medicane)​

 

สภาพอากาศ​โลกที่ก้าวเข้าสู่สภาวะ​เอลนีโญ​ยังผลักดันให้ปี 2023 กลายเป็นปีที่อุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลก​พุ่ง​สูง​จนทำลายสถิติ​ในเดือนพฤศจิกา​ยน และด้วยความร้อนของน้ำทะเลนี้เองที่มีงานวิจัย​พบว่า ระดับความรุนแรง​ของพายุหมุน​เขตร้อน​ในมหาสมุทร​แอตแลนติก​เพิ่มสู​งขึ้น​ 28.7% เมื่อเทียบกับพายุในยุคก่อนโลกร้อน (ปี 1971-1990) พายุหมุนทวีความเร็ว​ลม​ใกล้​ศูนย์กลางเร็ว​ขึ้น 20 นอต​ และอาจถึง 50 นอต​ในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง​ เทียบกับที่ต้องใช้เวลาถึง 36 ชั่วโมง​ในยุคก่อน

 

 

สิ่งที่เกิดในปี 2023 คือพายุโซนร้อน​ ‘โอทิส’ ในเดือน​ตุลาคม​ ที่ทำลายสถิติ​พายุหมุนทั่ว​ไป โดยการทวีกำลัง​จนกลายเป็นซูเปอ​ร์เฮอริเคน​ความเร็ว​ลม​ใกล้​ศูนย์กลาง​พายุ​​กว่า 145 นอต​ในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง เข้าถล่มรัฐอากาปุลโกของเม็กซิโกจนมีผู้เสียชีวิต​หลายสิบคน 

 

โอทิสยังถือเป็นพายุหมุน​เขตร้อน​ระดับ 5 ตามมาตรา​เฮอริเคน​แซฟเฟอร์-​ซิมป์สันจากฝั่ง​แปซิฟิก​ลูกแรกในประวัติศาสตร์ที่ขึ้นฝั่ง​ทวีปอเมริกา​เหนือ​ด้วย

 

นอกจากพายุหมุน​เขตร้อน​ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว​ พายุหมุน​ยังมีอายุยืนยาวผิดปกติ​ โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์​ได้ปรากฏ​การก่อตัวของไซโคลน​ ‘เฟรดดี​’ ทางตะวันออกเฉียงใต้​ของทวีป​แอฟริกา​ ที่สุดท้ายแล้วกลายเป็น​พายุหมุน​เขตร้อน​ที่มีอายุยืนยาว​ที่สุดในประวัติศาสตร์​ นั่นคือนานถึง 36 วัน ลากยาวมาถึงกลางเดือนมีนาคม​เลยทีเดียว​ และแน่นอน​ว่าก่อความเสียหาย​มากมายกับกลุ่มประเทศบริเวณ​ที่เส้นทางพายุลูกนี้เคลื่อนผ่าน ตั้งแต่มาดากัสการ์​ โมซัมบิก ซิมบับเว​ และมาลาวี จนมีผู้เสียชีวิต​เกือบ 1,500 คน

 

ความผันผวนของสภาพอากาศ​โลกที่เปลี่ยนแปลง​ไปยังก่อให้เกิดภัยพิบัติ​ในรูปแบบต่างๆ ที่รุนแรง​ขึ้นชนิดที่แทบไม่เคยพบเห็น​มาก่อน ยกตัวอย่าง​เช่น ไฟป่าฮาวายในเดือนสิงหาคม​ ที่ถือเป็น​ไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุด ทำลายสถิติ​ในรอบกว่า 100 ปีของสหรัฐ​อเมริกา ชนิดที่เมืองลาไฮนาบนเกาะเมาวีถูกเผาวอดเกือบทั้งเมือง ​

 

ประเทศ​โซมาเลียและเคนยาต้องพบกับการพลิก​กลับด้านของสภาพ​อากาศ​ จากความแห้งแล้งยาวนานติดต่อ​กันหลายปีที่เป็นภาวะ​ปกติ​ของประเทศ​แถบทะเล​ทราย กลับกลายเป็นการถูกฝนถล่มอย่างไม่ลืมหูลืมตา​ในเดือนพฤศจิกา​ยน จนมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคนจากน้ำท่วมครั้งใหญ่​ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ​

 

การทำลายสถิติ​ยังเกิดขึ้นไม่หยุด กรุงปักกิ่ง​ของจีนต้องพบกับคลื่นความเย็นปกคลุมจนอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศา ยาวนานกว่า 300 ชั่วโมง​ ตั้งแต่วันที่ 11-24 ธันวาคม ถือเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดในรอบ 72 ปี​

 

ประเทศ​ไทยเราก็ไม่รอดจากภัยพิบัติ​ที่เกี่ยวเนื่องกับสภาพ​อากาศ​ ด้วยการถูกหย่อมความ​กดอากาศต่ำ​หลัง​การสลายตัว​ (Remnants)​ ของ​​ดีเปรสชัน​เจอลาวัตผสมกับมรสุม​ตะวันออกเฉียงเหนือ​ เข้าปกคลุมในวันคริสต์มาส​จนเกิดฝนหนักสุดขีดในรอบ 68 ปี นั่นคือ 651 มม. จนเกิดน้ำท่วมหนักอย่างไม่เคยพบมาก่อน

 

ทั้งหมดนี้คือบางส่วนของผลที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลง​ของสภาพ​ภูมิอากาศ​ ที่เวลานี้ได้แสดงความชัดเจนให้เราเห็นแล้ว แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงบทเริ่มต้นเท่านั้น ตราบใดที่เรายังลดอุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลกลงต่ำกว่า 1.5 องศา​เซลเซียส​ไม่ได้ อนาคตของโลกใบนี้ก็ยังคงต้องพบกับสิ่งที่เลวร้ายอย่างไม่คาดคิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้​

 

ภาพ: Dr.Rick Knabb​, Getty Images

อ้างอิง: 

The post ประมวลภัยพิบัติจากความวิปริตแปรปรวนของสภาพอากาศโลก ปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
188 ประเทศให้คำมั่นบนเวที COP28 จะผลิตพลังงานสะอาด 3 เท่าในปี 2030 พร้อมเรียกร้องอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซรักษาอุณหภูมิโลกให้อยู่ที่ 1.5 องศา https://thestandard.co/188-countries-pledged-on-stage-at-cop28/ Wed, 06 Dec 2023 03:30:02 +0000 https://thestandard.co/?p=873804 พลังงานสะอาด

การประชุม COP28 เริ่มแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งปีนี […]

The post 188 ประเทศให้คำมั่นบนเวที COP28 จะผลิตพลังงานสะอาด 3 เท่าในปี 2030 พร้อมเรียกร้องอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซรักษาอุณหภูมิโลกให้อยู่ที่ 1.5 องศา appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลังงานสะอาด

การประชุม COP28 เริ่มแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 12 ธันวาคม 2023 ณ ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยสุลต่าน บิน อาห์เหม็ด อัล จาเบอร์ เป็นประธาน พร้อมนานาประเทศทั่วโลกเข้าร่วม โดยปีนี้หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่เห็นพ้องร่วมกันคือการเพิ่มพลังงานสะอาดเป็น 3 เท่าในปี 2030

 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า สุลต่าน บิน อาห์เหม็ด อัล จาเบอร์ ประธานการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP28 ระบุว่า รัฐบาลของ 118 ประเทศ เข้าร่วมให้คำมั่นสัญญาที่จะสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น 3 เท่า อย่างน้อย 11,000 กิกะวัตต์ และเพิ่มอัตราการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยทั่วโลกขึ้นเป็น 2 เท่า จากประมาณ 2% เป็นกว่า 4% ในทุกปีไปจนถึงปี 2030 เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของสภาวะโลกร้อน พร้อมทั้งยังเรียกร้องให้อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซร่วมมือกันควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ให้เป็นไปตามเป้าหมาย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแม้ทั่วโลกเริ่มมีการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม แต่ก็พบกับปัญหาด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนข้อจำกัดด้านแรงงาน และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้บางโครงการดำเนินไปอย่างล่าช้า ทำให้รัฐบาลและสถาบันการเงินต้องเพิ่มเงินลงทุนเพื่อจัดการกับต้นทุนที่สูงขึ้นสำหรับโครงการพลังงานสะอาดในประเทศกำลังพัฒนา 

 

นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังได้เปิดตัว ‘พิมพ์เขียวสำหรับการลดก๊าซมีเทน’ (Blueprint for Methane Reduction) โดยมีระยะเวลา 18 เดือน ซึ่งจะจัดตั้งโครงการระดับชาติ 15 โครงการที่มุ่งเป้าไปที่การลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากกิจกรรมต่างๆ เช่น การผลิตข้าว การเลี้ยงสัตว์ และการจัดการขยะ

 

รวมไปถึงการเสนอการใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานทางเลือกแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้น แม้ยังเป็นที่กังขาจากการที่กลุ่มสิ่งแวดล้อมที่กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและการทิ้งกากนิวเคลียร์ที่ใช้แล้ว โดย จอห์น เคอร์รี ทูตทางด้านสภาพอากาศโลกสหรัฐอเมริกา ระบุว่า โลกจะไม่สามารถบรรลุคาร์บอนเป็นศูนย์ในปี 2050 ได้โดยปราศจากการพึ่งพานิวเคลียร์

 

อ้างอิง: 

The post 188 ประเทศให้คำมั่นบนเวที COP28 จะผลิตพลังงานสะอาด 3 เท่าในปี 2030 พร้อมเรียกร้องอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซรักษาอุณหภูมิโลกให้อยู่ที่ 1.5 องศา appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิทย์เตือน โลกอาจพลาดเป้าคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศา หลังการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ https://thestandard.co/world-may-miss-temperature-control-target/ Wed, 06 Dec 2023 00:26:55 +0000 https://thestandard.co/?p=873723

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกพุ่งแตะ […]

The post นักวิทย์เตือน โลกอาจพลาดเป้าคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศา หลังการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งในปี 2023 ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สถานการณ์โลกร้อนไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

 

รายงานที่เผยแพร่โดย Global Carbon Project ชี้ให้เห็นว่า ในปี 2023 มีการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซมากขึ้นกว่าในปี 2022 โดยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ทำให้โลกร้อนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น 1.1% ซึ่งสวนทางกับเป้าหมายที่โลกจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างมาก เพื่อหยุดยั้งสภาพอากาศสุดขั้วไม่ให้รุนแรงขึ้น

 

การเผยแพร่รายงานดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ผู้นำโลกมารวมตัวกันที่นครดูไบ เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 28 หรือ COP28 

 

ขณะที่รายงานอีกฉบับซึ่งเผยแพร่ในวันอังคาร (5 ธันวาคม) Climate Action Tracker (CAT) ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์ภาวะโลกร้อนจากที่เคยประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ในการประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

 

“2 ปีหลังจากกลาสโกว์ รายงานของเราแทบจะเหมือนเดิม” แคลร์ สต๊อกเวลล์ นักวิเคราะห์จาก Climate Analytics และผู้เขียนหลักของรายงาน CAT กล่าว “คุณคงคิดว่าเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลกจะกระตุ้นให้เกิดการลงมือปฏิบัติ แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะไม่ใส่ใจ และคิดว่าการย่ำอยู่กับที่จะจัดการกับผลกระทบที่ท่วมท้นได้”

 

ในขณะที่คาร์บอนอุดตันชั้นบรรยากาศ กักแสงอาทิตย์ และทำให้โลกร้อนอบอ้าว สภาพภูมิอากาศก็ยิ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์มากขึ้น Global Carbon Project พบว่าปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแต่ละปียังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดในปี 2023 จะแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 40.9 กิกะตัน

 

นักวิจัยพบว่าปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแต่ละประเทศและภูมิภาคมีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยคาดว่าปีนี้การปล่อยก๊าซ CO2 จากเชื้อเพลิงฟอสซิลจะเพิ่มขึ้นในอินเดียและจีน ซึ่งเป็นผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ที่สุดและรายใหญ่อันดับ 3 ตามลำดับ แต่จะลดลงในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ซึ่งในอดีตเคยเป็นผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ที่สุด ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉลี่ยในภูมิภาคอื่นๆ คาดว่าจะลดลงเล็กน้อย

 

นักวิจัยเผยด้วยว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน เช่น การตัดไม้ทำลายป่า ลดลงบ้าง แต่ไม่เพียงพอที่จะชดเชยอัตราการปลูกต้นไม้ในปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเครื่องบินและเรือ โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 11.9% อันเนื่องมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มสูงขึ้นจากการบิน

 

ปิแอร์ ฟรีดลิงสไตน์ นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจาก Global Systems Institute ของมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ และผู้เขียนหลักของรายงานวิจัยนี้ กล่าวว่า “ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปรากฏชัดอยู่รอบตัวเรา แต่การดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า

 

“ขณะนี้ดูเหมือนว่าเราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วที่เราจะพลาดเป้าหมายคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสตามที่กำหนดไว้ในความตกลงปารีส และเหล่าผู้นำที่เข้าร่วมการประชุม COP28 จะต้องตกลงกันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลลงให้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาเป้าหมาย 2 องศาเซลเซียสให้คงอยู่”

 

ภาพ: Ryan Pyle / Corbis via Getty Images

อ้างอิง:

The post นักวิทย์เตือน โลกอาจพลาดเป้าคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศา หลังการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธาน COP28 ชี้แจงหลังได้รับเสียงวิจารณ์หนัก ย้ำจุดยืนเคารพหลักวิทยาศาสตร์ https://thestandard.co/cop28-president-explains/ Tue, 05 Dec 2023 07:02:01 +0000 https://thestandard.co/?p=873646 Sultan Al Jaber

สุลต่านอัล จาเบอร์ รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสู […]

The post ประธาน COP28 ชี้แจงหลังได้รับเสียงวิจารณ์หนัก ย้ำจุดยืนเคารพหลักวิทยาศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sultan Al Jaber

สุลต่านอัล จาเบอร์ รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ผู้แทนพิเศษด้านสิ่งแวดล้อมของยูเออี และประธานการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ COP28 ที่ดูไบเป็นเจ้าภาพอยู่ในขณะนี้ ชี้แจงหลังได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากกรณีคลิปวิดีโอขณะที่เขาตั้งคำถามถึงความเกี่ยวพันระหว่างวิทยาศาสตร์กับเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

อัล จาเบอร์ กล่าวในคลิปวิดีโอขณะกำลังเข้าร่วมการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ SHE Changes Climate ผ่านช่องทางออนไลน์ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่า “ผมไม่ได้ตอบรับเข้าร่วมประชุมเพื่อมาร่วมวงสนทนาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ผมยึดถือข้อเท็จจริงและเคารพหลักวิทยาศาสตร์ แต่ไม่มีวิทยาศาสตร์ใดในโลกนี้ หรือไม่มีสถานการณ์ใดที่ชี้ชัดได้ว่า การเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลคือสิ่งที่จะทำให้การควบคุมไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสประสบผลสำเร็จ” 

 

ล่าสุดสุลต่านอัล จาเบอร์ ได้เน้นย้ำจุดยืนว่า เขายังคงเคารพหลักการทางวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ และที่พวกเราทุกคนมาร่วมกันประชุม COP28 ในวันนี้ ก็เพราะเราเชื่อมั่นและเคารพวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก 

 

ทางด้าน จิม สเกีย หัวหน้าหน่วยงานด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติ ที่ได้รับมอบหมายให้ประเมินและตรวจสอบข้อมูลวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ เผยว่า อัล จาเบอร์ เอาใจใส่ต่อหลักการวิทยาศาสตร์ขณะที่เราได้พูดคุยหารือกันเกี่ยวกับประเด็นนี้ 

 

อัล จาเบอร์ ยังกล่าวอีกว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกจะต้องลดลง 43% ภายในปี 2030 เพื่อให้ความพยายามในการรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับช่วงยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม 

 

ขณะที่ อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และผู้สนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศคนสำคัญ ประณามการประชุม COP28 ที่ยูเออีเป็นเจ้าภาพ พร้อมทั้งกล่าวว่า การแต่งตั้ง อัล จาเบอร์ ซีอีโอขององค์กรการค้าน้ำมันแห่งชาติยูเออี (ADNOC) ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญในภาคอุตสาหกรรมน้ำมันเชื้อเพลิงของโลก ให้เป็นประธาน COP28 ในปีนี้ ถือเป็นการละเมิดความไว้วางใจของสาธารณชน และอาจทำให้การประชุมครั้งนี้ไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมตามมา

 

แฟ้มภาพ: Stuart Wilson / COP28 via Getty Images

อ้างอิง:

The post ประธาน COP28 ชี้แจงหลังได้รับเสียงวิจารณ์หนัก ย้ำจุดยืนเคารพหลักวิทยาศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปี 2023 อุณหภูมิโลกเพิ่มถึงจุดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ข่าวร้ายคือปี 2024 ภาวะโลกร้อนมีแนวโน้มเลวร้ายลงอีก https://thestandard.co/global-temp-reach-unprecedented-levels-in-2023/ Tue, 05 Dec 2023 03:29:11 +0000 https://thestandard.co/?p=873565 อุณหภูมิโลก

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เปิดเผยข้อมูลล่าสุดระหว่า […]

The post ปี 2023 อุณหภูมิโลกเพิ่มถึงจุดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ข่าวร้ายคือปี 2024 ภาวะโลกร้อนมีแนวโน้มเลวร้ายลงอีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุณหภูมิโลก

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เปิดเผยข้อมูลล่าสุดระหว่างการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change) ครั้งที่ 28 หรือ COP28 ที่มีขึ้น ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ชี้ถึงสภาพภูมิอากาศโลกที่ได้ก้าวมาถึงจุดที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

 

หากนับถึงเพียงสิ้นเดือนตุลาคมของปีนี้ ตามข้อมูลของ WMO ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มมาอยู่ที่ 1.4 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยโลกในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม (ระหว่างปี 1850-1900) ถือเป็นอุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มสูงจนทำลายสถิติเดิมของปี 2016 และ 2020 ซึ่งก่อนหน้านี้เคยได้รับการจัดอันดับให้เป็นสองปีที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงที่สุดมาแล้ว 

 

มฤตยุนเจย์ โมหะพัตรา อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาของอินเดีย ดำรงตำแหน่งรองประธาน WMO กล่าวในที่ประชุมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศของตนว่า ทางตอนเหนือของประเทศอินเดียเวลานี้มีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเร็วมากเมื่อเปรียบเทียบกับทางตอนใต้ 

 

 

“อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้น้ำทะเลมีแนวโน้มที่จะเกิดการขยายตัว ทำระดับน้ำทะเลสูงขึ้น นอกจากนี้ เมื่อมหาสมุทรอุ่นขึ้น ธารน้ำแข็งที่อยู่ติดชายฝั่งก็จะละลายเร็วขึ้น ซ้ำเติมให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงในอัตราที่มากขึ้นไปอีกเมื่อเทียบกับการขยายตัวของน้ำทะเล ถือเป็นภัยคุกคามต่อพื้นที่ชายฝั่งอินเดีย รวมไปถึงพื้นที่ชายฝั่งของประเทศอื่นทั่วโลกด้วย” เขากล่าว

 

ตามข้อมูลของ WMO นั้น ช่วง 9 ปีสุดท้ายนับถึงปีนี้ คือตั้งแต่ปี 2015-2023 ถือเป็นช่วงที่โลกเรามีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

 

ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังดำเนินอยู่ในเวลานี้มีแนวโน้มที่จะกระตุ้นให้เกิดสภาวะโลกร้อนที่เลวร้ายลงไปอีกในปีถัดไป นั่นคือปี 2024 เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว ปรากฏการณ์เอลนีโญจะมีผลกระทบมากที่สุดต่ออุณหภูมิโลกหลังจากที่อุณหภูมิไปถึงจุดสูงสุดแล้ว

 

รายงานยังแสดงให้เห็นว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในช่วงปี 2013-2022 นั้น เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าของอัตราที่เคยบันทึกไว้ในทศวรรษแรกของการใช้ดาวเทียมติดตามระดับน้ำทะเล (ปี 1993-2002) ทั้งนี้ ก็เนื่องจากภาวะโลกร้อนและการละลายของธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง

 

ศาสตราจารย์เพตเทรี ทาลาส เลขาธิการ WMO สรุปถึงข้อมูลล่าสุดที่พบ นั่นคือ “ระดับก๊าซเรือนกระจกยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าจะลดลง อุณหภูมิผิวน้ำทะเลและระดับน้ำทะเลได้เพิ่มสูงขึ้นสอดคล้องกับปริมาณน้ำแข็งในทะเลแอนตาร์กติกที่ลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์ และสภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่ดำเนินไปทั่วโลกก่อให้เกิดความเสียหายทั้งกับชีวิตและทรัพย์สินอย่างไม่เคยมีมาก่อน”

 

เรายังพบระดับคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 50% อายุที่ยาวนานของคาร์บอนไดออกไซด์จะส่งผลให้อุณหภูมิโลกจะยังคงสูงขึ้นต่อไปอีกหลายปีต่อจากนี้

 

 

“สิ่งเหล่านี้เป็นมากกว่าสถิติ เรากำลังเสี่ยงสูญเสียโอกาสที่จะเร่งมือปกป้องธารน้ำแข็ง และควบคุมการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เราไม่สามารถกลับไปสู่บรรยากาศของศตวรรษที่ 20 ได้อีกแล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าไป เพื่อจำกัดความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะมีมากขึ้นทั้งในศตวรรษนี้และต่อจากนี้” ศาสตราจารย์ทาลาสกล่าว

 

รายงานดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เข้าถึงได้ทั่วโลก โดยในภาพรวมมีผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความมั่นคงทางอาหาร และการพลัดถิ่นของประชากร

 

“ปีนี้เราได้เห็นชุมชนต่างๆ ทั่วโลกถูกไฟไหม้ น้ำท่วม และอุณหภูมิที่ร้อนจัด ความร้อนทั่วโลกที่ทำลายสถิติน่าจะส่งผลกระทบให้บรรดาผู้นำโลกต้องสั่นสะท้าน” อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวในการประชุมเดียวกัน

 

“แต่โลกยังคงมีความหวัง” เขากล่าว

 

“เรามีแผนงานในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศอันเลวร้าย แต่เราต้องการให้เหล่าผู้นำที่มาประชุมร่วมกันในการประชุม COP28 นี้ กดปุ่มสตาร์ทเริ่มการแข่งขันของประเทศตัวเอง เพื่อรักษาขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสนี้ให้กลายเป็นความจริงให้จงได้ โดยการกำหนดความคาดหวังที่ชัดเจนสำหรับแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศที่จะมีขึ้นจากนี้ไป และเราต้องการคำมั่นสัญญาในด้านความร่วมมือทุกด้าน รวมทั้งด้านการเงิน เพื่อให้ทุกสิ่งสามารถเป็นไปได้ โดยมุ่งมั่นที่จะเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 3 เท่า และเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานขึ้น 2 เท่า และเรามุ่งมั่นที่จะยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยมีกรอบเวลาที่ชัดเจนสอดคล้องกับขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียส” กูเตอร์เรสเน้นย้ำ

 

หมายเหตุ: อุณหภูมิเฉลี่ยโลก 1.4 องศาเซลเซียสที่ WMO ขีดเส้นสรุปยอดไปเมื่อสิ้นเดือนตุลาคมนั้น ภายใน 2 สัปดาห์ต่อมา คือวันที่ 17 พฤศจิกายน อุณหภูมิเฉลี่ยโลกก็ได้พุ่งทะลุขีดจำกัดไปถึง 2.07 องศาเซลเซียสเรียบร้อย ตามรายงานข่าวที่เราเสนอไปก่อนหน้านี้

 

ภาพ: Ian Waldie / Getty Images

อ้างอิง: 

The post ปี 2023 อุณหภูมิโลกเพิ่มถึงจุดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ข่าวร้ายคือปี 2024 ภาวะโลกร้อนมีแนวโน้มเลวร้ายลงอีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล เกตส์ เตือนถึงความเป็นไปได้ที่อุณหภูมิโลกจะพุ่งเกินจุดวิกฤตที่เคยวางไว้ แต่ยังมีหวังลึกๆ ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นได้ https://thestandard.co/bill-gates-warned-world-temperature/ Sat, 02 Dec 2023 06:14:36 +0000 https://thestandard.co/?p=872627 บิล เกตส์

บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Microsoft ออกมากล่าวเตือน […]

The post บิล เกตส์ เตือนถึงความเป็นไปได้ที่อุณหภูมิโลกจะพุ่งเกินจุดวิกฤตที่เคยวางไว้ แต่ยังมีหวังลึกๆ ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล เกตส์

บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Microsoft ออกมากล่าวเตือนถึงความกังวลของแนวโน้มที่อุณหภูมิโลกจะพุ่งสูงเกินจุดวิกฤตที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนประเมินไว้ว่าจะเป็นจุดอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่กับชีวิตมนุษย์และระบบนิเวศทางธรรมชาติต่างๆ จนยากเกินแก้ไข โดยเขามองว่าความพยายามต่างๆ อาจไม่เพียงพอที่จะกดให้อุณหภูมิเพิ่มไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส

 

ถึงแม้ว่าบิลจะตระหนักถึงความรุนแรงของวิกฤตครั้งนี้ แต่เขาได้กล่าวระหว่างการสัมภาษณ์กับ CNBC ภายในงาน COP28 Climate Conference ว่าเขายังมีหวังว่าการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นส่วนช่วยในการทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นงานประชุมด้านสิ่งแวดล้อมประจำปีครั้งใหญ่และสำคัญที่สุดขององค์การสหประชาชาติ 

 

“ผมไม่คิดว่าธรรมชาติมีจุดกำหนดที่ชัดเจนขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าพอเกินอุณหภูมิที่ตั้งไว้แล้วทุกอย่างจะวิกฤต แต่มันเป็นการปรับตัวที่จะต้องอยู่ร่วมกันกับสถานการณ์แบบนี้ให้ได้ เช่น เราอาจมีระบบการเตือนสภาพอากาศที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกับภาคการเกษตรเพื่อให้ชาวสวนวางแผนการเพาะปลูกและหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่สภาพอากาศย่ำแย่”

 

นอกจากนี้ บิลยังมองว่าเราจำเป็นต้องช่วยสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ยากจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเพราะฝีมือมนุษย์อย่างเช่นแนวปะการัง เพื่อพยายามปกป้องระบบนิเวศธรรมชาติให้ได้มากที่สุด “ยังโชคดีที่ความพยายามของเราทำให้อุณหภูมิไม่ไปถึงจุดรุนแรงเกิน 4 องศาเซลเซียส แต่ผมคิดว่าเราน่าจะไม่สามารถกดให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสอย่างที่เคยตั้งเป้าไว้ได้”

 

ณ จุดปัจจุบัน โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นแล้ว 1.1 องศาเซลเซียส ตามคำกล่าวของนักวิทยาศาสตร์หลายราย แต่ความตกลงปารีสฉบับที่เป็นอยู่ในตอนนี้มีสิทธิ์ที่จะทำให้อุณหภูมิเพิ่มไปถึง 2.9 องศาเซลเซียส ทำให้ UNEP เร่งปรับกฎเกณฑ์ให้รัดกุมมากขึ้นเพื่อลดผลกระทบ เนื่องจากองค์การสหประชาชาติมองว่า 1.5 องศาเซลเซียสเป็นจุดสูงสุดแล้วหากมนุษยชาติต้องการหลีกเลี่ยงวิกฤตสิ่งแวดล้อมขั้นรุนแรง

 

กลับมาที่มุมมองของบิล เขามีความเห็นว่าความท้าทายของวิกฤตสิ่งแวดล้อมของคนรุ่นต่อไปคือการลดความร้ายแรงของภัยธรรมชาติ “ทุกวันนี้เรามีเทคโนโลยีมากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ โดยรวมแล้วผมยังมีหวังอยู่นะ แค่ต้องร่วมมือช่วยกัน เพราะอยากให้ลูกและหลานของพวกเราต่อไปอีกหลายๆ รุ่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดีกว่าที่เราเคยมีกัน”

 

อ้างอิง: 

The post บิล เกตส์ เตือนถึงความเป็นไปได้ที่อุณหภูมิโลกจะพุ่งเกินจุดวิกฤตที่เคยวางไว้ แต่ยังมีหวังลึกๆ ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุณหภูมิเฉลี่ยโลกพุ่ง​เกินเกณฑ์​ 1.5 องศา ในจำนวนวันที่มากจนทำสถิติในปีนี้ https://thestandard.co/world-temperature-exceed-1-5-degree-celcius/ Mon, 09 Oct 2023 01:55:42 +0000 https://thestandard.co/?p=852213 อุณหภูมิโลก

เหล่านักวิทยาศาสตร์​ที่เฝ้าดูปัญหา​โลกร้อนต่างแสดงความเ […]

The post อุณหภูมิเฉลี่ยโลกพุ่ง​เกินเกณฑ์​ 1.5 องศา ในจำนวนวันที่มากจนทำสถิติในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุณหภูมิโลก

เหล่านักวิทยาศาสตร์​ที่เฝ้าดูปัญหา​โลกร้อนต่างแสดงความเป็นห่วง​เมื่อตรวจพบอุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลกล้ำเส้น 1.5 องศาเซลเซียส ​หลายครั้งในปี 2023 นี้ โดยครั้งล่าสุดยังคงค่าสูงอยู่ยาวนานหลายวันชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อนด้วย

 

เกณฑ์​ 1.5 องศา​เซลเซียส​มาจากไหน ใครเป็นคนกำหนด

 

ตัวเลขนี้มาจากข้อกำหนด​ของการประชุมชาติภาคีสมาชิก UNFCCC (กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) หรือ United Nations Framework Convention on Climate Change ที่ปารีส เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2015 โดยมีเป้าหมายแรกเพื่อวางแผนควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับอุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลก​ในยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ปี 1850-​1900 คือก่อนการแพร่หลาย​ของ​เชื้อเพลิงฟอสซิล​) และมีเป้าหมายหลัก​คือมุ่งไปที่การควบคุม​อุณหภูมิ​เฉลี่ย​โลก​ไม่ให้เกิน ​1.5 องศาเซลเซียสให้​ได้ โดยให้ชาติภาคีสมาชิก​ทบทวนผลกันทุกๆ 5 ปี

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้

 

ปี 2023 อุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลกเริ่มทะลุเกณฑ์​เป็นช่วงสั้นๆ ครั้งแรกเมื่อต้นเดือนมีนาคม และอีกครั้งในเดือนมิถุนายน แต่หลังเดือนกรกฎาคม โลก​ก็มีจำนวนวันที่อุณหภูมิ​สูง​เกินเกณฑ์​มากขึ้นเรื่อยๆ จนมาเลวร้าย​สุดในเดือนกันยายน​ ที่มีวันที่อุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลก​พุ่ง​สูง​เกิน​เกณฑ์​ 1.5​ องศา​เซลเซียส ​ยาวนานติดกันหลายวันจนทำสถิติ

 

นับจากต้นปีจนถึง​วันที่​ 2 ตุลาคม​ โลกเรามีจำนวนวันร้อนเกิน 1.5​ องศา​เซลเซียส มากถึง 86 วัน

 

ปีอื่นก่อนหน้านี้ก็เคยมีบ้าง แต่ก็จะเกิดไม่กี่วันในรอบปี ที่เด่นสุดคือปี 2016 ที่เกิดเอลนีโญ​ ปีนั้นมีจำนวนวันทะลุเกณฑ์​ที่ 75 วัน แต่ในปี 2023 นี้ ตัวเลขความร้อนทิ้งห่างปี 2016 ขาดลอยตั้งแต่ยังไม่ทันสิ้นปีด้วยซ้ำ

 

“มันเป็นสัญญาณว่าเรามาถึงระดับที่เราไม่เคยมีมาก่อน” ดร.เมลิสสา ลาเซนบี จากมหาวิทยาลัยซัสเซ็กซ์กล่าว

 

“ปี 2023 นี้ถือเป็น​ปีที่โลกร้อนเป็นประวัติการณ์​ ที่น่ากังวลคือปีหน้า 2024 อาจร้อนยิ่งกว่านี้”

 

ทำไมถึงเป็นเดือนกันยายน

 

เราคนไทยอาจเคยชินกับคำว่าอากาศ​ร้อนที่ควบคู่​มากับเดือนเมษายน แต่สำหรับเขตอาร์กติกในซีกโลกเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่หลักที่ใช้ในการบันทึกอุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลกกันนั้น จะเข้าฤดูร้อน​ในเดือนกรกฎาคม และจะไปร้อนที่สุดปลายฤดู​ร้อนคือเดือนกันยายน โดยอุณหภูมิ​​จะเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน ​และเริ่มเย็นลงในเดือนตุลาคม​

 

ที่มาของความร้อน

 

ปี 2023 นี้เป็นอีกปีที่เกิดปรากฏการณ์​เอลนีโญ ซึ่งมีแนวโน้ม​ที่จะรุนแรงขึ้นในปีหน้า “เรา​ยังตรวจพบแนวน้ำอุ่นผิดปกติพาดยาวจากญี่ปุ่​นถึงแคลิฟอร์เนีย​ รวมทั้ง​ระดับอุณหภูมิ​น้ำในมหาสมุทร​แอตแลนติก​ปีนี้ก็ร้อนเป็นประวัติการณ์” ดร.เจนนิเฟอร์​ ฟรานซิส จากศู​นย์วิจัยสภาพภูมิอากาศ​วูดเวลล์​ในสหรัฐ​ฯ (Woodwell Climate Research Center)​ อธิบาย

 

จำนวนอนุภาค​แขวนลอยในอากาศ​​ในแถบแอตแลนติก​เหนือที่ทำหน้าที่สะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่อวกาศก็ลดลงอย่างมีนัย​สำคัญในปีนี้ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการลดจำนวนเที่ยวของการขนส่งข้ามมหาสมุทร

 

ผู้เชี่ยวชาญบางคนยังเน้นให้สังเกตอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้น 2 ครั้งในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมาของขั้วโลกใต้ที่อาจเกิดจากความแปรปรวนตามปกติ แต่กลับส่งผลไปสู่ระบบอากาศทั่วโลก “ทั้งหมดนี้รวมกับสาเหตุอื่นที่เรายังไม่รู้และยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติม ได้ก่อให้เกิดสภาพอุณหภูมิโลกที่สูงเกินเส้น 1.5 องศาเซลเซียสที่ขีดเอาไว้ตามความตกลงปารีสไปหลายวันในปีนี้”

 

เหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างคาดหวังว่าตัวเลขความผิดปกติครั้งล่าสุดของสภาพอากาศโลก โดยเฉพาะอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงทะลุเกณฑ์​ที่ 1.5 องศาเซลเซียส จะปลุกจิตสำนึกของนักการเมืองและผู้นำประเทศจากชาติภาคีสมาชิก UNFCCC ในการประชุมภาคีครั้งที่ 28 หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า COP28 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 12 ธันวาคม 2023 ใน Expo City ที่ดูไบ ให้ช่วยกันออกมาตรการเร่งด่วนที่มีประสิทธิภาพให้เห็นผลโดยเร็วไม่ว่าวิธีการใด

 

ผลของความเลวร้ายจากอุณหภูมิโลกที่ผิดปกติในปีนี้ได้ส่งผลให้เห็นแล้วจากคลื่นความร้อนในยุโรปที่ก่อตัวจนเกิดพายุเมดิเคนหรือพายุหมุนกึ่งเขตร้อน ‘แดเนียล’ ที่ก่อฝนหนักถล่มหลายประเทศ ตั้งแต่กรีซ, ตุรกี, บัลแกเรีย ข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปทำเขื่อนแตกในลิเบีย จนมีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคน ไม่นับฝนตกหนักผิดปกติในเอเชียตะวันออก อินเดีย และอเมริกาใต้ ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้นำโลกทุกประเทศต้องทุ่มเทอย่างจริงจังก่อนสภาพอากาศของโลกจะเปลี่ยนไปจนเกินเยียวยา

 

ภาพ: David McNew / Getty Images

อ้างอิง:

The post อุณหภูมิเฉลี่ยโลกพุ่ง​เกินเกณฑ์​ 1.5 องศา ในจำนวนวันที่มากจนทำสถิติในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิทย์เผย เดือนที่ผ่านมาเป็นกันยายนที่ร้อนสุดในประวัติศาสตร์ https://thestandard.co/global-temp-new-record-september/ Thu, 05 Oct 2023 10:09:40 +0000 https://thestandard.co/?p=851026 ร้อน สุดในประวัติศาสตร์

นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า เดือนที่ผ่านมา […]

The post นักวิทย์เผย เดือนที่ผ่านมาเป็นกันยายนที่ร้อนสุดในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้อน สุดในประวัติศาสตร์

นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า เดือนที่ผ่านมาเป็นกันยายนที่ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ อีกทั้งยังทิ้งห่างจากสถิติเดิมในระดับที่น่าตกใจด้วย โดยนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่านี่เป็นความร้อนที่ ‘บ้าคลั่งจนน่าประหลาดใจ’

 

หากย้อนดูสถิติของเดือนก่อนๆ ที่ผ่านมานั้น เราจะเห็นว่าโลกได้เผชิญกับเดือนสิงหาคมและกรกฎาคมที่ร้อนสุดในประวัติศาสตร์มาแล้ว และเดือนกันยายนที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี้ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน โดยอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ได้ส่งผลให้คลื่นความร้อนและเหตุไฟป่าทวีความรุนแรงมากขึ้นทั่วโลก

 

ข้อมูลระบุว่า เดือนกันยายน 2023 มีอุณหภูมิสูงกว่าสถิติเดิมที่เคยทำไว้ถึง 0.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่พุ่งแรงสุดเท่าที่เคยมีมา โดยเดือนกันยายนมีอุณหภูมิสูงเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมที่ราว 1.8 องศาเซลเซียส

 

ปัจจัยที่ทำให้โลกเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงเช่นนี้เนื่องจากมนุษย์ยังคงปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง บวกกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างเอลนีโญที่ทำให้สภาพอากาศปีนี้ร้อนขึ้นกว่าช่วง 3 ปีก่อนหน้า ซึ่งโลกเจอกับลานีญา โดยนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า แม้ปัจจุบันปี 2023 จะจ่อก้าวเป็นปีที่โลกร้อนที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยเผชิญ แต่ปีหน้า 2024 อาจร้อนหนักได้มากขึ้นกว่านี้ เพราะโดยปกติแล้วหากเอลนีโญย่างกรายเข้ามาสู่โลก ผลกระทบของมันจะแสดงให้เห็นชัดเจนและรับรู้ได้ในอีก 1 ปีต่อมานั่นเอง

 

ซีค เฮาส์ฟาเธอร์ (Zeke Hausfather) จากโครงการข้อมูลสภาพภูมิอากาศ Berkeley Earth กล่าวว่า “จากความคิดเห็นของผมในฐานะนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศ เดือนกันยายนที่ผ่านมานั้นร้อนบ้าคลั่งจนน่าประหลาดใจ”

 

มิกา รันทาเนน (Mika Rantanen) นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศประจำสถาบันอุตุนิยมวิทยาฟินแลนด์ กล่าวว่า “ผมพยายามจะทำความเข้าใจว่าอุณหภูมิในปีเดียวสามารถกระโดดจากช่วงปีก่อนๆ หน้ามากขนาดนี้ได้อย่างไร” ขณะที่ศาสตราจารย์เอ็ด ฮอว์กินส์ (Ed Hawkins) จาก University of Reading สหราชอาณาจักร กล่าวว่า ความร้อนที่เกิดขึ้นในฤดูร้อนนี้ ‘ไม่ธรรมดา’

 

ซาแมนธา เบอร์เกส (Samantha Burgess) จากสถาบัน Copernicus Climate Change Service แห่งสหภาพยุโรป กล่าวว่า “ปี 2023 จ่อขึ้นแท่นเป็นปีที่ร้อนที่สุด และมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมประมาณ 1.4 องศาเซลเซียส ฉะนั้นประเด็นการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศที่ต้องลงมือทำอย่างเร่งด่วนจึงเป็นวาระที่สำคัญยิ่งสำหรับการประชุม COP28 ที่กำลังจะมาถึง”

 

แฟ้มภาพ: Leestudio Via Shutterstock

อ้างอิง:

The post นักวิทย์เผย เดือนที่ผ่านมาเป็นกันยายนที่ร้อนสุดในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สิ้นโลกร้อนเข้ายุคโลกเดือด ชะตากรรมมนุษย์จะเป็นอย่างไร? | KEY MESSAGES #94 https://thestandard.co/the-era-of-global-warming/ Fri, 18 Aug 2023 13:57:25 +0000 https://thestandard.co/?p=830880 โลกเดือด

เดือนที่ผ่านมา หลายภูมิภาคทั่วโลกต้องเผชิญกับคลื่นความร […]

The post ชมคลิป: สิ้นโลกร้อนเข้ายุคโลกเดือด ชะตากรรมมนุษย์จะเป็นอย่างไร? | KEY MESSAGES #94 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกเดือด

เดือนที่ผ่านมา หลายภูมิภาคทั่วโลกต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนหนักที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป ไปจนถึงเอเชีย ต่างต้องใช้ชีวิตอยู่กับอุณหภูมิที่ทะลุ 40 องศาเซลเซียส

 

ในขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแอตแลนติกก็ส่งผลให้อุณหภูมิผิวน้ำนอกชายฝั่งฟลอริดาสูงถึง 37.7 องศาเซลเซียสอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แนวปะการังโดยรอบฟอกขาวครั้งใหญ่

 

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ หรือ UN ออกมาเตือนว่า สถิติอุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงในช่วงที่ผ่านมาชี้ให้เห็นชัดว่า ขณะนี้ภาวะโลกร้อนสิ้นสุดลงแล้ว โลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคโลกเดือดแทน

 

สถานการณ์ปัจจุบันเลวร้ายถึงขั้นเรียกว่ายุค ‘โลกเดือด’ จริงหรือ และมนุษย์จะสามารถอยู่รอดได้อย่างไร เมื่ออากาศร้อนจัดเป็นอันตรายถึงชีวิต

The post ชมคลิป: สิ้นโลกร้อนเข้ายุคโลกเดือด ชะตากรรมมนุษย์จะเป็นอย่างไร? | KEY MESSAGES #94 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิทยาศาสตร์ชี้ เดือนกรกฎาคมปีนี้จะเป็นเดือนที่อุณหภูมิโลกร้อนสุดเท่าที่เคยบันทึกมา https://thestandard.co/july-set-to-be-worlds-warmest-month/ Fri, 28 Jul 2023 03:17:12 +0000 https://thestandard.co/?p=822999

สำนักข่าว BBC รายงานข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์หลายราย ซึ่ง […]

The post นักวิทยาศาสตร์ชี้ เดือนกรกฎาคมปีนี้จะเป็นเดือนที่อุณหภูมิโลกร้อนสุดเท่าที่เคยบันทึกมา appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักข่าว BBC รายงานข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์หลายราย ซึ่งชี้ว่าเดือนกรกฎาคมของปีนี้จะเป็นเดือนที่อุณหภูมิโลกร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา โดยนักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่าสถิติเดิมในเดือนกรกฎาคมปี 2019 จะถูกทำลาย แม้ว่าจะยังเหลือเวลาอีก 3 วันกว่าจะหมดเดือนกรกฎาคมก็ตาม

 

ดร.คาร์สเทน เฮาสไตน์ จากมหาวิทยาลัยไลป์ซิก (University of Leipzig) เผยแพร่แถลงการณ์ คำนวณว่าในเดือนกรกฎาคม 2023 ระดับอุณหภูมิโลกจะสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วไปของเดือนกรกฎาคมที่มีการบันทึกไว้ก่อนที่โลกจะเริ่มใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างแพร่หลาย ราว 1.3-1.7 องศาเซลเซียส 

 

โดย ดร.เฮาสไตน์มั่นใจว่าแม้ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาจะเย็นลง แต่อุณหภูมิโดยเฉลี่ยตลอดทั้งเดือนก็ยังเพียงพอที่จะทำให้เดือนกรกฎาคมร้อนที่สุด

 

“ไม่เพียงแต่จะเป็นเดือนกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเท่านั้น แต่ยังเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมาในแง่ของอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลก เราอาจต้องย้อนกลับไปหลายพันหรือหลายหมื่นปี เพื่อค้นหาสภาพอากาศที่ร้อนแบบเดียวกันนี้บนโลกของเรา” ดร.เฮาสไตน์ระบุในแถลงการณ์

 

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าเดือนกรกฎาคมอาจเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในรอบ 1.2 แสนปีที่ผ่านมา

 

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์หลายรายไม่แปลกใจที่เดือนกรกฎาคมจะทำลายสถิติปัจจุบันของเดือนที่ร้อนที่สุด เนื่องจากในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีข้อบ่งชี้มากมายว่าโลกกำลังมีระดับความร้อนที่สูงกว่าเดิมมาก

 

โดยอุณหภูมิเฉลี่ยช่วง 25 วันแรกของเดือนนั้นอยู่ที่ 16.95 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดเดือนกรกฎาคม 2019 ที่ 16.63 องศาเซลเซียส 

 

สำหรับวันที่โลกเผชิญอุณหภูมิร้อนที่สุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่ข้อมูลจากหน่วยงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (Copernicus Climate Change Service) ชี้ว่า 23 วันที่โลกร้อนที่สุดเท่าที่บันทึกมาเกิดขึ้นในเดือนนี้ทั้งหมด

 

ภาพ: David McNew / Getty Images

อ้างอิง:

The post นักวิทยาศาสตร์ชี้ เดือนกรกฎาคมปีนี้จะเป็นเดือนที่อุณหภูมิโลกร้อนสุดเท่าที่เคยบันทึกมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม ร้อนสุดเท่าที่โลกเคยเจอมา สะท้อนโลกรวนรุนแรงเกินควบคุม https://thestandard.co/first-week-of-july-worlds-hottest-ever/ Wed, 12 Jul 2023 08:49:34 +0000 https://thestandard.co/?p=815954 โลกร้อน

“ภาวะโลกรวนรุนแรงเกินกว่าจะควบคุมได้แล้ว” นี่คือคำยืนยั […]

The post สัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม ร้อนสุดเท่าที่โลกเคยเจอมา สะท้อนโลกรวนรุนแรงเกินควบคุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกร้อน

“ภาวะโลกรวนรุนแรงเกินกว่าจะควบคุมได้แล้ว” นี่คือคำยืนยันจากอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) หลังองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เปิดเผยว่า สัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคมที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ นี้เป็นสัปดาห์ที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวัดจากอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งโลก

 

แถลงการณ์จาก WMO ระบุว่า “โลกเพิ่งเผชิญกับสัปดาห์ที่ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่ออ้างอิงจากข้อมูลเบื้องต้น” พร้อมระบุด้วยว่า อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นไม่ใช่แค่บนพื้นดิน แต่มหาสมุทรก็ร้อนทำลายสถิติเดิมด้วยเช่นกัน ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะสร้างผลกระทบที่ร้ายแรงต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมบนโลกของเรา

 

รายงานที่ WMO เพิ่งเปิดเผยไปนี้ถือว่าตามมาติดๆ จากรายงานของ Copernicus Climate Change Service (C3S) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสภาพอากาศของสหภาพยุโรปที่ระบุว่า เดือนที่แล้วเป็นมิถุนายนที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ แถมยังมีอุณหภูมิสูงทิ้งห่างสถิติเดิมที่ทำไว้ในปี 2019 อีกด้วย 

 

แม้ประเทศไทยเราในตอนนี้จะมีฝนโปรยปรายลงมาพอช่วยบรรเทาอากาศที่ร้อนอบอ้าวกันบ้างแล้ว แต่ในประเทศอื่นๆ นั้นกำลังเจอกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดจนแทบจะอยู่ไม่ได้ เช่น สเปนที่มีภัยแล้งรุนแรง รวมถึงสหรัฐอเมริกาและจีนที่เจอกับคลื่นความร้อนมหาโหด

 

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนเป็นผลพวงจากการที่ปรากฏการณ์เอลนีโญได้หวนกลับมาเยือนโลกของเราอีกครั้ง และที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ ‘ภาวะโลกรวน’ ที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์

 

คริสโตเฟอร์ ฮิววิตต์ (Christopher Hewitt) ผู้อำนวยการฝ่ายบริการสภาพอากาศของ WMO กล่าวว่า “พวกเรากำลังอยู่ในดินแดนที่ไม่รู้จักมาก่อน และมีแนวโน้มที่เราจะเจอกับสภาพอากาศที่ร้อนทำลายสถิติเพิ่มขึ้นอีกเมื่อเอลนีโญทวีความรุนแรงขึ้น และผลกระทบเหล่านี้จะลามไปถึงปี 2024 ด้วย 

 

“นี่คือข่าวที่น่ากังวลสำหรับโลกของเรา”

 

  • เปิดข้อมูลโลกร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม

 

สถาบันด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประจำมหาวิทยาลัยเมน สหรัฐฯ รายงานว่า เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม อุณหภูมิเฉลี่ยโลกร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกสถิติมา โดยวัดอุณหภูมิเฉลี่ยโลกได้สูงถึง 17.18 องศาเซลเซียส สูงกว่าสถิติเดิมที่เคยวัดได้ที่ 17.01 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ถือเป็นสถิติที่สูงเกิน 17 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ใช้ระบบดาวเทียมช่วยเก็บบันทึกสถิติมาตั้งแต่ปี 1979

 

แต่หากนับเป็นช่วง 7 วันโดยสิ้นสุด ณ วันพุธที่ 5 กรกฎาคม อุณหภูมิเฉลี่ยรายวันถือว่าอยู่สูงเหนือสัปดาห์อื่นๆ ย้อนหลังไปถึง 44 ปีที่ราว 0.04 องศาเซลเซียส หากเจาะดูเฉพาะข้อมูลของวันพุธที่ 5 กรกฎาคมจะเห็นว่า อุณหภูมิเฉลี่ยโลกอยู่ที่ระดับสูงที่ 17.18 องศาเซลเซียส

 

ทั้งนี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์พยายามบอกกับพวกเรามาเนิ่นนานแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกำลังก้าวขึ้นไปอยู่ในจุดที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และอุณหภูมิความร้อนที่เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ บวกกับการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญ อาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นอีกจนทำลายสถิติเดิมที่น่ากังวลอยู่แล้ว

 

และไม่ใช่แค่อุณหภูมิบนบกที่ร้อนจัด แต่อุณหภูมิพื้นผิวของมหาสมุทรทั่วโลกก็ถีบตัวสูงขึ้นอย่างที่มนุษย์ไม่เคยพบมาก่อนในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนที่ผ่านมา โดยฮิววิตต์กล่าวว่า “มันไม่ใช่แค่อุณหภูมิผิวน้ำ แต่น้ำในมหาสมุทรทั้งหมดเริ่มอุ่นขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังดูดซับพลังงานมหาศาลเอาไว้ ซึ่งมันจะอยู่เช่นนั้นไปอีกหลายร้อยปี”

 

ด้าน ไมเคิล สแปร์โรว์ (Michael Sparrow) หัวหน้าโครงการวิจัยสภาพภูมิอากาศโลกของ WMO กล่าวว่า “หากมหาสมุทรร้อนขึ้นมาก นั่นจะส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศ ต่อน้ำแข็งในทะเล และน้ำแข็งทั่วโลก”

 

ข้อมูลจาก NASA ระบุว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทะเลโลกดูดซับความร้อนส่วนเกินถึง 90% ที่เกิดจากก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มมากขึ้นจากการทำกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งการที่อุณหภูมิของน้ำทะเลร้อนขึ้นจะส่งผลกระทบต่ออีกหลายเหตุการณ์เป็นห่วงโซ่ไป ไม่ว่าจะเป็นพายุที่มีกำลังรุนแรงขึ้นกว่าเดิม น้ำแข็งในทะเลเสี่ยงละลายตัวหนัก จนทำให้โลกอาจมีระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 

 

นอกจากนี้มันยังส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของสัตว์ทะเลด้วย โดยรายงานระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่สัตว์ทะเลทุกสปีชีส์ราว 1 ใน 3 ของโลกอาจล้มหายตายจากเราไปหมดภายในระยะเวลา 300 ปี 

 

หากคิดว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นน่ากังวลแล้วละก็ เตรียมใจไว้เลยว่านี่อาจยังไม่ใช่ ‘ที่สุด’ เพราะสแปร์โรว์กล่าวว่า เอลนีโญที่ย่างกรายมาสู่โลกตอนนี้ยังไม่ได้สร้างผลกระทบที่เห็นชัดมากนัก ฉะนั้นเราจะได้เริ่มเห็นผลกระทบของเอลนีโญที่รุนแรงจริงๆ ในปี 2024

 

สำนักข่าว AFP ได้สอบถามความคิดเห็นเพิ่มเติมไปยัง Copernicus ซึ่งทางหน่วยงานระบุว่า หากนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลแล้ว จะเห็นได้ว่าสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคมมีแนวโน้มที่จะร้อนสุดนับตั้งแต่ที่มีการเก็บข้อมูลย้อนหลังมาตั้งแต่ปี 1940 หรือเมื่อ 83 ปีก่อน และหากดูจากข้อมูลที่รวบรวมมานั้นมีแนวโน้มว่าวันพฤหัสบดีที่ 6 กรกฎาคม มีแนวโน้มเป็นวันที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงสุดในประวัติศาสตร์

 

  • ภาวะโลกรวนรุนแรงเกินกว่าจะควบคุมได้แล้ว

 

ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นการสรุปภาพรวมของพื้นที่ต่างๆ ทั่วทั้งโลก ทีนี้เราอยากชวนทุกคนมาลองเจาะดูผลกระทบจากความร้อนตามพื้นที่ต่างๆ กันบ้าง

 

เริ่มจากแนวชายแดนซึ่งเชื่อมต่อระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโก เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางรายงานว่า อุณหภูมิที่ร้อนระอุในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้มีคนตายแล้ว 10 คน ขณะเจ้าหน้าที่ได้เข้าช่วยเหลือประชาชนอีก 45 คนที่ประสบภัยจากคลื่นความร้อน

 

ขณะที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ นั้นเตรียมเจอกับสภาพอากาศที่ร้อนรุนแรงต่ออีกสัปดาห์ โดยพยากรณ์อากาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (10 กรกฎาคม) ระบุว่า อากาศจะร้อนจัดไปจนถึงสุดสัปดาห์นี้ในเมืองฟีนิกซ์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดของรัฐแอริโซนา อีกทั้งยังระบุด้วยว่า เมืองฟีนิกซ์มีแนวโน้มที่จะร้อนทำลายสถิติเดิมที่ทำไว้เมื่อฤดูร้อนของปี 1974 แถมยังจะร้อนติดต่อกันนานหลายวันด้วย โดยอุณหภูมิอาจสูงคาบเส้น 43 องศาเซลเซียสหรือทะลุไปเกินกว่านี้

 

พร้อมกันนี้ทางการยังเตือนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ของรัฐเนวาดาและนิวเม็กซิโกของสหรัฐฯ อยู่แต่ในอาคาร เพราะอากาศข้างนอกร้อนจัดจนเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

 

สำหรับในรัฐเท็กซัส ตอนนี้ผู้คนกำลังประสบกับสิ่งที่เรียกว่า ‘โดมความร้อน’ ซึ่งเป็นภาวะที่อากาศร้อนระอุถูกกักเก็บอยู่ในชั้นบรรยากาศ จนทำให้เมืองมีสภาพไม่ต่างจากเตาอบ ส่วนยุโรปและสเปนต่างเตรียมเผชิญกับคลื่นความร้อนระลอกใหม่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 

มาดูที่ฟากฝั่งของแคนาดากันบ้าง เป็นที่รู้จักกันดีว่าแคนาดากำลังเผชิญกับไฟป่ารุนแรง ซึ่งควันจากไฟป่าที่กินพื้นที่มหาศาลนั้นได้ลอยเข้าปกคลุมท้องฟ้าของแคนาดา แถมยังลอยไกลไปถึงนิวยอร์ก จนทำให้มหานครที่ไม่เคยหลับใหลแห่งนี้มีกลิ่นเหมือนกับ ‘ไม้ไหม้ๆ’ อีกทั้งระดับมลพิษยังพุ่งสูงรุนแรงกระทบกับชีวิตของผู้คนกว่า 100 ล้านคน โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของแคนาดาระบุว่า ตัวเลขของไฟป่าในประเทศทะยานไปไกลมาก โดยตัวเลข ณ วันศุกร์ (7 กรกฎาคม) ชี้ว่าขณะนี้ไฟป่าได้ลุกลามมากกว่า 670 จุดทั่วประเทศ

 

  • คนทยอยตายจากอากาศร้อน

 

สภาพอากาศที่ร้อนจัดนั้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายมนุษย์หลายอย่าง ตั้งแต่ฮีตสโตรก หรือโรคลมแดด ภาวะขาดน้ำ ไปจนถึงกระตุ้นให้เกิดปัญหาในระบบหัวใจและหลอดเลือด

 

โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (10 กรกฎาคม) มีงานวิจัยที่เผยแพร่ลงในวารสารวิชาการ Nature Medicine ซึ่งระบุว่า เมื่อปี 2022 ยุโรปเผชิญกับฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ เป็นเหตุให้ประชาชนกว่า 61,000 คนเสียชีวิต โดยคณะนักวิจัยได้เรียกร้องให้มีการยกระดับมาตรการป้องกันเพื่อปกป้องผู้คนจากคลื่นความร้อนที่คาดว่าจะรุนแรงกว่าเดิมในช่วงปีต่อๆ ไป

 

การศึกษาระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 80 ปี และประมาณ 63% ของผู้เสียชีวิตเนื่องจากคลื่นความร้อนเป็นผู้หญิง หรือมากกว่าเพศชายอย่างมีนัยสำคัญ

 

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าอาการอ่อนเพลียจากความร้อนและโรคลมแดดมีแนวโน้มที่จะเกิดบ่อยขึ้น เนื่องจากผลกระทบของภาวะโลกรวนทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยโรคลมแดดเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อนที่ร้ายแรงที่สุด และจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายสูญเสียความสามารถในการขับเหงื่อออกไป โดยสัญญาณเตือนที่สำคัญคือ คนที่เป็นโรคลมแดดจะไม่มีเหงื่อออก แต่หน้าจะแดง ตัวจะร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ จนอาจทะลุ 40 องศาเซลเซียส และหมดสติ ซึ่งหากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลอย่างทันท่วงทีก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

 

เหตุการณ์ที่เห็นได้ชัดเจนสุดคือกรณีของอินเดีย โดยย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 เมษายน มีชาวอินเดียตายจากฮีตสโตรกถึง 13 คนพร้อมกัน หลังจากเข้าร่วมในงานประกาศรางวัลมหาราษฏระภูชาน (Maharashtra Bhushan) ในนวีมุมไบ รัฐมหาราษฏระ โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นในสถานที่กลางแจ้ง ไม่มีแม้แต่หลังคาหรือร่มเงาไม้บัง ท่ามกลางอุณหภูมิร้อนจัดถึง 42 องศาเซลเซียส แสงแดดที่แผดเผาลงมาทำให้ผู้คนในงานร้อนจนทนไม่ไหว มีคนจำนวนไม่น้อยที่ถูกหามส่งโรงพยาบาล เด็กและผู้หญิงหลายคนเป็นลม บ้างนอนอยู่ริมถนนพยายามร้องขอน้ำดื่ม จนเจ้าหน้าที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือกันจ้าละหวั่น 

 

แม้อาการจากโรคลมแดดจะรุนแรง แต่แนวทางป้องกันนั้นสามารถทำได้ง่ายๆ เช่น การดื่มน้ำ 1-2 แก้วก่อนออกจากบ้านในวันที่อากาศร้อนจัด พร้อมสวมเสื้อผ้าสีอ่อนที่ระบายอากาศดี เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม และหากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัดยาวนานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตรแม้จะไม่ได้หิวน้ำก็ตาม ส่วนเด็กเล็กและคนชราควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

 

แฟ้มภาพ: New Africa via Shutterstock

อ้างอิง:

The post สัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม ร้อนสุดเท่าที่โลกเคยเจอมา สะท้อนโลกรวนรุนแรงเกินควบคุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาฯ UN เผยภาวะโลกรวน ‘เกินควบคุมแล้ว’ หลังโลกเจอสัปดาห์ที่ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ https://thestandard.co/un-climate-change-hottest-week/ Fri, 07 Jul 2023 10:13:22 +0000 https://thestandard.co/?p=813772 Antonio Guterres

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) ก […]

The post เลขาฯ UN เผยภาวะโลกรวน ‘เกินควบคุมแล้ว’ หลังโลกเจอสัปดาห์ที่ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Antonio Guterres

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) กล่าวว่า “ภาวะโลกรวนรุนแรงเกินกว่าจะควบคุมได้แล้ว” หลังมีผลการวิเคราะห์อย่างไม่เป็นทางการออกมาว่า อุณหภูมิโลกเฉลี่ยในช่วง 7 วัน ณ สิ้นสุดวันพุธที่ 5 กรกฎาคม เป็นสัปดาห์ที่ร้อนสุดเท่าที่โลกเคยเจอมา

 

กูเตอร์เรสกล่าวว่า “หากเรายังคงชะลอมาตรการที่จำเป็น ผมคิดว่าเรากำลังเดินหน้าไปสู่สถานการณ์ระดับหายนะ ดังที่รายงานสถิติอุณหภูมิโลกล่าสุดเปิดเผยออกมา” 

 

โดยเมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สถาบันด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำมหาวิทยาลัยเมน สหรัฐอเมริกา รายงานว่า เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม อุณหภูมิเฉลี่ยโลกร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกสถิติมา โดยวัดอุณหภูมิเฉลี่ยโลกได้สูงถึง 17.18 องศาเซลเซียส สูงกว่าสถิติเดิมที่เคยวัดได้ที่ 17.01 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ถือเป็นสถิติที่สูงเกิน 17 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ใช้ระบบดาวเทียมช่วยเก็บบันทึกสถิติมาตั้งแต่ปี 1979

 

หากนับเป็นช่วง 7 วันโดยสิ้นสุด ณ วันพุธที่ 5 กรกฎาคม อุณหภูมิเฉลี่ยรายวันถือว่าอยู่สูงเหนือสัปดาห์อื่นๆ ย้อนหลังไปถึง 44 ปีที่ราว 0.04 องศาเซลเซียส หากเจาะดูเฉพาะข้อมูลของวันพุธจะเห็นว่า อุณหภูมิเฉลี่ยโลกอยู่ที่ระดับสูงที่ 17.18 องศาเซลเซียส

 

ทั้งนี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์พยายามบอกกับพวกเรามาเนิ่นนานแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกำลังก้าวขึ้นไปอยู่ในจุดที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และอุณหภูมิความร้อนที่เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ บวกกับการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญอาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นอีกจนทำลายสถิติเดิมที่น่ากังวลอยู่แล้ว

 

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (4 กรกฎาคม) องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ประกาศว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญได้กลับมาเยือนโลกของเราอีกครั้งอย่างเป็นทางการ โดยครั้งล่าสุดที่โลกเผชิญกับเอลนีโญคือเมื่อปี 2016 ซึ่งสร้างสถิติเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสัมผัสมา 

 

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยล่าสุดจาก Copernicus Climate Change Service (C3S) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสภาพอากาศของสหภาพยุโรปที่ระบุด้วยว่า อุณหภูมิโลกของเราเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้น เป็นมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเท่าที่โลกเคยเผชิญมา ท่ามกลางคลื่นความร้อนที่แผดเผาพื้นที่ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก ขณะที่อุณหภูมิของมหาสมุทรก็เพิ่มสูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่น่าตกใจ

 

โดยปัจจุบัน พื้นที่ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกากำลังระอุจากคลื่นความร้อนรุนแรงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงในวันอังคารซึ่งเป็นวันชาติสหรัฐฯ ขณะในบางพื้นที่ของประเทศจีนนั้นก็เผชิญกับคลื่นความร้อนอย่างต่อเนื่อง โดยอุณหภูมิพุ่งสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส

 

แฟ้มภาพ: Noushad Thekkayil / NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

The post เลขาฯ UN เผยภาวะโลกรวน ‘เกินควบคุมแล้ว’ หลังโลกเจอสัปดาห์ที่ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดอันดับ ‘วันที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกร้อนที่สุด’ เท่าที่เคยบันทึกสถิติมา https://thestandard.co/world-hottest-day-record/ Wed, 05 Jul 2023 09:27:36 +0000 https://thestandard.co/?p=812743 โลกร้อน

สถาบันด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำมหาวิทยาลัยเ […]

The post เปิดอันดับ ‘วันที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกร้อนที่สุด’ เท่าที่เคยบันทึกสถิติมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกร้อน

สถาบันด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำมหาวิทยาลัยเมน สหรัฐอเมริกา ระบุว่า เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม อุณหภูมิเฉลี่ยโลกร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกสถิติมา โดยวัดอุณหภูมิเฉลี่ยโลกได้สูงถึง 17.18 องศาเซลเซียส สูงกว่าสถิติเดิมที่เคยวัดได้ที่ 17.01 องศาเซลเซียส เมื่อหนึ่งวันก่อนหน้า ถือเป็นสถิติที่สูงเกิน 17 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ใช้ระบบดาวเทียมช่วยเก็บบันทึกสถิติมาตั้งแต่ปี 1979

 

ขณะนี้หลายพื้นที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับคลื่นรังสีความร้อนที่แผ่ปกคลุมเป็นวงกว้าง ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยในพื้นที่นั้นๆ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น พื้นที่ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ และบางมณฑลของจีน รวมถึงกรุงปักกิ่งที่วัดอุณหภูมิเฉลี่ยได้สูงกว่า 35 องศาเซลเซียส นาน 9 วันติดต่อกัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่พื้นที่แถบแอฟริกาเหนือวัดอุณหภูมิเฉลี่ยได้สูงถึงเกือบ 50 องศาเซลเซียส

 

นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศโลกระบุว่า การที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกสถิติมานั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ประกอบกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ และนี่อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้ายในปี 2023 ที่โลกทำลายสถิติใหม่ มีอุณหภูมิเฉลี่ยโลกร้อนที่สุดเกิน 17 องศาเซลเซียสในรอบ 44 ปี 

 

โลกร้อน

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

อ้างอิง:

The post เปิดอันดับ ‘วันที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกร้อนที่สุด’ เท่าที่เคยบันทึกสถิติมา appeared first on THE STANDARD.

]]>