อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 17 Nov 2025 08:42:05 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 เร่งคลายวิกฤตแรงงานสหรัฐฯ! อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด Fed ลดดอกเบี้ย 2 ครั้งติด รับมือตลาดแรงงานที่เปลี่ยนสู่ภาวะ ‘ปลดออก’ สูงสุดรอบ 20 ปี https://thestandard.co/government-shutdown-fed-usa/ Mon, 17 Nov 2025 08:39:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1144146 government-shutdown-fed-usa

The post เร่งคลายวิกฤตแรงงานสหรัฐฯ! อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด Fed ลดดอกเบี้ย 2 ครั้งติด รับมือตลาดแรงงานที่เปลี่ยนสู่ภาวะ ‘ปลดออก’ สูงสุดรอบ 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
government-shutdown-fed-usa

The post เร่งคลายวิกฤตแรงงานสหรัฐฯ! อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด Fed ลดดอกเบี้ย 2 ครั้งติด รับมือตลาดแรงงานที่เปลี่ยนสู่ภาวะ ‘ปลดออก’ สูงสุดรอบ 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตานโยบายผ่อนคลาย! กนง. คงดอกเบี้ยรักษา Policy Space InnovestX คาดลดครั้งหน้า 25bps รับมือแรงกดดันเศรษฐกิจ https://thestandard.co/set-below-1300-bot-rate-hold-innovestx-forecast/ Tue, 14 Oct 2025 09:22:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1130292 set-below-1300-bot-rate-hold-innovestx-forecast

The post จับตานโยบายผ่อนคลาย! กนง. คงดอกเบี้ยรักษา Policy Space InnovestX คาดลดครั้งหน้า 25bps รับมือแรงกดดันเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
set-below-1300-bot-rate-hold-innovestx-forecast

The post จับตานโยบายผ่อนคลาย! กนง. คงดอกเบี้ยรักษา Policy Space InnovestX คาดลดครั้งหน้า 25bps รับมือแรงกดดันเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี ไม่ต้องรอสิ้นปี แนะกลยุทธ์ RMF vs. Thai ESG เลือกซื้อแบบไหนให้คุ้ม https://thestandard.co/tax-saving-rmf-thai-esg/ Wed, 08 Oct 2025 00:54:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1127878 ลดหย่อนภาษี

ก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 นักลงทุนหลายคนเริ่มมองหาช่องทางก […]

The post โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี ไม่ต้องรอสิ้นปี แนะกลยุทธ์ RMF vs. Thai ESG เลือกซื้อแบบไหนให้คุ้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลดหย่อนภาษี

ก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 นักลงทุนหลายคนเริ่มมองหาช่องทางการลงทุนที่สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ แม้ว่าการวางแผนลดหย่อนภาษีที่ดีที่สุดควรทำอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี แต่สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มวางแผนในช่วงปลายปี

 

ดร. รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ Head of Investment Strategy & Trading Product Specialist บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า การบริหารจัดการภาษีเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับผู้มีรายได้ประจำ ส่วนเรื่องจังหวะเวลาในการลงทุนนั้น แนะนำว่า เราสามารถทยอยลงทุนได้ตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถจับจังหวะเวลาการขึ้นลงของตลาดได้อย่างแม่นยำ

 

แม้จะเข้าสู่ช่วงปลายปีแล้ว นักลงทุนก็ยังสามารถเริ่มลงทุนได้ทัน โดยใช้วิธี “ทยอยลงทุน” ซึ่งการทยอยลงทุนนี้จะช่วยลดความเสี่ยงที่เรียกว่า Market Timing Risk และช่วยลดความเสี่ยงด้าน Operational Risk หากรอซื้อในช่วงวันสุดท้ายของปี

 

เปรียบเทียบ RMF กับ Thai ESG กองทุนลดหย่อนภาษีหลักในปัจจุบัน

 

ดร. รัฐศรัณย์ ได้อธิบายถึงกองทุนลดหย่อนภาษีที่นักลงทุนสามารถใช้ได้ในปัจจุบัน คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) โดยทั้งสองกองทุนนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในด้านวัตถุประสงค์และเงื่อนไข

 

สำหรับ RMF ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การเกษียณโดยเฉพาะ เนื่องจากรัฐบาลมองว่าบางคนอาจมีเงินเกษียณไม่เพียงพอ ด้วยวัตถุประสงค์นี้ RMF จึงกำหนดเงื่อนไขการถือครองที่เข้มงวด คือ ต้องถือไม่น้อยกว่า 5 ปี และสามารถขายคืนได้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลาย ตั้งแต่หุ้นโลก ตราสารหนี้ ไปจนถึงทองคำ

 

อย่างไรก็ตาม กองทุนประเภทนี้จะไม่มีการปันผล เพื่อให้เงินเติบโตอย่างเต็มที่สำหรับการเกษียณ นอกจากนี้ RMF ยังมีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี โดยเว้นได้ไม่เกิน 1 ปี และนักลงทุนมักใช้กลยุทธ์ลงทุนเพียง 1 บาท เพื่อรักษาสิทธิ์ไว้ได้

 

ส่วน Thai ESG ซึ่งเป็นกองทุนที่ออกมาใหม่ มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการลงทุนในหลักทรัพย์ไทยที่เน้นความยั่งยืน (ESG) Thai ESG กำหนดให้ลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ไทยที่เน้น ESG ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ในแง่ของการถือครองนั้น กำหนดไว้ที่ 5 ปีขึ้นไป โดยนับแบบวันชนวัน แต่มีความยืดหยุ่นกว่า RMF คือ ไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี และกองทุนประเภทนี้อาจมีการปันผลได้

 

มิติของสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก

 

สำหรับ RMF นั้น เงินลงทุนสูงสุดที่ใช้ลดหย่อนได้คือ ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท แต่วงเงิน 500,000 บาทนี้จะต้องนำไปรวมคำนวณกับสิทธิลดหย่อนอื่น ๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) กบข. หรือเบี้ยประกันบำนาญ

 

ในขณะที่ Thai ESG นั้น เป็นก้อนที่แยกออกมาจากวงเงิน 500,000 บาทของ RMF/สิทธิอื่น ๆ อย่างชัดเจน Thai ESG สามารถลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน โดยมีวงเงินสูงสุดถึง 300,000 บาท ซึ่งสิทธินี้จะให้เต็มจำนวนนี้ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปี 2569 และหลังจากนั้น (ปี 2570–2575) วงเงินสูงสุดจะเหลือเพียง 100,000 บาท

 

ดังนั้น การลงทุนใน Thai ESG ในช่วงปีนี้และปีหน้าจะได้รับสิทธิลดหย่อนเต็มที่ 300,000 บาท ซึ่งถือว่าน่าสนใจมาก Thai ESG มีระยะเวลาการรับสิทธิ์ลดหย่อนตั้งแต่ปี 2566 ถึงปี 2575

 

InnovestX ได้คัดเลือกกองทุนแนะนำสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดหย่อนภาษีในไตรมาส 4

 

1. กองทุน RMF

 

InnovestX ได้คัดสรรกองทุน RMF มาหลากหลายประเภท เช่น กองทุนหุ้นโลก/สหรัฐฯ ได้แก่ KKP PG RMF-H, KUS 500X RMF, และ B-INNOTECH RMF นอกจากนี้ยังมีกองทุนที่เน้นเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม คือ Principal VNEQ RMF หรือสำหรับนักลงทุนที่เน้นความปลอดภัย InnovestX แนะนำ KKP INF และ UOB GMF-H

 

Top Pick สำหรับ RMF คือ KUS 500X RMF เนื่องจาก InnovestX มองเห็นศักยภาพของหุ้นสหรัฐฯ ที่มีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาว

 

2. กองทุน Thai ESG

 

Thai ESG เน้นการสนับสนุนการลงทุนในหลักทรัพย์ไทย ที่เน้น ESG กองทุนแนะนำได้แก่ KTNZ Thai ESG เน้นหุ้นไทยขนาดใหญ่ใน SET 100 ที่มีการตั้งเป้า Net Zero, KKP GB Thai ESG เน้นตราสารหนี้ภาครัฐบาลไทย, และ SCBTM เป็นกองทุนผสมไทยยั่งยืน ลงทุนเชิงรุก มีความยืดหยุ่นระหว่างหุ้นและตราสารหนี้

 

Top Pick สำหรับ Thai ESG คือ KKP GB Thai ESG ดร. รัฐศรัณย์ชี้ว่า การเลือกกองทุนตราสารหนี้สำหรับ Thai ESG จะช่วยในการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอให้สมดุล หากนักลงทุนเลือกลงทุน RMF ในรูปแบบหุ้น นอกจากนี้ กองทุนตราสารหนี้ที่แนะนำยังมีค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่ค่อนข้างต่ำ

 

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการความสะดวกในการลงทุนก้อนใหญ่ InnovestX ได้เพิ่มความสะดวกในการซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีโดย สามารถใช้บัตรเครดิตตัดซื้อได้ การชำระเงินด้วยบัตรเครดิตช่วยให้นักลงทุนสามารถสะสมแต้มบัตรเครดิตได้

 

แนะนำอย่ารอซื้อวันสุดท้าย

 

ดร. รัฐศรัณย์ แนะนำนักลงทุนอย่างชัดเจนว่า ไม่ควรซื้อกองทุนในช่วงวันสุดท้ายหรือสัปดาห์สุดท้ายของปี แม้ว่าจะเป็นวันทำการสุดท้ายตามกำหนด แต่ในทางปฏิบัติอาจมีความเสี่ยงที่ธุรกรรมจะเกิดข้อผิดพลาดหรือหลุดสิทธิ์ได้ จึงควรใช้กลยุทธ์การทยอยซื้อตั้งแต่วันนี้ โดยอาจแบ่งเงินลงทุนออกเป็นหลายงวด เช่น แบ่งซื้อทุกวันที่ 7 ของเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม เพื่อลดความเสี่ยงทั้งด้านตลาด (Market Timing) และด้านปฏิบัติการ (Operational Risk)

 

ภาพ: maybeiii / Shutterstock

The post โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี ไม่ต้องรอสิ้นปี แนะกลยุทธ์ RMF vs. Thai ESG เลือกซื้อแบบไหนให้คุ้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดปีนี้ Fed ลดดอกเบี้ยรวม 3 ครั้ง สู่ 3.63% เหตุให้น้ำหนัก ‘แรงงานชะลอ’ มากกว่าเงินเฟ้อ https://thestandard.co/fed-rate-cut-analysis/ Mon, 22 Sep 2025 07:46:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1121476 fed-rate-cut-analysis

The post อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดปีนี้ Fed ลดดอกเบี้ยรวม 3 ครั้ง สู่ 3.63% เหตุให้น้ำหนัก ‘แรงงานชะลอ’ มากกว่าเงินเฟ้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
fed-rate-cut-analysis

The post อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดปีนี้ Fed ลดดอกเบี้ยรวม 3 ครั้ง สู่ 3.63% เหตุให้น้ำหนัก ‘แรงงานชะลอ’ มากกว่าเงินเฟ้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิด 3 ฉากทัศน์ ‘หุ้นไทย’ ตอบรับคดีความทางการเมือง พร้อมหั่นคาดการณ์ GDP ครึ่งปีหลังเหลือ 1% เหตุเครื่องยนต์หลักแผ่วพร้อมกัน https://thestandard.co/innovestx-thailand-economy-risks/ Mon, 25 Aug 2025 12:37:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1111132 innovestx-thailand-economy-risks

The post อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิด 3 ฉากทัศน์ ‘หุ้นไทย’ ตอบรับคดีความทางการเมือง พร้อมหั่นคาดการณ์ GDP ครึ่งปีหลังเหลือ 1% เหตุเครื่องยนต์หลักแผ่วพร้อมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
innovestx-thailand-economy-risks

The post อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิด 3 ฉากทัศน์ ‘หุ้นไทย’ ตอบรับคดีความทางการเมือง พร้อมหั่นคาดการณ์ GDP ครึ่งปีหลังเหลือ 1% เหตุเครื่องยนต์หลักแผ่วพร้อมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลุ้น GDP จีนขยายตัว 4.4-5% หลังจากล่าสุดรัฐบาลคลอด 2 โครงการใหม่เพื่ออุดหนุนดอกเบี้ยสินเชื่อ ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคลและธุรกิจ https://thestandard.co/china-gdp-boost-2025-loan-subsidies/ Mon, 18 Aug 2025 06:28:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1108388 กราฟ GDP จีน และมาตรการอุดหนุนดอกเบี้ยสินเชื่อ

The post ลุ้น GDP จีนขยายตัว 4.4-5% หลังจากล่าสุดรัฐบาลคลอด 2 โครงการใหม่เพื่ออุดหนุนดอกเบี้ยสินเชื่อ ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคลและธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟ GDP จีน และมาตรการอุดหนุนดอกเบี้ยสินเชื่อ

The post ลุ้น GDP จีนขยายตัว 4.4-5% หลังจากล่าสุดรัฐบาลคลอด 2 โครงการใหม่เพื่ออุดหนุนดอกเบี้ยสินเชื่อ ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคลและธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโนเวสท์ เอกซ์ ไม่ห่วง หลังทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้าชิป 100% มองไม่กระทบผลประกอบการ ชี้ตลาดกังวลน้อยลง https://thestandard.co/innovestx-not-worried-about-chip-tariff/ Thu, 07 Aug 2025 09:01:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1104831 ภาษีนำเข้าชิป

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ไม่ห่วงผลประกอบการภาคธุรกิจเซมิคอนด […]

The post อินโนเวสท์ เอกซ์ ไม่ห่วง หลังทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้าชิป 100% มองไม่กระทบผลประกอบการ ชี้ตลาดกังวลน้อยลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษีนำเข้าชิป

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ไม่ห่วงผลประกอบการภาคธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ล่วงหน้าแล้ว พร้อมชี้ว่าตลาดหุ้นจะกังวลน้อยลง

 

กรณี โดนัลด์ ทรัมป์​ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าชิปเซมิคอนดักเตอร์ทุกชนิดในอัตรา 100% แต่จะมีการยกเว้นสำหรับบริษัทที่ย้ายฐานการผลิตกลับมายังสหรัฐฯ รวมถึงยกเว้นให้กับบริษัทใดก็ตามที่รับปากว่าจะสร้างโรงงานผลิตเพิ่มในสหรัฐฯ นั้น 

 

อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินว่า ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอารมณ์ของนักลงทุน (Sentiment) จะไม่มากนัก เพราะบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ได้ขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ล่วงหน้าแล้วหลายแห่ง จึงมีแนวโน้มที่จะได้รับการยกเว้นภาษี 100% แม้จะเป็นอัตราภาษีซึ่งสูงกว่าระดับ 35% ที่คาดการณ์ไว้ก็ตาม 

 

และที่สำคัญ ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ส่วนใหญ่ มีลูกค้าเป็นกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ (Enterprise) ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อราคาต่ำ รวมถึงแนวโน้มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ (Cloud Service Provider : CPS) และกลุ่ม บริษัทคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) 

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุนด้านมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้าน AI ที่อาจเกิดขึ้นในสหรัฐฯ รวมถึงแผนการลงทุนจากบริษัทใหญ่ต่างๆ อย่าง Microsoft และ Amazon ที่นับเป็นข่าวดีสำหรับห่วงโซ่อุปทานของเซมิคอนดักเตอร์

 

อินโนเวสท์ เอกซ์ จึงคาดว่า ราคาหุ้นในกลุ่ม CPS และ Semiconductor จะตอบสนองเชิงบวกประมาณ 2-3% จากความเสี่ยงที่ลดลง และแนะนำให้เพิ่มการถือครองหุ้น Nvidia และ TSMC

 

อย่างไรก็ตาม อินโนเวสท์ เอกซ์ เตือนให้ระมัดระวังหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้ในสหรัฐฯเยอะ หรือมีการลงทุนในสหรัฐฯ ค่อนข้างจำกัด รวมถึงหุ้นที่มีห่วงโซ่อุปทานนอกสหรัฐฯ ในสัดส่วนค่อนข้างมาก ได้แก่ Qualcomm, HP, Dell 

 

รวมถึงเตือนให้ระมัดระวังการถือหุ้นของบริษัทไต้หวันอย่าง Pegatron, Wistron, Quanta, Compal และผู้ผลิตชิปในญี่ปุ่น เช่น Renesas, Murata และ Rohm

 

เปิดโผบริษัทที่ได้เว้นภาษี 100%

 

TSMC: ก่อตั้งโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (fabs) 3 แห่ง เป็นเงิน 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

Intel: สร้างโรงงานผลิตใหม่ในวิทยาเขตที่แอริโซนา และ ‘ไซต์ขนาดใหญ่’ แห่งใหม่ในรัฐโอไฮโอ เม็ดเงินลงทุนเบื้องต้น 28,000 ล้านดอลลาร์ สูงสุดที่ 100,000 ล้านดอลลาร์

 

Samsung: สร้างโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ สูงสุด 37,000 ล้านดอลลาร์

 

Micron Technology: ลงทุนสร้างโรงงานเพื่อการผลิต วิจัยและพัฒนาในรัฐนิวยอร์ก และไอดาโฮ เป็นเงิน 200,000 ล้านดอลลาร์

 

GlobalFoundries: ขยายและปรับปรุงโรงงาน ริเริ่มวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง และซิลิคอนโฟโตนิกส์ เป็นเงิน 16,000 ล้านดอลลาร์

 

Apple: โครงการ ‘American Manufacturing Program’ ระยะเวลา 4 ปี เพิ่มการใช้จ่ายและขยายความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ในสหรัฐฯ เป็นเงิน 600,000 ล้านดอลลาร์ 

 

Texas Instruments (TI): ลงทุนในโรงงานผลิตแห่งใหม่ และขยายโรงงานที่มีอยู่เดิมเป็นจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์

 

Amkor Technology: สร้างโรงงานบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง และโรงงานทดสอบแห่งใหม่ 2,000 ล้านดอลลาร์

 

Applied Materials: สร้างโรงงานผลิตส่วนประกอบแห่งใหม่ คาดใช้เงิน 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใน 5 ปี

 

Google: ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Data Center และ AI สูงถึง 85,000 ล้านดอลลาร์

 

Amazon: ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน Cloud, Data Center, AI และการพัฒนาชิป คาดมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ 

 

NVIDIA: ลงทุนเชิงกลยุทธ์โครงสร้างพื้นฐาน AI และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ มากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์

 

The post อินโนเวสท์ เอกซ์ ไม่ห่วง หลังทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้าชิป 100% มองไม่กระทบผลประกอบการ ชี้ตลาดกังวลน้อยลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษี ‘ทรัมป์’ มีความเสี่ยงสูงฉุดเศรษฐกิจไทย อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุหากโดนภาษี 36% ทำ GDP ปีนี้โตติดลบ https://thestandard.co/thailand-us-tariff-risk/ Tue, 08 Jul 2025 00:51:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1093998 thailand-us-tariff-risk

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน ประเทศไทยกำล […]

The post ภาษี ‘ทรัมป์’ มีความเสี่ยงสูงฉุดเศรษฐกิจไทย อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุหากโดนภาษี 36% ทำ GDP ปีนี้โตติดลบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-us-tariff-risk

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านจากนโยบายทางการค้าและเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา

 

ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัดให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีประกาศตัดสินใจเลื่อนกำหนดขึ้นภาษีจากเดิม 9 กรกฎาคม เป็น 1 สิงหาคม ดูเหมือนจะเป็นข่าวดีที่ช่วยให้ไทยมีเวลาเตรียมตัวและเจรจามากขึ้น เปรียบเหมือนต่อเวลาหายใจให้ไทยเพิ่มขึ้น ที่มาพร้อมเงื่อนไข ซึ่งสหรัฐฯ อาจแบ่งประเทศคู่ค้าออกเป็น 3 กลุ่ม โดยไทยจัดอยู่ในกลุ่มที่สาม ซึ่งสหรัฐฯ ต้องการกำหนดเงื่อนไขทางการค้าใหม่ แต่เปิดช่องให้เจรจาต่อรองได้

 

ปัจจัยที่ทำให้ไทยยังไม่สามารถปิดดีลเจรจากับภาษีกับสหรัฐฯ ได้รับการผ่อนผัน มีดังนี้

  • ไทยไม่ใช่คู่ค้าหลัก สหรัฐฯ มีทรัพยากรจำกัดในการเจรจา ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญ และไทยอยู่ในกลุ่มที่สามารถเลื่อนการเจรจาออกไปก่อนได้
  • บทเรียนเวียดนามโมเดล สหรัฐฯ อาจใช้กรณีของเวียดนามเป็นต้นแบบในการเจรจา ทั้งในเรื่องภาษีสวมสิทธิ์ (Transhipment) ที่ 40% ภาษีโดยรวม 20% และการเรียกร้องให้ลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เหลือ 0% ซึ่งประเด็นหลังนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ พิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องนำกลับมาหารือกับภาคเอกชนไทยอย่างรอบคอบ เนื่องจากจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา
  • สถานการณ์การเมืองไทย ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำให้สหรัฐฯ อาจมองว่ายังไม่มีความชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในการเจรจาได้อย่างเด็ดขาด

 

การจำกัดส่งออกชิป AI ความเสี่ยงใหม่ต่ออนาคตเทคโนโลยีไทย

 

นอกเหนือจากเรื่องภาษี อีกหนึ่งนโยบายสำคัญที่มีผลกระทบอย่างมีนัยคือ การจำกัดการส่งออกชิป AI ขั้นสูงจากสหรัฐฯ มายังไทยและมาเลเซีย แม้จะเป็นคนละประเด็นกับการขึ้นภาษี แต่มีความเกี่ยวโยงกับความกังวลด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ อย่างลึกซึ้ง

 

ทั้งนี้สหรัฐฯ กังวลว่าไทยและมาเลเซียอาจเป็นช่องทางให้จีนเข้าถึงชิป AI ขั้นสูง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สหรัฐฯ ต้องการควบคุมไม่ให้หลุดมือไปสู่คู่แข่ง การที่ไทยถูกรวมอยู่ในรายชื่อนี้ แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ มีความกังวลในประเด็นการสวมสิทธิ์และการเป็นทางผ่านของเทคโนโลยีขั้นสูงนี้

 

โดยมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย คือ แม้สัดส่วนการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะคิดเป็นประมาณ 17% ของการส่งออกทั้งหมด และชิปขั้นสูงอาจมีสัดส่วนไม่มากนัก แต่มาตรการควบคุมที่เข้มงวดนี้จะจำกัดโอกาสในการพัฒนาภาคเทคโนโลยีของไทยในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากในอนาคตประเทศไทยต้องการนำเข้าชิปขั้นสูงมาเพื่อสร้าง Data Center หรือพัฒนาอุตสาหกรรม IT ขั้นสูงอื่นๆ

 

5 ปัจจัยกำหนดฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอน

 

ดร. ปิยศักดิ์ สรุปว่า เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปมีความท้าทายจาก 5 ปัจจัยหลัก ซึ่งล้วนสร้างความไม่แน่นอนและจำเป็นต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

 

  1. สงครามการค้าเป็นปัจจัยเสี่ยง ‘สีแดง’ ที่สุด หากไทยโดนภาษี 10% กรณีดีที่สุดแต่โอกาสน้อย GDP อาจบวก 0.3% จากฐาน 1.4% แต่หากโดน 15-20% GDP จะอยู่แค่ 1.1-1.4% และใน กรณีเลวร้ายที่สุด หากภาษีสูงกว่า 21% เช่น 36% GDP อาจลดลงกว่า 2.5% หรือเสี่ยงมีอัตราการเติบโตติดลบ

 

  1. สงครามอิสราเอล-อิหร่าน แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีอยู่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและการค้าโลก

 

  1. การเมืองไทยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยง ‘สีแดง’ ที่สุด เช่นกัน ที่สร้างความไม่แน่นอนให้เศรษฐกิจ หากรัฐบาลอยู่ต่อ GDP อาจไม่เปลี่ยนแปลง แต่หากมีการยุบสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนการอนุมัติงบประมาณปี 2569 จะกระทบกระบวนการงบประมาณรุนแรง ทำให้ GDP อาจเหลือเพียง 0.9%

 

  1. นโยบายการเงิน การเปลี่ยนแปลงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ และทิศทางนโยบายดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไร หากเศรษฐกิจได้รับผลกระทบมากขึ้น ธปท. จะพร้อมลดดอกเบี้ยหรือไม่

 

  1. นโยบายการคลัง ประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณ 1.15 แสนล้านบาทของรัฐบาล รวมถึงงบประมาณปี 2569 หากการเมืองไม่นิ่ง อาจส่งผลให้การเบิกจ่ายล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผน และลดทอนผลบวกต่อเศรษฐกิจ

 

ตั้งรับและเฝ้าระวัง คำแนะนำสำหรับภาคธุรกิจและนักลงทุน

 

ดร. ปิยศักดิ์ แนะนำว่าสถานการณ์ปัจจุบันจำเป็นต้องใช้แนวทาง “ตั้งรับและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด” (Wait & See) สำหรับภาคธุรกิจ ควรระมัดระวังในการดำเนินงานและจับตาทิศทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นภาษีและข้อจำกัดการส่งออกชิป แม้ผู้ส่งออกบางรายจะยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงในตอนนี้ แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป

 

สำหรับนักลงทุน ควรให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ของพอร์ตการลงทุน และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด หากการลงทุนในตลาดต่างประเทศให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ควรพิจารณาจัดสรรเงินลงทุนไปต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดที่มีความแข็งแกร่งอย่างสหรัฐฯ

 

โดยแรงกดดันรอบด้านที่ไทยกำลังเผชิญ ทั้งจากปัจจัยภายนอกอย่างนโยบายของสหรัฐฯ และปัจจัยภายในอย่างความไม่แน่นอนทางการเมือง กำลังเป็นบททดสอบสำคัญของเศรษฐกิจไทย ซึ่งจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการอย่างรอบคอบและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการนำพาประเทศก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้

The post ภาษี ‘ทรัมป์’ มีความเสี่ยงสูงฉุดเศรษฐกิจไทย อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุหากโดนภาษี 36% ทำ GDP ปีนี้โตติดลบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามอิหร่าน – อิสราเอลคลายตัว แต่แรงสะเทือนทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ ‘อินโนเวสท์ เอกซ์’ แนะจับตาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจีน ลุ้นไทยลดดอกเบี้ย 2 ครั้งปีนี้ https://thestandard.co/geopolitics-stock-thai/ Tue, 01 Jul 2025 23:30:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1091642 geopolitics-stock-thai

The post สงครามอิหร่าน – อิสราเอลคลายตัว แต่แรงสะเทือนทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ ‘อินโนเวสท์ เอกซ์’ แนะจับตาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจีน ลุ้นไทยลดดอกเบี้ย 2 ครั้งปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
geopolitics-stock-thai

The post สงครามอิหร่าน – อิสราเอลคลายตัว แต่แรงสะเทือนทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ ‘อินโนเวสท์ เอกซ์’ แนะจับตาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจีน ลุ้นไทยลดดอกเบี้ย 2 ครั้งปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BJC – คาดยอดขายและมาร์จิ้นกลุ่ม Non-MSC หนุนกำไร 2Q68 https://thestandard.co/bjc-profit-growth/ Tue, 27 May 2025 11:28:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1079158 bjc-profit-growth

เกิดอะไรขึ้น:   บริษัทค้าปลีก (BJC, CPALL, CPAXT, […]

The post BJC – คาดยอดขายและมาร์จิ้นกลุ่ม Non-MSC หนุนกำไร 2Q68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
bjc-profit-growth

เกิดอะไรขึ้น:

 

บริษัทค้าปลีก (BJC, CPALL, CPAXT, CRC, GLOBAL และ HMPRO) ต่างประสบกับภาวะที่ยอดขายสาขา (SSS) ใน 2Q68TD ชะลอตัวลงจากกำลังซื้อที่ลดลงและฝนที่ตกมากขึ้น แต่โมเมนตัมกำไร 2Q68 ของ BJC (คาดเพิ่มขึ้น YoY และ QoQ) มีแนวโน้มโดดเด่นกว่าคู่แข่ง 

 

โดย InnovestX Research คาดว่ากำไร 2Q68 ของ BJC จะเติบโต YoY จากยอดขาย (นำโดยการกลับมาของคำสั่งซื้อในกลุ่ม PSC จากลูกค้ากาแฟแบรนด์หนึ่งที่หยุดการสั่งซื้อชั่วคราวใน 1Q68) และมาร์จิ้นที่ดีขึ้นของกลุ่ม Non-MSC (นำโดยราคาวัตถุดิบที่ลดลงในกลุ่ม PSC และกลุ่ม CSC  และการขายกิจการ Thai-Scandic Steel ที่สร้างผลขาดทุนออกไปใน 1Q68) ท่ามกลางกลุ่ม MSC ที่แข็งแกร่ง และเพิ่มขึ้น QoQ จากปัจจัยตามฤดูกาล 

 

อัตรากำไรขั้นต้น 2Q68 จะกว้างขึ้น YoY นำโดยกลุ่ม Non-MSC, กลุ่ม PSC ในธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้ว อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มกว้างขึ้น YoY อย่างต่อเนื่องจากการรับรู้ราคาโซดาแอชต้นทุนต่ำที่ล็อกไว้ซึ่งลดลง 25%YoY (8% ของต้นทุนการผลิต) ตลอดปี 2568 และ ราคา Spot เศษแก้วต้นทุนต่ำซึ่งลดลง 15%YoY (20% ของต้นทุนการผลิต) ท่ามกลางต้นทุนก๊าซธรรมชาติและค่าไฟฟ้า (มากกว่า 20% ของต้นทุนการผลิต) ที่ต่ำต่อเนื่อง ในธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระป๋อง บริษัทจะได้รับประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาดที่ดีขึ้นจากคำสั่งซื้อที่กลับคืนมาจากลูกค้ากาแฟแบรนด์หนึ่ง (ที่หยุดการสั่งซื้อชั่วคราวใน 1Q68) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และมีผลิตภัณฑ์บรรจุกระป๋องใหม่ๆ มากขึ้นในประเทศเวียดนาม 

 

กลุ่ม H&TSC เมื่อไม่มีธุรกิจ Thai-Scandic Steel ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำ (ขายกิจการออกไปใน 1Q68; สร้างผลขาดทุนสุทธิให้กับ BJC ที่ 134 ล้านบาทต่อปี) อัตรากำไรขั้นต้นของ BJC มีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้น YoY ตั้งแต่ 2Q68 เป็นต้นไป 

 

กลุ่ม CSC อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น YoY จากการมีสัดส่วนการขายที่ดีขึ้นเพราะมียอดขายขนมขบเคี้ยวมาร์จิ้นสูงมากขึ้น ราคาเยื่อกระดาษใยสั้นที่ลดลง (ลดลง YoY แต่ทรงตัว QoQ) และราคาน้ำมันปาล์มที่ลดลง (ทรงตัว YoY แต่ลดลง QoQ) ท่ามกลางมาตรการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง 

 

กลุ่ม MSC อัตรากำไรขั้นต้น 2Q68 มีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างทรงตัว YoY โดยสัดส่วนการขายที่ดีขึ้นจากยอดขายสินค้าอาหารสดมาร์จิ้นสูงที่เพิ่มขึ้นและยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภททำความเย็นมาร์จิ้นต่ำที่ลดลง (จากฝนที่ตกมากขึ้น) ถูกหักล้างโดยการจัดโปรโมชั่นราคา ด้วยยอดขายสินค้า private brand มาร์จิ้นสูงที่เพิ่มขึ้นและการพัฒนาสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร BJC จึงตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นกว้างขึ้น YoY ใน 2H68 

 

ด้านยอดขาย 2Q68 จะปรับตัวดีขึ้น QoQ นำโดยกลุ่ม PSC, กลุ่ม PSC ยอดขายกลุ่ม PSC ใน 2Q68 มีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้นโดยอย่างน้อยจะเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับกลางถึงสูง QoQ จากคำสั่งซื้อบรรจุภัณฑ์กระป๋องที่กลับคืนมาจากลูกค้ากาแฟแบรนด์หนึ่ง (ที่หยุดการสั่งซื้อชั่วคราวใน 1Q68) ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม และมีผลิตภัณฑ์บรรจุกระป๋องใหม่ๆ มากขึ้นในประเทศเวียดนาม 

 

กลุ่ม MSC ใน 2Q68TD SSS ลดลง 1% YoY (เทียบกับ เพิ่มขึ้น 2%YoY ใน 1Q68) จากฝนที่ตกมากขึ้น YoY ส่งผลทำให้ยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภททำความเย็นและเครื่องดื่ม (1% และ 10% ของยอดขาย) ลดลง หากตัดยอดขายสินค้าเหล่านี้ออก พบว่า SSS เพิ่มขึ้น 2%YoY จากยอดขายสินค้าอาหารสดที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง ด้วยฐานสภาพอากาศที่เป็นปกติในช่วงปลาย 2Q68 BJC คาดว่า SSS ใน 2Q68 จะอยู่ในระดับทรงตัว YoY

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือน ที่ผ่านมา ราคาหุ้น BJC ปรับลง 11.5% สู่ 20.70 บาท ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 1.5% สู่ 1,176.36 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2568:

 

เป้าหมายปี 2568 BJC คาดว่ายอดขายปี 2568 จะเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่ตัวเลขหลักเดียวระดับกลาง YoY เล็กน้อย จากราคาสินค้าที่ลดลงตามราคาวัตถุดิบที่ลดลง YTD ในกลุ่ม PSC และการขายกิจการ Thai Scandic Steel ในกลุ่ม H&TSC ออกไปใน 1Q68 ในขณะเดียวกัน BJC คาดว่ายอดขายในทุกกลุ่มธุรกิจจะเติบโต YoY ในปี 2568: ยอดขายกลุ่ม MSC เติบโตจาก SSS ที่เป็นบวกและการขยายสาขา 

 

ยอดขายกลุ่ม PSC จากการส่งออกมากขึ้นและการขยายเตาหลอมใน 4Q68 ยอดขายกลุ่ม CSC จากผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัวและขนมขบเคี้ยวใหม่ๆ และยอดขายกลุ่ม H&TSC จากสินค้าใหม่ๆ และงบประมาณรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น

 

อัตรากำไรขั้นต้น BJC ยังคงเป้าอัตรากำไรขั้นต้นปี 2568 กว้างขึ้น 20-40bps นำโดยอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจากกลุ่ม non-MSC ท่ามกลางอัตรากำไรขั้นต้นระดับทรงตัวจากกลุ่ม MSC ต้นทุนทางการเงิน มีแนวโน้มที่จะลดลงจาก 3.3% ต่อปี ณ สิ้นปี 2567 มาอยู่ที่ 3.1% ต่อปี ณ สิ้นปี 2568 อัตราภาษี คาดว่าจะอยู่ที่ 20-24% ในปี 2568 (เทียบกับ 23% ในปี 2567) จากนั้นจะลดลงมาอยู่ที่ 20% ในปี 2570 จากการวางแผนภาษีของกลุ่ม

 

InnovestX Research คาดว่ากำไรปกติปี 2568 จะเติบโต 17%YoY โดยการเติบโต 8% จะมาจากธุรกิจหลักที่ปรับตัวดีขึ้นจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นและการควบคุมค่าใช้จ่าย SG&A / ยอดขาย, 2% จากการไม่มีผลขาดทุนจาก Thai Scandic Steel ตั้งแต่ 2Q68 และ 7% จากดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง

 

กลยุทธ์การลงทุน คงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ BJC โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2568 อ้างอิงวิธี DCF (WACC 7.2% และการเติบโตระยะยาว 2%) ที่ 28.5 บาทต่อหุ้น

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ การเปลี่ยนแปลงในกำลังซื้อ ต้นทุนที่สูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และนโยบายรัฐบาลใหม่ๆ ความเสี่ยง ESG ที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการพลังงาน ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (E) และแนวปฏิบัติด้านแรงงาน/การจ้างงาน (S)

 

BJC – คาดยอดขายและมาร์จิ้นกลุ่ม non-MSC หนุนกำไร 2Q68

The post BJC – คาดยอดขายและมาร์จิ้นกลุ่ม Non-MSC หนุนกำไร 2Q68 appeared first on THE STANDARD.

]]>