อาเซียน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/อาเซียน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 18 Jul 2026 04:02:11 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 โฆษกรัฐบาลเผยสื่อโลกยกตลาดทุนไทยฟื้นเด่นสุดในภูมิภาค ดันเงินไหลเข้า 1.09 แสนล้าน ผลจากการเมืองนิ่ง-นโยบายชัด https://thestandard.co/thai-capital-market-recovery-inflow/ Sat, 18 Jul 2026 03:59:00 +0000 https://thestandard.co/thai-capital-market-recovery-inflow/ ภาพแสดงกราฟตลาดหุ้นไทยและเงินลงทุนไหลเข้า

วันนี้ (18 กรกฎาคม) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรั […]

The post โฆษกรัฐบาลเผยสื่อโลกยกตลาดทุนไทยฟื้นเด่นสุดในภูมิภาค ดันเงินไหลเข้า 1.09 แสนล้าน ผลจากการเมืองนิ่ง-นโยบายชัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงกราฟตลาดหุ้นไทยและเงินลงทุนไหลเข้า

วันนี้ (18 กรกฎาคม) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทยในปัจจุบัน โดยอ้างอิงรายงานล่าสุดจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ซึ่งเป็นสื่อด้านเศรษฐกิจและการเงินระดับโลก รายงานดังกล่าวได้ระบุถึงความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ว่าเป็นตลาดทุนที่สามารถทำผลงานได้ดีที่สุดในภูมิภาคอาเซียนในปีนี้ พร้อมทั้งมีกระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน

 

จากสถิติในรายงานระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 27 นับตั้งแต่ต้นปี ทำผลงานโดดเด่นเหนือตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคอาเซียน ขณะเดียวกัน กลุ่มนักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยแล้วเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 67,000 ล้านบาท) ควบคู่ไปกับเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่ตลาดพันธบัตรไทยอีกราว 1,260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 42,000 ล้านบาท) รวมมูลค่าความต้องการลงทุนจากต่างประเทศพุ่งสูงกว่า 109,000 ล้านบาท

 

รัชดา ชี้แจงว่า ตัวเลขและปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลสะท้อนโดยตรงจากเสถียรภาพทางการเมือง นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีทิศทางชัดเจน ตลอดจนความพยายามในการออกมาตรการประคับประคองโครงสร้างพื้นฐาน ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความผันผวนสูง ทั้งจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความผันผวนของราคาพลังงาน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ

 

นอกจากมิติทางการเมืองที่นิ่งขึ้นแล้ว ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนมูลค่าของตลาดทุนไทยในสายตานักลงทุน ยังประกอบด้วยการขับเคลื่อนการเติบโตของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว รวมถึงการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถกำกับดูแลและรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นแรงประคองสำคัญของระบบเศรษฐกิจ

 

ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ ในฐานะประเทศที่กำลังเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลก ผ่านการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในกลุ่มธุรกิจ Data Center, Data Hosting โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และธุรกิจเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคตที่จะเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลประเมินว่าการฟื้นตัวและการเติบโตของตลาดทุนในขณะนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดยโจทย์สำคัญและความท้าทายในระยะต่อไป คือการผลักดันเม็ดเงินแห่งความเชื่อมั่นเหล่านี้ ให้แปรสภาพไปสู่การลงทุนในภาคการผลิตจริง (Real Sector) ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างผลกำไรให้แก่บริษัทสัญชาติไทย เพื่อผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตเฉลี่ยระดับต่ำที่เผชิญมาอย่างยาวนาน

 

ทั้งนี้ รัฐบาลจะยังคงเดินหน้ารักษาสภาพแวดล้อมและบรรยากาศการลงทุนที่ดี ผ่านกรอบนโยบายที่ชัดเจน การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ การสนับสนุนภาคการส่งออก ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

The post โฆษกรัฐบาลเผยสื่อโลกยกตลาดทุนไทยฟื้นเด่นสุดในภูมิภาค ดันเงินไหลเข้า 1.09 แสนล้าน ผลจากการเมืองนิ่ง-นโยบายชัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อไทยเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 2.42% ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือนติด พาณิชย์คงคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีที่ 1.5% – 2.5% https://thestandard.co/thai-inflation-june-2-42-percent/ Mon, 06 Jul 2026 05:41:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1227133 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงตัวเลขเงินเฟ้อไทยเดือนมิถุนายนที่เพิ่มขึ้น 2.42% และขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน

เงินเฟ้อไทยเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 2.42% YoY ขยายตัว 3 เ […]

The post เงินเฟ้อไทยเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 2.42% ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือนติด พาณิชย์คงคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีที่ 1.5% – 2.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงตัวเลขเงินเฟ้อไทยเดือนมิถุนายนที่เพิ่มขึ้น 2.42% และขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน

เงินเฟ้อไทยเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 2.42% YoY ขยายตัว 3 เดือนติด แต่ชะลอลงจากเดือนก่อนที่โต 2.79% YoY ส่งผลให้ครึ่งปีแรกเงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.79% จากปีก่อน

 

 
 

วันนี้ (6 กรกฎาคม) ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของไทย เดือนมิถุนายน 2569 สูงขึ้น 2.42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน แต่ลดลง 0.34% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (MoM)

 

การขยายตัวของเงินเฟ้อเทียบกับปีก่อน มีปัจจัยสำคัญจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อน จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งการปรับโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้างในอัตราที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ค่าครองชีพในส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

 

ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออกเพิ่มขึ้น 1.23% YoY เร่งตัวขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2569 ที่เพิ่มขึ้น 0.92% YoY สะท้อนการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย

 

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ไตรมาสที่ 2 ปี 2569 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2568 สูงขึ้น 2.70% YoY และสูงขึ้น 3.08% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)

 

ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเฉลี่ย 6 เดือน (มกราคม – มิถุนายน) ปี 2569 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสูงขึ้น 1.08%

 

คาดเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้ 1.5% – 2.5%

 

สนค.คาดการณ์เงินเฟ้อเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ 1.5% – 2.5% ค่ากลางที่ 2.0% โดยอิงสมมติฐานจากราคาน้ำมันดิบดูไบทั้งปีที่ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่ 1.5% – 2.5% อัตราแลกเปลี่ยนเงินทั้งปีที่ 32.0 – 33.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

สนค. คาดว่าแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ณ ไตรมาส 3 ปี 2569 จะเป็นบวกอย่างต่อเนื่องที่ 2.79% YoY และไตรมาส 4 ที่ 3.02% YoY ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั้งปี อยู่ที่ 1.5% – 2.5% ค่ากลางที่ 2.0% พร้อมระบุว่า ต้องคอยจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อไป

 

โดยในช่วงไตรมาส 3 มีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น ดังนี้

 

  • ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวสูงกว่าปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งการปรับโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ
  • ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงเป็นวงกว้าง และมีการปรับราคาต่อจานในอัตราที่ค่อนข้างสูง แม้ว่าต้นทุนการผลิตบางประเภทจะเริ่มส่งสัญญาณราคาลดลง สะท้อนถึงภาวะค่าครองชีพที่จะสูงขึ้นอย่างถาวร
  • ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า
  • ราคาผักสดที่สำคัญมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้าจากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน รวมทั้งมีความเสี่ยงจากผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญ

 

สำหรับปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่

 

  • ค่ากระแสไฟฟ้าในรอบเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 ยังคงต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าเล็กน้อย
  • ราคาเนื้อสัตว์มีแนวโน้มปรับลดลง จากอุปทานที่เข้าสู่ตลาดอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 อยู่ระหว่าง 1.5% – 2.5% (ค่ากลาง 2.0%)

 

เงินเฟ้อไทยเทียบต่างประเทศ

 

ข้อมูลล่าสุดเดือนพฤษภาคม 2569 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ของไทยปรับสูงขึ้น 2.79% YoY โดยอยู่ระดับต่ำอันดับที่ 44 จาก 139 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และอยู่ในอันดับที่ 5 ของอาเซียนจาก 9 ประเทศที่มีการประกาศตัวเลข ดังนี้

 

  • 🇧🇳บรูไน +0.1%
  • 🇹🇱ติมอร์-เลสเต +0.4%
  • 🇸🇬สิงคโปร์ +1.8%
  • 🇲🇾มาเลเซีย +2.0%
  • 🇹🇭ไทย +2.79%
  • 🇮🇩อินโดนีเซีย +3.08%
  • 🇻🇳เวียดนาม +5.6%
  • 🇵🇭ฟิลิปปินส์ +6.8%
  • 🇱🇦สปป.ลาว +9.0%

The post เงินเฟ้อไทยเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 2.42% ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือนติด พาณิชย์คงคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีที่ 1.5% – 2.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Futures 4 เดือนแรก โต 19% จากค่าเฉลี่ยปี 68 สูงสุดในตลาดอาเซียน พร้อมเปิดเทรด Mini Gold Futures ลดหลักประกันลง 10 เท่า ให้รายย่อยเข้าถึงง่ายขึ้น https://thestandard.co/tfex-gold-futures-mini-asean-retail/ Mon, 25 May 2026 09:07:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1210674 ภาพกราฟิกแสดงทองคำแท่งและกราฟการซื้อขาย พร้อมข้อความ 'คนไทยเทรด Gold Futures สูงสุดในอาเซียน TFEX เปิด Mini Gold ลดหลักประกันลง 10 เท่า'

TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Online Futures โต 19% ทะลุ 5.2 […]

The post TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Futures 4 เดือนแรก โต 19% จากค่าเฉลี่ยปี 68 สูงสุดในตลาดอาเซียน พร้อมเปิดเทรด Mini Gold Futures ลดหลักประกันลง 10 เท่า ให้รายย่อยเข้าถึงง่ายขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงทองคำแท่งและกราฟการซื้อขาย พร้อมข้อความ 'คนไทยเทรด Gold Futures สูงสุดในอาเซียน TFEX เปิด Mini Gold ลดหลักประกันลง 10 เท่า'

TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Online Futures โต 19% ทะลุ 5.2 หมื่นสัญญาต่อวัน สูงสุดในตลาดอาเซียน ล่าสุด เปิดการซื้อขาย Mini Gold Online Futures ลดมูลค่าหลักประกันลง 10 เท่า มาเหลือ 1.5 หมื่นบาทต่อสัญญา

 

จากข้อมูลรายงานการซื้อขายรายเดือนของ TFEX พบว่า ปริมาณการซื้อขาย Gold Online Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำในตลาด TFEX ตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ 52,937 สัญญาต่อวัน เพิ่มขึ้น 19% จากค่าเฉลี่ยเมื่อปี 2568 และเพิ่มขึ้น 37% จากค่าเฉลี่ยในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TFEX กล่าวว่า ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นทำให้การซื้อขาย Gold Online Futures ของไทย เป็นอันดับ 1 ในตลาดอาเซียน

 

ทั้งนี้ TFEX เปิดให้ซื้อขาย Gold Online Futures ตั้งแต่ปี 2561 ก่อนที่ปริมาณการซื้อขายจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปีแรกมีการซื้อขายเฉลี่ย 2,759 สัญญา ขยับขึ้นไปถึง 6 หมื่นสัญญา ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากราว 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปสูงสุดที่ 5,600 ดอลลาร์ ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ 4,500 ดอลลาร์ ในปัจจุบันทำให้หลักประกันในการซื้อขาย Gold Online Futures เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.5 แสนบาทต่อสัญญา

 

ตรีวิทย์กล่าวต่อว่า แม้ปริมาณการซื้อขาย Gold Online Futures จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังมีช่องว่างที่สำคัญ เนื่องจากราคาทองคำโลกที่เพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าของสัญญาและมูลค่าของหลักประกันเพิ่มขึ้นตาม จนนักลงทุนบางส่วน โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยเข้าถึงผลิตภัณฑ์นี้ได้ยากขึ้น

 

“Mini Gold Online Futures จะเข้ามาปิดช่องว่างนี้ โดย 1 สัญญา จะเท่ากับ 1 ทรอยออนซ์ หรือประมาณ 2 บาททองคำไทย โดยที่หลักประกันลดลง 10 เท่า” ตรีวิทย์กล่าว

 

ณ วันที่ 25 พฤษภาคม มูลค่าหลักประกันของ Mini Gold Online Futures อยู่ที่ 15,050 บาทต่อสัญญา

 

ภาพ: e-crow/ Shutterstock

The post TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Futures 4 เดือนแรก โต 19% จากค่าเฉลี่ยปี 68 สูงสุดในตลาดอาเซียน พร้อมเปิดเทรด Mini Gold Futures ลดหลักประกันลง 10 เท่า ให้รายย่อยเข้าถึงง่ายขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ เผย CEO ยักษ์ใหญ่ร่วมเสนอ 4 แนวทางลงทุน มองวิกฤตพลังงานเป็นโอกาสของไทย เร่งตั้งคณะทำงานรัฐ-เอกชน ร่วมขับเคลื่อน https://thestandard.co/thai-ceos-see-energy-crisis-as-opportunity/ Sat, 16 May 2026 02:52:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1207771 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดเผยผลการหารือ

วานนี้ (15 พฤษภาคม) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐม […]

The post เอกนิติ เผย CEO ยักษ์ใหญ่ร่วมเสนอ 4 แนวทางลงทุน มองวิกฤตพลังงานเป็นโอกาสของไทย เร่งตั้งคณะทำงานรัฐ-เอกชน ร่วมขับเคลื่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดเผยผลการหารือ

วานนี้ (15 พฤษภาคม) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงผลการหารือร่วมกันระหว่างรัฐบาลและตัวแทนผู้ประกอบการภาคเอกชนชั้นนำของประเทศ โดยระบุว่า รัฐบาลได้รับความคิดเห็นจากเอกชนที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ซึ่งภาคเอกชนมองว่าวิกฤตพลังงานและวิกฤตในตะวันออกกลางครั้งนี้เป็นโอกาสของประเทศไทยที่เราจะต้องเปลี่ยนให้เป็นโอกาส

 

​สิ่งที่ภาคเอกชนเน้นย้ำคือ ไทยเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายสำหรับการลงทุนที่จะมีการย้ายฐานการผลิตมา และไม่ใช่แค่ฐานการผลิตเท่านั้น แต่จะย้ายซัพพลายเชนหรือห่วงโซ่อุปทานมาด้วย รวมทั้งคนที่อยากย้ายฐานการผลิตมาในอาเซียนส่วนใหญ่ยืนยันวิกฤตพลังงานโลกเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย ซึ่งเราจะอยู่เฉยไม่ได้ ต้องเร่งคว้าโอกาสนี้ไว้ โดยมีข้อเสนอหลัก 4 เรื่อง ดังนี้

 

​1. การลงทุนในทรัพยากรน้ำและพลังงานสะอาด

 

ต้องเร่งลงทุนในเรื่องน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อภาคการเกษตรที่เราเป็นฐานการผลิตอาหาร โดยปีนี้มีคำเตือนเรื่องซูเปอร์เอลนีโญ จึงต้องเร่งลงทุนช่วงปลายปี นอกจากนี้ต้องลงทุนในพลังงานสะอาดให้ชัดเจน ทั้งโซลาร์เซลล์ และระบบสายส่งไฟฟ้า (Smart Grid) ที่ต้องทำให้ทันสมัย เพื่อรองรับพลังงานสะอาด

 

​2. การลงทุนในคนและเทคโนโลยี เนื่องจากเทคโนโลยี AI พัฒนาไปไกลมาก ไทยต้องต่อยอดจาก Data Center ไปสู่ Cloud Service และการพัฒนา AI เพื่อนำมาใช้พัฒนาคนไทยให้มีทักษะดีขึ้น (Reskill/Upskill) โดยเน้นนำเรื่องดิจิทัลและ AI มาช่วยพัฒนาคน

 

​3. การหาแหล่งเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) เน้นอุตสาหกรรมที่เรามีจุดแข็ง เช่น Wellness Tourism (การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) และอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดิจิทัลและ AI รวมถึงการต่อยอดจาก Data Center ไปสู่เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นฐานการผลิต AI ที่สำคัญ นอกจากนี้ยังมีเรื่องเกษตรสมัยใหม่ และข้อเสนอที่จะให้ไทยเป็น Regional Hub ด้านการเงิน โดยทางภาคธนาคารเสนอให้มีการควบรวมกิจการเพื่อให้ธุรกิจแข็งแกร่งและใหญ่พอที่จะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

 

​4. การปลดล็อกอุปสรรคและระเบียบภาครัฐ โดยเฉพาะปัญหาการบริหารจัดการที่ดินและใบอนุญาตต่างๆ ที่ใช้เวลานาน บางกรณีใช้เวลาขออนุญาตเป็น 10 ปี ทั้งที่เป็นที่ดินลำรางสาธารณะที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังชื่นชมโครงการ BOI Fast Track ที่ช่วยปลดล็อกกติกาทำให้การลงทุนขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น ส่งผลให้การลงทุนเริ่มกลับมาเข้มแข็งตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่แล้วต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปีนี้ นอกจากนี้ยังเสนอให้ตั้งศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง

 

​เอกนิติยังเปิดเผยด้วยว่า นายกฯ จะตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) นำเนื้อหาที่หารือกันมาขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับประเทศไทยให้กลับมาเป็นจุดแข็งในอาเซียนอีกครั้ง

 

ส่วนผลกระทบหากไม่เร่งลงทุนนั้น อาจจะทำไทยอาจตามหลังหลายประเทศในอาเซียน ขณะที่ความกังวลเรื่องค่าครองชีพหลายฝ่ายเป็นห่วงเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่กระทบกลุ่มฐานรากและ SME รัฐบาลจึงต้องดูแลให้ผลประโยชน์จากการลงทุนใหญ่ตกสู่ SME และคนไทย รวมถึงกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค

 

สำหรับความพร้อมด้านงบประมาณ เอกนิติระบุว่า หัวใจสำคัญคือเอกชนพร้อมร่วมลงทุน (PPP) รัฐบาลจะเป็นผู้ปรับกฎกติกาและอำนวยความสะดวกให้เกิดการลงทุนได้ง่ายขึ้น โดยเน้นหลักการ 4T คือ 1. Target มุ่งเป้าให้ชัดเจน 2. Transition การเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาด 3. Transform การปฏิรูปคน และ 4. Together การทำงานร่วมกัน

 

เอกนิติยังกล่าวด้วยว่า ในการหารือไม่ได้มีการพูดถึงโครงการแลนด์บริดจ์ แต่มีการพูดถึงการพัฒนาท่าเรือระนองและความจำเป็นในการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟ (Missing Link) ช่วงชุมพร-ระนอง เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางทะเลฝั่งอันดามันตามข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรม

The post เอกนิติ เผย CEO ยักษ์ใหญ่ร่วมเสนอ 4 แนวทางลงทุน มองวิกฤตพลังงานเป็นโอกาสของไทย เร่งตั้งคณะทำงานรัฐ-เอกชน ร่วมขับเคลื่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชัชชาติ’ เดินหน้ากางแผน 1 ปี พลิกโฉม กทม. สู่เมืองแห่งสิทธิมนุษยชน ดูแลตั้งแต่คนไร้บ้านถึงผู้สูงวัย เชื่อม Traffy Fondue คุ้มครองกลุ่มเปราะบาง https://thestandard.co/chadchart-bangkok-human-rights-plan/ Wed, 06 May 2026 03:37:18 +0000 https://thestandard.co/chadchart-bangkok-human-rights-plan/ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ นั่งเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนา กทม. สู่เมืองแห่งสิทธิมนุษยชน

วานนี้ (4 พฤษภาคม) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช […]

The post ‘ชัชชาติ’ เดินหน้ากางแผน 1 ปี พลิกโฉม กทม. สู่เมืองแห่งสิทธิมนุษยชน ดูแลตั้งแต่คนไร้บ้านถึงผู้สูงวัย เชื่อม Traffy Fondue คุ้มครองกลุ่มเปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ นั่งเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนา กทม. สู่เมืองแห่งสิทธิมนุษยชน

วานนี้ (4 พฤษภาคม) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร และผ่านระบบการประชุมทางไกล ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองแห่งสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าและกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเมือง

 

ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบ แผนปฏิบัติการเร่งด่วน (ระยะ 6 เดือน – 1 ปี) ซึ่งประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ

 

  • การประกาศนโยบาย: การบริหารราชการและการให้บริการประชาชนโดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนเป็นแกนกลาง
  • การจัดทำแนวทางปฏิบัติงาน (Human Rights Guidelines): เพื่อเป็นคู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนหลักการสิทธิมนุษยชนที่เป็นนามธรรม ให้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนทุกคนจะได้รับการบริการที่เคารพศักดิ์ศรีและได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
  • การยกระดับเครื่องมือรับเรื่องร้องเรียน: พัฒนาระบบ SoSafe ให้บูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบ Traffy Fondue เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัย โดยเฉพาะการรับเรื่องร้องเรียนและส่งต่อการแก้ไขปัญหาในมิติทางสังคมโดยตรง

 

การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเร่งด่วนดังกล่าว เป็นการดำเนินงานที่สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ประกาศเจตนารมณ์ในการนำพากรุงเทพมหานครก้าวสู่การเป็นเมืองสิทธิมนุษยชน (Bangkok Human Rights City) เพื่อเป้าหมายสูงสุดในการเป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน โดยมุ่งหวังให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเสมอภาค และให้หน่วยงานในสังกัดมีมาตรฐานการปฏิบัติงานที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 

ทั้งนี้ รายละเอียดของนโยบายจะครอบคลุมตั้งแต่ การยึดหลักความเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติ การปรับปรุงงานบริการ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างทั่วถึง การสร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิ ไปจนถึงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบรายงานผลความคืบหน้าการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนในมิติต่าง ๆ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้แก่ การสร้างกลไกและเครื่องมือเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์, การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ทั้งกลุ่มข้าราชการกรุงเทพมหานครและครู, การยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น เด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการ ผู้สูงอายุ คนไร้บ้าน และกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและสังคม

 

ตลอดจนความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุมระดับภูมิภาคอาเซียนในหัวข้อ Human Rights Cities in ASEAN: Localising Human Rights for Inclusive Development

The post ‘ชัชชาติ’ เดินหน้ากางแผน 1 ปี พลิกโฉม กทม. สู่เมืองแห่งสิทธิมนุษยชน ดูแลตั้งแต่คนไร้บ้านถึงผู้สูงวัย เชื่อม Traffy Fondue คุ้มครองกลุ่มเปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘ทรัมป์’ ผู้นิยมลัทธิพาณิชยนิยมสุดโต่ง สู่การอวสานของระเบียบเสรีนิยม https://thestandard.co/trump-mercantilism-ends-liberal-order/ Wed, 21 Jan 2026 05:44:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1167665 จาก ‘ทรัมป์’ ผู้นิยมลัทธิพาณิชยนิยมสุดโต่ง สู่การอวสานของระเบียบเสรีนิยม

นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกดำเนินไปภายใต้ร […]

The post จาก ‘ทรัมป์’ ผู้นิยมลัทธิพาณิชยนิยมสุดโต่ง สู่การอวสานของระเบียบเสรีนิยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘ทรัมป์’ ผู้นิยมลัทธิพาณิชยนิยมสุดโต่ง สู่การอวสานของระเบียบเสรีนิยม

นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกดำเนินไปภายใต้ระเบียบที่เรียกว่า Western Liberal World Order (WLWO) ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นสถาปนิกและผู้ค้ำประกันหลัก ระเบียบนี้ไม่ได้เป็นเพียงระบบการค้า แต่เป็น ‘โครงสร้างเชิงปทัสถาน’ (Normative Framework) ที่เชื่อว่าการค้าเสรีจะนำไปสู่สันติภาพ และสถาบันพหุภาคีจะช่วยลดทอนอำนาจดิบของรัฐชาติ

 

อย่างไรก็ตาม การก้าวขึ้นสู่อำนาจของ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ในปี 2016 และการหวนกลับมาของแนวคิด America First ในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ มา ไม่ใช่เพียง ‘อุบัติเหตุทางการเมือง’ แต่เป็นอาการสะท้อนของความล้มเหลวในการจัดสรรผลประโยชน์จากโลกาภิวัตน์

 

บทความนี้จะวิเคราะห์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่เปลี่ยนโลกจากการยึดกติกา (Rule-based) ไปสู่การยึดอำนาจดิบและภูมิเศรษฐศาสตร์ (Power-based & Geo-economics) อย่างถาวรได้อย่างไร

 

เพื่อจะเข้าใจทรัมป์ เราต้องย้อนกลับไปดูรากฐานทางเศรษฐศาสตร์การเมืองของสหรัฐฯ ในศตวรรษที่ 19 แนวคิด American School ที่นำโดย อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton) และเฮนรี เคลย์ (Henry Clay) เน้นย้ำว่า ‘รัฐ’ ต้องมีบทบาทนำในการสร้างขีดความสามารถทางการผลิต (Productive Capacity) ผ่านการตั้งกำแพงภาษีและการสนับสนุนอุตสาหกรรมภายใน

 

ทรัมป์ได้นำแนวคิดนี้กลับมาในรูปแบบ ‘ลัทธิพาณิชยนิยมสุดโต่ง’ (Hyper-Mercantilism) ซึ่งแตกต่างจากพาณิชยนิยมทั่วไปตรงที่:

 

  1. การมองการค้าเป็นสงคราม: ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ (Win-Win) แต่เป็นเกมที่มีผู้แพ้และผู้ชนะ (Zero-Sum Game) มีผู้ได้ประโยชน์ซึ่งต้องแบกรับโดยผู้สูญเสีย
  2. การทำให้เศรษฐกิจเป็นเรื่องความมั่นคง (Securitization): การมองว่าการขาดดุลการค้ากับจีนหรือเยอรมนี ไม่ใช่เรื่องดุลการชำระเงิน แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ (National Security Threat)
  3. การปฏิเสธกลไกตลาดเสรี: หากกลไกตลาดทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบ รัฐต้องเข้าแทรกแซงด้วยการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ (Coercive Power)

 

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือการใช้อาวุธทางการค้าและเทคโนโลยี (Weaponization of Trade & Tech) จากการที่รัฐบาลทรัมป์นำ ‘มาตรา 232’ (ความมั่นคงแห่งชาติ) และ ‘มาตรา 301’ (การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม) มาใช้เป็นอาวุธหลักในการทำสงครามการค้ากับจีนและรวมถึงพันธมิตรของตน

 

สงครามเทคโนโลยี (Tech War): ในยุคทรัมป์ เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงสินค้าอีกต่อไป หากแต่เป็น ‘จุดยุทธศาสตร์’ การจำกัดการเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์ของ Huawei (ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นเสมือนตัวแทนของรัฐจีน) หรือการกดดันประเทศพันธมิตรไม่ให้ใช้เครือข่าย 5G จากจีน คือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘ม่านเหล็กในยุคดิจิตัล’ ซึ่งส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เคยมีประสิทธิภาพสูงสุด (Efficiency-driven) ต้องแตกสลายลงและแทนที่ด้วยห่วงโซ่อุปทานที่เน้นความปลอดภัย (Resilience-driven) หรือ การเลือกมิตรและต่อต้านศัตรู (Friend-shoring)

 

มากกว่าการสร้างอาวุธทางเศรษฐกิจคือการทำให้สถาบันสากลเป็นอัมพาต (Institutional Paralysis) ทรัมป์มองว่าองค์การการค้าโลก (WTO) และองค์การสหประชาชาติ (UN) เป็นเครื่องมือที่ประเทศอื่นใช้ ‘เอาเปรียบ’ สหรัฐฯ การดำเนินการที่มีนัยสำคัญประกอบด้วย:

 

  • การทำให้กลไกตัดสินข้อพิพาทของ WTO เป็นอัมพาต: โดยการขัดขวางการแต่งตั้งผู้พิพากษาในคณะตุลาการอุทธรณ์ (Appellate Body) ส่งผลให้กฎเกณฑ์การค้าโลกไม่มีผลบังคับใช้
  • การถอนตัวจากความตกลงพหุภาคี: ตั้งแต่ TPP, ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement), ไปจนถึงการขู่จะถอนตัวจาก NATO และการตัดงบประมาณ WHO และล่าสุดคือการประกาศถอนตัวของสหรัฐฯ​ ออกจาก 66 องค์การระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ คิดว่าไม่เป็นประโยชน์กับสหรัฐฯ
  • การใช้คำสั่งฝ่ายเดียว (Unilateralism): การตัดสินใจโดยไม่ผ่านการปรึกษาหารือกับพันธมิตร ทำให้ความเชื่อมั่นในบทบาท ‘ผู้นำที่พึ่งพาได้’ ของสหรัฐฯ หมดสิ้นไป

 

ความน่ากลัวของทรัมป์ และการดำเนินนโยบาย ณ​ ปัจจุบัน คือความคล้ายคลึงกับสภาวะก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ในทศวรรษ 1930

 

  1. การล่มสลายของสถาบันพหุภาคี: เหมือนกับการเสื่อมถอยของสันนิบาตชาติ (League of Nations)
  2. การตั้งกำแพงภาษีล้างแค้น: เหมือนกับกฎหมาย Smoot-Hawley Tariff Act ในปี 1930 ที่ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression)
  3. การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเหนืออธิปไตย: การที่ทรัมป์กล่าวถึงการซื้อหรือบังคับยึดเกาะกรีนแลนด์ การเอ่ยถึงการกดดันให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ การประกาศยึดคลองปานามา และล่าสุดการแทรกแซงการเมืองในเวเนซุเอลา สะท้อนถึงการกลับมาของลัทธิจักรวรรดินิยมแบบเดิมที่เน้นการครอบครองทรัพยากรและดินแดน

 

นอกจากสมรภูมิในโลกจริงแล้ว ในโลกการเงิน สหรัฐฯ และการเมืองของเงินดอลลาร์สหรัฐ ก็ถูกใช้ไปในเรื่องอธิปไตยทางการเงินไม่แพ้กัน ภายใต้ทรัมป์ ดอลลาร์ไม่ได้เป็นเพียงสกุลเงินสำรองของโลก แต่เป็น ‘เครื่องมือลงทัณฑ์’ การห้ามใช้ระบบ SWIFT และมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินต่ออิหร่าน รัสเซีย และบุคคลสำคัญในจีน ได้ผลักดันให้โลกก้าวเข้าสู่ยุค ‘De-dollarization’ หรือการลดการพึ่งพาดอลลาร์

 

เหล่านี้เองเมื่อพิจารณาประกอบกับการใช้นโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่ไม่มีความรับผิดชอบของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มปริมาณไปมากกว่า 4.8 เท่าในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา และก่อหนี้สาธารณะเพิ่มกว่า 6 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน โดยที่ไม่มีมาตรการมารองรับและแก้ไข นั่นทำให้ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะจีนและพันธมิตรเริ่มสร้างระบบชำระเงินของตนเอง ซึ่งจะทำให้ระบบการเงินโลกแตกเป็นเสี่ยงๆ (Fragmentation)

 

สำหรับประเทศไทย และสมาชิกประชาคมอาเซียน ทรัมป์และแนวนโยบายล่าสุดของสหรัฐฯ สร้างความท้าทายอย่างน้อยใน 3 มิติ:

 

  1. แรงกดดันให้เลือกข้าง (Compulsory Choice): ไม่ใช่แค่เรื่องการทหาร แต่รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและห่วงโซ่อุปทาน
  2. ความไม่แน่นอนของความร่วมมือ: การที่สหรัฐฯ มองความร่วมมือเป็นรายกรณี และพร้อมที่ต่อรอง แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (Transactional) บางครั้งก็เป็นผลประโยชน์ของทรัมป์เอง มิใช่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อาทิ ความหมกมุ่นของเขาต่อรางวัลโนเบลสันติภาพ ทำให้ความตกลงต่างๆ ในกรอบอาเซียน และแนวคิดยึดอาเซียนเป็นจุดศูนย์กลาง (ASEAN Centrality) ถูกลดความสำคัญลง
  3. โอกาสในการเป็นฐานการผลิตใหม่: การย้ายฐานการผลิตออกจากจีน (China+1) อาจเป็นประโยชน์ต่อเวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย (แม้จะมีแนวโน้มถูกมองข้ามมากขึ้นจากปัญหาภายในของไทยเอง) แต่ต้องแลกมาด้วยการเผชิญกับกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ในอนาคต หากมียอดเกินดุลการค้าสูงเกินไป

 

ประเทศไทยในฐานะ ‘มิตรประเทศ’ ที่สำคัญของทั้งสหรัฐฯ และจีน จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ที่เรียกว่า ‘ความเป็นกลางเชิงรุก’ (Active Neutrality):

 

  • การกระจายความเสี่ยง (Diversification): ไม่พึ่งพิงตลาดหรือเทคโนโลยีจากขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่งมากเกินไป
  • การใช้กฎเกณฑ์อาเซียนเป็นโล่ป้องกัน: เสริมสร้างความเข้มแข็งของ RCEP และกรอบความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง
  • การพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ: การนำแนวคิด ‘รัฐเพื่อการพัฒนา’ มาใช้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งภายใน ตามแนวทางที่ American School เคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีต (ทั้งนี้ต้องทำเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า การปฏิรูปกฎหมาย และธรรมภิบาลต่อต้านคอร์รัปชันไปพร้อมกันด้วย)

 

มองไปในอนาคต แม้ทรัมป์จะหมดวาระลงแล้ว โลกหลังทรัมป์จะไม่กลับไปสู่ยุคทองของโลกาภิวัตน์แบบเดิมอีกต่อไป แต่จะก้าวเข้าสู่ยุค ‘Disordered World Order’ ที่ซึ่ง:

 

  • การค้าเสรีจะถูกจำกัดอยู่แค่ในกลุ่ม ‘เพื่อน’ (Friend-shoring)
  • กติกาโลกจะถูกใช้เป็นครั้งคราวตามผลประโยชน์ของมหาอำนาจ
  • ความขัดแย้งจะถูกเปลี่ยนรูปแบบจากสงครามเต็มรูปแบบ ไปเป็นสงครามตัวแทน (Proxy Wars) และสงครามไซเบอร์ ซึ่งนั่นหมายถึง เราต้องเผชิญกับสภาวะสงครามเย็นครั้งใหม่ ไทยในสงครามเย็น 2.0

 

ท้ายที่สุด นโยบายของสหรัฐฯ ณ ปัจจุบันไม่ใช่เพียงนโยบายของคนคนเดียวอย่างทรัมป์ หากแต่มันคือ ‘กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลง’ ที่ปลดปล่อยพลังชาตินิยมทางเศรษฐกิจออกมาทั่วโลก ระเบียบโลกเสรีที่เรารู้จักกำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ สิ่งที่กำลังเข้ามาแทนที่คือระเบียบแบบ ‘พาณิชยนิยมสุดโต่ง’ ที่เน้นความอยู่รอดของชาติเหนือความร่วมมือสากล

 

สำหรับผู้วางนโยบายและภาคธุรกิจ บทเรียนที่สำคัญที่สุดคือ “ประสิทธิภาพ (Efficiency) ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจอีกต่อไป แต่เป็นความมั่นคง (Security)” ใครที่ไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่ระเบียบโลกที่แตกแยกนี้ได้ จะต้องกลายเป็นเหยื่อในสมรภูมิภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ไม่มีวันจบสิ้น

 

ภาพ: Lightspring via ShutterStock

 

อ้างอิง:

  • ปิติ ศรีแสงนาม (2022) Amidst the New World Order ไทยในระเบียบโลกใหม่
  • ปิติ ศรีแสงนาม และ จักรี ไชยพินิจ (2023) Amidst the Geo-Political Conflicts สมรภูมิพลิกอำนาจโลก
  • ปิติ ศรีแสงนาม และ จักรี ไชยพินิจ (2024) Amidst the Geo-Economic Clashes ไทยในสงครามเย็น 2.0
  • ปิติ ศรีแสงนาม และ จักรี ไชยพินิจ (2025) Amidst the Global Sea Powers ไทยในสมรภูมิมหาสมุทรโลก
  • Blackwill, R. D., & Harris, J. M. (2016). War by Other Means: Geoeconomics and Statecraft. (การวิเคราะห์การใช้เศรษฐกิจเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์)
  • Chang, H.-J. (2002). Kicking Away the Ladder. (วิเคราะห์ประวัติศาสตร์นโยบายเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว)
  • Farrell, H., & Newman, A. L. (2019). “Weaponized Interdependence”. International Security. (ทฤษฎีว่าด้วยการใช้ห่วงโซ่อุปทานและระบบการเงินเป็นอาวุธ)
  • Ikenberry, G. J. (2011). Liberal Leviathan. (ต้นกำเนิดและการเสื่อมถอยของระเบียบโลกเสรี)
  • List, F. (1841). The National System of Political Economy. (รากฐานแนวคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจ)
  • 10.Ruggie, J. G. (1982). “Embedded Liberalism”. International Organization. (อธิบายรากฐานของระเบียบเศรษฐกิจโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2)
  • 11.Irwin, D. (2011). Peddling Protectionism. (วิเคราะห์ผลกระทบของกำแพงภาษีในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่)
  • 12.Eichengreen, B. (1992). Golden Fetters. (ความสัมพันธ์ระหว่างทองคำ การเงิน และการล่มสลายของระบบโลกในช่วงปี 1930)

The post จาก ‘ทรัมป์’ ผู้นิยมลัทธิพาณิชยนิยมสุดโต่ง สู่การอวสานของระเบียบเสรีนิยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อภิสิทธิ์-การดี นำผู้สมัคร สส. เดินหาเสียงสวนลุม ชูนโยบายช่วยลดฝุ่น PM2.5 https://thestandard.co/abhisit-campaign-pm25-lumphini/ Wed, 14 Jan 2026 03:44:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1164993 อภิสิทธิ์-การดี นำผู้สมัคร สส. เดินหาเสียง สวนลุม ชูนโยบายช่วยลดฝุ่น PM2.5

วันนี้ (14 มกราคม) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชา […]

The post อภิสิทธิ์-การดี นำผู้สมัคร สส. เดินหาเสียงสวนลุม ชูนโยบายช่วยลดฝุ่น PM2.5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อภิสิทธิ์-การดี นำผู้สมัคร สส. เดินหาเสียง สวนลุม ชูนโยบายช่วยลดฝุ่น PM2.5

วันนี้ (14 มกราคม) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พร้อมด้วย การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค, สกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร นำ 3 ผู้สมัคร สส. กทม. ประกอบด้วย เจษฎา เลิศธนสาร เขต 2 และ เจตน์สฤษฎิ์ เลิศธนสาร และ พีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี เขต 1 ลงพื้นที่สวนลุมพินีหาเสียง

 

อภิสิทธิ์กล่าวถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยระบุว่า วันนี้เป็นช่วงที่ฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงขึ้น สำหรับการแก้ปัญหาเรื่องนี้ของพรรคประชาธิปัตย์นั้น เรื่องแรกเราต้องเร่งผลักดันกฎหมาย 3 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้แก่ อากาศสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นลดลง โดยมีมาตรการทั้ง 2 ด้าน คือ การจูงใจและการลงโทษ

 

ส่วนภาคการขนส่ง พรรคประชาธิปัตย์ พยายามสนับสนุนการขนส่งสาธารณะ โดยมีการลดค่ารถไฟฟ้ากับรถเมล์เหลือ 5 บาทถึง 30 บาท เพื่อจูงใจให้คนมาใช้การขนส่งสาธารณะมากขึ้น

 

ในแง่การผลิต การเผาที่เกิดขึ้นทั้งหลายก็จะเชื่อมโยงมาสู่ห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเราจำเป็นต้องมีมาตรการในการไม่สนับสนุนให้เกิดการเผา และช่วยเกษตรกรให้มีทางเลือกในการที่จะไม่ก่อให้เกิดมลพิษ

 

“การแก้ปัญหาดังกล่าว ควรทำร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยวาระที่ประเทศไทย จะเป็นประธานอาเซียน ทางพรรคประชาธิปัตย์ก็จะนำเสนอว่าเรื่องนี้เป็นวาระที่ต้องมีการร่วมมือกันระหว่างประเทศ เพราะเราทราบกันดีว่า หลายครั้งฝุ่นที่เกิดขึ้น ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้านและลมพัดเข้ามา เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือแนวทางที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมไว้” อภิสิทธิ์กล่าว

 

อภิสิทธิ์เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ (16 มกราคม) จะมีการจัดแผนปฏิบัติการ 90 วัน เรื่องของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่เกิดขึ้นในแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ และวันเสาร์ (17 มกราคม) นี้ จะมีงานระดมทุน ซึ่งจะมีการพบปะกับผู้ที่ให้การสนับสนุนเรา

 

“การที่เข้ามาทางการเมือง เราก็อยากให้เป็นทุนที่เข้ามาจากพี่น้องประชาชน เป็นทุนสีขาว ซึ่งสามารถทำได้ทั้งเรื่องการซื้อบัตรและการบริจาคตามกฏหมาย รวมถึงช่วงนี้เป็นช่วงที่เริ่มมีการเสียภาษี ก็สามารถบริจาคภาษีให้กับพรรคประชาธิปไตยได้”

 

สำหรับงานระดมทุนนี้ อภิสิทธิ์ระบุว่า ไม่มีการจัดโต๊ะจีน เป็นการพบปะสมาชิกพรรคหน้าใหม่ๆ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน โดยงานจะจัดขึ้นที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ สยามสแควร์

 

อภิสิทธิ์-การดี นำผู้สมัคร สส. เดินหาเสียง สวนลุม ชูนโยบายช่วยลดฝุ่น PM2.5 1อภิสิทธิ์-การดี นำผู้สมัคร สส. เดินหาเสียง สวนลุม ชูนโยบายช่วยลดฝุ่น PM2.5 2อภิสิทธิ์-การดี นำผู้สมัคร สส. เดินหาเสียง สวนลุม ชูนโยบายช่วยลดฝุ่น PM2.5 3อภิสิทธิ์-การดี นำผู้สมัคร สส. เดินหาเสียง สวนลุม ชูนโยบายช่วยลดฝุ่น PM2.5 4อภิสิทธิ์-การดี นำผู้สมัคร สส. เดินหาเสียง สวนลุม ชูนโยบายช่วยลดฝุ่น PM2.5 5

The post อภิสิทธิ์-การดี นำผู้สมัคร สส. เดินหาเสียงสวนลุม ชูนโยบายช่วยลดฝุ่น PM2.5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bloomberg เผยบทสัมภาษณ์ยศชนัน ชี้ความท้าท้ายภาพลักษณ์หลานชายทักษิณ มั่นใจการแพทย์พาเศรษฐกิจไทยโตปีละ 5% https://thestandard.co/bloomberg-yoschanan-interview/ Sun, 11 Jan 2026 07:01:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1163881 Bloomberg เผยบทสัมภาษณ์ ยศชนัน ชี้ความท้าท้ายภาพลักษณ์หลานชายทักษิณ มั่นใจการแพทย์พาเศรษฐกิจไทยโตปีละ 5%

สำนักข่าว Bloomberg เผยแพร่บทสัมภาษณ์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ […]

The post Bloomberg เผยบทสัมภาษณ์ยศชนัน ชี้ความท้าท้ายภาพลักษณ์หลานชายทักษิณ มั่นใจการแพทย์พาเศรษฐกิจไทยโตปีละ 5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bloomberg เผยบทสัมภาษณ์ ยศชนัน ชี้ความท้าท้ายภาพลักษณ์หลานชายทักษิณ มั่นใจการแพทย์พาเศรษฐกิจไทยโตปีละ 5%

สำนักข่าว Bloomberg เผยแพร่บทสัมภาษณ์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีวัย 46 ปี ของพรรคเพื่อไทย ในวันนี้ (11 มกราคม) โดยนำเสนอวิสัยทัศน์ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และความท้าทายของเขา ทั้งในฐานะหลานชายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และการเอาชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

 

ในการให้สัมภาษณ์ซึ่งมีขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ยศชนัน กล่าวต่อ Bloomberg โดยแสดงความเชื่อมั่นว่า เขาสามารถนำพาประเทศไทยให้เติบโตทางเศรษฐกิจได้ปีละ 5% ด้วยการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ

 

“เรามีนักวิจัยมากมาย เรามีโอกาสมากมาย เพียงแค่ต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เราก็สามารถสร้างภาคส่วนใหม่ของการบริการรักษาโรคมะเร็งได้”

 

เขาเชื่อว่าอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ นั้นมีศักยภาพที่จะแซงหน้าภาคส่วนอื่นๆ และเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งในด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลกอยู่แล้ว

 

“แทนที่จะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์หรืออิเล็กทรอนิกส์ เราสามารถผลิตเครื่องมือแพทย์ ซึ่งจะสร้างรายได้สูงกว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน เราสามารถผลิตเซมิคอนดักเตอร์สำหรับ Data Center และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ AI ทางการแพทย์”

 

นอกจากนี้ ยศชนันยังแสดงความมั่นใจอย่างมาก ว่าสามารถทำให้ประเทศไทยไล่ทันประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วกว่าเป็นเท่าตัวหรือมากกว่า ได้ภายใน 4 ปี แต่ต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่สูง และปัญหาช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนที่กว้างมาก

 

โดยเขายังชูแผนเร่งด่วนในการช่วยเหลือประชาชน อาทิ

 

  • การอุดหนุนรายได้ประชาชนที่ยากจนกว่าเส้นความยากจน ให้มีรายได้ได้ถึง 36,000 บาท/ปี
  • การแก้หนี้เชิงรุก
  • การพักหนี้เกษตรกร 3 ปี และประกันกำไรผลผลิต 30%
  • ลดค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ

 

ยศชนัน แสดงความมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคเดียวที่สามารถแก้ไขปัญหา โดยมุ่งเน้นทั้งการลดภาระหนี้สินควบคู่ไปกับการลดค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และเชื่อมั่นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมคือความเชี่ยวชาญของเขา

 

Bloomberg ชี้ว่า ยศชนัน ถูกมองเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตของพรรคที่มุ่งเน้นรประชานิยม กับอนาคตที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งล้วนเป็นแนวทางที่ดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือที่ยังคงภักดีต่อทักษิณ ตลอดจนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ที่ยังคงลังเลและชื่นชอบการปฏิรูปเศรษฐกิจแบบก้าวหน้า

 

แต่ความท้าทายที่สำคัญ คือการที่ยศชนัน ต้องลบภาพลักษณ์ว่าเป็น ‘ตัวแทนของทักษิณ’

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเชื่อมั่นในความเป็นตัวของตัวเอง แต่ยศชนันก็ยอมรับกับ Bloomberg ว่า “สายสัมพันธ์ของครอบครัวจะเป็นข้อได้เปรียบหากเขาได้เป็นนายกรัฐมนตรี”

 

“ผมจะทำงานด้วยตัวเอง แต่สำหรับการดำเนินการนั้น คุณจำเป็นต้องมีผู้ที่มีประสบการณ์สูงมาช่วย และผมก็ต่อยอดความสำเร็จจากสิ่งที่ผู้มีประสบการณ์ให้คำแนะนำมา” เขากล่าว และชี้ว่าเขา “รู้จักทีมงานเก่าทั้งหมด ซึ่งสามารถช่วยสร้างความสำเร็จให้กับประเทศได้”

 

ทั้งนี้ ยศชนัน ยังมั่นใจว่า หากเขาพูดเกี่ยวกับนวัตกรรมและแนวทางในการทำงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จะทำให้ผู้คนลืมเรื่องนามสกุลของเขา

 

Bloomberg ยังชี้ว่า ยศชนันเป็นหนึ่งในผู้ที่มีโอกาสสูงที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 4 ในรอบ 3 ปี

 

โดยแม้จะประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อกลางเดือนธันวาคม แต่ความนิยมของเขาก็พุ่งสูงในโพลสำรวจหลายสำนัก เช่น สวนดุสิตโพล ที่ได้รับความนิยมถึง 22% เป็นอันดับ 2 รองจากณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชนที่ได้คะแนนนิยม 24%

 

ในขณะที่โพลที่จัดทำร่วมกันของหนังสือพิมพ์มติชน-เดลินิวส์ พบว่ายศชนัน ได้คะแนนนิยมเป็นอันดับ 1 ที่ 39.2% มากกว่า ณัฐพงษ์ ที่ได้ 38.8%

 

สำหรับความเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยอาจจะได้อันดับ 2 หรือ 3 ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง ยศชนันยืนยันว่า เขายินดีเข้าร่วมรัฐบาลผสมกับพรรคใดก็ได้ แต่รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีของเขาต้องปราศจากข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต

 

โดยหากได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในช่วง 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่ง เขาวางแผนที่จะมุ่งเน้นในการฟื้นความเชื่อมั่นการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และสนับสนุนการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน ด้วยการนำเสนอจุดเด่นของประเทศไทย ทั้งทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์และความแข็งแกร่งด้านการผลิต

 

ขณะที่ในระยะยาว เขาตั้งใจที่จะปรับปรุงและยกระดับทักษะของแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของนักลงทุนรายใหม่ ซึ่งเขาเชื่อว่าจะถูกดึงดูดมายังห่วงโซ่อุปทานที่พัฒนาแล้วของประเทศไทย

 

อ้างอิง :

The post Bloomberg เผยบทสัมภาษณ์ยศชนัน ชี้ความท้าท้ายภาพลักษณ์หลานชายทักษิณ มั่นใจการแพทย์พาเศรษฐกิจไทยโตปีละ 5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจผลกระทบวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในไทยและหลายประเทศอาเซียน https://thestandard.co/major-flood-crisis-thailand-asean/ Thu, 27 Nov 2025 13:39:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1148766

หลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน รวมถึง ไทย มาเลเซีย อินโดนีเ […]

The post สำรวจผลกระทบวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในไทยและหลายประเทศอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน รวมถึง ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ต่างเผชิญภัยพิบัติน้ำท่วมที่รุนแรง และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและ ผู้สูญหาย บ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง ถนนหนทาง และพื้นที่การเกษตรจมอยู่ใต้น้ำ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

 

โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันนี้ (27 พฤศจิกายน) พบว่าในไทย พื้นที่ประสบอุทกภัย ครอบคลุม 105 อำเภอ (รวม อ.หาดใหญ่) 708 ตำบล 5,243 หมู่บ้าน ใน 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, ตรัง, พัทลุง, สตูล, สงขลา, ปัตตานี, ยะลา และนราธิวาส และมีประชาชนได้รับผลกระทบ 1,078,617 ครัวเรือน 2,953,206 คน

 

ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) รายงานจำนวนผู้เสียชีวิตเฉพาะในจังหวัดสงขลา อยู่ที่จำนวน 85 คน และคาดว่าตัวเลขน่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก

 

ขณะที่เวียดนาม มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือสูญหายจากเหตุน้ำท่วมจำนวน 102 คน โดยพื้นที่ประสบอุทกภัย รวมถึงจังหวัด กว๋างหงาย (Quảng Ngãi), ยาลาย (Gia Lai), ดั๊กลัก (Dak Lak), ญาจาง (Nha Trang) และคั้นห์หว่า (Khánh Hòa)

 

ในมาเลเซีย พื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ได้แก่ รัฐปะลิส (Perlis), เกดะห์ (Kedah), ปีนัง (Penang), เปรัก (Perak), กลันตัน (Kelantan), ตรังกานู (Terengganu) และรัฐปะหัง (Pahang) และมีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วม 1 คน

 

ส่วนที่อินโดนีเซีย ผลกระทบน้ำท่วมบนเกาะสุมาตรา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 29 คน สูญหาย กว่า 20 คน โดยพื้นที่ประสบภัยรุนแรงที่สุดคือจังหวัดสุมาตราเหนือ (North Sumatra) นอกจากนี้ยังมีรายงานน้ำท่วมในจังหวัดสุมาตราตะวันตก (West Sumatra), อาเจะห์ (Aceh) และรีเยา (Riau)

 

 

อ้างอิง:

The post สำรวจผลกระทบวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในไทยและหลายประเทศอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
121 เสียงท้วงสันติภาพอาเซียน จี้ไทย–กัมพูชาลดตึงเครียดทันที รับมือวิกฤตชายแดน https://thestandard.co/121-urge-thailand-cambodia-tension/ Mon, 24 Nov 2025 08:49:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1146807 121 เสียงท้วง สันติภาพ อาเซียน จี้ ไทย–กัมพูชา ลดตึงเครียดทันที รับมือ วิกฤตชายแดน

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2025 นักวิชาการ สื่อมวลชน และตัวแทน […]

The post 121 เสียงท้วงสันติภาพอาเซียน จี้ไทย–กัมพูชาลดตึงเครียดทันที รับมือวิกฤตชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
121 เสียงท้วง สันติภาพ อาเซียน จี้ ไทย–กัมพูชา ลดตึงเครียดทันที รับมือ วิกฤตชายแดน

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2025 นักวิชาการ สื่อมวลชน และตัวแทนภาคประชาสังคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 121 คน ออกแถลงการณ์ปมความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา โดยแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ตามแนวชายแดนของ 2 ประเทศ ชี้คุกคามสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค รวมถึงทำให้ชุมชนตามแนวชายแดนเสี่ยงอันตราย และสั่นคลอนคุณค่าหลักของอาเซียน โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

 

แถลงการณ์ 21 พฤศจิกายน 2568 พันธกิจต่อสันติภาพ ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในประเทศไทยและกัมพูชา

 

พวกเรา นักวิชาการ ปัญญาชน ตัวแทนภาคประชาสังคม และผู้รักสันติภาพ ที่สนับสนุนความยุติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกแถลงการณ์ฉบับนี้ถึงผู้นำไทย กัมพูชา และสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เพื่อแสดงความห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความตึงเครียดล่าสุดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ไม่เพียงแต่คุกคามสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคเท่านั้น หากยังทำให้ชุมชนตามแนวชายแดนตกอยู่ในความเสี่ยงอันตราย และสั่นคลอนคุณค่าหลักของอาเซียนที่ยึดมั่นในการสนทนา ความเคารพซึ่งกันและกัน และการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี

 

เรากล่าวถ้อยคำนี้ด้วยความนอบน้อมและความแน่วแน่ ด้วยเชื่อว่าสันติภาพมิใช่เป็นเพียงการปลอดสงคราม หากแต่ต้องประกอบด้วยความยุติธรรม ความรับผิดชอบ และความกล้าหาญทางจริยธรรมในอันที่จะร่วมมือกันท่ามกลางความหวาดระแวงและความไม่ไว้วางใจที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ความขัดแย้งย่อมนำมาซึ่งความเสียหายอันใหญ่หลวง การป้องกันโศกนาฏกรรมจึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งของบรรดาผู้นำประเทศ

 

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย กัมพูชา และอาเซียน ดำเนินการอย่างทันท่วงทีร่วมกันบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยอาศัยหลักการสำคัญ 6 ประการดังนี้

 

1. การปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์อย่างเคร่งครัด

 

ปฏิญญาร่วมที่ลงนามโดยนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาและนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย หรือที่เรียกว่า “ความตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์” เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ จะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างครบถ้วน โดยปราศจากความล่าช้าและข้อยกเว้นใดๆ

 

1.1 เราขอสนับสนุนให้รัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลไทย เคารพเจตนารมณ์และตัวบทของข้อตกลง สันติภาพกัวลาลัมเปอร์อย่างเคร่งครัด โดยขอเน้นย้ำว่า บทบัญญัติทั้งหมดจะต้องได้รับการนำไปปฏิบัติอย่างเที่ยงธรรมและโปร่งใสโดยทันที ไม่ว่าจะเป็นกลไกการหยุดยิง การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม การเคลื่อนย้ายอาวุธหนักและกำลังทหารออกจากพื้นที่ และการงดเว้นจากการเผยแพร่หรือส่งเสริมข้อมูลเท็จ ข้อกล่าวหา การกล่าวโทษ รวมทั้งวาทกรรมที่ให้ร้ายต่อกันหรือสร้างความเกลียดชัง

 

1.2 ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์มิใช่ทางเลือก แต่เป็นพันธกรณีทางการเมืองที่มีผลผูกพันต่อผู้นำสูงสุดของรัฐบาล การบิดพลิ้วใด ๆ อาจสร้างความเสี่ยงให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อชุมชนตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ ตลอดจนความเชื่อมั่นในภูมิภาค และความน่าเชื่อถือของอาเซียน

 

1.3 เราขอให้ประธานอาเซียนแสดงบทบาทที่แข็งขัน เป็นกลาง และคงเส้นคงวา และเรียกร้องด้วยความเคารพให้ประธานอาเซียนและคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ปฏิบัติภารกิจของตนด้วยความเป็นมืออาชีพ ความถูกต้อง และความโปร่งใสอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ข้อผิดพลาดใด ๆ อาทิ ข้อบกพร่องในการสื่อสารและการเปิดเผยข้อมูลสำคัญของการดำเนินงานของคณะผู้สังเกตการณ์โดยไม่ระมัดระวังจะต้องไม่เกิดซ้ำอีก

 

2. จัดตั้งกลไกอิสระเพื่อการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใส

 

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลไทยร่วมกันริเริ่มสอบสวนข้อเท็จจริงในทุกกรณีอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง การตรวจสอบนี้ ควรนำโดยคณะทำงานอิสระเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดตามชายแดน

 

ทั้งนี้ รัฐบาลของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นภาคีอนุสัญญากรุงออตตาวา (ว่าด้วยการต่อต้านระเบิดสังหารบุคคล) ควรร่วมกันยื่นคำร้องต่อประธานอนุสัญญาฯ ให้จัดตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อปฏิบัติหน้าที่เชิงเทคนิคและเชิงคุณธรรมในการธำรงไว้ซึ่งความจริง สร้างหลักประกันภาระรับผิดชอบ และส่งเสริมความไว้วางใจ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 4 ของปฏิญญาร่วมฯ ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

 

3. ให้โอกาสสันติภาพได้ทำงานตามบรรทัดฐานระหว่างประเทศและภูมิภาคอย่างเต็มที่

 

เราเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในเจตนารมณ์และตัวบทของกฎบัตรสหประชาชาติ กฎบัตรอาเซียน และ สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation หรือ TAC) ที่ระบุว่าความขัดแย้งใด ๆ ที่มีแนวโน้มจะคุกคามสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศและความมั่นคงในภูมิภาค จะต้องได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจา การตรวจสอบ การไกล่เกลี่ย การประนีประนอม กระบวนการอนุญาโตตุลาการ กลไกทางตุลาการ หรือวิธีการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีอื่นๆ

 

เราเน้นย้ำเป็นพิเศษถึงความจำเป็นที่จะต้องยึดมั่นในมาตรา 33 ของกฎบัตรสหประชาชาติ
และมาตรา 22 ของกฎบัตรอาเซียน รวมถึงวัตถุประสงค์ทั้งหมดของ TAC ทั้งนี้ เราสนับสนุนให้ผู้นำทั้งสองประเทศพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมาธิการระดับสูง (High Council) ตามที่ระบุไว้ใน มาตรา 14 และ 15 ของ TAC เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการแก้ไขความขัดแย้งนี้

 

แม้ว่าการใช้กำลังทหารในการป้องกันตนเองจะมีความชอบธรรมตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ แต่ควรถือเป็นทางเลือกสุดท้าย ทุกฝ่ายต้องตระหนักอยู่เสมอว่าเป้าหมายหลักประการหนึ่งของกฎบัตรสหประชาชาติ คือ การป้องปรามการใช้กำลังทางทหารแต่ฝ่ายเดียวในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

 

4. ปกป้องสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

 

สิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดตามแนวชายแดนจะต้องได้รับการปกป้อง ชุมชนที่ได้รับผลกระทบควรได้รับการสนับสนุนให้มีส่วนร่วมในการเจรจาในทุกระดับ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับภูมิภาค ทั้งนี้ การประเมินความต้องการ การปรึกษาหารือ และการชดเชย

 

ความเสียหายที่เป็นธรรมจะต้องเป็นแนวทางสำหรับการฟื้นฟูเยียวยา เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีเสียงใดถูกละเลยในการกำหนดแนวทางดำเนินการเพื่อสร้างสันติภาพ

 

5. ส่งเสริมการทูตภาคประชาชนและต่อต้านวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง

 

เราขอเรียกร้องให้เปิดพื้นที่สำหรับการพุดคุยของทุกฝ่าย เพื่อให้นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ผู้กำหนดนโยบาย สื่อมวลชน ภาคธุรกิจ และชุมชนที่ได้รับผลกระทบเข้ามามีส่วนร่วม ในการเสริมสร้างความไว้วางใจ การปรองดอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในระยะยาว

 

ในขณะเดียวกัน ตัวแสดงที่มิใช่รัฐและผู้มีอิทธิพลในสื่อสังคมออนไลน์และสื่อกระแสหลัก (influencers) จะต้องปฏิบัติตนด้วยมาตรฐานระดับสูง และแสดงถึงความรับผิดชอบ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการเผยแพร่ความเกลียดชัง การลดทอนความเป็นมนุษย์ หรือข้อมูล
อันเป็นเท็จที่จะสร้างความเสียหายเพิ่มเติมต่อสันติภาพและธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตยที่มีความเปราะบางเป็นทุนเดิม โดยการดำเนินการทั้งหมดนี้จักต้องตั้งอยู่บนหลักการที่ว่าเสรีภาพในการแสดงออกต้องได้รับการคุ้มครองเช่นกัน

 

6. เปลี่ยนวาทกรรมความขัดแย้งด้วยการศึกษา

 

เพื่อทำลายวงจรความขัดแย้งที่มีพื้นฐานมาจากความขุ่นเคืองในอดีตจากประวัติศาสตร์บาดแผล เราขอเรียกร้องให้มีการทบทวนและประเมินแบบเรียนและตำราประวัติศาสตร์ รวมถึงสื่อการเรียนรู้ ทั้งในประเทศไทยและกัมพูชาอย่างละเอียดรอบคอบ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกัน ลดอคติ และช่วยให้คนรุ่นใหม่มองเพื่อนบ้านในฐานะหุ้นส่วนแห่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง

 

เราต้องยอมรับว่าเรายืนอยู่บนทางแพร่งระหว่างการเป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพและความขัดแย้ง เราขอเรียกร้องให้เหล่าผู้นำทั้งหลายก้าวข้ามวาทกรรมชาตินิยมและความเป็นปฏิปักษ์ทางประวัติศาสตร์ ณ ห้วงเวลานี้ คือ ห้วงเวลาที่จะต้องตระหนักว่า เราล้วนแล้วแต่มีหน้าที่ร่วมกันในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

 

เรา ผู้มีรายนามดังต่อไปนี้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลของทั้งสองประเทศดำเนินการด้วยความกล้าหาญทางจริยธรรมและยึดมั่นในความร่วมมือระหว่างกัน และเรียกร้องให้อาเซียนแสดงบทบาทนำอย่างสุจริต และแน่วแน่

 

เรา ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมยืนหยัดสนับสนุนความริเริ่มใดๆ ในการสร้างสันติภาพที่เป็นธรรมและยั่งยืน

The post 121 เสียงท้วงสันติภาพอาเซียน จี้ไทย–กัมพูชาลดตึงเครียดทันที รับมือวิกฤตชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป! การเติบโต GDP อาเซียน ไตรมาส 3 ปี 2025 ‘ไทย’ ยังรั้งท้ายภูมิภาค https://thestandard.co/thailand-lags-asean-gdp-2025/ Mon, 17 Nov 2025 07:45:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1144113 สรุป การเติบโต GDP อาเซียน ไตรมาส 3 ปี 2025 **‘ไทย’** ยังรั้งท้ายภูมิภาค

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ […]

The post สรุป! การเติบโต GDP อาเซียน ไตรมาส 3 ปี 2025 ‘ไทย’ ยังรั้งท้ายภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป การเติบโต GDP อาเซียน ไตรมาส 3 ปี 2025 **‘ไทย’** ยังรั้งท้ายภูมิภาค

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ รายงานว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ขยายตัว 1.2% YoY แต่ลดลงจากไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 0.6% QoQ ทำให้ภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4% จากปีก่อนหน้า

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเติบโตของ GDP ไตรมาสล่าสุดของไทยยังต่ำที่สุดในอาเซียน ขณะที่เศรษฐกิจเวียดนามยังขยายตัวเป็นอันดับต้นของอาเซียน ดังนี้

 

  • เวียดนาม 7.5%
  • ฟิลิปปินส์ 5.4%
  • อินโดนีเซีย 5.0%
  • มาเลเซีย 4.4%
  • สิงคโปร์ 4.3%
  • ไทย 3.0%

 

โดยมีปัจจัยหนุนเศรษฐกิจไทยในไตรมาสล่าสุดมาจากอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ที่ขยายตัว 2.6% การส่งออกสินค้าและบริการที่ขยายตัว 6.9% (โดยเฉพาะการส่งออกสินค้า ที่ขยายตัว 10.8%) ขณะที่การลงทุนขยายตัว ‘ต่ำ’ เพียง 1.1% เท่านั้น แม้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 4.2% แต่การลงทุนภาครัฐที่ติดลบ 5.3% ลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส

 

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 สภาพัฒน์ คาดว่า GDP จะขยายตัว 2.0% YoY (ใกล้เคียงกับค่ากลางของประมาณการเมื่อเดือนสิงหาคม) ชะลอลงจากการขยายตัว 2.5% ในปี 2567 สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2569 สภาพัฒน์ คาดว่า GDP จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.2-2.2% (ค่ากลางการประมาณการ 1.7%)

 

สรุป การเติบโต GDP อาเซียน ไตรมาส 3 ปี 2025 **‘ไทย’** ยังรั้งท้ายภูมิภาค 1

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post สรุป! การเติบโต GDP อาเซียน ไตรมาส 3 ปี 2025 ‘ไทย’ ยังรั้งท้ายภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนาคตประเทศไทยท่ามกลางพายุ AI ซิกเว่ เบรกเก้ ชวนมองวิธีเป็นผู้นำดิจิทัลในอาเซียน https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-22/ Fri, 07 Nov 2025 09:20:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1140748 อนาคตประเทศไทยท่ามกลางพายุ AI ซิกเว เบรเก ชวนมองวิธีเป็นผู้นำดิจิทัลในอาเซียน

ซิกเว่ เบรกเก้ (Sigve Brekke) ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บ […]

The post อนาคตประเทศไทยท่ามกลางพายุ AI ซิกเว่ เบรกเก้ ชวนมองวิธีเป็นผู้นำดิจิทัลในอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนาคตประเทศไทยท่ามกลางพายุ AI ซิกเว เบรเก ชวนมองวิธีเป็นผู้นำดิจิทัลในอาเซียน

ซิกเว่ เบรกเก้ (Sigve Brekke) ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มองยุทธศาสตร์ยกระดับไทยสู่การเป็นผู้นำดิจิทัลแห่งอาเซียน ท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ บนเวที Thailand’s Digital Surge: The Blueprint for Seizing ASEAN’s Digital Crown เปิดยุทธศาสตร์ไทย ปักธงผู้นำดิจิทัลของอาเซียน ใน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2568 

 

เบรกเก้เปิดประเด็นให้เห็นว่า ขณะนี้โลกกำลังเห็นปรากฏการณ์ ‘พายุดิจิทัล’ (Digital Strom) ซึ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นผลกระทบของการใช้ AI ทั้งหมด โดยหลังจากนี้ โลกควรคิดถึงอิทธิพลของเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลให้มากขึ้นมาก เพราะ AI จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น วิธีการผลิตสินค้า ซื้อ หรือบริการ

 

สำหรับคำตอบที่ว่า ไทยพร้อมกับการรับมือพายุแห่งดิจิทัลขนาดไหน เบรกเก้ฉายภาพให้เห็นสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย 3 ข้อ ดังต่อไปนี้

 

  • การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน อ้างอิงข้อมูลจาก IMD ไทยมีความเร็วอินเทอร์เน็ตอันดับ 8 ของโลก และมีผู้บริโภคชาวไทยราว 94% ที่ใช้สัญญาณเน็ต 5G ขณะที่อีก 99% ใช้สัญญาณเน็ต 4G ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานดี หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไทยกำลังจะแซงหน้ามาเลเซียเรื่องการพัฒนา Data Center นั่นหมายความว่า โอกาสด้านการเงินจะเข้ามาในประเทศ

 

  • การพัฒนา E-Commerce ประเทศไทยมีอัตราเติบโตกับธุรกิจ E-Commerce ราว 19% นับเป็นตัวเลขที่มากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน 2 เท่า ยกเว้นสิงคโปร์และอินโดนีเซีย

 

  • การปรับใช้ AI ในชีวิตประจำวัน (AI Adaptation) เบรกเก้ระบุว่า สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจ คือ คนไทยนำ AI มาใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิด ซึ่งผลสำรวจเผยว่า มีประชากร 75% จาก 70 ล้านคน เคยใช้ AI โดยหนึ่งในนั้นคือชาวนาในต่างจังหวัดหรือชนบท

 

เหล่านี้จึงมีความหมายว่า สกิลการใช้ AI ของคนไทยเติบโตขึ้นถึง 4 เท่า นับว่ามากที่สุดในเอเชีย และรวดเร็วกว่าภูมิภาคอื่นๆ แต่ปัญหาสำคัญที่เขาอยากตั้งคำถาม คือ สังคมจะนำ AI ไปปรับใช้ในภาคธุรกิจได้อย่างไร เพราะในปัจจุบัน AI กำลังเข้ามามีบทบาทในภาคธุรกิจเกือบทุกภาคส่วน ขณะที่ประเทศไทยยังเผชิญความล้าหลังจากสภาวะดังกล่าวอยู่

 

ทั้งนี้ เบรกเก้มองต้นตอของปัญหาดังกล่าวถึง 3 สาเหตุ ได้แก่ นโยบายของรัฐที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา AI, คุณภาพและการพัฒนาคน และการขาดแคลนศูนย์วิจัยหรือพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ

 

ประธานผู้บริหารกลุ่ม ทรู คอร์ปอเรชั่น มองว่า การแก้ไขปัญหาต้องเริ่มที่นโยบายของรัฐต้องล้อไปกับต้นตอ โดยสรุปได้ 5 ประเด็นดังต่อไปนี้

 

1. รัฐต้องรับผิดชอบ ทำให้ประชาชนเข้าถึง AI อย่างเท่าเทียม เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างพลเมือง

 

2. รัฐทำให้ AI มีจริยธรรม หรือไม่ทำลายชีวิตคน เช่น ทำให้ประชาชนได้รับการปกป้องข้อมูลจากการหลอกลวงทางออนไลน์

 

3. รัฐสร้างโอกาสสำหรับผู้ประกอบการ ทำอย่างไรให้การลงทุนง่าย และดึงดูดทั้งคนไทยกับคนต่างชาติ ซึ่งจากข้อมูลพบว่า คนไทย 75% เคยใช้ AI แต่ทำอย่างไรให้พลเมืองสามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางการทำงาน

 

4. สร้างแนวคิดว่า AI ต้องทำงานร่วมกับคนได้ เช่น เป็นผู้ช่วย ขณะที่ก็ต้องพัฒนาโมเดล AI ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย เช่น เข้าใจภาษา บริบท หรือสังคมไทย

 

5. รัฐต้องร่วมมือกับภาคธุรกิจ เช่น ช่วยผู้เล่นหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยี ในตลาดมาพูดคุยวิธีการทำงานร่วมกัน

 

“หากคุณสามารถจัดการกับ 3 ประเด็นดังกล่าว ด้วยคำแนะนำบางส่วน ผมคิดว่าเรามีโอกาส เพราะไทยมีพื้นฐานที่ดี มีแพลตฟอร์ม และมีประชากรที่มั่นคง หากแต่เราจำเป็นต้องเพิ่มบางสิ่งเข้าไปอีก” เบรกเก้ทิ้งท้าย

 

The post อนาคตประเทศไทยท่ามกลางพายุ AI ซิกเว่ เบรกเก้ ชวนมองวิธีเป็นผู้นำดิจิทัลในอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงเวลาเชียร์ให้สุดเสียง! เพื่อชัยชนะของนักกีฬาไทย ในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 https://thestandard.co/sawasdee-sea-games-2025/ Tue, 04 Nov 2025 13:40:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1139755 ถึงเวลาเชียร์ให้สุดเสียง เพื่อชัยชนะของนักกีฬาไทย ใน ซีเกมส์ ครั้งที่ 33

🇹🇭 ถึงเวลาเชียร์ให้สุดเสียง! เพื่อชัยชนะของนักกีฬาไทย! […]

The post ถึงเวลาเชียร์ให้สุดเสียง! เพื่อชัยชนะของนักกีฬาไทย ในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงเวลาเชียร์ให้สุดเสียง เพื่อชัยชนะของนักกีฬาไทย ใน ซีเกมส์ ครั้งที่ 33

🇹🇭 ถึงเวลาเชียร์ให้สุดเสียง! เพื่อชัยชนะของนักกีฬาไทย!

 

อีกครั้งกับมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งภูมิภาคอาเซียน “ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ไทยแลนด์ 2025”

 

ร่วมส่งแรงใจเชียร์นักกีฬาฮีโร่ชาวไทย ในการชิงชัยเหรียญทองสุดเร้าใจจากหลากหลายชนิดกีฬา เพราะครั้งนี้ประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลัก 3 จังหวัด กรุงเทพฯ, ชลบุรี และสงขลา

 

โดยการแข่งขันจะเริ่มตั้งแต่ 9-20 ธันวาคมนี้ เตรียมระเบิดพลังเชียร์ให้สุดเสียง ร่วมส่งแรงใจให้ทัพนักกีฬาทีมชาติไทย สู้สุดใจใน “บ้านของเรา” 💪🇹🇭

 

ครั้งนี้… เราคือเจ้าภาพ มาร่วมสร้าง “ความทรงจำครั้งใหม่” ไปด้วยกัน ❤

 

ถึงเวลาเชียร์ให้สุดเสียง เพื่อชัยชนะของนักกีฬาไทย ใน ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 1
ถึงเวลาเชียร์ให้สุดเสียง เพื่อชัยชนะของนักกีฬาไทย ใน ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 2
ถึงเวลาเชียร์ให้สุดเสียง เพื่อชัยชนะของนักกีฬาไทย ใน ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 3
ถึงเวลาเชียร์ให้สุดเสียง เพื่อชัยชนะของนักกีฬาไทย ใน ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 4
ถึงเวลาเชียร์ให้สุดเสียง เพื่อชัยชนะของนักกีฬาไทย ใน ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 5
ถึงเวลาเชียร์ให้สุดเสียง เพื่อชัยชนะของนักกีฬาไทย ใน ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 6
ถึงเวลาเชียร์ให้สุดเสียง เพื่อชัยชนะของนักกีฬาไทย ใน ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 7

The post ถึงเวลาเชียร์ให้สุดเสียง! เพื่อชัยชนะของนักกีฬาไทย ในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สีหศักดิ์’ เผยความประทับใจประชุมสุดยอดอาเซียน ยินดี ไทย-กัมพูชา เดินหน้าไปสู่สันติภาพ ย้ำ MOU แรร์เอิร์ธ ไม่มีผลผูกมัด https://thestandard.co/sihasak-rare-earth-mou-not-binding/ Tue, 28 Oct 2025 08:29:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1136543 ‘สีหศักดิ์’ เผยความประทับใจประชุมสุดยอดอาเซียน ยินดี ไทย-กัมพูชา เดินหน้าไปสู่สันติภาพ ย้ำ MOU แรร์เอิร์ธ ไม่มีผลผูกมัด

วันนี้ (28 ตุลาคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการ […]

The post ‘สีหศักดิ์’ เผยความประทับใจประชุมสุดยอดอาเซียน ยินดี ไทย-กัมพูชา เดินหน้าไปสู่สันติภาพ ย้ำ MOU แรร์เอิร์ธ ไม่มีผลผูกมัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สีหศักดิ์’ เผยความประทับใจประชุมสุดยอดอาเซียน ยินดี ไทย-กัมพูชา เดินหน้าไปสู่สันติภาพ ย้ำ MOU แรร์เอิร์ธ ไม่มีผลผูกมัด

วันนี้ (28 ตุลาคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เผยทุกชาติแสดงความเสียใจต่อสมเด็จพระพันปีหลวง พร้อมกับแสดงความยินดีที่ไทย-กัมพูชา เดินหน้าไปสู่สันติภาพ และย้ำ MOU แรร์เอิร์ธ ไม่มีผลผูกมัด พร้อมรับฟังจากผู้เชี่ยวชาญและคำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม

 

สีหศักดิ์เปิดเผยว่า สำหรับตน การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ที่กำลังจะจบลง มีเรื่องที่ทำให้จดจำ คือการสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งทุกประเทศต่างออกมาแสดงความเสียใจ ไว้อาลัย และชื่นชมบทบาทของพระองค์ท่าน

 

รมว. กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า สิ่งที่ทำให้รู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ คือ การจัดพิธีลงนามคำประกาศระหว่างไทยและกัมพูชา โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา เป็นผู้ดำเนินรายการเอง ซึ่งใช้เวลา 2-3 นาที กล่าวถึงพระองค์ท่านด้วยความประทับใจ

 

อีกหนึ่งในความประทับใจสำคัญสำหรับสีหศักดิ์ คือ การลงนามในคำประกาศระหว่างไทยและกัมพูชา เพราะในช่วงที่ตนมารับตำแหน่ง รมว. ความสัมพันธ์สองประเทศอยู่ในจุดตกต่ำที่สุด แต่ก็มีความพยายามแก้ไขปัญหา ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ ก็มาประสานงานมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน นำไปสู่การลงนามในคำประกาศร่วมกัน เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 68 และในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ทุกคนต่างชื่นชมว่าทั้งสองประเทศเดินไปสู่สันติภาพ

 

“แต่แน่นอนเราต้องกล่าวกับทุกคนว่า เป็นจุดเริ่มต้น ยังมีสิ่งที่เราปฏิบัติในเอกสารที่ลงนาม แต่เรามีความมุ่งมั่นเดินหน้าไปสู่สันติภาพและฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน ทุกคนดีใจ โดยเฉพาะอาเซียน

 

“เพราะที่ผ่านมา ปัญหาไทยและกัมพูชาส่งผลกับความร่วมมือกับอาเซียน ซึ่งช่วงนี้เราเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ระหว่างประเทศ จำเป็นที่อาเซียนต้องทำให้อาเซียนแข็งแกร่งขึ้น ถ้าไทยและกัมพูชา มีความสัมพันธ์ที่ดี ทำให้อาเซียนมีความแข็งแกร่งขึ้นในช่วงที่เราเผชิญความท้าทายระหว่างประเทศ”

 

สีหศักดิ์ยังเปิดเผยด้วยว่า มีเรื่องที่ไม่ได้คาดว่าสำคัญ แต่ด้วยเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้ได้รับความสนใจมาก โดยเฉพาะเหตุการณ์ชาวเกาหลีใต้เสียชีวิต ซึ่งเกี่ยวข้องกับสแกม อาชญากรรมข้ามชาติ จึงเป็นโอกาสที่ไทยได้กล่าวถึง และประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นชายแดนเมียนมาและกัมพูชาก็มีปัญหา

 

นอกจากนี้ ไทยได้เสนอจัดการประชุมระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพอันดับแรก และกระทรวงการต่างประเทศก็จะไปดำเนินการต่อ

 

ขณะเดียวกัน สีหศักดิ์ยังระบุว่า อีกเรื่องที่สำคัญคือการเตรียมการไปสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ การไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว โดยอาเซียนและประเทศคู่เจรจา ต้องร่วมมือกันมากขึ้น

 

รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ตั้งข้อสังเกตถึงการหารือต่อสถานการณ์ในเมียนมาว่า ทุกปีในการประชุมอาเซียนจะพูดมากกว่านี้ ส่วนตัวจึงคิดว่าน่าจะพูดมากกว่านี้ เพราะอีกไม่กี่เดือนจะมีการเลือกตั้งในเมียนมา ทำให้ไทยเจอความท้าทาย ชาติตะวันตกคงไม่ยอมรับ แต่อาเซียนต้องคิดให้ดี เพราะยอมรับก็ไม่ได้ ปฏิเสธก็ไม่ได้ เพราะเขาเดินหน้า เราต้องเรียกร้องต่อไปให้รัฐบาลทหารเปิดให้เจรจากับกลุ่มต่างๆ

 

“ที่ผ่านมาเรื่องสถานการณ์ในเมียนมา พูดกันเยอะ แต่คราวนี้พูดน้อยกว่าที่ผ่านมา ไทยได้ยืนยันตามเดิม ซึ่งทุกคนพูดถึง แต่ไม่แน่ใจว่าท่าทีจะเป็นอย่างไร เพราะเมียนมาจะจัดการเลือกตั้งในสิ้นปีนี้ ต้องมาดูว่าสถานการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร อาเซียน ก็ต้องทบทวนหลังการเลือกตั้งไป

 

“ไทย จุดยืนปัญหาเมียนมาสลับซับซ้อน มีหลายมิติ ทั้งมิติประชาธิปไตย ชนกลุ่มน้อย บทบาททหาร การเลือกตั้งไม่ได้หารือการพูดคุย ถ้าเขาจะจัดการเลือกตั้ง ดำเนินการต่างๆ ไม่ได้ยุติด้วยการเลือกตั้งอย่างเดียว แต่เป็นการพูดคุยหารือต่อไป”

 

สีหศักดิ์ยังเปิดเผยถึงการลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศไทย (Joint Statement on a Framework for a United States-Thailand Agreement on Reciprocal Trade) โดยยอมรับว่า หลังจากนี้ไทยต้องคุยกับรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่องการพัฒนาทรัพยากรแรร์เอิร์ธว่า ประเทศไทยมีมากน้อยแค่ไหน สหรัฐฯ จะทำยังไง หากต่อไปประเทศไทยจะมีโครงการร่วมลงทุน

 

สีหศักดิ์ยังเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาศึกษาว่า ไทยจะพัฒนาได้อย่างไร ทรัพยากรมีมากน้อยแค่ไหน แล้วจะสามารถพัฒนาสู่ห่วงโซ่อุปทาน ทำได้อย่างไรบ้าง หรือมีโครงการที่ทำให้แล้วเกิดประโยชน์หรือไม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ

 

สำหรับกรณีข่าวเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐฉานของเมียนมา ส่งผลกระทบกับประชาชนในภาคเหนือของไทย สีหศักดิ์ย้ำว่า การทำอะไรเราต้องมีมาตรการ ไม่สามารถกระทำโดยไม่ระมัดระวัง โดยเฉพาะสารมลพิษ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ

 

ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ

The post ‘สีหศักดิ์’ เผยความประทับใจประชุมสุดยอดอาเซียน ยินดี ไทย-กัมพูชา เดินหน้าไปสู่สันติภาพ ย้ำ MOU แรร์เอิร์ธ ไม่มีผลผูกมัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องภารกิจผู้สังเกตการณ์ 8 ชาติอาเซียน พิสูจน์เหตุปะทะ ณ ชายแดนไทย-กัมพูชา https://thestandard.co/asean-observer-thailand-cambodia-clash/ Mon, 18 Aug 2025 13:24:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1108602 ผู้สังเกตการณ์อาเซียน ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (18 สิงหาคม) กองบัญชาการกองทัพไทย โดยกรมข่าวทหาร […]

The post ส่องภารกิจผู้สังเกตการณ์ 8 ชาติอาเซียน พิสูจน์เหตุปะทะ ณ ชายแดนไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้สังเกตการณ์อาเซียน ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (18 สิงหาคม) กองบัญชาการกองทัพไทย โดยกรมข่าวทหาร จัดให้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) จาก 8 ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม รวมทั้งสิ้น 14 นาย 

 

โดยมีผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทยเป็นหัวหน้าคณะ เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกองกำลังสุรนารี (กองทัพภาคที่ 2) ระหว่างวันที่ 18–20 สิงหาคม 2568

 

การปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ เริ่มต้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุมศรีจันทราพันธุ์ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ มณฑลทหารบกที่ 22 จังหวัดอุบลราชธานี คณะผู้สังเกตการณ์ได้รับฟังข้อมูลและข้อเท็จจริงจากกองทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา ตามบันทึกผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา ตลอดจนการขัดขวางการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ

 

ในวันที่ 19–20 สิงหาคม 2568 คณะผู้สังเกตการณ์ IOT มีกำหนดตรวจเยี่ยมพื้นที่สำคัญตามแนวชายแดน ได้แก่

 

  1. พื้นที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เพื่อตรวจสอบกรณีการรุกเข้ามาตัดลวดหนามของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการทำลายความไว้วางใจและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

 

  1. ผามออีแดง จ.ศรีสะเกษ จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สามารถมองเห็นพื้นที่พิพาท (พระวิหาร–ช่องตาเฒ่า–สัตตาโสม) เพื่อให้เข้าใจภาพรวมสถานการณ์

 

  1. ฐานกฤษณา (ภูมะเขือ) ตรวจสอบกรณีการวางทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ที่เพิ่งถูกวางใหม่ จนทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บเมื่อ 9 สิงหาคม 2568

 

  1. ฐานปราบศึก เพื่อตรวจเยี่ยมและรับชมหลักฐานทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่ตรวจยึดได้จากกองกำลังฝ่ายกัมพูชา

 

  1. สถานที่ควบคุมเชลยศึก เพื่อยืนยันว่าการปฏิบัติของไทยเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากลและอนุสัญญาเจนีวา ทั้งด้านอาหาร การแพทย์ และการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน

 

  1. โรงพยาบาลพนมดงรัก เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.สุรินทร์ ตรวจสอบผลกระทบจากการโจมตีด้วยจรวด BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมสากลอย่างชัดเจน เนื่องจากโจมตีต่อพลเรือนและสถานพยาบาล

 

  1. ช่องจุ๊ปตะโมก ตรวจสอบเหตุการณ์ทหารพรานไทยเหยียบกับระเบิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ภายหลังการหยุดยิง ตอกย้ำว่าฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง

 

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คณะผู้สังเกตการณ์จากนานาชาติได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และตรงไปตรงมาในพื้นที่จริง อีกทั้งเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงชายแดนและประชาชนผู้บริสุทธิ์

 

กองทัพไทยขอยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการรักษาข้อตกลงหยุดยิง การปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมสากล และการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี แต่จะไม่ยอมให้มีการละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนและความปลอดภัยของประชาชนไทยโดยเด็ดขาด

 

The post ส่องภารกิจผู้สังเกตการณ์ 8 ชาติอาเซียน พิสูจน์เหตุปะทะ ณ ชายแดนไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พวงเพ็ชร’ เผยที่ประชุมรัฐมนตรีสารนิเทศอาเซียน สนับสนุน ‘ปฏิญญาดานัง’ หวังสื่อช่วยขับเคลื่อนพลเมืองอาเซียนมีภูมิรู้-รู้เท่าทันข่าวปลอม https://thestandard.co/phuangphet-chunlaead-22092023/ Fri, 22 Sep 2023 10:06:31 +0000 https://thestandard.co/?p=844811

วันนี้ (22 กันยายน) ณ นครดานัง ประเทศเวียดนาม พวงเพ็ชร […]

The post ‘พวงเพ็ชร’ เผยที่ประชุมรัฐมนตรีสารนิเทศอาเซียน สนับสนุน ‘ปฏิญญาดานัง’ หวังสื่อช่วยขับเคลื่อนพลเมืองอาเซียนมีภูมิรู้-รู้เท่าทันข่าวปลอม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 กันยายน) ณ นครดานัง ประเทศเวียดนาม พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะผู้แทนไทยในฐานะประธานการประชุมรัฐมนตรีสารนิเทศอาเซียน ครั้งที่ 16 ได้ส่งมอบตำแหน่งประธานให้กับเวียดนาม ประเทศเจ้าภาพคือ เหงียน ทันห์ ลัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารนิเทศและการสื่อสารเวียดนาม 

 

พวงเพ็ชรกล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้เกิดการหลั่งไหลของข้อมูลข่าวสารจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์สร้างและกำหนดรูปแบบเนื้อหาดิจิทัล ซึ่งมีทั้งโอกาสและความท้าทาย ประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาประชาคมอาเซียนด้วยแนวคิด 3 I (สามไอ) เพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ได้แก่ 

 

  1. Informative หรือการให้ข้อมูลความรู้ที่เป็นประโยชน์ 
  2. Intelligent หรือการพัฒนาคนให้มีความฉลาดเท่าทันในการใช้สื่อ 
  3. Inclusive หรือการส่งเสริม ให้ข้อมูลข่าวสารเข้าถึงทุกคนทุกกลุ่ม เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อให้มากขึ้น 

 

ที่ประชุมรัฐมนตรีสารนิเทศอาเซียนครั้งนี้ได้สนับสนุนปฏิญญาดานัง เรื่องสื่อ จากข้อมูลสู่ความรู้สำหรับอาเซียนที่มีความยืดหยุ่นและตอบสนอง มีเป้าหมายให้สื่อมีบทบาทในการขับเคลื่อนให้พลเมืองอาเซียนมีภูมิรู้ มีความรู้เท่าทัน ทำให้ประชาชนรู้จักคิด วิเคราะห์ และแยกแยะว่าข้อมูลนั้นจริงหรือเท็จ

 

ทั้งนี้ เหงียน ทันห์ ลัม ได้กล่าวชื่นชมรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของไทย ว่าเป็นรัฐมนตรีหญิงแกร่งหนึ่งเดียวในการประชุมครั้งนี้ และเชื่อว่าประเทศสมาชิกจะร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดในการสร้างอาเซียนที่มีความยืดหยุ่น ปรับตัว และพร้อมตอบสนองต่อความต้องการในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนให้มากที่สุด

The post ‘พวงเพ็ชร’ เผยที่ประชุมรัฐมนตรีสารนิเทศอาเซียน สนับสนุน ‘ปฏิญญาดานัง’ หวังสื่อช่วยขับเคลื่อนพลเมืองอาเซียนมีภูมิรู้-รู้เท่าทันข่าวปลอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำอาเซียนออกแถลงการณ์เรียกร้องยุติความรุนแรงในเมียนมา เปิดทางเจรจาสันติภาพ https://thestandard.co/asean-leaders-urge-end-myanmar-violence/ Wed, 10 May 2023 11:24:08 +0000 https://thestandard.co/?p=788059

ผู้นำอาเซียนออกแถลงการณ์ร่วมภายหลังการประชุมสุดยอดครั้ง […]

The post ผู้นำอาเซียนออกแถลงการณ์เรียกร้องยุติความรุนแรงในเมียนมา เปิดทางเจรจาสันติภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้นำอาเซียนออกแถลงการณ์ร่วมภายหลังการประชุมสุดยอดครั้งที่ 42 ที่เมืองลาบวน บาโจ (Labuan Bajo) ของอินโดนีเซีย ในวันนี้ (10 พฤษภาคม) โดยเรียกร้องให้ยุติสถานการณ์ความรุนแรงในเมียนมา พร้อมเปิดทางสำหรับการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และมีการเจรจาระดับชาติที่ครอบคลุมเพื่อยุติปัญหา

 

“เรากังวลอย่างมากกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเมียนมา และเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงและการใช้กำลังทุกรูปแบบในทันที” แถลงการณ์ระบุ พร้อมเรียกร้องให้มี “สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างปลอดภัยและทันท่วงที”

 

การประชุมอาเซียนครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สู้รบในเมียนมาที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยกองทัพเมียนมาเพิ่มการโจมตีทั้งทางบกและทางอากาศต่อกองกำลังฝ่ายต่อต้านและกองกำลังชนกลุ่มน้อย

 

นอกจากนี้แถลงการณ์ของผู้นำอาเซียน ยังประณามการก่อเหตุโจมตีขบวนรถของกลุ่มนักการทูตอาเซียนและเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นในรัฐฉานเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่าผู้ที่ก่อเหตุต้องรับผิดชอบ

 

ทั้งนี้ ประเด็นสถานการณ์ในเมียนมาถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุมผู้นำอาเซียนครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกของปีและจะสิ้นสุดในวันพรุ่งนี้ (11 พฤษภาคม) โดยประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียนคนปัจจุบัน ยังเรียกร้องให้ชาติสมาชิกอาเซียนร่วมมือกันเพื่อรับมือกับความท้าทายในภูมิภาค

 

อย่างไรก็ตาม อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้กล่าวนอกรอบการประชุมผู้นำ โดยระบุว่า “มาเลเซียรู้สึกผิดหวังที่ยังคงขาดความคืบหน้าในการดำเนินการอย่างมีความหมายและแท้จริงตามแผนสันติภาพ 5PC (ฉันทามติ 5 ประการ เพื่อยุติความขัดแย้งในเมียนมา)”

 

ภาพ: BAY ISMOYO / POOL / AFP

อ้างอิง:

The post ผู้นำอาเซียนออกแถลงการณ์เรียกร้องยุติความรุนแรงในเมียนมา เปิดทางเจรจาสันติภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม้รอดพ้นผลกระทบวิกฤตแบงก์ล่มได้ แต่ธนาคารในอาเซียนกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสินเชื่อ และปัญหารายได้จากดอกเบี้ยที่ลดลงแทน https://thestandard.co/banks-in-asean-are-facing-credit-risk/ Fri, 05 May 2023 10:30:19 +0000 https://thestandard.co/?p=785602 ธนาคารในอาเซียน

แม้ว่าธนาคารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ยัง […]

The post แม้รอดพ้นผลกระทบวิกฤตแบงก์ล่มได้ แต่ธนาคารในอาเซียนกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสินเชื่อ และปัญหารายได้จากดอกเบี้ยที่ลดลงแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารในอาเซียน

แม้ว่าธนาคารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ยังไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตในภาคธนาคารฝั่งตะวันตก อย่างไรก็ตาม ธนาคารหลายแห่งในอาเซียนกลับกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านสินเชื่อ และส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยรับ-จ่ายสุทธิ (NIM) ที่จ่อลดลง ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน 

 

ขณะที่ธนาคารหลายแห่งในสหรัฐฯ และยุโรป กำลังประสบปัญหาการไหลออกของเงินฝาก หรือราคาหุ้นตกต่ำ หลังจากธนาคารกลางเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อสกัดการเพิ่มขึ้นอัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ บรรดาธนาคารในอาเซียนยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่ากำลังประสบปัญหาในลักษณะเดียวกันกับธนาคารฝั่งตะวันตก

 

กระนั้น ในรายงานของหน่วยวิจัยของ HSBC เมื่อเดือนที่แล้ว ยังระบุถึง ‘ช่องโหว่ความเปราะบาง’ ภายในภาคธนาคารในอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ

 

ตัวอย่างเช่น ในประเทศไทย คาดว่าจะเห็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) พุ่งขึ้นสู่ระดับวิกฤตการเงินโลก (Global Financial Crisis-Levels) ควบคู่ไปกับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น

 

โดยรายงานยังระบุว่า ธนาคารในฟิลิปปินส์ NPL โดยรวมยังคงสูงที่สุดในบรรดาธนาคารในอาเซียน ขณะที่ธนาคารเวียดนามยังคงมีความล่าช้าในแง่ของการปฏิรูปภาคธนาคารอยู่

 

สิงคโปร์เตรียมเผชิญปัญหาส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ทรุด!

ขณะที่หลายธนาคารในสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็น DBS Group Holdings และ United Overseas Bank (UOB) ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ได้พลิกฟื้นผลกำไรเป็นประวัติการณ์เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ก็ยังมีความกังวลต่ออนาคตข้างหน้า

 

DBS ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากพิจารณาจากสินทรัพย์ทั้งหมด เพิ่งรายงานเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมว่า กำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีนี้ (มกราคม-มีนาคม) เพิ่มขึ้น 43% จากปีก่อนหน้า อยู่ที่ 2.57 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (หรือกว่า 6.5 หมื่นล้านบาท)

 

อย่างไรก็ตาม Piyush Gupta ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ DBS กลับกล่าวเตือนว่า ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เป็นเครื่องชี้ที่สะท้อนความสามารถในการหารายได้ของธนาคารพาณิชย์ จากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยรับ (ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ ปริมาณเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้) และดอกเบี้ยจ่าย อาจลดลงในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนเงินฝากคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

 

ทั้งนี้ โดยทั่วไปแล้วธนาคารในสิงคโปร์จะปฏิบัติตามนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในการกำหนดดอกเบี้ยเงินกู้

 

โดย UOB ดูเหมือนจะเผชิญปัญหา NIM ลดลงแล้ว หลังจากเมื่อเดือนที่แล้ว ธนาคารได้รายงานกำไรสุทธิ 1.51 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในไตรมาสแรก เพิ่มขึ้น 67% เมื่อเทียบจากปีก่อน อย่างไรก็ตาม NIM ของ UOB ลดลง 0.08% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยอยู่ที่ 2.14%

 

ขณะที่ธนาคารอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็กำลังกังวลเกี่ยวกับหนี้สูญ (Bad Debt) เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกดดันผู้กู้ที่พยายามชำระคืนเงินกู้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post แม้รอดพ้นผลกระทบวิกฤตแบงก์ล่มได้ แต่ธนาคารในอาเซียนกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสินเชื่อ และปัญหารายได้จากดอกเบี้ยที่ลดลงแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวครั้งใหม่และใหญ่ของ EV ไทย-อาเซียน สู่เวทีโลก พร้อมรอรับ ‘ติมอร์-เลสเต’ สมาชิกใหม่ https://thestandard.co/ev-thai-asean-timor-leste/ Tue, 02 May 2023 12:29:40 +0000 https://thestandard.co/?p=784255 EV ติมอร์-เลสเต

ก้าวใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า EV ไทยและอาเซียน พร้อ […]

The post ก้าวครั้งใหม่และใหญ่ของ EV ไทย-อาเซียน สู่เวทีโลก พร้อมรอรับ ‘ติมอร์-เลสเต’ สมาชิกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
EV ติมอร์-เลสเต

ก้าวใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า EV ไทยและอาเซียน พร้อมขึ้นแท่นศูนย์กลางฐานผลิตระดับโลก พัฒนาระบบนิเวศระดับภูมิภาคผ่านการกระจายการลงทุน รอรับ ‘ติมอร์-เลสเต’ เป็นสมาชิกใหม่รายที่ 11 หนุนเศรษฐกิจอาเซียน

 

ภายหลังจากผู้นำชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน เห็นชอบหลักการรับติมอร์-เลสเต เป็นประเทศสมาชิกชาติที่ 11 ในการประชุมสุดยอดในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยขณะนั้นตามหลักการจะมีการวางโรดแมปเป้าหมายเพื่อรับเป็นสมาชิกเต็มตัว ล่าสุดวันนี้ (2 พฤษภาคม) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ระบุว่า ครม. เห็นชอบร่างเอกสาร 2 ฉบับ คือ ร่างปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค และร่างภาคผนวกประกอบแผนการดำเนินงานสำหรับการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของประเทศติมอร์-เลสเต ในส่วนของเสาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ

 

รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุม ครม. ว่า ครม. เห็นชอบร่างเอกสาร 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ ร่างปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค และร่างภาคผนวกประกอบแผนการดำเนินงานสำหรับการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของประเทศติมอร์-เลสเต ในส่วนของเสาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนจะมีการเห็นชอบเอกสารทั้ง 2 ฉบับร่วมกันในการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) ครั้งที่ 22 วันที่ 6-7 พฤษภาคม 2023 และการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 42 วันที่ 10-11 พฤษภาคม 2023 ที่ประเทศอินโดนีเซีย

 

โดยมีสาระสำคัญของร่างปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค เป็นเอกสารการแสดงเจตนารมณ์ที่จะพัฒนาระบบนิเวศ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดการปล่อยคาร์บอน ตลอดจนสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนร่วมกัน โดยส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกอาเซียนพัฒนาระบบนิเวศสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค ผ่านการกระจายการลงทุน และการส่งเสริมการลงทุนที่ยั่งยืน

 

รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือและประสานงานกันทั้งจากภายในประเทศสมาชิกเอง จากภาคีภายนอกและภาคเอกชน เช่น การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสถานีอัดประจุไฟฟ้า การสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและบรรยากาศเพื่อดึงดูดการลงทุน ความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อพัฒนาให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก และเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในภูมิภาค

 

“อนาคตอาเซียนจะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นคือติมอร์-เลสเต ซึ่ง ครม. ได้เห็นชอบร่างภาคผนวกประกอบแผนการดำเนินงานสำหรับการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของประเทศติมอร์-เลสเต ในส่วนของเสาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นเอกสารที่กำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินการเพื่อเข้าเป็นภาคีตามความตกลงของเสาเศรษฐกิจอาเซียนที่ติมอร์-เลสเตต้องดำเนินการให้สำเร็จก่อนการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างสมบูรณ์”

 

โดยติมอร์-เลสเตจะต้องมีความพร้อมในการดำเนินการตามความตกลงและตราสารสำหรับเสาประชาคมเศรษฐกิจภายในร่างภาคผนวกรวมทั้งสิ้น 220 ฉบับ ประกอบด้วย 1. ความตกลงและตราสารที่ติมอร์-เลสเตต้องมีความพร้อมในการเข้าร่วมทันที จำนวน 66 ฉบับ 2. ความตกลงและตราสารที่ติมอร์-เลสเตจะต้องเข้าร่วมภายใน 2 ปี หลังเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน จำนวน 48 ฉบับ 3. ความตกลงและตราสารที่ติมอร์-เลสเต จะต้องเข้าร่วมภายใน 5 ปี หลังเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน จำนวน 106 ฉบับ

 

ทั้งนี้ ร่างเอกสารทั้ง 2 ฉบับไม่ใช่สนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้นการให้ความเห็นชอบเอกสารทั้งสองฉบับจึงไม่เข้าลักษณะเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 

สำหรับติมอร์-เลสเตเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจ เนื่องจากมีทรัพยากรประเภทน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่า ซึ่งถือเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนสำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาค อีกทั้งประชากรอยู่ในวัยแรงงานในสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 56 เมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด ประกอบกับมีความสามารถในการสื่อสารหลายภาษา ทั้งภาษาท้องถิ่น (เตตุน) โปรตุเกส อินโดนีเซีย และอังกฤษ ทั้งนี้ คู่ค้าสำคัญของติมอร์-เลสเตในอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย โดยไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 4


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ก้าวครั้งใหม่และใหญ่ของ EV ไทย-อาเซียน สู่เวทีโลก พร้อมรอรับ ‘ติมอร์-เลสเต’ สมาชิกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้แทนจีนเผย จีนพร้อมร่วมมือชาติอาเซียน ท่ามกลางความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ https://thestandard.co/china-ready-asean-cooperation/ Tue, 21 Feb 2023 12:09:07 +0000 https://thestandard.co/?p=753600

ฉินกัง รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวขณะต้อนรับ วิเวียน บา […]

The post ผู้แทนจีนเผย จีนพร้อมร่วมมือชาติอาเซียน ท่ามกลางความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ฉินกัง รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวขณะต้อนรับ วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ที่เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการในวันนี้ (21 กุมภาพันธ์) ว่ารัฐบาลจีนพร้อมเดินหน้าประสานความร่วมมือกับบรรดาชาติสมาชิกในอาเซียน พร้อมสนับสนุนบทบาทนำของอาเซียนในภูมิภาคนี้ ท่ามกลางความตึงเครียดกรณีทะเลจีนใต้ที่ทั้งจีนและอีกหลายชาติในอาเซียนต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนในพื้นที่ดังกล่าว

 

ฉินกังระบุว่า “จีนยินดีที่จะกระชับความสัมพันธ์กับชาติสมาชิกอาเซียน และสร้างโอกาสในการทำงานร่วมกัน เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ความสงบสุข ความเจริญรุ่งเรือง ความงาม และมิตรภาพระหว่างกัน

 

“อีกทั้งจีนยังยินดีที่จะทำงานร่วมกับประเทศในอาเซียน เพื่อปฏิบัติตามปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (Declaration of the Conduct of Parties in the South China Sea) อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้”

 

โดยปฏิญญาที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายนี้ได้รับการลงนามจากผู้แทนรัฐบาลจีนและผู้แทนชาติสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2002 ณ กรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงของความขัดแย้งในน่านน้ำระดับภูมิภาค และมีเป้าหมายสำคัญคือ การนำข้อตกลงที่มีผลผูกพันไปปฏิบัติ เพื่อจำกัดและบรรเทาความตึงเครียดในพื้นที่แถบทะเลจีนใต้ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและมีความสำคัญอย่างมากในแง่ยุทธศาสตร์ทางทะเล

 

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ กองทัพเรือสหรัฐอเมริการ่วมซ้อมรบกับกองทัพเรือฟิลิปปินส์ หลังเกิดเหตุพิพาทหน่วยลาดตระเวนชายฝั่งของจีนใช้เลเซอร์ยิงใส่หน่วยลาดตระเวนของกองทัพฟิลิปปินส์ขณะกำลังขนส่งเสบียงในพื้นที่แถบทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ความตึงเครียดในบริเวณดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น 

 

ทั้งทางการจีนและสหรัฐฯ ในขณะนี้ต่างกำลังต้องการยกระดับความร่วมมือกับบรรดาชาติสมาชิกในอาเซียน โดยสหรัฐฯ มองว่าจีนแสดงท่าทีก้าวร้าวในพื้นที่ทะเลจีนใต้ ขณะที่จีนเองก็มองว่าการส่งกองกำลังของสหรัฐฯ เข้ามายังพื้นที่บริเวณนี้ก็ไม่ต่างจากการยั่วยุแต่อย่างใด

 

โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนเผยว่า ฉินกังมีกำหนดการเดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 21-23 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อเข้าพบประธานาธิบดีโจโก วิโดโดของอินโดนีเซีย และประธานอาเซียนคนปัจจุบัน นับเป็นการเดินทางเยือนอินโดนีเซียครั้งแรก ตั้งแต่ที่ฉินกังขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศจีนต่อจากหวังอี้เมื่อช่วงปลายปี 2022 

 

ภาพ: Thomas Peter / Reuters

อ้างอิง:

The post ผู้แทนจีนเผย จีนพร้อมร่วมมือชาติอาเซียน ท่ามกลางความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>