อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/อาสาฬห์-สุวรรณฤทธิ์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 24 Nov 2021 04:12:27 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 “พลิกยุทธศาสตร์บริหารการศึกษา” วิธีเดินเกมแบบคนที่มองเห็นอนาคตของ คณะสถาปัตย์ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/education-disruption/ Tue, 23 Nov 2021 05:50:41 +0000 https://thestandard.co/?p=562677 Education Disruption

จริงอยู่ที่ว่าสถานการณ์โควิดเป็นตัวเร่งให้ระบบการศึกษาไ […]

The post “พลิกยุทธศาสตร์บริหารการศึกษา” วิธีเดินเกมแบบคนที่มองเห็นอนาคตของ คณะสถาปัตย์ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Education Disruption

จริงอยู่ที่ว่าสถานการณ์โควิดเป็นตัวเร่งให้ระบบการศึกษาไทย (จริงๆ ก็ทั่วโลก) ต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงในอัตราเร่งที่เร็วกว่าเดิม แต่หากถามคนในแวดวงการศึกษาและประชาชนที่เติบโตมากับระบบการศึกษาไทยคงได้แต่ยิ้มอ่อน เราได้ยินคำว่า “การศึกษาแบบเดิมไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่อีกต่อไป” มาตั้งแต่ยุค Education Disruption แต่สุดท้ายเราก็ยังอยู่กับระบบการศึกษาไทยแบบเดิม

Education Disruption เหมือนเป็นวิชาเลือก สอบไม่ผ่านได้เกรดไม่ดีแต่ก็พออยู่ได้ แต่วิกฤตโรคระบาดคือวิชาบังคับ สอบไม่ผ่านปรับตก! เป็นจังหวะดีที่ THE STANDARD ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ผศ.อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้มีหลายมิติที่ต่างออกไปจากเดิม โดยเฉพาะการพลิกยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของคณะสถาปัตย์ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปลายปีที่แล้ว ทิศทางของโลกการศึกษาที่คณะสถาปัตย์ฯ ตั้งใจจะก้าวเดินไปในปีที่ 22 คือการเป็นสถาบันการศึกษาที่ต้อง Learn Fast, Fail Fast ‘มองให้ไกลและทำทันที’ แต่โควิดกำลังทำให้ทุกสถาบันการศึกษาไปจนถึงระบบการศึกษาทั่วโลกต้องล้มกระดานและวางหมากใหม่ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนไวในอัตราความเร็วที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น ‘มองให้ไกลและทำทันที’ จึงไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมืองจะวางใจและนิ่งนอนใจอีกต่อไป ผศ.อาสาฬห์ ย้ำชัดว่า “นี่เป็นปรากฏการณ์ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ที่ส่งผลกระทบสาหัสที่สุด และส่งผลกระทบกับหลายภาคส่วน 2 ปีที่ผ่านมาโลกเปลี่ยนไปมาก โลกอีก 5 ปีไม่มีทางเหมือนตอนนี้ ต้องคิดใหม่ ระบบการศึกษาก็เช่นกัน วางหลักสูตรเพื่อใช้อีก 5 ปี ถึงวันนั้นล้าหลังแน่นอน”

 

 

“ระบบการศึกษาต้องเปลี่ยน แต่จะเปลี่ยนเป็นอะไร ถ้าเราดูปรัชญาพื้นฐานของอุดมศึกษา หัวใจคือ การผลิตคนเพื่ออยู่กับโลกในอนาคต คำถามคือ แล้วโลกของอนาคตจะเป็นอย่างไร?”

ตลอด 22 ปี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง เดินหน้าปรับตัว ปรับหลักสูตร รูปแบบการเรียนการสอนตามการเปลี่ยนแปลงของโลก ผู้เรียน บนวิสัยทัศน์ ‘มองให้ไกลและทำทันที’ และภายใต้บทบาทของสถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งยกระดับสังคม ยกระดับเศรษฐกิจ ผลิตคนที่มีศักยภาพในการชี้นำสังคม

แต่ในวันที่โจทย์เปลี่ยน ตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้มีมากขึ้น คณะสถาปัตย์ฯ จึงวางกรอบให้ชัดขึ้น มุ่งปูทางบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ด้วยองค์ความรู้รอบด้าน ยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม ติดสกิลพิเศษให้พร้อมรับมือกับโลกที่ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปแบบไหน ด้วยอัตราเร่งเท่าไร เด็กสถาปัตย์ฯ ต้องรอด! 


3 เทรนด์โลกสู่การขับเคลื่อนทิศทางการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่

ผศ.อาสาฬห์ เล่าว่า สิ่งที่คณะสถาปัตย์ฯ ทำมาตลอดคือการมองภาพอนาคตโดยใช้เครื่องมือ Foresight และ Scenario Planning จึงเป็นข้อได้เปรียบเรื่องการปรับตัวเร็ว และด้วยผลลัพธ์ของการปรับตัวตั้งแต่ยุคแรกๆ ทำให้การขับเคลื่อนในแนวทางต่อจากนี้เดินหน้าต่อได้ทันที

“พอเรามาตั้งโจทย์ไปที่การผลิตคนเพื่ออยู่กับโลกในอนาคตต้องทำอย่างไร และโลกอนาคตที่ว่าเป็นแบบไหน มันก็ไปสอดคล้องกับโจทย์ที่ว่า แล้วโลกอุดมศึกษาของเราต้องขับเคลื่อนไปตามอนาคตด้วยเช่นกัน”

 

 

“จึงเป็นที่มาของ Driving Forces สำคัญ 3 ด้าน ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนโลกการศึกษาในอนาคต Well-being & Quality of Life ก่อนเกิดวิกฤตโควิด เราพูดกันเยอะเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ได้มองในมิติที่ว่า สิ่งแวดล้อมมีผลกระทบกับมนุษย์อย่างไร จนกระทั่งเกิด PM2.5 เริ่มเห็นชัดขึ้นว่า Well-being เป็นเรื่องสำคัญและมีผลกระทบต่อคนโดยตรง เชื่อว่าผลกระทบที่เห็นจะปรับวิธีการคิดของคนต่อจากนี้ในระดับที่เล็กที่สุด ตั้งแต่สิ่งแวดล้อมในห้อง ในอาคาร ไปจนถึงระดับเมือง คณะเองก็ต้องมองว่าจะพัฒนาเมืองในอนาคตอย่างไรให้สอดรับกับทิศทางของ Well-being”

“ด้านต่อมาคือ Circular Value & Sustainability ทั่วโลกตื่นตัวเรื่องความยั่งยืน มีการพูดถึง Low Carbon Society เรื่องความยั่งยืนในมิติของสิ่งแวดล้อมและชุมชนจะสำคัญมากขึ้น และเชื่อมโยงกับการคิดที่ซับซ้อนขึ้นไปถึง ทั้งเรื่องวัสดุและเรื่อง Circular Economic สุดท้ายคือด้าน Digital Solution & Integration สิ่งที่เราเน้นคือ การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของคน ผ่านกระบวนการออกแบบ นอกจากจะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้งานแล้ว ยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับองค์กรและธุรกิจยุคใหม่”

 

 

“แต่บทบาทของสถาบันอุดมศึกษานอกจากจะมอง Driving Forces 3 ด้านที่กล่าวไป ต้องไม่ลืมหัวใจสำคัญของอุดมศึกษา นั่นคือการผลิตคนและองค์ความรู้ใหม่ การผลิตองค์ความรู้มีหัวใจสำคัญ 2 ข้อ คือ วิชาการและงานวิจัย ซึ่งงานวิจัยเป็นจุดแข็งของคณะอยู่แล้ว เราเป็นคณะที่มีจำนวนผลงานวิจัยของคณาจารย์ตีพิมพ์ในฐานข้อมูลระดับสากลสูงสุดในประเทศต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ในด้านส่วนการผลิตคน เรามุ่งไปที่การให้ทักษะและวิธีคิดที่ตอบโจทย์โลกอนาคต”

ผศ.อาสาฬห์ เล่าต่อว่า เพื่อให้บรรลุวัตุประสงค์ของการเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตคนและองค์ความรู้ใหม่ จึงเน้นไปที่การปรับองค์กร และยังเป็นครั้งแรกของคณะที่ปรับองค์กร หรือ Professional Unit Organization ใหม่ โดยนำวิชาการเป็นตัวนำและแบ่งองค์ความรู้ในคณะเป็น 3 ส่วน ได้แก่

1. Built Environment สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง โดยหลักสูตรจะเกี่ยวกับหลักพื้นฐานสถาปัตย์ฯ และพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง เช่น สถาปัตยกรรมหลัก สถาปัตยกรรมภายใน การผังเมือง ภูมิสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมเพื่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และการออกแบบชุมชนเมือง

2. Design Strategy จะพูดเนื้อหาในเชิงวิธีการคิดอย่างนักออกแบบ ที่นำไปประยุกต์ใช้ในการคิดค้นนวัตกรรมและกลยุทธ์ของการบริหารองค์กร หลักสูตรการ Design, Buiness และ Technology Management หรือ DTBM ที่เป็นหลักสูตรตรีควบโทที่เดียวในเอเชีย และหลักสูตร Life-long Learning ของ Thammasat Design Center (TDC) เช่น Service Design, Business Design หลักสูตรที่นำเรื่องของ Behavior Design ไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบ

3. Professional Service & Resource Service เน้นเรื่องการบ่มเพาะ นำการทำงานจริงเข้ามาบูรณาการกับคณะมากขึ้น ให้นักศึกษามีสนามซ้อมก่อนลงสนามจริง ผลักดันให้นักศึกษาและศิษย์เก่าจัดตั้ง Design Startup ภายใต้คณะฯ ติดเขี้ยวเล็บการทำงานจริงก่อน

 

 

ตั้งเป้า ‘สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำในเอเชีย ด้านการออกแบบและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง’ พลิกโฉมยุทธศาสตร์ด้วยความเป็นเลิศ

ด้วยโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้น จึงทำให้คณะสถาปัตย์ฯ ต้องวางกรอบการทำงานให้ชัดเจน การนำ 3 เทรนด์โลกมาเป็นตัวกำหนดทิศทางก็ดี และการนำวิชาการมาเป็นแกนสำคัญในการปรับโครงสร้างองค์กรก็ตาม ทั้งหมดนั้นยังต้องดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ด้าน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายใหญ่ที่จะเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำในเอเชียด้านการออกแบบและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง

“เราวางยุทธศาสตร์ 4 ด้านคือ Excellent Community สร้างชุมชนแห่งความเป็นเลิศ เพราะการจะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้ต้องอาศัยคน นั่นก็คือคณาจารย์และนักศึกษา Excellent Partnership สร้างเครือข่ายความเป็นเลิศ ปัจจุบันเราทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก หลักๆ คือ Harvard University ตั้งแต่ประเด็นการเรียนการสอนในช่วงโควิด ไปจนถึงทิศทางการศึกษาในอนาคต ด้าน KU Leuven ร่วมมือกับ WHO จัด Thammasat-WHO Summer School ในหัวข้อ การออกแบบสภาพแวดล้อมและการแพร่ระบาดโควิดต่อเนื่อง 3 ปี นักศึกษาที่เข้าโครงการจะเทียบโอนหน่วยกิตจากกิจกรรมต่างๆ ได้ หรือกับทาง Hong Kong Poly U Design เป็นความร่วมมือด้าน Design Strategy วิธีการคิดออกแบบเพื่อประยุกต์ใช้ในการคิดนวัตกรรม”

 

 

“ยุทธศาสตร์ Excellent Facility สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกแห่งความเป็นเลิศ เป้าหมายของคณะคือ เป็นพื้นที่บริการสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวคิด เรามีการอัปเกรด Data Center ที่จับมือกับเอกชน ALT ปรับโครงสร้างของระบบเทคโนโลยีให้ดียิ่งขึ้น อีกเรื่องที่เราจะขับเคลื่อนคือ Design Material Bank เพื่อให้นักออกแบบเข้าใจวัสดุที่จะนำมาใช้ได้ เราก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุเกี่ยวกับการออกแบบ และสิ่งที่สำคัญที่ใช้เป็นกรอบความคิดคือเรื่องของ Circular Value ภายใต้แนวคิดมูลค่าหมุนเวียน รวมถึงการสร้างห้องวิจัยเป็น Co-research Lab บนพื้นที่สำนักงานใหม่ชั้น 7 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างหน่วยวิจัยและเป็นพื้นที่ Showcase สำหรับนวัตกร”

 

 

“สุดท้ายคือ Excellent Organization สร้างองค์กรแห่งความเป็นเลิศ จะเน้นเรื่องของ Service Driven Design เยอะขึ้น ภาพมหาวิทยาลัยคนอาจจะนึกถึงความเป็นราชการ แต่เราต้องเปลี่ยน Mindset ให้คนในองค์กรคิดถึงการบริการที่มีประสิทธิภาพ”



“นี่ไม่ใช่ปัญหาของระบบการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาของประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำ ไม่มีทิศทางในการพัฒนาประเทศอย่างชัดเจน”

 

 


ยุทธศาสตร์ของคณะจะสามารถส่งไม้ต่อให้กับระบบการศึกษาไทยได้หรือไม่

“การวางยุทธศาสตร์ของคณะเราต้องทำให้สอดคล้องไปยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งจริงๆ มันควรจะสอดคล้องไปกับยุทธศาสตร์กระทรวงศึกษาธิการ หรือยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศของรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สู่การพัฒนาประเทศ แต่ความเป็นจริงแล้วเรายังมองไม่เห็นความเชื่อมโยงนั้น ที่สำคัญคือ นี่ไม่ใช่ปัญหาของระบบการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาของประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำ ไม่มีทิศทางในการพัฒนาประเทศอย่างชัดเจน”

“เพราะการศึกษาต้องปรับให้ทันโลกอนาคต ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ สำคัญไปกว่านั้น ต้องมองให้ออกว่าความจำเป็นของอุดมศึกษาในอนาคตคืออะไร เพราะบริบทและการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว มันจะผันผวน ซับซ้อน ไม่แน่นอน และคลุมเครือ จะกลายเป็นโลกแบบ VUCA World และหาวิธีขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายนั้น”

 

  

 

การศึกษาในระดับอุดมศึกษาต้องรองรับเรื่อง Life-long Learning มากขึ้น

ผศ.อาสาฬห์ ยังชี้ให้เห็นว่า แนวโน้มเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยต่ำ และจากนี้ไปอีก 17 ปี ประชากรที่จะเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาจะน้อยลง นั่นหมายถึงแรงงานในตลาดก็หายไปด้วยเช่นกัน

“การศึกษาในระดับอุดมศึกษาต้องรองรับเรื่อง Life-long Learning มากขึ้น ทำอย่างไรให้สังคมที่จะเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้นปรับตัวได้ อย่าคิดว่าเราต้องให้การศึกษากับเด็กรุ่นใหม่อย่างเดียว คนที่อยู่ในตลาดงานตอนนี้สำคัญ เราต้องปรับตรงนี้ ถ้าผมมีอำนาจในการตัดสินใจ คงจะต้องพูดเรื่องตลาดแรงงานมากขึ้นไปเน้นที่การ Reskill และ Upskill”

“เรื่อง Global Mindset ไม่ใช่เรื่องใหม่ ภาษาที่สองและสามเป็นเบสิกสกิลที่จำเป็น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ความสามารถในการทำความเข้าใจกับความหลากหลายที่ซับซ้อนขึ้น และถ้าเรายิ่งไม่เข้าใจภาษาซึ่งเป็นตัวกลางในการสื่อสาร จะกลายเป็นข้อจำกัดที่จะเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ซับซ้อนขึ้น ความหลากหลายไม่ใช่แค่เรื่องเชื้อชาติอีกต่อไป ความหลากหลายที่จะเกิดขึ้นในสังคมโลกจะซับซ้อนยิ่งขึ้น เพศ อายุ รวมไปถึงโลกของการทำงาน ในอนาคตแนวโน้มองค์กรจะมีความเป็น Multi Culture และ Multi Age เพิ่มมากขึ้น” 

 

 

“อุดมศึกษาในปัจจุบันไม่ควรนำเป้าหมายของอาชีพเป็นตัวตั้งอีกต่อไป ต้องตั้งคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า โลกในอนาคตต้องการอะไร”


Personalize เลือกปรับ/เปลี่ยน/เรียนรู้ เฉพาะบุคคล แนวโน้มความต้องการผู้เรียนยุคใหม่

ผศ.อาสาฬห์ เล่าต่อว่า ตัวแปรสำคัญที่ระบบการศึกษาไทยจะล้าหลังต่อไปอีกไม่ได้แล้วคือแนวโน้มความต้องการของผู้เรียนยุคใหม่เปลี่ยนไปชัดเจน “ผู้เรียนยุคใหม่จะมีความ Personalize มากขึ้น เขาจะเลือกเรียนสิ่งที่เขาอยากเรียนและเรียนกว้าง ไม่ได้อยากรู้เฉพาะด้านเหมือนเมื่อก่อน คงเพราะเขาเกิดในยุคดิจิทัลที่สามารถโลกมันแคบมาก เขารู้ได้ว่าเรื่องอะไรที่จะส่งผลกระทบหรือเป็นบริบทให้กับสิ่งที่เขากำลังเรียนรู้อยู่”

“ก็เป็นความท้าทายเหมือนกัน เพราะเราพูดกันมานานว่า สถาปัตย์ฯ เป็นการเรียนข้ามศาสตร์ Multidisciplinary หรือจะเรียกว่า Transdisciplinary ก็ยังได้ เรานำองค์ความรู้ของศาสตร์หนึ่งมาแก้ปัญหาในอีกมุมมองหนึ่ง เช่น นำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาเชิงสังคม ซึ่งตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยให้อิสระทุกคณะมากขึ้น มีการปรับวิชาพื้นฐานเดิม เปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างคณะมาเรียนได้ ทางคณะเองก็เลือกรายวิชาที่ผู้เรียนสามารถนำไปบูรณาการกับศาสตร์อื่นๆ ได้ เช่น Design Thinking หรือ Wellbeing”  

 

 

เทรนด์งานอนาคตกับการกำหนดทิศทางการศึกษา

แนวโน้มความต้องการผู้เรียนเปลี่ยนยังไม่พอ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ เทรนด์งานในอนาคต จะไม่ใช่ตัวกำหนดทิศทางการศึกษาอีกต่อไป ผศ.อาสาฬห์ ยังบอกด้วยว่า ถึงเวลาที่ต้องปรับวิธีคิดใหม่ เลิกมองการศึกษาเป็นเรื่องของการลงทุนเพื่อสร้างแรงงานคนได้แล้ว

“ถ้ามองย้อนกลับไปที่ประวัติศาสตร์การศึกษา มันเกิดขึ้นจากความต้องการผลิตผู้ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อไปอยู่ในระบบของการผลิต แต่ผมไม่เชื่อว่าโลกในอนาคตจะเป็นแบบนั้นอีกแล้ว ตำแหน่งงานในอนาคตจะเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง 10 ปีที่ผ่านมา เราเห็นตำแหน่งใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย เจอแนวทางการทำงานใหม่ๆ ธุรกิจใหม่ๆ และด้วยสปีดของการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้นมาก อุดมศึกษาในปัจจุบันจึงไม่ควรนำเป้าหมายของอาชีพเป็นตัวตั้งอีกต่อไป แต่ต้องตั้งคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า โลกในอนาคตต้องการอะไร แล้วเราจะผลิตคนแบบนั้นเพื่อเข้าสู่โลกในอนาคต”

 

 

“ฝั่งผู้สอนเองก็ต้องปรับ อาจต้องเริ่มจากยอมรับว่าความสำเร็จในอดีตไม่ใช่ความสำเร็จในอนาคต สิ่งที่เราเชื่อในอดีตอาจไม่เป็นจริงต่อไปในอนาคต มันต้องเปลี่ยนวิธีการสอนจากเดิมที่ครูเป็นผู้ให้ความรู้ เป็นการสร้างสมรรถนะให้กับผู้เรียน เพื่อแก้ปัญหา เป็นผู้ชี้แนวทางการแก้ปัญหาในลักษณะของการโค้ชชิ้ง สอนกระบวนการคิด ท้าทายผู้เรียนให้มองในหลากมุม”

“หรือหากมองกลับมาที่หลักการเรียนการสอน อาจจะต้องเป็นการเรียนผ่าน Project Base มากขึ้น เรียนรู้การทำงานจริง ทำงานกับสถานการณ์จริง เราได้เปรียบตรงนี้เพราะคณะสถาปัตย์ฯ เรียนเป็น Project Base แต่ความท้าทายคือ ทำอย่างไรให้ผู้สอนมองสถานการณ์โลกที่มันซับซ้อนขึ้น ก็พยายามผลักดันให้อาจารย์ได้เปิดโลกทัศน์ ทำงานกับต่างชาติ ทำงานกับหน่วยงานข้างนอก หรือทำงานกับชุมชน เพื่อให้เห็นโลกความเป็นจริงมากขึ้น นำสถานการณ์จริงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการคิดค้นองค์ความรู้ใหม่ๆ”



“การศึกษาในประเทศไทยกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนทำตามกัน เพื่อไปถึงเป้าหมายที่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร”

 

 

จริงๆ แล้วบทบาทของการศึกษาที่มีต่อประเทศคืออะไร

“ถ้าถามผมนะ ระบบการศึกษาในประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิธีการคิดแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือและต้องทำเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่พลิกประเทศจะไม่ไปไหนเลย เลิกเอาตลาดงานเป็นที่ตั้งเพื่อวางทิศทางการศึกษา หลายประเทศในยุโรป สแกนดิเนเวียน ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก สวัสดิการของรัฐ คือ เรียนฟรี เพราะเขามองคนเป็นทรัพยากรที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศ รัฐต้องสนับสนุนการศึกษาและส่งเสริมให้อุดมศึกษามีเสรีภาพในการคิด ต้องยอมรับว่าประเทศไทยไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ทำให้การศึกษาในประเทศไทยกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนทำตามกันเพื่อไปถึงเป้าหมายที่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร”



“ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องกลับไปตั้งหลักและคิดให้ถี่ถ้วนว่า จริงๆ แล้วบทบาทของการศึกษาที่มีต่อประเทศคืออะไร จะไปมองว่าการศึกษาคือพื้นฐานและอุดมศึกษาไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะโลกยุคหลังโควิด การศึกษาจะต้องยกระดับองค์ความรู้ของคน รองรับเรื่อง Life Long Learning ที่สำคัญต้องทำเดี๋ยวนี้”

 

The post “พลิกยุทธศาสตร์บริหารการศึกษา” วิธีเดินเกมแบบคนที่มองเห็นอนาคตของ คณะสถาปัตย์ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทักษะการออกแบบชีวิตที่ AI ก็คิดและทำแทนไม่ได้ เบสิกสกิลที่คนเจนใหม่จำเป็นต้องมี…ถ้าอยากอยู่รอด! [Advertorial] https://thestandard.co/thammasat-dbtm/ Mon, 11 Nov 2019 07:40:31 +0000 https://thestandard.co/?p=300818

เมื่อโลกถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และทุกคนต้องปรับตัวให […]

The post ทักษะการออกแบบชีวิตที่ AI ก็คิดและทำแทนไม่ได้ เบสิกสกิลที่คนเจนใหม่จำเป็นต้องมี…ถ้าอยากอยู่รอด! [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อโลกถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และทุกคนต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็นต้องมี เพื่อให้อยู่รอดในโลกยุคใหม่เกิดขึ้นมากมาย หนึ่งในทักษะที่เคยถูกมองเป็นเพียงส่วนประกอบในวิชาชีพ ‘นักออกแบบ’ เมื่อถูกนำมาใช้ในบริบทใหม่ นิยามของคำว่า ‘ดีไซน์’ ก็กลายเป็นทักษะที่ใครไม่มี…อาจไม่รอด

 

ถ้าอีกหน่อยใครๆ ก็ออกแบบชีวิตตัวเองได้ชัด จัดระบบความคิดตัวเองได้ดี ส่งผลให้เกิดระเบียบในการทำงาน ไปจนถึงออกแบบการเงินหลังเกษียณ นี่เป็นแก่นแท้ของโครงการหลักสูตรการจัดการออกแบบ ธุรกิจ และเทคโนโลยี หรือ DBTM (Design, Business & Technology Management) แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ต้องการถ่ายทอดทักษะการคิดวิเคราะห์ผ่านการ ‘ออกแบบ’ ความคิด ต่อยอดไปสู่การออกแบบทุกอย่างในชีวิต ที่ใช้มากกว่าความคิดสร้างสรรค์ แต่ต้องนำมาจัดระเบียบ เข้าระบบ และสร้างออกมาให้ใช้งานได้จริง ถึงจะเรียกว่า ‘นวัตกรรมเปลี่ยนชีวิต’

  

THE STANDARD มีโอกาสพูดคุยกับ ผศ.อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง และอาจารย์ ดร.จิฐิพร วงศ์วัชรไพบูลย์ ผอ. โครงการการจัดการออกแบบ ธุรกิจ และเทคโนโลยี ถึงทักษะที่ AI ก็ไม่สามารถคิดและทำแทนได้ ซึ่งเป็นทักษะที่มีอยู่ในหลักสูตร DBTM และใครที่จะนำทักษะเหล่านี้ไปต่อยอดได้ เชิญคุณออกแบบพื้นที่ส่วนตัวให้นั่งสบาย แล้วผ่อนคลายไปกับบทสนทนานี้ด้วยกัน 

 

Design ในบริบทใหม่ที่ต้องเริ่มต้นกันที่ Mindset 

 

ผศ.อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง และ อาจารย์ ดร.จิฐิพร วงศ์วัชรไพบูลย์ ผอ. โครงการการจัดการออกแบบ ธุรกิจ และเทคโนโลยี

 

ผศ.อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง อธิบายนิยามการออกแบบในบริบทใหม่ว่า เป็นเรื่องของ Mindset ไม่ใช่การออกแบบในนิยามของวิชาชีพสถาปนิก ดีไซเนอร์ หรือคนทำงานศิลปะเท่านั้น 

 

“ต่างประเทศคำว่า Design Thinking คือ การนำดีไซน์ไปบวกกับวิธีคิด จริงๆ มันคือวิธีการคิดของมนุษย์คล้ายๆ กับเรื่อง Creative Thinking หรือ Critical Thinking ดังนั้น บทบาทของการออกแบบจึงเปลี่ยนไป ตอนนี้กลายเป็นว่าทุกคนในโลกควรจะมีทักษะที่เหมือนนักออกแบบ ผมใช้คำว่า การคิดเชิงออกแบบ คิดคล้ายๆ นักออกแบบ แต่คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักออกแบบ คุณจะเป็นนักธุรกิจ ผู้บริหาร หรือเป็นใครก็ได้ เพียงแต่ใช้การออกแบบไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ในไทยก็มาเยอะ ตอนนี้องค์กรชั้นนำก็ใช้ หรือรัฐธรรมนูญยังใช้คำว่า ออกแบบรัฐธรรมนูญ ความรู้สึกคนต่อคำว่าออกแบบมันเริ่มมีความสำคัญในการสร้างสรรค์ทางออกใหม่ๆ และต่อชีวิตประจำวันมากขึ้น”  

 

 

เมื่อการแข่งขันสูง คิดต่างอย่างเดียวไม่พอ คิดอย่างสร้างสรรค์อย่างเดียวก็ไม่ได้ แต่ต้องนำมารวมกันโดยใช้ Design Thinking เป็นเครื่องมือ ผศ.อาสาฬห์ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมี Design Thinking ที่จะนำไปสู่การวางแผนสร้างนวัตกรรมว่า “นิยามของนวัตกรรมคือ ต้องใช้งานได้ ต้องขายได้ ต้องดึงดูด หรือต้องมองเรื่องของเทคโนโลยีเข้าไปช่วย ดังนั้น นิยามของนวัตกรรมมันคือ การรวบรวมเรื่องของ Functional, Emotional, Business และ Technology เข้าด้วยกัน” 

 

DBTM

 

อาจารย์ ดร.จิฐิพร วงศ์วัชรไพบูลย์ ผอ. โครงการการจัดการออกแบบ ธุรกิจ และเทคโนโลยี อธิบายเพิ่มเติมว่า “กระบวนการออกแบบที่มีอยู่ในปัจจุบันคือ คิดให้แตกต่าง แต่สิ่งที่มากไปกว่ากระบวนการคิดคือ ต้องปรับมาเป็น Design Leadership ซึ่งเป็นกระบวนการในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในอนาคต ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ เป็นการแก้ปัญหาโดยแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ทุกอย่างสามารถแก้ได้ด้วย Design Leadership”

 

Design Leadership กับการออกแบบสร้างสรรค์ เส้นบางๆ แต่สร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน 

 

DBTM

อาจารย์ ดร.จิฐิพร วงศ์วัชรไพบูลย์ ผอ. โครงการการจัดการออกแบบ ธุรกิจ และเทคโนโลยี

 

ดร.จิฐิพร บอกว่า “Design Leadership มีหลายระดับ ในระดับบุคคลทั่วไป Design Leadership คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบเป็นตัวนำทุกสิ่งในชีวิต เราสามารถออกแบบชีวิตตัวเองได้ เราสามารถออกแบบกระบวนการทุกอย่างในชีวิตเราได้ ทำให้เกิดระบบระเบียบในการนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้งานได้จริง และแก้ปัญหาสังคมได้ตรงจุด 

 

“แต่ในระดับองค์กร Design Leadership จะหมายถึง การสร้างอะไรใหม่ๆ จากการที่ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมมือกัน แสดงจุดเด่นของภาวะผู้นำทางด้านดีไซน์ออกมา มีความจูงใจคนได้ว่า การออกแบบนำไปแก้ปัญหาสังคมได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในยุคนี้” 

 

ผศ.อาสาฬห์ เสริมว่า “มองอีกมุมมันคือการสอนกระบวนการ ดีไซน์มันคือกระบวนการที่สร้างสิ่งใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ Functional หรือ Emotional แต่ Design Leadership คือภาวะของคนหรือองค์กรที่สามารถนำเรื่องการออกแบบไปขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สร้างความแตกต่าง ถ้าเรามองในระดับบุคคล คนที่มีทักษะเรื่องนี้สูงคือ สตีฟ จ็อบส์ เขามีทักษะเรื่องการออกแบบอยู่แล้ว ในพาร์ตของ Design Leadership เขาสามารถนำแนวคิดนี้ไปขับเคลื่อนองค์กรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ หมายความว่า ทักษะ Design Leadership จะขับเคลื่อนคนในองค์กรหรือทีม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้เกิดกระบวนการคิดแบบใหม่ๆ การออกแบบในยุคสมัยนี้จึงครอบคลุมไปสู่การออกแบบบริหารจัดการองค์กร ทักษะนี้จะทำให้เกิดความเป็นผู้นำ เพื่อจะนำไปสู่การแก้ปัญหาในองค์กร

 

“แต่ถ้าพูดถึง Creative Design หรือการออกแบบสร้างสรรค์ เราจะพูดถึงการสร้างสรรค์สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไปจนถึงรูปแบบปัญหาหรือการจัดการ ไปเน้นที่กระบวนการการสร้างสรรค์ แต่ถ้าพูดถึง Design Leadership มันคือการไปกระตุ้นหรือขับเคลื่อนให้ทั้งองค์กรมี Mindset นี้รวมกันอย่างไร จึงเป็นการมองในลักษณะของการเปลี่ยนแปลงสังคมมากขึ้น นั่นคือสิ่งที่ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นว่าทำไมเราถึงสร้าง DBTM ขึ้นมา เพราะเราเชื่อว่า การแข่งขันมันจะขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และดีไซน์ก็จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ตอบโจทย์”

  

DBTM

 

DBTM มีหลักสูตรรายวิชาที่ลงลึกไปถึงกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์และมีระบบ 

ทำความเข้าใจอีกครั้งก่อนอ่านบรรทัดต่อไป แม้ว่า DBTM จะอยู่ภายใต้คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่หลักสูตรนี้ไม่ได้สอนสร้างตึก ร่างแบบใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะสอนกันตั้งแต่กระบวนออกแบบความคิดอย่างเป็นระบบ 

 

“หลักสูตร DBTM เมื่อ 6 ปีที่แล้ว เป็นหลักสูตรเดียวในประเทศไทย ณ ตอนนี้ยังถือเป็นที่แรกในเอเชียที่เป็นลักษณะปริญญาตรีควบปริญญาโท คือปริญญาตรี 3.5 ปี และปริญญาโท 1.5 ปี” ผศ.อาสาฬห์ กล่าว

 

“ช่วงแรกที่เราเริ่มนำหลักสูตรนี้มาใช้ ต้องปรับเปลี่ยน Mindset กันค่อนข้างเยอะ ผู้ปกครองจะตั้งคำถามว่า DBTM คืออะไร แต่ปัจจุบันคนจะเริ่มเข้าใจมากขึ้น อาจเป็นเพราะเมื่อก่อนเรามองบทบาททางการศึกษาคือการให้ข้อมูล แต่ในโลกของอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่สำคัญสำหรับเด็กในยุคนี้คือ การให้ทักษะและแนวคิด ให้เขาคิดเป็น ดังนั้น ทักษะที่สำคัญสำหรับคนในอนาคตคือ เรื่องของการคิด เป็นการคิดแบบมีดีไซน์ ซึ่งทดแทนด้วย AI ไม่ได้”

  

ยิ่ง ดร.จิฐิพร แจกแจงไปถึงรายวิชาที่อยู่ในหลักสูตร DBTM ยิ่งทำให้เรามองเห็นอาชีพมากมาย และทางรอดของคนรุ่นใหม่ที่จะอยู่ในโลกอนาคตชัดขึ้น 

 

“เพราะ DBTM มองว่า Design คือ Mindset คือวิธีคิด ดังนั้น ปี 1-2 เราจะให้เด็กเรียนรู้ผ่าน Project Base Learning ให้เขาได้ลงพื้นที่จริง ได้อยู่กับปัญหาจริง

 

“นักศึกษาจะได้เรียน Inclusive Design Innovation และ Eco Design Innovation ซึ่ง Inclusive Design Innovation เป็นวิชาที่ต้องหัดคิดนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ทุกคน แต่ละปีจะมีโจทย์ต่างกัน เช่น ปีนี้เราให้โจทย์ไปว่า ถ้าคุณต้องใช้ชีวิตแบบผู้พิการ คุณจะหาเครื่องมือหรือคิดนวัตกรรมอะไรที่จะทำให้ผู้พิการใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบันได้ จะเป็นการฝึกให้คิดถึงคนวงกว้าง

 

“ปีถัดมาเราทำเป็น Eco-Design Innovation ให้ลงไปถึงคนในชุมชนหรือปัญหาที่เกิดในชุมชนนั้นจริงๆ ว่ามีปัญหาอะไรบ้างที่คนในชุมชนคิดว่าเป็นปัญหาและสามารถแก้ไขได้ จุดเด่นของ Eco-Design Innovation คือการมองมิติของสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย เพราะ Inclusive Design Innovation จะมองแค่ความต้องการของแต่ละคน แต่ Eco-Design Innovation จะมองคนและมองบริบทไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาพแวดล้อมและสิ่งแวดล้อมในเมือง

 

“ปีที่แล้ว เราให้พวกเขาลงพื้นที่ชุมชนอนุสาวรีย์ ปัญหาที่โดดเด่นในตอนนั้นคือ PM2.5 แต่พอลงชุมชน เขาค้นพบว่า คนในชุมชนไม่คิดว่า PM2.5 เป็นปัญหาสำหรับพวกเขา จึงต้องคิดวิธีแก้ที่ต่างจากคนทั่วไป แทนที่จะหาโซลูชันแก้ปัญหาเรื่องฝุ่น ก็กลายเป็นว่า เขาต้องไปสร้างนวัตกรรมอะไรบางอย่าง เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับคนในชุมชนก่อน เพื่อให้คนรู้ว่า PM2.5 อันตราย

  

“รายวิชาต่อมาคือ Service Design Innovation นวัตกรรมการออกแบบเพื่อการบริการ เป็นตัวที่ซับซ้อนที่สุด เพราะมันจับต้องยาก พูดถึงระบบในการทำอะไรบางอย่าง ตัวอย่างที่เข้าใจง่ายที่สุดคือ ทำไมเราเลือกไปร้านกาแฟร้านหนึ่ง ไม่ไปอีกร้านหนึ่ง เพราะว่าคนไม่ได้ใส่ใจในทุกดีเทล แต่คนจดจำประสบการณ์ บรรยากาศวันที่ไปเป็นอย่างไร เราได้รับบริการอย่างไร เพราะฉะนั้น Service Design Innovation จึงพูดเรื่องการดีไซน์ประสบการณ์ให้กับทุกรูปแบบการบริการ โจทย์จะมีตั้งแต่โรงพยาบาล ร้านอาหาร ร้านกาแฟ บริษัทขนาดใหญ่ ไปจนถึงออฟฟิศการทำงาน มีระบบการทำงานอย่างไร”

  

นอกจากรายวิชาที่พาผู้เรียนรู้ลึก รู้จริงแล้ว DBTM ยังพร้อมด้วยเครื่องมือและนวัตกรรมที่เสริมให้การเรียนสะดวกยิ่งขึ้น ทั้งฟอร์มต่างๆ ในการใช้ เพื่อให้คนในพื้นที่ตอบแบบสอบถาม เครื่องมือวิเคราะห์ต่างๆ ห้อง DMS หรือ Digital Media Space เครื่องมือในการสร้าง Prototype หรือการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ โดยปรับตึกคณะให้กลายเป็น Smart Environment 

 

DBTM

 

DBTMer ตัวจริงต้องคิดเก่ง แก้ปัญหาเก่ง ลงมือทำเก่ง 

DBTMer (ดีบีทีเอ็มเมอร์) คือคำที่ใช้เรียกเด็กที่เรียนหลักสูตร DBTM ดร.จิฐิพร กล่าวว่า เหล่า DBTMer จะเป็นเด็กที่เก่งกล้าเรื่องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่สุด เพราะนอกจากการเรียนผ่าน Project Base พวกเขาจะถูกส่งเข้าไปยังธุรกิจและองค์กรที่ตัวเองต้องการ 

 

“เราเน้นให้มีการฝึกงาน เพื่อให้เขาได้รับประสบการณ์จากที่ทำงานจริง ได้สัมผัสกับปัญหาจริง เรียนรู้วิธีแก้ปัญหากับ Business Partner จริง”

  

ผศ.อาสาฬห์ บอกว่า DBTM จะไม่ชี้นำว่าเด็กควรเดินไปทางไหน แต่จะให้เขาไกด์ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร แล้วค่อยไปดีลกับองค์กรที่พวกเขาต้องการ 

 

“เราก็จะดูเทรนด์ว่าเด็กสนใจอะไร ปีแรกๆ เด็กสนใจสตาร์ทอัพเยอะหน่อย ตอนนี้ก็จะเป็นเทรนด์ของบริษัทขนาดใหญ่ เราก็ไปขอความร่วมมือ ทุกปีเราจะจัดงานที่เรียกว่า DBTM Talk เราก็จะสำรวจว่าเขาสนใจอะไร และก็จะเชิญธุรกิจเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนมุมมองในการทำงาน มีทั้งอสังหาฯ ธนาคาร สายการบิน ฯลฯ เมื่อเด็กได้เห็น เขาจะมีไอเดียได้กว้างขึ้น”

  

เมื่อพวกเขาได้ไอเดียแล้วจะต่อยอดอย่างไร นี่โจทย์ที่ ผศ.อาสาฬห์ บอกว่าท้าทายใช่เล่น 

 

“เด็กยุคนี้เรียนรู้เร็ว รับรู้ว่ามีปัญหาและหาทางแก้ได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีในการเก็บข้อมูล แต่สิ่งที่ต้องมีเพิ่มเติมอาจเป็นเรื่องของทักษะในการวิเคราะห์

  

“เรามีแบบฝึกหัดที่ชื่อ Deconstructive Creativity” ดร.จิฐิพร บอก 

 

“เราจะให้เด็กทำโปรดักต์ขึ้นมา 1 ชิ้น แล้วทุบทิ้ง แล้วให้ทำใหม่ให้ดีกว่าเดิม เพื่อให้ได้ความรู้สึกว่า สิ่งที่เราคิดครั้งแรกอาจจะไม่ดีที่สุดเสมอไป แต่ก็ต้องไกด์เขานิดหนึ่ง บางคนก็ไม่เข้าใจว่าได้อะไรจากแบบฝึกหัดนี้ เพราะมันเป็น Comfort Zone ของคน หรือมีไอเดียอะไรบางอย่าง แล้วก็กอดแน่นไว้ว่านี่คือของฉัน ทั้งที่จริงๆ อาจจะไม่ดีก็ได้ หรือมีอะไรที่สามารถคิดได้ดีขึ้น”

 

ผศ.อาสาฬห์ กล่าวเสริมถึงแง่มุมในฐานะนักออกแบบรุ่นก่อนหน้านี้ และทักษะที่นักออกแบบในอนาคตควรมี 

 

“ผมว่านักออกแบบรุ่นก่อน เราถูกสอนมาในลักษณะการออกแบบที่เน้นผลลัพธ์ เราต้องทำให้ได้ผลลัพธ์ แต่เราไม่ได้มองมิติที่กว้าง เราไม่ได้มองว่าสิ่งที่เราทำมันมีผลกระทบอย่างไร เช่น ขายได้หรือเปล่า หรือมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคมหรือเปล่า ถ้ามองโมเดลการศึกษาทางด้านการออกแบบแบบเดิมเหมือนตัว T แบบหงาย เรียนลึก แล้วค่อยไปศึกษาเรื่องอื่นที่กว้างขึ้น แต่ DBTM เราพลิกกลับ เราเรียนกว้างๆ ก่อน เรียนทุกเรื่องเลยแล้วค่อยๆ แคบลงไป ปริญญาโทจะเป็นเรื่องของ Management

 

“Design Management เราพูดถึงเรื่องการคิดที่ซับซ้อนขึ้น ต้องย้อนกลับไปดูว่าเรากำลังดีไซน์อะไร ถ้าเราดีไซน์ Object ก็ต้องไปทำความเข้าใจกับลูกค้า เข้าใจกับ User หรือถ้าต้องไปออกแบบเซอร์วิสก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เขาจะต้องไปจัดการการออกแบบในแต่ละประเภท 

 

“อาจมองเป็น 3 ขั้นตอน คือ Design Process รู้ว่าจะดีไซน์ของใหม่ชิ้นหนึ่งมีกระบวนการอย่างไร สเตปสองคือ มอง Design Management ว่าถ้าเราเข้าใจกระบวนการออกแบบแล้วเราจะจัดการมันอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ใช้ทรัพยากรน้อย ใช้คนน้อย ใช้เวลาน้อย เลเวลสุดท้ายคือ Design Leadership เราจะสร้างการเปลี่ยนด้วยการออกแบบได้อย่างไร สิ่งที่ DBTM ทำตอนนี้ จึงอยากจะผลักดันผู้เรียนไปให้สู่การเป็น Design Leadership”

  

จนถึงบรรทัดนี้ยังไม่มีการพูดถึงวิชาการหนักๆ ที่ต้องจดเลกเชอร์ออกมาสักคำ ได้ยินก็แค่การพูดถึง ‘การออกแบบวิธีคิด’ ที่ทั้งสองท่านเชื่อว่า มันจะกลายเป็น Human Capability ในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

 

จะว่าไป แทบทุกคนจำเป็นต้องมีทักษะการออกแบบความคิดที่สร้างสรรค์และเป็นระบบเช่นที่กล่าวมาทั้งหมด แต่เด็กแบบไหนกันที่เหมาะจะเรียนหลักสูตรนี้

 

“เรามองหาคาแรกเตอร์พิเศษของเด็กที่จะเข้ามาเรียนกับเรา ทุกปีเราจะมีการสัมภาษณ์ที่เรียกว่า 3C เด็กคนนั้นต้องมี Creativity, Collaboration และ Communication นี่เป็น 3 ทักษะสำคัญในการมาเรียนรู้อะไรใหม่ๆ กับพวกเรา ถ้าถามว่าเหมาะกับใครเหรอ? กลุ่มแรกก็น่าจะเป็นคนที่รู้ว่าอยากจะเป็นผู้ประกอบการ หรือมีธุรกิจสร้างสรรค์ของตัวเอง อยากทำงานเป็นผู้จัดการการออกแบบและนวัตกรรมในองค์กร และอีกกลุ่มคือ เด็กที่มีความสนใจหลากหลาย แต่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากเป็นอะไร DBTM จะเปิดโอกาสให้เขาได้ค้นหาสิ่งต่างๆ มากมาย ไม่แน่อาจจะเกิดอาชีพใหม่ๆ ขึ้นมาก็ได้”  

The post ทักษะการออกแบบชีวิตที่ AI ก็คิดและทำแทนไม่ได้ เบสิกสกิลที่คนเจนใหม่จำเป็นต้องมี…ถ้าอยากอยู่รอด! [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนาคตของนักศึกษาวิชาออกแบบ เมื่อการเรียนดีไซน์ไม่ใช่แค่เรื่องสวยๆ งามๆ แต่เป็นการคิดสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาอย่างมีระบบ [Advertorial] https://thestandard.co/tu-design-future-lab/ https://thestandard.co/tu-design-future-lab/#respond Mon, 23 Apr 2018 03:50:01 +0000 https://thestandard.co/?p=85077

หากเดินดุ่มเข้าไปถามคนวัยทำงานว่า ทุกวันนี้ได้ใช้ความรู […]

The post อนาคตของนักศึกษาวิชาออกแบบ เมื่อการเรียนดีไซน์ไม่ใช่แค่เรื่องสวยๆ งามๆ แต่เป็นการคิดสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาอย่างมีระบบ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากเดินดุ่มเข้าไปถามคนวัยทำงานว่า ทุกวันนี้ได้ใช้ความรู้จากห้องเรียนสมัยมหาวิทยาลัยไหม คำตอบที่ได้รับจำนวนไม่น้อยคงจะเป็น ไม่ แถมเสริมได้อีกว่า ความรู้ตอนนั้นก็คืนอาจารย์ไปพร้อมชีตประกอบการเรียนทั้งหลายที่ส่งต่อให้รุ่นน้องสายรหัสนั่นแหละ

 

เพราะโลกหมุนไปอย่างรวดเร็วขึ้นทุกวัน ทักษะความรู้ที่ต้องใช้ในชีวิตจึงปรับเปลี่ยนเลื่อนไหลตามให้ทันเสมอ ชุดข้อมูลที่เคยใช่ในวันก่อนอาจไม่ใช่ในวันพรุ่งนี้อีกต่อไป ลำพังตัวเราเองอาจไม่ยากเท่าไรในการหมั่นอัปเดตข้อมูลใส่ตัวด้วยการท่องโลกออนไลน์ แต่สำหรับคณะและมหาวิทยาลัยล่ะ พวกเขาต้องคาดการณ์อนาคตล่วงหน้าได้ไกลแค่ไหนถึงจะสร้างหลักสูตรที่ทำให้ผู้เรียนอยู่รอดอย่างแข็งแกร่งในตลาดแรงงานของโลกยุคใหม่ที่อาจเปลี่ยนไปได้ในทุกครั้งที่กะพริบตา

 

แม้จะเพิ่งพ้นสถานะบัณฑิตมาในจำนวนปีที่นับนิ้วได้ไม่หมดมือ แต่เราก็แทบนึกไม่ออกว่าการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยทุกวันนี้เป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาของ ‘การออกแบบ’ เมื่อการดีไซน์ยุคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสวยๆ งามๆ แต่ก้าวข้ามไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และประสบการณ์ให้ผู้ใช้งาน

 

เพื่อไขข้อข้องใจ THE STANDARD จึงออกเดินทางไปถึงทุ่งรังสิต เพื่อพูดคุยกับ รองศาสตราจารย์เฉลิมวัฒน์ ตันตสวัสดิ์ คณบดี และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ รองคณบดีฝ่ายการสื่อสารกลยุทธ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงแนวทางการสร้างนักออกแบบยุคใหม่ ทิศทางการปรับตัวของคณะและมหาวิทยาลัย ไปจนถึงการสื่อสารกับพ่อแม่ในวันที่ชื่อคณะไม่ได้การันตีชื่ออาชีพอีกต่อไป

 

 

โลกปัจจุบันหมุนไปไวมาก เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตคนเยอะขึ้น อาจารย์มองว่านักออกแบบและสถาปนิกในยุค 4.0 ควรปรับตัวอย่างไรบ้าง

รศ.เฉลิมวัฒน์: ยุค 4.0 จริงๆ ก็เป็นยุคที่เราต้องมาสร้าง Innovation สร้างนวัตกรรม เดิมทีเราพูดกันเฉพาะการสร้างความสวยงาม หรือสร้างเพื่อตอบโจทย์การใช้สอยของผู้ว่าจ้าง ก็ต้องคิดถึงว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ใช้งานอย่างไร จะเห็นว่านักออกแบบที่ประสบความสำเร็จคือเขาไปสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภค ยกตัวอย่างเครือ Apple หรือตึกทั้งหลายที่เขาสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีกับผลิตภัณฑ์ ก็ทำให้ชีวิตคนดีขึ้น เรียกว่านักออกแบบก็ต้องปรับตัวพอสมควร

 

ผศ.อาสาฬห์: เทคโนโลยีที่พูดถึงในที่นี้อาจจะกว้างมาก อย่างเช่นวัสดุศาสตร์ พูดถึงวัสดุในการก่อสร้างเป็นอาคาร พูดถึงเทคโนโลยีที่เป็นดิจิทัลแพลตฟอร์ม เดี๋ยวนี้มี VR สถาปนิกก็ออกแบบและขายคอนโดฯ กันด้วย VR เทคโนโลยีที่พูดถึงกันนี้มันกว้างมาก นักออกแบบก็ต้องมีความสามารถในการเลือกใช้เทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ เรามี 3D Printer, 3D Scanner อะไรต่างๆ ก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักออกแบบออกแบบได้ดีขึ้นจากสมัยก่อน

 

แล้วแนวทางการปรับตัวของคณะสถาปัตย์ฯ ธรรมศาสตร์ เป็นอย่างไร

รศ.เฉลิมวัฒน์: คณะสถาปัตย์ฯ เรามีวิสัยทัศน์คือ Shape Future Living เราจะออกแบบการอยู่อาศัยแห่งอนาคตให้กับผู้คน จากคำคำนี้ แน่นอนว่าเราต้องมาสร้างนวัตกรรมหรือ Innovation การปรับตัวของเราคือการหาของใหม่ๆ รวมทั้งหลักสูตร วิธีการเรียนรู้ สถานที่ใหม่ที่สามารถปั้นคนที่จะมาอยู่ในยุคใหม่ของเราได้ ทีนี้เราเชื่อว่าการสร้างนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณรู้หลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน เราก็ต้องสร้างความร่วมมือ

 

กลยุทธ์อย่างหนึ่งของเราก็คือการมี Collaboration กับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคการผลิต ภาคเอกชน เช่น เราไปนั่งเรียนร่วมกับแสนสิริ ศุภาลัย บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เอาประสบการณ์ของคนในบริษัทเหล่านั้นมาช่วยเหลือ เอาโจทย์ของเขามาใช้ ให้นักศึกษาเราไปเรียนรู้ ไปดูพื้นที่จริง ได้ออกแบบตึกของจริงซึ่งมันเปลี่ยนแปลงไปแล้วจากอดีต แล้วคณาจารย์กับบุคลาการของแสนสิริก็ช่วยกันตรวจ นักศึกษาก็จะได้ประสบการณ์เยอะ ได้รู้จักคน ได้รู้ว่าในกระบวนการทำงานจริงต้องคำนึงถึงเรื่องอะไรบ้าง นี่คือการเรียนรู้ร่วมกัน

 

ในระดับมหาวิทยาลัยเราก็เรียนรู้ข้ามหลักสูตร ข้ามคณะ สถาปัตย์-พาณิชย์ สถาปัตย์-รัฐศาสตร์ สร้างเป็นหลักสูตรที่เรียนรู้ข้ามศาสตร์กัน นี่คือการปรับตัวของเรา เราอยู่กับการออกแบบอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราต้องเรียนรู้หลายๆ อย่าง หรือด้านความร่วมมือกับสถาบันต่างประเทศ เราก็ต้องคิดว่าเด็กต้องออกไปเห็นโลกเยอะๆ ดังนั้น อย่างง่ายเราก็จะทำเวิร์กช็อปให้กับนักศึกษา ทุกซัมเมอร์เขาสามารถไปแลกเปลี่ยนดูงานต่างประเทศได้ อันนี้ก็คือเรื่อง Collaboration

 

อีกอันที่พูดถึงเมื่อกี้คือเรื่องเทคโนโลยี เราก็พยายามเน้นให้การเรียนรู้ของเรานำด้วยเทคโนโลยี หรือ Technology-driven คือเราต้องมีพื้นที่หรือระบบซึ่งให้เทคโนโลยีทั้งหลายเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมด ก็จะนำไปสู่พื้นที่ใหม่ๆ ภายในคณะซึ่งเราปรับขึ้นมากมาย

 

พื้นที่ใหม่ๆ นั้นมีอะไรบ้าง

รศ.เฉลิมวัฒน์: ตอนนี้ที่ทำเสร็จและใกล้จะเสร็จแล้วมีอยู่ 3 พื้นที่ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ก็มาจากระบบการเรียนรู้ซึ่งเราคิดว่ามันต้องครบวงจร หนึ่งคือ นักออกแบบต้องเริ่มจากการคิดก่อน การคิดสมัยใหม่คือต้อง Brainstorm ทำงานเป็นกลุ่มเป็นทีม ทำงานร่วมกับคนอื่น มันก็นำไปสู่พื้นที่ที่เรียกว่า Design Future Lab เป็นเหมือนแฟลกชิปโปรเจกต์ที่เกิดจากการที่นักศึกษาชอบไปทำงานนอกหลักสูตรกัน เราก็สร้างพื้นที่ให้ทดลอง ทำหน้าที่เป็นโค้ช ช่วยสร้างพาร์ตเนอร์ให้เขา โปรเจกต์ไหนที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ เราก็หาภาคเอกชนมาช่วยมาร่วมทุนกับเขา

 

 

จากพื้นที่ที่เขาคิดผลิตภัณฑ์ขึ้นมาได้ ต่อไปก็ต้องสร้างม็อกอัพ สร้าง Prototype เราก็มีพื้นที่ที่เรียกว่า CLICK หรือ Creative Lab for Innovation Conceptual Knowledge ซึ่งมีอุปกรณ์ไฮเทคอย่าง 3D Printing, 3D Scanner, Laser Cutter เพื่อให้สิ่งที่พวกเขาคิดสามารถสร้างขึ้นมาเป็นต้นแบบ เห็นเป็นรูปเป็นร่างได้จริง

 

 

พอคิดขึ้นได้ สร้างต้นแบบได้ การศึกษาบางอย่างมันต้องการการเข้าไปมีประสบการณ์ในพื้นที่ สมมติเขาออกแบบคอนโดฯ แล้วอยากรู้ว่าห้องเขากว้างใหญ่แค่ไหน เราก็มีพื้นที่ที่เรียกว่า Digital Media Space เป็นพื้นที่กว้างๆ ที่มีโปรเจกเตอร์ 20 ตัวฉายภาพลงมาบนพื้นและผนังให้เห็นในมาตราส่วน 1:1 ทั้ง 360 องศาเลย เขาก็จะรู้ว่าสิ่งที่เขาออกแบบใหญ่พอไหม เล็กไปไหม ใช้งานได้จริงไหม นี่คือลักษณะพื้นที่สมัยใหม่ซึ่งสะท้อนการเรียนรู้ครบวงจรรูปแบบใหม่ในการออกแบบ

 

 

แปลว่านักศึกษาจะไม่ต้องตัดโมเดลกันข้ามคืนอีกต่อไป

รศ.เฉลิมวัฒน์: (หัวเราะ) การตัดโมเดลก็ยังต้องมีอยู่นะ คือนอกจากเราจะได้เห็นงานเป็นสามมิติ มันคือการฝึกสกิลอย่างหนึ่ง จริงๆ การตัดโมเดลมันสามารถตัดอย่างง่ายๆ เร็วๆ เพื่อทดสอบไอเดียที่คิดไปให้เรามองเห็นได้โดยรอบ แน่นอนว่าคุณสามารถทำภาพดิจิทัลสามมิติขึ้นมาก็ได้ แต่สกิลการตัดกระดาษ การติดกาว พวก Hands-on ก็ยังสำคัญกับนักออกแบบอยู่

 

นักศึกษาวิชาออกแบบยุคนี้มีสกิลอะไรแตกต่างกับยุคก่อนหน้าบ้าง

รศ.เฉลิมวัฒน์: นักศึกษาเจเนอเรชันนี้จะโดดเด่นเรื่องความกล้าแสดงความคิดเห็น Multitasking และการเข้าถึงเทคโนโลยีทั้งหลาย บางเรื่องถ้าให้เราหาข้อมูลเองคงหานานมาก แต่เขาสามารถทำได้แบบปุ๊บปั๊บ แล้วเขามีสกิลที่สามารถทำหลายๆ อย่างพร้อมกันได้ เรียนไปแชตไป ทำหลายๆ อย่างพร้อมกันได้ แต่ได้ดีหรือเปล่าก็อีกเรื่อง (หัวเราะ) แต่ด้านความอดทนเขาจะน้อยลงไป เป็นสิ่งที่เราต้องเติมให้เขา อย่างการตัดโมเดลก็เป็นการฝึกความอดทนอย่างหนึ่ง

 

คนยุคใหม่มักจะคิดว่าถ้าเรามีไอเดียเจ๋งๆ ขึ้นมาอย่างหนึ่ง ไปเริ่มเป็นสตาร์ทอัพแล้วมันก็จะประสบความสำเร็จได้ แต่จริงๆ แล้วสตาร์ทอัพที่ล้มก็มี คิดเป็นสัดส่วนที่เยอะกว่าคนที่ประสบความสำเร็จอีก คนรุ่นใหม่หลายคนอยากเป็นผู้ประกอบการเอง เป็นเจ้านายของตัวเองและมีลูกน้อง เจ้านายจะต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่ทำคืออะไร เคยผ่านงานเหล่านี้มาก่อน คนที่อยู่ๆ จะเป็นเจ้านายเลยโดยไม่เคยผ่านงานเหล่านี้มา โอกาสที่จะล้มก็มีเยอะ เพราะไม่รู้ว่ามันทำยังไง ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นยังไง

 

 

การมีพื้นที่การเรียนรู้อย่าง Design Future Lab, CLICK และ Digital Media Space สำคัญกับนักศึกษาวิชาออกแบบอย่างไร

ผศ.อาสาฬห์: อย่าง Design Future Lab จริงๆ มันก็เกิดจากว่าเราอยากผลักดันเรื่อง Design Incubator ให้เด็กหัดคิดเพื่อต่อยอดได้ ตอนแรกเราก็คิดว่าจะแทรกเข้าไปยังไง จะไปโยนในวิชาเรียนเหรอ ในโปรเจกต์สตูดิโอเหรอ ซึ่งงานก็เยอะอยู่แล้ว เด็กก็เหนื่อย ทำแล้วก็ดูไม่แฮปปี้ เราเลยลองดึงออกมาข้างนอก เป็นอะไรที่เขาอยากทำจริงๆ แล้วให้เขาเสนอไอเดียขึ้นมา อย่างบางกลุ่มที่มีไอเดียด้านการจัดอีเวนต์ต่างๆ ก็ลองให้เขาดึงขึ้นมาทำดู แล้วเราก็ช่วยโค้ชไปเรื่อยๆ มันก็จะได้พื้นที่การเรียนรู้แบบใหม่ๆ ให้กับเด็กที่สนใจและทำจริงๆ

 

รศ.เฉลิมวัฒน์: ทั้งสามห้องที่ทำขึ้นใหม่นี้ไม่อยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของวิชาเรียนเลย เป็นกิจกรรมนอกหลักสูตร ในอนาคตเรามองว่าพื้นที่การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในห้องอีกต่อไป ทุกตารางนิ้วสามารถใช้ในการเรียนรู้ได้หมด

 

ผศ.อาสาฬห์: เดิมเราแยกเป็นห้อง เป็นชั้นปี แต่ถ้าเกิดเรามีพื้นที่ที่ไม่มีขอบเขตพวกนี้เลยล่ะ ไม่มีเส้นกั้นระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา นักศึกษาอาจเรียนรู้จากการทำงานกับอาจารย์ หรือนักศึกษารุ่นน้องเรียนจากรุ่นพี่ พี่เรียนจากน้อง น่าจะทำให้ได้โจทย์อะไรใหม่ๆ ในการออกแบบเพิ่มขึ้น

 

 

อะไรที่ทำให้นักออกแบบที่จบจากคณะสถาปัตย์ ธรรมศาสตร์ แตกต่างจากที่อื่นๆ

รศ.เฉลิมวัฒน์: ในชื่อภาษาอังกฤษเราเรียกตัวเองว่าเป็น Thammasat Design School คือถ้าแปลตรงๆ สถาปัตย์มันคือ Architecture แต่เราขยายจาก Architecture ไปเป็น Design สถาปัตย์มันใช้การออกแบบเป็นสกิลหลักอยู่แล้ว แต่ถ้าเราไปเน้นเฉพาะตัวสกิลคือดีไซน์เนี่ย มันก็จะขยายขอบเขตของการใช้กระบวนความคิดทางการออกแบบไปอีกเยอะเลย

 

ผศ.อาสาฬห์: คือมันมีการถกเถียงที่บอกว่าสถาปัตยกรรมมันตอบรับกับอุตสาหกรรมเท่านั้น ในยุคหนึ่งคนต้องการที่อยู่อาศัยก็เลยต้องมีตัวสถาปัตยกรรมเป็นอาคาร แต่ถ้าเรากลับไปดูหัวใจของการเรียนการสอนหรือการปฏิบัติ อาชีพการเป็นสถาปนิกจริงๆ คือการออกแบบ ซึ่งถ้าเรามองว่าการออกแบบในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของการตัดกระดาษทำอะไรสวยๆ งามๆ แล้ว แต่มันคือการคิดสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาอย่างมีระบบ ถ้าเรามองว่าการดีไซน์อยู่ในบริบทแบบนี้ การออกแบบก็สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่องที่ไม่ใช่แค่สถาปัตยกรรมอย่างเดียว

 

รศ.เฉลิมวัฒน์: พอเราขยายตัวเองออกไปแบบนั้น เราก็เลยทำหลักสูตรที่ไม่ใช่สถาปัตย์ ยกตัวอย่างเช่น หลักสูตรการจัดการการออกแบบ ซึ่งผนวกเรื่องของธุรกิจ เทคโนโลยี ร่วมกับคณะพาณิชย์ สร้างเป็นหลักสูตรใหม่ อันนี้ก็ไม่ได้ออกแบบอาคารแล้ว แต่ขยายบทบาทตัวเราเองออกไปจากเดิมที่สถาปัตย์หมายถึงการออกแบบสภาพแวดล้อมอย่างเดียว มันไปไกลกว่านั้นเยอะ ทั้งออกแบบผลิตภัณฑ์ บริการ ระบบทั้งหลาย ซึ่งเรามองตัวเองตั้งแต่ 5 ปีที่แล้วว่าเราต้องก้าวข้ามไป

 

พอวางตัวเป็น Design School ในอนาคตจะมีหลักสูตรเกี่ยวกับการออกแบบเพิ่มขึ้นไหม เพราะธรรมศาสตร์เองก็ยังไม่มีคณะที่เน้นด้านดีไซน์จริงจังเลย

รศ.เฉลิมวัฒน์: ผมมองว่าต่อไปนี้การสร้างหลักสูตรใหม่ๆ ขึ้นมาด้วยตัวคุณเองเพียงลำพังจะไม่ตอบโจทย์สังคมแล้ว เพราะสังคมอนาคตมันเป็นการเชื่อมโยงหลายๆ ศาสตร์ หลักสูตรใหม่ๆ ที่เราพูดถึงมันต้องจับคู่กันอย่างน้อย 2-3 คณะขึ้นไป และเป็นหลักสูตรที่มีประโยชน์จริงๆ ถ้าอยู่ๆ แต่ละคณะลุกขึ้นมาบอกว่าฉันจะสร้างหลักสูตรใหม่ๆ ก็อาจถูกมองว่าจะทำเพื่ออะไร มันอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์สังคมที่แท้จริง เพราะวิชาการทุกอย่างในโลกนี้มันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ถ้าเราอยู่นิ่งๆ ลำพังแต่ละคณะ กอดศาสตร์ของตัวเองไว้แน่น มันไม่เกิดประโยชน์

 

ผศ.อาสาฬห์: มันเหมือนเป็น Dilemma นิดๆ เพราะแต่ละคณะมันเริ่มจากพื้นฐานของการมีระบบระเบียบเป็นของตัวเอง แต่ในโลกปัจจุบันและโลกอนาคต สถานการณ์มันไม่ได้เกิดตามระบบระเบียบ เพราะฉะนั้นเวลาจะแก้ปัญหามันก็เชื่อมโยงกันไปหมด ยกตัวอย่าง สังคมผู้สูงอายุที่ไทยจะต้องเจออีก 10-20 ปีข้างหน้า มันไม่ใช่แค่ปัญหาเชิงกายภาพอย่างเดียว แต่เราจะสร้างคอมมูนิตี้ยังไง มันเป็นโจทย์ที่กว้างขึ้น

 

การชวนคณะอื่นๆ มาสร้างหลักสูตรร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น Design, Business and Technology Management และหลักสูตรการผังเมือง-รัฐศาสตร์ มีที่มาที่ไปอย่างไร

ผศ.อาสาฬห์: มันเกิดจากการมองเห็นตรงกันของหลายฝ่าย คณะสถาปัตย์กับพาณิชย์ก็เห็นตรงกันว่าการนำเอาทักษะทางด้านการออกแบบที่สร้างความสามารถในการคิดไอเดียใหม่ๆ มาบวกกับความสามารถในการคิดเชิงการจัดการและธุรกิจ ก็จะต่อยอดให้เกิดนวัตกรรมได้

 

รศ.เฉลิมวัฒน์: คณะสถาปัตย์กับรัฐศาสตร์ก็เช่นกัน คณะสถาปัตย์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพ หลักสูตรการผังเมืองของคณะจึงเน้นการวิเคราะห์และการจัดการเชิงกายภาพเป็นหลัก แต่เมื่อนำเอามาผนวกกับศาสตร์ทางด้านการจัดการเชิงนโยบายบนพื้นฐานของสังคมศาสตร์ ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของคณะรัฐศาสตร์ ก็จะช่วยให้เกิดการบริหารจัดการชุมชนเมืองที่ครอบคลุมในทุกมิติทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างอนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น

 

นักศึกษาที่จบไปไม่ต้องเป็นสถาปนิกอย่างเดียวใช่ไหม

ไม่จำเป็น เราเชื่อว่าเด็กของเราที่จบไปจะพูดถึงเรื่องการสร้างโจทย์ใหม่ๆ มีความเป็นผู้นำในการสร้างนวัตกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของคนในอนาคต และดีเอ็นเอของเด็กธรรมศาสตร์จะมีความเป็นกบฏ มองว่าของเดิมที่มีอยู่นี้มีปัญหาอะไร จะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร ไม่มองบนกรอบแบบเดิมๆ

 

เป้าหมายของคณะคืออะไร

รศ.เฉลิมวัฒน์: เป้าหมายของเราคือการผลิตบัณฑิตที่ตอบโจทย์ยุคสมัยแห่งอนาคต ปกติการสร้างหลักสูตรคือการคาดการณ์อนาคตในอีกสักสิบปีข้างหน้า เพราะกว่าจะผลิตบัณฑิตออกมาได้แต่ละรุ่นก็ต้องมีการร่างหลักสูตร เปิดรับนักศึกษา กว่าเขาจะเรียนจบอีก 5 ปี เราก็วางเป้าหมายว่าจะผลิตนักศึกษาที่ก้าวไปเป็นผู้นำในวิชาการของเขาในสังคม สร้างนวัตกรรมได้

 

 

ปัญหาที่เกิดกับเด็กไทยทุกยุคสมัยคือไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ควรเรียนอะไร จบไปแล้วจะทำอะไร อาจารย์มองเรื่องนี้อย่างไร

ผศ.อาสาฬห์: มันเหมือนไก่กับไข่แหละ คือเราเลือกเรียนอันนี้เพราะอยากไปเป็นอันนี้ หรือจริงๆ เรายังไม่รู้หรอกว่าเราจะเป็นอะไร แล้วเราก็เรียนไปเรื่อยๆ เพื่อค่อยๆ สั่งสมความรู้แล้วนำไปใช้ ผมว่าการเรียนยุคนี้ไม่ได้เน้นความเป็นวิชาชีพเหมือนเดิม เพราะในโลกอนาคตมันอาจจะมีตำแหน่งงานหรือ Job Description ที่มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างปัจจุบันเราเห็นตำแหน่งงานที่ไม่เคยมีเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นสถาบันการศึกษาก็ควรจะฝึกให้คนมีความรู้ความสามารถในเชิงของการคิดอย่างเป็นระบบ หรือสามารถเชื่อมโยงโลกในอนาคตได้ ผมว่านี่เป็นเป้าหมายหลักที่จะต้องทำ

 

รศ.เฉลิมวัฒน์: โดยเฉพาะหลักสูตรใหม่ๆ ที่เราทำขึ้น อย่างการจัดการการออกแบบ เราเป็นหลักสูตรระดับปริญญาตรีที่แรกในเอเชียด้วยซ้ำ ตอนนี้เด็กยังถามว่าจบไปแล้วทำอะไร เพราะมันเป็นศาสตร์ใหม่ในตลาดงานจริงๆ ตำแหน่งที่จะมารองรับตรงๆ อาจจะมีไม่เยอะ ดังนั้นการเรียนตอนนี้คือเรียนรู้ศาสตร์ของมัน

 

ผศ.อาสาฬห์: ถ้าเราไม่ผลิตคนพวกนี้ อนาคตเราก็จะไม่มีคนที่คิดอะไรใหม่ๆ

 

รศ.เฉลิมวัฒน์: ผมเคยบอกนักศึกษาว่า สิ่งที่เราเรียนรู้วันนี้ ในตลาดอาจยังไม่มีตำแหน่งงานรองรับ พวกเราจบไปต้องเขียน Job Description ให้ตำแหน่งของเราเอง ต้องไปโน้มน้าวบริษัทว่านี่คือตำแหน่งที่จำเป็นสำหรับบริษัทคุณ บัณฑิตที่จบไปต้องมีความมั่นใจในวิทยายุทธของตัวเองว่าจะเป็นประโยชน์กับบริษัท ซึ่งตลอด 18 ปีที่ผ่านมามันก็พิสูจน์ได้ว่าบัณฑิตที่เราผลิตออกไปนั้นมีคุณูปการใหม่ๆ ให้กับสังคม กับแวดวงนักออกแบบ เช่น ถ้าไปเป็นสถาปนิกก็จะมีความรู้เฉพาะด้านที่พิเศษกว่าคนอื่น มองกรอบของการออกแบบได้กว้างขึ้น เริ่มเอากลยุทธ์ทางการตลาดเข้ามาผสม ก็จะได้ลักษณะของงานออกแบบที่แตกต่างออกไป

 

ในเมื่อเด็กเข้ามาเรียนแล้วอาจไม่ได้จบไปประกอบอาชีพตรงตามชื่อคณะ คุณจะบอกกับพ่อแม่อย่างไรว่าทำไมต้องเรียนคณะนี้

ผศ.อาสาฬห์: ผมคิดว่าโลกอนาคตจะเปลี่ยนแปลงเร็วกว่านี้ ปัจจุบันเราเห็น Gen X มาถึง Gen Y เราเห็นว่าโลกมันเปลี่ยน ผมว่าในอนาคตมันจะเปลี่ยนเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นความรู้ชุดหนึ่งในวันนี้ พรุ่งนี้มันอาจจะไม่ใช่อีกต่อไป สิ่งที่มันเป็นซอฟต์สกิลต่างหากล่ะ เด็กที่สามารถปรับตัวรับความรู้ใหม่ๆ หรือเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเข้าด้วยกันได้ หาความรู้ได้ ตั้งคำถามตลอดเวลา สกิลเหล่านี้อาจเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญ

 

รศ.เฉลิมวัฒน์: เราต้องคาดหวังถึงผู้ปกครองยุคใหม่เหมือนกันนะ เราต้องสื่อสารกับผู้ปกครองที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกับเรา มีมุมมองต่ออนาคตตรงกัน ซึ่งมันยังไม่มีอะไรรองรับหรอก แต่รู้ว่านี่แหละ รุ่งแน่

The post อนาคตของนักศึกษาวิชาออกแบบ เมื่อการเรียนดีไซน์ไม่ใช่แค่เรื่องสวยๆ งามๆ แต่เป็นการคิดสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาอย่างมีระบบ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/tu-design-future-lab/feed/ 0