อาชญากรรมไซเบอร์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/อาชญากรรมไซเบอร์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 24 Jan 2026 11:08:55 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เจาะลึก 50 ประเด็นจุดเปลี่ยนโลก เกิดอะไรขึ้นใน WEF 2026 https://thestandard.co/wef-2026-world-changes/ Sat, 24 Jan 2026 11:08:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1168997 WEF 2026

ปี 2026 ไม่ใช่แค่ปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน แต่คือปีที่โลกถูก […]

The post เจาะลึก 50 ประเด็นจุดเปลี่ยนโลก เกิดอะไรขึ้นใน WEF 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
WEF 2026

ปี 2026 ไม่ใช่แค่ปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน แต่คือปีที่โลกถูก ‘เขย่า’ จนหลายสิ่งต้องถูกเขียนใหม่ จากนโยบายสุดโต่งของมหาอำนาจ ไปจนถึงการเร่งสปีดของปัญญาประดิษฐ์ที่ไม่หยุดอยู่แค่บนหน้าจอ แต่กำลังเข้ามากำกับโลกกายภาพอย่างเต็มรูปแบบ

 

การประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอสปีนี้ จึงไม่ใช่แค่งานประชุม แต่เป็นเวทีประกาศศักราชใหม่ของระบบโลก The Secret Sauce ขอสรุป 50 บทเรียนสำคัญจาก 6 Mega-Shifts ที่จะกำหนดชะตาชีวิตและธุรกิจของพวกเราทุกคนนับจากนี้

 

🇺🇲 The Trump Shock เมื่ออเมริกาคือศูนย์กลางจักรวาลอีกครั้ง

 

นโยบายสุดโต่งของสหรัฐฯ สะเทือนเวทีโลกอีกครั้ง ตั้งแต่การต่อรองเชิงอำนาจ การหันหลังให้พลังงานสะอาด ไปจนถึงการเปลี่ยนพันธมิตรเป็นลูกค้า โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงให้ทุกคนเห็นว่า ‘ดีล’ สำคัญกว่าความสัมพันธ์ ผ่านแนวคิด ‘America First’

 

🔸1. Greenland & Golden Dome: เดิมพันยุทธศาสตร์ใหม่ สหรัฐฯ รุกกรีนแลนด์ และเตรียมสร้างโล่ป้องกันขีปนาวุธ “โดมทองคำ” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

 

🔸2. การทูตไวน์แลกยา: บีบฝรั่งเศสด้วยภาษีไวน์ 100% เพื่อแลกกับการให้ฝรั่งเศสขึ้นราคายาในประเทศ ลดภาระค่ายาที่คนอเมริกันต้องแบก

 

🔸3. เช็คบิลสวิตเซอร์แลนด์: ทบทวนภาษี 30-39% ฐานกอบโหยกำไรจากสหรัฐฯ มายาวนานโดยไม่เสียภาษีคืนให้

 

🔸4. NATO 5%: ความสำเร็จในการบีบพันธมิตรจ่ายค่าคุ้มครองเพิ่มเป็น 5% ของ GDP เพื่อความแข็งแกร่งของกองกำลัง

 

🔸5. จุดจบ Green New Deal: ประกาศเลิกแบนฟอสซิล เรียกนโยบายคาร์บอนต่ำว่าเป็น ‘เรื่องลวงโลก’ และเร่งขุดน้ำมันเพิ่มเป็นประวัติการณ์

 

🔸6. Realpolitik ในเวเนซุเอลา: ยอมจับมือกับเวเนซุเอลาเพื่อดูดน้ำมัน 50 ล้านบาร์เรลเข้าตลาดสหรัฐฯ

 

🔸7. เพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิต 10%: Jamie Dimon เตือนว่านโยบายช่วยผู้มีรายได้น้อยด้วยการกำหนดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ไม่เกิน 10% อาจทำลายระบบสินเชื่อและเศรษฐกิจพังพินาศ

 

🔸8. ล้างบางระบบราชการ: ตัดข้าราชการ 2.7 แสนตำแหน่ง และกฎระเบียบ 129 ข้อ ต่อการเพิ่มกฎใหม่เพียง 1 ข้อ

 

🔸9.นิวเคลียร์ส่วนตัว: เปิดทาง Big Tech สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เองเพื่อแก้ปัญหาพลังงาน Data Center — Donald Trump

 

🔸10. บุรุษผู้หยุดสงครามโลก: ทรัมป์ย้ำจุดขายว่า หากไม่ใช่เขา โลกคงเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 ไปแล้ว

 

🤖 The AI Industrial Revolution จากซอฟต์แวร์สู่โครงสร้างพื้นฐานหมื่นล้าน

 

AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก เศรษฐกิจแห่งอนาคตจะขับเคลื่อนด้วยพลังงาน ชิป และปัญญาประดิษฐ์ที่แทรกซึมทุกมิติ ตั้งแต่โรงงานจนถึงอวกาศ

 

🔸11. AI เค้ก 5 ชั้น: Jensen Huang, CEO of NVIDIA CEO อธิบายโครงสร้างพื้นฐานใหม่ประกอบด้วย พลังงาน > ชิป > คลาวด์ > โมเดล > แอปฯ ใครคุมได้คือผู้ชนะ

 

🔸12. คอขวดคือโลกกายภาพ: Michael Intrator, Co‑founder และ CEO ของ CoreWeave ย้ำว่าปัญหา AI ไม่ใช่เรื่องโค้ด แต่คือ ขาดแคลนช่างไฟ คอนกรีต และพลังงาน

 

🔸13. สมการใหม่ของโลก: Peng Xiao, Group CEO ของ G42 มองว่า ในโลกยุค AI ความฉลาดของระบบจะไม่จำกัดด้วยโค้ดหรือข้อมูล แต่จะขึ้นอยู่กับว่าคุณมีพลังงานมากพอจะขับเคลื่อนมันหรือไม่ เพราะยิ่ง AI ฉลาดมากก็ยิ่งกินไฟมาก

 

🔸14. KPI ใหม่ของเศรษฐกิจ: Satya Nadella, CEO ของ Microsoft เสนอว่า ประเทศในยุค AI ควรถูกวัดด้วยความสามารถในการเปลี่ยน “พลังงานและเงิน” ให้เป็น “ผลลัพธ์จาก AI” หรือในสูตรสั้น ๆ ว่า Tokens per dollar per watt

 

🔸15. Inference ลดราคา 99%: Sarah Friar, CEO ของ Nextdoor เผยว่า ภายในเวลาเพียง 2 ปี ค่าใช้จ่ายในการสั่งให้ AI คิดและตอบ ลดลงถึง 99% เปลี่ยน AI จากของเล่นของบริษัทยักษ์ ให้กลายเป็นเครื่องมือที่ทุกธุรกิจจับต้องได้จริง

 

🔸16. กองทัพ AI Agent 1 พันล้านตัว: Peng Xiao, Group CEO ของ G42 ประกาศวิสัยทัศน์สุดล้ำ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะสร้าง AI Agent จำนวนมหาศาลเพื่อมาทำงานแทนแรงงานมนุษย์โดยตรง

 

🔸17. Stargate Project: Sarah Friar เปิดเผยว่า โครงการยักษ์ 500,000 ล้านดอลลาร์ของ OpenAI ซึ่งถูกออกแบบให้เป็น ‘โรงไฟฟ้าสำหรับ AI แห่งอนาคต’ กำลังวิ่งเร็วกว่าที่โลกคาดไว้ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก

 

🔸18. AI Co-worker: Roy Jakobs, CEO ของ Philips ชี้ให้เห็นอนาคตที่มนุษย์กับ AI ทำงานเคียงข้างกันจริงๆ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลที่ AI จะช่วยจัดการเอกสาร ปล่อยให้หมอและพยาบาลได้ทุ่มเวลากลับไปดูแลชีวิตแทนระบบ

 

🔸19. Agentic Commerce: Ryan McInerney, CEO ของ Visa เชื่อว่า เรากำลังก้าวสู่ยุคที่ AI ไม่ได้แค่ช่วยคิด แต่ลงมือช้อปแทนเรา เจรจาต่อรอง เลือกราคา เปรียบเทียบสินค้า และจ่ายเงินได้ในพริบตา

 

🔸20. Space Solar: Elon Musk มองไกลกว่าพื้นโลก เขาคาดว่าในไม่ช้า Data Center อาจลอยอยู่ในอวกาศ เพื่อรับแสงอาทิตย์ที่แรงกว่าเดิม 5 เท่า ช่วยให้ AI ประมวลผลได้แรงกว่าเดิมหลายเท่าโดยไม่ต้องรอไฟจากโรงงาน

 

🌐 The Survival of Nations เมื่อกฎแห่งป่าเริ่มแทรกซึมระบบโลก

 

ในโลกที่กฎหมายระหว่างประเทศเริ่มเสื่อมถอย ใครมีอำนาจมากกว่าย่อมเป็นผู้กำหนดความถูกต้อง มหาอำนาจเร่งสร้าง AI ของตนเอง ขณะที่ประเทศเกิดใหม่อย่างอาเซียนกลับกลายเป็นจุดที่น่าจับตา

 

🔸21. Sovereign AI: Jensen Huang เตือนว่า ประเทศใดที่ไม่มี AI เป็นของตัวเอง กำลัง ‘ฝากสมอง’ ไว้กับคนอื่น มหาอำนาจในยุคนี้ต้องเร่งสร้าง AI ที่ควบคุมได้เอง ไม่ใช่นำเข้าจากภายนอก

 

🔸22. ยุโรปที่ต้องเลิกไร้เดียงสา: Emmanuel Macron, ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ชี้ว่าถึงเวลาแล้วที่ยุโรปจะเลิกเป็น ‘เบี้ยล่าง’ ในเวทีโลก พร้อมแนะให้เดินเกมปกป้องตนเองจากแรงกดดันของทั้งจีนและสหรัฐฯ

 

🔸23. กฎป่าเข้าแทนที่กฎหมาย: Macron เตือนอีกว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค Rule of the Strongest หรือกฎแห่งผู้แข็งแรง ที่ใครมีอำนาจมากกว่าคือผู้กำหนดความถูกต้องแทนที่ระบบกฎหมายสากล

 

🔸24. จีนผู้สร้างสะพาน: He Lifeng รองนายกรัฐมนตรีจีน ยืนยันว่าจีนจะไม่สร้างกำแพง แต่จะสร้างสะพานผ่านการค้าเสรีและการทูต สวนทางกับการกีดกันจากชาติตะวันตก

 

🔸25. East Data, West Computing: Gong Ke ผู้เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์เทคโนโลยีจีน เปิดเผยว่าจีนกำลังย้ายฐานการประมวลผลไปทางตะวันตกของประเทศ เพื่อใช้พลังงานสะอาดและรองรับยุค AI แบบยั่งยืน

 

🔸26. ASEAN จุดสว่างของโลก: Prabowo Subianto ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ระบุว่า ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปั่นป่วน อาเซียนคือภูมิภาคที่น่าจับตามองที่สุด ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร็วและมั่นคง

 

🔸27. Danantara Fund Prabowo เผยแผนผลักดัน “Danantara Fund” — กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติวงเงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ ที่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการปั้นอินโดนีเซียสู่เวทีโลก

 

🔸28. เสถียรภาพในป่าช้า: Ricardo Hausmann, นักเศรษฐศาสตร์เวเนซุเอลา วิจารณ์ว่าความสงบในบ้านเกิดเขาไม่ใช่เพราะสันติภาพ แต่เพราะการกดขี่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจ ทำให้เกิดเสถียรภาพแบบ ‘ป่าช้า’

 

🔸29. สงครามชิปคือการซื้อเวลา: Dario Amodei, CEO ของ Anthropic ชี้ว่า การที่ตะวันตกไม่ส่งชิปให้จีน ไม่ใช่แค่เรื่องการค้า แต่คือกลยุทธ์ดึงเวลา หวังชะลอการไล่ทันของคู่แข่งรายสำคัญ

 

🔸30. Locking the Market: Trump วางเกมชัดเจน สหรัฐฯ ต้องคุมตลาด AI และ Crypto ไม่ให้จีนแทรกแซงได้ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

 

🧑‍💻Future of Work & Skills มนุษย์อยู่ตรงไหนในสมการ AI?

 

เมื่อ AI ทำงานได้แทบทุกอย่าง บทบาทของมนุษย์ต้องเปลี่ยนจากผู้ลงมือเป็นผู้ควบคุม และจากคนทำงานเป็นผู้ออกแบบระบบ ทักษะเดิมกำลังหมดอายุเร็วเกินคาด การเรียนรู้ใหม่จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด

 

🔸31. ทุกคนคือโปรแกรมเมอร์: Jensen Huang ชี้ว่า เมื่อ AI เข้าใจภาษาคนทั่วไป กำแพงโค้ดที่เคยขวางเราจะพังลง ทุกคนจะสามารถสั่งงานคอมพิวเตอร์ได้โดยไม่ต้องเรียนเขียนโปรแกรม

 

🔸32. วิศวกรซอฟต์แวร์ที่เปลี่ยนไป: Dario Amodei, CEO ของ Anthropic เตือนว่า ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า AI จะเขียนโค้ดแทนคนได้เกือบหมด มนุษย์ต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้เขียน เป็น ‘ผู้จัดการโมเดล’ แทน

 

🔸33. จุดจบของงานระดับ Junior: Amodei เสริมว่า งานพื้นฐานสำหรับเด็กจบใหม่ เช่น QA, coder, analyst กำลังถูก AI แย่งไปในอีก 1–5 ปีนี้ ถ้าไม่เร่งอัพสกิล มีสิทธิตกขบวนแรงงานยุคใหม่

 

🔸34. Human in the Lead: Julie Sweet, CEO ของ Accenture ย้ำว่า มนุษย์ไม่ควรแค่อยู่ในกระบวนการ ของ AI แต่ต้องเป็นผู้นำในการออกแบบ ควบคุม และตัดสินใจในระบบเหล่านั้น

 

🔸35. Leader-led Learning: Ryan McInerney, CEO ของ Visa บอกว่า ผู้นำในยุคนี้ต้องลงมือใช้ AI เองจริงๆ ไม่ใช่แค่สั่งลูกน้องเรียน แต่ต้องเรียนรู้และทดลองด้วยตัวเอง

 

🔸36. Physical AI: Jensen Huang มองว่า โอกาสใหม่ของยุโรปอาจอยู่ที่ AI กายภาพ หรือหุ่นยนต์ที่เข้าใจโลกจริง เช่น อุตสาหกรรมที่ต้องสัมผัส วัด หรือย้ายวัตถุ ซึ่งยังเป็นช่องว่างของจีนและสหรัฐฯ

 

🔸37. ระเบิดเวลาทางสังคม: Jamie Dimon, CEO ของ JPMorgan เตือนแรงว่า ถ้า AI ถูกนำมาแทนแรงงานเร็วเกินไปโดยไม่มีระบบรองรับ เช่น การฝึกทักษะใหม่หรือการจ้างงานเสริม อาจจุดชนวนความไม่สงบในสังคม

 

🔸38. AI คือทางรอดสาธารณสุข: Bill Gates ชี้ว่า ในประเทศยากจนที่หมอมีน้อย AI สามารถช่วยลดภาระเอกสาร เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ได้มีเวลารักษาชีวิตมากขึ้น

 

🔸39. การค้นหาความหมายใหม่: Demis Hassabis, CEO ของ Google DeepMind มองว่า เมื่อ AI ทำงานแทนเราได้แทบทุกอย่าง มนุษย์จะต้องหาความหมายใหม่ในชีวิต ผ่านศิลปะ กีฬา หรือการสำรวจสิ่งที่เครื่องจักรยังทำไม่ได้

 

🔸40. Learning to Learn: Yu‑Tong Zhang จาก Tsinghua University สรุปว่า ทักษะสำคัญที่สุดในโลกที่เปลี่ยนเร็ว คือ ‘การเรียนรู้วิธีเรียนรู้ใหม่’ เพราะความรู้เก่ากำลังหมดอายุเร็วกว่าที่เราคิด

 

❤️‍🩹 Society & Risks — ภัยเงียบและความเปราะบางในจิตใจ

 

ในยุคที่เทคโนโลยีเชื่อมคนเข้าหากันมากกว่าที่เคย กลับเป็นยุคที่ผู้คนโดดเดี่ยว สับสน และเสี่ยงภัยมากกว่าที่เคย โลกกำลังเผชิญกับโรคทางสังคมรูปแบบใหม่ ตั้งแต่ภาวะวิตกในเด็ก ไปจนถึงอาชญากรรมไซเบอร์ระดับโลก

 

🔸41. ‘Bond Vigilantes’ กำลังตื่นตัว: Ken Griffin, ผู้ก่อตั้ง Citadel เตือนว่า หากหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ยังพุ่งไม่หยุด นักลงทุนอาจเทขายพันธบัตรอย่างรุนแรง จนสะเทือนทั้งระบบการเงินโลก

 

🔸42. ‘AI Work Slop’ — งานสวยแต่ไร้เนื้อหา: Griffin กล่าวอีกว่า งานออฟฟิศที่ผลิตโดย AI หลายชิ้นอาจกลายเป็นแค่ ‘ขยะดิจิทัล’ ที่ดูดีแต่ไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพจริง ๆ ให้กับองค์กร

 

🔸43. เศรษฐกิจ ‘K-Shape’ กำลังชัดขึ้นทุกวัน: Larry Fink, CEO ของ BlackRock เตือนว่าในยุคข้อมูล ใครมีดาต้าจะรวยล้นฟ้า ส่วนรายย่อยที่ไม่มีทรัพยากรจะค่อย ๆ หายไปจากระบบเศรษฐกิจ

 

🔸44. วิกฤตวัยเด็กที่เต็มไปด้วย ‘ความวิตก’: Jonathan Haidt, นักจิตวิทยาสังคมชื่อดัง ชี้ว่า สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียกำลังทำลายพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมของเด็กทั่วโลก

 

🔸45. แบน ‘แชตบอทสำหรับเด็ก’ ก่อนจะสายเกินไป: Haidt เตือนว่า การปล่อยให้เด็กเติบโตกับ AI โดยไม่มีมนุษย์ร่วมปฏิสัมพันธ์ จะทำลายทักษะสำคัญอย่างการสร้างความสัมพันธ์ในชีวิตจริง

 

🔸46. ‘Sick Joy’ ความสุขที่ต้องแลกมาด้วยน้ำตา: Dr. Becky Kennedy ให้คำแนะนำตรงไปตรงมาว่า พ่อแม่ต้องกล้าปล่อยให้ลูกลำบากบ้าง เพื่อสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันทางใจ’ หรือ Resilience ที่แท้จริง

 

🔸47. ‘FOGO’ โรครุ่นใหม่ที่กลัวชีวิตจริง: Rachel Botsman ชี้ถึงปรากฏการณ์ ‘Fear of Going Out’ ที่คนรุ่นใหม่รู้สึกไม่กล้าใช้ชีวิตในโลกจริง เพราะติดอยู่กับโลกเสมือนจนแยกไม่ออก

 

🔸48. อาชญากรรมไซเบอร์กลายเป็น ‘ธุรกิจข้ามชาติ’: Jeremy Jurgens จาก WEF เผยว่า กลุ่มอาชญากรเริ่มใช้ AI ผสานกับการค้ามนุษย์ สร้างระบบหลอกลวงระดับโลกที่ยากจะหยุดยั้ง

 

🔸49. ‘ความจริงที่แตกสลาย’ ทำลายประชาธิปไตย: Oleksandra Matviichuk เตือนว่า เมื่อเทคโนโลยีบิดเบือนข้อเท็จจริงจนประชาชนแยกผิดถูกไม่ได้ ระบบประชาธิปไตยจะไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป

 

🔸50. ‘ความตายที่หวนคืน’ จากการตัดงบสาธารณสุขโลก: Bill Gates เตือนว่าการลดงบประมาณด้านสุขภาพทั่วโลก อาจทำให้ยอดการเสียชีวิตของเด็กเล็กเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ — วิกฤตที่โลกเคยฝ่ามาได้ กำลังย้อนกลับมา

 

WEF 2026 บอกเราว่า เรากำลังอยู่ในยุคของการ ‘สลาย’ และ ‘สร้างใหม่’ อย่างสิ้นเชิง นี่คือช่วงเวลาที่ภูมิรัฐศาสตร์ปะทะกับเทคโนโลยี และผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น แต่คือการแข่งขันเพื่อความอยู่รอดของระบบ ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศ องค์กร หรือปัจเจกบุคคล

 

สิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่แค่ AI ที่กำลังฉลาดเกินไป แต่คือความเปราะบางทางสังคม และการบิดเบือนของความจริงที่ทำให้การอยู่ร่วมกันในฐานะมนุษย์ยากขึ้นเรื่อยๆในโลกเช่นนี้ คำถามที่ผู้นำทุกคนต้องตอบให้ได้ อยู่ที่ว่า “คุณจะรักษา ‘ความเป็นมนุษย์” และใช้วิสัยทัศน์นำพาสังคมผ่านความผันผวนนี้ไปได้อย่างไร?”

The post เจาะลึก 50 ประเด็นจุดเปลี่ยนโลก เกิดอะไรขึ้นใน WEF 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กกล.บูรพา ผนึก ตร.-กสทช. บุกค้นบ้านพัก อ.อรัญประเทศ ลักลอบส่งสัญญาณเน็ตเข้ากัมพูชา โยงขบวนการไซเบอร์ https://thestandard.co/aranyaprathet-illegal-internet-cambodia/ Fri, 23 Jan 2026 09:28:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1168653 เจ้าหน้าที่ กกล.บูรพา ตำรวจ และ กสทช. ตรวจสอบตู้ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผิดกฎหมายบริเวณชายแดน อรัญประเทศ

​เมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา กองกำลังบูรพา ร่วมกับต […]

The post กกล.บูรพา ผนึก ตร.-กสทช. บุกค้นบ้านพัก อ.อรัญประเทศ ลักลอบส่งสัญญาณเน็ตเข้ากัมพูชา โยงขบวนการไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ กกล.บูรพา ตำรวจ และ กสทช. ตรวจสอบตู้ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผิดกฎหมายบริเวณชายแดน อรัญประเทศ

​เมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา กองกำลังบูรพา ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว และ กสทช. ลงพื้นที่ตรวจสอบการลักลอบส่งสัญญาณโทรคมนาคมข้ามแดนผ่านสายสื่อสารในพื้นที่ ตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นผลจากการสืบสวนขยายผลของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC)

 

จากการตรวจสอบพบตู้จุดส่งต่อสัญญาณบริเวณบ้านเลขที่ 142/2 หมู่ 1 ตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งมีคนไทยในพื้นที่เป็นเจ้าของ และให้บริษัทเอกชนเป็นผู้เช่าพื้นที่ติดตั้งตู้เซิร์ฟเวอร์ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตปล่อยสัญญาณไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสืบสวนเพิ่มเติม รวมทั้งได้ประสานงานให้บริษัทเอกชนเจ้าของเครือข่ายเข้าชี้แจงสาเหตุและที่มาของสัญญาณดังกล่าว เนื่องจากมีหลักฐานเชื่อมโยงการใช้โครงข่ายนี้หลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์

 

พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า การป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดน เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของกองกำลังป้องกันชายแดนกองทัพบกนอกจากการป้องกันอธิปไตย ทั้งในด้านการปราบปรามยาเสพติด การจับกุมการลักลอบเข้าเมือง และที่สำคัญขณะนี้ก็คือการบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนในการปราบปราม Cyber Scam ซึ่งกองทัพบกดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนขยายผลทางเทคนิค และการสกัดกั้นกลุ่มขบวนการที่มักใช้ช่องทางชายแดนเป็นเส้นทางผ่าน

 

สำหรับในกรณีดังกล่าวที่พบการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตไปยังประเทศกัมพูชานั้น เรามีกฎหมายที่ควบคุมและบังคับใช้อยู่แล้ว รวมถึงมีมติของ กสทช. ซึ่งมีคำสั่งห้ามส่งสัญญาณในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย และถ้าพบว่าเป็นการลักลอบดำเนินการก็จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม ฐานประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันกองกำลังบูรพาได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงกำลังเร่งสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อจับกุมเครือข่ายขบวนการที่อาจยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ให้หมดสิ้นไป

The post กกล.บูรพา ผนึก ตร.-กสทช. บุกค้นบ้านพัก อ.อรัญประเทศ ลักลอบส่งสัญญาณเน็ตเข้ากัมพูชา โยงขบวนการไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ หนุนปฏิบัติการสลายหมอกเชียงดาว ลุยจับส่วยสัญชาติ https://thestandard.co/anutin-chiang-dao-bribe-crackdown/ Thu, 22 Jan 2026 06:02:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1168103 อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์กรณีส่วยสัญชาติ

วันนี้ (21 มกราคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐ […]

The post นายกฯ หนุนปฏิบัติการสลายหมอกเชียงดาว ลุยจับส่วยสัญชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์กรณีส่วยสัญชาติ

วันนี้ (21 มกราคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมการปกครองสนธิกำลัง 5 หน่วยงาน เปิดปฏิบัติการสลายหมอกเชียงดาว นำหมายจับเข้าจับกุมปลัดอำเภอเชียงดาว และเจ้าหน้าที่เทศบาลในพื้นที่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ รวม 6 ราย จากการสวมสิทธิ์ใบถิ่นที่อยู่ถาวรของกลุ่มชาติพันธุ์ และสัญชาติไทยให้ชาวต่างชาติ (ส่วยสัญชาติ) ว่า ตนบอกไปแล้วว่าคำพูด ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ซึ่งเป็นคำพูดที่พูดเอาไว้ว่า “พูดแล้วทำ”

 

อนุทินกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาหลายฝ่ายบอกว่าเราไม่มีความสามารถในการปราบปรามยาเสพติด แต่ใน 4 เดือนนี้ เราดำเนินการจับกุม 330 ล้านเม็ด มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท รวมถึงสแกมเมอร์ เราก็มีการยึดทรัพย์ ดำเนินคดี ถอนสัญชาติ และเนรเทศ ซึ่งถือเป็นการดำเนินการที่ครบกระบวนการ ส่วนการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ บ่อนการพนัน เราก็ดำเนินคดีแบบไม่หวาดไม่ไหว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีการสั่งขยายผลเพิ่มเติมอย่างไรหรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ก็ไม่ต้องขยายผล หากใครทำผิด ผู้ที่รับผิดชอบก็จะต้องดำเนินการ

 

ส่วนจะเชื่อมโยงถึงขบวนการสแกมเมอร์หรือไม่ เพราะหนึ่งในผู้ต้องหาเป็นชาวจีนที่หลบหนีคดีมาจากประเทศจีน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การปฏิบัติการเป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าจะฝากอะไรถึงข้าราชการที่กระทำความผิดหรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า “ไม่ต้องเตือนหรอกครับ พวกเขาทราบดี หากทำผิดจะโดนอะไร คนเป็นข้าราชการ ยิ่งมาถึงระดับปลัดอำเภอก็ควรจะทราบ และนี่ก็เป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับผมในการให้นโยบาย และให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงาน หากเลือกที่จะเดินผิดซอย เลือกเดินไปในทางที่ไม่ดี ฉะนั้นจะบอกว่าไม่รู้ ไม่ทราบ หลงผิด ไม่ได้ เพราะถือว่าตั้งใจทำผิด โดยเฉพาะคนที่เป็นข้าราชการ มีอำนาจในการอนุมัติต่างๆ ซึ่งควรจะได้รับโทษมากกว่าคนปกติด้วยซ้ำ”

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเดินทางไปแถลงข่าวด้วยตนเองในช่วงบ่ายวันนี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นหน้าที่อธิบดีกรมการปกครอง ส่วนตนเป็นนายกรัฐมนตรีก็ให้นโยบาย ซึ่งนโยบายคือห้ามกระทำความผิดกฎหมาย คุกคามประชาชน และข้าราชการก็ทำตามนโยบายของรัฐบาลเป็นอย่างดี

 

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ในการเลือกตั้งข้างหน้า หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลอีก ปัญหาส่วยสัญชาติจะหมดไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรีเผยว่า เราก็ต้องพยายามทำทุกอย่างที่เป็นอุปสรรค เพื่อไม่ให้เขาทำผิด ส่วนจะหมดไปหรือไม่นั้น ตนไม่รู้จะไปวัดตรงไหน แต่จะพูดว่าหากทำผิดก็โดน และเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

The post นายกฯ หนุนปฏิบัติการสลายหมอกเชียงดาว ลุยจับส่วยสัญชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลยุติธรรมสั่งสอบข้อเท็จจริง ปมร้องเรียนคดีแก๊งจีนคอลเซ็นเตอร์ ยืนยัน ‘ไม่มีการปล่อยตัวชั่วคราว’ พร้อมลงโทษเด็ดขาดหากพบเจ้าหน้าที่เอี่ยว https://thestandard.co/courts-investigate-chinese-call-center/ Wed, 21 Jan 2026 03:13:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1167596 โฆษกศาลยุติธรรม แถลงข่าวชี้แจงคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์

วานนี้ (20 มกราคม) สุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เ […]

The post ศาลยุติธรรมสั่งสอบข้อเท็จจริง ปมร้องเรียนคดีแก๊งจีนคอลเซ็นเตอร์ ยืนยัน ‘ไม่มีการปล่อยตัวชั่วคราว’ พร้อมลงโทษเด็ดขาดหากพบเจ้าหน้าที่เอี่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษกศาลยุติธรรม แถลงข่าวชี้แจงคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์

วานนี้ (20 มกราคม) สุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวและเผยแพร่ข้อมูลร้องเรียนให้ตรวจสอบกระบวนการจับกุม การกักตัว และการปล่อยตัวกลุ่มชาวจีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการฉ้อโกงทรัพย์สิน ว่า ศาลยุติธรรมได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว และขอชี้แจงต่อสาธารณชนว่า หากข้อกล่าวหาดังกล่าวปรากฏว่าเป็นความจริง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องถูกดำเนินคดีและลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

 

ขณะนี้ศาลอาญาได้เริ่มกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยศาลยุติธรรมขอยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ภายใต้ความโปร่งใสและเป็นธรรม และขอให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีการช่วยเหลือหรือปกป้องบุคคลใดที่กระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

 

สำหรับประเด็นที่มีการกล่าวอ้างถึงความพยายามแทรกแซง หรือมีการเสนอผลประโยชน์เพื่อแลกกับการปล่อยตัวนั้น โฆษกศาลยุติธรรม ชี้แจงว่า ระบบการพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของศาลอาญามีความเข้มแข็ง โดยคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาควบคู่ไปกับความปลอดภัยของสังคม

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ศาลอาญามีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนคือ ไม่เคยอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ซึ่งในคดีนี้ศาลก็ได้พิจารณาไปในแนวทางเดียวกัน คือไม่มีการอนุญาตให้ปล่อยตัวตามที่มีการกล่าวอ้าง

 

สุริยัณห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความเป็นอิสระของผู้พิพากษานั้นต้องอยู่ภายใต้หลักสุจริตและการตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มงวด ศาลยุติธรรมมีระบบการตรวจสอบและลงโทษทางวินัยที่ชัดเจนเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กร

 

พร้อมกันนี้ ขอแจ้งเตือนไปยังประชาชนว่า การแอบอ้างชื่อผู้พิพากษาหรือศาลเพื่อแสวงหาประโยชน์ หรืออ้างว่าสามารถแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้นั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่สามารถทำให้เกิดผลได้จริง ดังเช่นกรณีที่ปรากฏในคดีนี้ จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อการแอบอ้างในลักษณะดังกล่าว

The post ศาลยุติธรรมสั่งสอบข้อเท็จจริง ปมร้องเรียนคดีแก๊งจีนคอลเซ็นเตอร์ ยืนยัน ‘ไม่มีการปล่อยตัวชั่วคราว’ พร้อมลงโทษเด็ดขาดหากพบเจ้าหน้าที่เอี่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยใต้เงา ‘สแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี’ บททดสอบรัฐบาลใหม่ ต้องหยุดอำนาจมืดก่อนประเทศ ‘ล่มสลาย’ https://thestandard.co/thai-economy-dark-power-test/ Thu, 15 Jan 2026 01:24:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1165386 เศรษฐกิจไทยใต้เงา ‘สแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี’ บททดสอบรัฐบาลใหม่ ต้องหยุด อำนาจมืด ก่อนประเทศ ‘ล่มสลาย’

กกร.จี้ทุกพรรค เร่งปราบสแกมเมอร์-ทุนสีเทา ชี้ไทยเผชิญ ‘ […]

The post เศรษฐกิจไทยใต้เงา ‘สแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี’ บททดสอบรัฐบาลใหม่ ต้องหยุดอำนาจมืดก่อนประเทศ ‘ล่มสลาย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยใต้เงา ‘สแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี’ บททดสอบรัฐบาลใหม่ ต้องหยุด อำนาจมืด ก่อนประเทศ ‘ล่มสลาย’

กกร.จี้ทุกพรรค เร่งปราบสแกมเมอร์-ทุนสีเทา ชี้ไทยเผชิญ ‘สงครามเศรษฐกิจยุคใหม่’ ปี 2568 สูญกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท 3.23 แสนคดี เยียวยาเหยื่อได้แค่ 1% เตือนรัฐบาลใหม่เร่งบังคับใช้กฎหมายใน 6 เดือน หยุดอำนาจมืดก่อนประเทศล่มสลาย

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวในงานเสวนา “หยุดสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี” ภายใต้คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “สงครามเศรษฐกิจยุคใหม่” ที่ไม่ได้แข่งขันกันด้วยนวัตกรรม แต่เป็นการต่อสู้กับอาชญากรไซเบอร์และขบวนการทุนสีเทาที่กำลังกัดกินรากฐานเศรษฐกิจและธรรมาภิบาลของประเทศ

 

ดร.พจน์ ระบุว่า ในปี 2568 เพียงปีเดียว ประเทศไทยมีความเสียหายจากคดีหลอกลวงออนไลน์และทุนเทากว่า 2.5 หมื่นล้านบาท จากกว่า 3.23 แสนคดี แต่สามารถเยียวยาเหยื่อได้เพียง 1% เท่านั้น

 

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องของคนถูกหลอก แต่คือการที่ ‘ทุนเทา’ เข้ามาฟอกเงินผ่าน ‘นอมินี’ เพื่อทำธุรกิจในไทย ใช้ไทยเป็นฐานของการฟอกเงิน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจ อย่างตรงไปตรงมาต้องล้มตาย และสู้ต้นทุนและอิทธิพลที่ผิดกฎหมายไม่ได้และเสี่ยงต่อการถูกขบวนการเหล่านี้ ‘ยึดรัฐ’ ผ่านการติดสินบนเจ้าหน้าที่และนักการเมืองระดับสูง

 

“นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ แต่คือมะเร็งร้ายของคอร์รัปชัน หากไม่หยุดตอนนี้ โครงสร้างประเทศอาจพังทลาย” ดร.พจน์ กล่าว

 

ทั้งนี้ เอกชนจึงอยากให้พรรคการเมืองทุกพรรค ก่อนการเลือกตั้งปี 2569 ชี้ชัดว่า “การแก้ปัญหาต้องไม่ใช่เพียงการปราบปรามเป็นรายคดี แต่ต้องเป็น การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาว”

 

ดร.พจน์ ระบุอีกว่า ผลกระทบรุนแรงของสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี ต่อระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งการบิดเบือนกลไกตลาด ทำลาย SME การแย่งยึดธุรกิจสงวนของคนไทยผ่านนอมินี จนถึงการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจดิจิทัลและการลงทุนจากต่างประเทศ

 

ดังนั้น จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบาย Action Plan ต่อรัฐบาลใหม่ให้ดำเนินการภายใน 6 เดือนแรก คือ

 

1. การทบทวนกฎหมายเพื่อปิดช่องว่างนอมินีโดยพิจารณาผู้มีอำนาจควบคุมและผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO)

 

2. การปฏิรูปหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย มาตรการเชิงรุก 6 ด้าน ตั้งแต่การรณรงค์ไม่จ่ายใต้โต๊ะ การใช้ Open Data การนำเทคโนโลยีตรวจสอบโครงการรัฐ ไปจนถึงการคุ้มครองผู้ให้เบาะแสคอร์รัปชัน

 

“ประเทศไทยไม่ใหญ่เกินกว่าจะแก้ปัญหานี้ หากรัฐบาลมีความตั้งใจจริงและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด หากปล่อยให้ขบวนการเหล่านี้ยึดรัฐได้ ประเทศชาติล่มจมแน่นอน กกร. และเพื่อนไม่ทนจะไม่ยอมอีกต่อไป และขอให้รัฐบาลใหม่พิสูจน์ความจริงใจด้วยการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม”

 

ห่วง ‘การเมือง-ผู้มีอำนาจรัฐ’ พัวพันทุนเทา จี้รัฐบาลใหม่แก้ 3 เรื่อง

 

ดร. มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เผยว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่ถึง 48.7% ของ GDP (ราว 8-9 ล้านล้านบาท) มาจากคอร์รัปชัน ซึ่งที่ผ่านมามีการส่งออกทองคำไปกัมพูชาที่สูงขึ้นผิดปกติ

 

โดยมีการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินคริปโต ซึ่งอาจเป็นช่องทางการฟอกเงินสำคัญของทุนเทา “หากไม่หยุดพฤติกรรมคอร์รัปชัน ก็จะไม่มีทางปราบสแกมเมอร์และทุนเทาให้หมดไปจากแผ่นดินไทยได้”

 

รังสิมันต์ โรม พรรคประชาชน ชี้ว่า การแก้ปัญหาต้องทำลายโครงสร้างเครือข่ายอาชญากรรมทั้งระบบ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจรัฐ และต้องตัดแรงจูงใจไม่ให้ใครเข้าไปพัวพันทุนเทาอีก

 

“การปราบปรามสแกมเมอร์และทุนสีเทาจะเดินหน้าไม่ได้ หากการเมืองยังขาดความน่าเชื่อถือ”

 

ด้านสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน แนะรัฐบาลใหม่ เร่งเดินหน้าแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ 3 ข้อ

 

  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: ต้องทำงานร่วมกับองค์กรสากลอย่างเป็นรูปธรรม
  • การปฏิรูปองค์กรอิสระ: โดยเฉพาะ ปปช. ที่ปัจจุบันมีข้อกล่าวหาเรื่องสินบน และตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่อาจมีคนในเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินให้สแกมเมอร์
  • การบังคับใช้กฎหมายกับคนไทย: ต้องจัดการกับข้าราชการและนักการเมืองระดับสูงที่เป็นเครือข่ายอำนวยความสะดวกให้กลุ่มทุนเทาอย่างจริงจัง

 

ภาพ : Punnarong/Getty Images

The post เศรษฐกิจไทยใต้เงา ‘สแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี’ บททดสอบรัฐบาลใหม่ ต้องหยุดอำนาจมืดก่อนประเทศ ‘ล่มสลาย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ https://thestandard.co/thai-police-shield-cybercrime/ Tue, 13 Jan 2026 03:53:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1164461 ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์

วันนี้ (13 มกราคม) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญ […]

The post ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์

วันนี้ (13 มกราคม) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศตคม.ตร.) เป็นประธานการประชุมระดับสูงว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานในขบวนการอาชญากรรมทางไซเบอร์ (High-Level Meeting on Combating Trafficking for Forced Criminality in Cyber Scam Compounds) เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นระบบ

 

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. โดยมีผู้แทนระดับสูงจากสถานทูตและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายรวม 18 ประเทศเข้าร่วม อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน, ญี่ปุ่น, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย และประเทศในกลุ่มอาเซียน

 

พร้อมด้วยองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญอย่าง FBI และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เพื่อร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์การค้ามนุษย์ที่เกี่ยวเนื่องกับฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน

 

จากการอัปเดตข้อมูลล่าสุด พบว่าขบวนการเหล่านี้มีฐานที่ตั้งสำคัญในประเทศเมียนมาและกัมพูชา แม้จะมีการหลอกลวงเหยื่อจากทั่วโลก แต่เป้าหมายหลักยังคงเป็นประชาชนในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา, ยุโรป, สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งมักถูกล่อลวงมาบังคับใช้แรงงานเพื่อกระทำผิดกฎหมาย

 

ไฮไลต์สำคัญของการประชุมคือการนำเสนอระบบ SHIELD (SCAM & Human Trafficking Information Exchange and Linked Database) ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลที่ตำรวจไทยริเริ่มพัฒนาขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ:

 

  • ยกระดับการจัดเก็บข้อมูล: บันทึกและแสดงผลข้อมูลการค้ามนุษย์ที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ
  • วิเคราะห์ความเชื่อมโยง: สนับสนุนการวิเคราะห์พฤติการณ์ของคนร้ายและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
  • แลกเปลี่ยนข้อมูลสากล: เปิดช่องทางให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศเข้าถึงและแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อประสิทธิภาพในการสืบสวนและดำเนินคดีข้ามพรมแดน

 

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวเน้นย้ำว่า ความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การแบ่งปันข้อมูลระหว่างประเทศที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกล่อลวงไปเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ และถูกบังคับให้กระทำความผิดในขบวนการมิจฉาชีพ พร้อมทั้งสนับสนุนการสืบสวนเพื่อจับกุมตัวการใหญ่และผู้ร่วมขบวนการมาลงโทษตามกฎหมายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ 1ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ 2ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ 3

The post ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. บรรยายพิเศษ นรต.รุ่น 79 ปลูกฝัง Mindset ‘ตำรวจน้ำดี’ ชูนโยบาย 1-6-9 ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง https://thestandard.co/chief-lectures-cadets-mindset-169/ Mon, 12 Jan 2026 08:38:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1164225 ผบ.ตร. กิตติ์รัฐ มอบนโยบาย 1-6-9 ติวเข้ม นรต. 79 สู่การเป็นตำรวจน้ำดียุคดิจิทัล

วันนี้ (12 มกราคม) ที่ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (สามพราน) พ […]

The post ผบ.ตร. บรรยายพิเศษ นรต.รุ่น 79 ปลูกฝัง Mindset ‘ตำรวจน้ำดี’ ชูนโยบาย 1-6-9 ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. กิตติ์รัฐ มอบนโยบาย 1-6-9 ติวเข้ม นรต. 79 สู่การเป็นตำรวจน้ำดียุคดิจิทัล

วันนี้ (12 มกราคม) ที่ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (สามพราน) พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เดินทางมาเป็นองค์ปาฐกถาบรรยายพิเศษให้แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจชั้นปีที่ 4 (นรต.รุ่นที่ 79) เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การปฏิบัติหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในอนาคต โดยมี พล.ต.ท. ศักดิ์รพี เพรียวพานิช ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และคณะผู้บังคับบัญชาให้การต้อนรับ

 

ในการบรรยาย ผบ.ตร. ได้ฉายภาพรวมภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น อาชญากรรมไซเบอร์และแก๊งสแกมเมอร์ ที่ทวีความรุนแรงและสร้างความเสียหายในวงกว้าง รวมถึงการเร่งปราบปรามยาเสพติด การพิทักษ์แนวชายแดน และการบรรเทาสาธารณภัยเพื่อช่วยเหลือประชาชนในทุกมิติ

 

พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการทำงานภายใต้นโยบาย ‘1-6-9’ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความทันสมัยและโปร่งใส (Smart & Transparent) โดยมีหัวใจสำคัญคือ:

 

  • 1 ยึดมั่น: พิทักษ์ รักษา เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยชีวิต
  • 6 เร่งรัด: การขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ, แก้ไขปัญหายาเสพติด, อาชญากรรมออนไลน์, ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน, วินัยจราจร และการเตรียมพร้อมด้านสาธารณภัย
  • 9 ก้าวหน้า (STEP): พัฒนาบุคลากรและระบบงานให้ฉลาด ทันสมัย โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

 

ผบ.ตร. ได้ฝากข้อคิดให้นักเรียนนายร้อยตำรวจทุกคนเร่งศึกษาโครงสร้างองค์กร และ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 พร้อมทั้งจดจำอุดมคติตำรวจเป็นหลักชัยในการทำงาน โดยเน้นย้ำการสร้าง Mindset ตำรวจที่ดี คือการดูแลประชาชนด้วยความเมตตาเสมือนเป็นญาติพี่น้องของตนเอง

 

“เมื่อจบการศึกษาแล้ว ถือเป็นก้าวแรกของการทำงานที่ต้องรับผิดชอบทั้งตนเอง งาน และครอบครัว ในอนาคตท่านจะพบกับอุปสรรคและสิ่งยั่วยุมากมาย ขอให้ยึดความถูกต้องเป็นที่ตั้ง ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ตั้งสติให้มั่นในความดี และยึดหลักนิติธรรม แล้วความดีจะนำทางให้ท่านประสบความสำเร็จอย่างปลอดภัย” พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าวทิ้งท้าย

 

สำหรับการบรรยายในครั้งนี้ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมครั้งสำคัญของนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 79 ก่อนที่จะสำเร็จการศึกษาและบรรจุเข้ารับราชการเพื่อรับใช้ประชาชนและประเทศชาติต่อไป

The post ผบ.ตร. บรรยายพิเศษ นรต.รุ่น 79 ปลูกฝัง Mindset ‘ตำรวจน้ำดี’ ชูนโยบาย 1-6-9 ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศ.ดร.สุรชาติสรุป 12 เทรนด์โลกปี 2026 กับ 12 จุดร้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องจับตา https://thestandard.co/surachat-12-trends-2026-hotspots/ Thu, 01 Jan 2026 01:29:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1160591 ศ.ดร.สุรชาติ สรุป 12 เทรนด์โลกปี 2026 กับ 12 จุดร้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องจับตา

เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 โลกไม่ได้เพียงแค่เผชิญกับความเป […]

The post ศ.ดร.สุรชาติสรุป 12 เทรนด์โลกปี 2026 กับ 12 จุดร้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศ.ดร.สุรชาติ สรุป 12 เทรนด์โลกปี 2026 กับ 12 จุดร้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องจับตา

เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 โลกไม่ได้เพียงแค่เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงตามรอบปฏิทิน แต่โลกกำลังเผชิญกับความขัดแย้งและความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มขยายตัวและรุนแรงยิ่งขึ้น ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนแปลงไป และผลพวงจากสงครามการค้าที่เขย่าห่วงโซ่อุปทานโลกจนสั่นคลอน เรากำลังเห็นการปะทะกันด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย เห็นภัยคุกคามในโลกยุคใหม่ ทั้งสงครามไซเบอร์ และสงครามข้อมูลข่าวสาร รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

 

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคงหนีไม่พ้นความเสี่ยงของ ‘สงครามและความขัดแย้ง’ ที่ขยายวงกว้างจนแทบไม่มีพื้นที่ใดปลอดภัย จากความพยายามลดระดับความขัดแย้งในยูเครน สู่จุดร้อนอื่นๆ ที่พร้อมปะทุขึ้นทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตในช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้ ความตึงเครียดด้านนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงบทบาทของโดนัลด์ ทรัมป์ในลาตินอเมริกา โดยเฉพาะในเวเนซุเอลา ไปจนถึงความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง ทะเลแดง และสงครามในรัฐชายขอบ ทั้งหมดที่เป็นประเด็นสืบเนื่องในขณะนี้จะมีส่วนทำให้ปี 2026 เป็นปีที่ความมั่นคงด้านภูมิรัฐศาสตร์และกระดานอำนาจโลกถูกเขย่า จนอาจแทบไม่เหลือเค้าเดิม

 

และเป็นประจำทุกปีที่ THE STANDARD ชวน ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร และความมั่นคง มาพูดคุยและสรุปถึงเทรนด์สำคัญของโลก ซึ่งปี 2026 มีจุดร้อนทางภูมิรัฐศาสตร์อะไรต้องจับตาบ้าง

 

12 เทรนด์โลกปี 2026

 

 

1. ความขัดแย้งและความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Conflict and Instability)

 

อาจารย์สุรชาติมองว่า ปี 2026 เป็นปีที่แนวโน้มของหลายปัญหา ‘น่าจะปะทุมากขึ้น’ โดยเทรนด์โลกในมิติความมั่นคงถูกเซ็ตขึ้นตั้งแต่สงครามยูเครน ซึ่งหลังปี 2022 เราเห็นแนวโน้มนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะประเด็นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ก่อนปี 2022 ค่อนข้างเป็นนามธรรม แต่พอหลังจากที่รัสเซียบุกยูเครน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ประเด็นปัญหานี้กลับถูกพูดคุยหารือกันในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปี 2023 เราเห็นสงครามในฉนวนกาซา ส่วนปี 2024 แม้เราจะไม่เห็นสงครามใหญ่ปะทุขึ้น แต่เราเห็น ‘ความต่อเนื่อง’ ของสงครามทั้งในยูเครนและกาซา ขณะที่ปี 2025 มีลักษณะซ้ำรอยปี 2024 โดยที่จุดร้อนเดิมในหลายพื้นที่ปะทุขึ้นเป็นระยะๆ

 

ในปี 2026 โจทย์ที่จะเห็นคือ โจทย์ด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นปัญหาและเข้มข้นขึ้นอย่างแน่นอน หนึ่งในคำถามสำคัญคือ โจทย์อย่างสงครามยูเครนจะคลี่คลายได้จริงหรือไม่ โอกาสที่จะหยุดยิงหรือหาทางลงให้กับสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปีเต็มนี้เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

 

 

2. สภาพอากาศสุดขั้วและภัยพิบัติทางธรรมชาติ (Extreme Weather and Natural Disasters)

 

อีกหนึ่งปัญหาความผันผวนที่อาจารย์สุรชาติมองว่านับวันจะยิ่งชัดเจนขึ้นคือ ‘เรื่องของอากาศ’ โดยโลกกำลังจะเจอสภาวะที่เรียกว่า ‘อากาศสวิงสุดขั้ว’ ที่มีผลสืบเนื่องคือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งยิ่งขึ้น เห็นได้จากกรณีน้ำท่วมใหญ่ในหลายประเทศอาเซียน เช่น ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซียและเวียดนาม รวมถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น ศรีลังกา

 

อาจารย์สุรชาติระบุว่า รอบนี้เป็นสัญญาณที่มาเป็นแพ็กเกจ ไม่ได้เป็นน้ำท่วมแค่ภายในไทย หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เราเริ่มเห็นเงื่อนไขในระดับที่เป็น ‘ภูมิภาค’ โดยสัญญาณเหล่านี้เริ่มบอกกับเราว่า สภาวะอากาศสุดขั้ว หรืออากาศที่ผันผวนสุดโต่ง ‘เป็นอะไรที่น่ากังวล’ คำถามชวนคิดคือ ปี 2026 เราจะเจอเหตุน้ำท่วมใหญ่เหมือนที่หาดใหญ่หรือไม่ โอกาสที่จะเกิดเหตุน้ำท่วมภาคเหนือไล่ลงมาถึงอยุธยาเหมือนที่เกิดขึ้นในปี 2025 มีมากน้อยแค่ไหน และเราจะต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร

 

อาจารย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า รู้สึกหรือไม่ว่าโลกทุกวันนี้สนใจเรื่อง Climate Change น้อยลง ความสนใจของโลกไปอยู่ที่สงคราม เงื่อนไขสงครามบีบให้ความสนใจอยู่กับสถานการณ์ความมั่นคงมากขึ้น เมื่อทรัมป์เดินหน้าพาสหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) อีกครั้ง โดยจะพ้นจากการเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2026 สิ่งนี้อาจตอบโจทย์ความรู้สึกของผู้นำหลายประเทศว่า Climate Change ก็ยังเป็นโจทย์ ‘แต่เป็นโจทย์รอง’ ในสายตาของพวกเขา

 

 

3. โลกแห่งปัญญาประดิษฐ์ (The World of AI)

 

ปี 2026 โลกของ AI จะมีความน่าสนใจอย่างมากในสายตาของอาจารย์สุรชาติ ต้องจับตามองว่า จะมี AI อะไรใหม่ๆ ที่สร้างแรงกระเพื่อมในบริบทการเมือง ความมั่นคง หรือในทางเศรษฐกิจ โดยในปี 2025 AI ปรากฏเด่นชัดในมิติสงครามในรูปแบบของ ‘โดรน’ ซึ่งสามารถทำอะไรได้เยอะมาก และทำได้เร็วกว่าที่เราคาดคิด แม้แต่ในมิติของวิถีชีวิตผู้คน AI ก็เข้ามามีส่วนสำคัญเพิ่มมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งมีคำถามง่ายๆ สำหรับคนสอนหนังสือว่า ในอนาคตเราจะควบคุมอย่างไร ถ้าหากนิสิตนักศึกษาไม่ได้ทำเปเปอร์ด้วยตนเอง แต่ใช้โรบอต หรือใช้ AI ทำให้แทนทั้งหมด แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากเราจะเห็นนักวิชาการที่มีผลงานวิชาการออกมาเป็นจำนวนมาก แต่สุดท้าย AI กลายเป็นนักวิจัยแทนนักวิชาการคนนั้น ตกลงเราจะมีเส้นแบ่งอย่างไร

 

 

4. พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)

 

เราเห็นความเปลี่ยนแปลงในโลกของพลังงาน หากย้อนดูบทความหรือบทสัมภาษณ์ของอาจารย์สุรชาติใน THE STANDARD อาจารย์มักจะพูดถึงเรื่องความกังวลของราคาพลังงาน และวิกฤตพลังงานทุกๆ ปี แต่สำหรับปี 2026 อาจารย์คิดว่า เราอาจจะเห็นพลังงานที่ไม่ใช่เรื่องของราคาพลังงาน แต่เราจะเริ่มเห็นพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้แล้วไม่หมดไปมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ราคาพลังงาน ในช่วงปลายปีซึ่งเป็นฤดูหนาวของยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้พุ่งสูงจนน่ากลัว พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสะอาดเหล่านี้เริ่มเข้าสู่ชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น

 

 

5. ความท้าทายทางไซเบอร์ (Cyber Challenges)

 

อาจารย์สุรชาติระบุว่า โจทย์ไซเบอร์ซ้อนกันอยู่ใน 4 โจทย์คือ การโจมตีทางไซเบอร์ (Cyber Attacks), สงครามไซเบอร์ (Cyber War), ความมั่นคงด้านไซเบอร์ (Cyber Security) และอาชญากรรมไซเบอร์ (Cyber Crimes) ซึ่งหลายประเทศก็กำลังเผชิญความท้าทายเหล่านี้อยู่ และปี 2026 โจทย์เหล่านี้ก็ยังจะเป็นโจทย์ใหญ่ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องสแกมเมอร์และศูนย์คอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นโจทย์ของอาชญากรรมข้ามชาติอีกชุดหนึ่งที่ท้าทายการปราบปรามของรัฐ

 

อาจารย์ยังมองว่า ‘สแกมเมอร์คือยาเสพติดของศตวรรษที่ 21’ เพราะสงครามยาเสพติดปราบแล้วไม่จบ สงครามปราบสแกมเมอร์ก็เช่นเดียวกัน คือยังต้องสู้กันอีกเยอะ ถ้าในปี 2026 AI พัฒนาได้มากยิ่งขึ้น โอกาสที่เครือข่ายสแกมเมอร์จะหลอกคนได้ก็มีมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย การจัดการกับปัญหาสแกมเมอร์ ไม่ต่างกับปัญหายาเสพติด ขบวนการยาเสพติดจ่ายสินบน เลี้ยงเจ้าหน้าที่รัฐ วันนี้สแกมเมอร์คือภัยคุกคามในรูปแบบเดียวกับยาเสพติด แต่เป็นมิติใหม่ที่เชื่อมโยงกับ AI

 

 

6. สงครามการค้าและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ (Trade War and Economic Instability)

 

สิ่งที่เราเห็นชัดขึ้นภายหลังการขึ้นสู่อำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ในสมัยสองคือ สงครามการค้ากับความไม่มีเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก คำถามคือปี 2026 ภาษีทรัมป์ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะสร้างผลกระทบอย่างไรกับเศรษฐกิจโลก อาจารย์สุรชาติชี้ว่า เศรษฐกิจโลกทุกวันนี้ยังคงเปราะบาง เราต้องไม่ลืมว่า ภาษีทรัมป์ยังไม่จบ ในบริบทของไทยเอง เรายังไม่ได้ให้คำตอบกับทรัมป์ว่า ตกลงแล้วเรารับภาษี 19% ของทรัมป์หรือไม่ เพราะฉะนั้น โจทย์เรื่องภาษีและสงครามการค้าของทรัมป์จะบานปลายไปมากน้อยแค่ไหน ต้องจับตามอง

 

 

7. กระแสโลกาภิวัตน์ถดถอย และภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน (Deglobalization and Supply Chain Shocks)

 

สภาวะของโลกาภิวัตน์ที่ถดถอยหรือเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อาจารย์สุรชาติมองว่า ถ้าในปี 2026 โลกาภิวัตน์เกิดสภาวะถดถอย จะเกิด Supply Chain Shock ตามมา โดยเราจะเห็นความพยายามย้ายฐานการผลิตไปไว้ในประเทศตะวันตกมากยิ่งขึ้น เช่น กรณีการผลิตชิปในไต้หวัน เพราะเราไม่รู้ว่าสถานการณ์ความสัมพันธ์จีน-ไต้หวันจะตึงเครียดมากน้อยแค่ไหน จึงมีความพยายามย้ายฐานการผลิตไปอยู่ในประเทศที่ปลอดภัย

 

 

8. ข้อมูลที่ผิดและข้อมูลบิดเบือน (Misinformation and Disinformation)

 

เทรนด์โลกปี 2026 ทั้ง Misinformation และ Disinformation ถูกจัดว่าเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงต่อความมั่นคง เพราะสามารถสั่นคลอนความเชื่อมั่นในระดับรัฐได้ แม้ทั้งคู่จะหมายถึง ‘ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง’ แต่มีความแตกต่างที่สำคัญอยู่ที่ ‘เจตนา’ (Intent)

 

โดย ข้อมูลที่ผิด (Misinformation) คือ ข้อมูลที่ผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ ไม่มีเจตนาทำร้ายหรือลวงให้เกิดการหลงเชื่อ มักสร้างความสับสนในวงแคบ ขณะที่ ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) เป็นข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อหลอกลวงโดยเฉพาะ มีเจตนาประสงค์ร้าย หรือหวังให้เกิดผลลัพธ์บางอย่าง มักสั่นคลอนความมั่นคง สร้างความเกลียดชังและแตกแยก (Polarization)

 

อาจารย์สุรชาติกล่าวว่า ข่าวลวง ข่าวปลอม ข่าวหลอกเหล่านี้จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันเรามากขึ้น บ่อยครั้งที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกสร้างเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเมือง เช่น ในกรณีของการเลือกตั้งในบางประเทศ

 

 

9. ขบวนการประท้วงของคนหนุ่มสาว (Youth-Driven Protest Movements)

 

ตลอดปี 2025 อาจารย์สุรชาติระบุว่า เราเริ่มเห็นขบวนการประท้วงของคนหนุ่มสาว หรือ Gen Z ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่น เนปาล อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเม็กซิโก ซึ่งเป็น Protest Movement ของเยาวชน โดยอาจารย์ตั้งข้อสังเกตว่า ผลพวงของ Gen Z ในการเมืองโลกในอนาคตน่าสนใจ เพราะในระยะหลังมีแนวโน้มเป็นอนุรักษนิยม (Conservative) มากกว่า เสรีนิยม (Liberal)

 

ขบวนการประท้วงของคนหนุ่มสาวในปี 2025 มีลักษณะเด่นคือ มักจะไร้แกนนำชัดเจน (Leaderless), ขับเคลื่อนการประท้วงด้วยความเร็วของอัลกอริทึม (Algorithm Speed) โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือหลักในการช่วยให้ขบวนการเคลื่อนไหวขยายตัวอย่างรวดเร็ว ระดมคนได้ไวขึ้น และมีการใช้สัญลักษณ์จาก Pop Culture เช่น อนิเมะหรือมีม เพื่อสร้างความสามัคคีข้ามพรมแดน

 

 

10. การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Development)

 

อาจารย์สุรชาติกล่าวว่า ปี 2025 เราเห็นสัญญาณชัดขึ้นในประเด็นนี้ เกาหลีเหนือเดินหน้าทดสอบขีปนาวุธและพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงเพิ่งจะเปิดตัวเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลำแรก เราเห็นการพูดถึงอาวุธนิวเคลียร์บ่อยครั้งของวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เราเห็นถึงความพยายามในการเปิดการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของทั้งสหรัฐฯ และจีน เป็นสัญญาณว่า โลกกลับสู่ ‘ยุคของการสะสมอาวุธนิวเคลียร์’ อีกครั้ง

 

 

11. การอพยพย้ายถิ่นฐาน (Migration)

 

อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของปี 2025 คือ เรื่องของการอพยพย้ายถิ่นของผู้คน ซึ่งผูกโยงอยู่กับปัญหาด้านมนุษยธรรม โดยในปี 2026 อาจารย์สุรชาติมองว่า โจทย์เรื่องการอพยพนี้ก็ยังจะเป็นปัญหา ส่วนหนึ่งไม่ใช่แค่จากภาวะสงครามและความขัดแย้งเท่านั้น แต่เป็นการอพยพที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก วันนี้ความน่าสนใจคือ ไม่ได้มีเพียงแค่มนุษย์เท่านั้นที่อพยพ แต่สัตว์ป่าจำนวนไม่น้อยก็เริ่มอพยพย้ายถิ่นฐาน เพราะสภาวะอากาศที่แปรปรวนและสุดโต่งนี้แล้วเช่นเดียวกัน เช่น หมีที่อาศัยอยู่ในไซบีเรียของรัสเซียหนีความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเข้าไปยังมองโกเลีย

 

 

12. สงครามและความขัดแย้ง (Wars and Conflicts)

 

โลกในปี 2025 เต็มไปด้วยสงครามและความขัดแย้ง โดยมีเหตุประท้วง เหตุรัฐประหารและสงครามกลางเมืองเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก จากการล่มสลายของรัฐบาลพลเรือนในเนปาลและบังกลาเทศ สู่สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อในเมียนมาและซูดาน ขณะที่สมรภูมิใหญ่อย่างยูเครนและกาซา แม้จะมีการพยายามเจรจาหยุดยิงหลายครั้ง แต่สถานการณ์ยังคงเป็น ‘สงครามที่ไม่มีวันจบ’ (Forever Wars) ที่ทำลายล้างทั้งชีวิตและเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง

 

12 จุดร้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องจับตา

 

อาจารย์สุรชาติยังได้เปิด 12 จุดร้อนทั่วโลก (Global Flashpoints) ที่ยังคงต้องจับตามองกันต่อไปในปี 2026 ดังนี้

 

1. การลดระดับความรุนแรงของสงครามในยูเครน (De-escalation of War in Ukraine)

 

แม้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะพยายามแสดงบทบาทในการเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างรัสเซียและยูเครน แต่จนถึงขณะนี้การเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามยังไม่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมนัก มีการประชุมร่างแผนสันติภาพหลายครั้งและพยายามลดระดับความรุนแรงของสงคราม แต่ยังไม่มีข้อตกลงยุติสงครามที่ชัดเจน โดยพลเมืองยูเครนส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะยกดินแดนที่รัสเซียยึดไว้ให้กับรัสเซีย ขณะที่รัสเซียเองก็ยังระบุว่า จะไม่ลงนามในข้อตกลงสันติภาพแบบไม่มีเงื่อนไขในตอนนี้ ซึ่งสะท้อนว่า การหยุดรบแบบถาวรอาจจะยังห่างไกล

 

โดยในช่วงต้นปี 2026 จะครบรอบ 4 ปีสงครามรัสเซีย-ยูเครน และเดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 5 อาจารย์สุรชาติชวนตั้งคำถามและจับตามองว่า โอกาสที่สงครามนี้จะคลี่คลายลงเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน จะเป็นไปได้หรือไม่ที่สงครามจะสงบลงจากความพยายามของทรัมป์ และรัฐบาลสหรัฐฯ แล้วถ้าสงบลงจริง จะมีผลอย่างไรกับสิทธิในการครอบครองดินแดนในเขตสงคราม โดยเฉพาะภูมิภาคดอนบาสซึ่งเป็นที่ตั้งของแคว้นลูฮันสก์ และแคว้นโดเนตสก์ รวมถึงแหลมไครเมีย ที่รัสเซียเคยประกาศผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนเมื่อปี 2014

 

อาจารย์สุรชาติระบุว่า แนวโน้มปัจจุบัน สิทธิในการควบคุมดินแดนยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครองมีความเป็นไปได้ว่า อาจจะหลุดจากมือยูเครน สิ่งที่เรายังตอบไม่ได้คือการเจรจาสุดท้ายระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียจะเป็นอย่างไร และการค้ำประกันความมั่นคงของยูเครนนั้น สหรัฐฯ จะค้ำประกันให้แค่ไหน โจทย์ชุดนี้ทำให้ยุโรปมองว่า ถ้ายูเครนเพลี่ยงพล้ำ จะกลายเป็นการขยายแนวรบออกจากยูเครน วันนี้เราเห็นหลายประเทศเตรียมพร้อมรับมือสงครามใหญ่ โดยเยอรมนีก็เป็นหนึ่งในประเทศยุโรปที่เริ่มประกาศระดมพลแล้ว

 

2. สงครามบอลติก: สงครามรัสเซีย-ลัตเวีย (Baltic War: Russo-Latvian War)

 

ภูมิภาคบอลติกเป็นหนึ่งในจุดร้อนที่มีความเสี่ยงจะปะทุขึ้นเป็นสงครามได้ แม้ในขณะนี้จะยังไม่มีการปะทะทางทหารโดยตรง แต่เหตุผลที่ทำให้ภูมิภาคนี้มีความอ่อนไหวต่อสงครามอย่างมากคือ ประเทศอย่างลัตเวีย ลิทัวเนีย และเอสโตเนีย ต่างเคยอยู่ภายใต้สหภาพโซเวียต และส่วนใหญ่มีพรมแดนติดต่อกับรัสเซีย

 

ปัจจุบันเกิดความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ลัตเวีย เนื่องจากปัจจัยเรื่องชนกลุ่มน้อยรัสเซียในลัตเวีย โดยรัสเซียกล่าวหาว่า ลัตเวีย ‘เลือกปฏิบัติ’ ต่อคนเชื้อสายรัสเซีย ซึ่งคล้ายกับข้ออ้างที่รัสเซียใช้กับยูเครนเมื่อในอดีต มีการทำสงครามแบบผสมผสาน ทั้งการกดดันทางเศรษฐกิจและพลังงาน รวมถึงการโจมตีไซเบอร์และปล่อยข่าวปลอม นอกจากนี้ ลัตเวียยังมีทหาร NATO ประจำการอยู่ ซึ่งรัสเซียมองว่าเป็น ‘ภัยต่อความมั่นคงโดยตรง’

 

อาจารย์สุรชาติระบุว่า โดรนของรัสเซียค่อนข้างจะล่อแหลมกับการล้ำน่านฟ้าของบรรดาประเทศในภูมิภาคบอลติก โดยเฉพาะในกรณีของลัตเวีย ซึ่งถ้าหากเกิดข้อพิพาทขึ้นจะทำให้ความขัดแย้งกลายเป็น ‘สงครามบอลติก’ ที่อาจพ่วงดึง NATO เข้าสู่สงคราม ตามมาตรา 5 ของ NATO ที่ระบุว่า หากสมาชิกหนึ่งถูกโจมตี จะถือว่าเป็นการโจมตีสมาชิก NATO ทุกประเทศ

 

3. ยุโรปตะวันออก: สงครามรัสเซีย-โปแลนด์ / สงครามรัสเซีย-ฟินแลนด์ (Eastern Europe: Russo-Polish War / Russo-Finn War)

 

ยุโรปตะวันออกเป็นอีกหนึ่งจุดร้อนที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะในกรณีของโปแลนด์ที่มักถูกมองว่าเป็น ‘ประเทศเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์’ หากรัสเซียขยายสงคราม ซึ่งโปแลนด์มีความสำคัญอย่างมากในฐานะศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ในการจัดส่งอาวุธ NATO ให้กับยูเครน ขณะที่ฟินแลนด์ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย และก็มีความเสี่ยงหากสงครามขยายตัว

 

อาจารย์สุรชาติมองว่า ปี 2026 เราจะเห็นการเตรียมรับสงครามใหญ่ของทั้งโปแลนด์กับฟินแลนด์ที่เข้มข้นขึ้น ทั้งสองประเทศต่างก็เป็นสมาชิก NATO เช่นเดียวกับประเทศในบอลติก หากเกิดสงครามกับรัสเซียขึ้นในอนาคต อาจเป็นการดึงเอา NATO เข้าสู่สงคราม ที่ผ่านมารัสเซียทำสงครามผสมผสาน (Hybrid War) มีการใช้พลังของสื่อ ข่าวลวง ข่าวปลอม รวมถึงการใช้โดรนสอดแนมล่วงล้ำน่านฟ้าของหลายประเทศในยุโรป ทำให้ผู้นำหลายคนกังวลว่า สงครามอาจจะหลุดออกมาจากยูเครนในเชิงพื้นที่ โดยการล่วงล้ำเขตน่านฟ้าเป็นประเด็นเปราะบางในบริบทของยุโรป

 

 

4. สงครามสหรัฐอเมริกา-เวเนซุเอลา (US War with Venezuela)

 

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จากการที่สหรัฐฯ โจมตีเรือเวเนซุเอลาในทะเลแคริบเบียนหลายครั้ง โดยทรัมป์อ้างว่า เรือต้องสงสัยเหล่านั้นบรรทุก ‘ผู้ก่อการร้าย-ยาเสพติด’ (Narco-Terrorists) และเป็น ‘เป้าหมายที่ชอบธรรม’ (Fair Game) ที่จะโจมตี เมื่อเรือเหล่านี้ขนยาเสพติด โดยทรัมป์ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินที่ล้ำสมัยที่สุดของสหรัฐฯ อย่าง USS Gerald R. Ford เดินทางมายังทะเลแคริบเบียน เพื่อช่วยปฏิบัติการทางทหารในแถบลาตินอเมริกาอีกด้วย ทรัมป์ยังกล่าวหาอีกว่า นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาเกี่ยวพันกับการลักลอบขนยาเสพติดเข้าสหรัฐฯ ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความพยายามของทรัมป์ในการโค่นล้มมาดูโรลงจากอำนาจ

 

อาจารย์สุรชาติระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา จะมีนัยสำคัญกับการเมืองในลาตินอเมริกาอย่างแน่นอน ต้องจับตามองต่อว่า การโจมตีเรือที่สหรัฐฯ อ้างว่า เป็นเรือขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียนจะขยายตัวอย่างไรในปี 2026

 

อาจารย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์พยายามดึงรัฐบาลปีกขวาในลาตินอเมริกาให้มาอยู่กับสหรัฐฯ คล้ายกับ ‘ยุคสงครามเย็นแบบเก่า’ ที่พยายามรวมพลังปีกขวาในลาตินอเมริกาให้ยืนเคียงข้างสหรัฐฯ โดยปีกขวาในลาตินอเมริกาเหล่านี้ ‘ไม่ตอบรับจีน’ วันนี้เรากำลังเห็นการปะทะของอุดมการณ์แบบ ‘ประชานิยมปีกขวา’ (Right-Wing Populism) กับ ‘ประชานิยมปีกซ้าย’ (Left-Wing Populism) โดยที่ทรัมป์เป็นตัวแทนของประชานิยมปีกขวาที่ใหญ่ที่สุดของโลก ที่พยายามเชื่อมปีกขวาในลาตินอเมริกาเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อต่อสู้กับผู้นำประชานิยมปีกซ้ายอย่าง ฟิเดล กัสโตร ผู้นำคิวบาในอดีต หรือนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาในปัจจุบัน การปะทะกันในบริบทของทรัมป์กับมาดูโร จึงไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องยาเสพติดในสายตาอาจารย์สุรชาติ แต่คือการปะทะกันของประชานิยมปีกขวาและปีกซ้ายในรูปแบบหนึ่ง

 

5. วิกฤตช่องแคบไต้หวัน (Taiwan Strait Crisis)

 

ช่องแคบไต้หวันเป็นอีกหนึ่งจุดร้อนทางภูมิรัฐศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง โดยกองทัพจีนเพิ่งเปิดปฏิบัติการ ‘Justice Mission 2025’ ซ้อมรบทางทหารรอบเกาะไต้หวัน โดยเป็นการระดมกำลังจากทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกองกำลังจรวด เพื่อจำลองสถานการณ์การ ‘ยึดและปิดล้อม’ พื้นที่สำคัญของไต้หวัน รวมไปถึงการซ้อมยิงกระสุนจริง เพื่อส่งสัญญาณเตือนแก่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ต้องการประกาศเอกราชให้แก่ไต้หวัน อีกทั้งยังเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ ที่ขายอาวุธล็อตใหญ่ให้ไต้หวันมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.6 แสนล้านบาท) ซึ่งทำให้จีนไม่พอใจอย่างมากและประกาศคว่ำบาตรบริษัทกลาโหมของสหรัฐฯ ขณะที่ ไล่ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวันระบุว่า ไต้หวันยึดมั่นใน ‘การรักษาสถานะปัจจุบัน’ (Status Quo) พร้อมยืนยันว่า ไต้หวันเป็นมีอธิปไตยอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องประกาศเอกราชอีก

 

อาจารย์สุรชาติคาดการณ์ว่า วิกฤตช่องแคบไต้หวันจะยิ่งตึงเครียดยิ่งขึ้น หลังจากที่เราเห็นแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2022 หลังการเดินทางเยือนไต้หวันของแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในขณะนั้น ก่อนที่จีนซ้อมรบครั้งใหญ่รอบเกาะไต้หวันแบบเสมือนปิดล้อมจริงเป็นการตอบโต้

 

 

6. เหตุพิพาทในทะเลจีนใต้ (South China Sea Dispute)

 

ทะเลจีนใต้เป็นจุดร้อนที่มีเหตุพิพาทเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรือลาดตระเวนชายฝั่งของจีนและฟิลิปปินส์ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศตึงเครียดสุดในรอบหลายปี แม้จะยังไม่มีการสู้รบครั้งใหญ่ แต่ก็มีเหตุปะทะกันของกองเรือชายฝั่งบ่อยครั้ง เป็นวิกฤตเรื้อรังที่พร้อมจะปะทุ โดยทั้งคู่ต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ดังกล่าว และอ้างว่าอีกฝ่ายรุกล้ำเขตน่านน้ำภายใต้อธิปไตยของตน

 

อาจารย์สุรชาติตั้งข้อสังเกตว่า ในปี 2026 ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้จะยังคงเป็นปัญหาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะจีนกับฟิลิปปินส์ และในปี 2026 นั้น ฟิลิปปินส์จะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน จึงต้องจับตามองว่า ท่าทีของฟิลิปปินส์ที่ไม่ยอมอ่อนข้อต่อจีนในประเด็นทะเลจีนใต้จะเป็นอย่างไร ประเด็นนี้จะได้รับการพูดคุยหารือในเวทีอาเซียนมากน้อยแค่ไหน Code of Conduct จะถูกผลักดันออกมาอีกครั้งหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าปี 2026 จะเป็น ‘โอกาสทอง’ ของฟิลิปปินส์ในการยันกับจีนในมิติทางการเมืองระหว่างประเทศ

 

7. คาบสมุทรเกาหลีและอาวุธนิวเคลียร์ (Korean Peninsula and Nuclear Weapons)

 

อาจารย์สุรชาติกล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือเดินหน้าพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองอย่างต่อเนื่อง อาจต้องจับตาดูกันต่อว่า ปี 2026 เกาหลีเหนือจะประสบความสำเร็จในการสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ที่ติดหัวรบนิวเคลียร์หรือไม่ และความตึงเครียดเรื่องอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลีจะยิ่งร้อนระอุมากแค่ไหน หลังสหรัฐฯ เห็นชอบสนับสนุนให้เกาหลีใต้มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์เป็นของตัวเอง แม้ว่าจะยังต้องมีการพูดคุยในเรื่องละเอียดบางอย่างและอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการออกแบบและประกอบสร้าง

 

 

8. ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในกาซา (Protracted Conflict in Gaza)

 

แม้อิสราเอลและกลุ่มฮามาสจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง (ในเชิงหลักการ) และเห็นพ้องในการแลกเปลี่ยนตัวประกันกับนักโทษชาวปาเลสไตน์ อย่างไรก็ตาม อาจารย์สุรชาติมองว่า สงครามในกาซายังคงยืดเยื้อและไม่จบลงโดยง่าย อิสราเอลยังคงโจมตีหลายพื้นที่ของกาซาต่อไป รวมทั้งในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดนหรือเขตเวสแบงก์ (West Bank) ทำให้ปี 2026 ประเด็นชาวปาเลสไตน์จะยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในเวทีโลก

 

9. ตะวันออกกลาง: ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน (The Middle East: Israeli-Iranian Conflict)

 

ในปี 2025 ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านปะทุขึ้น จนนำไปสู่การโจมตีกันโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่ทั้งสองประเทศมักจะไม่ได้ทำสงครามกันโดยตรง แต่ทำผ่าน ‘สงครามตัวแทน’ (Proxy War) ก่อนที่กองทัพสหรัฐฯ จะเข้ามาร่วมวงเปิดปฏิบัติการ ‘Midnight Hammer’ โจมตีโครงการนิวเคลียร์ 3 แห่งของอิหร่านที่อยู่ใต้ดิน โดยใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ทั้งหมด 7 ลำ หลายฝ่ายมองว่า การโจมตีครั้งนั้นเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ที่มีส่วนช่วยให้ทั้งอิสราเอล-อิหร่าน หันหน้าเข้าสู่โต๊ะเจรจา เพื่อยุติการสู้รบระลอกล่าสุดที่เกิดขึ้นมานานร่วม 2 สัปดาห์ได้

 

ทางด้านอาจารย์สุรชาติมองว่า ปี 2026 ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่านจะยังคงเป็นปัญหาอย่างแน่นอน เนื่องจากอิหร่านยังคงเดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถทางด้านการทหารของตน และอาจรวมถึงโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านมักยืนยันว่า เป็นไปเพื่อสันติและประโยชน์ด้านพลเรือนเป็นหลัก

 

10. ความมั่นคงทางทะเลในทะเลแดง (Maritime Security in the Red Sea)

 

ทะเลแดงเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของโลก เชื่อมยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียเข้าไว้ด้วยกัน การค้าโลกราว 10-12% ต้องผ่านเส้นทางนี้ โดยภัยคุกคามหลักต่อความมั่นคงทางทะเลในทะเลแดงคือ การโจมตีเรือพาณิชย์โดยกลุ่มฮูตี (Houthis) ในเยเมนซึ่งอ้างว่า เป็นการโจมตีเรือที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล หรือเป็นพันธมิตรของอิสราเอล เนื่องจากฮูตีเป็นหนึ่งในกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนโดยอิหร่าน อีกทั้งยังผูกโยงกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ทำให้พื้นที่บริเวณทะเลแดงจึงกลายเป็น ‘สนามรบทางอ้อม’ ที่เสี่ยงลุกลามเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค

 

อาจารย์สุรชาติแสดงความเห็นว่า ปัญหาฮูตีในทะเลแดงจะยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีความพยายามจัดตั้งกองกำลังนานาชาติ แต่ก็ไม่สามารถที่จะยุติภารกิจของฮูตีได้ ต่อให้โจมตีฮูตีอย่างหนัก โดยฮูตีมักใช้โดรนจากอิหร่านในการโจมตี ซึ่งเป็นโดรนราคาถูก ต้นทุนต่ำ แต่สร้างความเสียหายได้สูง อีกทั้งยังผลิตง่ายและยิงได้บ่อยครั้ง สร้างแรงกระเพื่อมให้กับการขนส่งบริเวณทะเลแดงอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

 

11. เอเชียใต้: สงครามอินเดีย-ปากีสถาน (South Asia: Indian-Pakistani War)

 

ความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถานเป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ดินแดนพิพาท ศาสนา อัตลักษณ์ชาติ และอาวุธนิวเคลียร์ซ้อนทับกัน โดยทั้งสองฝ่ายต่างมองอีกฝ่ายเป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้างต่อความมั่นคงของตนเอง และเกิดเหตุปะทะกันบ่อยครั้ง โดยอาจารย์สุรชาติเชื่อว่า ความขัดแย้งของ 2 รัฐนิวเคลียร์นี้จะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2026

 

 

12. สงครามในรัฐชายขอบ (Peripheral Wars: Sudan, Mali, DR Congo, Myanmar, Thailand-Cambodia, etc.)

 

อาจารย์สุรชาติยังระบุว่า สงครามในพื้นที่รัฐชายขอบ เช่น ในซูดาน มาลี ดีอาร์ คองโก และเมียนมา โจทย์พวกนี้จะไม่หายไปไหนในปี 2026 แต่อาจไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์โดยตรง ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่ที่ยังคงต้องจับตามองกันต่ออย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ อาจารย์สุรชาติยังแสดงความเห็นว่า ‘ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา’ ที่เกิดขึ้นในปี 2025 จัดอยู่ใน ‘สงครามในรัฐชายขอบ’ เพราะโดยเงื่อนไข สงครามนี้ไม่ใช่สงครามขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของการเมืองโลกโดยตรง

 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของความขัดแย้งนั้น อาจารย์อธิบายว่า ที่ผ่านมา เราเห็นบทบาทของอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะประธานอาเซียน เราเห็นบทบาทของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และล่าสุด เราเห็นการเจรจาที่จีนเล่นบทเป็นคนกลางผ่านหวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนในการประชุม 3 ฝ่ายที่ยูนนาน ซึ่งตอกย้ำข้อสังเกตของอาจารย์สุรชาติที่พูดมาตลอดว่า ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ‘ไม่เคยมีสภาวะเป็นทวิภาคี’ แต่เป็น ‘พหุภาคี’ มาตั้งแต่ต้น

 

อาจารย์ยังตั้งคำถามต่อไปว่า ตกลงแล้วจีนเป็นคนกลางที่ทำให้สงครามไทย-กัมพูชายุติใช่หรือไม่ ถ้ายุติจริง จีนก็จะอ้างเป็นผลงานของตัวเอง ซึ่งในมุมหนึ่ง ‘น่าอันตรายสำหรับไทย’ เพราะเท่ากับตอบว่า เราพยายามลากสถานการณ์ เพื่อให้จีนเข้ามามีบทบาทเป็น ‘ผู้ยุติสงคราม’ แทนที่สหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ที่ ‘ทำไม่สำเร็จ’ และหากไทยเล่นบทบาทในลักษณะนี้ อาจจะมีความยุ่งยากเกิดขึ้นในอนาคต โอกาสการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับคณะผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ (USTR) ‘อาจจะเกิดขึ้นได้ยาก’ เพราะถ้าเราเปิดช่องให้จีนเป็นผู้สร้างความสำเร็จไม่ใช่สหรัฐฯ แปลว่า ภาษีทรัมป์ในปี 2026 อาจจะเป็นปัญหากับเรา

 

แฟ้มภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา / THE STANDARD

 

นอกจากนี้อาจารย์ยังระบุว่า ปี 2026 เราจะเห็นการเลือกตั้งทั้งในไทยและเมียนมา ซึ่งมีความท้าทายทั้งคู่ โดยในบริบทของไทยนั้น การเลือกตั้งจะเป็น ‘การแข่งขันของกระแสประชานิยม’ โดยที่ประชานิยมที่ใช้ในสังคมไทย ไม่ใช่คอนเซปต์ประชานิยมแบบตะวันตกในปัจจุบัน เวลาเราพูดว่า ทรัมป์เป็นประชานิยม ทรัมป์ไม่ได้เอาเงินมาแจก หรือหาเสียงด้วยนโยบายเศรษฐกิจ อาจารย์ตั้งข้อสังเกตว่า พรรคการเมืองไทยกลายเป็นพรรคการเมืองแบบลาตินอเมริกาในช่วง 1960 ประมาณยุคของเอวา เปรอน (Eva Perón) อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งผู้เป็นตำนานของประเทศอาร์เจนตินา พร้อมขอลากลิงก์ไปยังเพลง ‘Don’t Cry for Me Argentina’ ของ Madonna ซึ่งสะท้อนภาพความเป็นประชานิยมในลาตินอเมริกายุคนั้นได้เป็นอย่างดี

 

 

 

อาจารย์ยังมองว่า วันนี้พรรคการเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นปีกซ้าย ปีกขวา เป็นได้แค่ประชานิยมเท่านั้นเอง และเป็นการแข่งขันว่า ใครจะเป็นประชานิยมมากกว่ากัน และจะชนะอย่างไร ด้วยเงื่อนไขแบบประชานิยมไม่ใช่เงื่อนไขแบบประชาธิปไตย

 

ทั้งหมดนี้ ทำให้ปี 2026 จึงยังเป็นอีกปีที่ต้องจับตามอง โดยประเด็นส่วนใหญ่ผูกโยงกับมิติความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์โลก และวิถีชีวิตของผู้คน สุดท้ายแล้ว ‘นกพิราบสันติภาพ’ จะต้องถูกย่างอีกกี่รอบด้วยไฟสงคราม ก็เป็นสิ่งที่เราต้องเฝ้าดูคำตอบไปด้วยกัน

The post ศ.ดร.สุรชาติสรุป 12 เทรนด์โลกปี 2026 กับ 12 จุดร้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองกำลังจู่โจมนานาชาติ เพื่อกวาดล้างศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา? https://thestandard.co/international-strike-call-centers-cambodia/ Sun, 28 Dec 2025 08:19:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1159492 กองกำลังจู่โจมนานาชาติ เพื่อกวาดล้างศูนย์คอลเซ็นเตอร์ใน กัมพูชา

การประชุมนานาชาติว่าด้วยความร่วมมือระดับโลกเพื่อต่อต้าน […]

The post กองกำลังจู่โจมนานาชาติ เพื่อกวาดล้างศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองกำลังจู่โจมนานาชาติ เพื่อกวาดล้างศูนย์คอลเซ็นเตอร์ใน กัมพูชา

การประชุมนานาชาติว่าด้วยความร่วมมือระดับโลกเพื่อต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ (The International Conference on the Global Partnership against Online Scams) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17-18 ธันวาคม 2568 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ (UN Convention Against Cybercrime) หรือ Hanoi Convention (อนุสัญญากรุงฮานอย) เพิ่งจะได้ข้อสรุปไปเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

 

การประชุมที่กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ มีผู้แทนจากกว่า 60 ประเทศเข้าร่วม และนำไปสู่การจัดทำ ‘แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ’ (Bangkok Joint Statement) ซึ่งระบุแนวทางปฏิบัติ สำหรับอนาคตหลายประการ เช่น การจัดตั้งพันธมิตรระดับโลก การอายัดทรัพย์สินและการติดตามเส้นทางการเงิน และการบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน ฯลฯ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินการตามขั้นตอนเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังขาดความชัดเจนคือ ‘ใคร’ จะเป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนวาระนี้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า คำพูดและตัวหนังสือจะถูกเปลี่ยนเป็นการกระทำอย่างเป็นรูปธรรม

 

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งจากการประชุมคือ แม้จะมีฉันทามติทางการทูตในการปฏิบัติต่อแรงงานที่ถูกบังคับในขบวนการค้ามนุษย์ และการหลอกลวงออนไลน์ว่าควรมีฐานะเป็น ‘เหยื่อ’ มากกว่า ‘อาชญากร’ ซึ่งถือเป็นแนวคิดด้านมนุษยธรรมที่น่าชื่นชม แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ยังคงเป็นฝันร้ายของเหยื่อที่แท้จริงของขบวนการขนาดใหญ่ที่โหดเหี้ยมนี้

 

ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชา ผู้คนนับหมื่นชีวิตกำลังอาศัยอยู่ในสถานที่ซึ่งอธิบายได้เพียงว่าเป็น ‘ค่ายกักกันยุคใหม่’ แหล่งกบดานเหล่านี้คือป้อมปราการที่แน่นหนาซึ่งเหยื่อต้องเผชิญกับการถูกช็อตด้วยไฟฟ้า การถูกขังเดี่ยว และการทรมานอย่างเป็นระบบ ภายใต้การร่วมมือ และการคุ้มครองจากเครือข่ายของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ทุจริต และทหารรับจ้างต่างชาติ ‘ฟาร์มคอลเซ็นเตอร์’ เหล่านี้ดำเนินงานโดยแทบไม่ต้องเกรงกลัวกฎหมาย ในขณะที่สูบเงินหลายหมื่นล้านบาทจากผู้บริสุทธิ์ทั่วโลก

 

ขนาดของวิกฤตซึ่งสร้างขึ้นโดยขบวนการระดับโลก

 

สำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ประมาณการว่า ความสูญเสียทางการเงินจากการหลอกลวงที่มุ่งเป้าไปที่เหยื่อในเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพียงสองภูมิภาค มีมูลค่าสูงถึง 585,000 ล้าน ถึง 1.2 ล้านล้านบาท ในปี 2566 และภายในสิ้นปี 2568 คาดการณ์ว่าความเสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์ทั่วโลกจะพุ่งสูงถึง 341 ล้าน ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า ขบวนการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ ‘อาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต’ ทั่วไป แต่มันคือ ‘รายได้หลัก’ ของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่นำเทคโนโลยี AI (Generative AI) และ Deepfakes มาใช้เพื่อขยายขอบเขตการโจมตีให้รุนแรงยิ่งขึ้น และมีแต่จะซับซ้อนและทวีความรุนแรงมากขึ้นในทุกขณะ

 

ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วยให้ทั่วโลกได้เห็นว่า เครือข่ายและขอบเขตของขบวนการเหล่านี้ในกัมพูชา ‘มีขนาดมหาศาล’ รายงานหลายฉบับระบุว่า รายได้จากการหลอกลวงอาจมีมูลค่าเทียบเท่ากับร้อยละ 40 ถึงร้อยละ 60 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของกัมพูชา ทั้งนี้ รายงานของ Amnesty International ระบุว่า ในกัมพูชามีค่ายกักกันเหล่านี้ มากกว่า 50 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในแนวตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการเหล่านี้มักเป็นของกลุ่มนักธุรกิจชั้นนำที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่า หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด หรือช่วยขัดขวางการทำงานของฝ่ายปราบปรามด้วย ‘การแจ้งเตือนล่วงหน้า’ ก่อนที่จะมีการบุกตรวจค้นหรือจับกุมทุกครั้ง

 

จากคำพูดสู่การกวาดล้างอย่างจริงจัง

 

ดังนั้น จากข้อมูลข้างต้น หากกว่า 60 ประเทศที่เข้าร่วมประชุมที่กรุงเทพฯ มีความจริงจังในการ ‘เปลี่ยนจากการหารือ ไปสู่การปฏิบัติ’ ขั้นตอนต่อไปจะต้องมีความเฉียบคมและไม่ประนีประนอม เช่น:

 

  • การจัดตั้งกองกำลังจู่โจมนานาชาติ (International Strike Force): เมื่อการทูตไม่เพียงพอต่อการทลายกำแพงของศูนย์ปฏิบัติการเหล่านี้ โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) ของกัมพูชา ประเทศที่ถูกผลกระทบ เช่น เกาหลีใต้ จีน อินเดีย ไทย และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน ควรจัดตั้ง ‘กองกำลังผสมระหว่างทหารและตำรวจ’ เข้าปราบปรามสถานที่ต่างๆ กว่า 50 แห่งนี้อย่างจริงจัง ซึ่งแม้ว่า การจัดตั้งกองกำลังในลักษณะนี้ มีข้อกำหนดและกรอบการทำงานในอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติอยู่แล้ว แต่การที่ค่ายกักกันเหล่านี้ ‘มีทหารรับจ้างติดอาวุธ’ เข้ามาเกี่ยวข้อง ‘ย่อมเป็นความชอบธรรม’ ที่ประเทศต่างๆ ที่ถูกผลกระทบจะใช้มาตรการทางยุทธวิธีที่รุนแรงและเด็ดขาด

 

  • บังคับใช้มาตรการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ: หน่วยข่าวกรองทางการเงินต้องก้าวข้ามแค่การ ‘ติดตาม’ ไปสู่การ ‘อายัด’ อย่างจริงจัง นิติบุคคลใดก็ตามที่พบว่าให้การสนับสนุนหรือเป็นที่ตั้งของศูนย์เหล่านี้ เช่น Prince Group ซึ่งมีหลักฐานความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับศูนย์คอลเซ็นเตอร์ต่างๆ ควรถูกตัดขาดจากการเข้าถึงระบบการเงินโลกอย่างสิ้นเชิง

 

  • กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนแบบ ‘ไร้แหล่งกบดาน’: เราต้องการกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่รวดเร็วและเป็นมาตรฐานสำหรับตัวการใหญ่ของขบวนการหลอกลวง เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าทางระบบราชการที่ทนายความอาชญากรและเจ้าหน้าที่ที่รับสินบนมักนำมาใช้เป็นช่องว่าง

 

บทสรุป

 

การเพียงแค่พูดคุยและจัดทำแถลงการณ์ ‘ไม่ใช่คำตอบ’ ที่ยอมรับได้อีกต่อไป ในขณะที่เหล่านักการทูตและเจ้าหน้าที่รัฐแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบนเวทีและในแผ่นกระดาษ ผู้คนนับหมื่นกำลังสูญเสียเงินเก็บชั่วชีวิต สูญเสียคุณภาพชีวิต และแม้กระทั่งสูญเสียชีวิต ให้กับขบวนการทุจริตเหล่านี้ แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ ปี 2568 จะกลายเป็นเพียงคำพูดที่ว่างเปล่า หากไม่สามารถนำไปสู่การทำลาย ‘ค่ายกักกัน’ เหล่านี้ในทางกายภาพ ด้วยเหตุนี้ประเทศที่ได้รับผลกระทบจะต้องร่วมมือกันเพื่อลงมือทำ ไม่ใช่ในวันพรุ่งนี้ แต่ต้องเป็น ‘เดี๋ยวนี้’

 

แฟ้มภาพ: Paula Bronstein / Getty Images

 

อ้างอิง:

  • บทความวิชาการฉบับพิเศษ ลำดับที่ 4/2025 สถาบันนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ (ISP) ธันวาคม 2568

The post กองกำลังจู่โจมนานาชาติ เพื่อกวาดล้างศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทย-UNODC ปิดประชุมต้านสแกมเมอร์ จับมือหุ้นส่วนระดับโลก ออกแถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ เข้มปราบหลอกลวงออนไลน์ https://thestandard.co/thailand-unodc-scammer-fight/ Thu, 18 Dec 2025 05:49:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1155998 ไทย-UNODC ปิดประชุมต้านสแกมเมอร์ จับมือหุ้นส่วนระดับโลก ออกแถลงการณ์ร่วม กรุงเทพฯ เข้มปราบหลอกลวงออนไลน์

การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้ […]

The post ไทย-UNODC ปิดประชุมต้านสแกมเมอร์ จับมือหุ้นส่วนระดับโลก ออกแถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ เข้มปราบหลอกลวงออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทย-UNODC ปิดประชุมต้านสแกมเมอร์ จับมือหุ้นส่วนระดับโลก ออกแถลงการณ์ร่วม กรุงเทพฯ เข้มปราบหลอกลวงออนไลน์

การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (IC-GPOS) ที่จัดขึ้นโดยกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC (United Nations Office on Drugs and Crime) ณ โรงแรม Inter Continental กรุงเทพฯ ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการในวันนี้ (18 ธันวาคม)

 

โดย วิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยเดลฟีน ช้านท์ซ (Delphine Schantz) ผู้แทน UNODC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก กล่าวสรุปผลสำเร็จของการประชุมระหว่างนานาชาติ ในการร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมไซเบอร์ และการหลอกลวงทางออนไลน์ และเน้นย้ำความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องยกระดับจากความตระหนักรู้ ไปสู่การลงมือปฏิบัติ

 

ที่ประชุมยังได้ออก ‘แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ’ ในนามของหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ค.ศ. 2025 (2025 Bangkok Joint Statement by the Global Partnership against Online Scams) ซึ่งประกอบด้วย ประเทศไทย บังกลาเทศเนปาล เปรู และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งภาคเอกชน ได้แก่ TikTok เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐต่างๆ รวมถึงประเทศต้นทางและประเทศทางผ่านของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้กระทำอาชญากรรมผิดกฎหมายในศูนย์หลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ตลอดจนประเทศที่เป็นที่ตั้งของศูนย์หลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และประเทศที่มีประชาชนถูกหลอกฉ้อโกง ที่จะต้องให้ความร่วมมือทั้งภายในประเทศและข้ามพรมแดน เพื่อปราบปรามการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตและอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้อง

 

พร้อมกันนี้ยังประกาศที่จะดำเนินการ 26 ข้อ ใน 5 ด้าน ได้แก่

 

1.ความมุ่งมั่นทางการเมืองและธรรมาภิบาล เช่น กำหนดให้การต่อต้านการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเป็นลำดับต้น และ เสริมสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพตามตราสารระหว่างประเทศที่มีอยู่

 

2.การบังคับใช้กฎหมาย การสืบสวนสอบสวน และการดำเนินคดี เช่น การมีความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีกับเครือข่ายการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ผ่านการใช้กลไกระดับทวิภาคี ภูมิภาค และพหุภาคี ตลอดจนรับทราบว่าจะมีการแบ่งปันข้อมูล ข่าวกรอง และพยานหลักฐานอย่างทันท่วงที เพื่อสนับสนุนการสกัดกั้น การป้องกัน และการดำเนินคดีต่อการหลอกลวง

 

3.การคุ้มครองผู้เสียหาย เช่น การใช้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข่าวกรองและพยานหลักฐาน และเพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ด่านหน้าในการคัดกรองแยกแยะระหว่างผู้กระทำผิดกับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในบริบทของการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต รวมทั้งใช้แนวทางการยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง ขณะที่รณรงค์และเพิ่มความพยายาม ในการดำเนินการตามหลักการไม่ลงโทษสำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

 

4.การสร้างความตระหนักรู้ของสาธารณชนและการป้องกันการหลอกลวงทาง เช่น การรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ในระดับโลกของภาคส่วนที่หลากหลาย ผ่านการมีส่วน ร่วมของสื่อสังคมออนไลน์และภาคเอกชนเพื่อป้องกันมิให้บุคคลถูกหลอกลวงฉ้อโกงและตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ในศูนย์หลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และเสริมสร้างระบบการรายงานทั้งในระดับชาติและระดับภูมิภาค

 

5.ความร่วมมือกับหุ้นส่วนภายในประเทศและข้ามพรมแดน เช่น การจัดตั้งกลุ่มพันธ์มิตรหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตประกอบด้วยรัฐบาล ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนความพยายามร่วมกันในการต่อสู้กับการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต

 

ไทย-UNODC ปิดประชุมต้านสแกมเมอร์ จับมือหุ้นส่วนระดับโลก ออกแถลงการณ์ร่วม กรุงเทพฯ เข้มปราบหลอกลวงออนไลน์ 1ไทย-UNODC ปิดประชุมต้านสแกมเมอร์ จับมือหุ้นส่วนระดับโลก ออกแถลงการณ์ร่วม กรุงเทพฯ เข้มปราบหลอกลวงออนไลน์ 2ไทย-UNODC ปิดประชุมต้านสแกมเมอร์ จับมือหุ้นส่วนระดับโลก ออกแถลงการณ์ร่วม กรุงเทพฯ เข้มปราบหลอกลวงออนไลน์ 3ไทย-UNODC ปิดประชุมต้านสแกมเมอร์ จับมือหุ้นส่วนระดับโลก ออกแถลงการณ์ร่วม กรุงเทพฯ เข้มปราบหลอกลวงออนไลน์ 4ไทย-UNODC ปิดประชุมต้านสแกมเมอร์ จับมือหุ้นส่วนระดับโลก ออกแถลงการณ์ร่วม กรุงเทพฯ เข้มปราบหลอกลวงออนไลน์ 5

The post ไทย-UNODC ปิดประชุมต้านสแกมเมอร์ จับมือหุ้นส่วนระดับโลก ออกแถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ เข้มปราบหลอกลวงออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปชป. จี้นายกฯ แจงภาพคู่ ‘เบน สมิธ’ ชี้กระทบความเชื่อมั่นปราบสแกมเมอร์ https://thestandard.co/democrat-party-pm-ben-smith/ Wed, 03 Dec 2025 14:52:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1151164 ปชป. จี้นายกฯ แจงภาพคู่ ‘เบน สมิธ’ ชี้กระทบความเชื่อมั่นปราบสแกมเมอร์

พรรคประชาธิปัตย์ ออกแถลงการณ์วันนี้ (3 ธันวาคม) เรียกร้ […]

The post ปชป. จี้นายกฯ แจงภาพคู่ ‘เบน สมิธ’ ชี้กระทบความเชื่อมั่นปราบสแกมเมอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปชป. จี้นายกฯ แจงภาพคู่ ‘เบน สมิธ’ ชี้กระทบความเชื่อมั่นปราบสแกมเมอร์

พรรคประชาธิปัตย์ ออกแถลงการณ์วันนี้ (3 ธันวาคม) เรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงกรณีมีภาพถ่ายร่วมกันระหว่าง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง บุคคลสำคัญในรัฐบาล และ เบน สมิธ (เบนจมิน เมาเออเบอร์เกอร์) ผู้ซึ่งมีรายชื่อปรากฏใน ร่างกฎหมายของสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ระหว่างประเทศ และถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการอายัดทรัพย์มาก่อน

 

ประชาธิปัตย์ระบุว่า แม้ภาพถ่ายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถชี้ผิดได้ทันที แต่ยอมรับว่า “เป็นเรื่องธรรมดาที่ประชาชนจะตั้งคำถาม” โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลเองถือเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ

 

พรรคจึงเรียกร้องให้นอนุทินและเอกนิติ ออกมาชี้แจง ที่มาของภาพดังกล่าว และอธิบาย ลักษณะความสัมพันธ์ ระหว่างทั้งสองกับเบน สมิธอย่างโปร่งใส เพื่อคลายข้อกังวลของสังคม

 

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังตั้งข้อสังเกตถึง บุคคลที่เคยเกี่ยวข้องกับเบน สมิธในฐานะอดีตที่ปรึกษากฎหมาย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งในรัฐบาล พร้อมเสนอว่ารัฐบาลควรพิจารณาให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อแสดงถึงความจริงใจและความตั้งใจจริงด้านการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์

 

พรรคประชาธิปัตย์ย้ำว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเชื่อมั่นของประชาชน และความสามารถของรัฐบาลในการดำเนินมาตรการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปได้

The post ปชป. จี้นายกฯ แจงภาพคู่ ‘เบน สมิธ’ ชี้กระทบความเชื่อมั่นปราบสแกมเมอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โชว์ผลงาน 2 เดือน บุกทลายเว็บพนันกว่า 950 คดี ยึดทรัพย์กว่า 240 ล้าน ปิดกั้น 75,000 URL ผิดกฎหมาย https://thestandard.co/police-bust-950-gambling-cases/ Fri, 21 Nov 2025 07:24:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1145837 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โชว์ผลงาน 2 เดือน บุกทลายเว็บพนันกว่า 950 คดี ยึดทรัพย์กว่า 240 ล้าน ปิดกั้น 75,000 URL ผิดกฎหมาย (No changes are required as there are no proper nouns immediately following a verb in this headline according to the specified rule.)

วันนี้ (21 พฤศจิกายน) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไ […]

The post สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โชว์ผลงาน 2 เดือน บุกทลายเว็บพนันกว่า 950 คดี ยึดทรัพย์กว่า 240 ล้าน ปิดกั้น 75,000 URL ผิดกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โชว์ผลงาน 2 เดือน บุกทลายเว็บพนันกว่า 950 คดี ยึดทรัพย์กว่า 240 ล้าน ปิดกั้น 75,000 URL ผิดกฎหมาย (No changes are required as there are no proper nouns immediately following a verb in this headline according to the specified rule.)

วันนี้ (21 พฤศจิกายน) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) เป็นประธานแถลงผลการปฏิบัติงานปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ตามนโยบายของ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. โดยมีผู้แทนจาก สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และคณะทำงานร่วมแถลงข่าว

 

พล.ต.ท.ไตรรงค์ เปิดเผยสถิติการทำงานระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม – 18 พฤศจิกายน ว่า สามารถปิดกั้น URL ผิดกฎหมายได้ถึง 75,250 รายการ (ส่วนใหญ่เป็น Facebook และ Website พนัน) จับกุมคดีพนันออนไลน์ได้ 956 คดี ผู้ต้องหา 1,003 ราย

 

นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังรับแจ้งความคดีออนไลน์กว่า 1,000 เคส มูลค่าความเสียหาย 635.9 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่สามารถ อายัดเงินได้ทันท่วงทีถึง 475 เคส คิดเป็นมูลค่ากว่า 202.5 ล้านบาท

 

ในการแถลงข่าว ได้มีการยกตัวอย่าง 2 ปฏิบัติการสำคัญ ได้แก่

 

1. ภ.1 บุกยึดเงินสด 30 ล้าน: เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ตำรวจภูธรภาค 1 บุกทลายเครือข่าย SBOBET.LIVE และ UFACLUB1 ใน กทม. จับกุมผู้ต้องหา 10 ราย พร้อมยึดของกลางบัญชีม้ากว่า 100 เล่ม และ เงินสดกว่า 30.3 ล้านบาท

 

2. ไซเบอร์ฯ บุกเหนือ ทลาย ‘Heng168’: เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน บช.สอท. เปิดยุทธการปิดล้อมพื้นที่เชียงใหม่ ทลายเว็บพนัน Heng168 จับกุมผู้ต้องหา 9 ราย ยึดทรัพย์สินทั้งบ้านหรู Pool Villa ที่ดิน และของแบรนด์เนม รวมมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท

 

วิทยา นีติธรรม โฆษก ปปง. ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2568 ศปปง.ตร. ได้ส่งเรื่องยึดทรัพย์คดีฟอกเงินไปแล้วกว่า 2,411 ล้านบาท โดยคดีสูงสุดยังคงเป็น ยาเสพติด พนันออนไลน์ และฉ้อโกงประชาชน

The post สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โชว์ผลงาน 2 เดือน บุกทลายเว็บพนันกว่า 950 คดี ยึดทรัพย์กว่า 240 ล้าน ปิดกั้น 75,000 URL ผิดกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลฟิลิปปินส์สั่ง ‘จำคุกตลอดชีวิต’ อดีตนายกเทศมนตรีกำมะลอ ผิดฐานค้ามนุษย์-ศูนย์สแกมเมอร์ https://thestandard.co/philippines-fake-mayor-jailed/ Fri, 21 Nov 2025 04:41:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1145740

อลิซ กัว อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบัมบัน ทางตอนเหนือของกรุง […]

The post ศาลฟิลิปปินส์สั่ง ‘จำคุกตลอดชีวิต’ อดีตนายกเทศมนตรีกำมะลอ ผิดฐานค้ามนุษย์-ศูนย์สแกมเมอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

อลิซ กัว อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบัมบัน ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา ได้ถูกศาลฟิลิปปินส์ตัดสิน ‘จำคุกตลอดชีวิต’ ในข้อหาค้ามนุษย์ (Human Trafficking) โดยอัยการฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า อลิซ กัว ซึ่งแสร้งทำเป็นพลเมืองฟิลิปปินส์ ได้รับสมัครชาวต่างชาติ เพื่อดำเนินการหลอกลวงออนไลน์ (Online Scams)

 

เธอถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานดำเนินงานศูนย์สแกมเมอร์ที่ดำเนินการโดยชาวจีน ซึ่งมีผู้คนหลายร้อยคนถูกเกณฑ์ให้ทำการหลอกลวงทางออนไลน์ นอกจากโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว เธอยังถูกปรับเป็นเงิน 2 ล้านเปโซ (ราว 1.1 ล้านบาท)

 

โดยอลิซและจำเลยอีก 3 คนถูกตัดสินว่ามีความผิดฐาน ‘จัดการการค้ามนุษย์’ (Organizing Trafficking) ภายในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนอีก 4 คนถูกตัดสินว่ามีความผิดฐาน ‘กระทำการที่เกี่ยวกับการค้ามนุษย์’ (Acts of Trafficking)

 

คดีของอลิซ กัว ได้รับความสนใจอย่างมากในฟิลิปปินส์ หลังจากเจ้าหน้าที่ค้นพบศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองบัมบัน ศูนย์ดังกล่าวดำเนินการภายใต้ชื่อ Philippine Online Gaming Operations (Pogo) ซึ่งให้บริการแก่ลูกค้าในจีนแผ่นดินใหญ่ที่การพนันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย สถานที่ดังกล่าวประกอบด้วยอาคารสำนักงาน, วิลล่าหรู, และสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ และอาคารประมาณ 36 หลังที่เคยเป็นกรรมสิทธิ์ของอลิซมาก่อน

 

การบุกตรวจค้นศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับอลิซเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2024 หลังมีคนงานชาวเวียดนามหลบหนีและแจ้งกับตำรวจ โดยมีผู้คนกว่า 700 คน ซึ่งเป็นชาวฟิลิปปินส์, จีน, เวียดนาม, มาเลเซีย, ไต้หวัน, อินโดนีเซีย, และรวันดา ทำงานอยู่ในสถานที่ดังกล่าว ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือหลายคนระบุว่า พวกเขาถูกบังคับให้หลอกลวงแบบ ‘Pig Butchering’ หรือ การหลอกให้ลงทุนผ่านการสานความสัมพันธ์ระยะยาว

 

ปัญหาด้านสัญชาติและการเมือง

 

แหล่งข่าวของสื่อต่างประเทศหลายสำนักเผยว่า อลิซ กัว เป็นหญิงชาวจีนที่สวมรอยเป็นพลเมืองฟิลิปปินส์ โดยศาลในกรุงมะนิลาตัดสินในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า ในฐานะพลเมืองจีน เธอไม่มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งนายกเทศมนตรีตั้งแต่แรก ทำให้การแต่งตั้งของเธอและทีมงานนายกเทศมนตรีทั้งหมดถูกประกาศให้ ‘เป็นโมฆะ’

 

นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาจากนักการเมืองฟิลิปปินส์ว่า เธอเป็น ‘ทรัพย์สินของรัฐบาลจีน’ (Asset of the Chinese Government) ที่หลีกเลี่ยงกฎหมายทะเบียนราษฎร, กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง, และกฎหมายการเลือกตั้งของฟิลิปปินส์ โดยมีการพบหลักฐานว่า เธอไม่ได้เกิดในฟิลิปปินส์ตามที่กล่าวอ้าง แต่ได้อพยพมาจากประเทศจีน พร้อมครอบครัวในช่วงที่เธอยังเป็นวัยรุ่น และลายนิ้วมือของเธอตรงกับพลเมืองจีนชื่อ กัวฮวาผิง (Guo Hua Ping)

 

อลิซถูกถอดออกจากตำแหน่ง และหายตัวไปในเดือนกรกฎาคม 2024 ก่อนที่เธอจะถูกจับกุมที่อินโดนีเซียในเดือนกันยายน 2024 หลังหลบหนีออกจากฟิลิปปินส์ และถูกส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับมายังฟิลิปปินส์ พร้อมกับการยกเลิกหนังสือเดินทางฟิลิปปินส์ของเธอ

 

อลิซปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยังไม่แน่ชัดว่าเ ธอจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ โดยเธอยังมีคดีความที่ดำเนินการอยู่อีก 5 คดี ซึ่งรวมถึงคดีที่เธอถูกตั้งข้อหาฟอกเงิน

 

โดยวุฒิสมาชิกฟิลิปปินส์กล่าวว่า การตัดสินลงโทษอลิซ ถือเป็น “ชัยชนะต่อการทุจริต, การค้ามนุษย์, อาชญากรรมไซเบอร์, และอาชญากรรมข้ามชาติอื่นๆ อีกมากมาย” ทั้งยังเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องถึงขอบเขตทั้งหมดของการปฏิบัติการข่าวกรองของจีนในฟิลิปปินส์

 

คดีความของเธอมีขึ้นในช่วงที่ฟิลิปปินส์และจีนยังคงมีข้อพิพาทเรื่องแนวปะการังในทะเลจีนใต้ โดยสถานทูตจีนในกรุงมะนิลาไม่ได้ตอบกลับคำขอความคิดเห็นทันที และจีนยังคงนิ่งเงียบเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่มีต่อเธอ

 

อุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ได้เติบโตอย่างมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีความเสียหายในภูมิภาคคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท)ในปี 2023

 

แฟ้มภาพ: Daniel Ceng / Anadolu via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ศาลฟิลิปปินส์สั่ง ‘จำคุกตลอดชีวิต’ อดีตนายกเทศมนตรีกำมะลอ ผิดฐานค้ามนุษย์-ศูนย์สแกมเมอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ กับโอกาสของไทย https://thestandard.co/korea-labor-policy-thai-ambassador/ Wed, 12 Nov 2025 14:02:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1142638 ‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้

การประชุมสุดยอดผู้นำ APEC Summit 2025 ที่เกาหลีใต้เป็นเ […]

The post ‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ กับโอกาสของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้

การประชุมสุดยอดผู้นำ APEC Summit 2025 ที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพในปีนี้ ได้สร้างโอกาสสำคัญให้ไทยในการยกระดับสถานะบนเวทีโลก เปิดโอกาสให้ผู้นำไทยได้พบปะพูดคุยกับบรรดาผู้นำจากประเทศมหาอำนาจในห้วงเวลาเดียวกัน และต่อยอดความร่วมมือในมิติต่างๆ เช่น มิติทางเศรษฐกิจและการค้า, การทูตเชิงวัฒนธรรม รวมถึงภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง

 

 

THE STANDARD ได้สัมภาษณ์พิเศษ ธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อถอดรหัสวิสัยทัศน์ของเกาหลีใต้ที่พยายามปรับสมดุลระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน พร้อมทั้งแนวทางที่ไทยจะใช้โอกาสหลังจากนี้ ในการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามข้ามชาติ การรักษาเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลีที่ยังคงตึงเครียดและเป็นประเด็นท้าทายอยู่ในขณะนี้ รวมไปถึงสถานการณ์ผีน้อยและการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

 

‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ 3

 

นโยบายเชิงรุกเกาหลีใต้กับโอกาสของไทย

 

ทูตธานีเริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า นโยบายของเกาหลีใต้ภายใต้การนำของประธานาธิบดีอีแจมยอง เน้นไปที่ การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ปฏิบัติได้ (Pragmatic Foreign Policy) โดยให้ความสำคัญกับพันธมิตรที่ใกล้ชิดอย่างสหรัฐฯ ประเทศใกล้เคียงอย่างญี่ปุ่น และจีน รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพ และเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลี ผ่าน ‘แนวนโยบาย END’ ที่จะมุ่งเน้นการหารือแลกเปลี่ยนระหว่างกัน (Exchange) รวมถึงพยายามทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและประชาคมระหว่างประเทศเป็นไปตามปกติ (Normalization) และการปลดอาวุธนิวเคลียร์ (Denuclearization) ซึ่งเป็นเป้าหมายปลายทางสุดท้าย

 

ทูตธานีมองว่า นโยบายเชิงรุกของเกาหลีใต้จะ ‘เป็นโอกาส’ ต่อบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางของอาเซียน เนื่องจากภูมิภาคอาเซียนมีความสำคัญต่อเกาหลีใต้ ทั้งในแง่ของความสัมพันธ์ทางการทูต การเมืองระหว่างประเทศ ทั้งยังเป็นตลาด และแหล่งลงทุนที่สำคัญอีกด้วย โดยไทยถือเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ในอาเซียน และมีความเชื่อมโยง (Connectivity) ใกล้ชิดกับประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อเกาหลีใต้พยายามเชื่อมโยงอาเซียนกับภูมิภาคต่างๆ ใน APEC จึงหลีกเลี่ยงหรือมองข้ามประเทศไทยไปไม่ได้ ทำให้ไทยยังคงมีโอกาสแสดงบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ ผ่านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน

 

การทูตเชิงวัฒนธรรม กับการผลักดัน Soft Power

 

เกาหลีใต้ได้ใช้เวที APEC Summit 2025 เป็นแพลตฟอร์มที่เผยแพร่การทูตเชิงวัฒนธรรม มีการนำศิลปินเกาหลี อาหารเกาหลี รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมของเกาหลีมาผสมผสานให้ผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่างๆ และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ซึ่งทูตธานีมองว่า นี่คือตัวอย่างให้การผลักดัน Soft Power ที่สามารถสร้างความประทับใจได้เป็นอย่างดี 

 

ทูตธานีกล่าวว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล เดินหน้าส่งเสริม T-Wave หรือ ‘กระแสความนิยมไทย’ อย่างต่อเนื่อง โดยจุดแข็งของ Soft Power ไทยในปัจจุบันคือ ไทยได้รับการยอมรับในเรื่องอาหาร การเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก รวมถึงอุปนิสัยใจคอของคนไทยที่เป็นมิตรและพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 

 

โดย ‘เทศกาลไทย’ เป็นเวทีสำคัญของ T-Wave ในเกาหลีใต้ ซึ่งจัดมาเป็นปีที่ 10 แล้ว ได้รับความนิยมอย่างมาก มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1 แสนคน และมีการผสมผสานวัฒนธรรม เช่น มวยไทยกับเทควันโดของเกาหลี ซึ่งมีแผนจะย้ายสถานที่จัดงานในปี 2026 ไปยังพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น เช่น บริเวณแม่น้ำฮัน เนื่องจากสถานที่จัดงานเดิมอย่างคลองชองกเยชอนมีขนาดเล็กเกินไป นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือทางวัฒนธรรม ผ่านคณะกรรมการวัฒนธรรมระหว่างไทย-เกาหลี มีโครงการสอนศิลปะและนาฏศิลป์ไทยให้แก่เยาวชน รวมถึงชุมชนไทยในเกาหลีใต้ที่มีสมาชิกเกือบ 2 แสนคนก็มีแผนที่จะก่อตั้งสภาวัฒนธรรมในอนาคตอันใกล้นี้

 

อย่างไรก็ตาม ทูตธานีเสนอแนะว่า ไทยอาจจะต้องเป็นที่รู้จักมากกว่าแค่เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยไทยต้องเป็นแหล่งลงทุนที่มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น เป็นแหล่งผลิตที่มีนวัตกรรมมากขึ้นและต้องมีแรงงานที่มีทักษะ (Smart  Workers) มากขึ้น อีกทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐต่อผู้ลงทุนต่างประเทศต้องโปร่งใส เพื่อเพิ่มเสน่ห์และดึงดูดนักลงทุน บริบทแวดล้อมเหล่านี้จะมีส่วนช่วยให้ประเทศไทยเดินหน้า ควบคู่ไปกับการผลักดัน Soft Power ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ 2

 

ภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง

 

เกาหลีใต้ได้กลายเป็นพื้นที่ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้พบกันเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี และเปิดโอกาสให้ผู้นำมหาอำนาจทั้งสองประเทศได้หารือทวิภาคีระหว่างกันเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมาก่อนที่ APEC Summit 2025 จะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการในอีกวันต่อมา ขณะที่เกาหลีใต้เองก็พยายามปรับสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคง และ จีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด เพื่อให้เกาหลีใต้ได้ประโยชน์สูงสุดจากสมดุลทางอำนาจนี้

 

ทูตธานีมองว่า การปรับสมดุลความสัมพันธ์ของเกาหลีใต้มีความน่าสนใจและมีความสมดุลพอสมควร ทั้งไทยและเกาหลีใต้มีความคล้ายคลึงกันในฐานะประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่มหาอำนาจมีบทบาทสำคัญสูง การปรับสมดุลระหว่างมหาอำนาจก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่มักจะถูกเลือกใช้ แต่ทั้งสองประเทศมีความต่างกัน โดยเฉพาะในแง่ของขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งเกาหลีใต้ก้าวหน้ากว่าไทยอย่างมากในแทบทุกด้าน เช่น AI, ควอนตัม, แบตเตอรี่, รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานทางเลือก

 

ที่ผ่านมาการแข่งขันทางเทคโนโลยีและแรงกดดันทางการเมือง ทำให้เกาหลีใต้ต้องบริหารนโยบายให้สมดุลเพื่อรักษาความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ยังคงต้องรักษาตลาดในจีนไว้ เกาหลีใต้มีข้อได้เปรียบคือ มีการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง ซึ่งช่วยให้มีความคล่องตัวในการบริหารนโยบาย 

 

ทูตธานีมองว่า ไทยต้องวางตำแหน่งตัวเองให้อยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้ได้มากที่สุด โดยอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งในและนอกภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และไต้หวัน ทั้งยังจะต้องเตรียมความพร้อมในการดึงดูดการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล การปฏิรูปการศึกษา และการพัฒนาแรงงาน รวมถึงการปรับปรุงแรงจูงใจและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในการลงทุน หากไทยมีขีดความสามารถในด้านต่างๆ ที่สูงยิ่งขึ้น จะเป็นปัจจัยที่มีส่วนทำให้ไทยได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย 

 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปรับความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น ที่พยายามก้าวผ่านประวัติศาสตร์บาดแผลเมื่อครั้งอดีต และหันมาเดินหน้ากระชับสัมพันธ์และร่วมมือกันมากยิ่งขึ้นนั้น ทูตธานีระบุว่า ความพยายามดังกล่าวน่าจะส่งผลดีต่อความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในเอเชียตะวันออก ความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในอนาคตจะ ‘มีน้ำหนักมากพอ’ ที่จะทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แม้จะมีประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์อยู่ก็ตาม

 

ทูตธานียังกล่าวอีกว่า ไทยสามารถต่อยอดความสัมพันธ์เหล่านี้ได้ เนื่องจากคนเกาหลีใต้และญี่ปุ่นมีความนิยมชมชอบประเทศไทยค่อนข้างมาก ไทยต้องส่งเสริมการเป็น ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์’ กับทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะในมุมของเกาหลีใต้ ไทยและเกาหลีใต้มี ‘ความร่วมมือหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ (Comprehensive Strategic Partnership) และกำลังจะมี ‘ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ’ (Economic Partnership Agreement: EPA) ระหว่างกัน ซึ่งคาดว่าจะบรรลุความตกลงได้ภายในปีนี้ โดยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าจาก 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เป็น 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

 

ขณะที่ประเด็นเรื่องกรอบความร่วมมืออาเซียนกับการรักษาเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลี ทูตธานีมองว่า อาเซียนมีบทบาทในการส่งเสริมเสถียรภาพและความมั่นคงบนคาบสมุทรแห่งนี้ เนื่องจากเวทีอาเซียนเป็นที่ที่ประเทศคู่เจรจาให้ความสำคัญ โดยสามารถใช้ได้ทั้งกลไกในกรอบพหุภาคี เช่น การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit: EAS) และการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum: ARF) ซึ่งมีผู้แทนระดับสูงจากเกาหลีเหนือเข้าร่วมประชุมด้วย และเป็นกลไกสำคัญที่ใช้แสดงบทบาท ‘การทูตเชิงป้องกัน’ (Preventive Diplomacy) รวมถึงกลไกในกรอบทวิภาคีอื่นๆ โดยสมาชิกอาเซียนหลายประเทศ รวมทั้งไทยต่างมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือ ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางในการรับมือกับประเด็นความท้าทายนี้

 

‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ 4

 

บทเรียนจากเกาหลีใต้: การปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ

 

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เกาหลีใต้มีบทบาทโดดเด่นอย่างมากในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยส่ง คิมจินอา ปลัดกระทรวงการต่างประเทศคนที่ 2 ของเกาหลีใต้และคณะทำงานมายังกัมพูชา หลังมีชาวเกาหลีใต้จำนวนไม่น้อยตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา พร้อมทั้งเรียกร้องให้กัมพูชาเร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

 

ทูตธานีกล่าวว่า บทเรียนสำคัญที่เราสามารถเรียนรู้ได้คือ เกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อเป็นอย่างมาก ประเทศไทยและทุกประเทศที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ และต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อกวาดล้างกลุ่มเหล่านี้ให้หมดไปจากภูมิภาค 

 

ไทยยังสามารถร่วมมือกับมิตรประเทศและเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในมิติทางเทคโนโลยี รวมถึงการใช้กลไกความร่วมมือด้านตำรวจ เช่น ตำรวจอาเซียน (ASEAN National Police: Aseanapol) เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  โดยนายกรัฐมนตรีของไทยได้ประกาศเรื่องการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์เป็นวาระแห่งชาติ และไทยกำลังจะจัดประชุมระหว่างประเทศ เพื่อต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ขึ้นเร็วๆ นี้

 

‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ 5

 

สถานการณ์ ‘ผีน้อย’ และการท่องเที่ยวไทย-เกาหลีใต้

 

ทูตธานีเผยว่า ตัวเลขของ ‘ผีน้อย’ หรือแรงงานไทยผิดกฎหมายในเกาหลีใต้มีแนวโน้มลดลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากตำรวจและ ตม. เกาหลีใต้ มีการปราบปรามและจับกุมทั้งนายจ้างและลูกจ้างอย่างจริงจัง ประกอบกับการดำเนินโครงการอนุญาตให้กลับโดยสมัครใจ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ซึ่งแรงงานสามารถมอบตัวและกลับไทยได้โดยไม่ถูกลงโทษ

 

ปัจจุบันมีแรงงานไทยทั้งหมดในเกาหลีใต้ประมาณ 169,000 คน ลดลงจาก 200,000 คน โดยมีแรงงานถูกกฎหมายเกือบ 50,000 คน โดยไทยกำลังพยายามเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย ซึ่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้รับจะพิจารณาในประเด็นนี้

 

ส่วนมิติภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มลดลง โดยนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้มาไทยลดลง ทูตธานีอธิบายว่า สาเหตุหลักมาจาก เศรษฐกิจเกาหลีใต้ชะลอตัว (โตเพียง 1-2% ในไตรมาสสุดท้าย) และส่วนหนึ่งอาจมาจากความวิตกกังวลเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติด้วย ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยไปเกาหลีใต้ก็มีจำนวนลดลงเช่นเดียวกัน เนื่องจากเกิดจากกระแส #แบนเกาหลี หลังถูกปฏิเสธเข้าเมือง และติด ตม. จำนวนมาก แม้จะเป็นนักท่องเที่ยวก็ตาม

 

ทูตธานีระบุว่า สถานทูตได้หารือกับ ตม. เกาหลีเพื่อขอให้ปรับระบบ K-ETA โดยขอให้เรียกร้องเอกสารเพิ่มเติม เช่น หลักฐานทางการเงิน เพื่อกรองผู้สมัครเพิ่มเติม ก่อนที่จะปฏิเสธไม่ให้นักท่องเที่ยวเหล่านั้นเดินทางเข้าประเทศ โดยประธานาธิบดีเกาหลีใต้ก็รับปากจะพยายามแก้ไขปัญหานี้เช่นเดียวกัน 

 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเกาหลีใต้มีความแน่นแฟ้นและยาวนานหลายทศวรรษ โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่ส่งทหารเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลี (1950–1953) ก่อนที่จะมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 1958 โดยในปี 2028 จะครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เกาหลีใต้

The post ‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ กับโอกาสของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติเผยนายกฯ เปิดทางแก้ปัญหา ‘เงินเทา’ เต็มที่! ไม่ช่วย ‘คนผิด’ ที่อยู่ในอำนาจ https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-11/ Thu, 06 Nov 2025 05:56:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1140277 เอกนิติเผยนายกฯ เปิดทางแก้ปัญหา ‘เงินเทา’ เต็มที่ ไม่ช่วย ‘คนผิด’ ที่อยู่ในอำนาจ

ดร.เอกนิติเผย นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดทางแก้ปั […]

The post เอกนิติเผยนายกฯ เปิดทางแก้ปัญหา ‘เงินเทา’ เต็มที่! ไม่ช่วย ‘คนผิด’ ที่อยู่ในอำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติเผยนายกฯ เปิดทางแก้ปัญหา ‘เงินเทา’ เต็มที่ ไม่ช่วย ‘คนผิด’ ที่อยู่ในอำนาจ

ดร.เอกนิติเผย นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดทางแก้ปัญหา ‘เงินเทา’ เต็มที่ ไม่สนคนผิดที่อยู่ในอำนาจ ย้ำตั้ง Data Bureau เพื่อแก้ปม ‘ตาบอดคลำช้าง’ หวังแก้ปัญหาเส้นทางการเงินในระยะยาว

 

วันนี้ (6 พฤศจิกายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025: Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจ โดยระบุว่า ไทยมีจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางการเงินและระบบการเงินที่ดี ขณะที่ ประเทศเพื่อนบ้านกลับมีระบบการเงินที่ยังไม่ดีเท่าประเทศไทย โดยระบบการเงินของไทยที่ดีนี้เอง ทำให้ใครๆ ก็อยากเข้ามาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีชายแดนและพรมแดนที่ติดกัน ซึ่งเป็นจุดที่เกิดการรั่วไหล

 

รองนายกฯ และรมว.คลังกล่าวอีกว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญอย่างมากกับประเด็นดังกล่าวมาก โดยนายกฯ ยังนั่งเป็นประธานคณะกรรมการปราบปรามอาชญากรทางเทคโนโลยีเอง และได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาอีก 4 ชุด ประกอบด้วย

 

1. ชุดปราบปราม ที่มีรัฐมนตรีว่าการยุติธรรมเป็นประธาน
2. ชุดเทคโนโลยี ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธาน
3. ชุดการเชื่อมโยงทางการเงิน ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ซึ่งมีเป้าหมาย เพื่อตรวจสอบว่า ระบบการเงินของไทยมีช่องโหว่ใดบ้าง
4. ชุดประชาสัมพันธ์

 

“ปัจจุบันเมื่อเจออาชญากร จะต้องติดต่อหลายหน่วยงานมาก เช่น ตำรวจ DSI และ ปปง. ทุกหน่วยงานมีกฎหมายของตัวเอง แต่กฎหมายเหล่านี้ไม่ได้เชื่อมโยงกัน ทำให้เกิดช่องโหว่ ตัวอย่างเช่น คริปโทส่วนหนึ่งถูกกำกับโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แต่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) กลับเอื้อมไม่ถึง ดังนั้น คณะกรรมการจึงต้องเข้าใจระบบการเงินและช่องโหว่ทั้งหมดก่อน” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ปมเงินเทาไทยเหมือน ‘ตาบอดคลำช้าง’

 

ดร.เอกนิติอธิบายต่อ ผ่านการเปรียบเทียบว่า สถานการณ์ปัจจุบันเหมือน ‘คนตาบอดคลำช้าง’ ที่เห็นเพียงแค่ขาหรือหัว แต่ไม่เห็นตัวช้างทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถตามจับโจรได้ ‘คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย’ ชุดนี้จึงตั้งขึ้นเพื่อให้เห็น ‘ตัวช้าง’ และเชื่อมโยงทางการเงิน

 

“ผมถึงกราบเรียนท่านนายกฯ ว่าขอผมมาทำชุดคณะทำงานนี้ เพราะผมเห็นว่า ถ้าเราไม่ทำการเชื่อมโยงทางการเงิน ถ้าเราไม่เห็นตัวช้าง และไม่เห็นโจรหน้าตาเป็นอย่างไร เราจะไม่มีทางจับโจรได้” ดร.เอกนิติกล่าว

 

รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดเผยอีกว่า หลังจากการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย ครั้งที่ 1/2568 ทำให้ได้ ‘ลูกช้างมาแล้ว’ ซึ่งคือ ‘Data Bureau’ โดยต่อไป รัฐบาลวางแผนจะนำ Data Bureau มาสนับสนุน (Support) คณะกรรมการชุดอื่นๆ

 

นายกฯ เปิดทางจัดการเงินเทาเต็มที่

 

ดร.เอกนิติ เล่าต่อว่า นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งได้เรียกประชุมคณะอนุกรรมการ 3 ชุด โดยพร้อมระบุว่า “ท่านนายกฯ ได้ให้โจทย์ชัดเจน และให้ทุกคนลุยได้เต็มที่ ไม่มีการช่วยใคร และไม่ต้องกังวลเลย อันนี้คือ Mandate จากท่านนายกฯ”

 

รองนายกฯ และรมว.คลัง อธิบายต่อว่า การทำงานของคณะกรรมการปราบปรามอาชญากรทางเทคโนโลยีมีหลักการทำงานเช่นเดียวกับธีมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือ “กระตุ้นสั้น แต่ได้ผลยาว กระจายตัว” โดยชุดอนุกรรมการปราบปรามจะช่วยแก้ปัญหาระยะสั้น ส่วนอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินได้ผลยาว

 

“ถ้าไม่ทำผลยาวจะแก้ปัญหาได้แค่เป็นจุดๆ ขณะที่ Data Bureau จะทำให้เห็นการเชื่อมโยง วันนี้ชุดอนุกรรมการของผมที่ต้องทำก็คือ ให้ได้ผลยาว” ดร.เอกนิติกล่าว

The post เอกนิติเผยนายกฯ เปิดทางแก้ปัญหา ‘เงินเทา’ เต็มที่! ไม่ช่วย ‘คนผิด’ ที่อยู่ในอำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสทช. ใช้โดรน ตรวจจับสัญญาณโทรศัพท์พื้นที่แม่สอด สกัดปัญหา Roaming ข้ามแดนไปใช้ก่ออาชญากรรมไซเบอร์ https://thestandard.co/drones-stop-roaming-cybercrime/ Tue, 04 Nov 2025 08:40:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1139627 กสทช. ใช้โดรน ตรวจจับสัญญาณโทรศัพท์พื้นที่ **แม่สอด** สกัดปัญหา **Roaming** ข้ามแดนไปใช้ก่ออาชญากรรมไซเบอร์

วันนี้ (4 พฤศจิกายน) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสีย […]

The post กสทช. ใช้โดรน ตรวจจับสัญญาณโทรศัพท์พื้นที่แม่สอด สกัดปัญหา Roaming ข้ามแดนไปใช้ก่ออาชญากรรมไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสทช. ใช้โดรน ตรวจจับสัญญาณโทรศัพท์พื้นที่ **แม่สอด** สกัดปัญหา **Roaming** ข้ามแดนไปใช้ก่ออาชญากรรมไซเบอร์

วันนี้ (4 พฤศจิกายน) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พร้อมด้วยสำนักงาน กสทช. เขต 36 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเสาและสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ใน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

 

การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่บริเวณชายแดนสำคัญ อาทิ ด่านบ้านวังตะเคียน (ฝั่งตรงข้ามเมียวดีคอมเพล็กซ์) และ บ้านวังผา (ตรงข้ามชเวก๊กโก) โดยมีการใช้ อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) บินตรวจวัดความแรงของสัญญาณ เพื่อตรวจสอบคุณภาพการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บริเวณชายแดนที่มีความเสี่ยง

 

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามข้อสั่งการของคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกวาดล้างปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์

 

วัตถุประสงค์สำคัญของการตรวจสอบคือ:

  • เพื่อให้การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บริเวณชายแดนมีประสิทธิภาพ
  • แก้ไขปัญหาการ Roam ไปใช้สัญญาณของผู้ให้บริการในประเทศเพื่อนบ้าน
  • แก้ไขปัญหาสัญญาณโทรศัพท์ ล้ำข้ามเขตแดน ของประเทศไทย ที่อาจถูกนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี

 

ก่อนหน้านี้ กสทช. ได้มีมติกำหนดมาตรการระงับบริการโทรคมนาคมบริเวณชายแดนที่มีความเสี่ยง และได้ออกประกาศ สำนักงาน กสทช. เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสำหรับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2568 โดยได้กำหนดมาตรการทั้งหมด 8 ข้อ เพื่อคุ้มครองประชาชนและป้องกันความเสียหาย

 

สำนักงาน กสทช. ยืนยันว่าจะมีการลงพื้นที่ในบริเวณพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง และจะดำเนินการตามมาตรการและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด หากตรวจพบผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมไม่ดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้

The post กสทช. ใช้โดรน ตรวจจับสัญญาณโทรศัพท์พื้นที่แม่สอด สกัดปัญหา Roaming ข้ามแดนไปใช้ก่ออาชญากรรมไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ช่วย ผบ.ตร. เตรียมคุยตำรวจกัมพูชา ขอส่งทีมสังเกตการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชี้สังคมโลกต้องกดดัน https://thestandard.co/police-monitor-call-center-scams/ Tue, 04 Nov 2025 05:40:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1139553 ผู้ช่วย ผบ.ตร. เตรียมคุย ตำรวจกัมพูชา ขอส่งทีมสังเกตการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชี้ สังคมโลก ต้องกดดัน

วันนี้ (4 พฤศจิกายน) พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บั […]

The post ผู้ช่วย ผบ.ตร. เตรียมคุยตำรวจกัมพูชา ขอส่งทีมสังเกตการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชี้สังคมโลกต้องกดดัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ช่วย ผบ.ตร. เตรียมคุย ตำรวจกัมพูชา ขอส่งทีมสังเกตการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชี้ สังคมโลก ต้องกดดัน

วันนี้ (4 พฤศจิกายน) พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กล่าวถึงผลการหารือเบื้องต้นในการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 (The 43rd ASEANAPOL Conference) เกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ว่า ได้มีการพูดคุยกับรองผู้บัญชาการตำรวจกัมพูชา ซึ่งได้ยืนยันว่า ตำรวจกัมพูชาได้ตั้ง 2 ทีมใหญ่ขึ้นมาเพื่อกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์

 

พล.ต.ท. จิรภพ กล่าวว่า จะพยายามประสานงานและติดตามผลการดำเนินงานของกัมพูชาตามข้อตกลง 4 ข้อที่นายกรัฐมนตรีลงนามไว้ โดยประเด็นสแกมเมอร์เซ็นเตอร์นี้ ไม่ใช่เพียงไทยเท่านั้นที่ต้องการหารือ แต่เป็นเรื่องหลักที่ทุกประเทศร้องขอและต้องการพูดคุย ทั้งสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และจีน ซึ่งเป็นความร่วมมือที่ต้องดำเนินการในระดับโลก

 

ผู้ช่วย ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ในการประชุมครั้งนี้ ตนต้องการพูดคุยกับกัมพูชาอย่างเป็นทางการในประเด็นการ ส่งตำรวจไทยเข้าไปประจำอยู่ในประเทศกัมพูชาเพื่อสังเกตการณ์ รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่มีปัญหาเรื่องสแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์ โดยเชื่อว่าการส่งเจ้าหน้าที่ไปทำงานใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และแลกเปลี่ยนข้อมูลในการลงพื้นที่ จะเป็นประโยชน์มากกว่าการสังเกตการณ์อยู่ฝั่งประเทศไทยเพียงอย่างเดียว

 

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการส่งเจ้าหน้าที่ไปสังเกตการณ์ พล.ต.ท. จิรภพ ตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่า ถูกหลอกก็ต้องยอม เราก็ต้องสู้ เราจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ทำได้ และย้ำว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาอันดับหนึ่งของทุกประเทศในขณะนี้ หากกัมพูชาไม่ให้ความร่วมมือ จะต้องใช้สังคมโลกกดดัน
พล.ต.ท. จิรภพ ยืนยันว่า ในประเทศไทยนั้น ไม่มีสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ มีเพียงรายย่อย ๆ ที่แอบทำ และพร้อมจับกุมทันทีเมื่อได้รับข้อมูลจากทั้งหน่วยงานในประเทศและตำรวจต่างประเทศ

 

สำหรับความเชื่อมั่นต่อกัมพูชา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ยอมรับว่าถึงแม้เคยผิดหวัง แต่เชื่อว่ารอบนี้สังคมโลกเห็นชัดว่าศูนย์สแกมเมอร์อยู่ที่ใด และหวังว่าพลังของนานาประเทศจะทำให้กัมพูชาร่วมมือในที่สุด

 

ส่วนประเด็นที่อาจถูกมองว่าเป็นการนำความลับไปชี้เป้าให้กัมพูชา และเกรงว่าความร่วมมือจะไม่เกิดขึ้นนั้น พล.ต.ท. จิรภพ ระบุว่า จะใช้วิธีส่งไปทีละเป้า และจะดูจากผลปฏิบัติเป็นหลัก หากไม่สำเร็จก็จะไม่ส่งข้อมูลเพิ่ม โดยย้ำว่าทุกการดำเนินการจะทำอย่างเร็วที่สุด

The post ผู้ช่วย ผบ.ตร. เตรียมคุยตำรวจกัมพูชา ขอส่งทีมสังเกตการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชี้สังคมโลกต้องกดดัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. ชี้วิกฤตไซเบอร์สแกม คือ การค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ เสนอ 3 แนวทางหลัก ยกระดับตำรวจอาเซียนปราบอาชญากรรมไร้พรมแดน https://thestandard.co/cyber-scam-is-new-trafficking/ Tue, 04 Nov 2025 05:29:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1139539 ผบ.ตร. ชี้วิกฤตไซเบอร์สแกม คือ การค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ เสนอ 3 แนวทางหลัก ยกระดับ ตำรวจอาเซียน ปราบอาชญากรรมไร้พรมแดน

วันนี้ (4 พฤศจิกายน) พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บ […]

The post ผบ.ตร. ชี้วิกฤตไซเบอร์สแกม คือ การค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ เสนอ 3 แนวทางหลัก ยกระดับตำรวจอาเซียนปราบอาชญากรรมไร้พรมแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. ชี้วิกฤตไซเบอร์สแกม คือ การค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ เสนอ 3 แนวทางหลัก ยกระดับ ตำรวจอาเซียน ปราบอาชญากรรมไร้พรมแดน

วันนี้ (4 พฤศจิกายน) พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กล่าวเปิดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 (The 43rd ASEANAPOL Conference) ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ โดยเน้นย้ำถึงความรุนแรงของอาชญากรรมทางออนไลน์

 

ผบ.ตร. ระบุว่า อาชญากรรมทางออนไลน์ในปัจจุบันได้กลายเป็นระบบแสวงหาประโยชน์ขนาดใหญ่ที่มีการค้ามนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ใช่เพียงขบวนการฉ้อโกงทั่วไป แต่เป็นเครือข่ายการค้ามนุษย์ข้ามพรมแดนที่ล่อลวงผู้หางานจากทั่วโลกมากักขังและ บังคับให้ทำงานในศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์ เปรียบเสมือนเป็นการค้าทาสรูปแบบใหม่ และอาชญากรรมนี้ได้กลายเป็นฉากหน้าของการกระทำที่ครบวงจร

 

พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ ชี้ว่าจำเป็นต้องมองปัญหานี้เป็นวิกฤติการค้ามนุษย์ ที่ทุกประเทศต้องร่วมมือกันแบบไร้พรมแดน และได้เสนอความร่วมมือหลัก 3 ประการต่อที่ประชุม ASEANAPOL ดังนี้:

 

1. เสริมสร้างความร่วมมือเชิงปฏิบัติการแบบข้ามพรมแดน

  • ยกระดับความร่วมมือด้วยการแลกเปลี่ยนข่าวสารแบบเรียลไทม์ และจัดทำมาตรฐานการสืบสวนที่สอดคล้องกัน
  • วางระบบปฏิบัติการร่วมกันในการปราบปรามศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์
  • ควรจัดตั้ง คณะทำงานเฉพาะกิจด้านไซเบอร์สแกมและการค้ามนุษย์ ภายใต้กรอบ ASEANAPOL เพื่อสร้างช่องทางการสื่อสารโดยตรงและวางแผนปฏิบัติงานข้ามพรมแดน

 

2. ยกระดับศักยภาพด้านดิจิทัล

  • ประเทศสมาชิกควรจัดตั้ง ศูนย์อบรมเฉพาะทางด้านการสืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์
  • พัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารไซเบอร์ในระดับภูมิภาคร่วมกัน เพื่อให้สามารถบันทึกและเข้าถึงข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล รูปแบบการฉ้อโกงต่าง ๆ และ IP ต้องสงสัยได้

 

3. การคุ้มครองเหยื่อและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

  • เหยื่อแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ ผู้ถูกฉ้อโกง และ ผู้ถูกบังคับให้ฉ้อโกงผู้อื่น
  • เจ้าหน้าที่ต้องได้รับการฝึกฝนให้สามารถคัดแยกระบบช่วยเหลือและคุ้มครองเหยื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ข้อมูลคำให้การณ์และพยานหลักฐานจะต้องได้รับการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง

The post ผบ.ตร. ชี้วิกฤตไซเบอร์สแกม คือ การค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ เสนอ 3 แนวทางหลัก ยกระดับตำรวจอาเซียนปราบอาชญากรรมไร้พรมแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯอนุทิน เปิดประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ย้ำไทยเป็นผู้นำปราบอาชญากรรมไซเบอร์-ค้ามนุษย์ ประกาศรัฐบาลไม่เพิกเฉย https://thestandard.co/thailand-leads-asean-cybercrime-fight/ Tue, 04 Nov 2025 05:07:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1139532 นายกฯ อนุทิน เปิดประชุมหัวหน้าตำรวจ อาเซียน ย้ำ ไทย เป็นผู้นำปราบอาชญากรรมไซเบอร์-ค้ามนุษย์ ประกาศรัฐบาลไม่เพิกเฉย

วันนี้ (4 พฤศจิกายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และร […]

The post นายกฯอนุทิน เปิดประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ย้ำไทยเป็นผู้นำปราบอาชญากรรมไซเบอร์-ค้ามนุษย์ ประกาศรัฐบาลไม่เพิกเฉย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ อนุทิน เปิดประชุมหัวหน้าตำรวจ อาเซียน ย้ำ ไทย เป็นผู้นำปราบอาชญากรรมไซเบอร์-ค้ามนุษย์ ประกาศรัฐบาลไม่เพิกเฉย

วันนี้ (4 พฤศจิกายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน THE 43rd ASEANAPOL Conference หรือการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียนครั้งที่ 43 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

 

นายกรัฐมนตรีได้ขึ้นกล่าวเปิดการประชุม โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือในตำรวจอาเซียนเพื่อป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรืออาชญากรรมไซเบอร์ ที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญในขณะนี้

 

อนุทิน กล่าวถึงบทบาทของไทยในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย ว่า ไทยได้วางตัวในฐานะผู้เล่นคนสำคัญและเป็นผู้นำ ในการตั้งคณะกรรมการเพื่อปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ไม่เพียงแต่เป็นผู้เข้าร่วมเท่านั้น พร้อมทั้งยืนยันว่าไทยได้ลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ร่วมกับ 67 ประเทศ เพื่อร่วมมือกันป้องกันทรัพย์สินและชีวิตของประชาคมโลก

 

ภายหลังการเปิดประชุม อนุทิน ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า วาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้คือเรื่อง อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ การค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญและ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้บรรจุ 2 เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ

 

“ขอให้ประชาชนได้มีความมั่นใจว่า ไม่ได้เพิกเฉย การทำงานของรัฐบาลทำมาด้วยความต่อเนื่องมาโดยตลอดและมีความมุ่งมั่นตั้งใจ แน่วแน่ ในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ ซึ่งทำลายทั้งเศรษฐกิจ ทรัพย์สิน และชีวิตประชาชน” อนุทินกล่าว

 

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การสแกม และการค้ามนุษย์ อย่างเด็ดขาดและเข้มงวด โดยต้องร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคและประเทศที่ได้รับผลกระทบ

 

เมื่อถามถึงสถานการณ์ในฝั่งเมียนมา และการวางมาตรการในพื้นที่เสี่ยง (เคเคปาร์ค) อนุทินกล่าวว่า ได้ดำเนินการในทุกด้าน ไม่ใช่เฉพาะฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ทั้งในประเทศและนอกประเทศ โดยจะดำเนินการอย่างเต็มที่ในส่วนที่การข่าวประเมินว่ามีความสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตทรัพย์สินของประชาชน พร้อมระบุว่า มีการยึดทรัพย์และดำเนินคดีอย่างต่อเนื่องมาตลอด

 

ในประเด็นนักการเมืองหรือบุคคลสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องและอยู่เบื้องหลังอาชญากรรม นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ได้หารือกับ ผบ.ตร. เลขา ปปง. และ รมว. ยุติธรรม ให้ทำงานอย่างเต็มที่และ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่มีข้อยกเว้น

 

“เราไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณใคร ตนกินเงินเดือนพี่น้องประชาชน กินเงินเดือนภาษีจากประชาชน การที่จะปกป้องให้ความคุ้มครองและทำสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ให้กับไทย ต้องทำให้กับคนที่เสียเงินเดือนเราคือประชาชน” อนุทินย้ำว่า ทุกคนที่ขึ้นมาตรงนี้ขึ้นมาด้วยความสามารถตัวเองทั้งนั้น ไม่มีหนี้บุญคุณต้องชำระกับใครนอกจากบุญคุณของประเทศและประชาชน ขอให้ประชาชนเลิกกังวลเรื่องกระแสได้

 

นายกฯ อนุทิน เปิดประชุมหัวหน้าตำรวจ อาเซียน ย้ำ ไทย เป็นผู้นำปราบอาชญากรรมไซเบอร์-ค้ามนุษย์ ประกาศรัฐบาลไม่เพิกเฉย 1
นายกฯ อนุทิน เปิดประชุมหัวหน้าตำรวจ อาเซียน ย้ำ ไทย เป็นผู้นำปราบอาชญากรรมไซเบอร์-ค้ามนุษย์ ประกาศรัฐบาลไม่เพิกเฉย 2
นายกฯ อนุทิน เปิดประชุมหัวหน้าตำรวจ อาเซียน ย้ำ ไทย เป็นผู้นำปราบอาชญากรรมไซเบอร์-ค้ามนุษย์ ประกาศรัฐบาลไม่เพิกเฉย 3
นายกฯ อนุทิน เปิดประชุมหัวหน้าตำรวจ อาเซียน ย้ำ ไทย เป็นผู้นำปราบอาชญากรรมไซเบอร์-ค้ามนุษย์ ประกาศรัฐบาลไม่เพิกเฉย 4
นายกฯ อนุทิน เปิดประชุมหัวหน้าตำรวจ อาเซียน ย้ำ ไทย เป็นผู้นำปราบอาชญากรรมไซเบอร์-ค้ามนุษย์ ประกาศรัฐบาลไม่เพิกเฉย 5

The post นายกฯอนุทิน เปิดประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ย้ำไทยเป็นผู้นำปราบอาชญากรรมไซเบอร์-ค้ามนุษย์ ประกาศรัฐบาลไม่เพิกเฉย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สตช. เป็นเจ้าภาพประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ร่วมมือปฏิบัติการ ปราบปรามการหลอกลวง ขัดขวางการฉ้อโกง และปกป้องประชาชน https://thestandard.co/asean-police-43rd-thailand-fraud-crackdown/ Sun, 02 Nov 2025 07:13:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1138821 สตช. เป็นเจ้าภาพประชุม หัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ร่วมมือปฏิบัติการ ปราบปรามการหลอกลวง ขัดขวางการฉ้อโกง และ ปกป้องประชาชน

วันนี้ (2 พฤศจิกายน) พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว ผู้บัง […]

The post สตช. เป็นเจ้าภาพประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ร่วมมือปฏิบัติการ ปราบปรามการหลอกลวง ขัดขวางการฉ้อโกง และปกป้องประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สตช. เป็นเจ้าภาพประชุม หัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ร่วมมือปฏิบัติการ ปราบปรามการหลอกลวง ขัดขวางการฉ้อโกง และ ปกป้องประชาชน

วันนี้ (2 พฤศจิกายน) พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม หัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 (ASEAN Chiefs of National Police – ASEANAPOL) ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 3-7 พฤศจิกายน 2568

 

การประชุมจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ ‘ร่วมมือปฏิบัติการ: ปราบปรามการหลอกลวง ขัดขวางการฉ้อโกง และปกป้องประชาชน’ หรือ ‘Collaboration in Action: Crushing Scam, Disrupting Fraud, and Protecting People’ เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อนมากขึ้นในยุคดิจิทัล

 

ในการประชุมครั้งนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเข้าร่วมในฐานะแขกผู้มีเกียรติ ขณะที่ พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทย

 

อย่างไรก็ตาม การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียนถือเป็นเวทีหลักด้านความร่วมมือของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาค โดยมีผู้เข้าร่วมจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, มาเลเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย และเวียดนาม รวมถึงคู่เจรจาและผู้สังเกตการณ์จากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศกว่า 280 คน

 

การประชุมมุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติในทุกรูปแบบ อาทิ อาชญากรรมไซเบอร์ การค้ามนุษย์ เครือข่ายหลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์ การค้ายาเสพติด และอาชญากรรมสมัยใหม่ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของภูมิภาค

 

หัวข้อการประชุมในปีนี้ ‘ร่วมมือปฏิบัติการ: ปราบปรามการหลอกลวง ขัดขวางการฉ้อโกง และปกป้องประชาชน’ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของกองกำลังตำรวจแห่งชาติอาเซียนในการปกป้องความปลอดภัยของประชาชนทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์

 

การประชุมประกอบด้วย การประชุมคณะกรรมการบริหาร, การประชุมเต็มคณะ, การอภิปรายของคณะกรรมาธิการที่มุ่งเน้นอาชญากรรม และเวทีอภิปรายหัวหน้าคณะผู้แทน

 

นอกจากนี้ ยังมีการมีส่วนร่วมกับคู่เจรจาและผู้สังเกตการณ์, การประชุมทวิภาคี และการอภิปรายของคณะทำงานที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างกรอบการปฏิบัติการร่วมและระบบประสานงานเพื่อป้องกันและตอบสนองต่อการหลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์ทั่วภูมิภาคอาเซียน

 

อย่างไรก็ตาม การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 จะเกิดประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน โดยเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอาเซียนในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์

 

นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองจะนำไปสู่การช่วยเหลือเหยื่อที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์

The post สตช. เป็นเจ้าภาพประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ร่วมมือปฏิบัติการ ปราบปรามการหลอกลวง ขัดขวางการฉ้อโกง และปกป้องประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>