วันนี้ (12 พฤษภาคม) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแ […]
The post ผบ.ตร. สั่งเดินหน้า 3 มาตรการ ปราบปรามต่างชาติผิดกฎหมาย-นอมินีข้ามชาติ คาดโทษฟันวินัย-อาญาหากพบตำรวจเอี่ยว appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (12 พฤษภาคม) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ออกข้อสั่งการด่วนกำชับให้หน่วยงานในสังกัด เร่งตรวจสอบและปราบปรามคนต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องปรามปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบหลบหนีเข้าเมือง รวมถึงการใช้ประเทศไทยเป็นฐานประกอบธุรกิจแอบแฝงในลักษณะนอมินี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของประเทศ โดยได้กำหนดกรอบการทำงานเชิงรุกออกเป็น 3 ระยะ
ผบ.ตร. สั่งการให้ทุกหน่วยงานลงพื้นที่ตรวจสอบและจัดทำฐานข้อมูลคนต่างชาติโดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติด อาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ภัยความมั่นคง และขบวนการค้ามนุษย์ โดยเน้นการปิดล้อมเอกซเรย์พื้นที่ที่มีชาวต่างชาติรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและจับกุมดำเนินคดีทุกราย
พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ศปชก.ตร.) บูรณาการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ (Joint Task Force) ร่วมกับหน่วยงานระดับชาติ ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงการคลัง, สำนักงาน ปปง., ธนาคารแห่งประเทศไทย, กรมศุลกากร, กรมสรรพสามิต และกรมที่ดิน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการปราบปรามในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ โดยให้จัดลำดับความสำคัญในพื้นที่วิกฤตเป็นลำดับแรก
มอบหมายให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรจังหวัด และหน่วยงานความมั่นคง ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐาน การขออยู่ต่อในราชอาณาจักร และการประกอบธุรกิจ หากพบการกระทำผิดให้พิจารณาเพิกถอนวีซ่า (การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร) ทันที
พร้อมทั้งให้ศึกษาและเสนอแนวทางแก้ไขช่องโหว่ของกฎหมายหรือระเบียบต่างๆ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ ต้องสืบสวนขยายผลทลายเครือข่ายผู้ร่วมกระทำผิดทุกรายแบบขุดราก ถอนโคน โดยเน้นย้ำว่า หากพบเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนพัวพันหรือให้การช่วยเหลือ จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายและมาตรการทางปกครองอย่างเด็ดขาด
เน้นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลคนต่างชาติให้เชื่อมโยงกับระบบ One Police ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนปราบปรามได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งให้ สตม. และกองการต่างประเทศ ประสานความร่วมมือกับองค์การตำรวจสากล (Interpol) และหน่วยงานกงสุลของประเทศต้นทาง เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร คัดกรองบุคคลล่วงหน้า และปฏิเสธการเข้าเมืองของบุคคลในบัญชีดำ (Watchlist) โดยให้การดำเนินงานทั้งหมดสอดรับกับนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ได้กำชับข้าราชการตำรวจทุกนาย ห้ามเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง เรียกรับผลประโยชน์ หรือประพฤติมิชอบในคดีที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวโดยเด็ดขาด โดยผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นต้องควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด หากตรวจพบความย่อหย่อนหรือการกระทำผิด จะถูกพิจารณาลงโทษทั้งทางอาญา วินัย และปกครองในทันที
ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสคนต่างด้าวที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าจะกระทำความผิดกฎหมาย สามารถแจ้งข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน 191, 1599 หรือสายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 1178
The post ผบ.ตร. สั่งเดินหน้า 3 มาตรการ ปราบปรามต่างชาติผิดกฎหมาย-นอมินีข้ามชาติ คาดโทษฟันวินัย-อาญาหากพบตำรวจเอี่ยว appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (11 พฤษภาคม) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) […]
The post ศูนย์ ACSC เปิดสถิติอาชญากรรมไซเบอร์ 120 วันแรกปี 2569 กวาดความเสียหาย 7.4 พันล้านบาท เปิด 3 กลโกงหลักเตือนประชาชน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (11 พฤษภาคม) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ฯ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ ได้เปิดเผยผลการวิเคราะห์สถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีและแผนประทุษกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพในรอบ 120 วัน หรือระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 เมษายน 2569
โดยพบว่ามีสถิติการรับแจ้งความคดีออนไลน์รวมทั้งสิ้น 121,921 คดี สร้างมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 7.48 พันล้านบาท ซึ่งจากการวิเคราะห์เชิงลึก สามารถแบ่งรูปแบบการหลอกลวงออกเป็น 3 กลุ่มหลักที่มีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกัน
กลุ่มที่ 1: การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ (ปริมาณคดีสูงสุด)
การหลอกลวงในกลุ่มนี้มีจำนวนคดีสูงที่สุดถึง 85,215 คดี หรือคิดเป็นร้อยละ 69.9 ของคดีทั้งหมด โดยมีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยอยู่ที่ 15,727 บาทต่อคดี สถิติพบว่ามีการผันผวนตามเทศกาลหรือฤดูกาลจับจ่ายใช้สอย ซึ่งพุ่งสูงสุดในเดือนมีนาคมด้วยจำนวนกว่า 22,000 คดี ก่อนจะปรับตัวลดลงในเดือนเมษายน
ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์จากมาตรการเตือนภัยของภาครัฐ รูปแบบที่พบมากที่สุดคือการหลอกลวงผู้ซื้อ ซึ่งครองสัดส่วนถึงร้อยละ 93 โดยมิจฉาชีพจะสร้างเพจหรือบัญชีโซเชียลมีเดียปลอมเพื่อขายสินค้ายอดนิยม พร้อมโพสต์รีวิวเท็จเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเมื่อเหยื่อโอนเงินให้ก็จะทำการบล็อกช่องทางติดต่อทันที นอกจากนี้ ยังมีการหลอกเก็บค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมพัสดุปลอม โดยการส่งข้อความแอบอ้างเป็นบริษัทขนส่งชื่อดัง เพื่อหลอกให้เหยื่อกดลิงก์ชำระเงิน ซึ่งพบว่าสร้างความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีสูงกว่าการหลอกลวงผู้ซื้อหลายเท่า รวมถึงเริ่มพบกลวิธีหลอกลวงผู้ขายด้วยการใช้สลิปโอนเงินปลอมที่แนบเนียนขึ้น
กลุ่มที่ 2: การหลอกลวงเชิงผลประโยชน์และการลงทุน (มูลค่าความเสียหายสูงสุด)แม้กลุ่มนี้จะมีจำนวนคดีน้อยกว่า แต่กลับสร้างมูลค่าความเสียหายรวมสูงสุดถึง 5,997.7 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 80.2 ของความเสียหายทั้งหมด ด้วยมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยสูงถึง 166,449 บาทต่อคดี ซึ่งสูงกว่ากลุ่มแรกราว 10 เท่า
อย่างไรก็ตาม สถิติในกลุ่มนี้มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องถึงร้อยละ 34.5 ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายและการทำงานร่วมกันของศูนย์ ACSC และศูนย์ AOC 1441 รูปแบบที่พบมากที่สุดคือการหลอกให้ทำงานเสริม เช่น การกดไลก์หรือรับออเดอร์สินค้า โดยจะหลอกล่อด้วยการจ่ายเงินจริงในรอบแรก ก่อนจะเร่งให้ลงทุนเพิ่มและอ้างสารพัดค่าธรรมเนียมเมื่อเหยื่อต้องการถอนเงิน รองลงมาคือการหลอกลงทุนผ่านแพลตฟอร์มปลอม ซึ่งสร้างความเสียหายเฉลี่ยสูงสุดในกลุ่มถึง 3.46 แสนบาทต่อคดี
นอกจากนี้ ยังมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ข่มขู่ว่าเหยื่อพัวพันคดีอาญาเพื่อบังคับให้โอนเงินมาตรวจสอบ ตลอดจนการหลอกให้รักแล้วชวนลงทุน ซึ่งใช้วิธีการผสมผสานเชิงจิตวิทยา
กลุ่มที่ 3: การโจมตีทางเทคนิคเชิงรุกและฉ้อโกงเทคโนโลยี (ภัยคุกคามขั้นสูง) สำหรับกลุ่มนี้ถือเป็นภัยคุกคามที่ต้องอาศัยทักษะทางเทคนิคของคนร้าย แม้จะมีปริมาณคดีน้อยที่สุดเพียง 673 คดี (ร้อยละ 0.55) แต่กลับมีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีพุ่งสูงสุดถึง 211,686 บาท และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างน่าวิตก
โดยเฉพาะในเดือนมีนาคม รูปแบบการโจมตีครอบคลุมตั้งแต่การข่มขู่เปิดโปงข้อมูลจากแอปพลิเคชันเงินกู้นอกระบบ ที่มักส่งข้อความประจานเพื่อกดดันเหยื่อ ไปจนถึงการเจาะระบบและการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งสร้างความเสียหายเฉลี่ยเกือบ 4 แสนบาทต่อคดี ที่น่ากังวลที่สุดคือการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) ที่พุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้ประกอบการ SME และภาคธุรกิจ โดยทำการเจาะฐานข้อมูลองค์กรแล้วเรียกค่าไถ่ ซึ่งสร้างมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 50.6 ล้านบาท
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ออกข้อแนะนำย้ำเตือนพี่น้องประชาชนให้ยกระดับความระมัดระวังขั้นสูงสุด โดยห้ามกดลิงก์หรือกรอกข้อมูลส่วนตัวจากข้อความที่ส่งมาทางแอปพลิเคชันโดยเด็ดขาด หากพบการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานเอกชน ขอให้ติดต่อสอบถามไปยังต้นสังกัดโดยตรงทุกครั้ง
นอกจากนี้ ก่อนการลงทุนใดๆ ควรตรวจสอบรายชื่อบริษัทผ่านเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. (SEC Check First) และตรวจสอบบัญชีปลายทางอย่างรัดกุมก่อนทำธุรกรรม เพื่อป้องกันการโอนเงินเข้าบัญชีม้า โดยขอให้ยึดหลัก มีสติ ไม่เชื่อ ไม่โอน อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สินของตนเอง
The post ศูนย์ ACSC เปิดสถิติอาชญากรรมไซเบอร์ 120 วันแรกปี 2569 กวาดความเสียหาย 7.4 พันล้านบาท เปิด 3 กลโกงหลักเตือนประชาชน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (29 เมษายน) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห […]
The post ตร. จับมือ Meta สกัดภัยไซเบอร์ ปิดเพจพนันกว่า 1.5 แสนราย ยกระดับกวาดล้างสแกมเมอร์ทุกรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (29 เมษายน) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าด้านความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และบริษัท Meta ในการสกัดกั้นเพจพนันออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Facebook ภายหลังจากการประชุมร่วมกันเมื่อวานนี้ (28 เมษายน)
โดยการประชุมดังกล่าวมีผู้แทนจากทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นำโดย พ.ต.อ.จักร ถนัดอักษร ผู้กำกับการกลุ่มงานป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วยคุณเบน ลีชัยอนันต์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะ ประเทศไทย จากบริษัท Facebook ประเทศไทย รวมถึงคุณ Avinash Raju และคุณ Fatima Laraib ผู้แทนจาก Meta Platforms, Inc.
จากผลการหารือพบว่า ที่ผ่านมาบริษัท Meta ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการระงับและปิดกั้นหน้าเพจ Facebook ที่เข้าข่ายต้องสงสัยว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในห้วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 27 เมษายน 2569 ทาง Meta ได้ดำเนินการปิดกั้นเพจที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ไปแล้วรวมทั้งสิ้น 158,365 เพจ
ซึ่งถือเป็นอัตราการให้ความร่วมมือและการปฏิบัติตาม (Compliance Rate) ในระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับภูมิภาค สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบูรณาการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เพื่อกวาดล้างอาชญากรรมบนโลกออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ได้กล่าวถึงก้าวต่อไปของความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและ Meta Platforms, Inc. ว่า จะมีการยกระดับการปฏิบัติงานไปอีกขั้น โดยมุ่งเน้นการค้นหาเชิงรุกเพื่อระงับและปิดกั้นเพจ คอนเทนต์ หรือเนื้อหาที่เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์ม Facebook อย่างรวดเร็วและทันท่วงที
ทั้งนี้ จะไม่จำกัดกรอบการทำงานอยู่เพียงแค่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์เท่านั้น แต่จะขยายผลครอบคลุมไปถึงขบวนการหลอกลวงหรือสแกมเมอร์ (Scam Center) ในทุกรูปแบบ เช่น การหลอกลวงให้ร่วมลงทุน หรือการหลอกลวงให้ทำงานออนไลน์ โดยจะมีการนำเครื่องมือและฐานข้อมูลมาใช้ในการตรวจสอบพฤติกรรมที่น่าสงสัย เพื่อดำเนินการปิดกั้นในทันที อันจะนำไปสู่การลดจำนวนผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด
นอกเหนือจากมาตรการปราบปรามแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้ร่วมมือกับ Facebook ประเทศไทย, Meta Platforms, Inc. และหน่วยงานพันธมิตรอีกหลายแห่ง ในการจัดทำโครงการด้านการศึกษาภายใต้ชื่อหลักสูตร พลเมืองดิจิทัล 101 (Digital Citizenship 101) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเทคโนโลยีและยกระดับความรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
โดยในระยะแรกจะมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่คณะครูและเยาวชนไทยใน 437 โรงเรียนนำร่อง เพื่อปลูกฝังให้เกิดความรู้เท่าทันภัยออนไลน์และการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งหลักสูตรดังกล่าวมีกำหนดการที่จะเปิดให้บุคลากรทางการศึกษาและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าเรียนได้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้
The post ตร. จับมือ Meta สกัดภัยไซเบอร์ ปิดเพจพนันกว่า 1.5 แสนราย ยกระดับกวาดล้างสแกมเมอร์ทุกรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล […]
The post ‘ก.ล.ต. – สอบสวนกลาง’ ยกระดับผนึกข้อมูลเชิงรุก สกัดช่องโหว่ทุนเทาฟอกเงินผ่าน ‘หุ้น-คริปโต’ โชว์ผลงานอายัดทรัพย์แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท ลั่นใช้ Data บูรณาการข้ามหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายให้จบในที่เดียว appeared first on THE STANDARD.
]]>
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มุ่งประสานการทำงานเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการกระทำความผิดอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นและยับยั้งช่องทางของทุนเทาในทุกมิติ
ตามที่การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ และทุกหน่วยงานมุ่งปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงินเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน โดยบูรณาการกระบวนการสืบสวนสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลไปยังทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด
การประสานความร่วมมือหลายหน่วยงานในการเชื่อมโยงข้อมูลและติดตามเส้นทางการเงิน เป็นปัจจัยสำคัญในการสกัดกั้นและยับยั้งการโยกย้ายทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดที่เข้าข่ายเป็นความผิดมูลฐานในหลายกฎหมาย ก.ล.ต. และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จึงมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานร่วมกัน นำไปสู่การดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สิน รวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้มีการแถลงความคืบหน้าของคดีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 โดย ก.ล.ต. และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการสกัดกั้นทุนเทาและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อันเป็นการปกป้องและดูแลประชาชน
พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางมุ่งเน้นการสืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการเงินที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะคดีที่มีการนำทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดเข้าสู่ตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัล จึงได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้การสืบสวนขยายผลเป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุม จนนำไปสู่การประสานงานกับหน่วยงานอื่น เช่น ปปง. ซึ่งสามารถยึดและอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางพร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือในลักษณะนี้กับทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีเอกภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรม
พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ก.ล.ต. มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้การตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีเอกภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง เพราะข้อมูลในส่วนของ ก.ล.ต. สามารถนำไปใช้ดำเนินการภายใต้ความผิดหลายกฎหมาย ขณะเดียวกันข้อมูลหรือการกระทำความผิดในกฎหมายอื่นๆ เช่น ความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน ก็สามารถนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ได้เช่นกัน ทั้งในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และบริษัทจดทะเบียน
ทั้งนี้ ก.ล.ต. พร้อมดำเนินการในทุกมิติเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 มาตรการสกัดกั้นทุนเทาของ ก.ล.ต. เพื่อให้มั่นใจว่า สามารถสกัดกั้นและยับยั้งช่องทางของทุนเทาหรืออาชญากรรมทางการเงิน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสให้ตลาดทุนไทยในระยะยาว
The post ‘ก.ล.ต. – สอบสวนกลาง’ ยกระดับผนึกข้อมูลเชิงรุก สกัดช่องโหว่ทุนเทาฟอกเงินผ่าน ‘หุ้น-คริปโต’ โชว์ผลงานอายัดทรัพย์แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท ลั่นใช้ Data บูรณาการข้ามหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายให้จบในที่เดียว appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (23 มีนาคม) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) […]
The post ศูนย์ต่อต้านโกงออนไลน์ กางสถิติคนไทยสูญ 488 ล้านในสัปดาห์ เดียว ย้ำ 3 คาถาเช็กก่อนโอนเงินลงทุน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (23 มีนาคม) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง ผอ.ศปอส.ตร. ได้เปิดเผยสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและผลการปฏิบัติงานช่วยเหลือเหยื่อในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 15-21 มีนาคม 2569
โดยมียอดการรับแจ้งความผ่านระบบ Thaipoliceonline จำนวนทั้งสิ้น 7,231 คดี รวมมูลค่าความเสียหาย 488,765,704 บาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า (8-14 มี.ค.) พบว่าจำนวนคดีลดลง 551 คดี แต่มูลค่าความเสียหายกลับเพิ่มสูงขึ้นถึง 1,194,174 บาท
ข้อมูลจากการวิเคราะห์เชิงลึกชี้ให้เห็นทิศทางที่น่าเป็นห่วง แม้ภาพรวมจำนวนคดีจะลดลง แต่จุดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือคดีหลอกลวงโดยแอบอ้างบุคคลอื่น ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 67.5 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มมิจฉาชีพได้ปรับเปลี่ยนยุทธวิธี หันมาพุ่งเป้าหลอกลวงเหยื่อรายใหญ่ หรือมีการใช้สคริปต์พูดคุยที่แนบเนียนยิ่งขึ้นเพื่อดึงเม็ดเงินจำนวนมากต่อการหลอกลวงหนึ่งครั้ง
ขณะเดียวกันคดีหลอกให้ลงทุน ยังคงครองอันดับ 1 ที่สร้างความเสียหายสูงสุด โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 19 มีนาคม ที่พบยอดความเสียหายพุ่งทะยานสูงผิดปกติ ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากคดีหลอกลงทุนประเภทไฮบริดสแกม (Hybrid Scam) ในทางกลับกัน คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการ กลับมีสถิติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์จากการเร่งประชาสัมพันธ์สร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์ให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาถึงกลุ่มประชากรที่ตกเป็นเหยื่อ พบว่าผู้หญิงยังคงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และกลุ่มช่วงอายุ 31-40 ปี เป็นกลุ่มที่มักตกเป็นเป้าหมายมากที่สุด โดยเฉพาะในคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าและคดีหลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ ขณะที่กลุ่มเยาวชนอายุ 18-25 ปี มักตกเป็นเหยื่อของคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่โทรศัพท์มาข่มขู่ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน
อย่างไรก็ตาม ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์ ACSC (Warroom) ได้บูรณาการความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในแต่ละพื้นที่ เข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างทันท่วงทีรวม 22 กรณี โดยสามารถระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนที่จะถูกส่งต่อไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด 28 ราย คิดเป็นมูลค่าที่สามารถปกป้องได้กว่า 9,367,721 บาท พร้อมทั้งขยายผลนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดได้อีก 8 คดี
สำหรับการเข้าให้ความช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูงนั้น มีทั้งกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พหลโยธิน เข้าช่วยเหลือหญิงวัย 73 ปี ที่หลงเชื่อลงทุนในแพลตฟอร์มปลอมจนสูญเงินไปกว่า 30 ล้านบาท โดยในตอนแรกผู้เสียหายปฏิเสธความช่วยเหลือและไม่ยอมแจ้งความ จนเจ้าหน้าที่ต้องประสานนักจิตวิทยาเข้าเจรจาอย่างใกล้ชิดจึงยอมเปิดใจ เช่นเดียวกับกรณีของ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ที่เข้าสกัดกั้นหญิงวัย 70 ปี ซึ่งกำลังโอนเงินลงทุนหุ้นทองคำปลอม สูญเงินไป 1.5 ล้านบาท
รวมถึงกรณีของ บก.น.7 ที่เข้าช่วยเหลืออินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งถูกหลอกผ่านแอปพลิเคชัน Line ให้ออกเงินสำรองค่าสินค้าเพื่อรีวิว สูญเงินไปกว่า 5 แสนบาท และกรณี สภ.ท่าม่วง ที่เข้าช่วยเหลือหญิงวัย 56 ปี ซึ่งเริ่มจากการซื้อเครื่องทำน้ำแข็งออนไลน์ ก่อนถูกดึงเข้ากลุ่มทำภารกิจแลกผลตอบแทนจนสูญเงินไปกว่า 2 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางชัน เข้าตรวจสอบเหตุหญิงวัย 73 ปี โอนเงิน 6.9 ล้านบาทเข้าบัญชีม้านิติบุคคลที่มีประวัติถูกแจ้งความหลอกลวง แต่ผู้เสียหายกลับปฏิเสธความช่วยเหลือและอ้างว่าเป็นการลงทุนธุรกิจกับคนที่รู้จักกันมานานนับ 10 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้พยายามชี้แจงพฤติการณ์ที่เข้าข่ายมิจฉาชีพ พร้อมแนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด และยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม
ในตอนท้าย ศูนย์ ACSC ได้เน้นย้ำเตือนประชาชนให้ใช้ความระมัดระวังขั้นสูงสุดก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ โดยสามารถป้องกันความเสี่ยงได้ด้วยการตรวจสอบข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน SEC Check First ของ ก.ล.ต. เพื่อดูสถานะใบอนุญาตของบริษัทให้ชัดเจน พร้อมย้ำเตือนว่าชื่อบัญชีรับโอนเงินต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากระบุให้โอนเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา หรือมีการเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลบ่อยครั้ง ให้สันนิษฐานทันทีว่าเป็นมิจฉาชีพร้อยเปอร์เซ็นต์
ตลอดจนให้ระวังการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอมที่ลอกเลียนแบบโลโก้ทางการ ซึ่งหากประชาชนพบความผิดปกติ ควรหยุดโอนเงินทันทีและรีบแจ้งความผ่านเว็บไซต์ Thaipoliceonline หรือติดต่อศูนย์ ACSC เพื่อขอรับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
The post ศูนย์ต่อต้านโกงออนไลน์ กางสถิติคนไทยสูญ 488 ล้านในสัปดาห์ เดียว ย้ำ 3 คาถาเช็กก่อนโอนเงินลงทุน appeared first on THE STANDARD.
]]>
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล […]
The post ก.ล.ต. เตรียมคลอดเกณฑ์ Travel Rule ใช้ตรวจสอบฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.
]]>
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการกำหนดหลักเกณฑ์การรับส่งข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล (Travel Rule) โดยมุ่งให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีข้อมูลประกอบการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยงด้านการฟอกเงินที่เพียงพอ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสนับสนุนการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ
ตามที่ ก.ล.ต. ได้บูรณาการกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันและยับยั้งอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทั้งในประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย เมื่อเดือนมกราคม 2569 ได้มีมติให้ ก.ล.ต. ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจฯ ในระหว่างที่ ปปง. เตรียมความพร้อมเพื่อออกกฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป
ภายหลังจากประสานงานกับ ปปง. แล้ว ก.ล.ต. เห็นควรกำหนดหลักเกณฑ์ระบบบริหารความเสี่ยงของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ให้มีข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลในทุกธุรกรรม เพื่อสนับสนุนการติดตามตรวจสอบและป้องกันการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีหลักการที่เป็นสาระสำคัญ ดังนี้
(1) ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องกำหนดนโยบายหรือขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ยวกับการรับและส่งข้อมูลการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อลูกค้า รวมทั้งมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลธุรกรรม ข้อมูลของลูกค้าและคู่ธุรกรรมของลูกค้า เพื่อนำมาตรวจสอบและบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง และเก็บข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลในทุกธุรกรรมอย่างน้อย 5 ปี
(2) ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลผู้ส่งคำสั่งโอน (Ordering Digital Asset Operator) ต้องส่งข้อมูลธุรกรรม ข้อมูลของผู้โอนและผู้รับโอน พร้อมกับคำสั่งโอนสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่รับคำสั่งโอน (Beneficiary Digital Asset Operator)
(3) ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องมีมาตรการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการโอนหรือรับโอน DA ตามที่กำหนด
พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า “การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบและป้องกันการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามเอาคืนทรัพย์สิน ตลอดจนเป็นการป้องกันมิให้มีการใช้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการฟอกเงินผิดกฎหมาย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ยิ่งไปกว่านั้นยังถือเป็นหนึ่งในการดำเนินการที่สำคัญของ ก.ล.ต. ซึ่งมุ่งเน้นในเชิงป้องกันก่อนเกิดความเสียหาย ผ่านการยกระดับการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจตัวกลาง ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต.”
ก.ล.ต. จึงเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการข้างต้น โดยได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวบน
1. เว็บไซต์ ก.ล.ต. : https://www.sec.or.th/TH/Pages/PB_Detail.aspx?SECID=1144
2. ระบบกลางทางกฎหมาย : https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=NjY0M0RHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=
ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ หรือทาง e-mail: [email protected] [email protected] และ [email protected] จนถึงวันที่ 25 มีนาคม 2569
The post ก.ล.ต. เตรียมคลอดเกณฑ์ Travel Rule ใช้ตรวจสอบฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (6 มีนาคม) ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พล.ต.ท.รุ […]
The post DSI จับเว็บพนันพันล้าน โยง ‘ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว’ ยันพยานหลักฐานแน่น-เอกสิทธิ์ไม่คุ้มครอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (6 มีนาคม) ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง แถลงข่าวผลการปฏิบัติการทลายเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์รายใหญ่ ซึ่งสืบสวนพบความเชื่อมโยงกับ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว นักการเมืองชื่อดัง โดยมีเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 1,000 ล้านบาท
พล.ต.ท.รุทธพล ชี้แจงถึงผลการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่าง DSI และ ปปง. ในการทลายเครือข่ายเว็บพนันรายใหญ่ ซึ่งสืบสวนพบว่าเป็นเครือข่ายของ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว นักการเมืองชื่อดัง โดยเจ้าหน้าที่ได้ขออนุมัติหมายศาลเข้าตรวจค้นเป้าหมายหลายจุดเมื่อวานนี้ (5 มีนาคม) เพื่อติดตามจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องตามหมายจับ
สำหรับกรณีการออกหมายเรียกชนนพัฒฐ์ให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 12 มีนาคม 69 ซึ่งอาจไปตรงกับช่วงเปิดสมัยประชุมสภานั้น พล.ต.ท.รุทธพล ยืนยันว่าไม่ได้มีนัยสำคัญทางการเมืองซ่อนเร้น แต่เป็นไปตามกรอบเวลาของกฎหมายที่ต้องออกหมายเรียกหลังจากวันเข้าตรวจค้น 7 วัน ซึ่งหากผู้ถูกออกหมายเรียกไม่มาตามกำหนด ก็จะดำเนินการออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ในวันที่ 19 มีนาคม และจะดำเนินกระบวนการตามกฎหมายต่อไปจนกว่าจะถึงช่วงปิดสมัยประชุมสภา ซึ่งกรณีเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งเนื่องจากผู้ถูกกล่าวหามีเอกสิทธิ์คุ้มครองในฐานะสมาชิกรัฐสภา
รมว.ยุติธรรม กล่าวย้ำด้วยความมั่นใจว่า การดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปตามพยานหลักฐานที่แน่นหนา มิเช่นนั้นศาลคงไม่อนุมัติหมายค้นและหมายจับให้ และในเบื้องต้นยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงถึงนักการเมืองรายอื่นๆ เพิ่มเติม แต่ทางเจ้าหน้าที่จะยังคงสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง
ทางด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า คดีนี้ถือเป็นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยสืบเนื่องมาจากการแจ้งเบาะแสเรื่องการฟอกเงินและเว็บพนัน ซึ่งไปสอดคล้องกับฐานข้อมูลการสืบสวนคดีพิเศษของ DSI ในปี 2566 (มีการออกหมายจับ 36 ราย ดำเนินคดีแล้ว 24 ราย) จากการสืบสวนขยายผลพบว่า เครือข่ายนี้มีการถ่ายโอนเงินและกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งในปี 2568 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยมีมูลค่าเงินหมุนเวียนสูงถึง 1,000 ล้านบาท
ด้วยพยานหลักฐานที่ปรากฏ DSI จึงขออนุมัติศาลออกหมายจับ 25 หมาย และสนธิกำลังกับ ปปง. เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 10 จุด (สงขลา 5 จุด, ปทุมธานี 1 จุด, นนทบุรี 2 จุด, กทม. 2 จุด) เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ผลการตรวจค้นสามารถจับกุม นารีรัตน์ (สงวนนามสกุล) ผู้ทำหน้าที่แอดมินเครือข่ายเว็บพนันได้ในพื้นที่เขตดินแดง กทม. ขณะเดินทางกลับมาจากกัมพูชา โดยถูกแจ้งข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันและร่วมกันฟอกเงิน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสามารถตรวจยึดทรัพย์สินที่เชื่อว่าได้มาจากการกระทำผิดหลายรายการ ประกอบด้วย ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 3 แห่ง กระเป๋าแบรนด์เนม 9 ใบ และเอกสารแสดงการถือครองทรัพย์สินอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้ส่งมอบให้ ปปง. ดำเนินการตรวจสอบต่อไป
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวย้ำถึงกรณีของชนนพัฒฐ์ว่า เจ้าหน้าที่เชื่อว่ายังคงกบดานอยู่ภายในประเทศ และแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะมีเอกสิทธิ์ สส. คุ้มครอง แต่พนักงานสอบสวนก็พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมถึงขั้นตอนการสืบสวนว่า จากการแกะรอยเส้นทางการเงิน พบการเชื่อมโยงกับเครือข่ายเว็บพนันเดิมที่มีเงินหมุนเวียนกว่า 39 ล้านบาท โดยคดีใหม่นี้เริ่มสืบสวนมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 พนักงานสอบสวนได้รวบรวมหลักฐานขอหมายจับ 27 ราย แต่ศาลอนุมัติ 25 ราย ส่วนอีก 2 รายรวมถึงชนนพัฒฐ์ ศาลเห็นว่ามีที่อยู่เป็นหลักแหล่งจึงให้ออกเป็นหมายเรียกแทน ในข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันและฟอกเงิน โดยนัดหมายให้มารับทราบข้อกล่าวหาที่ DSI ในวันที่ 12 มีนาคม เวลา 10.00 น.
จากการตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของ นารีรัตน์ (แอดมิน) พบหลักฐานสำคัญเป็นแชตสนทนาและคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการพนันจำนวน 30 คลิป ซึ่งมีความเชื่อมโยงไปถึงนักการเมือง นอกจากนี้ จากการตรวจสอบหมายค้นอีก 5 จุดที่เป็นลักษณะบริษัทห้างร้าน พบว่ามีการจดทะเบียนประกอบธุรกิจบังหน้า (เช่น บริษัทคอมพิวเตอร์ เครื่องจักรกล) แต่สถานที่จริงกลับตั้งอยู่ในชุมชนแออัด และไม่มีความสอดคล้องกับประเภทธุรกิจที่จดแจ้งไว้ ซึ่ง DSI จะตรวจสอบรายชื่อผู้จดทะเบียนทั้งหมดว่ามีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่
จุดสำคัญในการตรวจค้นครั้งนี้คือคฤหาสน์หรูในพื้นที่ 1.8 ไร่ ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเดิมเป็นที่ดินที่ ปปง. เคยอายัดไว้ แต่กลับพบว่ามีสิ่งปลูกสร้างอาคาร 3 หลังเกิดขึ้นใหม่ในระหว่างการดำเนินคดี แม้ในวันตรวจค้นจะไม่พบตัวชนนพัฒฐ์ (พบเพียงผู้ดูแล 6 คน) แต่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นบ้านพักของชนนพัฒฐ์ และได้ตรวจพบหลักฐานสำคัญหลายอย่าง ทั้งการสนทนาผ่านแอปพลิเคชันที่เชื่อมโยงกับเว็บพนัน รายได้จากเว็บพนัน รวมถึงหลักฐานการตกแต่งบัญชีภาษีโดยมีบุคคลใกล้ชิดคอยช่วยเหลือ ซึ่งหลังจากนี้ DSI จะขยายผลการตรวจสอบไปยังเส้นทางเงินดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การออกหมายจับเพิ่มเติมต่อไป
กมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมา ปปง. ได้ทำงานร่วมกับ DSI อย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ปี 2566 โดยได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินของกลุ่มผู้ต้องหาเครือข่ายนี้ไปแล้วมูลค่ากว่า 168 ล้านบาทเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา (คดียังอยู่ในชั้นศาล)
สำหรับปฏิบัติการล่าสุด ปปง. จะนำพยานหลักฐานและทรัพย์สินทั้งหมดที่ DSI ตรวจยึดได้ มาดำเนินการสืบสวนขยายผลและใช้มาตรการทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอย่างเด็ดขาดต่อไป
The post DSI จับเว็บพนันพันล้าน โยง ‘ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว’ ยันพยานหลักฐานแน่น-เอกสิทธิ์ไม่คุ้มครอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (5 มีนาคม) ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ ร […]
The post กสทช. ร่วมตำรวจสอบสวนกลาง ทลายฐานลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามแดนที่แม่สอด appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (5 มีนาคม) ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) เปิดเผยผลการปฏิบัติการเชิงรุก โดยระบุว่า สำนักงาน กสทช. ได้บูรณาการความร่วมมือกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ลงพื้นที่เข้าตรวจค้นบริษัทเป้าหมายแห่งหนึ่งในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ภายหลังได้รับข้อมูลแจ้งเตือนจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม ถึงพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ผิดปกติในพื้นที่ดังกล่าว
สำหรับการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า บริษัทแห่งนี้มีปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นสถิติที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบการใช้งานของสำนักงานทั่วไป ประกอบกับสถานที่ตั้งของอาคารอยู่บริเวณริมแม่น้ำเมย ติดแนวชายแดนไทย-เมียนมา จึงนำมาสู่การขออนุมัติเข้าตรวจค้นอย่างละเอียด
จากผลการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่พบว่าภายในอาคารมีการดัดแปลงและติดตั้งอุปกรณ์เพื่อลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามแดนไปยังประเทศเมียนมา โดยตรวจพบตู้ดัดแปลงอุปกรณ์เครือข่ายขนาดใหญ่ พร้อมทั้งมีการติดตั้งอุปกรณ์บริหารจัดการเครือข่าย (Network Management) และเกตเวย์ (Gateway) เพิ่มเติมนอกเหนือไปจากอุปกรณ์มาตรฐานที่ผู้ให้บริการกำหนดไว้
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้ดำเนินการตรวจยึดอุปกรณ์ทั้งหมดไว้เป็นพยานหลักฐาน เพื่อนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามตัวกลุ่มผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดต่อไป ทั้งนี้ ไตรรัตน์ กล่าวย้ำว่า สำนักงาน กสทช. จะยังคงเดินหน้าปฏิบัติการตรวจสอบร่วมกับตำรวจและผู้ให้บริการโทรคมนาคมอย่างเข้มงวด เพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตามมาตรการของ กสทช. มุ่งเป้าในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ตลอดจนกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการทุกภาคส่วนดำเนินการอย่างถูกต้องตามกรอบของกฎหมาย
The post กสทช. ร่วมตำรวจสอบสวนกลาง ทลายฐานลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามแดนที่แม่สอด appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (4 มีนาคม) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม […]
The post ตำรวจไซเบอร์ทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ จับเลขาฯ นายก อบจ.สมุทรปราการ โยงบัญชีม้าแถวสอง ยึดทรัพย์หรูจำนวนมาก appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (4 มีนาคม) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ตำรวจไซเบอร์ เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายสแกมเมอร์และบัญชีม้าแถว 1 และแถว 2 รวมกว่า 20 ราย โดยพบว่าหนึ่งในผู้ต้องหาคนสำคัญคือ สิทธิไชย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมุทรปราการ
ซึ่งมีพฤติการณ์รับโอนเงินจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกลงทุน มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 3 ล้านบาท และคาดว่ายังมีผู้เสียหายอีกจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อของเครือข่ายนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งขยายผลว่ามีความเชื่อมโยงกับนักการเมืองระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศด้วยหรือไม่
ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 (บก.สอท.2) ได้รับแจ้งความผ่านระบบออนไลน์จากผู้เสียหายหลายรายว่า ถูกหลอกลวงให้ลงทุนเทรดหุ้นผ่านทางเฟซบุ๊ก และเมื่อโอนเงินเข้าแอปพลิเคชันปลอมกลับไม่ได้รับเงินปันผลตามที่กล่าวอ้าง ชุดปฏิบัติการจึงได้สืบสวนเส้นทางการเงินจนพบความเชื่อมโยงกับบัญชีม้า 23 ราย จึงขออนุมัติศาลออกหมายจับ และนำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 จุดในจังหวัดสมุทรปราการ
โดยมุ่งเน้นไปที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างและบริษัทประกอบกิจการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของสิทธิไชย ในตำบลท้ายบ้านใหม่ อำเภอเมือง รวมถึงห้องชุดในคอนโดมิเนียมหรูย่านถนนบางนา-ตราด ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมสิทธิไชยได้ตามหมายจับของศาลจังหวัดระยองและจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมตรวจยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ ฮาร์ดดิสก์ สมุดบัญชีธนาคาร 41 เล่ม และรถยนต์หรู 3 คัน ซึ่งรวมถึงรถยนต์ยี่ห้อปอร์เช่ 1 คัน
เบื้องต้นจากการสอบปากคำ สิทธิไชยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเกิดจากการประกอบธุรกิจซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และไม่ทราบแหล่งที่มาของบุคคลที่โอนเงินเข้ามา
ด้าน พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รองผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ เปิดเผยว่า จากข้อมูลในระบบรับแจ้งความ (Case ID) พบผู้เสียหาย 2 รายที่ถูกหลอกลงทุนและทำงาน โอนเงินเข้าบัญชีม้าแถวแรก ก่อนถูกโอนส่งต่อไปยังบัญชีม้าแถว 2 ซึ่งเป็นชื่อของสิทธิไชยในเวลาอันรวดเร็ว โดยพบว่าเส้นทางการเงินนี้เกิดขึ้นช่วงก่อนที่สิทธิไชยจะเข้ามารับตำแหน่งเลขานุการนายก อบจ.สมุทรปราการ ได้เพียงไม่นาน
สำหรับแนวทางการสืบสวนหลังจากนี้ ตำรวจไซเบอร์และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะร่วมกันตรวจสอบเส้นทางการเงินจากสมุดบัญชีทั้ง 41 เล่ม รวมถึงบริษัทของผู้ต้องหาอย่างละเอียด ว่ามีการรับโอนเงินจากผู้เสียหายรายอื่นหรือเข้าข่ายการฟอกเงินหรือไม่ ส่วนประเด็นความเชื่อมโยงกับนักการเมืองนั้น
ทาง พล.ต.ต.ทินกร ระบุว่ายังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่อยู่ระหว่างการขยายผลเส้นทางการเงินอย่างรัดกุมที่สุด ทั้งนี้ หลังจากการสอบปากคำ ผู้ต้องหาได้ใช้สิทธิ์ขอประกันตัวเพื่อไปต่อสู้คดีในชั้นศาลต่อไป
The post ตำรวจไซเบอร์ทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ จับเลขาฯ นายก อบจ.สมุทรปราการ โยงบัญชีม้าแถวสอง ยึดทรัพย์หรูจำนวนมาก appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) ที่ สำนักงานอัยการสูงสุด กมลสิษฐ […]
The post ปปง. ส่งสำนวนอัยการฟ้องยึดทรัพย์ คดีแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ-สแกมเมอร์ เฉิน จื้อ ก๊ก อาน เบน สมิธ มูลค่ารวมกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) ที่ สำนักงานอัยการสูงสุด กมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมด้วย วิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆษกสำนักงาน ปปง. นำคณะทำงานส่งมอบสำนวนคดีสำคัญจำนวน 4 คดี ให้แก่ เยาวลักษณ์ นนทแก้ว อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ เพื่อพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ยึดและอายัดไว้ตกเป็นของแผ่นดิน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 13,074 ล้านบาท
สำหรับสำนวนคดีทั้ง 4 คดีที่คณะกรรมการธุรกรรม ปปง. มีมติส่งอัยการนั้น เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อาชญากรรมข้ามชาติ และการฟอกเงิน ประกอบด้วย
คดี แตงไทย กับพวก พฤติการณ์หลอกลวงประชาชน เชื่อมโยงกับเครือข่ายของ ยิม เลียก และ เบน สมิธ มูลค่าทรัพย์สินที่ยื่นคำร้องยึดทรัพย์ประมาณ 12,123 ล้านบาท (68 รายการ อาทิ ที่ดิน, ห้องชุด, รถยนต์, เรือยอชต์)
คดี เฉิน จื้อ กับพวก เกี่ยวข้องกับเครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์ ค้ามนุษย์ และฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล โดยเฉิน จื้อ เป็นประธานกลุ่มบริษัท Prince Group ธุรกิจข้ามชาติในกัมพูชา มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 345 ล้านบาท (96 รายการ)
ก๊ก อาน กับพวก ความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงิน มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 560 ล้านบาท (89 รายการ)
คดี เอื้ออังกูร กับพวก กลุ่มมิจฉาชีพชักชวนลงทุนเทรดหุ้นผ่านไลน์ มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 46 ล้านบาท (31 รายการ)
อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ กล่าวว่า จะมอบหมายสำนวนให้กับสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 2 และ 3 รับผิดชอบ เพื่อตั้งคณะทำงานตรวจสอบทรัพย์สินและข้อเท็จจริงร่วมกับ ปปง. ยืนยันว่าจะดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลให้ทันภายในกรอบระยะเวลา 90 วัน นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งยึดทรัพย์ชั่วคราว (2 ธันวาคม 2568) ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 1 มีนาคมนี้
ด้าน โฆษก ปปง. เปิดเผยว่า ปปง. เตรียมออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายในคดีทั้ง 4 รายคดี สามารถยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิเพื่อขอเฉลี่ยทรัพย์คืนได้ ภายในกรอบระยะเวลา 90 วันนับจากวันประกาศ โดย ปปง. จะรวบรวมคำร้องส่งให้อัยการเพื่อยื่นต่อศาล ขอให้คุ้มครองสิทธิผู้เสียหายไม่ให้ทรัพย์สินส่วนดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน
วิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้มีผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องขอเพิกถอนการยึดทรัพย์ แต่คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วเห็นว่าคำชี้แจงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินไม่ได้มาจากการกระทำความผิด จึงมีมติยกคำร้องและส่งเรื่องให้อัยการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
The post ปปง. ส่งสำนวนอัยการฟ้องยึดทรัพย์ คดีแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ-สแกมเมอร์ เฉิน จื้อ ก๊ก อาน เบน สมิธ มูลค่ารวมกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
คดีความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมขบวนการสแกมเมอร์ ที่เชื่อมโ […]
The post พรุ่งนี้ ปปง. เตรียมส่งสำนวนอัยการยื่นฟ้องศาลยึดทรัพย์ ‘หุ้นบางจาก’ มูลค่ารวมกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท เชื่อมโยงฟอกเงินเครือข่าย ‘เบน สมิธ’ ตกเป็นของแผ่นดิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
คดีความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมขบวนการสแกมเมอร์ ที่เชื่อมโยงกับเครือข่าย เบน สมิธ-เฉิน จื้อ เจ้าพ่อ Prince Group-ก๊ก อาน ซึ่งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้มีคำสั่งสั่งอายัดทรัพย์ไว้ชั่คราวตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2668 เป็นระยะเวลา 90 วัน มีความคืบหน้าต่อเนื่อง
โดยแหล่งข่าวระดับสูงในแวดวงตลาดทุนเปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ถึงความคืบหน้ากรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีรายคดีสำคัญที่คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
ล่าสุด ในวันพรุ่งนี้ (อังคารที่ 17 กุมภาพันธ์นี้) เวลา 11.00 น. ทางสำนักงาน ปปง. เตรียมจะนำสำนวนคดีส่งมอบให้กับพนักงานอัยการ เพื่อพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน รวมมูลค่าประมาณ 13,074 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้มีหุ้นของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่าย ‘เบน สมิธ’ รวมอยู่ด้วย
“หากพนักงานอัยการรับคำร้องจากสำนักงาน ปปง. ส่งฟ้องศาล แล้วหากศาลพิจารณามีคำตัดสินให้ยึดทรัพย์ทรัพย์ก้อนนี้ ซึ่งรวมถึงหุ้นบางจากฯ ก็จะถูกยึดตกมาเป็นของแผ่นดิน” แหล่งข่าว กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH
สำหรับคดีสำคัญที่ ปปง. เตรียมส่งสำนวนให้อัยการในครั้งนี้ ประกอบด้วย 4 รายคดีสำคัญ ดังนี้
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นความคืบหน้าต่อเนื่อง หลังจากที่คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินชั่วคราวของผู้มีส่วนได้เสียแล้ว เห็นว่าไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดไว้ชั่วคราวนั้น มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับสูงในตลาดทุนได้แสดงความกังวลต่อเกี่ยวกับขั้นตอนทางกฎหมาย โดยระบุว่าประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ขั้นตอนการพิจารณาของอัยการ ซึ่งตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินนั้น การยึดและอายัดทรัพย์สินมีกรอบเวลาบังคับว่าจะต้องดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์
“ที่ ปปง. ต้องรีบส่งเรื่องต่อให้อัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะกฎหมายให้เวลาจำกัดในการยึดอายัด หากอัยการใช้เวลาพิจารณาแล้วตั้งข้อไม่สมบูรณ์กลับมา เกรงว่าจะดำเนินการไม่ทันกรอบเวลา 90 วัน ซึ่งกำลังจะครบกำหนด โดยการอายัดทรัพย์จำนวนนี้จะนับตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ซึ่งประชุมคณะกรรมการธุรกรรมของสำนักงาน ปปง. ได้มีการพิจารณาคดีความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มขบวนการสแกมเมอร์ โดยมีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์ ซึ่งหากเกินกำหนดก็ต้องปล่อยทรัพย์ไปก่อน” แหล่งข่าวกล่าว
ความกังวลดังกล่าวมุ่งไปที่ หากอัยการพิจารณาแล้วมีการ ‘ตั้งข้อไม่สมบูรณ์’ หรือมองว่าพยานหลักฐานในสำนวนยังไม่ครบถ้วน อาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไป ซึ่งหากกระบวนการพิจารณาใช้เวลานานจนเกินกรอบระยะเวลา 90 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะส่งผลให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องถอนการยึดหรือปล่อยทรัพย์สินชั่วคราวคืนแก่เจ้าของไปก่อน
ประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมูลค่าทรัพย์สินในคดีนี้มีจำนวนมหาศาล และเกี่ยวพันกับหุ้นของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ซึ่งหากเกิดความล่าช้าในขั้นตอนการส่งฟ้อง อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและกระบวนการบังคับใช้กฎหมายในคดีฟอกเงินระดับประเทศ
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ สืบเนื่องจากการสืบสวนขยายผลและบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักงาน ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ ที่มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 13/2568 ได้มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีสำคัญ 4 กลุ่มคดีใหญ่ ซึ่งเชื่อมโยงเส้นทางการเงินและการกระทำความผิดในลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติอย่างชัดเจน รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 10,165 ล้านบาท
ต่อมาในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการแถลงผลปฏิบัติการถอนรากสแกมเมอร์ข้ามชาติ ร่วมกับหน่วยงานระดับสูง ทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ปปง. แถลงความสำเร็จจากการปูพรมตรวจค้นเป้าหมาย 50 จุด ใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดและยึดของกลางรายการสำคัญ ทั้งเรือยอชต์ รถหรู ที่ดิน และอายัดเงินในบัญชี
สำหรับรายละเอียดเชิงลึกของคดีที่นำมาสู่การยึดทรัพย์ครั้งใหญ่นี้ เริ่มต้นจาก คดีเฉิน จื้อ กับพวก ซึ่งเป็นเครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์และค้ามนุษย์ที่มีฐานใหญ่ในกัมพูชา เชื่อมโยงกับกลุ่มบริษัท Prince Holding Group โดยพบพฤติการณ์ฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัลและสับเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ต่างๆ ในรูปแบบไฮบริดสแกม คณะกรรมการฯ จึงสั่งยึดทรัพย์สินกว่า 102 รายการ มูลค่าประมาณ 373 ล้านบาท
ถัดมาคือ คดีก๊ก อาน เจ้าของอาคารหลายแห่งในกัมพูชาที่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีการใช้บัญชีม้าสแกนใบหน้าเพื่อโอนเงินและนำเงินที่ได้มาซื้อทรัพย์สินในไทยให้ผู้อื่นถือครองแทน โดยในคดีนี้มีการยึดทรัพย์สิน 90 รายการ มูลค่าประมาณ 467 ล้านบาท และคดีที่มีมูลค่าความเสียหายและยึดทรัพย์ได้สูงที่สุดคือ คดีแตงไทยฯ กับพวกซึ่งเชื่อมโยงกับ ยิม เลียก และ เบน สมิธ บุคคลใกล้ชิดทายาทผู้มีอิทธิพลในกัมพูชา โดยมีพฤติการณ์หลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ และมีการโอนเงินหมุนเวียนระหว่างบริษัททั้งในและต่างประเทศอย่างซับซ้อนเพื่ออำพรางธุรกรรม
The post พรุ่งนี้ ปปง. เตรียมส่งสำนวนอัยการยื่นฟ้องศาลยึดทรัพย์ ‘หุ้นบางจาก’ มูลค่ารวมกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท เชื่อมโยงฟอกเงินเครือข่าย ‘เบน สมิธ’ ตกเป็นของแผ่นดิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (26 มกราคม) ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผ […]
The post ปอท. ผนึก ปปง. ส่งมอบทรัพย์สินแก๊งสแกมเมอร์ ‘Huione Pay’ 46 ล้านบาท เตรียมเฉลี่ยคืนผู้เสียหาย เปิดยื่นคำร้องขอรับเงินคืนภายใน 17 มี.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (26 มกราคม) ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท. พร้อมด้วย กมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และคณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงาน ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการส่งมอบทรัพย์สินที่ยึดได้จากเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้เสียหาย รวมมูลค่ากว่า 46 ล้านบาท
การแถลงข่าวในครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากปฏิบัติการ SKYFALL เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งตำรวจ บก.ปอท. ได้เข้าทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ที่มีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนให้ร่วมลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน และฟอกเงินผ่านระบบHuione Pay
โดยจากการสืบสวนขยายผล เจ้าหน้าที่ตรวจพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายบัญชีม้านิติบุคคล 2 บริษัท ซึ่งมีนักบัญชีหญิงชาวไทยรับจ้างจดทะเบียนและเปิดบัญชีธนาคารเพื่อส่งมอบข้อมูลบัญชีพร้อมซิมการ์ดให้กับกลุ่มนายทุนชาวจีนแลกกับค่าจ้าง
เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ และสามารถจับกุมนักบัญชีหญิงรายดังกล่าวได้ในพื้นที่ย่านห้วยขวาง รวมถึงจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนระดับสั่งการได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิขณะเดินทางเข้าประเทศ ส่งผลให้ ปปง. มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไว้ตรวจสอบ รวม 31 รายการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 46 ล้านบาท
ทัตพิชา ชัยทัต ผู้อำนวยการกองคดี 4 ปปง. เปิดเผยถึงขั้นตอนการเยียวยาผู้เสียหายว่า ขณะนี้สำนักงาน ปปง. ได้เปิดให้ผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการดังกล่าว ยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิเพื่อขอเฉลี่ยทรัพย์คืน โดยมีกำหนดระยะเวลาภายใน 90 วัน นับจากวันที่ประกาศ ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 17 มีนาคม 2569
ทั้งนี้ ผู้เสียหายสามารถตรวจสอบรายชื่อบัญชีธนาคารของกลุ่มคนร้ายที่ถูกยึดอายัดได้จากประกาศในราชกิจจานุเบกษา และสามารถยื่นคำร้องได้ผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ 1. ยื่นด้วยตนเองที่สำนักงาน ปปง. 2. ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน และ 3. ยื่นผ่านระบบเว็บไซต์ของสำนักงาน ปปง.
The post ปอท. ผนึก ปปง. ส่งมอบทรัพย์สินแก๊งสแกมเมอร์ ‘Huione Pay’ 46 ล้านบาท เตรียมเฉลี่ยคืนผู้เสียหาย เปิดยื่นคำร้องขอรับเงินคืนภายใน 17 มี.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (26 มกราคม) ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ […]
The post กสทช. เตรียมเสนอบทลงโทษผู้ให้บริการโทรคมนาคม ลอบส่งเน็ตข้ามแดนสระแก้ว-ปอยเปต เอื้อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (26 มกราคม) ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีว่า ขณะนี้ สำนักงาน กสทช. อยู่ระหว่างรอรับมอบพยานหลักฐานฉบับสมบูรณ์จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และสถานีตำรวจภูธรคลองลึก จังหวัดสระแก้ว เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิด กรณีลักลอบให้บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามแดนเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มมิจฉาชีพ
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา บก.ปอท. ได้รับการแจ้งเตือนจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งถึงความผิดปกติของการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยตรวจพบหมายเลข IP Address ที่จดทะเบียนใช้งานในประเทศไทย ถูกนำไปเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพื่อใช้รับโอนเงินในลักษณะบัญชีม้าแถวที่ 1 ผ่านแอปพลิเคชันของธนาคาร แต่พิกัดการใช้งานจริงกลับอยู่ในประเทศกัมพูชา
ซึ่งสอดคล้องกับฐานข้อมูลการรับแจ้งความคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทาง บก.ปอท. จึงได้ประสานขอความร่วมมือมายังสำนักงาน กสทช. เป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อขอหมายค้นและร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบจุดติดตั้งโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (โหนด) ในตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 จนนำไปสู่การตรวจพบการกระทำผิดดังกล่าว ซึ่งขัดต่อมาตรการภาครัฐที่ห้ามมิให้นำ IP Address ของไทยไปให้บริการในต่างประเทศ
ไตรรัตน์ กล่าวต่อว่า ล่าสุด สำนักงาน กสทช. ได้เรียกประชุมหน่วยงานภายในที่กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมทั้งหมด เพื่อเตรียมสรุปสำนวนและเสนอบทลงโทษกรณีผู้ให้บริการโทรคมนาคมกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบกิจการ ต่อคณะกรรมการ กสทช. พิจารณา โดยเน้นย้ำถึงความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย
ซึ่งในช่วงเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว สำนักงาน กสทช. ได้สนธิกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเสี่ยงที่อาจเข้าข่ายสนับสนุนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีไปแล้วถึง 3 กรณีสำคัญ ได้แก่ 1. การลักลอบวางท่อลากสายสัญญาณไปยังฝั่งประเทศเมียนมา บริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ตรงข้ามพื้นที่ชเวก๊กโก 2. การตรวจสอบแหล่งจำหน่ายกล้องวงจรปิดย่านลาดพร้าว 101 กรุงเทพฯ ที่มีการลักลอบขายซิมการ์ดต่างประเทศพ่วงอุปกรณ์และใช้อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงมีการแอบอ้างเอกสารราชการ และ 3. กรณีล่าสุดที่จังหวัดสระแก้วตามการประสานของ บก.ปอท.
ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมอย่างเคร่งครัด โดยจะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายให้ถึงที่สุด เพื่อตัดวงจรการสนับสนุนแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน
The post กสทช. เตรียมเสนอบทลงโทษผู้ให้บริการโทรคมนาคม ลอบส่งเน็ตข้ามแดนสระแก้ว-ปอยเปต เอื้อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (21 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง […]
The post กสทช. ปูพรมชายแดนสระแก้ว สกัดอินเทอร์เน็ตข้ามแดน ตัดวงจรบัญชีม้า-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (21 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) บูรณาการกำลังร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.), สถานีตำรวจภูธรคลองลึก และ กองกำลังบูรพา ลงพื้นที่ตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ตรวจสอบจุดเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อสกัดกั้นการลักลอบส่งสัญญาณข้ามพรมแดน
ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจาก กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตรวจพบความผิดปกติของหมายเลขไอพี (IP Address) ที่จดทะเบียนในประเทศไทย แต่ถูกนำไปใช้งานในประเทศกัมพูชา เพื่อทำธุรกรรมโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคารของบัญชีม้าแถวที่ 1 ซึ่งเชื่อมโยงกับคดีหลอกลวงประชาชนของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ย้ำว่าการนำ IP Address ของไทยไปให้บริการในต่างประเทศ เป็นการฝ่าฝืนมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หากพบผู้รับใบอนุญาตรายใดฝ่าฝืน จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2568 มาตรา 67 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
”สำนักงาน กสทช. จะเดินหน้าตรวจสอบและลงพื้นที่อย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และตัดวงจรการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมที่ผิดกฎหมาย” ไตรรัตน์ กล่าว
The post กสทช. ปูพรมชายแดนสระแก้ว สกัดอินเทอร์เน็ตข้ามแดน ตัดวงจรบัญชีม้า-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (15 มกราคม) พนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจสืบสว […]
The post ศาลอาญาไม่ให้ประกัน ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน โยงเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์-ฟอกเงิน ชี้เป็นกลุ่มสั่งการ เป็นเรื่องร้ายเเรง ปล่อยไปเกรงหลบหนี appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (15 มกราคม) พนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 (บก.สอท.3) ควบคุมตัว รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ อายุ 32 ปี ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดตาก พรรคประชาชน (ปชน.) ผู้ต้องหาในคดีเกี่ยวข้องกับเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ มายื่นคำร้องฝากขังต่อศาลครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน
พนักงานสอบสวนระบุในคำร้องฝากขังว่า จากการสืบสวนขยายผลเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ nakarin789 .com พบเส้นทางเงินที่เชื่อมโยงกับผู้ต้องหาระหว่างปี 2565 – 2566 ดังนี้:
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมนายรัชต์พงศ์ ตามหมายจับศาลอาญาที่ 196/2569 ลงวันที่ 13 มกราคม 2569 ที่ บ้านพัก เขตนวมินทร์ พร้อมตรวจยึดของกลางหลายรายการ โดยแจ้งข้อหา:
1. ร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต
2. สมคบกันโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน
3. ร่วมกันฟอกเงิน
ในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
พนักงานสอบสวนได้ยื่นคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหาถูกระบุว่าเป็น ตัวการใหญ่ ระดับสั่งการในคดีที่มีเงินหมุนเวียนในระบบจำนวนมาก หากได้รับการปล่อยชั่วคราวเกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรืออาจหลบหนี
ภายหลังจำเลยยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว ศาลอาญาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์เป็นกลุ่มสั่งการหรือจัดการในเว็บไซต์พนันออนไลน์ ซึ่งเป็นการมอมเมาประชาชนและส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม ถือเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว มีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง
ส่งผลให้รัชต์พงศ์ถูกควบคุมตัวไปยังเรือนจำเพื่อรอการดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
The post ศาลอาญาไม่ให้ประกัน ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน โยงเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์-ฟอกเงิน ชี้เป็นกลุ่มสั่งการ เป็นเรื่องร้ายเเรง ปล่อยไปเกรงหลบหนี appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (15 มกราคม) พล.ต.ท. สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการตำ […]
The post ตำรวจไซเบอร์ทลายเครือข่ายเว็บพนัน ‘นครินทร์ 789’ รวบอดีต สส. พรรคประชาชน สั่งการผ่านไลน์-พบคดีฟอกเงินหมุนสะพัดกว่า 300 ล้าน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (15 มกราคม) พล.ต.ท. สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) แถลงผลปฏิบัติการจับกุมเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์รายใหญ่ ‘นครินทร์ 789’ ซึ่งเชื่อมโยงกับอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดตาก พรรคประชาชน
พ.ต.อ. คำภีร์ พรหมสนธิ รองผู้บังคับการ สอท.3 ระบุว่าคดีนี้เริ่มต้นจากการร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์ 2 เว็บไซต์หลัก คือ 789.org และ nakarin789.com เจ้าหน้าที่จึงสืบสวนเชิงลึกจนสามารถออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด 12 ราย และจับกุมผู้ต้องหาเบื้องต้นได้ 3 ราย
จากการสอบสวนผู้ต้องหากลุ่มแรกให้การซัดทอดว่า ได้รับการชักชวนจากอดีต สส. คนดังกล่าว ให้มาทำหน้าที่เป็นแอดมินดูแลเว็บไซต์ โดยจัดตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ที่บ้านพักส่วนตัวย่านนวลจันทร์ กรุงเทพฯ มาตั้งแต่ช่วงปี 2565 นอกจากนี้จากการตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ ยังพบหลักฐานสำคัญเป็นบทสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน Line ที่ระบุการสั่งการบริหารจัดการเว็บพนันอย่างละเอียดโดยอดีต สส. รายนี้
ชุดสืบสวนตรวจสอบพบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงอย่างชัดเจน โดยพบเงินจากบัญชีม้าและบัญชีพักเงินของเครือข่ายพนัน โอนเข้าสู่บัญชีส่วนตัวของอดีต สส. โดยตรงในช่วงปี 2565 – 2566 และมีการถอนเงินสดเพื่อนำไปส่งมอบให้แก่กันอีกด้วย โดยมีการทำธุรกรรมผ่านระบบ Geolocation ใน 4 จุดหลัก ได้แก่:
1. บ้านพักย่านนวลจันทร์ (กทม.)
2. บ้านพักในอำเภอแม่สอด (จ.ตาก)
3. อาคารรัฐสภา
4. ที่ทำการพรรคการเมืองต้นสังกัด
ทั้งนี้ พบว่าหลังจากปี 2566 เมื่อเริ่มเข้าสู่แวดวงการเมือง อดีต สส. ได้เปลี่ยนพฤติการณ์โดยการใช้บัญชีม้าแทนบัญชีชื่อตนเอง และเน้นการรับเงินสดเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
ภายหลังการจับกุม อดีต สส. รายดังกล่าวได้ให้การ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท. สุรพล ยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามหลักฐาน โดยเริ่มจากการสืบสวนเว็บพนันและขยายผลจนมาพบตัวบุคคลภายหลัง ยืนยันว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับใบสั่งทางการเมือง หรือรายชื่อ 10 นักการเมืองที่กระทรวงยุติธรรมเคยระบุไว้ก่อนหน้า เนื่องจากเป็นการสืบสวนสะสมมานานแล้ว
ในเบื้องต้นตำรวจได้แจ้งข้อหา ร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์, สมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน พร้อมทั้งดำเนินการอายัดทรัพย์สินเบื้องต้น ประกอบด้วย อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์หรู และอาคารพาณิชย์ในพื้นที่อำเภอแม่สอด เพื่อตรวจสอบหาที่มาของทรัพย์สินต่อไป ขณะที่การขยายผลไปยังบุคคลอื่นในพรรคการเมือง ปัจจุบันยังไม่พบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงตัวพรรคแต่อย่างใด
The post ตำรวจไซเบอร์ทลายเครือข่ายเว็บพนัน ‘นครินทร์ 789’ รวบอดีต สส. พรรคประชาชน สั่งการผ่านไลน์-พบคดีฟอกเงินหมุนสะพัดกว่า 300 ล้าน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (14 มกราคม) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรร […]
The post ตำรวจไซเบอร์ จับ รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ผู้สมัคร สส. เขตแม่สอด จ.ตาก พรรคประชาชน เอี่ยวเครือข่ายเว็บพนัน-ฟอกเงิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (14 มกราคม) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ปฏิบัติการบุกจับกุม รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน หลังขยายผลเส้นทางการเงินพบความเชื่อมโยงเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์รายใหญ่ พบเป็นผู้รับผลประโยชน์ปลายทาง
เมื่อเวลา 17.20 น. ของวันที่ (14 มกราคม) เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.3 และ บก.สอท.4 ได้นำกำลังพร้อมหมายจับศาลอาญาที่ 196/2569 เข้าทำการจับกุมตัว รัชต์พงศ์ อายุ 32 ปี ได้ที่บ้านพัก แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา ได้แก่:
พฤติการณ์แห่งคดีสืบเนื่องจาก บช.สอท. ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน บก.สอท.3 และ บก.สอท.4 เร่งปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยได้ทำการสืบสวนเว็บพนันออนไลน์ชื่อ nakarin789 .com
เจ้าหน้าที่พบข้อมูลสำคัญดังนี้:
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานจนนำไปสู่การออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายนี้รวมทั้งสิ้น 6 ราย จับกุมแล้ว 4 ราย อยู่ระหว่างหลบหนี: 2 ราย (ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ว่าจ้างเปิดบัญชี) โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี
สำหรับ รัชต์พงศ์ มีประวัติเป็น อดีต สส.พรรคประชาชน (ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 จนถึงยุบสภาฯ) และในปัจจุบันอยู่ระหว่างลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. สังกัด พรรคประชาชน ในพื้นที่ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ก่อนจะถูกจับกุมในคดีดังกล่าว
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
The post ตำรวจไซเบอร์ จับ รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ผู้สมัคร สส. เขตแม่สอด จ.ตาก พรรคประชาชน เอี่ยวเครือข่ายเว็บพนัน-ฟอกเงิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘อนุทิน-เอกนิติ’ เตรียมประชุมสกัดเส้นทางเงินเทาศุกร์นี้ […]
The post ‘อนุทิน-เอกนิติ’ เตรียมประชุม ‘สกัดเงินเทา’ ศุกร์นี้ เร่งเครื่องยกระดับเชื่อมข้อมูล ถกกำกับเทรดทองออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘อนุทิน-เอกนิติ’ เตรียมประชุมสกัดเส้นทางเงินเทาศุกร์นี้ เร่งเครื่องยกระดับเชื่อมข้อมูลผ่าน ‘Open API’ ถกความคืบหน้ามาตรการเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะซื้อขายทองบนแพลตฟอร์มออนไลน์
วันนี้ (6 มกราคม 2569) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือคณะทำงาน ‘Connect the Dots’ ณ กระทรวงการคลัง โดยมีอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมเป็นประธานการประชุม
โดยวาระสำคัญของการประชุมคือ การติดตามความคืบหน้าโครงการ ‘Data Bureau’ ซึ่งมีเป้าหมายเชื่อมโยงและรวบรวมข้อมูลทางการเงินจากหลายหน่วยงาน เพื่อแก้ปัญหาการกำกับดูแลแบบแยกส่วน และยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลระบบการเงินของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ดร.เอกนิติ ระบุว่า การประชุมครั้งนี้ จะเน้นไปที่การวางระบบเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน Open API (Application Programming Interface) เพื่อให้แต่ละหน่วยงานสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลภายใต้ฐานอำนาจกฎหมายของตนเองได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
ดร.เอกนิติ ชี้ว่า ทุกหน่วยงานมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลของตัวเองอยู่แล้ว เช่น สรรพากรมีมาตรา 10 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ห้ามมิให้เจ้าพนักงานเปิดเผยกิจการของผู้เสียภาษีอากร ซึ่ง Open API จะก่อให้เกิดการเชื่อมข้อมูลโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย และจะเป็นการวางระบบ แทนการตั้งหน่วยงานใหม่ หรือออกกฎหมายใหม่ที่ซับซ้อน
ปัจจุบันระบบการเงินของไทยยังมีจุดบอดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย โดยภาคธนาคารเห็นเฉพาะธุรกรรมในระบบธนาคาร ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำกับดูแลตลาดทุนและคริปโตในตลาดได้ แต่สินทรัพย์นอกตลาด เช่น ทองคำ หรือคริปโตนอกแพลตฟอร์มที่กำกับ ยังเป็นช่องว่างสำคัญที่ยากต่อการตรวจสอบเส้นทางการเงิน
ดร.เอกนิติ เปรียบสถานการณ์ดังกล่าวว่า ระบบการเงินไทยยังเหมือน ‘ตาบอดคลำช้าง’ เนื่องจากไม่สามารถมองเห็นภาพรวมของเส้นทางเงินได้ครบถ้วน การผลักดัน Data Bureau จึงมุ่งเชื่อมข้อมูลจากหน่วยงานหลัก ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อให้เห็นภาพจิ๊กซอว์ทางการเงินที่สมบูรณ์มากขึ้น
นอกจากนี้ ประเด็นการซื้อขายทองคำจะถูกหยิบยกเข้าสู่วาระการประชุมด้วย เนื่องจากเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินและสภาพคล่อง โดยอาจมีการหารือในเชิงหลักการเกี่ยวกับโครงสร้างการกำกับดูแลและการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสให้กับระบบในระยะต่อไป
The post ‘อนุทิน-เอกนิติ’ เตรียมประชุม ‘สกัดเงินเทา’ ศุกร์นี้ เร่งเครื่องยกระดับเชื่อมข้อมูล ถกกำกับเทรดทองออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บ […]
The post 3 ชาติผนึกกำลังปิดฉาก ‘KK Park – ชเวก๊กโก’ ทุบทำลายฐานบัญชาการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เตรียมส่งตัวผู้ต้องหากลับจีนล็อตใหญ่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) พร้อมด้วย หลิวจงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ได้ลงพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อประสานงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคงของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
คณะทำงานร่วม 3 สัญชาติ ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายหลัก 2 แห่ง ได้แก่ KK Park และ ชเวก๊กโก ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะฐานบัญชาการใหญ่ของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ จากการตรวจสอบพบว่า อาคารสูงและสำนักงานที่เคยเป็นแหล่งกบดานของกลุ่มมิจฉาชีพ ได้ถูกทางการเมียนมาดำเนินการทุบทำลายทิ้งอย่างถาวรจนเหลือเพียงซากปรักหักพัง เพื่อเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ในการ ตัดรากถอนโคน และป้องกันไม่ให้กลุ่มจีนเทาหรือเครือข่ายสแกมเมอร์สามารถกลับมาใช้สถานที่เหล่านี้เป็นฐานปฏิบัติการได้อีก
ต่อมาในเวลา 14.20 น. ณ ห้องประชุมสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ฝั่งเมียนมา ได้มีการจัดประชุมไตรภาคี โดยมีผู้แทนระดับสูงจากทั้ง 3 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช (ไทย), พล.ต.ต.มิน ไทก์ เมียว (Min Htike Myo) รองผู้บัญชาการตำรวจเมียนมา (เมียนมา) และ หลิวจงอี้ (จีน)
ที่ประชุมได้บรรลุข้อตกลงและกำหนดมาตรการขั้นเด็ดขาดร่วมกัน ดังนี้:
ผลสืบเนื่องจากการรื้อถอนฐานที่มั่น ทำให้กลุ่มสแกมเมอร์ชาวจีนจำนวนมากที่พยายามหลบหนีออกจากพื้นที่ ถูกเจ้าหน้าที่ทางการเมียนมาจับกุมตัวไว้ได้ โดยหลิวจงอี้และคณะ ได้เดินทางไปตรวจสอบห้องกักตัวในเมืองเมียวดี ซึ่งขณะนี้มีผู้ต้องหาชาวจีนถูกควบคุมตัวอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อรอเข้าสู่กระบวนการผลักดันและส่งตัวกลับไปดำเนินคดีตามกฎหมายที่สาธารณรัฐประชาชนจีนต่อไป







The post 3 ชาติผนึกกำลังปิดฉาก ‘KK Park – ชเวก๊กโก’ ทุบทำลายฐานบัญชาการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เตรียมส่งตัวผู้ต้องหากลับจีนล็อตใหญ่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (10 ธันวาคม) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) แถลง […]
The post นครบาลเปิดยุทธการสงคราม AI 2025 ทลายแก๊งรัสเซียค้ายาข้ามชาติ ส่งยาแบบเกมล่าสมบัติ ทั่วกรุงฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (10 ธันวาคม) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) แถลงผลสำเร็จของปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ ภายใต้ชื่อปฏิบัติการทลายแก๊งรัสเซีย ยุค 2025 ใช้ AI บงการขายยานรก โดยสามารถจับกุมเครือข่ายชาวรัสเซียที่ใช้นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการบริหารจัดการธุรกิจค้ายาเสพติดเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การรับออเดอร์ไปจนถึงการส่งมอบสินค้า โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสตัวบุคคล
สืบเนื่องจากชุดลาดตระเวนออนไลน์ของศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด บช.น. ได้รับเบาะแสการแพร่ระบาดของสติกเกอร์ QR Code ภาษารัสเซีย ระบุข้อความโฆษณาขายยาเสพติด แปะกระจายอยู่ในย่านธุรกิจสำคัญ ทั้งลุมพินี ปทุมวัน และยานนาวา พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. จึงมอบหมายให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. นำทีมสืบสวนนครบาลลงพื้นที่แกะรอยทันที
จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มคนร้ายใช้แผนประทุษกรรมที่ล้ำสมัย โดยเมื่อสแกน QR Code จะเข้าสู่แอปพลิเคชัน Telegram ซึ่งมี AI Bot ทำหน้าที่ตอบโต้ลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีมนุษย์ควบคุม ระบบรับชำระเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัลเท่านั้น และมีการตรวจสอบยอดเงินแบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องใช้สลิปโอนเงิน
ความน่ากลัวของขบวนการนี้คือวิธีการส่งมอบยาเสพติด ที่เปลี่ยนรูปแบบเป็น เกมล่าสมบัติ (Dead Drop) กล่าวคือ ผู้ขายจะไม่นำของไปส่งด้วยตัวเอง แต่ AI Bot จะส่งพิกัด GPS พร้อมภาพถ่ายจุดซ่อนของตามที่สาธารณะต่างๆ ทั่วประเทศ มาให้ลูกค้าเดินทางไปขุด หรือ หยิบ สินค้าด้วยตนเอง
นอกจากนี้ ยังมีการวางระบบขยายเครือข่ายคล้ายธุรกิจ Startup โดยชักชวนลูกค้าให้ผันตัวเป็นผู้ร่วมธุรกิจ หรือ นักบิน (คนนำยาไปฝัง) เพื่อแลกกับส่วนลดและค่าคอมมิชชั่น ทำให้เครือข่ายขยายตัวได้อย่างรวดเร็วและยากต่อการสืบสวนแบบดั้งเดิม
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปรับกลยุทธ์ใช้เทคโนโลยี AI เข้าสืบสวนย้อนรอย หรือ เกลือจิ้มเกลือ ใช้เวลาเพียง 1 สัปดาห์ จนสามารถระบุตัวตนและพิกัดของคนร้ายได้ นำไปสู่การบุกจับกุมตัวการสำคัญชาวรัสเซีย 2 ราย เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา ได้แก่:
1. มาร์ค มาโอปูโร (Mr. Mark Maolopuro) อายุ 35 ปี จับกุมได้ขณะเตรียมตระเวนฝังยาเสพติดในพื้นที่พัทยา จ.ชลบุรี และขยายผลค้นคอนโดมิเนียมย่านเอกมัย พบรถตู้และผลิตภัณฑ์กัญชาแปรรูปจำนวนมาก
2. ไอวาน วอลนอพ (Mr. Ivan Volnov) อายุ 34 ปี มือแปะสติกเกอร์ จับกุมได้ที่โรงแรมย่านอินทามระ กรุงเทพฯ
ในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาทั้งสองรายให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยไอวานอ้างว่าบุคคลในภาพวงจรปิดเพียงแค่หน้าคล้ายตน ส่วนมาร์คอ้างว่าใช้กัญชาเพื่อการรักษาโรค และอุปกรณ์ต่างๆ ที่พบในรถตู้ เช่น หม้อหุงข้าว มีไว้เพื่อหุงข้าวญี่ปุ่นรับประทานเอง ไม่ได้ใช้ผลิตยาเสพติด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจในพยานหลักฐานทางดิจิทัลที่ตรวจยึดได้จากอุปกรณ์สื่อสาร
พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ก่อนที่อาชญากรรมรูปแบบใหม่นี้จะขยายวงกว้างจนยากแก่การควบคุม โดยทางเจ้าหน้าที่จะเร่งขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินดิจิทัลและกวาดล้างเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป พร้อมฝากเตือนประชาชน หากพบเห็นสติกเกอร์ต้องสงสัยลักษณะดังกล่าว ห้ามสแกนและให้แจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจทันที
The post นครบาลเปิดยุทธการสงคราม AI 2025 ทลายแก๊งรัสเซียค้ายาข้ามชาติ ส่งยาแบบเกมล่าสมบัติ ทั่วกรุงฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>