อาคาร Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/อาคาร/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 23 Mar 2026 06:17:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ย้อนรอย 1 ปี ตึก สตง. ถล่ม กับการสางปมทุจริตพันล้าน https://thestandard.co/sao-building-collapse-corruption/ Mon, 23 Mar 2026 06:17:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1190208 ภาพอินโฟกราฟิก สรุปเหตุการณ์ ตึก สตง. ถล่ม ครบ 1 ปี และความคืบหน้าคดีทุจริตพันล้านบาท

1 ปีผ่านไป… ใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสีย […]

The post ย้อนรอย 1 ปี ตึก สตง. ถล่ม กับการสางปมทุจริตพันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิก สรุปเหตุการณ์ ตึก สตง. ถล่ม ครบ 1 ปี และความคืบหน้าคดีทุจริตพันล้านบาท

1 ปีผ่านไป… ใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียจากเหตุการณ์ ตึก สตง. ถล่ม ?

 

จากงบประมาณก่อสร้างกว่า 2,136 ล้านบาท สู่การค้นพบความบกพร่องร้ายแรง 4 ประการ ทั้งแบบที่ขัดกฎหมาย คอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน และการเสริมเหล็กที่สั้นกว่ากำหนด จนนำไปสู่การสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องถึง 23 ราย

 


 

ภาพอินโฟกราฟิก สรุปเหตุการณ์ ตึก สตง. ถล่ม ครบ 1 ปี และความคืบหน้าคดีทุจริตพันล้านบาท 1

 

ภาพ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post ย้อนรอย 1 ปี ตึก สตง. ถล่ม กับการสางปมทุจริตพันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตึกร้างแสนล้าน เมื่องบก่อสร้างกลายเป็นงบก่อซาก https://thestandard.co/thailand-abandoned-buildings-corruption/ Wed, 10 Sep 2025 04:28:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1117678 thailand-abandoned-buildings-corruption

หัวข้อในเนื้อหานี้   ตึกร้างเต็มเมือง แต่ไม่มีใครต […]

The post ตึกร้างแสนล้าน เมื่องบก่อสร้างกลายเป็นงบก่อซาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-abandoned-buildings-corruption

 

ตอนนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหา ‘ตึกร้าง’ จากโครงการรัฐที่ไม่เสร็จสมบูรณ์และไม่เคยถูกใช้งาน และเมื่อโครงการล้มเหลวกลับไม่มีผู้รับผิดชอบ ระบบตรวจสอบอ่อนแอ ไร้คำอธิบาย

 

จนทำให้สังคมไทยเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากอะไร ใครจะต้องเป็นผู้ตรวจสอบตึกร้างทั่วประเทศที่สร้างขึ้นจากเงินภาษี ใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหรือถูกลงโทษ และสังคมไทยจะสามารถหยุดวงจรอุบาทว์นี้ได้หรือไม่?

 

ตึกร้างเต็มเมือง แต่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ

 

  • อาคารสำนักงาน กสทช. จังหวัดนนทบุรี มูลค่า 2,643 ล้านบาท ถูกทิ้งร้างตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบันการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ

 

  • พิพิธภัณฑ์หอยสังข์ จังหวัดสงขลา มูลค่า 1,400 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างปี 2551 ผ่านมา 17 ปียังไม่แล้วเสร็จ

 

  • อาคารที่ทำการศาลแขวงพระนครเหนือ เบิกงบไปแล้วกว่า 1,377 ล้านบาท แต่สร้างไม่เสร็จตามกำหนดเพราะผู้รับเหมาทิ้งงาน 

 

  • สำนักงานเขตลาดกระบัง มูลค่า 495 ล้านบาท ยังไม่เสร็จและถูกทิ้งงาน 

 

  • อาคารศูนย์สาธิตบริการและอาคารลานจอดรถ กรมควบคุมโรค มูลค่า 480 ล้านบาท ยังไม่เสร็จและถูกทิ้งงาน

 

สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้เป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของตัวอย่างที่เกิดขึ้นทั่วไทย ยังไม่นับรวมการก่อสร้างยิบย่อยอื่นๆ อย่างสนามกีฬาที่ถูกทิ้งร้างในจังหวัดต่างๆ พิพิธภัณฑ์ที่ไม่มีคนเข้าไปเยี่ยมชม โรงเรียนที่มีแต่เสาเข็ม ประปาชุมชน หรือศูนย์บริการท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างๆ ที่ไม่มีคนใช้ 

 

ราวกับว่าประเทศไทยมีงบประมาณเหลือใช้มากมายจนทำให้เราสามารถมีสิ่งปลูกสร้างที่ไร้ประโยชน์กระจายอยู่ทั่วประเทศ และไม่เคยมีการสำรวจหรือเก็บข้อมูลว่ามีสิ่งปลูกสร้างทิ้งร้างหรือสร้างไม่เสร็จอยู่มากน้อยเท่าไร

 

ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เชื่อว่า ความเสียหายมีมากกว่าหลักพันล้านบาท โดยสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ถูกใช้งานแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือสร้างเสร็จแล้วถูกทิ้งร้าง ส่วนอีกกลุ่มคือสร้างไม่เสร็จ โครงการไปต่อไม่ได้นานกว่า 10-20 ปี เมื่อรวมเรื่องงบผูกพันบานปลาย มูลค่าความเสียหายจึงแตะหลักแสนล้านบาท

 

เมื่อรู้ตัวอีกทีประเทศไทยเต็มไปด้วยตึกร้าง สังคมจึงเริ่มตั้งคำถามว่าเหตุใดเราถึงปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใครควรเป็นผู้ตรวจสอบ รวบรวมข้อมูล และยับยั้งไม่ให้หน่วยงานรัฐสร้างตึกแล้วปล่อยร้างอีกต่อไป

 

ปัญหาตึกร้างในมุมมองของห้องงบ

 

ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส. ซึ่งทำงานในคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อเนื่อง 6 ปี เธออธิบายว่างบส่วนตึกร้างอาจมองไม่เห็นความสูญเสียได้ง่ายอย่างที่หลายคนคาดคิด

 

“เอาจริงๆ ในห้องงบ เราจะไม่เห็นเรื่องว่าตึกที่เราอนุมัติงบไป เขาเอาไปใช้แล้วมันร้างหรือไม่ร้าง เพราะว่าปีต่อปีเราก็จะเห็นเฉพาะงบประมาณที่มาขอเพื่อที่จะไปสร้างใหม่ แล้วก็ถ้ากรรมาธิการไม่ได้ซักถามว่าไอ้ตึกที่เคยขอไปก่อนหน้า เอาไปทำอะไร ก็แทบจะไม่ได้เห็นข้อมูลเลยว่ามันมีตึกร้างหรือเปล่า”

 

“แต่ว่าในปีนี้เราก็สนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษเหมือนกัน เราก็พูดคุยกับหน่วยงาน ถ้าถามหน่วยงานที่ของบไปสร้างใหม่ว่าที่หน่วยงานคุณมีตึกร้างหรือเปล่า ก็จะบอกว่าไม่มี สิ่งที่กรรมาธิการงบประมาณจะเห็นคือการขอเงินทำโครงการก่อสร้างที่ยังไม่เกิดขึ้น จึงไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าในอนาคตตึกพวกนี้จะกลายเป็นตึกร้างหรือเปล่า”

 

เธอชี้ว่าปัญหาจะยิ่งชัดเมื่อโครงการที่กำหนดไว้ 10 ปี กลับยืดเยื้อเป็น 15–20 ปี โดยมักมีเหตุผลในการขอเพิ่มงบและปรับสัญญา เช่น โครงการชลประทานขนาดใหญ่ที่เจออุปสรรคระหว่างสร้างเขื่อน ทำให้ของบเพิ่มและยืดเวลาต่อเนื่อง

 

กรณีตึกอย่างพิพิธภัณฑ์ไม้มีค่า ที่ของบตั้งแต่ปี 2563 แต่ยังไม่เสร็จ โดยหน่วยงานอ้างความยากในการโยกย้ายไม้มีค่า เนื่องจากเป็นไม้มีค่าจึงโยกย้ายลำบาก หรือหอประชุมกองทัพบกที่อนุมัติสร้างเพื่อใช้ในการประชุมเอเปก แต่ก่อสร้างเกินเวลาจนการประชุมเสร็จสิ้นไปแล้ว อาคารยังสร้างไม่เสร็จ

 

ศิริกัญญาอธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันการเปิดเผยข้อมูลของกรมบัญชีกลางในส่วนก่อนที่จะมีการจัดซื้อจัดจ้างถือว่าทำได้ค่อนข้างดี เพราะคณะกรรมาธิการงบประมาณสามารถเข้าไปค้นหาในระบบที่เรียกว่า Electronic Government Procurement:EGP ซึ่งปัญหาของเรื่องนี้อยู่หลังจากจัดซื้อจัดจ้างเสร็จไปแล้ว

 

“แต่หลังจากที่มีการจัดซื้อจัดจ้างไปเรียบร้อยแล้วไม่มีการเปิดเผยอะไรเลย ทั้งที่จะเอาข้อเท็จจริง หน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาของบ เวลาที่จะต้องเบิกแต่ละงวดงาน งวดงาน เสร็จแต่ละงวด แล้วก็เบิกตังค์ จริงๆ เขาต้องมีการถ่ายรูป เขาต้องมีการบันทึกว่าตกลงโครงการนี้ถึงไหนแล้ว มีการแก้ไขสัญญาหรือไม่ ส่งเข้าไปในระบบ EGP อยู่แล้ว”

 

“เพียงแต่ว่ากรมบัญชีกลางไม่เคยเปิดเผยเรื่องนี้ อันนี้ควรจะเป็นเรื่องที่เราทำได้ง่าย เป็น quick win ที่เราสามารถสร้างความโปร่งใส แล้วก็ให้คนสามารถที่จะเข้าไปตรวจสอบได้ง่ายๆ”

 

ไร้ประสิทธิภาพ ฟุ่มเฟือย หรือคอร์รัปชัน? 

 

เมื่อเห็นว่าหลายพื้นที่มีตึกร้างของรัฐ คำถามคือ นี่คือสัญลักษณ์ของคอร์รัปชันเชิงนโยบาย หรือเป็นเพียงความไม่รู้และการใช้งบตอบสนองความต้องการของหน่วยงานรัฐ

 

ศิริกัญญาเสริมว่า เมื่อหน่วยงานรัฐต้องใช้งบลงทุน ก็มักเลือกสร้างตึก แต่เพราะขาดความชำนาญในการเขียน TOR จึงเกิดงวดงานและเงื่อนไขแปลกๆ งานยืดเยื้อเกินปกติ อีกทั้งไม่คำนึงถึงการชดเชยเมื่อโครงการล่าช้า เช่น ค่า K สำหรับชดเชยความผันผวนของราคาวัสดุ ซึ่งไม่ครอบคลุมค่าแรง ส่งผลให้งบโครงการบานปลายยิ่งขึ้น

 

“ซ้ำร้ายก็คือค่าชดเชยไม่ค่อยจ่ายนะคะ รัฐค้างจ่ายรวมกันประมาณ 3,500 ล้านบาท ถ้าผู้รับเหมายังมีสายป่านยาวอยู่ ก็ยังคงทำงานต่อไปได้ แต่ถ้าสายป่านสั้น ก็อาจจะต้องล้มหายตายจากกันไปเลยทีเดียว เพราะว่ารัฐบาลค้างจ่ายค่าชดเชยวัสดุก่อสร้างให้กับเขา”

 

“เพียงแต่ว่าในท้ายที่สุด ด้วยกระบวนการที่มีช่องโหว่ มันก็เปิดโอกาสให้คนที่สามารถหากินกับเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยวได้ มันไม่มีนโยบายจากส่วนกลางว่าตกลงปีนี้เอาหรือไม่เอา ตึกจะเยอะแค่ไหน หรือว่าสัดส่วนในรายจ่ายลงทุนควรจะต้องเป็นก่อสร้างอาคารสำนักงานสักเท่าไหร่ แล้วควรจะต้องเป็นส่วนของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสักเท่าไหร่ เขาก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ หน่วยงานต่างๆ ก็แบบตึกฉันเก่ามากแล้ว ฉันจะต้องมีการเปลี่ยน เขาก็ขอมาตามสิทธิที่เขาพึงมี ตามระเบียบที่เคยมีตั้งไว้ก่อนหน้านั้น มันเป็นเรื่องนโยบายล้วนๆ ว่าแต่ละปี จะมีการก่อสร้างตึกมากแค่ไหน”

 

“มันเป็น entitlement ของข้าราชการที่รู้สึกว่าฉันสมควรที่จะต้องมี สำนักงานที่เรียกได้ว่าเป็นหน้าตา ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ราชการมหาดไทยที่ยิ่งใหญ่อลังการ เป็นหมู่ตึกขนาดใหญ่ ทั้งสำนักปลัดคมนาคม พอสร้างใหม่ก็ต้องใหญ่โตหรูหรา ส่วนตึก สตง. ถ้าไม่ถล่มก็เป็นอาคารภาครัฐขนาดใหญ่อันหนึ่งเหมือนกัน กสทช. ทั้งๆ ที่เขาก็มีอาณาจักรของเขาอยู่แล้วที่อารีย์ ก็ยังต้องไปหาสร้างใหม่อีก 2,000 กว่าล้าน ซึ่งก็ได้ข่าวว่าก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ผู้รับเหมาทิ้งงานเหมือนกัน ก็มีทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งทุจริตคอร์รัปชัน แล้วก็ทั้งกฎระเบียบภาครัฐที่ไปทำร้ายเขา”

 

ศิริกัญญาชี้ให้เห็นค่านิยมฟุ่มเฟือยที่กำลังแพร่ในหน่วยงานรัฐ เช่น ตึกของสำนักปลัดคมนาคม มีข้าราชการราว 1,000 คน แต่งบก่อสร้างสูงถึง 4,000 ล้านบาท และพยายามขอเพิ่มฟังก์ชันราคาแพง แม้รัฐมนตรีชี้แจงว่าจะมีผู้ใช้ถึง 80,000 คน แต่เมื่อนับพนักงานและลูกจ้างต่างๆ จริงแล้วไม่ถึง 50,000 คน 

 

กรรมาธิการเสียงข้างมากจึงให้เหตุผล “สร้างเผื่อให้ลูกหลานใช้” ทั้งที่เกินความจำเป็น อีกทั้งยังพบรายละเอียดจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงผิดสังเกต แทรกในมูลค่างานออกแบบอาคาร

 

ในสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน ข้าราชการควรตระหนักเรื่องความประหยัดและการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด ฟังก์ชันของอาคารควรเน้นการใช้งาน ไม่ใช่ความโอ่อ่าหรูหรา ทั้งศิริกัญญาและ ดร.มานะ เห็นตรงกันว่า ต้นทุนต่อตารางเมตร ต้องสมเหตุสมผล คำนวณตามจำนวนผู้ใช้งานจริง

 

นอกจากอาคารโอ่อ่าไม่จำเป็น โครงการที่ล้มเหลวจำนวนมากยังเกี่ยวพันคอร์รัปชัน ดร.มานะอธิบายว่ามีทั้งการ “ขายงานเป็นทอดๆ” หักเปอร์เซ็นต์จนผู้รับเหมาปลายทางไม่คุ้มและทิ้งงาน การสอดไส้แผนคอร์รัปชันในโครงการ การตัดราคาเพื่อชนะประมูลแล้วล็อกสเป็ก เบิกงวดคู่กับสินบนก่อนทิ้งงาน ตลอดจนการรีดไถของเจ้าหน้าที่รัฐในทุกขั้นตอน จนผู้รับเหมาขนาดกลาง-เล็กทิ้งงาน สิ่งปลูกสร้างจึงค้างคาไม่เสร็จ

 

รัฐไทยจะตัดวงจรอุบาทว์ตึกร้างอย่างไร?

 

ดร.มานะ เสนอแนวทางว่านายกรัฐมนตรีต้องให้ความสำคัญ นำปัญหาเข้าสู่คณะรัฐมนตรี และเป็นเจ้าภาพจัดระบบหน่วยงาน ตั้งคณะกรรมการรวบรวมข้อมูล ปัญหา และทิศทางแก้ไข เริ่มจากสำรวจจำนวนสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพื่อเห็นว่าหน่วยงานใดมีตึกร้างมากที่สุด แล้วตรวจสอบทีละจุดว่าเกิดจากคอร์รัปชัน ข้าราชการขายงาน หรือความผิดของเอกชน พร้อมทั้งย้ำว่าไม่อาจโยนทั้งหมดให้ ป.ป.ช. เพราะความเสียหายมีทั้งส่วนคอร์รัปชันที่เข้าสู่ ป.ป.ช. ได้ และส่วนของความด้อยสมรรถภาพและความไม่รับผิดชอบของผู้บริหารกระทรวงต่างๆ

 

ส่วนมุมเชิงนโยบาย ศิริกัญญาเสนอให้แปลง “คำใหญ่ๆ” ให้เป็นข้อปฏิบัติจริง

 

“มันเป็นเรื่องในเรื่องเชิงนโยบายล้วนๆ ว่าแต่ละปีเราจะจัดการกับงบประมาณก้อนนี้แบบไหน เราก็จะเห็นว่าในเชิงกระบวนการ ทุกปีนายกรัฐมนตรีจะออกมาให้นโยบายในการจัดสรรงบประมาณ แล้วเราลองย้อนกลับไปดู แต่ละปีก็จะออกมาหน้าตาเหมือนๆ กันหมด ว่าต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด คุ้มค่า แล้วก็คำนึงถึงความซ้ำซ้อน 

 

“แต่ว่าในเชิงปฏิบัติ ไอ้พวกคำลอยๆ คำใหญ่ๆ พวกนี้มันไม่เคยถูกแปลงให้เป็นวิธีการปฏิบัติจริงๆ ดังนั้นตัวหัวของรัฐบาลก็คือนายกรัฐมนตรี จะต้องใช้โอกาสในการที่เขาต้องมีการแถลงนโยบายงบประมาณประจำปีกับข้าราชการแบบทุกหมู่เหล่าต้องมาฟัง ในการที่จะให้นโยบายในเรื่องนี้ว่า ก่อสร้างยังจำเป็นมั้ย เช่าเอาดีกว่ามั้ย ต่อไปนี้ไอ้ความหรูหราโอ่อ่าต้องตัดทิ้งไปให้หมด”

 

“ไม่อย่างงั้นข้าราชการเขาก็จะไม่ได้ต้องกังวล เพราะว่ามันไม่ใช่เงินเขาอยู่แล้ว ถ้าเป็นสิทธิ์ที่เขาพึงได้ เขาก็ขอแบบจัดเต็ม แถมแบบบางทีก็บวกๆ ในเรื่องของความแบบหรูหรา สะดวกสบายไปอีก โดยที่มันไม่ได้ยึดโยงอะไรกับการที่จะสร้างบริการที่ดีให้กับประชาชน สร้างความสะดวกสบายให้กับประชาชนที่เข้าไปติดต่อขอรับบริการเลย”

 

เธอยังระบุว่า ขณะนี้จำเป็นต้องมี หน่วยงานเจ้าภาพ ดูแล โดยเข้าใจว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) กำลังรวบรวมข้อมูลตึกร้างที่ไม่ได้ใช้หรือใช้ไม่เต็มศักยภาพ และเมื่อรายงานเสร็จ เธอจะขอเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว

 

อีกประเด็นคือความขัดแย้งระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น ตามที่ ดร.มานะ เรียกว่า “ส่วนกลางยัดเยียดสิ่งที่ท้องถิ่นไม่ได้ขอ” เช่น สนามกีฬา ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ประปา เขื่อน หรือพิพิธภัณฑ์ ที่สร้างโดยไม่ถามความต้องการของพื้นที่ จนถูกทิ้งร้างและกลายเป็นภาระ ซึ่งต้องพูดคุยกันอย่างจริงจังเรื่องความรับผิดชอบ

 

“เพราะฉะนั้นเจ้าภาพในการแก้ คือคนที่ต้องรับผิดชอบว่ามึงจะต้องแก้ เมื่อหาเจ้าภาพได้ออกคำสั่งเลยว่าถ้าสร้างไม่เสร็จ มึงห้ามสร้างใหม่ หน่วยงานนี้ ใช่มั้ย? ไม่อย่างนั้นมันไม่เดือดร้อนไง ต้องบอกเลยว่าการท่องเที่ยวมึงสร้างอันนี้ มึงมีปัญหาอยู่ 10 หลัง มึงเคลียร์ให้เสร็จก่อน ถ้าไม่เสร็จ มึงห้ามก่อสร้างเพิ่ม”

 

“อันนี้คืออีกประเด็นหนึ่งที่บอกว่า ความคุ้มค่าในการใช้งาน โดยรวมทั้งหมดมันคือเงินภาษีของประชาชน และโอกาสของประเทศในการใช้เงินเหล่านี้ไปในการบริหารจัดการประเทศ ใช้ไปในการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ”

 

ขณะเดียวกัน ศิริกัญญายอมรับว่า กรรมาธิการกว่า 70 คน และอนุกรรมาธิการกว่า 80 คน ไม่สามารถตรวจสอบงบประมาณทั้งหมดได้ในเวลาอันสั้น เธอเชื่อว่า หากมีหน่วยงานเจ้าภาพสำรวจจำนวนตึกร้าง บันทึกและเผยแพร่ต่อสาธารณะ ประเทศไทยจะมี “ตาอีกเป็นล้านคู่” ช่วยค้นหา ตรวจสอบ วิพากษ์ และกระตุ้นให้เกิดการกำกับดูแลที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

 

และ ดร.มานะ ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ถ้าดูการใช้เงินของหน่วยงานรัฐ จะเห็นได้ชัดเลยว่าประเทศไทยไม่ได้จน เรามีเงินไว้ทำหลายสิ่งมากมาย แต่ระหว่างทางกลับเต็มไปด้วยการคอร์รัปชันหรือการใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างไร้ความรับผิดชอบ กลายเป็นส่วนสำคัญให้ไทยสูญเสียโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ 

 

โดยประชาชนอย่างพวกเราก็ไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งดีๆ ที่พวกเราควรได้รับ มันได้หายไปกับความชั่วร้ายของคนบางกลุ่มในสังคมไทย

 

 

The post ตึกร้างแสนล้าน เมื่องบก่อสร้างกลายเป็นงบก่อซาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม.เดินหน้าปรับปรุงทุกอาคารสู่ ‘Universal Design’ เพื่อคนพิการ เท่าเทียม https://thestandard.co/bma-universal-access/ Fri, 04 Jul 2025 08:11:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1092905 bma-universal-access

วานนี้ (3 กรกฎาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุง […]

The post กทม.เดินหน้าปรับปรุงทุกอาคารสู่ ‘Universal Design’ เพื่อคนพิการ เท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
bma-universal-access

วานนี้ (3 กรกฎาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำชมทางลาดสำหรับวีลแชร์บริเวณหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) โดยกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ผู้ใช้วีลแชร์จะขึ้นศาลาว่าการ กทม. ยากเพราะไม่มีทางลาด แต่ท่านภาณุมาศ สุขอัมพร ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการให้ตามนโยบายของ กทม. จนตอนนี้แล้วเสร็จพร้อมใช้งานแล้ว ในเบื้องต้นต้องดูการใช้งานจริงและปรับปรุงเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น เพิ่มราวจับเพื่อความสะดวกยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ กทม. ได้ดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายด้านคนพิการอย่างต่อเนื่องหลายด้าน ภายใต้แนวคิด Bangkok for All หนึ่งในนั้นคือ การปรับปรุงให้อาคารสำนักงานหรือหน่วยงานต่าง ๆ ของ กทม. เช่น สำนักงานเขต ศูนย์บริการสาธารณสุข โรงพยาบาล เป็น Universal Design โดยจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวก และพัฒนาให้เป็นสถานที่ที่เอื้อต่อคนพิการ ทั้งคนพิการที่มาใช้บริการและทำงานอยู่ในสถานที่นั้น ๆ โดยเฉพาะอาคารที่เป็นหน่วยบริการประชาชนทุกอาคารต้องเป็น Universal Design ซึ่งในปี 2567 ตั้งเป้าปรับปรุง 11 แห่ง แล้วเสร็จทั้งหมด และเป้าหมายอีก 11 แห่งในปี 2568 อยู่ระหว่างการดำเนินการ ทั้งนี้ ปัจจุบันมีอาคารหน่วยงานของ กทม. ที่ได้รับการปรับปรุงเป็น Universal Design แล้วเสร็จกว่า 80 อาคาร

The post กทม.เดินหน้าปรับปรุงทุกอาคารสู่ ‘Universal Design’ เพื่อคนพิการ เท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผ่นดินไหวเขย่ากรุงเทพฯ บริษัทแห่ขอย้ายออกจากตึกสูง-เก่า CBRE เผย ผู้เช่าหันหาอาคารโลว์ไรส์-ชั้นล่าง https://thestandard.co/bangkok-quake-shifts-office-demand/ Thu, 29 May 2025 03:30:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1079850

ซีบีอาร์อี ประเทศไทย บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ […]

The post แผ่นดินไหวเขย่ากรุงเทพฯ บริษัทแห่ขอย้ายออกจากตึกสูง-เก่า CBRE เผย ผู้เช่าหันหาอาคารโลว์ไรส์-ชั้นล่าง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ซีบีอาร์อี ประเทศไทย บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่าเหตุแผ่นดินไหวในเมียนมาเมื่อ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งแรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ทั่วกรุงเทพฯ กลายเป็น ‘ตัวเร่งปฏิกิริยา’ ให้บริษัทต่างๆ เร่งพิจารณาย้ายสำนักงาน โดยเฉพาะการย้ายออกจากอาคารเก่าที่ได้รับผลกระทบ

 

รายงานตลาดอาคารสำนักงานกรุงเทพฯ ไตรมาส 1 ปี 2568 ระบุว่า แม้ตลาดจะเผชิญแรงกดดันจากซัพพลายใหม่ที่เพิ่มขึ้น ทำให้อัตราพื้นที่ว่างสูงขึ้นและการแข่งขันระหว่างเจ้าของอาคารรุนแรงขึ้น แต่ยอดการเช่าสุทธิ (Net Take-up) กลับสูงเป็นพิเศษ โดยได้รับแรงหนุนจากการย้ายเข้าสู่อาคารเกรด A+ ในย่านใจกลางธุรกิจ (CBD) และอาคารเกรด A ทั้งในและนอก CBD

 

ซึ่งในขณะที่ซัพพลายใหม่จำนวนมากยังคงกดอัตราการเช่า แต่ยอดการเช่าสุทธิในไตรมาส 1 นั้นสูงเป็นพิเศษ ขณะที่ตลาดอาคารสำนักงานเกรด B กลับมียอดการเช่าสุทธิที่เป็นลบ

 

ซีบีอาร์อีเผย 3 ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อตลาดอาคารสำนักงานหลังเกิดแผ่นดินไหว ได้แก่

 

ประการแรก ‘ความปลอดภัยของโครงสร้าง’ กลายเป็นประเด็นสำคัญอันดับหนึ่งสำหรับผู้เช่า ทั้งผู้เช่าปัจจุบันและผู้ที่กำลังมองหาพื้นที่ใหม่

 

โดยสิ่งที่ผู้เช่าปัจจุบันให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งคือ การสร้างความมั่นใจโดยเจ้าของอาคารว่าได้ดำเนินการตรวจสอบโครงสร้างอาคารอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้ว สามารถประกาศได้ว่าอาคารมีความปลอดภัยตามมาตรฐานของกรุงเทพมหานคร

 

ประการที่สอง ‘การสื่อสารที่มีคุณภาพ’ จากเจ้าของอาคารมีความสำคัญอย่างมาก ผู้เช่าคาดหวังให้เจ้าของอาคารแจ้งข้อมูลอัปเดตอย่างทันท่วงที ชัดเจน และกระชับ ผ่านช่องทางที่หลากหลาย รวมถึงสร้างคู่มือสิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อเกิดแผ่นดินไหวที่ชัดเจน

 

หลังเกิดเหตุ เจ้าของอาคารหลายรายแสดงตัวอย่างที่ดี โดยสื่อสารผ่านเทคโนโลยีหลากหลายช่องทาง ทั้งแอปพลิเคชันบนมือถือของอาคาร จอดิจิทัล โซเชียลมีเดีย และอีเมล เพื่อให้ผู้เช่าได้รับข้อมูลอัปเดตและมั่นใจในการตอบสนองของอาคาร

 

ประการที่สาม เกิด ‘การเปลี่ยนแปลงความต้องการ’ ด้านพื้นที่สำนักงาน โดยบริษัทที่ก่อนหน้านี้ตัดสินใจอยู่ในอาคารที่เช่ามานาน เริ่มพิจารณาย้ายออก
ซึ่งนับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหว บริษัทบางแห่งที่กำลังมองหาสำนักงานใหม่ได้เปลี่ยนความต้องการไปที่อาคารแบบโลว์ไรส์ หรือชั้นล่างๆ ของอาคารสูง โดยซีบีอาร์อียังเห็นบริษัทจำนวนมากขึ้นพิจารณาย้ายออกจากอาคารเก่าบางแห่งที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว

 

ขณะที่ธุรกรรมการเช่าสำนักงานบางส่วนยังคงดำเนินต่อไปตามแผนในหลายสัปดาห์หลังแผ่นดินไหว แต่มีบางส่วนที่ล่าช้าออกไป เนื่องจากบริษัทต่างๆ ต้องการความมั่นใจจากเจ้าของอาคารที่จะเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหม่ เนื่องจากมีบริการบางส่วนในอาคารที่ต้องหยุดชะงักไป

 

โดยรวมแล้ว อาคารสำนักงานส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงและความทนทานของโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม เจ้าของอาคารที่ให้ความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยอย่างทันท่วงที มีการสื่อสารกับผู้เช่าอย่างชัดเจน และดำเนินการซ่อมแซมสิ่งที่จำเป็นอย่างรวดเร็ว สามารถเสริมสร้างสถานะของอาคารให้โดดเด่นขึ้นในตลาดได้

 

ในทางตรงกันข้าม อาคารที่ไม่สามารถสื่อสารหรือให้ความมั่นใจแก่ผู้เช่าได้ดีในช่วงหลังเกิดแผ่นดินไหว มีแนวโน้มที่ผู้เช่าจะพิจารณาย้ายออกเพิ่มมากขึ้น

 

เมื่อ ‘ความปลอดภัย’ กลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะสื่อถึง ‘คุณภาพ’ ซีบีอาร์อีคาดว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวจะเพิ่มแรงกระตุ้นต่อแนวโน้ม ‘การย้ายสำนักงานไปสู่อาคารคุณภาพสูง’ ในตลาดอาคารสำนักงานของกรุงเทพฯ มากขึ้น

 

ซีบีอาร์อี ประเทศไทยชี้ว่า เหตุการณ์นี้จะกระตุ้นให้เจ้าของอาคารเก่าที่สร้างมานานแล้วได้พิจารณาที่จะปรับใช้กลยุทธ์ทางเลือกสำหรับสินทรัพย์ของตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยเช่นกัน

 

ภาพ: Parilov / Shutterstock

The post แผ่นดินไหวเขย่ากรุงเทพฯ บริษัทแห่ขอย้ายออกจากตึกสูง-เก่า CBRE เผย ผู้เช่าหันหาอาคารโลว์ไรส์-ชั้นล่าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘คอรัล ไลฟ์’ ปฏิวัติวงการอาคารไทย ด้วยโซลูชันประหยัดพลังงานสูงถึง 70% https://thestandard.co/coral-life-thai-building-revolution/ Sun, 18 May 2025 08:12:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1075465

คอรัล ไลฟ์ พลิกโฉมวงการอาคารไทย ด้วยโซลูชันครบวงจรด้านพ […]

The post ‘คอรัล ไลฟ์’ ปฏิวัติวงการอาคารไทย ด้วยโซลูชันประหยัดพลังงานสูงถึง 70% appeared first on THE STANDARD.

]]>

คอรัล ไลฟ์ พลิกโฉมวงการอาคารไทย ด้วยโซลูชันครบวงจรด้านพลังงานและคุณภาพอากาศ เพื่อธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน เน้นผลลัพธ์จริงทั้งด้านประสิทธิภาพและสุขภาพ ช่วยลดพลังงานได้มากกว่า 70% พร้อมยกระดับคุณภาพอากาศภายในอาคารสู่มาตรฐาน Wellness ที่ WHO กำหนด

 

คอรัล ไลฟ์ ผู้นำด้านการพัฒนาโครงการเชิง Sustainability และให้บริการ Energy Service Company ในแบบ Total Solution ชูแนวคิด ‘สร้างอาคารอย่างชาญฉลาด เพื่ออนาคตที่ดีกว่า’ ช่วยลูกค้าสร้างอาคารประหยัดพลังงาน สามารถประหยัดค่าพลังงานในอาคารได้มากกว่า 70% ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและปรับตัวเพื่อรับความผันผวนทางธุรกิจ จากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการเมือง เศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว สามารถการันตีความคุ้มค่าของ ROI (Return on Investment) ได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

เจมส์ ดูอัน ประธานกรรมการ และผู้ก่อตั้ง บริษัท คอรัล ไลฟ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโครงการเชิง Sustainability และให้บริการ Energy Service Company ในรูปแบบ Total Solution กล่าวว่า โซลูชันของคอรัล ไลฟ์ เกิดจากประสบการณ์ตรงของคุณเจมส์ที่อยู่ในแวดวงพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มานานกว่า 21 ปี และการศึกษาทดลองในระดับห้องปฏิบัติการ เพื่อค้นหาว่า “จะสร้างอาคารที่ประหยัดพลังงานในภูมิอากาศร้อนชื้นให้เต็มประสิทธิภาพได้อย่างไร” จากการลงมือทำจริงในหลากหลายโครงการ ควบคู่กับการศึกษาวิจัยและทดสอบร่วมกับองค์กรชั้นนำจากต่างประเทศ ทำให้ทีมงานพบเจอกับข้อจำกัดและความท้าทาย ทั้งในเรื่องค่าพลังงาน การออกแบบที่ไม่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ และคุณภาพอากาศที่กระทบต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบโซลูชันที่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของพลังงาน สุขภาวะ และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

 

 

บริษัทได้นำองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ ทั้งฟิสิกส์ ชีววิทยา วิศวกรรมอาคาร และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มารวมกันเป็นหนึ่งเดียวใน Coral Total Solution ซึ่งสามารถส่งมอบผลลัพธ์ที่วัดได้ ทั้งในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานและคุณภาพอากาศของอาคารที่อยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง บริษัทได้ศึกษาแนวทางในการสร้างอาคารประหยัดพลังงานจนประสบผลสำเร็จ

 

คอรัล ไลฟ์ ได้ใช้แนวคิด ‘สร้างอาคารอย่างชาญฉลาด เพื่ออนาคตที่ดีกว่า’ ในการช่วยลูกค้าสร้างหรือปรับปรุงอาคารใหม่ซึ่งบริษัทจะให้บริการในรูปแบบ Coral Total Solution ด้วยการสร้างอาคารประหยัดพลังงานที่สามารถลดค่าไฟได้มากกว่า 70% พร้อมคุณภาพอากาศระดับ Wellness ที่องค์การ WHO กำหนด โดยควบคุมได้ทั้ง 5 ด้านหลัก ได้แก่ ปลอด PM2.5, VOCs ต่ำ, ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นที่ 40-60 เปอร์เซ็นต์ ให้อยู่ในระดับที่สบาย และรักษาระดับ CO₂ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมซึ่งต่ำกว่า 1000 PPM ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสุขภาพที่พัฒนาให้เหมาะสมสำหรับสภาวะอากาศร้อนชื้นในประเทศไทย สามารถช่วยลูกค้าประหยัดเงิน ตามแนวทาง Sustainability

 

 

ด้วยความมุ่งมั่นและจริงจังต่อการสร้างผลลัพธ์ ทำให้ คอรัล ไลฟ์ ได้รับ PHI Certification อาคารประหยัดพลังงานมาตรฐานระดับโลกเป็นที่แรกและที่เดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรองรับศักยภาพในการเป็น Hub ของการขยายตัวทางธุรกิจในทั้งภูมิภาคเอเชียที่มีตลาดประชากรกว่า 4,000 ล้านคนในปัจจุบัน

 

โดยตัวอย่างที่ผ่านมา คอรัล ไลฟ์ ได้สร้างอาคารประหยัดพลังงานให้ลูกค้ารายสำคัญ อาทิ อาคารศูนย์การค้า สถานศึกษาโรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาล และ สำนักงานบริษัทมหาชนชั้นนำของประเทศไทย และในปีนี้ คอรัล ไลฟ์ มีโครงการเริ่มสร้างอาคารสำนักงานและศูนย์การค้าให้องค์กรระดับโลกที่ไต้หวัน อีกด้วย

 

ทั้งนี้เพื่อเป็นการขยายองค์ความรู้สู่สังคม คอรัล ไลฟ์ พร้อมพันธมิตรเตรียมเปิดหลักสูตร ESG REAL ซึ่งถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็น ‘พื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยน’ ที่ไม่ใช่แค่การเรียนรู้จากตำรา แต่เต็มไปด้วยการแบ่งปันประสบการณ์จริงจากผู้คนที่เคยลงมือทำและสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในพื้นที่ของตนเอง

 

หลักสูตรนี้มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้วิสัยทัศน์ของผู้เข้าร่วมกลายเป็นการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งมอบแผนภาพทางความคิดที่เหมาะสมในการส่งมอบ ESG ที่วัดผลได้

 

ESG REAL เปิดกว้างสำหรับเจ้าของกิจการ ผู้กำหนดนโยบายทั้งภาครัฐและเอกชน นักออกแบบ ผู้ให้คำปรึกษา และผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์อาคาร ที่มุ่งหวังจะสร้างผลลัพธ์ที่แท้จริงในด้านพลังงานและสุขภาวะที่ดี เพราะบริษัทเชื่อว่า ‘ความยั่งยืน’ ต้องเริ่มจากองค์กรของเราเองก่อนเป็นอันดับแรก และเมื่อมีผู้นำที่ลงมือทำจริงในแต่ละภาคส่วน การสร้างชุมชนของผู้ขับเคลื่อน ESG ที่มีพลังและยืนหยัดต่อเนื่องจึงจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

The post ‘คอรัล ไลฟ์’ ปฏิวัติวงการอาคารไทย ด้วยโซลูชันประหยัดพลังงานสูงถึง 70% appeared first on THE STANDARD.

]]>
20 อาคารในกรุงเทพฯ ที่แค่เดินเข้าไปก็ได้สัมผัสกับธรรมชาติ! https://thestandard.co/life/20-green-buildings-in-bangkok/ Fri, 09 May 2025 11:27:56 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1072908

ตัวอย่าง 20 อาคารในกรุงเทพฯ ที่แค่เดินเข้าไปก็ได้สัมผัส […]

The post 20 อาคารในกรุงเทพฯ ที่แค่เดินเข้าไปก็ได้สัมผัสกับธรรมชาติ! appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตัวอย่าง 20 อาคารในกรุงเทพฯ ที่แค่เดินเข้าไปก็ได้สัมผัสกับธรรมชาติ!

 

การออกไปสัมผัสกับธรรมชาติถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้เราได้พักผ่อนทั้งการและใจ ช่วยลดความเครียดสะสม แต่การจะออกไปสัมผัสธรรมชาติทุกวันคงเป็นเรื่องยาก ในยุคปัจจุบันสถาปนิกผู้ออกแบบอาคารต่างๆ จึงได้มีการแทรกความเป็นธรรมชาติ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาใช้งานรู้สึกผ่อนคลาย อันที่จริงแนวคิดนี้มีชื่อว่า Biophilic Design ซึ่งจะเป็นการนำธรรมชาติเข้ามาในอาคารผ่านวิธีต่างๆ เช่น การทำพื้นที่สีเขียว การใช้แสงธรรมชาติ การใช้เสียงธรรมชาติทำให้คนรู้สึกผ่อนคลาย การใช้ลมธรรมชาติช่วยให้อากาศถ่ายเท หรือแม้แต่การเลือกใช้วัสดุธรรมชาติ ก็ล้วนทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกสบายและผ่อนคลายได้เช่นกัน

 

วันนี้เราเลยอยากจะมายกตัวอย่าง 20 อาคารในกรุงเทพฯ ที่แอบซ่อนแนวคิดนี้ไว้ เผื่อใครที่กำลังอยากจะออกไปสัมผัสธรรมชาติแบบง่ายๆ จะได้ลองไปสัมผัสกัน 

 


 

 

Bangkok Art and Culture Centre

 

เริ่มต้นด้วยสถานที่แรกที่หลายคนคุ้นเคยนั่นคือหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ หรือ BACC ซึ่งที่นี่เราสามารถมาสัมผัสกับธรรมชาติได้ผ่านแสงธรรมชาติจากช่องเปิดหลายทิศทางของตัวอาคาร และบริเวณชั้นล่างของอาคารจะมีห้องสมุดที่ซ่อนตัวอยู่ในบรรยากาศเต็มไปด้วยความเขียวของต้นไม้นอกหน้าต่าง เหมาะกับการไปอ่านหนังสือสงบๆ แบบสุดๆ

 


 

 

True Digital Park

 

ที่นี่คืออาคารมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ย่านปุณณวิถี ที่มีพื้นที่กึ่ง Outdoor ให้เราได้สามารถสูดอากาศภายนอกได้ พร้อมทั้งใครที่เป็นสายกีฬาห้ามพลาด เพราะที่นี่มีลู่วิ่งลอยฟ้าให้ได้มาซ้อมวิ่งกันฟรีๆ แถมระหว่างทางยังเต็มไปด้วยสวนหย่อมเล็กๆ และต้นไม้หลากหลายชนิดให้เราได้สัมผัสกัน

 


 

ภาพ: 111 Praditmanutham

 

111 Praditmanutham

 

คอมมูนิตี้มอลล์ขนาดใหญ่ย่านประดิษฐ์มนูธรรม ที่รวมทั้งร้านค้าและพื้นที่ทำงานไว้ในตึกเดียว ที่นี่มีพื้นที่ส่วนกลางบางส่วนเป็นลักษณะกึ่ง Outdoor ให้สามารถรับลมและแสงแดดจากธรรมชาติได้ อีกทั้งยังมีการซ่อนพื้นที่สีเขียวไว้ที่จุดต่างๆ ของอาคารอีกด้วย

 


 

 

One City Centre

 

อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ย่านเพลินจิต ที่บริเวณชั้นล่างมีพื้นที่ของร้านค้ามากมายหลายร้าน แต่ไฮไลต์ของที่นี่อยู่ที่การจัดแลนด์สเคปของอาคารออกมาเป็นสวนหลายๆ ชั้น ซึ่งสามารถไปเดินเล่นพักผ่อนหรือไปถ่ายรูปเล่นสวยๆ ได้เช่นกัน

 


 

ภาพ: ICONSIAM

 

ICONSIAM

 

ห้างขนาดใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่นี่ถือเป็นแลนด์มาร์กที่ทั้งคนไทยและต่างชาติอยากมาเช็กอินสักครั้ง ซึ่งตัวห้างได้มีการออกแบบให้แสงธรรมชาติสามารถส่องเข้ามาสู่อาคารได้บางส่วน และมีระเบียงที่ยื่นออกไปหาแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้คนสัมผัสกับเสียงของน้ำ รวมถึงพื้นที่ชั้นบนที่มีการตกแต่งอาคารด้วยน้ำ ทำให้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น

 


 

ภาพ: The Commons Thonglor 

 

The Commons Thonglor 

 

คอมมูนิตี้มอลล์ที่รวมร้านค้าร้านอาหารไว้มากมาย พื้นที่ส่วนใหญ่ของที่นี่จะเป็นแบบกึ่ง Outdoor เน้นเปิดรับลมและแสงธรรมชาติ มีการแทรกต้นไม้เข้าไปในที่นั่งตามจุดต่างๆ ใครมองหาที่นั่งชิล รับลมธรรมชาติ ที่นี่ตอบโจทย์สุดๆ 

 


 

ภาพ: PUAY Park for the People

 

PUAY Park for the People

 

นี่คืออาคารที่เป็นเหมือนศูนย์รวมผู้คนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะภายในเป็นพื้นที่ของห้องสมุดและหอประชุมให้คนได้มาใช้งาน ซึ่งอาคารนี้ได้มีการออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ โดยตัวอาคารจะค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากดิน และบริเวณรอบอาคารจะมีการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว ให้ผู้ที่เข้ามาใช้งานได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างเต็มที่ 

 


 

ภาพ: Velaa Sindhorn Village

 

Velaa Sindhorn Village

 

คอมมูนิตี้ที่รวบรวมร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ ดังๆ หลายร้านมาไว้ในที่เดียว เป็นอีกหนึ่งสถานที่ชิลยอดนิยมย่านหลังสวน ซึ่งที่นี่ได้มีการออกแบบสถานที่ให้มีความเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่การใช้แสงธรรมชาติ มีการปลูกต้นไม้นานาชนิดตามจุดต่างๆ แถมยังทำพื้นที่ภายในโครงการเป็นกึ่ง Outdoor ให้ผู้ที่มาใช้งานได้สัมผัสกับธรรมชาติอีกด้วย

 


 

 

Neilson Hays Library

 

ห้องสมุดเก่าแก่ย่านถนนสุรวงศ์ ที่นี่เป็นอาคารเก่าสไตล์นีโอคลาสสิกอายุกว่า 100 ปี นอกจากสถาปัตยกรรมตัวอาคารจะสวยแล้ว ที่นี่ยังสามารถดึงธรรมชาติเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอาคารได้อย่างลงตัว ตั้งแต่ภายนอกที่มีการปลูกต้นไม้หลากหลายชนิดเพื่อความร่มรื่น หรือภายในอาคารที่ใช้ช่วงเปิดให้แสงธรรมชาติเข้ามาในตัวอาคาร

 


 

 

Nai Lert Park

 

ในย่านเพลินจิตมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่อีกหนึ่งจุดนั่นคือบริเวณบ้านปาร์คนายเลิศ ซึ่งตัวอาคารเป็นบ้านไม้เก่าแก่ ที่เปิดรับลมธรรมชาติได้ดี แถมบริเวณรอบอาคารยังมีการปลูกต้นไม้หลากหลายชนิดเอาไว้ ใครที่กำลังมองหาสถานที่นั่งชิลพักผ่อนในย่านเพลินจิต ที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีเลย

 


 

 

Bank of Thailand Learning Center 

 

หากถามว่าอยากได้ห้องสมุดที่สามารถเข้าไปนั่งทำงาน หาความรู้ ในบรรยากาศที่สงบ ชื่อของศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องติดอยู่ในนั้นแน่ๆ เพราะไฮไลต์ของที่นี่คือโซนอ่านหนังสือที่มีหน้าต่างบานใหญ่ สามารถรับแสงธรรมชาติทำให้การอ่านหนังสือได้รับแสงที่เพียงพอ และยังได้รับความสงบจากวิวแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย

 


 

 

SIAMSCAPE

 

ในย่านสยามที่เต็มไปด้วยร้านค้า ผู้คน แต่ในตึก SIAMSCAPE ยังมีมุมสงบที่เราสามารถเข้าไปสัมผัสธรรมชาติ และทำจิตใจให้สงบได้ โดย ที่นี่เป็นสวยลอยฟ้า อยู่ที่ชั้น 10 ของอาคาร SIAMSCAPE ที่นี่จะเป็นพื้นที่ Outdoor ที่มีพื้นที่นั่งพักใต้ต้นไม้ ใครที่เดินสยามจนเหนื่อย อยากพักผ่อน มาพักจุดนี้ได้เลย

 


 

ภาพ: Ground For

 

Ground For

 

อาคารสุดชิคย่านสะพานใหม่ ที่ที่ข้างล่างเป็นคาเฟ่และมีอาคารสำนักงานอยู่ข้าง ที่นี่โดดเด่นด้านการใช้วัสดุธรรมชาติ และมีการเลือกตกแต่งโดยเน้นความดิบๆ ของวัสดุทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ ทั้งยังมีการแทรกพื้นที่สีเขียวเข้าไปภายในอาคารได้อย่างลงตัว

 


 

 

อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ

 

ที่นี่เป็นแหล่งพักผ่อน นั่งชิลของชาวสามย่าน ซึ่งตัวอาคารจะรายล้อมไปด้วยสวนและต้นไม้นานาชนิด บริเวณกลางอาคารจะเป็นสนามหญ้าซึ่งเหมาะมากๆ กับการไปทำ Grouding พักผ่อนทำสมาธิ และบริเวณน่านฟ้าของอาคาร เขาทำเป็นสวนลอยฟ้า เหมาะกับการมาพักผ่อนช่วงเย็นๆ

 


 

 

EMQUARTIER

 

หากคุณกำลังอยู่แถวพร้อมพงษ์ แล้วอยากจะฮีลตัวเองด้วยการสัมผัสธรรมชาติ การไป EMQUARTIER ก็เป็นทางเลือกที่ดีเลย เขาออกแบบให้มีการนำธรรมชาติเข้าไปซ่อนตัว เป็นส่วนหนึ่งของอาคาร ตั้งแต่ทางเชื่ออาคารที่มีส่วนหนึ่งเป็นน้ำตกจำลอง ทำให้คนที่เข้ามาเดินได้ยินเสียงน้ำตก เหมือนได้หลุดไปอยู่อีกที่นึง หรือจะเป็นบริเวณชั้น 5 ของอาคารที่มีสวนไว้ให้คนไปนั่งพักผ่อน ทำจิตใจให้สงบเป็นต้น

 


 

ภาพ: A49

 

Gaysorn Urban Resort

 

ใครจะไปคิดว่าบริเวณชั้นบนของ Gaysorn Tower จะมีพื้นที่นั่งทำงานแสนสงบอย่าง Gaysorn Urban Resort ที่นี่เป็นเหมือน Co-sharing Space ที่คุณสามารถมานั่งทำงานสงบๆ หรือจัดกิจกรรมได้ ซึ่งที่นี่จะมีทั้งการใช้แสงธรรมชาติ มีการใช้วัสดุไม้ที่สื่อถึงความเป็นธรรมชาติและความสงบ แถมส่วนจัดกิจกรรมยังสามารถมองเห็นสวนภายนอกได้ด้วย

 


 

ภาพ: Central Embassy

 

Central Embassy

 

ถึงแม้ Central Embassy จะเป็นอาคารที่ดูโมเดิร์น เรียบๆ แต่ภายในก็แอบซ่อนความเป็นธรรมชาติเอาไว้ ตั้งแต่การใช้ช่องเปิดบานใหญ่เพื่อรับแสงธรรมชาติเข้ามาทำให้ภายในอาคารดูมีชีวิตชีวา แถมห้องน้ำชั้นยังมีการตกแต่งให้เห็นพื้นที่สีเขียวภายนอกอีกด้วย

 


 

 

GalileOasis

 

นี่คือคอมมูนิตี้ที่เป็นเหมือนโอเอซิสใจกลางเมืองย่านราชเทวี เพราะที่นี่ถูกตกแต่งให้เต็มไปด้วยต้นไม้ และพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแบบกึ่ง Outdoor ทำให้คนที่เข้าไปบริเวณนี้จะรู้สึกสงบ สบาย ร่มรื่น ภายในโครงการนี้มีทั้งคาเฟ่ แกลเลอรี ร้านค้า ร้านอาหาร โรงละคร และโรงแรม ใครที่อยากสัมผัสธรรมชาติ ได้เจอกับพื้นที่สงบๆ ใจกลางเมือง ต้องไปที่นี่เลย 

 


 

ภาพ: One Bangkok

 

One Bangkok

 

ถึงแม้จะเป็นอาคารใหญ่ใจการเมืองหลายๆ อาคารรวมกัน แต่ที่ One Bangkok นี้ก็มีการนำธรรมชาติเขาไปใส่ในพื้นที่ แลนด์สเคปของอาคารเช่นกัน เพราะมีทั้งการจัดสวน และการจัดแลนด์สเคประหว่างอาคาร ให้คนที่จะเดินทางเชื่อมต่อแต่ละอาคารได้สัมผัสกับธรรมชาติ

 


 

 

Samyan Mitrtown

 

ที่นี่น่าจะเป็นแหล่งแฮงเอาต์อีกหนึ่งจุดสำคัญของชาวสามย่านและคนนอนดึก เพราะที่นี่มีร้านค้ามากมายที่เปิดจนถึงดึก มี Co-working Space ที่เปิดให้ทำงานจนถึงดึก และชั้นบนของตัวอาคารมีการทำสวนเล็กๆ เอาให้ไว้คนได้มาพักผ่อนฮีลตัวเองได้

The post 20 อาคารในกรุงเทพฯ ที่แค่เดินเข้าไปก็ได้สัมผัสกับธรรมชาติ! appeared first on THE STANDARD.

]]>