อัสสเดช คงสิริ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/อัสสเดช-คงสิริ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 28 Oct 2026 06:45:22 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 หุ้นไทยเป็นที่ฟอกเงิน ต้องฟื้นความเชื่อมั่นเร่งด่วน https://thestandard.co/thai-stock-market-money-laundering-trust/ Wed, 28 Oct 2026 06:43:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1272637 ภาพจำลองกระดานซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และธนบัตรเงินตรา

ประเทศไทยกำลังบอกโลกว่า เราพร้อมเป็น Trusted Connector […]

The post หุ้นไทยเป็นที่ฟอกเงิน ต้องฟื้นความเชื่อมั่นเร่งด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองกระดานซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และธนบัตรเงินตรา

ประเทศไทยกำลังบอกโลกว่า เราพร้อมเป็น Trusted Connector หรือตัวเชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่แบ่งขั้ว แต่การแถลงขยายผลเครือข่าย “เบน สมิธ–ยิม เลียก” ได้วางคำถามสำคัญไว้ตรงหน้า หากตลาดทุนของเราถูกใช้เป็นช่องทางอำพรางเงินที่เจ้าหน้าที่กล่าวหาว่ามาจากอาชญากรรมข้ามชาติ เราจะทำให้ผู้ลงทุนมั่นใจในระบบได้อย่างไร

 

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ร่วมกับ ก.ล.ต. และ ปปง. แถลงดำเนินคดีกับเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่าเคลื่อนย้ายเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนย้อนกลับมาลงทุนในหุ้นไทย มีผู้ต้องหา 7 ราย โดย ปปง.ระบุว่ายึดและอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายรวมกว่า 26,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 16,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เบน สมิธและยิม เลียกยังอยู่ต่างประเทศ โดยยิม เลียกปฏิเสธข้อกล่าวหา ทั้งหมดยังต้องพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม

 

ความน่ากังวลอยู่ที่โครงสร้างซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบ เครือข่ายนี้ถูกกล่าวหาว่าแบ่งงานตั้งแต่การสั่งการ ควบคุมช่องทางเงิน บริหารกองทุน ไปจนถึงถือผลประโยชน์และจัดการเอกสาร เงินที่ผ่านหลายประเทศและหลายนิติบุคคลสามารถกลับมาในฐานะ “เงินลงทุนจากต่างประเทศ” โดยชื่อบนทะเบียนอาจไม่ได้บอกว่าใครเป็นเจ้าของเงินจริง

 

หุ้นที่ปรากฏในการตรวจสอบเส้นทางเงินและการอายัดทรัพย์ ได้แก่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP กลุ่มธุรกิจพลังงาน บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI ผู้ประกอบธุรกิจสื่อโฆษณา และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC ผู้ประกอบธุรกิจจัดการกองทุน ต้องแยกให้ชัดว่า การมีหุ้นถูกอายัดไม่ได้ทำให้บริษัทเหล่านี้เป็นผู้ร่วมกระทำผิดโดยอัตโนมัติ

 

ในกรณี VGI ก.ล.ต.ระบุว่า ผู้ลงทุนต่างประเทศ 3 รายซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง หรือ Private Placement รวมมูลค่าประมาณ 8,850 ล้านบาท โดยมีแหล่งเงินทุนร่วมกันและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงเชื่อมโยงกัน เมื่อรวมแล้วถือหุ้นเกิน 25% แต่ไม่ได้รายงานในฐานะกลุ่มที่กระทำการร่วมกัน และไม่ได้ทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดตามกฎหมาย กรณีนี้สะท้อนว่า การรู้เพียงชื่อกองทุนยังไม่เพียงพอต่อการคุ้มครองผู้ลงทุน

 

ความเป็นธรรมต่อบริษัทต้องเดินคู่กับความโปร่งใสต่อสาธารณะ หน่วยงานกำกับควรตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องตามหลักฐาน ขณะที่บริษัทควรอธิบายว่า ได้รับข้อมูลและตรวจสอบคู่ธุรกรรมอย่างไร รวมถึงผู้ถือหุ้นกลุ่มที่ถูกตรวจสอบเคยมีบทบาทต่อการบริหารเพียงใด การประสานข้อมูลข้ามประเทศของทางการเป็นความคืบหน้าที่ควรยอมรับ แต่สิ่งที่ต้องตามมาคือการนำผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ติดตามทรัพย์เพื่อเยียวยาผู้เสียหาย และปิดช่องโหว่ที่เปิดให้ธุรกรรมเหล่านี้ผ่านเข้ามา

 

ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank เสนอภาพไทยในฐานะ Trusted Connector พร้อมผลักดัน Bangkok Blueprint เพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล ความมุ่งหมายดังกล่าวย่อมถูกประเมินจากความสามารถในการจัดการคดีตรงหน้าด้วย

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า ความสนใจของนักลงทุนสถาบันระดับโลกต่อไทยเพิ่มขึ้น โดยเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายช่วยเรียกความมั่นใจ ขณะที่ผู้บริหาร J.P. Morgan ชี้กับ THE STANDARD เช่นกันว่า การลงทุนโครงการใหญ่ใช้เวลาหลายปี นักลงทุนจึงต้องการความแน่นอนของนโยบายระยะยาว ความสนใจที่กลับมาจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อผู้ลงทุนเชื่อทั้งในโอกาสเติบโตและกติกาที่คุ้มครองพวกเขา

 

ตลาดหุ้นไทยยังต้องแข่งขันเพื่อเงินออมของคนไทยเอง ผู้บริหาร KKP Dime ให้ข้อมูลกับ THE STANDARD WEALTH ว่า นักลงทุนไทยกระจายการลงทุนไปต่างประเทศมากขึ้น แต่ยังมีหุ้นไทยอยู่ในพอร์ต จึงไม่ควรสรุปว่าคนไทยหมดศรัทธา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้เตือนว่า ตลาดทุนไทยต้องสร้างเหตุผลที่ดีพอให้คนเลือกลงทุน ในวันที่ทางเลือกทั่วโลกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

 

บทเรียนจากอินโดนีเซียแสดงให้เห็นว่าความไม่โปร่งใสมีต้นทุนจริง วันที่ 15 ตุลาคม MSCI เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอปรับสถานะตลาดอินโดนีเซียจาก Emerging Market เป็น Standalone Market โดยกังวลเรื่องโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ไม่โปร่งใส พฤติกรรมซื้อขายที่สงสัยว่าประสานกัน และประสิทธิผลของการบังคับใช้กฎหมาย วันถัดมา ดัชนีหุ้นอินโดนีเซียร่วงระหว่างวันสูงถึง 11.4% ตามรายงาน Reuters แม้ยังไม่มีการปรับสถานะจริง ความเสี่ยงดังกล่าวก็สร้างแรงสั่นสะเทือนรุนแรงแล้ว

 

ในประเทศไทย คำถามเรื่องความน่าเชื่อถือยังครอบคลุมการตรวจสอบผู้เชื่อมโยงกับการเมือง กรณี DSI ตรวจสอบแพลตฟอร์มพนันออนไลน์ Shuffle.com มีประเด็นเกี่ยวกับอดีตการถือหุ้นของสามีสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเธอชี้แจงว่าขายหุ้นไปแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ และไม่ควรเหมารวมว่าเป็นเครือข่ายเดียวกับคดีเบน สมิธ–ยิม เลียก แต่ทั้งสองกรณีต้องได้รับการตรวจสอบด้วยหลักฐานและมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะใกล้ชิดอำนาจเพียงใด

 

การเปิดโปงความผิดปกติอาจทำให้ตลาดสะเทือนระยะสั้น สิ่งที่จะทำลายความเชื่อมั่นยาวนานกว่าคือการปล่อยให้คดีเงียบหาย ผู้เสียหายไม่ได้รับการเยียวยา และช่องโหว่เดิมยังเปิดอยู่ คดีนี้จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นความไว้วางใจ หากรัฐรายงานความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องอย่างเท่าเทียม และแสดงผลลัพธ์ที่จับต้องได้

 

ก่อนชวนโลกให้เชื่อมั่นในประเทศไทย เราต้องทำให้คนไทยมีเหตุผลที่จะเชื่อมั่นในบ้านของตัวเอง เชื่อว่าเงินออมได้รับการคุ้มครอง ธุรกิจแข่งขันอย่างเป็นธรรม และกฎหมายใช้กับทุกคน นี่คือรากฐานที่จะทำให้คำว่า Trusted Connector มีความหมาย และเป็นงานที่ยากกว่าการประกาศวิสัยทัศน์มากนัก

The post หุ้นไทยเป็นที่ฟอกเงิน ต้องฟื้นความเชื่อมั่นเร่งด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thailand Through the Eyes of Capital: Can Momentum Last? https://thestandard.co/the-standard-global/thailand-through-eyes-of-capital/ Thu, 22 Oct 2026 00:27:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1270723 Thailand Through the Eyes of Capital 4

When Thailand hosted its first IMF-World Bank Annual Me […]

The post Thailand Through the Eyes of Capital: Can Momentum Last? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thailand Through the Eyes of Capital 4

When Thailand hosted its first IMF-World Bank Annual Meetings in 1991, the economy was growing at 8.1%, with an A- S&P rating. Fast forward to now, thirty-five years later, the meetings have returned to Bangkok, but the landscape is vastly different.

 

 
 

The world has become fragmented, worn down by geopolitical conflicts and rising macro challenges. Thailand itself looks vastly different, with 2% growth and a rating that has slipped to BBB+.

 

However, a recent shift suggests Thailand may be able to become cautiously optimistic. The meetings have brought renewed attention to Thailand, with investor commitment and foreign inflows returning to Thai equities.

 

Whether this renewed attention becomes lasting investment and wakes a drowsy economy remains an open question. In sit-downs with THE STANDARD, leading voices from global finance, capital markets, and banking confirmed the rising interest but cautioned that policy continuity and political stability will determine whether it lasts.

 

Market Sentiment Rises, but Continuity Is Key

 

“There has been a significant uptick in foreign investor interest in Thailand,” says Asadej Kongsiri, President of the Stock Exchange of Thailand (SET). “Last year, foreign investors pulled about 100 billion baht out of Thai equities. This year, net inflows reached about 70 billion baht.”

 

Thailand Through the Eyes of Capital 3

 

For Asadej, Thailand stands to benefit from an increasingly fragmented world. “Our neutrality benefits us amid the divide, and we have a stable supply chain and infrastructure.”

 

Ultimately, capital markets are driven by fundamentals. In this sense, if real investment arrives and earnings follow suit, it creates what Asadej calls a “snowball effect” for the entire chain.

 

In this sense, fundamentals can also refer to Thailand’s governance and political stability. According to Asadej, sustaining momentum after the meetings will depend on the government delivering on policy and showing tangible results.

 

“Proactive communication is key,” he says. “Thailand must communicate both good news and bad, to show it can manage a crisis.”

 

Beyond that, the government must deliver on policy, with concrete evidence that investment is materializing on the ground and producing measurable results.

 

“The real trigger was the election,” he says. “Investors saw a chance for a stable government that could last long enough to deliver policy. That’s what they want to see continue.”

 

Actions speak louder than words, and investors will also watch how regulations are shaped and implemented for data centers, AI, and other forward-looking technologies.

 

“There are people preparing to invest in Thailand,” says Asadej, “Making it actually happen is what matters most. When will policies be delivered, and where’s the evidence? That’s the real challenge.”

 

Asia Will Compete For AI Investments

 

J.P. Morgan executives also pointed to Thailand’s government stability as key to attracting meaningful investment.

 

Thailand Through the Eyes of Capital 1

 

“A stable government and consistent policies are important for attracting investment and supporting economic growth,” says Marco Sucharitkul, Senior Country Officer for J.P. Morgan Thailand.

 

Amid competition among Asian countries, J.P. Morgan points to Thailand’s geographic advantages, active equity market, and neutral position among the superpowers, but countries are competing for that capital as Southeast Asia benefits from supply-chain diversification away from China.

 

Sjoerd Leenart, CEO for J.P. Morgan Asia-Pacific, noted that Asia accounts for about 40% of global GDP. By comparison, it is growing roughly four times faster than Europe and twice as fast as the US.

 

Capital, however, is concentrated in economies with an AI and hardware industrial base, notably Japan, South Korea, Taiwan and parts of China.

 

Economies still more reliant on traditional industries, such as Thailand, India and the Philippines, must compete harder for investment.

 

Vietnam benefits from consistent five- to ten-year economic development plans. Malaysia benefits from its proximity to Singapore and political stability.

 

The IMD World Competitiveness Ranking 2026 places Singapore 1st, Malaysia 15th, Thailand 26th and Vietnam 27th out of 70 economies.

 

Looking ahead, Thailand should invest selectively in industries suited to the country’s resources and capabilities, instead of trying to compete with Taiwan and South Korea across every category of advanced chip technology.

 

BOI data for the first half of 2026 show that foreign investment applications reached about 1.37 trillion baht, up 80%. Major commitments came in digital industries, data centers and electronics.

 

Whilst this is a positive sign, “it remains to be seen how much of this investment will translate into real economic benefit.”

 

He noted that large projects take three to four years to build out their infrastructure. Investors therefore prize long-term policy certainty.

 

Looking beyond the IMF-World Bank Annual Meetings, Leenart says hosting could create future opportunities for Thailand, even if it doesn’t show up in GDP right away. Success, it seems, depends on Thai industries’ readiness, workforce readiness, and continued economic policy.

 

Connecting the Dots With Data

 

For Payong Srivanich, Chairman of the Thai Bankers’ Association, collaboration and data sharing between the state and the private sector are key to addressing investors’ concerns about policy continuity.

 

Thailand Through the Eyes of Capital 2

 

He says the starting point is connectivity, breaking down silos between government and business so better data can pinpoint where challenges lie.

 

Connected data would also show whether investment is real; for instance, comparing BOI approvals with actual output so capital and talent flow to sectors that are genuinely growing.

 

“Thailand’s informal economy accounts for as much as 48% of the total,” he says. “By its nature, it doesn’t generate data. Technology lets us gather alternative data that shows how people behave, as if they were in the formal system.”

 

With collaboration and clear data, policymakers can more easily connect the dots and also help address transparency concerns.

 

Payong pointed to Thailand’s work on financial inclusion and SMEs, which the World Bank showcased alongside health cases. For him, these examples show that Thailand has real strengths to offer, and that other countries are now learning from its experience.

 

There is still work to be done. Thailand has gained momentum from hosting the Meetings; now it must do the work and deliver consistent policy as competition among ASEAN peers intensifies.

The post Thailand Through the Eyes of Capital: Can Momentum Last? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดยุทธศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์ฯ พลิกวิกฤต Fragmented World ดัน DOIP – Jump+ ดึงอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ปักหมุดระดมทุนในไทย https://thestandard.co/set-strategy-fragmented-world-doip-scurve/ Sun, 18 Oct 2026 06:02:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1269468 อัสสเดช คงสิริ กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุน

อัสสเดช คงสิริ กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเท […]

The post เปิดยุทธศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์ฯ พลิกวิกฤต Fragmented World ดัน DOIP – Jump+ ดึงอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ปักหมุดระดมทุนในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัสสเดช คงสิริ กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุน

อัสสเดช คงสิริ กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายหลังเข้าร่วมสังเกตการณ์ในงานประชุมประจำปี IMF – World Bank Annual Meeting 2026 รวมทั้งการร่วมคณะเดินทางโรดโชว์ (Roadshow) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมกับนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ในช่วงกันยายนที่ผ่านมา รวมทั้งวิเคราะห์ทิศทางกระแสเงินทุน (Fund Flow) และกางโรดแมปยุทธศาสตร์ตลาดทุนไทยเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ

 

 
 

อัสสเดช ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ระบุว่า จากการเดินทางโรดโชว์ ณ นิวยอร์ก ร่วมกับนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล FETCO และตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงกันยายนที่ผ่านมา เพบว่าความสนใจของนักลงทุนสถาบันระดับโลกต่อประเทศไทยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีผู้บริหารระดับสูง หรือ CEO ของกองทุนชั้นนำที่มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) มากกว่า GDP ของประเทศไทยหลายเท่า เข้าร่วมรับฟังนโยบาย พร้อมตั้งคำถามเชิงลึกที่ผ่านการเตรียมความพร้อมและทำบ้านมาเป็นอย่างดี

 

ขณะที่ในเวทีประชุม IMF – World Bank Annual Meeting 2026 ประเด็นหลักที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางคือภาวะ Fragmented World หรือโลกที่แบ่งเป็นขั้วกระจายตัว จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจ ส่งผลให้กลุ่มทุนข้ามชาติเร่งหาพื้นที่ปลอดภัยเพื่อย้ายฐานการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการตั้งสำนักงานใหญ่แห่งใหม่

 

ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญเนื่องจาก

 

  • จุดยืนที่เป็นกลาง โดยวางตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจนและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
  • ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซั่งสั่งสมระบบการผลิตและการขนส่งมานานกว่า 30-40 ปี
  • เสถียรภาพพลังงานและพลังงานสะอาด มีระะบบไฟฟ้ามีความเสถียรและมีศักยภาพในการจัดหาพลังงานสีเขียว (Green Energy) ซึ่งตอบโจทย์ตรงกับความต้องการของกลุ่มธุรกิจ S-Curve ใหม่ เช่น Data Center และเทคโนโลยี AI

 

เจาะลึกทิศทาง Fund Flow พลิกจากสวิงติดลบสู่บวก 7 หมื่นล้านบาท

 

อัสสเดช กล่าวต่อว่า ตลาดทุนถือเป็นดัชนีชี้วัดนำ (Leading Indicator) ของภาวะเศรษฐกิจ ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเคยปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 30% ซึ่งถือเป็น 1 ใน 3 ตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย (Volume) ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 60% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้ยอดซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ (Net Fund Flow) พลิกกลับมาเป็นบวก และเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่ยอดฟันด์โฟลว์สะสมยังคงอยู่ในฝั่งซื้อสุทธิ

 

ตัวเลขการเปลี่ยนแปลงของ Fund Flow ดังนี้

 

  • ปี 2568 กระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกสุทธิประมาณ 100,000 ล้านบาท
  • ปี 2569 กระแสเงินทุนต่างชาติสลับกลับเข้ามาซื้อสุทธิ โดยเคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุด (Peak) ที่ประมาณ 70,000 ล้านบาท
  • กรอบการสวิงของเงินทุน คิดเป็นส่วนต่างการไหลเข้า-ออกรวมกันสูงถึง 170,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันชะลอตัวมาสะสมอยู่ที่ระดับประมาณ 30,000–40,000 ล้านบาท

 

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยเรียกความมั่นใจของนักลงทุนสถาบันต่างชาติคือ เสถียรภาพทางการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งทำให้นักลงทุนมั่นใจว่านโยบายเศรษฐกิจสำคัญจะถูกผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยนักลงทุนต่างชาติต่างเน้นย้ำตรงกันว่าต้องการเห็นผลสัมฤทธิ์จริงตามแนวคิด Action Speaks Louder Than Words

 

โครงสร้างนักลงทุน และแนวทางการดึงดูดเงินทุนระยะยาว

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จำแนกกลุ่มนักลงทุนต่างชาติออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้

 

  1. นักลงทุนระยะยาวที่เน้นปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Investors) เป็นกลุ่มที่มีระยะเวลาการถือครองสินทรัพย์ 5–8 ปี เงินทุนหมวดนี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยดันดัชนี (SET Index) และสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบ
  2. นักลงทุนรายวัน (Traders) ทำหน้าที่สร้างสภาพคล่อง (Liquidity) ในระบบ เพื่อรองรับการเข้าซื้อหรือขายหุ้นก้อนใหญ่ของนักลงทุนระยะยาว

 

เป้าหมายหลักของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือการสร้างปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งเพื่อดึงดูดเงินทุนระยะยาวอย่างยั่งยืน

 

ยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดทุน โครงการ DOIP และการฟื้นฟู IPO

 

แม้สภาวะการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จะชะลอตัวลงตามวัฏจักรผลประกอบการ แต่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในปีถัดไป โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้วางแผนขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ๆ ดังนี้

 

  • โครงการ DOIP (Direct/Dual Overseas IPO) โดยมีความร่วมมือร่วมกับ BOI ในการวาง Framework ดึงดูดบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ของไทย ให้มาระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เพื่อเพิ่มความน่าสนใจของสินค้าในตลาดทุนและเพิ่มโอกาสการลงทุนให้แก่คนไทย
  • โครงการ Jump+ (Jump Plus) โดยสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนเดิมเร่งพัฒนาองค์กรและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นผ่านการจัดทำและสื่อสารแผนยุทธศาสตร์ระยะ 3 ปี
  • การปรับปรุงกฎเกณฑ์การกำกับดูแล มีการสรุปและปรับปรุงเกณฑ์การซื้อขายให้กระชับ ชัดเจน มีกรอบเวลาชัดเจน ไม่ปรับเปลี่ยนบ่อยเพื่อไม่ให้นักลงทุนเกิดความสับสน
  • แอปพลิเคชัน wiset เป็นการพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลและตัดสินใจลงทุนได้อย่างถูกต้องทันท่วงที

 

ยกระดับธรรมาภิบาล (CG) และการรับมือความเสี่ยงไซเบอร์

 

ในประเด็นธรรมาภิบาล (Corporate Governance) นักลงทุนสถาบันต่างชาติส่วนใหญ่ยังคงประเมินธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนไทยอยู่ในเกณฑ์ ดีถึงดีมาก

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ พยายามเร่งปรับเปลี่ยน Mindset จากการทำแบบ Tick-the-Box ไปสู่การกำกับดูแลด้วยจิตสำนึกที่แท้จริง

 

พร้อมกันนี้ ได้แก้ไขจุดอ่อนจากกรณีปัญหากระทบชื่อเสียงในอดีต เช่น การทำธุรกรรมจ่ายเงินมัดจำสูงถึง 90% ในการลงทุนต่างประเทศแล้วเกิดความเสียหาย โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เพิ่มการขอข้อมูลเชิงลึกและสื่อสารอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ธุรกรรมที่มีลักษณะสุ่มเสี่ยงดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

สำหรับความท้าทายในอีก 3–5 ปีข้างหน้า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญกับการป้องกัน ภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Security) และการหลอกลวงลงทุน ที่มีแนวโน้มซับซ้อนยิ่งขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี AI โดยเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทั้งในระดับบุคคล ผู้ประกอบการ และโครงสร้างพื้นฐานของระบบตลาดทุน

 

‘Proactive Communication’ และการแปลงความสนใจเป็นเม็ดเงินจริง

 

ภารกิจหลักของตลาดหลักทรัพย์ฯ จากนี้ คือการ สื่อสารเชิงรุก (Proactive Communication) ร่วมกับภาคเอกชนและภาครัฐ เพื่อถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องตรงไปตรงมาแก่สถาบันการเงินทั่วโลก

 

สิ่งสำคัญที่สุดในระยะถัดไปคือการเร่งรัดให้นโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ (เช่น Thailand Plus) แปรเปลี่ยนจากความสนใจของกลุ่มทุนที่รอคิวอยู่ ให้กลายเป็นเม็ดเงินการลงทุนจริงในระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดทุนไทยในระยะยาว

The post เปิดยุทธศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์ฯ พลิกวิกฤต Fragmented World ดัน DOIP – Jump+ ดึงอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ปักหมุดระดมทุนในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ นำทีมผู้บริหาร ตลท. เซ็น MOU กับตลาดหุ้นนิวยอร์ก ร่วมมือ 5 ด้าน เชื่อมโยงตลาดทุนไทย-สหรัฐฯ ทำ Dual Listing-Cross listing https://thestandard.co/set-nyse-mou-dual-listing/ Fri, 25 Sep 2026 02:49:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1259146 ภาพพิธีลงนาม MOU ระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก โดยมีนายกรัฐมนตรีร่วมเป็นสักขีพยาน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมม […]

The post นายกฯ นำทีมผู้บริหาร ตลท. เซ็น MOU กับตลาดหุ้นนิวยอร์ก ร่วมมือ 5 ด้าน เชื่อมโยงตลาดทุนไทย-สหรัฐฯ ทำ Dual Listing-Cross listing appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพิธีลงนาม MOU ระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก โดยมีนายกรัฐมนตรีร่วมเป็นสักขีพยาน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยความร่วมมือนี้ ทั้งสองตลาดจะวางกรอบการดำเนินงานร่วมกันด้านการจดทะเบียนหลักทรัพย์ในทั้งสองตลาด (Dual Listing) ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และดัชนีร่วมกัน

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า MOU ครอบคลุมความร่วมมือ 5 ด้าน ได้แก่

 

1) การจดทะเบียนหลักทรัพย์ทั้งสองตลาดพร้อมกัน (Dual Listing)

 

2) การพัฒนาและการจดทะเบียนข้ามตลาด (Cross listing) ของกองทุน ETF (Exchange-Traded Fund)

 

3) ข้อมูลตลาดและผลิตภัณฑ์ดัชนี

 

4) การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้าน ESG

 

และ 5) การแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ระหว่างสองตลาดหลักทรัพย์

 

“ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงภาคธุรกิจและผู้ลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ พร้อมเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนให้กับบริษัทจดทะเบียนไทย สร้างโอกาสการเข้าถึงผู้ลงทุนสถาบันและแหล่งเงินทุนในตลาดชั้นนำของโลก เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนทั่วโลกเข้าถึงการลงทุนในประเทศไทยได้มากขึ้น รวมถึงช่วยเพิ่มช่องทางการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้แก่บริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในไทย สอดรับกับโครงการ BOI to IPO ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าว สะท้อนความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมโยงตลาดทุนไทยเข้ากับโอกาสใหม่ ๆ ตามวิสัยทัศน์การเป็นเส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสของทุกคน ‘The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities’” อัสสเดชกล่าว

 

ด้านวิลล์ กูดวิน หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์และกิจการองค์กร ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก กล่าวว่า NYSE ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีที่มีมาอย่างยาวนานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ MOU ฉบับนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการกระชับความร่วมมือระหว่างตลาดทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ออกหลักทรัพย์และผู้ลงทุน เราตั้งตารอที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับตลาดหลักทรัพย์ไทย เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวของตลาดทุนไทย

 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ NYSE มีความร่วมมือกันมาตั้งแต่ปี 2535 โดยเริ่มจากงานด้านการกำกับดูแลตลาด และพัฒนาความสัมพันธ์ต่อเนื่องมากว่า 3 ทศวรรษจนถึงปัจจุบัน ที่ขยายขอบเขตการทำงานร่วมกันจนเกิดข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้

The post นายกฯ นำทีมผู้บริหาร ตลท. เซ็น MOU กับตลาดหุ้นนิวยอร์ก ร่วมมือ 5 ด้าน เชื่อมโยงตลาดทุนไทย-สหรัฐฯ ทำ Dual Listing-Cross listing appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลดล็อกเกณฑ์ดึงบริษัท New Economy จำนวน 10 กลุ่ม ดึงบริษัทต่างชาติทำ IPO ในตลาดหุ้นไทย เริ่มใช้ 11 ก.ย. นี้ https://thestandard.co/set-unlock-new-economy-foreign-ipo/ Fri, 04 Sep 2026 11:14:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1251059 ภาพแสดงข้อมูลบนแดชบอร์ดที่มีกราฟและแผนภูมิ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับเกณฑ์เข้าจดทะเบียนให้สอด […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลดล็อกเกณฑ์ดึงบริษัท New Economy จำนวน 10 กลุ่ม ดึงบริษัทต่างชาติทำ IPO ในตลาดหุ้นไทย เริ่มใช้ 11 ก.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อมูลบนแดชบอร์ดที่มีกราฟและแผนภูมิ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับเกณฑ์เข้าจดทะเบียนให้สอดรับบริบทเศรษฐกิจใหม่และเป็นสากล เปิดกว้างให้บริษัท New Economy ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมการต่อยอดทางการแพทย์และสุขภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ทั้งในและต่างประเทศ บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC รวมถึงบริษัทต่างประเทศชั้นนำ เข้าระดมทุนในตลาดทุนไทยได้มากขึ้น โดยยังคงมาตรฐานด้านคุณภาพ ฐานะการเงิน และการเปิดเผยข้อมูลในระดับเดิม

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนในตลาดทุนไทยแทบไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่อุตสาหกรรม New Economy กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและต้องการแหล่งทุนที่เข้าถึงได้จริง การปรับปรุงเกณฑ์รับหลักทรัพย์ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับตลาดทุนไทยตามแผนกลยุทธ์ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” โดยเกณฑ์ใหม่จะเปิดทางให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC ตลอดจน บริษัทต่างประเทศชั้นนำ เข้าระดมทุนในตลาดทุนไทยได้สะดวกรวดเร็วขึ้น โดยยังคงยึดมาตรฐานด้านคุณภาพไว้เช่นเดิม และที่สำคัญ คือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนไทยได้เติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเหล่านี้ด้วย

 

ทั้งนี้ เกณฑ์ดังกล่าวผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้ว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

 

  • ปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติสำหรับบริษัทใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New Economy) เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ที่มีความเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ (Special Track) สำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
  • ปรับเกณฑ์การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนสำหรับบริษัทต่างประเทศที่มีการระดมทุนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศอยู่แล้ว ให้สามารถใช้เกณฑ์ Secondary Listing ได้ สอดคล้องกับความจำเป็นในการระดมทุนของบริษัทในกลุ่มนี้ โดยยังคงสัดส่วนหุ้นของบริษัทต่างประเทศให้มีปริมาณการซื้อขายและมีสภาพคล่องที่เพียงพอในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งนี้ บริษัทต่างประเทศที่จดทะเบียนอยู่ใน Unrecognized Country ยังคงต้องมีคุณสมบัติอื่น ๆ เช่นเดียวกับบริษัทไทย ทั้งด้านคุณภาพ ฐานะการเงิน ผลประกอบการ รวมถึงการกระจายการถือหุ้นโดยผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) และการเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์ปัจจุบัน
  • ปรับปรุงเงื่อนไขการห้ามขายหุ้นภายหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (Silent Period) ทั้งด้านสัดส่วนและระยะเวลาของ Silent Period สำหรับทุกบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลยิ่งขึ้น โดยยังคงกำหนดให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในการบริหาร (Strategic Shareholders) ต้องถือหุ้นในบริษัทต่อเนื่องในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน

 

ดูรายละเอียดเกณฑ์ที่มีการปรับปรุงได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯhttps://www.set.or.th/th/rules-regulations/circulars ภายใต้หัวข้อ “กฎเกณฑ์/การกำกับ” และ “กฎเกณฑ์ – หนังสือเวียนส่วนที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์จดทะเบียน” เรื่อง “การปรับปรุงเกณฑ์เพื่อดึงดูดบริษัทที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”

 

หมายเหตุ: 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New Economy) ได้แก่ 1. การเกษตรและอาหารขั้นสูง (Advanced Agriculture & Food) 2. เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels & Biochemical) 3. การต่อยอดทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical and Health Advances) 4. การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) 5. ยานยนต์สมัยใหม่ (Next-Generation Automotive) 6. การบินและโลจิสติกส์ (Aviation & Logistics) 7. ดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Digital & E-Commerce) 8. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics)
9. หุ่นยนต์ (Robotics) 10. การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้แก่ Biotechnology, Nanotechnology, Digital Technology และ Advanced Material Technology

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลดล็อกเกณฑ์ดึงบริษัท New Economy จำนวน 10 กลุ่ม ดึงบริษัทต่างชาติทำ IPO ในตลาดหุ้นไทย เริ่มใช้ 11 ก.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดบทสรุปมุมมองนักลงทุนสถาบัน-กองทุนระดับโลกในงาน Thailand Focus 2026 มองหุ้นไทย เห็นความเสี่ยงหรือโอกาสอะไร https://thestandard.co/thailand-focus-global-funds-thai-stocks-2/ Thu, 27 Aug 2026 03:22:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1247059 ภาพบรรยากาศงาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

งาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย […]

The post เปิดบทสรุปมุมมองนักลงทุนสถาบัน-กองทุนระดับโลกในงาน Thailand Focus 2026 มองหุ้นไทย เห็นความเสี่ยงหรือโอกาสอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

งาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ BofA Securities และบริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ที่จัดขึ้นในปีนี้

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

มีผู้ลงทุนสถาบันร่วมงาน 220 ราย จาก 74 สถาบันทั่วโลก บทสรุปปีนี้ มีมุมมองต่อหุ้นไทยอย่างไร

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงภาพรวมความสำเร็จของการจัดงานในปีนี้ว่า ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามและคึกคักเป็นอย่างยิ่ง โดยมีนักลงทุนสถาบันเข้าร่วมงานรวมกว่า 220 คน จาก 74 กองทุนชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

 

เมื่อเจาะลึกเฉพาะกลุ่มกองทุนต่างประเทศ พบว่าปรับเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเป็น 42 กองทุน เพิ่มขึ้น 2 กองทุนจากปีก่อน และจำนวนผู้เข้าร่วมชาวต่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 40 กว่าคนเป็นกว่า 50 คน สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต่างชาติพร้อมกลับมาศึกษาและมองหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดทุนไทย

 

ภาพบรรยากาศงาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 1

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

 

“งานปีนี้ถือว่าคึกคักและประสบความสำเร็จมากๆ โดยเฉพาะการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญจากภาครัฐ ซึ่งตัวแทนระดับสูงจากภาครัฐได้ร่วมพูดคุยและเน้นย้ำว่าตลาดทุนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ สิ่งนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั่วโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ” อัสสเดชกล่าว

 

นอกจากนี้ ตลท. ยังได้ฉายภาพทิศทางในอนาคตเพื่อกระจายความสนใจของนักลงทุนไปยังหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กนอกกลุ่ม SET100 โดยเตรียมผลักดันมาตรการต่างๆ รวมถึงการพิจารณาใช้กลไกอย่าง กองทุนพัฒนาตลาดทุน หรือ CMDF เพื่อสนับสนุนการทำบทวิเคราะห์หุ้นขนาดกลางและเล็ก เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับนักวิเคราะห์ ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำว่าตัวบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เองก็จำเป็นต้องพัฒนาความสามารถและเร่งสร้างการเติบโตเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้วยเช่นกัน

 

ปลดล็อกความเชื่อมั่น ต่างชาติ มองเสถียรภาพการเมืองไทยดีสุดในรอบ 20 ปี

 

อรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ สาขาประเทศไทย Bank of America (BofA) เปิดเผยว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาให้ความสนใจลงทุนตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง เนื่องจากจุดเด่นที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือ เสถียรภาพของรัฐบาล (Government Stability) โดยถือเป็นครั้งแรกในประมาณ 20 ปีที่นักลงทุนมองเห็นความมั่นคงทางการเมืองและโอกาสในการสร้างความต่อเนื่องของนโยบาย (Policy Continuity) อย่างแท้จริง จากการที่รัฐบาลชุดนี้มีฐานเสียงสนับสนุนข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรกว่า 300 เสียง ซึ่งสร้างเสถียรภาพต่อการบริหารงาในระยะยาวของรัฐบาล

 

นอกจากโครงสร้างและการทำงานของทีมเศรษฐกิจ ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นกันนักลงทุน เพราะนายกรัฐมนตรีและฝ่ายการเมืองวางนโยบายปล่อยให้อิสระในการทำงานรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจต่างๆ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่อย่างเต็มที่และประสานงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

อีกทั้งยังการดำเนินนโยบายระหว่างหน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการประสานสอดประสานทำงานร่วมกันเป็นอยย่างดีที่ต่างจากในอดีต ซึ่งในอดีตมักเกิดภาพความขัดแย้งเชิงนโยบาย ระหว่างผู้ดำเนินนโยบายการเงิน และกระทรวงการคลัง แต่ในปัจจุบัน ภาพความขัดแย้งเหล่านั้นได้ถูกแทนที่ด้วยความร่วมมือและทิศทางนโยบายที่สอดรับกัน

 

นอกจากนี้ การปฏิรูประเบียบกฎหมายเพื่อจำกัดขั้นตอนของระบบราชการ ที่นำโดยทีมเศรษฐกิจที่เข้าใจภาพรวม ยังเป็นสัญญาณบวกที่นักลงทุนต่างชาติเฝ้ารอคอยมานาน

 

‘ดีบีเอส วิคเคอร์ส’ เปิดข้อมูลต่างชาติเปลี่ยนมุมมองหุ้นไทยเป็น Positive

 

นริศรา วิเศษโกสิน กรรมการบริหารอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สะท้อนมุมมองจากการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติว่า ปัจจุบันมุมมองต่อประเทศไทยเปลี่ยนไปในเชิงบวก (Positive) และเห็น Thailand Investment Story ที่มีความชัดเจนและจับต้องได้มากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ FDI, Digital Infrastructure, Data Center และ AI ตลอดจนการลงทุนของภาคเอกชน

 

นริศราได้สรุปมุมมองของนักลงทุนต่างชาติในเวทีปีนี้ผ่าน 3 เรื่อง สำคัญ ได้แก่

 

  • Constructive คือ มุมมองเชิงบวกที่มีโครงสร้างรองรับและมองไปข้างหน้ามากขึ้น
  • นักลงทุนต่างชาติยังคงเลือกซื้อหุ้นเฉพาะกลุ่ม (Selective) ไม่ได้เข้าซื้อทั้งตลาด (across the board) โดยพุ่งเป้าไปที่บริษัทที่มีความชัดเจนเรื่องกำไร (Earnings Visibility) มีความสามารถในการแข่งขัน และได้รับประโยชน์จากการเติบโตเชิงโครงสร้าง
  • Growth Level โดยมองหาหลักฐานว่าการลงทุนรอบใหม่ของประเทศจะสามารถต่อยอดไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและกำไรของภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน

 

ภาพบรรยากาศงาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2

นริศรา วิเศษโกสิน กรรมการบริหารอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

 

“สัญญาณบวกที่น่าสนใจคือ มีกองทุนขนาดใหญ่ระดับโลก (Big-name Funds) บางกองที่ไม่ได้มาร่วมงาน Thailand Focus ตั้งแต่ปี 2018 ตัดสินใจเดินทางกลับมาในปีนี้ เนื่องจากเห็นว่า Turnover ของตลาดหุ้นไทยที่ดีขึ้นอย่างโดดเด่น”

 

นริศรา กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังมีข้อกังวลและสิ่งที่อยากเห็นเพิ่มเติม ได้แก่ความกระตือรือร้นของกองทุนในประเทศ (Local Fund) ต่างชาติมองว่ากองทุนในประเทศควรเป็น First Wave หรือผู้ขับเคลื่อนกลุ่มแรกที่เข้าลงทุนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดกองทุนต่างชาติให้ไหลกลับเข้ามาอย่างมั่นใจ

 

รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับกรณีที่ NASDAQ จะเปิดซื้อขาย 23 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันทำการ โดยจะเริ่มปลายปีนี้ ซึ่งอาจดึงสภาพคล่องและกระแสเงินทุนต่างชาติ (Flow Flow) ออกจากตลาดเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทย ส่งผลให้ Turnover ลดลงและดัชนีปรับฐาน อย่างไรก็ดี คาดว่าผลกระทบอาจจำกัดเนื่องจากเวลาและฐานนักลงทุนที่มีพฤติกรรมแตกต่างกัน

 

‘ยูบีเอส’ ชี้นักลงทุนต่างชาติมอง ‘เสถียรภาพทางการเมือง’ เป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้น

 

พรชัย ประเสริฐสินธนา Vice Chairman – Investment Bank, Southeast Asia And Country Head Thailand บริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) กล่าวว่า สิ่งที่ดึงดูดให้ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวกลับขึ้นมาเป็นอันดับแรกคือ เสถียรภาพทางการเมือง (Political Stability) ของไทย

 

โดยจากการรับฟังถ้อยแถลงเชิงยุทธศาสตร์ของภาครัฐ นักลงทุนมองว่าเป็นแผนงานและนโยบายงาน ซึ่งจับต้องได้จริง ไม่ใช่การขายฝัน โดยมีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

 

  • นักลงทุนประเมินว่าไทยมีศักยภาพและมี Significant Upside ด้าน AI สูงมากในภูมิภาคอาเซียน แม้ว่าสิงคโปร์จะเริ่มอิ่มตัว (เต็มพื้นที่) และมาเลเซียก้าวเข้ามาเป็นอันดับสอง แต่ไทย (อันดับสาม) มีความพร้อมด้านโลจิสติกส์ และข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ (Geographical Advantage) ที่โดดเด่นมากในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลกำลังเตรียมออกกฎเกณฑ์และ Framework ในการกำกับดูแลการลงทุนด้าน AI อย่างเป็นระบบซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นเรื่องบวกและยั่งยืน
  • เมกะเทรนด์ด้าน Data Center และ AI จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากไม่มีความมั่นคงด้านพลังงานและการส่งผ่านพลังงานสะอาด ดังนั้น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่สุด ซึ่งหวังว่าจะได้เห็นความชัดเจนภายใน 12-24 เดือนข้างหน้า และจะเป็น Big Driver ยกระดับตลาดหุ้นไทยขึ้นไปอีกขั้น

 

ในแง่ของกระแสเงินทุน (Flow) ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันต่างประเทศส่วนใหญ่ยังคงมีสถานะ Underweight หุ้นไทยอยู่ เนื่องจากในช่วง 3 ปีก่อนหน้ามีการขายสุทธิสะสม และเพิ่งพลิกกลับมาซื้อสุทธิประมาณ 2 หมื่นล้านบาทในปีนี้ การปรับตัวขึ้นของดัชนีจากระดับ 1,200 จุดขึ้นมาจึงถือเป็น Low Base Effect

 

ภาพบรรยากาศงาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 3

พรชัย ประเสริฐสินธนา Vice Chairman – Investment Bank, Southeast Asia And Country Head Thailand บริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย)

 

“สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติกำลังจับตามองมากที่สุดในตอนนี้คือ ‘The next stage of execution’ หรือความสามารถในการผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง การเติบโตและกระแสเงินทุนไหลเข้าที่แท้จริงและมีนัยสำคัญ (Move the needle) จะเป็นภาพในระยะกลางถึงยาวที่ขึ้นอยู่กับการลงมือทำของภาครัฐเป็นหลัก” พรชัยกล่าว

 

อย่างไรก็ดีให้จับตาดูช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ซึ่งเหล่านักวิเคราะห์จะเริ่มออกรายงานคาดการณ์ โดยไปใช้ PE Base และ Earnings Forecast ของปี 2027 ซึ่งคาดว่าจะเห็น Upside Potential ที่เพิ่มสูงขึ้นอีก ทั้งนี้ ทุกอย่างยังคงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญคือ ความชัดเจนและการลงมือปฏิบัติจริงตามนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ (Execution) เป็นหลัก

 

‘เกียรตินาคินภัทร’ ชี้ดัชนีหุ้นไทยเพิ่งเริ่มต้นฟื้น ยังมี Upside ไปได้ต่อ

 

ศุภโชค ศุภบัณฑิต กรรมการจัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า การฟื้นตัวรอบนี้ของตลาดหุ้นไทยเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น (Early Stage) และยังมี Upside ให้ไปต่อได้อีกมาก โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญดังนี้

 

  • ความนิ่งทางการเมืองที่มาคู่กับนโยบายเติบโต แต่เสถียรภาพทางการเมืองที่ ‘นิ่ง’ อย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะดึงดูดทุนได้ แต่ต้องเป็นความนิ่งที่มาพร้อมกับ Growth-oriented Policy หรือนโยบายเศรษฐกิจที่ถูกบริบทและมองไปข้างหน้าเพื่อสร้างการเติบโต ซึ่งการแถลงของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในงานครั้งนี้ ได้สร้างความสบายใจและลดความกังวลให้แก่นักลงทุนต่างชาติอย่างมาก
  • Valuation ที่ยังน่าดึงดูดใจอย่างมาก โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปัจจุบันมีอัตราส่วน Forward PE หากไม่รวมหุ้น DELTA อยู่ที่ประมาณ 12 เท่ากว่าๆ เท่านั้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่อยู่ราว 15 เท่า สะท้อนว่ามูลค่าหุ้นไทยยังคงราคาถูกและมีความน่าสนใจสูงในเชิงเปรียบเทียบ
  • การกลับมาของกลุ่มนักลงทุนสถาบันระยะยาว (Long-only) ซึ่งพฤติกรรมของทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในรอบนี้เริ่มเปลี่ยนไป นอกเหนือจากกลุ่มกองทุนตามดัชนี (Passive/Index Funds) แล้ว เริ่มเห็นนักลงทุนประเภท Long-only ที่เน้นถือครองหุ้นระยะยาวทยอยไหลกลับเข้ามาสะสมหุ้นไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อเสถียรภาพของตลาดในระยะยาว
  • มาตรการเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) ซึ่งทางผู้ลงทุนต่างชาติฝากแสดงความขอบคุณไปยัง ตลท. สำหรับมาตรการต่างๆ ที่ช่วยดึงสภาพคล่องและกระตุ้นการซื้อขายให้กลับคืนสู่ตลาดหุ้นไทย

 

ภาพบรรยากาศงาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 4

ศุภโชค ศุภบัณฑิต กรรมการจัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)

 

“ถ้าโครงสร้างทุกอย่างลงตัว เสถียรภาพการเมืองนิ่ง นโยบายรัฐบาลดีและชัดเจน ตัวบริษัทจดทะเบียนขยันผลักดันผลประกอบการให้เติบโต และตลาดหลักทรัพย์คอยสนับสนุนสภาพคล่องที่ดี ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเติบโตได้อย่างสมบูรณ์แบบ” ศุภโชคกล่าว

 

‘ซี แอล เอส เอ’ ชี้ปีนี้ตลาดหุ้นไทย เป็นตลาดเดียวที่ต่างชาติซื้อสุทธิ

 

Mr. Samir Kogar, Country Head บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปีนี้ตลาดหุ้นไทยมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ซึ่งในภูมิภาคเอเชียตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดเดียวที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ

 

ในขณะที่ช่วง 2 ปีก่อนหน้านี้รวมกัน นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิมาโดยตลอด และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่ผ่านมาคือ การเลือกตั้งครั้งใหม่และการริเริ่มนโยบายใหม่ ๆ ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ แม้ว่าจะยังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองอยู่บ้าง ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติยังคงเลือกที่จะอยู่ในตลาดหุ้นไทยต่อไป เพราะมองเห็นการเติบโตของจีดีพี

 

ภาพบรรยากาศงาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 5

Mr. Samir Kogar, Country Head บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด

 

เมื่อถามถึงเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยปลายปี 2026 เพื่อเป็นแนวทางให้กับนักลงทุน ค่ายหลักทรัพย์ชั้นนำทั้ง 4 แห่ง มีมุมมองดังนี้

 

  • บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ให้เป้าหมายดัชนีไว้สูงสุดที่ 1,720 จุด อิงบน Forward PE 16.7 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี
  • บล. เกียรตินาคินภัทร (KKPS), บล. ยูบีเอส (ประเทศไทย), บล.ซี แอล เอส เอ และ ให้เป้าหมายที่ตรงกันที่ 1,680 จุด

The post เปิดบทสรุปมุมมองนักลงทุนสถาบัน-กองทุนระดับโลกในงาน Thailand Focus 2026 มองหุ้นไทย เห็นความเสี่ยงหรือโอกาสอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดแผน 6 ตลาดหุ้นอาเซียนดึงทุนทั่วโลก มุ่งเพิ่มมูลค่าหุ้น พร้อมหาอุตสาหกรรมใหม่ https://thestandard.co/asean-stock-markets-global-capital/ Wed, 26 Aug 2026 11:02:38 +0000 https://thestandard.co/asean-stock-markets-global-capital/ ภาพกราฟิกแสดงแผน 6 ตลาดหุ้นอาเซียนดึงทุนทั่วโลก เพิ่มมูลค่าหุ้นและหาอุตสาหกรรมใหม่

ผู้บริหาร 6 ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนเปิดแผนดึงดูดเม็ดเงินล […]

The post ถอดแผน 6 ตลาดหุ้นอาเซียนดึงทุนทั่วโลก มุ่งเพิ่มมูลค่าหุ้น พร้อมหาอุตสาหกรรมใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแผน 6 ตลาดหุ้นอาเซียนดึงทุนทั่วโลก เพิ่มมูลค่าหุ้นและหาอุตสาหกรรมใหม่

ผู้บริหาร 6 ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนเปิดแผนดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั่วโลก เห็นพ้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้บริษัทจดทะเบียน เพิ่มอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาในตลาด และยกระดับกฎเกณฑ์ต่างๆ ในตลาดเพื่อเสริมสภาพคล่อง

 

 

ในวงเสวนา ‘Inclusive Opportunities: Connecting Capital to Growth Across the ASEAN Region’ ในงาน Thailand Focus 2026 ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 6 แห่งในอาเซียน ได้แก่

 

  • Dato’ Fad’l Mohamed, CEO, Bursa Malaysia
  • Irvan Susandy, Director of Trading and Membership, Indonesia Stock Exchange
  • Ramon S. Monzon, CEO, Philippine Stock Exchange
  • Loh Boon Chye, CEO, SGX Group
  • Dang Tai An Trang, Deputy CEO, Vietnam Exchange
  • อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

‘ไทย’ เน้นกลับไปที่พื้นฐาน และรอผลของการปฏิรูป

 

อัสสเดช กล่าวว่า SET วางพันธกิจตัวเองเป็น trusted gateway to inclusive opportunities โดยฝั่งอุปทานคือโครงการ Jump+ ที่ต้องการให้บริษัทเติบโตอย่างมีพื้นฐาน ควบคู่กับการทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. เพื่อหาสมดุลระหว่างความง่ายในการระดมทุนกับคุณภาพของบริษัทจดทะเบียน พร้อมศึกษาผลกระทบจาก digitalization และ tokenization ที่กำลังเปลี่ยนธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก

 

จุดที่ไทยนำหน้าชัดเจนคือ DR ซึ่งอัสสเดชระบุว่าปัจจุบันขยายไปไกลกว่าความร่วมมือกับ SGX แล้ว โดยมีมากกว่า 500 ตัว

 

ส่วนภาพเศรษฐกิจ เขากล่าวตรงไปตรงมาว่า “เรายอมรับว่าเราเป็นผู้ตามหลังในเรื่องการเติบโต แต่เราหวังว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะผลักดันการปฏิรูป และดึงดูดการลงทุนเชิงพื้นฐานที่จะขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นในอนาคตอันใกล้”

 

‘เพิ่มมูลค่าหุ้น’ โจทย์ใหญ่ของตลาดหุ้นอาเซียน

 

มาเลเซียเลือกวิธีเจาะจงที่สุด โครงการ MY ValueUp พุ่งเป้าไปที่ 88 บริษัท ด้วยเหตุผลที่ Fad’l อธิบายว่าบริษัทกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนราว 80% ของมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด

 

Dato’ Fad’l Mohamed กล่าวว่า “เมื่อนักลงทุนมองหาตลาด พวกเขาไม่ได้ขาดแคลนตัวเลือก เราจึงต้องแน่ใจว่ามีโอกาสที่แตกต่างจริง เราต้องหาแรงกระเพื่อมที่จะขยับเข็มได้จริง”

 

พร้อมระบุว่าเหตุผลเบื้องหลังคือการพบความเหลื่อมล้ำของมูลค่าระหว่างแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม สูงถึง 81% โดยบริษัทที่เข้าร่วมต้องสื่อสารแผนสร้างมูลค่าระยะยาว มี performance metrics รองรับ และมีความรับผิดชอบชัดเจนในระดับคณะกรรมการ ปัจจุบันยังเป็นการเข้าร่วมโดยสมัครใจ กำหนดส่งแผนภายในสิ้นปี

 

ฝั่งอินโดนีเซียเลือกใช้กฎเกณฑ์แทนการจูงใจ โดย Irvan Susandy ระบุว่าจาก 8 มาตรการปฏิรูป มี 5 ข้อที่บังคับใช้แล้ว ทั้งการเพิ่มเกณฑ์ free float ขั้นต่ำ จาก 7.5% เป็น 15% โดยให้บริษัทเดิมมีเวลาปรับตัว 3 ปี การเปิดเผยผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง (UBO) การจำแนกนักลงทุนละเอียดถึง 39 ประเภท และการเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ถือเกิน 1% ทุกต้นเดือน

 

ที่น่าสนใจคืออินโดนีเซียยังบังคับให้ผู้จัดทำงบการเงินต้องมีใบรับรองความสามารถด้านบัญชี ซึ่งเป็นการวางความรับผิดชอบไว้ที่ตัวผู้ทำงบโดยตรง ไม่ใช่เฉพาะผู้สอบบัญชี

 

สำหรับสิงคโปร์ Loh Boon Chye อธิบายว่า “บริษัทคุณภาพจะดึงดูดนักลงทุน นักลงทุนจะขับเคลื่อนสภาพคล่อง และสภาพคล่องย่อมสนับสนุนมูลค่าที่แข็งแกร่งขึ้น” โดยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดหุ้นสิงคโปร์ขยับขึ้นสูงสุดในรอบ 18 ปี การมีส่วนร่วมของรายย่อยสูงสุดในรอบ 15 ปี และที่สำคัญคือสภาพคล่องไม่ได้กระจุกอยู่แค่หุ้นในดัชนี แต่ขยายไปถึงหุ้นขนาดกลางและเล็กซึ่งวอลุ่มเพิ่มเป็นเท่าตัวภายในปีเดียว

 

จุดที่ทำให้สิงคโปร์ต่างจากตลาดอื่นคือการเติมเงินฝั่งผู้ซื้อโดยตรง ผ่านโครงการ MAS Equity Market Development Program วงเงิน 6.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจัดสรรไปแล้ว 3.9 พันล้านดอลลาร์ และจะมีเพิ่มอีกในไม่กี่เดือนข้างหน้า เพื่อขยายฐานเงินทุนระยะยาวที่จะเข้ามาซื้อทั้ง IPO และในตลาดรอง

 

‘เปิดประตูรับอุตสาหกรรมใหม่’ คือคำตอบ

 

มาเลเซียเลือกวางเดิมพันที่ เซมิคอนดักเตอร์ โดย Fad’l ระบุว่ามาเลเซียเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 6 ของโลก และคิดเป็น 13% ของการรับจ้างประกอบ ทดสอบ และแพ็กเกจจิ้งเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก พร้อมขยาย FBM KLCI จาก 30 เป็น 50 หลักทรัพย์เพื่อให้ดัชนีครอบคลุมเซกเตอร์ใหม่มากขึ้น และเตรียมออก ETF สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล

 

Ramon S. Monzon ยอมรับตรงๆ ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำที่สุดในอาเซียน สิ่งที่ฟิลิปปินส์พยายามปรับคือการเลือกเปิดเสรีกฎเกณฑ์ REIT เป็นเครื่องมือ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ตอนนี้ทางด่วน ดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานหมุนเวียนสามารถจัดตั้ง REIT ได้ โดย Vitro REIT ซึ่งเป็นดาต้าเซ็นเตอร์รายแรกจะเข้าเทรดเดือนพฤศจิกายนนี้

 

ด้าน Irvan บอกว่า อินโดนีเซียเปิดตัว ETF ทองคำ 5 กองเมื่อเดือนที่ผ่านมา และเตรียมเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานการซื้อขายใหม่ในเดือนธันวาคม ขณะที่กำลังหารือเรื่องการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ (demutualization) ตามที่กฎหมายใหม่กำหนด

 

การเติบโตไม่การันตีว่าเงินทุนจะไหลเข้า

 

Dang Thai Anh Trung รองซีอีโอ Vietnam Exchange สรุปยุทธศาสตร์ด้วยสี่คำ คือ accessibility, market quality, products และ credibility โดยชี้ว่าการที่ FTSE Russell ปรับสถานะเวียดนามจาก Frontier ขึ้นเป็น Secondary Emerging มีผล 21 กันยายนนั้น ไม่ได้มาจากขนาดตลาดหรือการเติบโต แต่มาจากการยกเลิกข้อกำหนด pre-funding การจัดการรายการซื้อขายที่ล้มเหลว และการเปิดทางให้โบรกเกอร์ระดับโลกเข้าถึง

 

“การเติบโตทางเศรษฐกิจดึงดูดความสนใจของนักลงทุน แต่การเข้าถึงตลาดต่างหากที่แปลงความสนใจนั้นให้กลายเป็นเม็ดเงินจริง การยกระดับตลาดต้องตามมาด้วยการยกระดับของบริษัท” Dang กล่าว

 

เวียดนามยังเดินหน้าลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ศึกษาบัญชีซื้อขายแบบ omnibus ทบทวนเพดานการถือครองของต่างชาติ และเตรียมพัฒนากลไก CCP, securities lending, covered short sale และ day trading

 

 

The post ถอดแผน 6 ตลาดหุ้นอาเซียนดึงทุนทั่วโลก มุ่งเพิ่มมูลค่าหุ้น พร้อมหาอุตสาหกรรมใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือจีนปั้น Index ใหม่ สูตร ‘60:40’ อ้างอิงตลาดหุ้นจีน-ฮ่องกง-อาเซียน-หุ้นไทย รับอานิสงส์นโยบายรัฐบาลจีนเอื้อนักลงทุนสถาบันลงทุนนอกมากขึ้น https://thestandard.co/set-china-new-index-investment/ Wed, 26 Aug 2026 07:35:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1246685 ภาพกราฟิกแสดงข้อความ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือจีนสร้างดัชนีใหม่ 60:40 เพื่อดึงเงินทุนจีนเข้าตลาดหุ้นไทย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังเดินหน้าเจรจาทางการจีน ร่วมพัฒนา ด […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือจีนปั้น Index ใหม่ สูตร ‘60:40’ อ้างอิงตลาดหุ้นจีน-ฮ่องกง-อาเซียน-หุ้นไทย รับอานิสงส์นโยบายรัฐบาลจีนเอื้อนักลงทุนสถาบันลงทุนนอกมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือจีนสร้างดัชนีใหม่ 60:40 เพื่อดึงเงินทุนจีนเข้าตลาดหุ้นไทย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังเดินหน้าเจรจาทางการจีน ร่วมพัฒนา ดัชนีหรือ Index ใหม่ สัดส่วน ‘60:40’ ที่อ้างอิงตลาดหุ้นจีน-ฮ่องกง-อาเซียน รวมตลาดหุ้นไทยปูทางรับเม็ดเงินลงทุนสถาบันจากแผ่นดินใหญ่ที่จ่อไหลออกนอกประเทศตามนโยบายภาครัฐ

 

 
 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยข้อมูลในงาน Thailand Focus 2026 ระบุว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการหารือผลักดันกับทางการจีนในการพัฒนา ดัชนีหรือ Index ใหม่ร่วมกัน เพื่อสร้างเครื่องมือทางการเงินใหม่ในการดึงดูดกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow)โดยแนวคิดโครงสร้างของดัชนีใหม่นี้จะแบ่งเป็น ดังนี้

 

  • สัดส่วน 60% ป็นหลักทรัพย์จากจีน, ฮ่องกง หรือกลุ่ม A-Shares
  • สัดส่วน 40% เป็นหลักทรัพย์จากตลาดอาเซียน รวมทั้งตลาดหุ้นไทย หรือเป็นการผสมผสานหุ้นชั้นนำในกลุ่มประเทศอาเซียนร่วมกัน

 

อัสสเดช อธิบายว่า ความน่าสนใจของแนวคิดโครงการนี้เกิดขึ้นรัฐบาลจีนมีนโยบายสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสถาบันและกองทุนในประเทศจีนสามารถออกไปลงทุนในต่างประเทศได้ มากขึ้น ตลท. จึงมองเห็นโอกาสในการสร้างดัชนีดังกล่าวเพื่อรองรับทิศทางเม็ดเงินกลุ่มนี้ โดยเป้าหมายปลายทางคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่าง ETF (Exchange-Traded Fund) ที่อ้างอิงกับดัชนี 60:40 เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนจีนและนักลงทุนทั่วโลกสามารถเข้ามาซื้อขายได้อย่างคล่องตัว

 

“โปรเจกต์นี้สามารถออกแบบธีมการลงทุนได้หลากหลายและน่าสนใจมาก ขณะนี้เรากำลังเร่งพูดคุยกันภายในกลุ่มอาเซียนว่าจะช่วยกันผลักดันเรื่องนี้อย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตลาดทุนอาเซียนโดยรวม” อัสสเดชระบุ

 

โดยโครงการดัชนีร่วม 60:40 กับจีน ถือเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญของการขับเคลื่อนตลาดทุนไทยในระดับภูมิภาค ซึ่ง ตลท. ตั้งเป้าหมายใช้จังหวะเวลาที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมระดับโลกอย่าง IMF-World Bank Annual Meeting ในเดือนตุลาคม 2569 นี้ ในการดึงดูดความสนใจของนักลงทุนสถาบันทั่วโลกให้หลั่งไหลเข้ามาสู่ไทยและอาเซียน

 

อีกทั้งภายในงาน Thailand Focus ปีนี้ ตลท. จึงได้เชิญซีอีโอ ของตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียนมาร่วมจัดเสวนาแสดงวิสัยทัศน์ เพื่อสะท้อนภาพความร่วมมือเชิงลึกที่เป็นรูปธรรม ซึ่งปัจจุบันมีความก้าวหน้าในหลายโครงการเด่น ได้แก่

 

  • ความสำเร็จของโครงการ Depositary Receipt (DR) ความร่วมมือในการเชื่อมโยงการซื้อขายระหว่างตลาดหลักทรัพย์ไทยและสิงคโปร์ ซึ่งกำลังเป็นโมเดลต้นแบบให้ตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในอาเซียนเข้ามาศึกษาเพื่อปรับเกณฑ์เชื่อมโยงร่วมกัน
  • การศึกษาการทำ Dual Listing การพิจารณาแนวทางเชิงนโยบายเพื่อเปิดช่องให้บริษัทสามารถเข้าจดทะเบียนซื้อขายพร้อมกันใน 2 ตลาดหลักทรัพย์ (Dual IPO) เพื่อขยายขนาดการระดมทุน
  • การสร้างมาตรฐานข้อมูล ESG (ASEAN Exchanges) การร่วมมือเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ให้อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลอ้างอิงสำหรับกองทุนยั่งยืนระดับโลก

 

ความเชื่อมั่นการเมืองนิ่ง-นโยบายรัฐหนุน ดันหุ้นไทย Outperform บวกเกือบ 30%

 

ในส่วนของภาพรวมตลาดทุนไทย อัสสเดช ชี้แจงว่า Sentiment ของนักลงทุนสถาบันต่างชาติในปีนี้มีความเป็นบวกมากกว่าปีก่อนอย่างชัดเจน

 

“ปีที่แล้วเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างเหนื่อย หัวข้อสนทนาจึงมักเน้นหนักไปที่เรื่องกฎเกณฑ์ นโยบาย และการจัดการความเสี่ยงเป็นหลัก แต่ปีนี้บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกคนกลับมามีรอยยิ้ม และหันมาพูดคุยถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ ทิศทางการเติบโต และการผลักดันศักยภาพของไทยให้เติบโตอย่างเต็มที่” อัสสเดชกล่าว

 

ขณะที่ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในปีนี้ สะท้อนผ่านดัชนีที่ปรับตัวโดดเด่น Outperform ให้ผลตอบแทนที่ดีเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับตลาดโลก โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ควบคู่ไปกับกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าสุทธิเป็นบวกเกือบ 70,000 ล้านบาท พร้อมปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ฟื้นตัวดีขึ้นจากปีก่อน

 

นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพและมีความต่อเนื่องทางนโยบาย ยังช่วยสร้างความชัดเจนให้นักลงทุนสถาบันเห็นว่าโครงการต่างๆ สามารถปฏิบัติได้จริง สอดคล้องกับตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ในธุรกิจ New Economy ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่ม Data Center, Semiconductor และห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเฉพาะโครงการอย่าง Thailand Fast Pass ที่เริ่มส่งผลดีอย่างเป็นรูปธรรม สามารถแปรเปลี่ยนความต้องการลงทุนให้กลายเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนและสร้างงานจริงในระบบเศรษฐกิจ ซึ่ง ตลท. จะนำปัจจัยเชิงบวกเหล่านี้ไปถ่ายทอดเป็น Growth Story เพื่อสื่อสารต่อนักลงทุนสถาบันต่างชาติต่อไป

 

ในมิติของกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย แม้ว่ากลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะยังคงเป็นกลุ่มดึงดูดสายตา แต่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มที่นักลงทุนสถาบันต่างชาติให้ความสนใจเป็นพิเศษและชื่นชอบอย่างต่อเนื่องคือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับที่ดีและมีความสม่ำเสมอ

 

อย่างไรก็ดี ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะสำคัญจากนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงสถาบันชั้นนำอย่าง MSCI คือความต้องการ เสนอให้ปรับปรุงเกณฑ์เพดานสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ (Foreign Ownership Limit) ของกลุ่มสถาบันการเงิน ซึ่งปัจจุบันมีข้อจำกัดสัดส่วนสิทธิออกเสียงรวมกันของชาวต่างชาติอยู่ที่ 25% และจำกัดการถือครองของผู้ลงทุนรายเดี่ยวไม่เกิน 10%

 

แม้นักลงทุนสถาบันต่างชาติจะสามารถเข้ามาลงทุนผ่านช่องทาง NVDR ได้ก็ตาม แต่ผู้ลงทุนสถาบันระยะยาว ส่วนใหญ่ต้องการถือหุ้นสามัญโดยตรงที่มีสิทธิ์ออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อประโยชน์ในการร่วมกำกับและติดตามการดำเนินงานของธุรกิจอย่างโปร่งใส

 

“ที่ผ่านมาเรามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องนี้ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย อยู่เรื่อยๆ แต่เรื่องนี้จำเป็นต้องรักษา Balance ระหว่างการเปิดรับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ กับการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบการเงินของประเทศด้วยเช่นกัน” อัสสเดช กล่าว

 

อย่างไรก็ดีข้อจำกัดเรื่องเพดานสัดส่วนผู้ถือหุ้นดังกล่าวไม่ได้เป็นอุปสรรคในการตัดสินใจลงทุนระยะยาวของต่างชาติในปัจจุบัน เนื่องจากกลุ่มทุนระยะยาวมักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากปัจจัยพื้นฐาน ของบริษัทจดทะเบียน และมีระยะเวลาการถือครองสินทรัพย์ยาวนานถึง 6-8 ปี โดยไม่ได้เน้นเก็งกำไรความผันผวนรายวัน

 

จับมือ ก.ล.ต. ดึง New Economy ขับเคลื่อน IPO พร้อมดัน JUMP+

 

ด้านแผนงานพัฒนาสินค้าในตลาดทุน อัสสเดช ระบุว่า ปริมาณการระดมทุนผ่านหุ้น IPO ในปีนี้ที่ดูเบาบางลง ถือเป็นทิศทางปกติเมื่อผ่านพ้นจุดต่ำสุดของตลาดทุน แต่เมื่อภาพรวมเริ่มฟื้นตัว ความสนใจในการระดมทุนของบริษัทจดทะเบียนใหม่ๆ ก็เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวตาม

 

ปัจจุบัน ตลท. ได้ทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับปรุงกฎเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนให้มีความยืดหยุ่นสูง แข่งขันในระดับสากลได้ และเอื้ออำนวยให้ธุรกิจในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) สามารถเข้าถึงแหล่งระดมทุนได้อย่างรวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันยังเน้นการปกป้องนักลงทุนผ่านการใช้เกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล (Disclosure-based) เพื่อสื่อสารความเสี่ยงของธุรกิจที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นเติบโตอย่างรอบด้าน

 

นอกจากนี้ โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเน้นย้ำมาตรฐานความโปร่งใสและหัวใจ 3 ประการ ได้แก่

 

  • การเปิดเผยแผนงานการลงทุนและการเติบโตล่วงหน้า 3 ปีอย่างชัดเจน
  • การยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลที่ดี
  • การคำนึงถึงประเด็นความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)

 

ในปีนี้มีบริษัทที่อยู่ภายใต้โครงการ JUMP+ เข้าร่วมนำเสนอข้อมูลในงาน Thailand Focus สูงถึง 15 บริษัท ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับคุณภาพและภาพลักษณ์ของตลาดหลักทรัพย์ไทย

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือจีนปั้น Index ใหม่ สูตร ‘60:40’ อ้างอิงตลาดหุ้นจีน-ฮ่องกง-อาเซียน-หุ้นไทย รับอานิสงส์นโยบายรัฐบาลจีนเอื้อนักลงทุนสถาบันลงทุนนอกมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะรายละเอียด บอนด์ ‘ออมพลัส’ ลงทุนผ่านบัญชีหุ้นครั้งแรกในไทย! เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect ก่อนเปิดจองซื้อ 3-5 ส.ค.นี้ https://thestandard.co/aom-plus-bond-invest-stock-account/ Fri, 31 Jul 2026 01:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1236221 ภาพประกอบรายละเอียดการลงทุนพันธบัตรรัฐบาล 'ออมพลัส' ผ่าน Bond Connect Platform

รวม 36 คำถาม-คำตอบ พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ แบ่งจำหน่าย […]

The post เจาะรายละเอียด บอนด์ ‘ออมพลัส’ ลงทุนผ่านบัญชีหุ้นครั้งแรกในไทย! เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect ก่อนเปิดจองซื้อ 3-5 ส.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบรายละเอียดการลงทุนพันธบัตรรัฐบาล 'ออมพลัส' ผ่าน Bond Connect Platform

รวม 36 คำถาม-คำตอบ พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ แบ่งจำหน่ายผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ วอลเล็ต สบม. วงเงิน 2,000 ล้านบาท และ Bond Connect Platform วงเงิน 2,000 ล้านบาท

 

นับเป็นครั้งแรกที่สามารถจองพันธบัตรรัฐบาลผ่านบัญชีหุ้นได้ ลงทุนเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect เปิดจองระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคมนี้

 

ครั้งแรกในไทย! ก้าวหน้าสุดในอาเซียน เตรียมปูทางไปสู่ตลาดหุ้นกู้เอกชน

 

พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ มาจากความร่วมมือระหว่าง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน Bond Connect เพื่อยกระดับการเข้าถึงการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านตลาดทุน หวังเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้น

 

โดยใช้หลักการจัดสรรแบบ Small Lot First เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ลงทุนในวงกว้างได้รับการจัดสรรอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

 

สำหรับพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect เริ่มเปิดรับจองซื้อตั้งแต่เวลา 8.30 น. ของวันที่ 3 สิงหาคม 2569 จนถึงเวลา 15.00 น. ของวันที่ 5 สิงหาคม 2569 รวม 2 รุ่น คือ รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่อยู่ที่ 1.8% และรุ่นอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.8% ต่อปี โดยผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากประจำ และอัตราผลตอบแทนอ้างอิง ซึ่งผู้ลงทุนสามารถจองซื้อผ่านบัญชีหลักทรัพย์กับผู้จัดจำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการ 24 ราย (6 ธนาคารพาณิชย์ และ 18 บริษัทหลักทรัพย์) ทั้งช่องทางดิจิทัลและสาขา รวมถึงแอปพลิเคชัน Streaming และจะมีการจัดสรรในวันที่ 6 สิงหาคม 2569

 

ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการ รักษาการ รองหัวหน้าสายงาน ดูแลงานด้านการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวย้ำว่า ‘ออมพลัส’ เป็นพันธบัตรรัฐบาลที่สามารถซื้อขายผ่านบัญชีหุ้นได้ครั้งแรกในประเทศ นอกจากนี้ ในด้านการนำพันธบัตรรัฐบาลมากระจายสู่ประชาชนผ่าน Bond Connect นี้ถือว่าไทยค่อนข้างก้าวหน้ากว่าเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นผลมาจากการบูรณาการระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

สอดคล้องกับอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โครงการ Bond Connect Platform เกิดจากความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชน ในการนำโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนไทยมาต่อยอด เพื่อสนับสนุนนโยบายภาครัฐ และขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงวางรากฐานสำหรับการพัฒนาบริการด้านตราสารหนี้ผ่านตลาดทุนในอนาคต เป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ในการเป็น “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” เส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสของทุกคน

 

สำหรับความเป็นไปได้ที่จะขยายไปสู่ตลาดหุ้นกู้เอกชน จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มีความเป็นไปได้ที่จะมีการพัฒนาแพลตฟอร์ม Bond Connect และการซื้อขายในตลาดรองไปสู่การซื้อขายหุ้นกู้ของภาคเอกชนในอนาคต เนื่องจากที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ และมักจะเป็นผู้นำร่องโครงการใหม่ๆ ให้กับภาคเอกชนนำไปต่อยอดอยู่เสมอ เช่น การเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือการออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) ซึ่งทั้งภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจก็ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับโครงการนี้ ทางหน่วยงานจะมีการประมวลผลและพิจารณากันอีกครั้งในช่วงปลายเดือน

 

“เช่นเดียวกับครั้งนี้ การจำหน่ายแพลตฟอร์ม Bond Connect ก็อาจจะมีเอกชนสนใจและพัฒนาต่อยอดในภายหลัง” จินดารัตน์กล่าว

 

ขณะที่ตรีวิทย์กล่าวว่า การขยายแพลตฟอร์ม Bond Connect ไปสู่ตลาดหุ้นกู้เอกชนต้องพิจารณาหลายด้าน เช่น ความต้องการ ความเหมาะสม และความสามารถในการกระจายไปสู่รายย่อย

 

“สุดท้ายก็ต้องกลับมาดูกันว่า จริงๆ แล้ว Bond Connect เป็นช่องทางที่เหมาะสมและสามารถกระจายได้หรือไม่ เพราะว่าถ้าเกิดเราไปดูหุ้นกู้เอกชน (Corporate Bond) หลายๆ ตัวยังเป็นบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูง (High-Net-Worth Individual) ซื้อเป็นหลัก หรือเป็นการซื้อในวงจำกัด” ตรีวิทย์กล่าว

 

รวม 36 คำถาม-คำตอบ รายละเอียดพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’

 

1. พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ต่างจากพันธบัตรออมทรัพย์อย่างไร

 

คำตอบ: โดยพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ แตกต่างจากพันธบัตรออมทรัพย์ในด้านช่องทางการจองซื้อและการเข้าถึง ซึ่งผู้ลงทุนสามารถจองซื้อผ่านผู้จัดจำหน่ายได้ทั้งธนาคารพาณิชย์และบริษัทหลักทรัพย์ ทำให้สามารถเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลผ่านบัญชีหลักทรัพย์และช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่สามารถจองซื้อผ่านธนาคารพาณิชย์เท่านั้น

 

2. พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ สามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ หมายความว่าอย่างไร

 

คำตอบ: พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ สามารถซื้อขายผ่านบัญชีหลักทรัพย์ (บัญชีหุ้น) ได้ เสมือนการซื้อขายหุ้น ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกการลงทุน ทำให้การบริหารพอร์ตการลงทุนง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

รวมคำถาม-คำตอบ ‘การจำหน่าย-การจองซื้อ’ พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส

 

3. ผู้ลงทุนสามารถจองซื้อหรือซื้อขายพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ผ่านช่องทางใดบ้าง

 

คำตอบ: แบ่งเป็นการจำหน่ายผ่านวอลเล็ต สบม. วงเงิน 2,000 ล้านบาท และผ่าน Bond Connect Platform วงเงิน 2,000 ล้านบาท

 

  • ผ่านวอลเล็ต สบม. บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง
  • วันจำหน่าย: 31 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2569
  • วงเงินซื้อขั้นต่ำ-ขั้นสูงต่อราย: 100 บาท – 50,000,000 บาท โดยวงเงินซื้อขั้นสูงต่อครั้ง ไม่เกิน 3,000,000 บาท และไม่จำกัดจำนวนครั้งที่เข้าซื้อ
  • วิธีการจัดสรรพันธบัตร: First-Come, First-Served (มาก่อนได้รับสิทธิ์ก่อน)

 

  • ผ่าน Bond Connect Platform
  • วันจองซื้อ 3 – 5 สิงหาคม 2569 จองซื้อผ่านช่องทางและวิธีการของผู้จัดจำหน่าย และจองซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Streaming ตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 15.00 น.
  • วงเงินซื้อขั้นต่ำ-ขั้นสูงต่อราย:จองซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท (1 หน่วย) – ไม่จำกัดวงเงินซื้อขั้นสูง
  • หน่วยละ 1,000 บาท ซื้อเพิ่มเป็นจำนวนเท่าของ 1,000 บาท และไม่จำกัดจำนวนครั้งที่เข้าซื้อ
  • วิธีการจัดสรรพันธบัตร: Small Lot First (ทยอยจัดสรร)
  • วันจัดสรรพันธบัตร: 6 สิงหาคม 2569

 

พันธบัตรออมพลัส

 

4. คุณสมบัติผู้ลงทุนที่สามารถจองซื้อพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ผ่าน Bond Connect Platform ได้

 

คำตอบ: คุณสมบัติผู้จองซื้อพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ผ่าน Bond Connect Platform

 

1. บุคคลธรรมดา สัญชาติไทย

 

2. มีบัญชีหลักทรัพย์ (บัญชีหุ้น) ของบริษัทหลักทรัพย์ที่เข้าร่วมโครงการ

 

5. ถ้ามีบัญชีหลักทรัพย์ (บัญชีหุ้น) แต่อายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์สามารถจองซื้อพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ได้หรือไม่

 

คำตอบ: สามารถจองซื้อพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ได้

 

6. การเปิดบัญชีหลักทรัพย์ (บัญชีหุ้น) สามารถดำเนินการได้อย่างไรบ้าง ใช้เวลากี่วัน

 

คำตอบ: ผู้ลงทุนสามารถเปิดบัญชีหลักทรัพย์ (บัญชีหุ้น) ได้ 3 ช่องทาง ดังนี้

 

1. ผ่านแอปพลิเคชัน Streaming

 

2. ผ่านช่องทาง Online (Website / Application) และ Offline ของแต่ละบริษัทหลักทรัพย์

 

3. ผ่านสาขาของผู้จัดจำหน่าย

 

โดยระยะเวลาการเปิดบัญชีขึ้นอยู่กับกระบวนการและวิธีการที่ผู้จัดจำหน่ายแต่ละรายกำหนด โดยจะไม่

 

เกิน 2-5 วันทำการ

 

7. หากซื้อพันธบัตรผ่านช่องทางวอลเล็ต สบม. หรือธพ. เดิม ไปแล้ว สามารถซื้อผ่าน Bond Connect ได้ด้วยหรือไม่

 

คำตอบ: สำหรับผู้ลงทุนที่มีรายการลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านช่องทางวอลเล็ต สบม หรือธนาคารพาณิชย์เดิมอยู่แล้ว สามารถจองซื้อพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ผ่าน Bond Connect ได้ โดยการดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการลงทุนแยกต่างหากจากรายการเดิม ทั้งนี้ ผู้ลงทุนต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและเงื่อนไขการจองซื้อที่กำหนด

 

พันธบัตรออมพลัส

 

รวมคำถาม-คำตอบ ‘การจัดสรร’ พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส

 

8. การจัดสรรแบบ Small Lot First แตกต่างจากการจัดสรรแบบ First Come, First Served อย่างไร

 

คำตอบ: การจัดสรรพันธบัตรด้วยวิธี Small Lot First มุ่งเน้นการจัดสรรให้แก่ผู้จองซื้อทุกรายอย่างทั่วถึง โดยจะทำการรวบรวมยอดการจองซื้อของผู้ลงทุนทุกรายนำมาจัดสรรเป็นรอบๆ ขั้นต่ำที่ 1,000 บาท และเพิ่มขึ้นทีละ 1,000 บาท ตามลำดับจนครบวงเงินจัดสรร (ทยอยจัดสรรพันธบัตรเป็นรอบๆ เวียนจนครบผู้ซื้อทุกราย) ส่งผลให้ผู้จองซื้อรายย่อยที่จองซื้อด้วยวงเงินไม่สูงมากจะมีโอกาสได้รับจัดสรรครบตามจำนวนที่จองไว้ตั้งแต่รอบแรกๆ ส่วนผู้ที่จองซื้อด้วยวงเงินสูงกว่าจะได้รับการจัดสรรเพิ่มในรอบถัดไปตามสัดส่วนการทวีคูณ

 

ซึ่งแตกต่างจากการจัดสรรพันธบัตรด้วยวิธี First Come, First Served ที่จะทำการจัดสรรให้ผู้ลงทุนที่ทำการจองซื้อเข้ามาก่อนได้รับการจัดสรรก่อน ส่งผลให้ผู้ที่ทำการจองซื้อภายหลังจะไม่ได้รับการจัดสรรหากมีการจองซื้อเต็มวงเงินแล้ว

 

9. การจำหน่ายพันธบัตรในครั้งนี้ไม่มีการจำกัดวงเงินขั้นสูงสุดในการจองซื้อพันธบัตร จะส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยได้รับจัดสรรพันธบัตรลดลงหรือไม่

 

คำตอบ: ไม่มีผล เพราะการจัดสรรพันธบัตรโดยใช้วิธีการ Small Lot First มุ่งเน้นการกระจายพันธบัตรอย่างครอบคลุมและทั่วถึงที่สุด

 

10. ทำไมการจำหน่ายพันธบัตรให้กับบุคคลธรรมดา ผู้จองซื้ออาจจะได้รับจัดสรรพันธบัตรน้อยกว่าวงเงินที่จองซื้อ

 

คำตอบ:

 

  • จำนวนผู้จองซื้อสูงเกินวงเงินที่เสนอขาย (Oversubscription): หากความต้องการ (Demand) ในการซื้อพันธบัตรรุ่นนั้นๆ มีมากกว่าจำนวนพันธบัตรที่ขาย (Supply) เพื่อให้พันธบัตรกระจายไปสู่มือผู้ลงทุนจำนวนมากที่สุด จึงไม่สามารถให้ทุกคนได้รับครบตามจำนวนที่จองมาได้
  • การจัดสรรรูปแบบ Small Lot First มุ่งเน้นการจัดสรรให้แก่ผู้จองซื้อทุกรายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ซึ่งการจัดสรรทยอยจัดสรรพันธบัตรเป็นรอบๆ เวียนจนครบผู้ซื้อทุกราย เริ่มต้นจัดสรรจากยอดขั้นต่ำ 1,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 1,000 บาท ดังนั้น หากมีผู้จองซื้อจำนวนมากอาจทำให้ผู้ที่จองซื้อด้วยวงเงินจำนวนมากอาจได้รับไม่ครบตามจำนวนที่ตั้งเป้าไว้

 

11. กรณีจองซื้อจากหลายตัวแทนจำหน่าย จะมีกระบวนการจัดสรรพันธบัตรอย่างไร

 

คำตอบ: ระบบจะนำยอดจองซื้อทั้งหมดของผู้ลงทุนจากทุกผู้จัดจำหน่ายมารวมเป็น “ยอดเดียว” เพื่อคำนวณการจัดสรรแบบ Small Lot First โดยมีหลักการดังนี้:

 

  • หากยอดรวมจองซื้อของท่าน ไม่เกินสิทธิที่ได้รับจัดสรร: จะได้รับพันธบัตรครบตามจำนวนที่จองซื้อไว้ในทุกผู้จัดจำหน่าย
  • หากยอดรวมจองซื้อของท่าน เกินกว่าสิทธิที่ได้รับจัดสรร: จะได้รับพันธบัตรตามสัดส่วน (Pro-rata)

 

ของยอดรวม โดยจะถูกเฉลี่ยจัดสรรไปยังผู้จัดจำหน่ายแต่ละแห่งที่ผู้ลงทุนจองซื้อไว้ตามสัดส่วนของเงินที่จองในแต่ละที่

 

12. สามารถตรวจสอบผลการจัดสรรได้อย่างไร

 

คำตอบ: ผู้จองซื้อสามารถตรวจสอบผลการจัดสรรได้ที่ www.settrade.com หรือติดต่อผู้จัดจำหน่ายเพื่อขอตรวจสอบผลการจัดสรร

 

พันธบัตรออมพลัส

 

รวมคำถาม-คำตอบ ‘บริการหลังจากจองซื้อ’ พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส

 

13. การไถ่ถอนคืนเงินต้นพันธบัตรเมื่อครบกำหนดต้องดำเนินการอย่างไร

 

คำตอบ: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะนายทะเบียนจะจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นของพันธบัตร โดยโอนเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ลงทุน ทั้งนี้ รายชื่อเป็นไปตามรายชื่อ ณ สิ้นสุดวันทำการสุดท้ายก่อนวันปิดสมุดทะเบียน

 

14. ถ้าต้องการไถ่ถอนก่อนครบกำหนด สามารถทำรายการผ่านสาขาธนาคารได้หรือไม่

 

คำตอบ: พันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ไม่สามารถไถ่ถอนก่อนกำหนดได้ อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนสามารถซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ฯ (ตลาดรอง) ได้ ทั้งนี้ ราคาซื้อขายพันธบัตรขึ้นอยู่กับกลไกราคาตลาดในขณะนั้น

 

15. พันธบัตรรุ่นนี้สามารถโอนให้กับบุคคลอื่นได้หรือไม่

 

คำตอบ: สำหรับพันธบัตรที่พ้นระยะเวลาถือครอง (Silent Period) แล้วนั้น จะสามารถโอนให้แก่บุคคลอื่นได้ โดยมีเงื่อนไขการโอนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

 

16. สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือ หรือโอนกรรมสิทธิ์ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่

 

คำตอบ: ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรองได้ทันทีเมื่อพ้นระยะเวลาถือครอง (Silent Period) ที่กำหนด โดยสามารถส่งคำสั่งซื้อ-ขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่ท่านใช้บริการได้ด้วยตนเอง

 

รวมคำถาม-คำตอบ รายละเอียดพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ อื่นๆ

 

17. การซื้อพันธบัตรรุ่นนี้สามารถออกเป็นใบพันธบัตร (Scrip) ได้หรือไม่

 

คำตอบ: ไม่สามารถทำได้ ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดสิทธิของพันธบัตร

 

18. ข้อดีของการเป็นพันธบัตรแบบไร้ใบตราสาร (Scripless) คืออะไร

 

คำตอบ: ผู้ลงทุนไม่ต้องมีภาระในการเก็บรักษาใบพันธบัตร และเมื่อพันธบัตรครบกำหนดไถ่ถอน ธปท. จะจ่ายคืนเงินต้นพันธบัตรโดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝาก (ยกเว้นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษและบัญชีเงินฝากประจำ) ของผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือผู้รับหลักประกันตามที่ตกลงกัน หรือผู้รับตามที่ ธปท. กำหนด โดยอัตโนมัติ

 

19. พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ สามารถนำไปใช้วางหลักประกันหรือทำธุรกรรมอื่นใด ได้เช่นเดียวกับพันธบัตรออมทรัพย์หรือไม่

 

คำตอบ: พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ สามารถใช้เป็นหลักประกันเพื่อต่อยอดการลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถบริหารพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) ได้ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

ซึ่งเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทหลักทรัพย์กำหนด

 

20. อายุและอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ จะเท่ากันทุกเดือนที่ออกจำหน่ายหรือไม่

 

คำตอบ: การกำหนดอัตราผลตอบแทนและอายุของพันธบัตรในแต่ละรุ่น พิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาด เพื่อให้เงื่อนไขการลงทุนมีความสอดคล้องกับสภาวะตลาดเงินและตลาดทุน ณ ช่วงเวลาการออกพันธบัตรนั้นๆ

 

21. ความเสี่ยงของพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’

 

คำตอบ: ผู้ลงทุนในพันธบัตรไม่มีความเสี่ยงจากการสูญเงินต้น แต่อาจมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนในพันธบัตรอาจเสียโอกาสที่จะลงทุนในทางเลือกอื่นๆ ที่มีผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับจากพันธบัตร เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากในอนาคตสูงขึ้นมากกว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตร เป็นต้น อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนในพันธบัตรจะได้รับดอกเบี้ยคงที่ตามอัตราที่กำหนดไว้บนหน้าพันธบัตร ตลอดอายุพันธบัตร

 

ในกรณีที่นำพันธบัตรไปขายในตลาดรองก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอน มีความเป็นไปได้ที่จะได้รับเงินต้นคืนไม่เท่ากับ 1,000 บาทต่อหน่วยตามที่ตราไว้ โดยราคาที่ได้อาจมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด ณ ขณะนั้นๆ อย่างไรก็ดีหากผู้ลงทุนถือพันธบัตรจนถึงวันครบกำหนดแล้ว จะได้รับคืนเงินต้นเต็มจำนวนเสมอ

 

22. พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ มีการจัดทำ Bond Book หรือไม่

 

คำตอบ: พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ไม่มีการออกสมุดพันธบัตร (Bond Book) ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดสิทธิของพันธบัตร

 

23. สามารถนำพันธบัตรออมทรัพย์ที่ขายผ่าน ธพ. / วอลเล็ต สบม. (ที่ไม่ได้ซื้อผ่าน Bond Connect Platform) มาซื้อขายบนตลาดรองบน Streaming ได้ไหม

 

คำตอบ: พันธบัตรออมทรัพย์ ธพ. หรือวอลเล็ต สบม. ไม่สามารถนำมาซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ เนื่องจากเป็นคนละประเภทกัน และอาจมีเงื่อนไขและข้อกำหนดในการซื้อขายที่แตกต่างกัน

 

24. พันธบัตรออมทรัพย์ที่เคยซื้อผ่าน ธพ. / วอลเล็ต สบม. สามารถโอนมาอยู่รวมกันที่บัญชี บล. ได้ไหม

 

คำตอบ: พันธบัตรออมทรัพย์ ธพ. หรือ วอลเล็ต สบม. ไม่สามารถทำการโอนมายังบัญชี บล. ได้ เนื่องจากพันธบัตรแต่ละประเภทมีเงื่อนไขและข้อกำหนดในการโอนสิทธิแยกออกจากกันและมีความที่แตกต่างกัน

 

อ้างอิง

The post เจาะรายละเอียด บอนด์ ‘ออมพลัส’ ลงทุนผ่านบัญชีหุ้นครั้งแรกในไทย! เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect ก่อนเปิดจองซื้อ 3-5 ส.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท.ไม่ห่วงปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น TRUE กระทบความเชื่อมั่น เผยช่วย TRUE เร่งปิดสมุดทะเบียน พร้อมขอข้อมูลโบรกเกอร์หาข้อเท็จจริง https://thestandard.co/set-supaporn-true-shares-probe/ Wed, 08 Jul 2026 11:29:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1228362

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประเมินกรณี สุภาพร พิมพงษ์ รายงานซื้อหุ […]

The post ตลท.ไม่ห่วงปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น TRUE กระทบความเชื่อมั่น เผยช่วย TRUE เร่งปิดสมุดทะเบียน พร้อมขอข้อมูลโบรกเกอร์หาข้อเท็จจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประเมินกรณี สุภาพร พิมพงษ์ รายงานซื้อหุ้น TRUE ต้องสงสัย ไม่กระทบความเชื่อมั่น ชี้นักลงทุนโฟกัสพื้นฐานธุรกิจเป็นหลัก พร้อมเผย TRUE ยื่นขอปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว พร้อมเร่งรัดขอข้อมูลจากโบรกเกอร์ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง เตรียมใช้เกณฑ์ใหม่ปิดสมุดทะเบียนอัตโนมัติทุกสิ้นเดือน กรณีสัดส่วนถือหุ้นเปลี่ยนแปลงทุก 5%

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

วันนี้ (8 กรกฎาคม) อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงกรณีการรายงานการได้มาซึ่งหุ้นของ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ในชื่อ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ซึ่งกลายเป็นคำถามในสังคมและตลาดทุนอย่างกว้างขวางว่าจะกระทบความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยหรือไม่

 

ตลท. ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว และพร้อมสนับสนุน ก.ล.ต. ในการหาข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้ ก.ล.ต. กำลังตรวจสอบข้อมูลอย่างลึกซึ้งจากหลายมุมมอง เพื่อยืนยันว่าข้อมูลที่ปรากฏจริงหรือไม่จริงอย่างไร

 

“ต้องยอมรับว่า ถ้าดูข้อมูลที่เปิดเผยออกมา มีคำถามแน่นอน” อัสสเดชกล่าว พร้อมยกตัวอย่างว่า ในกรณีของ TRUE มีการรายงานว่าได้ซื้อหุ้นบุริมสิทธิ ทั้งที่บริษัทแจ้งว่าไม่เคยออกหุ้นบุริมสิทธิมาก่อน

 

เร่งปิดสมุดทะเบียน-ขอข้อมูลโบรกเกอร์ เร็วกว่ากรอบปกติ 5 วันทำการ

 

อัสสเดชอธิบายว่า ขั้นตอนการยื่นรายงานเป็นไปตามเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ซึ่งสำนักงานกำลังตรวจสอบอยู่ ส่วนคำถามสำคัญที่ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ถือหุ้นจริงหรือไม่ ต้องพิสูจน์ด้วยการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ซึ่งตามระบบปกติจะใช้เวลาไม่เกิน 5 วันทำการ หลังจากขอข้อมูลจากโบรกเกอร์ทั้งหมด แต่สำหรับกรณีนี้ ตลท. กำลังเร่งรัดให้โบรกเกอร์ส่งข้อมูลโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ตลาดทุนได้รับคำตอบที่ชัดเจนโดยเร็ว

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน TRUE ได้ยื่นขอปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยอัสสเดชย้ำว่า ขณะนี้มีการประสานงานกันทุกภาคส่วน และมีการพูดคุยกัน 3 ฝ่ายมาโดยตลอด ทั้ง TRUE, ก.ล.ต. และ ตลท. เนื่องจากตัวบริษัทเองก็ต้องการทราบข้อเท็จจริงเช่นกัน

 

เคสนี้จ่อเข้าเกณฑ์ใหม่ ยื่น 246-2 สัดส่วนหุ้นเปลี่ยนแปลงเกิน 5% TSD ปิดสมุดทะเบียนอัตโนมัติสิ้นเดือน

 

จากกฎเกณฑ์ใหม่ของ ตลท.ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้ว กำหนดให้เมื่อมีการยื่นรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) และมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นทุกๆ 5% บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD จะปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นให้อัตโนมัติทุกสิ้นเดือน ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นนี้จะเข้ากับเกณฑ์ใหม่ดังกล่าว เพื่อให้นักลงทุนได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน และช่วยลดภาระของบริษัทจดทะเบียนไปพร้อมกัน

 

“การรายงานข้อมูล แน่นอนว่าอยากให้นักลงทุนได้ข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเท่าเทียม คงต้องค่อยๆ พัฒนาและเรียนรู้กันไป เพราะวันนี้ต้องยอมรับว่าข้อมูลสื่อสารได้เร็วในหลายรูปแบบ” อัสสเดชกล่าว

 

มองนักลงทุนยังไม่กังวล พื้นฐานธุรกิจไม่เปลี่ยน ต่างชาติยังไม่ถาม

 

สำหรับผลกระทบต่อความเชื่อมั่น อัสสเดชประเมินว่า ณ วันนี้นักลงทุนยังไม่ได้กังวลมากนัก เพราะพื้นฐานของธุรกิจต่างๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ขณะที่นักลงทุนต่างชาติก็ยังไม่มีการสอบถามในประเด็นนี้เข้ามา เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเน้นพิจารณาผลการดำเนินงานเป็นหลัก โดยผลกระทบต่อธุรกิจที่แท้จริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจในการบริหารงาน

 

นอกจากนี้ยังอธิบายในเชิงโครงสร้างว่า การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนผ่านผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodian) ในต่างประเทศ ชื่อที่ปรากฏในทะเบียนผู้ถือหุ้นจะเป็นชื่อของคัสโตเดียนรายนั้น ไม่ใช่ชื่อผู้ลงทุนตัวจริง

 

ย้อนปมพิรุธ ‘สุภาพร’ โผล่ถือหุ้น TRUE กว่า 7% ก.ล.ต. พบ 5 ข้อสังเกต

 

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากการยื่นแบบ 246-2 ที่ระบุว่า สุภาพร พิมพงษ์ ได้มาซึ่งหุ้น TRUE เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 คิดเป็น 3.2174% ของสิทธิออกเสียง ส่งผลให้สัดส่วนถือครองรวมเพิ่มเป็น 7.0992% โดยในจำนวนดังกล่าวมีการระบุว่าถือหุ้นบุริมสิทธิราว 0.0388% ทั้งที่ TRUE ได้ทำหนังสือชี้แจงต่อ ตลท. เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ว่าบริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้แก่บุคคลทั่วไป และปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิอยู่แล้ว

 

ก่อนหน้านี้ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ตรวจพบรายงานแบบ 246-2 ที่เกี่ยวข้องรวม 7 ฉบับ ครอบคลุมหลักทรัพย์ 6 แห่ง ซึ่งถูกยื่นเข้าระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม 2569 โดยผู้รายงานอ้างว่าสะสมหุ้นมาตั้งแต่ปี 2564 และจากการตรวจสอบร่วมกับบริษัทจดทะเบียน ก.ล.ต. พบข้อสังเกตสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การไม่พบชื่อดังกล่าวในสมุดทะเบียนย้อนหลังของ 5 หลักทรัพย์ การอ้างถือครองหลักทรัพย์ที่บริษัทไม่เคยออกเสนอขาย สัดส่วนการถือหุ้นที่ขัดแย้งกับโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่บริษัทแจ้งไว้ การยื่นรายงานตามมาตรา 59 ทั้งที่ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหาร และปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้ขึ้นข้อความเตือนในรายงานดังกล่าวว่า ‘อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง’ แล้ว

 

ขณะเดียวกัน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กำชับให้เลขาธิการ ก.ล.ต. เร่งติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีนี้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในตลาดทุนไทย และความน่าเชื่อถือในการกำกับดูแลของ ก.ล.ต.

 

ทั้งนี้ ระบบรายงานแบบ 246-2 เป็นระบบที่ผู้ยื่นรับรองความถูกต้องของข้อมูลด้วยตนเอง เพื่อให้การเปิดเผยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นทำได้รวดเร็ว แต่หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการจงใจแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

นักวิเคราะห์คาดกำไรหุ้นไทยปีนี้ทะลุ 100 บาทต่อหุ้น สูงสุดรอบ 3 ปี

 

ฉัตรชัย ทิศาดลดิลก ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลท. เปิดเผยว่า ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยปีนี้จากความเห็นของนักวิเคราะห์โดยเฉลี่ย (Consensus) ถูกปรับขึ้นมาอยู่ที่ 100.7 บาทต่อหุ้น ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี หลังจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยไตรมาสแรกเติบโตขึ้นราว 25%

 

ขณะที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับสู่หุ้นไทยอีกครั้ง โดยล่าสุด ณ วันที่ 7 กรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 4.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai ในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 74,436 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 65,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมี 6 วันทำการที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยเกิน 1 แสนล้านบาท

 

ปัจจัยภายในประเทศที่เป็นแรงหนุนตลาดหุ้นไทยในเดือนมิถุนายน 2569 ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็น 2.3% จากประมาณการเดิมที่ 2% โดยมีภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี

 

ขณะที่ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะเดียวกัน สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำอย่าง Moody’s Ratings และ S&P Global Ratings มีมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

The post ตลท.ไม่ห่วงปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น TRUE กระทบความเชื่อมั่น เผยช่วย TRUE เร่งปิดสมุดทะเบียน พร้อมขอข้อมูลโบรกเกอร์หาข้อเท็จจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดตัวแอป ‘wiset’ รวมข้อมูลหุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ และกองทุนลดหย่อนภาษี ไว้ในแอปเดียว https://thestandard.co/set-wiset-app-investment-data/ Tue, 09 Jun 2026 07:02:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1216220 ภาพหน้าจอแอปพลิเคชัน wiset แสดงข้อมูลการลงทุนรวมในที่เดียว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดตัวแอป ‘wiset’ (วิเศษ) สำหรับผู้ลงท […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดตัวแอป ‘wiset’ รวมข้อมูลหุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ และกองทุนลดหย่อนภาษี ไว้ในแอปเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหน้าจอแอปพลิเคชัน wiset แสดงข้อมูลการลงทุนรวมในที่เดียว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดตัวแอป ‘wiset’ (วิเศษ) สำหรับผู้ลงทุนไทย รวมข้อมูลพอร์ตหุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ และกองทุนลดหย่อนภาษีไว้ในที่เดียว

 

วันนี้ (9 มิถุนายน) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดให้บริการแอปพลิเคชัน wiset เป็นวันแรก เพื่อลดความยุ่งยากในการติดตามข้อมูลและใช้บริการด้านการลงทุนผ่านหลายแพลตฟอร์ม

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนาแอป wiset คือเรื่องข้อมูล โดยต้องการให้ผู้ลงทุนได้ข้อมูลรอบด้าน และลดความยุ่งยากในการเข้าถึงข้อมูลผ่านหลากหลายช่องทาง ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงต้องการรวมข้อมูล ความรู้ และบริการเข้ามาไว้ในช่องทางเดียว เพื่อให้เข้าถึงได้ง่าย รวดเร็ว และปลอดภัยขึ้น

 

“อยากให้ทุกคนเห็นภาพของสินทรัพย์ที่ตัวเองถืออยู่ในภาพรวม เห็นความมั่งคั่งส่วนตัว ซึ่งเริ่มจากข้อมูลหุ้น, DR, พันธบัตร, หุ้นกู้ และกองทุนลดหย่อนภาษี หลังจากนี้จะเพิ่มข้อมูลสินทรัพย์อื่นๆ เข้ามามากขึ้น” อัสสเดชกล่าว

 

ทั้งนี้ ชื่อ wiset มาจากการรวมเอาคำว่า wise ซึ่งหมายถึงความรอบรู้ และการให้ความสำคัญกับข้อมูล มารวมกับ SET ซึ่งตั้งใจว่าจะเป็น trusted gateway ให้กับผู้ลงทุน

 

ฟิเจอร์สำคัญของ wiset คือบริการ My Wealth หรือ One-Stop Portfolio Consolidation ที่รวบรวมข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์ ทั้งหุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ และกองทุนลดหย่อนภาษี จากทุกช่องทางมาแสดงผลรวมกันบนหน้าจอเดียวอัตโนมัติ โดยไม่ต้องกรอกข้อมูลเอง อีกทั้ง ยังสามารถตัดการธุรกรรมผู้ถือหุ้นครบวงจรด้วย TSD e-Service ที่เชื่อมต่อระบบของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ฯ ทำให้สามารถตรวจสอบการถือหุ้น ขอเอกสารเครดิตภาษีเงินปันผล และรับการแจ้งเตือนเงินปันผลเข้าบัญชีได้ทันทีผ่านแอปเดียว

 

 

 

 

นอกจากนี้ wiset ยังเป็นศูนย์รวมข้อมูลและองค์ความรู้จากตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วยให้ผู้ลงทุนติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดได้แบบ real-time ทั้งข่าวสาร ข้อมูลสถิติ และการแจ้งเตือนสำคัญ พร้อมเข้าถีงเนื้อหาความรู้อื่นๆ เช่น ถ่ายทอดสด Earnings Call และ SET e-Learning

 

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดตัวแอป ‘wiset’ รวมข้อมูลหุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ และกองทุนลดหย่อนภาษี ไว้ในแอปเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ โรดโชว์ลอนดอน นำ 5 บริษัทจดทะเบียนไทยพบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง ชูโอกาสลงทุนระยะยาว https://thestandard.co/set-roadshow-london-thai-companies/ Fri, 22 May 2026 08:11:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1210032 ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ 5 บริษัทจดทะเบียนไทย พร้อมข้อความ ตลท.นำ 5 บจ. โรดโชว์ลอนดอน พบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับ บล. ซี แอล เ […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ โรดโชว์ลอนดอน นำ 5 บริษัทจดทะเบียนไทยพบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง ชูโอกาสลงทุนระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ 5 บริษัทจดทะเบียนไทย พร้อมข้อความ ตลท.นำ 5 บจ. โรดโชว์ลอนดอน พบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับ บล. ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) และ CITIC Securities จัดงาน ‘CLSA ASEAN Access Day in London’ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในวันที่ 20-21 พฤษภาคม 2569 พร้อมนำ 5 บริษัทจดทะเบียนไทยชั้นนำ เข้าพบกองทุนสถาบันระดับโลกเพื่อนำเสนอข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคและศักยภาพตลาดทุนไทย

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยการส่งออกไตรมาสแรกขยายตัว 17.6% และมีแนวโน้มที่ดีในระยะยาวจากมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศและมูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ที่เพิ่มขึ้น

 

ด้านตลาดทุน SET Index ปรับตัวขึ้นกว่า 22% ตั้งแต่ต้นปี พร้อมเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสุทธิ โดยจุดแข็งของประเทศไทยคือ มีความยืดหยุ่นที่สามารถรองรับความผันผวนได้ดี การลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น และหุ้นก็ยังมีระดับราคาที่น่าสนใจอยู่

 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้นำเสนอโครงการ JUMP+ เพื่อยกระดับความน่าดึงดูดใจของตลาดทุนไทยด้วย

 

“การโรดโชว์ครั้งนี้ ได้รับการตอบรับที่ดีจากกองทุนชั้นนำกว่า 20 แห่งเข้าร่วมงาน ส่วนใหญ่เป็นกองทุนขนาดใหญ่จากยุโรปที่ลงทุนในตลาดโลกและตลาดเกิดใหม่ผู้ลงทุนสถาบันให้ความสนใจกับตลาดไทยในบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูงและกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความทนทานต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ ข้อมูลที่นำเสนอ ช่วยตอกย้ำความน่าสนใจของตลาดทุนไทยในฐานะแหล่งลงทุนระยะยาวที่มีเสถียรภาพและมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเป็น The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” อัสสเดชกล่าว

 

 

 

บจ. ไทย 5 แห่ง ที่ร่วมโรดโชว์ครั้งนี้ ได้แก่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) บมจ. เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) บมจ. เอสซีบี เอกซ์ (SCB) และ บมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP)

 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีกำหนดเข้าร่วมโรดโชว์กับ บล. ยูบีเอส (ประเทศไทย) ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ฮ่องกง และงานสัมมนาประจำปี Thailand Focus 2026 ในเดือนสิงหาคม 2569

 

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ โรดโชว์ลอนดอน นำ 5 บริษัทจดทะเบียนไทยพบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง ชูโอกาสลงทุนระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. เดินหน้าปรับปรุงมาตรการซื้อขายหุ้นใหม่ หวังเพิ่มสภาพคล่อง-ลดต้นทุนนักลงทุน ทัดเทียมตลาดในภูมิภาค คาดบังคับใช้เร็วสุดไตรมาส 3/2569 https://thestandard.co/set-adjusts-trading-rules/ Fri, 15 May 2026 08:36:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1207458 ภาพอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกราฟหุ้นสื่อถึงการปรับปรุงมาตรการซื้อขาย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขายใ […]

The post ตลท. เดินหน้าปรับปรุงมาตรการซื้อขายหุ้นใหม่ หวังเพิ่มสภาพคล่อง-ลดต้นทุนนักลงทุน ทัดเทียมตลาดในภูมิภาค คาดบังคับใช้เร็วสุดไตรมาส 3/2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกราฟหุ้นสื่อถึงการปรับปรุงมาตรการซื้อขาย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขายในตลาดทุน เพื่อให้มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับสภาวะตลาดปัจจุบัน และเป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นนักลงทุนในตลาดโดยรวม

 

ก่อนหน้านี้ ตลท. นี้ได้ประเมินผลของมาตรการที่ใช้ และหารือเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียในตลาดทุน พบว่า มาตรการกำกับการซื้อขายในปัจจุบัน มีบางส่วนไม่สอดคล้องกับหลักมาตรฐานสากล และเป็นอุปสรรคต่อการซื้อขายในภาพรวม จึงได้ทบทวนและประเมินประสิทธิภาพของ 12 มาตรการฯ ที่บังคับมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า มาตรการกำกับการซื้อขายในตลาดทุนทั่วโลก โดยปกติจะต้องมีการทบทวน และปรับปรุง เพื่อรองรับสถานการณ์หรือกระแสการลงทุนใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น กระแสเกี่ยวกับการทำขายชอร์ต (Short Sell) ในช่วงที่ผ่านมา

 

“การปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขายครั้งนี้ โดยหลักการตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ต้องการให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตลาด เช่น การสร้างราคา การใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหลักทรัพย์ (Insider Trading) หรือพฤติกรรมที่ทำให้นักลงทุนโดยรวม เข้าใจผิดในสภาวะตลาด ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกับนักลงทุนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อย หรือสถาบัน”

 

ทั้งนี้มาตรการกำกับการซื้อขายชุดใหม่จะเหลือเพียง 9 มาตรการ จาก 12 มาตรการที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันและแบ่งมาตรการออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ตามวัตถุประสงค์การกำกับดูแล ดังนี้

 

กลุ่มที่ 1 : มาตรการยกระดับคุณภาพตลาด เสริมสร้างความเท่าเทียม (Fairness) และประสิทธิภาพ

 

มาตรการใหม่

 

  • ปรับลดช่วงราคาซื้อขาย (Tick Size)

 

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีราคาตั้งแต่ 5-50 บาท ต่อหุ้นให้แคบลงเพื่อช่วยลดส่วน ต่างราคาให้ใกล้เคียงกับตลาดทุนในภูมิภาค และเพิ่มโอกาสจับคู่คำสั่งซื้อขาย ทำให้ต้นทุนการซื้อขายของผู้ลงทุนทุกกลุ่มลดลง

 

  • เก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากบัญชีที่มีการส่งคำสั่งซื้อขาย (Order) ในปริมาณมากแต่เกิดการจับคู่การซื้อขายน้อย (High Order-to-Trade Ratio: OTR) เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการส่งคำสั่งซื้อขาย และลดภาระของระบบซื้อขายโดยรวม

 

โดยบัญชีที่เข้าข่ายถูกเก็บค่าธรรมเนียมมีลักษณะดังนี้

 

1. บัญชีที่มี OTR มากกว่า 100 เท่า

 

2. บัญชีมีการส่งคำสั่งถี่ มากกว่า 50 ครั้งต่อนาที (Active Minute)

 

บัญชีดังกล่าวจะถูกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในอัตรา 0.15 บาทต่อรายการ (15 สตางค์) เฉพาะส่วนที่เกิน 30,000 รายการต่อวัน

 

ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวจะไม่ถูกบังคับใช้กับ Market Maker ที่ได้รับอนุญาตจากตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

กลุ่มที่ 2 : มาตรการลดความผันผวนที่ผิดปกติของราคา

 

มาตรการที่ปรับปรุง

 

  • ปรับปรุง Uptick Rule เป็นรายหลักทรัพย์ จะบังคับใช้มาตรการดังกล่าว ในกรณีที่ราคาหลักทรัพย์ลดลงตั้งแต่ 10% เมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า โดยให้ใช้ Uptick ในวันถัดไป เพื่อช่วยชะลอแรงขายในช่วงที่ตลาดผันผวน ลดผลกระทบต่อสภาพคล่อง และลดต้นทุนการซื้อขาย ทั้งนี้ หากเป็นสภาวะปกติให้ใช้เกณฑ์ Zero-Plus Tick ซึ่งราคาขายชอร์ตต้องสูงกว่าหรือเท่ากับราคาปิดวันก่อนหน้า
  • ปรับปรุงหลักทรัพย์ที่สามารถขายชอร์ตได้ โดยจำกัดให้ขายชอร์ตเฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง ได้แก่ หลักทรัพย์ในกลุ่ม SET100, หลักทรัพย์ประเภท ETF และ DR และหลักทรัพย์อ้างอิงของ Single Stock Futures เท่านั้น โดยจะห้ามขายชอร์ตในหลักทรัพย์อ้างอิงของ ETF และ DW เพื่อลดความผันผวนของหุ้นขนาดกลาง-เล็ก

 

มาตรการที่คงเดิม

 

  • คงมาตรการ Auction เมื่อหุ้นติดมาตรการกำกับซื้อขาย Level 2 และ 3
  • คงมาตรการ Auto Pause

 

มาตรการที่ยกเลิก

 

  • ยกเลิกกรอบราคาซื้อขาย Dynamic Price Band

 

เพื่อลดอุปสรรคในการซื้อขาย เนื่องจากพบว่ามาตรการนี้ส่วนใหญ่ Trigger หุ้นสภาพคล่องต่ำ โดย 91% ของหุ้นที่ Trigger มีการซื้อขายน้อยกว่า 100 รายการในวันนั้น

 

กลุ่มที่ 3 : มาตรการกำกับดูแลพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม

 

มาตรการที่ปรับปรุง

 

  • ปรับปรุงการขึ้นทะเบียนผู้ซื้อขายความเร็วสูง (HFT) เพื่อให้การกำกับดูแลสอดคล้องมาตรฐานสากล และพฤติกรรมการซื้อขายจริงมากขึ้น รวมถึงเพิ่มความแม่นยำในการติดตามพฤติกรรมการซื้อขาย

 

โดยการขึ้นทะเบียนกลุ่มผู้ลงทุน HFT จะยึดหลักเกณฑ์ใหม่ที่เน้นพิจารณาพฤติกรรมหลังการซื้อขาย ‘Post-Audit’ เช่น ความถี่หรือความเร็วในการซื้อขาย สถานะสิ้นวัน มูลค่าการซื้อขายรายวัน แทนหลักเกณฑ์เดิม ‘Pre Trade’ ที่ต้องขึ้นทะเบียนก่อนเริ่มซื้อขาย และเน้นพิจารณาผู้ลงทุนจากลักษณะการใช้ Infrastructure & Location

 

มาตรการที่คงเดิม

 

  • คงมาตรการเปิดเผยชื่อลูกค้าที่ส่งคำสั่งไม่เหมาะสมแก่ บล. ทุกราย
  • คงมาตรการ Access Equalization

 

มาตรการที่ยกเลิก

 

  • ยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT ซื้อขายได้

 

ลดความซ้ำซ้อนของมาตรการ เนื่องจากเปลี่ยนมากำกับดูแล HFT บนฐานของ ‘พฤติกรรม’ และปรับปรุงหลักทรัพย์ที่ขายชอร์ตได้ เฉพาะกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงแล้ว

 

  • ยกเลิก Minimum Resting Time (MRT)

 

ลดภาระเชิงระบบ เนื่องจากพบว่าธุรกรรมที่ Trigger ตามมาตรการมีน้อย และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมซื้อขายในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับมีมาตรการเก็บค่าธรรมเนียม High OTR และมีการนำ AI ช่วยตรวจจับพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติที่ทรงประสิทธิภาพแล้ว

 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ลงทุนและผู้เกี่ยวข้อง (Public Hearing) การปรับปรุงมาตรการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นตั้งแต่วันที่ 13-29 พฤษภาคม

 

หลังเสร็จสิ้นกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็น ตลท. จะรวบรวมข้อมูลและปรับปรุง ร่างมาตรการกำกับดูแลการซื้อขาย เพื่อให้คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์พิจารณาอีกรอบ ก่อนจะส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พิจารณาอนุมัติ

 

หลังจากนั้น จะให้เวลานักลงทุนทั้งรายย่อยและนักลงทุนสถาบัน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เตรียมความพร้อมกลยุทธ์การลงทุนภายใต้มาตรการใหม่ คาดว่าจะบังคับใช้มาตรการชุดใหม่เร็วสุดในไตรมาสที่ 3/2569 นี้

The post ตลท. เดินหน้าปรับปรุงมาตรการซื้อขายหุ้นใหม่ หวังเพิ่มสภาพคล่อง-ลดต้นทุนนักลงทุน ทัดเทียมตลาดในภูมิภาค คาดบังคับใช้เร็วสุดไตรมาส 3/2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตน้ำมันเขย่ากำลังซื้อ! ทิสโก้หวั่นกระทบชำระหนี้ลูกหนี้ร่วง หลังน้ำมันพุ่งฉุด GDP ด้าน ตลท. ชี้ฟันด์โฟลว์เริ่มนิ่ง หุ้นไทยส่งสัญญาณปลอดภัย https://thestandard.co/tisco-oil-crisis-debt-stocks-safe/ Fri, 20 Mar 2026 11:34:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1189704 ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจแสดงความกังวลของทิสโก้ต่อน้ำมันแพงกระทบลูกหนี้ ขณะที่ ตลท. ชี้หุ้นไทยเริ่มปลอดภัย

กลุ่มทิสโก้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างส […]

The post วิกฤตน้ำมันเขย่ากำลังซื้อ! ทิสโก้หวั่นกระทบชำระหนี้ลูกหนี้ร่วง หลังน้ำมันพุ่งฉุด GDP ด้าน ตลท. ชี้ฟันด์โฟลว์เริ่มนิ่ง หุ้นไทยส่งสัญญาณปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจแสดงความกังวลของทิสโก้ต่อน้ำมันแพงกระทบลูกหนี้ ขณะที่ ตลท. ชี้หุ้นไทยเริ่มปลอดภัย

กลุ่มทิสโก้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อ หลังราคาน้ำมันและพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หวั่นกระทบขีดความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มลูกค้าโดยตรง พร้อมกางผล Stress Test เตือนหากราคาน้ำมันขยับทุก 10% จะฉุด GDP ไทยร่วง 0.3% สวนทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ประเมินว่าหุ้นไทยเริ่มกลับเข้าสู่โซนปลอดภัยมากขึ้น หลังกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) เริ่มหยุดไหลออกอย่างต่อเนื่อง

 

 

กางผล Stress Test น้ำมันพุ่ง 10% ฉุด GDP ร่วง 0.3%

 

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ยังดำเนินต่อเนื่องในปัจจุบัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานอื่นๆ พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันถือเป็นสมมติฐานสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จากการทำ Stress Test ภายในพบว่า หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทุก 10% จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อขยับเพิ่มขึ้น 0.8% และฉุดการเติบโตของ GDP ลง 0.3% ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มลูกค้า

 

สำหรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากภาวะสงคราม “ผลกระทบต่อลูกค้าโดยตรงอาจยังไม่มี แต่แน่นอนว่ามีผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ” ศักดิ์ชัยกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ทิสโก้มองว่ายังไม่ต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมายธุรกิจที่วางไว้ในปีนี้ แต่หากสถานการณ์รุนแรงหรือยืดเยื้อกว่านี้ อาจต้องกลับมาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง

 

สินเชื่อรถ EV และหลักประกัน ช่วยพยุงพอร์ตในภาวะเปราะบาง

 

อย่างไรก็ตาม ทิสโก้เชื่อมั่นว่าพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีสัดส่วนราว 30-35% ของพอร์ตสินเชื่อยานยนต์ จะช่วยบรรเทาผลกระทบด้านต้นทุนพลังงานของลูกค้าได้ส่วนหนึ่ง ประกอบกับโครงสร้างสินเชื่อของทิสโก้ทั้งหมดเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน (Secure Loan) จึงมีความเสี่ยงลดลงในภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง

 

ตลท. เผยสัญญาณบวก ฟันด์โฟลว์เริ่มนิ่ง หุ้นไทยเข้าโซนปลอดภัย

 

ส่วนผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในปัจจุบันต่อตลาดหุ้นไทย อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ในปัจจุบันเริ่มผ่อนคลายลง ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะเริ่มปลอดภัยมากขึ้น หลังจากที่เริ่มเห็นการหยุดไหลออกของกระแสเงินลงทุนต่างชาติ

 

“ไม่แน่ใจว่าจะเรียกหุ้นไทยเป็น Safe Haven ได้หรือไม่ แต่เริ่มเห็นว่าฟันด์โฟลว์เริ่มสลับเข้าออก หลังจากที่เป็นการไหลออกต่อเนื่องก่อนหน้านี้” อัสสเดชกล่าว

 

ด้าน ชาตรี จันทรงาม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายควบคุมการเงินและบริหารความเสี่ยง TISCO ย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดทางธุรกิจในระยะยาวของทิสโก้ คือการรักษาอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) ซึ่งทำได้ดีมาตลอดเกือบ 2 ทศวรรษ โดยตั้งเป้าหมายไปจนถึงปี 2571 ไว้ที่ระดับ 15-17%

 

โชว์ฟอร์มปี 68 กำไร 6.6 พันล้าน – ปันผลหนัก 93%

 

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 ทิสโก้มีกำไรสุทธิ 6,659 ล้านบาท และยังคงรักษาระดับ ROAE ได้ที่ 15.4% ขณะที่นโยบายการจัดการเงินทุนเน้นการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง โดยในปี 2568 มีอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) สูงถึง 93% หรือคิดเป็น 7.75 บาทต่อหุ้น

 

ทั้งนี้ในมุมมองด้านการบริหารทุน ทิสโก้มองว่าการซื้อหุ้นคืนยังไม่เหมาะในขณะนี้ เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ P/BV มากกว่า 2 เท่า ซึ่งไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่ามูลค่า

 

นอกจากนี้ ทิสโก้ได้เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมแล้วจำนวน 144 บริษัท

 

ยุทธศาสตร์ 3 ปี: ขับเคลื่อนด้วย AI และธรรมาภิบาล

 

สำหรับทิสโก้ตั้งเป้าหมายอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) ในระยะ 3 ปีต่อจากนี้ในระดับ 15-17% อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยวางกลยุทธ์ภายใต้แผนการเติบโต 3 ปีข้างหน้า ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านเทคโนโลยีและหลักธรรมาภิบาล ดังนี้

 

  • ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ (AI) โดยนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) เช่น AI Virtual Coach สำหรับฝึกอบรมพนักงาน และ AI-driven Recommendation เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้า
  • ธรรมาภิบาล ขยายขอบเขตนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันไปยังกลุ่มคู่ค้าสำคัญ และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกรรมการอิสระให้มากกว่า 50% ของคณะกรรมการทั้งหมดภายในปี 2569
  • Climate Action เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1% ต่อปี ผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าในองค์กรและการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ณ สาขาธนาคารและสาขาสมหวัง เงินสั่งได้

The post วิกฤตน้ำมันเขย่ากำลังซื้อ! ทิสโก้หวั่นกระทบชำระหนี้ลูกหนี้ร่วง หลังน้ำมันพุ่งฉุด GDP ด้าน ตลท. ชี้ฟันด์โฟลว์เริ่มนิ่ง หุ้นไทยส่งสัญญาณปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ หวังฟื้นเสน่ห์หุ้นไทย รั้งธุรกิจไทยไอพีโอในประเทศ https://thestandard.co/set-aims-keep-thai-ipos/ Thu, 12 Feb 2026 12:03:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1177930 ภาพรวมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สื่อถึงความพยายามดึงดูดการลงทุนและไอพีโอ

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าว Bloomberg เผยแพร่บท […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ หวังฟื้นเสน่ห์หุ้นไทย รั้งธุรกิจไทยไอพีโอในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สื่อถึงความพยายามดึงดูดการลงทุนและไอพีโอ

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าว Bloomberg เผยแพร่บทความที่มีใจความสำคัญว่า “ความล้มเหลวในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทย ส่งผลให้ตลาดหุ้นและพันธบัตรตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก นั่นคือ มีราคาถูก แต่กลับไม่เป็นที่ต้องการ และกำลังลดความสำคัญลงเรื่อยๆ ในสายตานักลงทุน”

 

ประเด็นเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็เป็นการตอกย้ำความจริงให้ประเทศไทยต้องกลับมาทบทวนตัวเอง และต้องช่วยกันพลิกฟื้นตลาดทุนอย่างจริงจัง สำหรับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่อาจเรียกได้ว่ามีความรับผิดชอบโดยตรง นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ และเร่งประสานความร่วมมือจากทุกฝ่าย

 

ย้อนมองความเห็นต่างชาติ เมินหุ้นไทย ไร้เชื่อมั่นการเลือกตั้ง

 

Bloomberg ระบุว่า ผู้จัดการกองทุนรายใหญ่ระดับโลกบางรายระบุว่า การเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้พวกเขาต้องจำกัดสัดส่วนการลงทุนในไทย เนื่องจากมองว่าผลการเลือกตั้งอาจจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ แรงกดดันเหล่านี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ทำผลงานแย่ที่สุดในโลกเมื่อปีที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดพันธบัตรก็ให้ผลตอบแทนตามหลังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่ในปี 2026

 

บรรยากาศการลงทุนสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่น้อยมาก ว่าผู้นำคนที่ 4 ในรอบ 3 ปีของไทย จะสามารถผลักดันการปฏิรูปที่จำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลที่อ่อนแอและนโยบายที่ไร้ทิศทางได้ นักลงทุนมองว่า ผลที่ตามมาคือเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve) อาจมีความชันมากขึ้น จากแรงขับเคลื่อนของการลดอัตราดอกเบี้ยและความคาดหวังเรื่องการใช้จ่ายของภาครัฐ ในขณะที่ตลาดหุ้นจะยังคงซบเซาเนื่องจากเม็ดเงินลงทุนไหลออกไปยังตลาดอื่น

 

Christopher Leow ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Principal Asset Management ในสิงคโปร์ กล่าวว่า “ในแง่ของมูลค่าหุ้นไทยดูเหมือนจะมีราคาถูก แต่แค่ราคาถูกอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ”

 

ด้าน Leonard Kwan ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอจาก T. Rowe Price ในฮ่องกงกล่าวว่า ประเทศไทยยังพอมีกำลังที่จะใช้จ่ายได้ แต่คำถามสำคัญคือประสิทธิภาพในการใช้เงินเหล่านั้น

 

รั้งธุรกิจไทยไอพีโอในประเทศ

 

ช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่าธุรกิจไทยใหม่ๆ หลายรายที่เติบโตจนขึ้นมาเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ และต้องการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ​ อาจเลือกไม่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย แต่กำลังพิจารณาตลาดหุ้นอื่นๆ ทั้งฮ่องกง สิงคโปร์ หรือสหรัฐฯ อาทิเช่น LINE MAN Wongnai และ เจี้ยนชา เป็นต้น

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง ธุรกิจไทยสนใจออกไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศมากขึ้น แต่ยืนยันว่ากำลังเร่งปรับปรุงในหลายส่วน เพื่อดึงดูดให้บริษัทเหล่านี้กลับมาจดทะเบียนในไทย

 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ วิเคราะห์ว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจไทยอยากออกไปจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศ มาจากหลายส่วน ทั้งเรื่องการประเมินมูลค่าและสภาพคล่อง

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อธิบายว่า ดัชนีหุ้นไทยจากที่เคยเทรด P/E ระดับ 15-16 เท่า ขณะนี้กลับหล่นมาอยู่ที่ 14 เท่า และ 30 ปีที่ผ่านมา อันดับบริษัทจดทะเบียนใน SET มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงจากการควบรวมไม่ใช่จากธุรกิจ ไม่เหมือน S&P 500 ที่ในช่วงเวลาเดียวกัน อันดับของบริษัทจดทะเบียนเปลี่ยนไปมากกว่า 90%

 

ปัจจุบัน valuation ของตลาดหุ้นไทยได้เปลี่ยนแปลงไป ระดับดัชนีก่อนหน้านี้เคยอยู่ที่ระดับ 1,500-1,600 จุด มูลค่าซื้อขายเคยสูงถึงระดับ 5-6 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันพบว่าเกณฑ์การรับหลักทรัพย์มีความเข้มข้นเกินไป ภายใต้การแข่งขันรุนแรงของตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้

 

สิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งทำในเวลานี้คือ การปฏิรูปกฎเกณฑ์ โดยทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อลดขั้นตอนการทำงานให้กระชับขึ้น ให้บริษัทเข้าตลาดได้เร็วขึ้น ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และเปลี่ยนไปเน้นการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล รวมถึงเปรียบเทียบเกณฑ์ของตลาดหุ้นไทย กับคู่แข่งอย่าง ตลาดหุ้นฮ่องกง และสิงคโปร์ เพื่อปิดจุดอ่อนและปรับปรุงให้แข่งขันได้

 

ดึงเม็ดเงินลงทุนระยะยาวกลับมา

 

อัสสเดชกล่าวต่อว่า โครงการ Jump+ เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนกลับมาลงทุนสร้างการเติบโต หาวิธีสร้างรายได้-กำไรใหม่ๆ อย่างไรก็ตามตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่สามารถบังคับบริษัทให้ลงทุนอะไรใหม่ๆ ได้ แต่การที่พาบริษัทในโครงการไปเจอนักลงทุนจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุนให้บริษัทเปิดรับโอกาสใหม่ๆ

 

“ตลท.เชื่อว่าสิ่งที่จะดึงให้ตลาดหุ้นไทยกลับมา คือฟันด์โฟลว์ หลังจากการเลือกตั้งแล้วเสร็จ เกิดการจัดตั้งรัฐบาล ตลท.จะนำทีมบจ.ไปโรดโชว์ต่างประเทศ สิงคโปร์ ฮ่องกง ลอนดอนเพื่อดึงเงินลงทุนระยะยาวกลับมา” อัสสเดชกล่าว

 

นอกจากนี้ การจะดึงมูลค่าการซื้อขายให้กลับมาได้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่า TISA หรือบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้นจะมีส่วนช่วยผลักดัน รวมถึงการเพิ่มสินค้าใหม่ที่มีศักยภาพผ่านโครงการ BOI to IPO ส่วนเกณฑ์การรับหลักทรัพย์ที่มีความเข้มข้นเกินไปนั้น จะเร่งหารือกับ ก.ล.ต. เพื่อหาแนวทางร่วมกัน

 

อีกประเด็นหนึ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาคือ การปลดล็อกข้อจำกัดของต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในหุ้นไทย อย่างกรณีของหุ้นกลุ่มธนาคารไทยซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนต่างชาติ แต่ด้วยหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จำกัดสัดส่วนการถือหุ้นนักลงทุนต่างชาติ ไว้ที่ 25% หากถือครบกำหนด (Foreign Limit) จะไม่สามารถซื้อหุ้นตัวนั้นในกระดานหลักได้อีก แต่ต้องซื้อผ่านกระดานต่างประเทศ หรือ NVDR แทน ซึ่งนักลงทุนต่างชาติมองว่าเป็นอุปสรรค

 

“หุ้นในกลุ่มแบงก์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่นักลงทุนต่างประเทศให้ความสนใจลงทุน ทางตลท.อาจเข้าหารือกับธปท. (ธนาคารแห่งประเทศไทย) เพื่อขอให้ขยายเพดานการลงทุนเพิ่มขึ้น แม้แต่การพิจารณาถึงการเพิ่มระยะเวลาซื้อขายในช่วงบ่ายก่อนหน้านี้ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะไม่ต้องการสร้างภาระให้อุตสาหกรรม เท่าที่รับฟังความคิดเห็นของหลายฝ่าย มีความเป็นไปได้ว่าอาจปรับเวลากลับไปให้ซื้อขายในช่วงเวลาเดิม”

 

หากอยากเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นไทยใน MSCI จากการศึกษาของตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่าวิธีที่ดีที่สุด จะต้องเพิ่มกำไรบริษัทจดทะเบียน โดยบริษัทจดทะเบียนต้องเพิ่มความคาดหวังต่อตัวเอง เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาซื้อ ผลักดัน P/E และมูลค่าตลาดให้สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการซื้อขายหุ้นรายตัวเพิ่มขึ้น ช่วยให้หุ้นไทยเป็นที่พักพิงและหลบความผันผวน

 

ด้านกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า หากต้องการให้ต่างชาติลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้น จะต้องปลดล็อกหุ้นบุริมสิทธิ, Dual Class Shares อนุญาตให้ต่างชาติหุ้นไทย โดยไม่จำกัดสัดส่วน แต่คนไทยยังมีสิทธิควบคุมอำนาจการตัดสินใจในบริษัท ป้องกันนักลงทุนต่างชาติตั้งบริษัทนอมินีมาถือหุ้น แก้ปัญหาทุนเทา ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น

 

ส่วนประเด็นความเสี่ยงที่ไทยอาจถูก MSCI ปรับลดสถานะ คล้ายกับตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่มีกระแสข่าว เสี่ยงถูกลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ลงสู่ตลาดชายขอบ (Frontier Market) เนื่องจากมีปัญหาสภาพคล่อง (Free float) และสัดส่วนการถือหุ้นของรายย่อยที่ต่ำ

 

ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อมั่นว่า หลักเกณฑ์ของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างเป็นที่ยอมรับในระดับสากล จึงไม่ได้มีปัญหา ทั้งนี้มูลค่าตลาด (Market Cap) และสภาพคล่องหุ้นรายตัว เป็น 2 ปัจจัยหลักที่ใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาน้ำหนักดัชนี MSCI

 

ภาพ: Amphol Thongmueangluang/SOPA Images/LightRocket via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ หวังฟื้นเสน่ห์หุ้นไทย รั้งธุรกิจไทยไอพีโอในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยพุ่งทะลุ 1,400 จุด หลังภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง โบรกคาดต่างชาติลุยซื้อเพิ่ม 1-2 หมื่นล้านบาท ในเดือนนี้ https://thestandard.co/bhumjaithai-election-thai-stocks-surge/ Mon, 09 Feb 2026 07:07:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1176469 กราฟดัชนี SET หุ้นไทยพุ่งสูง หลังพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อ

ดัชนี SET ของหุ้นไทย พุ่งแตะ 1,403.96 จุด +3.4% ทำสถิติ […]

The post หุ้นไทยพุ่งทะลุ 1,400 จุด หลังภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง โบรกคาดต่างชาติลุยซื้อเพิ่ม 1-2 หมื่นล้านบาท ในเดือนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟดัชนี SET หุ้นไทยพุ่งสูง หลังพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อ

ดัชนี SET ของหุ้นไทย พุ่งแตะ 1,403.96 จุด +3.4% ทำสถิติสูงสุดรอบกว่า 1 ปี หลังพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กว่า 190 – 200 ที่นั่ง ส่วนพรรคอันดับสองมีแนวโน้มว่าจะเป็นพรรคประชาชน จำนวน 115 – 120 ที่นั่ง

 

3 ปีก่อนหน้านี้ หุ้นไทยติดลบไปเกือบ 20% แต่ช่วงกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ก่อนจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2568 โดยดัชนี SET วิ่งขึ้นมาแล้ว 32% จากราว 1,050 จุด มาสู่ระดับ 1,400 จุด

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาถือว่า ‘เซอร์ไพรส์’ จากคะแนนเสียงระดับประมาณ 200 ที่นั่ง ซึ่งคล้ายคลึงกับการเลือกตั้งในปี 2554 ที่พรรคอันดับหนึ่งชนะการเลือกตั้งค่อนข้างขาดลอย

 

เมื่อเห็นภาพแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ต่างชาติคงจะเชื่อมั่นมากขึ้น ต่างชาติที่สะสมหุ้นไทยมาก่อนหน้านี้ น่าจะสะสมต่อ แต่ระดับการซื้อสุทธิอาจไม่รุนแรงเท่าปี 2554 ที่ครั้งนั้นต่างชาติซื้อสุทธิ 4 หมื่นล้านบาท ภายใน 1 เดือน ส่วนครั้งนี้ คาดว่าจะเห็นแรงซื้อในระดับ 1-2 หมื่นล้านบาท ในเดือนนี้

 

ทั้งนี้ ณัฐชาตประเมินว่า การจัดตั้งรัฐบาลต่อจากนี้จะแบ่งเป็น 2 ฉากทัศน์

 

1) รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผสมกับพรรคกล้าธรรม (พรรคประชาธิปัตย์) และพรรคขนาดเล็กอื่นๆ ซึ่งจะทำให้จำนวนเสียงฝั่งรัฐบาลในสภามีอยู่ประมาณ 280 เสียงบวกลบแม้อาจจะไม่ถึง 300 เสียง แต่ประเมินว่าการบริหารจัดการตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรีต่างๆ จะเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งถือเป็นฉากทัศน์ที่ยอมรับได้

 

2) รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผสมกับพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคขนาดเล็กบางพรรค ซึ่งจะทำให้เสียงฝั่งรัฐบาลในสภาจะทะลุระดับ 300 เสียง ไปอยู่ที่ราว 330 เสียง หากออกมาในกรณีนี้ ช่วงแรกอาจมีความตะกุกตะกักในการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีบ้าง แต่หากผ่านไปได้ จะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลในช่วง 4 ปีข้างหน้ามีความแข็งแกร่งอย่างสูง

 

ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบที่ 1 หรือ 2 มีโอกาสจะส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่มักให้น้ำหนักกับเสถียรภาพเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปได้ว่าเราอาจเห็นนักลงทุนกลุ่มนี้มีการเดินหน้าซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อไป หลังจากที่มีการซื้อสุทธินับจากต้นปีไปแล้วกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท คล้ายกับภาพที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งปี 2554 ที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายเกินครึ่ง (Landslide)

 

“ตั้งแต่เปิดปีนี้ หุ้นไทยกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ยอีกครั้งที่ระดับ 1,390 – 1,400 จุด กลุ่มหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศน่าจะนำตลาด อย่าง ค้าปลีก ไฟแนนซ์ ท่องเที่ยว นิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งล้อไปกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทย”

 

ด้าน อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงสร้างรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นโดยพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ คาดว่าจะสร้างสมดุลระหว่างการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นและระยะยาว และมีความต่อเนื่องจากการบริหารงานในช่วงที่ผ่านมา

 

โดยมีนโยบายมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ลดค่าครองชีพ และพยุงกำลังซื้อ ที่จะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม และส่งผลเชิงบวกต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในหลายภาคส่วน ควบคู่กับการเดินหน้าส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน เช่น โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) การผลักดันให้เกิดบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA) รวมทั้งการปฏิรูปกฎหมายตลาดทุนไทยให้มีความทันสมัยและบังคับใช้รวดเร็วขึ้นจะยิ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นและสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุนไทยในระยะยาว

 

ขณะที่ ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาถือเป็นเซอร์ไพรส์ในทางบวก ก่อนหน้านี้ตลาดประเมินไว้แล้วว่าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นรัฐบาล แต่ไม่ได้คาดว่าจะได้คะแนนเสียงมากเท่านี้

 

“ต่างชาติน่าจะเชื่อมั่นในแง่เสถียรภาพ และซื้อสุทธิอย่างมีนัยสำคัญในวันนี้ ถ้ารอบนี้รัฐบาลเป็นการจับมือกันของภูมิใจไทย เพื่อไทย และกล้าธรรม น่าจะช่วยให้รัฐบาลอยู่ครบวาระ”​

 

ทั้งนี้ ดัชนี SET ที่ราว 1,400 จุด เป็นระดับใกล้กับระดับเหมาะสมที่ให้ไว้แล้ว ส่วนกรณีดีสุดของดัชนี SET ที่เคยประเมินไว้ 1,500 จุด มีโอกาสเกิดขึ้นได้ หากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว รัฐบาลมาจากการจับมือของพรรคการเมืองน้อยพรรค

The post หุ้นไทยพุ่งทะลุ 1,400 จุด หลังภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง โบรกคาดต่างชาติลุยซื้อเพิ่ม 1-2 หมื่นล้านบาท ในเดือนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศแผนกลยุทธ์ 3 ปี ใช้ความ ‘ดุดัน’ ทำงานยกระดับ CG ฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมชู 3 แผนขับเคลื่อนตลาดทุน https://thestandard.co/set-aggressive-strategy-cg-market/ Wed, 14 Jan 2026 01:52:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1164914 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศแผนกลยุทธ์ 3 ปี ใช้ความ ‘ดุดัน’ ทำงานยกระดับ CG ฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมชู 3 แผนขับเคลื่อนตลาดทุน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกาศแผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหล […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศแผนกลยุทธ์ 3 ปี ใช้ความ ‘ดุดัน’ ทำงานยกระดับ CG ฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมชู 3 แผนขับเคลื่อนตลาดทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศแผนกลยุทธ์ 3 ปี ใช้ความ ‘ดุดัน’ ทำงานยกระดับ CG ฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมชู 3 แผนขับเคลื่อนตลาดทุน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกาศแผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ระยะ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” ท่ามกลางความท้าทายที่เผชิญอยู่ ทั้งความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยที่ลดลง สภาพคล่องการซื้อขายที่หดตัว การขาดจำนวนธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่เข้าจดทะเบียน การแข่งขันจากต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือก รวมถึงปัจจัยความเสี่ยงหลายๆ ด้านที่เพิ่มมากขึ้น

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ระยะ 3 ปี จะใช้ความ ‘ดุดัน’ ในการทำงานในส่วนที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีอำนาจควบคุม เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นด้านธรรมาภิบาล (CG) โดย ตลท. มีแผนจะเข้าไปสื่อสารและนำเสนอข้อมูลโดยตรงกับคณะกรรมการ (บอร์ด)ของบริษัทจดทะเบียน เพื่อเน้นย้ำเรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบ

 

ทั้งนี้หากพบงบการเงินหรือรายการที่น่าสงสัย ตลท. จะเร่งให้บริษัทชี้แจงและเปิดเผยข้อมูลต่อนักลงทุนทันที โดยไม่ต้องรอการตรวจสอบจากหน่วยงานอื่นเพียงอย่างเดียว

 

สำหรับกรณีการตรวจสอบทุนเทา แม้ ตลท. จะไม่ใช่หน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนเส้นทางเงินโดยตรง แต่ยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนข้อมูลแก่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อสร้างความโปร่งใส ทั้งนี้มองว่ากรณีบริษัทที่สร้างความเสียหายมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับบริษัททั้งหมดกว่า 800 แห่งในตลาด

 

ยืนยันตลาดหุ้นไทยไม่ใช่แหล่งฟอกเงิน

 

อัสสเดช กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าตลาดทุนไทยไม่ใช่แหล่งฟอกเงิน ขณะที่ในฝั่งของนักลงทุนต่างชาติไม่ได้มองตลาดทุนไทยว่าเป็นแหล่งฟอกเงิน ซึ่งปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจน ทั้งนี้มีมุมมองว่าประเด็นดังกล่าวเป็นการปลุกประเด็นกระแสเพื่อเรียกร้องความสนใจมากกว่า

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศแผนกลยุทธ์ 3 ปี ใช้ความ ‘ดุดัน’ ทำงานยกระดับ CG ฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมชู 3 แผนขับเคลื่อนตลาดทุน 1

 

“เงินทุนเทาที่เข้ามาในระบบเศรษฐกิจของไทย ซึ่งมองว่าที่เข้าในตลาดทุนไทย จะเป็นปลายน้ำแล้ว ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมให้ความร่วมมือ หากมีข้อมูลที่มองว่าเป็นประโยชน์ในการดำเนินการของทุกสำนักงานของรัฐ แต่ทุกวันนี้ ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาขอข้อมูลอะไรจากตลาดหลักทรัพย์ฯ” อัสสเดช กล่าว

 

ทบทวนกฎเกณฑ์ต่างๆภายใน 6 เดือน

 

ด้านกฎเกณฑ์การกำกับดูแลในตลาดทุนจำเป็นต้องมีดุดันด้วยเช่นกัน เนื่องจากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ออกเกณฑ์ใหม่ๆ จำนวนมาก ซึ่งยังตอบโจทย์นักลงทุนไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทำให้ต้องกลับมาพิจารณาเกณฑ์ที่ออกมาทั้งหมดเป็นประโยชน์ต่อตลาดทุนโดยรวมหรือไม่

 

โดยปัจจุบันทีมตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างศึกษาข้อมูล เพื่อพิจารณาว่ากฎเกณฑ์ที่มีมากกว่า 20 กฎเกณฑ์ ควรจะปรับเปลี่ยนอะไรบ้างเพื่อให้ตอบโจทย์นักลงทุนโดยรวมจริงๆ

 

โดยแผนทบทวนกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุน โดยจะพิจารณาในทุกกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น HFT, Uptick Rule, Dynamic Price Band เป็นต้น ว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไร เพื่อสร้างความสมดุลให้เหมาะสม ครบถ้วนต่อภาวะตลาดในปัจจุบัน คาดว่าจะเห็นภาพชัดเจนได้ภายใน 6 เดือนแรกของปีนี้

 

เปิด 3 แผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

สำหรับแผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ 3 ปี จะดำเนินการเชิงรุกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าดึงดูดของตลาด (Attractiveness) การเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) การเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (Valuation) และที่สำคัญคือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ทุกภาคส่วน ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้

 

1. รุกสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น (Exciting Markets with Confidence)

 

โดยมีแผนดึงดูด Fund Flow รวมทั้งร่วมมือกับพันธมิตรกระตุ้นให้ผู้ลงทุนกลับมาซื้อขายและขยายฐานผู้ลงทุนใหม่ หลังปี 2568 สภาพคล่องปรับลดลงจากหลายปัจจัยที่กดดัน เป็นปัญหาหลักที่ต้องเร่งแก้ไขคือสภาพคล่องของตลาด ซึ่ง ตลท. มีแผนดำเนินการในหลายด้านดังนี้

 

  • ช่วงปลายปี 2568 มีการปรับกฎเกณฑ์การซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ได้มีการยกเลิกเงื่อนไขที่ต้องรอ 6 เดือนก่อนเริ่มโครงการใหม่ และขยายระยะเวลาการถือครองหุ้นที่ซื้อคืนก่อนจำหน่ายออกเป็นสูงสุด 5 ปี เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนบริหารจัดการสภาพคล่องได้ยืดหยุ่นขึ้น
  • โครงการ Jump+ มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม บจ. ปัจจุบัน เดินหน้าสร้าง visibility แผนงานของ บจ. ซึ่งปัจจุบันมี บจ ร่วมโครงการแล้วจำนวน 110 แห่ง
  • มุ่งเน้นการเพิ่มความน่าสนใจให้กับหุ้นขนาดเล็กที่มักขาดการวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ โดยการสนับสนุนงบประมาณให้มีการจัดทำบทวิเคราะห์และสื่อสารกับนักลงทุนมากขึ้น
  • ศึกษาการใช้เทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์และเผยแพร่ข้อมูลบริษัทขนาดเล็ก ตามแบบอย่างของประเทศญี่ปุ่น เพื่อลดช่องว่างด้านข้อมูล
  • ศึกษาการนำระบบ Market Maker มาใช้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับหุ้นขนาดเล็กอย่างเหมาะสม

 

ดึงดูดทุนต่างชาติและ New Economy

 

เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ตลท. เตรียมผลักดันสินค้าและนโยบายใหม่ๆ เช่น

 

  • B-Connect เป็นโครงการที่จะทำให้นักลงทุนสามารถใช้พันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักประกัน (Collateral) ในการซื้อขายหุ้นได้ ซึ่งจะช่วยดึงเงินทุนเข้าสู่ระบบมากขึ้น โดยโครงการนี้รอความชัดเจนจากรัฐบาลใหม่เพื่อดำเนินการต่อ
  • การดึงดูด New Economy ทบทวนกฎเกณฑ์และกระบวนการ IPO ให้รวดเร็วขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพและดึงดูดธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย และผลักดันให้สามารถแข่งขันกับตลาดหุ้นต่างประเทศได้โดยมีการปรับปรุงเกณฑ์เพื่อให้กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น
  • ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดึงดูดบริษัทกลุ่ม New Economy, บริษัทต่างชาติ รวมถึง SME และ Startup เข้าสู่ตลาดทุนไทย ธุรกิจแอลกอฮอล์ ตลท. ยืนยันว่าไม่มีเกณฑ์ห้ามธุรกิจที่ถูกกฎหมายเข้าจดทะเบียน หากมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ด้านกำไรและระบบควบคุมภายใน

 

2. ผนึกกำลัง ขยายการเติบโต (Grow Business with Stakeholders)

 

  • สร้าง SET Climate Ecosystem ร่วมกับพันธมิตรขยายการใช้งาน SETCarbon ในกลุ่ม บจ. รวมถึง Supply chain ของ บจ. ธนาคาร และลูกค้าธนาคาร โดยมีแผนพัฒนาฟังก์ชันให้ครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ ตั้งเป้า บจ. ใช้งานระบบเพิ่มขึ้นอีก 100 บริษัท พร้อมมุ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาฐานข้อมูลคาร์บอนกลางของประเทศด้วยมาตรฐานข้อมูลเดียวกันสำหรับทุกภาคส่วน รวมทั้งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และเตรียมพร้อมทุกภาคส่วนให้รองรับ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ต่อยอดธุรกิจ Market Data & Access นำ AI มาพัฒนาข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานทั้งภายในและให้บริการภายนอกองค์กร พัฒนานโยบายสำหรับการให้บริการเชิงพาณิชย์ให้เทียบเคียงสากล

 

3. เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนพัฒนาคน (Great Process and People)

 

  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับการบริการ: พัฒนาระบบ Clearing ใหม่เพื่อเตรียมการที่จะเริ่มให้บริการในปี 2570 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของระบบ และยกระดับ TSD e-Service เช่น QR Code Sealer e-Proxy, e-Document, Investor Portal
  • วางรากฐานพัฒนาคน ขับเคลื่อนบุคลากรเพื่อสอดรับกับทิศทางองค์กรและธุรกิจ พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สร้างสรรค์นวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม และตระหนักถึงความยั่งยืน

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศแผนกลยุทธ์ 3 ปี ใช้ความ ‘ดุดัน’ ทำงานยกระดับ CG ฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมชู 3 แผนขับเคลื่อนตลาดทุน 2

ภาพ : แผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ระยะ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”

 

แผน Roadshow จ่อคลอด Crypto ETF-Futures บุกกระดานเทรด

 

สรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในส่วนของการเข้าถึงนักลงทุน ตลท. มีแผนจะรวมแอปพลิเคชันการลงทุนให้เหลือเพียงแอปเดียว เพื่อให้ผู้ลงทุนบริหารจัดการพอร์ตได้อย่างสะดวกและเห็นภาพรวมสินทรัพย์ทั้งหมดในที่เดียว สำหรับแผนการโรดโชว์ต่างประเทศ จะเน้นไปที่ศูนย์กลางการเงินอย่างฮ่องกงและสิงคโปร์ โดยจะเริ่มดำเนินการอย่างเข้มข้นในช่วงไตรมาส 1 หรือ 2 ของปีหน้า หลังจากมีความชัดเจนด้านนโยบายจากรัฐบาลใหม่

 

หนึ่งในแผนสำคัญคือการเตรียมความพร้อมนำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่กระดานเทรด โดยจะเน้นไปที่ Crypto ETF และ Crypto Futures มีรายละเอียด ดังนี้

 

  • Crypto ETF จะเป็นการซื้อขายผ่านกระดานของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เป็นผู้จัดตั้งกองทุน Crypto ETF และซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ตามปกติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต. ถึงรายละเอียดของสินทรัพย์ที่จะนำมาบรรจุในตะกร้า ETF ซึ่งคาดว่าจะขออนุญาต ก.ล.ต. ออก Crypto ETF ภายในปีนี้
  • Crypto Futures จะเป็นการซื้อขายในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับ FX Futures หรือ Index Futures ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่านักลงทุนจะได้เห็น Crypto ETF ออกมาสร้างสีสันก่อนผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Futures โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ที่เทรดคริปโตเคอร์เรนซีให้เข้ามาสู่ระบบการลงทุนที่มีมาตรฐานและการกำกับดูแล

เปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ รวมศูนย์ข้อมูลพอร์ตลงทุนแบบ One-Stop

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ภายในปีนี้ เพื่อแก้ปัญหาความยุ่งยากในการติดตามข้อมูลการลงทุนของผู้ลงทุนรายย่อย โดยแอปฯ นี้จะทำหน้าที่เป็น ศูนย์รวมข้อมูลพอร์ตการลงทุน (Centralized Portfolio Data) ที่รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งมาไว้ในที่เดียว ทั้งหุ้น พันธบัตร รวมถึงกองทุนต่างๆ อย่าง LTF RMF และ SSF

 

รุกตลาดพันธบัตร และความคืบหน้า IPO ไซส์ใหญ่

 

ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนพัฒนา Bond Connect เพื่อให้การซื้อขายพันธบัตรตลาดแรกและตลาดรองสามารถทำได้ง่ายขึ้นบนกระดาน SET รวมถึงการรอความชัดเจนจากนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับ G Token หรือ Digital Token ของภาครัฐที่จะเชื่อมโยงกับการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่

 

สำหรับภาพรวมการนำบริษัทเข้าจดทะเบียน (IPO) ในปีนี้ คาดว่าจะมี IPO ขนาดใหญ่ ที่ผ่านการอนุมัติและเตรียมเสนอขายอยู่ในระบบอย่างน้อย 1 ราย ส่วนประเด็นเรื่องการรับกลุ่มธุรกิจที่มีความอ่อนไหว เช่น ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันในจุดยืนเดิมว่า เปิดกว้างสำหรับทุกธุรกิจที่ดำเนินงานอย่างถูกกฎหมาย และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ ทั้งในด้านตัวเลขทางการเงินและการควบคุมภายใน (Internal Control)

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศแผนกลยุทธ์ 3 ปี ใช้ความ ‘ดุดัน’ ทำงานยกระดับ CG ฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมชู 3 แผนขับเคลื่อนตลาดทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เร่งเครื่องปรับเกณฑ์คุมเข้มขาย ‘หุ้นกู้’ ยกระดับคุมวัตถุประสงค์ใช้เงิน หากฝ่าฝืนทำผิดเสี่ยงโดนสั่งห้ามออกหุ้นกู้อีกต่อไป https://thestandard.co/sec-bond-sale-rules-ban-risk/ Fri, 28 Nov 2025 09:28:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1149143 ก.ล.ต. เร่งเครื่องปรับเกณฑ์คุมเข้มขาย ‘ หุ้นกู้’ ยกระดับคุมวัตถุประสงค์ใช้เงิน หากฝ่าฝืนทำผิดเสี่ยงโดนสั่งห้ามออก หุ้นกู้อีกต่อไป

ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการปรับเกณฑ์การออกและเสนอ ‘หุ้นกู้’ ม […]

The post ก.ล.ต. เร่งเครื่องปรับเกณฑ์คุมเข้มขาย ‘หุ้นกู้’ ยกระดับคุมวัตถุประสงค์ใช้เงิน หากฝ่าฝืนทำผิดเสี่ยงโดนสั่งห้ามออกหุ้นกู้อีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เร่งเครื่องปรับเกณฑ์คุมเข้มขาย ‘ หุ้นกู้’ ยกระดับคุมวัตถุประสงค์ใช้เงิน หากฝ่าฝืนทำผิดเสี่ยงโดนสั่งห้ามออก หุ้นกู้อีกต่อไป

ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการปรับเกณฑ์การออกและเสนอ ‘หุ้นกู้’ มีเป้าหมายหลักคือการสร้างความชัดเจนและโปร่งใสในการใช้เงินที่ระดมทุนได้จากหุ้นกู้ โดยกำหนดมาตรการลงโทษ หากฝ่าฝืน อาจถูกลงโทษ สั่งแบนหรือสั่งไม่ให้ออกหุ้นกู้ในอนาคต

 

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการกำกับหุ้นกู้ เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญในการระดมทุน โดยเลขาธิการ ก.ล.ต. ยืนยันว่า ตลาดตราสารหนี้ไทยมีขนาดใหญ่และมีความแข็งแกร่ง แต่สิ่งที่ ก.ล.ต. ไม่ต้องการเห็นคือ การใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ (Use of Proceed)

 

ทั้งนี้เพื่อแก้ไขประเด็นดังกล่าว ก.ล.ต. เตรียมปรับปรุงเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างความชัดเจนและโปร่งใสในการใช้เงินที่ระดมทุนได้จากหุ้นกู้ โดยมีประเด็น ดังนี้

 

  • ความชัดเจนในการใช้เงิน แม้ปัจจุบันผู้ออกหุ้นกู้จะต้องระบุวัตถุประสงค์การใช้เงินอยู่แล้ว แต่เกณฑ์ใหม่จะกำหนดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
  • การจัดการเมื่อเปลี่ยนแผน หากผู้ออกต้องการเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้เงินเนื่องจากความไม่แน่นอนทางธุรกิจ จะต้องกลับไป ขออนุมัติหรือขอสัตยาบัน หรือการรับรองย้อนหลัง จากผู้ถือหุ้นกู้ภายใต้ข้อกำหนดสิทธิ์
  • มาตรการลงโทษ หากไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนด จะถือว่าเป็นการฝ่าฝืน และอาจถูกลงโทษทางวินัย (Discipline) เช่น การถูกแบนหรือสั่งไม่ให้ออกหุ้นกู้ในอนาคต

 

สำหรับเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินนี้ได้ผ่านการพิจารณาของบอร์ดแล้ว และคาดว่าอาจจะเริ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็น (Hearing) ภายในเดือนหน้า โดยการบังคับใช้อย่างเป็นทางการอาจอยู่ช่วง ปลายไตรมาส 1 ปีหน้า

 

“ก.ล.ต. ยังเตรียมจัดตั้ง Task Force ชุดที่ 2 หลังปีใหม่ เพื่อมุ่งเน้นการยกระดับตลาดตราสารหนี้โดยเฉพาะ รวมถึงการส่งเสริมความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เช่น การจัดทำเกณฑ์ Transition Finance หรือ Transition Bond) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือทางการเงินสำหรับบริษัทที่ต้องการเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน และเชื่อว่าจะมาช่วยตอบโจทย์การลงทุนในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงและต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมาก” ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์กล่าว

 

เร่งรัดกระบวนการ IPO ดัน ‘More Disclosure Less Merit’

 

เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า ก.ล.ต. กำลังดำเนินการเพื่อปรับปรุงเกณฑ์การระดมทุนเกี่ยวกับการออกและการออกและเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชน (IPO) ให้รวดเร็วขึ้น (Streamline) และลดภาระแก่บริษัท โดยเฉพาะการปรับลดบทบาทการกำกับในรูปแบบ Merit-based ในบางประเด็นที่มีกลไกออื่นมาทดแทน เช่นประเด็นการจัดโครงสร้างภายในของบริษัทซึ่งคาดว่าจะเกณฑ์เกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่เสร็จออกมาได้ภายในปี 2569

 

แนวคิดหลัก คือ ‘More Disclosure, Less Merit’ ภายใต้การคุ้มครองผู้ลงทุนที่เหมาะสม โดยมีหลักคิด ดังนี้

 

  • ลดภาระโครงสร้างที่ซับซ้อน จะลดการตรวจสอบเชิงลึกในเรื่องโครงสร้างบริษัทที่ซับซ้อน เช่น การจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (COI) ระหว่างบริษัทลูกและบริษัทแม่ โดยจะให้ความสำคัญกับการ เปิดเผยข้อมูล (Disclosure) ที่ชัดเจนแทน
  • การโอนถ่ายความรับผิดชอบ การปรับเกณฑ์นี้จะทำให้ระยะเวลาในการพิจารณาโครงสร้างสั้นลง และเป็นการ เพิ่มอำนาจ และความรับผิดชอบไปยังบอร์ดบริษัทและผู้ทำหน้าที่ Gatekeeper เช่น FA และผู้สอบบัญชี (Auditor) มากขึ้น

 

นอกจากนี้ ก.ล.ต. มุ่งเน้นการสนับสนุนการระดมทุนของบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจเป้าหมาย (Target Growth Economy) เช่น EV หรือพลังงานสะอาด และกำลังพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำเกณ์ IPO เพื่อรองรับกลุ่มธุรกิจที่เป็นTarget Growth Economy ของ BOI ซึ่งเป็นแนวคิด One-Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้ง่ายขึ้น

 

ทั้งนี้คาดว่า Direction ของการปรับเกณฑ์ IPO สำหรับ BOI จะเริ่มเห็นชัดเจนภายในไตรมาส 1 ปีหน้า ส่วนการบังคับใช้เกณฑ์จริง คาดว่าจะเสร็จออกมาภายในปีหน้า

 

สำหรับบริษัทขนาดเล็กและ Startups ที่มีคุณภาพ ก.ล.ต. ยังคงส่งเสริมการระดมทุนผ่าน Crowdfunding Portal และการปรับปรุงแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น LiveX

 

ก.ล.ต. เร่งเครื่องปรับเกณฑ์คุมเข้มขาย ‘ หุ้นกู้’ ยกระดับคุมวัตถุประสงค์ใช้เงิน หากฝ่าฝืนทำผิดเสี่ยงโดนสั่งห้ามออก หุ้นกู้อีกต่อไป 1

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

 

สร้างความเชื่อมั่น บังคับใช้กฎหมายที่รวดเร็ว-การยกระดับ CG

 

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ ยอมรับว่ารู้สึกไม่สบายใจกับสถานการณ์ที่เกิดกรณีการกระทำผิดในตลาดทุน แต่เน้นย้ำว่า ความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) สร้างได้ยากมาก และยืนยันว่า ก.ล.ต. ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่กับผู้กระทำผิด

 

สำหรับในกรณีที่มีการกระทำผิด เช่น กรณี บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป JKN ซึ่งที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายทั้ง ทางแพ่ง และ ทางอาญา

 

โดยมาตรการทางแพ่ง มีระยะเวลาดำเนินการที่สั้นกว่า และส่วนใหญ่มุ่งไปที่การปรับและมาตรการแซงก์ชัน เช่น การจำกัดการเป็นกรรมการ

 

ในส่วนการลงโทษทางอาญากรณีทุจริต ก.ล.ต. จะทำการกล่าวโทษ จากนั้นจะเป็นกระบวนการของตำรวจ อัยการ และศาล ตามลำดับ

 

ผลักดัน TISA คาดเห็นรูปธรรมใน 2 เดือน

 

ประเด็นสำคัญที่ ก.ล.ต. กำลังผลักดันอย่างหนักคือ บัญชีออมทรัพย์เพื่อการลงทุนระยะยาว หรือ Thai Individual Saving Account (TISA) ซึ่งอยู่ในแผนของสำนักงานมาแล้ว 2 ปี และเพิ่งถูกนำมาอยู่ใน Task Force ร่วมกับภาคเอกชนเมื่อครึ่งปีที่ผ่านมา

 

โดยความคืบหน้าขณะนี้ ก.ล.ต. ได้หารือและมีความสอดคล้องกับกระทรวงการคลังแล้ว โดยคาดหวังว่าจะได้รับ สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญสำหรับโครงการลงทุนระยะยาวในประเทศไทย

 

เนื่องจากรัฐบาลชุดปัจจุบันต้องการเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว (Q เลขาธิการ ก.ล.ต. จึงเชื่อว่า ภายใน 2 เดือนข้างหน้า จะได้เห็นความชัดเจนในกรอบของ TISA อย่างไรก็ตาม รายละเอียดทั้งหมดขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลัง

 

โดยวัตถุประสงค์ของISA มีเป้าหมายเพื่อสร้างการออมระยะยาว และส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขของคนไทย (Wellness of people)

 

ตลท.จับ ก.ล.ต. เน้นการ ‘Disclosure-Based’ ลดเวลาทำ IPO

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงทิศทางการทำงานล่าสุดว่า ตลท. ได้รับฟีดแบคและเห็นความเคลื่อนไหวในตลาดโลก ซึ่งส่งผลให้เกิดความต้องการให้กระบวนการ IPO เร็วขึ้น โดย ตลท. ทราบดีว่าตลาดในภูมิภาคหลายแห่งมีการ เข้ามาเชิญชวนและชักชวนบริษัทในประเทศไทย ให้ไปจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยสำคัญที่ ตลท. ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดคือ ความเร็วของขั้นตอน และ ความยากง่าย ในการเข้าสู่ตลาด

 

อัสสเดช ยกกรณีศึกษาของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมะพร้าว ซึ่งตัดสินใจไปจดทะเบียนในฮ่องกง โดยระบุว่า บริษัทดังกล่าวมีรายได้หลักกว่า 90% มาจากประเทศจีน ซึ่งการไปจดทะเบียนในฮ่องกงอาจสมเหตุสมผล

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ตลท. ต้องเรียนรู้และสังเกตจากกรณีดังกล่าวคือ ความเร็วในขั้นตอนการเข้าตลาด ของเคสนี้ ซึ่ง ตลท. ต้องนำมาวิเคราะห์ว่ามีส่วนใดที่สามารถปรับปรุงได้ เพื่อ ไม่ให้เสียโอกาสของตลาดไทย ขณะนี้ทีมงานกำลังพูดคุยกับหลายบริษัทที่อาจมีความคิดอยากจะออกไปจดทะเบียนนอกประเทศ

 

เป้าหมายลดระยะเวลาขั้นตอน IPO โดยไม่เพิ่มความเสี่ยง

 

อัสสเดชยืนยันว่า เป้าหมายที่ชัดเจนที่สุดคือ ลดระยะเวลา ในกระบวนการ IPO แต่สิ่งนี้ต้องมาพร้อมกับการควบคุมไม่ให้ มีความเสี่ยงต่อผู้ลงทุนมากขึ้น ซึ่งเป็นสองเป้าหมายที่ต้องสร้างสมดุล

 

ตลท. ให้ความสำคัญกับการมีบริษัทที่มี คุณภาพ เข้ามาจดทะเบียน และไม่ต้องการให้บริษัทที่คุณภาพไม่ดีเข้ามาเป็น ภัยต่อนักลงทุน การกำหนดเป้าหมายเวลาที่แน่นอนในตอนนี้จึงเป็นเรื่องที่ พูดได้ยาก เพราะกระบวนการที่เหมาะสมต้องขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแต่ละธุรกิจ

 

หากเป็นธุรกิจที่ซับซ้อน จริงๆ ก็จำเป็นต้องใช้เวลาที่เหมาะสม เพื่อให้แน่ใจว่านักลงทุนมี ข้อูลที่เพียงพอในการตัดสินใจ ในทางกลับกัน หากเป็นธุรกิจที่มีการเปิดเผยข้อมูลดี และที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ทำงานถูกต้อง กระบวนการก็จะง่ายขึ้น
การปรับสู่ ‘Disclosure-Based’ และบทบาทของตัวกลาง

 

ตลท. กำลังทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อปรับแนวทางการกำกับดูแลไปสู่รูปแบบที่ เรียกว่า Disclosure-Based มากขึ้น ซึ่งเป็นการพัฒนาตามปกติของตลาดทั่วโลก

 

หัวใจสำคัญของการปรับเปลี่ยนครั้งนี้คือการ ให้ความรับผิดชอบอยู่กับตัวกลาง มากขึ้น ทั้งในส่วนของปรึกษาทางการเงิน (FA), นักกฎหมาย, และผู้สอบบัญชี (Auditor) มีหน้าที่รวบรวมและสื่อสาร ข้อมูลที่เพียงพอ ให้แก่นักลงทุน

 

อย่างไรก็ดีประเด็นที่ ตลท. ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นคือ การมีข้อมูลที่ผู้ประกอบการทราบแต่ไม่เปิดเผย

 

ส่วนการที่สำนักงาน ก.ล.ต. ต้องดำเนินการเองทุกอย่าง อาจถูกมองว่าเป็นการ ทำซ้ำซ้อน แต่หากตัวกลางทำงานไม่เหมาะสม ก็จะเกิดอันตรายได้
นอกจากนี้ ตลท. ยังกำลังพิจารณาการดึง เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ในขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้สามารถหาความสมดุลระหว่างความเร็วและความเสี่ยงได้

 

ก.ล.ต. เร่งเครื่องปรับเกณฑ์คุมเข้มขาย ‘ หุ้นกู้’ ยกระดับคุมวัตถุประสงค์ใช้เงิน หากฝ่าฝืนทำผิดเสี่ยงโดนสั่งห้ามออก หุ้นกู้อีกต่อไป 2

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

 

พิจารณาแก้เกณฑ์เฉพาะกลุ่ม BOI-Market Cap

 

ในส่วนของเกณฑ์การจดทะเบียน ตลท. กำลังดูความเป็นไปได้ในการ แก้ไขเกณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มที่มาลงทุนผ่าน BOI (Board of Investment)
อัสสเดชอธิบายว่า บริษัทที่มาลงทุนผ่าน BOI มักจะเข้ามาสร้างโรงงานหรือกำลังการผลิต ซึ่งอาจไม่ได้มีกำไรทันที แต่เกณฑ์ปัจจุบันกำหนดให้บริษัทต้องมี กำไรอย่างน้อย 3 ปี ก่อนจดทะเบียน ดังนั้น หากบริษัทเหล่านี้มีธุรกิจแม่ที่แข็งแกร่ง ตลท. กำลังดูว่าจะสามารถ เปลี่ยนแปลงเกณฑ์ เพื่อให้พวกเขาเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น โดยที่ยังไม่ต้องมีกำไรตามเกณฑ์ปัจจุบันได้หรือไม่

 

นอกจากนี้ ยังมีการทบทวนเกณฑ์ Market Cap ที่เดิมเน้นไปที่กลุ่ม Infrastructure และ Target Industry ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ประกาศใช้มาแล้ว 3 ปี แต่ ยังไม่เคยมีใครใช้เลย ตลท. ต้องกลับไปดูว่า เกณฑ์นี้ไม่ถูกใช้เพราะตลาดไม่มีธุรกิจที่เข้าเกณฑ์ หรือเพราะเกณฑ์ที่กำหนดไว้ยังไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกจุด
การปรับปรุงเกณฑ์ทั้งหมดต้องผ่านการพูดคุยและวิเคราะห์อย่างละเอียดเพื่อให้ สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ ที่จะเข้ามาจดทะเบียนด้วย

 

ก.ล.ต-ตลท. จับมือ OECD ประชุม OECD-Asia Roundtable on Corporate Governance 2025

 

ทั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ร่วมกันจัดงานประชุม OECD-Asia Roundtable on Corporate Governance 2025 ซึ่งเป็นเวทีระดับภูมิภาคระหว่างประเทศในเอเชียและ OECD เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบายด้านบรรษัทภิบาล การระดมทุนและความยั่งยืนของภาคธุรกิจ

 

โดยการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 150 คน จาก 23 ประเทศ ประกอบไปด้วย ผู้บริหารระดับสูงและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีในการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืนขององค์กร

 

ก.ล.ต. เร่งเครื่องปรับเกณฑ์คุมเข้มขาย ‘ หุ้นกู้’ ยกระดับคุมวัตถุประสงค์ใช้เงิน หากฝ่าฝืนทำผิดเสี่ยงโดนสั่งห้ามออก หุ้นกู้อีกต่อไป 3

บรรยากาศงาน “OECD-Asia Roundtable on Corporate Governance 2025”

 

ทั้งนี้ ภายในงานมีการเปิดตัว รายงานการศึกษาทบทวนตลาดทุนไทย (OECD Capital Market Review of Thailand 2025) บทวิเคราะห์เชิงลึกซึ่งมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการเสริมสร้างระบบนิเวศตลาดทุนไทยในแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะสำคัญโดยสังเขป ได้แก่

 

1. ยกระดับด้านบรรษัทภิบาลและความโปร่งใส (Enhancing Corporate Governance and Transparency) ส่งเสริมให้ผู้มีส่วนร่วมในตลาดทุนมีบทบาทความรับผิดชอบมากขึ้น ปรับปรุงคู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG Code) และแนวปฏิบัติที่ดีในการเปิดเผยข้อมูล และเสริมสร้างความเป็นอิสระของคณะกรรมการบริษัท รวมทั้งพัฒนาการกำกับดูแลธุรกรรมที่เกี่ยวโยงกันและการคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย

 

2. ส่งเสริมการเข้าถึงและสภาพคล่องในตลาดทุน (Boosting Stock Market Access and Liquidity) เสนอให้มีการปรับขั้นตอนการอนุมัติ IPO ให้กระชับขึ้น อำนวยความสะดวกในการเสนอขายหุ้นในตลาดรอง (secondary offerings) และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดทุนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)
ผ่านตลาดหลักทรัพย์ mai และ LiVEx รวมทั้งสนับสนุนงานวิจัยตลาดทุน

 

3. สนับสนุนการระดมทุนระยะยาวอย่างยั่งยืน (Long-Term and Sustainable Financing) ส่งเสริมการระดมทุนด้วยตราสารหนี้ภาคเอกชน ซึ่งรวมถึงตราสารเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน พร้อมทั้งปรับปรุงขั้นตอนการพิจารณาคุณสมบัติผู้ลงทุนเพื่อเพิ่มความคุ้มครองผู้ลงทุน และสนับสนุนให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าถึงตลาดตราสารหนี้ได้สะดวกยิ่งขึ้น

 

4. ยกระดับการระดมทุนของภาคเอกชน (Mobilizing Private Capital Markets) ส่งเสริมการลงทุนผ่านธุรกิจจัดการร่วมลงทุน (venture capital) และกิจการเงินร่วมลงทุน (private equity: PE) ปรับปรุงโครงสร้างกองทุนและการเสนอขายหลักทรัพย์แก่กรรมการหรือพนักงานบริษัทจดทะเบียน (ESOP) ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมทั้งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสนับสนุนธุรกิจใหม่

 

5. การขยายฐานนักลงทุนและเสริมสร้างเงินออมภาคครัวเรือน (Deepening the Investor Base and Strengthening Household Savings) OECD เสนอแนะให้มีการออกแบบโครงการออมเงินโดยขยายความคุ้มครองของเงินบำนาญ เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ลงทุนสถาบันในตลาดทุน และส่งเสริมความรู้และทักษะด้านการเงินแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

The post ก.ล.ต. เร่งเครื่องปรับเกณฑ์คุมเข้มขาย ‘หุ้นกู้’ ยกระดับคุมวัตถุประสงค์ใช้เงิน หากฝ่าฝืนทำผิดเสี่ยงโดนสั่งห้ามออกหุ้นกู้อีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
บีโอไอจับมือตลาดหลักทรัพย์ฯ หารือ 5 ธุรกิจยุคใหม่ หวังดึงเข้าตลาดหุ้นไทย https://thestandard.co/boi-set-partner-new-firms/ Tue, 04 Nov 2025 11:53:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1139730 บีโอไอจับมือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ หารือ 5 ธุรกิจยุคใหม่ หวังดึงเข้า ตลาดหุ้นไทย

เลขาธิการบีโอไอเชิญ 5 บริษัทซึ่งอยู่ใน 3 อุตสาหกรรมเป้า […]

The post บีโอไอจับมือตลาดหลักทรัพย์ฯ หารือ 5 ธุรกิจยุคใหม่ หวังดึงเข้าตลาดหุ้นไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
บีโอไอจับมือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ หารือ 5 ธุรกิจยุคใหม่ หวังดึงเข้า ตลาดหุ้นไทย

เลขาธิการบีโอไอเชิญ 5 บริษัทซึ่งอยู่ใน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย หารือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ หวังดึงเข้าจดทะเบียน ด้านตลาดหลักทรัพย์ฯ ศึกษาปรับเกณฑ์ Market Cap. เพื่อสนับสนุนการระดมทุนของธุรกิจใหม่

 

จากงานสัมมนา “BOI to IPO: ตลาดทุนสร้างการเติบโต” ในวันนี้ (4 พฤศจิกายน)
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยภายในงานว่า บีโอไอได้เชิญผู้ประกอบการ 5 ราย ซึ่งอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เข้ามาหารือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย

 

ทั้งนี้ 3 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องการเร่งส่งเสริมในปัจจุบันประกอบด้วย 1.อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ 2.ยานยนต์ไฟฟ้า และ 3.ดิจิทัล

 

นอกจากนี้ บีโอไอยังอยู่ระหว่างการออกมาตรการสนับสนุนการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ ในเบื้องต้นมีเป้าหมาย 100,000 คน รวมทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในโลกยุคใหม่ โดยทั้งสองมาตรการนี้จะมีการประชุมเพื่อสรุปรายละเอียดอีกครั้งในวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้ ก่อนจะประกาศรายละเอียดอีกครั้ง

 

ด้าน อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจับมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และบีโอไอจะช่วยสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจโดยรวม

 

“วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ดีที่สุดคือ การสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจจะเติบโตไม่ได้ถ้าไม่มีการลงทุน สำหรับตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นพื้นที่ให้กับธุรกิจมาระดมทุน เพื่อเสริมสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ” อัสสเดชกล่าว

 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการปรับปรุงเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนใน SET และ mai สำหรับกลุ่มธุรกิจใหม่ (New Economy) ที่มีศักยภาพในการเติบโต แต่อาจจะยังไม่มีกำไร ให้สามารถเข้ามาระดมทุนได้ หากผ่านเกณฑ์มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization)

 

อย่างไรก็ตาม “3 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีใครใช้เกณฑ์ Market Cap. เลย ต้องมาย้อนดูว่าเกาถูกจุดหรือไม่ จะแก้ไขอย่างไร ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร เพื่อสนับสนุนการระดมทุนและริเริ่มธุรกิจใหม่” อัสสเดชกล่าว

The post บีโอไอจับมือตลาดหลักทรัพย์ฯ หารือ 5 ธุรกิจยุคใหม่ หวังดึงเข้าตลาดหุ้นไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจ – ตลาดหุ้นไทย จะเป็นอย่างไรต่อ? หลังทรัมป์เคาะภาษีตอบโต้ 19% สินค้าสวมสิทธิ์อีก 40% https://thestandard.co/thailand-gdp-forecast-update/ Sun, 03 Aug 2025 23:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1103194 thailand-gdp-forecast-update

หัวข้อในเนื้อหานี้ ‘กสิกรไทย-ทิสโก้’ ปรับประมาณการ GDP […]

The post เศรษฐกิจ – ตลาดหุ้นไทย จะเป็นอย่างไรต่อ? หลังทรัมป์เคาะภาษีตอบโต้ 19% สินค้าสวมสิทธิ์อีก 40% appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-gdp-forecast-update

หัวข้อในเนื้อหานี้


 

สหรัฐฯ ประกาศปรับอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากคู่ค้าเกือบทั้งหมดของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 สิงหาคม โดยกำหนดภาษีตอบโต้ ‘ไทย’ ที่อัตรา 19% และกำหนดอัตราภาษีสินค้าผ่านทาง (Transshipment) ในอัตรา 40% นับว่าเป็นผลดีต่อไทยในระยะสั้น เห็นได้จากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจต่างๆ พากันปรับขึ้นประมาณการ GDP ในปีนี้

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ข้อตกลงนี้อาจยังเป็นความท้าทายของภาคการผลิตของไทยอยู่ เนื่องจากตามข้อตกลงไทยจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มจนดุลการค้าไทยและสหรัฐฯ เข้าสู่สมดุลในที่สุด นอกจากนี้ อัตราภาษีตอบโต้ที่ 19% ซึ่งเพิ่มจากระดับเดิมเกือบ 10 เท่า ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการจะปรับตัวไม่ทัน

 

‘กสิกรไทย-ทิสโก้’ ปรับประมาณการ GDP ไทยปีนี้ทันที

 

วันที่ 1 สิงหาคม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ได้ประกาศปรับขึ้น GDP ไทยปี 2025 ทันที จาก 1.4% มาสู่ระดับ 1.5% เนื่องจากมองว่า อัตราภาษี Reciprocal tariff ที่ดีขึ้นและแข่งขันได้ ปรับมุมมองการส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ดีขึ้นกว่าเดิม โดยคาดว่า ส่งออกครึ่งปีหลังจะ -7.4% YoY เท่านั้น จากประมาณก่อนหน้านี้คาดว่าจะ -10% YoY

 

อย่างไรก็ดี KResearch ยังเตือนว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญปัจจัยกดดันที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณที่อาจต่ำกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้

 

โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในปี 2568 คาดว่าจะลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ราว 32.2 ล้านคน ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 5 ปี จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ยังคงไม่กลับมา

 

ส่งออกไทย

 

ขณะที่ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ก็ปรับขึ้นประมาณการ GDP ไทยปี 2568 จาก 1.6% เป็น 1.9% และปี 2569 จาก 1.4% เป็น 1.6% หลังข่าวไทยปิดดีลภาษีทรัมป์ที่อัตรา 19% ต่ำกว่าระดับเดิมที่อาจสูงถึง 36%

 

โดยเมธัส รัตนซ้อน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ยังเตือนว่า ในระยะต่อไป ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ อาทิ สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชา และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิดต่อไป

 

SCB EIC เตรียมปรับเพิ่มประมาณการ GDP

 

ด้านดร ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดการเงิน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า SCB EIC เตรียมปรับประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้สูงขึ้น จากปัจจัย 3 ประการ ได้แก่

  1. มูลค่าการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปีเติบโตสูงถึง 15% มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากมีการเร่งส่งสินค้าล่วงหน้า (Front Loading) ก่อนที่ภาษีมีผลบังคับใช้
  2. สหรัฐฯ เลื่อนเส้นตายภาษีออกไป มาเป็นวันที่ 7 สิงหาคม แทน ทำให้ไทยมีเวลาเว้นภาษีนานขึ้น
  3. ไทยถูกเรียกเก็บอัตราภาษี 19% ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะแต่เดิมแล้ว SCB EIC ประเมินไว้ว่า ไทยจะได้รับภาษีในอัตรา 23% โดยพิจารณาจากการนำ Universal Tariff 10% มารวมกับ Reciprocal Tariff 36% แล้วนำมาหารครึ่ง

 

‘บุรินทร์’ คาดไทยอาจรอด Technical Recession

 

ขณะที่ บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยในรายการ Morning Wealth ว่า ความเสี่ยงที่ไทยอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) ในครึ่งหลังของปีนี้มีน้อยลง

 

โดยประเมินว่า การเติบโตของ GDP ไทย QoQ ในไตรมาสที่ 3 – 4 ของปี 2025 อาจขยายตัวราว 0% หรือ บวกลบ ไปจากระดับนี้เล็กน้อย หลังสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariff) ใหม่ต่อไทย ในอัตราที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 36% มาอยู่ที่ 19% ใกล้เคียงกับภูมิภาคอาเซียน

 

“โดยรวมเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังคงแย่ลง แต่คงไม่แย่เท่าที่คาดไว้ก่อนหน้า ตอนนี้คงเหลือความหวังไว้ที่การท่องเที่ยวแล้วว่า จะสามารถฉุด GDP ไทยขึ้นมาได้หรือไม่” บุรินทร์ กล่าว

 

อัตราภาษีที่ 19% ‘ถือว่ายังสูง’ เพิ่มจากเดิมเกือบ 10 เท่า

 

เมธัส รัตนซ้อน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า อัตราภาษีที่ 19% ถือว่ายังสูงกว่าระดับเดิมที่ไทยเคยเสียภาษีเฉลี่ยเพียง 2% และเพิ่มขึ้นเป็น 10% หลังสหรัฐฯ ผ่อนผันการจัดเก็บภาษีตอบโต้ ออกไป ดังนั้น อัตราภาษีที่ 19% ถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นมาเกือบ 10 เท่าจากเดิมที่ผู้ประกอบการไทยแทบไม่เสียภาษีเลย ซึ่งหมายความว่าผู้ประกอบการไทยจะเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น และอาจกระทบต่อยอดการส่งออกในระยะถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ขณะที่ ดร. ฐิติมา ชี้ว่าเมื่อไทยมีอัตราภาษีใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งและประเทศเพื่อนบ้าน ความกังวลเกี่ยวกับความได้เปรียบ-เสียเปรียบ ของอัตราภาษีที่ต่างกันในแต่ละประเทศจึงหมดไป อย่างไรก็ตาม ดร. ฐิติมา ชี้ว่า อัตราภาษี 19% ก็ยังเป็นอัตราที่สูงกว่าเดิมที่ไม่เคยมีการเรียกเก็บ สิ่งที่ไทยควรโฟกัสต่อจากนี้คือการเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนสินค้าเพื่อรับมือกับอัตราภาษีที่สูงขึ้น หรือแม้แต่การกระจายตลาดหาโอกาสใหม่ ๆ

 

ภาษี Transshipment 40% ตัวเปลี่ยนเกมภาคการผลิตไทย

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินอีกว่า อัตราภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) ที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บในอัตรา 40% คาดว่าจะส่งผลให้การนำเข้าสินค้าเพื่อ Re-export ไปยังตลาดสหรัฐฯ ผ่านไทยซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในประเทศต่ำนั้นมีแนวโน้มชะลอลง

 

ดังนั้น หากเกิดการบังคับใช้มาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local content) อย่างจริงจังที่อาจช่วยลดแรงกดดันต่อภาคการผลิตไทยได้

 

นอกจากนี้ ภาษีนำเข้าฯ ของไทยเทียบกับภูมิภาคที่ไม่แตกต่างกัน ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานในการตัดสินใจลงทุนมากขึ้น

 

อย่างไรก็ดี การไหลเข้ามาของสินค้านำเข้าจากจีนเพื่อบริโภคในประเทศคาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ภาคการผลิตในปีนี้คาดว่าจะยังหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

 

การเปิดตลาด (Market Access) เพิ่มให้สหรัฐฯ อาจไม่กระทบมาก

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ภายใต้ข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ไทยต้องยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ราว 90% ของสินค้าทั้งหมด รวมถึงลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีลงนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การเปิดตลาดนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ อาจไม่ทำให้สินค้าสหรัฐฯ ไหลบ่าเข้ามาในไทยมากอย่างที่กังวล เนื่องจาก

 

  • สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่มีอัตราภาษี Most Favoured Nation Treatment (MFN) เป็น 0% อยู่แต่เดิม
  • สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ไทยไม่สามารถผลิตได้ หรือผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศ เช่น เครื่องมือแพทย์ ชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์บางรายการที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง อีกทั้งขึ้นอยู่กับความสามารถทางการแข่งขันด้านต้นทุนของสินค้าสหรัฐฯ ในแต่ละอุตสาหกรรม สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ หลายรายการอาจมีต้นทุนสูงกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือสินค้านำเข้าจากตลาดอื่นโดยเฉพาะตลาดที่ไทยมี FTA อยู่แต่เดิม
  • อย่างไรก็ตาม หากไทยต้องเพิ่มโควต้านำเข้าสินค้าพลังงานและเกษตรจากสหรัฐฯ อาทิ สินค้าเกษตรอย่างถั่วเหลือง ข้าวโพด รวมถึงเนื้อสัตว์ คาดว่าจะกระทบเกษตรกรรายย่อย และในบางกรณีจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มขึ้น และอาจจะส่งผ่านมายังเงินเฟ้อในระยะถัดไป ทั้งนี้ ยังต้องติดตามความชัดเจนของการเปิดตลาดสินค้าเกษตรในรายละเอียด รวมถึงมาตรการเยียวยาจากภาครัฐ

 

บุรินทร์กล่าวว่า การเปิดตลาด (Market Access) ให้สหรัฐฯ มากขึ้นไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อ GDP ของไทยมากนัก ยกเว้นในกรณีที่สินค้าของสหรัฐฯ เข้ามาดิสรัปต์ตลาด

 

อย่างไรก็ตาม “หลายสินค้าเราก็เปิดตลาดให้ทั้งญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และจีนอยู่แล้ว ดังนั้นผลกระทบด้านการนำเข้าอาจไม่ได้มาก การเปิดตลาดกับสหรัฐฯ จึงเป็นการดิสรัปต์สินค้าจากประเทศอื่นมากกว่า” บุรินทร์กล่าว

 

‘ศิริกัญญา’ แนะรัฐเปิดเงื่อนไข-รายละเอียดข้อตกลงโดยเร็ว

 

ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งรัดเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงโดยเร็ว

 

โดยชี้ว่า “เงื่อนไขต่างๆ จำเป็นต้องมีการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ประกอบการอื่นๆ ด้วย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องการตกลง การลงทุน การค้าต่างๆ ที่อาจเกิดผลกระทบอย่างมหาศาล ในระบบเศรษฐกิจจำเป็นที่จะต้องให้มีการรับฟังความเห็น อย่างมากที่สุดก็ต้องผ่านรัฐสภาให้ความเห็นชอบ”

 

“สินค้า 0% ส่วนตัวคิดว่า ทางรัฐบาลคงจะระมัดระวังอย่างที่สุด เพื่อให้เกิดผลกระทบกับคนในประเทศน้อยที่สุด แต่เรายังไม่ทราบอยู่ดีว่า 90% ของสินค้าทั้งหมดที่ไปเปิด 0% มีอะไรบ้าง เช่น ปลานิล จริงๆ ก็มีชื่อว่า ทิลาเพีย ไม่ได้มีแค่ปลานิลอย่างเดียว อาจจะรวมถึงปลาทับทิมหรือปลาอื่นๆ ในวงศ์นั้นด้วย ซึ่งต้องมาตรวจสอบรายละเอียดกันอีกครั้ง หากเป็นพิกัดศุลกากรของทิลาเพียนี้ จะมีสินค้าตัวไหนที่กระทบกับปลาภายในประเทศบ้าง” ศิริกัญญากล่าว

 

ฟันธง. กนง. รอบสุดท้าย ผู้ว่าฯ เศรษฐพุฒิ คงดอกเบี้ยทิ้งทวน

 

บุรินทร์คาดว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ ธปท. น่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม เนื่องจากจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของ ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน ท่ามกลางท่าที (Stance) ของธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปมากนัก

 

อย่างไรก็ตาม หลังจาก วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง บุรินทร์คาดว่า จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมอีก 2 ครั้งที่เหลือของปีนี้ เนื่องจาก ผู้ว่าการคนใหม่น่าจะให้ความสำคัญกับปัญหาภายในประเทศมากขึ้น เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือน และกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแอ

 

“ท่าทีของแบงก์ชาติน่าจะเปลี่ยนจาก ‘Wait and see’ ไปเป็นการลดดอกเบี้ยเป็นซีรีส์มากขึ้น จนกว่าจะเริ่มเห็นผล” บุรินทร์กล่าวทิ้งท้าย

 

ขณะที่ TISCO ESU ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.75% ในการประชุมวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นี้ เนื่องจากพื้นที่ในการดำเนินนโยบายมีจำกัด หลังจากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยไปแล้วรวม 0.75% ในช่วงที่ผ่านมา และอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ค่อนข้างสอดคล้องกับสมมุติฐานของธปท.

 

อย่างไรก็ตาม เมธัส ยังประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงอีกในช่วงปลายปี ไปอยู่ที่ 1.25% ในปีนี้ โดยอาจเกิดขึ้นในการประชุม 2 ครั้งสุดท้ายในเดือนตุลาคมและเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ วิทัย รัตนากร จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

 

กระนั้น ดร. ฐิติมา มองว่า มีโอกาสที่กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ ก่อนจะลดอีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ “คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.) คาดว่า จะมีมติลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งปีนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 1.25%” ดร. ฐิติมากล่าว

 

มองสหรัฐฯ ประกาศภาษีนำเข้า 19% เป็นข่าวดีกับตลาดทุนไทย

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีนำเข้าในสินค้านำเข้าจากที่ 19% ที่อัตรา ถือเป็นข่าวดีสำหรับตลาดทุนไทย เนื่องจากเป็นการสร้างความชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องการมากที่สุด และอัตราภาษีดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบคู่แข่งในภูมิภาค

 

ทั้งนี้มีความเห็นว่า ผลกระทบทางตรงต่อบริษัทจดทะเบียนของไทยมีไม่มากนัก เนื่องจากตัวเลขการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยตรงคิดเป็นสัดส่วนเพียงไม่ถึง 2% ของรายได้ทั้งหมด

 

อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามรายละเอียดของผลกระทบทางอ้อมเพิ่มเติมในอนาคต

 

ส่วนโครงการ โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน หรือ (JUMP+) ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดหลักทรัพย์ อัสสเดช คงสิริ เชื่อว่าการประกาศอัตราภาษีของสหรัฐฯ จะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการมากนัก เพราะบริษัทที่แสดงความสนใจมีจำนวนมาก และรายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยตรง

 

เมื่อสื่อข่าวถาม พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีเรียกนัดหมายหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ รวมถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้าไปหารือเพื่อประเมินผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ที่ประเทศถูกเรียกจัดเก็บหรือ อัสสเดช ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการนัดหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่คาดว่ามีโอกาสที่มีการหารือร่วมกันในอนาคต

 

ก.ล.ต. ชี้หุ้นไทยผันผวนลดลง หลังภาษีทรัมป์ชัดเจน

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต. เปิดเผยว่า หลังจากไทยบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในเรื่องของภาษีนำเข้า เชื่อว่าความแน่นอนและความผันผวนในตลาดหุ้นไทยจะลดลง

 

“ในตลาดทุนเมื่อมีความไม่แน่นอนจะมีความผันผวนและความเสี่ยงสูงขึ้น เป็นปัจจัยกดดันและน่ากังวลสำหรับการตัดสินใจลงทุน ไม่ว่าจะกับนักลงทุนรายย่อย สถาบัน หรือต่างชาติ” พรอนงค์กล่าว

 

ทั้งนี้ การบรรลุข้อตกลงด้วยอัตราภาษี 19% เชื่อว่าเป็นตัวเลขที่อยู่ในการคาดการณ์ของหลายฝ่าย และหากมองเทียบกับประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคที่มีโครงสร้างการส่งออกสินค้าและบริการใกล้เคียงกัน ถือว่าเป็นข้อตกลงที่เราไม่ได้เสียเปรียบ

 

พรอนงค์กล่าวต่อว่า แน่นอนว่าบางกลุ่มอุตสาหกรรมย่อมได้รับผลกระทบมากกว่า ต้องอาศัยการปรับตัวและสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐ

 

ในฝั่งของตลาดทุนหลังจากนี้ต้องดึงจุดแข็งด้านอื่นๆ ขึ้นมา เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ในมุมของนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติ เชื่อว่าการปลดล็อกเรื่องภาษีจะช่วยให้ความกังวลคลี่คลายไปได้

 

“หากดูกระแสเงินทุนต่างชาติช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นบวกราว 1.6 หมื่นล้านบาท ทำให้ performance ของตลาดดีขึ้นกว่า 10%”

 

ภาพ: esfera / Shutterstock

The post เศรษฐกิจ – ตลาดหุ้นไทย จะเป็นอย่างไรต่อ? หลังทรัมป์เคาะภาษีตอบโต้ 19% สินค้าสวมสิทธิ์อีก 40% appeared first on THE STANDARD.

]]>