อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/อัยรินทร์-พันธุ์ฤทธิ์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 22 Mar 2026 06:52:27 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รัฐบาลเตือนระวัง ‘ไข้กาฬหลังแอ่น’ หลังพบระบาดในสหราชอาณาจักร ผู้ป่วยในไทยเสียชีวิตแล้ว 3 ราย https://thestandard.co/meningococcal-uk-thailand-deaths/ Sun, 22 Mar 2026 06:21:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1189947 ภาพอินโฟกราฟิกเตือนภัย ‘ไข้กาฬหลังแอ่น’ พร้อมตัวเลขผู้ป่วยและเสียชีวิตในไทย

วันนี้ (22 มีนาคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำ […]

The post รัฐบาลเตือนระวัง ‘ไข้กาฬหลังแอ่น’ หลังพบระบาดในสหราชอาณาจักร ผู้ป่วยในไทยเสียชีวิตแล้ว 3 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกเตือนภัย ‘ไข้กาฬหลังแอ่น’ พร้อมตัวเลขผู้ป่วยและเสียชีวิตในไทย

วันนี้ (22 มีนาคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมอบหมายกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่นในสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิด

 

ทั้งนี้ จากข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุขระหว่างประเทศ อาทิ UKHSA และ ECDC พบว่า การระบาดในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศมีลักษณะเกิดขึ้นในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสมประมาณ 20 ราย (ยืนยันแล้ว 9 ราย) และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย

 

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 17 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 5 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยยังไม่พบความเชื่อมโยงกับการระบาดจากต่างประเทศ

 

แม้จำนวนผู้ป่วยจะอยู่ในระดับต่ำ กรมควบคุมโรคยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นโรครุนแรงและต้องรายงานตามกฎหมาย โดยหากพบผู้ป่วยต้องสงสัยจะต้องรายงานทันที และหากยืนยันว่าป่วยแม้เพียง 1 ราย เจ้าหน้าที่จะเร่งสอบสวนโรคโดยเร็วเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดต่อไป

 

“ผู้ป่วยไข้กาฬหลังแอ่น มักมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง ซึม และบางรายอาจมีจุดเลือดออกหรือผื่นเลือดออกตามผิวหนัง หากมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางหรือการสัมผัสเสี่ยง เช่น พื้นที่ที่มีการรายงานโรค หรือมีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วย” อัยรินทร์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ และมีวัคซีนป้องกันเป็นทางเลือก โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางไปประเทศที่มีความเสี่ยง ควรปรึกษาหน่วยบริการสาธารณสุขก่อนรับวัคซีนป้องกันล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วันก่อนการเดินทางโดยเฉพาะวัคซีนสายพันธุ์ MenB

 

ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยงที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก วัยรุ่น ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ

 

“รัฐบาลแนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเอง โดยแนะนำให้ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ จาม เนื่องจากโรคติดต่อผ่านละอองฝอย และการใช้สิ่งของร่วมกัน ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเคร่งครัด หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422” อัยรินทร์กล่าว

The post รัฐบาลเตือนระวัง ‘ไข้กาฬหลังแอ่น’ หลังพบระบาดในสหราชอาณาจักร ผู้ป่วยในไทยเสียชีวิตแล้ว 3 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลสั่งราชการ-รัฐวิสาหกิจ Work from Home ทันที พร้อมระงับดูงานต่างประเทศ https://thestandard.co/government-wfh-energy-crisis-travel-ban/ Tue, 10 Mar 2026 06:26:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1186174 รัฐบาลสั่งราชการ-รัฐวิสาหกิจ Work from Home ทันที พร้อมระงับดูงานต่างประเทศ

วันนี้ (10 มีนาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนัก […]

The post รัฐบาลสั่งราชการ-รัฐวิสาหกิจ Work from Home ทันที พร้อมระงับดูงานต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลสั่งราชการ-รัฐวิสาหกิจ Work from Home ทันที พร้อมระงับดูงานต่างประเทศ

วันนี้ (10 มีนาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อวิกฤตพลังงานในประเทศไทย ให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเริ่มดำเนินมาตรการ Work from Home ทันที ในส่วนงานที่ไม่กระทบกับการให้บริการประชาชน พร้อมงดการเดินทางศึกษาดูงานและอบรมในต่างประเทศ โดยให้มาดำเนินการในประเทศไทย

 

ด้านอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางซึ่งถือเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน สำหรับการบริหารจัดการพลังงานของประเทศไทย กระทรวงพลังงานได้จัดตั้งศูนย์ Energy ICS เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับกรณีเกิดผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานของประเทศ

 

ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ย 124 ล้านลิตรต่อวัน โดยตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมทั้งสิ้น 8,055 ล้านลิตร อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

 

ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงพลังงานได้เสนอมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่น ๆ รวมถึงภาคเอกชน โดยมาตรการสำคัญประกอบด้วย ปรับการใช้เครื่องปรับอากาศ โดยตั้งอุณหภูมิ 26–27 องศาเซลเซียส แต่งกายเสื้อแขนสั้น งดการสวมสูทและผูกไท ยกเว้นในงานพิธีการ

 

การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น ปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน ลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมการใช้บันไดในระยะใกล้ ลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร ส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร ส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม

 

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น ตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ ขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม ใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool
วางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน รัฐบาลมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์ วิทยุ รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อรณรงค์การประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนในช่วงสถานการณ์วิกฤต

 

หากสถานการณ์มีการยกระดับความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการจัดหาพลังงาน อาจมีการเสนอแนวทางมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่น ให้หลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าในป้ายโฆษณาสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อร้าน ป้ายชื่อโรงภาพยนตร์ และสถานที่ประกอบธุรกิจ ตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป รวมถึงกำหนดเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22.00 น. โดยยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงสายหลัก

 

ทั้งนี้ หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณ ร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน

 

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับภาคส่วนอื่นของสังคม พร้อมทั้งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

The post รัฐบาลสั่งราชการ-รัฐวิสาหกิจ Work from Home ทันที พร้อมระงับดูงานต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเตือนภัย โรคไข้หูดับ ต้นปี 69 ป่วยแล้ว 49 เสียชีวิต 3 ราย แนะงดบริโภคหมูและเลือดดิบ https://thestandard.co/swine-strep-disease-warning/ Thu, 26 Feb 2026 03:30:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1181860 ภาพประกอบข่าวเตือนภัย โรคไข้หูดับ จากการบริโภคหมูดิบ

วันนี้ (26 กุมภาพันธ์) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประ […]

The post รัฐบาลเตือนภัย โรคไข้หูดับ ต้นปี 69 ป่วยแล้ว 49 เสียชีวิต 3 ราย แนะงดบริโภคหมูและเลือดดิบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวเตือนภัย โรคไข้หูดับ จากการบริโภคหมูดิบ

วันนี้ (26 กุมภาพันธ์) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคไข้หูดับ ในประเทศไทย โดยอ้างอิงข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงตัวเลขผู้ป่วยที่ยังคงน่าเป็นห่วงในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

 

จากข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 10 กุมภาพันธ์ 2569 พบรายละเอียดสถานการณ์การแพร่ระบาด

 

  • ยอดผู้ป่วยสะสม: 49 ราย กระจายตัวอยู่ใน 28 จังหวัดทั่วประเทศ (ช่วงอายุ 5 – 90 ปี)
  • ยอดผู้เสียชีวิตสะสม: 3 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นเพศชายในกลุ่มผู้สูงอายุและวัยทำงาน
  • กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด: อันดับ 1 คือ อายุ 60 ปีขึ้นไป รองลงมาคือ 50 – 59 ปี และ 40 – 49 ปี ตามลำดับ
  • จังหวัดที่พบผู้ป่วยมากที่สุด 5 อันดับแรก: นครราชสีมา, แพร่, ชลบุรี, ชัยภูมิ และสุรินทร์

 

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้ติดเชื้อไข้หูดับ เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคเนื้อสุกรหรือเลือดสุกรที่ปรุงไม่สุก เช่น ลาบดิบ หลู้ ก้อย รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการรับประทานเนื้อหมูดิบ

 

นอกจากนี้ ผู้ที่ประกอบอาชีพชำแหละเนื้อสุกรโดยไม่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผลหรือรอยถลอกบริเวณมือ จะมีความเสี่ยงสูงในการรับเชื้อผ่านทางบาดแผล ทั้งนี้ กลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคตับแข็ง เบาหวาน ไตวาย มะเร็ง หรือผู้ที่ถูกตัดม้าม หากได้รับเชื้อจะมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงและนำไปสู่การเสียชีวิตได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วไป

 

รัฐบาลจึงขอเน้นย้ำมาตรการป้องกันตนเองจาก โรคไข้หูดับ ดังนี้:

 

1. ผู้บริโภค: หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสุกรดิบหรือไม่สุก งดบริโภคสุกรที่ป่วยหรือตายจากโรค และควรเลือกซื้อเนื้อสุกรจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้

 

2. ผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสุกร: ควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น รองเท้าบูตและถุงมือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสเนื้อสุกรโดยตรงเมื่อมีบาดแผล และต้องล้างมือ ล้างเท้า หรืออาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดทุกครั้งหลังปฏิบัติงาน

 

3. ผู้ประกอบการฟาร์ม: ดำเนินการกำจัดเชื้อภายในฟาร์มตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้าง

 

ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคไข้หูดับ หรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

The post รัฐบาลเตือนภัย โรคไข้หูดับ ต้นปี 69 ป่วยแล้ว 49 เสียชีวิต 3 ราย แนะงดบริโภคหมูและเลือดดิบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเผยเปิดปี 69 ทุนต่างชาติไหลเข้าไทยทะลุ 3.38 หมื่นล้านบาท ‘ญี่ปุ่น’ ครองแชมป์สูงสุดหมื่นล้านบาท https://thestandard.co/foreign-investment-thailand-2026-japan/ Wed, 18 Feb 2026 08:47:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1179714 ภาพกราฟิกแสดงเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศไทย โดยมีธงชาติญี่ปุ่นและตัวเลขมูลค่าการลงทุน

รัฐบาลเผยเปิดปี 2569 ม.ค.เดือนเดียว ต่างชาติแห่ลงทุนไทย […]

The post รัฐบาลเผยเปิดปี 69 ทุนต่างชาติไหลเข้าไทยทะลุ 3.38 หมื่นล้านบาท ‘ญี่ปุ่น’ ครองแชมป์สูงสุดหมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศไทย โดยมีธงชาติญี่ปุ่นและตัวเลขมูลค่าการลงทุน

รัฐบาลเผยเปิดปี 2569 ม.ค.เดือนเดียว ต่างชาติแห่ลงทุนไทย 3.38 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% YoY นำโดยญี่ปุ่นในด้านมูลค่า ส่วนจีนครองแชมป์จำนวนธุรกิจ ย้ำกิจการเกือบครึ่งได้รับการส่งเสริมโดย BOI

 

วันนี้ (18 กุมภาพันธ์) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เดือนมกราคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจภายใต้ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รวม 113 ราย เพิ่มขึ้น 10% YoY จากช่วงเดียวกันปีก่อน คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวม 33,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% และก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย 262 คน เพิ่มขึ้น 15%

 

ทั้งนี้ ยอดดังกล่าวมาจากการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 แบ่งเป็น การขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 24 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวอีก 89 ราย

 

สำหรับสัญชาติของนักลงทุน 5 อันดับแรก

 

1. จีน 26 ราย คิดเป็น 23% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย โดยลงทุน 5,390 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 

  • ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำผลิตภัณฑ์ไม้และชิ้นส่วนอุปกรณ์สำหรับงานเฟอร์นิเจอร์
  • ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด และสายสวนบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
  • ธุรกิจบริการสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนสำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และอุปกรณ์จับยึด และชิ้นส่วนโลหะสำหรับอุตสาหกรรม เป็นต้น

 

2. ญี่ปุ่น 25 ราย คิดเป็น 22% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 15,315 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 

  • ธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบ สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ
  • ธุรกิจบริการตรวจรับรองคุณภาพสินค้าที่ใช้แล้ว
  • ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนแม่พิมพ์ และชิ้นส่วนโลหะ เป็นต้น

 

3. สหรัฐอเมริกา 16 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 420 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 

  • ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม
  • ธุรกิจโฆษณา
  • ธุรกิจขายอาหารหรือเครื่องดื่ม
  • ธุรกิจบริการออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง และบำรุงรักษาซอฟต์แวร์แพลตฟอร์ม

 

4. สิงคโปร์ 12 ราย คิดเป็น 11% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 5,513 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 

  • ธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ
  • ธุรกิจบริการ Cloud Service
  • ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย

 

5. ฮ่องกง 10 ราย คิดเป็น 9% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 587 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 

  • ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การตรวจสอบและทดสอบการทำงานของเครื่องจักร เป็นต้น
  • ธุรกิจบริการติดตั้ง ซ่อมแซม และบำรุงรักษาสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • ธุรกิจบริการปรับปรุงซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่ายและ/หรือให้บริการ
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ให้แสงสว่าง เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนโลหะหล่อขึ้นรูป เป็นต้น

 

BOI หนุนเกือบครึ่ง สะท้อนทิศทางอุตสาหกรรมอนาคต

 

ทั้งนี้ การลงทุนส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จำนวน 55 ราย คิดเป็น 49% ของการอนุญาตทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 17,226 ล้านบาท

 

ซึ่งรัฐบาลระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนใน อุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) โดยเฉพาะเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัลและ AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า 2. ธุรกิจบริการมูลค่าสูง และ 3. ธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์และดิจิทัล

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยอีกว่า ผลการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมกราคม 2569 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 8,418 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนธันวาคม 2568 (5,187 ราย) เพิ่มขึ้น 3,231 ราย คิดเป็น 62.29% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY)

 

สำหรับปี 2569 แม้เศรษฐกิจไทยและโลกยังมีความผันผวน แต่ก็ยังมีกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสทางการตลาด เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และมีฐานการเติบโตที่ดีในระยะยาวใน 5 กลุ่มธุรกิจ คือ

 

1. ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม

 

2. ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน

 

3. ธุรกิจสุขภาพและยา จากสังคมสูงวัย

 

4. ธุรกิจท่องเที่ยว นันทนาการ และบริการ wellness

 

5. ธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ อาหารมูลค่าสูงและความปลอดภัยอาหาร

The post รัฐบาลเผยเปิดปี 69 ทุนต่างชาติไหลเข้าไทยทะลุ 3.38 หมื่นล้านบาท ‘ญี่ปุ่น’ ครองแชมป์สูงสุดหมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลสั่งติดตาม-เฝ้าระวัง-คัดกรองไวรัสนิปาห์หลังอินเดียพบผู้ป่วยเพิ่ม ย้ำยังไม่พบผู้ป่วยในไทย ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก https://thestandard.co/nipah-virus-india-thailand-watch/ Sat, 24 Jan 2026 03:22:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1168833 ภาพประกอบข่าว ไวรัสนิปาห์ และมาตรการเฝ้าระวังในประเทศไทย

​วันนี้ (24 มกราคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำส […]

The post รัฐบาลสั่งติดตาม-เฝ้าระวัง-คัดกรองไวรัสนิปาห์หลังอินเดียพบผู้ป่วยเพิ่ม ย้ำยังไม่พบผู้ป่วยในไทย ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว ไวรัสนิปาห์ และมาตรการเฝ้าระวังในประเทศไทย

​วันนี้ (24 มกราคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในอินเดียอย่างใกล้ชิด หลังพบผู้ป่วยยืนยันเพิ่ม กำชับมาตรการเฝ้าระวังและคัดกรองผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ยืนยันประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วย ขอประชาชนติดตามข้อมูลจากทางราชการและไม่ตื่นตระหนก

 

อัยรินทร์กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศอินเดีย พบผู้ป่วยยืนยันรวม 5 ราย ซึ่งทางการอินเดียได้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมโรค กักกันและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเวสต์เบงกอล พร้อมยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่อย่างเข้มข้น

 

สำหรับประเทศไทย ได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังผู้เดินทาง หากพบผู้เดินทางที่มีไข้สูง หรือมีอาการเข้าได้กับโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เพื่อประเมินอาการและดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที

 

ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านชันสูตรโรคของประเทศ มีความพร้อมในการตรวจวินิจฉัยเชื้อไวรัสนิปาห์ด้วยวิธีตรวจสารพันธุกรรม Real-time RT-PCR มีความไวและความจำเพาะสูง สามารถตรวจจากตัวอย่างหลากหลายชนิด เช่น เลือด สารคัดหลั่งจากคอและโพรงจมูก น้ำไขสันหลัง และปัสสาวะ โดยจะเก็บอย่างน้อย 2 ชนิดตัวอย่างขึ้นไป และสามารถรายงานผลภายใน 8 ชั่วโมงหลังได้รับตัวอย่าง

 

“ปัจจุบันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ ขอแนะนำประชาชนป้องกันตนเองโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์รังโรคและสัตว์พาหะ ล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง และล้างมือด้วยสบู่หลังสัมผัสสัตว์ เนื้อสัตว์ หรือซากสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาว สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง สามารถก่อให้เกิดอาการทางระบบประสาทและมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง ประเทศไทยยังไม่พบรายงานผู้ป่วยในคน แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย” อัยรินทร์ระบุ

The post รัฐบาลสั่งติดตาม-เฝ้าระวัง-คัดกรองไวรัสนิปาห์หลังอินเดียพบผู้ป่วยเพิ่ม ย้ำยังไม่พบผู้ป่วยในไทย ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลย้ำ สปส. เร่งทยอยจ่ายเงินว่างงานตั้งแต่ 20 ม.ค. 69 ดูแลสิทธิผู้ประกันตนครบถ้วน https://thestandard.co/social-security-unemployment-payment/ Fri, 23 Jan 2026 04:27:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1168481 ภาพกราฟิก สปส. จ่ายเงินว่างงาน ดูแลผู้ประกันตน

วันนี้ (23 มกราคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำ […]

The post รัฐบาลย้ำ สปส. เร่งทยอยจ่ายเงินว่างงานตั้งแต่ 20 ม.ค. 69 ดูแลสิทธิผู้ประกันตนครบถ้วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก สปส. จ่ายเงินว่างงาน ดูแลผู้ประกันตน

วันนี้ (23 มกราคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการปรับปรุงและเปลี่ยนผ่านระบบดิจิทัลครั้งใหญ่ จากระบบ Mainframe ซึ่งใช้งานมากว่า 30 ปี มาเป็นระบบ Web Application เพื่อยกระดับการบริการของสำนักงานประกันสังคมให้มีความทันสมัย สะดวก และมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านระบบใหม่ จำเป็นต้องปรับปรุงระบบประมวลผลการนำเข้าข้อมูลการรายงานตัวจากกรมการจัดหางานเข้าสู่ระบบใหม่

 

รัฐบาลขอให้ผู้ประกันตนไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลที่จะสูญหาย โดยสำนักงานประกันสังคมยืนยันว่า ข้อมูลการรายงานตัวของผู้ประกันตนในระบบเดิมยังคงอยู่ ไม่มีการสูญหายแน่นอน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องและดำเนินการโอนย้ายข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเสถียรของระบบการให้บริการ โดยสำนักงานประกันสังคมได้เริ่มทยอยโอนเงินสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนที่มีสิทธิ์แล้ว ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2569 ซึ่งจะเร่งดำเนินการโอนตามลำดับความครบถ้วนของข้อมูลอย่างเร่งด่วน ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบสถานะการอนุมัติเงินทดแทนกรณีว่างงานผ่านระบบการขึ้นทะเบียนว่างงานของกรมการจัดหางาน ตามรายละเอียด ดังต่อไปนี้

 

  • หากสถานะปรากฏเป็น “รอพิจารณา” แสดงว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบของสำนักงานประกันสังคม กทม. และสำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา
  • หากสถานะปรากฏเป็น “พิจารณาแล้ว/อนุมัติ” ขอให้ผู้ประกันตนรอการโอนเงิน ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งโอนเงินตามลำดับ หากเงินเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้ว จะปรากฏจำนวนเงินในตารางนัดหมายในการรายงานตัว

 

“รัฐบาล โดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ยืนยันความตั้งใจในการดูแลและคุ้มครองสิทธิของผู้ประกันตนตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมอำนวยความสะดวกและเร่งรัดการจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และทั่วถึง ย้ำชัดว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ได้หายไปไหน อยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการตามระบบ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบประกันสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป” อัยรินทร์ ย้ำ

The post รัฐบาลย้ำ สปส. เร่งทยอยจ่ายเงินว่างงานตั้งแต่ 20 ม.ค. 69 ดูแลสิทธิผู้ประกันตนครบถ้วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายจ้างกว่า 8 หมื่นแห่ง เริ่มหักเงินเดือนผู้กู้ กว่า 1.2 แสนราย มี.ค. นี้ รัฐบาลชวนปรับโครงสร้างหนี้ กยศ. ออนไลน์ https://thestandard.co/student-loan-debt-restructuring-online/ Thu, 22 Jan 2026 05:47:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1168096 ผู้กู้ยืมเงิน กยศ. กำลังทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์

วันนี้ (21 มกราคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำ […]

The post นายจ้างกว่า 8 หมื่นแห่ง เริ่มหักเงินเดือนผู้กู้ กว่า 1.2 แสนราย มี.ค. นี้ รัฐบาลชวนปรับโครงสร้างหนี้ กยศ. ออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้กู้ยืมเงิน กยศ. กำลังทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์

วันนี้ (21 มกราคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังองค์กรนายจ้างจำนวนกว่า 80,000 แห่ง เพื่อดำเนินการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงิน จำนวนกว่า 120,000 ราย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดย กยศ. จะส่งหนังสือแจ้งให้ผู้กู้ยืมทราบในเดือนกุมภาพันธ์นี้

 

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 โดยผู้กู้ยืมทุกรายที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นสัญญารายปี สัญญารายเดือน หรือผู้ที่ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ มีหน้าที่ให้นายจ้างหักเงินเดือนเพื่อนำส่งชำระหนี้

 

ทั้งนี้ กยศ. ได้จัดประชุมสัมมนาออนไลน์ให้แก่องค์กรนายจ้างที่ได้รับหนังสือแจ้ง เพื่อเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจบทบาทหน้าที่ รวมถึงการใช้งานระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาผ่านกรมสรรพากร (ระบบ e-PaySLF) อย่างถูกต้อง โดยขอเชิญชวนองค์กรนายจ้างลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th เลือกวันและเวลาที่สะดวก หรือสแกน QR Code ที่ปรากฏ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางไลน์บัญชีทางการ “กยศ.องค์กรนายจ้าง”

 

ปัจจุบันมีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการหักเงินเดือนจำนวน 1,418,640 ราย ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมเงินสามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ผ่านเว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยสามารถยืนยันตัวตนและลงนามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และ ThaID ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมกลับมาชำระหนี้ ลดจำนวนผู้ที่อาจต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องคดีหรือบังคับคดี และทำให้ กยศ. สามารถนำเงินที่ได้รับชำระคืนไปหมุนเวียน เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

The post นายจ้างกว่า 8 หมื่นแห่ง เริ่มหักเงินเดือนผู้กู้ กว่า 1.2 แสนราย มี.ค. นี้ รัฐบาลชวนปรับโครงสร้างหนี้ กยศ. ออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธอส. ปล่อยกู้ซ่อมบ้านดอกเบี้ยต่ำ ช่วยลูกค้ากระทบเหตุชายแดน วงเงิน 3 แสนบาท ดอกเบี้ยคงที่ 1% นาน 3 ปี https://thestandard.co/ghbank-low-interest-home-repair-loan/ Sat, 03 Jan 2026 05:08:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1161066 ธอส. ปล่อยกู้ซ่อมบ้านดอกเบี้ยต่ำ ช่วยลูกค้ากระทบเหตุชายแดน วงเงิน 3 แสนบาท ดอกเบี้ยคงที่ 1% นาน 3 ปี

วันนี้ (3 มกราคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำน […]

The post ธอส. ปล่อยกู้ซ่อมบ้านดอกเบี้ยต่ำ ช่วยลูกค้ากระทบเหตุชายแดน วงเงิน 3 แสนบาท ดอกเบี้ยคงที่ 1% นาน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธอส. ปล่อยกู้ซ่อมบ้านดอกเบี้ยต่ำ ช่วยลูกค้ากระทบเหตุชายแดน วงเงิน 3 แสนบาท ดอกเบี้ยคงที่ 1% นาน 3 ปี

วันนี้ (3 มกราคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบวงกว้างต่อความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และที่อยู่อาศัยของพี่น้องประชาชน รัฐบาลได้มอบหมายให้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เร่งจัดทำมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน เพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและลดภาระทางการเงินให้กับผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด

 

โดยล่าสุด ธอส. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งลูกค้าสถานะปกติและลูกค้าสถานะ NPL รวม 6 มาตรการหลัก พร้อมสินเชื่อพิเศษเพื่อการซ่อมแซม โดยมีรายละเอียดดังนี้:

 

กลุ่มลูกค้าปัจจุบัน (สถานะปกติ)

 

  • มาตรการที่ 1 (บาดเจ็บสาหัส/ที่อยู่อาศัยเสียหาย): ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลือเพียง 0.01% ต่อปี นาน 5 ปีแรก (ปีที่ 6 เป็นต้นไปใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวตามประเภทลูกค้า MRR-0.75% ถึง MRR-1.00%)
  • มาตรการที่ 2 (ที่อยู่อาศัยเสียหายทั้งหลัง/ทุพพลภาพ/เสียชีวิต): ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา เพื่อช่วยเหลือกรณีสูญเสียรุนแรง
  • มาตรการที่ 3 (กู้สร้างอาคารใหม่ทดแทนเดิม): คิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี ในช่วง 6 เดือนแรก (เดือนที่ 7-12 = 0.50%, ปีที่ 2-3 = 2.50%) เพื่อลดภาระในช่วงเริ่มต้นก่อสร้าง

 

กลุ่มลูกค้าสถานะ NPL

 

  • มาตรการที่ 4 (เสียชีวิต/ทุพพลภาพ/บ้านพังทั้งหลัง): ให้สิทธิ ดอกเบี้ย 0% และพักชำระเงินงวด นาน 1 ปี จากนั้นผ่อนชำระด้วยดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ตลอดสัญญาที่เหลือ
  • มาตรการที่ 5 (บาดเจ็บสาหัส/ทรัพย์สินเสียหาย): ประนอมหนี้ไม่เกิน 5 ปี โดย ปีแรกดอกเบี้ย 0% และพักชำระเงินงวด (ปีที่ 2-5 คิดดอกเบี้ย 0.01%)
  • มาตรการที่ 6 (กระทบด้านรายได้): ประนอมหนี้ไม่เกิน 1 ปี โดย 6 เดือนแรก ดอกเบี้ย 0% ผ่อนชำระเพียง เดือนละ 1,000 บาท (นำไปตัดเงินต้นทั้งหมด)

 

นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่ต้องการเงินทุนเพื่อซ่อมแซม หรือซื้ออุปกรณ์ทดแทนความเสียหาย สามารถยื่นขอสินเชื่อซ่อม-แต่ง วงเงินกู้สูงสุด 300,000 บาท โดย วงเงิน 100,000 บาทแรก คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 1% ต่อปี นาน 3 ปี และไม่ต้องจดทะเบียนจำนองเพิ่ม

 

ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถยื่นขอรับบริการได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ ธอส. ทุกสาขา หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000

The post ธอส. ปล่อยกู้ซ่อมบ้านดอกเบี้ยต่ำ ช่วยลูกค้ากระทบเหตุชายแดน วงเงิน 3 แสนบาท ดอกเบี้ยคงที่ 1% นาน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. มีมติตั้ง ‘ชยันต์ เมืองสง’ นั่งเลขาฯ สทนช. https://thestandard.co/cabinet-approves-chayan-muangsang-onwr-chief/ Tue, 09 Dec 2025 07:47:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1152754 ครม. มีมติตั้ง ‘ชยันต์ เมืองสง’ นั่งเลขาฯ สนทช.

วันนี้ (9 ธันวาคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำ […]

The post ครม. มีมติตั้ง ‘ชยันต์ เมืองสง’ นั่งเลขาฯ สทนช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. มีมติตั้ง ‘ชยันต์ เมืองสง’ นั่งเลขาฯ สนทช.

วันนี้ (9 ธันวาคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการแต่งตั้ง-โยกย้ายข้าราชการพลเรือน ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ (9 ธันวาคม) ว่า ครม. มีมติอนุมัติตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเสนอรับโอน ชยันต์ เมืองสง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายบริหาร) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สำนักนายกรัฐมนตรี

 

นอกจากนั้น ครม. ยังมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งว่างและเพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ได้แก่ พีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, อัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมหม่อนไหม ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และ ศรัญญู พูลลาภ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมหม่อนไหม

 

ขณะเดียวกัน ครม. ยังมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง ดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป

 

นอกจากนี้ ครม. มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอการแต่งตั้งโฆษกกระทรวงยุติธรรม ฝ่ายการเมือง โดยแต่งตั้ง ศุภชัย ใจสมุทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นโฆษกกระทรวงยุติธรรม (ฝ่ายการเมือง) ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

The post ครม. มีมติตั้ง ‘ชยันต์ เมืองสง’ นั่งเลขาฯ สทนช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. โยกย้ายข้าราชการมหาดไทยบิ๊กล็อต ผู้ว่าฯ-ผู้ตรวจฯ 18 ตำแหน่ง https://thestandard.co/cabinet-transfers-18-positions/ Tue, 02 Dec 2025 08:23:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1150629

วันนี้ (2 ธันวาคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำ […]

The post ครม. โยกย้ายข้าราชการมหาดไทยบิ๊กล็อต ผู้ว่าฯ-ผู้ตรวจฯ 18 ตำแหน่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (2 ธันวาคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 2 ธันวาคม 2568 ดังนี้

 

1. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้ง รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการสูง) สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

2. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง มานะ ศิริพิทยาวัฒน์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (บวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

3. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสนอบรรจุ ปารีณา ศรีวนิชย์ ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ และความชำนาญงานสูงเข้ารับราชการ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านวิจัยและพัฒนาวิชาการพระพุทธศาสนา (นักวิชาการศาสนาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในตำแหน่งที่ว่าง

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (บวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

4. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการมหาดไทย เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งเดิมได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่น และเกษียณอายุราชการในสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 20 ตำแหน่ง ดังนี้

 

1. ให้ พชรเสฏฐ์ บุญศิริสาริศา ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดอุตรดิตถ์ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

 

2. ให้ สุพัตรา คล้ายทิม ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดกำแพงเพชร ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

 

3. ให้ วริษฐา สงวนเสริมศรี ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดราชบุรี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกาญจนบุรี

 

4. ให้ สุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดกาฬสินธุ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกาฬสินธุ์

 

5. ให้ ฉัตรประอร นิยม ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดฉะเชิงเทรา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดฉะเชิงเทรา

 

6. ให้ ภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดนครนายก ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดชัยนาท

 

7. ให้ บุญช่วย หอมยามเย็น ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดตาก ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนราธิวาส

 

8. ให้ สุรพล เจริญภูมิ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหาร ระดับต้น) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดบึงกาฬ

 

9. อรอาภา โล่ห์วีระ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดพะเยา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพะเยา

 

10. ให้ สุจินต์ วาจากิจ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดพัทลุง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพัทลุง

 

11. ให้ ชุมพิชญ์ เดชะรัฐ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดนครสวรรค์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดมหาสารคาม

 

12. ให้ ก้องสกุล จันทราช ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดยะลา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดยะลา

 

13. ให้ ราชัน มีน้อย ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดระนอง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดระนอง

 

14. ให้ วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดเชียงใหม่ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดลพบุรี

 

15. ให้ ปิยพงศ์ ชูวงศ์ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดลำพูน ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดลำพูน

 

16. ให้ คณิต คงช่วย ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสตูล ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสตูล

 

17. ให้ อำนาจ เจริญศรี ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสมุทรสาคร ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสมุทรสาคร

 

18. ให้ วราดิศร อ่อนนุช ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสิงห์บุรี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสิงห์บุรี

 

19. ให้ จำเริญ แหวนเพ็ชร ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสุรินทร์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุรินทร์

 

20. ให้ เสนีย์ ส้มเขียวหวาน ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดอำนาจเจริญ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอำนาจเจริญ

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

 

5. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

 

1. โกมล พรมเพ็ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน

 

2. ธารินี แสงสว่าง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (บวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

6. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (โสภณ ชารัมย์) กำกับการบริหารราชการ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง ณัฐวุฒิ เปลื้องทุกข์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

7. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ช่วยปลัดกระทรวง (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น) สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

8. คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ วิภารัตน์ ดีอ่อง ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ต่อไปอีก 1 ปี เป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2570

The post ครม. โยกย้ายข้าราชการมหาดไทยบิ๊กล็อต ผู้ว่าฯ-ผู้ตรวจฯ 18 ตำแหน่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี https://thestandard.co/cabinet-cybercrime-victims-refund/ Tue, 25 Nov 2025 08:54:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1147368 ครม. เห็นชอบ ร่างกฎกระทรวง คืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

วันนี้ (25 พฤศจิกายน) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจ […]

The post ครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. เห็นชอบ ร่างกฎกระทรวง คืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

วันนี้ (25 พฤศจิกายน) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งรัดการแก้ไขเยียวยาผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้ได้รับเงินคืนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปัจจุบันมีเงินค้างในบัญชีที่ถูกระงับช่องทางการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 853,486 บัญชี รวมมูลค่าเงินคงเหลือกว่า 3,076 ล้านบาทที่รอการตรวจสอบ

 

ร่างกฎกระทรวงฯ นี้จะกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ชัดเจนให้พนักงานเจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ สถาบันการเงิน หรือผู้ประกอบธุรกิจ ดำเนินการคืนเงินแก่ผู้เสียหาย รวมถึงการจัดการเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีผู้เสียหาย หรือเงินที่เหลือจากการคืน เพื่อนำเงินที่คงค้างกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

 

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงฯ สรุปได้ดังนี้

 

1.การรายงานข้อมูลการทำธุรกรรม ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

 

  • เมื่อมีการตรวจพบความผิด: พนักงานสอบสวนที่ยึดหรืออายัดเงินในบัญชีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมไปยัง ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) และ สำนักงาน ปปง. เพื่อพิจารณาประกาศรายชื่อบัญชี และพิจารณาคืนทรัพย์ให้ผู้เสียหายผ่านระบบที่กำหนด
  • การรายงานจากสถาบันการเงิน/ผู้ประกอบธุรกิจ: หากพบเหตุอันควรสงสัยว่าบัญชีเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมฯ ให้รายงานไปยัง สำนักงาน ปปง. เพื่อตรวจสอบ และหากยังไม่มีการยึด/อายัด ให้เลขาธิการ ปปง. มอบหมายให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป
  • การพิจารณาคืนทรัพย์: เลขาธิการ ปปง. จะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรายงานข้อมูลธุรกรรม หากพบผู้เสียหายจะเสนอเรื่องต่อ คณะกรรมการธุรกรรม เพื่อพิจารณาคืนเงิน/สินทรัพย์ดิจิทัล แต่หากพบว่าไม่เกี่ยวข้อง จะมีการถอนการยึด/อายัดบัญชี

 

2.การยื่นคำร้องหรือคำร้องคำคัดค้านและการตรวจสอบคำร้องหรือคำร้องคำคัดค้าน

 

  • การประกาศ: กำหนดให้ประกาศรายชื่อบัญชีที่เกี่ยวข้องใน ราชกิจจานุเบกษาและสื่อของสำนักงาน ปปง. เพื่อให้ผู้เสียหายทราบและ ยื่นคำร้องพร้อมหลักฐาน หรือยื่นคำร้องคัดค้าน ภายใน 90 วัน นับจากวันประกาศ

ข้อมูลที่ต้องประกาศ ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประชาชน/เบอร์โทรศัพท์, เลขที่บัญชี/กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล, ชื่อสถาบันการเงิน และพฤติการณ์กระทำความผิดโดยสังเขป

  • ผู้มีสิทธิยื่นคำร้อง: เช่น ผู้เสียหายเอง หรือผู้แทนโดยชอบธรรม/ผู้บุพการี/ผู้สืบสันดาน/สามี/ภริยา
  • กระบวนการ: กำหนดช่องทางและข้อความที่ต้องระบุในคำร้อง/หลักฐานที่ต้องแนบ (เช่น สำเนาคำพิพากษา) โดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วน

 

3.การพิจารณาคืนเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล หรือชดใช้เงินคืนให้แก่ผู้เสียหาย

 

  • การเสนอเรื่อง: เมื่อตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริงเสร็จสิ้น จะจัดทำรายงานพร้อมความเห็นเสนอเลขาธิการ ปปง. เพื่อขอความเห็นชอบในการเสนอเรื่องต่อ คณะกรรมการธุรกรรม
  • การแจ้งผลและสิทธิ: เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้คืนเงิน/สินทรัพย์ หรือเห็นชอบคำร้องคัดค้าน สำนักงาน ปปง. ต้องแจ้งผู้เสียหายและผู้เกี่ยวข้อง พร้อมแจ้งสิทธิในการยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งภายใน 30 วัน หากไม่มีการยื่นคำร้องคัดค้านภายในกำหนด พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถแจ้งสถาบันการเงินดำเนินการตามคำสั่งได้ทันที
  • วิธีการคืน: การคืนเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัลจะดำเนินการโอนไปยังบัญชีของผู้เสียหาย (หากไม่สามารถทำได้ อาจพิจารณาคืนไปยังบัญชีอื่นของผู้เสียหาย)
  • กรณีไม่เกี่ยวข้อง: หากคณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่าบัญชีใดไม่เกี่ยวข้อง จะแจ้ง ศปอท. เพื่อถอนการยึดหรืออายัด และแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ

 

4. การจัดการเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล กรณีไม่มีผู้เสียหาย หรือผู้ที่เกี่ยวข้องมายื่นคำร้องหรือคำร้องคัดค้าน

 

  • การเก็บรักษา: กรณีไม่มีผู้เสียหาย หรือผู้ที่เกี่ยวข้องมายื่นคำร้องหรือคำคัดค้าน

เงิน: ให้นำฝากสถาบันการเงินตามที่เลขาธิการ ปปง. กำหนด

สินทรัพย์ดิจิทัล: ให้นำเก็บในบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่เลขาธิการ ปปง. กำหนด

 

  • การนำส่งกองทุน: เงินและดอกผลที่เหลือจากการคืนหรือชดใช้คืน หากไม่มีผู้เสียหายหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมายื่นคำร้องภายใน 10 ปี นับจากวันที่มีการคืนหรือประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้สำนักงาน ปปง. นำส่งเข้า กองทุนป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หากเจ้าของเงินมาขอรับคืนภายหลังจะต้องพิสูจน์เหตุผลที่สมควร

 

5. ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นหนึ่งในเหตุผลประกอบการเสนอพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ดังนั้น จึงไม่เข้าข่ายเป็นกฎที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบก่อนการออกกฎตามกฎกระทรวงกำหนดร่างกฎที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบ พ.ศ. 2568

The post ครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเตือนประชาชนระวังโรคหัด หลังพบแพร่ระบาดบริเวณชายแดนเพื่อนบ้าน แนะพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน https://thestandard.co/measles-warning-thailand-border-vaccine/ Fri, 21 Nov 2025 05:42:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1145773 รัฐบาลเตือนประชาชนระวัง โรคหัด หลังพบแพร่ระบาดบริเวณ ชายแดนเพื่อนบ้าน แนะพาบุตรหลานเข้ารับ วัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน

วันนี้ (21 พฤศจิกายน) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจ […]

The post รัฐบาลเตือนประชาชนระวังโรคหัด หลังพบแพร่ระบาดบริเวณชายแดนเพื่อนบ้าน แนะพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเตือนประชาชนระวัง โรคหัด หลังพบแพร่ระบาดบริเวณ ชายแดนเพื่อนบ้าน แนะพาบุตรหลานเข้ารับ วัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน

วันนี้ (21 พฤศจิกายน) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคหัดในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศชายแดนเพื่อนบ้านพบมีการระบาดเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ สถานการณ์โรคหัด ในประเทศไทย พบว่าปี 2568 มีรายงานผู้ป่วยไข้ออกผื่นที่สงสัยหัด หรือหัดเยอรมัน สะสม 1,928 ราย

 

ทั้งนี้ 1 ใน 4 ผู้ป่วยโรคหัดมีความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา จำนวน 511 ราย หรือ 26.5% มีภาวะปอดอักเสบ 23 ราย หรือ 4.5% โดยในเดือน กันยายน – ตุลาคม 2568 พบรายงานผู้ป่วยสงสัยโรคหัดจำนวน 46 ราย พบได้ทั้งในเด็กเล็ก เด็กโต และผู้ใหญ่ ซึ่งพบประปรายในจังหวัดระยอง พิษณุโลก หนองคาย อำนาจเจริญ นครปฐม นครศรีธรรมราช ยะลา นราธิวาส และสงขลา

 

นอกจากนี้ ยังพบผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นทางภาคเหนือ คือ จังหวัดเชียงราย พบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อนในโรงพยาบาลและชุมชน ผู้ป่วยส่วนหนึ่งมีความเชื่อมโยงกับการระบาดของโรคหัดในแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และมีผู้ป่วยจาก สปป.ลาว เข้ารับการรักษาในเชียงราย

 

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีมาตรการเรื่องวัคซีนเพื่อควบคุมการระบาด ซึ่งโรคหัดเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ ถ้าเมื่อไหร่การครอบคลุมเรื่องวัคซีนต่ำกว่าเกณฑ์ สำหรับเกณฑ์การให้วัคซีนป้องกันหัด-คางทูม -หัดเยอรมันในเด็กนั้น จะต้องครอบคลุมมากกว่าร้อยละ 95 ถึงจะครอบคลุมได้ ขณะนี้ จังหวัดที่มีการครอบคลุมวัคซีนไม่ถึงเกณฑ์มีมากกว่าครึ่งหนึ่ง ขอย้ำเตือนประชาชน พ่อแม่ ผู้ปกครองพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน

 

สำหรับคำแนะนำประชาชนป้องกันโรคหัด มีดังนี้

 

1. นำเด็กเข้ารับวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) ตามเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับพื้นที่ที่ไม่มีการระบาด แพทย์อาจพิจารณาให้เข็มแรกในช่วงอายุ 9-12 เดือน หากเด็กยังรับวัคซีนไม่ครบ 2 เข็ม ขอให้ผู้ปกครองพาเข้ารับวัคซีนให้ครบโดยเร็วที่สุด

 

2. หลีกเลี่ยงสถานที่คนพลุกพล่านในพื้นที่ระบาด สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ และเว้นระยะห่างจากผู้อื่น

 

3. สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคหัด และไม่เคยรับวัคซีน ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดและหัดเยอรมัน ให้ครบ 2 เข็ม หรืออย่างน้อย 1 เข็ม ก่อนการเดินทางอย่างน้อย 2 สัปดาห์

 

4. กรณีเดินทางกลับจากประเทศที่มีการระบาดของโรค เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว (ข้อมูล ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568) ให้สังเกตอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ ผื่น ตาแดง น้ำมูกไหล มีจุดขาวเล็กๆ ขอบสีแดงในกระพุ้งแก้ม ควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางและสวมหน้ากากอนามัยหากมีอาการป่วย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ เนื่องจากโรคนี้ค่อนข้างแพร่เร็วใน Airborne

The post รัฐบาลเตือนประชาชนระวังโรคหัด หลังพบแพร่ระบาดบริเวณชายแดนเพื่อนบ้าน แนะพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. เด้งชญานันท์ ปลัดกระทรวงทรัพย์ฯ หลังนั่งเก้าอี้ได้เพียง 3 เดือน ตั้งรวีวรรณ ภูริเดช ดำรงตำแหน่งแทน https://thestandard.co/cabinet-ousts-secretary-3-months/ Tue, 18 Nov 2025 08:00:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1144553 ครม. เด้งชญานันท์ ปลัดกระทรวงทรัพย์ฯ หลังนั่งเก้าอี้ได้เพียง 3 เดือน ตั้งรวีวรรณ ภูริเดช ดำรงตำแหน่งแทน

วันนี้ (18 พฤศจิกายน) เวลา 13.30 น. อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธ […]

The post ครม. เด้งชญานันท์ ปลัดกระทรวงทรัพย์ฯ หลังนั่งเก้าอี้ได้เพียง 3 เดือน ตั้งรวีวรรณ ภูริเดช ดำรงตำแหน่งแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. เด้งชญานันท์ ปลัดกระทรวงทรัพย์ฯ หลังนั่งเก้าอี้ได้เพียง 3 เดือน ตั้งรวีวรรณ ภูริเดช ดำรงตำแหน่งแทน

วันนี้ (18 พฤศจิกายน) เวลา 13.30 น. อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติแต่งตั้งรววรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แทนชญานันท์ ภักดีจิตต์

 

สำหรับชญานันท์ เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 เพื่อทดแทนจตุพร บุรุษพัฒน์ ที่ลาออกไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาล แพรทองธาร ชินวัตร โดยนางชญานันท์ ดำรงตำแหน่งประมาณ 3 เดือนเท่านั้น

 

นอกจากนี้ ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี) ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอแต่งตั้ง สรพงค์ ศรียานงค์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประสานกิจการความมั่นคง (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

The post ครม. เด้งชญานันท์ ปลัดกระทรวงทรัพย์ฯ หลังนั่งเก้าอี้ได้เพียง 3 เดือน ตั้งรวีวรรณ ภูริเดช ดำรงตำแหน่งแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสทช. เตรียมชง ครม. อนุมัติโครงการเน็ตคนละครึ่ง ช่วยกลุ่มรายได้น้อยกว่า 14 ล้านคน จ่าย 160 บาท/เดือน ได้เน็ต 40 GB https://thestandard.co/half-price-internet-subsidy/ Sat, 15 Nov 2025 05:12:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1143640 กสทช. เตรียมชง ครม. อนุมัติ โครงการเน็ตคนละครึ่ง ช่วยกลุ่มรายได้น้อยกว่า 14 ล้านคน จ่าย 160 บาท/เดือน ได้เน็ต 40 GB

วันนี้ (15 พฤศจิกายน) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจ […]

The post กสทช. เตรียมชง ครม. อนุมัติโครงการเน็ตคนละครึ่ง ช่วยกลุ่มรายได้น้อยกว่า 14 ล้านคน จ่าย 160 บาท/เดือน ได้เน็ต 40 GB appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสทช. เตรียมชง ครม. อนุมัติ โครงการเน็ตคนละครึ่ง ช่วยกลุ่มรายได้น้อยกว่า 14 ล้านคน จ่าย 160 บาท/เดือน ได้เน็ต 40 GB

วันนี้ (15 พฤศจิกายน) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังเตรียมเสนอโครงการเน็ตคนละครึ่งเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติและเดินหน้าโครงการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มรายได้น้อยให้เข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ต

 

โครงการเน็ตคนละครึ่ง มีเป้าหมายหลักคือการสนับสนุนการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 14 ล้านคนทั่วประเทศ

 

โครงการดังกล่าวมีรายละเอียดของสิทธิประโยชน์ ดังนี้:

 

  • ค่าบริการ: ประชาชนจ่ายเพียง 160 บาทต่อเดือน (ราคารวมภาษีแล้ว)
  • สิทธิที่ได้รับ: อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 40 GB ต่อเดือน
  • ระยะเวลาใช้งาน: ต่อเนื่อง 3 รอบบิล (3 เดือน)
  • แหล่งงบประมาณ: ใช้งบประมาณสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.)

 

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ กสทช. อยู่ระหว่างการเสนอร่างโครงการเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. และคาดว่าเมื่อโครงการได้รับการอนุมัติแล้ว จะสามารถเปิดให้ประชาชนที่มีสิทธิลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ภายในปี 2568

 

ทั้งนี้ กสทช. จะมีการหารือร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกราย เพื่อจัดทำแพ็กเกจพิเศษภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยยืนยันว่าจะควบคุมคุณภาพความเร็วอินเทอร์เน็ตให้สามารถใช้งานได้จริงและครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

 

อัยรินทร์ กล่าวว่า โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงโลกออนไลน์ ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงโอกาสด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ และการใช้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัลในพื้นที่ห่างไกลอีกด้วย

The post กสทช. เตรียมชง ครม. อนุมัติโครงการเน็ตคนละครึ่ง ช่วยกลุ่มรายได้น้อยกว่า 14 ล้านคน จ่าย 160 บาท/เดือน ได้เน็ต 40 GB appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ตั้ง ‘ผู้กำกับหนุ่ย’ พ.ต.อ.วทัญญู นายตำรวจติดตามอดีตนายกฯเศรษฐา-แพทองธาร นั่งรอง ผอ.สำนักงาน ป.ย.ป. https://thestandard.co/cabinet-appoints-police-nui-pyp/ Tue, 11 Nov 2025 08:37:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1142075 ครม. ตั้ง ‘ผู้กำกับหนุ่ย’ พ.ต.อ.วทัญญู นายตำรวจติดตามอดีตนายกฯเศรษฐา-แพทองธาร นั่งรอง ผอ.สำนักงาน ป.ย.ป.

วันนี้ (11 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล อัยรินทร์ พันธุ์ […]

The post ครม. ตั้ง ‘ผู้กำกับหนุ่ย’ พ.ต.อ.วทัญญู นายตำรวจติดตามอดีตนายกฯเศรษฐา-แพทองธาร นั่งรอง ผอ.สำนักงาน ป.ย.ป. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ตั้ง ‘ผู้กำกับหนุ่ย’ พ.ต.อ.วทัญญู นายตำรวจติดตามอดีตนายกฯเศรษฐา-แพทองธาร นั่งรอง ผอ.สำนักงาน ป.ย.ป.

วันนี้ (11 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งข้าราชการและกรรมการประจำหน่วยงานรัฐหลายตำแหน่ง ดังนี้

 

1. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง วิวัธน์ชัย คงลำธาร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ กรมชลประทาน ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านควบคุมการก่อสร้าง) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

2. คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอ โดยมีหน้าที่และอำนาจคงเดิม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

 

3. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณ เสนอแต่งตั้ง นางพลินี เตชะมวลไววิทย์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณเชี่ยวชาญ) ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณสำนักนายกรัฐมนตรี

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

4. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า) เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพรวม 3 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้

 

  • พิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ประธานกรรมการ
  • ปัทมา วีระวานิช กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  • อดุล ขาวละออ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

 

5. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งรองประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรรวม 2 คน แทนรองประธานกรรมการและกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ดังนี้

 

  • วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข รองประธานกรรมการ
  • นิรันดร์ มูลธิดา กรรมการ

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนนี้ให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน

 

6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอแต่งตั้ง วิศนุเวศ เศวตนันทน์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

 

7. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง
ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

 

มีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

 

8. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (โสภณ ซารัมย์) กำกับการบริหารราชการ สั่ง และ ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอรับโอน ฉันทานนท์ วรรณเขจร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง)

 

มีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

 

9. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย ดังนี้

 

1. โสภัชย์ ชวาลกุล ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

 

2. สุวรรณี ศรีสุวรรณ์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

 

3. สุรชัย ยุทธชนะ ตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

 

4. บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

 

5. พงศ์ไท ไทโยธิน ตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

 

มีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

 

10. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) เสนอแต่งตั้ง พ.ต.อ. วทัญญู วิทยผโลทัย ข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. (นักบริหารระดับสูง)

 

มีผลตั้งแต่วันที่พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

 

11. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

  • ชนะศักดิ์ อัตถาวงศ์
  • วุฒิกร สติฐิต

 

มีผลตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

The post ครม. ตั้ง ‘ผู้กำกับหนุ่ย’ พ.ต.อ.วทัญญู นายตำรวจติดตามอดีตนายกฯเศรษฐา-แพทองธาร นั่งรอง ผอ.สำนักงาน ป.ย.ป. appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนละครึ่งพลัส ต้องใช้สิทธิครั้งแรกก่อน 5 ทุ่มวันนี้ ไม่งั้นถูกตัดสิทธิทันที ขณะที่ยอดใช้จ่ายรวมทะลุ 2.8 หมื่นล้าน https://thestandard.co/khon-la-khrueng-before-11-pm/ Tue, 11 Nov 2025 01:03:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1141846 คนละครึ่งพลัส ต้องใช้สิทธิครั้งแรกก่อน 5 ทุ่มวันนี้ ไม่งั้นถูกตัดสิทธิทันที ขณะที่ยอดใช้จ่ายรวมทะลุ 2.8 หมื่นล้าน

วันนี้ (11 พฤศจิกายน) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจ […]

The post คนละครึ่งพลัส ต้องใช้สิทธิครั้งแรกก่อน 5 ทุ่มวันนี้ ไม่งั้นถูกตัดสิทธิทันที ขณะที่ยอดใช้จ่ายรวมทะลุ 2.8 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนละครึ่งพลัส ต้องใช้สิทธิครั้งแรกก่อน 5 ทุ่มวันนี้ ไม่งั้นถูกตัดสิทธิทันที ขณะที่ยอดใช้จ่ายรวมทะลุ 2.8 หมื่นล้าน

วันนี้ (11 พฤศจิกายน) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำเตือนประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส ให้รีบดำเนินการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง ครั้งแรก ภายในเวลา 23.00 น. ของวันนี้ หากไม่ดำเนินการใช้จ่ายภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จะถือว่าสละสิทธิและถูกตัดสิทธิการเข้าร่วมโครงการในเฟสนี้ทันที

 

รองโฆษกฯ ระบุว่า ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.00 น. โครงการ คนละครึ่งพลัส ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีผู้ใช้จ่ายสำเร็จสะสมแล้ว 19.62 ล้านคน จากจำนวนผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด 20 ล้านคน ทำให้มียอดการใช้จ่ายสะสมสูงถึง 28,794.53 ล้านบาท ผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ 820,449 ร้านค้า และเกิดจำนวนรายการใช้จ่ายสำเร็จรวมกว่า 203.99 ล้านครั้ง

 

ในส่วนของการใช้จ่ายผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรี ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญของโครงการ ปัจจุบันมียอดใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 360 ล้านบาท จากผู้ใช้งาน 1.31 ล้านคน โดยพบว่าแพลตฟอร์ม LINEMAN ครองอันดับ 1 มียอดใช้จ่ายสูงสุดที่ 215 ล้านบาท ตามมาด้วย Grab 127 ล้านบาท ส่วน ShopeeFood มียอดใช้จ่าย 17 ล้านบาท และ Robinhood มียอดใช้จ่าย 6.1 แสนบาท

 

พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลังได้ติดตามตรวจสอบพฤติการณ์ของร้านค้าที่เข้าข่ายทุจริตอย่างต่อเนื่องผ่านการวิเคราะห์ธุรกรรมด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Analytics) และได้ดำเนินการ ระงับสิทธิการเข้าร่วมโครงการฯ ของร้านค้าแล้วรวม 78 ราย เนื่องจากพบพฤติการณ์รับแลกเงินและสแกนรับเงินห่างจุดขายแบบผิดปกติ

 

อัยรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย ขอย้ำเตือนให้ประชาชนรักษาสิทธิคนละครึ่งพลัส หากพ้นเวลา 23.00 น. ของวันนี้ ถือว่าท่านสละสิทธิ โดยยอดเงินที่เหลือจากโครงการในเฟสนี้ จะถูกนำมาพิจารณาเพื่อใช้ในการดำเนินโครงการในเฟสถัดไป เพื่อให้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจถูกใช้ อย่างคุ้มค่าที่สุดต่อไป

The post คนละครึ่งพลัส ต้องใช้สิทธิครั้งแรกก่อน 5 ทุ่มวันนี้ ไม่งั้นถูกตัดสิทธิทันที ขณะที่ยอดใช้จ่ายรวมทะลุ 2.8 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม.ไฟเขียว! ไทยต่อสัญญาจัด MotoGP อีก 5 ปี (2570-2574) https://thestandard.co/thailand-host-motogp-5-years-cabinet-approval/ Tue, 04 Nov 2025 07:11:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1139577 ครม.ไฟเขียว ไทยต่อสัญญาจัด MotoGP อีก 5 ปี (2570-2574)

วันนี้ (11 พฤศจิกายน) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจ […]

The post ครม.ไฟเขียว! ไทยต่อสัญญาจัด MotoGP อีก 5 ปี (2570-2574) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม.ไฟเขียว ไทยต่อสัญญาจัด MotoGP อีก 5 ปี (2570-2574)

วันนี้ (11 พฤศจิกายน) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอให้ประเทศไทย เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก รายการโมโต จีพี (MotoGP) ต่อเนื่องอีก 5 ปี ระหว่างปี 2570-2574

 

โดยได้อนุมัติกรอบงบประมาณรวม 3,997.86 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดำเนินการจัดการแข่งขัน ซึ่งอาจมีการปรับตามอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงเวลาดังกล่าว

 

อัยรินทร์ ระบุว่า การแข่งขัน MotoGP ถือเป็นรายการมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกที่ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้ชมจากทั่วโลกกว่า 800 ล้านคน ใน 207 ประเทศ ทั้งจากในสนามและการถ่ายทอดสด โดยประเทศไทยเริ่มเป็นเจ้าภาพตั้งแต่ปี 2561 และได้จัดต่อเนื่องมาจนถึงปี 2568 ซึ่งทุกครั้งประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ

 

ทั้งนี้ การจัดการแข่งขันในช่วงที่ผ่านมา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศกว่า 24,927 ล้านบาท และดึงดูดผู้ชมเฉลี่ยกว่า 206,000 คนต่อปี สร้างรายได้ให้กับภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจในท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

 

โดยรัฐบาลมองว่าการต่อสัญญาเป็นเจ้าภาพ MotoGP ครั้งนี้ จะช่วยต่อยอดความสำเร็จของไทยในฐานะศูนย์กลางกีฬามอเตอร์สปอร์ตของอาเซียน พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศด้านการจัดอีเวนต์ระดับโลก และกระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

The post ครม.ไฟเขียว! ไทยต่อสัญญาจัด MotoGP อีก 5 ปี (2570-2574) appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเตือนร้านค้า-ผู้ใช้สิทธิคนละครึ่งพลัส ห้ามใช้ผิดวัตถุประสงค์ ชี้มีโทษฐานฉ้อโกง จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ https://thestandard.co/khon-la-khrueng-fraud-penalties/ Thu, 30 Oct 2025 02:20:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1137183 รัฐบาลเตือนร้านค้า-ผู้ใช้สิทธิคนละครึ่งพลัส ห้ามใช้ผิดวัตถุประสงค์ ชี้มีโทษ **ฐานฉ้อโกง** จำคุก **ไม่เกิน 3 ปี** ปรับ **ไม่เกิน 60,000 บาท** หรือทั้งจำทั้งปรับ

วันนี้ (30 ตุลาคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำ […]

The post รัฐบาลเตือนร้านค้า-ผู้ใช้สิทธิคนละครึ่งพลัส ห้ามใช้ผิดวัตถุประสงค์ ชี้มีโทษฐานฉ้อโกง จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเตือนร้านค้า-ผู้ใช้สิทธิคนละครึ่งพลัส ห้ามใช้ผิดวัตถุประสงค์ ชี้มีโทษ **ฐานฉ้อโกง** จำคุก **ไม่เกิน 3 ปี** ปรับ **ไม่เกิน 60,000 บาท** หรือทั้งจำทั้งปรับ

วันนี้ (30 ตุลาคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงวัตถุประสงค์โครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาล ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว ผ่านวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อการศึกษา หรือวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่นๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด โดยเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม-31 ธันวาคม 2568

 

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการใช้ผิดวัตถุประสงค์ โครงการฯ ได้กำหนดสินค้าและบริการต้องห้ามไว้อย่างชัดเจน หากร้านค้าหรือผู้ใช้สิทธิฝ่าฝืนอาจถูกระงับสิทธิได้ทันที โดยสินค้ากลุ่มดังกล่าว ประกอบด้วย สลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล (Gift Voucher) และบัตรเงินสด รวมถึงการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า

 

นอกจากนี้ ห้ามผู้ประกอบการรับหรือเรียกรับ ทอนเป็นเงินสด หรือประโยชน์ในรูปแบบอื่นใดจากการขายอาหารและเครื่องดื่มผ่านบริการ Food Delivery ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม และห้ามผู้ร่วมโครงการกระทำการใดๆ ที่สร้างความเข้าใจผิดต่อมาตรการ หรือก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินโครงการของรัฐ

 

อัยรินทร์กล่าวอีกว่า ขอเตือนประชาชนที่ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัส แล้วนำมาขายสิทธิให้ผู้อื่น และร้านค้าหรือกลุ่มร้านค้าร่วมกับมือผู้ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัสใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อ-ขายสินค้าจริง เป็นการกระทำที่มีความผิดฐาน ‘ฉ้อโกง’ (มาตรา 341/342 ประมวลกฎหมายอาญา) มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกระงับสิทธิไม่ให้เข้าร่วมโครงการอื่นของรัฐบาล รวมถึงต้องคืนเงินให้รัฐบาลด้วย

The post รัฐบาลเตือนร้านค้า-ผู้ใช้สิทธิคนละครึ่งพลัส ห้ามใช้ผิดวัตถุประสงค์ ชี้มีโทษฐานฉ้อโกง จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเร่งเยียวยาผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชา ปภ. โอนแล้ว กว่า 1.2 พันล้านบาท ครอบคลุม 7 จังหวัด https://thestandard.co/government-aid-thai-cambodia-border/ Tue, 21 Oct 2025 00:50:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1133176 รัฐบาลเร่งเยียวยาผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชา ปภ. โอนแล้ว กว่า 1.2 พันล้านบาท ครอบคลุม 7 จังหวัด

วันนี้ (21 ตุลาคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำ […]

The post รัฐบาลเร่งเยียวยาผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชา ปภ. โอนแล้ว กว่า 1.2 พันล้านบาท ครอบคลุม 7 จังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเร่งเยียวยาผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชา ปภ. โอนแล้ว กว่า 1.2 พันล้านบาท ครอบคลุม 7 จังหวัด

วันนี้ (21 ตุลาคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่อพยพจากสถานการณ์ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยรัฐบาล โดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ได้เร่งดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือให้กับผู้ประสบภัยแล้วอย่างต่อเนื่อง

 

ปภ. ได้ดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือไปแล้วรวม 7 ครั้ง (วันที่ 6, 7, 8, 9, 10, 17 และ 20 ตุลาคม 2568) ให้แก่ประชาชนใน 7 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, ตราด, สระแก้ว, อุบลราชธานี, และจันทบุรี

  • จำนวนครัวเรือนที่โอนสำเร็จ: 279,492 ครัวเรือน
  • ยอดเงินช่วยเหลือรวม: 1,252.251 ล้านบาท

 

รองโฆษกฯ ระบุว่า ในวันพุธที่ 22 ตุลาคม 2568 ปภ. และธนาคารออมสิน จะดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือ ครั้งที่ 8 ให้แก่ประชาชนในจังหวัดบุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และศรีสะเกษ จำนวน 1,310 ครัวเรือน ซึ่งเป็นครัวเรือนที่อยู่ระหว่างรอการโอน

 

ทั้งนี้ ข้อมูลการลงทะเบียนพบว่ามีประชาชนลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือทั้งสิ้น 325,277 ครัวเรือน โดยข้อมูลที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) และส่งให้ ปภ. แล้ว มีจำนวน 284,773 ครัวเรือน อย่างไรก็ตาม จากการโอนเงินเยียวยา 7 รอบที่ผ่านมา ธนาคารออมสินพบว่ายังมีครัวเรือนที่ โอนเงินไม่สำเร็จกว่า 3,860 ครัวเรือน เนื่องจาก ยังไม่ได้ผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือ สถานะทางบัญชีไม่ปกติ

 

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมกำชับให้จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนผู้ประสบภัยที่ยังไม่ได้รับเงิน ดำเนินการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชนให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความขัดข้องในการรับเงินช่วยเหลือ

 

ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะการรับเงินช่วยเหลือได้ผ่านช่องทางออนไลน์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ http://relief68.disaster.go.th/Dashboard/BoardHelpRegister โดยใช้หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนในการตรวจสอบ

The post รัฐบาลเร่งเยียวยาผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชา ปภ. โอนแล้ว กว่า 1.2 พันล้านบาท ครอบคลุม 7 จังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘คนละครึ่งพลัส’ ร้านค้าลงทะเบียนแล้วกว่า 1.2 แสนราย เตือนประชาชนอย่าหลงกลลิงก์ปลอม เตรียมเปิดให้ลงทะเบียน 20 ต.ค. นี้ https://thestandard.co/khon-la-khrueng-plus-120k-stores-already/ Sun, 19 Oct 2025 02:39:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1132407 คนละครึ่งพลัส ร้านค้าลงทะเบียนแล้วกว่า 1.2 แสนราย เตือนประชาชนอย่าหลงกลลิงก์ปลอม เตรียมเปิดให้ลงทะเบียน 20 ต.ค. นี้

วันนี้ (19 ตุลาคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำ […]

The post ‘คนละครึ่งพลัส’ ร้านค้าลงทะเบียนแล้วกว่า 1.2 แสนราย เตือนประชาชนอย่าหลงกลลิงก์ปลอม เตรียมเปิดให้ลงทะเบียน 20 ต.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนละครึ่งพลัส ร้านค้าลงทะเบียนแล้วกว่า 1.2 แสนราย เตือนประชาชนอย่าหลงกลลิงก์ปลอม เตรียมเปิดให้ลงทะเบียน 20 ต.ค. นี้

วันนี้ (19 ตุลาคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการลงทะเบียนร้านค้าตั้งแต่วันที่ 15 – 17 ตุลาคม 2568 (ณ เวลา 12.00 น.) ว่า มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ สำเร็จแล้ว 123,960 ราย แบ่งเป็นร้านค้ารายเดิม 72,185 ราย และร้านค้ารายใหม่ 51,775 ราย ขณะที่ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัครอีกกว่า 98,064 ราย

 

รองโฆษกฯ ประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถทยอยลงทะเบียนได้อย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เนื่องจากโครงการฯ จะเปิดให้ประชาชนเริ่มสแกนใช้จ่ายได้จริงในวันที่ 29 ตุลาคม 2568

 

ในส่วนของประชาชน โครงการคนละครึ่งพลัส จะเปิดให้เริ่มลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง เท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 20 – 26 ตุลาคม 2568 ระหว่างเวลา 06.00 – 22.00 น. โดยผู้ได้รับสิทธิจะสามารถเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568

 

เนื่องจากกระแสความนิยมของโครงการฯ สูงมาก รัฐบาลจึงไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่มิจฉาชีพพยายามฉวยโอกาสหลอกลวงประชาชนหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการส่งลิงก์ปลอม มาหลอกเอาข้อมูลส่วนตัวและดูดทรัพย์ โดยรองโฆษกฯ ได้ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของตำรวจไซเบอร์อย่างเคร่งครัด ดังนี้:

 

1. อย่ากดลิงก์ จาก SMS/ข้อความแปลกปลอม โครงการรัฐจะไม่ส่งลิงก์ลงทะเบียนผ่านข้อความ

 

2. ลงทะเบียนที่ถูกต้อง ทำได้เฉพาะแอปฯ “เป๋าตัง” และ “ถุงเงิน” เท่านั้น อย่าหลงเชื่อเพจ/บัญชีโซเชียลที่ไม่เป็นทางการ

 

3. อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น เลขบัตรประชาชน, PIN, OTP หรือข้อมูลบัญชีธนาคาร

 

4. อย่าเชื่อสายโทรศัพท์ ที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ โดยหน่วยงานรัฐและธนาคารไม่มีนโยบายโทรขอ OTP หรือให้โอนเงิน

 

5. ตรวจสอบข้อมูลทุกครั้ง หากสงสัยให้โทรสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง

 

รองโฆษกฯ ย้ำว่า หากประชาชนได้รับลิงก์ปลอม ขอให้พิจารณา ตั้งสติ และไม่กดลิงก์ และในกรณีที่เผลอกดลิงก์ปลอมและได้รับความเสียหายแล้ว ให้รีบแจ้งความออนไลน์ที่ https://www.thaipoliceonline.go.th/login หรือโทร. สายด่วน 1441 เพื่อระงับบัญชีคนร้ายภายใน 72 ชั่วโมง และรีบเข้าพบพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจใกล้บ้านโดยเร็วที่สุด

The post ‘คนละครึ่งพลัส’ ร้านค้าลงทะเบียนแล้วกว่า 1.2 แสนราย เตือนประชาชนอย่าหลงกลลิงก์ปลอม เตรียมเปิดให้ลงทะเบียน 20 ต.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>