อัมพร เบญจพลพิทักษ์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/อัมพร-เบญจพลพิทักษ์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 26 May 2026 04:29:50 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กรมอนามัยชูผลสำเร็จ ‘หวาน 50%’ คนไทยตื่นตัวสั่งหวานน้อย-ไม่หวานเพิ่มขึ้น ลุยขยายผลครอบคลุม 3 หมื่นสาขา https://thestandard.co/doh-sweet-50-campaign-success/ Tue, 26 May 2026 04:29:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1210934 ป้ายสัญลักษณ์แคมเปญ 'หวาน 50%' ของกรมอนามัย

วันนี้ (26 พฤษภาคม) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดี […]

The post กรมอนามัยชูผลสำเร็จ ‘หวาน 50%’ คนไทยตื่นตัวสั่งหวานน้อย-ไม่หวานเพิ่มขึ้น ลุยขยายผลครอบคลุม 3 หมื่นสาขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป้ายสัญลักษณ์แคมเปญ 'หวาน 50%' ของกรมอนามัย

วันนี้ (26 พฤษภาคม) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพของประชาชน ว่า ปัจจุบันมีภาคธุรกิจเครื่องดื่มรายใหญ่ให้ความสนใจและเข้าร่วมขับเคลื่อนแคมเปญ หวานปกติ = หวาน 50% เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขยายตัวจากเดิม 7 บริษัทในช่วงเริ่มต้น เพิ่มขึ้นเป็น 11 บริษัท ซึ่งครอบคลุมจุดจำหน่ายมากกว่า 30,000 สาขาทั่วประเทศ

 

ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมทางอาหาร (Food Environment) ที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม จากข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคของหลายบริษัทพบว่า ผู้บริโภคเริ่มมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสั่งเครื่องดื่มอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเมนูที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงมีสถิติการสั่งเมนูหวานน้อย (ระดับความหวานร้อยละ 25) และเมนูไม่หวาน เพิ่มสูงขึ้น

 

สถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยเริ่มคุ้นชินกับรสชาติที่หวานน้อยลงและเปิดรับทางเลือกเพื่อสุขภาพมากขึ้น โดยป้ายสัญลักษณ์ของแคมเปญที่กรมอนามัยให้การสนับสนุน มีส่วนสำคัญในการสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้ผู้บริโภคปรับลดระดับความหวานลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกบริโภคสิ่งที่ดีต่อสุขภาพได้โดยไม่ต้องใช้มาตรการบังคับทางกฎหมาย

 

ทางด้าน นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย ได้กล่าวเสริมถึงความสำเร็จของแคมเปญนี้ว่า ไม่ได้เกิดจากการบังคับห้ามบริโภคความหวาน แต่เป็นการปรับเปลี่ยนค่าความหวานเริ่มต้น ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิดไม่ต้องเลิกหวาน แค่ลดลงครึ่งเดียวก็พอ ซึ่งเป็นกุศโลบายที่ช่วยให้ประชาชนสามารถลดปริมาณการบริโภคน้ำตาลในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น

 

นอกจากนี้ ภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการยังได้นำเสนอแนวทางในการขยายผลไปยังเมนูเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ ควบคู่ไปกับการจัดโปรโมชันส่งเสริมการขาย การสื่อสารสร้างความเข้าใจผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการอบรมพนักงานหน้าสาขา เพื่อร่วมกันผลักดันให้ระดับความหวาน 50% กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ (New Standard) ของสังคมไทยในอนาคต

 

ทั้งนี้ หลายบริษัทยังมีแผนการเตรียมขยายเมนูเครื่องดื่มในแคมเปญเพิ่มขึ้น และเตรียมต่อยอดความร่วมมือไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารและขนมที่ลด หวาน มัน เค็ม ตามเกณฑ์เมนูชูสุขภาพและเมนูทางเลือกสุขภาพของกรมอนามัย

 

ซึ่งกรมอนามัยยืนยันที่จะเดินหน้าสนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ทั้งในมิติของอาหาร เครื่องดื่ม และการปรับพฤติกรรม เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับประชาชนชาวไทย โดยเชื่อมั่นว่าสุขภาพที่ดี สามารถเริ่มต้นได้จากการลดความหวานลงในชีวิตประจำวัน

The post กรมอนามัยชูผลสำเร็จ ‘หวาน 50%’ คนไทยตื่นตัวสั่งหวานน้อย-ไม่หวานเพิ่มขึ้น ลุยขยายผลครอบคลุม 3 หมื่นสาขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมอนามัยเตือนวัยทำงานพฤติกรรม ‘ตรงเวลางานแต่เลื่อนเวลานอน’ เสี่ยงสมองเสื่อม-โรค NCDs แนะจัดตารางพักผ่อนให้เหมือนนัดสำคัญ https://thestandard.co/health-warns-work-sleep-ncds/ Mon, 04 May 2026 05:27:35 +0000 https://thestandard.co/health-warns-work-sleep-ncds/ ภาพประกอบเตือนภัยวัยทำงานเลื่อนเวลานอน เสี่ยงสมองเสื่อม-โรค NCDs

วันนี้ (4 พฤษภาคม) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยข้ […]

The post กรมอนามัยเตือนวัยทำงานพฤติกรรม ‘ตรงเวลางานแต่เลื่อนเวลานอน’ เสี่ยงสมองเสื่อม-โรค NCDs แนะจัดตารางพักผ่อนให้เหมือนนัดสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบเตือนภัยวัยทำงานเลื่อนเวลานอน เสี่ยงสมองเสื่อม-โรค NCDs

วันนี้ (4 พฤษภาคม) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยข้อมูลที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับพฤติกรรมรูปแบบใหม่ของกลุ่มคนวัยทำงานในปัจจุบัน ที่พบว่ามีความเคร่งครัดและตรงต่อเวลาเป็นอย่างมากเมื่อเป็นการนัดหมายหรือตารางการทำงาน แต่ในทางกลับกัน เมื่อถึงเวลาที่ต้องพักผ่อนนอนหลับ กลับมักจะเลื่อนเวลาออกไปและไม่ตรงต่อเวลา

 

ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างร้ายแรงโดยไม่รู้ตัว ทั้งความเสี่ยงในการเกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และภาวะสมองเสื่อมในระยะยาว กรมอนามัยจึงออกโรงเตือนให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับเวลานอน ให้เทียบเท่ากับการนัดหมายสำคัญในชีวิต

 

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า ปัจจุบันกลุ่มคนทำงานสามารถบริหารจัดการเวลาเรื่องงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่กลับละเลยเวลานอน โดยมักนำเวลาพักผ่อนไปทำกิจกรรมอื่นทดแทน เช่น การเล่นโทรศัพท์มือถือ หรือการเสพสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การนอนหลับถือเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่ร่างกายจะทำงานเพื่อฟื้นฟูตนเองอย่างเข้มข้น สมองจะทำหน้าที่กำจัดของเสียที่สะสมมาตลอดทั้งวัน

 

หากกระบวนการนี้ถูกรบกวน จะส่งผลกระทบต่อระบบประสาท และเชื่อมโยงไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อมเมื่อมีการสะสมในระยะยาว นอกจากนี้ ในขณะหลับ ร่างกายยังได้ปรับสมดุลฮอร์โมน ลดการอักเสบ และช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ อีกด้วย

 

ทางด้าน นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย ได้กล่าวเสริมว่า กลุ่มวัยทำงานถือเป็นฟันเฟืองและกำลังหลักที่สำคัญทั้งในการดูแลครอบครัวและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ

 

จะส่งผลให้เกิดอาการสมองล้า สมาธิลดลง อารมณ์แปรปรวน และหงุดหงิดง่าย หากพฤติกรรมนี้สะสมอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลตามมาคืออาการหิวบ่อย รับประทานอาหารมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ

 

เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาสุขภาพดังกล่าว กรมอนามัยจึงมีข้อแนะนำให้วัยทำงานปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยให้ความสำคัญกับเวลานอนเสมือนเป็นเวลานัดหมายที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ควรตั้งเป้าหมายการนอนหลับให้ได้ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน กำหนดเวลาเข้านอนให้ตรงเวลาและสม่ำเสมอ ลดการใช้หน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนเข้านอน และอาจใช้ตัวช่วยอย่างการตั้งนาฬิกาเตือนเวลาเข้านอน

 

นอกจากนี้ ควรดูแลสุขภาพในมิติอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น การออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารรสหวาน มัน เค็ม ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอัตราการลาป่วย ขาดงาน หรืออุบัติเหตุจากการทำงานเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย

The post กรมอนามัยเตือนวัยทำงานพฤติกรรม ‘ตรงเวลางานแต่เลื่อนเวลานอน’ เสี่ยงสมองเสื่อม-โรค NCDs แนะจัดตารางพักผ่อนให้เหมือนนัดสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เร่งรับมือโครงสร้างประชากร หลังยอดเด็กเกิดใหม่ร่วงเหลือ 4.5 แสนคน ดันนโยบายดูแลทารกครบวงจร https://thestandard.co/public-health-birth-rate-decline/ Sun, 05 Apr 2026 05:40:47 +0000 https://thestandard.co/public-health-birth-rate-decline/ ภาพประกอบแสดงสถานการณ์เด็กเกิดใหม่ลดลงและนโยบายดูแลประชากรของกระทรวงสาธารณสุข

วันนี้ (5 เมษายน) พัฒนา พร้อมพัฒนา รัฐมนตรีว่าการกระทรว […]

The post สธ. เร่งรับมือโครงสร้างประชากร หลังยอดเด็กเกิดใหม่ร่วงเหลือ 4.5 แสนคน ดันนโยบายดูแลทารกครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงสถานการณ์เด็กเกิดใหม่ลดลงและนโยบายดูแลประชากรของกระทรวงสาธารณสุข

วันนี้ (5 เมษายน) พัฒนา พร้อมพัฒนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพเชิงรุกของประเทศ เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรที่กำลังเผชิญกับสภาวะสังคมเกิดน้อยควบคู่ไปกับวิกฤตกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ที่น่ากังวล โดยประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงเหลือเพียงประมาณ 454,006 คน ซึ่งถือเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ส่งผลให้อัตราการเจริญพันธุ์รวม (TFR) ลดลงมาอยู่ที่ 0.93 ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร ในขณะเดียวกัน สถิติด้านสาธารณสุขกลับพบว่าคนไทยกำลังเผชิญภาระจากโรค NCDs อย่างหนัก โดยมีผู้ป่วยสะสมมากกว่า 14 ล้านคน และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงกว่า 400,000 รายต่อปี

 

ด้าน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในการประชุมขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกรมอนามัยว่า จากสถานการณ์เด็กเกิดน้อย ส่งผลให้คุณภาพประชากร กลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ กระทรวงสาธารณสุขจึงมุ่งเน้นแนวคิดสร้างเด็กไทยให้มีคุณภาพ ควบคู่กับการสร้างเสริมสุขภาพในทุกช่วงวัย เพื่อลดความเสี่ยงจากโรค NCDs ในระยะยาว

 

ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงลึกระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงหลักของโรค NCDs ล้วนมาจากพฤติกรรมสุขภาพที่สะสมมาตั้งแต่วัยเยาว์ ได้แก่:

 

  • พฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary Behavior): กลุ่มวัยเรียนและวัยรุ่นมีพฤติกรรมเนือยนิ่งสูงถึง 14.3 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่วัยทำงานและผู้สูงอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 13.6 ชั่วโมงต่อวัน
  • โภชนาการที่ไม่เหมาะสม: การบริโภคผักและผลไม้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ปัจจุบันมีคนไทยที่มีภาวะน้ำหนักเกิน (BMI เกินเกณฑ์) มากกว่า 9.2 ล้านคน

 

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้มีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานเพิ่มขึ้นจำนวนมาก และสร้างภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพระดับชาติที่สูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท

 

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ระบุว่า กรมอนามัยได้เน้นย้ำแนวคิดการเกิดอย่างมีคุณภาพ โดยมุ่งดูแลสุขภาพอย่างครบวงจรตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ การคลอด ไปจนถึงเด็กปฐมวัย (อายุ 0–5 ปี) เพื่อเร่งแก้ไข 3 ความท้าทายหลัก ได้แก่ การคลอดก่อนกำหนด ภาวะโลหิตจาง และพัฒนาการล่าช้า ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการทางสมองและศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว

 

พร้อมกันนี้ กรมอนามัยยังเดินหน้าบูรณาการนโยบายด้านสุขภาพภายใต้แนวคิด Active Living in Healthy Cities เพื่อสร้างระบบนิเวศสุขภาพ (NCDs Ecosystem) ที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน ผ่านมาตรการสำคัญ อาทิ: ส่งเสริมแนวคิดขยับมาก กินดี ในชีวิตประจำวัน,พัฒนาโครงการโรงอาหารสุขภาพ (Healthy Canteen) และการจัดอาหารกลางวันในโรงเรียน (Thai School Lunch), รณรงค์ลดการบริโภคน้ำตาล, ยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านเครือข่ายระดับพื้นที่ ทั้งโรงพยาบาลชุมชน สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

 

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงสาธารณสุขยังได้พัฒนาระบบป้องกันและควบคุมโรคผ่านศูนย์ NCDs Prevention Center ซึ่งจะเน้นการคัดกรองความเสี่ยงเชิงรุก และการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายที่จะลดกลุ่มเสี่ยงโรค NCDs ลงให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดีในทุกช่วงวัย และพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืน

The post สธ. เร่งรับมือโครงสร้างประชากร หลังยอดเด็กเกิดใหม่ร่วงเหลือ 4.5 แสนคน ดันนโยบายดูแลทารกครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. ยกระดับสู้ฝุ่น PM2.5 วิกฤต 11 จังหวัด เร่งแจกมุ้งสู้ฝุ่น-คัดกรองกลุ่มเปราะบางทะลุ 1.6 ล้านราย https://thestandard.co/moph-pm25-crisis-thailand/ Thu, 02 Apr 2026 06:05:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1193963 ภาพบรรยากาศเมืองที่มีฝุ่น PM2.5 หนาแน่นจนบดบังทัศนียภาพ

วันนี้ (2 เมษายน) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรว […]

The post สธ. ยกระดับสู้ฝุ่น PM2.5 วิกฤต 11 จังหวัด เร่งแจกมุ้งสู้ฝุ่น-คัดกรองกลุ่มเปราะบางทะลุ 1.6 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศเมืองที่มีฝุ่น PM2.5 หนาแน่นจนบดบังทัศนียภาพ

วันนี้ (2 เมษายน) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ล่าสุดว่า ขณะนี้พบหลายพื้นที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) รวม 11 จังหวัด ได้แก่ น่าน, พะเยา, ลำปาง, ลำพูน, เชียงราย, เชียงใหม่, แพร่, แม่ฮ่องสอน, บึงกาฬ, นครพนม และหนองคาย

 

โดยพบค่าฝุ่นพุ่งสูงสุดถึง 293.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งสถานการณ์วิกฤตดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเปราะบางกว่า 1.6 ล้านราย ประกอบด้วย เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อผลกระทบด้านสุขภาพสูงกว่าประชาชนทั่วไป

 

ด้าน แพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะยังไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง แต่แนวโน้มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเฉียบพลันกำลังเพิ่มสูงขึ้น ทางกระทรวงฯ จึงได้สั่งการให้พื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะ 9 จังหวัดภาคเหนือ เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างเข้มข้น

 

  • สนับสนุนอุปกรณ์คุ้มครองสุขภาพ: ดำเนินการกระจายมุ้งสู้ฝุ่น และสนับสนุนการจัดทำห้องปลอดฝุ่นในครัวเรือนสำหรับกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงแล้ว 2,523 ชุด พร้อมแจกจ่ายหน้ากากป้องกันฝุ่นให้ประชาชนกว่า 1,948,741 ชิ้น
  • ขยายเครือข่ายพื้นที่ปลอดภัย: จัดตั้งห้องปลอดฝุ่นในสถานบริการสาธารณสุข 1,359 ห้อง และขยายความร่วมมือไปยังโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ รวมอีก 993 ห้อง
  • ลงพื้นที่คัดกรองสุขภาพ: ระดมกำลัง อสม. และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเพื่อดูแลกลุ่มเสี่ยงสะสมกว่า 4,776,159 ราย และดำเนินการคัดกรองสุขภาพเชิงรุกไปแล้วกว่า 30,000 ราย

 

นอกจากนี้ สธ. ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) ในระดับจังหวัด เพื่อเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และประสานการช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด หากประชาชนมีอาการผิดปกติ เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือระคายเคืองรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ หรือขอรับคำปรึกษาผ่านสายด่วนกรมอนามัย 1478 ทันที

 

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวย้ำถึงแนวทางการปฏิบัติตัวสำหรับกลุ่มเปราะบางว่า ขอให้เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันตนเองขั้นสูงสุด โดยหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิดในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง หากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้านให้สวมหน้ากาก N95 และสวมใส่ให้กระชับใบหน้า

 

สำหรับเด็กเล็กควรงดกิจกรรมกลางแจ้งโดยเด็ดขาด ขณะที่หญิงตั้งครรภ์ต้องลดการสัมผัสฝุ่นเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ ส่วนผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคประจำตัว ต้องเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ พร้อมแนะนำให้ทุกครอบครัวปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในที่พักอาศัยให้เป็นพื้นที่ปลอดฝุ่น ด้วยการปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด เปิดใช้งานเครื่องฟอกอากาศ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดฝุ่นควันสะสมภายในบ้านอย่างเคร่งครัด

The post สธ. ยกระดับสู้ฝุ่น PM2.5 วิกฤต 11 จังหวัด เร่งแจกมุ้งสู้ฝุ่น-คัดกรองกลุ่มเปราะบางทะลุ 1.6 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมอนามัยเตือนรับมือวิกฤตสภาพอากาศ คาดหน้าร้อนปี 69 ดัชนีความร้อนพุ่งแตะระดับอันตรายมาก พร้อมแนะ 7 วิธีป้องกันฮีทสโตรก https://thestandard.co/doh-warns-heat-index-heatstroke/ Sat, 14 Mar 2026 02:58:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1187298 ภาพอินโฟกราฟิก กรมอนามัยเตือนภัยหน้าร้อนปี 2569 พร้อม 7 วิธีป้องกันฮีทสโตรก

วันนี้ (14 มีนาคม) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีก […]

The post กรมอนามัยเตือนรับมือวิกฤตสภาพอากาศ คาดหน้าร้อนปี 69 ดัชนีความร้อนพุ่งแตะระดับอันตรายมาก พร้อมแนะ 7 วิธีป้องกันฮีทสโตรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิก กรมอนามัยเตือนภัยหน้าร้อนปี 2569 พร้อม 7 วิธีป้องกันฮีทสโตรก

วันนี้ (14 มีนาคม) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกและประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก สภาพอากาศมีความสุดขั้วมากขึ้น ทั้งภาวะอากาศร้อนจัดและปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้เฝ้าระวังค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นค่าความร้อนที่ร่างกายรู้สึกได้จริง (Feel like) โดยคำนวณจากอุณหภูมิร่วมกับความชื้นสัมพัทธ์ ซึ่งจะใช้เป็นตัวบ่งชี้ระดับความเสี่ยงต่อสุขภาพได้แม่นยำกว่าอุณหภูมิที่วัดจากอากาศทั่วไป

 

จากข้อมูลสถิติในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเผชิญกับค่าดัชนีความร้อนสูงสุดถึง 59.5 องศาเซลเซียส และมีผู้เสียชีวิตจากความร้อนจำนวน 21 ราย สำหรับปี 2569 นี้ คาดการณ์ว่าสถานการณ์ความร้อนจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ค่าดัชนีความร้อนอาจพุ่งสูงอยู่ในระดับเตือนภัย (33.0 – 41.9 องศาเซลเซียส) ไปจนถึงระดับอันตรายมาก (มากกว่าหรือเท่ากับ 52.0 องศาเซลเซียส) โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งสภาพอากาศดังกล่าวเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเจ็บป่วย เช่น ผื่น ตะคริว ลมแดด เพลียแดด และโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heatstroke) ซึ่งเป็นภาวะรุนแรงที่สุดและอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

 

อธิบดีกรมอนามัย ได้เน้นย้ำให้กลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน) ผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยจิตเวช และผู้ป่วยติดสุราเรื้อรัง ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ พร้อมแนะนำ 7 แนวทางป้องกันอันตรายจากความร้อน ได้แก่

 

1. ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและค่าดัชนีความร้อนอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะเวลา 13.00 – 16.00 น.

 

2. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6–8 แก้วต่อวัน โดยไม่ต้องรอให้รู้สึกกระหายน้ำ

 

3. งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวานและน้ำอัดลม

 

4. สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี สวมหมวก และใช้ร่มกันแดดเมื่อต้องออกนอกอาคาร

 

5. ผู้ที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาแก้คัดจมูก ยาขับปัสสาวะ และยารักษาจิตเวช ควรหมั่นสังเกตอาการตนเอง เนื่องจากยาอาจส่งผลต่อระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

 

6. ผู้ที่ทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อช่วยกันสังเกตอาการผิดปกติ

 

7. ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำบ่อยๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และอยู่ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก

 

ทั้งนี้ หากพบผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติ เช่น ผิวหนังร้อนแดง ชีพจรเต้นเร็วและแรง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง ซึมลง หรือหมดสติ ควรรีบทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามจุดต่างๆ เช่น หลังคอ รักแร้ และขาหนีบ เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว และรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล หรือโทรแจ้งสายด่วนฉุกเฉิน 1669 ทันที

The post กรมอนามัยเตือนรับมือวิกฤตสภาพอากาศ คาดหน้าร้อนปี 69 ดัชนีความร้อนพุ่งแตะระดับอันตรายมาก พร้อมแนะ 7 วิธีป้องกันฮีทสโตรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เผยสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ต้นปี 69 ดีขึ้น ยอดผู้ป่วยลดลง สั่งจับตาเหนือ-อีสาน พร้อมงัด 4 มาตรการคุมเข้ม https://thestandard.co/pm2-5-dust-health-measures/ Sat, 28 Feb 2026 08:19:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1182782 ภาพเมืองที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันและฝุ่น PM 2.5

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เผยรายงาน […]

The post สธ. เผยสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ต้นปี 69 ดีขึ้น ยอดผู้ป่วยลดลง สั่งจับตาเหนือ-อีสาน พร้อมงัด 4 มาตรการคุมเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเมืองที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันและฝุ่น PM 2.5

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เผยรายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในช่วงเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา พบว่ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งสอดคล้องกับสถิติผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ยังคงกำชับให้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อาจมีค่าฝุ่นสูงขึ้น

 

นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยในที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ ครั้งที่ 2/2569 ว่า จากการติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 พบว่ามีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยค่าเฉลี่ยฝุ่น PM 2.5 ในปี 2569 อยู่ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งลดลงร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับปี 2568 (ที่มีค่าเฉลี่ย 31 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) สะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์จากการบูรณาการมาตรการควบคุมและลดแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ ข้อมูลการเฝ้าระวังผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ในเดือนมกราคม 2569 พบว่ามีจำนวน 252 ราย ซึ่งลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับทิศทางคุณภาพอากาศที่ดีขึ้น

 

ด้าน แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวเสริมว่า สธ. ได้เร่งขับเคลื่อน 4 มาตรการด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างเข้มข้น เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ

 

  • จัดตั้งห้องปลอดฝุ่น: จำนวน 8,351 ห้อง ครอบคลุมพื้นที่ 74 จังหวัดทั่วประเทศ
  • เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์: เปิดคลินิกมลพิษ จำนวน 309 แห่ง และมีสถานบริการสาธารณสุขที่รองรับระบบนัดหมายผ่านแอปพลิเคชัน หมอพร้อม จำนวน 905 แห่ง
  • ดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุก: ส่งทีมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) ลงพื้นที่เคาะประตูเยี่ยมบ้าน เพื่อดูแลเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว พร้อมสนับสนุนมุ้งสู้ฝุ่น ให้ผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ จำนวน 450 ชุด
  • สนับสนุนอุปกรณ์และให้ความรู้: แจกจ่ายหน้ากากป้องกันฝุ่นจำนวน 804,154 ชิ้น พร้อมเปิดสายด่วนให้คำปรึกษา จัดสัมมนาวิชาการ และแจ้งเตือนความเสี่ยงด้านสุขภาพให้แก่ประชาชน

 

อธิบดีกรมอนามัย เน้นย้ำในช่วงท้ายว่า แม้ภาพรวมจะดีขึ้น แต่ขณะนี้ยังคงอยู่ในช่วงเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะพื้นที่ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สภาพอากาศอาจเอื้อให้ฝุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดติดตามสถานการณ์แบบรายวัน ทั้งข้อมูลค่าฝุ่น PM 2.5 จุดความร้อน (Hotspots) และปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา

 

ทั้งนี้ หากพบว่าค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งสูงจนอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ หรือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ให้พิจารณาเปิด ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข (PHEOC) ทันที เพื่อเตรียมความพร้อมในทุกระดับและปกป้องสุขภาพของประชาชนอย่างทันท่วงที

The post สธ. เผยสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ต้นปี 69 ดีขึ้น ยอดผู้ป่วยลดลง สั่งจับตาเหนือ-อีสาน พร้อมงัด 4 มาตรการคุมเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เยาวราชคึกคักรับวันไหว้ ตรุษจีน 2569 คนไทยตื่นตัวฝุ่น PM2.5 แห่ลดจุดธูป-เผากระดาษกว่า 65% https://thestandard.co/yaowarat-cny-pm25-incense/ Mon, 16 Feb 2026 06:55:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1178933 ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนจับจ่ายซื้อของและประกอบพิธีไหว้เจ้าที่ถนนเยาวราชในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569 พร้อมตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5

บรรยากาศเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2569 โดยในวันนี้ (16 กุมภ […]

The post เยาวราชคึกคักรับวันไหว้ ตรุษจีน 2569 คนไทยตื่นตัวฝุ่น PM2.5 แห่ลดจุดธูป-เผากระดาษกว่า 65% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนจับจ่ายซื้อของและประกอบพิธีไหว้เจ้าที่ถนนเยาวราชในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569 พร้อมตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5

บรรยากาศเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2569 โดยในวันนี้ (16 กุมภาพันธ์) ตรงกับวันไหว้ ของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน ช่างภาพข่าว THE STANDARD ได้ลงพื้นที่สำรวจบริเวณถนนเยาวราช พบว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนออกมาจับจ่ายและประกอบพิธีไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษเพื่อความเป็นสิริมงคลอย่างเนืองแน่น

 

ด้าน แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงผลสำรวจ อนามัยโพล ในประเด็นเรื่องเทศกาลตรุษจีนกับการป้องกันผลกระทบจาก PM2.5 ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1–31 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,044 คน เพื่อสะท้อนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในช่วงเทศกาล

 

ผลการสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักถึงปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันสุขภาพ โดย ร้อยละ 65 เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการจุดธูปหรือเผากระดาษเงินกระดาษทอง รองลงมาร้อยละ 61.4 มีการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น และร้อยละ 60.1 เน้นการทำความสะอาดที่พักอาศัยให้ปลอดฝุ่นในช่วงเทศกาล

 

นอกจากนี้ ในด้านพฤติกรรมการจับจ่ายและการไหว้เจ้า พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 50.8 มีแผนออกไปซื้อของไหว้ในวันจ่าย และร้อยละ 49.0 มีแผนไหว้เจ้าและบรรพบุรุษ ขณะที่ร้อยละ 31.1 ระบุว่าไม่มีแผนทำกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป

 

ทั้งนี้ สำหรับปฏิทินตรุษจีนในปีนี้ วันพรุ่งนี้ (วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์) จะตรงกับ วันเที่ยว หรือวันขึ้นปีใหม่จีน ซึ่งเป็นวันที่ชาวจีนนิยมสวมใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสและพากันออกไปท่องเที่ยวเฉลิมฉลองกับครอบครัว

 

ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนจับจ่ายซื้อของและประกอบพิธีไหว้เจ้าที่ถนนเยาวราชในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569 พร้อมตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 1ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนจับจ่ายซื้อของและประกอบพิธีไหว้เจ้าที่ถนนเยาวราชในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569 พร้อมตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 2ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนจับจ่ายซื้อของและประกอบพิธีไหว้เจ้าที่ถนนเยาวราชในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569 พร้อมตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 3ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนจับจ่ายซื้อของและประกอบพิธีไหว้เจ้าที่ถนนเยาวราชในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569 พร้อมตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 4ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนจับจ่ายซื้อของและประกอบพิธีไหว้เจ้าที่ถนนเยาวราชในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569 พร้อมตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 5ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนจับจ่ายซื้อของและประกอบพิธีไหว้เจ้าที่ถนนเยาวราชในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569 พร้อมตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 6ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนจับจ่ายซื้อของและประกอบพิธีไหว้เจ้าที่ถนนเยาวราชในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569 พร้อมตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 7ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนจับจ่ายซื้อของและประกอบพิธีไหว้เจ้าที่ถนนเยาวราชในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569 พร้อมตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 8ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนจับจ่ายซื้อของและประกอบพิธีไหว้เจ้าที่ถนนเยาวราชในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569 พร้อมตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 9ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนจับจ่ายซื้อของและประกอบพิธีไหว้เจ้าที่ถนนเยาวราชในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569 พร้อมตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 10ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนจับจ่ายซื้อของและประกอบพิธีไหว้เจ้าที่ถนนเยาวราชในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569 พร้อมตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 11

The post เยาวราชคึกคักรับวันไหว้ ตรุษจีน 2569 คนไทยตื่นตัวฝุ่น PM2.5 แห่ลดจุดธูป-เผากระดาษกว่า 65% appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนามัยโพลเผย ประชาชนร้อยละ 65 ตระหนักภัยฝุ่น เลือกงดจุดธูป-เผากระดาษเงินกระดาษทอง ในช่วงเทศกาลตรุษจีน https://thestandard.co/anamai-poll-dust-chinese-new-year/ Mon, 16 Feb 2026 03:19:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1178801 ประชาชนงดจุดธูป-เผากระดาษเงินกระดาษทองช่วงตรุษจีน ลดฝุ่น PM2.5 ตามผลสำรวจอนามัยโพล

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิ […]

The post อนามัยโพลเผย ประชาชนร้อยละ 65 ตระหนักภัยฝุ่น เลือกงดจุดธูป-เผากระดาษเงินกระดาษทอง ในช่วงเทศกาลตรุษจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนงดจุดธูป-เผากระดาษเงินกระดาษทองช่วงตรุษจีน ลดฝุ่น PM2.5 ตามผลสำรวจอนามัยโพล

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในช่วงเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2569 ซึ่งตรงกับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า กรมอนามัยได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผ่านอนามัยโพล ระหว่างวันที่ 1–31 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,044 คน

 

พบว่าพฤติกรรมของประชาชนมีความหลากหลายมากขึ้น โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 50.8 มีแผนที่จะออกไปจับจ่ายซื้อของไหว้ในวันจ่าย และร้อยละ 49.0 มีแผนจะประกอบพิธีไหว้เจ้าและบรรพบุรุษ ในขณะที่ร้อยละ 31.1 ระบุว่าไม่มีแผนทำกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคมปัจจุบัน

 

สำหรับเกณฑ์การเลือกซื้อของไหว้ ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 68.9) ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้าน ความสะอาดและความปลอดภัย ของแหล่งจำหน่ายเป็นอันดับแรก (ร้อยละ 32.1) รองลงมาคือ แหล่งที่มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานจากราชการ (ร้อยละ 26.8) และความน่าเชื่อถือของร้านค้า (ร้อยละ 10.8) โดยสถานที่ยอดนิยมในการเลือกซื้อสินค้าคือ ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ต (ร้อยละ 73.2) รองลงมาคือ ตลาดสด (ร้อยละ 68.4) และช่องทางออนไลน์ (ร้อยละ 18.2)

 

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวต่อว่า เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจากอาหารเป็นพิษและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หลังเสร็จสิ้นพิธีไหว้ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มักนำอาหารมาอุ่นร้อนก่อนบริโภค (ร้อยละ 60.5) กรมอนามัยขอแนะนำให้ประชาชนยึดหลักปฏิบัติตามสุขาภิบาลอาหาร 4 ล. ดังนี้

 

1. ล. เลือก: เลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือมีป้ายรับรองมาตรฐาน

 

2. ล. ล้าง: ล้างผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ให้สะอาดก่อนนำมาปรุง

 

3. ล. เลี่ยง: เลี่ยงการปรุงอาหารที่ใช้น้ำมันหรือไขมันปริมาณมาก และต้องปรุงให้สุกทั่วถึง

 

4. ล. ลด: ลดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ควรเลือกรับประทานอาหารแบบ Low Carb เน้นโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และมีกากใยสูง

 

ด้าน นายแพทย์นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีนมักตรงกับช่วงที่ค่าฝุ่นละอองสูงในหลายจังหวัด ซึ่งจากผลสำรวจพบว่ายังมีประชาชนบางส่วนทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น ได้แก่ การจุดธูปเทียน (ร้อยละ 12.3) การเผากระดาษเงินกระดาษทอง (ร้อยละ 10.1) และการจุดประทัด (ร้อยละ 7.0)

 

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการป้องกันตนเอง โดยร้อยละ 65.0 เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการจุดธูปหรือเผากระดาษเงินกระดาษทองเพื่อลดแหล่งกำเนิดฝุ่น รองลงมาคือการสวมหน้ากากป้องกัน (ร้อยละ 61.4) และการทำความสะอาดที่พักอาศัย (ร้อยละ 60.1)

 

กรมอนามัยจึงขอความร่วมมือให้ประชาชนร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เลือกใช้วิธีการประกอบพิธีกรรมที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด และดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ เพื่อให้การเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีความสุข

The post อนามัยโพลเผย ประชาชนร้อยละ 65 ตระหนักภัยฝุ่น เลือกงดจุดธูป-เผากระดาษเงินกระดาษทอง ในช่วงเทศกาลตรุษจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมอนามัย เผยผลสำรวจคนไทยยุคใหม่โสด พุ่งเกือบ 40% ส่วนใหญ่มองความมั่นคง-งาน สำคัญกว่าการมีลูก แนะรัฐเร่งหนุนสวัสดิการและบริการสุขภาพ https://thestandard.co/thai-single-survey-prioritize-work/ Sat, 14 Feb 2026 08:15:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1178498 ภาพประกอบข่าวผลสำรวจกรมอนามัยเรื่องคนไทยยุคใหม่โสดและทัศนคติต่อการมีลูก

วันนี้ (14 กุมภาพันธ์) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเ […]

The post กรมอนามัย เผยผลสำรวจคนไทยยุคใหม่โสด พุ่งเกือบ 40% ส่วนใหญ่มองความมั่นคง-งาน สำคัญกว่าการมีลูก แนะรัฐเร่งหนุนสวัสดิการและบริการสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวผลสำรวจกรมอนามัยเรื่องคนไทยยุคใหม่โสดและทัศนคติต่อการมีลูก

วันนี้ (14 กุมภาพันธ์) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ครอบครัวไทยจากผลการสำรวจอนามัยโพล ในหัวข้อการมีคู่และแนวคิดการมีลูกในยุคปัจจุบัน ซึ่งดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 1 – 31 มกราคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 840 คน เพื่อสะท้อนทัศนคติและปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจสร้างครอบครัวของประชาชนในปัจจุบัน

 

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงผลการสำรวจดังกล่าวว่า สถานภาพของกลุ่มตัวอย่างในปัจจุบันพบว่า มีสถานะโสดสูงถึงร้อยละ 39.4 รองลงมาคือสถานะแต่งงานหรืออยู่ด้วยกัน ร้อยละ 38.5 และมีคู่แล้วแต่ยังไม่ได้แต่งงาน ร้อยละ 15.8 เมื่อเจาะลึกถึงมุมมองต่อความหมายของคำว่าครอบครัว พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ การมีคู่ที่เข้าใจกัน มากที่สุดถึงร้อยละ 39.4 รองลงมาคือการมีลูกและเติบโตไปด้วยกัน ร้อยละ 27.1 และมองว่าครอบครัวคือการดูแลพ่อแม่หรือครอบครัวเดิม ร้อยละ 24.8

 

ในประเด็นความต้องการมีบุตร ผลสำรวจระบุว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 40.7 มีลูกอยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือสัดส่วนของผู้ที่ ไม่ต้องการมีลูก สูงถึงร้อยละ 23.8 และกลุ่มที่ยังไม่อยากมีลูกในขณะนี้ ร้อยละ 15.9 ในขณะที่กลุ่มที่ระบุว่าอยากมีลูก มีเพียงร้อยละ 13.8 เท่านั้น ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความกังวลของประชาชนในการตัดสินใจขยายครอบครัวในอนาคต

 

อธิบดีกรมอนามัย ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสร้างครอบครัวหรือมีลูกมากที่สุด ได้แก่ ความมั่นคงทางการเงิน (ร้อยละ 30.0) รองลงมาคือ เรื่องงานและเป้าหมายในชีวิต (ร้อยละ 28.5) และปัญหาสุขภาพ (ร้อยละ 22.0)

 

ทั้งนี้ จากผลสำรวจยังพบข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสิ่งที่ประชาชนต้องการให้สนับสนุนมากที่สุด คือ บริการสุขภาพที่เข้าถึงได้ง่าย (ร้อยละ 37.5) รองลงมาคือ สวัสดิการด้านครอบครัวและการมีลูก (ร้อยละ 25.1) และการจัดสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการมีครอบครัว (ร้อยละ 23.8)

 

“ผลการสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นบริบทของสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยความสัมพันธ์ในครอบครัวเน้นเรื่องความเข้าใจและการสนับสนุนซึ่งกันและกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน การตัดสินใจมีลูกขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านเศรษฐกิจและเป้าหมายชีวิตเป็นหลัก ซึ่งประเด็นเหล่านี้เป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนควรเร่งส่งเสริมและสนับสนุนอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการมีครอบครัวและการเลี้ยงดูบุตรอย่างมีคุณภาพต่อไป” แพทย์หญิงอัมพร กล่าวทิ้งท้าย

The post กรมอนามัย เผยผลสำรวจคนไทยยุคใหม่โสด พุ่งเกือบ 40% ส่วนใหญ่มองความมั่นคง-งาน สำคัญกว่าการมีลูก แนะรัฐเร่งหนุนสวัสดิการและบริการสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. แถลงมติปลดหมอสุภัทร จากปมจัดซื้อ ATK ช่วงโควิดแบบแยกย่อย ย้ำเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้เป็นความลับราชการ ปัดมีใบสั่งการเมือง https://thestandard.co/moph-fires-suphat-atk-covid/ Wed, 28 Jan 2026 05:17:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1170467 ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวกรณี อ.ก.พ.สธ. มีมติปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ออกจากราชการ ปมจัดซื้อ ATK ช่วงโควิด

วันนี้ (28 มกราคม) ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ส […]

The post สธ. แถลงมติปลดหมอสุภัทร จากปมจัดซื้อ ATK ช่วงโควิดแบบแยกย่อย ย้ำเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้เป็นความลับราชการ ปัดมีใบสั่งการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวกรณี อ.ก.พ.สธ. มีมติปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ออกจากราชการ ปมจัดซื้อ ATK ช่วงโควิด

วันนี้ (28 มกราคม) ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต และ เกตุแก้ว แก้วใส ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานวินัยและระบบคุณธรรม ได้ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงกรณีที่คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.สธ.) มีมติ 4 ต่อ 3 ให้ปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ออกจากราชการ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 โดยระบุเหตุผลจากการกระทำผิดวินัยร้ายแรงในการจัดซื้อชุดตรวจ ATK เมื่อปี 2564

 

เกตุแก้ว ได้ไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการจัดทำโครงการ แพทย์ชนบทบุกกรุง ของชมรมแพทย์ชนบท นำโดย นพ.สุภัทร เมื่อเดือนสิงหาคม 2564 เพื่อตรวจโควิดเชิงรุกในพื้นที่ กทม. ซึ่งพบว่ามีการนำชุดตรวจ ATK มาใช้งานก่อนกระบวนการจัดซื้อตามระเบียบจะแล้วเสร็จ ต่อมาในวันที่ 25 มกราคม 2566 กระทรวงสาธารณสุขได้มีคำสั่งย้าย นพ.สุภัทร จากผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ ไปยังโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา ท่ามกลางข้อสังเกตจากตัว นพ.สุภัทร ว่าเป็นการโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมและมีมูลเหตุทางการเมือง

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2566 กระทรวงสาธารณสุขได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการจัดซื้อและอนุมัติชุดตรวจ ATK โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการนำเข้าชุดตรวจก่อนการอนุมัติ รวมถึงประเด็นเรื่องราคาและขั้นตอนการคัดเลือกผู้ขาย ซึ่งจากการสอบสวนพบว่า ในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ นพ.สุภัทร ได้อนุมัติการจัดซื้อวัสดุวิทยาศาสตร์และเวชภัณฑ์ชุดตรวจ ATK วงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท จำนวน 5 ครั้ง ในลักษณะแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุภาครัฐ และเป็นการปฏิบัติราชการเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควร ส่งผลให้ราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

 

เกตุแก้ว ยืนยันว่า กระบวนการสอบสวนเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ โดย นพ.สุภัทร ได้รับทราบข้อกล่าวหาและมีโอกาสยื่นหนังสือชี้แจงโต้แย้งหลายฉบับต่อคณะกรรมการสอบสวนฯ แล้ว ซึ่งผลการสอบสวนที่เสร็จสิ้นเมื่อเดือนกันยายน ได้สรุปว่ามีความผิดวินัยอย่างร้ายแรงและเห็นควรให้ลงโทษปลดออก โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้เห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการฯ และนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ อ.ก.พ.สธ. ในที่สุด

 

ทางด้าน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน กล่าวว่า ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดการประชุม อ.ก.พ.สธ. ได้ เนื่องจากยังไม่สิ้นสุดกระบวนการตามกฎหมาย แต่ยืนยันว่าการดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามระเบียบราชการ โดยได้มีการตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขเพียงรอการออกคำสั่งอย่างเป็นทางการต่อไป ส่วนกรณีที่กรรมการ อ.ก.พ.สธ. บางท่านมีความเห็นต่างถือเป็นดุลยพินิจส่วนบุคคล และเมื่อมีคำสั่งปลดออกแล้ว จะต้องรายงานให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) รับทราบตามขั้นตอน ซึ่งหาก ก.พ. มีมติเป็นประการใด ทางกระทรวงฯ พร้อมปฏิบัติตามภายใน 15 วัน

 

นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวย้ำว่า การพิจารณาในครั้งนี้ปราศจากใบสั่ง ทางการเมือง ข้าราชการประจำทุกคนดำเนินการตามหน้าที่และกรอบของกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย รวมถึงตัวข้าราชการเองที่ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่การกลั่นแกล้งหรือมีความโกรธเคืองส่วนตัวแต่อย่างใด

 

พญ.อัมพร กล่าวเสริมว่า ในฐานะคณะกรรมการ เข้าใจดีถึงความรู้สึกของทุกฝ่ายที่มีทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง แต่คณะกรรมการต้องพิจารณาบนพื้นฐานของความถูกต้องตามกฎหมาย วินัย และระเบียบราชการ เพื่อให้เป็นคำตอบที่ถูกต้องและเป็นธรรมที่สุดสำหรับสังคม พร้อมชี้แจงว่าตนได้เข้าร่วมประชุม อ.ก.พ.สธ. ผ่านระบบออนไลน์เนื่องจากติดภารกิจ แต่ยืนยันว่าได้ร่วมพิจารณาในวาระดังกล่าว

 

ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขยังระบุด้วยว่า นพ.สุภัทร ยังมีสิทธิในการยื่นอุทธรณ์หรือขอความเป็นธรรมต่อองค์กรที่มีอำนาจเหนือกว่าได้ตามกระบวนการทางกฎหมาย

 

ในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าวมีตัวแทนประชาชน เปิดเผยความในใจ ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวไร้จริยธรรมหน้าอดสูไม่เฉพาะกับภาคประชาชนที่รู้สึก แต่ผู้บริหารกระทรวงควรคำนึงว่าการกระทำแบบนี้เหมือนการเชือดไก่ให้ลิงดู เหตุการณ์ครั้งนี้จะส่งผลกระทบให้เห็นชัดเจนเพราะ ไก่ที่กำลังเชือดไม่ใช่ไก่ที่อ่อนแอที่อยู่ในกลุ่มแสวงหาอำนาจเพื่อที่ดำเนินดำเนินชีวิตต่อไป แต่เป็นไก่เถื่อนที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อความอยุติธรรมอย่างแน่นอน

The post สธ. แถลงมติปลดหมอสุภัทร จากปมจัดซื้อ ATK ช่วงโควิดแบบแยกย่อย ย้ำเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้เป็นความลับราชการ ปัดมีใบสั่งการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมอนามัยเตือน ค่าฝุ่น-ก๊าซแอมโมเนียกองขยะน้ำท่วมหาดใหญ่พุ่งสูงกระทบสุขภาพหนัก แนะประชาชน-จนท. ป้องกันเข้ม https://thestandard.co/hatyai-flood-garbage-dust-ammonia-warning/ Sat, 13 Dec 2025 03:33:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1154208 กรมอนามัยเตือน ค่าฝุ่น-ก๊าซแอมโมเนียกองขยะน้ำท่วมหาดใหญ่พุ่งสูงกระทบสุขภาพหนัก แนะประชาชน-จนท. ป้องกันเข้ม

วานนี้ (12 ธันวาคม) พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอน […]

The post กรมอนามัยเตือน ค่าฝุ่น-ก๊าซแอมโมเนียกองขยะน้ำท่วมหาดใหญ่พุ่งสูงกระทบสุขภาพหนัก แนะประชาชน-จนท. ป้องกันเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมอนามัยเตือน ค่าฝุ่น-ก๊าซแอมโมเนียกองขยะน้ำท่วมหาดใหญ่พุ่งสูงกระทบสุขภาพหนัก แนะประชาชน-จนท. ป้องกันเข้ม

วานนี้ (12 ธันวาคม) พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ของทีม SEhRT ในการฟื้นฟูพื้นที่หาดใหญ่หลังน้ำท่วมและตรวจคุณภาพอากาศเบื้องต้นในพื้นที่โดยรอบจุดพักขยะชั่วคราวแยกสะพานดำ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 จำนวน 10 จุด พบว่า มีความเข้มข้นของค่าฝุ่น PM10 สูง ค่าเฉลี่ย 1 ชั่วโมง ถึง 2,840 µg/m³ ความเข้มข้นฝุ่น PM2.5 บางจุดเฉลี่ย 1 ชั่วโมง 38 µg/m³ และความเข้มข้นก๊าซแอมโมเนีย

 

ทั้งนี้ พบมีค่าสูงสุดที่ตรวจวัดได้ 16 ppm ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา จมูก คอ และระบบทางเดินหายใจ และพบกลิ่นขยะค่อนข้างแรง ทั้งนี้ การที่ค่าฝุ่นและก๊าซเหล่านี้สูง เกิดจากกองขยะที่นำมาสะสมจำนวนมาก ส่วนใหญ่ผสมกับดินโคลนที่แห้งหลังน้ำลด รวมถึงการเคลื่อนย้ายและกำจัดขยะที่ทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายมากขึ้น ซึ่งทีม SEhRT ของกรมอนามัย ยังคงต้องเฝ้าระวังในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

 

“การสัมผัสฝุ่นและก๊าซเหล่านี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยฝุ่น PM 10 ส่งผลให้มีอาการไอ แสบคอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ผื่นคัน หรือการติดเชื้อผิวหนังจากสิ่งสกปรก ผู้ที่เป็นโรคทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด ภูมิแพ้ จะทำให้อาการกำเริบได้ อันตรายจากก๊าซแอมโมเนีย ส่งผลให้แสบตา แสบจมูก แสบคอ ไอ แน่นหน้าอก โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีโรคประจำตัว เช่น หอบหืด ภูมิแพ้ โรคปอด และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานบริเวณกองขยะ พนักงานเก็บกวาด ควรต้องระวังเป็นพิเศษ” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

 

ขณะที่ นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมอนามัย จึงขอให้ประชาชนที่อยู่ใกล้จุดพักขยะชั่วคราวสะพานดำ และในรัศมี 100 เมตร และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ดูแลและป้องกันสุขภาพตนเอง ดังนี้ 1. สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากาก N95 และแว่นตาเมื่ออยู่กลางแจ้งหรือใกล้กองขยะ 2. ดื่มน้ำสะอาดบ่อย ๆ อย่างน้อยวันละ 8–10 แก้ว เพื่อลดการระคายเคืองคอ 3. หลีกเลี่ยงกิจกรรมนอกอาคาร หากไม่จำเป็น โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง 4. หากมีอาการตาแดง ระคายเคืองตา ใช้น้ำสะอาดหรือน้ำเกลือล้างตา หลีกเลี่ยงการขยี้ตา หากมีผื่นคัน ให้รีบอาบน้ำและใช้ครีมบรรเทาอาการ 5. หากมีอาการไอ หายใจลำบาก ผื่นลุกลาม หรือแสบตารุนแรง ควรรีบพบแพทย์ทันที

 

สำหรับการดูแลบ้านเรือนหลังน้ำลด ให้ปิดประตู-หน้าต่างในช่วงกลางวันเพื่อลดฝุ่นเข้าบ้าน ทำความสะอาดภายในด้วยวิธีเช็ดถูด้วยผ้าชุบน้ำ หลีกเลี่ยงการกวาดที่ทำให้ฝุ่นฟุ้ง สวมหน้ากากเมื่อทำความสะอาดบ้าน เพื่อป้องกันฝุ่น เชื้อรา และเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อน สำหรับผู้ปฏิบัติงานเก็บขยะ/เคลียร์พื้นที่ต้องสวม PPE และหน้ากาก N95 ตลอดเวลาปฏิบัติงาน หลีกเลี่ยงการยืนเหนือลมกองขยะ หลังงานเสร็จควรรีบอาบน้ำ ให้สะอาด หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอแสบคอ แสบตา หรือผื่นคัน ให้หยุดงานและพบแพทย์

 

“กรมอนามัยขอเน้นย้ำว่า แม้น้ำจะลดลงแล้ว แต่อันตรายด้านสุขภาพจากฝุ่นและก๊าซรอบกองขยะยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ความเสี่ยงสูง เช่น จุดพักขยะชั่วคราวและพื้นที่ใกล้ชุมชน พร้อมขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำท่วม” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว

The post กรมอนามัยเตือน ค่าฝุ่น-ก๊าซแอมโมเนียกองขยะน้ำท่วมหาดใหญ่พุ่งสูงกระทบสุขภาพหนัก แนะประชาชน-จนท. ป้องกันเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมอนามัยแนะเฝ้าระวังภาวะซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว เผย 5 เทคนิคปรับตัวใช้ชีวิตหลังวันปีใหม่ https://thestandard.co/post-holiday-depression-tips-2024/ Mon, 06 Jan 2025 03:22:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1027353 ปีใหม่ ซึมเศร้า

วันนี้ (6 มกราคม) พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามั […]

The post กรมอนามัยแนะเฝ้าระวังภาวะซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว เผย 5 เทคนิคปรับตัวใช้ชีวิตหลังวันปีใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปีใหม่ ซึมเศร้า

วันนี้ (6 มกราคม) พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์สุขภาพของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มักใช้ช่วงเวลาสำคัญนี้เดินทางไปพบปะครอบครัวและญาติมิตร รวมทั้งมีกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการสร้างสุขภาพที่ดีและกิจกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ 

 

โดยเฉพาะงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เต็มไปด้วยอาหารทอด ขนมหวาน เครื่องดื่มต่างๆ การกินอาหารในปริมาณที่มากเกินไปทั้งในงานเลี้ยงฉลอง อาหารของฝาก กระเช้าของขวัญปีใหม่ที่มักประกอบไปด้วยเค้ก คุกกี้ ช็อกโกแลต อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มสำเร็จรูปต่างๆ ที่ให้พลังงานมาก หากกินมากเกินไปจะส่งผลให้มีน้ำตาลในเลือด ไขมันสะสม น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น มีภาวะอ้วน และเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต โรคหัวใจและหลอดเลือด 

 

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะ Post-Vacation Depression หรือภาวะซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว ซึ่งเป็นสภาวะทางอารมณ์ที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะทำให้รู้สึกหดหู่ เศร้าหมอง คงอยู่ 2-3 วัน แต่ในบางรายอาจยาวนานถึง 2-3 สัปดาห์ จนกระทบต่อการใช้ชีวิต อาการสำคัญที่พบ ได้แก่ ภาวะเหงา ซึมเศร้า เหนื่อยล้า ขาดแรงจูงใจ และรู้สึกหมดพลัง หมดไฟในการทำงาน

 


พญ.อัมพร กล่าวต่อว่า กรมอนามัยมีความห่วงใยสุขภาพประชาชนหลังจากวันหยุดยาว จึงแนะนำ 5 เทคนิคในการปรับตัว เพื่อให้กลับมาทำงานหรือใช้ชีวิตปกติหลังเทศกาลปีใหม่ ดังนี้ 

 

  1. ประชาชนควรดูแลสุขภาพ โดยควบคุมน้ำหนักของตนเองให้อยู่ในเกณฑ์ปกติด้วยสูตร 2:1:1 โดยแบ่งจานอาหารออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน 2 ส่วนแรกเป็นผักสดหรือผักสุกมากกว่า 2 ชนิดขึ้นไป อีกส่วนหนึ่งเป็นข้าว แป้ง ควรเลือกชนิดไม่ขัดสี และส่วนสุดท้ายเป็นประเภทโปรตีน เน้นปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หรือการนับคาร์บ ซึ่งคำนวณปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน ลดอาหารหวาน มัน เค็ม เช่น แป้ง หรืออาหารที่มีน้ำตาลสูง ไขมันสูง โซเดียมสูง กินอาหารครบหมู่ รวมทั้งผัก ผลไม้สด ดื่มน้ำเปล่าวันละ 8-10 แก้ว เพื่อให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย 

 

  1. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-5 วัน วันละอย่างน้อย 30 นาที ให้ได้สัปดาห์ละ 150 นาที เพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและอัตราการเผาผลาญพลังงาน เพิ่มการมีกิจกรรมทางกายด้วยการเคลื่อนไหวออกแรงทำกิจวัตรประจำวัน เช่น ทำงานบ้าน เดิน เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนัก และเสริมสร้างสุขภาพหัวใจและปอดให้แข็งแรง 

 

  1. นอนหลับพักผ่อนวันละ 7-9 ชั่วโมง 

 

  1. มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน แสดงความใส่ใจห่วงใย และส่งกำลังใจด้วยการสื่อสารที่ดีอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้รูปแบบที่เหมาะสม กรณีที่อยู่ห่างไกลกัน สามารถโทรศัพท์หรือส่งข้อความหากันได้ 

 

  1. ฝึกสมาธิ เพื่อผ่อนคลายจิตใจ

 

อ้างอิง:

  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

The post กรมอนามัยแนะเฝ้าระวังภาวะซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว เผย 5 เทคนิคปรับตัวใช้ชีวิตหลังวันปีใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมสุขภาพจิต พบผู้ได้รับบาดแผลทางใจโดยตรง จากเหตุภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ เพิ่มขึ้นเป็น 260 คน เตรียมจัดทีมดูแลรอบด้านต่อเนื่องถึงระยะ 3 https://thestandard.co/dmh-nong-bua-lam-phu-mental-health/ Wed, 12 Oct 2022 03:14:01 +0000 https://thestandard.co/?p=694668 กรมสุขภาพจิต

วานนี้ (11 ตุลาคม) ที่กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พญ. […]

The post กรมสุขภาพจิต พบผู้ได้รับบาดแผลทางใจโดยตรง จากเหตุภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ เพิ่มขึ้นเป็น 260 คน เตรียมจัดทีมดูแลรอบด้านต่อเนื่องถึงระยะ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมสุขภาพจิต

วานนี้ (11 ตุลาคม) ที่กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงความคืบหน้าปฏิบัติการเยียวยาสภาพจิตใจของประชาชนในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู จากเหตุภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลอุทัยสวรรค์ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู พร้อมทำตามความประสงค์ของแม่ผู้ก่อเหตุ ขอโทษสังคมผ่านคลิปวิดีโอ

 

พ.ญ.อัมพรกล่าวว่า กรมสุขภาพจิตได้รับมอบหมายจาก อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้เข้าพื้นที่เยียวยาจิตใจร่วมกับสุขภาพกายตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคมเป็นต้นมา ซึ่งความคืบหน้าของอาการผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะนี้ทุกคนมีอาการดีขึ้นตามลำดับ 

 

ในส่วนของการดูแลใจได้แบ่งกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสีแดง (A) กลุ่มสีเหลือง (B) และกลุ่มสีเขียว (C) พบว่า กลุ่ม A (สีแดง) ผู้ได้รับผลกระทบทางตรงมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากเดิม 170 คน เป็น 260 คน ทั้งนี้ ขอให้ไม่ต้องกังวลตัวเลขที่เพิ่มขึ้น เพราะแสดงให้เห็นว่าการเข้าถึงการบริการเยียวยาใจเพิ่มขึ้น 

 

โดยกรมสุขภาพจิตได้จัดทีมดูแลจิตใจกลุ่มนี้อย่างรอบด้าน และวางแผนการเยียวยาจิตใจเป็น 3 ระยะ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระยะที่ 2 (1-2 สัปดาห์หลังเกิดเหตุ) ได้ทำการประเมินสุขภาพจิตและเยียวยาจิตใจเป็นรายบุคคล หลังจากงานพระราชทานเพลิงศพในพระบรมราชานุเคราะห์ กรมสุขภาพจิตจะดำเนินการตรวจประเมินทางจิตใจรายบุคคลในทุกกลุ่ม 

 

เพื่อออกแบบการดูแลทางจิตใจ เพื่อให้ดำเนินชีวิตในสังคมได้ โดยการจัดเก็บข้อมูลทะเบียนผู้ได้รับผลกระทบ และทำแผนที่ในการลงพื้นที่ลงเยียวยาจิตใจในกลุ่ม A (สีแดง) และประเมินกลุ่มผู้ที่ได้ผลกระทบในชุมชนพื้นที่ใกล้เคียง เช่น เจ้าหน้าที่ อบต. กู้ภัย ครู ชุมชน และโรงเรียนทั้ง 2 แห่ง เพื่อดูแลเยียวยาจิตใจในระยะยาว 

 

พ.ญ.อัมพรกล่าวต่อไปว่า ตามที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับครอบครัวและญาติผู้ก่อเหตุถูกคุกคาม และชุมชนกล่าวโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบ ไม่พบเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ แม่ผู้ก่อเหตุมีความประสงค์ที่จะสื่อสารไปถึงครอบครัวผู้สูญเสีย ขอโทษในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งขอโทษที่ไม่สามารถไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ โดยอนุญาตให้สื่อมวลชนสามารถนำคลิปและข้อความไปเผยแพร่ได้ 

 

กรมสุขภาพจิตจะเร่งพัฒนาแนวทางการชันสูตรทางจิตใจ เพื่อเข้าใจที่มาและโอกาสของการก่อเหตุความรุนแรงในอนาคต ซึ่งจะนำข้อค้นพบสัญญาณเตือน หรือผลการประเมินปัญหาทางจิตใจ เพื่อประโยชน์ในการทำงานดูแลเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตเชิงรุกต่อไป

The post กรมสุขภาพจิต พบผู้ได้รับบาดแผลทางใจโดยตรง จากเหตุภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ เพิ่มขึ้นเป็น 260 คน เตรียมจัดทีมดูแลรอบด้านต่อเนื่องถึงระยะ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมสุขภาพจิต ออกโรงแนะ 5 แนวคิด สอนลูกให้เรียนรู้ความแตกต่าง ไม่เหยียด ไม่เกลียด จากประเด็น #คลับเฮ้าส์toxic https://thestandard.co/dmh-clubhouse-toxic/ Sat, 06 Nov 2021 06:42:14 +0000 https://thestandard.co/?p=556934 กรมสุขภาพจิต

วันนี้ (6 พฤศจิกายน) พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุ […]

The post กรมสุขภาพจิต ออกโรงแนะ 5 แนวคิด สอนลูกให้เรียนรู้ความแตกต่าง ไม่เหยียด ไม่เกลียด จากประเด็น #คลับเฮ้าส์toxic appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมสุขภาพจิต

วันนี้ (6 พฤศจิกายน) พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากเหตุการณ์ล่าสุดที่กำลังเป็นกระแสในโลกโซเชียลมีเดีย เรื่อง #คลับเฮ้าส์toxic นั้น กรมสุขภาพจิตได้มีการติดตามอย่างใกล้ชิด และพบว่าในเหตุการณ์ดังกล่าวมีการใช้ถ้อยคำที่ค่อนข้างรุนแรง อาจมีผลกระทบต่อความรู้สึกของพี่น้องที่มีภูมิลำเนาอยู่ในบางภูมิภาคของไทยเป็นอย่างมาก กรมสุขภาพจิตจึงขอรณรงค์ให้คนไทยทุกคนใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีสติ ไม่สร้างความเกลียดชัง ไม่ดูถูก ดูหมิ่น หรือเหยียดหยาม แต่ให้เปิดใจยอมรับและเข้าใจความแตกต่าง ลดความรู้สึกแตกแยกและขัดแย้ง การใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีคุณภาพจึงไม่ควรไปละเมิดหน้าที่ สิทธิ เสรีภาพของผู้อื่น และไม่ควรใช้พื้นที่สาธารณะในการก่อให้เกิดความเสียหายทางจิตใจต่อคนในสังคมด้วยกันเอง

 

สังคมไทยนั้นเป็นสังคมแห่งความหลากหลายหรือมีความเป็นพหุวัฒนธรรม มีความผสมผสานของวัฒนธรรมที่หลากหลายมากมาย และเป็นสังคมที่มีค่านิยมเปิดกว้างต่อความแตกต่างที่มีอยู่ ซึ่งการที่คนในสังคมมีถิ่นที่อยู่ วัฒนธรรมในการใช้ชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อความศรัทธา และภาษาถิ่นที่แตกต่างกันนั้น ไม่ได้ทำให้เรามีความเป็นคนไทยแตกต่างกัน ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน และควรได้รับการให้เกียรติเหมือนๆ กัน ถ้าเราทุกคนทำได้ก็จะช่วยให้สังคมไทยโดยรวมพัฒนาขึ้นและเป็นสังคมแห่งความสุขโดยแท้จริง โดยจากเหตุการณ์นี้ เราอาจใช้เป็นโอกาสในการแนะนำเด็กและวัยรุ่นในครอบครัวเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันและการยอมรับความแตกต่างในสังคม เพื่อให้เติบโตขึ้นและสามารถใช้ชีวิตสอดคล้องกับสภาพสังคมแห่งความหลากหลายได้อย่างมีความสุข ซึ่งเราสามารถแนะนำได้ดังนี้

 

  1. ให้สังเกตและทำความเข้าใจความเหมือนและความแตกต่างกันของแต่ละคน โดยให้มองเห็นว่าความแตกต่างนั้นเป็นสีสันตามธรรมชาติของทุกสังคม แม้ในบางจุดเราอาจจะมีความแตกต่างกันและมีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง แต่โดยส่วนมากแล้วทุกคนก็ล้วนมีส่วนที่เหมือนกัน และไม่มีอัตลักษณ์ใดที่ด้อยไปกว่ากัน ทุกคนบนโลกมีความเป็นคนเท่าๆ กัน

 

  1. ให้เด็กสามารถตั้งคำถามได้เกี่ยวกับความแตกต่างของแต่ละบุคคล โดยเด็กบางคนอาจจะสงสัยในความแตกต่าง เช่น สีผิว เพศ รูปร่าง ภาษา ศาสนา และวิถีชีวิตของเพื่อน ซึ่งผู้ปกครองสามารถให้คำตอบหรือชวนมาช่วยกันค้นคว้าผ่านแหล่งความรู้ที่หลากหลาย โดยใช้ใจที่เป็นกลาง ปราศจากอคติ

 

  1. เรียนรู้ร่วมกันในครอบครัวผ่านตัวอย่างเหตุการณ์บนโลกโซเชียล เช่น เหตุการณ์การเกลียดชังในอดีต หรือกรณีที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ เนื่องจากแหล่งข้อมูลหลักของเด็กและวัยรุ่นในยุคปัจจุบันมาจากสื่อโซเชียลมีเดียเป็นหลัก เราจึงสามารถหาตัวอย่างการเหยียดและอคติที่เกิดขึ้นและนำมาพูดคุยกันในประเด็นต่างๆ เช่น เพราะเหตุใดเหตุการณ์แบบนี้จึงเกิดขึ้น ตัวเรามีความเสี่ยงอย่างไรในการถูกเหยียดหรือแบ่งแยก และเราสามารถปกป้องตนเองได้อย่างไรในอนาคต

 

  1. ชวนทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับผู้คนต่างพื้นที่ หรือกิจกรรมที่มีคนจากหลายวัฒนธรรมมาทำกิจกรรมร่วมกัน ได้มีการพูดคุยในสำเนียงภาษาที่แตกต่างกัน มีอาหารการกินที่แตกต่างกัน หรือแบ่งปันเรื่องขนบธรรมเนียมของแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน ก็จะช่วยทำให้เด็กเปิดโลกและเข้าใจสังคมพหุวัฒนธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ยังอาจหาโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านการกลั่นแกล้งและการเหยียดที่มักมีในชมรมหรือสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้เช่นเดียวกัน

 

  1. ผู้ใหญ่ในครอบครัวควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและวัยรุ่น ด้วยการหลีกเลี่ยงการเหยียดความแตกต่าง ไม่ใช้คำบ่งชี้ลักษณะภายนอกของเด็กมาแทนชื่อเด็ก ไม่ชื่นชมลูกเพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอก ไม่ชมเชยลูกโดยเอาไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น เป็นตัวอย่างในการมีความเห็นอกเห็นใจให้ผู้อื่น รวมถึงปฏิบัติต่อเด็กอย่างเท่าเทียม ให้เกียรติ และเคารพสิทธิของเด็กและวัยรุ่นในครอบครัว

The post กรมสุขภาพจิต ออกโรงแนะ 5 แนวคิด สอนลูกให้เรียนรู้ความแตกต่าง ไม่เหยียด ไม่เกลียด จากประเด็น #คลับเฮ้าส์toxic appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. แจง ถอนงานวิจัยฟ้าทะลายโจรรักษาโควิด เหตุต้องแก้เลขคำนวณทางสถิติ แต่ยังลดปอดอักเสบได้เหมือนเดิม https://thestandard.co/withdrawal-of-green-chiretta-research-to-treat-covid/ Mon, 09 Aug 2021 12:29:02 +0000 https://thestandard.co/?p=523473 อัมพร เบญจพลพิทักษ์

วันนี้ (9 สิงหาคม) พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแ […]

The post สธ. แจง ถอนงานวิจัยฟ้าทะลายโจรรักษาโควิด เหตุต้องแก้เลขคำนวณทางสถิติ แต่ยังลดปอดอักเสบได้เหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัมพร เบญจพลพิทักษ์

วันนี้ (9 สิงหาคม) พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แถลงข่าวประเด็นการศึกษาวิจัยฟ้าทะลายโจรว่า เมื่อเริ่มพบการระบาดของโรคโควิด ซึ่งเป็นโรคใหม่ ยังไม่มียาที่ได้รับรองการรักษาโดยตรง จึงมีการศึกษายาชนิดต่างๆ ที่คาดว่าจะใช้รักษาโควิดได้ 

 

กรมการแพทย์แผนไทยฯ จึงศึกษาฟ้าทะลายโจรที่มีคำตอบระดับห้องทดลองแล้ว โดยศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของฟ้าทะลายโจรสกัดในผู้ป่วยโควิดที่มีอาการไม่รุนแรง อายุ 18-60 ปี ไม่มีโรคประจำตัว และศึกษาแบบสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับสารสกัดฟ้าทะลายโจรในปริมาณที่คำนวณสำหรับการรักษาจำนวน 29 ราย และกลุ่มเปรียบเทียบที่ได้รับยาที่ไม่มีสารสกัดฟ้าทะลายโจร (ยาหลอก) 28 ราย พบว่า มีแนวโน้มได้ผลดี ลดการพัฒนาของโรคไม่ให้เดินหน้ารุนแรงขึ้นจนมีปอดอักเสบ 

 

“กลุ่มที่ได้รับสารสกัดฟ้าทะลายโจรไม่พบอาการปอดอักเสบทั้งหมด กลุ่มที่ใช้ยาหลอกมีปอดอักเสบ 3 ราย คิดเป็น 10.7% ขณะที่การคงอยู่ของตัวไวรัสในวันที่ห้าของกลุ่มที่ได้รับสารสกัดฟ้าทะลายโจรพบตัวไวรัส 10 ราย ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้สารสกัดฟ้าทะลายโจรพบตัวไวรัสเกินครึ่งคือ 16 ราย จึงตอกย้ำความเป็นไปได้ของฟ้าทะลายโจรที่มีประสิทธิภาพในการรักษา และไม่พบปัญหาผลกระทบเรื่องตับ ไต และระบบเลือด ถือว่ามีความปลอดภัย จึงผลักดันการศึกษาต่อเนื่อง นำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการใช้ยา” พญ.อัมพร กล่าว

 

พญ.อัมพร กล่าวต่อไปว่า ทีมนักวิจัยของกรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้เสนอผลวิจัยในระดับนานาชาติ โดยส่งไปตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ เพื่อแบ่งปันเพื่อนนักวิจัยแวดวงอื่น ซึ่งในงานวิจัยมีการคำนวณค่าต่างๆ โดยพบความผิดพลาดทางสถิติ 1 จุด คือ ค่านัยสำคัญทางสถิติ เนื่องจากจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ค่อนข้างน้อย ตอนแรกค่านัยสำคัญทางสถิติอยู่ที่ 0.03 หมายถึงทดลอง 100 ครั้ง ผลลัพธ์คงเดิม 97 ครั้ง ระหว่างรอตีพิมพ์มีการพิจารณาอีกครั้งพบว่า ค่าอยู่ที่ 0.112 หมายถึงทดลอง 100 ครั้ง ผลลัพธ์คงเดิม 90 ครั้ง จึงต้องถอนงานวิจัยออกมา เพราะเป็นเรื่องสำคัญในทางวิชาการ 

 

นักวิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ต่อผลลัพธ์ จึงนำเอกสารกลับมาแก้ไขให้ถูกต้องก่อนส่งกลับไปตีพิมพ์ใหม่ มิได้ถูกปฏิเสธจากวารสารแต่อย่างใด และเนื้อหางานวิจัยหลักยังเป็นไปตามรายงานฉบับแรกคือ ใช้ป้องกันผู้ติดโควิดอาการเล็กน้อยไม่ให้เกิดภาวะปอดอักเสบ ทิศทางนโยบายการใช้ฟ้าทะลายโจรจึงยังเหมือนเดิม ทั้งการจ่ายยาในระบบและการดูแลที่บ้านหรือชุมชน

 

“สารสกัดฟ้าทะลายโจรถือว่าเป็นยา ต้องใช้อย่างระมัดระวังภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ควรรับประทาน 180 มิลลิกรัมต่อวัน แบ่งวันละ 3 ครั้งต่อเนื่อง 5 วัน ส่วนเด็กอายุ 4 ปีขึ้นไปรับประทาน 3.5-5 มิลลิกรัมต่อวัน แบ่งวันละ 3 ครั้งต่อเนื่อง 5 วัน ข้อห้ามใช้คือผู้ที่มีอาการแพ้ หญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตร เพราะอาจกระทบทารกได้ ผู้ป่วยโรคตับและไตอาจทำให้ยาสะสมในร่างกาย เนื่องจากกำจัดยาได้ช้า รวมถึงผู้ที่รับประทานยาตัวอื่น เช่น วาร์ฟาริน แอสไพริน โคลพิโดเกรล ยาลดความดันโลหิต” พญ.อัมพร กล่าวในที่สุด

 

The post สธ. แจง ถอนงานวิจัยฟ้าทะลายโจรรักษาโควิด เหตุต้องแก้เลขคำนวณทางสถิติ แต่ยังลดปอดอักเสบได้เหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำยาบ้วนปาก หมอฟันไม่แนะนำ สธ. เตือนใช้ติดต่อกันทำปากเสียสมดุล https://thestandard.co/dentist-not-recommended-mouthwash/ https://thestandard.co/dentist-not-recommended-mouthwash/#respond Wed, 09 May 2018 12:06:20 +0000 https://thestandard.co/?p=89613

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัยและโฆษกก […]

The post น้ำยาบ้วนปาก หมอฟันไม่แนะนำ สธ. เตือนใช้ติดต่อกันทำปากเสียสมดุล appeared first on THE STANDARD.

]]>

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัยและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันมีการโฆษณาขายผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะบนสื่อออนไลน์ ซึ่งโฆษณาสรรพคุณว่าเมื่อใช้แล้วสามารถขจัดคราบหินปูน คราบพลัค คราบจุลินทรีย์ ทำให้หินปูนหลุดออกได้ และทำให้ฟันขาวขึ้นภายใน 1 สัปดาห์นั้น ขอเตือนว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากน้ำยาบ้วนปากไม่สามารถกำจัดหินปูนให้หลุดออกมาได้

 

แพทย์หญิงอัมพร กล่าวต่อว่า การใช้น้ำยาบ้วนปาก ไม่แนะนำให้ใช้เป็นกิจวัตรประจำวัน ให้ใช้เสริมการแปรงฟันในกรณีที่ทันตแพทย์แนะนำ มีข้อบ่งชี้ เช่น สุขภาพช่องปากไม่ดี ปากเป็นแผล เป็นโรคเหงือก มีการผ่าตัดเหงือก หรือคนที่มีแนวโน้มฟันผุง่าย

 

ถ้าสุขภาพช่องปากเป็นปกติไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาบ้วนปาก เพราะการใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เชื้อราในช่องปากเพิ่มขึ้นและเสียสมดุลในช่องปาก เนื่องจากในน้ำยาบ้วนปากมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค จึงขอย้ำประชาชนอย่าหลงเชื่อ เนื่องจากไม่มีผลทางวิทยาศาสตร์หรือทางการแพทย์มายืนยัน หากมีปัญหาควรปรึกษาแพทย์ดีที่สุด

 

ด้านทันตแพทย์หญิงปิยะดา ประเสริฐสม ผู้อำนวยการกองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของน้ำยาบ้วนปากจะช่วยลดกลิ่นปากได้ชั่วคราว สามารถควบคุมกลิ่นปากได้ประมาณ 3 ชั่วโมงเท่านั้น จากนั้นประสิทธิภาพจะลดลง ควรใช้น้ำยาบ้วนปากเป็นครั้งคราวในกรณีที่ต้องการความมั่นใจ หากใช้เพื่อระงับกลิ่นปาก ควรแก้ที่สาเหตุของกลิ่นปากโดยตรง เช่น มีฟันผุ เป็นโรคเหงือกอักเสบ เป็นโรคระบบทางเดินอาหาร ทอนซิลอักเสบ หรือไซนัส ให้รับการรักษาอย่างตรงจุดและดูแลอนามัยในช่องปาก โดยแปรงฟันให้สะอาดทุกวัน เพิ่มการทำความสะอาดลิ้น เนื่องจากฝ้าขาวบนลิ้นเป็นสาเหตุสำคัญของกลิ่นปาก

 

ขณะเดียวกันควรใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดซอกฟันทุกวัน และในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ขวบ ไม่ควรใช้น้ำยาบ้วนปากทุกประเภท ทั้งประเภทที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และปราศจากแอลกอฮอล์ เนื่องจากยังไม่มีการควบคุมการกลืนที่ดี อาจมีการกลืนน้ำยาบ้วนปาก สำหรับน้ำยาบ้วนปากที่มีแอลกอฮอล์ผสม ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

 

อ้างอิง:

  • สำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข

The post น้ำยาบ้วนปาก หมอฟันไม่แนะนำ สธ. เตือนใช้ติดต่อกันทำปากเสียสมดุล appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/dentist-not-recommended-mouthwash/feed/ 0