อสัญกรรม Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/อสัญกรรม/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 17 Aug 2025 06:35:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลฎีกา-ประธาน คตส. ถึงแก่อสัญกรรม https://thestandard.co/sawasdi-chotipanich-chief-justice-dies/ Sun, 17 Aug 2025 06:35:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1108252 สวัสดิ์ โชติพานิช

วันนี้ (17 สิงหาคม) มีรายงานว่า สวัสดิ์ โชติพานิช อดีตป […]

The post สวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลฎีกา-ประธาน คตส. ถึงแก่อสัญกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวัสดิ์ โชติพานิช

วันนี้ (17 สิงหาคม) มีรายงานว่า สวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลฎีกา ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ ด้วยวัย 93 ปี ที่บ้านพัก ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อเวลา 00.11 น. ของวันนี้

 

สำหรับ สวัสดิ์ โชติพานิช เป็นนักกฎหมายที่มีบทบาทสำคัญ และดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่งในชีวิตการทำงาน ทั้งในสายงานตุลาการและในองค์กรอิสระ อาทิ ประธานศาลฎีกา ระหว่างปี 2534-2535 ก่อนหน้านี้ยังเคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม, อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์, อธิบดีกรมบังคับคดี และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฝ่ายสืบสวนสอบสวน

 

ทั้งนี้ ภายหลังรัฐประหารปี 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่นำโดย พล.อ. สนธิ บุญรัตนกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้แต่งตั้งสวัสดิ์เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพื่อเป็นคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินในเรื่องที่ได้กระทำการให้รัฐเสียหายเฉพาะรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น 

 

โดยกำหนดการพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ จะมีขึ้นในเวลา 16.30 น. ของวันนี้ ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ (ห้องประชุม โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์) พระอารามหลวง ถนนติวานนท์ ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และจะมีพระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมศพ ตั้งแต่วันที่ 18-21 สิงหาคม สำหรับกำหนดการพระราชทานเพลิงศพจะแจ้งให้ทราบต่อไป

 

ทั้งนี้ เจ้าภาพของดรับพวงหรีด ผู้ประสงค์ร่วมทำบุญ สามารถร่วมทำบุญในการบูรณะพระมหาธาตุเจดีย์ พระพุทธธรรมประกาศ วัดพุทธาธิวาส (พระอารามหลวง) อำเภอเบตงจังหวัดยะลา

 

The post สวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลฎีกา-ประธาน คตส. ถึงแก่อสัญกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.อ. สุจินดา คราประยูร อดีตนายกฯ คนที่ 19 ถึงแก่อสัญกรรม ในวัย 91 ปี https://thestandard.co/ex-pm-suchinda-dies/ Tue, 10 Jun 2025 01:21:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1083447 ex-pm-suchinda-dies

วันนี้ (10 มิถุนายน) มีรายงานว่า พล.อ. สุจินดา คราประยู […]

The post พล.อ. สุจินดา คราประยูร อดีตนายกฯ คนที่ 19 ถึงแก่อสัญกรรม ในวัย 91 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ex-pm-suchinda-dies

วันนี้ (10 มิถุนายน) มีรายงานว่า พล.อ. สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 19 ได้ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบด้วยโรคชรา เมื่อเวลา 01.57 น. ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ สิริรวมอายุ 91 ปี 10 เดือน 4 วัน 

 

พล.อ. สุจินดา เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2476 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 5, โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 6 (พ.ศ. 2496) และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก หลักสูตรหลักประจำชุดที่ 45 เป็นนายทหารผู้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญ อาทิ ผู้บัญชาการทหารบก และ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

 

ในบทบาททางการเมือง พล.อ. สุจินดา เป็นหนึ่งในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ซึ่งได้ทำการรัฐประหารในปี 2534 สมัยรัฐบาลของ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ต่อมา พล.อ. สุจินดา ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 19 ของประเทศไทย ระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2535 

 

ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘พฤษภาทมิฬ’ หลังเหตุการณ์ดังกล่าว พล.อ. สุจินดา ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 24 พฤษภาคม 2535

The post พล.อ. สุจินดา คราประยูร อดีตนายกฯ คนที่ 19 ถึงแก่อสัญกรรม ในวัย 91 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
คำไต สีพันดอน อดีตประธานาธิบดี สปป.ลาว ถึงแก่อสัญกรรม https://thestandard.co/khamtai-siphandone-former-laos-president-dies/ Wed, 02 Apr 2025 13:39:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1059909 khamtai-siphandone-former-laos-president-dies

Laotian Times รายงานว่า วันนี้ (2 เมษายน) คำไต สีพันดอน […]

The post คำไต สีพันดอน อดีตประธานาธิบดี สปป.ลาว ถึงแก่อสัญกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
khamtai-siphandone-former-laos-president-dies

Laotian Times รายงานว่า วันนี้ (2 เมษายน) คำไต สีพันดอน อดีตประธานาธิบดี สปป.ลาว ถึงแก่อสัญกรรมแล้วด้วยวัย 101 ปีที่บ้านพักในกรุงเวียงจันทน์ โดยทางการได้ประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 3-7 เมษายน โดยให้งดจัดกิจกรรม งานเลี้ยงรื่นเริงและการแข่งขันกีฬาใดๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว

 

ส่วนพิธีศพจะจัดขึ้นในวันที่ 7 เมษายน ตั้งแต่เวลา 13.00 น.

 

ครอบครัวของ คำไต สีพันดอน ซึ่งรวมถึงลูกชายของเขา สอนไช สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว คนปัจจุบัน ระบุว่า การจากไปของคำไตถือเป็นความสูญเสียของคนทั้งประเทศ

 

คำไตเกิดเมื่อปี 1924 มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย พ่อแม่ของเขาคือ นิลไซ และ ไซบัว นิลไซ ซึ่งเลี้ยงดูเขาพร้อมกับพี่น้องอีก 6 คน

 

บนเส้นทางการเมือง หลังจากได้รับความไว้วางใจจากพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 1975 คำไตได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของ สปป.ลาว และต่อมาได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี

 

เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 1991 โดยสืบตำแหน่งจาก ไกสอน พมวิหาน จากนั้นได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่ปี 1998 จนถึงปี 2006 ก่อนที่ จูมมะลี ไซยะสอน จะได้ดำรงตำแหน่งต่อ

 

ภาพ: AFP

 

อ้างอิง: 

The post คำไต สีพันดอน อดีตประธานาธิบดี สปป.ลาว ถึงแก่อสัญกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจียงเจ๋อหมิน อดีตประธานาธิบดีจีน ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว https://thestandard.co/jiang-zemin-dies-aged-96/ Wed, 30 Nov 2022 09:45:00 +0000 https://thestandard.co/?p=718036 เจียงเจ๋อหมิน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เจียงเจ๋อหมิน อดีตประธานาธิบดี […]

The post เจียงเจ๋อหมิน อดีตประธานาธิบดีจีน ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจียงเจ๋อหมิน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เจียงเจ๋อหมิน อดีตประธานาธิบดีจีน ถึงแก่อสัญกรรมแล้วในวันนี้ (30 พฤศจิกายน) ด้วยวัย 96 ปี 

 

รายงานระบุว่า เจียงเจ๋อหมินเสียชีวิตในนครเซี่ยงไฮ้ ด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และอวัยวะหลายส่วนล้มเหลว เมื่อเวลา 12.13 น. ของวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่น 

 

เจียงเจ๋อหมินได้ขึ้นครองอำนาจในจีน หลังผ่านพ้นเหตุปราบปรามการประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 โดยเขาเป็นที่จดจำในฐานะผู้นำประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ให้ผงาดขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจในเวทีโลก และเป็นผู้นำจีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2001

 

แฟ้มภาพ: MIKE FIALA / AFP

อ้างอิง:

The post เจียงเจ๋อหมิน อดีตประธานาธิบดีจีน ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดตำนานชายผู้ยุติสงครามเย็น มิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำสูงสุดคนสุดท้ายของโซเวียต https://thestandard.co/mikhail-gorbachev-way/ Thu, 01 Sep 2022 09:48:04 +0000 https://thestandard.co/?p=675064 มิคาอิล กอร์บาชอฟ

“…ข้าพเจ้าขอสละตำแหน่งด้วยความเจ็บปวด แต่ก็ยังมีค […]

The post ปิดตำนานชายผู้ยุติสงครามเย็น มิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำสูงสุดคนสุดท้ายของโซเวียต appeared first on THE STANDARD.

]]>
มิคาอิล กอร์บาชอฟ

“…ข้าพเจ้าขอสละตำแหน่งด้วยความเจ็บปวด แต่ก็ยังมีความหวังและความเชื่อในตัวท่านทั้งหลาย เชื่อในสติปัญญาและจิตวิญญาณของท่านทั้งหลาย พวกเราคือลูกหลานแห่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ และขณะนี้ทุกอย่างก็ได้ขึ้นอยู่กับท่านทั้งหลายเองแล้ว ที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ทันสมัยและสง่างาม

ข้าพเจ้าขอขอบคุณจากใจจริงสำหรับทุกท่านที่ได้ร่วมหยัดยืนกับข้าพเจ้า เพื่อสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม แน่นอนว่าบางข้อผิดพลาดบางเรื่องนั้นหลีกเลี่ยงได้ หรือทำให้ดีกว่านี้ได้ แต่ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าไม่ช้าก็เร็วความพยายามร่วมกันของเราและท่านทั้งหลายจะบังเกิดผล ประชาชนของพวกเราจะมีชีวิตอยู่ในสังคมประชาธิปไตย และความเจริญรุ่งเรืองสืบไป ข้าพเจ้าขออำนวยพรทุกท่านให้ประสบแต่สิ่งที่ดีที่สุด”

 

นี่คือข้อความบางส่วนจากสุนทรพจน์ในคืนวันที่ 25 ธันวาคม 1991 อันเป็นวันสุดท้ายของสหภาพโซเวียต โดย มิคาอิล เซอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ ชายในตำนานผู้ปิดหน้าประวัติศาสตร์สงครามเย็น ผู้ที่เพิ่งถึงแก่อสัญกรรมในวัย 91 ปี เมื่อราว 23.20 น. ของวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมาตามเวลากรุงมอสโก หรือตรงกับ 03.23 น. ของวันที่ 31 สิงหาคมตามเวลาประเทศไทย ณ โรงพยาบาลคลินิกกลางนครมอสโก

 

และบังเอิญเหลือเกินที่ช่วงวันเวลาการถึงแก่อสัญกรรมนั้น อยู่ในช่วงเดือนสิงหาคมที่เพิ่งผ่านพ้นวันครบรอบการรัฐประหารเดือนสิงหาคม ที่พยายามโค่นล้มอำนาจชายผู้นี้มาไม่นานพอดิบพอดี

 

มิคาอิล กอร์บาชอฟ

ภาพ: Pascal J Le Segretain / Getty Images

 

ชายผู้เป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 1990 ที่ได้รับการสรรเสริญจากทั่วทุกมุมโลกในฐานะผู้นำสันติภาพ ปิดฉากสงครามเย็น และนำยุคใหม่มาสู่รัสเซีย แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกก่นด่าจากคนจำนวนมากว่าไร้น้ำยา และทำแผ่นดินแม่อย่างสหภาพโซเวียตที่ยิ่งใหญ่พังสลายคามือ

 

เราไปทำความรู้จักบุรุษแห่งตำนานผู้มีปานแดงรูปแผนที่ประเทศไทยกลับด้านบนศีรษะล้าน อันเป็นเอกลักษณ์ผู้นี้อีกครั้งกันดีกว่า

 

มิคาอิล เซอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ เกิดเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 1931 ณ จังหวัดสตัฟโรปอล ทางภาคใต้ของรัฐรัสเซีย ครั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต เติบโตมาในครอบครัวตระกูลชาวนายากจน เชื้อสายฝั่งแม่เป็นชาวยูเครน โดยตอนแรกเกิดถูกตั้งชื่อว่า ‘วิคเตอร์’ แต่ต่อมาได้รับชื่อใหม่เป็น ‘มิคาอิล’ หลังผ่านพิธีแบ๊บติสต์ (ในขณะนั้นคือยุครัฐบาลสตาลินที่มีนโยบายเข้มงวดกวดขันบรรดาศาสนจักร) 

 

ในวัยเด็กกอร์บาชอฟพบผ่านมรสุมชีวิตหนักหนามาก เนื่องจากเป็นทศวรรษแห่งความลำบากของสหภาพโซเวียตตั้งแต่ช่วงยุค 1930 ต่อเนื่องถึง 1940 ที่ต้องเผชิญกับความอดอยากครั้งใหญ่ที่พรากชีวิตลุงและป้าฝั่งพ่อไป รวมถึงการกวาดล้างทางการเมืองของรัฐบาลโจเซฟ สตาลิน ที่ทำให้ทั้งปู่ย่าตายายถูกสงสัยว่าเป็น ‘ศัตรูของประชาชน’ จนถูกจับไปใช้แรงงานในค่ายกักกันพักหนึ่ง ก่อนถูกปล่อยตัวออกมา ไม่ทันไร ก็เจอสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่โซเวียตต้องเจอกับความโหดร้ายของกองทัพนาซีผู้รุกรานอีก แต่โชคดีที่ผ่านพ้นมาได้ นี่อาจเป็นครั้งแรกที่มิคาอิลมองเห็นปัญหาระบอบโซเวียตจากประสบการณ์ตนเอง ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แต่หลังจากที่เขาสมัครเข้า ‘คอมโซมอล’ หรือสันนิบาตยุวชนคอมมิวนิสต์ (คล้ายๆ ลูกเสือบ้านเรา) กอร์บาชอฟก็เริ่มฉายแววความเป็นผู้นำตั้งแต่นั้นมา

 

บันไดขั้นแรกสู่อำนาจรัฐโซเวียตของกอร์บาชอฟเริ่มขึ้นครั้งแรกในวัยทีนเอเจอร์ส ในวัยนี้เขาก็ได้เริ่มเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตแล้ว โดยครั้งหนึ่งมิคาอิลกลับมาช่วยพ่อของเขาในการทำการเกษตร จนได้ผลผลิตเป็นจำนวนมากเกินกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ จนถึงขนาดที่พ่อของเขาได้รับเหรียญอิสริยาภรณ์สูงสุดเลนิน ส่วนตัวเขาได้เหรียญอิสริยาภรณ์ธงแดงแห่งกรรมกรที่มีเกียรติสูงยิ่งเช่นกัน โปรไฟล์จัดเต็มขนาดนี้จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะสามารถสอบเข้าไปศึกษาต่อ ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยมอสโก อันเป็นสถานศึกษาที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองโซเวียตมักเป็นศิษย์เก่า และที่สถาบันนี้เองที่เขาได้พบกับไรซา นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผู้ที่ต่อมาจะได้เป็นภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของเขา

 

หลังจบการศึกษากลายเป็น First Jobber บังเอิญว่าสายลมทางการเมืองด้านบนเริ่มเปลี่ยนทิศ เป็นยุคสมัยที่ นิกิต้า ครุสชอฟ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดของโซเวียตแทน โจเซฟ สตาลิน อย่างเต็มตัวในช่วงกลางทศวรรษที่ 1950 ก็ได้ออกนโยบายประณามและลบล้างความเป็นสตาลินในฐานที่ก่ออาชญากรรมกับชาวโซเวียตไว้มาก มิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้ที่เจอเรื่องราวร้ายๆ ตอนเด็กก็เลยถือโอกาสนี้สนับสนุนนโยบายด่าสตาลินของครุสชอฟอย่างเต็มที่ จากคนหนุ่มโปรไฟล์ดีแถมยังสนองนโยบายของผู้นำใหม่อย่างสุดตัว เขาจึงก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด จนกระทั่งได้เป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ของจังหวัดสตัฟโรปอลบ้านเกิดในวัย 39 ปี จากผลงานในสายการพัฒนาเยาวชนผ่านองค์กรคอมโซมอลนั่นเอง

 

มิคาอิล กอร์บาชอฟ

ภาพ: Roy Letkey / AFP

 

ก้าวสู่อำนาจรัฐส่วนกลางโซเวียต

กอร์บาชอฟได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกคณะกรรมการกลางเป็นครั้งแรก โดยมีคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ในปี 1978 โดยกำกับการเกษตรและเพาะปลูกเป็นตำแหน่งแรก ซึ่งก็ทำได้อย่างดีเยี่ยม (ไม่เชื่อกลับไปอ่านตอนเด็กที่ช่วยพ่อจนได้รับรางวัล) คณะกรรมการกลางนี้เปรียบเสมือนพื้นที่ของเหล่าบรรดาผู้กำหนดนโยบายการบริหารสูงสุดของประเทศ และคณะผู้นำสูงสุดก็จะถูกรับเลือกจากพื้นที่ตรงนี้ 

 

ไม่นานนับจากนั้นก็เกิดสงครามในอัฟกานิสถานเมื่อปลายปี 1979 เมื่อโซเวียตส่งทหารเข้าไปช่วยเหลือรัฐบาลคอมมิวนิสต์อัฟกานิสถานที่เพิ่งสถาปนาอำนาจรัฐได้ ว่ากันว่าในทางลับกอร์บาชอฟไม่สนับสนุน โดยวิจารณ์ว่า ‘เป็นความผิดพลาด’ แต่กฎของการเล่นเกมการเมืองข้อหนึ่งคือ ‘อยู่เป็น’ ดังนั้นก็ต้องเลือกไหลตามสุภาษิต ‘พูดไปสองไพเบี้ยนิ่งเสียตำลึงทอง’ มิหนำซ้ำในปี 1980 เขายังพูดสนับสนุนให้มีการปราบปรามขบวนการโซลิดาริตี้ที่ประท้วงรัฐบาลคอมมิวนิสต์โปแลนด์ในขณะนั้นด้วย มองได้ว่าในยุคนั้นกระแส ‘หลักการเบรจเนฟ – Brezhnev’s Doctrine’ กำลังไหลแรงในหมู่ชนชั้นนำโซเวียต (หลักการดังกล่าวสรุปได้สั้นๆ คือ การที่โซเวียตสงวนสิทธิเข้าแทรกแซงประเทศพันธมิตรใดก็ได้ ที่กำลังจะเกิดความเปลี่ยนแปลงที่อาจเป็นผลร้ายต่อโซเวียต) และกอร์บาชอฟเองก็อยู่เป็น ใช้กระแสนี้ไต่ไปจนถึงจุดสูงสุดของอำนาจได้สำเร็จ

 

ในปี 1982 ผู้นำโซเวียตที่ครองอำนาจมายาวนานกว่า 18 ปีอย่าง เลโอนิด เบรจเนฟ ก็ถึงแก่อสัญกรรม มีการลงมติให้ ยูริ อันโดรปอฟ ผอ.เคจีบีผู้เฒ่าก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดแทน แม้กอร์บาชอฟจะหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลง แต่ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนอย่างเดียวคือผู้ครองอำนาจเท่านั้น ถึงกระนั้นกอร์บาชอฟก็ถือว่าสร้างผลงานเข้าตาอันโดรปอฟอยู่มาก จนกระทั่งอันโดรปอฟได้สั่งเสียไว้บนเตียงก่อนสิ้นลมว่า กอร์บาชอฟคือทายาททางการเมืองคนต่อไป 

 

กระนั้นคณะกรรมการกลางก็ยังเมินที่จะโหวตให้กอร์บาชอฟ เพราะมองว่าเพิ่งอายุ 53 ปี ยังหนุ่มเกินไปและอ่อนประสบการณ์ จึงพากันโหวตให้ คอนสแตนติน เชียร์เนนโค อดีตพันธมิตรผู้สูงวัยคนสำคัญของเบรชเนฟเป็นผู้นำสูงสุดแทน แต่ยังทันเข้าประชุมไม่กี่ครั้งก็มาสิ้นบุญไปอีกคน จึงกล่าวได้ว่าภายใน 3 ปี โซเวียตเสียผู้นำไปถึง 3 คนติด ๆ กัน เพราะการใช้ ‘ความชรา’ เป็นเกณฑ์ในการเลือกผู้นำ อย่ากระนั้นเลย เรายังไม่อยากจัดงานศพให้ผู้นำในปีรุ่งขึ้น จึงได้พากันเลือก มิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำหนุ่มวัย 54 ปี ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของสหภาพโซเวียต

 

ผู้นำหนุ่มที่สุดในประวัติศาสตร์นักปฏิรูป

เหมือนกับผู้นำยุคก่อนๆ ที่ภารกิจแรกคือ การกระชับอำนาจเพื่อรับประกันความมั่นคง กอร์บาชอฟได้ ‘ส่ง’ สมาชิกระดับสูงของคณะกรรมการกลางหลายคนที่อาวุโสไป ‘เกษียณอายุราชการ’ และสมาชิกระดับสูงมากอย่าง อันเดรย์ โกรมิโก รมว.ต่างประเทศโซเวียต ผู้ทรงอำนาจก็ถูกกอร์บาชอฟ ‘ปรับตำแหน่ง’ ไปสู่ตำแหน่งประมุขของรัฐที่มีเกียรติกว่า แต่ไร้ซึ่งอำนาจอิทธิพล แล้วให้เพื่อนสนิทชาวจอร์เจียอย่าง เอดูอาร์ด เชวาร์ดนาดเซ เข้าดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศแทน เป็นต้น รวมไปถึง บอริส เยลต์ซิน นักการเมืองหนุ่มไฟแรงอีกคนที่กอร์บาชอฟปลุกปั้นมา จนกระทั่งมาเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกลาง

 

มิคาอิล กอร์บาชอฟ

ภาพ: Pierre Guillaud / AFP

 

กลาสนัสต์ และปีรีสโตรยก้าอันเลื่องชื่อ และคืนวันอันชื่นมื่นกับโลกตะวันตก

ทันทีที่กอร์บาชอฟกระชับอำนาจสำเร็จเรียบร้อยดีโดยสงบ บวกกับความพอเหมาะพอเจาะกับการเริ่มแผน 5 ปีฉบับใหม่พอดี กอร์บาชอฟจึงถือโอกาสเสนอนโยบายปฏิรูปที่ค่อนข้างสุดขั้ว (สำหรับพวกหัวเก่า) ‘กลาสนัสต์’ (Глазность-Glasnost’) ที่เป็นนโยบายปฏิรูปการเมืองมาจากคำว่า (Глаза-Glaza) ที่แปลว่าดวงตา โดยรวมหมายถึง การเปิดการรับรู้สื่ออย่างอิสระไม่ปิดบัง ส่วน ‘ปีรีสโตรยก้า’ (Перестройка-Perestroika) ที่เป็นนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจนั้น แปลตรงตัวได้ว่า เป็นการปรับรื้อโครงสร้าง (ทีแรกแค่จะปรับปรุงระบบเศรษฐกิจ วางแผนจากส่วนกลาง แต่ต่อมาขยายเป็นเอาทุนนิยมมาปรับใช้กับสังคมนิยม) โดยได้กล่าวอ้างถึงนโยบาย New Economic Policy สมัยเลนินเป็นผู้นำที่ได้หยิบยืมแนวคิดการให้ผลกำไรจูงใจผู้ผลิตมาเป็นเครื่องมือเร่งการผลิตที่มีประสิทธิภาพชั่วคราว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเรียกเสียงสนับสนุนนั่นเอง

 

ส่วนความสัมพันธ์กับโลกตะวันตกมีความใกล้ชิดและอบอุ่นมากขึ้น ถึงแม้ผู้นำอเมริกันอย่าง โรนัลด์ เรแกน หรือผู้นำอังกฤษอย่าง มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ จะเป็นสายเหยี่ยวปากร้ายใส่โซเวียตอย่างไร กอร์บาชอฟก็มักจะเข้าหาด้วยท่าทีที่พร้อมเจรจาทุกครั้ง จึงสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกลุ่มพันธมิตรทางทหารนาโต และยังได้จัดการประชุมสุดยอดการขจัดอาวุธนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ด้วย นอกจากนี้กอร์บาชอฟยังพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับยุโรปตะวันตกขั้วตรงข้าม ทั้งเยอรมนีตะวันตก ฝรั่งเศส และอื่นๆ พร้อมทั้งการไปเยือนและต้อนรับการมาเยือนของผู้นำเหล่านั้น เพื่อแสวงหาความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ และการลงทุนในช่วงที่โซเวียตกำลังต้องการเงินในการปฏิรูปเศรษฐกิจ

 

ที่สำคัญที่สุดคือ กอร์บาชอฟยุติการสนับสนุนทางทหารต่อพันธมิตร โดยเฉพาะเมื่อเกิดการเดินขบวนประท้วงในเยอรมนีตะวันออก กอร์บาชอฟปฏิเสธที่จะส่งทหารโซเวียตเข้าไปแทรกแซงปราบปราม ทำให้รัฐบาลคอมมิวนิสต์เยอรมนีตะวันออกล่มสลาย และสามารถรวมชาติกับเยอรมนีตะวันตกได้ โดยไม่ถูกขัดขวางจากโซเวียต เพื่อแลกเปลี่ยนกับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจต่อนโยบายปีรีสโตรยก้านั่นเอง และต่อมาการปฏิวัติในทำนองนี้ก็ลุกลามเป็นโดมิโนเข้าไปในประเทศอื่นในยุโรปตะวันออก รวมไปถึงสหภาพโซเวียตเองในภายหลัง กอร์บาชอฟยังเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้ยุติการส่งทหารไปอัฟกานิสถานอีกด้วย

 

มิคาอิล กอร์บาชอฟ

ภาพ: TASS / AFP

 

ปัญหาบ่มเพาะเรื้อรังยาวนานกลายเป็นคลื่นใต้น้ำรอวันปะทุ

ต้องยอมรับว่าปัญหาของสหภาพโซเวียตมีหลายด้านสะสมมาอย่างยาวนาน ทั้งระบบราชการที่เทอะทะ ระบบเศรษฐกิจวางแผนจากส่วนกลางที่ไม่สามารถผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคได้ตามความต้องการ ไม่มีการแข่งขันกันผลิตผลิตภัณฑ์ จึงขาดความคิดสร้างสรรค์และคุณภาพไปไม่ถึงไหน ประกอบกับการทุ่มรายได้ของประเทศไปในการทหาร เพื่อพยุงความมั่นคงของประเทศบริวารที่จะส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงของโซเวียต โดยเฉพาะสงครามยาวนานนับสิบปีในอัฟกานิสถาน และการแข่งขันสร้างอาวุธในอวกาศกับสหรัฐฯ ยิ่งบ่อนทำลายสถานะการเงินของโซเวียต พูดให้เห็นภาพสั้นๆ คือ ในโซเวียตยุคนี้ทุกๆ วันจะมีคนไปต่อคิวยาวๆ เพื่อซื้อสินค้าที่หลายอย่างคุณภาพก็ไม่ค่อยดี แถมหมดเร็วและต้องทำซ้ำในวันถัดๆ ไป ยิ่งมาเจอฟางเส้นสุดท้าย วิกฤตศรัทธาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลระเบิด ยิ่งสั่นคลอนความเชื่อมั่นในรัฐบาลโซเวียต เรียกได้ว่ากอร์บาชอฟเข้ามาได้จังหวะ (ซวย) พอดีเลย

 

นโยบายกลาสนัสต์หรือการเปิดกว้างทางการเมือง และการรับรู้ข่าวสารทำให้อำนาจอิทธิพลจากส่วนกลางในการแต่งตั้งผู้นำท้องถิ่นหมดไป ผู้นำท้องถิ่นในสาธารณรัฐต่างๆ เริ่มได้รับเลือกมาอย่างเสรีและมีความชาตินิยม ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจข้างต้นที่ได้เล่าไป ก็เริ่มพากันไม่เชื่อมั่นความเป็นสหภาพโซเวียต เริ่มคิดว่าแบบนี้มันจะกลายเป็นยิ่งกอดรวมกันยิ่งจะพากันจมดิ่ง แยกกันเรารอดมากกว่า ก็เริ่มพากันขอยกเลิกสัญญาสหภาพโซเวียต (ที่รัฐธรรมนูญปี 1977 ก็เปิดช่องให้ทำ โดยที่ลืมคิดไปว่าถ้าไม่มีการแผ่อิทธิพลจากอำนาจส่วนกลางแบบที่เคยเป็นนั้นต้องมีวันแยกกันแน่)

 

รัฐประหารสิงหาคมโค่นกอร์บาชอฟ ความพยายามเฮือกสุดท้ายจากฝ่ายอนุรักษนิยม

ในภาวะที่บ้านเมืองจะล่มแหล่ไม่ล่มแหล่ บังเอิญว่าช่วงหนึ่งกลางเดือนสิงหาคม 1991 กอร์บาชอฟใช้สิทธิลาพักร้อนไปไครเมียพอดี ในช่วงวันที่ 19-21 สิงหาคมปีนั้น กลุ่มชนชั้นนำสายเหยี่ยว เช่น รองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม รมว.มหาดไทย ผอ.เคจีบี รองเลขาฯ สภากลาโหม ฯลฯ ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินโดยใช้กำลังทางทหาร เนื่องจากพลังของมวลชนนับล้านที่ยังคงเบิกบานกับเสรีภาพนั้นมีมากเกินกว่าที่กองทหารหยิบมือหนึ่งจะต้านทานได้ ในที่สุดการรัฐประหารจึงล้มเหลว (เหตุการณ์นี้ได้เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง Wind of Change ของวง Scorpions) และโดยเฉพาะเมื่อปรากฏภาพ บอริส เยลต์ซิน อดีตเด็กปั้นผู้ผันตัวเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของกอร์บาชอฟได้ปีนรถถังขึ้นไปกล่าวคำต่อต้านรัฐประหาร ยิ่งได้ใจชาวรัสเซียไปเต็มๆ แต่ในขณะเดียวกันกอร์บาชอฟก็คะแนนนิยมดิ่งลงเรื่อยๆ เนื่องจากภาพเหล่านี้อธิบายถึงภาพลักษณ์ที่อ่อนแอปวกเปียกของกอร์บาชอฟได้ชัดเจนที่สุด

 

มิคาอิล กอร์บาชอฟ

ภาพ: V. Armand / AFP Files 

 

ประธานาธิบดีคนแรกและคนสุดท้ายในวาระสุดท้ายของสหภาพโซเวียต

ก่อนปี 1990 ผู้นำของสหภาพโซเวียตถือเป็นผู้นำของรัฐโซเวียตรัสเซียโดยปริยาย ในขณะที่รัฐอื่นมีผู้นำเป็นของตนเอง หลังการปฏิรูปการเมืองเยลต์ซินได้เกิดความขัดแย้งกับกอร์บาชอฟลูกพี่เก่า โดยกล่าวหาว่ายังปฏิรูปไม่มากพอ และได้รับการสนับสนุนให้เป็นผู้นำรัฐรัสเซียผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐรัสเซีย และเมื่อภาพที่เยลต์ซินยืนประกาศต้านรัฐประหาร และสนับสนุนกอร์บาชอฟเผยแพร่ออกไป เยลต์ซินจึงได้รับการสนับสนุนมากขึ้นไปอีก และเริ่มประกาศยุติการดำเนินงานของพรรคคอมมิวนิสต์ในดินแดนรัสเซีย 

 

และในยุคเดียวกันนั้น ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของสหภาพโซเวียตได้เรียกว่าประธานาธิบดีเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จะถือว่าเป็นผู้นำสูงสุด โดยอาจจะดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคฯ หรือนายกรัฐมนตรี หรือประมุขของรัฐก็ได้ ดังนั้นกอร์บาชอฟจึงเป็นผู้นำคนแรก และคนสุดท้ายที่ได้ใช้ชื่อตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ

 

อำนาจของกอร์บาชอฟลดลงเรื่อยๆ สั่งการอะไรก็ไม่มีใครฟังและไม่ได้ผลแล้ว จนกระทั่งผู้นำรัสเซีย ยูเครน เบลารุส มาเจรจายกเลิกสนธิสัญญาสหภาพโซเวียตสำเร็จในวันที่ 9 สิงหาคม 1991 ก็เท่ากับว่ากอร์บาชอฟไม่มีประเทศให้ปกครอง จนในที่สุดต้องกล่าวสุนทรพจน์อำลาตำแหน่ง และอำลาอดีตประเทศที่เคยยิ่งใหญ่ในค่ำคืนวันที่ 25 ธันวาคมปีเดียวกัน

 

มิคาอิล กอร์บาชอฟ

ภาพ: Odd Andersen / AFP

 

ชีวิตหลังเกษียณอายุทางการเมืองระบอบโซเวียต

ทันทีที่กลายเป็นประเทศรัสเซียใหม่ในนามสหพันธรัฐรัสเซีย กอร์บาชอฟได้เริ่มตั้งมูลนิธิกอร์บาชอฟซึ่งเป็นมูลนิธิสากล เพื่อการศึกษาเศรษฐกิจ สังคมและรัฐศาสตร์ รวมไปถึงยังเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์ทุนนิยมอย่าง Pizza Hut และ Louis Vuitton เป็นต้น เพื่อหารายได้สมทบมูลนิธิ กอร์บาชอฟยังสนับสนุนมูลนิธิการกุศลอีกจำนวนหนึ่ง และยังรับงานพิเศษเป็นวิทยากรบ้างตามโอกาส เดินทางไปต่างประเทศสานสัมพันธ์กับผู้นำจากประเทศต่างๆ ในฐานะเพื่อนเก่า ครั้งหนึ่งในปี 1996 เขาเคยสมัครลงรับเลือกตั้งประธานาธิบดีรัสเซีย แต่แพ้ราบคาบด้วยคะแนนสนับสนุนเพียง 1% เท่านั้น ตั้งแต่นั้นมาจึงแสดงบทบาททางการเมือง เป็นเพียงแค่กูรูแนะนำ และวิพากษ์วิจารณ์การเมือง และผู้นำรัสเซียจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

 

บทสรุป

กอร์บาชอฟเป็นผู้นำรัสเซียในยุคโซเวียตที่มีทั้งคนรักและคนชัง อย่างที่ได้กล่าวไปตั้งแต่ต้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า กอร์บาชอฟคือบุรุษแห่งโลกยุคใหม่ และยุคเปลี่ยนผ่านประวัติศาสตร์ ผู้นำในประชาคมโลกออกมากล่าวแสดงความเสียใจ และยกย่องเชิดชูกอร์บาชอฟกันถ้วนหน้า ทั้งเลขาธิการสหประชาชาติ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ประธานสหภาพยุโรป ผู้แทนรัฐบาลจีน รวมไปถึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่พักหลังโดนกอร์บาชอฟวิพากษ์วิจารณ์หนัก ก็แถลงว่าเสียใจต่อการจากไปของกอร์บาชอฟเช่นกัน

 

อ้างอิง:

The post ปิดตำนานชายผู้ยุติสงครามเย็น มิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำสูงสุดคนสุดท้ายของโซเวียต appeared first on THE STANDARD.

]]>
มิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำคนสุดท้ายของสหภาพโซเวียต ถึงแก่อสัญกรรมแล้วในวัย 91 ปี https://thestandard.co/global-reactions-death-last-soviet-leader-mikhail-gorbachev/ Wed, 31 Aug 2022 02:23:05 +0000 https://thestandard.co/?p=674264 มิคาอิล กอร์บาชอฟ

วานนี้ (30 สิงหาคม) มิคาอิล กอร์บาชอฟ อดีตผู้นำคนสุดท้า […]

The post มิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำคนสุดท้ายของสหภาพโซเวียต ถึงแก่อสัญกรรมแล้วในวัย 91 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
มิคาอิล กอร์บาชอฟ

วานนี้ (30 สิงหาคม) มิคาอิล กอร์บาชอฟ อดีตผู้นำคนสุดท้ายของสหภาพโซเวียต ถึงแก่อสัญกรรมแล้วในวัย 91 ปี ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงมอสโก เมืองหลวงของประเทศรัสเซีย จากปัญหาด้านสุขภาพเรื้อรัง โดยมีบรรดาผู้นำโลก และผู้นำองค์กรระหว่างประเทศจำนวนไม่น้อยต่างส่งข้อความร่วมแสดงความเสียใจ

 

โดยกอร์บาชอฟก้าวขึ้นสู่อำนาจในตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต ในปี 1985 ก่อนที่อีกราว 6 ปีต่อมาจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหภาพโซเวียตเพิ่มอีกหนึ่งตำแหน่ง ซึ่งนับเป็นผู้นำคนสุดท้ายของสหภาพโซเวียตที่มีบทบาทอย่างมากในการปรับเปลี่ยนแนวนโยบายที่มีต่อบรรดาชาติตะวันตก และพยายามเปิดประเทศมากยิ่งขึ้น 

 

แต่ท้ายที่สุดสหภาพโซเวียตก็ไม่สามารถไปต่อได้ และล่มสลายในที่สุด เมื่อปี 1991 ประเทศต่างๆ ที่เคยเป็นสมาชิกก็ทยอยประกาศเอกราช แยกออกมาเป็น 15 ประเทศ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในแถบยุโรปตะวันออก นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เปรียบเสมือนเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ยุคสงครามเย็นได้สิ้นสุดลงแล้ว

 

ทางด้าน ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เผยว่า “ผู้นำรัสเซียรู้สึกเศร้าใจและเสียใจอย่างมาก และจะส่งข้อความแสดงความเสียใจไปยังครอบครัว และเพื่อนๆ ของกอร์บาชอฟในอนาคตอันใกล้นี้”

 

ด้าน อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติระบุว่า “ผมรู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างมากที่ทราบข่าวการสูญเสียของ มิคาอิล กอร์บาชอฟ หนึ่งในรัฐบุรุษที่ใจดี ผู้เปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่จะนำไปสู่สันติภาพ เพื่อยุติสงครามเย็น

 

โลกได้สูญเสียผู้นำที่แข็งแกร่ง ยึดมั่นในความร่วมมือพหุภาคี และเป็นผู้สนับสนุนสันติภาพอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยไปแล้ว”

 

ขณะที่ อัวร์ซูลาร์ ฟอน แดร์ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ชี้ว่า “มิคาอิล กอร์บาชอฟ เป็นผู้นำที่น่าเคารพนับถือ เขามีบทบาทสำคัญในการยุติสงครามเย็น และเปิดม่านเหล็กที่ปกคลุมอยู่ เพื่อปลดปล่อยให้ยุโรปเป็นอิสระ มรดกนี้เป็นสิ่งที่เราจะไม่เคยลืมเลือน”

 

FYI: ประเทศที่เคยเป็นอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียต ได้แก่ อาร์เมเนีย, อาเซอร์ไบจาน, เบลารุส, เอสโตเนีย, จอร์เจีย, คาซัคสถาน, คีร์กีซสถาน, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, มอลโดวา, รัสเซีย, ทาจิกิสถาน, เติร์กเมนิสถาน, ยูเครน และอุซเบกิสถาน ซึ่งส่วนใหญ่ประกาศเอกราชหลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายลงในปี 1991 โดยยูเครนเพิ่งจะฉลองวันชาติ ครบรอบ 31 ปี ท่ามกลางไฟสงครามไปเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา และ มิคาอิล กอร์บาชอฟ ก็เป็นผู้นำที่มีเชื้อสายรัสเซีย-ยูเครนด้วย

 

แฟ้มภาพ: Fabrice Coffrini / AFP

อ้างอิง:

The post มิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำคนสุดท้ายของสหภาพโซเวียต ถึงแก่อสัญกรรมแล้วในวัย 91 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟิเดล รามอส อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 94 ปี https://thestandard.co/fidel-ramos-rip/ Mon, 01 Aug 2022 10:12:35 +0000 https://thestandard.co/?p=661302 ฟิเดล รามอส

ฟิเดล วี. รามอส อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ถึงแก่อสัญกร […]

The post ฟิเดล รามอส อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 94 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟิเดล รามอส

ฟิเดล วี. รามอส อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (31 กรกฎาคม) ด้วยวัย 94 ปี โดยรามอสถือเป็นบุคคลสำคัญของฟิลิปปินส์ที่มีบทบาทสนับสนุนการปฏิวัติปี 1986 เพื่อโค่นล้มเผด็จการ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส

 

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการสูญเสียบุคลากรคนสำคัญของชาติ ใจความว่า “ครอบครัวของเรารู้สึกเสียใจเช่นเดียวกับชาวฟิลิปปินส์ทั้งหมดในวันอันแสนเศร้านี้ เราไม่เพียงสูญเสียผู้นำที่ดี แต่ยังเป็นสมาชิกของครอบครัวของเราอีกด้วย… บทบาทประธานาธิบดีของเขาจะได้รับการชื่นชมและจะประทับอยู่ในหัวใจของชนในชาติตลอดไป”

 

รามอสเกิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 1928 โดยเขาดำรงตำแหน่งผู้นำฟิลิปปินส์คนที่ 12 ในระหว่างปี 1992-1998 เขาเป็นผู้นำที่ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญรุ่งเรือง อีกทั้งยังเป็นผู้ที่จัดทำข้อตกลงสันติภาพกับกลุ่มกบฏติดอาวุธทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ด้วย

 

ภายในระยะเวลาการดำรงตำแหน่งผู้นำฟิลิปปินส์ 6 ปีเต็มนั้น รามอสได้ผลักดันให้เกิดการเปิดเศรษฐกิจและสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ นอกจากนี้มาตรการปฏิรูปภาคประชาสังคมของเขายังช่วยลดอัตราความยากจนในประเทศลงจากระดับ 39% สู่ 31% อีกทั้งยังได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำที่ยุติวิกฤตพลังงานในยุคนั้นอีกด้วย

 

ก่อนหน้าที่จะเบนเข็มเข้าสู่เส้นทางการเมืองนั้น รามอสได้เข้ารับราชการทหาร ซึ่งเขาเคยเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนามมาแล้ว โดยในเวลาต่อมา รามอสได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในขบวนการปฏิรูปกองกำลังติดอาวุธ (Reform the Armed Forces Movement: RAM) โดยรวมพลังกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวอื่นๆ ต่อต้านอำนาจของมาร์กอส ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญที่บั่นทอนอำนาจทางทหารของมาร์กอส นำไปสู่การโค่นล้มจอมเผด็จการให้ต้องลี้ภัยออกจากฟิลิปปินส์ได้ในท้ายที่สุด

 

แฟ้มภาพ: David Wong / South China Morning Post via Getty Images

อ้างอิง:

The post ฟิเดล รามอส อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 94 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
11 มิถุนายน 2507 – จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถึงแก่อสัญกรรมที่ญี่ปุ่น https://thestandard.co/onthisday11062507-2/ Sat, 11 Jun 2022 00:00:59 +0000 https://thestandard.co/?p=639072 จอมพล ป. พิบูลสงคราม

จอมพล ป. พิบูลสงคราม เดิมชื่อ แปลก ขีตตะสังคะ เกิดเมื่อ […]

The post 11 มิถุนายน 2507 – จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถึงแก่อสัญกรรมที่ญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จอมพล ป. พิบูลสงคราม

จอมพล ป. พิบูลสงคราม เดิมชื่อ แปลก ขีตตะสังคะ เกิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2440 เป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดคือ 14 ปี 11 เดือน 18 วัน 

 

จอมพล ป. ได้รับอีกฉายาว่า ‘จอมพลกระดูกเหล็ก’ เพราะมีชีวิตทางการเมืองอย่างเหลือเชื่อ เคยถูกลอบสังหารมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ก็รอดชีวิตมาได้ทุกครั้ง แม้กระทั่งในเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตันที่ถูกจี้ลงเรือศรีอยุธยา ถูกทิ้งระเบิดผ่านเตียงที่เคยนอนอยู่อย่างเฉียดฉิว ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากนับร้อย จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในเย็นวันที่ 16 กันยายน 2500 เมื่อถูก พล.อ. สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายทหารรุ่นน้องอีกคนหนึ่งที่ท่านไว้ใจและมอบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกให้กระทำการรัฐประหาร ซึ่ง จอมพล ป. ได้หลบหนีไปด้วยรถยนต์ส่วนตัวกับผู้ติดตามเพียง 2 คน ผ่านไปทางประเทศกัมพูชา ก่อนจะลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง ณ ที่นั่น จอมพล ป. และครอบครัวได้รับการต้อนรับอย่างดี 

 

ทั้งนี้เพราะทางญี่ปุ่นถือว่า จอมพล ป. เป็นผู้ที่มีบุญคุณต่อญี่ปุ่น เพราะเป็นผู้ยินยอมให้ทหารญี่ปุ่นผ่านเข้าประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยดี ไม่ต้องมีการสู้รบยืดเยื้ออันรังแต่จะทำให้มีแต่ความสูญเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย 

 

จอมพล ป. ได้พำนักในประเทศญี่ปุ่น ที่ตำบลชินจูกุ ชานกรุงโตเกียว เป็นเวลาเกือบ 1 ปีเต็ม ในบ้านของวาดะ คหบดีญี่ปุ่น ผู้จัดการบริษัทน้ำมันมารูเซ็น ซึ่งได้ยกบ้านหลังหนึ่งให้เป็นที่อยู่อาศัย ต่อมาได้เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา พักที่เมืองเบิร์กลีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นเวลา 2 ปี ก่อนที่จะกลับมายังประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง

 

จอมพล ป. มีอาการเจ็บหน้าอก ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคหัวใจ เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว จนกระทั่งวันที่ 11 มิถุนายน 2507 จอมพล ป. ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคหัวใจวาย รวมอายุได้ 66 ปี 10 เดือน 11 วัน พิธีฌาปนกิจศพ จอมพล ป. ประกอบขึ้นที่วัเรอิเกนจิ ตำบลโกทันดะ

The post 11 มิถุนายน 2507 – จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถึงแก่อสัญกรรมที่ญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
26 พฤษภาคม 2562 – พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ถึงแก่อสัญกรรม https://thestandard.co/onthisday26052562/ Thu, 26 May 2022 00:00:19 +0000 https://thestandard.co/?p=632921 เปรม ติณสูลานนท์

พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้ถึง […]

The post 26 พฤษภาคม 2562 – พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ถึงแก่อสัญกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปรม ติณสูลานนท์

พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 หลังจากมีอาการป่วย ระบบหัวใจล้มเหลว และเจ้าหน้าที่ได้นำส่งโรงพยาบาล สิริอายุได้ 98 ปี

 

พล.อ. เปรมเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย 3 สมัย ระหว่างปี 2523 ถึง 2531 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ พล.อ. เปรมสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 8 ปี 5 เดือน คือการสนับสนุนจากกองทัพ ดังที่ พล.อ. เปรมกล่าวในพิธีสวนสนามทางเรือ ที่ฐานทัพเรือสัตหีบ วันที่ 18 เมษายน 2530 

 

“ผมคิดว่าถ้าปราศจากกองทัพ ผมคงไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี…ขณะนี้อุณหภูมิการเมืองกำลังค่อนข้างมีอุณหภูมิสูง แต่ผมก็มั่นใจว่าด้วยความร่วมมือร่วมใจ ความเข้าใจของกองทัพและตำรวจ อุณหภูมิทางการเมืองคงลดต่ำลง ขอเรียนว่าที่ผมสามารถดำรงความเป็นนายกรัฐมนตรีได้ก็เพราะพวกเรา และจะเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยการรักษาเกียรติยศชื่อเสียงของกองทัพไว้ให้ได้ กองทัพคือองค์กรที่สำคัญยิ่งของบ้านเมือง…”

 

นอกจากนี้ พล.อ. เปรมยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่เปิดบ้านให้คณะนายทหารจากกองทัพบกเข้าอวยพรเนื่องในวันสำคัญต่างๆ เริ่มเป็นครั้งแรกในปี 2525 ซึ่งเป็นการเข้าอวยพรวันเกิด พล.อ. เปรม วันที่ 26 สิงหาคม 2525 นำโดย พล.อ. อาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบก และคณะนายทหารจากกองทัพบก จนกลายเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา

 

ภายหลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2531 พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีและรัฐบุรุษในปี 2531 ในปี 2541 ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรีแทน สัญญา ธรรมศักดิ์ ที่ลาออกเนื่องจากปัญหาสุขภาพ 

 

ในปี 2559 ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรีครั้งที่ 2 สนองพระเดชพระคุณพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีสองพระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นประธานองคมนตรีสองแผ่นดิน

The post 26 พฤษภาคม 2562 – พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ถึงแก่อสัญกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบนิกโน อากีโนที่ 3 อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ถึงแก่อสัญกรรมแล้วในวัย 61 ปี https://thestandard.co/benigno-aquino-iii-philippines-president-passed-away/ Thu, 24 Jun 2021 09:24:07 +0000 https://thestandard.co/?p=504353 Benigno Aquino III

วันนี้ (24 มิถุนายน) เบนิกโน อากีโนที่ 3 อดีตประธานาธิบ […]

The post เบนิกโน อากีโนที่ 3 อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ถึงแก่อสัญกรรมแล้วในวัย 61 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Benigno Aquino III

วันนี้ (24 มิถุนายน) เบนิกโน อากีโนที่ 3 อดีตประธานาธิบดีคนที่ 15 ของฟิลิปปินส์ ถึงแก่อสัญกรรมแล้วในวัย 61 ปี ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงมะนิลา โดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตแต่อย่างใด นับเป็นการสูญเสียอดีตผู้นำคนสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองของฟิลิปปินส์ เบื้องต้นมีคำสั่งลดธงครึ่งเสา เพื่อร่วมไว้อาลัยให้แด่การจากไปของอากีโน

 

อากีโน หรือรู้จักกันในฉายา นอย นอย อากีโน เป็นลูกชายที่เกิดในครอบครัวนักการเมืองที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในการบริหารประเทศ เป็นลูกชายของ เบนิกโน อากีโน จูเนียร์ ขั้วตรงข้ามคนสำคัญของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส และวุฒิสภาคนสำคัญของฟิลิปปินส์ที่ถูกลอบสังหารที่สนามบินนานาชาติในกรุงมะนิลา เมื่อปี 1983 และ มาเรีย คอราซอน อากีโน อดีตประธานาธิบดีคนที่ 11 ของฟิลิปปินส์ และประธานาธิบดีหญิงคนแรกของฟิลิปปินส์

 

ครอบครัวของอากีโนถือเป็นแกนนำคนสำคัญในการปฏิวัติพลังประชาชน (People Power Revolution) เมื่อปี 1986 ซึ่งนำไปสู่จุดสิ้นสุดของระบอบเผด็จการที่ยาวนานกว่า 20 ปี ที่ปกครองประเทศโดยอดีตประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ภายใต้การบริหารประเทศของตระกูลอากีโน นับเป็นช่วงเวลาที่สังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของฟิลิปปินส์มีความมั่นคงอย่างมาก เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า  

 

ภาพ: Roslan Rahman / AFP

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post เบนิกโน อากีโนที่ 3 อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ถึงแก่อสัญกรรมแล้วในวัย 61 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลอากาศเอก กำธน สินธวานนท์ อดีตองคมนตรี ถึงแก่อสัญกรรม สิริอายุ 93 ปี https://thestandard.co/kamthon-former-privy-councilor-died/ Sat, 21 Sep 2019 12:22:52 +0000 https://thestandard.co/?p=289257

วันนี้ (21 กันยายน) เมื่อเวลา 07.25 น. พลอากาศเอก กำธน […]

The post พลอากาศเอก กำธน สินธวานนท์ อดีตองคมนตรี ถึงแก่อสัญกรรม สิริอายุ 93 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (21 กันยายน) เมื่อเวลา 07.25 น. พลอากาศเอก กำธน สินธวานนท์ อดีตองคมนตรี และอดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ถึงแก่อสัญกรรมด้วยอาการติดเชื้อในกระแสโลหิต สิริอายุ 93 ปี โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนิน พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ในวันที่ 22 กันยายน 2562 เวลา 18.00 น. ณ ศาลา 100 ปี วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร

 

ทั้งนี้ พลอากาศเอก กำธน สินธวานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2469 เป็นบุตรของหลวงบริหารสิกขกิจ (ซุ่นกิ๊ต สินธวานนท์) และ จินดา สินธวานนท์ (จินดา บริหารสิกขกิจ) สมรสกับท่านผู้หญิงพึงใจ สินธวานนท์ มีบุตรธิดา 3 คน ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมตรี เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2530 และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลอากาศตรี และได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2550

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post พลอากาศเอก กำธน สินธวานนท์ อดีตองคมนตรี ถึงแก่อสัญกรรม สิริอายุ 93 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>