อรนภา กฤษฎี Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/อรนภา-กฤษฎี/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 30 Nov 2022 13:17:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ม้า อรนภา ชี้แจงต่อกรณีคลิปตบหน้านักแสดงหนุ่มที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่เกาหลีใต้ https://thestandard.co/ornapa-krisadee-assault-clip/ Wed, 30 Nov 2022 13:17:28 +0000 https://thestandard.co/?p=718153 ม้า อรนภา

สืบเนื่องจากกรณีที่มีคลิปของ ม้า-อรนภา กฤษฎี ทำการตบหน้ […]

The post ม้า อรนภา ชี้แจงต่อกรณีคลิปตบหน้านักแสดงหนุ่มที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่เกาหลีใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ม้า อรนภา

สืบเนื่องจากกรณีที่มีคลิปของ ม้า-อรนภา กฤษฎี ทำการตบหน้านักแสดงหนุ่มรายหนึ่งกลางห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่ประเทศเกาหลีใต้ เหตุเพราะไม่ยอมไปกินปูด้วยกัน จนเกิดเป็นกระแสบนโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว ล่าสุดวันนี้ (30 พฤศจิกายน) ม้า อรนภา ได้ออกมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชนเพื่อชี้แจงต่อกรณีที่เกิดขึ้น ณ MYT Studio กรุงเทพกรีฑา

 

ม้า อรนภา ได้มีการหยิบนำข้อความชี้แจงที่ตนเองตั้งใจจะโพสต์ในตอนแรก ขึ้นมาอ่านให้สื่อมวลชนฟัง โดย ม้า อรนภา ได้กล่าวขอโทษและรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยอมรับผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงได้มีการกล่าวขอโทษนักแสดงหนุ่ม และทั้งคู่ได้มีการปรับความเข้าใจกันทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย แต่ตนเองก็ไม่ทราบว่าทางนักแสดงหนุ่มยังคงมีบางเรื่องที่ยังคาใจอยู่ จึงทำให้มีการไปปรึกษาทนายหลายๆ คน

 

โดยหลังจากที่เกิดเรื่องขึ้น ทาง ม้า อรนภา และนักแสดงหนุ่มยังคงเดินทางด้วยกันต่ออีกหลายวัน จนกระทั่งได้มีการนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้น หลังจากที่ตนเองพยายามติดต่อนักแสดงหนุ่ม แต่ไม่สามารถติดต่อได้ จนในที่สุดตนเองจึงตัดสินใจติดต่อกับผู้จัดการคนเก่าของนักแสดงหนุ่ม 

 

หลังจากที่ได้มีการพูดคุยกันก็รู้สึกตกใจกับการนำเสนอข่าว ซึ่งจริงๆ แล้วทางนักแสดงหนุ่มก็ไม่กล้าที่จะมาพบกับตนเอง หลังจากที่มีข่าวถูกนำเสนอออกไป แต่ทางตนเองก็ได้มีการพูดคุยกับทางผู้จัดการ พร้อมนัดหมายให้มาพบกันในวันที่ 29 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของภารกิจที่ทั้งคู่ได้ทำร่วมกัน และเมื่อกลับมายังประเทศไทยก็จะมีการพูดคุยผ่านสื่อมวลชนพร้อมกัน เพราะรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขอให้รอฟังจากทั้งคู่จะดีที่สุด

 

สิ่งหนึ่งต้องขอโทษคุณพ่อคุณแม่ของนักแสดงหนุ่ม ต้องขอโทษกับสิ่งที่ตนเองทำผิด แล้วก็ทำให้ทุกคนผิดหวัง แต่ก็อยากจะให้รับฟังเราทั้งสองคน และอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจว่าอะไรที่มันเกิดขึ้น แต่สุดท้ายตนเองก็ต้องยอมรับในผลที่มันเกิดขึ้นตามมา

 

หลังจากที่อ่านข้อความจบ ม้า อรนภา ก็ได้ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ทุกทราบว่า ตนเองได้ทำมาร์เก็ตติ้งให้กับศัลยกรรมเกาหลีมานาน พร้อมให้การดูแลคนที่มาติดต่อในระหว่างเดินทางเป็นอย่างดี แต่ต้องหยุดพักไป 3 ปี เนื่องจากสถานการณ์โควิด โดยเคสของนักแสดงหนุ่มคือเคสแรกที่กลับมาทำ

 

ม้า อรนภา รู้จักกับนักแสดงหนุ่มจากอดีตผู้จัดการส่วนตัวของเขาที่เป็นคนแนะนำ ก่อนที่นักแสดงหนุ่มจะทำการติดต่อมาหาตนเอง ตนเองจึงได้ทำการติดต่อกับทางเกาหลีให้เรียบร้อยทั้งหมด พร้อมทั้งตนเองยินดีที่จะช่วยเป็นไกด์พาเที่ยว เพราะเป็นหน้าที่ในการดูแลลูกค้าให้เกิดความประทับใจ รวมถึงตนเองได้มีการสอบถามผู้ร่วมทางตลอดเวลาว่าต้องการไปที่ไหนเสมอ  

 

กระทั่ง ม้า อรนภา และนักแสดงหนุ่มได้เดินทางไปพบกันที่เกาหลีตามที่ได้นัดหมายกันไว้ โดยในระหว่างรอเช็กอินที่โรงแรมที่จะเข้าพัก ทั้งคู่ก็เดินทางไปนั่งดื่มกาแฟและพูดคุยปรึกษาในเรื่องวงการบันเทิง ก่อนที่จะนัดหมายกันไปท่องเที่ยวและกินอาหารค่ำ รวมถึงถามว่าอยากจะไปทานปูหรือไหม ซึ่งทั้งคู่ก็ได้ตกลงกันว่าหลังจากเที่ยวเสร็จจะไปกินปูกันเป็นมื้อค่ำ

 

ต่อมาทั้งคู่ได้มีการนัดหมายกันว่าจะไปซื้อรองเท้าผ้าใบสำหรับเดินขึ้นเขาที่ปูซาน โดยหลังจากที่ทั้งคู่ได้ทำการซื้อรองเท้าเสร็จและกำลังจะเดินทางไปกินอาหารต่อ ทางนักแสดงหนุ่มก็กล่าวว่า “ไม่ไปกินปูแล้วนะ” และเนื่องจากตนเองเป็นคนมือไว จึงยื่นมือไปตบหน้านักแสดงหนุ่มพร้อมกล่าวว่า “จะบ้าเหรอ” เนื่องจากทั้งคู่ได้ตกลงกันไว้ว่าจะไปกินปูด้วยกัน จึงทำให้นักแสดงหนุ่มโมโหและกล่าวว่า “ตบหน้าผมเลยเหรอ” ก่อนที่จะเดินแยกออกไป

 

จากนั้น ม้า อรนภา จึงได้กล่าวขอโทษและเสียใจกับสิ่งที่ทำกับนักแสดงหนุ่ม พร้อมกล่าวเสริมว่าตนเองไม่ได้ใช้แรง ‘ตบ’ แต่เป็นการ ‘แตะ’ แต่เนื่องจากตนเองได้ทำการตกลงและสอบถามนักแสดงหนุ่มอยู่หลายครั้ง รวมถึงตนเองได้ทำการนัดหมายต่างๆ ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตนเองจึงตกใจที่นักแสดงหนุ่มเปลี่ยนใจกะทันหัน พร้อมกล่าวขอโทษนักแสดงหนุ่มหลายครั้ง

 

หลังจากที่ทั้งคู่ได้พูดคุยและปรับความเข้าใจกันเป็นที่เรียบร้อย นักแสดงหนุ่มก็ได้กล่าวว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ รวมถึงจะไม่บอกกับผู้จัดการส่วนตัวของตนเอง ก่อนจะเดินทางไปร้านปูตามที่ตกลงกันไว้ 

 

หลังจากวันนั้น ทั้งคู่ได้เดินทางไปพบแพทย์ตามกำหนดการที่วางไว้จนการผ่าตัดศัลยกรรมเสร็จเรียบร้อย โดยตนเองก็ได้ถามไถ่อาการของนักแสดงหนุ่ม และย้ำให้กินอาหารและยาอยู่เสมอ ซึ่งทั้งคู่ได้พูดคุยกันเป็นปกติจนถึงวันที่เดินทางไปล้างแผลให้กับนักแสดงหนุ่ม จากนั้นนักแสดงหนุ่มจึงขอแยกตัวกับ ม้า อรนภา และนัดหมายว่าจะมาเจอกันในวันที่ 29 พฤศจิกายน เพื่อไปตัดไหมซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนเดิมทางกลับไทย 

 

ต่อมา ม้า อรนภา ได้ทราบข่าวที่ถูกนำเสนอออกมาและรู้สึกตกใจ เพราะนักแสดงหนุ่มได้สัญญาแล้วว่าจะไม่นำเรื่องนี้ไปบอกใคร ซึ่งตนเองสันนิษฐานว่านักแสดงหนุ่มน่าจะไปปรึกษากับทางทนายว่าควรจะทำอย่างไรบ้าง และคิดว่านักแสดงหนุ่มคงจะเดินทางไปแจ้งความกับทางตำรวจเกาหลีใต้ เพื่อนำคลิปกล้องวงจรปิดไปเป็นหลักฐาน

 

โดยหลังจากที่ ม้า อรนภา ทราบข่าวที่เกิดขึ้นก็ได้ทำติดต่อไปหานักแสดงหนุ่ม แต่ไม่มีการตอบรับกลับมา จึงติดต่อกับผู้จัดการของนักแสดงหนุ่มอยู่ตลอด ก่อนที่จะทราบในภายหลังว่านักแสดงหนุ่มได้เช็กเอาต์ออกจากโรงแรมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และไม่สามารถติดต่อกับนักแสดงหนุ่มได้อีกเลย 

 

ม้า อรนภา จึงได้ทำการติดต่อกับทางผู้จัดการของนักแสดงหนุ่มเพื่อแจ้งกำหนดการว่าจะต้องไปพบแพทย์ในวันที่ 29 พฤศจิกายน ซึ่งทั้งคู่ก็ได้มาพบกันในวันดังกล่าว และได้มีการพูดคุยกันถึงข่าวที่เกิดขึ้น โดยทางนักแสดงหนุ่มรู้สึกเครียด เพราะไม่คิดว่าเรื่องราวจะใหญ่โตขนาดนี้ เพราะนักแสดงหนุ่มต้องการทำเพื่อสั่งสอน ม้า อรนภา เท่านั้นว่าไม่ควรตบหน้าใคร ซึ่งตนเองก็ได้รับบทเรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

 

ม้า อรนภา กล่าวเสริมว่า ทางผู้จัดการของนักแสดงหนุ่มได้มีการไปพูดคุยกับทางพ่อและแม่ของนักแสดงหนุ่มต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งทางฝั่งพ่อและแม่ก็เข้าใจและจะเดินทางมาพูดคุยพร้อมกับนักแสดงหนุ่มในรายการ คุยแซ่บShow เพื่อเคลียร์เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อไป

 

ภาพ: maornapa / Instagram 

อ้างอิง:

The post ม้า อรนภา ชี้แจงต่อกรณีคลิปตบหน้านักแสดงหนุ่มที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่เกาหลีใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาติพันธุ์ของริชชี่ ‘มูเซอ’ ผู้ลงมาจากหลังคาโลก รุ่นแรกมาในสมัยรัชกาลที่ 5 https://thestandard.co/richy-ethnic-from-lahu-people/ Sat, 15 Feb 2020 04:13:35 +0000 https://thestandard.co/?p=331368

ถ้า ม้า อรนภา แค่ไล่ริชชี่ให้กลับบ้าน ไม่ใช่กลับดอย คงไ […]

The post ชาติพันธุ์ของริชชี่ ‘มูเซอ’ ผู้ลงมาจากหลังคาโลก รุ่นแรกมาในสมัยรัชกาลที่ 5 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้า ม้า อรนภา แค่ไล่ริชชี่ให้กลับบ้าน ไม่ใช่กลับดอย คงไม่เป็นกระแสดราม่าเท่านี้ เพราะคำว่า ‘ดอย’ นั้นมันสื่อถึงการเป็นบ้านนอก เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ดังนั้น เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำ

 

ในยุคสมัยหนึ่งช่วงกระแสคอมมิวนิสต์แรงๆ คนไทยเหยียดชาวเขาชาวดอยมาก บางคนถึงกับมองว่า ‘ชาวเขา’ นั้นไม่ใช่ ‘ชาวเรา’ เพราะเอาคำมาเล่นกับความหมาย มายาคติเช่นนี้ ยังคงพบได้ในสังคมไทยทุกวันนี้ ล่าสุดก็เรื่องม้ง เป็นต้น ความไม่ละเอียดอ่อนมากพอต่อถ้อยคำ และการไม่เข้าใจเรื่องชาติพันธุ์นั้นเป็นปัญหาอย่างหนึ่งของสังคมไทยที่ต้องค่อยๆ แก้ไขในอนาคต อาจไม่สำเร็จในคนรุ่นเรา ก็อาจจะเป็นคนรุ่นหน้า 

 

ริชชี่นั้นบ้านอยู่ดอยจริงๆ แหละครับ เพราะน้องเป็นชาติพันธุ์มูเซอแดง หรือ ลาหู่ญี ผมเข้าใจว่าตระกูลของเธอคงอยู่ที่นี่มานานเป็นร้อยปี ไม่ใช่มูเซอที่เพิ่งอพยพเข้ามาใหม่ในช่วงสงครามเย็น เพราะมีบันทึกเก่าๆ มากมายที่ระบุว่า แถบดอยปู่หมื่น แถบดอยผ้าห่มปก มีชาวมูเซอแดงอยู่มานานแล้ว

 

ภาพหมู่ชายหญิงชาวมูเซอ (ลาหู่) ดำ และมูเซอแดง เมื่อครั้งที่ลงมารับเสด็จรัชกาลที่ 7 เมื่อ พ.ศ. 2469 ที่เชียงใหม่ ในภาพนี้มีชาวมูเซอ 2 เผ่า คือ มูเซอดำ ได้แก่ ผู้หญิงสองคนที่สวมเสื้อยาวมีลายแถบขาว และโพกผ้าที่ศีรษะ และมูเซอแดง ได้แก่ ผู้หญิงที่สวมเสื้อสั้น และนุ่งซิ่น (ที่มาของภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 

จะฟะ คุณตาของริชชี่

เท่าที่ทราบผ่านสื่อ ต้นตระกูลของ ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส นั้นอยู่ในไทยมานานมาก ริชชี่เป็นเหลนทวดของ ‘ปู่หมื่น’ ผู้นำบนดอยปู่หมื่น สะท้อนว่าปู่ของริชชี่เป็นผู้นำคนสำคัญและมีบารมีมาก ไม่เช่นนั้นชื่อของปู่จะไม่ได้ถูกตั้งเป็นชื่อดอยได้เลย ในขณะที่ ‘จะฟะ ไชยกอ’ (ชาวมูเซอชอบตั้งชื่อผู้ชายด้วยคำนำหน้าว่า จะ หรือ จา แปลว่า นาย) ตาของริชชี่เคยเป็นผู้ที่เคยได้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระพันปีหลวง เมื่อ พ.ศ. 2513 และได้รับพระราชทานต้นชาอัสสัม ซึ่งทุกวันนี้กลายมาเป็นอาชีพของชาวมูเซอบนดอยสามหมื่น 

 

ก่อนหน้านั้น ใน พ.ศ. 2507 จะฟะยังได้รับการคัดเลือกจากกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต 5 ให้เป็นหัวหน้าฝ่ายพัฒนาหมู่บ้านดอยปู่หมื่น ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ตาของเธอจะได้เข้าเฝ้า รัชกาลที่ 9 เมื่อ พ.ศ. 2513 

 

นอกจากต้นชาแล้วที่สำคัญคือ รัชกาลที่ 9 ยังได้พระราชทานเงินทุนให้กับจะฟะ เพื่อเป็นทุนจัดตั้งร้านค้าชาวเขาในพระบรมราชานุเคราะห์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ร้านค้าเป็นตัวแทน ศูนย์กลางจัดจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองหัตถกรรม และรับซื้อผลผลิตจากราษฎรชาวเขา นอกจากนี้ จะฟะยังมีบทบาทในเรื่องการสนับสนุนให้ชาวเขาเลิกตัดต้นไม้ ทำไร่เลื่อนลอย และปลูกฝิ่นอีกด้วย ดังนั้น จึงเป็นตระกูลที่ใกล้ชิดกับระบบราชการอย่างมาก

 

มูเซอ หรือ ลาหู่

ชาวมูเซอเป็นใครมาจากไหนนั้น ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า นามชาติพันธุ์ที่เรียกว่า ‘มูเซอ’ นั้นเป็นชื่อที่ชาวพม่าและไทใหญ่เรียก แปลว่า ‘พรานป่า’ เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่ชำนาญด้านการล่าสัตว์เป็นอย่างยิ่ง ทำให้สมัยหนึ่งทางการไทยหวาดกลัวว่าคนกลุ่มนี้จะเข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์เลยทีเดียว แต่ชาวมูเซอเรียกตนเองว่า ‘ลาหู่’ หรือ ‘ลาฮู’ แต่จะเรียก มูเซอ หรือ ลาหู่ ก็ได้ทั้งสองชื่อ เพราะชื่อมูเซอไม่ได้เป็นคำเหยียดเหมือนกับชื่อชาวเขาบางกลุ่มที่คนภายนอกเรียก

 

ความจริงแล้ว ชาวมูเซอในจีนมีหลากหลายกลุ่ม ที่พบในไทยมีอยู่ 4 กลุ่มหลักๆ คือ มูเซอดำ (ลาหู่นะ), มูเซอแดง (ลาหู่ญี / ลาหู่ยี ซึ่งคำว่า ญี นี้คงหมายถึงบุตรชายคนที่สอง), มูเซอเชเล (ลาหู่เชเล), และมูเซอกุ้ย (ลาหู่ชี / มูเซอเหลือง) ทั้งหมดพูดภาษาสาขาโลโล-พม่า กลุ่มโล-โล (Lo-lo) ชื่อโล-โลนี้เป็นชื่อที่คนจีนใช้เรียกชาวมูเซอ 

 

หญิงชาวมูเซอเหลืองเและลูกน้อยที่ดอยตุง จังหวัดเชียงราย ภาพถ่ายก่อนปี ค.ศ.1930 เล็กน้อย โดย มิสเตอร์ อาร์. ดับเบิ้ลยู. มัวร์ (ที่มาของภาพ: Seidenfaden 1930: 86-87)

 

ทั้งหมดมีความต่างกันของภาษาพูดเพียงเล็กน้อย แต่ก็สามารถสื่อสารเข้าใจกันได้ และมีเครื่องแต่งกายที่แตกต่างกันในรายละเอียด เช่น มูเซอดำ เน้นแต่งกายด้วยสีดำเป็นพื้น และตกแต่งด้วยผ้าสีขาว มูเซอแดงเน้นตกแต่งเครื่องแต่งกายด้วยสีแดงและน้ำเงิน มีสีสันสดใสบนพื้นเสื้อสีดำ (หรือมีสีน้ำเงิน เขียว บ้างในปัจจุบัน) ซึ่งกลุ่มหลังนี้เองที่เป็นชาติพันธุ์ของริชชี่ 

 

มูเซอลงมาจากหลังคาโลก 

ประวัติความเป็นมาของชาวมูเซอยังเป็นเรื่องเหมือนจะชัดเจนแต่ก็คลุมเครือ และแต่ละหมู่บ้านก็มีประวัติความเป็นมาต่างกัน บางหมู่บ้านอยู่มานานเป็น 100-150 ปีขึ้นไป บางแห่งเพิ่งตั้งเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ อันเป็นผลมาจากการลี้ภัยทางการเมืองจากประเทศเพื่อนบ้าน ผมยังไม่เคยมีโอกาสไปสัมภาษณ์ชาวมูเซอที่ดอยปู่หมื่น แต่คิดว่าชาวมูเซอที่ดอยนี้อยู่มานานมากแล้วนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 

 

ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระวิภาคภูวดล (เจมส์ แมคคาร์ธี) เจ้ากรมแผนที่คนแรกของสยาม ได้พบกับ ‘ชาวมูเซอ’ เมื่อขึ้นไปสำรวจทำแผนที่บนดอยผ้าห่มปก ซึ่งดอยปู่หมื่นนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของดอยผ้าห่มปก โดยบันทึกว่าได้พบกับชาวมูเซอกลุ่มใหญ่ ซึ่งอาศัยอยู่ที่ระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 5,000 ฟุต รูปร่างหน้าตาและการแต่งกายของชาวมูเซอในสมัยนั้น “ผู้หญิงไว้ผมยาว เกล้ามวยใช้ผ้าโพกศีรษะ ต่างหูเงินทำเป็นบ่วง เส้นผ่านศูนย์กลาง 3 หรือ 4 นิ้ว หนา 3/4 นิ้ว ที่คอสวมห่วงเงินและเครื่องประดับที่ทำจากหวาย ถือว่า เป็นเครื่องประดับที่ผู้หญิงทุกคนต้องสวมใส่ หากไม่มีผีร้ายจะลักพาตัวไปได้ ผู้หญิงสวมเสื้อคลุมและนุ่งซิ่นที่เย็บแถบผ้าประดับอย่างงดงาม หากมีฐานะก็ติดกระดุมเงินเม็ดใหญ่บนเสื้อ” (แมคคาร์ธี 2562: -125-126) จากคำบรรยายนี้น่าจะเป็นชาวมูเซอแดง เพราะสวมเสื้อคลุมและนุ่งซิ่นที่เย็บแถบผ้าอย่างงดงาม 

 

ชายชาวมูเซอ ถ่ายภาพที่เชียงราย เมื่อ พ.ศ. 2469 อยากให้สังเกตคนที่สองจากซ้าย ชายชราคนนี้ถูกถ่ายภาพหลายภาพมาก เข้าใจว่าคงจะเป็นผู้นำของชาวมูเซอ (ที่มาของภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 

อีริค ไซเดนฟาเดน อดีตประธานสยามสมาคม ได้ให้ข้อมูลว่า ชาวมูเซอ หรือ ลาหู่ “ลงมาจากหลังคาโลก” นานมาแล้ว “ด้วยแรงกดดันจากจีนและการรีดไถ่พืชผลทางการเกษตร” เชื่อกันว่าถิ่นกำเนิดเดิมของมูเซออยู่ด้านตะวันออกของที่ราบสูงทิเบตติดกับยูนนาน จากนั้นเมื่อราว 2 พันกว่าปีก่อนจึงได้เคลื่อนย้ายลงมายังมณฑลยูนนาน ทำให้ภาษามูเซอเป็นหนึ่งในภาษากลางของคนบนพื้นที่สูงแถบนั้น แต่แล้วในช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ 18 ชาวมูเซอได้ทำการปฏิวัติต่อชาวจีน แต่พ่ายแพ้ ทำให้บางส่วนอพยพหนีลงมาทางใต้ ประกอบกับแรงจูงใจด้านการปลูกฝิ่น จึงได้อพยพเข้าสู่ประเทศสยามในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งถือเป็นพื้นที่สงบกว่าที่อื่นๆ ในภูมิภาค (Hays 2014) ทำให้ชาวมูเซอ และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น ลีซู ต้องอพยพและเคลื่อนย้ายลงมาทางตอนเหนือของรัฐฉาน รัฐคะฉิ่น และบางส่วนเข้ามาทางเหนือของประเทศไทย คือที่เมืองฝางที่ดอยผ้าห่มปก (Seidenfaden 1958: 127-129) 

 

รับเสด็จรัชกาลที่ 7 ที่เชียงราย

นอกจากชาวมูเซอดำและมูเซอแดงจะเคยเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 9 แล้ว เมื่อ พ.ศ. 2469 พวกเขายังเคยเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 อีกด้วย ในครั้งนั้น พระองค์พร้อมคณะได้เสด็จฯ เลียบมณฑลฝ่ายเหนือ 

 

การเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลฝ่ายเหนือของรัชกาลที่ 7 นี้เอง ที่ทำให้จังหวัด โดยเฉพาะเชียงใหม่ และเชียงราย ได้กะเกณฑ์ให้ชาวเขากลุ่มต่างๆ มารับเสด็จ และจัดเป็นกระบวนแห่ ที่จังหวัดเชียงราย พระองค์ได้มีพระราชดำรัสตอบสำหรับเมืองเชียงราย ความว่า “…เราจะถือเอาโอกาสนี้ ขอแสดงความขอบใจจนถึงคนทั้งหลายซึ่งพากันต้อนรับเราโดยนิยมยินดี เห็นประจักษ์แก่ตาเราตลอดทางที่มาตั้งแต่เมืองนครลำปาง และขอบใจชาวเชียงรายทั้งพวกที่อยู่ในบ้านเมือง และจำพวกต่างๆ ซึ่งอุตส่าห์มาแต่ถิ่นฐาน อันอยู่บนภูเขาลำเนาป่าดง ด้วยประสงค์จะแสดงความภักดีต่อตัวเราในที่นี้” (กมล มโนชญากร 2474: 77-78)

 

ชาวมูเซอที่เชียงราย ถ่ายภาพเมื่อ พ.ศ. 2469 (ที่มาของภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 

กระบวนแห่รับเสด็จรัชกาลที่ 7 ของชาวมูเซอดำ มูเซอแดง ที่เชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2469 (ที่มาของภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 

ในครั้งนั้นได้มีการถ่ายภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันภาพบางส่วนเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มารับเสด็จในเวลานั้นคือ ชาวมูเซอแดง ผมได้แต่เดาๆ ว่าบรรพบุรุษของน้องริชชี่คงจะลงมารับเสด็จ และอยู่ในภาพพวกนี้ด้วยแหละครับ 

 

ศาสนาของชาวมูเซอ

หมู่บ้านดอยปู่หมื่นทุกวันนี้มีการนับถือศาสนาคริสต์ แต่เดิมทีเดียว ชาวมูเซอนั้นนับถือศาสนาผีกัน ในวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของพยุงศักดิ์ ไชยกอ (2544: 17) เข้าใจว่าเป็นเครือญาติของริชชี่ ได้กล่าวว่า เดิมทีชาวมูเซอดำส่วนใหญ่จะเชื่อในผีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ผีที่มีอำนาจมากที่สุดได้แก่ ผีฟ้า มีชื่อเรียกว่า ‘งือซา’ เปรียบได้กับพระเจ้า และเชื่อว่าผีฟ้านี้เป็นผู้สร้างสรรสรรพสิ่งที่ดีงามในโลก 

 

กลุ่มของมิชชันนารีอเมริกันก็นับว่าเป็นกลุ่มที่บันทึก และศึกษาเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมากเช่นกัน และมีบทบาทอย่างสูงต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวเขา หนึ่งในบุคคลที่สำคัญคือ ศาสนาจารย์เดเนียล แมคกิลวารี ซึ่งได้บันทึกเรื่องของชาวมูเซอ และคนกลุ่มต่างๆ ระหว่างการเดินทางไปเชียงราย เพื่อเตรียมเผยแผ่ศาสนาคริสต์ โดยเมื่อ ค.ศ. 1892 (พ.ศ. 2435) ท่านได้เล็งเห็นว่า มูเซอเป็นเผ่าที่มีความสำคัญต่อการเผยแผ่ศาสนาคริสต์เป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะ “…เนื่องจากพวกเขาไม่ผูกมัดกับประเพณีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ หรือผูกมัดกับองค์การศาสนาใดๆ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธหรือศาสนาพราหมณ์ ชาวเขาส่วนใหญ่จึงรับพระวจนะได้รวดเร็ว” (แมคกิลวารี 2544: 354-355) 

 

สาเหตุที่แมคกิลวารีเชื่อว่าจะเผยแผ่ศาสนาในหมู่ชาวมูเซอได้ง่ายนั้น เนื่องจากชาวตะวันตกในเวลานั้นมองว่า ผีไม่ใช่ศาสนา ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการง่ายที่จะเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในหมู่ชาวเขา อนึ่ง เท่าที่ผู้เขียนมีความรู้เกี่ยวกับชาวมูเซอนั้น ถึงแม้ว่าภายนอกจะดูว่าชาวมูเซอแดงนับถือผี แต่ความจริงแล้วในศาสนาของพวกเขามีส่วนผสมของศาสนาพุทธเข้าไปปะปนอยู่พอสมควร ดังเห็นได้จากชื่อพระเจ้าของมูเซอเรียกว่า ‘ฟู’ คล้ายกับที่จีนเรียกพระพุทธเจ้าว่า ‘โฝ’ (佛) และยังมีรายละเอียดของพิธีกรรมอื่นๆ อีก การผสมผสานของความเชื่อนี้ถือเป็นเรื่องปกติในกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ต่างจากคนในสังคมไทยที่นับถือพุทธปนผี ปนฮินดู 

 

ภาพปกหนังสือ 30 ชาติในเชียงราย

 

ชาวมูเซอแดงใน 30 ชาติในเชียงราย

บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ นักชาติพันธุ์วิทยาคนสำคัญของไทย ได้เขียนเรื่องของชาวมูเซอแดงไว้ในหนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาชื่อว่า 30 ชาติในเชียงราย ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2493 ตอนที่ผมหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา และพลิกไปที่บทของมูเซอแดงแล้วตกใจเล็กน้อยในประโยคเปิด บุญช่วยได้เขียนว่า “มูเซอแดงเป็นชนชาวเขาเผ่าหนึ่งซึ่งมีความเกียจคร้านเป็นนิสัยประจำชาติ” (2547: 459) 

 

ความเข้าใจดังกล่าวนี้นับว่าเป็นความเข้าใจผิด และเป็นมุมมองจากคนภายนอกที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมมาก เพราะชาวมูเซอในอดีตนั้นไม่ได้ทำงานเพื่อสะสมทุนแบบปัจจุบัน จึงไม่ต้องเร่งรีบใดๆ และต้องทำไร่เป็นพื้นที่กว้างเพื่อให้ได้เงินมา ที่สำคัญในสมัยนั้นการปลูกฝิ่น (ซึ่งในสมัยนั้นถูกกฎหมาย) ก็มีรายได้เพียงพอกับการครองชีพแล้ว ความเข้าใจผิดต่อกลุ่มชาติพันธุ์นั้นยังมีให้เห็นอีกมาก กระทั่งในปัจจุบัน 

 

ข้อมูลที่ผมเขียนมาบางส่วนนี้ยกมาจากหนังสือที่ผมกำลังเขียนอยู่ชื่อว่า พลเมืองสยาม (ขอแอบขายของหน่อยนะบรรณาธิการ) ซึ่งพยายามรวบรวมภาพถ่ายเก่า และเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในแง่ของประวัติศาสตร์ ทั้งนี้เพื่อหวังว่าจะช่วยทำให้สังคมไทยมีความเข้าใจกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น 

 

เราไม่ควรไล่ใครกลับไปไหนครับ ไม่ว่าจะไปอยู่บนดอย นอกประเทศ หรือดาวอังคาร การไล่คนไปอยู่ให้ไกลจากตัวเราย่อมสะท้อนถึงปัญหาความคิดในการแบ่งแยก และการขาดความอดทนอดกลั้น (Tolerance) ซึ่งนับเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่สำคัญต่อการอยู่ร่วมกับคนอื่น เช่นเดียวกันกับที่สังคมไทยต้องเรียนรู้เรื่องราว และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศ ซึ่งจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเคารพทางชาติพันธุ์ซึ่งกันและกัน 

 

ภาพเปิด: Richy Oranate D.caballes / Facebook 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

  • Seidenfaden, Eirk. 1930. “The Gospel of ST. Marc in Musso,” Journal of the Siam Society. Vol.16.1, pp. 84-87.
  • คารร์, เอ, นายแพทย์ และ ไซเดนฟาเดน, อี, พันตรี. ชาติพันธุ์วิทยาว่าด้วยชนชาติเผ่าต่างๆ ในประเทศไทย. ใน ประมวลพระบรมราชาธิบายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สยาม พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และ ชาติพันธุ์วิทยาว่าด้วยชนชาติเผ่าต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2515.
  • บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. 2547 [2493]. 30 ชาติในเชียงราย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศยาม.
  • ประชาชาติธุรกิจ. “รู้จัก ‘วิถีลาหู่ ยอดดอยปู่หมื่น’ บ้าน ‘ริชชี่ อรเณศ’,” Available at: www.prachachat.net/social-media-viral/news-419082
  • พยุงศักดิ์ ไชยกอ. 2544. ความต้องการในการพัฒนาอาชีพการเกษตรของชาวเขาเผ่ามูเซอดำ หมู่บ้านดอยปู่หมื่นใน ตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่. เชียงใหม่: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 
  • แมคกิลวารี, ดี. ดี., เดเนียล. 2544 [2454]. กึ่งศตวรรษในหมู่คนไทยและคนลาว อัตชีวประวัติของศาสนาจารย์เดเนียล แมคกิลวารี ดี. ดี., พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มติชน.

The post ชาติพันธุ์ของริชชี่ ‘มูเซอ’ ผู้ลงมาจากหลังคาโลก รุ่นแรกมาในสมัยรัชกาลที่ 5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ม้า อรนภา เข้าชี้แจงตามหมายเรียกกรณีรีวิวเมจิก สกิน ยอมรับไม่เคยลองใช้ ได้ค่าจ้าง 2 หมื่น https://thestandard.co/ornapha-krisadee-elucidate-magic-skin-case/ https://thestandard.co/ornapha-krisadee-elucidate-magic-skin-case/#respond Sat, 05 May 2018 09:16:14 +0000 https://thestandard.co/?p=88701

เมื่อช่วงสายที่ผ่านมาของวันนี้ (5 พ.ค.) นายพรชัย กฤษฎี […]

The post ม้า อรนภา เข้าชี้แจงตามหมายเรียกกรณีรีวิวเมจิก สกิน ยอมรับไม่เคยลองใช้ ได้ค่าจ้าง 2 หมื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อช่วงสายที่ผ่านมาของวันนี้ (5 พ.ค.) นายพรชัย กฤษฎี หรือ ม้า อรนภา 1 ใน 12 คนดังที่ถูกออกหมายเรียก กรณีรับรีวิวสินค้าให้กับผลิตภัณฑ์ในเครือบริษัท เมจิก สกิน เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนที่กองปราบปราม ปฏิเสธว่าไม่ได้หลบหนีตามที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์

 

สำหรับการเข้าให้ข้อมูลในวันนี้ พนักงานสอบสวนใช้เวลาสอบปากคำนานกว่า 2 ชั่วโมง หลังการให้ข้อมูล ม้า อรนภา ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ยอมรับว่ารับรีวิวผลิตภัณฑ์ของเมจิก สกินจริง แต่ทำเพียงครั้งเดียว โดยได้รับค่าจ้าง 20,000 บาท ซึ่งส่วนตัวคิดว่าบนกล่องมีเลข อย. และการที่สินค้าจะออกมาจำหน่ายได้ต้องมีคุณภาพ จึงรับรีวิว และยอมรับด้วยว่าไม่ได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ก่อน เพียงแต่รีวิวสินค้าตามที่ผู้ว่าจ้างส่งสคริปต์มาเท่านั้น

 

“ขอยอมรับ เป็นความผิดตัวเอง ที่เข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภค และโฆษณาเกินจริง ซึ่งตำรวจก็ขอความร่วมมือให้บรรดาดารา นักแสดง และเน็ตไอดอล ประชาสัมพันธ์แต่สิ่งที่ถูกต้อง ระมัดระวังการพูดเพราะมีคนเชื่อถือ ซึ่งเราก็เห็นด้วย แต่มองว่าบริษัทผู้ผลิตควรจะเป็นฝ่ายคิดให้มากขึ้นว่าควรจะทำผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้อง อย่าหลอกประชาชน และดารานักแสดงมีหน้าที่รับจ้างเท่านั้น”

 

ทั้งนี้พนักงานสอบสวนยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด เนื่องจากอยู่ในระหว่างการพิจารณาพยานหลักฐานว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่

 

Photo: สวพ.FM91

อ้างอิง:

The post ม้า อรนภา เข้าชี้แจงตามหมายเรียกกรณีรีวิวเมจิก สกิน ยอมรับไม่เคยลองใช้ ได้ค่าจ้าง 2 หมื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/ornapha-krisadee-elucidate-magic-skin-case/feed/ 0
ตำรวจออกหมายเรียก 9 ดารา โยงเมจิก สกิน ก้อย-ม้า-สายป่าน-เมย์ โดนด้วย https://thestandard.co/the-police-issued-a-summons-9-celebrity-magic-skin/ https://thestandard.co/the-police-issued-a-summons-9-celebrity-magic-skin/#respond Thu, 26 Apr 2018 05:56:43 +0000 https://thestandard.co/?p=86541

วันนี้ (26 เม.ย.) เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา พล.ต.อ. วิระชัย […]

The post ตำรวจออกหมายเรียก 9 ดารา โยงเมจิก สกิน ก้อย-ม้า-สายป่าน-เมย์ โดนด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (26 เม.ย.) เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา พล.ต.อ. วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. นำทีมตั้งโต๊ะแถลงกรณีทลายเครือข่ายเมจิก สกิน โดยล่าสุดได้ออกหมายเรียกดารา นักแสดง และเน็ตไอดอล รวม 9 คน เพื่อเข้าให้ปากคำ โดยมีหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอที่มีพฤติการณ์เป็นพรีเซนเตอร์มาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน

 

โดยรายชื่อคนดังทั้ง 9 ประกอบไปด้วย 1. ม้า-อรนภา กฤษฎี 2. สายป่าน-อภิญญา สกุลเจริญสุข 3. เมย์-พิชญ์นาฏ สาขากร 4. เจสซี่ วาร์ด 5. แพท-ณปภา ตันตระกูล 6. ออฟฟี่-อรพรรณ ด่านศิริพัฒนกุล 7. ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ 8. หญิงแย้-นนทพร ธีระวัฒนสุข และ 9. โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร โดยแต่ละคนจะเดินทางมาให้ปากคำที่กองปราบปรามตั้งแต่วันที่ 4-7 พฤษภาคมเป็นต้นไป

 

พล.ต.อ. วิระชัย เปิดเผยต่อไปว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาคนดังทั้ง 9 เพราะต้องสอบสวนเพิ่มเติมและรวบรวมพยานหลักฐานก่อน แต่เบื้องต้นพบว่าคนดังเหล่านี้อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ. เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 พ.ร.บ. อาหารและยา พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งอาจมีการตั้งข้อกล่าวหาแตกต่างกัน และบางรายอาจเข้าข่ายร่วมฉ้อโกงประชาชนด้วย

 

“เราจะวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนทั้งหมด และจะแจ้งข้อกล่าวหาถ้าหากมีความผิดจริง เพราะถ้าแจ้งไม่จริงจังก็จะไม่ก่อให้เกิดการระมัดระวัง วันนี้เป็นการจัดระเบียบเหล่าศิลปิน ดารา นักร้อง นักแสดง รวมถึงเน็ตไอดอล ต่อไปนี้จะทำอะไรก็ตามต้องมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะด้วย การจะทำอะไรต้องตรวจตราอย่างรอบคอบ ที่จะรับพูด รับเชิญชวนเกี่ยวกับธุรกิจทุกอย่าง ต้องมีจริยธรรมในอาชีพ และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน” พล.ต.อ. วิระชัย กล่าว

 

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวยังตั้งคำถามว่า คนดังแต่ละคนได้รับเงินในการเป็นพรีเซนเตอร์เท่าไร พล.ต.อ. วิระชัย เปิดเผยว่า แต่ละรายไม่เท่ากัน แต่โดยเฉลี่ยจะได้รับเงินไม่ต่ำกว่า 6 หลัก ส่วนข้ออ้างเรื่องไม่รู้มาก่อนว่าใช้ อย. ปลอม พล.ต.อ. วิระชัยตอบสั้นๆ ว่า “อ้างอะไรก็ได้ครับ แต่ท้ายที่สุดเรามีวิธีพิสูจน์” พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และฟันธงว่าจะมีการออกหมายเรียกคนดังเพิ่มเติมนับจากนี้ แต่ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐาน

The post ตำรวจออกหมายเรียก 9 ดารา โยงเมจิก สกิน ก้อย-ม้า-สายป่าน-เมย์ โดนด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/the-police-issued-a-summons-9-celebrity-magic-skin/feed/ 0
บุกโรงงานเมจิก สกินเพิ่ม พบเป็นที่อยู่อาศัย ไม่มีโรงงาน เตรียมออกหมายเรียก 7 ดาราเข้าข่ายเป็นพรีเซนเตอร์มาสอบสวน https://thestandard.co/magic-skin-factory-arrest/ https://thestandard.co/magic-skin-factory-arrest/#respond Wed, 25 Apr 2018 07:54:58 +0000 https://thestandard.co/?p=86356

สำหรับความคืบหน้ากรณีทลายเครือข่ายบริษัท เมจิก สกิน จำก […]

The post บุกโรงงานเมจิก สกินเพิ่ม พบเป็นที่อยู่อาศัย ไม่มีโรงงาน เตรียมออกหมายเรียก 7 ดาราเข้าข่ายเป็นพรีเซนเตอร์มาสอบสวน appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำหรับความคืบหน้ากรณีทลายเครือข่ายบริษัท เมจิก สกิน จำกัด ในวันนี้ (25 เม.ย.) ตำรวจได้นำกำลังบุกค้นโรงงานที่มีการจดแจ้งกับทาง อย. เพิ่มเติม เมื่อตรวจค้นพบว่าบ้านเลขที่ 55/134 หมู่ที่ 1 อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เป็นเพียงที่พักอาศัยเท่านั้น ไม่ได้เปิดเป็นโรงงานเพื่อผลิตตามที่ได้จดแจ้งไว้ รวมทั้งยังเป็นสถานที่ส่งเอกสารต่างๆ ทั้งคำเตือนจากทาง อย. รวมถึงหมายศาล ซึ่งตำรวจจะเรียกคนในบ้าน และเจ้าของบ้านมาทำการสอบสวนอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการชี้ชัดความผิด

 

ขณะที่เมื่อวานนี้มีการตรวจค้นโรงงานพีโอเอส คอสเมติกส์ (ไทยแลนด์) ที่รับผลิตเครื่องสำอางครบวงจรในเครือข่ายบริษัท เมจิก สกิน บริเวณอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร โดยโรงงานดังกล่าวเป็น 1 ใน 5 โรงงานที่จดทะเบียนในชื่อของ นายกสิทธิ์ วรชิงตัน หรือหญิงย้วย หนึ่งในผู้ต้องหาที่มีการจับกุมไปก่อนหน้านี้ ภายหลังการตรวจค้นพบว่าโรงงานดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตการจัดตั้งโรงงาน ขณะที่พื้นที่ตั้งที่ขออนุญาตจดประกอบกิจการเป็นที่รกร้าง มีการใช้อุปกรณ์การผลิตไม่ตรงกับภาพที่ใช้โฆษณา เข้าข่ายการหลอกลวงและฉ้อโกงประชาชน ซึ่งตำรวจได้นำของกลางที่พบในโรงงานทั้งหมดไปตรวจสอบว่ามีสารเคมีที่เป็นอันตรายหรือไม่แล้ว

 

ด้านความคืบหน้ากรณีดารา นักแสดง เน็ตไอดอลที่รับรีวิวสินค้าของเมจิก สกิน เบื้องต้นจะมีการออกหมายเรียก 7 คน โดยแต่ละคนมีพฤติการณ์เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในเครือบริษัท เมจิก สกิน จำกัด ประกอบไปด้วย 1. ลีเดีย-ศรัณย์รัชต์ ดีน 2. แพทตี้-อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์เมธา 3. มาร์ช-จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล 4. ไอซ์-อภิษฎา เครือคงคา 5. วุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์ 6. พุฒ-พุฒิชัย เกษตรสิน และ 7. ม้า-อรนภา กฤษฎี

 

โดยตำรวจจะทำการสอบสวนและพิจารณาใน 3 ข้อหาคือ พ.ร.บ. เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 มาตรา 41 การโฆษณาเครื่องสำอางต้องไม่ใช้ข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือใช้ข้อความที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมส่วนรวม มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท พ.ร.บ. อาหารและยา พ.ศ. 2522 มาตรา 40 ผู้ใดโฆษณาคุณประโยชน์สุขภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ เป็นการหลอกลวงให้หลงเชื่อโดยไม่สมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งมาตรา 41 โฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพหรือสรรพคุณ เพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

 

อ้างอิง:

The post บุกโรงงานเมจิก สกินเพิ่ม พบเป็นที่อยู่อาศัย ไม่มีโรงงาน เตรียมออกหมายเรียก 7 ดาราเข้าข่ายเป็นพรีเซนเตอร์มาสอบสวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/magic-skin-factory-arrest/feed/ 0
#ล่า2017 เมื่อละครดราม่า กลายเป็นของหวานที่อร่อยกว่าความพยาบาท https://thestandard.co/thehunt2017/ https://thestandard.co/thehunt2017/#respond Mon, 29 Jan 2018 08:27:43 +0000 https://thestandard.co/?p=65907

“จำไว้นะ…ความพยาบาทเป็นของหวาน”   ประโยคสั้นๆ จากล […]

The post #ล่า2017 เมื่อละครดราม่า กลายเป็นของหวานที่อร่อยกว่าความพยาบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

“จำไว้นะ…ความพยาบาทเป็นของหวาน”

 

ประโยคสั้นๆ จากละครเรื่อง ล่า เวอร์ชันปี 2537 ที่ ‘อุมะ’ ครูสอนแต่งหน้าชาวญี่ปุ่นย้ำกับ ‘มธุสร’ จนนำมาสู่การแก้แค้นทรชนทั้ง 7 ที่ทำลายชีวิตของเธอและลูกสาว และเป็นที่มาของเรื่องราวทั้งหมดในละครเรื่องนี้

 

เมื่อมาถึงเวอร์ชันปี 2560 ประโยคดังกล่าวก็กลับมาอีกครั้งในการโปรโมตที่ผ่านตาผ่านหูแบบถี่ๆ จนแทบจะเป็นแท็กไลน์ของละครเรื่องนี้ และทำให้คนดู โดยเฉพาะคนที่ยังจำเวอร์ชันที่แล้วคาดหวังว่า เมื่อถึงเวลาที่ประโยคนี้หลุดออกจากปากของตัวละคร มันจะต้องน่าขนลุก เพราะพลังความแค้นของมธุสรอย่างแน่นอน

 

แต่หลังจากที่ละครเดินทางมาถึงช่วงกลางๆ เรื่องอย่างตอนนี้ ล่า ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าความพยาบาทของตัวละครในเรื่องและความดราม่าที่ (ควรจะ) เข้มข้นกลับกลายเป็นของหวานสำหรับคนที่ติดตามละครเรื่องนี้ไปแทนเสียแล้ว

 

 

การปรากฏตัวของเซนเซย์ยูกิ และทีมงานโซเชียลอันขยันขันแข็งของเธอ

ช่วงแรกๆ ที่ละครเรื่อง ล่า ออกฉาย ความเป็นดราม่าคือส่วนผสมที่โดดเด่นมาก บางกระแสยกให้เป็นละครสะท้อนสังคม โดยเฉพาะฉากข่มขืน ที่ทำเอาคนดูจำนวนไม่น้อยจิตตกหดหู่ไปเป็นวันๆ ถึงขั้นที่มีคนมองว่าอาจเป็นฉากที่ทำให้เกิด Social Movement ในสังคมไทยได้เลยทีเดียว

 

แต่ในกระแสชื่นชมเชิงบวกนั้น ก็มีกระแสที่ไม่เห็นด้วยกับรายละเอียดในละคร ทั้งเรื่องการใส่แนวคิด ‘ข่มขืน = ประหาร’ เข้ามาแบบจงใจเกินไป หรือการที่มีนักกฎหมายบางกลุ่มออกมาวิพากษ์ว่าเป็นละครทำร้ายสังคม เพราะมีฉากการไต่สวนพยานในศาลที่ผิดไปจากความจริงจนเกรงว่าอาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนให้กับคนดูได้

 

อย่างไรก็ตาม ถ้าลองตามอ่าน #ล่า2017 ในทวิตเตอร์ช่วงนั้นดูก็จะเห็นว่า ต่อให้มีกัด มีแซะ มีแซวบ้าง แต่ความเห็นส่วนใหญ่นั้นยังมีพื้นฐานมาจากความดราม่าของเรื่อง

 

จนกระทั่งตอนที่เซนเซย์ยูกิปรากฏตัว ล่า ก็กลายเป็นละครดราม่าที่ไม่ได้ทำให้คนดูเครียดจนจิตตกอีกต่อไป และเริ่มสนุกกับ ‘ของหวาน’ ที่รสชาติคาดไม่ถึง

 

 

คนที่ไม่ได้ดูเวอร์ชันที่แล้วอาจมีคำถามว่า เซนเซย์ยูกิในเวอร์ชันนี้ที่รับบทโดย รัดเกล้า อามระดิษ กับครูอุมะในเวอร์ชันก่อนที่แสดงโดย อรนภา กฤษฎี ต่างกันอย่างไร อธิบายสั้นสุดก็คือ เซนเซย์ยูกิเป็นร่าง evolution ของครูอุมะนั่นเอง

 

จากเดิมที่ครูอุมะเน้นสอนแต่งหน้า ช่วยสืบหาข้อมูลคนร้าย และสอนวิชาใช้อาวุธให้กับมธุสรผู้ไม่เคยจับอาวุธใดๆ เซนเซย์ยูกิพัฒนาไปถึงขั้นเทรนวิชาการฆ่าให้มธุสรอย่างเต็มขั้น เรียกว่าจัด bootcamp ให้โดยเฉพาะ เป็นนักฆ่ามืออาชีพ ที่เข้ามามีบทบาทเพื่อให้มธุสรมีความพร้อมในการล้างแค้นทั้งทางกายและจิตใจ

 

การดัดแปลงรายละเอียดในนิยายที่เขียนขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนและดัดแปลงจากละครเวอร์ชันเก่าให้เข้ากับยุคสมัยเป็นโจทย์สำคัญของทีมเขียนบทและผู้กำกับ เพื่อให้ละครไม่หลงยุค และคาแรกเตอร์เซนเซย์ยูกิคือตัวอย่างที่เห็นชัดของการดัดแปลงรายละเอียดเหล่านี้

 

 

เริ่มตั้งแต่การติดต่อมธุสรทางเฟซบุ๊กส่วนตัวของเธอก่อน เมื่อมธุสรบล็อก ก็หันไปติดต่อทางไลน์แทน พร้อมส่งข้อมูลและคลิปวิดีโอผลงานการวางแผนฆ่าที่ผ่านมาให้ทางไลน์เสร็จสรรพ ซึ่งให้อารมณ์ใกล้เคียงกับการสร้างความเชื่อถือเพื่อหาดาวน์ไลน์ในยุคนี้ ก่อนจะต่อด้วยการบอกให้แอดไลน์กรุ๊ป เพื่อใช้เป็นช่องทางหลักในการติดต่อ

 

การพูดคุยกันทางไลน์ของมธุสรกับเซนเซย์ยังมีให้เห็นตามมาอีกหลายฉาก จนถ้าจะมีฉากเซนเซย์ส่งรูปดอกไม้สีเหลือง ‘สวัสดีวันจันทร์’ มาให้มธุสรเป็นการทักทายเพื่อเริ่มต้นสัปดาห์ก่อนจะออกไปฆ่าใคร หรือมีสติกเกอร์ของตัวเอง คนดูก็จะคงจะไม่แปลกใจแม้แต่น้อย

 

การดัดแปลงบทให้เข้ากับยุคสมัยครั้งนี้ยังขยายมาถึงการวางกลยุทธ์ให้มธุสรใช้เฟซบุ๊กสร้างหลักฐานให้ตัวเอง จะไปไหน นอนไหน ก็ต้องเซลฟี เช็กอินเก๋ๆ รวมไปถึงการมีทีมโซเชียลของเซนเซย์ด้วย ซึ่งทีมนี้เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและเป็นแอดมินของเพจ Rootbeer4diva เพจโชว์เซ็กซี่ที่เป็นหน้าร้านของมธุสรในคราบ ‘รูทเบียร์’

 

 

ผลงานชิ้นโบว์แดงของทีมโซเชียลมีเดียคือการปั่นยอดไลก์ให้พุ่งกระฉูดในเวลาสั้นๆ จนไปเข้าตาทรชนสาย SM อย่าง ‘แมน’ ที่ติดใจลีลาของรูทเบียร์จนอินบ็อกซ์ไปหา และตามมาด้วยการแลกไลน์ (อีกแล้ว) ไว้ติดต่อกัน

 

ทีมโซเชียลทีมเดียวกันนี้น่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคอร์สสัมมนาบุคลิกภาพเพื่อการขาย อีกอาชีพที่ดูน่าจะทำรายได้ให้เธอไม่น้อยและเดาว่าเป็นรายได้ที่เซนเซย์นำมาใช้ในการสร้างคอมมูนิตี้นักฆ่า ที่นอกจากจะสอนฮาวทูพื้นฐานของการเป็นฆาตกรและการวางแผนฆ่าแล้ว ในแพ็กเกจของมธุสรยังรวมบริการจัดหาที่พักและตกแต่งห้องพักในสไตล์มินิมัล พร้อมรูปถ่ายในสตูดิโอของทรชนทั้ง 7 เพื่อตอกย้ำเป้าหมายในการฆ่าล้างแค้น

 

 

#ล่า2017 เป็นละครดราม่า

ล่า เป็นละครดราม่า แต่ไม่ใช่ว่าละครดราม่าทุกเรื่องจะมีดราม่านอกจอเหมือนอย่างเรื่องนี้ เพราะหลังจากฉากในศาลตอนต้นเรื่องที่ทำให้เกิดการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันในโลกโซเชียล ระหว่างฝ่ายที่บอกว่ารายละเอียดไม่สมจริง กับฝั่งที่ดูแล้วรู้สึกว่าช่างบีบเค้นหัวใจ ก็ยังมีดราม่าอื่นๆ ตามออกมานอกจออีกเป็นระยะ

 

ดราม่าล่าสุดก็คือเรื่องของโลโก้พรรคธรรมนำไทย พรรคการเมืองสมมติในเรื่อง ซึ่งชาวเน็ตลงความเห็นว่าละม้ายโลโก้พรรคเพื่อไทยไปทุกจุด ทั้งฟอนต์และสีที่ใช้ ไปจนถึงตัวย่อชื่อพรรค ซึ่งแทนที่จะใช้ว่า ธนท ตามชื่อธรรมนำไทย ก็กลายเป็น พนท แทน แล้วยิ่งมีไดอะล็อกที่พูดถึงดูไบ ก็ยิ่งชวนให้ตีความว่าละครตั้งใจจะแซะการเมืองด้วยโลโก้นี้

 

ความใกล้เคียงนี้ส่งผลให้ อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาทวงถามเรื่องนี้กับผู้ผลิตละคร จนทำให้ทีมงานต้องออกมากล่าวขอโทษและชี้แจงว่าเป็นความบังเอิญเหมือน ทั้งยังจบลงที่การตัดฉากที่เห็นโลโก้ออกไป เพื่อตัดปัญหา และยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ไม่ได้อธิบายถึงจุดที่ว่าทำไมในหน้าแสดงผลการค้นหาในกูเกิลที่เกี่ยวกับพรรคธรรมนำไทย ถึงได้มีลิงก์ที่ให้ข้อมูลของพรรคเพื่อไทยติดมาเป็นลิงก์แรกด้วย

 

 

อีกดราม่าหนึ่งที่เรียกว่าเป็นดราม่าเบาๆ แต่ก็มีการถกเถียงกันใน #ล่า2017 ก็คือ เรื่องหน้าตาของทรชนทั้ง 7 ในเวอร์ชันนี้ที่ส่วนใหญ่ดูจะหล่อเกินบทกันไปมาก และบางคนก็แต่งตัวมีสไตล์ทุกซีน อย่างเช่น ‘จั๊วะ’ ที่คีปลุคได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะมาในชุดเสื้อฮาวายสไตล์ EXO ในเพลง Ko Ko Bop เกือบทุกฉาก ความหล่อเท่ของเดอะแก๊งนี้ทำให้ชาวเน็ตบางคนทวีตว่าสงสารตัวละครที่โดนฆ่าไปแล้ว ยังไม่อยากให้ตาย เพราะ ‘หวีด’ ตัวละครอย่าง ‘บิ๊ก’ หรือ ‘เต๋า’ แต่กลับไม่มีกระแสสงสารตัวละครอย่าง ‘แมน’ ทั้งที่แมนก็โดนฆ่าอย่างเหี้ยมโหดเช่นกัน จนมีคนแซะว่าเป็นเพราะแมนหน้าตาอย่างกับ ‘ข้อศอกหมา’ เหมือนอย่างที่ ‘แป๊ว’ หัวหน้าแก๊งทรชนพูดไว้ คนดูก็เลยไม่เอาใจช่วย

 

แน่นอนว่างานนี้มีฝั่งแก้ต่างออกมาอธิบายว่า ไม่ได้เชียร์เพราะหน้าตา และไม่ได้โปรคนชั่วที่ดูดี แต่เพราะแบ็กกราวด์ของคาแรกเตอร์ปูมาให้น่าสงสารกว่า ไม่เกี่ยวกับหน้าตาของคนแสดงจริงๆ นะ

 

 

มีมก็เป็นของหวาน

ความไวรัลน่าจะเป็นดัชนีอย่างหนึ่งที่บอกว่าละครยุคนี้เรื่องไหนที่ประสบความสำเร็จในแง่การเป็นที่รู้จัก และ ‘มีม’ ที่มาจากละครเรื่องนั้นๆ ก็คงถือเป็นดัชนีที่วัดความเป็นไวรัลอีกที ซึ่งถ้าใช้เกณฑ์นี้ก็ต้องเรียกว่า ล่า เป็นละครที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้อย่างมาก เพราะทุกสัปดาห์จะมีมีมใหม่ๆ ออกมาให้ชาวเน็ตเซฟกันรัวๆ ชนิดที่ต้องยอมใจบรรดานักแคปในตำนานเลยทีเดียว

 

มีมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดตอนนี้ยกให้มีมที่มาจากมธุสรในร่าง ‘ริต้า’ โสเภณีผิวสีที่ข้อมูลในพาสปอร์ตปลอมของเธอระบุว่าอายุ 34 ปี และมาจากยูกันดา เพราะโผล่มาเพียงแค่ไม่กี่ตอน ก็มีมีมชนะร่างอื่นๆ ของมธุสรขาดลอยแล้ว

 

ริต้าใช้ความดีดเป็นตัวทำให้ต่างจากบุคลิกของมธุสร นอกเหนือไปจากวิกผมทรงแอโฟรขนาดย่อม การทาผิวสีเข้ม และเสื้อผ้าฉูดฉาดชะเวิกชะวาก ซึ่งริต้าก็ดีดได้สมบท เพราะแค่เดินเฉยๆ ก็ยังเริงร่าเหมือนอยู่ในเอ็มวีเพลง Music Lover ของมาช่าได้อย่างเนียนๆ และยังมีมีมริต้าที่เหมาะจะเอาไปใช้ในสถานการณ์อื่นๆ ในชีวิตอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นการโต้ตอบเมื่อโดนถามว่า เมื่อไรจะมีแฟน เมื่อไรจะลดความอ้วน หรือเวลาโดนด่าเรื่องใดๆ แล้วอยากจะทำหน้าแบบโนสนโนแคร์ใส่คนด่า

 

 

รองลงมาจากมีมริต้า ก็คือมีมเซนเซย์ยูกิ ที่แม้ว่าช่วงนี้จะมีซีนไม่บ่อย แต่เพราะเป็นคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นตั้งแต่เสื้อผ้าหน้าผมไปจนถึงไดอะล็อกที่พูด ก็ทำให้ขโมยซีนได้เสมอ ทั้งที่เป็นตัวแทนของความดาร์กไซด์อย่างสุดกู่ เพราะอยากเห็นคนที่ถูกกระทำใช้การฆ่าเพื่อแก้แค้นตาม motto ประจำตัวที่บอกว่า ‘ความพยาบาทเป็นของหวาน’ และเห็นว่าความลังเลคือหลักฐานของความอ่อนแอ แต่มีมของเซนเซย์ทุกอันห่างจากความเป็นดาร์กไซด์อย่างพร้อมเพรียง ทั้งยังมีการนำเซนเซย์ยูกิไปเปรียบเทียบกับคนดังอีกหลายคน ซึ่งพอเห็นรูปของแต่ละคนที่เอามาเทียบกันแล้วก็ต้องบอกว่าเหมือนเวอร์! จนถ้าบอกว่าทีมงานได้อินสไปเรชันจากคนเหล่านั้น คนดูก็คงเชื่อสนิทใจ

 

 

ว่ากันตามตรง ล่า ในเวอร์ชันที่ออกอากาศอยู่นี้อาจเลยจุดที่จะนำมาเปรียบเทียบกับเวอร์ชันก่อนหน้าไปแล้ว เพราะต้องยอมรับว่าการตีความที่แตกต่างกันทำให้ละครที่สร้างจากนิยายเรื่องเดียวกันดูเป็นคนละเรื่องคนละแนวกันได้

 

ส่วนความพยายามที่จะสะท้อนสังคมนั้น แม้จะยังมีอยู่แต่ก็อาจไม่ชัดตามความตั้งใจ ด้วยรสชาติของละครเองที่ทำให้ความพยาบาทเป็นของหวานในรูปแบบที่ต่างออกไปจากความคาดหวังของคนดู จนคนเลือกโฟกัสที่เรื่องอื่นมากกว่าแกนหลัก แต่หากคิดว่าหน้าที่ของของหวานคือการทำให้คนกินอารมณ์ดีขึ้นและลดความเครียดลงได้ #ล่า2017 ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากความพยาบาทของมธุสรก็คงถือเป็นของหวานที่ทำให้คนจำนวนมากอร่อยไปกับมัน

 

และถ้ามองว่าหน้าที่ของละครก็คือสร้างความบันเทิงให้คนดู การส่องทวิตเตอร์ตามแฮชแท็กนี้คู่ไปกับการติดตามละครก็ถือเป็นความบันเทิงแบบชุดใหญ่ไฟกะพริบที่มาเป็นแพ็กคู่ทุกคืนวันจันทร์และอังคาร

The post #ล่า2017 เมื่อละครดราม่า กลายเป็นของหวานที่อร่อยกว่าความพยาบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thehunt2017/feed/ 0