กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ […]
The post ไขข้อสงสัย ทำไมคนรุ่นใหม่อ้างอิงตัวเองกับ 2475 ไม่ใช่ ‘14 ตุลา 16 – 6 ตุลา 19’ อย่างคนรุ่นก่อน appeared first on THE STANDARD.
]]>
กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอสรุปบทเรียนและการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชน ‘การฟื้นฟูคณะราษฎรใหม่: การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยุคดิจิตอล’ ในงาน ‘PBIC RESEARCH SYMPOSIUM: 90 ปี ประชาธิปไตยไทย 88 ปีธรรมศาสตร์’ ณ ห้องพูนศุข มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม
กนกรัตน์กล่าวถึงการอ้างอิงตัวเองกับประวัติศาสตร์ในขบวนการเคลื่อนไหวว่า ไม่ว่าขบวนการไหนในโลกก็จะอ้างอิงตัวเองกับชุดประวัติศาสตร์ของความสำเร็จ ความชอบธรรมก่อนหน้านี้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง และลดทอนความชอบธรรมของขั้วการเมืองฝั่งตรงกันข้าม การอ้างอิงแบบนี้ใน Social Movement เป็นเรื่องปกติมาก
ประเด็นที่ว่า ทำไมการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในปี 2563 จึงแตกต่างจากการเคลื่อนไหวของ ‘เสื้อเหลือง-เสื้อแดง’ ซึ่ง ‘เสื้อเหลือง-เสื้อแดง’ เลือกอ้างอิงตัวเองกับประวัติศาสตร์ ‘เดือนตุลา’ คือ 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519
คนเสื้อเหลืองอ้างอิงตัวเองกับ 14 ตุลา ในฐานะขบวนการต่อสู้เพื่อล้มล้างอำนาจที่เขามองว่าเป็น ‘เผด็จการรัฐสภา’ ของ ทักษิณ ชินวัตร เหมือนนิสิตนักศึกษาช่วง 14 ตุลา
ในขณะที่คนรุ่น 6 ตุลา 2519 มองว่าตัวเองเป็นเหยื่อความรุนแรงของรัฐที่ใช้ความรุนแรงแบบที่เกิดขึ้นในช่วง 6 ตุลา จะเป็นการอ้างอิงไปคนละแบบ
ในขณะที่คนรุ่นใหม่ปฏิเสธประวัติศาสตร์ 14 ตุลา ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือมีความชัดเจนในงานวิชาการจำนวนมากที่อ้างอิง 14 ตุลา กับราชาชาตินิยม จึงเกิดคำถามว่า ชนะอะไร ล้มรัฐบาล จอมพล ถนอม กิตติขจร, จอมพล ประภาส จารุเสถียร ได้แล้วภายใน 3 ปี จอมพล ถนอม กับ จอมพล ประพาส กลับมาแล้วเป็นระบอบที่เข้มแข็งกว่าเดิม เป็นการชนะยังไง
และมีความชัดเจนในขบวนการเสื้อเหลืองพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กปปส. ใช้ 14 ตุลา ทำให้ขบวนการคนรุ่นใหม่ ไม่ใช้ 14 ตุลา ในกลไกการอ้างอิงความชอบธรรม
ส่วนทำไมคนรุ่นใหม่ไม่อ้างอิงตัวเองกับ 6 ตุลา สำหรับเขา 6 ตุลา คือประวัติศาสตร์แห่งความพ่ายแพ้ จากการได้สัมภาษณ์คนรุ่นใหม่ว่าทำไมไม่อ้างอิง 6 ตุลา เขาบอกว่า 6 ตุลา ก็แพ้ไม่ใช่เหรอ นักศึกษาถูกปราบเข้าป่า ทำไมเราต้องอ้างอิงตัวเองกับประวัติศาสตร์ที่ดูไม่มีความหวังแบบนั้น
คนรุ่นใหม่มอง 6 ตุลา แตกต่างจากคนรุ่นก่อนหน้านี้ที่มองว่า 6 ตุลา เป็นขบวนการนักศึกษาผู้บริสุทธิ์ถูกกระทำโดยรัฐ
แต่คนรุ่นนี้มองว่า สำหรับเขา 6 ตุลา คือ ‘ฝ่ายซ้าย’ เพราะงานประวัติศาสตร์สมัยใหม่ คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองแบบที่ ‘คนเดือนตุลา’ อยากให้เขามอง ประวัติศาสตร์ทางความคิดทางการเมืองสมัยใหม่เติบโตมากขึ้น คนรุ่นใหม่เข้าใจ 6 ตุลา ไปหลากหลายแบบมากๆ แล้ว
ในแง่นี้เขาไม่ได้อยากอ้างอิงตัวเองกับขบวนการฝ่ายซ้ายแบบเดิม หลายคนโดยเฉพาะแกนนำ เข้าใจและเห็นปัญหาของขบวนการฝ่ายซ้ายแบบเดิมด้วย
กนกรัตน์กล่าวว่า เหตุที่คนรุ่นใหม่เลือก 2475 เพราะ 2475 เป็นประวัติศาสตร์ที่เป็นประวัติศาสตร์แห่งชัยชนะ จะชนะแบบไหนก็ตาม ก็เป็นชัยชนะ และเป็นประวัติศาสตร์ชุดเดียวที่เป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชนและอำนาจที่อยู่สูงที่สุดในโครงสร้างทางการเมือง
ตอนไปสำรวจพบว่า นักเรียนมัธยมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยมองแตกต่างกันในแง่เซนส์ของความกังวล การพุ่งเป้าเข็มชี้ทางการเมือง โดยนักศึกษาในมหาวิทยาลัยจะให้ความสำคัญกับปัญหารัฐบาล ปัญหาคอร์รัปชัน และอธิบายทั้งหมดนั้นผ่านระบอบรัฐประหาร ทางออกคือแก้ไขรัฐธรรมนูญ เลือกตั้งใหม่
แต่สำหรับนักเรียนมัธยม มีความกังวลประเด็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์มาก ซึ่งส่วนตัวฟังแล้วตกใจมาก เด็กมัธยมมีความคิดเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์แตกต่างจากเด็กมหาลัยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักกับสถาบันพระมหากษัตริย์
ในระยะต่อมาประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ก็กลายเป็นประเด็นสำคัญในการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ หลังกระบวนการสร้างคณะราษฎรรุ่นใหม่ ทำให้ขบวนการนักศึกษาทั้งขบวนการกลายเป็นคณะราษฎรรุ่นใหม่จริงๆ ไม่ว่าเขาจะเชื่อว่าจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ก็ตาม ประเด็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์กษัตริย์ถูกฝังลงไป จึงเห็นภาพขบวนการทั้งขบวนเชื่อมกับประวัติศาสตร์ 2475 ซึ่งยังไม่จบ
ประวัติศาสตร์ 2475 สำหรับคนรุ่นใหม่ เป็นทั้งเครื่องมือ เป็นทั้งกรอบคิด เป็นประวัติศาสตร์ที่อ้างอิงในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ประวัติศาสตร์ 2475 คือวีรบุรุษทางการเมืองที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
ขณะที่ 2475 เป็นการล้มระบอบทั้งระบอบ และเป็นการล้มโดยคนอายุน้อยมาก เป็นคนอายุยังไม่เกิน 30 ปี หรือ 30 ปีต้นๆ หลายคนอายุ 20 ปีกลางๆ นอกจากนั้นเป็นมิชชันทางการเมืองที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ไม่ใช่แพ้ และจากนี้สำหรับคนรุ่นใหม่คือมิชชันต่อไปที่จะต่อสู้ทางการเมืองโดยมีขั้วการต่อสู้ทางการเมืองจากประชาชนกับอำนาจที่อยู่สูงที่สุดในโครงสร้างทางการเมือง
ประวัติศาสตร์ 2475 เป็นเรื่องคนรุ่นใหม่ อายุน้อย มีการศึกษา มันคือพวกเขา คือสิ่งที่แกนนำเป็น
กนกรัตน์กล่าวว่า ณ ปัจจุบัน 2 ปี คณะราษฎร 2563 สิ่งที่เราเห็นคือคณะราษฎรสมัยใหม่ กลายเป็นส่วนหนึ่งของคณะราษฎร และไม่ใช่ในนาม 2475 ตอนนี้อยู่ในวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ มองปัญหาทั้งหมดเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งไม่ใช่โครงสร้างที่มองแบบคนรุ่นก่อนมอง โดยคนรุ่นก่อนจะประเมินสถานการณ์การเมือง แก้ปัญหาที่กระทรวง แก้ที่ระบบเลือกตั้ง
ขณะที่ตอนนี้คนรุ่นใหม่มองโครงสร้างที่โครงสร้างจริงๆ ไปแล้ว หลังจากทะลุเพดาน ไม่ใช่ทะลุอย่างเดียว แต่เป็นการยกระดับความเข้าใจเรื่องการเมือง เรื่องโครงสร้าง ขึ้นไปถึงระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งมันจะทำให้เกิดวิธีคิดใหม่ต่อทางออกในการแก้ปัญหาทางการเมือง
สิ่งที่เขาเสนอเรื่องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ อาจดูเป็นการคุกคาม แต่ในอีกแง่หนึ่งสำหรับเขา เขาต้องการแก้ปัญหา แล้วถ้าปัญหามันมีโครงสร้างอยู่เหนือระบบราชการและกองทัพธรรมดา อาจจะไม่ได้หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์เอง แต่โครงสร้างของตัวสถาบันทั้งองคาพยพเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันการเมืองทั้งหมดอย่างปฏิเสธไม่ได้
กนกรัตน์กล่าวถึงกระแสการชุมนุมที่ลดลง ว่าก่อนหน้านี้มีคำถามเยอะมากว่า ทำไมม็อบหายไป ทำไมจึงรู้สึกว่าม็อบฝ่อ ม็อบแผ่ว ในเรื่องนี้การเติบโตขึ้นของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในเชิงทฤษฎี โลกทั้งโลกมีปัญหาความยากจน โลกทั้งโลกมีปัญหาช่องว่างระหว่างรายได้ โลกทั้งโลกมีระบอบเผด็จการ โลกทั้งโลกมีสงครามตลอดเวลา แต่ทำไมคนทุกคนที่เจอปัญหาไม่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว
เนื่องจากความทุกข์ยากไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้คนลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว แต่ทางออกจากความทุกข์ยากนี้ คือกลไกสำคัญที่สุดที่ทำให้คนเลือกที่จะลุกขึ้นมาชุมนุม
การลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวผ่านกรอบคิด 2475 ในช่วงปี 2563 การใช้ 2475 จุดติด เพราะทำให้เห็นว่า
แต่ปัญหาคือ 2 ปีผ่านไป ทั้ง 3 อย่างนี้ไม่ได้ผล
สังคมไทยจำนวนมากมีความตื่นตัว แต่การที่จะทำให้ความตื่นตัวกลายเป็นการเข้าร่วม มีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ใช่ม็อบอย่างเดียว บทบาทของแกนนำ ผู้ประกอบการการเคลื่อนไหว การนำเสนอทางออกทั้งนามธรรมและในทางปฏิบัติ เป็นสิ่งที่คนต้องการ พวกเขาไม่ได้มีเวลามาคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถชนะได้ ทุกคนต้องการไกด์ไลน์ ทุกคนอยากรู้ว่าในเชิงปฏิบัติต้องทำอย่างไร จึงจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งจากการประเมิน คนมาร่วมม็อบเขาคิดแล้ว เชื่อกรอบคิด 2475 พลังประชาชน การเลือกตั้ง ทั้งหมดนั้นเปลี่ยนแปลงได้ และบางอย่างเคยประสบความสำเร็จ เช่น เคยไปเลือกตั้งแล้วได้พรรคอนาคตใหม่ ก็อาจจะทำให้เชาเชื่อและเป็นกลไกที่ทำให้เห็นว่า 1 เสียงสามารถเปลี่ยนได้
หลังชุมนุมไป 2 ปีกว่า ตั้งแต่วันแรกจนม็อบทะลุแก๊สจบ เราไม่เคยเห็นรูปแบบที่ซ้ำกัน เขาคิดจนไม่รู้จะคิดยังไง ปัญหาคือ เมื่อไม่เวิร์กคนก็ไม่มาร่วมกับวิธีการที่ไม่ประสบความสำเร็จ
ประการต่อมาคือ ความหวังกับการเลือกตั้ง แน่นอนทุกคนเกียร์ว่างเพื่อรอเลือกตั้ง แต่ในรายละเอียดไม่ใช่เพียงแค่เท่านั้น เพราะเขาเคยมีความหวังและประสบความสำเร็จจากการเลือกตั้งจนได้พรรคอนาคตใหม่ รวมถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ได้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คนรู้สึกว่าการเลือกตั้งเป็นวิธีที่ต้นทุนต่ำ ประสิทธิภาพสูง สร้างความแตกต่างได้ ไปเลือกตั้งง่ายกว่า หรือไปดนตรีในสวนเพื่อแสดงพลังแบบนี้ง่ายกว่า และเป็นการแสดงออกทางการเมืองที่ถูกมาก โดยเฉพาะสำหรับชนชั้นกลางที่ไม่ได้เดือดร้อนมากนัก ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ในแง่นี้ การมีความหวังกับการเลือกตั้งจึงเป็นกลไกที่สำคัญที่ทำให้คนไม่ออกไปชุมนุม
กนกรัตน์กล่าวว่า ชีวิตหลังการชุมนุม ในทุกประเทศทั่วโลกการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นตอนชุมนุม การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดขึ้นหลังการชุมนุมนับ 10 ปี เมื่อคนที่เป็นแกนนำและเป็น Active Citizen เข้าไปอยู่ในทุกที่ของสังคม ตัวอย่าง คนเดือนตุลา เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมาก เพราะฝ่ายซ้ายที่พ่ายแพ้ เมื่อเขาเข้าไปยึดกุมพื้นที่ต่างๆ ทางการเมือง ทางสังคม เขากลายเป็นพลังไม่ว่าจะดีหรือร้าย ดังนั้น ในระยะยาวเราจะเห็นบทบาทคนรุ่นใหม่รุ่นนี้ทั้งที่เป็นแกนนำและไม่ใช่แกนนำ
เราเห็นการตื่นตัวขึ้นของกลุ่มใหม่ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในนามการเมือง แต่เป็นกิจกรรมใหม่ๆ กลไกใหม่ๆ ที่มาพร้อมสำนึกใหม่ๆ มากมาย ซึ่งเรายังมองไม่เห็นว่าเป็นกลไกทางการเมือง
อนาคต 2475 ในขบวนการเคลื่อนไหวคนรุ่นใหม่จะเป็นอย่างไร การอ้างอิงใช้ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องปกติมาก ใช้กันอย่างแพร่หลายในการเคลื่อนไหว เป็นการสร้างกรอบความคิด และได้กลายเป็นกรอบที่อาจจะหมดอายุแล้วในระยะสั้นของการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่
การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในระลอกต่อไป การยกระดับไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นโครงสร้างที่อยู่เหนือพรรคการเมือง อยู่เหนือกองทัพ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ทางออกจะไปไกลกว่า 2475 ส่วนตัวเชื่อมั่นในคนรุ่นนี้ ผ่านมา 3 ปี พิสูจน์ว่าคนรุ่นนี้มองโลกอีกแบบหนึ่ง เห็นปัญหาอีกแบบหนึ่ง การพูดถึงสถาบันทางการเมืองที่เป็นเผด็จการในประเทศนี้และในหลายๆ ประเทศ วิธีคิดไม่ใช่เรื่องการล้มหรือไม่ล้มอีกแล้ว
ข้อเสนอของคณะราษฎรในปัจจุบันมีความพยายามประนีประนอมมาก เมื่อเทียบกับความดื้อดึงของคนรุ่นใหม่ ถ้าฝ่ายอนุรักษ์นิยมไม่ตระหนักถึงความประนีประนอมนี้ของคนรุ่นใหม่ ปัญหาก็คือ เขาจะไปไกลกว่านี้แค่ไหน
ที่บอกว่า 2475 หมดอายุในขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ คือการประนีประนอมหมดอายุ ส่วนทางออกไปถึงไหนไม่มีใครรู้
The post ไขข้อสงสัย ทำไมคนรุ่นใหม่อ้างอิงตัวเองกับ 2475 ไม่ใช่ ‘14 ตุลา 16 – 6 ตุลา 19’ อย่างคนรุ่นก่อน appeared first on THE STANDARD.
]]>
90 ปีที่เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยได้ถูกเพาะลงในประเทศไทย โ […]
The post คุยกับ อานนท์ ชวาลาวัณย์ ผู้ก่อตั้ง ‘พิพิธภัณฑ์สามัญชน’ เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากมุมมองของประชาชน appeared first on THE STANDARD.
]]>
90 ปีที่เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยได้ถูกเพาะลงในประเทศไทย โดยคำประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 เรื่องราวในอดีตถูกเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่น จากปากต่อปาก จากหนังสือเรียน แต่หน้าประวัติศาสตร์ 2475 กลับเลือนรางไปกาลเวลา
THE STANDARD พูดคุย อานนท์ ชวาลาวัณย์ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สามัญชน ถึงเหตุการณ์อภิวัฒน์สยามเมื่อปี 2475 ประวัติศาสตร์การเมือง และบาดแผลที่บางคนไม่อยากเล่า แต่เราเจ็บ จนไม่อาจลืม
อานนท์เล่าจากประสบการณ์ส่วนตัวในรั้วการศึกษาไทยว่า เนื้อหาในวิชาประวัติศาสตร์มักจะเห็นความพยายามของรัฐในการเขียนให้คณะราษฎรและ 2475 เป็นตัวร้ายด้วยวาทกรรม ‘ชิงสุกก่อนห่าม’ หากไม่หาอ่านด้วยตัวเองก็จะไม่ทราบอะไรมากนัก จนกระทั่งตนศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย วิชาเอกประวัติศาสตร์ ก็พบว่าเนื้อหาของ 2475 นั้นถูกจัดให้เป็นวิชาเสรีที่ต้องเลือกเรียนเอง ในขณะที่หลักสูตรบังคับให้เขาต้องเรียนเรื่องราวเมื่อร้อยเมื่อพันปีก่อน ซึ่งเป็นเรื่องไกลตัวกว่า
แม้ทางกรมศิลปากรเคยออกมาชี้แจงแล้วว่า หมุดคณะราษฎรที่หายไปไม่ได้อยู่ในหน้าที่การดูแลของตน เพราะหมุดดังกล่าวไม่ใช่โบราณวัตถุ แต่อานนท์คัดค้านว่า แม้จะไม่ใช่โบราณวัตถุ แต่หมุดมีนัยสำคัญต่อประวัติศาสตร์ กรมศิลปากรมีหน้าที่ทวงถามและติดตามของที่หายไป ไม่ใช่ผลักความรับผิดชอบให้พ้นตัว
“หมุดคณะราษฎรที่หายไป อย่างน้อยคุณ (กรมศิลปากร) ต้องเป็นคนทวงถามกับรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีอนุสาวรีย์ปราบกบฏ อันนั้นแม้จะยังไม่ขึ้นทะเบียน แต่ถือเป็นโบราณสถานตามนิยามกฎหมายแล้ว อันนั้นคุณมีสิทธิตั้งคำถามเต็มที่เลย จะถามกรุงเทพมหานคร (กทม.) ถามใครก็ได้ว่าใครย้าย อย่างน้อยมีแอ็กชันหน่อยเถอะ”
อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญถูกสร้างขึ้นบริเวณวงเวียนหลักสี่ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดช แต่ในปี 2553 กรมทางหลวงมีโครงการสร้างสะพานลอยบริเวณวงเวียน ซึ่งอาจต้องย้ายอนุสาวรีย์ออก แต่ถูกกลุ่มประชาชนและนักโบราณคดีคัดค้าน และทางกรมศิลปากรเองก็ไม่มีความคิดที่จะย้ายอนุสาวรีย์ดังกล่าว จนในปี 2561 อนุสาวรีย์ดังกล่าวได้หายไปโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าถูกนำไปไว้ที่ไหน
อานนท์เผยว่า ทางกรมศิลปากรให้สัมภาษณ์กับสถาบันปรีดี พนมยงค์ เองเลยว่า แม้ไม่ได้ขึ้นทะเบียน แต่ถือว่าเป็นโบราณสถานตามกฎหมายแล้ว แต่กลับไม่มีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม หรือสามารถตอบคำถามกับสาธาณะได้ว่ากรมศิลปากรได้ติดตามหรือทำหน้าที่ในการรักษามรดกทางประวัติศาสตร์อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ ยิ่งรัฐพยายามจะลบหน้าประวัติศาสตร์มากเท่าไร คนยิ่งผลิตซ้ำ ป่าวประกาศ และตีพิมพ์เรื่องราวที่ถูกลบมากเท่านั้น ในทีแรกหมุดคณะราษฎรมักถูกใช้ในกิจกรรมของวันที่ 24 มิถุนายนของทุกปี พอหลังจากที่หมุดหายไป กลายเป็นว่าสังคมไทยแทบจะพูดเรื่องหมุดคณะราษฎรทุกวัน พร้อมทั้งมีผลิตภัณฑ์อย่างเสื้อผ้า พวงกุญแจ กระเป๋า ฯลฯ แทนที่หมุดจะอยู่ตรงพระบรมรูปทรงม้าแค่ที่เดียว กลับปรากฏขึ้นอย่างแพร่หลายในสังคมไทย
“สิ่งที่เราจะเห็นได้ชัดคือการฝังหมุด ผมเชื่อว่ามันตอกหน้าคนที่ชอบปรามาสว่า เด็กยุคนี้แ-งไม่สนใจประวัติศาสตร์ ไม่สนใจรากเหง้าความเป็นไทย…แม้ลวดลายบนหมุดมันอาจจะดูหน่อมแน้ม ดูเป็นตัวการ์ตูน เป็นสามนิ้ว มีก้อนเมฆ แต่ถ้าไปดูในรายละเอียดเราจะพบว่า คำจารึก คือมันล้อมาจากประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 เลย แปลว่ามันมีการส่งต่อ มีการหยิบยืมอุดมการณ์บางอย่างที่คณะราษฎรเคยสถาปนาไว้ ก็จะเห็นได้ว่าการที่มันยิ่งถูกอุ้ม คนยิ่งดึงกลับมาแล้วใช้มันได้อย่างมีพลังมากขึ้น”
อานนท์กล่าวว่า ถึงแม้พิพิธภัณฑ์สามัญชนจะรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์และเรื่องราวของ 2475 แล้ว ในขณะเดียวกันพิพิธภัณฑ์แห่งชาติก็จำเป็นต้องนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ด้วยเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเมืองการปกครองของประเทศ
“พิพิธภัณฑ์ของรัฐจำเป็นจะต้องมีเรื่องของ 2475 เพราะมันคือเรื่องที่เกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์โดยตรง ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ ไม่ว่าคุณจะเล่าด้วยมิติไหน วิธีการไหน แต่มันต้องมี มันเลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าไม่มี 2475 ก็จะไม่มีสิ่งที่เป็นเราอย่างทุกวันนี้”
จากประสบการณ์การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ต่างจังหวัด อานนท์พบว่า เรื่องราวของประชาชนมักถูกเล่าซ้ำในมิติของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความเป็นอยู่ท้องถิ่น เช่น เครื่องชามรามไห การละเล่น การแต่งกาย ฯลฯ แต่ในมิติการเมืองการปกครองกลับมองเห็นได้ยาก โดยเฉพาะในระบอบใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กลับเห็นได้ยากในพิพิธภัณฑ์
“ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เดือนตุลา เหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นการลุกขึ้นสู้ของประชาชน แทบจะไม่มีที่ทางเลย ส่วนใหญ่เป็นเอกชน เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สร้างกันเอง แต่ว่ารัฐไม่ได้เป็นหัวหอกในการบันทึก มันเหมือนกับว่ารัฐไม่ได้มองว่าสิ่งเหล่านี้คือเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ ทั้งๆ ที่เดือนตุลามันเป็นประวัติศาสตร์ที่มีผลกระทบต่อการเมืองในยุคสมัยนั้น เพราะฉะนั้นคุณจะเล่ามันอย่างไรก็แล้วแต่ คุณควรจะต้องมีบันทึกไว้ในพิพิธภัณฑ์ของรัฐ ในฐานะเหตุการณ์ที่มีผลต่อประเทศชาติ”
อานนท์กล่าวเสริมว่า อย่างน้อยก็ยังมีพิพิธภัณฑ์ของเอกชนอย่างพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ที่บันทึกเรื่องราว 2475 มีการทำหมุดคณะราษฎรจำลอง รวมถึงบันทึกของขบวนการกรรมกรที่ต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานในสมัยก่อน อัตชีวประวัติของเทียนวรรณ เป็นต้น แต่เรื่องราวของประวัติศาสตร์คนในชาติกลับถูกเล่าในมุมของเอกชนเพียงลำพัง จึงกลายมาเป็นข้อกังขาในใจอานนท์ว่า ‘แล้วรัฐทำอะไรอยู่?’
บทบาทสำคัญของพิพิธภัณฑ์สามัญชนคือ การเก็บประวัติศาสตร์จากมุมของประชาชน แม้ว่ารัฐจะไม่นิยามป้ายประท้วงหรือเสื้อที่ถูกสีสาดของผู้ชุมนุมว่าเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ก็ตาม โดยอานนท์ได้ยกตัวอย่างหลักฐานชิ้นหนึ่งที่ตนชอบมากอย่างป้ายประท้วง ‘ถ้าการเมืองดีแม่กูมีเครื่องล้างจานไปนานแล้ว’ ว่าเป็นหลักฐานที่สะท้อนวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มมองว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัว การเมืองคือชีวิตของพวกเขา ถ้าการเมืองไม่ดี ต่อให้พวกเขาเรียนเก่งแค่ไหนก็จบมาเป็นพนักงานกินเงินเดือนใช้ชีวิตไปวัน ๆ แล้วชีวิตจะดีได้อย่างไร
“ป้ายอันนี้ที่ดูเหมือนไม่มีค่าอะไรเลย แต่สำหรับผมมันคือหลักฐานที่บอกว่า จิตสำนึกแห่งยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ใช่ยุคที่คนมองว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว การเมืองคือเรื่องของผู้ใหญ่ การเมืองเป็นเรื่องคนในสภา แต่การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน และในฐานะพลเมืองของประเทศนี้ คุณไม่ได้มีอำนาจแค่ 0.2 วินาทีในคูหาเลือกตั้ง แต่คุณมีอำนาจที่จะลุกขึ้นมาทวงถามได้ทุกเมื่อ”
งานของพิพิธภัณฑ์เป็นงานที่มีการกำหนดประเด็น (Agenda) บางอย่างที่ต้องการสื่อสารต่อประชาชน และผู้ออกแบบการสื่อสารประเด็นคือภัณฑารักษ์ (Curator) ที่จะต้องคิดว่าจะจัดวางของอย่างไรให้เรื่องราวนั้นร้อยเรียงกัน และผู้ชมได้รับการกล่อมเกลา อย่างพิพิธภัณฑ์สามัญชนก็มีประเด็นที่อยากจะสื่อสารว่า ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีแค่มุมที่ผู้มีอำนาจเป็นคนสร้าง แต่หลายต่อหลายครั้งกลับเริ่มจากเสียงเรียกร้องของคนข้างล่างที่ต้องการเห็นสังคมไปสู่การเปลี่ยนแปลง
“รัฐหรือพิพิธภัณฑ์ของรัฐจะบันทึก นำเสนอในแบบของคุณอย่างไรก็ได้ แต่ประวัติศาสตร์เรา เราก็จะบันทึกในแบบของเรา” อานนท์ย้ำ
เขากล่าวอีกว่า พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่งานที่มีกำไร ด้วยงบประมาณที่ต้องลงทุนไปกับอุปกรณ์เก็บรักษาโบราณวัตถุ แทบทดแทนไม่ได้เลยจากการเก็บค่าเข้าชม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิพิธภัณฑ์ของรัฐที่ต้องจัดเก็บค่าเข้าชมในราคาถูก การหวังถึงกำไรจึงเป็นไปไม่ได้เลย ทั้งนี้ เนื้อแท้ของพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่การลงทุนที่สร้างมูลค่าด้านการเงิน แต่สร้างมูลค่าทางปัญญาและจิตใจ
“ในขณะที่เด็กเดินดูในพิพิธภัณฑ์มันมี Agenda Setting เพราะฉะนั้นงานที่เรียกว่าภัณฑารักษ์มันจึงสำคัญว่าคุณจะหาวิธีการเล่าเรื่องอย่างไร ดึงอารมณ์ร่วมของคนที่เข้าชมอย่างไร แล้วอารมณ์ร่วมตรงนั้นมันไม่ได้จบแค่การเดิน 20-30 นาทีในพิพิธภัณฑ์ มันฝังในซีรีเบลลัมของคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว เอากลับบ้านไปด้วย ตรงนี้แหละ มันก็จะเป็นการกล่อมเกลาให้พลเมืองที่เข้าชมได้ซึมซับคุณค่าบางอย่าง ซึ่งนั่นคือกำไรของพิพิธภัณฑ์”
บทบาทของพิพิธภัณฑ์นั้นไม่เพียงเล่าเรื่อง แต่ควรสร้างพื้นที่ถกเถียง อานนท์กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์ของรัฐควรมีพื้นที่ที่เล่าถึงประวัติศาสตร์บาดแผล หรือเรื่องการเมืองการปกครองที่ถกเถียงกันได้ คำถามสำคัญคือ รัฐพร้อมที่จะจริงใจต่อประชาชนหรือไม่ รัฐพร้อมสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการถกเถียงหรือเปล่า หากรัฐทำได้ จะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่จับต้องได้มากยิ่งขึ้น
แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องยอมรับการลุกขึ้นสู้ของภาคประชาชนให้ได้เสียก่อน แม้ปัจจุบันภาคเอกชนจะเริ่มนำเรื่องราวเหล่านี้มาพูดถึงหรือจัดแสดงแล้ว แต่พิพิธภัณฑ์ในกำกับรัฐหรือพิพิธภัณฑ์ที่รัฐเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณเอง ก็ควรเริ่มทำหน้าที่ในตรงจุดนี้เช่นกัน
“รัฐควรจะยอมรับประวัติศาสตร์บาดแผล ในฐานะประวัติศาสตร์แห่งชาติมากกว่านี้หรือเปล่า”
อานนท์ระบุว่า ทุกวันนี้การมีส่วนร่วมกับประวัติศาสตร์นั้นทำได้ไม่ยาก เพียงแค่อ่านมัน แม้เนื้อหาจะซับซ้อน คลุมเครือ ก็ถูกย่อยให้ง่ายขึ้นโดยนักเล่าเรื่องมือฉมังบนสังคมออนไลน์ แถมยังมีสื่อหลายสำนักพร้อมที่จะเผยแพร่เกร็ดทางประวัติศาสตร์ทุกครั้งในวันที่ 24 มิถุนายนของทุกปีมาถึง แต่เขายังเชื้อเชิญให้ทุกคนเป็นมากกว่าผู้สังเกตการณ์ โดยการเริ่มลงมือ ‘เขียน’ ประวัติศาสตร์นี้ด้วยตนเอง
“ในบ้านของทุกคนมีสิ่งของที่วันข้างหน้าจะเปลี่ยนเป็นประวัติศาสตร์ สมมติคุณซื้อเสื้อมาตัวหนึ่งแล้วใส่ไปทุกการชุมนุม หลังจากนั้นอีกสิบปีให้หลังมันก็คือประวัติศาสตร์ เหมือนผมที่เคยได้รับเสื้อจากคนเสื้อแดง
“ทุกคนมีประวัติศาสตร์ส่วนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้า เพียงแต่คุณไม่ได้มองมันในฐานะประวัติศาสตร์ เพียงแค่พลิกวิธีการมอง คุณก็จะเห็นว่าของบางอย่างมันมีค่ามากเกินกว่าที่จะทิ้ง เพราะฉะนั้นถ้าใครมีของที่คิดว่าไม่อยากจะเก็บไว้แล้วมีคุณค่า สามารถส่งมาที่พิพิธภัณฑ์สามัญชนได้นะครับ (หัวเราะ)”
อาจไม่ใช่ของเก่าทุกชิ้นที่กลายเป็นของมีค่าในทางประวัติศาสตร์ แต่เมื่อถูกสร้างขึ้นมา มันย่อมเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ส่วนตัวของทุกคน เราทุกคนเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเองทุกวัน เพียงแต่ว่าประวัติศาสตร์เหล่านั้น เมื่อนำมาลากต่อติดกับคนอื่น มันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ชาติหรือเปล่า ก็เป็นสิ่งที่จะต้องดูกันต่อไป
The post คุยกับ อานนท์ ชวาลาวัณย์ ผู้ก่อตั้ง ‘พิพิธภัณฑ์สามัญชน’ เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากมุมมองของประชาชน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (24 มิถุนายน) กลุ่มคณะราษฎรจัดชุมนุมบริเวณสกายวอ […]
The post แกนนำกลุ่มราษฎรปราศรัยครั้งแรกหลังได้ประกันตัว ยืนยัน 3 ข้อเรียกร้อง มวลชนร่วมอ่านประกาศคณะราษฎร appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (24 มิถุนายน) กลุ่มคณะราษฎรจัดชุมนุมบริเวณสกายวอล์ก แยกปทุมวัน ในโอกาสครบรอบ 89 ปี การอภิวัฒน์สยาม เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยคณะราษฎรที่เปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นกิจกรรมต่อเนื่องจากการชุมนุมเมื่อช่วงบ่ายที่หน้ารัฐสภาเกียกกาย
โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญของการปราศรัยในช่วงเย็นนี้ คือการกล่าวถึงความต้องการให้วันที่ 24 มิถุนายน กลับมาเป็นวันชาติไทยอีกครั้ง พร้อมทั้งยืนยันยกระดับการชุมนุม ซี่งในเวลา 18.00 น. กลุ่มคณะราษฎรและมวลชนร่วมกันยืนตรงและขับร้องเพลง ‘วันชาติ 24 มิถุนายน’ ที่เป็นเพลงชาติไทยเก่าในการชุมนุม แทนการร้องเพลงชาติไทยฉบับปัจจุบัน
นอกจากนี้ในการชุมนุมยังมีการตั้งโต๊ะล่า 50,000 รายชื่อ ของกลุ่ม Re-Solution ใน ‘ขอคนละชื่อ รื้อระบอบประยุทธ์’ จาก iLaw ร่วมกับ กลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า คณะก้าวไกล และพรรคก้าวไกล เพื่อให้ครบเงื่อนไขในการยื่นร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเข้าสู่สภา
สำหรับกิจกรรมประกอบด้วย แอมมี่ The Bottom Blues ขึ้นมาร้องเพลง ‘12345 I LOVE YOU’ ฉบับแปลงร่วมกับมวลชน ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงป๊อปที่เป็นต้นเหตุของการถูกดำเนินคดี 112 เพลงแรกของประเทศไทย
นอกจากนี้มวลชนยังร่วมอ่านประกาศของคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ประกาศเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ในบริเวณใกล้เคียงมีการจัดกิจกรรมจุดเทียนเป็นสัญลักษณ์ตัวเลข 2475 รวมถึง ไมค์-ภาณุพงศ์ จาดนอก ขึ้นปราศรัยเรื่องการจัดหาวัคซีนแก่ประชาชนในสถานการณ์โควิด-19 ที่ไม่มีประสิทธิภาพจนทำให้ประชาชนไม่กลัวตายที่จะออกมาชุมนุม
“ถึงวันนี้เราจะไม่มาชุมนุม ก็ใช้ว่าคนที่ติดโควิด-19 จะลดลง เพราะตอนนี้รัฐบาลหาวัคซีนให้กับพวกเราไม่ได้” ภาณุพงศ์กล่าว พร้อมยืนยันว่ากลุ่มคณะราษฎรจะไม่ลดเพดานการชุมนุมลง
ขณะที่ รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ผู้ปราศรัยคนสุดท้ายของการชุมนุมในวันนี้ ได้พูดถึงความฝันของเธอในฐานะของประชาชนคนหนึ่งที่ไม่ได้เป็น ส.ส., ส.ว. หรือผู้มีอำนาจ แต่เธอสามารถพูดเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ และเชื่อมั่นว่าประชาชนสามารถทำได้เช่นกัน พร้อมยืนยันข้อเรียกร้อง 3 ข้อในการอภิวัฒน์ประเทศไทย ได้แก่
1. ประยุทธ์และพรรคพวกต้องออกไป
2. รัฐธรรมนูญต้องแก้ได้ทุกมาตรา ทุกหมวด มี สสร. ที่มาจากประชาชน
3. ปฏิรูปสถาบันฯ
ทั้งนี้กิจกรรมได้สิ้นสุดในเวลา 20:30 น. มวลชนทยอยแยกย้ายกลับโดยสงบ โดยยังไม่มีการนัดหมายการชุมนุมครั้งหน้า ซึ่งการชุมนุมและการปราศรัยของแกนนำราษฎรครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกภายหลังการได้รับการประกันตัวหลังถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
















The post แกนนำกลุ่มราษฎรปราศรัยครั้งแรกหลังได้ประกันตัว ยืนยัน 3 ข้อเรียกร้อง มวลชนร่วมอ่านประกาศคณะราษฎร appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (21 มิถุนายน) พล.ต.ต. ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาก […]
The post ตำรวจพร้อมรับมือนัดชุมนุมขับไล่รัฐบาลวันครบรอบ 89 ปี อภิวัฒน์สยาม 2475 เผยอยากขอให้โควิด-19 ผ่านไปก่อน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (21 มิถุนายน) พล.ต.ต. ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ในฐานะโฆษก บช.น. เปิดเผยการจัดการเตรียมความพร้อมดูแลหลังมีการนัดชุมนุมในวันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครองครบ 89 ปีนี้ว่า มีกลุ่มต่างๆ ประกาศรวมตัวกัน โดยกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ประกาศตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ได้แก่
พล.ต.ต. ปิยะ เปิดเผยต่อว่า ทาง บช.น. ยืนยันว่า กทม. เป็นพื้นที่ประกาศห้ามชุมนุม ทำกิจกรรม มั่วสุม กระทำการเกิดการยุยงในพื้นที่ กทม. ตามมาตรา 9 พ.ร.ก. ฉุกเฉิน หากฝ่าฝืนจะมีความผิด ส่วนผู้ชักชวนก็จะมีความผิดสนับสนุน กรณีจัดเวทีมีความผิดฐานผู้ให้การสนับสนุน ต้องรับโทษตามกฎหมาย เนื่องจากการแพร่ระบาดโรคเพิ่มขึ้นสูงมีความเสี่ยงแพร่ระบาดเชื้อโรคดังกล่าว ขอผู้ร่วมชุมนุมงดเว้นการจัดกิจกรรมและงดเว้นการชุมนุมโดยเด็ดขาด
เมื่อถามว่ามีการขออนุญาตชุมนุมหรือไม่ พล.ต.ต. ปิยะ กล่าวว่า การดำเนินการแจ้งหรือการชุมนุมไม่สามารถทำได้ตามกฎหมาย ส่วนการเตรียมวางกำลัง ได้ประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว
ส่วนมาตรการช่วงโควิด-19 นั้น อยากวิงวอนผู้ชุมนุมที่มาชุมนุมนั้นขอให้เห็นแก่บ้านเมือง ขอให้สถานการณ์โควิด-19 ผ่านไปก่อนดีกว่า ส่วนจุดที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษคือจุดที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญ โบราณสถาน เพราะหากเสียหายไม่อาจซ่อมแซมได้ ส่วนการข่าวขณะนี้ยังไม่มีความรุนแรงแต่อย่างใด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมความพร้อมไว้แล้วในการดูแลการชุมนุมทุกสถานการณ์
ด้าน พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวว่า สำหรับสถิติการดำเนินคดีที่ออกมาเคลื่อนไหวนั้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีก่อน ดำเนินคดี 150 คดี ผู้ต้องหา 150 คน ดำเนินคดีตามพยานหลักฐานตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการ ทั้งนี้ ผู้มาชุมนุมออกมาชุมนุมช่วงใดช่วงหนึ่ง ตำรวจต้องรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีตามขั้นตอน โดยเฉพาะผู้ยุยงปลุกปั่นในโลกโซเชียลมีเดียก็ต้องถูกดำเนินคดี
ส่วนกรณีการคลายล็อกให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่เข้มแข็งจริงจัง อาทิ ร้านอาหารบางร้านแอบจำหน่ายสุรา ต้องร่วมปฏิบัติหน้าที่จับกุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามนโยบายรัฐบาล ศบค. ป้องกันการแพร่ระบาด ขอให้สถานประกอบการอดทนรอสถานการณ์คลี่คลาย
พิสูจน์อักษร: นัฐฐา สอนกลิ่น
The post ตำรวจพร้อมรับมือนัดชุมนุมขับไล่รัฐบาลวันครบรอบ 89 ปี อภิวัฒน์สยาม 2475 เผยอยากขอให้โควิด-19 ผ่านไปก่อน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ติดตามอ่าน วายัง อมฤต ตอนก่อนหน้าได้ที่ วาย […]
The post วายัง อมฤต นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์ (บทที่ 5) appeared first on THE STANDARD.
]]>
ติดตามอ่าน วายัง อมฤต ตอนก่อนหน้าได้ที่

บทที่ห้า
พันตรีโทรุ ซากาโมโตะ เดินเข้ามาหาข้าพเจ้าอย่างช้าๆ เครื่องแบบสารวัตรทหาร หรือกัมเปไต ทำให้ร่างของเขาดูสูงใหญ่กว่าทหารญี่ปุ่นโดยทั่วไป ปลอกแขนข้างซ้ายที่สลักอักษรสีแดงบนพื้นขาวนั้นทำให้เขาดูมีอำนาจอย่างบอกไม่ถูก ข้าพเจ้าลุกขึ้นยืนประจันหน้าเขา แม้แดดในบ่ายวันนั้นจะร้อนแรง แต่มีความรู้สึกเย็นยะเยือกเกิดขึ้นระหว่างเราทั้งคู่
“คุณคือใคร?” เขาถามข้าพเจ้าเป็นภาษาอังกฤษ
“ไฮน์ริช เบิล” ข้าพเจ้าตอบเขาสั้นๆ ก่อนจะเปิดกระเป๋าธนบัตรและยื่นนามบัตรของตนเองให้กับเขา ข้าพเจ้าเลือกนามบัตรที่ระบุว่าข้าพเจ้าเป็นนักแปลและนักภาษาศาสตร์แทนนามบัตรอื่น พันตรีซากาโมโตะเหลือบมองนามบัตรที่ว่า ก่อนจะถามข้าพเจ้าขึ้นอีกว่า “ไฮน์ริช เบิล ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษากรีก ละติน สันสกฤต เยอรมัน และอื่นๆ คุณพูดภาษาของคนตายได้ด้วยฉะนั้นหรือ?”
“ไม่” ข้าพเจ้าตอบเขา
“ถ้าเช่นนั้นคุณมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ผมเชื่อว่าคุณคงได้รับคำแนะนำจากหน่วยทหารของเราให้ขับรถรวดเดียวจนกว่าจะถึงจุดหมาย มันเป็นเช่นนั้นใช่ไหม จากเส้นทางนี้ คุณคงมุ่งหน้าสู่บันดุง และตอนนี้คุณควรใกล้ถึงที่นั่นแล้ว ไม่ใช่การอยู่ที่ริมแม่น้ำแห่งนี้”
น้ำเสียงของพันตรีซากาโมโตะไม่มีความเป็นมิตรใดๆ และไม่ใช่เพียงน้ำเสียงของเขาเท่านั้น ท่าทีของเขายังแสดงความไม่เป็นมิตรต่อข้าพเจ้าอีกด้วย เขาจ้องมองข้าพเจ้าและหันไปมองมาเม็ต ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเขาที่จ้องมาเม็ตนั้นแฝงประกายของความเคลือบแคลงบางอย่าง แต่ก็เพียงแวบเดียวเท่านั้น
“พวกคุณต้องกลับไปยังโบกอร์กับเรา โชคดีที่คุณเป็นชาวเยอรมัน โชคดีจริงๆ” เขาพึมพำก่อนที่จะหันไปพูดกับทหารที่ติดตามเขาเป็นภาษาญี่ปุ่น ทหารคนหนึ่งตรงเข้าคว้ากุญแจรถจากมาเม็ต ในขณะที่พวกเราถูกต้อนไปขึ้นรถจี๊ปทหารคันหนึ่ง ขบวนรถของเราขับย้อนเส้นทางกลับไปยังโบกอร์ ข้าพเจ้าไม่ได้ห่วงใยในสวัสดิภาพของตนเองนัก สิ่งที่ข้าพเจ้าห่วงคือเอกสารสำคัญในรถและสวัสดิภาพของมาเม็ต มีบางอย่างที่ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความกังวลใจ ข้าพเจ้าเชื่อว่ามาเม็ตไม่ใช่ศัตรูของข้าพเจ้า แต่สายตาของซากาโมโตะที่มองเขาก็ทำให้ข้าพเจ้าเชื่อว่ามาเม็ตนั้นไม่ใช่มิตรด้วยเช่นกัน
ขบวนรถของเราหยุดจอดที่ด้านหน้าของอาคารตะวันตกแบบดัตช์แห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่ชินกับโบกอร์ จึงไม่อาจระบุสถานที่ตั้งของมันได้ พันตรีซากาโมโตะลงจากรถเป็นคนแรกและเดินนำหน้าพวกเราไป เขาเดินผ่านห้องโถงในอาคารหลังนั้นไปยังห้องเล็กๆ ที่เชื่อมต่อกัน เขาเปิดประตูและรอให้ข้าพเจ้าเดินเข้าไป ตอนนั้นเองที่ข้าพเจ้าพบว่ามาเม็ตได้หายตัวไปเเล้ว
ข้าพเจ้านั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเก้าอี้ประธาน ซึ่งพันตรีซากาโมโตะนั่งลงในเวลาต่อมา เขาถามข้าพเจ้าว่าต้องการบุหรี่หรือเครื่องดื่มใดๆ ไหม หากแต่ข้าพเจ้าปฏิเสธ ในตอนนี้ข้าพเจ้ามีความกังวลใจมากเสียกว่าความรู้สึกหิวกระหายในสิ่งใด เขายิ้มรับการปฏิเสธของข้าพเจ้าก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะและเดินออกจากห้องไป ข้าพเจ้ามองไปรอบๆ ห้อง มีภาพของพันตรีโทรุ ซากาโมโตะ ในวัยหนุ่มติดอยู่ที่ข้างฝาผนัง น่าจะเป็นภาพสมัยที่เขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยนากาโนมาใหม่ๆ ใบหน้าของเขาดูยิ้มแย้ม แววตาดูเป็นประกายสุกใส และนิ้วมือของเขายังอยู่อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่มือข้างซ้ายซึ่งมันไม่มีตัวตนอีกต่อไปแล้วในยามนี้
มีตำนานเล่าขานมากมายเกี่ยวกับนิ้วมือที่หายไปของเขา เท่าที่ข้าพเจ้าได้สดับมา เสียงเล่าลือจำนวนมากบอกว่าเขาสูญเสียมันไปในการบุกนานกิงเมื่อหลายปีก่อน ขณะที่เขากำลังข่มขืนหญิงสาวชาวจีนผู้หนึ่งและไม่อาจหาวิธีให้เธอหยุดเสียงร่ำไห้ลงได้ เขาตัดสินใจสอดนิ้วมือข้างซ้ายลงไปในริมฝีปากของเธอ ก่อนจะถูกกัดจนขาดวิ่นและไม่อาจต่อมันขึ้นได้อีก เขาสังหารเธอเป็นการชดเชยนิ้วนั้น เสียงร่ำลืออีกหลายเสียงเล่าว่าเขาได้สูญเสียมันให้กับทารกคนหนึ่งในขณะที่เขากำลังกวาดล้างหมู่บ้านแรงงานที่ถูกเกณฑ์มาทำอุโมงค์ลับในมาสุชิโระ เหตุการณ์ในวันนั้นเกิดขึ้นจากการที่เขาสอบสวนชายผู้หนึ่งในฐานะคนทรยศ และลูกของชายผู้นั้นไม่ยอมหยุดร้องคร่ำครวญ เขาสอดนิ้วไปจนลึกและปล่อยให้เด็กหยุดหายใจและสูญเสียนิ้วมือนั้นไปพร้อมกัน ตำนานเหล่านั้นทำให้พันตรีซากาโมโตะได้รับฉายาว่า ‘เท็งกู’ ที่แปลว่าเทพเจ้าแห่งสงคราม แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้วไม่เคยเชื่อตำนานเหล่านั้นเลย สิ่งที่ข้าพเจ้ารับรู้มานั้นควรเรียกเขาว่าเทพเจ้าแห่งความตายมากกว่า
ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปี 1936 ทหารหนุ่มกลุ่มหนึ่งได้ลุกขึ้นก่อการกบฏในนครโตเกียว ก่อนที่จะพบกับความพ่ายแพ้ในสี่วันต่อมา อำนาจของผู้บังคับบัญชาและความผิดพลาดหลายประการทำให้การรัฐประหารเพื่อฟื้นฟูอำนาจของพระจักรพรรดิและฝ่ายอนุรักษนิยมล้มเหลว ร้อยโทหนุ่มซากาโมโตะ ผู้เข้าร่วมการรัฐประหารครั้งนั้นในฐานะหน่วยจู่โจมถูกจับตัวได้ เขาถูกบังคับให้บอกรายชื่อผู้ร่วมก่อการ แต่เขาปิดปากเงียบ ดังนั้นการสอบสวนเขาอย่างจริงจังจึงเริ่มต้นขึ้น ทุกคำถามที่เขาไม่ยอมเฉลยคำตอบจะแลกมาด้วยการสูญเสียนิ้วของเขาหนึ่งนิ้ว โชคดีที่หลังจากเขาสูญเสียนิ้วหัวแม่มือข้างซ้ายไปแล้วนั้น บันทึกการประชุมถูกค้นพบ เขารอดจากการสูญเสียนิ้วมือที่เหลือไปได้ แต่ต้องแลกด้วยการถูกเนรเทศไปยังหมู่เกาะซักคาริน ที่นั่นในฐานะทหารตระเวนชายแดน เขาลงมือต่อกรกับพวกโจรท้องถิ่นอย่างอาจหาญ ก่อนจะถูกย้ายไปยังแมนจูเรียและได้รับการอภัยโทษในที่สุด หลังจากนั้นเขาได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในนายทหารประจำกองทัพน้อยที่สิบที่บุกเข้านานกิงทางด้านสะพานจงหัว และเขาเป็นหนึ่งในนายทหารที่รอดชีวิตท่ามกลางทหารญี่ปุ่นที่จากไปกว่าห้าร้อยนายในการรบครั้งนั้น ชื่อเสียงของเขาในฐานะคนบ้าบิ่นที่วิ่งข้ามสะพานจงหัวเป็นคนแรกปรากฏให้ประจักษ์จากภาพถ่ายหลายภาพที่แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์เยอรมันอย่าง Lufpost หรือ Der Sturmer ยังมีภาพของเขา ข้าพเจ้ารู้จักเขาจากเหตุการณ์นั้น แต่ไม่รู้ว่าเขาได้เดินทางมาถึงที่นี่ มายังชวาเช่นเดียวกันกับข้าพเจ้า
ความคิดของข้าพเจ้าหยุดชะงักลงด้วยเสียงเปิดประตูอีกครั้งหนึ่ง พันตรีโทรุ ซากาโมโตะ เดินเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสาร เขาวางมันลงบนโต๊ะ ยืนกอดอกแล้วพูดกับข้าพเจ้าว่า “คุณกลับไปได้ ศาสตราจารย์ไฮน์ริช เบิล เคเบิลจากกงสุลของคุณยืนยันตัวตนว่าคุณเป็นนักภาษาศาสตร์หนึ่งในสิบของประเทศเยอรมนี และถึงแม้ว่าผมจะมีความสงสัยมากมายว่าคุณมาทำอะไรไกลถึงที่นี่ ผมก็คงต้อนคุณให้เข้าตาจนไม่ได้ เพราะคุณคงมีเหตุผลร้อยแปดประการที่จะโน้มน้าวผม ชวาเต็มไปด้วยชนเผ่ามากมายที่หลากหลายด้านภาษา มธุเรศ ซุนดาน บูกิส ดายัค และอื่นๆ ดังนั้นผมจะไม่ถามว่าคุณมาทำอะไรและจะไปที่ไหน เพราะผมเชื่อว่าระหว่างคุณและผม เราจะต้องได้พบกันอีกแน่นอน”
หลังคำพูดนั้น พันตรีซากาโมโตะเปิดประตูให้ข้าพเจ้าโดยที่เขาไม่ได้ติดตามมาด้วย ข้าพเจ้าเดินออกจากห้องของเขา ผ่านห้องโถงลงมายังหน้าอาคาร มาเม็ตอยู่ในรถยนต์ของเราที่ติดเครื่องเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าเข้าไปนั่งยังเบาะหลังของรถ สำรวจแฟ้มเอกสารในกระเป๋าทั้งสองใบ มันยังอยู่ครบและไม่มีร่องรอยว่าถูกแตะต้องเลย มาเม็ตออกรถของเขาอย่างเงียบๆ ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าผิวแก้มซ้ายของเขามีรอยกรีดเป็นแผลยาวและมีเลือดซึมออกมา แต่ดูเหมือนเขาไม่แยแสมันเลย ทำให้ข้าพเจ้าต้องจำกัดคำถามของตนเองไว้ รถของเราแล่นผ่านแม่น้ำสายนั้นอีกครั้ง แต่ไม่มีร่างของทหารญี่ปุ่นผู้เคราะห์ร้ายอีกต่อไป พวกเราผ่านสุการุยูและซิปาตัต ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยไหล่เขาและทุ่งราบ ข้าพเจ้ารู้สึกได้ว่าท้องของข้าพเจ้าช่างว่างเปล่า แต่สมองของข้าพเจ้าสิกลับอัดแน่นไปด้วยหลายสิ่งที่อธิบายไม่ได้
รถของเราผ่านวงเวียนเล็กๆ ในเวลาใกล้ค่ำ ก่อนจะจอดสนิทลงหน้าเคหาสน์แห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าออกจากรถ จุดบุหรี่ขึ้นสูบ ในขณะที่มาเม็ตเดินหายเข้าไปในเคหาสน์แห่งนั้น และก่อนที่บุหรี่จะทันหมดตัว บุรุษผู้หนึ่งในชุดสูทสามชิ้นก็ก้าวเดินออกมา ทูลกระหม่อมฯ ทรงมีใบหน้าและท่าทางที่ไม่ต่างจากภาพฉายที่ข้าพเจ้าเคยเห็น พระมัสสุอันเป็นเอกลักษณ์นั้นถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ พระเกศายังคงสีดำขลับ ทรงแย้มพระสรวลและยื่นพระหัตถ์ให้ข้าพเจ้าจับอย่างจริงใจ ข้าพเจ้าก้มศีรษะให้ท่านด้วยความเคารพ ก่อนจะสัมผัสพระหัตถ์นั้นอย่างมั่นคง “ทูลกระหม่อมฯ ข้าพเจ้า ไฮน์ริช เบิล ขอรายงานตัว” ข้าพเจ้ากล่าวกับท่านเป็นภาษาเยอรมัน
“ทิ้งพิธีการเหล่านั้นเสียเถิด แฮร์ ไฮน์ริช เบิล และอย่าเรียกเราว่าทูลกระหม่อมฯ อีกเลย หลังปี 1932 แล้ว แม้ว่าเราจะยังมีศักดิ์ในเกียรติยศจากชาติกำเนิดเช่นนั้น แต่เราไม่มีสิทธิ์ที่ว่าเสียแล้ว” ทูลกระหม่อมฯ ตอบข้าพเจ้าเป็นภาษาเยอรมันเช่นกัน สำเนียงของพระองค์ยังคงความชัดเจนสมกับที่ทรงศึกษาการทหารที่โกรส ลิกเตอร์เฟลด์ และก่อนที่ข้าพเจ้าจะกล่าวอะไรออกมา ท่านได้เปิดประตูรถคันที่ข้าพเจ้าโดยสารมาและเสด็จไปประทับยังเบาะหลัง ข้าพเจ้าตามไปนั่งข้างท่านอย่างติดๆ “แฮร์ ไฮน์ริช เบิล เสียดายที่ท่านมาช้าเกินไป เรารับอาหารค่ำไปเรียบร้อยแล้ว การสนทนาของเราทั้งคู่คงต้องเลื่อนไปที่ยามบ่ายของพรุ่งนี้แทน มาเม็ต ออกรถของเจ้าเสีย และขับวนไปรอบเมืองจนกว่าฉันจะสั่งให้หยุด” รถของเราเริ่มต้นแล่นไปทางถนนซิปากันติ มีต้นก้ามปูขึ้นตามแนวถนนเป็นแถวยาว บันดุงดูร่มรื่นกว่าปัตตาเวียมากนัก
“แฮร์ ไฮน์ริช เบิล ท่านคงได้อ่านจดหมายของเราและทราบจุดประสงค์ทั้งหมดแล้ว ขอบใจท่านเป็นอันมากที่มอบความอุตสาหะให้เรา พรุ่งนี้เราจะเตรียมเอกสารและค่าใช้จ่ายงวดแรกให้ท่านในช่วงที่ดื่มน้ำชากัน อย่างไรก็ตาม แม้งานชิ้นนี้จะเป็นเพียงงานบันทึกอัตชีวประวัติของเรา ทว่ามันมีส่วนที่พาดพิงและกระทบถึงบุคคลอื่นไม่น้อย โดยเฉพาะในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของสยาม ดังนั้นเราจึงอยากให้ท่านเก็บเรื่องนี้เป็นความลับไว้ก่อน หวังว่าท่านคงเข้าใจ” ข้าพเจ้าค้อมศีรษะตอบเป็นเชิงรับรู้ ทูลกระหม่อมฯ ยังคงเคยชินกับการเรียกดินแดนถิ่นเกิดของพระองค์ว่าสยาม แม้ว่ามันจะถูกเปลี่ยนเป็นประเทศไทยแล้วก็ตาม ข้าพเจ้าเองนั้นเข้าใจในเรื่องที่ว่านี้ดี เพราะแม้ตัวข้าพเจ้าเองก็พึงใจจะเรียกตนเองว่าชาวดอยซ์ มากกว่าชาวเยอรมันที่ใครคุ้นชินกัน
“มาเม็ต แกช่วยจอดรถตรงโฮเต็ลซาวอยและช่วยดูแลสัมภาระของแฮร์ ไฮน์ริช เบิล ด้วย ต้องขออภัยที่เราไม่อาจไปส่งท่านถึงที่พักได้ มีเรื่องราวไม่น่าไว้วางใจหลายเรื่องเกิดขึ้นนับจากเราเขียนอัตชีวประวัติเล่มนี้ ซึ่งเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะถ่ายทอดให้ท่านฟังในวันรุ่งขึ้น บ่ายสองโมงตรง ท่านมาพบเราที่ตำหนัก และเราคงได้เริ่มต้นทำงานอย่างจริงจังตั้งแต่เวลานั้น”
รถของเราจอดที่หน้าลานจอดรถของโรงแรม มาเม็ตขนกระเป๋าสัมภาระของข้าพเจ้าไปที่โถงโรงแรม ในขณะที่ข้าพเจ้าคว้ากระเป๋าเอกสารสองใบที่มีลักษณะคล้ายกันลงมา ข้าพเจ้าค้อมศีรษะคำนับทูลกระหม่อมฯ อีกครั้งก่อนที่จะปิดประตู มาเม็ตกลับมาที่รถและขับรถจากไป หลังจากพนักงานโรงแรมรับสัมภาระจากข้าพเจ้าพร้อมกับธนบัตรกิลเดอร์ที่ข้าพเจ้ายัดใส่มือของเขา ข้าพเจ้าก็ตรงไปที่ห้องอาหาร สั่งอาหารง่ายๆ อันประกอบด้วยข้าวผัดแบบชวาและไก่ที่ราดด้วยซอสซัมบัล เป็นอีกค่ำคืนหนึ่งที่ข้าพเจ้าต้องกินอาหารเพียงลำพัง หลังจากบุหรี่อีกหนึ่งตัวหลังมื้ออาหาร ข้าพเจ้าสั่งเบียร์กริช หรือ Kris Bier อันเป็นเบียร์ที่ชาวดัตช์นิยมและยังผลิตกันต่อมาแม้ในช่วงสงครามด้วยฝีมือชาวชวา ก่อนจะเปิดกระเป๋าเอกสารที่ข้าพเจ้าได้รับจากสถานกงสุลเมื่อเช้า ข้างในกระเป๋านั้นมีกระดาษลงลายมือด้วยหมึกสีน้ำตาลอยู่ปึกใหญ่ เป็นลายมือที่คัดตัวอักษรซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่จดหมายฉบับที่ประกบอยู่หน้ากระดาษปึกนั้นบอกให้ข้าพเจ้ารู้ว่า นั่นคือภาษามธุเรศของชาวมธุรา
ถึง คุณไฮน์ริช เบิล
เมื่อคุณได้รับจดหมายนี้ ย่อมเป็นการแน่ชัดแล้วว่าคุณไม่ได้ใส่ใจในคำเตือนของฉัน แน่นอน ชาวอารยันย่อมถือตนอยู่เสมอเป็นนิจ อันเป็นสิ่งที่ฉันคาดการณ์อยู่แล้ว ดังนั้น ไฉนเลยถ้อยวาจาของหญิงสาวแปลกหน้าจะโน้มน้าวจิตใจของเขาได้ อย่างไรก็ตาม จิตใจที่เป็นห่วงในมหันตภัยของท่านจากฉันหาได้เสื่อมคลายลงไม่ ปูมเอกสารชุดนี้ถูกเขียนขึ้นเป็นภาษามธุเรศสำหรับท่านโดยเฉพาะด้วยเหตุผลสองประการ ประการที่หนึ่ง เพื่อป้องกันการอ่านให้เข้าใจความจากพวกป่าเถื่อนที่หลั่งไหลเข้ามาในดินแดนอันสงบสุขของเรา ประการที่สอง เพื่อเรียกร้องให้ท่านร่ำเรียนภาษาใหม่อีกภาษาหนึ่ง อันเป็นสิ่งที่ฉันเชื่อว่าท่านคงกระทำได้ไม่ยากเย็นนักด้วยพรสวรรค์ของท่าน ฉันรับประกันว่าข้อความในปูมเอกสารเหล่านี้จะช่วยชีวิตของท่านไว้ได้ในเวลาอันสมควร โดยเฉพาะในห้วงกาละที่ฉันไม่อาจไปถึงตัวท่านได้ โปรดระลึกอยู่เสมอว่าบัดนี้ท่านได้ก้าวเท้าเข้าสู่ประตูแห่งโชคภัยแล้ว ส่วนจะเป็นอติโชคแห่งความเป็นหรือมหันตโชคแห่งความตายนั้นล้วนขึ้นอยู่กับพละในตัวของท่านเองเป็นสำคัญ
บุหรง
ข้าพเจ้าวางเอกสารในมือชุดนั้นลง ถอนหายใจ ก่อนจะเก็บทุกอย่างและขึ้นสู่ห้องพัก ข้าพเจ้าชำระร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอน ก่อนจะเปิดหน้าต่างบานใหญ่ในห้องขึ้นเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ ภาพเบื้องหน้าที่ข้าพเจ้าเห็นในคืนนั้นคือดวงจันทร์สีเหลืองนวลที่ลอยเด่นในนภายามมืด ข้าพเจ้ารู้ว่าคำเรียกขานดวงจันทร์ในภาษาชวานั้นคือบุหลัน แต่ยิ่งข้าพเจ้าจ้องมองจันทร์ดวงงามนานเท่าใด ข้าพเจ้ายิ่งคิดถึงบุหรงนานเท่านั้น ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะได้พบเธออีกหรือไม่ ข้าพเจ้ารู้เพียงว่าเธออยู่ห่างไกลจากข้าพเจ้านัก เธอช่างไม่ต่างจากดวงจันทร์ที่มองเห็นได้ในยามรัตติกาล แต่มิอาจไขว่คว้ามาไว้ในอ้อมแขนได้เลย
——————
(ติดตามตอนต่อไปในวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม 2560)
ภาพประกอบ: Karin Foxx
The post วายัง อมฤต นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์ (บทที่ 5) appeared first on THE STANDARD.
]]>
บทที่สาม ข้าพเจ้าเข้าห้องพัก […]
The post วายัง อมฤต นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์ (บทที่ 3-4) appeared first on THE STANDARD.
]]>

บทที่สาม
ข้าพเจ้าเข้าห้องพักตั้งแต่หัวค่ำด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทาง ในตอนแรกข้าพเจ้าพยายามฝืนสายตาด้วยการอ่านนวนิยาย แม็กซ์ ฮาเวลลา ของ มุลตาตุลลี ทว่าแม้เรื่องราวของชายชาวดัตช์ที่บุกเบิกกิจการไร่กาแฟในชวาจะตื่นเต้นสักเพียงใด มันก็ไม่อาจเหนี่ยวรั้งสายตาต่อไปได้ ข้าพเจ้ายอมจำนน ดับโคมไฟในห้อง ก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าไปภายใต้มุ้งสีขาวที่กันข้าพเจ้าเสียจากฝูงแมลงอันไม่พึงประสงค์แล้วหลับลงในเวลาต่อมา
เสียงฝนตกกระทบหลังคายามดึกปลุกข้าพเจ้าจากการหลับใหล ข้าพเจ้าควานหากล่องบุหรี่ที่หัวนอน แต่ไม่พบ นิสัยที่ต้องสูบบุหรี่เป็นสิ่งแรกหลังการลืมตาเป็นสิ่งที่แก้ไม่หาย ข้าพเจ้ายันกายขึ้น เปิดโคมไฟหัวนอน แต่แทนการพบกล่องบุหรี่ ข้าพเจ้ากลับพบหญิงสาวคนหนึ่งในห้องแทน
หญิงสาวผู้นั้นเป็นบุคคลเดียวกับผู้ที่ข้าพเจ้าเห็นเธอในช่วงเย็นที่ผ่านมา เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวที่ข้าพเจ้านั่งก่อนนอน พร้อมกับเปิดนวนิยาย แม็กซ์ ฮาเวลลา อ่านอย่างช้าๆ เมื่อพบว่าข้าพเจ้าตื่นขึ้น เธอก็วางนวนิยายเล่มนั้นลงบนโต๊ะข้างๆ ก่อนจะทักทายข้าพเจ้าเป็นภาษาดัตช์ว่า “มิสเตอร์ไฮน์ริช เบิล ข้าพเจ้าต้องขออภัยที่ถือวิสาสะมารบกวนท่านกลางดึกเช่นนี้ แต่มีเหตุด่วนที่ข้าพเจ้าต้องแจ้งต่อท่านโดยไม่อาจประวิงเวลาไว้ได้ ดังนั้นหากท่านจะเสียสละเวลาสนทนากับข้าพเจ้าสักเล็กน้อย ข้าพเจ้ารับประกันว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าจะพูดนั้นเป็นประโยชน์ต่อท่านอย่างยิ่ง” ข้าพเจ้าเปิดมุ้งออก นั่งลงกับขอบฟูกนอน อำนาจแห่งแสงจันทร์ที่ลอดมาทางหน้าต่างเปิดโอกาสให้ข้าพเจ้าได้สังเกตหญิงสาวผู้นั้นอย่างละเอียดลออ เธอน่าจะมีอายุราวยี่สิบถึงยี่สิบห้าปี ผิวของเธอคล้ำละเอียดราวกับผงขมิ้น ใบหน้าของเธอถือได้ว่างดงาม หากแต่ใบหูของเธอนั้นดูยาวกว่าปกติ มีต่างหูเงินห้อยจากใบหูทั้งสองข้างของเธอ ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว เธอแต่งกายในชุดของหญิงสาวชาวชวาในศตวรรษที่สิบเก้า อันได้แก่ เสื้อแขนกระบอกสีขาวที่ปักลวดลายบนตัวเสื้ออย่างวิจิตรบรรจง สร้อยสีเงินที่หน้าอกของเธอห้อยระย้าราวกับอุบะ ช่วงล่างของเธอปกคลุมด้วยโสร่งสีแดงสดที่ลงลวดลายเป็นนกฝูงหนึ่ง ข้าพเจ้าพบว่านอกจากใบหูของเธอแล้ว นิ้วของเธอก็ดูยาวกว่าบุคคลสามัญธรรมดาทั่วไปด้วย มันเรียวงามราวกับเทียนสีผึ้งที่เราใช้กันอย่างแพร่หลายตามแกลปราสาทโบราณในฤดูหนาว หากเธอเป็นหญิงชาวตะวันตกแล้วไซร้ ข้าพเจ้าคงลงความเห็นว่าเธอย่อมเป็นนักเปียโนฝีมือเลิศ แต่สำหรับหญิงชาวตะวันออกแล้ว ข้าพเจ้ามีความรู้น้อยเกินกว่าจะคาดเดาได้ว่าเธอมีทักษะเยี่ยงใดด้วยนิ้วที่เรียวยาวเช่นนั้น
“มิสเตอร์ไฮน์ริช เบิล ข้าพเจ้าทราบว่าท่านเดินทางมาจากเยอรมนี นั่นคือสิ่งที่ข้าพเจ้าทราบ แต่นอกจากนี้แล้ว ข้าพเจ้าไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับท่านเลย ดังนั้นเพื่อความเชื่อใจซึ่งกันและกัน หากท่านจะเปิดเผยสิ่งที่ท่านเปิดเผยได้เกี่ยวกับตัวท่าน ข้าพเจ้าจะมีความยินดีอย่างมาก” ราวกับต้องมนต์สะกด ข้าพเจ้าเริ่มต้นเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง นับแต่ถิ่นที่เกิดของข้าพเจ้าที่ไฮเดลเบิร์ก เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งในเยอรมนี การที่ในเมืองแห่งนั้นมีมหาวิทยาลัยชั้นเลิศทำให้ข้าพเจ้าฝักใฝ่กับการศึกษาด้านอักษรศาสตร์เป็นที่ยิ่ง ข้าพเจ้าเข้าเรียนในชั้นอุดมศึกษาด้านภาษาละตินและกรีก ก่อนจะทำการศึกษาภาษาฮิบรู อาหรับ และภาษาอื่นในระดับการศึกษาที่สูงกว่านั้น การศึกษาที่ว่าทำให้ข้าพเจ้าหลงใหลในงานเขียนมหากาพย์ของท่านกวีโอเมอร์ และชื่นชอบสุนทรพจน์อันเสนาะหูของเซนากา ตกหลุมรักในบทกวีของโอวิดและรูมี และอาจน้ำตาคลอได้เสมอเมื่อใครสักคนบรรเลงอุปรากรแห่งวิวัลดีให้ข้าพเจ้าได้สดับ อาจถือว่าข้าพเจ้าเป็นคนจิตใจอ่อนไหวในประการนี้ แต่อาจถือว่าข้าพเจ้าเป็นคนหัวใจเข้มแข็งที่ยังครองตนเป็นโสดจนปัจจุบัน
ข้าพเจ้ายึดอาชีพล่ามและนักแปลเป็นสัมมาอาชีวะ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ข้าพเจ้าเป็นล่ามประจำกองทัพเยอรมันในเขตการรบที่ซอมม์ แม้จะเป็นช่วงเวลาไม่นาน แต่นั่นก็ทำให้ข้าพเจ้าได้ลิ้มรสแห่งการสงคราม หลังสงครามเสร็จสิ้นลง ข้าพเจ้าโยกย้ายตนเองไปอยู่ฟลอเรนซ์ ที่นั่นข้าพเจ้าทำงานให้กับโครงงานบูรณะภาพเขียนที่อุฟฟิซี ชีวิตในอิตาลีสอนข้าพเจ้าให้รู้จักกับไวน์และอุปรากร ข้าพเจ้าได้แปลบทกวีของดันเตเป็นภาษาเยอรมันสองเล่ม เป็นงานที่ข้าพเจ้าภูมิใจจนทุกวันนี้ หลังจากนั้นข้าพเจ้าอพยพตนเองไปอยู่ที่อัมสเตอร์ดัม ข้าพเจ้าใช้เวลาที่นั่นในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยที่สถาบันศิลปะไรจ์ส จนสงครามครั้งใหม่ประทุขึ้น ในครานี้มิตรสหายชาวดัตช์ที่บัดนี้ได้ตกเป็นเชลยสงครามเสียแล้วได้แนะนำข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าควรเดินทางออกจากยุโรปเสีย ก่อนที่ทุกอย่างจะเลวร้ายลง “ท่านควรไปอาณานิคมของเราที่สุดขอบตะวันออก ที่นั่นน่าจะให้ความสงบกับท่านมากกว่าที่นี่ ข้าพเจ้ายื่นใบลาออกจากงาน ซึ่งนั่นแทบไม่จำเป็น เพราะกองทัพเพื่อนร่วมชาติของข้าพเจ้าได้ยุติทุกอย่างลงหมดแล้ว ข้าพเจ้าโดยสารเรือผ่านคลองสุเอซ เมื่อขึ้นฝั่งครั้งแรกที่กัลกัตตา ข้าพเจ้าผูกมิตรกับนายท่าชาวฮินดูคนหนึ่ง เขาเป็นผู้นำพาข้าพเจ้าเข้าสู่โลกแห่งบทโศลกของตะวันออก ข้าพเจ้าอ้อยอิ่งกับรามายณะของท่านกาลิทาสอยู่ที่นั่นเนิ่นนานจนสงครามตามมาถึง ข้าพเจ้าออกเดินทางอีกครั้งด้วยเรือโดยสารของญี่ปุ่นชื่อนิชิมารุ และนั่นคือเหตุผลที่ข้าพเจ้ามาที่นี่ มาอยู่เบื้องหน้าท่าน”
หญิงสาวผู้นั้นนั่งฟังเรื่องราวอันสังเขปของข้าพเจ้าด้วยอาการสงบ เธอไม่ได้แสดงอาการคล้อยตาม ปฏิเสธ หรือยอมรับใดๆ มีแต่การฟังเท่านั้นที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าเธอยังตั้งมั่นในอารมณ์เช่นนั้น เมื่อข้าพเจ้าจบการสาธยายของตนลง เธอก็เอ่ยขึ้นว่า “แล้วไฉนจึงเป็นบันดุง ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป้าหมายการเดินทางต่อไปของท่านคือบันดุง ไฉนจึงเป็นบันดุง เมืองที่แทบไม่มีความสำคัญใดๆ เลยในโลก หรือในจักรวาลนี้”
ข้าพเจ้าถอนหายใจ แม้ว่าการเดินทางไปบันดุงของข้าพเจ้าจะไม่เป็นความลับสำคัญอันใด ข้าพเจ้าไม่ใช่สายลับ ไม่ใช่จารชน ข้อนั้นข้าพเจ้ารู้ตนเองแน่ ทว่าการรักษาความลับของผู้ที่ว่าจ้างข้าพเจ้าในกิจการอันเป็นส่วนตนนั้นเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้ายึดถือมาโดยตลอด “ภูเขาไฟ” ข้าพเจ้าเอ่ย “ตังกูบัน ปาราฮู ข้าพเจ้าอยากเห็นไอร้อนพวยพุ่งจากภูเขาแห่งนั้น ข้าพเจ้าเคยเห็นมันจากภาพถ่ายเก่าแก่ และนั่นทำให้ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะเห็นภาพจริงสักครั้ง”
“นั่นเป็นคำตอบที่ดีมาก ตังกูบัน ปาราฮู สามารถรอท่านได้ มีเรือสองลำจะออกจากท่าในวันรุ่งขึ้น ลำแรกจะออกเดินทางไปมากาซาร์ในสุลาเวสี ที่นั่นท่านจะเพลิดเพลินกับการศึกษานกแปลกๆ ได้ไม่สิ้นสุด อีกลำหนึ่งนั้นจะเดินทางขึ้นไปนครเมดาน ที่นั่นอีกเช่นกันที่ท่านจะมีโอกาสศึกษาภาษาและวัฒนธรรมของชาวบาตักที่ข้าพเจ้าเชื่อว่ายังไม่มีผู้ใดทำสำเร็จมาก่อนเลย เรือทั้งสองลำจะออกจากท่าพร้อมกันในเวลาเที่ยงตรง ข้าพเจ้าเชื่อว่าข้าพเจ้ายังไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริงในการเดินทางไปบันดุงของท่าน สิ่งที่ข้าพเจ้าทราบคือท่านไม่ควรไปที่นั่นโดยเด็ดขาด แม้ท่านจะเคยผ่านศึกสงคราม แต่การเดินทางไปบันดุงครานี้จะเป็นดังการเอาชีวิตท่านไปแขวนอยู่บนเส้นด้ายเหนือเหตุการณ์ใดๆ ที่ท่านเคยประสบมา ข้าพเจ้ารับหน้าที่มาแจ้งต่อท่านเพียงเท่านี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะถือเอาคำพูดของข้าพเจ้าเป็นเรื่องสำคัญเพราะหากมิเป็นเช่นนั้นแล้ว การเสี่ยงภัยมาที่นี่ของข้าพเจ้าคงไร้ผลโดยสิ้นเชิง”
หญิงสาวผู้นั้นลุกขึ้นจากเก้าอี้ ส่วนข้าพเจ้านั้นลุกไปเผชิญหน้าเธอ “ท่านจะบอกชื่อของท่านได้หรือไม่? ข้าพเจ้าเอ่ยถึงตนเองมากมายนัก แต่ข้าพเจ้าหวังแค่เพียงชื่อของท่านเป็นกำนัล” หญิงสาวผู้นั้นยิ้มให้ข้าพเจ้า เป็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยจนหัวใจของข้าพเจ้าเจ็บแปลบ “ชื่อที่แท้ของข้าพเจ้านั้นยืดยาวเกินไป และหากเราจะได้พบกันอีก ท่านคงลืมมันเสียแล้ว เรียกข้าพเจ้าว่าบุหรง อันเป็นชื่อที่ท่านคงไม่ลืมมันโดยง่าย แต่สิ่งที่ท่านไม่ควรลืมอย่างที่สุดคืออย่าเดินทางไปบันดุง อย่าไปที่นั่น อย่าไปที่นั่นเป็นอันขาด”
แทนคำตอบรับ หญิงสาวผู้นั้นเดินผ่านข้าพเจ้าไปที่ประตู ข้าพเจ้าจำไม่ได้แน่ชัดว่าเธอได้เปิดประตูออกไปหรือไม่ แต่ข้าพเจ้าได้ยินเสียงนกร้องจากภายนอก ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเคาะประตู ข้าพเจ้าเชื่อว่าสิ่งนี้มิใช่ความฝัน ในหูของข้าพเจ้ามีถ้อยคำว่า อย่าไป อย่าไปเป็นอันขาด ของหญิงสาวผู้นั้นดังอยู่ในโสตประสาทแทบ ตลอดเวลา
——————

บทที่สี่
เป็นมาเม็ตนั่นเองที่เป็นผู้เคาะประตู เขาแสดงท่าทีแปลกใจเมื่อพบว่าข้าพเจ้าอยู่ในสภาพที่ตื่นเต็มที่แทนอาการงัวเงียยามรุ่งสางเยี่ยงบุคคลทั่วไป เขายื่นกระเป๋าเอกสารที่ทำจากหนังชั้นดีให้ข้าพเจ้าใบหนึ่ง พร้อมกับแจ้งว่ารถของเราพร้อมจะออกเดินทางในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้านี้แล้ว ข้าพเจ้ารับกระเป๋าเอกสารจากเขาและตั้งใจจะสอบถามถึงสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็นในเย็นวาน แต่เขาผละจากข้าพเจ้าไปโดยเร็วก่อนที่ข้าพเจ้าจะมีบทสนทนาใด ข้าพเจ้าจัดแจงอาบน้ำแต่งตัวและรับประทานอาหารเช้าโดยลำพังที่ห้องอาหารด้านล่าง และแทบจะทันทีที่ข้าพเจ้าวางมีดหั่นเนื้อในมือลง มาเม็ตก็ตรงมารับเอาสัมภาระของข้าพเจ้าไปบรรทุกไว้ท้ายรถ และก่อนพระอาทิตย์จะส่องแสงแรงกล้า เราทั้งคู่ก็เริ่มต้นการเดินทางไปบันดุง
มีกลิ่นหอมประหลาดจากที่นั่งด้านหลัง ข้าพเจ้าพยายามทบทวนสำนึกว่าเคยได้กลิ่นหอมนั้นจากที่ใด และแล้วข้าพเจ้าก็นึกออก กลิ่นนั้นเป็นกลิ่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าได้สูดนาสิกจากหญิงสาวลึกลับเมื่อคืนก่อน ข้าพเจ้าสอบถามมาเม็ตว่า หลังจากเขาส่งข้าพเจ้าที่โรงแรมในเย็นวานแล้ว เขาได้นำรถออกไปทำกิจการอื่นหรือไม่ มาเม็ตตอบกับข้าพเจ้าเพียงสั้นๆ ว่าไม่ อันทำให้ข้าพเจ้าหมดหนทางที่จะสอบสวนเขาอีก ระหว่างเส้นทางที่รถแล่นผ่านกลางใจเมือง ข้าพเจ้าฉุกคิดได้ว่าควรให้มาเม็ตแวะที่สถานกงสุลเยอรมนีสักชั่วครู่ เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องแจ้งแก่สถานกงสุลว่าข้าพเจ้าได้ปรากฏตัวที่ชวาแล้ว โดยเฉพาะเมื่อข้าพเจ้าจะต้องออกเดินทางไปในดินแดนที่ไกลจากศูนย์กลางเข้าทุกที มาเม็ตรับคำอย่างเงียบๆ เขาขับเลี้ยวรถไปทางถนนบารัต ก่อนจะจอดรถที่หน้าสถานกงสุลบนถนนเซลาตัน ข้าพเจ้าลงจากรถและเดินตรงเข้าไปในดินแดนเอกสิทธิ์แห่งนั้น หลังจากลงรายชื่อและแจ้งแผนการเดินทางคร่าวๆ ของข้าพเจ้าแก่เจ้าหน้าที่แล้ว ข้าพเจ้าก็เก็บปากกาหมึกซึม เหน็บมันที่กระเป๋าเสื้อ และพร้อมจะออกเดินทางอีกครั้ง ขณะนั้นเองผู้เป็นเจ้าหน้าที่ได้เอ่ยขึ้นว่า “แฮร์ไฮน์ริช เบิล คุณไฮน์ริช เบิล ใช่ไหม” เมื่อข้าพเจ้ารับว่าใช่ หญิงผู้เป็นนายทะเบียนบุคคลก็ยื่นกระเป๋าเอกสารใบหนึ่งให้กับข้าพเจ้า “มีหญิงสาวคนหนึ่งฝากกระเป๋าเอกสารไว้ให้คุณเมื่อเช้านี้ เธอแจ้งเราว่าไม่ต้องกังวล คุณจะมารับมันด้วยตนเอง” ข้าพเจ้ารับกระเป๋าเอกสารใบนั้นจากเธอ มันเป็นกระเป๋าเอกสารแบบเดียวกันกับที่มาเม็ตมอบให้ข้าพเจ้าเมื่อเช้านี้ สรุปตอนนี้ข้าพเจ้ามีกระเป๋าแบบเดียวกัน สีเดียวกันถึงสองใบอยู่ภายใต้การครอบครองในเวลาเพียงหนึ่งวัน
ข้าพเจ้ากลับมาที่รถพร้อมกับความรู้สึกกังวลใจ แต่มาเม็ตดูจะไม่ใส่ใจในสีหน้าข้าพเจ้า เขาออกรถโดยไม่ลังเล พวกเราทิ้งห่างปัตตาเวีย มุ่งหน้าสู่โบกอร์ มาเม็ตเงียบขรึมลงกว่าเมื่อวาน หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้องคือเขาเงียบขรึมลงหลังจากข้าพเจ้าถามถึงหญิงสาวคนนั้น ก่อนถึงโบกอร์ ด่านตรวจของหน่วยทหารญี่ปุ่นหน่วยหนึ่งได้ทำการหยุดรถของเรา ข้าพเจ้ายื่นเอกสารประจำตัวให้พวกเขาตรวจดู สิ่งที่ข้าพเจ้ารับรู้ได้ถึงความแตกต่างของด่านตรวจแห่งนี้กับที่อื่นคือกำลังพลที่หนาแน่นกว่าปกติ นายทหารที่ควบคุมด่านคนหนึ่งพลิกเอกสารการเดินทางของข้าพเจ้าในมือของเขาไปมา ก่อนจะชะโงกหน้าเข้ามาในรถ “ท่านจะเดินทางไปที่ไหน” “บันดุง” ข้าพเจ้ากล่าว “เพื่อ?” “เพื่อพบมิตรของข้าพเจ้าคนหนึ่ง ข้าพเจ้ามีอาชีพเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยด้านประวัติศาสตร์ และมีเรื่องสาระสำคัญเกี่ยวกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์บางชิ้นที่ต้องขอความเห็นจากเขา” “เพื่อนของท่านเป็นคนชาติอะไร” “สยาม” ข้าพเจ้าตอบเพียงสั้นๆ สีหน้าของนายทหารผู้นั้นดูผ่อนคลายขึ้นมากเมื่อทราบว่ามิตรสหายของข้าพเจ้าเป็นฝ่ายเดียวกับเขา “หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับโครงกระดูกของมนุษย์ชวา” เขายิ้มให้ข้าพเจ้า “เราจะเอามันคืนจากพวกดัตช์เร็วๆ นี้” เขาหัวเราะก่อนจะคืนเอกสาร แต่แล้วเมื่อเขาแลเห็นใบหน้าของมาเม็ต สารถีของข้าพเจ้า เขาก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นอีก ก่อนจะออกคำสั่งกับมาเม็ตว่า “แกต้องขับรถตรงไปบันดุงในรวดเดียว อย่าแวะที่ใด ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตามที”
มาเม็ตพารถของเราแล่นผ่านโบกอร์อย่างรวดเร็วราวกับเขามีเจตนาจะปฏิบัติตามคำแนะนำของนายทหารผู้นั้น เราเดินทางมาได้ครึ่งทางแล้ว และข้าพเจ้าก็หวังจะได้รับประทานอาหารกลางวันอย่างสงบที่บันดุง ทว่าเมื่อพ้นตัวเมืองก็ปรากฏร่างของชายชาวชวาหลายคนที่เปลือยกายและถูกแยกแขนและขามัดเข้ากับต้นไผ่ริมทาง ร่างของพวกเขาลอยคว้างราวกับดาวกระจายที่ถูกตรึงอยู่กลางอากาศ มีทหารญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งเดินตระเวนไปมารอบๆ พวกเขาอย่างเกียจคร้าน ข้าพเจ้าถามมาเม็ตว่าภาพที่เห็นนั้นคืออะไร เขาตอบข้าพเจ้าว่ามันคือวิธีการทรมานนักโทษแบบหนึ่งของพวกทหารญี่ปุ่น โดยจะปล่อยให้ไผ่ค่อยๆ แทงยอดขึ้นจนกว่าจะทะลุตัวผู้เป็นนักโทษ “พวกนี้เป็นโจรที่ต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น” มาเม็ตเอ่ย ข้าพเจ้ากล่าวกับมาเม็ตว่าช่างเป็นการทรมานที่โหดร้ายมาก “โหดร้ายหรือ” “คุณไม่ควรพูดเช่นนั้นจนกว่าจะได้เห็นผู้ที่ร่างกายถูกมัดจนแน่น ก่อนจะชโลมด้วยน้ำผึ้งและถูกโยนเข้าไปในรังมดป่า และปล่อยทิ้งไว้เช่นนั้นจนกว่าจะตาย”
ภาพที่หวาดเสียวเช่นนั้นทำให้จิตใจของข้าพเจ้าขมึงเครียดขึ้น ข้าพเจ้ากำจัดความกดดันที่ว่านั้นด้วยการเปิดกระเป๋าเอกสารที่มาเม็ตมอบให้ ภายในนั้นมีกระดาษสีขาวปึกใหญ่ที่พิมพ์ดีดด้วยตัวพิมพ์สีดำอย่างประณีตบรรจง มีเพียงกระดาษแผ่นเเรกเท่านั้นที่ถูกเขียนด้วยลายมือ ข้าพเจ้าจำได้ในทันทีว่านั่นคือลายมือของกรมพระฯ นั่นเอง
“แฮร์ไฮน์ริช เบิล เมื่อท่านได้มีโอกาสอ่านเอกสารชุดนี้ นั่นหมายความว่าท่านได้ตกลงรับข้อเสนอที่จะแปลงานเขียนว่าด้วยความทรงจำของข้าพเจ้า สิ่งที่ข้าพเจ้าส่งมานั้นเป็นเพียงร่างแรกของงานชิ้นนี้ ข้าพเจ้าเขียนมันเป็นภาษาเยอรมัน อันเป็นภาษาที่ข้าพเจ้าคุ้นชินตั้งแต่ได้รับการศึกษาด้านการทหารที่นั่น และเชื่อว่าคงทำให้ท่านอ่านมันได้สะดวกราบรื่นกว่าในภาษาอื่น รายละเอียดด้านความทรงจำของข้าพเจ้านั้นมีมากมาย แต่ว่าท่านอาจละเลยสิ่งนั้นไปได้ ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านมุ่งความสนใจไปที่สำนวนและกลวิธีการเล่าเรื่อง อันเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าตนเองยังคงบกพร่องอยู่มาก หลังอ่านจนจบสิ้น ท่านสามารถเสนอการแก้ไขและดัดแปลงได้อย่างสมบูรณ์ โดยข้าพเจ้าพร้อมจะมอบเวลายามบ่ายให้กับท่านทุกเมื่อในช่วงเวลาที่ท่านพำนักอยู่ในบันดุง ช่วงเวลาน้ำชายามบ่ายของข้าพเจ้านั้นเริ่มต้นที่บ่ายสองโมง และการมีคู่สนทนาที่ใฝ่ใจในทางอักษรศาสตร์มาร่วมวงนั้นเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาอย่างยิ่งในยามนี้”
ด้วยความนับถือ
บี.พี
ข้าพเจ้าพลิกหน้าแรกที่มีลายมือของกรมพระฯ ไปยังหน้าถัดไป ชื่อของเอกสารชุดนั้นคือ ‘ความทรงจำแห่งวัยสนธยา’ ตัวอักษรภาษาเยอรมันที่คมชัดจนข้าพเจ้าเชื่อว่าถูกเคาะลงมาโดยเครื่องพิมพ์ดีดชั้นดีอย่างเรมิงตันเริ่มเรื่องว่า
“แม้จะมีข่าวลือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในวันที่ 6 เมษายนก็ตามที ทว่าประชาชนแห่งสยามดูจะมิได้ใส่ใจในข่าวลือที่ว่าแม้เพียงน้อยนิด สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ที่เพิ่งสร้างเสร็จสมบูรณ์สำหรับงานสมโภชฯ ครั้งนี้ได้สร้างความปีติร่าเริงใจให้แก่ประชาชนทั้งฝั่งพระนครและธนบุรี ที่บัดนี้ได้เชื่อมเข้าเป็นหนึ่งด้วยทางสัญจรอันทันสมัยแทนการลงเรือพายหรือเรือรับจ้างที่ลอยลำไปมาในแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นเส้นโลหิตสำคัญของเรา คืนวันที่ 5 เมษายนนั้น ผู้คนในชุดอาภรณ์หลากสีและใหม่เอี่ยมปานกับแกะกล่องจากห้างแบดแมนหรือห้างใดๆ ก็ตามได้พากันออกมาเดินเที่ยวงานเฉลิมฉลองกันอย่างครึกครื้น ยวดยานพาหนะสัญจรไปมาตลอดคืน ถนนทุกสายถูกปัดกวาดจนสะอาดสะอ้านตา ในแม่น้ำเจ้าพระยามีเรือรบจอดทอดสมอเรียงรายสำหรับขบวนพยุหยาตราในวันรุ่งขึ้น ข่าวลืออันไม่เป็นมงคลนั้นดูจะไม่อาจมาแผ้วพานงานเฉลิมฉลองอันเปี่ยมด้วยความสุขนี้ได้”
เมื่อข้าพเจ้าอ่านถึงข้อความท่อนนั้น รถยนต์ของเราก็หยุดลงอย่างกะทันหัน ข้าพเจ้าชะโงกหน้าออกไปนอกรถ แลเห็นสะพานไม้ขนาดใหญ่อยู่เบื้องหน้า แต่เมื่อข้าพเจ้ามองตามสายตาของมาเม็ต ข้าพเจ้ากลับพบสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า ที่แม่น้ำเบื้องล่างมีร่างของทหารญี่ปุ่นนายหนึ่งก้มหน้าลอยอยู่ในลำน้ำ ข้าพเจ้าเปิดประตูรถออกและเริ่มไต่ลงไปตามทางดินลื่นๆ ใต้สะพานโดยมีมาเม็ตตามมาติดๆ เมื่อไปถึงริมแม่น้ำ มาเม็ตก็ถลกขากางเกงของเขาและฝ่าสายน้ำไปนำร่างที่ไร้วิญญาณขึ้นมายังริมฝั่ง ข้าพเจ้าพลิกร่างของทหารเคราะห์ร้ายคนนั้นขึ้น เขามียศร้อยตรี ทรงผมสั้นเกรียน นัยน์ตาที่เล็กเรียวของเขาดูจะเบิกกว้างขึ้นกว่าเดิม ตลอดตัวและเครื่องแบบของเขาไม่มีร่องรอยของบาดแผลใดๆ เว้นแต่ที่ลำคอซึ่งมีสีเขียวคล้ำและแทบจะฉีกขาดออกจากลำตัว ข้าพเจ้าพินิจบาดแผลนั้นและลงความเห็นคร่าวๆ ว่าทหารผู้นี้ได้ตกเป็นเหยื่อสังเวยมีดอันแสนคมเสียแล้ว และก่อนที่ข้าพเจ้าจะได้มีความเห็นอื่นอีกต่อไป ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงบุคคลอื่นทางด้านหลัง ข้าพเจ้าหันกลับไปมอง และนั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้เผชิญหน้ากับพันตรีโทรุ ซากาโมโตะ บุคคลในตำนาน
——————
(ติดตามตอนต่อไปในวันเสาร์ที่ 23 กันยายน 2560)
ภาพประกอบ: Karin Foxx
The post วายัง อมฤต นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์ (บทที่ 3-4) appeared first on THE STANDARD.
]]>
บทนำ เรื่องราวที่ข้าพเจ้าจะเ […]
The post วายัง อมฤต นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์ (บทที่ 1-2) appeared first on THE STANDARD.
]]>
บทนำ
เรื่องราวที่ข้าพเจ้าจะเล่าต่อไปนี้หมายใจว่าท่านทั้งหลายจะรับฟังมันจนจบถ้วนกระบวนความ เพราะหากท่านรับฟังมันเพียงครึ่งเพียงกลาง เยี่ยงเด็กหนุ่มที่ปราศจากความอดทนที่จะได้รับรสจูบเป็นครั้งแรกจากหญิงสาวที่เขาพึงปรารถนาเสียแล้ว ท่านก็จะได้รับรู้มันเพียงบางส่วนเสี้ยวเท่านั้นเอง
ความรักนั้นดีอยู่เมื่อเริ่มต้น ดื่มด่ำในท่ามกลาง และมักปวดร้าวเสมอในบั้นปลาย นั่นคือสิ่งที่ข้าพเจ้าผู้อยู่ในปัจฉิมวัยอยากกล่าวไว้เป็นอุทาหรณ์เช่นนั้น และเรื่องราวของกรมพระฯ ล้วนเป็นเช่นนั้นเสียด้วย การด่วนตัดสินใดๆ ในชีวิตของบุรุษผู้นี้ดูเป็นเรื่องง่าย และข้าพเจ้าก็เห็นบรรดาหนังสือพิมพ์รีคอร์เดอร์เกร่อๆ ที่พิมพ์ขายทั่วไปในยามสงครามชอบกระทำกัน ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจเขียนถึงเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นหลังจากที่เอกบุรุษผู้นี้ได้จากโลกของเราไปแล้ว
เรื่องราวแห่งการผจญภัยอันเปี่ยมล้นด้วยความลี้ลับ เอกอุในเรื่องอัศจรรย์นานา เรื่องราวที่เต็มไปด้วยความหวาดเสียว และมหันตภัยที่แม้ข้าพเจ้าเองก็ยังเสียวสันหลังจวบจนบัดนี้ หากแต่เรื่องราวเหล่านั้นกลับแฝงด้วยกุสุมรสมากมายราวกับมันเป็นวรรณกรรมชั้นดีที่กรมพระฯ มักคัดเลือกมันมาอ่านเสมอในเวลาว่าง ข้าพเจ้าไตร่ตรองและใคร่ครวญอยู่เนิ่นนานว่าข้าพเจ้าควรนำเสนอเรื่องราวที่ว่านี้ไหม และในที่สุดข้าพเจ้าก็ปลงใจ เรื่องราวของชายผู้เคยกุมอำนาจมากที่สุดแห่งกองทัพสยาม หากแต่ใช้ชีวิตในช่วงท้ายอย่างสงบรำงับกับการแปลนิทานปรัมปราที่ไม่มีใครใฝ่ใจจะอ่าน มันเป็นเรื่องราวที่ไม่อาจผ่านเลยไปได้โดยไม่บันทึกถึงมัน
ในเรื่องราวต่อไปนี้กรมพระฯ ทรงเป็นตัวเอกในเรื่องราวเหล่านี้โดยแน่แท้ และข้าพเจ้าที่แม้จะมีบทบาทอยู่บ้างก็ในฐานะตัวประกอบที่ทำให้เรื่องดำเนินไปได้ ด้วยเหตุนี้เองแม้ว่าทุกอย่างจะเล่าผ่านมุมมองส่วนตนของข้าพเจ้า แต่ขอให้เชื่อใจเถิดว่า ทั้งหมดทั้งปวงนั้นเป็นมุมมองที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าหากกรมพระฯ ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ก็คงจะปรารถนาเช่นนั้นเอง
และด้วยเหตุนี้ภายใต้ตะเกียงหนึ่งดวง ห้องเล็กๆ ในบันดุงและเเฟ้มเอกสารจำนวนมาก ข้าพเจ้าได้เริ่มต้นเขียนเรื่องราวเหล่านี้
——————

บทที่หนึ่ง
ข้าพเจ้าได้รับจดหมายของกรมพระฯ เป็นครั้งแรกในขณะที่อยู่บนเรือนิชิมารู พนักงานรับใช้ประจำเรือนำจดหมายฉบับนั้นมาให้ในช่วงเช้าขณะที่ข้าพเจ้ากำลังสนทนากับซินยอร์ร่าฟรานเชสก้าอย่างออกรส ในช่วงแห่งสงครามนั้นมีแต่เรือของประเทศญี่ปุ่นที่สามารถแล่นผ่านไปมาในมหาสมุทรอินเดีย และบนเรือเหล่านั้น ท่านจะพบชาวยุโรปได้ก็แต่ชาวเยอรมันและชาวอิตาเลียน
อย่างไรก็ตาม ซินยอร์ร่าฟรานเชสก้าหาได้เหมือนชาวยุโรปโดยทั่วไปที่สนใจแต่เรื่องราวของตนเองไม่ ในระหว่างบทสนทนาเหนือถ้วยชาอัสสัม หญิงสาวผู้เดินทางพร้อมด้วยสามีขี้โรคที่ยึดอาชีพเป็นพ่อค้ายางพาราในสุมาตรา เล่าให้ข้าพเจ้าฟังถึงเรื่องราวต่างๆ นานาในโลกนี้ นับแต่การค้นพบสุสานตุตันคาเมนของ โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ วาระสุดท้ายของพระเจ้าธีบอ วิธีการคล้องช้างในมาลายา รวมถึงเรื่องราวของเหล่าคนหนุ่มที่สำเร็จการศึกษาจากฝรั่งเศส ผู้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศตนเองไปเมื่อทศวรรษก่อน
ข้าพเจ้าดื่มด่ำกับเรื่องราวเหล่านั้นของซินยอร์ร่าฟรานเชสก้า จนกระทั่งจดหมายจากกรมพระฯ ถูกวางลงบนโต๊ะ มันเป็นจดหมายในซองสีขาวที่จ่าหน้าถึงข้าพเจ้าอย่างชัดเจน ข้าพเจ้าใช้ผ้าเช็ดปากทำความสะอาดมีดทาเนยก่อนจะใช้มันเปิดซองจดหมายนั้นขึ้น ข้อความในจดหมายเป็นไปอย่างธรรมดาสามัญ หากแต่ว่ามันกลับชักนำข้าพเจ้าให้ได้พบกับบุรุษผู้เคยทรงอำนาจที่สุดคนหนึ่ง บุรุษที่ในยามนี้กลับมีชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตนเสียเต็มประดา
ข้าพเจ้ามีนามว่า ไฮน์ริช เบิล ข้าพเจ้าผู้มีอาชีพเป็นนักแปล ข้าพเจ้าผู้รู้ภาษาถึงแปดภาษา และด้วยจดหมายสามัญธรรมดาฉบับนั้นเองที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องขวนขวายเรียนรู้ภาษาที่เก้าในที่สุด
ภาษาแห่งราชอาณาจักรสยาม
——————

บทที่สอง
หลังเปิดซองและอ่านข้อความในจดหมายแล้ว ข้าพเจ้าขอตัวกับซินยอร์ร่าฟรานเชสก้าอย่างละล่ำละลัก ก่อนจะกลับไปที่ห้องพักอย่างเร่งด่วน เหตุการณ์ในวันนั้นผ่านพ้นมากว่าสามปีแล้ว หากแต่ในมโนสำนึกของข้าพเจ้ามันยังแจ่มชัดอยู่มิรู้คลาย
ตัวกระดาษจดหมายเป็นกระดาษชั้นดีจากเมืองฟาเบียโน่ทางเหนือของอิตาลี ส่วนหมึกสีดำนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นน้ำหมึกจากร้านฟอยล์ในลอนดอน ข้าพเจ้าคุ้นชินกับน้ำหมึกที่ว่านี้เป็นอย่างดี สาเหตุเพราะการทำงานแปลของข้าพเจ้า ทำให้ต้องรับงานเร่งด่วนทางจดหมายอยู่เสมอ และในหลายครั้งที่หมึกนั้นยังหมาดอยู่เสียด้วยซ้ำ ลูกค้าของข้าพเจ้าส่วนใหญ่เป็นชนชั้นสูง ดังนั้นพวกเขาจะใช้หมึกที่แม้จะโดนน้ำหรือเปียกฝนก็หาได้ลบเลือนไม่ และหมึกที่ว่านี้เป็นหมึกชนิดเดียวที่ไม่ว่าสงครามจะดำเนินไปอย่างไร ทั้งฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะย่อมลงความเห็นว่ามันเป็นหมึกที่ดีที่สุด
ข้อความในจดหมายนั้นกระชับและมีแต่ใจความสำคัญ
“ข้าพเจ้าได้ทราบจากมิตรสหายสนิทว่าท่านเป็นผู้ที่มีความสามารถเป็นเลิศในด้านการแปล ข้าพเจ้าจึงขอถือวิสาสะทาบทามท่านเป็นผู้แปลเอกสารสำคัญว่าด้วยความทรงจำของข้าพเจ้าในอาณาจักรสยาม หากท่านประสงค์จะตอบรับคำทาบทามของข้าพเจ้า หรือปรารถนาจะทราบรายละเอียดแห่งกิจการงานอันนี้ ขอให้ท่านมองหารถคาดิลแลคสีดำ ซึ่งข้าพเจ้าจะจัดหาไปรับท่านที่ท่าเรือเซมารัง คนขับนั้นเป็นชาวพื้นถิ่นซุนดาน ซึ่งข้าพเจ้ารับประกันว่าเขาจะเก็บความลับทุกอย่างระหว่างเราได้สนิทราวกับก้อนหินที่ปิดปากถ้ำลึกลับในหุบเขาเลยทีเดียว”
ด้วยความนับถือ
บี.พี
ข้าพเจ้าไม่เคยพบกับกรมพระฯ มาก่อน แต่กิตติศัพท์ของท่านนั้นปรากฏเนืองๆ ให้ข้าพเจ้าได้สดับ ดังข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟังในภายหลัง
การเปลี่ยนแปลงของสยามนั้นอยู่ในสายตาของโลกมาตลอด ช่วงเวลาไม่ถึงทศวรรษพวกเขาดูจะยังอยู่ในท่ามกลางความไม่แน่นอน หากเปรียบเทียบกับการเข้ายึดครอง และจัดระเบียบแมนจูเรียของมหามิตรเราอันได้แก่ญี่ปุ่นในปี 1931 แล้ว การเปลี่ยนแปลงของสยามในปี 1932 ยังอยู่ในขั้นทารกหัดเดินก็ว่าได้ กระนั้นบุคคลที่ถูกหยิบยกขึ้นเสมอในแวดวงผู้ใฝ่ใจทางการเมืองในดินแดนแถบนี้จะละเลยนามของกรมพระฯ หาได้ไม่ เขาเป็นผู้ที่ทรงอำนาจที่สุดก่อนการเปลี่ยนแปลงของสยาม และจนบัดนี้แม้ว่าเขาจะใช้ชีวิตที่สมถะและเงียบสงบอยู่ที่บันดุงแล้วก็ตาม รัฐบาลแห่งสยามที่บางกอกก็หาได้เคยไว้ใจเขาไม่ ทารกที่หัดเดินย่อมหวาดกลัวผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งแม้ว่าเขาจะใช้ไม้เท้าแทนขาอันทรงพลังแล้วก็ตาม
เรือนิชิมารุเดินทางมาถึงท่าเรือเซมารังในยามบ่ายของอีกสองวันต่อมา ข้าพเจ้าลงจากเรือเป็นคนสุดท้ายเพื่อให้แน่ใจว่ารถแคดิลแลคสีดำจะยังคอยข้าพเจ้าอยู่ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ชายคนขับทำสัญญาณมือแสดงความเคารพข้าพเจ้ามาแต่ไกลก่อนจะสาวเท้ามาที่สะพานเดินเรือ เขากล่าวคำว่า “เซลามัต ดาตัง” แล้วฉวยหีบไม้ที่ใส่เสื้อผ้าทั้งสองใบของข้าพเจ้าตรงไปยังท้ายรถที่เปิดอยู่ ผิวสีของเขานั้นดำขลับราวกับสีที่ได้จากลูกมะเกลือ ในขณะที่ฟันของเขานั้นขาวสะอาดราวกับงาช้าง เขาแนะนำตัวว่าชื่อของเขานั้นคือมามัต หลังการนั้นเขาเปิดประตูรถให้ข้าพเจ้าขึ้นนั่งก่อนจะขับออกไปโดยไม่มีบทสนทนาอื่นอีก
รถแล่นบนถนนเล็กๆ มาตลอดทาง ทหารญี่ปุ่นตั้งด่านตรวจก่อนถึงเมืองปัตตาเวีย พวกเขามีทีท่าขึงขังแต่เมื่อข้าพเจ้ายื่นหนังสือเดินทางเยอรมันให้ดู พวกเขาก็มีท่าทีเป็นมิตรโดยทันที
หลังการเข้ายึดครองดินแดนแถบนี้ในเดือนมีนาคม หลายอย่างถูกจัดการอย่างรวดเร็ว ข้าพเจ้าแลเห็นเรือนนอนของทหารและค่ายกักกันพวกดัตช์ตั้งอยู่ตลอดทาง พวกญี่ปุ่นเป็นชนที่ชื่นชอบความสมบูรณ์แบบไม่ต่างจากเรา แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมจะผ่อนปรนกับสิ่งที่ไม่จำเป็น ดังข้าพเจ้าได้เห็นพ่อค้าเร่ขายอาหารตามวารงหรือตลาดย่อยๆ ตลอดทางด้วยเช่นกัน วิถีชีวิตประจำวันยังดำเนินไปแบบที่เคย อาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้างจากธงชาติดัตช์เป็นธงชาติญี่ปุ่นบนยอดเสา แต่กระนั้นมันก็หาได้กระทบต่อผู้คนในดินแดนนี้เลย
รถของเราแล่นผ่านต้นก้ามปูตามแนวถนนมาจนถึงโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองปัตตาเวีย ข้าพเจ้าลงจากรถและออกกำลังขาไปมา ในขณะที่ชายคนขับเปิดท้ายรถนำหีบสัมภาระของข้าพเจ้าออกมา ก่อนจะถือมันด้วยแขนอันเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของเขาไปยังชั้นสามอันเป็นชั้นบนสุดของโรงแรม “กรมพระฯ ได้จองห้องชั้นที่ดีที่สุดของโรงแรมนี้ไว้ให้ หวังว่าคุณจะชอบอากาศของปัตตาเวีย” เขาพูด ก่อนจะกล่าวคำว่า “เซลามัต ติงกัล” แล้วเดินจากข้าพเจ้าไป
จริงตามคำพูดของเขา ข้าพเจ้าชอบอากาศของปัตตาเวียตั้งแต่แรก มันสดชื่นและไม่มีกลิ่นไอเค็มของทะเล ดังที่ข้าพเจ้าได้สูดดมมาตลอดเดือนนับจากออกจากจิตตะกอง ข้าพเจ้าเปิดหีบสัมภาระ เลือกเอาเสื้อผ้าที่เบาสบายออกมาและลงแช่ในอ่างอาบน้ำที่ผนังของมันก่อขึ้นจากหินจากภูเขาไฟสีดำสนิท น้ำประปาในปัตตาเวียนั้นไหลเอื่อยแต่มั่นคง
ข้าพเจ้าแช่น้ำอุ่นอยู่ในอ่างอาบน้ำราวชั่วโมงก่อนจะขึ้นจากน้ำ เช็ดตัว ชะโลมโคโลญจนทั่วร่างกาย ข้าพเจ้าสวมเสื้อแขนสั้นสีขาวที่ทำจากใยกัญชา อันเป็นเสื้อที่นิยมกันมากในดินแดนเขตร้อนแถบนี้ จนข้าพเจ้าอดสงสัยไม่ได้ว่าแม้ อังเดร มาลโรซ์ เองก็อาจสวมใส่เสื้อแบบนี้ ในขณะที่เขากำลังบัญชาการการลักลอบนำวัตถุโบราณออกจากกัมพูชา ส่วนกางเกงนั้นข้าพเจ้าเลือกลินินขายาวสีกากี หลังแต่งตัวเสร็จสิ้น ข้าพเจ้ากดกริ่งเรียกพนักงานโรงแรมให้นำกาแฟมาให้ที่ห้อง ก่อนจะออกไปที่ตรงระเบียง เก้าอี้หวายและโต๊ะกระเบื้องใหม่เอี่ยมราวกับเพิ่งถูกขนย้ายมาติดตั้งเมื่อวานตั้งเด่นอยู่
ข้าพเจ้ามองไปเบื้องล่างมีแถวทหารญี่ปุ่นแถวหนึ่งกำลังเดินสวนทางไปกับกลุ่มชายชาวชวาในชุดโสร่งลายตาราง ทหารญี่ปุ่นกลุ่มนั้นคงได้เวลาเข้าเวรตรวจการณ์ในยามค่ำ ในขณะที่ชายชาวชวากลุ่มนั้นคงมุ่งหน้าไปร่วมพิธีทางศาสนาตามความเชื่อของพวกเขา มีรถยนต์แล่นผ่านไปมาบนถนนแต่ไม่มากมายนัก มันเป็นช่วงเวลาก่อนค่ำที่สุขสงบ และแล้วข้าพเจ้าก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่ง เธอแต่งกายในชุดที่แปลกประหลาด มันเป็นชุดพื้นเมืองของชาวชวานั้นแน่นอน หากแต่เป็นชุดพื้นเมืองที่ย้อนกลับไปในอดีตนานนับร้อยปี ข้าพเจ้าเคยเห็นชุดพื้นเมืองที่ว่านี้จากหนังสือภาพถ่ายของ ยีน เดมินี่ ผู้ตระเวนอยู่ในเกาะชวาเมื่อต้นศตวรรษ เขาถ่ายภาพหญิงชราจากตระกูลใหญ่ในเกาะชวาคนหนึ่ง เธอขออนุญาตแต่งกายตามแบบโบราณเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นชีวิตด้วยอาการป่วย ภาพถ่ายภาพนั้นแสดงให้เห็นถึงความวิจิตรบรรจงของเครื่องแต่งกายที่ว่า และมันตราตรึงใจอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้า
หญิงสาวผู้นั้นเดินตรงไปยังรถแคดิลแลคคันที่นำข้าพเจ้ามาจากท่าเรือเซมารัง คนขับรถของข้าพเจ้าเปิดประตูด้านหลัง ในตำแหน่งที่ข้าพเจ้าเคยนั่งให้เธออย่างอ่อนน้อม ก่อนจะออกรถ และขับมันพ้นลานจอดรถของโรงแรมไป ข้าพเจ้างุนงงกับเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่ผู้รับใช้ประจำโรงแรมจะนำกาแฟมาให้ มันเป็นกาแฟที่ปลูกในสุราเวสีอันมีกลิ่นหอมราวเครื่องหอมชั้นเลิศ ข้าพเจ้าเทนมเพียงเล็กน้อยลงไป คนให้มันเป็นเนื้อเดียวและเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ภาพของหญิงสาวผู้นั้นยังวนเวียนอยู่ในความคิดคำนึงของข้าพเจ้าจนพระอาทิตย์ตกดิน และในที่สุดความมืดก็เข้าปกคลุมปัตตาเวีย
——————
(ติดตามตอนต่อไปในวันเสาร์ที่ 9 กันยายน 2560)
ภาพประกอบ: Karin Foxx
The post วายัง อมฤต นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์ (บทที่ 1-2) appeared first on THE STANDARD.
]]>
มองการเมืองไทยผ่านคอนเซปต์รัฐศาสตร์ 4 คอนเซปต์ & […]
The post ‘พลังเก่า-พลังใหม่’ การปะทะครั้งสุดท้ายในการเมืองไทย ผ่านมุมมอง กุลลดา เกษบุญชู-มี้ด appeared first on THE STANDARD.
]]>
มองการเมืองไทยผ่านคอนเซปต์รัฐศาสตร์ 4 คอนเซปต์
อาจารย์กุลลดามองว่า การเมืองไทยมีความเป็นเส้นตรงที่ยักเยื้อง และเมื่อเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส เราอาจจะอยู่ในเส้นทางที่นำไปสู่ประชาธิปไตยเช่นกัน
การยักเยื้องที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการปะทะกันระหว่างพลังเก่ากับพลังใหม่ สภาวะนี้ในปัจจุบันมีความรุนแรงมากกว่าที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ อาจมองว่าเป็นการปะทะกันที่มีนัยยะสำคัญมาก นั่นคือพลังใหม่รวบรวมฐานอำนาจของตนขึ้นมาเพื่อทำให้พลังเก่ารู้สึกหวั่นไหวในการที่ตนเองต้องสูญเสียอำนาจไป และอาจจะเป็นการปะทะกันครั้งสุดท้ายก็ได้
อาจารย์กุลลดาได้มองการเมืองไทยผ่านคอนเซปต์ทางรัฐศาสตร์ 4 คอนเซปต์ใหญ่ๆ ดังนี้
14 ตุลาคม 2516 เกิดจากความขัดแย้งของกลุ่มผู้นำกันเอง และการผสมโรงของสหรัฐอเมริกา หากไปดูรายละเอียดแล้วก็จะพบว่ามี conspiracy มากมายที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ซึ่งทำให้เราต้องทบทวนเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ กันใหม่

1. Critical International Political Economy
คือการพูดถึงบทบาทของทุนนิยมศูนย์กลางที่มีต่อโครงสร้างทางสังคมโครงสร้างทางการเมืองประเทศไทย
ทฤษฎีนี้จะทำให้เรามีความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม ซึ่งประกอบด้วยพลังทางสังคมต่างๆ และบทบาทของศูนย์กลางทุนนิยมในกระบวนการเมืองของไทย
การเปลี่ยนแปลงจากรัฐศักดินามาเป็นรัฐสมัยใหม่ ข้อสังเกตคือ การเปลี่ยนแปลงตรงนั้นมีระยะเวลาสั้นมากเมื่อเทียบกับฝรั่งเศส ขบวนการนี้ในฝรั่งเศสทำให้เกิดชนชั้นใหม่ๆ ที่มีปฏิสัมพันธ์กัน อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ในไทยเป็นเรื่องของชนชั้นข้าราชการที่ได้รับการศึกษาสมัยใหม่จำนวนเพียงเล็กน้อยที่มีอำนาจแคบมาก แต่ว่าสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้
บทบาทที่สำคัญของอำนาจภายนอกที่มีต่อการเมืองภายใน ยกตัวอย่าง การขึ้นมามีอำนาจของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จากการศึกษาเอกสารทำให้เห็นชัดเจนว่าประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่เบื้องหลังการขึ้นมาของจอมพลสฤษดิ์ สหรัฐอเมริกามีลักษณะผู้นำที่ต้องการ ซึ่งไปตรงกับคุณลักษณะของจอมพลสฤษดิ์พอดี ทำให้สามารถตอบคำถามได้ว่าทำไมตอนนั้นสหรัฐฯ ซึ่งมองไทยเป็นฐานสำคัญในสงครามเวียดนามจึงต้องการผู้นำแบบจอมพลสฤษดิ์
หากเราไม่เข้าใจบทบาทสหรัฐอเมริกา เราก็อาจจะกล่าวว่าการเลือกตั้งในสมัยจอมพลถนอมเกิดขึ้นเพราะร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็คงต้องมีการจัดการเลือกตั้งสักที แต่ในปี 2514 จริงๆ แล้วผู้นำไทยไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งในครั้งนั้นเลย แต่เกิดจากการชักจูง และผลักดันของสหรัฐอเมริกา ทั้งให้เงิน และวิธีหาเสียง เพื่อที่จะทำให้รัฐบาลที่เป็นทหารเปลี่ยนยูนิฟอร์มมาเป็นผู้นำ เพราะฉะนั้นการเริ่มต้นของประชาธิปไตยอีกครั้งไม่ได้เกิดจากความต้องการภายใน
ในยุคสงครามอินโดจีน สหรัฐฯ มีการแฝงงบประมาณสงครามที่จะเอาไปใช้ที่เขมรไว้ในงบที่จะมาพัฒนาเรา เมื่อเรามีประชาธิปไตย มีรัฐสภา การจะผ่านงบประมาณก็เป็นไปอย่างยากลำบาก เมื่อระบบรัฐสภาไม่เอื้อต่อผลประโยชน์ของประเทศสหรัฐอเมริกาในการปฏิบัติการในสงครามอินโดจีน ก่อนการเลือกตั้ง 1 วัน มีนักการเมืองระดับสูงเดินทางมาพร้อมเงินที่บอกว่าจะนำไปใช้ในการปราบปรามยาเสพติด แต่เงินดังกล่าวถูกใช้อย่างไรก็ไม่มีใครทราบ
สรุปได้ว่า ประชาธิปไตยครั้งแรกในสมัยใหม่หลังยุคจอมพลสฤษดิ์ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการภายใน
14 ตุลาคม 2516 เป็นการรวมพลังต่อต้านรัฐบาลทหารจากกลุ่มต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก รวมทั้งขบวนการนักศึกษาที่มารวมตัวกัน ภาพจากภายนอกดูเป็นชัยชนะของขบวนการนักศึกษา แต่จากมุมมองนักรัฐศาสตร์ที่ได้ศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์พลังนักศึกษาเป็นแค่ส่วนประกอบ
14 ตุลาคม 2516 เกิดจากความขัดแย้งของกลุ่มผู้นำกันเอง และการผสมโรงของสหรัฐอเมริกา หากไปดูรายละเอียดแล้วก็จะพบว่ามี conspiracy มากมายที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ซึ่งทำให้เราต้องทบทวนเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ กันใหม่
พลเอก กฤษณ์ สีวะรา เป็นคนสำคัญที่ทำให้จอมพล ถนอม กิตติขจร และจอมพล ประภาส จารุเสถียร ลงจากตำแหน่ง เมื่อจอมพลถนอมจะเดินทางออกนอกประเทศก็ได้เข้าพบพลเอกกฤษณ์และมีการร่างรายชื่อรัฐมนตรีชุดใหม่ จึงทำให้กลุ่มจอมพลถนอมยอมรับ เพราะรัฐมนตรีชุดใหม่ครึ่งหนึ่งก็มาจากรัฐมนตรีชุดเก่านั่นเอง โครงสร้างอำนาจของทหารไม่ได้หมดไปหลัง 14 ตุลาฯ แต่มีการใช้วิธีการแทนที่กัน มีหุ่นเชิด เพราะหลัง 14 ตุลาฯ ทหารตระหนักว่าการมีรัฐประหารจะไม่เป็นที่ต้องการของประชาชน จึงต้องหาพลเรือนมาเป็น front
สิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญของการเมืองในยุคนั้นคือ การเติบโตของขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย ผนวกกับข้อเรียกร้องให้ทหารอเมริกันถอนทหารออกจากประเทศ และความไม่พอใจที่รัฐบาลพลเรือนไม่สามารถบริหารราชการอย่างเรียบร้อยได้ ทั้งสามปัญหานี้นำไปสู่สองเหตุการณ์สำคัญคือ การสังหารหมู่นักศึกษาธรรมศาสตร์ตอนเช้า และยึดอำนาจตอนเย็น
จากการศึกษาของอาจารย์กุลลดาเสนอว่า เป็นการกระทำของกลุ่มทหารสองกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน แต่ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ทหารเมื่อยึดอำนาจเสร็จแล้วก็เอาพลเรือนขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลพลเรือนก็ไม่สามารถแก้ปัญหาสำคัญคือ ภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ แต่กลับยิ่งทำให้ภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์รุนแรงขึ้น ในที่สุดก็มีผู้นำทหารคนหนึ่งยึดอำนาจจาก นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ผู้นำคนนั้นก็คือ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
อาจารย์กุลลดาตั้งข้อสังเกตว่า สหรัฐอเมริกาเมื่อผ่านจากยุคสงครามเย็นแล้วก็เปลี่ยนมาเป็นยุคของการผลักดันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจภายใต้นโยบายเสรีนิยม สหรัฐฯ กลับมาพร้อมคำว่า ‘เสรีนิยม’ ‘ธรรมาภิบาล’ ‘โลกาภิวัตน์’ คอนเซปต์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสังคมไทย แต่เป็นการนำเข้า ยัดเยียด โดยสหรัฐอเมริกามีบทบาทในการเข้ามากำหนดวิธีคิดและอุดมการณ์ในสังคมไทยในยุคต้นทศวรรษที่ 1990
จากนั้นมีการต่อต้านรัฐบาลทหาร ดังที่เราจะเห็นบทบาทของสหรัฐฯ ที่เข้ามาอบรมหน่วยสังคมต่างๆ ให้ตื่นตัวในเรื่องประชาธิปไตย
อาจารย์กล่าวว่า แม้เอกสารชั้นต้นจะยังมองไม่เห็น แต่ก็พอเห็นบทบาทของ Asia Foundation ในการเข้ามาจัดประชุมเรื่องประชาธิปไตย การเน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทหารและพลเรือน การสนับสนุนการฝึกอบรมสหภาพแรงงานในประเทศไทย
แม้จะยังบอกไม่ได้ว่าสหรัฐอเมริกามีบทบาทต่อการเมืองไทยมากแค่ไหน แต่พูดได้ว่าสหรัฐฯ มีความสนใจต่อบรรยากาศทางการเมืองของไทย และหากมีโอกาสทางผลประโยชน์จากการรักษารูปแบบทางการเมืองไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตามที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา เราก็อาจจะได้เห็นปรากฏการณ์ Bangkok Spring ก็เป็นได้ นี่ก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งของพลวัตการเมืองภายใน
การตื่นตัวของชนชั้นล่าง ทุนนิยมโลกทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางสังคมต่างๆ มากขึ้น และทำให้สังคมเกิดความความหลากหลายและสลับซับซ้อนมากขึ้นด้วย
ก่อนหน้านี้ประชาชนไม่มีความสนใจมาตรการทางการเมืองเพราะมองว่าการเมืองเป็นเรื่องภายนอก แต่สิ่งที่เห็นในการเมืองปัจจุบันคือการตื่นตัวของชนชั้นล่างต่อมาตรการการเมือง ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เช่น ทักษิณทำให้คนจำนวนมากมีความตื่นตัวทางการเมืองขึ้น ทำให้ชนชั้นล่างตระหนักว่าผลประโยชน์ของเขาผูกอยู่กับผลประโยชน์ทางการเมือง
การปะทะกันของอำนาจอาจไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ แต่เป็นเรื่องใครจะเป็นผู้มีอำนาจในการควบคุมทรัพยากร และใช้อำนาจนั้นในการจัดสรรทรัพยากร ตอนนี้เราเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลปัจจุบันมีความสามารถมากในการจัดการทรัพยากรไปในแนวทางที่ต้องการว่าจะจัดงบไปที่ใด

รศ. ดร. กุลลดา เกษบุญชู-มี้ด อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2. คุณลักษณะพิเศษของผู้นำ
อาจารย์กุลลดากล่าวว่า คุณลักษณะพิเศษหรือคุณลักษณะเฉพาะของผู้นำเองก็มีผลกับการเมืองการปกครองด้วยเช่นกัน
พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นทหารที่ลักษณะไม่เหมือนทหารทั่วไป ประการแรกก็คือเป็นคนที่ฉลาดมาก และประการที่สองคือมีความมุ่งมั่นแก้ปัญหาของชาติ
พลเอกเกรียงศักดิ์ให้จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากกลุ่มที่หลากหลาย ทั้งผู้แทนที่มาจากพรรคการเมืองที่สำคัญ ฝ่ายกองทัพ ข้าราชการ และนักธุรกิจ ก็อาจจะถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีฉันทามติพอสมควร ซึ่งทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่มาจนถึงการปฏิวัติของ รสช. (คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ)
อาจารย์กุลลดามองว่า พลเอกเกรียงศักดิ์เป็นผู้นำที่มีแท็กติก คือสั่งให้มีการร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยให้คนต่อต้าน แล้วจึงค่อยแทรกแซงเข้ามาโดยบอกว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้บุคลิกของพลเอกเกรียงศักดิ์ดูเป็นผู้นำที่มีความเป็นประชาธิปไตย เรียกได้ว่าท่าน ‘เป็น’ ทางการเมืองของยุคสมัยนั้นที่ประกอบด้วยคนสำคัญคือ นักการเมือง นักธุรกิจ ทหาร เป็นรัฐธรรมนูญที่พอประสานผลประโยชน์ทางการเมืองได้
รัฐธรรมนูญของพลเอกเกรียงศักดิ์ใช้ยืนยาวมาถึงสมัยพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ แล้วจึงมีการรัฐประหาร หลังจากนั้นจึงมีความพยายามที่ทหารจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ จนเกิดขบวนการต่อต้าน
นอกจากนั้นพลเอกเกรียงศักดิ์ฉลาดรับมือกับภัยคอมมิวนิสต์ด้วยวิธีการที่ไม่ใช่การปราบปราม แต่เป็นการสร้างความยินดี ลดความขัดแย้ง สร้างความปรองดอง ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ในยุคนั้น
3. Comparative Politics
อาจารย์กุลลดากล่าวว่า เมื่อมองขบวนการชาตินิยมในไทยเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขบวนการชาตินิยมเป็นขบวนการต่อต้านอาณานิคม แต่ลึกๆ แล้วเป็นการต่อต้านระบบโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ในขณะนั้น เพราะฉะนั้นเราก็อาจจะรวมเหตุการณ์ในปี 2475 ในฐานะขบวนการชาตินิยมในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ช่วงเริ่มต้นของการบรรยาย อาจารย์ได้อธิบายถึงกลุ่มเล็กๆ ทางการเมืองที่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ปรากฏการณ์ส่วนหลังของชาตินิยม เราอาจจะได้เห็น mass movement ซึ่งโดยปกติแล้ว mass movement ที่เกิดขึ้นในประเทศอาณานิคมนั้นเป็นกระบวนการต่อต้านทุนนิยม แต่อาจจะมีความผกผันกับ ขบวนการ mass movement ในไทยที่กำลังก่อตัวและเกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งเป็นขบวนการที่เติบโตมากับทุนนิยมและได้ประโยชน์จากทุนนิยมก็เป็นได้
อาจารย์กุลลดากล่าวว่า สิ่งที่ไม่เหมือนกับการเมืองการปกครองของฝรั่งเศส คือในสมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 เศรษฐกิจประเทศฝรั่งเศสเติบโตเป็นอย่างมาก ในขณะที่สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยตอนนี้คือการถดถอยทางเศรษฐกิจ จากการศึกษาประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน อาจารย์กุลลดาเชื่อว่าพลังอะไรก็ตามที่กระทบกับความเป็นอยู่ของคน อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้
เราอาจต้องมองการมีส่วนร่วมของขบวนการในประเทศไทยว่า ก็เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการชาตินิยมที่พบได้ในที่อื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
4. อำนาจ
อำนาจ คือความสามารถในการจัดสรรและควบคุมทรัพยากร อำนาจนี้อยู่ที่ใคร เป็นไปเพื่อเหตุผลอะไร
การปะทะกันของอำนาจอาจไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ แต่เป็นเรื่องใครจะเป็นผู้มีอำนาจในการควบคุมทรัพยากร และใช้อำนาจนั้นในการจัดสรรทรัพยากร ตอนนี้เราเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลปัจจุบันมีความสามารถมากในการจัดการทรัพยากรไปในแนวทางที่ต้องการว่าจะจัดงบไปที่ใด ไม่ว่าจะเป็น งบประมาณทหาร หรือสุขภาพประชาชน
The post ‘พลังเก่า-พลังใหม่’ การปะทะครั้งสุดท้ายในการเมืองไทย ผ่านมุมมอง กุลลดา เกษบุญชู-มี้ด appeared first on THE STANDARD.
]]>
คนไทยทุกคนต่างรู้ดีว่า วันที่ 24 มิ […]
The post ย่ำกรุงเทพฯ ย้อนรอยเหตุการณ์ ‘อภิวัฒน์สยาม 2475’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
คนไทยทุกคนต่างรู้ดีว่า วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย เป็นจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ของสยามประเทศ การอภิวัฒน์ในครั้งนั้นนำพาชาวสยามหลุดจากการปกครองเดิมตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นก้าวแรกของสังคมประชาธิปไตยที่ประชาชนอย่างเราได้สัมผัส ปฏิบัติ ยึดถือ และพยายามพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังว่าจะผลิบานเต็มใบทั้งทางนิตินัยและพฤตินัยสักวันหนึ่ง THE STANDARD อยากพาคุณย้อนอดีตไปรำลึกวันสำคัญนี้ด้วยการชมสถานที่สำคัญย่านเมืองเก่าไปด้วยกัน

พระบรมรูปทรงม้า ก้าวสำคัญของประวัติศาสตร์
สถานที่แห่งแรกเพื่อการย้อนรำลึกคงไม่มีที่ไหนเหมาะไปกว่า ‘พระบรมรูปทรงม้า’ ตั้งอยู่ ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า ติดกับสวนอัมพร งานประติมากรรมปูนปั้นฝีมือช่างจากโรงหล่อในประเทศฝรั่งเศส เนื่องในโอกาสเถลิงถวัลยราชสมบัติ 40 ปี
ฉันมาถึงที่นี่ช่วง 10 โมงกว่า ฟ้าโปร่ง แสงแดดเริ่มร้อน ลานโล่งกว้างแน่นขนัดไปด้วยรถบัสจากทัวร์จีน ผู้คนนับร้อยเดินกันขวักไขว่ บรรยากาศอาจอนุมานได้ว่าวุ่นวายคล้ายคลึงกับวันนั้น ทว่าเป็นความยุ่งเหยิงกันละคนแบบ ไม่มีพลทหารม้าและทหารราบจากนักเรียนนายร้อยชุมนุม ไม่มีรถหุ้มเกราะ มีแต่รถบัสบรรจุนักท่องเที่ยว บนพื้นหน้าลานเสือป่า ‘หมุดไพร่ฟ้าหน้าใส’ ถูกแทนที่ด้วย ‘หมุดคณะราษฎร’ หมุดทองเหลืองที่ทำหน้าที่อ้างอิงตำแหน่งพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) นำประกาศคณะราษฎรขึ้นมาอ่าน
“เช้าวันนั้นรู้เรื่องกันที่สนามกอล์ฟ พระยาอิศราฯ (อธิบดีกรมมหาดเล็กหลวง) เป็นคนไปกราบบังคมทูลให้ในหลวงทรงทราบ…ระหว่างนั้นก็ทราบข่าวกระท่อนกระแท่นจากวิทยุ…ต่อมาในหลวงก็ทรงได้รับโทรเลขมีความว่า ทางกรุงเทพฯ ได้ส่งเรือรบมาทูลเชิญเสด็จกลับ…หลังจากนั้นเป็นเวลาประมาณเที่ยงเศษ หลวงศุภชลาศัยก็มาถึง (กับเรือรบ) … ในหลวงท่านรับสั่ง ไม่กลับหรอก เรือสุโขทัยพวกนั้นจึงกลับไป ระหว่างนั้นเราก็ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร…เมื่อฉันรู้เรื่องจากในหลวง ฉันก็บอกว่าไม่ไปหรอก ยังไงก็ไม่ไป (ต่างประเทศ) ตายก็ตายอยู่แถวนี้ ท่านรับสั่งว่า ตกลงจะกลับ… ตกลงว่าจะเดินทางกลับโดยรถไฟ” – พระราชบันทึกทรงเล่าในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ จากหนังสือ เบื้องแรกประชาธิปไตย บันทึกความทรงจำของผู้อยู่ในเหตุการณ์สมัย พ.ศ. 2475-2500 รวบรวมและจัดพิมพ์โดยสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ธันวาคม 2516
“หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวก็มีขบวนรถถังและรถเกราะ 6 คัน พร้อมด้วยนักเรียนนายร้อย 1 หมวด
นำโดยพระประศาสน์ฯ และหลวงพิบูลฯ เข้ายึดสถานีตำรวจหน้าวังไว้
และเคลื่อนพลเข้ามาในวังบางขุนพรหม”

รัฐสภาแห่งแรก สถานที่ก่อเกิดรัฐธรรมนูญสยามฉบับถาวร
หลังพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงตัดสินพระทัยเป็นมหากษัตริย์ไทยภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เพราะทรงไม่อยากให้เกิดเหตุปะทะจนเสียเลือดเนื้อ ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานไว้ว่า “… ข้าพเจ้าไม่สามารถนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่เปื้อนเลือดได้…” 3 วันหลังจากเหตุการณ์ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า คณะราษฎรได้เข้าเฝ้าฯ และนำร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พุทธศักราช 2475 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งเป็นเอกสารร่างเขียนขึ้นล่วงหน้าโดยนายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎร ฝ่ายพลเรือน พระองค์ทรงเติมคำว่า “ชั่วคราว” ต่อท้าย และทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร (ฉบับแรก) ให้แก่ราษฎรในวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม
พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นท้องพระโรงเดิมของพระราชวังดุสิต สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่แล้วเสร็จในรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 ออกแบบและตกแต่งโดยสถาปนิกชาวอิตาลีชื่อ มาริโอ ตามานโญ โดยได้แรงบันดาลใจจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ แห่งนครรัฐวาติกัน และโบสถ์เซนต์ปอลแห่งกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นพระที่นั่งหินอ่อนเพียงองค์เดียวในประเทศไทย และยังเป็นหินอ่อนสีขาวชั้นหนึ่งจากเมืองคาร์รารา ประเทศอิตาลี

ความโอ่อ่าของพระที่นั่งชวนให้รู้สึกขนลุกอย่างแปลกประหลาด แต่ยามเมื่อนึกจำลองเหตุการณ์ในวันนั้นว่าเป็นเช่นไรแล้วขนลุกยิ่งกว่า เมื่อนึกตามพระราชบันทึกทรงเล่าในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ว่า “เราผ่านพระที่นั่งอนันตสมาคมก็ไม่มีอะไร มาทราบเอาทีหลังว่า บนพระที่นั่งอนันตสมาคม เขาตั้งปืนไว้เต็มหมด เพราะรู้ว่าเราจะมาทางนั้น”
ความสำคัญของพระที่นั่งอนันตสมาคมกับเหตุการณ์อภิวัฒน์ 2475 นอกจากพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นรัฐสภาแห่งแรกของประเทศ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรกตามธรรมนูญการปกครองฯ มีพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย และมีนายปรีดี เป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของสภาผู้แทนราษฎร

ปารุสกวัน สำนักงานชั่วคราวคณะราษฏร
อีกหัวมุมถนนลานพระบรมรูปทรงม้า ตรงถนนพิษณุโลกตัดกับถนนพระราชดำเนินนอก วังปารุสกวัน ตั้งตระหง่านอวดความงามด้วยสถาปัตยกรรมปูนปั้นแบบยุโรป อาคารสีเหลืองอมส้ม ซึ่งอดีตเคยเป็นวังที่ประทับของจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระราชโอรสในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสที่ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทหาร จากประเทศรัสเซีย
หลังเปลี่ยนระบอบการปกครอง วังปารุสกวันถูกเปลี่ยนบทบาทกลายเป็นที่ทำการของคณะราษฎรชั่วคราว ในนามของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา ก่อนจะย้ายไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม และที่เป็นพำนักของพระยาพหลพลพยุหเสนาระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรีและพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว
พวกเราเดินสะพายกล้องเดินเลียบกำแพงเข้าไปยังตัววังผ่านประตูของกองบัญชาการตำรวจนครบาล แล้วก็ต้องพบกับความผิดหวัง เมื่อตัวอาคารปิดซ่อม จะเปิดให้บริการในวันที่ 23 กรกฎาคมที่กำลังจะมาถึง ทำได้เพียงแค่เดินชมรอบนอก และถ่ายรูปไกลๆ เท่านั้น

มองประวัติศาสตร์ผ่านอัตชีวประวัติ
ช่วงหัวบ่าย เราตัดสินใจไปเติมพลังกับของกินอร่อยๆ ในย่านเสาชิงช้า ที่มีให้เลือกทั้งข้าวหน้าเป็ด เย็นตาโฟเจ้าดัง ก๋วยเตี๋ยวเรือมีชื่อ และอีกสารพัดเยอะแยะละลานตาจนกินไม่ไหว ก่อนนั่งตุ๊กตุ๊กย้อนกลับไปแถวสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เพื่อไปเยี่ยมชม ‘พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว’ โดยใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที



อาคารสีเขียวไข่กาในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก มีหอคอยยอดโดมตกแต่งด้วยลายปูนปั้นแบบกรีก-โรมัน สวยงามน่าดูชมนัก จนกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนอาคารเป็นโบราณสถานแห่งชาติ และได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยาม



ตัวพิพิธภัณฑ์มีทั้งหมด 4 ชั้น ด้านล่างจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ชั้น 2-4 เป็นนิทรรศการถาวรบอกเล่าเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว อย่างครบถ้วน ฉันเชื่อว่าที่นี่ให้ข้อมูลเกือบสมบูรณ์ที่สุดแล้วเกี่ยวกับพระองค์ รวมไปถึงเหตุการณ์ในสมัยอภิวัฒน์ 2475 ด้วย คุณสามารถเห็นพระราชบันทึก พระราชสาส์นต่างๆ ที่พระองค์ตรัสโต้ตอบกับคณะราษฎร บทความที่พระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อต่างประเทศ รวมไปถึงภาพสำคัญต่างๆ ในสภาพสมบูรณ์
“…ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจ อันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป
แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด
โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาชน”

วังริมน้ำของต้นราชสกุลบริพัตร
ปิดท้ายทริปด้วยวังริมน้ำของต้นราชสกุลบริพัตร ‘วังบางขุนพรหม’ ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสะพานพระราม 8 ตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทย เดิมเป็นวังเก่าที่ออกแบบโดยใช้อิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบบาโรกและโรโกโก โครงสร้างก่ออิฐฉาบปูน ผนังรับน้ำหนัก หลังคาไม้เนื้อแข็งทรงมังซาร์ มุงด้วยกระเบื้องว่าวไล่ลดหลั่นเป็นชั้นๆ ตามกรอบประตูและช่องแสงมีปูนปั้นเส้นนูนประดับ บางส่วนปิดด้วยแผ่นไม้ฉลุลาย ฝ้าเพดานเขียนสีทองเน้นลวดลาย พื้นภายในเป็นพื้นไม้สักปูเข้าลิ้น ความวิจิตรของงานตกแต่งทำให้วังบางขุนพรหมขึ้นชื่อว่าเป็นวังที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ
สมัยการอภิวัฒน์ 2475 ครานั้น เป้าหมายสำคัญของขั้นตอนการอภิวัฒน์คือ การบุกจับกุมสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร แทนกษัตริย์สยาม

ช่วงเวลาเช้าประมาณตีสี่ของวันที่ 24 มิถุนายน พลตำรวจโทพระยาอธิกรณ์ประกาศ (หลุย จาติกวณิช) อธิบดีกรมตำรวจ ได้ขอเข้าเฝ้าเพื่อรายงานทางลับว่ามีคณะบุคคลกำลังก่อการอภิวัฒน์ โดยเตรียมเรือกลไฟเล็กมาจอดคอยอยู่ที่ท่าน้ำ ณ ตำหนักน้ำ เพื่อให้สมเด็จฯ เสด็จหนีไปก่อน แต่พระองค์ทรงสวนรับสั่งว่าจะอยู่ที่นี่ ไม่นานวังบางขุนพรหมก็ถูกล้อมรอบด้วยทหาร ดังเนื้อความในหนังสือ บันทึกพระยาทรงสุรเดช เมื่อวันอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน 2475 ว่า
“หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวก็มีขบวนรถถังและรถเกราะ 6 คัน พร้อมด้วยนักเรียนนายร้อย 1 หมวด นำโดยพระประศาสน์ฯ และหลวงพิบูลฯ เข้ายึดสถานีตำรวจหน้าวังไว้ และเคลื่อนพลเข้ามาในวังบางขุนพรหม”
และเมื่อจับกุมสมเด็จฯ สำเร็จ ก็เท่ากับว่าคณะราษฎรทำการอภิวัฒน์สำเร็จไปแล้วถึง 75 เปอร์เซ็นต์

ไม่ว่าเหตุการณ์ในวันนั้นจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เราได้จากการอภิวัฒน์คือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในหนึ่งวันการย้อนรอย ‘อภิวัฒน์สยาม 2475’ ทำให้เห็นและเข้าใจถึงอดีตมากขึ้น
การอภิวัฒน์ยึดอำนาจนั้นไม่ยาก แต่ยากที่จะทำให้บรรลุผลทางอุดมการณ์ เพราะผลจากการอภิวัฒน์ในครั้งนั้นทำให้เกิดการก่อกบฏอีกหลายครั้ง รวมถึงความขัดแย้งกันเองในหมู่คณะราษฎรด้วย ประชาธิปไตยในนามใช่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยในทางปฏิบัติ ความเป็นประชาธิปไตยจะเกิดผลไปทางใดนั้นขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าจะใช้มันไปในทิศทางใด
“…ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจ อันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาชน” – ส่วนหนึ่งของพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477


Where to Eat
หากหิวระหว่างการเดินย้อนรอยประวัติศาสตร์ ละแวกตัวเมืองเก่ายังมีของกินอร่อยๆ หลายอย่าง แนะนำให้หาของกินบริเวณ ‘ถนนดินสอ’ ไปจนถึง ‘เสาชิงช้า’ มีทั้งร้านมีชื่ออย่าง ครัวอัปสร บ้านดินสอ มิตรโกหย่วน ไปจนถึงร้านของกินริมทาง อาทิ ก๋วยเตี๋ยวนายอ้วนเย็นตาโฟ เทียนซ้งเป็ดย่าง ราดหน้ายอดผัก (สูตร 40 ปี) เป็นต้น
อ้างอิง:
The post ย่ำกรุงเทพฯ ย้อนรอยเหตุการณ์ ‘อภิวัฒน์สยาม 2475’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในวาระครบรอบ 117 ปีชาตกาล ของนายปรี […]
The post ‘ปรีดี’ และ ‘คนดี’ ในความทรงจำของดุษฎี พนมยงค์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในวาระครบรอบ 117 ปีชาตกาล ของนายปรีดี พนมยงค์ และเป็นปีที่ 85 ของระบอบประชาธิปไตยที่นายปรีดีมีส่วนในการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อันก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศสยาม เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนในปีเดียวกัน ทำให้ราษฎรกลายมาเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศ
แต่การเดินทางของประชาธิปไตยที่ล้มลุกคลุกคลาน ผ่านอุปสรรคขวากหนาม ผ่านมือเผด็จการมาจนถึงวันนี้ มีผู้แสดงทัศนะว่ายังน่าเป็นห่วงอยู่มาก
แม้หลายคนอาจจะเคยศึกษาเรื่องราวชีวิตของนายปรีดีมาแล้ว ไม่ว่าจะจากแหล่งข้อมูลใดก็ตาม แต่หนึ่งในแหล่งข้อมูลที่จะถ่ายทอดเรื่องราวและตัวตนของนายปรีดีให้เราได้รู้และเข้าใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้น ‘ทายาท’ ที่เป็นสายเลือดของปรีดีเอง
ดุษฎี พนมยงค์ บุญทัศนกุล เป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 6 คนของนายปรีดี ปัจจุบันเป็นศิลปินแห่งชาติ ครู ผู้ก่อตั้ง และผู้อำนวยการคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู สละเวลาให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘พ่อ’ ให้คนรุ่นหลังและผู้สนใจได้รู้จักนายปรีดีอีกครั้งหนึ่ง
มีคนถามคุณพ่อว่าไม่อยากกลับเมืองไทยเหรอ คำตอบคือคิดถึงเมืองไทยและอยากกลับมาตลอดเวลา
แต่ถ้ากลับมาแล้วบ้านเมืองวุ่นวาย ก็ยอมเสียสละที่จะไม่กลับ

มรดกที่ ‘ปรีดี’ ในฐานะพ่อ ได้ส่งต่อให้กับลูกจนถึงวันนี้คืออะไร
มรดกสำคัญที่คุณพ่อทิ้งไว้ให้คือการทำงานรับใช้ชาติและราษฎรไทยอย่างซื่อสัตย์สุจริต เป็นมรดกทางความคิดที่มีค่ามากกว่ามรดกทางทรัพย์สิน ซึ่งคุณพ่อก็ไม่มีอยู่แล้ว
ตลอดชีวิตของครู คิดว่าสังคมมีความคาดหวังกับ ‘ทายาท’ ของปรีดีอย่างไรบ้าง
ครูดุษเป็นลูก เป็นทายาททางสายเลือด ก็พยายามดำเนินรอยตามอุดมการณ์เพื่อส่วนรวมของคุณพ่อ ยังมีทายาทอีกประเภทหนึ่งคือทายาททางอุดมการณ์ที่มีอยู่ไม่น้อยในสังคมไทย พวกเขาเป็นเมล็ดพันธุ์พืชแห่งประชาธิปไตย และจะเติบโตงอกงามต่อไปในอนาคต ครูดุษจึงฝากความหวังไว้กับทายาททางอุดมการณ์รุ่นใหม่นี้
คิดว่าคนในประเทศนี้มองตัวตนของปรีดีเป็นแบบไหนกันแน่
มองกันได้หลายด้าน โบราณบอกว่า ‘คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ’ คนที่ยกย่องเชิดชูก็มี คนที่ใส่ร้ายป้ายสีก็มี แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคนว่าควรจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ใช้หลักกาลามสูตรของพระพุทธเจ้าเป็นดีที่สุด
ทุกสิ่งมันต้องเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรหยุดอยู่กับที่ บางสิ่งมันเปลี่ยนแปลงในทางที่ก้าวหน้า
บางสิ่งก็เปลี่ยนแปลงถอยหลังกลับ อย่างไรก็ตาม ในที่สุดกงล้อของประวัติศาสตร์ต้องหมุนไปข้างหน้า

จุดแข็งของปรีดีคือความซื่อสัตย์สุจริต พอจะยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมได้ไหม
ความซื่อสัตย์สุจริต และการไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นโดยใช้ตัวเองเป็นตัวอย่างในการกระทำ เห็นได้จากการดำเนินชีวิต ไม่คดโกง ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว
ท่านปัญญานันทภิกขุ แสดงธรรมในพิธีไว้อาลัย ปาล พนมยงค์ พี่ชาย ว่าคุณพ่อไม่เคยรับเบี้ยประชุมในฐานะกรรมการบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด นี่อาจจะเป็นตัวอย่างเล็กๆ ตัวอย่างหนึ่ง
ตอนที่คุณพ่อเสียชีวิต มีเงินเหลือเพียงเล็กน้อย ที่ดินสักหนึ่งตารางวาก็ไม่มี เราก็ภูมิใจที่มีแค่นี้
มีคนเคยกล่าวว่านายปรีดีเป็น ‘คนดีที่เมืองไทยไม่ต้องการ’ ครูมีความคิดเห็นอย่างไร
คนที่รักความเป็นธรรมส่วนหนึ่ง รวมทั้งผู้เขียนกลอนบทนี้ต้องการจะสื่อสารกับสังคมว่า ‘คนดี’ มีนิยามที่ต่างกัน ผลที่ได้รับจากสังคมก็ต่างกัน ยิ่งในปัจจุบัน คำนิยามของคนดีทำให้คนสับสนไขว้เขว เพราะต่างก็อ้างกันว่าเป็นคนดีไปหมด
เมื่อ พ.ศ. 2492 คุณพ่อได้รับเกียรติจากสถาบันสมิธโซเนียน นำชื่อของท่านไปตั้งเป็นชื่อนกปรีดี (Chloropsis Aurifrons Pridii) ที่พบบนดอยอ่างขาง ซึ่งเป็นนกตัวแรกของโลกที่สถาบันฯ ให้เกียรติกับคนไทย ต่อมาก็มีการตั้งชื่อนกอีกตัวที่พบบริเวณใกล้เคียงว่านกเสรีไทย เพื่อเป็นเกียรติแก่นายปรีดีในฐานะผู้นำขบวนการเสรีไทยที่ ต่อสู้กับญี่ปุ่น ผู้รุกรานในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
พ.ศ. 2543 องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ยกย่องเชิดชูเกียรตินายปรีดี พนมยงค์ ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก
มีบทเพลงชื่อ คนดีมีค่า เนื้อเพลงตอนหนึ่งที่ให้คำนิยามของ ‘คนดี’ ได้ชัดเจนค่ะ
“ใครคือคนดีมีค่า อาจแค่คนธรรมดาฟ้าส่ง เมื่อเกิดบรรเจิดบรรจง ยืนยงเพราะคุณความดี…”
เหตุใดปรีดีถึงเป็นคนที่น่ากลัวสำหรับคนบางกลุ่ม
อาจจะเพราะว่าคนเหล่านั้นกลัว ‘คนดี’ ที่หมายถึงคนที่เป็นผู้สร้างสิ่งดีๆ ทำประโยชน์ให้แก่สังคม เขาอยากอยู่กับสิ่งเก่าๆ ตลอดไป
ชื่อปรีดีถูกสร้างให้เป็นปีศาจแห่งยุคสมัย เปรียบเสมือนตัวละคร สาย สีมา ในเรื่อง ปีศาจ ของเสนีย์ เสาวพงศ์ เป็นปีศาจที่หลอกหลอนสังคมเก่าที่ผุกร่อนและเน่าเฟะ ปรีดีอาจจะเป็นตัวแทนของสิ่งใหม่ สังคมใหม่ โลกใหม่ ดังนั้นคนที่ยึดติดกับโลกเก่าย่อมไม่พอใจ
ธรรมศาสตร์ตอนนี้ก็เปลี่ยนไปนะ จากเดิมเป็นตลาดวิชา
เพราะคุณพ่อสร้างธรรมศาสตร์ไว้เพื่อให้โอกาสการศึกษาสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเงินให้ได้มาเรียน
แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว มันเปลี่ยนไป

สิ่งที่ปรีดีได้วางรากฐานไว้ ครูมองว่ามาจนถึงวันนี้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง
ความเป็นประชาธิปไตยคือรากฐานสำคัญที่ผู้ก่อการ พ.ศ. 2475 ได้วางไว้ให้แก่สังคมไทย
แต่ทุกสิ่งมันต้องเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรหยุดอยู่กับที่ บางสิ่งมันเปลี่ยนแปลงในทางที่ก้าวหน้า บางสิ่งก็เปลี่ยนแปลงถอยหลังกลับ อย่างไรก็ตาม ในที่สุดกงล้อของประวัติศาสตร์ต้องหมุนไปข้างหน้า เหมือนเราขับรถไปข้างหน้า บางทีมันก็ถอยหลัง หรืออาจจะไปชนอะไรบ้าง แต่ท้ายที่สุดรถก็จะไปถึงที่หมาย เพียงแต่เมื่อไรเท่านั้นเอง
คุณพ่อเขียนเอาไว้ชัดเจนในหนังสือ ความเป็นอนิจจังของสังคม ไปหาอ่านเอานะคะ
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เคยบอกว่า ท่านได้อ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นสามเณร
ครูอยู่ในวัยแย้มฝาโลงแล้ว ชีวิตนี้อาจจะไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
แต่มีบางคนพยายามฝืนกฎอนิจจัง พยายามควบคุมการเปลี่ยนแปลง
ในโลกใบนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง มนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ไม่มีใครอยู่เป็นอมตะ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะหยุดยั้งวันและเวลาไว้ เพราะนี่คือความเป็นอนิจจังของสังคม
ประวัติศาสตร์มีอำนาจอย่างไร
ประวัติศาสตร์ของชาติที่ยังด้อยพัฒนาในโลกนี้ ใครขึ้นมามีอำนาจ คนนั้นก็เป็นคนเขียนประวัติศาสตร์ ยกตัวอย่างประเทศจีน เหมาเจ๋อตุง เป็นผู้นำสูงสุด มีหลิวเส้าฉี โจวเอินไหล และจูเต๋อ เป็นผู้นำคู่ใจที่ร่วมกันต่อสู้จนได้รับชัยชนะจากรัฐบาลก๊กมินตั๋ง แต่ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ผู้มีอำนาจสมัยนั้นเปลี่ยนประวัติศาสตร์ใหม่ กลายเป็นว่านายพลหลินเปียว เป็นผู้นำคู่ใจของเหมาเจ๋อตุง เปลี่ยนกันง่ายๆ แบบนี้เลย
ในเมื่อประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้มีอำนาจเช่นนี้ ก็ย่อมรับใช้อำนาจรัฐนั้นๆ เสมอไป


มีเกร็ดเกี่ยวกับปรีดีที่เราไม่ค่อยทราบกันไหม
เมื่อคุณพ่อแต่งงานกับคุณแม่จนมีลูกเล็กๆ 2 คน วันหนึ่งคุณพ่อบอกคุณแม่ว่า จะกลับไปบวชที่วัดพนมยงค์ (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) วันที่ 23 มิถุนายน 2475 คุณแม่ไปส่งคุณพ่อที่สถานีรถไฟหัวลำโพง วันรุ่งขึ้นเวลาตีห้าของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นที่มาของจดหมายที่คุณพ่อเขียนถึงคุณแม่ ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2475 ความตอนหนึ่งว่า
“…ขอโทษอย่างมากที่ต้องพูดปดวันนั้นว่าจะไปอยุธยา เพราะถ้าบอกความจริงก็เกรงว่าจะมาจากบ้านไม่ได้ แล้วผลร้ายก็จะเกิดขึ้นเป็นแม่นมั่น…”
อีกประโยคหนึ่งในจดหมายคือ “…ขอให้เธอนึกว่าฉันบวช เพราะก่อนนั้นฉันเคยถามเธอแล้วว่า ถ้าฉันบวชสัก 6 เดือน เธอจะว่าอย่างไร เธอก็ตอบเต็มใจ การที่ทำครั้งนี้ยิ่งเสียกว่าการบวช เราได้กุศลผลบุญที่ทำให้ชาติ ย่อมได้สืบต่อไปถึงบุตรหลาน ภรรยาก็มีส่วนร่วมอยู่ด้วย…”
อีกเรื่องหนึ่งคือคุณพ่อได้พกหนังสือ ธรรมะคู่ชีวิต กฎบัตรพุทธบริษัท ที่พุทธทาสภิกขุส่งไปให้จากสวนโมกข์ฯ เก็บไว้กับตัวในกระเป๋าเสื้อนอกตลอดช่วงสุดท้ายของชีวิต นี่ก็คงเป็นเรื่องแปลกสำหรับนักการเมืองทั่วไป
ความปรารถนาที่ปรีดีจะทำอะไรเพื่อบ้านเมือง แต่สุดท้ายก็ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน ครูสัมผัสความรู้สึกของพ่อได้ว่าอย่างไร
คุณพ่อห่วงใยบ้านเมืองตลอดเวลา เคยเขียนจดหมายเสนอข้อคิดเห็นบางประการในการบริหารบ้านเมือง แต่ไม่ได้รับการตอบรับ
เมื่อไปอยู่ฝรั่งเศส ลูกศิษย์ลูกหาและคนในแวดวงต่างๆ พากันเดินทางไปเยี่ยมมากมาย ช่วงนั้นคุณพ่อมีความสุขมาก มีคนถามคุณพ่อว่าไม่อยากกลับเมืองไทยเหรอ คำตอบคือคิดถึงเมืองไทยและอยากกลับมาตลอดเวลา แต่ถ้ากลับมาแล้วบ้านเมืองวุ่นวาย ก็ยอมเสียสละที่จะไม่กลับ แล้วสุดท้ายคุณพ่อก็ได้กลับเมืองไทย แต่เป็นเพียงอัฐิธาตุของท่านที่คืนสู่ธรรมชาติ เราได้นำไปทิ้งทะเลทั้งหมดตามคำสั่งของคุณพ่อ
ธรรมศาสตร์กับปรีดีวันนี้เป็นอย่างไร
ธรรมศาสตร์ตอนนี้ก็เปลี่ยนไปนะ จากเดิมเป็นตลาดวิชา เพราะคุณพ่อสร้างธรรมศาสตร์ไว้เพื่อให้โอกาสการศึกษาสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเงินให้ได้มาเรียน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว มันเปลี่ยนไป
ข้อต่อมาคือ นักศึกษาธรรมศาสตร์รุ่นเก่าในสมัยที่คุณพ่อเป็นผู้ประศาสน์การ ได้รับการปลูกฝังให้เรียนรู้แนวคิดประชาธิปไตย และเน้นความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์
หลังจากยุติการเป็นตลาดวิชา ธรรมศาสตร์ก็มุ่งเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ
เมื่อปรีดีถูกยกให้เป็นสิ่งสักการะบูชา ครูคิดอย่างไร
คุณพ่อสอนลูกไม่ให้เชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์ คนที่ไปกราบไหว้บูชารูปปั้นคุณพ่อเขาอาจจะต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ก็ไม่ว่ากัน แต่อยากจะแนะนำว่า การยึดถือวิถีชีวิตของปรีดีเป็นตัวอย่างในการทำความดีเป็นเรื่องดีที่สุด
การเมืองไทยไม่สร้างสรรค์ ตอบได้ประโยคเดียวค่ะ

แล้วเป็นเหตุผลที่ท่านผู้หญิงพูนศุข ไม่เชื่อเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ หรือเปล่า
คุณแม่ได้เขียนคำสั่งเสียที่ว่า “ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น…” ท่านเขียนไว้ตอนอายุ 86 ปี และเสียชีวิตในสิบปีให้หลังเมื่ออายุ 96 ปี เป็นคำสั่งเสีย ไม่ใช่พินัยกรรม ลูกก็ไม่ได้ถามว่าหมายความว่าอะไร หลายคนตีความกันไปต่างๆ นานา มีทั้งมองในแง่บวกและแง่ลบ
ลูกตอบแทนคุณแม่ไม่ได้ ส่วนตัวคิดว่าลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นของนอกกาย ทุกคนตายไปแล้วมันก็เหมือนกันหมด เอาอะไรไปไม่ได้ทั้งสิ้น รวมทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศด้วย จึงไม่ควรยึดติด
เชื่อว่าเกียรติยศสูงสุดของคุณแม่คือการที่ได้เป็นภรรยานายปรีดี พนมยงค์ ที่รับใช้ชาติและราษฎรไทยอย่างซื่อสัตย์สุจริตตลอดชีวิต
ต้องต่อสู้ทางการเมืองมาตลอดเวลา มองการเมืองอย่างไร
การเมืองไทยไม่สร้างสรรค์ ตอบได้ประโยคเดียวค่ะ
ปรีดีมองการเมืองอย่างไร
ตอบแทนไม่ได้ คนรุ่นใหม่ควรไปหาหนังสือที่คุณพ่อเขียนไว้มาอ่านแล้ววิเคราะห์เอาเอง
ทราบว่าครูเชี่ยวชาญด้านดนตรีและเป็นศิลปินแห่งชาติด้วย สิ่งนี้ส่งผลกับชีวิตครูอย่างไร
ไม่ถึงกับเชี่ยวชาญหรอกค่ะ พอรู้เรื่องบ้างแบบงูๆ ปลาๆ แต่ทำงานด้วยใจรัก ด้วยความรับผิดชอบ และมีความคิดสร้างสรรค์ สร้างผลงานใหม่ๆ อยู่เสมอ
ชีวิตที่เรียบง่ายก็ยังดำเนินต่อไปตามปกติ มีดนตรีมาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้มีสุขภาพใจและสุขภาพกายดีพอสมควร การได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติช่วยให้มีหลักประกันการรักษาพยาบาล มีสิทธิพิเศษบ้างในการสร้างผลงานดนตรี
มีความสุขกับการใช้ดนตรีเพื่อรับใช้สังคม เพราะดนตรีให้อะไรมากกว่าความบันเทิง ดนตรีคุณภาพสร้างสัญชาตญาณใฝ่ดีแก่มนุษย์ ทำให้คิดดี พูดดี และทำดี
ในวัยแย้มฝาโลงเช่นนี้ ครูดุษก็ยังเป็นห่วงเป็นใยบ้านเมือง
ฝันเห็นประชาธิปไตย ฝันเห็นการอยู่ดีกินดี ไม่ประทุษร้ายซึ่งกันและกัน

ชีวิตของดุษฎี พนมยงค์ เป็นแบบไหนในวัยย่างเข้าเลขแปด
ในวัยแย้มฝาโลงเช่นนี้ ครูก็ยังเป็นห่วงเป็นใยบ้านเมือง ฝันเห็นประชาธิปไตย ฝันเห็นการอยู่ดีกินดี ไม่ประทุษร้ายซึ่งกันและกัน ฝันเห็นสันติสุขที่น่าจะเกิดขึ้นในโลกมนุษย์นี้
ครูพยายามทำความดี ละเว้นความชั่ว เพราะความดีจะทำให้เราภูมิใจกับชีวิต ทำหน้าที่ที่ควรทำครบถ้วนกับคนที่รัก กับสังคม และประเทศชาติ แล้วก็จะไม่เสียใจ
ถ้ามีคนที่เคยเข้าใจปรีดีแล้ววันหนึ่งความเข้าใจเขาเปลี่ยนไปรู้สึกอย่างไร
ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ยึดติด ไม่ถือโกรธด้วย เพียงแต่แปลกใจว่า สำหรับบางคนทำไมเขาเปลี่ยนไป สัจจะย่อมเป็นอมตะ ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ครูดุษอายุปูนนี้แล้ว คงไม่มีโอกาสได้เห็นความจริงอันงดงาม และสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทย
ปรีดีชอบเพลงแนวไหน และชอบอาหารอะไร
ชอบทั้งเพลงไทยเดิมและเพลงสากล สำหรับเพลงไทยชอบเพลง ขับไม้บัณเฑาะว์ สายสมร และ อัสดงคต ได้แนะนำให้พระเจนดุริยางค์นำเอาเพลงเหล่านี้ที่ลาลูแบร์ ชาวฝรั่งเศส สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บันทึกเป็นโน้ตเอาไว้ มาปรับปรุงเรียบเรียงเสียงประสานเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ พระเจ้าช้างเผือก
สำหรับเพลงสากลก็ชอบเพลงประเภทอุปรากร เพลงที่ชอบมากคือเพลงฝรั่งเศสชื่อว่า J’ai Deux Amours, Mon Pays Et Paris หรือเพลง สองรักของฉัน รักหนึ่งคือบ้านเกิดเมืองนอน อีกรักหนึ่งคือปารีส ส่วนคุณแม่เล่นเปียโน ชอบฟังเพลงคลาสสิก
ส่วนเรื่องอาหาร คุณพ่อชอบทำมาก และทำได้รสชาติดีด้วย เมื่อประมาณร้อยกว่าปีก่อน คุณพ่อทำแกงเผ็ดโดยใช้นมแทนกะทิ เป็นการประยุกต์ที่ไม่ตายตัว และยังทำอาหารฝรั่งได้อีกหลายอย่าง ขนมก็ทำได้อย่างขนมขี้หนู และขนมชั้น เป็นต้น
คุณพ่อพูดว่าสัจจะเป็นอมตะ

ปรีดีขับรถไหม
ขับรถไม่เป็นนะ ไปอยู่เมืองจีน 21 ปี พูดภาษาจีนไม่เป็น เจ้าของบ้านต้องมีล่ามประจำตัว มีทหารเป็น ทส. (นายทหารคนสนิท) พกปืนตามไปอารักขาทุกที่ เขาดูแลดีมาก ในระดับรัฐมนตรีของส่วนกลาง มีรถประจำตัว มีคนขับ มีพ่อครัว มีแม่บ้าน มีล่าม บ้านพักใหญ่โตบริเวณกว้างขวาง (เพราะเคยเป็นอดีตสถานกงสุลอังกฤษประจำกวางโจว หน้าประตูก็มีทหารติดอาวุธผลัดละ 2 คน เฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง
คุณพ่อและคุณแม่พบรักกันอย่างไร
คุณพ่อเป็นญาติห่างๆ กับคุณแม่ ตอนมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ สมัยนั้นไม่มีหอพัก เด็กต่างจังหวัดไม่อาศัยวัดอยู่ก็ต้องอาศัยบ้านญาติผู้ใหญ่ คุณตาคุณยายมีลูก 12 คน เป็นสาวสวยอยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน 7 คน คุณแม่เล่าให้ฟังว่าคุณพ่อสังเกตเห็นคุณแม่ชอบอยู่ใกล้ชิดผู้ใหญ่ สนใจติดตามการพูดคุยของผู้ใหญ่ คุณพ่อจึงมองว่าเด็กสาวคนนี้ท่าทางฉลาด พอคุณพ่อเรียนจบจากเมืองนอกกลับมาเมืองไทย ก็ตัดสินใจให้คุณปู่ (นายเสียง) มาสู่ขอคุณแม่ คิดดูสิว่าคุณปู่เป็นคนต่างจังหวัด เป็นชาวนา ต้องมาสู่ขอลูกสาวพระยานี่มันยิ่งใหญ่มากนะ คุณพ่อบอกว่าคุณปู่ประหม่าเล็กน้อย เมื่อตกลงกันแล้วคุณตาอนุญาตให้คุณพ่อพาคุณแม่ไปดูละครครั้งเดียวเท่านั้นก่อนแต่งงาน และทุกอย่างอยู่ในสายตาผู้ใหญ่ตลอด
นี่เป็นจุดเริ่มต้นของตำนานความรักระหว่างคุณพ่อกับคุณแม่ที่งดงามยั่งยืนตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต
The post ‘ปรีดี’ และ ‘คนดี’ ในความทรงจำของดุษฎี พนมยงค์ appeared first on THE STANDARD.
]]>