อนุสรณ์ อุณโณ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/อนุสรณ์-อุณโณ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 03 Sep 2024 12:53:17 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กฎหมาย ‘จริยธรรม’ บีบงานวิจัย? เมื่อสังคมค้าน จนรัฐบาลถอยกลับไปทบทวน https://thestandard.co/key-messages-ethics-law/ Tue, 03 Sep 2024 12:53:17 +0000 https://thestandard.co/?p=979109

ราว 1 สัปดาห์เท่านั้น ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห […]

The post กฎหมาย ‘จริยธรรม’ บีบงานวิจัย? เมื่อสังคมค้าน จนรัฐบาลถอยกลับไปทบทวน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ราว 1 สัปดาห์เท่านั้น ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ ‘ร่าง พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์การวิจัยและข้อกำหนดจริยธรรมการวิจัย ซึ่งมีปัญหากับหลักศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณี หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พ.ศ. ….’ ซึ่งตามมาด้วยเสียงวิจารณ์หนาหู โดยเฉพาะจากแวดวงวิชาการ

 

ล่าสุดวันนี้ (3 กันยายน) ผลการประชุม ครม. มีมตินำร่าง พ.ร.ฎ. ดังกล่าวกลับมาทบทวน เพราะหลังจากรับฟังความเห็นเป็นวงกว้างแล้ว และมีนักวิจัยภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เสนอความเห็นมาจำนวนมาก กระทรวงจึงขอให้ ครม. ทบทวน

 

“เจตนาของกฎหมายฉบับนี้คือ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพในการทำวิจัยและวิชาการกับความละเอียดอ่อนของศาสนา ประเพณี และเพศ ไม่ได้มีเจตนาปิดกั้นเสรีภาพในการทำวิจัยใดๆ” ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง แถลงในช่วงหนึ่ง

 

ศุภมาส อิศรภักดี 

ศุภมาส อิศรภักดี 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ถอยไปทบทวนแล้วอย่างไรต่อ?

 

ในการประชุม ครม. วันนี้ สื่อมวลชนบางส่วนรอติดตามท่าทีของ ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทว่ากลับได้รับรายงานว่าศุภมาสลาประชุม ก่อนที่ในช่วงบ่ายจะมีการแถลงผลว่าที่ประชุม ครม. มีมติถอนร่าง พ.ร.ฎ. ที่เป็นประเด็นกลับไปทบทวนแล้ว

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับว่ารวดเร็ว โดยอาจมีปัจจัยจากกระแสต่อต้านร่างกฎหมายดังกล่าวและการถกเถียงแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง เพราะเป็นกฎหมายที่เสนอสู่ ครม. ผ่านสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้กำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

 

ถึงกระนั้นเอง การ ‘ถอย’ ร่างกฎหมายกลับไปทบทวนไม่ได้แปลว่าเป็นข้อยุติหรือจุดจบ เพราะ พ.ร.ฎ. มีผลผูกพันให้ต้องดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่า ในที่นี้คือ พ.ร.บ.การส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2562 

 

การจะแก้ไข พ.ร.ฎ. ให้ต่างจากเดิม ถึงระดับที่มีความเปลี่ยนแปลงในหลักการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เว้นเสียแต่จะต้องย้อนตะเข็บไปจนถึงการแก้ไข พ.ร.บ.การส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่ของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว

 

หากเป็นเช่นนั้นจริง จำเป็นต้องมีการเสนอ พ.ร.บ. นั้นกลับสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอีกครั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการที่น่าจะกินเวลาและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้วงการอุดมศึกษาและการวิจัยอีกไม่น้อย

 

ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ

ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง 

แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 กันยายน 2567

 

กฎหมายสร้าง ‘สิ่งแปลกปลอมทางวิชาการ’ 

 

วันเดียวกัน ในวงเสวนาหัวข้อ ‘เสรีภาพทางวิชาการ ภายใต้ พ.ร.ฎ.หลักเกณฑ์การวิจัยฯ’ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการแสดงความเห็นอย่างหลากหลายจากอาจารย์และนักวิชาการ เพื่อสะท้อนความกังวลอย่างเป็นรูปธรรมในแวดวงนักวิชาการ

 

อนุสรณ์ อุณโณ ประธานคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ ระบุว่า ไม่มีประเทศใดในโลกที่จะมีกฎหมายว่าด้วยจริยธรรม มีก็แต่เพียงแนวปฏิบัติให้ยึดถือ แต่ประเทศไทยได้สร้างนวัตกรรมที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น

 

นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีหน่วยงานที่กำกับดูแลจริยธรรมทางวิชาชีพอีกมากมายอยู่แล้วที่สามารถกลั่นกรองได้ในระดับหนึ่งแล้ว อีกทั้งในทางปฏิบัติแทบจะไม่มีโครงการวิจัยใดๆ เลยที่หลุดรอดออกไปแล้วเกิดการละเมิดจริยธรรมได้

 

อนุสรณ์ อุณโณ

อนุสรณ์ อุณโณ ประธานคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน 

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์

 

ด้าน รศ. ดร.ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า กลไกตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้เสรีภาพทางวิชาการมีสถานะเทียบเท่ากับเสรีภาพในการนับถือศาสนา แต่ร่าง พ.ร.ฎ. ฉบับนี้มีอำนาจไม่พอที่จะจำกัดเสรีภาพทางวิชาการได้ 

 

ทว่าร่างดังกล่าวกลับให้อำนาจแก่คณะกรรมการสามารถกำหนดนิยามงานวิจัยที่ละเมิดจริยธรรมได้ ตลอดจนมอบอำนาจในการสอบสวนและกำหนดบทลงโทษได้ ซึ่งต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในกฎหมาย จึงถือว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

 

“โดยสรุปคือ คณะกรรมการ 9 คนนี้ ซึ่งผมขอใส่เครื่องหมายคำพูดว่าเป็น ‘สิ่งแปลกปลอมทางวิชาการ’ ร่าง พ.ร.ฎ. จำกัดเสรีภาพในการเลือกหัวข้อวิจัย เพราะจะมีการเซ็นเซอร์โดยคณะกรรมการได้” รศ. ดร.ต่อพงศ์ กล่าว

 

ขณะที่ ศ. ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า ร่าง พ.ร.ฎ. นี้มีปัญหาคือ พยายามนำเอาอำนาจของศาสนาในเชิงสถาบันมาควบคุมกำกับงานวิจัย และยังเห็นว่าความเชื่อพื้นฐานด้านศาสนาและศีลธรรมในร่างกฎหมายนี้ทั้งผิดและอันตราย

 

“การที่บอกว่าหลักศาสนาโต้แย้งไม่ได้ สะท้อนว่าผู้ยกร่างกฎหมายนี้ไม่เพียงแต่ไม่เข้าใจหลักสำคัญของศาสนา เพราะทุกศาสนาหลักบนโลกนี้กำเนิดขึ้นจากการละเมิดหรือวิพากษ์หลักการของศาสนาที่ดำรงอยู่ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะศาสนาพุทธ” ศ. ดร.ปิ่นแก้ว กล่าว

 

จากนั้น รศ. ดร.โสรัจจ์ หงส์ลดารมภ์ อดีตอาจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า การแสวงหาความรู้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคม เพราะการตัดสินใจทางนโยบายอาศัยความรู้เป็นฐาน แต่การแทรกแซงจากคนที่ไม่รู้เรื่องทางวิชาการจะเป็นการละเมิดเสรีภาพทางวิชาการ และจะทำให้กระบวนการแสวงหาความรู้เสียไป

 

อย่างไรก็ตาม นี่ยังไม่ใช่จุดจบของร่างกฎหมายฉบับนี้ ยังต้องจับตาต่อไปว่าภายหลังเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบด้านจากแวดวงวิชาการ จะมีการแก้ไขปรับปรุงร่าง พ.ร.ฎ. ดังกล่าวอย่างไรเพื่อไม่ให้กระทบต่อเสรีภาพของนักวิจัย

The post กฎหมาย ‘จริยธรรม’ บีบงานวิจัย? เมื่อสังคมค้าน จนรัฐบาลถอยกลับไปทบทวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เผากงเต๊กล้อการเมืองหน้าสภา ครช. ยื่นร่างกฎหมายไม่แก้ไข แต่ให้เขียน รธน. ใหม่เท่านั้น https://thestandard.co/chinese-funeral-ceremony-on-politics-in-front-of-ccpc-council/ Mon, 10 Aug 2020 06:47:39 +0000 https://thestandard.co/?p=387237

วันนี้ (10 สิงหาคม) คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน […]

The post เผากงเต๊กล้อการเมืองหน้าสภา ครช. ยื่นร่างกฎหมายไม่แก้ไข แต่ให้เขียน รธน. ใหม่เท่านั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (10 สิงหาคม) คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) นำโดยอนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วยเครือข่ายนิสิต นักศึกษา และภาคประชาชน อาทิ กลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย และคณะประชาชนเพื่ออิสรภาพ (คปอ.) เดินทางมาบริเวณหน้ารัฐสภา เกียกกาย เพื่อจัดกิจกรรมไม่แก้ไข เขียนใหม่เท่านั้น 

 

พร้อมยื่นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันหลักการว่า รัฐธรรมนูญจะต้องเขียนใหม่เท่านั้น ไม่ใช่การแก้ไขในบางมาตรา 

 

โดยนอกจากการยื่นร่าง พ.ร.บ. ประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังมีการแสดงละครเงียบล้อการเมือง การแสดงฉ่อยล้อการเมือง และกิจกรรมเผากงเต๊กส่งรัฐธรรมนูญกลับไปให้ท่านใช้เอง ซึ่งกงเต๊กมีรัฐธรรมนูญ 2560 เครื่องบิน เรือดำน้ำ และนาฬิกาหรู

 

ขณะที่ สุทิน คลังแสง ส.ส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) มารับหนังสือ

 

สุทิน กล่าวว่า พรรคฝ่ายค้านมีความคิดไปในทิศทางเดียวกันกับทุกท่านที่มาวันนี้ โดยร่างของพรรคเพื่อไทยจะยื่นในวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคมนี้ ซึ่งมีสาระสำคัญตรงกันคือการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ขึ้นมาร่างใหม่ทั้งฉบับ

 

แต่สำหรับบันไดที่จะนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญคือ ร่าง พ.ร.บ. ประชามติ ซึ่งได้รับจาก ครช. แล้ววันนี้ ฝ่ายค้านจะนำไปตรวจสอบสาระและข้อกฎหมาย ก่อนที่จะให้สมาชิกลงชื่อ และเสนอภายในสัปดาห์นี้ 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่วาระของสภาแล้วก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เราจะต้องร่วมมือกันให้มากขึ้น 

 

สำหรับการรักษาความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 และกองบังคับการตำรวจนครบาล 4 รวมกว่า 200 นาย วางกำลังโดยรอบด้านหน้ารัฐสภา โดยมีอุปกรณ์ควบคุมฝูงชนเตรียมพร้อมไว้ ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งมีกิจกรรมชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมปกป้องสถาบันฯ จัดกิจกรรมอยู่เช่นเดียวกัน

 

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post เผากงเต๊กล้อการเมืองหน้าสภา ครช. ยื่นร่างกฎหมายไม่แก้ไข แต่ให้เขียน รธน. ใหม่เท่านั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ – THE STANDARD Daily 8 มกราคม 2562 https://thestandard.co/thestandarddaily08012562/ https://thestandard.co/thestandarddaily08012562/#respond Wed, 09 Jan 2019 02:15:17 +0000 https://thestandard.co/?p=176860

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 8 มกราคม 2562& […]

The post รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ – THE STANDARD Daily 8 มกราคม 2562 appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 8 มกราคม 2562 เวลา 20.00 

 

  • วิเคราะห์สดกับ รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญอย่างไรต่อประเทศไทย และจะเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่สถานการณ์แบบไหน
  • พร้อมประเด็นน่าจับตาวันนี้ สำรวจความเห็น เมื่อกรุงเทพคริสเตียนฯ ทดลองให้นักเรียนแต่งชุดไปรเวทมาเรียนวันแรก
  • และสรุปเหตุการณ์ #SaveRahaf ไทยคือสวรรค์ของผู้ลี้ภัยหรือไม่

 

สามารถติดตาม THE STANDARD Daily ได้เป็นประจำทุกวันจันทร์ศุกร์ เวลา 20.00 เป็นต้นไป ที่ Facebook Live และ Youtube Live ของ thestandardth

The post รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ – THE STANDARD Daily 8 มกราคม 2562 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thestandarddaily08012562/feed/ 0
“เขาไม่เสียของ แต่เราอาจได้ของเสีย” มุมสะท้อนจากเวทีเลือกตั้งกุมภาฯ 62 ฟรีและแฟร์สำหรับใคร? https://thestandard.co/election-analysis2562/ https://thestandard.co/election-analysis2562/#respond Wed, 19 Dec 2018 12:31:07 +0000 https://thestandard.co/?p=167493

อีกไม่นานเกินรอ คนไทยกำลังจะได้มีโอกาสใช้สิทธิ์เลือกผู้ […]

The post “เขาไม่เสียของ แต่เราอาจได้ของเสีย” มุมสะท้อนจากเวทีเลือกตั้งกุมภาฯ 62 ฟรีและแฟร์สำหรับใคร? appeared first on THE STANDARD.

]]>

อีกไม่นานเกินรอ คนไทยกำลังจะได้มีโอกาสใช้สิทธิ์เลือกผู้แทนประชาชนผ่านการเลือกตั้งอีกครั้ง หลังห่างหายไปเกือบ 8 ปีนับตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2554

 

ในรอบ 10 กว่าปี เราผ่านการรัฐประหารมา 2 ครั้ง สลับกับการคืนอำนาจให้ประชาชนเพื่อเดินหน้าสู่เส้นทางประชาธิปไตย การเลือกตั้งปี 2562 เป็นการหวนกลับมาอีกครั้งของการเลือกตั้งหลังรัฐประหารปี 2557 โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ซึ่งเวลานี้กำลังประกาศตัวเป็นนักการเมืองและพร้อมแต่งตัวลงมาเป็นผู้เล่นในเกมนี้ด้วย

 

แต่ก่อนจะเข้าสู่โหมดจริงของการเลือกตั้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดเวที จุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 16 เรื่อง ‘เลือกตั้ง กุมภาฯ 62 ฟรีและแฟร์สำหรับใคร?’ โดยเชิญนักวิชาการมาร่วมวิเคราะห์ในมุมต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง และต่อไปนี้คือมุมมองจากนักวิชาการที่มีต่อสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตที่เรากำลังฝันหา

 

รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ร่วมก่อตั้ง FFFE รณรงค์เลือกตั้งต้องเสรี เป็นธรรม และมีผลในทางปฏิบัติ

 

ไม่เสียของสำหรับเขา แต่เรากำลังจะได้ของเสียกลับมา

การเลือกตั้งครั้งนี้คือแนวปะทะใหญ่ของการขับเคี่ยวทางการเมืองระหว่างเครือข่ายอนุรักษนิยมกับพลังที่ท้าทาย เป็นการทวงคืนพื้นที่ของฝ่ายอนุรักษนิยมกลับคืนมา

 

การเมืองก่อนหน้านี้ ‘ตลาดนโยบายทางการเมือง’ กลายเป็นตัวตัดสินในทางการเมือง ในการเลือกตั้งผ่านประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านั้นฝ่ายอนุรักษนิยมเคยทำมาก่อน

 

การรัฐประหาร 2549 ถูกบอกว่ากลายเป็นเรื่องเสียของ เพราะทำให้ได้กลุ่มการเมืองแบบเดิมกลับมา จึงเกิดความพยายามอีกครั้งหนึ่งในการกลับมาเพื่อที่จะขจัดกลุ่มการเมืองเดิมผ่านมวลชน สุดท้ายก็ได้รัฐประหาร 2557 ภายใต้โจทย์ที่ว่าการหวนคืนกลับมาของฝ่ายอนุรักษนิยมจะต้องไม่เสียของ เพราะถึงที่สุดก็ต้องกลับมาสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบเดิม โดยผ่านเครื่องมือหรือสร้างกลไกที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อนำไปสู่การสร้างสังคมการเมืองที่ไม่เข้มแข็ง ทำอย่างไรให้พรรคการเมืองที่เป็นขวัญใจประชาชน ที่ทำนโยบายมัดใจประชาชนได้ให้มีความอ่อนแอลง เราจึงได้เห็นการออกแบบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

 

อีกข้อหนึ่งคือการทำให้เสียงประชาชนไร้ความหมาย นั่นคือการออกแบบให้ ส.ว. ที่ไม่ได้มาจากประชาชนสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้

 

ดร.อนุสรณ์ มองว่ารอบนี้มีการใช้รัฐธรรมนูญเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความได้เปรียบ ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ เสียงของประชาชนไร้ความหมาย ใช้ประโยชน์จากการเป็นรัฐบาล ดูง่ายๆ คือมีความพยายามใช้ชื่อพรรคให้พ้องกับนโยบายของรัฐ มีการตัดกำลังคู่แข่ง ผ่านกลไกต่างๆ ทั้งการดูดทางการเมือง อำนาจ กฎหมาย และกติกาที่ออกแบบมาตัดกำลังคู่แข่งไว้แล้ว สุดท้ายก็กันคนนอกออกไปไม่ให้เข้ามาสังเกตการณ์เลือกตั้ง

 

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เสียของสำหรับเขา แต่เรากำลังจะได้ของเสียกลับมา

 

โอกาสที่เราจะได้ของดีคือรัฐบาลจะต้องเปลี่ยนสถานะตัวเองเป็นรัฐบาลรักษาการ หลังมีการประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง

 

หยุดใช้อำนาจ คสช. และหัวหน้า คสช. โดยเฉพาะมาตรา 44 แทรกแซงการเลือกตั้ง

 

ยกเลิกคำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่เป็นอุปสรรคต่อการเลือกตั้ง

 

การให้ กกต. เป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง

 

การร่วมรณรงค์การเลือกตั้งให้มีความเสรี เป็นธรรม และมีผลในทางปฏิบัติ

 

สร้าง ‘สังคมประชา’ ที่เป็นอาณาบริเวณของการเสนอทางเลือกใหม่ให้กับสังคมไทย และโยงใยกับ ‘สังคมการเมือง’ ต้องเป็นเนื้อเดียวกัน มีกลุ่มของคนที่เคยสัมผัสปัญหาแล้วเดินเข้าสู่การเมือง เช่น พรรคสามัญชน อย่าให้พรรคการเมืองถูกแยกออกจากประชาชน

 

รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

เลือกตั้ง = เครื่องมือที่เปลี่ยนกระสุนให้เป็นบัตรเลือกตั้ง

ดร.สิริพรรณ เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่าทำไมการเลือกตั้งจึงสำคัญ เพราะการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนกระสุนให้เป็นบัตรเลือกตั้ง เป็นเครื่องมือการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่สันติวิธีที่สุด ซึ่งโจทย์ใหญ่ก็คือหลังการเลือกตั้งเราจะเปลี่ยนผ่านทางการเมืองจากระบอบอำนาจนิยมไปสู่ระบอบใด ดร.สิริพรรณ ชี้ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดเป็นทางสามแพร่ง ดังนี้ 

 

1. เปลี่ยนผ่านสำเร็จ มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ต้องใช้ไฟฉายในการส่องแสงสว่างอย่างมาก

2. เดินอยู่ในเขาวงกตความขัดแย้งทางการเมือง กลายเป็นเครื่องมือของระบอบอำนาจนิยมที่ใส่เสื้อกั๊กประชาธิปไตย

3. เป็นจุดเริ่มต้นของการขัดแย้งทางการเมืองรอบใหม่

 

ดร.สิริพรรณ อธิบายว่าการเลือกตั้งที่มีคุณภาพต้องให้รู้สึกว่ามีรากเหง้าที่ฝังอยู่ในสังคม คือการที่ทุกคนเข้าใจว่าออกไปใช้สิทธิ์เพื่ออะไร กาแล้วเราจะได้อะไร เป็นการเปลี่ยนเพื่อระบบพรรคการเมืองและการมีส่วนร่วม ซึ่งจะต้องเป็นที่ยอมรับและมีความชอบธรรม โดยทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน

 

ดร.สิริพรรณ ชี้ว่าประเทศไทยมี 2 สภา ปีหน้าเราตื่นเต้นเรื่องการเลือกตั้ง ส.ส. แต่ ณ เวลานี้กำลังมีการเลือกวุฒิสภา แต่ไม่มีใครพูดถึง เพราะโครงสร้างของ ส.ว. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่มีสิทธิ์ที่จะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

 

ดร.สิริพรรณ ได้การประเมินการเลือกตั้ง ณ เวลานี้ว่า

 

1. กติกาและโครงสร้างการแข่งขัน ที่ผ่านมาพรรคการเมืองขนาดใหญ่จากไทยรักไทย พลังประชาชน และมาเพื่อไทย ได้ประโยชน์​จากกติกา จากรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ซึ่งไม่ได้เป็นผู้เขียนกติกา

 

แต่กติกาใหม่ของรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นระบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งปัจจุบันไม่มีประเทศไหนใช้ เยอรมนีเป็นคนคิดหลังสงครามโลกเมื่อปี 1949

 

ครั้งนี้ประชาชนใช้สิทธิ์ผ่านบัตรเลือกตั้งด้วยการกากบาท 1 ครั้ง ได้ 3 เด้ง ซึ่งปัญหานี้จะทำให้เราไม่สามารถแยกได้ว่าสรุปแล้วประชาชนเลือกกาพรรคนั้นเพราะเหตุผลใด ดูที่นโยบายหรือตัวบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ มันทำให้สายโซ่ของความรับผิดชอบไม่ถูกตรวจสอบถ่วงดุล

 

2. ตัวแสดงทางการเมืองจะเป็นธรรมกับทุกคนอย่างไร เพราะกติกาถูกร่างโดย คสช. และ คสช. ดูเหมือนจะส่งคนมาร่วมในการเลือกตั้งด้วย การใช้มาตรา 44 ในการแบ่งเขตเลือกตั้งหรือการจัดการเลือกตั้งก็ทำให้ได้ผลที่หลายคนรู้สึกว่ามีบางเขตที่แบ่งแบบผิดปกติ

 

ดร.สิริพรรณ มองว่าผู้เล่นที่สำคัญคือ กกต. กับคำถามที่ว่าจะสามารถสร้างความเป็นธรรมและเป็นกลางให้กับทุกฝ่ายได้ไหม เพราะตอนนี้เป็นตำบลกระสุนตก ทุกคนก็จะไปลงที่ กกต. ทั้งหมด มองว่าสิ่งที่ กกต. กังวลใจและกดดันคือกติกาที่ถูกร่างมาก่อนหน้านี้ เพราะสำนักงาน กกต. จะต้องทำตามกฎหมาย อาทิ ประเด็นเรื่องบัตรเลือกตั้ง 

 

3. ภูมิทัศน์ของสื่อ สื่อคือตัวกลางการถ่ายทอดนโยบายและอัตลักษณ์ของพรรคการเมือง สื่อไม่จำเป็นต้องเป็นกลาง แต่ต้องเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงที่ตรงไปตรงมา สื่อเป็นตัวกำหนดวาระทางการเมือง หากสื่อช่วยสร้างบรรยากาศการเลือกตั้งที่เป็นธรรมก็จะเป็นสิ่งที่ดี 

 

4. บริบททางการเมือง เราอยู่ภายใต้ คสช. มาตรา 44 ยาวไปถึงหลังเลือกตั้งจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ กลไกต่างๆ ของรัฐก็จะยังมีส่วนสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมให้การเลือกตั้งก่อน

 

ดร.สิริพรรณ สรุปว่าการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือถ่ายโอนอำนาจ ที่ผ่านมาคนไทยเลือกพรรคการเมืองเดิมๆ โดยเฉพาะกลุ่มไทยรักไทย เป็นการตัดสินใจบนเหตุผลเดิมๆ

 

ขณะที่คนอีกกลุ่มรู้สึกว่าเลือกทีไรก็ได้แบบเดิม จึงกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองของไทย

 

หากการเลือกตั้งครั้งนี้มีการตั้งธงเอาไว้ว่าแม้แพ้การเลือกตั้งแต่ก็เป็นรัฐบาลได้ จะนำไปสู่การตั้งคำถามว่าแล้วเราจะมีการเลือกตั้งไปทำไม หากมีธงไว้แล้ว ผลการเลือกตั้งก็จะไม่มีความหมาย ตรงนี้แหละเป็นการพิสูจน์ว่าจะสามารถทำให้เสียงประชาชนมีความหมายหรือไม่ แต่อยากฝากไว้ว่าขอให้ ส.ว. แต่งตั้งโดยเลือกตามเจตนารมณ์ของประชาชน

 

ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

การเลือกตั้งครั้งนี้ยังไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย

ดร.ประจักษ์ มองว่าการเลือกตั้งรอบนี้เป็นการย้อนกลับไปเพื่อทำให้ระบบพรรคการเมืองต้องแตกออกไปเป็นหลายพรรคจำนวนมาก แต่สิ่งที่สำคัญคือพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน จากงานวิจัยพบว่าพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนอาจไม่ได้เป็นไปตามระบบเลือกตั้ง

 

ถ้ามีการสังเกตการณ์การเลือกตั้งทั้งจากในและนอกประเทศจะช่วยป้องกันการโกงการเลือกตั้งได้เป็นอย่างดี ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามีให้เห็นคือการโกงแบบงานหยาบ การโกงแบบซึ่งหน้า กับการโกงแบบละเอียด คือมีการบิดกติกาบางอย่างให้เอื้อต่อพรรคใดพรรคหนึ่ง เทคนิคพวกนี้ต้องอาศัยสื่อและนักวิชาการช่วยกันจับตา

 

ดร.ประจักษ์ บอกว่าการเลือกตั้งเป็นกติกาที่ลงหลักปักฐานสร้างประชาธิปไตยให้กับประเทศ อันนี้ดูได้ในการเลือกตั้งของมาเลเซียที่ผ่านมา กล่าวคือเป็นโมเดลเพื่อนบ้านที่น่าสนใจ ในกัมพูชามีการเชิญนักสังเกตการณ์การเลือกตั้ง แต่ถูกบอยคอต ไม่ไป เพราะรัฐบาลเวลานั้นได้กำจัดคู่แข่งทางการเมืองเหลือพรรคเดียว ต่างชาติก็กลัวว่าจะกลายเป็นการไปประทับตราให้กับรัฐบาลฮุน เซน

 

ดร.ประจักษ์ ชี้ว่าไทยกำลังกลับไปใช้วิธีการที่เกิดขึ้นกับการเลือกตั้งมาเลเซีย ซึ่งรัฐบาลนาจิบใช้มาก่อนหน้านี้ในการพยายามทำให้กติกาการเลือกตั้งเอื้อต่อตนเองมากที่สุด มีการควบคุมสื่อ ออกนโยบายลดราคาน้ำมัน

 

แต่ประชาชนรู้สึกว่ามันมากเกินไป ปรากฏว่าประชาชนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมาก จนในที่สุดรัฐบาลอัมโนของนาจิบแพ้การเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย นี่จึงเป็นภาพสะท้อนว่าพฤติกรรมการเลือกตั้งอาจสวนทางกับระบบเลือกตั้ง ไม่ว่าจะออกแบบมาให้ฟรีหรือแฟร์หรือไม่

 

และกลุ่มผู้เลือกตั้งรุ่นใหม่ของไทยยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหน เป็นกลุ่มที่พรรคการเมืองยังไม่รู้ว่าต้องการแบบไหน เป็นกลุ่มที่ต้องประเมินอย่างมาก

 

ดร.ประจักษ์ ชี้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ยังไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย อาจจะต้องรออีก 2 ครั้ง ครั้งนี้จะเป็นการค้นหาระเบียบทางการเมืองใหม่ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการคลี่คลาย ไม่ว่าฝ่ายไหนชนะเลือกตั้งมาก็น่าจะอยู่ไม่ครบเทอม และคงเป็นรัฐบาลผสม พรรคเล็กพรรคน้อยมีอำนาจต่อรองจำนวนมาก

 

สิ่งที่สำคัญกว่าใครจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้คือสังคมไทยต้องทำให้การเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมมากที่สุด ไม่เช่นนั้นแล้วผลการเลือกตั้งก็จะไม่ชอบธรรม ต่อให้ชนะถล่มทลายก็จะนำมาสู่ความขัดเเย้ง นอกจาก กกต. แล้ว คสช. ต้องปล่อยให้ กกต. ทำงานอย่างอิสระในการจัดการเลือกตั้ง และการทำงานของ กกต. บทเรียนจากบัตรเลือกตั้งแสดงให้เห็นแล้วว่าเสียงของประชาชนมีส่วนสำคัญมากแค่ไหน

 

ดร.ประจักษ์ มองว่าความรุนแรงหลังการเลือกตั้งเป็นเรื่องน่าห่วงกว่า ในสังคมไทยมีการจัดการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหารมา 3 ครั้งในยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม, จอมพล ถนอม กิตติขจร และ รสช. ซึ่งจบไม่ค่อยดีนัก ที่ผ่านมาการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหารที่มาจากการยึดอำนาจและตั้งพรรคการเมืองลงแข่งขัน เราจะพบว่ามีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ เมื่อใช้กลไกรัฐมาก แม้ชนะการเลือกตั้งก็จริง แต่ประชาชนก็รู้สึกว่าไม่ใช่การเลือกตั้งที่สะอาด นำไปสู่การประท้วงและมีความรุนแรงแบบที่เราเห็นในประวัติศาสตร์

 

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการผู้ชำนาญการ สถาบันพระปกเกล้า

 

ประชาชนจะเอาแบบไหน เลือกคนที่รักหรือเลือกพรรคที่ชอบ ต้องตีโจทย์ให้แตก

ดร.สติธร ชวนมาดูระบบเลือกตั้งปัจจุบันว่าระบบแบบนี้ปิดโอกาสที่จะทำให้ได้พรรคการเมืองพรรคเดียวเป็นรัฐบาลหรือเปล่า ถ้าปิดแสดงว่าไม่แฟร์ ยังไม่พูดถึงฟรี เมื่อดูแล้วพบว่าระบบบัตรเดียว ‘ไม่ปิดโอกาส’ หมายความว่าถ้าพรรคใดได้คะแนนนิยมเกิน 50% หมายความว่ามีแนวโน้มจะได้ ส.ส. เกิน 251 ที่นั่ง

 

ถ้าการเลือกตั้งเป็นระบบปกติคือได้คะแนนเกินครึ่ง หมายความว่าคุณต้องเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้แล้ว อันนี้โดยหลักการมันเป็นไปได้ แต่ในทางปฏิบัติจะทำได้ไหมเป็นอีกเรื่อง

 

ต่อมามีคำถามว่าระบบนี้เอื้อพรรคเล็กและพรรคกลางหรือไม่ เมื่อเอาตัวเลขการเลือกตั้งปี 2554 มาดู พบว่าพรรคกลางมีตัวเลขที่นั่งเพิ่มขึ้น และพรรคเล็กมีโอกาสได้เก้าอี้มากขึ้น แต่พรรคใหญ่ลดลง แต่นี่คือการเทียบคนละการเลือกตั้งและบัตรคนละแบบ

 

เอาเข้าจริงอาจจะไม่ได้เอื้อพรรคเล็กหรือพรรคกลางก็ได้ เอาภูมิใจไทยมาดูก็จะพบว่าถ้าเอาครั้งที่แล้วมาดู เอาบัญชีรายชื่อมาดูก็คือได้น้อยในระบบนี้ เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับการลงคะแนนกับประชาชนว่าอยากได้คนที่รักหรือพรรคที่ชอบมากกว่า ถ้ามันไม่ใช่การเอื้อร้อยเปอร์เซ็นต์มันก็อาจจะไม่ได้มีปัญหานัก แสดงว่าโดยหลักการมันไม่ได้เอื้อพรรคเล็กหรือพรรคกลางร้อยเปอร์เซ็นต์ รอบนี้เรายังเดาไม่ถูกว่าประชาชนจะเอาแบบไหน ต้องไปตีโจทย์ให้แตก

 

คำถามต่อมาคือระบบแบบนี้เป็นไปได้ไหมที่คนได้เขตมากจะได้ตัวเลขบัญชีรายชื่อน้อย สมมติมีพรรคการเมืองชนะในเขตได้ 250 เขต โอกาสที่จะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่ออาจจะเป็นศูนย์ ซึ่งมันทำให้ไปทำลายจุดอ่อนของการเลือกตั้ง คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะต้องเตรียมคำตอบสำหรับตรงนี้เอาไว้ให้ดีว่าทำไมคนที่ได้รับคะแนนเสียงมาก แต่กลับได้ที่นั่งน้อย

 

ประเด็นต่อมาคือความฟรีและแฟร์ของโหวตเตอร์ ปัญหาสำคัญคือถ้าพรรคการเมืองส่งผู้สมัครได้ไม่ครบ 350 เขต หมายความว่ามันจะไม่ฟรีกับประชาชนในแง่ตัวเลือก เพราะบางพรรคไม่ได้ส่งผู้สมัครในเขตบ้านตัวเอง ทั้งๆ ที่อยากเลือกพรรคนั้นที่มีรายชื่อคนที่เสนอตัวเป็นนายกฯ ตรงใจเรา

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post “เขาไม่เสียของ แต่เราอาจได้ของเสีย” มุมสะท้อนจากเวทีเลือกตั้งกุมภาฯ 62 ฟรีและแฟร์สำหรับใคร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/election-analysis2562/feed/ 0
นักวิชาการ-ประชาชน ขยับใหญ่รับเลือกตั้ง เปิดตัวเครือข่าย FFFE ย้ำเลือกตั้งต้องเสรี เป็นธรรม มีความหมาย https://thestandard.co/free-fair-fruitful-election/ https://thestandard.co/free-fair-fruitful-election/#respond Tue, 09 Oct 2018 08:37:44 +0000 https://thestandard.co/?p=130332

วันนี้ (9 ต.ค.) อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลั […]

The post นักวิชาการ-ประชาชน ขยับใหญ่รับเลือกตั้ง เปิดตัวเครือข่าย FFFE ย้ำเลือกตั้งต้องเสรี เป็นธรรม มีความหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (9 ต.ค.) อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ในฐานะแกนนำเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง พร้อมตัวแทนกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) สหพันธ์นักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ตัวแทนเครือข่ายแรงงาน และสมัชชาคนจน ร่วมแถลงเปิดตัวเครือข่ายประชาชนเพื่อการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และมีผลในทางปฏิบัติ (Free, Fair & Fruitful Election) หรือ FFFE

 

 

เครือข่ายนี้คือการรวมตัวของภาคประชาชนกว่า 10 องค์กร เพื่อรณรงค์ขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และมีผลในทางปฏิบัติ โดยจะมีกิจกรรมเป็นระยะตั้งแต่ปลายสัปดาห์นี้ถึงการเลือกตั้ง เน้นการแสดงจุดยืนและรณรงค์เพื่อขจัดเงื่อนไขที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นธรรมและไร้ความหมาย ผ่านแถลงการณ์ งานเสวนา กิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อการสื่อสาร เข้าชื่อรณรงค์ และสร้างพลังเครือข่ายภาคประชาชนที่จะมีส่วนในการจับตาสังเกตการณ์การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 โดยความพิเศษของเครือข่ายนี้อยู่ที่การทำงานประสานกับทุกภาคส่วน รวมถึงบรรดาพรรคการเมืองที่จะต้องรับพันธกิจจากประชาชนในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อการนำประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงหลังการเลือกตั้งด้วย

 

น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว นักกิจกรรมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้กล่าวถึงประเด็นสิทธิเสรีภาพกับการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ตั้งแต่การรัฐประหารเป็นต้นมา ประเทศไทยได้รับความสนใจจากประชาคมโลกในฐานะที่เป็นประเทศที่ตกอยู่ใต้การปกครองโดยเผด็จการ นักการเมือง นักกิจกรรม นักวิชาการและประชาชนจำนวนมากที่แสดงออกต่อต้านรัฐบาล คสช. ถูกตั้งข้อหาปิดปากและมีการนำพลเรือนขึ้นศาลทหารกระทั่งทุกวันนี้ จึงเป็นที่น่าเป็นห่วงว่าหากบรรยากาศเช่นนี้ดำเนินต่อไป การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นก็จะไร้ความหมาย และหากผลการเลือกตั้งจากบริบทเช่นนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ ประเทศจะเดินหน้าต่ออย่างไร

 

นายณรงค์ศักดิ์ เนียมสอน จาก iLaw เสริมว่า การมีอยู่ของมาตรา 44 ที่ให้อำนาจหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งใดๆ ก็ได้นั้น ถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่อาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เสรีและเป็นธรรม จากการติดตามรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบจากประกาศและคำสั่งต่างๆ iLaw เห็นว่า อย่างน้อย 35 ฉบับจะเป็นอุปสรรคต่อการเลือกตั้งที่เสรีเป็นธรรม จึงเสนอให้ยกเลิกได้แล้ว

 

 

ด้านกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย นายธนพล พันธุ์งาม ได้ให้ความเห็นในประเด็นความเป็นธรรมของการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า การเลือกตั้งจะแฟร์ได้นั้น ปัจจัยขั้นต่ำๆ ได้แก่ ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคนต้องมีโอกาสเท่าเทียมกันในการเข้าถึงสื่อสารมวลชนทุกรูปแบบ และสามารถสื่อสารกับประชาชนได้เท่าเทียมกัน ขณะนี้พรรคการเมืองยังไม่ได้รับอนุญาตให้พบปะประชาชนเพื่อหาเสียงเลย แม้แต่การสื่อสารออนไลน์ก็ถูกข่มขู่ห้ามปราม ในขณะที่คนในรัฐบาลที่ประกาศตัวชัดว่าจะเล่นการเมืองนั้นสามารถทำได้ทุกอย่าง ประชาชนก็คงตอบตัวเองได้ว่านี่คือความเป็นธรรมหรือไม่ ซึ่งเราจะต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลง  

 

นางศรีไพร นนทรีย์ ตัวแทนภาคแรงงาน กล่าวถึงการที่พรรคการเมืองไม่สามารถสื่อสารกับประชาชนได้อย่างเสรีตลอด 4 ปีมานี้ ทำให้เกิดข้อกังวลว่า นโยบายที่จะนำมารณรงค์หาเสียงจะมาจากไหน และจะตอบสนองความต้องการของประชาชนได้หรือไม่ หากไม่รีบปลดล็อกการเมืองก็เกรงว่านโยบายที่ได้มาจะไม่ตอบโจทย์ ส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้ขาดผลในทางปฏิบัติ ผิดเจตนารมณ์ของการเลือกตั้งเพื่อให้มีผู้แทนที่สามารถสะท้อนเสียงของประชาชน

 

เครือข่าย FFFE จะจัดกิจกรรมแรก ‘การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมกับอนาคตสังคมและการเมืองไทย’ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2561 ที่ห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เวลา 12.00-16.30 น. โดยภายในงานจะมีการประกาศจุดยืนผ่านแถลงการณ์ร่วมของภาคประชาชนและพรรคการเมืองและการเสวนา โดยแบ่งเป็นภาคประชาชนและพรรคการเมือง ซึ่งจะมีผู้แทนระดับแกนนำพรรคการเมืองที่ได้รับความสนใจถึง 7 พรรคเป็นเบื้องต้นเข้าร่วมทั้งเวทีแถลงการณ์และการเสวนาด้วย

 

ภาพ: ฐิตินันท์ เสมพิพัฒน์

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post นักวิชาการ-ประชาชน ขยับใหญ่รับเลือกตั้ง เปิดตัวเครือข่าย FFFE ย้ำเลือกตั้งต้องเสรี เป็นธรรม มีความหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/free-fair-fruitful-election/feed/ 0