อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/อนันต์-โพธิ์นิ่มแดง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 03 Jul 2026 11:05:02 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 วิศวะลาดกระบัง จับมือ อว. ส่งมอบ ‘รถไฟไทยทำ’ สู่รางจริง พร้อมเปิดฉาก ‘K-Engineering World 2026’ โชว์นวัตกรรมเปลี่ยนโลก https://thestandard.co/kmitl-thai-train-handover-innovation/ Fri, 03 Jul 2026 11:05:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1226410 ภาพพิธีส่งมอบตู้โดยสารรถไฟต้นแบบ ‘รถไฟไทยทำ’ จาก สจล. ให้ รฟท.

วันนี้ (3 กรกฎาคม) คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระ […]

The post วิศวะลาดกระบัง จับมือ อว. ส่งมอบ ‘รถไฟไทยทำ’ สู่รางจริง พร้อมเปิดฉาก ‘K-Engineering World 2026’ โชว์นวัตกรรมเปลี่ยนโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพิธีส่งมอบตู้โดยสารรถไฟต้นแบบ ‘รถไฟไทยทำ’ จาก สจล. ให้ รฟท.

วันนี้ (3 กรกฎาคม) คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ สจล. ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. ส่งมอบตู้โดยสารรถไฟต้นแบบ ‘รถไฟไทยทำ’ ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดงาน K-Engineering World Tour and Competency Challenge 2026 ระหว่างวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2569 ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล.

 

พิธีส่งมอบจัดขึ้นโดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธี ขณะที่ อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับมอบขบวนรถต้นแบบ พร้อมด้วยผู้บริหารจากภาครัฐและสถาบันการศึกษา อาทิ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว., ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกสภาสถาบัน สจล. และ รศ.ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล.

 

ภาพพิธีส่งมอบตู้โดยสารรถไฟต้นแบบ ‘รถไฟไทยทำ’ จาก สจล. ให้ รฟท. 1

 

ก่อนเริ่มพิธี คณะผู้บริหารและสื่อมวลชนได้ร่วมเดินทางด้วยรถไฟเที่ยวพิเศษปฐมฤกษ์ จากสถานีกรุงเทพ หรือหัวลำโพง ไปยังสถานีรถไฟพระจอมเกล้า ก่อนเข้าสู่พิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ

 

สำหรับตู้โดยสารรถไฟต้นแบบ ‘รถไฟไทยทำ’ เป็นตู้โดยสารระดับ Luxury Class ขนาด 25 ที่นั่ง ผ่านการวิ่งทดสอบบนรางจริงแล้วกว่า 10,000 กิโลเมตร รองรับความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โครงสร้างตัวรถผลิตจากเหล็กรูปพรรณแบบโมดูลาร์ ช่วยลดน้ำหนักลงร้อยละ 22 และใช้ชิ้นส่วนในประเทศร้อยละ 44.1

 

ภาพพิธีส่งมอบตู้โดยสารรถไฟต้นแบบ ‘รถไฟไทยทำ’ จาก สจล. ให้ รฟท. 2

 

ข้อมูลจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ระบุว่า ต้นแบบดังกล่าวสามารถลดต้นทุนต่อตู้ได้ราวร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดย รฟท. มีแผนนำไปต่อยอดใช้งานจริงในเส้นทางท่องเที่ยวระยะ 200-500 กิโลเมตร เพื่อสนับสนุนการเดินทางและกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในอนาคต

 

ภาพพิธีส่งมอบตู้โดยสารรถไฟต้นแบบ ‘รถไฟไทยทำ’ จาก สจล. ให้ รฟท. 3

 

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยงานวิจัยของมหาวิทยาลัยต้องตอบโจทย์ประเทศและต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมระบุว่า สจล. มีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ เซมิคอนดักเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า

 

ภาพพิธีส่งมอบตู้โดยสารรถไฟต้นแบบ ‘รถไฟไทยทำ’ จาก สจล. ให้ รฟท. 4

 

“กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย” ศ.ดร.ยศชนันกล่าว

 

ด้าน ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กล่าวว่า สจล. มุ่งพัฒนาไปสู่มหาวิทยาลัยนวัตกรรมระดับโลก โดยมีคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นกำลังสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และสังคม พร้อมย้ำว่า การพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการพัฒนาคน

 

ภาพพิธีส่งมอบตู้โดยสารรถไฟต้นแบบ ‘รถไฟไทยทำ’ จาก สจล. ให้ รฟท. 5

 

ขณะที่ รศ.ดร.สมยศกล่าวว่า งาน K-Engineering World Tour and Competency Challenge 2026 ถูกออกแบบให้เป็นเวทีเปิดโอกาสให้เยาวชนได้สัมผัสประสบการณ์จริงจากห้องปฏิบัติการและนวัตกรรม โดยเชื่อมโยงกับโครงการ High Caliber Pathways ซึ่งมุ่งคัดเลือกนักศึกษาจากสมรรถนะและความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าการพิจารณาจากคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว

 

ภายในงานยังมีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมหลายรายการ อาทิ สารหน่วงไฟชนิดออกฤทธิ์ยาวจากเถ้าแกลบ เพื่อช่วยลดการลุกลามของไฟป่าและปัญหาฝุ่น PM2.5, ระบบตรวจจับพลาสมาบับเบิ้ลเพื่อแจ้งเตือนความผิดปกติในชั้นบรรยากาศอวกาศล่วงหน้า, รถแข่งไฟฟ้าสูตรนักศึกษาขับเคลื่อน 4 ล้อ, CiRA Quantum แพลตฟอร์มควอนตัมไฮบริด และเครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์บนแผ่นโลหะอัตโนมัติ รุ่นที่ 2 เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงข้อมูลของผู้พิการทางการมองเห็น

 

สำหรับงาน K-Engineering World Tour and Competency Challenge 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 กรกฎาคมนี้ โดยผู้จัดงานระบุว่า มีผู้ลงทะเบียนและให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า 20,000 คนจากทั่วประเทศ ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลัก เช่น World Engineering Tour เปิดบ้านชมห้องปฏิบัติการ, World Engineering Talk เสวนาจากวิศวกรตัวจริง และ World Engineering High Caliber Engineering Competency Test เวทีทดสอบความรู้พื้นฐานทางวิศวกรรมศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้น ม.4-ม.6

 

ภาพพิธีส่งมอบตู้โดยสารรถไฟต้นแบบ ‘รถไฟไทยทำ’ จาก สจล. ให้ รฟท. 6

 

ผู้ที่ทำคะแนนผ่านเกณฑ์และเข้าร่วม Competency Lab จะได้รับสิทธิ์พิเศษและ e-Certificate เพื่อใช้ประกอบการสมัครเข้าศึกษาต่อในรอบ TCAS1 Portfolio โครงการ High Caliber Engineering Competency Test และรอบ TCAS2 ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล.

 

ภาพพิธีส่งมอบตู้โดยสารรถไฟต้นแบบ ‘รถไฟไทยทำ’ จาก สจล. ให้ รฟท. 7ภาพพิธีส่งมอบตู้โดยสารรถไฟต้นแบบ ‘รถไฟไทยทำ’ จาก สจล. ให้ รฟท. 8

The post วิศวะลาดกระบัง จับมือ อว. ส่งมอบ ‘รถไฟไทยทำ’ สู่รางจริง พร้อมเปิดฉาก ‘K-Engineering World 2026’ โชว์นวัตกรรมเปลี่ยนโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปผลสอบเครนถล่มทับรถไฟสีคิ้ว รฟท. สั่งรื้อระบบคุมงานก่อสร้างทั่วประเทศ จ่อฟันผู้รับจ้างละเมิดกฎความปลอดภัย https://thestandard.co/srt-crane-collapse-investigation-safety/ Wed, 27 May 2026 06:31:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1211462 เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบซากเครนก่อสร้างที่ถล่มทับรางรถไฟ

วานนี้ (26 พฤษภาคม) กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไท […]

The post สรุปผลสอบเครนถล่มทับรถไฟสีคิ้ว รฟท. สั่งรื้อระบบคุมงานก่อสร้างทั่วประเทศ จ่อฟันผู้รับจ้างละเมิดกฎความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบซากเครนก่อสร้างที่ถล่มทับรางรถไฟ

วานนี้ (26 พฤษภาคม) กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นำโดย จิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมด้วยปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันแถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอุบัติเหตุในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ช่วงสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา จากเหตุการณ์อุปกรณ์เครนก่อสร้างหล่นทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 (สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี) บริเวณระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่นและสถานีสีคิ้ว เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

 

จิระพงศ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 45 วัน คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างรอบด้าน ทั้งการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ การทดสอบวัสดุทางวิศวกรรม การตรวจสอบชิ้นส่วนเหล็กด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน การจัดทำแบบจำลองเพื่อวิเคราะห์กลไกการพังทลาย รวมถึงการสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

 

ผลการตรวจสอบสรุปได้อย่างชัดเจนว่า อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน โดยเฉพาะความบกพร่องในกระบวนการปฏิบัติงานของอุปกรณ์ Launching Gantry ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับยกติดตั้งชิ้นส่วนคอนกรีตขนาดใหญ่ ที่ในวันเกิดเหตุมีการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามขั้นตอนทางวิศวกรรมและข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ส่งผลให้เกิดการรับน้ำหนักเกินพิกัดในจุดรองรับด้านหน้า จนชิ้นส่วนรับแรงเกิดความเสียหายและโครงสร้างพังทลายลงสู่พื้นที่ทางรถไฟในจังหวะเดียวกับที่ขบวนรถโดยสารวิ่งผ่าน

 

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังพบข้อบกพร่องร้ายแรงด้านการกำกับดูแลพื้นที่ก่อสร้าง อาทิ การไม่ขออนุญาตปิดการเดินรถ (Window Time) การลักลอบปฏิบัติงานก่อนได้รับการอนุมัติ การละเลยการตรวจสอบอุปกรณ์ตามวงรอบ และการขาดความต่อเนื่องในการควบคุมงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้เสนอแนะให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพระบบกำกับดูแล จัดสรรบุคลากรให้เหมาะสม และยกระดับการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานภายนอกอย่างเร่งด่วน

 

ทางด้านรักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้กล่าวชี้แจงถึงแนวทางการดำเนินการแก้ไขและป้องกันปัญหาในระยะยาว โดยระบุว่า ขณะนี้ รฟท. ได้รับรายงานผลการสอบสวนเรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายและเงื่อนไขสัญญากับผู้ที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อระบบโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพย์สิน และการเดินรถ เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบอย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรม

 

พร้อมกันนี้ รฟท. ได้ประกาศยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดในทุกโครงการก่อสร้างทั่วประเทศ โดยกำหนดเงื่อนไขเด็ดขาดให้การปฏิบัติงานในระยะใกล้เขตทางรถไฟ จะต้องได้รับอนุญาตปิดการเดินรถเป็นลายลักษณ์อักษรจาก รฟท. ทุกครั้ง และสั่งยกเลิกระบบการอนุมัติงานล่วงหน้าหรือย้อนหลังโดยสิ้นเชิง

 

นอกจากนี้ รฟท. ได้วางมาตรการควบคุมเชิงรุก โดยกำหนดให้ที่ปรึกษาควบคุมงาน (CSC) ต้องอนุมัติการทำงานแบบรายวันพร้อมแนบหลักฐานภาพถ่ายหน้างาน และต้องมีวิศวกรพร้อมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำพื้นที่ตลอดเวลา หากพบการฝ่าฝืนจะถูกสั่งระงับงานทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น ในส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์ จะต้องมีการตรวจสอบเครน Launching Gantry ทุกชุดโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ (Third Party) พร้อมกำหนดมาตรฐานอายุการใช้งานของเหล็กยึด PT Bar ให้ใช้ได้ไม่เกิน 60 รอบและห้ามนำกลับมาใช้ซ้ำเด็ดขาด

 

รวมถึงให้มีการติดตั้งระบบเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์ (Real-time) เช่น ระบบตรวจวัดความเอียง แรงดึง และกล้องวงจรปิด เพื่อให้สามารถสั่งหยุดงานได้ทันทีเมื่อพบความผิดปกติ ทั้งนี้ รฟท. ยืนยันว่าจะนำบทเรียนจากอุบัติเหตุครั้งนี้ ไปทบทวนหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้รับจ้างในอนาคต โดยจะให้น้ำหนักกับประสบการณ์และมาตรฐานความปลอดภัยเหนือกว่าการพิจารณาด้านราคา พร้อมเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นและสร้างความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชนและผู้ใช้บริการต่อไป

The post สรุปผลสอบเครนถล่มทับรถไฟสีคิ้ว รฟท. สั่งรื้อระบบคุมงานก่อสร้างทั่วประเทศ จ่อฟันผู้รับจ้างละเมิดกฎความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
​รฟท. ปูพรมตรวจสารเสพติดพนักงานเดินรถ สั่งพักงาน 2 ราย พร้อมเตรียมยกระดับสู่องค์กรปลอดยาเสพติด https://thestandard.co/srt-suspends-staff-drug-test/ Thu, 21 May 2026 03:30:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1209503 พนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ารับการตรวจสารเสพติด

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการตร […]

The post ​รฟท. ปูพรมตรวจสารเสพติดพนักงานเดินรถ สั่งพักงาน 2 ราย พร้อมเตรียมยกระดับสู่องค์กรปลอดยาเสพติด appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ารับการตรวจสารเสพติด

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการตรวจหาสารเสพติดพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและการเดินรถอย่างเข้มงวดก่อนเข้าปฏิบัติงาน ภายหลังการประกาศยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุด จากกรณีอุบัติเหตุขบวนรถไฟเฉี่ยวชนรถโดยสารสาธารณะบริเวณทางผ่านเสมอระดับแยกอโศก-ดินแดง ที่ผ่านมา

 

​จากการลงพื้นที่ปูพรมตรวจหาสารเสพติด ล่าสุด รฟท. ได้เปิดเผยผลการปฏิบัติการ โดยเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ได้ทำการตรวจพนักงานจำนวน 157 ราย ซึ่งผลการตรวจไม่พบผู้มีสารเสพติดในร่างกาย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 จากการสุ่มตรวจพนักงานเพิ่มเติมจำนวน 141 ราย พบว่ามีพนักงานจำนวน 2 ราย มีผลการตรวจหาสารเสพติดเป็นบวก

 

​ทันทีที่ทราบผล รฟท. ได้มีคำสั่งให้บุคคลทั้งสองระงับการปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในทันที พร้อมทั้งส่งตัวเข้าสู่กระบวนการตรวจยืนยันผลทางการแพทย์ และเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนขององค์กรอย่างเด็ดขาด ทั้งการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และการสอบสวนทางวินัย ควบคู่ไปกับการนำตัวเข้าสู่ระบบคัดกรองและบำบัดรักษาตามแนวทางของหน่วยงานสาธารณสุขต่อไป

 

​ทางด้าน อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า รฟท. จะยังคงเดินหน้ามาตรการตรวจหาสารเสพติดเชิงรุกในกลุ่มพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าจะไม่มีการละเว้นการปฏิบัติหรือผ่อนปรนโทษให้แก่บุคลากรรายใดก็ตามที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

 

​อนันต์ กล่าวย้ำว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้การรถไฟฯ ต้องกลับมาทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัยในหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดภายในองค์กร ซึ่งเราจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดูแลบุคลากรให้เข้าสู่กระบวนการรักษาและฟื้นฟูตามขั้นตอนที่เหมาะสม

 

​ทั้งนี้ รฟท. ได้เตรียมแผนยกระดับการบริหารงานภายใต้แนวทางองค์กรปลอดยาเสพติด อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการเดินรถ เพื่อสร้างมาตรฐานการปฏิบัติงานที่เข้มงวด รัดกุม และลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบการขนส่งสาธารณะของประเทศในอนาคต

The post ​รฟท. ปูพรมตรวจสารเสพติดพนักงานเดินรถ สั่งพักงาน 2 ราย พร้อมเตรียมยกระดับสู่องค์กรปลอดยาเสพติด appeared first on THE STANDARD.

]]>
คมนาคมสรุปเหตุรถไฟชนรถโดยสาร ฟันอาญา-วินัย พนักงานขับเสพยา พร้อมเยียวยาสูงสุด 2.39 ล้าน เล็งศึกษา 3 เดือน ยกเลิกขบวนรถเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน https://thestandard.co/transport-train-collision-compensation/ Mon, 18 May 2026 12:53:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1208617 พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงสรุปผลการสอบสวนอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสาร และมาตรการเยียวยาผู้เสียหาย

วันนี้ (18 พฤษภาคม) ที่กระทรวงคมนาคม พิพัฒน์ รัชกิจประก […]

The post คมนาคมสรุปเหตุรถไฟชนรถโดยสาร ฟันอาญา-วินัย พนักงานขับเสพยา พร้อมเยียวยาสูงสุด 2.39 ล้าน เล็งศึกษา 3 เดือน ยกเลิกขบวนรถเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงสรุปผลการสอบสวนอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสาร และมาตรการเยียวยาผู้เสียหาย

วันนี้ (18 พฤษภาคม) ที่กระทรวงคมนาคม พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาราชการแทนผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ กิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุขบวนรถไฟเฉี่ยวชนรถโดยสารสาธารณะบริเวณจุดตัดมักกะสัน

 

พร้อมสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

 

พิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมระบุว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการด่วนให้กระทรวงคมนาคมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและวางมาตรการป้องกันมิให้เกิดเหตุซ้ำรอย โดยในระยะยาว กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้ รฟท. เร่งทำการศึกษาภายในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการลดหรือยกเลิกขบวนรถไฟที่วิ่งเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน

 

ซึ่งต้องผ่านจุดตัดเสมอระดับทางรถไฟกว่า 27 แห่ง โดยเบื้องต้นมีแนวคิดปรับเส้นทางเดินรถสายตะวันออกให้สิ้นสุดที่สถานีลาดกระบัง และสายใต้สิ้นสุดที่สถานีตลิ่งชัน จากนั้นให้ผู้โดยสารเชื่อมต่อการเดินทางผ่านระบบของ ขสมก., รถไฟฟ้าสายสีแดง หรือ Airport Rail Link แทน โดยกระทรวงคมนาคมจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือค่าโดยสารผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือนโยบายตั๋วร่วม เพื่อมิให้เป็นการเพิ่มภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน ทั้งนี้ หากผลการศึกษาพบว่ายังไม่สามารถดำเนินการได้ภายใน 3 เดือน จะมีการเรียกประชุมเพื่อหารือแนวทางอื่นต่อไป

 

ประเด็นสำคัญที่สร้างความสะเทือนใจต่อสาธารณชน คือผลการตรวจสอบพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุ โดย อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาราชการแทนผู้ว่าการ รฟท. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาทางอาญาแก่พนักงาน รฟท. จำนวน 2 ราย ได้แก่ พนักงานขับรถและพนักงานควบคุมเครื่องกั้น ซึ่งจากการตรวจร่างกายพนักงานขับรถไฟที่โรงพยาบาล พบสารเสพติดประเภทแอมเฟตามีนและกัญชาในปัสสาวะ

 

รฟท. จึงได้มีคำสั่งให้พนักงานขับรถรายดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอการสอบสวนทางวินัย และได้สั่งย้ายทั้ง 2 รายออกจากการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถในทันที พร้อมกันนี้ รฟท. ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเสริมกำลังดูแลจุดกั้นถนนมักกะสัน และเตรียมปรับแผนห้ามรถไฟขนส่งสินค้าวิ่งเข้าเขตเมืองชั้นในระหว่างเวลา 22.00 – 04.00 น.

 

ในด้านของการดำเนินคดีและการตรวจสอบนั้น สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า รฟท. จะเป็นเจ้าทุกข์ในการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับพนักงานขับรถไฟรายนี้อย่างเด็ดขาด ส่วนความรับผิดชอบทางวินัย ได้สั่งการให้ รฟท. และ ขสมก. ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตั้งแต่ระดับผู้ปฏิบัติงานไปจนถึงผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้น หากพบว่ามีการละเลยจะถูกลงโทษทางวินัยขั้นเด็ดขาด

 

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ปรับเปลี่ยนมาตรการจากการสุ่มตรวจ เป็นการปูพรมตรวจ สารเสพติดและตรวจวัดแอลกอฮอล์ทุกวัน สำหรับพนักงานขับรถของทุกหน่วยงานในสังกัด (รฟท., ขสมก. และ บขส.) เพื่อสร้างความโปร่งใสและเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชน

 

สำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ กระทรวงคมนาคมกำหนดกรอบการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยาเบื้องต้น 2,390,000 บาท รวมกับค่าปลงศพที่สามารถเบิกจ่ายได้ตามจริงทั้งหมด ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บจะได้รับเงินช่วยเหลือเริ่มต้นที่ 130,000 บาท และสูงสุดถึง 1,000,000 บาทในกรณีที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด โดยกระทรวงคมนาคมจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด

 

ซึ่งทางด้าน กิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. ระบุว่า ได้จัดส่งผู้อำนวยการเขตการเดินรถลงพื้นที่เยี่ยมผู้บาดเจ็บและดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างใกล้ชิด รวมถึงได้จัดส่งสายตรวจพิเศษลงพื้นที่ประจำจุดเสี่ยงเพื่อกำกับดูแลความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะอย่างเข้มงวด

 

ในตอนท้าย พิพัฒน์ ได้ชี้แจงประเด็นข้อสงสัยเรื่องใบอนุญาตขับขี่รถไฟว่า ปัจจุบันพนักงานขับรถมีใบอนุญาตของ รฟท. ถูกต้อง แต่ใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ฉบับใหม่ ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการของกรมการขนส่งทางราง

 

พร้อมย้ำทิ้งท้ายถึงความรับผิดชอบทางการเมืองว่า ตนได้มอบนโยบายความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด หากผลการสืบสวนเชิงลึกจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดพิเศษ 14 คน ชี้ชัดว่าความผิดพลาดหรือความหละหลวมในการปฏิบัติงานเชื่อมโยงมาถึงระดับนโยบาย ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็พร้อมที่จะแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีข้อแก้ตัว

The post คมนาคมสรุปเหตุรถไฟชนรถโดยสาร ฟันอาญา-วินัย พนักงานขับเสพยา พร้อมเยียวยาสูงสุด 2.39 ล้าน เล็งศึกษา 3 เดือน ยกเลิกขบวนรถเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รฟท. เปิดเดินรถสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงแก่งคอย–นครราชสีมา 24 ม.ค. นี้ พร้อมยกระดับ 6 มาตรการความปลอดภัยสูงสุด https://thestandard.co/srt-open-northeast-train-safety/ Fri, 23 Jan 2026 10:07:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1168678 ภาพขบวนรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย วิ่งให้บริการในเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงแก่งคอย-นครราชสีมา หลังยกระดับ 6 มาตรการความปลอดภัย

วันนี้ (23 มกราคม) ​อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไ […]

The post รฟท. เปิดเดินรถสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงแก่งคอย–นครราชสีมา 24 ม.ค. นี้ พร้อมยกระดับ 6 มาตรการความปลอดภัยสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพขบวนรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย วิ่งให้บริการในเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงแก่งคอย-นครราชสีมา หลังยกระดับ 6 มาตรการความปลอดภัย

วันนี้ (23 มกราคม) ​อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา การรถไฟฯ ได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญสูงสุด โดยได้เร่งดำเนินการตรวจสอบสภาพทางและโครงสร้างพื้นฐานเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงสถานีชุมทางแก่งคอย – ปากช่อง – นครราชสีมา อย่างละเอียด ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทผู้รับจ้าง เพื่อให้มั่นใจว่าเส้นทางมีความปลอดภัยสมบูรณ์พร้อมสำหรับการกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง

 

 

เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดในการเดินรถและการปฏิบัติงานก่อสร้างใกล้แนวทางรถไฟทั่วประเทศ การรถไฟฯ ได้ออกคำสั่งด่วนกำหนดมาตรการความปลอดภัย 6 ข้อหลัก ที่ทุกหน่วยงานและผู้รับจ้างต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ได้แก่:

 

  • ​การทำงานใน Window Time: งานก่อสร้างที่มีความเสี่ยง ต้องดำเนินการเฉพาะช่วงปิดทางหรือช่วงว่างจากการเดินรถเท่านั้น
  • ​บันทึกข้อตกลงร่วม: ต้องมีการตรวจสอบพื้นที่และจัดทำบันทึกพิจารณาร่วมกันของทุกฝ่ายก่อนเริ่มงานทุกครั้ง
  • จัดวางกำลังเจ้าหน้าที่: จัดเจ้าหน้าที่ประจำต้นทาง–ปลายทาง และพนักงานเฝ้าระวัง (Lookout Man) ตลอดระยะเวลาการทำงาน
  • หยุดกิจกรรมเมื่อรถผ่าน: ต้องหยุดกิจกรรมก่อสร้างทันทีที่มีการเปิดทางให้ขบวนรถผ่าน
  • การกำกับดูแล: ฝ่ายเจ้าของโครงการต้องกำกับควบคุมผู้รับจ้างอย่างใกล้ชิด
  • ​ควบคุมความเร็วและป้ายเตือน: กำหนดความเร็วขบวนรถให้เหมาะสมและติดตั้งป้ายเตือนในพื้นที่ก่อสร้างให้ครบถ้วน

 

 

ในส่วนของการเคลียร์พื้นที่ การรถไฟฯ ได้ดำเนินการรื้อย้ายโครงสร้างและอุปกรณ์เครนก่อสร้างของโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ออกจากพื้นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมซ่อมแซมทางรถไฟให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ สำหรับรถโดยสารคันที่เกิดเหตุ ได้ทำการขนย้ายด้วยรถเทรเลอร์และรถไฟลำเลียงไปเก็บรักษาไว้ในพื้นที่ปิด ณ โรงรถจักรนครราชสีมา โดยมีการล็อคประตูและจัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

ในวันนี้ คณะเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความปลอดภัยขั้นสุดท้าย (Final Inspection) และได้รับการรับรองความปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อย โดยจะเริ่มเปิดการเดินรถเที่ยวแรกใน วันที่ 24 มกราคม 2569 เวลา 05.00 น. ประกอบด้วย:

 

  • เที่ยวขึ้น: ขบวนรถท้องถิ่นที่ 431 (ชุมทางแก่งคอย – ขอนแก่น)
  • ​เที่ยวล่อง: ขบวนรถธรรมดาที่ 234 (สุรินทร์ – กรุงเทพ/หัวลำโพง)

 

 

การรถไฟแห่งประเทศไทยขอยืนยันว่าจะดำเนินการติดตามและเฝ้าระวังทุกช่วงของการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนเดินทางด้วยความมั่นใจ ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบตำแหน่งขบวนรถแบบเรียลไทม์ได้ที่เว็บไซต์ https://ttsview.railway.co.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

The post รฟท. เปิดเดินรถสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงแก่งคอย–นครราชสีมา 24 ม.ค. นี้ พร้อมยกระดับ 6 มาตรการความปลอดภัยสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พิพัฒน์’ ขีดเส้น 15 วัน สรุปผลสอบ เครนถล่มรถไฟ รฟท. เคาะเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1.34 ล้านบาท พร้อมลุยฟ้องแพ่ง-อาญา https://thestandard.co/pipat-srt-crane-compensation/ Fri, 16 Jan 2026 04:56:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1165917 พิพัฒน์ ขีดเส้น 15 วัน สรุปผลสอบ เครนถล่มรถไฟ รฟท. เคาะเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1.34 ล้านบาท พร้อมลุยฟ้องแพ่ง-อาญา

ความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็ […]

The post ‘พิพัฒน์’ ขีดเส้น 15 วัน สรุปผลสอบ เครนถล่มรถไฟ รฟท. เคาะเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1.34 ล้านบาท พร้อมลุยฟ้องแพ่ง-อาญา appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิพัฒน์ ขีดเส้น 15 วัน สรุปผลสอบ เครนถล่มรถไฟ รฟท. เคาะเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1.34 ล้านบาท พร้อมลุยฟ้องแพ่ง-อาญา

ความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ร่วงหล่นทับขบวนรถไฟ

 

วันนี้ (16 มกราคม) พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกคำสั่งด่วนให้กระทรวงคมนาคมแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อหาสาเหตุของอุบัติเหตุเครนก่อสร้างในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 1 (ช่วงกรุงเทพมหานคร–นครราชสีมา) สัญญาที่ 3-4 งานโยธาช่วงลำตะคอง–สีคิ้ว และช่วงกุดจิก–โคกกรวด หล่นทับขบวนรถไฟเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569

 

ทั้งนี้ ได้กำชับให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยในการปฏิบัติงานก่อสร้างอย่างละเอียด และต้องรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกลับมาภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและป้องกันปัญหาในอนาคต

 

ด้านอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังรายงานสถานการณ์ต่อคณะกรรมการรถไฟฯ ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี โดยได้ข้อยุติที่เป็นทางการ ดังนี้:

 

กรณีผู้เสียชีวิต: การรถไฟฯ ร่วมกับบริษัทผู้รับจ้าง จะมอบเงินเยียวยารวม 1,340,000 บาทต่อราย

 

กรณีผู้ได้รับบาดเจ็บ: การรถไฟฯ จะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดจนกว่าจะหายเป็นปกติ ส่วนความเสียหายด้านทรัพย์สินหรือของสูญหาย ให้ผู้เสียหายยื่นเรื่องเพื่อให้ รฟท. พิจารณาชดใช้เป็นรายกรณี

 

อนันต์ ได้เน้นย้ำถึงมาตรฐานความปลอดภัยว่า ในพื้นที่ก่อสร้างที่ยังมีการเดินรถไฟตามปกติ ผู้รับจ้างต้องจัดให้มีวิศวกรหรือทีมประสานงานร่วมกับนายสถานีอย่างใกล้ชิด โดยมีกฎเหล็กสำคัญคือ เมื่อมีขบวนรถผ่าน พื้นที่ก่อสร้างต้องหยุดปฏิบัติงานทันที

 

ดังนั้น การสอบสวนจึงต้องเจาะลึกว่า ผู้รับจ้างได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นี้อย่างเคร่งครัดหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบความบกพร่องของอุปกรณ์ เครื่องมือ หรือผู้ควบคุมงาน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยคณะกรรมการกลางพิจารณาเหตุอันตรายของ รฟท. จะดำเนินการสอบสวนคู่ขนานกันไป

 

สำหรับการกู้คืนพื้นที่ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้ายตู้โบกี้ออกจากรางแล้ว และผู้รับจ้างกำลังเร่งรื้อถอนเครื่องจักร (Launcher) ที่เสียหายออกจากพื้นที่ คาดว่าจะใช้เวลาซ่อมแซมทางรถไฟประมาณ 7 วัน

 

นอกจากนี้ รฟท. ได้สั่งการมาตรการระยะยาว โดยจะเร่งตรวจสอบ Launcher ในทุกโครงการก่อสร้าง และบังคับใช้มาตรการเฝ้าระวังความปลอดภัยขั้นสูง ด้วยการติดตั้งระบบเซนเซอร์และกล้องวงจรปิด (CCTV) ในจุดก่อสร้าง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนคืนมา

 

ในส่วนของการดำเนินคดี อนันต์ยืนยันว่า รฟท. ได้แจ้งความดำเนินคดีอาญาในกรณีที่มีผู้เสียชีวิตแล้ว และจะเดินหน้าฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่งอย่างเต็มที่ โดยครอบคลุมความเสียหายต่อทรัพย์สิน ความเสียหายต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นขององค์กร รวมถึงความเสียหายที่เกิดแก่ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ซึ่งรายละเอียดความรับผิดชอบจะอ้างอิงตามผลการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป

The post ‘พิพัฒน์’ ขีดเส้น 15 วัน สรุปผลสอบ เครนถล่มรถไฟ รฟท. เคาะเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1.34 ล้านบาท พร้อมลุยฟ้องแพ่ง-อาญา appeared first on THE STANDARD.

]]>
รฟท. เตรียมฟ้องแพ่งผู้รับจ้าง จากเหตุเครนทับรถไฟโดยสาร อ.สีคิ้ว พร้อมเร่งสอบสัญญาหากผิดจริงจ่อยกเลิก https://thestandard.co/srt-sues-contractor-crane-train/ Thu, 15 Jan 2026 11:51:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1165719 เครนถล่มสีคิ้ว

วันนี้ (15 มกราคม) ที่ ทำเนียบรัฐบาล อนันต์ โพธิ์นิ่มแด […]

The post รฟท. เตรียมฟ้องแพ่งผู้รับจ้าง จากเหตุเครนทับรถไฟโดยสาร อ.สีคิ้ว พร้อมเร่งสอบสัญญาหากผิดจริงจ่อยกเลิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครนถล่มสีคิ้ว

วันนี้ (15 มกราคม) ที่ ทำเนียบรัฐบาล อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรี เมื่อเวลา 17.30 น. ถึงแนวทางการดำเนินการกรณีอุบัติเหตุโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ โดยระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาของผู้รับจ้างอย่างละเอียด หากพบว่ามีการกระทำผิดเงื่อนไข จะต้องพิจารณายกเลิกสัญญาโดยทันที

 

รักษาการผู้ว่าฯ รฟท. กล่าวว่า ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องตรวจสอบคือ สัญญาที่ 3-4 (ช่วงการก่อสร้าง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา) ว่าผู้รับจ้างได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือไม่ หากพบข้อผิดพลาดที่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย รฟท. พร้อมดำเนินการยกเลิกสัญญา นอกจากนี้ จะมีการตรวจสอบสัญญาในส่วนอื่นๆ ควบคู่กันไป เพื่อทบทวนขั้นตอนการทำงานและวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

 

 

สำหรับการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ รฟท. ได้กำหนดมาตรการเบื้องต้น ดังนี้:

 

กรณีผู้เสียชีวิต: จะได้รับการเยียวยารายละ 340,000 บาท ซึ่งประกอบด้วยเงินจากประกันภัยโครงการประมาณ 1,000,000 บาท และเงินช่วยเหลือส่วนอื่นๆ นอกจากนี้ จะมีการพิจารณาสิทธิประโยชน์จากประกันสังคมเพิ่มเติมเป็นรายกรณี

 

กรณีชาวต่างชาติ: สำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 ราย รฟท. จะดูแลการเยียวยาขั้นพื้นฐานในเบื้องต้น และจะพิจารณารายละเอียดการช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไป

 

 

ในส่วนของการซ่อมแซมและกู้พื้นที่เกิดเหตุ อนันต์ระบุว่า ได้ระดมเครื่องจักรชุดใหญ่และเครนขนาดใหญ่จำนวน 4 ตัว เข้าพื้นที่เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายโครงเหล็กที่ติดค้างลงมา โดยจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 16 มกราคมนี้ จากนั้นจะเข้าซ่อมแซมรางรถไฟที่เสียหาย ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินงานประมาณ 7 วัน

 

​อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่กระทบต่อการให้บริการเดินรถในภาพรวม โดย รฟท. ได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินรถไปใช้เส้นทาง อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา เพื่ออ้อมไปยังปลายทาง จ.อุบลราชธานี แทน

 

​อนันต์ กล่าวทิ้งท้ายถึงความเสียหายทางทรัพย์สินว่า รฟท. เตรียมดำเนินการฟ้องร้องทางแพ่งกับผู้รับจ้าง เพื่อเรียกค่าเสียหายครอบคลุมทั้งตัวรถไฟ หัวรถจักร และความล่าช้าของขบวนรถ โดยเบื้องต้นประเมินความเสียหายเฉพาะตัวรถไฟ 2 คัน มีมูลค่าสูงถึง 105 ล้านบาท ซึ่งยอดนี้ยังไม่รวมค่าเสียหายจากการเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ

The post รฟท. เตรียมฟ้องแพ่งผู้รับจ้าง จากเหตุเครนทับรถไฟโดยสาร อ.สีคิ้ว พร้อมเร่งสอบสัญญาหากผิดจริงจ่อยกเลิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รฟท. เผยยอดผู้โดยสารรถไฟช่วงปีใหม่ 2569 ทะลุ 9.4 แสนคน ย้ำการเดินรถราบรื่น ปลอดภัย ไร้ผู้โดยสารตกค้าง https://thestandard.co/srt-new-year-count-940k/ Tue, 06 Jan 2026 02:03:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1161732 รฟท. เผยยอดผู้โดยสารรถไฟช่วงปีใหม่ 2569 ทะลุ 9.4 แสนคน ย้ำการเดินรถราบรื่น ปลอดภัย ไร้ผู้โดยสารตกค้าง

วานนี้ (5 มกราคม) อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแ […]

The post รฟท. เผยยอดผู้โดยสารรถไฟช่วงปีใหม่ 2569 ทะลุ 9.4 แสนคน ย้ำการเดินรถราบรื่น ปลอดภัย ไร้ผู้โดยสารตกค้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รฟท. เผยยอดผู้โดยสารรถไฟช่วงปีใหม่ 2569 ทะลุ 9.4 แสนคน ย้ำการเดินรถราบรื่น ปลอดภัย ไร้ผู้โดยสารตกค้าง

วานนี้ (5 มกราคม) อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงภาพรวมการให้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ตลอดระยะเวลา 10 วัน (ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2569) ว่า ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอและปลอดภัย ตามแผนงานที่วางไว้

 

ทั้งนี้ การรถไฟฯ ได้ดำเนินมาตรการอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ โดยมีการให้บริการขบวนรถเฉลี่ยวันละ 210 ขบวน พร้อมทั้งพ่วงตู้โดยสารเพิ่มเติมในขบวนรถเที่ยวปกติทุกเส้นทาง และจัดเดินขบวนรถเสริมพิเศษในเส้นทางสายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ และสายใต้ รวมจำนวน 18 ขบวน ส่งผลให้ไม่มีผู้โดยสารตกค้าง และประชาชนได้รับความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง

 

สำหรับยอดรวมผู้โดยสารที่เดินทางโดยรถไฟทั่วประเทศ มีจำนวนทั้งสิ้น 948,416 คน โดยแบ่งประเภทและทิศทางการเดินทาง ดังนี้:

 

  • ประเภทขบวนรถ: ผู้โดยสารขบวนรถปกติ 931,745 คน และขบวนรถเสริมพิเศษ 16,671 คน
  • ทิศทางการเดินทาง: ผู้โดยสารขาเข้า 470,189 คน และขาออก 478,227 คน

 

เมื่อจำแนกตามรายเส้นทาง พบว่า สายใต้ มีปริมาณผู้โดยสารหนาแน่นที่สุด โดยมีสถิติดังนี้:

 

1. สายใต้: 310,293 คน

 

2. สายตะวันออกเฉียงเหนือ: 251,228 คน

 

3. สายเหนือ: 181,265 คน

 

4. สายตะวันออก: 108,876 คน

 

5. สายมหาชัย: 77,983 คน

 

6. สายแม่กลอง: 18,771 คน

 

รักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ เน้นย้ำว่า นอกจากการอำนวยความสะดวกด้านการเดินรถแล้ว การรถไฟฯ ยังให้ความสำคัญสูงสุดกับมาตรการด้านความปลอดภัย โดยได้ดำเนินการตรวจความพร้อมของพนักงานประจำขบวน การตรวจสอบสภาพรถจักรและตู้โดยสารอย่างละเอียดก่อนออกเดินทาง รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำจุดสำคัญ และมีการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ผ่านศูนย์ปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างความอุ่นใจและเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการ

 

“การรถไฟแห่งประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพการบริการและดูแลความปลอดภัยในการเดินทางของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความเรียบร้อย สะดวก และปลอดภัย” อนันต์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลการเดินทาง ตารางเดินรถ หรือแจ้งเหตุได้ที่ ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทรศัพท์ 1690 หรือติดตามข่าวสารได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย ตลอด 24 ชั่วโมง

The post รฟท. เผยยอดผู้โดยสารรถไฟช่วงปีใหม่ 2569 ทะลุ 9.4 แสนคน ย้ำการเดินรถราบรื่น ปลอดภัย ไร้ผู้โดยสารตกค้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขนส่งทางราง-การรถไฟฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงปมรถไฟชนรถบัสที่ฉะเชิงเทรา หาทางป้องอุบัติเหตุ https://thestandard.co/railway-visit-crash-site/ Sun, 11 Oct 2020 07:45:23 +0000 https://thestandard.co/?p=406280 ขนส่งทางราง-การรถไฟฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงปมรถไฟชนรถบัสที่ฉะเชิงเทรา หาทางป้องอุบัติเหตุ

วันนี้ (11 ตุลาคม) พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ รองอธิบดีกรมการข […]

The post ขนส่งทางราง-การรถไฟฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงปมรถไฟชนรถบัสที่ฉะเชิงเทรา หาทางป้องอุบัติเหตุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขนส่งทางราง-การรถไฟฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงปมรถไฟชนรถบัสที่ฉะเชิงเทรา หาทางป้องอุบัติเหตุ

วันนี้ (11 ตุลาคม) พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง, นิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ช่วยผู้ว่าการ (ด้านปฏิบัติการ) รฟท. พร้อมเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางรางและพนักงาน รฟท. ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีเกิดอุบัติเหตุขบวนรถไฟดีเซล 5102 บรรทุกสินค้าคอนเทนเนอร์ที่ 852 เดินทางระหว่างสถานีแหลมฉบัง-สถานีหัวตะเข้ ได้เฉี่ยวชนรถโดยสาร (คณะกฐินของผู้โดยสารเป็นพนักงานโรงงานเพอร์เฟค จังหวัดสมุทรปราการ ประมาณ 50-60 คน กำลังนำกฐินไปทอดถวายที่วัดบางปลานัก ตำบลหนามแดง อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา มีผู้เสียชีวิต 18 คน ผู้บาดเจ็บ 29 คน (โรงพยาบาลบ้านโพธิ์ 5 คน และโรงพยาบาลพุทธโสธร 24 คน)

 

โดยเมื่อเมื่อเวลา 08.02 น. รถไฟทำขบวนออกจากสถานีคลองบางพระ ขณะทำขบวนถึงจุดตัดทางผ่านบริเวณเสาโทรเลขที่ 51/1 บริเวณป้ายหยุดรถคลองแขวงกลั่น ซึ่งเป็นจุดตัดทางหลักผ่าน (ถนนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา) มีสัญญาณไฟกะพริบแต่เกิดเหตุขัดข้อง จนเกิดเหตุเฉี่ยวชนรถโดยสารดังกล่าว 

 

ทั้งนี้ขบวนรถไฟไม่ตกราง แต่รถโดยสารที่เฉี่ยวชนได้กีดขวางปิดทางประธานเดิมและทางกลางระหว่างสถานีเปรง-สถานีคลองบางพระ ซึ่งกรมการขนส่งทางรางจะเร่งตรวจสอบกรณีดังกล่าวและนำไปดำเนินการศึกษาเพื่อลดอุบัติเหตุจุดตัดทางถนนและทางรถไฟต่อไป

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ขนส่งทางราง-การรถไฟฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงปมรถไฟชนรถบัสที่ฉะเชิงเทรา หาทางป้องอุบัติเหตุ appeared first on THE STANDARD.

]]>