องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/องค์การสนธิสัญญาแอตแลน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 10 Jul 2026 08:04:29 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทำไมทรัมป์สั่งระงับการค้าทั้งหมดกับสเปน เกิดอะไรขึ้น เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน https://thestandard.co/trump-spain-trade-suspension-challenge/ Fri, 10 Jul 2026 08:04:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1229210 โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังกล่าวปราศรัย

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและสเปนกำลังเผชิญกับบททด […]

The post ทำไมทรัมป์สั่งระงับการค้าทั้งหมดกับสเปน เกิดอะไรขึ้น เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังกล่าวปราศรัย

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและสเปนกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกร้าวกลางที่ประชุมนาโต (NATO) ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยสั่งการอย่างกะทันหันให้ระงับการค้าและการเดินทางทั้งหมดกับสเปน

 

 
 

ทำไมทรัมป์สั่งระงับการค้าทั้งหมดกับสเปน เกิดอะไรขึ้น

 

ความขัดแย้งหลักที่นำไปสู่คำสั่งระงับการค้าของทรัมป์มาจาก 2 ประเด็นสำคัญ นั่นคือ

 

1.เรื่องงบประมาณกลาโหม: ทรัมป์ไม่พอใจอย่างมากที่รัฐบาลสเปนปฏิเสธการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมให้ถึงเป้าหมายใหม่ที่ 5% ของ GDP ภายในปี 2035 ตามเป้าหมายของประเทศกลุ่มสมาชิก NATO

 

2.จุดยืนในสงครามอิหร่าน: ทรัมป์ยังแสดงความไม่พอใจที่ เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ออกมาประณามปฏิบัติการทางทหารในสงครามอิหร่านอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้สเปนยังปฏิเสธไม่ให้สหรัฐฯ ใช้เขตน่านฟ้าและฐานทัพร่วมสำหรับการทำสงครามอีกด้วย

 

ประเด็นเหล่านี้ทำให้ทรัมป์เรียกสเปนว่าเป็น ‘หุ้นส่วนที่แย่มาก’ (Terrible Partner) ในที่ประชุม NATO อย่างไรก็ตาม ทรัมป์มีท่าทีอ่อนลงในเวลาต่อมา เมื่อทราบว่า สเปนได้จ่ายเงินสมทบด้านความมั่นคงและบรรลุเป้าหมายเดิมของ NATO ที่ 2% ของ GDP ได้แล้ว

 

การระงับการค้าทั้งหมดกับสเปน เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

 

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การระงับการค้า ‘สามารถทำได้จริง’ แต่ในทางปฏิบัติมี ‘ความท้าทายสูงมาก’ โดยทรัมป์มีทางเลือกและเครื่องมือทางกฎหมายหลายอย่าง เช่น การใช้กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักที่ทรัมป์สามารถใช้ เพื่อสั่งคว่ำบาตรแบบเบ็ดเสร็จหรือบางส่วน แต่เงื่อนไขคือ ทรัมป์ต้องประกาศ ‘ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ’ โดยระบุว่า สเปนเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เสียก่อน

 

ปีเตอร์ เชน ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ให้สัมภาษณ์กับ Reuters โดยมองว่า การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจ่ายงบกลาโหมไม่ถึงเป้าในช่วงเวลาที่ไม่ได้มีสงคราม ไม่น่าจะนับเป็น ‘ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ’ ได้ สอดคล้องกับ เจนนิเฟอร์ ฮิลล์แมน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเศรษฐกิจที่ชี้ว่า การลงโทษสเปนทำได้ แต่ท้าทายมาก เพราะทรัมป์ต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ให้ได้ว่า สเปนเป็นภัยคุกคามจริงๆ

 

นอกจากนี้ทรัมป์ยังมีทางเลือกอื่น อย่าง ‘การระงับการค้าแบบบางส่วน’ (Selective Embargo) เลือกแบนสินค้าเฉพาะกลุ่ม หรือยกเว้นสินค้าที่จำเป็น เช่น ชิ้นส่วนเครื่องบิน ได้ อีกทั้งยังอาจเลือกใช้ มาตรา 301 ว่าด้วยการค้าที่ไม่เป็นธรรม, มาตรา 232 เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในยุคสงครามเย็น หรือการตั้งกำแพงภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน เช่นเดียวกับที่เคยใช้กับมะกอกดำของสเปนในอดีต

 

ขณะที่ มาเรีย เดอเมิร์ตซิส ศาสตราจารย์จากสถาบันมหาวิทยาลัยยุโรป (EUI) แสดงความเห็นใน TIME ว่า ในโลกความเป็นจริง สหรัฐฯ ไม่สามารถสกัดกั้นการค้ากับสเปนได้ทั้งหมด เพราะสเปนยังสามารถนำเข้าหรือส่งออกสินค้าผ่านประเทศอื่นใน EU เช่น ฝรั่งเศส ได้ เนื่องจากสหภาพยุโรปไม่มีข้อจำกัดทางการค้าภายใน

 

ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่า การพุ่งเป้าโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่งใน EU อาจถือเป็นการละเมิดหลักการเจรจาการค้าร่วมระหว่างสหรัฐฯ-EU โดยที่ EU มีเครื่องมือครบมือที่จะใช้มาตรการทางภาษีเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ อย่างเท่าเทียม อย่างไรก็ตาม เดอเมิร์ตซิส เชื่อว่า EU อาจไม่กล้าตอบโต้รุนแรงต่อสหรัฐฯ เพราะท้ายที่สุดยุโรปยังคงต้องพึ่งพาสหรัฐฯ โดยเฉพาะในด้านการทหารและความมั่นคง

 

ท้ายที่สุดแล้ว บทสรุปของคำขู่ระงับการค้าจากประธานาธิบดีทรัมป์อาจเป็นเพียงยุทธวิธีบีบคั้นทางการเมืองมากกว่าการหวังผลในทางปฏิบัติจริง แม้ผู้นำสหรัฐฯ จะมีเครื่องมือทางกฎหมายอันทรงพลังอย่างกฎหมาย IEEPA อยู่ในมือ แต่การตัดขาดทางการค้ากับสเปนอย่างเบ็ดเสร็จนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคทางความจริง โดยเฉพาะจากโครงสร้างไร้พรมแดนของตลาดร่วมสหภาพยุโรปที่สเปนสามารถทำการค้าผ่านประเทศสมาชิกอื่นได้ ตลอดจนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แนบแน่น ซึ่งบริษัทสหรัฐฯ เองก็ได้เข้าไปลงทุนในสเปนอย่างมหาศาล

 

นอกจากนี้ ท่าทีที่อ่อนลงของทรัมป์ล่าสุดหลังรับทราบเรื่องงบประมาณกลาโหมที่เพิ่มขึ้นของสเปน รวมถึงข่าวการพิจารณาคว่ำบาตรแบบเจาะจงบางส่วน ชี้ให้เห็นว่า มาตรการขั้นเด็ดขาด ‘อาจไม่เกิดขึ้นจริง’ ดังเช่นที่เขาเคยขู่ไว้หลายครั้งในอดีตแต่ก็ไม่ได้ลงมือทำ

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ได้ทิ้ง ‘รอยร้าว’ ที่รุนแรงในระดับความสัมพันธ์ข้ามแอตแลนติก และเป็นเครื่องเตือนใจสำคัญถึงความเปราะบางของกลุ่มพันธมิตรยุโรป ที่ยังคงไม่อาจตอบโต้ได้อย่างเต็มที่ ตราบใดที่ยังคงต้องพึ่งพิงร่มเงาความมั่นคงจากสหรัฐฯ อยู่เช่นเดิม

 

ภาพ: Jonathan Ernst / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไมทรัมป์สั่งระงับการค้าทั้งหมดกับสเปน เกิดอะไรขึ้น เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมตุรกีจึงมอบ ‘ปืน’ เป็นของขวัญให้ผู้นำ NATO https://thestandard.co/turkey-nato-guns-defense-industry/ Fri, 10 Jul 2026 05:41:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1229120 ปืนลูกโม่ Gumusay .357 Magnum ในกล่องไม้ ประดับธงชาติตุรกีและตรา NATO

กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดหลังการ […]

The post ทำไมตุรกีจึงมอบ ‘ปืน’ เป็นของขวัญให้ผู้นำ NATO appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปืนลูกโม่ Gumusay .357 Magnum ในกล่องไม้ ประดับธงชาติตุรกีและตรา NATO

กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดหลังการประชุมสุดยอด NATO 2026 เมื่อผู้นำหลายประเทศทยอยเปิดเผยว่า เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี มอบปืนลูกโม่วินเทจ Gumusay .357 Magnum พร้อมกระสุนจริงเป็นของที่ระลึกแก่ผู้นำ NATO ทุกคน จนหลายประเทศต้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายอาวุธปืน ทั้งการส่งมอบให้ตำรวจ เก็บไว้ที่ด่านศุลกากร หรือฝากไว้ที่สถานเอกอัครราชทูต

 

 
 

คำถามที่ตามมาคือ เหตุใดแอร์โดอันจึงเลือกมอบ ‘ปืน’ ในช่วงที่ NATO กำลังหารือประเด็นสำคัญด้านความมั่นคง ทั้งการเพิ่มงบประมาณกลาโหมของชาติสมาชิกเป็น 5% ของ GDP การเร่งขยายกำลังการผลิตยุทโธปกรณ์ และการเสริมศักยภาพของพันธมิตรเพื่อรับมือภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้น

 

THE STANDARD ชวนสำรวจเบื้องหลังของขวัญชิ้นนี้ เหตุใดหลายฝ่ายจึงมองว่า การเลือกมอบปืนอาจสะท้อนความพยายามของตุรกีในการนำเสนอศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศบนเวที NATO

 

ของขวัญสุดระทึกครั้งประวัติศาสตร์ ตุรกีมอบปืนให้ผู้นำ NATO

 

แม้การประชุมสุดยอด NATO 2026 จะเต็มไปด้วยประเด็นน่าสนใจจากการหารือ แต่สิ่งที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนมากที่สุด กลับเป็น ‘ของที่ระลึกสุดแปลก’ จากเจ้าภาพ เมื่อ เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี มอบปืนลูกโม่วินเทจ Gumusay .357 Magnum พร้อมกระสุนจริงให้แก่ผู้นำที่เข้าร่วมประชุมทุกคน

 

ผู้นำคนแรกที่เปิดเผยเรื่องนี้คือ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร โดยระบุระหว่างเดินทางกลับจากกรุงอังการาว่า ตนเองและผู้นำประเทศอื่นๆ ได้รับปืนลูกโม่ที่สลักชื่อของแต่ละคนไว้เป็นของที่ระลึกจากแอร์โดอัน

 

Reuters ยังรายงานข้อมูลจากทำเนียบนายกฯ อังกฤษ (Downing Street) เปิดเผยว่า ปืนที่ตุรกีมอบให้สตาร์เมอร์ มาพร้อมชุดทำความสะอาดปืนและกระสุนถึง 500 นัด

 

ต่อมา สำนักงานประธานาธิบดีลิทัวเนียได้เผยแพร่ภาพของปืนดังกล่าว ซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องไม้ ประดับด้วยธงชาติตุรกีและตราสัญลักษณ์ NATO พร้อมแผ่นป้ายที่ระบุข้อความทั้งภาษาตุรกีและอังกฤษว่า “Gumusay ปืนลูกโม่รุ่นแรกที่ผลิตในประเทศของเรา”

 

The Guardian รายงานว่า ของขวัญชิ้นนี้สร้างความประหลาดใจให้กับเจ้าหน้าที่จากประเทศสมาชิก NATO จนกลายเป็นภารกิจที่ชวนปวดหัวของทีมรักษาความปลอดภัยและคณะผู้แทน เนื่องจากปืนทุกกระบอกมาพร้อมกระสุนจริง ทำให้ต้องดำเนินการตามกฎหมายอาวุธปืนของแต่ละประเทศ

 

กรณีที่เห็นได้ชัดคือ บาร์ต เดอ เวเวอร์ นายกฯ เบลเยียม ที่เพิ่งทราบว่า ปืนใช้งานได้จริงหลังเดินทางกลับถึงประเทศ โดยรายงานระบุว่า เดอ เวเวอร์ รู้สึกประหลาดใจ และส่งมอบปืนให้ตำรวจสนามบินทันที เพื่อนำไปเก็บรักษาไว้ในตู้เซฟและดำเนินการตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง

 

นอกจากนี้ ทีมรักษาความปลอดภัยของผู้นำเบลเยียม ยังต้องรับผิดชอบดูแลปืนของ เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และ อันโตนิโอ คอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป เนื่องจากสำนักงานของทั้งคู่ตั้งอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ โดยโฆษกของ ฟอน เดอร์ ไลเอินระบุว่า เธอได้ขอบคุณแอร์โดอันสำหรับของขวัญดังกล่าว แต่มีแผนจะทำให้ปืนไม่สามารถใช้งานได้ ก่อนนำไปบริจาคให้พิพิธภัณฑ์ทหาร

 

ปัญหาในลักษณะเดียวกันยังเกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ เช่น คารอล นาฟรอตสกี ประธานาธิบดีโปแลนด์ ตัดสินใจฝากปืนไว้ที่ด่านศุลกากรสนามบินวอร์ซอ โดยขอให้ผู้ช่วยเก็บรักษาปืนไว้ในที่ปลอดภัย พร้อมกำชับให้เก็บรักษาอย่างปลอดภัยและให้เกียรติในฐานะของขวัญ

 

“มั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครนำมันไปยิงอย่างแน่นอน” เป็นคำให้สัมภาษณ์ของผู้ช่วยนาฟรอตสกี ผ่านสถานีวิทยุท้องถิ่น

 

ส่วนผู้นำบางประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์และสวีเดน ส่งปืนไปฝากที่สถานเอกอัครราชทูตตุรกี อิตาลีเก็บปืนไว้ที่ทำเนียบรัฐบาลร่วมกับของขวัญทางการทูตอื่นๆ ขณะที่ มาร์ก คาร์นีย์ นายกฯ แคนาดา นำปืนกลับประเทศ แต่ทิ้งกระสุนไว้ที่ตุรกีโดยไม่ได้อธิบายเหตุผล

 

อนึ่ง คาร์นีย์ยังเล่นมุกติดตลกว่า แคนาดาได้มอบ ‘น้ำเชื่อมเมเปิล’ ให้ตุรกี แต่ดูจะเทียบไม่ได้กับปืนที่แอร์โดอันมอบให้ พร้อมยืนยันว่า ปืนถูกทำให้ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว และส่งมอบให้ตำรวจม้าแคนาดา (RCMP) โดยอาจนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์สงครามแห่งชาติในอนาคต

 

ทำไมตุรกีมอบปืนเป็นของขวัญให้ผู้นำชาติ NATO

 

ปัจจุบัน ทำเนียบประธานาธิบดีตุรกียังไม่ได้ออกมาชี้แจงเหตุผลของการเลือกของขวัญดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่การเลือกมอบปืนให้ผู้นำ NATO ก็ถูกมองว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ เนื่องจากการประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญเกี่ยวกับการเพิ่มงบประมาณกลาโหมของชาติสมาชิก การเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของพันธมิตร ท่ามกลางสงครามและความไม่แน่นอนด้านความมั่นคงของโลก

 

ทั้งนี้ สื่อตุรกีอย่าง Turkiye Today วิเคราะห์ว่า การเลือกมอบปืน Gumusay เป็นของขวัญ สะท้อนความตั้งใจของแอร์โดอันที่จะใช้เวที NATO โปรโมตศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตุรกี ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่ประเทศกำลังพยายามยกระดับบทบาทภายใน NATO ทั้งในฐานะผู้ผลิตยุทโธปกรณ์และผู้ส่งออกอาวุธรายสำคัญของโลก

 

หากย้อนดูที่มา ปืน Gumusay ผลิตโดย MKE (Mechanical and Chemical Industry Corporation) รัฐวิสาหกิจด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตุรกีในช่วงทศวรรษ 1990 ถือเป็นปืนรุ่นหายากในประวัติศาสตร์การผลิตอาวุธของประเทศ จนเป็นที่ต้องการของนักสะสมจำนวนมาก

 

แม้ตัวปืนจะผลิตขึ้นเมื่อราว 30 ปีก่อน แต่ประวัติของ MKE ย้อนกลับไปไกลกว่านั้นมาก โดยมีต้นกำเนิดจาก ‘โรงหล่อปืนใหญ่’ ที่สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 ในรัชสมัยของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 (Mehmed the Conqueror) หลังการพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล ก่อนจะได้รับการปรับโครงสร้างหลายครั้งจนกลายเป็นผู้ผลิตยุทโธปกรณ์หลักของตุรกีในปัจจุบัน

 

ปัจจุบัน MKE มีโรงงานมากกว่า 10 แห่ง และส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังกว่า 40 ประเทศ นอกจากการผลิตยุทโธปกรณ์แล้ว บริษัทยังเคยผลิตสินค้าเพื่อภาคพลเรือนหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น UĞUR 44 เครื่องบินเครื่องยนต์เดี่ยวลำแรกของตุรกี รวมถึงล้อรถไฟ แผ่นเหล็ก ผลิตภัณฑ์ทองเหลือง โรงรีดเหล็ก โรงหล่อเหล็ก มิเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่สำหรับการทหาร

 

เว็บไซต์ของ MKE ยังระบุว่า บริษัทมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานอุตสาหกรรมของตุรกี โดยมีส่วนสนับสนุนการก่อตั้งบริษัทชั้นนำของประเทศหลายแห่ง เช่น Türk Traktör, TÜMOSAN และ TOFAŞ

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังสอดคล้องกับความพยายามของตุรกีในการยกระดับบทบาทของตนภายใน NATO ผ่านศักยภาพด้านการทหารและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยพล.ท. เคมาล ตูราน หัวหน้าคณะผู้แทนทหารตุรกีประจำ NATO ให้สัมภาษณ์กับ Defence Turkey ว่า ตุรกีเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกที่ลงทุนเสริมสร้างฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ ตุรกียังขยายบทบาทด้านเทคโนโลยี การพัฒนาขีดความสามารถทางทหาร และการส่งออกยุทโธปกรณ์ไปยังประเทศพันธมิตรหลายแห่ง เช่น ส่งเรือรบให้โปรตุเกสและโรมาเนีย โดรน Bayraktar TB2 ให้โปแลนด์และโครเอเชีย รวมถึงเครื่องบินฝึก HÜRJET ให้สเปน

 

พล.ท. ตูรานยังย้ำว่า ตุรกีไม่ได้มองอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นเพียงเครื่องมือด้านความมั่นคงภายในประเทศ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มขีดความสามารถโดยรวมของ NATO โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ มีแนวโน้มหันไปให้ความสำคัญกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมากขึ้น และชาติพันธมิตรอื่นๆ ต้องเข้ามารับภาระด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้น

 

ปัจจุบัน ตุรกีเป็นผู้ส่งออกอาวุธปืนขนาดเล็กอันดับ 3 ของโลก ในช่วงปี 2019-2024 รองจากสหรัฐฯ และอิตาลี ตามข้อมูลของ Small Arms Survey

 

Fun Fact เจ้าภาพ NATO ที่ผ่านมา มอบอะไรบ้าง

 

NATO Summit 2014 ที่เวลส์ ประเทศเจ้าภาพอย่างสหราชอาณาจักร มอบ ตะกร้าของขวัญให้ผู้นำและแขกราว 70 คน ภายในประกอบด้วยลูกรักบี้ วิสกี้เวลส์ และที่รองแก้วจากหินชนวน เพื่อโปรโมตอัตลักษณ์และสินค้าท้องถิ่นของเวลส์

 

NATO Summit 2023 ที่วิลนีอุส ประเทศลิทัวเนีย ในฐานะเจ้าภาพ ได้มอบ ‘หนังสือ’ ที่ผ่านการออกแบบเป็นพิเศษ ประกอบด้วยภาพวาดต้นฉบับของ เรย์ บาร์ตกุส (Ray Bartkus) ศิลปินชาวลิทัวเนีย-อเมริกัน และบทความของ อาร์นาส อาลิเชาสคัส (Arnas Ališauskas) นักกวี เพื่อบอกเล่าอัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น

 

ภาพ: Lithuanian President’s Office / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไมตุรกีจึงมอบ ‘ปืน’ เป็นของขวัญให้ผู้นำ NATO appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระจายความเสี่ยงจากสหรัฐฯ? ญี่ปุ่นจับมือ NATO ยกระดับคานอำนาจจีน ปมยิงขีปนาวุธลงแปซิฟิก https://thestandard.co/japan-nato-china-missiles-hedging/ Thu, 09 Jul 2026 07:51:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1228761 ภาพเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นและ NATO ร่วมหารือประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศ

ญี่ปุ่นแสดงความกังวลกรณีจีนทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกลจากเ […]

The post กระจายความเสี่ยงจากสหรัฐฯ? ญี่ปุ่นจับมือ NATO ยกระดับคานอำนาจจีน ปมยิงขีปนาวุธลงแปซิฟิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นและ NATO ร่วมหารือประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศ

ญี่ปุ่นแสดงความกังวลกรณีจีนทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกลจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ตกลงมหาสมุทรแปซิฟิก ชี้ประชาคมโลกกังวล โดยผู้เชี่ยวชาญการเมืองญี่ปุ่นมองว่า ท่าทีดังกล่าวเป็นยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงของญี่ปุ่น ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากการพึ่งพาร่มความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว

 

 
 

ญี่ปุ่นจับมือ NATO และชาติเอเชียกดดันจีน ปมยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์

 

เมื่อวานนี้ (8 กรกฎาคม) ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น และ โมเตกิ โทชิมิตสึ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น เข้าร่วมการประชุม NATO 2026 ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี ร่วมกับ มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการ NATO และผู้แทนจากกลุ่ม Indo-Pacific Four (IP4) ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้

 

ภายหลังการประชุม โคอิซูมิให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า การขยายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธของจีนอย่างรวดเร็วและไร้ความโปร่งใส กำลังสร้างความกังวลอย่างยิ่งให้แก่ญี่ปุ่นและประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมระบุว่า หลายประเทศสมาชิก NATO เห็นพ้องกันว่า ความมั่นคงของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และยุโรป-แอตแลนติกไม่อาจแยกออกจากกันได้

 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจีนทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกล จากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม โดยคาดว่า ขีปนาวุธที่ใช้ในการทดสอบคือ JL-2 หรือ JL-3 ซึ่งเป็นขีปนาวุธข้ามทวีปที่ยิงจากเรือดำน้ำ SLBM (Submarine-Launched Ballistic Missile:) มีพิสัยยิงราว 5,000-8,000 ไมล์ ทำให้สามารถโจมตีเมืองสำคัญของสหรัฐฯ ได้ หากยิงจากตำแหน่งที่เหมาะสมในมหาสมุทรแปซิฟิก

 

The Mainichi รายงานว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้ญี่ปุ่น หลังได้รับแจ้งจากกระทรวงกลาโหมจีนในเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่ญี่ปุ่นเรียกร้องให้จีนยกเลิกการทดสอบ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

 

แหล่งข่าวรัฐบาลญี่ปุ่นยอมรับว่า ทางการอาจประเมินยุทธวิธีของจีนต่ำเกินไป และจำเป็นต้องทบทวนแนวทางรับมือ หลังจีนประกาศเส้นทางยิงขีปนาวุธไว้หลายทางเลือก แต่เลือกใช้เส้นทางที่ไม่บินผ่านญี่ปุ่น โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสองประเทศจากประเด็นไต้หวัน

 

ทั้งนี้ ฮิโรกิ โซโนะดะ นักวิเคราะห์ด้านการทหารและอดีตสมาชิกกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (JSDF) ระบุว่า เส้นทางแรกที่จีนอาจใช้คือ การยิงจากบริเวณทะเลโป๋ไห่ทางตอนเหนือของจีน ก่อนให้ขีปนาวุธพุ่งผ่านเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของญี่ปุ่น

 

ส่วนอีกเส้นทางคือ การยิงขีปนาวุธจากนอกชายฝั่งด้านตะวันออกของเกาะไหหลำในทะเลจีนใต้ ก่อนบินผ่านใกล้ฟิลิปปินส์ โดยอ้างอิงจากประกาศแจ้งเตือนล่วงหน้าของหน่วยงานด้านการเดินเรือของจีน

 

แหล่งข่าวรัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่า การยิงจริงเกิดขึ้นจากบริเวณตะวันออกของเกาะไหหลำ ไม่ใช่ทะเลโป๋ไห่ ขณะที่สื่อออสเตรเลียรายงานว่า ขีปนาวุธดังกล่าวบินผ่านประเทศหมู่เกาะหลายแห่งในมหาสมุทรแปซิฟิก และคาดว่าตกในน่านน้ำใกล้เขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศตูวาลู

 

อิตสึโนริ โอโนเดระ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น ตั้งข้อสังเกตบน X ว่า การทดสอบครั้งนี้ของจีนเป็นการยั่วยุอย่างชัดเจน โดยตั้งใจส่งสัญญาณถึงญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอเมริกา

 

ญี่ปุ่นจับมือ NATO ต้านจีน มีนัยสำคัญอย่างไร

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญการเมืองญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า การที่ญี่ปุ่นพยายามเข้าหา NATO เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ ‘กระจายความเสี่ยง’ (Hedging) จากความไม่แน่นอนในการพึ่งพาร่มความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว โดยเฉพาะในช่วงที่นโยบายของสหรัฐฯ มีความผันผวนภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์

 

ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของญี่ปุ่นที่มักสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับกลุ่มประเทศที่มีค่านิยมเสรีประชาธิปไตยร่วมกัน (Like-Minded Countries) ทั้งในเอเชียและยุโรป ผ่านความร่วมมือแบบทวิภาคีและมินิภาคี เพื่อเสริมการคานอำนาจและป้องปรามจีน

 

อาจารย์ขยายความว่า ประเทศเหล่านี้ไม่เพียงมีค่านิยมเสรีประชาธิปไตยร่วมกัน แต่ยังมองว่าจีนเป็นความท้าทายต่อระเบียบระหว่างประเทศ โดยในระยะหลัง ยุโรปเริ่มให้ความสำคัญกับท่าทีของจีนมากขึ้น เนื่องจากปักกิ่งมีบทบาทสนับสนุนรัสเซียในสงครามยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภูมิภาคโดยตรง รวมถึงประเด็นอ่อนไหวอย่างการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth)

 

“ญี่ปุ่นคงตระหนักว่า ไม่อาจต้านทานจีนด้วยตนเองได้ การมีหลายชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง น่าจะช่วยกดดัน สร้างจิตวิทยาป้องปรามพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของจีนได้มากขึ้น” ผศ.ดร.ธีวินท์อธิบาย

 

อาจารย์ธีวินท์ยังชี้ว่า วาทะว่าด้วยความมั่นคงของยุโรปและเอเชียที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ สะท้อนความคิดร่วมกันของทั้งสองฝ่าย และนำไปสู่แนวคิด IP4 หรือการให้ 4 ชาติเอเชีย-แปซิฟิกเข้าร่วมการประชุมประจำปีของ NATO

 

ขณะที่ในอดีตที่ผ่านมา ฟุมิโอะ คิชิดะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มักเน้นย้ำความเชื่อมโยงด้านความมั่นคงระหว่างเอเชียกับยุโรปมาโดยตลอด เพราะมองว่า สถานการณ์ของยูเครนในวันนี้อาจเกิดขึ้นกับเอเชียตะวันออกในวันข้างหน้า เนื่องจากปมเหตุอย่างความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวัน

 

เมื่อถามว่า ญี่ปุ่นจะเล่นบทบาทนำแทนสหรัฐฯ ในเอเชีย-แปซิฟิกอย่างเต็มตัวหรือไม่ ผศ.ดร.ธีวินท์ตอบว่า ญี่ปุ่นมีบทบาทเชิงรุก (Pro-Active) เด่นชัดขึ้นนับตั้งแต่สมัยรัฐบาลชินโซ อาเบะ โดยเป็นแนวหน้าที่ช่วยสร้างเครือข่ายประเทศมหาอำนาจระดับกลาง (Middle Powers) ร่วมกับพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐฯ เพื่อทำให้กลไกป้องปรามจีนแข็งแกร่งขึ้น และรักษาสถานะเดิมของภูมิภาค

 

อาจารย์มองว่า ญี่ปุ่นกำลังทำหน้าที่เป็น ‘ตัวกระตุ้นเตือน’ ให้ประเทศต่างๆ ระมัดระวังภัยจากจีนมากขึ้น ขณะก็ดึงประเทศที่มีศักยภาพเข้ามามีส่วนร่วมในการสอดส่องพฤติกรรมของจีนและป้องปรามวิกฤตไต้หวัน โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแทนที่สหรัฐฯ แต่เป็นการ ‘สนับสนุน’ และ ‘เสริม’ บทบาทของวอชิงตันที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้นในยุคทรัมป์

 

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธีวินท์ย้ำว่า ญี่ปุ่นไม่อาจทดแทนบทบาทของสหรัฐฯ ด้านความมั่นคงได้ ทั้งจากข้อจำกัดด้านแสนยานุภาพ และข้อจำกัดจากแนวคิดสันตินิยม (Pacifism) ภายในประเทศ

 

ภาพ: The Japan Times

 

อ้างอิง:

 

The post กระจายความเสี่ยงจากสหรัฐฯ? ญี่ปุ่นจับมือ NATO ยกระดับคานอำนาจจีน ปมยิงขีปนาวุธลงแปซิฟิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาฯ NATO เรียกร้องชาติพันธมิตร เสนอแผนเป็นรูปธรรม เพื่อบรรลุเป้าหมายเพิ่มงบลงทุนป้องกันประเทศ 5% ของ GDP https://thestandard.co/nato-allies-boost-defense-spending/ Tue, 07 Jul 2026 05:02:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1227593 ภาพ มาร์ค รุตเต เลขาธิการ NATO กล่าวในที่ประชุม

มาร์ค รุตเต เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรื […]

The post เลขาฯ NATO เรียกร้องชาติพันธมิตร เสนอแผนเป็นรูปธรรม เพื่อบรรลุเป้าหมายเพิ่มงบลงทุนป้องกันประเทศ 5% ของ GDP appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ มาร์ค รุตเต เลขาธิการ NATO กล่าวในที่ประชุม

มาร์ค รุตเต เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO (North Atlantic Treaty Organization) เรียกร้องให้ประเทศพันธมิตร NATO เสนอแผนการที่ “ชัดเจน เป็นรูปธรรม และน่าเชื่อถือ” เพื่อบรรลุเป้าหมายเพิ่มงบประมาณลงทุนด้านการป้องกันประเทศเป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035 โดยชี้ความคืบหน้าว่า พันธมิตรยุโรปและแคนาดา ได้เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันและความมั่นคงเป็นประมาณ 4% ของ GDP แล้ว

 

รุตเต กล่าวในกรุงอังการา ของตุรกี วานนี้ (6 กรกฎาคม) ก่อนที่การประชุมสุดยอดผู้นำ NATO จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 กรกฎาคม โดยเป็นการประชุมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับพันธมิตร NATO เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังพยายามลดบทบาทด้านความมั่นคงในยุโรป พร้อมทั้งกดดันให้พันธมิตร NATO รับภาระค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมมากขึ้น

 

ประเทศสมาชิก NATO ทั้ง 32 ประเทศตกลงกันเมื่อปีที่แล้ว ที่จะเพิ่มงบลงทุนด้านการป้องกันประเทศเป็น 5% ของ GDP โดยแบ่งเป็นร้อยละ 3.5 สำหรับงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ และร้อยละ 1.5 สำหรับโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนน สะพาน และท่าเรือ เพื่อให้การเคลื่อนย้ายกองกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้นในยามที่เกิดความขัดแย้ง

 

เลขาธิการ NATO ยังเตรียมประกาศสัญญาใหม่มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อจัดหายุทโธปกรณ์สำคัญที่สำหรับการยับยั้งและป้องกันภัยคุกคาม โดยมั่นใจว่าจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติพันธมิตร ตลอดจนส่งเสริมนวัตกรรม และสนับสนุนการจ้างงานหลายแสนตำแหน่ง ในทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก”

 

ทั้งนี้ สำหรับหนึ่งในวาระสำคัญของการประชุมสุดยอดผู้นำ NATO ที่จะเกิดขึ้น คือเรื่องการยืนหยัดสนับสนุนยูเครน โดยรุตเต กล่าวย้ำว่า “พันธมิตรและหุ้นส่วน NATO ต้องดำเนินการต่อไปเพื่อให้แน่ใจว่ายูเครนจะได้รับสิ่งที่ต้องการ” และขอให้ชัดเจนว่า พันธมิตรทุกประเทศต้องร่วมมือกันเพื่อให้การสนับสนุนยูเครนยังคงดำเนินต่อไป

 

ภาพ : REUTERS/Yves Herman

 

อ้างอิง:

 

The post เลขาฯ NATO เรียกร้องชาติพันธมิตร เสนอแผนเป็นรูปธรรม เพื่อบรรลุเป้าหมายเพิ่มงบลงทุนป้องกันประเทศ 5% ของ GDP appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกประชุม NATO 2026 สหรัฐฯ บีบงบกลาโหม วัดใจยุโรปเดินหน้าความมั่นคง ตุรกีเดินเกม Middle Power https://thestandard.co/nato-2026-europe-defense-turkey/ Mon, 06 Jul 2026 08:50:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1227303 ผู้นำประเทศสมาชิก NATO ร่วมประชุมสุดยอด NATO 2026 ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี

การประชุมสุดยอด NATO 2026 ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี กำล […]

The post เจาะลึกประชุม NATO 2026 สหรัฐฯ บีบงบกลาโหม วัดใจยุโรปเดินหน้าความมั่นคง ตุรกีเดินเกม Middle Power appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำประเทศสมาชิก NATO ร่วมประชุมสุดยอด NATO 2026 ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี

การประชุมสุดยอด NATO 2026 ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี กำลังถูกจับตามองในฐานะ ‘จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์’ ที่อาจพลิกโฉมหน้ายุทธศาสตร์ความมั่นคงโลกไปตลอดกาล ท่ามกลางสมรภูมิความขัดแย้งที่ยังคงคุกรุ่นทั่วโลก

 

 
 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า องค์การความร่วมมือนี้กำลังเผชิญยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งที่สาม หรือ ‘NATO 3.0’ เมื่อสหรัฐอเมริกาลดบทบาทจาก ‘ผู้แบกรับภาระ’ สู่การเป็น ‘ผู้สนับสนุน’ สะท้อนให้เห็นจากข้อตกลงที่ประเทศสมาชิกจะเพิ่มงบกลาโหมให้ถึง 5% ของ GDP ขณะที่หลายประเทศกำลังเร่งเครื่องอุตสาหกรรมผลิตอาวุธแบบเต็มกำลัง เพื่อรับมือกับสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ดำเนินมาถึงจุดพลิกผัน

 

ขณะเดียวกัน บทบาทของ เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี ในฐานะเจ้าภาพ ก็ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือโอกาสทองที่ตุรกีจะใช้ความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ ตอกย้ำจุดยืน ‘มหาอำนาจระดับกลาง’ (Middle Power) พร้อมผลักดันวาระความมั่นคงในภูมิภาคของตน และเปิดทางให้อุตสาหกรรมอาวุธสัญชาติตุรกีผงาดในตลาดยุโรป

 

THE STANDARD ชวนสำรวจวาระสำคัญของการประชุม NATO 2026 ผ่านการทำความเข้าใจเบื้องลึกแนวคิด NATO 3.0 พร้อมเจาะลึกว่า เพราะเหตุใดการประชุมครั้งนี้ จึงเป็นการจัดระเบียบขั้วอำนาจใหม่ที่จะกำหนดทิศทางโลกในทศวรรษหน้า

 

ใครเข้าร่วมประชุม NATO 2026 บ้าง

 

การประชุมสุดยอด NATO Summit 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2026 ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี ถือเป็นการประชุมครั้งที่ 36 ขณะที่ตุรกีเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2 หลังเคยจัดที่นครอิสตันบูลในปี 2004

 

การประชุมครั้งนี้มีผู้นำ 32 ประเทศสมาชิกเข้าร่วม เช่น มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการ NATO, อัวร์ซูลา ฟอน เดอร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และ อันโตนิโอ คอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป ขณะที่ผู้นำสำคัญที่เข้าร่วม ได้แก่

 

  • โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
  • เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี
  • เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร
  • เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส
  • ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี
  • จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี
  • มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา
  • อเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ประธานาธิบดีฟินแลนด์
  • อุล์ฟ คริสเตอร์สัน นายกรัฐมนตรีสวีเดน
  • เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน
  • คีเรียกอส มิตโซตาคิส นายกรัฐมนตรีกรีซ
  • โยนาส กาห์ร์ สเตอเรอ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์
  • เมตเทอ เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก

 

วาระการประชุม NATO 2026 มีอะไรบ้าง

 

สำหรับวาระการประชุมหลักประจำปี 2026 NATO ประกาศไว้ 3 เรื่อง ได้แก่

 

1.การลงทุนด้านกลาโหม (Defence Investment) เช่น การติดตามการดำเนินการตามคำมั่นเพิ่มงบกลาโหมเป็น 5% ของ GDP ประเทศสมาชิก หรือการเน้นการลงทุนในขีดความสามารถทางทหารที่จำเป็น

 

2.อุตสาหกรรมกลาโหม (Defence Industry) หรือการพูดคุยเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธและยุทโธปกรณ์, การเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการเร่งความร่วมมือด้านการจัดซื้อและการผลิตระหว่างชาติสมาชิก

 

ทั้งนี้ อุลริเกอ ฟรังเคอ นักวิจัยอาวุโสด้านนโยบายจาก European Council on Foreign Relations ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ประเด็นดังกล่าวเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรมยุโรป ขณะที่โปแลนด์ รัฐบอลติก และกลุ่มประเทศนอร์ดิก เป็นประเทศเดินหน้าเร็วที่สุดในการลงทุนด้านกลาโหม เพราะอยู่ใกล้กับภัยคุกคามอย่างรัสเซียมากกว่า

 

ส่วนประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายแห่งยังเพิ่มงบกลาโหมได้ช้ากว่า เนื่องจากข้อจำกัดด้านการคลังและการเมืองภายในประเทศ อีกทั้งอุตสาหกรรมกลาโหมของยุโรปยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งห่วงโซ่อุปทานที่เปราะบาง ระบบราชการซับซ้อน การขาดแคลนแรงงาน และการลงทุนที่ไม่เพียงพอมาเป็นเวลานาน

 

แม้การจัดซื้อจัดจ้างร่วมระหว่างประเทศสมาชิกจะถูกมองว่า เป็นแนวทางที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มกำลังการผลิต และยกระดับความสามารถในการทำงานร่วมกัน แต่ในทางปฏิบัติ แต่ละประเทศยังคงต้องการรักษาสัญญาจัดซื้อ การจ้างงาน และรายได้ทางภาษีไว้ภายในประเทศของตนเอง

 

ฟรังเคอชี้ว่า ปัจจุบัน NATO มีงบประมาณรองรับอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องทำ คือ ประเทศสมาชิกจะทำอย่างไรเพื่อสามารถนำงบประมาณไปใช้พัฒนาขีดความสามารถทางทหารได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

 

3.การสนับสนุนยูเครน ถือเป็นการมุ่งหารือแนวทางให้ความช่วยเหลือทางทหารในระยะยาว เสริมสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยูเครน รวมถึงการตอบคำถามว่า ชาติสมาชิก NATO จะสนับสนุนยูเครนอย่างมีความต่อเนื่องและยั่งยืนอย่างไร

 

อนึ่ง การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัสเซียเผชิญความสูญเสียอย่างหนักในสนามรบ โดยเซธ โจนส์ ประธานฝ่ายกลาโหมและความมั่นคงของ CSIS ระบุว่า รัสเซียทำผลงานได้ย่ำแย่มากในปี 2026

 

ขณะที่ยูเครนยังยกระดับการโจมตีระยะไกลด้วยโดรนและขีปนาวุธภายในรัสเซียและไครเมีย โดยมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การทหาร และโลจิสติกส์ สะท้อนความก้าวหน้าของยูเครนในการพัฒนาขีดความสามารถโจมตีภายในประเทศ

 

จับตา ‘NATO 3.0’ ธีมใหญ่ปี 2026 ที่อยู่เบื้องหลังการประชุม

 

แม้ NATO จะประกาศวาระหลักของการประชุมไว้เพียง 3 ประเด็น แต่บทวิเคราะห์ของ CNBC ชี้ว่า สิ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ การเปลี่ยนผ่าน NATO สู่ยุค 3.0 หรือแนวคิดที่ใช้อธิบายทิศทางใหม่ของพันธมิตรในยุคที่สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของโลกเปลี่ยนแปลงไป

 

ทำความเข้าใจกันก่อนว่า ในอดีต NATO เปลี่ยนผ่านมาแล้ว 2 ยุค คือ NATO 1.0 ในยุคสงครามเย็น มีบทบาทป้องปรามสหภาพโซเวียต ขณะที่สหรัฐฯ เป็นกำลังหลักในการคุ้มครองยุโรป ส่วน NATO ยุคหลังสงครามเย็น คือ การเปลี่ยนบทบาทจากการป้องกันดินแดนไปสู่การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ การต่อต้านการก่อการร้าย และภารกิจนอกพื้นที่ เช่น บอสเนีย โคโซโว อัฟกานิสถาน และลิเบีย

 

ในแนวคิด NATO 3.0 ยุโรปต้องเป็นเสาหลักของความร่วมมือ และรับผิดชอบความมั่นคงของตนเองมากขึ้น เช่น เพิ่มงบกลาโหม เร่งผลิตอาวุธในยุโรป ควบคู่กับการพัฒนากองทัพยุคดิจิทัล และกลับมาให้ความสำคัญกับการป้องกันดินแดน หรือการทำสงครามความเข้มข้นสูง (High-Intensity Warfare)

 

ขณะที่สหรัฐฯ จะลดบทบาทจาก ‘ผู้แบกรับภาระ’ มาเป็นผู้สนับสนุนและผู้ค้ำประกัน โดยมีคำมั่นว่า ยุโรปและแคนาดาจะรับผิดชอบการป้องกันภาคพื้นทวีปมากขึ้น ส่วนวอชิงตันจะสนับสนุนทางยุทธศาสตร์ เช่น ข่าวกรอง การป้องปรามอาวุธนิวเคลียร์ ระบบป้องกันขีปนาวุธ และการเคลื่อนย้ายกำลังทางยุทธศาสตร์

 

อนึ่ง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการประชุมสุดยอดปี 2025 หลังชาติพันธมิตรเห็นพ้องว่า จะเพิ่มการใช้จ่ายงบประมาณกลาโหม 5% ของ GDP ภายในปี 2035 โดยแบ่ง 3.5% เป็นความต้องการด้านกลาโหมหลัก และอีก 1.5% สำหรับประเด็นความมั่นคงในวงกว้าง นั่นจึงทำให้การประชุมปี 2026 ถูกจับตามองว่า คำมั่นจะเปลี่ยนไปเป็นการปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน

 

‘ตุรกี’ ในฐานะเจ้าภาพต้องการอะไรจากการประชุม

 

น่าสนใจว่า ในการประชุม NATO Summit 2026 ครั้งนี้ สื่อและผู้เชี่ยวชาญจับตาบทบาทของตุรกีในฐานะเจ้าภาพ โดยมองว่า นี่คือโอกาสสำคัญที่จะยกระดับสถานะบนเวทีความมั่นคงโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ NATO กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ

 

จุดแข็งสำคัญของตุรกีคือที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเชื่อมต่อยุโรป ตะวันออกกลาง และภูมิภาคทะเลดำ ขณะที่ยังเป็นผู้ควบคุมช่องแคบบอสฟอรัสและดาร์ดะแนลส์ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์สู่ทะเลดำ

 

นอกจากนี้ ตุรกียังมีพรมแดนติดกับซีเรีย อิรัก และภูมิภาคคอเคซัส ทำให้ต้องรับมือกับภัยคุกคามหลายรูปแบบพร้อมกัน ทั้งสงคราม การก่อการร้าย การอพยพของผู้ลี้ภัย และความไม่มั่นคงในภูมิภาค

 

รายงานของ Defence Turkey ระบุว่า แอร์โดอันต้องการผลักดันให้ NATO ให้ความสำคัญกับ ‘ปีกใต้’ ของพันธมิตรมากขึ้น ไม่ใช่มุ่งเน้นเฉพาะการป้องปรามรัสเซียในยุโรปตะวันออก

 

ขณะเดียวกัน ตุรกียังต้องการผลักดันอุตสาหกรรมกลาโหมให้มีบทบาทมากขึ้นในตลาดยุโรป โดยปัจจุบัน บริษัทอย่าง Baykar, TUSAŞ และ Roketsan กลายเป็นผู้ผลิตโดรน ขีปนาวุธ และเทคโนโลยีทางทหารที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยเฉพาะหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้หลายประเทศเร่งจัดหาอาวุธและเพิ่มกำลังการผลิต

 

ที่สำคัญไม่แพ้กัน อังการายังต้องการตอกย้ำภาพลักษณ์ของตนในฐานะ ‘มหาอำนาจระดับกลาง’ (Middle Power) ที่สามารถรักษาความสัมพันธ์กับหลายฝ่ายพร้อมกันได้ภายใต้นโยบาย Strategic Autonomy เห็นได้ชัดเจนช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยตุรกีประณามการรุกรานของรัสเซียและสนับสนุนอธิปไตยของยูเครน แต่ก็ไม่เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ขณะที่ยังเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาไกล่เกลี่ยหลายครั้ง

 

ภาพ: Stoyan Nenov / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post เจาะลึกประชุม NATO 2026 สหรัฐฯ บีบงบกลาโหม วัดใจยุโรปเดินหน้าความมั่นคง ตุรกีเดินเกม Middle Power appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจท่าทีนานาชาติโดดเดี่ยวทรัมป์ เปิดช่องแคบฮอร์มุซ บททดสอบ ‘ความภักดีของพันธมิตร’ กับ ‘สงครามที่ไม่ได้ก่อ’ https://thestandard.co/trump-hormuz-strait-allies-isolated-war/ Tue, 17 Mar 2026 14:16:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1188566 ภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนอยู่หน้า ช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางวิกฤตความตึงเครียด

ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง กำลังสั่นคลอนตลาดพลังงาน […]

The post สำรวจท่าทีนานาชาติโดดเดี่ยวทรัมป์ เปิดช่องแคบฮอร์มุซ บททดสอบ ‘ความภักดีของพันธมิตร’ กับ ‘สงครามที่ไม่ได้ก่อ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนอยู่หน้า ช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางวิกฤตความตึงเครียด

ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง กำลังสั่นคลอนตลาดพลังงานโลกอย่างหนัก หลังรัฐบาลอิหร่าน ปิดกั้นการเดินเรือส่วนใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันสายสำคัญของโลก เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตั้งความหวังที่จะรับมือปัญหาใหญ่ ที่กำลังสร้างความกังวลไปยังหลายประเทศทั่วโลก ด้วยการเรียกร้องให้นานาประเทศเข้ามามีส่วนร่วมรับมือปัญหา ด้วยการเข้าร่วมภารกิจคุ้มกันเรือและเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้ปลอดภัยจากการคุกคามของอิหร่าน

 

อย่างไรก็ตาม ความหวังในตอนนี้ดูจะเป็นไปได้ยาก เมื่อหลายประเทศที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นพันธมิตรสำคัญ ณ วันนี้กลับยืนกรานไม่ขอเข้าร่วมใน ‘สงครามที่ไม่ได้ก่อ’

 

แต่การหันหลังให้กับทรัมป์ ท่ามกลางสงครามที่กำลังทวีความตึงเครียด อาจเป็นบททดสอบที่สำคัญ ซึ่งยังไม่แน่ว่าหลังจากนี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับชาติพันธมิตรหรือไม่ และหากสหรัฐฯ ไม่สามารถเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้จริง วิกฤตพลังงานจะเลวร้ายไปถึงจุดไหน

 

ยุโรปปัดเข้าร่วม – ทรัมป์ เตือน NATO อนาคต ‘เลวร้าย’

 

หลายประเทศยุโรปปฏิเสธที่จะส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าทรัมป์จะขู่ว่า NATO จะเผชิญกับ “อนาคตที่เลวร้ายอย่างมาก” หากชาติยุโรปที่เป็นสมาชิกไม่ให้ความช่วยเหลือในการเปิดเส้นทางน้ำสายสำคัญนี้อีกครั้ง

 

เยอรมนีปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในการแทรกแซงกิจกรรมทางทหารใดๆ รวมถึงความพยายามในการเปิดช่องแคบ โดยฟรีดริช เมอร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าว

 

ว่า “ไม่เคยมีการตัดสินใจร่วมกันว่าจะเข้าแทรกแซงหรือไม่”

 

“นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคำถามที่ว่า เยอรมนีจะช่วยเหลือทางทหารได้อย่างไรจึงไม่เกิดขึ้น เราจะไม่ทำเช่นนั้น”

 

เขากล่าวเสริมว่า “ระบอบอิหร่านนี้ต้องสิ้นสุดลง” แต่ “จากประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้รับในช่วงหลายปีและหลายทศวรรษที่ผ่านมา การทิ้งระเบิดเพื่อให้ยอมจำนนนั้น ไม่น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง”

 

บอริส พิสโตริอุส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเยอรมนี กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่สงครามของเรา เราไม่ได้เริ่มมัน โดนัลด์ ทรัมป์ คาดหวังอะไรจากเรือรบยุโรปเพียงไม่กี่ลำในช่องแคบฮอร์มุซ ในเมื่อกองทัพเรือสหรัฐฯ อันทรงพลังยังจัดการเองไม่ได้? นี่คือคำถามที่ผมถามตัวเอง”

 

ขณะที่ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวว่า สหราชอาณาจักรจะไม่ “ถูกดึงเข้าไปในสงครามที่กว้างขวางกว่านี้” แต่กำลังทำงานเกี่ยวกับ “แผนการที่ใช้ได้จริง”

 

“ท้ายที่สุดแล้ว เราต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจถึงเสถียรภาพในตลาดน้ำมัน นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย” เขากล่าว โดยไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ของการดำเนินการใดๆ แต่กล่าวว่าต้องได้รับการเห็นชอบจาก “พันธมิตรให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

 

ทั้งนี้ องค์การ NATO เป็นพันธมิตรป้องกันตนเองที่มีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ในการปฏิบัติการ โดยหลักการพื้นฐานที่สุดของ NATO คือสิ่งที่เรียกว่า “การป้องกันร่วมกัน” ซึ่งหมายความว่า หากประเทศสมาชิก NATO ประเทศใดประเทศหนึ่งถูกโจมตี พันธมิตรจะถือว่าเป็นการโจมตีทุกประเทศใน NATO

 

การป้องกันร่วมกันนี้ ซึ่งอธิบายไว้ในมาตรา 5 ของสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ จะเกิดขึ้นเมื่อประเทศสมาชิกถูก “โจมตีด้วยอาวุธ” และร้องขอการดำเนินการร่วมกันเพื่อตอบโต้

 

คาจา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป กล่าววานนี้ (16 มีนาคม) ว่า คำขอของทรัมป์นั้น “อยู่นอกเหนือขอบเขตการปฏิบัติการของ NATO”

 

โดยมาตรา 6 ของสนธิสัญญา “กำหนดข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์เกี่ยวกับขอบเขตของพันธกรณีความช่วยเหลือซึ่งกันและกันของ NATO โดยส่วนใหญ่จำกัดไว้เฉพาะพื้นที่มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือเหนือเส้นTropic of Cancer ( เส้นละติจูดเหนือสุดของโลก)”

 

ที่ผ่านมา ทรัมป์เผยว่า รัฐบาลวอชิงตันได้ติดต่อไปยัง 7 ประเทศและคาดหวังว่าประเทศเหล่านี้จะยอมเข้าร่วมในแผนรักษาความปลอดภัยให้กับเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

 

“ผมเรียกร้องให้ประเทศเหล่านี้เข้ามาปกป้องดินแดนของตนเอง เพราะมันเป็นดินแดนของพวกเขา มันเป็นสถานที่ที่พวกเขาได้รับพลังงาน” ทรัมป์ กล่าว

 

นอกเหนือจากชาติยุโรป ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ก็ปฏิเสธข้อเรียกร้องของทรัมป์ โดยซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า สหรัฐฯ ยังไม่ได้ยื่นคำขอความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ และรัฐบาลโตเกียวกำลังพิจารณาว่าสามารถทำอะไรได้บ้างโดยอิสระ และทำได้ภายใต้กรอบกฎหมาย” แต่ในทางกฎหมายนั้น เรื่องนี้เป็นไปได้ ‘ยากมาก’

 

ส่วน ออสเตรเลีย ยืนยันว่าจะไม่ส่งเรือไปที่ช่องแคบฮอร์มุซ แต่เสนอที่จะช่วยเหลือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยการจัดหาเครื่องบินเพื่อช่วยในการป้องกันเนื่องจากมีชาวออสเตรเลียจำนวนมากอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

แผนสร้างพันธมิตรเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เป็นไปได้จริงหรือไม่?

 

เบรตต์ แมคเกิร์ก (Brett McGurk) อดีตทูตพิเศษในยุครัฐบาลบารัก โอบามาและทรัมป์ สมัยแรก (ระหว่างปี 2014 ถึง 2018) ซึ่งมีบทบาทในการรวบรวมพันธมิตรนานาชาติเกือบ 80 ประเทศเพื่อต่อสู้กับเครือข่ายกลุ่มก่อการร้าย ISIS ชี้ว่าการสร้างพันธมิตรนานาชาติ หรือการรวมเอาประเทศที่มีแนวคิดเดียวกัน เพื่อปฏิบัติการทางทหารร่วมกัน เช่นการเปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น ในทางปฏิบัติแล้ว “พูดง่ายกว่าทำ”

 

เขายกตัวอย่างการสร้างกลุ่มพันธมิตรทางทะเลเพื่อปกป้องเส้นทางเดินเรือผ่านทะเลแดงที่เรียกว่า บาบเอลมันเดบ (ประตูแห่งน้ำตา) ในปี 2023 และ 2024 โดยเส้นทางเดินเรือนี้ถูกปิดหลังกลุ่มกบฎฮูตี ในเยเมน ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ทำการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่เรือรบและเรือบรรทุกสินค้า

 

โดยกลุ่มพันธมิตรนี้เติบโตขึ้นจนมีประเทศเข้าร่วมเกือบ 20 ประเทศ นำโดยกองทัพสหรัฐฯ แต่ประเทศอื่นๆ รวมถึงสหราชอาณาจักรและเดนมาร์ก ก็ได้ช่วยในการยิงสกัดขีปนาวุธและโดรน และสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ

 

เป็นไปได้ว่ากลุ่มพันธมิตรทะเลแดงนั้นอาจเป็นแบบอย่างสำหรับการสร้างพันธมิตรเปิดช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต้องมีในการสร้างพันธมิตรทางทหารนั้น มีหลายด้าน ได้แก่

 

1.พื้นฐานทางกฎหมาย

 

การจัดตั้งพันธมิตรทางทหารนั้นแท้จริงแล้วคือการตัดสินใจทางกฎหมายและการเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่ รวมถึงพันธมิตรระยะยาวของสหรัฐฯ ต่างมีกฎหมายและมาตรฐานของตนเอง ที่ต้องผ่านการรับรองให้ได้ก่อนที่จะส่งกำลังทหารไปต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีความเสี่ยงเรื่องการใช้กำลัง

 

สำหรับสหรัฐฯ นั้น จำเป็นต้องใช้ความอดทนและการทำงานร่วมกับรัฐบาลแต่ละประเทศเพื่อช่วยรวบรวมเงื่อนไขทางการทูตและกฎหมายที่จำเป็นเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนเข้าร่วม

 

โดยสิ่งนี้มักเริ่มต้นที่สหประชาชาติ ซึ่งกรณีของกลุ่ม ISIS รัฐบาลอิรักได้อ้างมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติเพื่อขอการป้องกันตนเองร่วมกันต่อกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งในกรอบกฎหมายระหว่างประเทศนั้นเพียงพอแล้วสำหรับพันธมิตร NATO ส่วนใหญ่ที่จะเข้าไปช่วยเหลือ

 

ในวิกฤตการณ์ ณ ปัจจุบัน รัฐบาลทรัมป์ได้ทำงานอย่างหนักในเรื่องนี้ สัปดาห์ที่แล้ว ประเทศต่างๆ มากถึง 135 ประเทศร่วมลงนามในมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งประณามการโจมตีของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซียและเรียกร้องให้ยุติการโจมตีเหล่านั้น โดยมตินี้ยังอ้างถึงสิทธิในการป้องกันตนเองร่วมกันภายใต้มาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติเช่นกัน ซึ่งก็น่าจะเพียงพอต่อเกณฑ์ในทางกฎหมายสำหรับการเข้าร่วมภารกิจทางทหารที่ช่องแคบฮอร์มุซ

 

2.พื้นฐานทางการเมือง

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ซับซ้อนกว่านั้นคือการเมืองภายในประเทศต่างๆ ที่แม้จะผ่านเกณฑ์ทางกฎหมายแล้ว ผู้นำของประเทศนั้นๆ ก็ยังเผชิญกับข้อจำกัดทางการเมืองและต้องการการสนับสนุนภายในประเทศในระดับพื้นฐานก่อนที่จะสามารถส่งกำลังทหารไปร่วมภารกิจในต่างประเทศ

 

ซึ่งนี่คือจุดที่รัฐบาลทรัมป์อาจล้มเหลว

 

อีกประเด็นคือการที่สหรัฐฯ เริ่มสงครามครั้งนี้โดยมีการปรึกษาหารือกับพันธมิตรอย่างจำกัด และตอนนี้กลับพยายามขอความช่วยเหลือหลังจากเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านมาได้ 3 สัปดาห์ ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายประเทศปฏิเสธเข้าร่วมในแผนเปิดช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์

 

3. พื้นฐานทางทหาร

 

และแม้ว่าเงื่อนไขทางกฎหมายและการเมืองจะมีครบถ้วน แต่ภารกิจที่ยากจริงๆ คือการกำหนดความต้องการทางทหาร การมอบหมายภารกิจ และกฎการปะทะ ซึ่งเป็นงานที่ละเอียดและใช้เวลานาน นอกจากนี้ยังอาจทำให้กลุ่มพันธมิตรแตกแยกตั้งแต่เริ่มต้น

 

ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มพันธมิตรทะเลแดง ฝรั่งเศสไม่พอใจกับความสัมพันธ์ด้านการบังคับบัญชาและเลือกที่จะจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรของตนเองขึ้นมาคู่ขนาน แทนที่จะทำงานโดยตรงภายใต้การบังคับบัญชาของสหรัฐฯ (หรือสหราชอาณาจักร)

 

แน่นอนว่ากลุ่มพันธมิตรช่องแคบฮอร์มุซจะต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของสหรัฐฯ เนื่องจากมีการปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง และบางประเทศอาจไม่เห็นด้วยกับข้อกำหนดนี้ ซึ่งกฎการปะทะก็เป็นเรื่องยากที่จะเจรจาระหว่างกองทัพ เช่น เรือพิฆาตของสหราชอาณาจักร จะมีกฎการปะทะที่ได้รับการอนุมัติเพื่อโจมตีฐานยิงขีปนาวุธภายในอิหร่าน หรือแค่ป้องกันเฉพาะขีปนาวุธในอากาศเท่านั้น?

 

โดยคำขอของทรัมป์ที่ให้จีนเข้าร่วมด้วยนั้นยิ่งยากและซับซ้อนกว่า เพราะไม่มีโอกาสที่กองทัพสหรัฐฯ หรือกองทัพพันธมิตรอื่นๆ จะเข้าร่วมในกลุ่มพันธมิตรทางทหารกับจีน และไม่มีโอกาสที่จีนจะวางเรือของตนภายใต้การบังคับบัญชาของสหรัฐฯ

 

ใช้เวลาอย่างน้อยหลายสัปดาห์

 

แมคเกิร์ก ยังชี้ว่าการสร้างพันธมิตรทางทหารนั้นใช้เวลานาน ใช้ทรัพยากรมาก และต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่าการรวมกลุ่มทางทหารหากเกิดขึ้นจริง อาจส่งผลต่อทิศทางของสงคราม และจะเป็นผลเสียอย่างยิ่งต่ออิหร่านที่อาจจะต้องเผชิญหน้าทั้งกองทัพสหรัฐฯ และกองทัพของนานาชาติในช่องแคบฮอร์มุซ

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สหรัฐฯ กำลังดำเนินการอยู่ในช่วงเวลานี้ เพื่อสร้างเงื่อนไขให้เกิดพันธมิตรทางทหารได้จริง คือการทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธ โดรน และกองทัพเรือของอิหร่านที่เหลืออยู่

 

แต่สิ่งที่แน่นอน คือโอกาสที่จะสร้างพันธมิตรทางทหารเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ และอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์เพื่อยืนยันว่าแผนเปิดช่องแคบนี้จะเป็นไปได้จริงหรือไม่ แต่หากปราศจากความร่วมมือจากนานาชาติ อิหร่านก็อาจใช้ภูมิศาสตร์ของช่องแคบ เพื่อชิงความได้เปรียบในสถานการณ์สู้รบไว้ได้ ถึงแม้จะพ่ายแพ้ในจุดอื่นๆ ก็ตาม

 

อ้างอิง:

 

The post สำรวจท่าทีนานาชาติโดดเดี่ยวทรัมป์ เปิดช่องแคบฮอร์มุซ บททดสอบ ‘ความภักดีของพันธมิตร’ กับ ‘สงครามที่ไม่ได้ก่อ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>