หุ้น Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/หุ้น/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 22 Sep 2026 09:47:09 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 วายุภักษ์หนึ่งขาย ‘หุ้นบางจาก’ เหลือถือต่ำกว่า 10% เช่นเดียวกับประกันสังคมที่ขายก่อนหน้านี้ โบรกชี้แค่ปรับสมดุลพอร์ตหลังราคาพุ่งเท่าตัว https://thestandard.co/vayupak-social-security-sell-bangchak/ Tue, 22 Sep 2026 09:44:43 +0000 https://thestandard.co/vayupak-social-security-sell-bangchak/ ภาพประกอบแสดงโลโก้กองทุนวายุภักษ์หนึ่งและสำนักงานประกันสังคม พร้อมข้อความ 'วายุภักษ์ขาย ‘บางจาก’ เหลือถือต่ำกว่า 10% หลังประกันสังคม ชิงขาย 2 สัปดาห์ก่อน'

กองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง และสำนักงานประกันสังคม ต่างลดส […]

The post วายุภักษ์หนึ่งขาย ‘หุ้นบางจาก’ เหลือถือต่ำกว่า 10% เช่นเดียวกับประกันสังคมที่ขายก่อนหน้านี้ โบรกชี้แค่ปรับสมดุลพอร์ตหลังราคาพุ่งเท่าตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงโลโก้กองทุนวายุภักษ์หนึ่งและสำนักงานประกันสังคม พร้อมข้อความ 'วายุภักษ์ขาย ‘บางจาก’ เหลือถือต่ำกว่า 10% หลังประกันสังคม ชิงขาย 2 สัปดาห์ก่อน'

กองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง และสำนักงานประกันสังคม ต่างลดสัดส่วนการถือหุ้นของ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ลงมาต่ำกว่า 10% โดยนักวิเคราะห์มองว่าการขายหุ้นของทั้งสองสถาบันเป็นการปรับสมดุลพอร์ต ในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง

 

วายุภักษ์หนึ่ง ซึ่งมีพอร์ตลงทุนขนาดประมาณ 5.4 แสนล้านบาท เคยถือหุ้นบางจากอยู่เกือบ 8 พันล้านบาท มากสุดเป็นอันดับที่ 15 ของพอร์ตลงทุน ก่อนที่จะแบ่งขายหุ้นออกมา 500,000 หุ้น ตามข้อมูลแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ทั้งนี้ THE STANDARD WEALTH ประเมินว่า มูลค่าการขายน่าจะไม่ต่ำกว่า 26 ล้านบาท โดยอิงจากราคาต่ำสุดของหุ้น ณ วันที่ 18 กันยายน ซึ่งอยู่ที่ 53 บาท

 

ทั้งนี้ การขายหุ้นบางจากของวายุภักษ์หนึ่ง เกิดขึ้นหลังจากที่ประกันสังคมรายงานการขายที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา จำนวน 3,000,000 หุ้น ซึ่งคาดว่าน่าจะมีมูลค่ากว่า 170 ล้านบาท

 

ตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาหุ้นบางจากปรับตัวขึ้นสูงสุดกว่า 133% จากราคาปิดที่ 26 บาท เมื่อปลายปี 2568 ไปทำจุดสูงสุดที่ 60.75 บาท เมื่อต้นเดือนกันยายน

 

นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย และนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า การขายหุ้นบางจากโดยกองทุนดังกล่าว น่าจะเป็นการจัดพอร์ตโฟลิโอ มากกว่าเรื่องของปัจจัยพื้นฐาน

 

“ปัจจัยพื้นฐาน (หุ้นบางจาก) ยังเหมือนเดิม ภาพใหญ่ยังได้รับอานิสงส์จากสงครามเป็นหลัก แม้ช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา ราคาน้ำมันจะลดลงแรงและเร็ว หลังสงครามที่ดูผ่อนคลาย แต่จะเห็นว่าราคาหุ้นบางจากไม่ได้ลดลงมากนัก” นลินรัตน์ กล่าว

 

ส่วนแนวโน้มถัดจากนี้ หากสงครามยังคงยืดเยื้อต่อไป โดยที่ราคาน้ำมันไม่ได้กลับลงไปต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หุ้นบางจากจะยังคงได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง

 

“ตอนนี้นักลงทุนเทรดดิ้งตาม sentiment มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน โดยเราประมาณว่าราคาเหมาะสมของหุ้นบางจากไว้ที่ 58 บาท แต่ด้วยสงครามที่ยืดเยื้อกว่าที่คิด ทำให้อาจจะต้องปรับประมาณการกำไรไตรมาส 3 ขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่ากำไรจะดีกว่าไตรมาส 2 ซึ่งน่าจะเป็นจุดพีคของปีนี้ โดยคาดว่ากำไรไตรมาส 3 น่าจะชะลอลงน้อยกว่าที่คาดไว้”

 

ด้าน ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ และนักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) มองว่า การแบ่งขายหุ้นบางจากโดยทั้งสองสถาบันไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากังวล โดยน่าจะเป็นการปรับสมดุลพอร์ตลงทุน (rebalance portfolio) มากกว่า หลังจากที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก ทำให้น้ำหนักการลงทุนในพอร์ตสูงกว่ากลยุทธ์ที่วางไว้

 

“เชื่อว่าพื้นฐาน (หุ้นบางจาก) ไม่ได้เปลี่ยน และไม่แปลกใจที่ทั้งประกันสังคมและวายุภักษ์จะต้องบริหารจัดการ เพราะหากไม่ขาย น้ำหนักของหุ้นบางจากอาจจะมากเกินไป” ประกิตกล่าว

 

The post วายุภักษ์หนึ่งขาย ‘หุ้นบางจาก’ เหลือถือต่ำกว่า 10% เช่นเดียวกับประกันสังคมที่ขายก่อนหน้านี้ โบรกชี้แค่ปรับสมดุลพอร์ตหลังราคาพุ่งเท่าตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดแผน 6 ตลาดหุ้นอาเซียนดึงทุนทั่วโลก มุ่งเพิ่มมูลค่าหุ้น พร้อมหาอุตสาหกรรมใหม่ https://thestandard.co/asean-stock-markets-global-capital/ Wed, 26 Aug 2026 11:02:38 +0000 https://thestandard.co/asean-stock-markets-global-capital/ ภาพกราฟิกแสดงแผน 6 ตลาดหุ้นอาเซียนดึงทุนทั่วโลก เพิ่มมูลค่าหุ้นและหาอุตสาหกรรมใหม่

ผู้บริหาร 6 ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนเปิดแผนดึงดูดเม็ดเงินล […]

The post ถอดแผน 6 ตลาดหุ้นอาเซียนดึงทุนทั่วโลก มุ่งเพิ่มมูลค่าหุ้น พร้อมหาอุตสาหกรรมใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแผน 6 ตลาดหุ้นอาเซียนดึงทุนทั่วโลก เพิ่มมูลค่าหุ้นและหาอุตสาหกรรมใหม่

ผู้บริหาร 6 ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนเปิดแผนดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั่วโลก เห็นพ้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้บริษัทจดทะเบียน เพิ่มอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาในตลาด และยกระดับกฎเกณฑ์ต่างๆ ในตลาดเพื่อเสริมสภาพคล่อง

 

 

ในวงเสวนา ‘Inclusive Opportunities: Connecting Capital to Growth Across the ASEAN Region’ ในงาน Thailand Focus 2026 ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 6 แห่งในอาเซียน ได้แก่

 

  • Dato’ Fad’l Mohamed, CEO, Bursa Malaysia
  • Irvan Susandy, Director of Trading and Membership, Indonesia Stock Exchange
  • Ramon S. Monzon, CEO, Philippine Stock Exchange
  • Loh Boon Chye, CEO, SGX Group
  • Dang Tai An Trang, Deputy CEO, Vietnam Exchange
  • อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

‘ไทย’ เน้นกลับไปที่พื้นฐาน และรอผลของการปฏิรูป

 

อัสสเดช กล่าวว่า SET วางพันธกิจตัวเองเป็น trusted gateway to inclusive opportunities โดยฝั่งอุปทานคือโครงการ Jump+ ที่ต้องการให้บริษัทเติบโตอย่างมีพื้นฐาน ควบคู่กับการทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. เพื่อหาสมดุลระหว่างความง่ายในการระดมทุนกับคุณภาพของบริษัทจดทะเบียน พร้อมศึกษาผลกระทบจาก digitalization และ tokenization ที่กำลังเปลี่ยนธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก

 

จุดที่ไทยนำหน้าชัดเจนคือ DR ซึ่งอัสสเดชระบุว่าปัจจุบันขยายไปไกลกว่าความร่วมมือกับ SGX แล้ว โดยมีมากกว่า 500 ตัว

 

ส่วนภาพเศรษฐกิจ เขากล่าวตรงไปตรงมาว่า “เรายอมรับว่าเราเป็นผู้ตามหลังในเรื่องการเติบโต แต่เราหวังว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะผลักดันการปฏิรูป และดึงดูดการลงทุนเชิงพื้นฐานที่จะขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นในอนาคตอันใกล้”

 

‘เพิ่มมูลค่าหุ้น’ โจทย์ใหญ่ของตลาดหุ้นอาเซียน

 

มาเลเซียเลือกวิธีเจาะจงที่สุด โครงการ MY ValueUp พุ่งเป้าไปที่ 88 บริษัท ด้วยเหตุผลที่ Fad’l อธิบายว่าบริษัทกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนราว 80% ของมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด

 

Dato’ Fad’l Mohamed กล่าวว่า “เมื่อนักลงทุนมองหาตลาด พวกเขาไม่ได้ขาดแคลนตัวเลือก เราจึงต้องแน่ใจว่ามีโอกาสที่แตกต่างจริง เราต้องหาแรงกระเพื่อมที่จะขยับเข็มได้จริง”

 

พร้อมระบุว่าเหตุผลเบื้องหลังคือการพบความเหลื่อมล้ำของมูลค่าระหว่างแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม สูงถึง 81% โดยบริษัทที่เข้าร่วมต้องสื่อสารแผนสร้างมูลค่าระยะยาว มี performance metrics รองรับ และมีความรับผิดชอบชัดเจนในระดับคณะกรรมการ ปัจจุบันยังเป็นการเข้าร่วมโดยสมัครใจ กำหนดส่งแผนภายในสิ้นปี

 

ฝั่งอินโดนีเซียเลือกใช้กฎเกณฑ์แทนการจูงใจ โดย Irvan Susandy ระบุว่าจาก 8 มาตรการปฏิรูป มี 5 ข้อที่บังคับใช้แล้ว ทั้งการเพิ่มเกณฑ์ free float ขั้นต่ำ จาก 7.5% เป็น 15% โดยให้บริษัทเดิมมีเวลาปรับตัว 3 ปี การเปิดเผยผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง (UBO) การจำแนกนักลงทุนละเอียดถึง 39 ประเภท และการเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ถือเกิน 1% ทุกต้นเดือน

 

ที่น่าสนใจคืออินโดนีเซียยังบังคับให้ผู้จัดทำงบการเงินต้องมีใบรับรองความสามารถด้านบัญชี ซึ่งเป็นการวางความรับผิดชอบไว้ที่ตัวผู้ทำงบโดยตรง ไม่ใช่เฉพาะผู้สอบบัญชี

 

สำหรับสิงคโปร์ Loh Boon Chye อธิบายว่า “บริษัทคุณภาพจะดึงดูดนักลงทุน นักลงทุนจะขับเคลื่อนสภาพคล่อง และสภาพคล่องย่อมสนับสนุนมูลค่าที่แข็งแกร่งขึ้น” โดยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดหุ้นสิงคโปร์ขยับขึ้นสูงสุดในรอบ 18 ปี การมีส่วนร่วมของรายย่อยสูงสุดในรอบ 15 ปี และที่สำคัญคือสภาพคล่องไม่ได้กระจุกอยู่แค่หุ้นในดัชนี แต่ขยายไปถึงหุ้นขนาดกลางและเล็กซึ่งวอลุ่มเพิ่มเป็นเท่าตัวภายในปีเดียว

 

จุดที่ทำให้สิงคโปร์ต่างจากตลาดอื่นคือการเติมเงินฝั่งผู้ซื้อโดยตรง ผ่านโครงการ MAS Equity Market Development Program วงเงิน 6.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจัดสรรไปแล้ว 3.9 พันล้านดอลลาร์ และจะมีเพิ่มอีกในไม่กี่เดือนข้างหน้า เพื่อขยายฐานเงินทุนระยะยาวที่จะเข้ามาซื้อทั้ง IPO และในตลาดรอง

 

‘เปิดประตูรับอุตสาหกรรมใหม่’ คือคำตอบ

 

มาเลเซียเลือกวางเดิมพันที่ เซมิคอนดักเตอร์ โดย Fad’l ระบุว่ามาเลเซียเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 6 ของโลก และคิดเป็น 13% ของการรับจ้างประกอบ ทดสอบ และแพ็กเกจจิ้งเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก พร้อมขยาย FBM KLCI จาก 30 เป็น 50 หลักทรัพย์เพื่อให้ดัชนีครอบคลุมเซกเตอร์ใหม่มากขึ้น และเตรียมออก ETF สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล

 

Ramon S. Monzon ยอมรับตรงๆ ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำที่สุดในอาเซียน สิ่งที่ฟิลิปปินส์พยายามปรับคือการเลือกเปิดเสรีกฎเกณฑ์ REIT เป็นเครื่องมือ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ตอนนี้ทางด่วน ดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานหมุนเวียนสามารถจัดตั้ง REIT ได้ โดย Vitro REIT ซึ่งเป็นดาต้าเซ็นเตอร์รายแรกจะเข้าเทรดเดือนพฤศจิกายนนี้

 

ด้าน Irvan บอกว่า อินโดนีเซียเปิดตัว ETF ทองคำ 5 กองเมื่อเดือนที่ผ่านมา และเตรียมเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานการซื้อขายใหม่ในเดือนธันวาคม ขณะที่กำลังหารือเรื่องการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ (demutualization) ตามที่กฎหมายใหม่กำหนด

 

การเติบโตไม่การันตีว่าเงินทุนจะไหลเข้า

 

Dang Thai Anh Trung รองซีอีโอ Vietnam Exchange สรุปยุทธศาสตร์ด้วยสี่คำ คือ accessibility, market quality, products และ credibility โดยชี้ว่าการที่ FTSE Russell ปรับสถานะเวียดนามจาก Frontier ขึ้นเป็น Secondary Emerging มีผล 21 กันยายนนั้น ไม่ได้มาจากขนาดตลาดหรือการเติบโต แต่มาจากการยกเลิกข้อกำหนด pre-funding การจัดการรายการซื้อขายที่ล้มเหลว และการเปิดทางให้โบรกเกอร์ระดับโลกเข้าถึง

 

“การเติบโตทางเศรษฐกิจดึงดูดความสนใจของนักลงทุน แต่การเข้าถึงตลาดต่างหากที่แปลงความสนใจนั้นให้กลายเป็นเม็ดเงินจริง การยกระดับตลาดต้องตามมาด้วยการยกระดับของบริษัท” Dang กล่าว

 

เวียดนามยังเดินหน้าลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ศึกษาบัญชีซื้อขายแบบ omnibus ทบทวนเพดานการถือครองของต่างชาติ และเตรียมพัฒนากลไก CCP, securities lending, covered short sale และ day trading

 

 

The post ถอดแผน 6 ตลาดหุ้นอาเซียนดึงทุนทั่วโลก มุ่งเพิ่มมูลค่าหุ้น พร้อมหาอุตสาหกรรมใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น Unitree พุ่ง 460% วันแรก มูลค่าแตะ 1.67 ล้านล้านบาท เปิดศักราช IPO หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายแรกของจีน https://thestandard.co/unitree-humanoid-robot-china-ipo/ Fri, 21 Aug 2026 01:59:31 +0000 https://thestandard.co/unitree-humanoid-robot-china-ipo/ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากบริษัท Unitree Robotics กำลังแสดงท่าทาง

หุ้นของ Unitree Robotics ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สัญช […]

The post หุ้น Unitree พุ่ง 460% วันแรก มูลค่าแตะ 1.67 ล้านล้านบาท เปิดศักราช IPO หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายแรกของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากบริษัท Unitree Robotics กำลังแสดงท่าทาง

หุ้นของ Unitree Robotics ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สัญชาติจีน ปรับขึ้น 460% ในวันแรกของการซื้อขายบนตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้เมื่อวันพุธ (19 ส.ค.) สะท้อนความสนใจอย่างล้นหลามของนักลงทุนต่อบริษัทที่มีชื่อเสียงจากหุ่นยนต์ซึ่งเคลื่อนไหวได้ลื่นไหลราวนักกีฬา

 

 

บริษัทระดมทุนได้ 6,100 ล้านหยวน (ประมาณ 2.98 หมื่นล้านบาท) จากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ซึ่งถือเป็นการเข้าตลาดหลักทรัพย์ในจีนแผ่นดินใหญ่ครั้งแรกของผู้พัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

 

เมื่อเปิดการซื้อขาย ราคาหุ้นพุ่งขึ้นสูงสุดถึง 629% เหนือราคา IPO ที่ 150.8 หยวน (ประมาณ 737 บาท) ไปแตะระดับ 1,100 หยวน (ประมาณ 5,379 บาท) ก่อนย่อตัวลงมาปิดที่ 845 หยวน (ประมาณ 4,132 บาท)

 

ราคาปิดดังกล่าวทำให้บริษัทซึ่งจดทะเบียนในชื่อ Yushu Technology มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 342,000 ล้านหยวน (ประมาณ 1.67 ล้านล้านบาท) แซงหน้าบริษัทเทคโนโลยีที่เพิ่งเข้าตลาดก่อนหน้านี้หลายราย โดยระหว่างวันมูลค่าเคยขึ้นไปสูงกว่า 445,000 ล้านหยวน (ประมาณ 2.18 ล้านล้านบาท)

 

ความคลั่งไคล้ที่สะท้อนผ่านยอดจองซื้อล้นทะลัก

 

ความต้องการของนักลงทุนเห็นได้จากยอดจองซื้อที่ล้นเกินจำนวนหุ้นที่เสนอขายอย่างมาก โดยรายงานของ Nikkei Asia ระบุว่านักลงทุนรายย่อยจองซื้อเกินกว่า 8,000 เท่า ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของตลาด STAR Market ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีในเซี่ยงไฮ้ ขณะที่ Financial Times ระบุตัวเลขในส่วนของนักลงทุนรายย่อยไว้ที่กว่า 5,500 เท่า

 

เคนนี อึ้ง นักกลยุทธ์จาก Everbright Securities International มองว่าตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความกระตือรือร้นอย่างมหาศาลของนักลงทุนที่มีต่อบริษัท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่ Unitree เป็นแบรนด์ที่คนจีนแผ่นดินใหญ่รู้จักดี

 

ชื่อเสียงดังกล่าวมาจากการที่หุ่นยนต์ของบริษัทเคยขึ้นแสดงเต้น กระโดด และชกมวยในงานกาลาเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นรายการที่มีผู้ชมมากที่สุดรายการหนึ่งของโทรทัศน์จีน

 

อีกเหตุผลที่ทำให้ยอดจองซื้อสูงผิดปกติคือหน่วยงานกำกับดูแลจีนคุมไม่ให้บริษัทตั้งราคาขายหุ้น IPO สูงเกินไป โดยกำหนดให้ต้องเทียบราคากับบริษัทในกลุ่มธุรกิจเดียวกันทั้งในจีนและทั่วโลก

 

การคุมราคาเช่นนี้มีเป้าหมายเพื่อไม่ให้นักลงทุนรายย่อยซื้อหุ้นแพงเกินจริงจนขาดทุน แต่พอราคา IPO ถูกกว่ามูลค่าที่ตลาดให้ คนก็ยิ่งแห่จองเพราะมองว่าได้ของถูก ขณะที่บริษัทระดมทุนได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

 

ที่น่าสนใจคือราว 20% ของหุ้นที่เสนอขายถูกจัดสรรให้นักลงทุนเชิงกลยุทธ์ ซึ่งรวมถึงสตาร์ทอัพด้าน AI อย่าง DeepSeek, บริษัทลงทุนในเครือ Tencent และหน่วยลงทุนของรัฐวิสาหกิจรายใหญ่อย่าง China National Petroleum, China Southern Power Grid และ China Telecom

 

โดย DeepSeek ได้รับจัดสรรหุ้นสัดส่วน 2.31% พร้อมข้อกำหนดห้ามขายเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งความร่วมมือนี้เปิดทางให้ Unitree ใช้ความสามารถด้าน AI ของ DeepSeek มาพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์สำหรับหุ่นยนต์ของตน

 

จากหุ่นยนต์สี่ขาสู่ผู้ผลิตฮิวแมนนอยด์อันดับ 1 ของโลก

 

Unitree ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2016 ที่เมืองหางโจว โดย หวังซิงซิง ผู้เคยทำงานที่ DJI ผู้ผลิตโดรนอยู่ช่วงสั้นๆ ซึ่งในช่วงแรกบริษัทเน้นพัฒนาหุ่นยนต์สี่ขาที่มีลักษณะคล้ายสุนัข ก่อนหันมาทำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในปี 2023 ตามการพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI

 

ปัจจุบัน Unitree เป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายใหญ่ที่สุดของโลกเมื่อวัดจากยอดขาย โดยหนังสือชี้ชวนระบุว่าเมื่อปีก่อนบริษัทส่งมอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไปกว่า 5,500 ตัว ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของโลก ส่วนยอดขายสะสมของหุ่นยนต์สี่ขาอยู่ที่มากกว่า 33,000 ตัว

 

ด้านผลประกอบการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยรายได้เพิ่มจาก 159 ล้านหยวน (ประมาณ 778 ล้านบาท) ในปี 2023 เป็น 393 ล้านหยวน (ประมาณ 1.92 พันล้านบาท) ในปี 2024 ก่อนกระโดดขึ้นเป็น 1,700 ล้านหยวน (ประมาณ 8.31 พันล้านบาท) ในปี 2025

 

ขณะที่บริษัทพลิกจากขาดทุนสุทธิ 11.1 ล้านหยวน (ประมาณ 54 ล้านบาท) ในปี 2023 มาเป็นกำไรสุทธิ 95.5 ล้านหยวน (ประมาณ 467 ล้านบาท) ในปี 2024 และ 278 ล้านหยวน (ประมาณ 1.36 พันล้านบาท) ในปี 2025

 

อย่างไรก็ตาม การเติบโตเริ่มชะลอลง โดยบริษัทคาดว่ารายได้ครึ่งปีแรกของปีนี้จะอยู่ที่ราว 1,050-1,130 ล้านหยวน (ประมาณ 5.13-5.53 พันล้านบาท) หรือเติบโต 35.6-45.4% จากปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราที่ช้าลงกว่าเดิม แต่ยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในธุรกิจหลักไว้ได้ในระดับสูง โดยเพิ่มจาก 44.2% ในปี 2023 เป็น 60.1% ในปี 2025

 

สำหรับเงินที่ระดมทุนได้ บริษัทระบุว่าจะใช้ราว 4,200 ล้านหยวน (ประมาณ 2.05 หมื่นล้านบาท) ไปกับการพัฒนาโมเดล AI สำหรับหุ่นยนต์, การวิจัยหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์, โครงการผลิตภัณฑ์ใหม่ และการขยายกำลังการผลิต

 

เสียงเตือนเรื่องมูลค่าที่สูงเกินพื้นฐาน

 

แม้ตลาดจะตอบรับอย่างร้อนแรง แต่นักวิเคราะห์บางส่วนก็แสดงความกังวล โดย เวย์เซิร์น หลิง กรรมการผู้บริหารจาก Union Bancaire Privée ระบุว่าไม่มีพื้นฐานรองรับการพุ่งขึ้นของราคาหุ้นครั้งนี้ เพราะเป็นผลจากกระแสของนักลงทุนรายย่อย

 

เขาเสริมว่ามูลค่าหุ้นอยู่ในระดับสูงมาก ขณะที่แนวโน้มยังไม่แน่นอน เนื่องจากอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นทั้งการพัฒนาและการนำไปใช้จริง

 

ความกังวลดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขอัตราส่วนราคาต่อกำไรย้อนหลังที่พุ่งขึ้นไปเกือบ 1,200 เท่า ขณะที่ราคา IPO คิดเป็น 35.89 เท่าของยอดขาย เทียบกับคู่แข่งที่จดทะเบียนในฮ่องกงอย่าง UBTech Robotics และ Shenzhen Dobot ที่อยู่ราว 20 เท่า

 

ในทางกลับกัน ฝ่ายที่มองบวกชี้ว่าจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมกำลังใกล้เข้ามา โดยนักวิเคราะห์จาก JPMorgan Chase ระบุว่าการผลิตจำนวนมากใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว

 

พร้อมคาดการณ์ว่ายอดส่งมอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 60,000 ตัวในปีนี้ จาก 18,000 ตัวในปี 2025 และแตะ 1.75 ล้านตัวภายในปี 2030 โดยจีนจะมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการทั้งโลก

 

ขณะที่ Morgan Stanley ปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดส่งมอบปี 2026 เป็น 50,000 ตัว จากเดิม 28,000 ตัว แต่ เซิงจง หัวหน้าฝ่ายวิจัยอุตสาหกรรมจีนของ Morgan Stanley เตือนว่าบริษัทที่ข้ามอุตสาหกรรมเข้ามาทำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์บางรายอาจสำเร็จ แต่อีกจำนวนมากมีแนวโน้มจะเจออุปสรรค

 

อีกความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือแรงกดดันจากสหรัฐฯ หลังคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ประกาศห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ผลิตในต่างประเทศเมื่อเดือนก่อนด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ซึ่งถูกมองอย่างกว้างขวางว่าพุ่งเป้าไปที่สินค้าจีน

 

ประเด็นนี้นับว่ามีน้ำหนักเพราะรายได้จากต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของรายได้ Unitree โดยตลาดสหรัฐฯ มีสัดส่วนระหว่าง 13.3-18.4% แล้วแต่ปี

 

อย่างไรก็ตาม หนังสือชี้ชวนระบุว่าหุ่นยนต์รุ่นหลักของบริษัทได้รับการรับรองจาก FCC ไปแล้วก่อนกฎใหม่จะมีผล จึงยังจำหน่ายในสหรัฐฯ ได้อย่างถูกกฎหมาย แต่รุ่นที่จะออกในอนาคตอาจต้องเผชิญอุปสรรคดังกล่าว

 

ภาพ: Kevin Frayer/Getty Images

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.92 บาท และ 1 หยวน เท่ากับ 4.89 บาท ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง:

The post หุ้น Unitree พุ่ง 460% วันแรก มูลค่าแตะ 1.67 ล้านล้านบาท เปิดศักราช IPO หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายแรกของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปกลยุทธ์ลงทุนครึ่งหลังปี 69 หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น อานิสงส์เม็ดเงิน FDI เงินไหลออก MAG 7 แนะลงทุนหุ้นเทคฯ เอเชีย-เฮลท์แคร์ กระจายความเสี่ยง https://thestandard.co/h2-2026-investment-outlook/ Thu, 20 Aug 2026 02:22:09 +0000 https://thestandard.co/h2-2026-investment-outlook/ ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน

ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้โลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบ […]

The post สรุปกลยุทธ์ลงทุนครึ่งหลังปี 69 หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น อานิสงส์เม็ดเงิน FDI เงินไหลออก MAG 7 แนะลงทุนหุ้นเทคฯ เอเชีย-เฮลท์แคร์ กระจายความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน

ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้โลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งสงครามการค้า สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ทำให้เกิดซัพพลายเชนช็อกไปทั่วโลก จนกระตุ้นเงินเฟ้อให้ปรับสูงขึ้นอีกครั้ง กดดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่ตลาดหุ้นทั้งเอเชียและสหรัฐฯ กลับเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ด้วยแรงขับเคลื่อนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI

 

 

 

คำถามคือในช่วงครึ่งหลังของปี ธีม AI ยังน่าลงทุนอยู่ไหม, หุ้นไทยจบรอบขาขึ้นหรือยัง แล้วตราสารหนี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุนได้แค่ไหน

 

THE STANDARD WEALTH สรุปมุมมองการลงทุนช่วงครึ่งหลังปี 2569 จากงานสัมมนา FETCO x ThaiBMA Investment Forum 2026 Investment in the

 

Storm – ลงทุนให้มั่นคง เมื่อโลกกำลังสั่นไหว

 

หุ้นไทยยังไม่จบรอบขาขึ้น

 

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุน 5 ด้าน

 

  • เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ดี แม้เผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนจากกำไรบริษัทจดทะเบียนโลกที่เติบโตมากที่สุดในรอบ 6 ปี โดยในไตรมาส 2/2569 เติบโตมากกว่า 35% ทำให้ธุรกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก
  • เงินเฟ้อไม่รุนแรง และมีแนวโน้มชะลอลง แม้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์จะผันผวน แต่ผลกระทบของเงินเฟ้อยังจำกัด ทำให้ดอกเบี้ยโลกไม่ต้องปรับขึ้นแรง
  • ไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานโลก ไทยมีทิศทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจใหม่ที่ชัดเจน จากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ประกอบกับเป็นประเทศที่มีความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ทำให้ไทยเป็นจุดหมายการลงทุนที่สำคัญ สะท้อนจากมูลค่าลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.31 ล้านล้านบาท ในช่วง 6 เดือนแรก

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 1

 

  • เศรษฐกิจไทยกำลังวางรากฐานสู่การเติบโตรอบใหม่ แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่สามารถออกจากวังวนเศรษฐกิจโตต่ำ ในช่วง 2570-2571 IMF มองว่า เศรษฐกิจไทยจะเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศของ BOI เริ่มไหลสู่เศรษฐกิจจริง
  • ตลาดหุ้นไทยพื้นฐานดี ทั้งในแง่ของระดับราคา (Valuation) ยังไม่แพง

 

โดยปัจจุบัน P/E อยู่ที่ 15 เท่า และกำไรของบริษัทจดทะเบียนเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวกลับมาอย่างแท้จริง โดยในไตรมาสที่ 1/2569 เติบโต 3.52 แสนล้านบาท ทำให้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทย แทนที่จะปรับลดเหมือนช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าผลประกอบการของธุรกิจในประเทศจะเริ่มฟื้นตัวและทำได้ดีกว่าที่คาดไว้

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 2

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 3

 

แม้ดัชนี SET จะปรับตัวขึ้นมาเยอะตั้งแต่ต้นปี แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีหุ้นถึง 61% ที่ยังคงซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) เนื่องจากการปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมาขับเคลื่อนด้วยหุ้นใหญ่เพียง 30-50 ตัวเท่านั้น

 

ทำให้ช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังเป็น safe haven ของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก เนื่องจากมองว่าเป็นตลาดที่ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Upside) ได้

 

แม้ตลาดหุ้นไทยจะไม่มีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง AI โดยตรง แต่ธุรกิจดั้งเดิม (Old economy) ยังมีความแข็งแกร่งและได้รับอานิสงส์จากการเป็นหนึ่งในซัพพลายโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจมีดังนี้

 

  • กลุ่มสื่อสาร : จะได้รับประโยชน์สูงจากการเติบโตของ AI และการขยายตัวของ Data Center เนื่องจากระบบเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายและการติดต่อสื่อสารเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลออกไปภายนอก ยิ่งเทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้งานแพร่หลายมากขึ้น ธุรกิจสื่อสารยิ่งเป็นที่ต้องการตัวเพิ่มขึ้น
  • กลุ่มโรงไฟฟ้า : ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานและเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสำคัญในระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่จะเติบโตควบคู่กันไป
  • กลุ่มธนาคาร : เป็นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเริ่มเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ (Investment Cycle) ที่เกิดขึ้นในประเทศ ตามมาตรการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของภาครัฐ

 

เงินไหลออก 7 นางฟ้า หุ้นอุตสาหกรรมรับอานิสงส์นโยบายทรัมป์

 

ชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลน. ฟินโนมีนา จำกัด ให้มุมมองว่า ธีม AI ยังลงทุนได้ แต่ต้องเลือกลงทุนในภาพกว้างทั้งอุตสาหกรรม ไม่จำกัดแค่

 

กลุ่มหุ้น semiconductor เพราะมูลค่าแพงเกินไปแล้ว และมี upside จำกัด เนื่องจากตลาดตั้งคำถามกับ Hyperscaler มากขึ้นว่าโมเดลการหารายได้จาก AI ที่ลงทุนไป เปลี่ยนเป็นกำไรและรายได้จริงได้แค่ไหน เช่น META ที่ลงทุน AI แชตบอต แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ตลาดจึงตั้งคำถามว่าบริษัทจะหารายได้อย่างไร นอกจากใช้ AI ยิงแอดโฆษณา

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2568 หุ้น 7 นางฟ้า (Magnificent 7) ไม่ได้เป็นตัวแบกดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง S&P500 และ NASDAQ เพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป แต่กำไรเริ่มกระจายไปยังหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เดิมทีกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่หรือ Hyperscalers มักนำเงินสดไปซื้อหุ้นคืน เพื่อดัน ROE ของตัวเอง

 

ปัจจุบัน Big Tech ได้เปลี่ยนแนวทางนำเงินสดไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI มากขึ้น ทำให้เม็ดเงินไหลไปหล่อเลี้ยงหุ้นกลุ่มชิป, Smart Grid, ระบบทำความเย็น (Cooling System) รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่รับงานก่อสร้าง Data Center ดังนั้นการลงทุนหุ้น Big Tech รายตัว เพื่อหวังกินกำไรยาวๆ มีความเสี่ยงที่จะให้ผลตอบแทน underperform หลังจากนี้

 

ท่ามกลางแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งในระยะข้างหน้า ทำให้ปัจจุบันมูลค่าหุ้นสหรัฐฯ ถูกลง โดยไตรมาส 2/2569 กำไรหุ้นสหรัฐฯ ใน S&P 500 เติบโต 50.7% แข็งแกร่งกว่าคาด เช่นเดียวกับกำไรหุ้นโลกที่เติบโตแซงเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนโดยกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) เช่น ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่โตแรง เพราะหุ้นชิปหน่วยความจำอย่าง samsung และ SK hynix สะท้อนว่า ช่วงครึ่งปีหลัง โอกาสการลงทุนหุ้น AI ไม่ได้จำกัดแค่ตลาดสหรัฐฯ แต่ขยายไปยังตลาดหุ้นในเอเชีย

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 4

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 5

 

นอกจากนี้ การดำเนินนโยบาย Reshoring ของทรัมป์ เพื่อดึงฐานการผลิตห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญกลับสหรัฐฯ จะทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าหุ้นอุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็ก ซึ่งมูลค่ายังถูก เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่ม Big Tech

 

สำหรับคนที่ต้องการลงทุนในธีม AI แต่อยากกระจายความเสี่ยง และลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Healthcare ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะอยู่ในเทรนด์ Longevity ที่เติบโตไปพร้อมกับ AI โดยมีลักษณะผสมระหว่างหุ้นเติบโตกับหุ้น Defensive บางช่วงให้ผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ย S&P500 แต่เติบโตไม่แรงเท่าหุ้น AI ทั้งนี้ เมื่อหุ้นเทคโนโลยีเกิดการปรับฐาน หุ้นกลุ่มนี้จะทำหน้าที่กระจายความเสี่ยง เพราะแทบไม่ได้รับผลกระทบ

 

สำหรับแนวทางการจัดพอร์ตลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 2569 แนะนำถือตราสารหนี้ในสัดส่วน 30-40% ผสมระหว่างพันธบัตรไทยและพันธบัตรสหรัฐฯ กระจายความเสี่ยงด้วยการถือทองคำ 10% ส่วนที่เหลืออีก 50% นำไปลงทุนในหุ้น แบ่งเป็นหุ้นเทคโนโลยี 25-30% ควบคู่กับหุ้นกลุ่ม Healthcare

 

7 เดือนแรก หุ้นกู้ออกใหม่น้อยลง High Yield หดตัว 18%

 

อริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในระยะข้างหน้า คาดว่าบอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี จะทรงตัวอยู่ในกรอบแคบ จากระดับปัจจุบันที่ 2.08% (ข้อมูล ณ 31 ก.ค. 2569) โดยจะผันผวนน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี หากสถานการณ์สงครามอิหร่านไม่ได้ยกระดับความรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ

 

ส่วนบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ คาดว่า จะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ผันผวนอย่างต่อเนื่องจากระดับปัจจุบันที่ 4.75% (ข้อมูล ณ 31 ก.ค. 2569) จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ทิศทางดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ทั้งนี้ตลาดคาดว่า FED จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ทำให้ดอกเบี้ยอาจทรงตัวสูงนานต่อเนื่อง

 

สำหรับภาพรวมสถานการณ์หุ้นกู้ 7 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า มียอดออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ 4.48 แสนล้านบาท โดยยอดออกหุ้นกู้ใหม่ยังน้อยกว่าหุ้นกู้ที่ครบกำหนด เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่และธนาคารมีทางเลือกอื่นในการระดมเงิน เช่น กลุ่มธนาคารที่มีสภาพคล่องส่วนเกินจึงไม่จำเป็นต้องออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนชุดเดิม ในขณะที่บริษัทใหญ่บางแห่งเลือกขอสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษจากธนาคารแทน ในช่วงครึ่งปีแรกที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยมีความผันผวน

 

ทั้งนี้ ยอดการออกหุ้นกู้กลุ่ม Investment Grade เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตสูง (AAA, AA และ A) ยังคงขายได้ 100% ตามเป้าหมายที่ต้องการ และกลุ่ม BBB ก็แทบไม่มีปัญหาในการเสนอขาย ในขณะที่กลุ่ม High Yield ลดลงถึง 18% สะท้อนว่านักลงทุนมีความระมัดระวังในหุ้นกู้ และหันมาเลือกลงทุนเป็นรายบริษัทมากขึ้น

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 6

 

เมื่อพิจารณาสถานะการเงิน พบว่า บริษัทใหญ่ 10 อันดับแรกที่ออกหุ้นกู้เยอะที่สุด มีอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio – ICR) สูงกว่า 3 เท่าเกือบทุกบริษัท และมีอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ต่ำกว่า 2 เท่า สะท้อนผลกำไรที่เพียงพอในการจ่ายภาระดอกเบี้ย

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 7

 

ด้านสถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้ พบว่า สภาพคล่องของบริษัทไทยตึงตัวอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน ในภาพรวมยอดหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ค่อนข้างคงที่ เนื่องจากกระบวนการฟ้องร้องทางกฎหมายต้องใช้เวลา โดยหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้กระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรมไม่จำกัดแค่ภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น ภาคก่อสร้าง พลังงาน และท่องเที่ยว

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 8

 

ทั้งนี้ บริษัทที่ออกหุ้นกู้แล้วขอปรับโครงสร้างหนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเป็นกลุ่มที่ต้องจับตาต่อไป เพราะหากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น และยังไม่สามารถจัดการปัญหาขาดสภาพคล่องได้ ก็มีโอกาสที่หุ้นกู้กลุ่มนี้จะกลับมาผิดนัดชำระหนี้ได้ ดังนั้นในระยะข้างหน้า คาดว่าจะไม่เห็นผู้ผิดนัดชำระหนี้รายใหม่ แต่จะเป็นรายเดิมที่ขอยืดระยะเวลาจ่ายหนี้ แล้วไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ตามเงื่อนไขได้

 

ภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

The post สรุปกลยุทธ์ลงทุนครึ่งหลังปี 69 หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น อานิสงส์เม็ดเงิน FDI เงินไหลออก MAG 7 แนะลงทุนหุ้นเทคฯ เอเชีย-เฮลท์แคร์ กระจายความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน เยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ดันสัมพันธ์สู่ ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์’ พา 14 บิ๊กเอกชนไทยขยายลงทุน https://thestandard.co/anutin-australia-newzealand-strategic-investment/ Mon, 17 Aug 2026 03:35:43 +0000 https://thestandard.co/anutin-australia-newzealand-strategic-investment/ อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเดินและโบกมือที่สนามบิน ก่อนเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

วันนี้ (17 สิงหาคม) เวลา 09.00 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายก […]

The post อนุทิน เยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ดันสัมพันธ์สู่ ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์’ พา 14 บิ๊กเอกชนไทยขยายลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเดินและโบกมือที่สนามบิน ก่อนเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

วันนี้ (17 สิงหาคม) เวลา 09.00 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานกองบิน 6 ดอนเมือง (บน.6) ไปยังนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อเยือนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 17-20 สิงหาคม 2569 ก่อนเดินทางต่อไปยังนครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ระหว่างวันที่ 20-22 สิงหาคม 2569 เพื่อสานต่อความสัมพันธ์และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุน

 

นายกรัฐมนตรีและคณะมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติซิดนีย์ คิงส์ฟอร์ด สมิธ ในเวลาประมาณ 21.05 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง

 

สำหรับคณะทางการที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้ ประกอบด้วย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

 

การเยือนออสเตรเลียครั้งนี้ถือเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 14 ปี ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยมีเป้าหมายเพื่อต่อยอดความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และเตรียมความพร้อมสู่การเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ออสเตรเลีย ในปี 2570

 

นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางไปยังนครซิดนีย์และกรุงแคนเบอร์รา เพื่อหารือทวิภาคีกับแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย พร้อมร่วมลงนามความตกลงและแถลงข่าวร่วมกัน รวมถึงเข้าเยี่ยมคารวะ Sam Mostyn ผู้สำเร็จราชการแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย ผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ และหารือกับหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน

 

นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ทั้งการกล่าวปาฐกถาที่ Lowy Institute พบผู้บริหารและเยี่ยมชมบริษัท Canva รวมถึงเยี่ยมชมองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (CSIRO) ตลอดจนพบปะชุมชนไทยใน Thai Town และเยี่ยมชมวัดธัมมธโร

 

ประเด็นที่ไทยจะผลักดันในการหารือครอบคลุมด้านการเมือง ความมั่นคง กลาโหม การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน พลังงาน ดิจิทัล และนวัตกรรม

 

จากนั้น ระหว่างวันที่ 20-22 สิงหาคม 2569 นายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปยังนครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 13 ปี เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-นิวซีแลนด์ โดยจะมีการลงนามปฏิญญาร่วมเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

 

นายกรัฐมนตรีจะได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการตามประเพณีเมารี ก่อนหารือทวิภาคีกับคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ และเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU)

 

ไทยเตรียมผลักดันการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการร่วมฯ ไทย-นิวซีแลนด์ ค.ศ. 2026-2030 การค้าและการลงทุน การปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติด ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการผลักดันให้กลับมาเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์ นอกจากนี้ มีกำหนดเยี่ยมชมบริษัท NZAero เพื่อดูงานด้านเครื่องบินเล็ก

 

ดึง 14 บริษัทไทยร่วมขยายการค้า-ลงทุน

 

การเยือนทั้งสองประเทศครั้งนี้ รัฐบาลนำคณะภาคเอกชนชั้นนำของไทย 14 บริษัท ร่วมเดินทางไปด้วย อาทิ ไทยเบฟเวอเรจ, กัลฟ์, Minor Group, บี.กริม เพาเวอร์, กลุ่มมิตรผล, บ้านปู, ปตท., กลุ่มเซ็นทรัล, CPF และ SCG

 

ภาคเอกชนไทยจะเข้าร่วมกิจกรรม Business Networking ที่ออสเตรเลีย รวมถึง Business Breakfast และ Working Lunch กับภาคเอกชนนิวซีแลนด์ เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจและขยายโอกาสด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

The post อนุทิน เยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ดันสัมพันธ์สู่ ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์’ พา 14 บิ๊กเอกชนไทยขยายลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก Leverage กู้เงินมาลงทุน คุ้มค่าจริงหรือเสี่ยงพอร์ตแตก? https://thestandard.co/leverage-invest-risk/ Sun, 16 Aug 2026 08:42:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1242625 ภาพกราฟตลาดหุ้นและตัวเลขการลงทุน สื่อถึงความเสี่ยงของ Leverage

ในโลกของการลงทุน เรามักถูกสอนว่า ‘ให้เงินทำงาน’ แต่สำหร […]

The post เจาะลึก Leverage กู้เงินมาลงทุน คุ้มค่าจริงหรือเสี่ยงพอร์ตแตก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟตลาดหุ้นและตัวเลขการลงทุน สื่อถึงความเสี่ยงของ Leverage

ในโลกของการลงทุน เรามักถูกสอนว่า ‘ให้เงินทำงาน’ แต่สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเร่งสปีดความมั่งคั่งและอยากให้เงินทำงานหนักขึ้นไปอีก ‘การกู้ยืมเงินมาลงทุน’ หรือ Leverage จึงกลายเป็นเครื่องมือยอดฮิตที่ช่วยสร้างผลกำไรได้อย่างมหาศาลในชั่วข้ามคืน

 

 

อย่างไรก็ตาม ดาบย่อมมีสองคมเสมอ เมื่อไม่นานมานี้ เราได้เห็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก เมื่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้เกิดเหตุการณ์ดิ่งพสุธาอย่างรุนแรง ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากต้อง ‘สิ้นเนื้อประดาตัว’ แบบตั้งตัวไม่ติด สาเหตุหลักไม่ได้มาจากแค่การที่หุ้นตกหนักเท่านั้น แต่ความพินาศส่วนใหญ่เกิดจากการที่พวกเขาใช้ Leverage จนถูก ‘บังคับขาย’ ล้างพอร์ตจนเกลี้ยง

 

คำถามที่ตามมาคือ สรุปแล้ว Leverage มันทำงานอย่างไร? การกู้มาลงทุนเหมาะสมหรือไม่? และเครื่องมือนี้เป็น ‘ตัวร้าย’ ในโลกการลงทุนจริงๆ หรือเปล่า?

 

Leverage ทำงานอย่างไร?

 

Leverage หรือ อัตราทด ก็คือการยืมเงินหรือนำเงินทุนของบุคคลอื่น (เช่น โบรกเกอร์) มาใช้เพื่อเพิ่ม ‘อำนาจซื้อ’ ในการลงทุนของตนเอง ทำให้เราสามารถครอบครองสินทรัพย์ในมูลค่าที่สูงกว่าเงินทุนจริงที่เรามีอยู่ เหมือนในทางฟิสิกส์ที่ ‘คานงัด’ ช่วยให้เราออกแรงเพียงนิดเดียวแต่สามารถยกของหนักๆ ได้

 

ตัวอย่างเช่น หากเรามีเงิน 100,000 บาท ซื้อหุ้นปกติ ถ้าหุ้นขึ้น 10% จะได้กำไร 10,000 บาท แต่ถ้าใช้ Leverage ในอัตราทด 1:10 หมายความว่าเงิน 100,000 บาทของเรา จะมีอำนาจซื้อขยายตัวกลายเป็น 1,000,000 บาท ทันที หากหุ้นตัวนั้นขึ้น 10% เท่าเดิม จะได้กำไร 100,000 บาท (ซึ่งคิดเป็น 100% ของเงินต้นที่เรามี)

 

หากนักลงทุนต้องการใช้งาน Leverage สามารถทำได้ผ่านหลายช่องทางในตลาดการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการเปิด บัญชีมาร์จิ้น (Margin Account) กับบริษัทหลักทรัพย์เพื่อกู้ยืมเงินมาซื้อหุ้น หรือการเทรดในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ตลอดจนการเทรดในตลาดคริปโทเคอร์เรนซีและฟอเร็กซ์ (Forex)

 

แต่แน่นอนว่า ไม่มีใครให้เรายืมเงินฟรีๆ การจะใช้ Leverage ได้ มักจะต้องมีสิ่งมาคู่กันคือ Margin (เงินวางค้ำประกัน) ไปวางไว้กับโบรกเกอร์เสียก่อน และโบรกเกอร์เองก็มีกลไกในการป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องมาแบกรับหนี้เสียหากนักลงทุนขาดทุน กลไกนั้นเรียกว่า Force Sell (การบังคับขาย) ซึ่งจะทำงานทันทีเมื่อผลขาดทุนของเราเริ่มกินเงินวางค้ำประกันจนถึงขีดอันตราย

 

เหรียญอีกด้าน เมื่อขาดทุนมหาศาลจนเกิดการ Force Sell

 

หาก Leverage คือคานงัดที่ขยายผลกำไร มันก็ขยาย ‘ผลขาดทุน’ ในอัตราส่วนที่เท่ากันอย่างโหดร้าย นี่คือจุดที่ทำให้มันกลายเป็นฝันร้ายของใครหลายคน

 

ลองย้อนกลับไปดูบทเรียนของ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ที่ปรับตัวร่วงลงอย่างรุนแรงในวันเดียว ดัชนี KOSPI ร่วงลงอย่างหนักถึง 12.06% เกิดอะไรขึ้นกับนักลงทุนจนถึงขั้นหมดตัว?

 

  • ตลาดเกิดการเทขายอย่างหนัก: ราคาหุ้นร่วงลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ในพอร์ตของนักลงทุนที่กู้ยืมเงินมา (ใช้ Leverage) หดตัวลงอย่างน่าใจหาย
  • Margin Call (การเรียกหลักประกันเพิ่ม): เมื่อมูลค่าพอร์ตลดลงจนแตะระดับรักษาสภาพ (Maintenance Margin) โบรกเกอร์จะส่งสัญญาณเตือนให้นักลงทุนรีบนำ ‘เงินสด’ มาเติมเข้าพอร์ต เพื่อรักษาสัดส่วนหลักประกันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย
  • Force Sell: ในภาวะวิกฤตที่หุ้นตกหนักและรวดเร็ว นักลงทุนส่วนใหญ่หาเงินมาเติมไม่ทัน (หรือบางคนไม่มีเงินเหลือแล้ว) เมื่อมูลค่าหลักประกันลดลงจนถึงขีดสุดที่โบรกเกอร์กำหนด ระบบจะทำการ ‘บังคับขายสินทรัพย์ในพอร์ตทิ้งทุกราคา’ ทันที เพื่อนำเงินสดมาคืนโบรกเกอร์

 

ความน่ากลัวที่สุดคือ เมื่อคนจำนวนมากถูก Force Sell พร้อมๆ กัน มันจะกลายเป็นแรงเทขายมหาศาลที่สาดเข้าไปในตลาด กดทับให้ราคาหุ้นร่วงหนักลงไปอีก นักลงทุนชาวเกาหลีใต้หลายคนต้องเห็นพอร์ตของตัวเองถูกขายทิ้งไปในจุดที่ราคาตกต่ำที่สุด เงินต้นที่ลงไปหายวับไปกับตา ซ้ำร้ายบางรายเมื่อขายล้างพอร์ตแล้วเงินยังไม่พอใช้หนี้โบรกเกอร์ กลายเป็นหนี้สินติดตัวตามมาอีกต่างหาก

 

เพื่อให้เห็นภาพความเสียหายชัดเจนขึ้น สมมติว่าเรามีเงินต้น 500,000 บาท กู้โบรกเกอร์มาอีก 500,000 บาท เพื่อซื้อหุ้นมูลค่า 1,000,000 บาท แต่คราวนี้ตลาดหุ้นร่วงลง 30% มูลค่าหุ้น 1,000,000 บาท จะลดลงเหลือเพียง 700,000 บาท หนี้ที่เราติดโบรกเกอร์ยังคงเป็น 500,000 บาทเท่าเดิม

 

นั่นหมายความว่า ส่วนที่เป็นเงินต้นของเรา จะเหลือเพียง 200,000 บาทเท่านั้น เท่ากับว่าขาดทุนไป 300,000 บาท หรือคิดเป็น 60% ของเงินต้นไปแล้ว!

 

ประโยชน์ของ Leverage และใครที่เหมาะจะใช้มัน?

 

แม้จะฟังดูมีเงื่อนไขผูกมัด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า Leverage มีประโยชน์อย่างมากหากตกอยู่ในมือของคนที่ใช้เป็น

 

  • การใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ: เราไม่จำเป็นต้องนำเงินก้อนใหญ่ทั้งหมดไปจมไว้กับสินทรัพย์เดียว ทำให้มีสภาพคล่องเหลือไปหมุนเวียน หรือใช้กระจายความเสี่ยงในการลงทุนรูปแบบอื่นๆ ได้
  • เพิ่มโอกาสทำกำไรในตลาดที่เคลื่อนไหวน้อย: สินทรัพย์บางประเภทราคามีการขยับตัวต่ำมาก (เช่น เพียง 1-2%) ซึ่งหากใช้เงินสดซื้อปกติแทบจะไม่เห็นน้ำเห็นเนื้อ แต่เมื่อมีอัตราทดเข้าไป จะทำให้ส่วนต่างกำไรนั้นใหญ่พอที่จะคุ้มค่าต่อการลงทุน

 

เครื่องมือนี้จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับ นักลงทุนที่มีประสบการณ์ มีความรู้ความเข้าใจในกลไกความผันผวนของตลาด มีวินัยสูง และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีกลยุทธ์การจำกัดความเสี่ยงและการตั้งจุดตัดขาดทุนที่เด็ดขาด

 

High Risk, High Return ใครที่ไม่ควรใช้ Leverage

 

ด้วยธรรมชาติที่เป็นดาบสองคมขนาดใหญ่ กลุ่มคนที่ ‘ยังไม่ควรแตะต้อง Leverage อย่างเด็ดขาด’ คือ นักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่เข้าใจวัฏจักรของตลาด คนที่ทนรับความกดดันทางอารมณ์ไม่ได้ (เพราะพอร์ตจะสวิงขึ้นลงรุนแรงกว่าปกติหลายเท่า) รวมถึงคนที่นำ ‘เงินร้อน’ หรือเงินที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันมาลงทุน

 

แต่หากเราอยากใช้เครื่องมือนี้ ต้องเช็กว่ามีความพร้อมเหล่านี้หรือยัง

 

  • เข้าใจกฎเกณฑ์อย่างถ่องแท้: ต้องรู้เงื่อนไขของโบรกเกอร์ ว่าระดับ Margin Call และ Force Sell อยู่ที่ตัวเลขเท่าไหร่
  • การบริหารหน้าตัก: ไม่ควรใช้ Leverage เต็มเพดานสูงสุดที่โบรกเกอร์ให้มา ควรเผื่อพื้นที่ (Buffer) ให้ราคาแกว่งตัวได้บ้างโดยไม่กระทบถึงขั้นโดนเรียกเงินเพิ่ม
  • มีแผนสำรองที่ชัดเจน: ต้องรู้ว่าถ้าผิดทาง จะยอมตัดขาดทุนที่จุดไหน และมีเงินสำรองพร้อมเติมหรือไม่ในกรณีที่ตลาดเกิดความผันผวนระยะสั้น

 

สิ่งที่เป็นตลกร้ายและเจ็บปวดที่สุดในกรณีตลาดหุ้นเกาหลีใต้ คือ ในวันต่อมา ตลาดหุ้นสามารถดีดตัวแรงกลับมาเป็นบวก ดัชนี KOSPI พุ่งกลับขึ้นมา 9.63% ภายในวันเดียว

 

ทว่า นักลงทุนที่ถูกบังคับขายไปเมื่อวานนี้ ได้ถูกระบบกวาดออกจากตลาดไปเรียบร้อยแล้ว พวกเขาหมดตัวและไม่มีโอกาสแม้แต่จะถือหุ้นเพื่อรอให้ราคากลับมาคืนทุน เพราะสินทรัพย์ถูกบังคับขายทิ้งไปหมดแล้วในจุดที่ต่ำที่สุดของวิกฤต

 

ท้ายที่สุดแล้ว Leverage ไม่ใช่เครื่องมือที่ชั่วร้าย มันเป็นเพียงเครื่องขยายผลลัพธ์จากการตัดสินใจของเรามากขึ้นเท่านั้น การจะใช้เครื่องมือนี้ให้มีประสิทธิภาพ จึงต้องเริ่มต้นจากการ ‘เข้าใจและเคารพในความเสี่ยง’ ของมันให้มากที่สุด ไม่ใช่แค่การจินตนาการถึงตัวเลขกำไรเวลาตลาดเป็นใจเพียงอย่างเดียว เพราะในโลกของการลงทุน วันที่ขาดทุนมีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกคนเสมอ

 

ภาพ: Prostock-studio / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เจาะลึก Leverage กู้เงินมาลงทุน คุ้มค่าจริงหรือเสี่ยงพอร์ตแตก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดใช้ Stablecoin พุ่งทั่วโลก Binance แนะไทยเร่งผลักดัน ขณะที่ ธปท.-ก.ล.ต. กำลังจะคุมเข้ม https://thestandard.co/stablecoin-thailand-binance-regulation/ Thu, 13 Aug 2026 11:59:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1241630 ภาพ Richard Teng ซีอีโอ Binance คู่กับเหรียญ Stablecoin USDT พร้อมข้อความแสดงมูลค่าการใช้ที่พุ่งสูงขึ้น

Richard Teng ซีอีโอ Binance ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลา […]

The post ยอดใช้ Stablecoin พุ่งทั่วโลก Binance แนะไทยเร่งผลักดัน ขณะที่ ธปท.-ก.ล.ต. กำลังจะคุมเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Richard Teng ซีอีโอ Binance คู่กับเหรียญ Stablecoin USDT พร้อมข้อความแสดงมูลค่าการใช้ที่พุ่งสูงขึ้น

Richard Teng ซีอีโอ Binance ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัล หากเร่งผลักดันนโยบาย stablecoin และ tokenization แต่ในทางกลับกัน ก.ล.ต. และ ธปท. กำลังเดินหน้าออกเกณฑ์คุมเข้มธุรกรรม stablecoin ด้วยความกังวลเรื่องการฟอกเงินและการเลี่ยงระบบโอนเงินข้ามพรมแดน

 

ข้อมูลจาก Visa Onchain Analytics สะท้อนว่ามูลค่าธุรกรรมการใช้ stablecoin พุ่งทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 37 ล้านล้านบาท ในช่วง 30 วันล่าสุด ขณะที่ธุรกรรม stablecoin ขนาด retail ซึ่งเป็นตัวแทนการใช้งานของคนทั่วไป มีมูลค่าราว 7.2 พันล้านดอลลาร์ในรอบ 30 วันล่าสุด สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทจากที่พักเงินของนักเทรด ไปสู่เงินที่ใช้จ่ายจริงมากขึ้น

 

ด้าน Mercuryo เผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2026 ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ธุรกรรมแลกเปลี่ยนกลับเป็นเงินสกุลท้องถิ่น (off-ramp) บนแพลตฟอร์มที่เป็น USDC และ USDT มีสัดส่วน 57% ของธุรกรรมทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 25% ในปีก่อนหน้า ขณะที่สัดส่วนต่อมูลค่ารวมเพิ่มจาก 30% เป็น 56%

 

ที่โดดเด่นกว่านั้นคือจำนวนธุรกรรม off-ramp ของ stablecoin เพิ่มขึ้น 446% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่นเพิ่มขึ้นเพียง 38% และราว 80% ของการเติบโตทั้งหมดมาจาก stablecoin

 

Arthur Firstov ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจของ Mercuryo ระบุว่าการรับเงินเดือนเป็นคริปโทกำลังเคลื่อนจากขอบไปสู่กระแสหลัก โดยให้เหตุผลว่าสำหรับแรงงานในประเทศที่เงินเฟ้อสูง การรับเงินเดือนเป็น stablecoin ช่วยรักษาอำนาจซื้อ ขณะที่บางส่วนใช้เพื่อการโอนเงินกลับประเทศด้วยต้นทุนต่ำ

 

สอดคล้องกับรายงาน Crypto Payroll ปี 2025 ของ Rise ที่พบว่า 25% ของธุรกิจใช้คริปโทในการจ่ายเงินเดือนแล้ว โดย Rise ระบุว่าประมวลผลเงินเดือนไปกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ และมากกว่าครึ่งของการถอนเงินของแรงงานเกิดขึ้นในรูป stablecoin ครอบคลุมกว่า 190 ประเทศ

 

ความต้องการกระจุกตัวเป็นพิเศษในตลาดที่ค่าเงินไม่มีเสถียรภาพหรือมีต้นทุนการโอนเงินสูง โดยข้อมูล Chainalysis ที่ถูกอ้างในรายงานปี 2026 ของ Rise ระบุว่าบราซิลประเทศเดียวรับมูลค่าคริปโทราว 3.188 แสนล้านดอลลาร์ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2024 ถึงมิถุนายน 2025 โดยราว 90% เชื่อมโยงกับ stablecoin

 

Binance ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ในบริบทนี้เอง Richard Teng ซีอีโอร่วม (Co-CEO) ของ Binance กล่าวว่า สินทรัพย์ดิจิทัลได้เปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์เฉพาะกลุ่มไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระดับโลกแล้ว โดยปีนี้เห็นการบรรจบกันระหว่างการเงินดั้งเดิมกับโลกคริปโทอย่างชัดเจน

 

Teng ระบุว่าภายหลังสหรัฐฯ มีความชัดเจนทางกฎหมายเรื่อง stablecoin ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และ stablecoin ได้กลายเป็นเครื่องมือโอนเงินข้ามประเทศที่รวดเร็วในระดับทันที ด้วยต้นทุนเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับระบบธนาคารตัวแทน

 

สำหรับประเทศไทย Teng ประเมินว่าผู้กำกับดูแลไทยมีวิสัยทัศน์และออกเกณฑ์ที่ชัดเจน ซึ่งช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นและการคุ้มครองผู้ใช้ พร้อมระบุว่าไทยมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัล หากภาครัฐเร่งผลักดันนโยบายด้านนวัตกรรม stablecoin การทำ tokenization และสิทธิประโยชน์ทางภาษี

 

อย่างไรก็ตาม Teng ยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดสำคัญ คือปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่อนุญาตให้ใช้ stablecoin สกุลเงินต่างประเทศอย่าง USDT หรือ USDC ในการชำระค่าสินค้าและบริการทั่วไป ซึ่งทีมงานอยู่ระหว่างประสานงานหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

หน่วยงานกำกับไทยอาจคุมเข้ม stablecoin มากขึ้น

 

ทว่าทิศทางของหน่วยงานกำกับดูแลไทยในเวลานี้ดูจะสวนทางกับข้อเสนอดังกล่าว

 

ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประชุมหารือกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อวางกรอบการกำกับดูแลธุรกรรม stablecoin ท่ามกลางความกังวลว่าสินทรัพย์ดิจิทัลอาจถูกใช้ในการฟอกเงิน ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเลี่ยงการควบคุมการโอนเงินข้ามพรมแดน

 

ตามรายงาน ก.ล.ต. คาดว่าจะออกหลักเกณฑ์ภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยกำหนดให้เริ่มบังคับใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2027 ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การกำกับดูแลที่ครอบคลุมมากขึ้น ตามการใช้งาน stablecoin ที่แพร่หลายขึ้นในระบบการเงินไทย

 

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังปริมาณธุรกรรมของ stablecoin รายใหญ่อย่าง USDT และ USDC ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนผู้กำกับดูแลเห็นความจำเป็นต้องพิจารณามาตรการป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดเพิ่มเติม

 

ก่อนหน้านี้ ธปท. และ ก.ล.ต. ได้เริ่มตรวจสอบร่วมกันในธุรกรรม USDT มูลค่าสูง โดยมีรายงานว่าพบผู้ขาย USDT บนแพลตฟอร์มในไทยราว 40% เป็นชาวต่างชาติที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศ ซึ่งตามหลักเกณฑ์แล้วไม่ควรทำธุรกรรมในไทย

 

ขณะเดียวกัน ธปท. ยังเตรียมใช้มาตรการต่อต้านการฟอกเงินชุดใหม่ในไตรมาส 4 ปี 2026 ซึ่งกำหนดให้ผู้ฝากเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต้องแสดงหลักฐานที่มาของเงิน โดยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเศรษฐกิจนอกระบบที่ครอบคลุมทั้งเงินสด การค้าทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ไทยเลือกทาง ‘เปิดหน้าบ้าน ปิดหลังบ้าน’?

 

อย่างไรก็ดี การตีความว่าไทยกำลัง ‘ต่อต้าน’ stablecoin คงไม่ถูกต้องนัก เพราะในเวลาเดียวกัน ธปท. ก็กำลังเดินหน้าสร้าง stablecoin ของตัวเอง

 

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ระบุเมื่อปลายเดือนมิถุนายนว่า การศึกษาออกแบบ stablecoin ที่หนุนหลังด้วยเงินบาทอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะภายในสิ้นปี 2026 และคาดว่าจะประกาศหลักเกณฑ์อย่างเป็นทางการภายในปี 2026 หรือต้นปี 2027

 

กรอบเบื้องต้นกำหนดให้ stablecoin ดังกล่าวต้องหนุนหลังด้วยเงินบาทเต็มจำนวนในอัตรา 1:1 โดยเก็บสินทรัพย์สำรองในบัญชีแยกที่สถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต ผู้ถือเหรียญมีสิทธิ์ไถ่ถอนเป็นเงินบาทได้ตลอดเวลา และสินทรัพย์สำรองจะถูกคุ้มครองไม่ให้นำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น

 

ที่สำคัญคือ ธปท. วางแผนทดสอบในแซนด์บ็อกซ์โดยจำกัดการใช้งานเฉพาะการชำระดุลระหว่างธนาคารพาณิชย์ก่อน แล้วจึงค่อยประเมินผลก่อนขยายสู่การค้าปลีก โดยเน้นย้ำว่าออกแบบเพื่อประสิทธิภาพการชำระเงินและการชำระดุล ไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร

 

พร้อมกันนี้ ธปท. ยังเข้มงวดกับการชำระเงินข้ามพรมแดนที่ไม่ผ่านระบบ โดยกำหนดให้การชำระเงินผ่าน QR code ส่วนบุคคลในไทยต้องทำเป็นเงินบาทเท่านั้น และระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ถึงพฤษภาคม 2026 ได้ระงับบัญชีที่เชื่อมโยงกับการโอนเงินหยวนแบบ P2P ไปแล้วราว 5,000 บัญชี

 

ภาพ: lilgrapher/ Shutterstock

The post ยอดใช้ Stablecoin พุ่งทั่วโลก Binance แนะไทยเร่งผลักดัน ขณะที่ ธปท.-ก.ล.ต. กำลังจะคุมเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สู้ดอกเบี้ยสูงไปกับหุ้นสหรัฐฯ: ทำไม Wall Street ยังน่าลงทุนกว่าที่คิด? https://thestandard.co/wall-street-investment-high-interest/ Sat, 08 Aug 2026 03:31:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1239673 ภาพกราฟหุ้น S&P 500 และ Nasdaq ที่ปรับตัวขึ้นพร้อมตึกสูงในย่าน Wall Street

เหนือคาดจริงๆ เมื่อตลาดหุ้น Wall Street ยังทำจุดสูงสุดใ […]

The post สู้ดอกเบี้ยสูงไปกับหุ้นสหรัฐฯ: ทำไม Wall Street ยังน่าลงทุนกว่าที่คิด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟหุ้น S&P 500 และ Nasdaq ที่ปรับตัวขึ้นพร้อมตึกสูงในย่าน Wall Street

เหนือคาดจริงๆ เมื่อตลาดหุ้น Wall Street ยังทำจุดสูงสุดใหม่ได้ในกลางปีนี้ ​ทั้งๆ ที่แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังสูง ค่าเงินเยนผันผวนกำลังป่วนโลก ตลาดฝั่งเอเชียกำลังเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ตลาดส่งสัญญาณอะไรกันแน่…

 

 

 

นักลงทุนหลายกลุ่มอาจจะตั้งหลักไม่ทันกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง S&P 500 และ Nasdaq ที่เหมือนจะหลับแต่กลับตื่นมาได้แบบดื้อๆ ซะงั้น แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าได้แรงส่งหลักๆ ของผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ผ่านมาของบริษัทในตลาดที่ออกมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่การที่ตลาดเพิ่งร่วงแรงเมื่อ 1-2 เดือนก่อน จู่ๆ ก็พลิกฟื้นกลับมาทำ All Time High ได้ ต้องไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขกำไรไตรมาสนี้เท่านั้นแล้ว

 

ตลาดหุ้นฝั่งเอเชียกำลังร่วงหนัก แต่ Wall Street สวนทางกลับมา ผมเชื่อว่าน่าจะมีคนตกรถไฟเที่ยวนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังจะวางเกมลงทุนอย่างไรดี เพื่อจำกัดความเสี่ยงให้พอร์ตลงทุนยังสามารถเติบโตในระยะยาว

 

นับถอยหลัง ‘Yen Carry Trade’ เงินทุนทั่วโลกเปลี่ยนทิศ

 

ความขมุกขมัวหรืออึมครึมของตลาดการเงินโลกในช่วงนี้กำลังตึงเครียดจากประเด็นร้อนอย่าง ‘Yen Carry Trade’ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเทขายสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งหุ้นและพันธบัตร เพื่อนำเงินกลับไปคืนที่ญี่ปุ่น หลังจากที่ญี่ปุ่นร่วมมือกับสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงค่าเงินเยน นักลงทุนจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

 

ในเดือนสิงหาคม ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาใหญ่และหนักหน่วงยิ่งขึ้นเมื่อ ‘เงินเยน’ ร่วงหนักแตะ 164 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าสุดในรอบ 140 ปี เป็นที่มาให้ ‘รัฐบาลสหรัฐฯ’ สั่งซื้อเงินเยนโดยตรงจากรัฐบาลญี่ปุ่นสูงถึง 5,000-10,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านสถาบันการเงินใหญ่อย่าง Morgan Stanley และ Goldman Sachs ดันให้ค่าเงินเยนเด้งแข็งค่าขึ้นทันทีอยู่ที่ระดับ 157.30 เยน/ดอลลาร์

 

บลูมเบิร์กระบุว่า โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงของการ ‘กู้ในกู้ซ้อนอีกที’ เมื่อกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สนับสนุนให้ญี่ปุ่นใช้โครงการ Foreign and International Monetary Authorities (FIMA) Repo Facility ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพื่อช่วยพยุงค่าเงินเยน และช่วยลดแรงกดดันและปกป้องตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากที่สุด เรียกได้ว่าเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่สุด

 

กลไกการทำงานของ FIMA Repo จะช่วยให้ธนาคารกลางต่างประเทศสามารถนำพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ถือครองอยู่มาเป็นหลักประกัน เพื่อแลกกับเงินดอลลาร์ โดยไม่ต้องขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกไปในตลาดรอง

 

วิธีนี้ทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) สามารถหาเงินดอลลาร์มาแทรกแซงเพื่อเพิ่มความต้องการเงินเยนได้โดยไม่ต้องเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกมาตรงๆ จึงช่วยจำกัดความผันผวนของค่าเงินและยังเรียกความเชื่อมั่นในนโยบายการเงินของญี่ปุ่น ขณะเดียวกันก็ช่วยลดแรงกดดันต่อราคาบอนด์สหรัฐฯ ด้วย

 

เหตุผลสำคัญที่ทำให้การอ่อนค่าของเยนในรอบนี้ไม่ใช่เพียงแรงเก็งกำไรระยะสั้น แต่สะท้อนโครงสร้างของนโยบายการเงินที่แตกต่างกันระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ เพราะดอกเบี้ยญี่ปุ่นเดินคนละทางกับโลก หลังจากญี่ปุ่นติดกับดักเศรษฐกิจฝืดมาหลายทศวรรษ ‘Lost Decade’ และใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ (ติดลบ) อย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้ญี่ปุ่นเป็นแหล่งเงินทุนที่ถูกที่สุด

 

นักลงทุนทั่วโลกจึงกู้เงินเยนไปลงทุนสินทรัพย์สกุลดอลลาร์และกระจายไปยังประเทศต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ทำให้เกิด Yen Carry Trade ที่ฝังรากอยู่ในตลาดลงทุนทั่วโลกทุกวันนี้ เพราะตราบใดที่เงินเยนอ่อนค่า นักลงทุนจะได้กำไรทั้งจากส่วนต่างดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน แต่หากวันหนึ่งเยนกลับมาแข็งค่า นักลงทุนจะต้องรีบซื้อเยนกลับไปคืนหนี้ นี่คือสิ่งที่อาจจะกำลังเกิดขึ้น

 

เพราะปัจจุบัน BOJ พยายามที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายกลับสู่ระดับปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตอนนี้อยู่ที่ 0.1 – 0.25% ส่วนสหรัฐฯ ปรับขึ้นดอกเบี้ยสูงสุดในรอบหลายปีและวันนี้ทรงตัวระดับสูงอยู่ที่ 5.25 – 5.50% ล่าสุดตลาดคาดการณ์ Fed มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยลง ยิ่งเพิ่มความผันผวนให้ตลาดมากขึ้น

 

ฉะนั้น ยิ่ง Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งสูงกว่า Bond Yield ญี่ปุ่นมากเท่าไหร่ ก็ทำให้เงินยิ่งไหลเข้าสหรัฐฯ และเงินเยนก็อ่อนค่าลงไปอีก

 

ทุกครั้งที่โลกเกิดกระแสญี่ปุ่นดึงเงินกลับ ตลาดการเงินทั่วโลกจะปั่นป่วนตามๆ กัน เพราะจะเป็นวันที่นักลงทุนทั่วโลกพร้อมใจกัน ‘คืนเงินเยน’ ด้วยการเทขายพันธบัตร หุ้น หรือค่าเงินของประเทศที่ดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อปิดสถานะ หรือ Unwind Carry Trade และคืนเงินกู้สกุลเยน

 

ช่วงนี้ตลาดเอเชียและสินทรัพย์เสี่ยงที่พึ่งพาเงินทุนต่างชาติจะถูกเทขายก่อน จึงเห็นตลาดหลายแห่งปรับตัวลงแรงกว่าสหรัฐฯ ขณะที่การแทรกแซงเงินเยนเพียงอย่างเดียวมักมีผลจำกัดและได้ผลแค่ระยะสั้น หากปัจจัยพื้นฐานด้านดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศนี้ยังมีส่วนต่างกันมากอยู่

 

และนี่คือคำตอบว่า ทำไมการตอบสนองของตลาดจึงออกมาต่างกัน เพราะตลาดเอเชียได้รับผลกระทบจากกระแสเงินทุน ส่วนตลาดสหรัฐฯ ได้รับแรงหนุนจากกำไรบริษัทในตลาดที่ออกมาแข็งแกร่งและความคาดหวังในระยะข้างหน้าจากเศรษฐกิจ AI

 

หลายคนมีคำถามว่า การแทรกแซงของสหรัฐฯ ในรอบนี้กำลังสร้างความเสี่ยงหรือไม่

 

แน่นอนว่าทั้งคู่มีความเสี่ยงเหมือน ‘เตี้ยอุ้มค่อม’ จุดตายของทั้งสองประเทศคือมีหนี้สาธารณะสูง โดยสหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะสูงกว่า 35 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 120% ของ GDP แนวโน้มดอกเบี้ยทรงตัวระดับสูงยาวนานจะยิ่งเพิ่มภาระจ่ายที่หนักท่ามกลางปัญหารัฐบาลขาดดุลงบประมาณหนักอยู่แล้ว ในช่วงครึ่งปีหลัง สหรัฐฯ เตรียมจะออกพันธบัตรอีกจำนวนมากทั้งส่วนพันธบัตรที่ครบอายุโดย Roll Over และส่วนที่ออกใหม่เพื่อชดเชยการขาดดุลฯ จึงอาจต้องให้ดอกเบี้ยที่สูงเพื่อจูงใจนักลงทุนและเพื่อชดเชยความเสี่ยง

 

ปัจจุบันแม้ Fed พยายามอั้นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายออกไปให้ช้าที่สุด แต่เชื่อหรือไม่ว่าตลาดเมิน Fed เรียบร้อยแล้ว สะท้อนผ่าน Bond Yield สหรัฐฯ ระยะยาวที่เด้งขึ้นแรง โดยเฉพาะ Bond Yield อายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับสูง สำหรับอายุ 10 ปี ก็ดีดตัวขึ้น ด้าน Kevin Warsh อดีตผู้ว่าการ Fed กล่าวว่าตลาดกำลังทดสอบความสามารถของ Fed ในการคุมเงินเฟ้อ

 

สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังเฝ้าดูไม่ใช่เพียงว่า Bond Yield สหรัฐฯ จะขึ้นหรือลง แต่คือญี่ปุ่นจะปล่อยให้ผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินเยนปรับตัวอย่างไร หาก BOJ เดินหน้าปรับนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้นต่อไป ขณะที่สหรัฐฯ ยังมี Bond Yield สูง ความเคลื่อนไหวของเงินทุนทั่วโลกอาจเปลี่ยนทิศได้ และนี่คือปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางตลาดโลกในช่วงครึ่งปีหลัง

 

จับสัญญาณตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขึ้น สู้ดอกเบี้ยสูง

 

ผลกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลกจะเป็นอย่างไรหากเกิดการปิดสถานะ Carry Trade พร้อมกัน?

 

แนวโน้มตลาดโลกยังมีความผันผวนเพิ่มขึ้นสิครับ!!

 

วันนี้เงินไหลเข้าหาสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ ‘ตลาดหุ้นสหรัฐฯ’ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา S&P 500 กลับมาทำนิวไฮรับข่าวผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทในตลาดที่ประกาศกำไรเติบโตดีเกินคาด ปัจจุบัน Forward P/E อยู่ที่ประมาณ 21 เท่า ปรับขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดือนก่อนหน้านี้ที่ตลาดร่วงแรง Forward P/E อยู่ราว 19-20 เท่า ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาว 10 ปี

 

ในฝั่งเอเชีย ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมี Forward P/E อยู่ที่ 16.3 เท่า ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ (EM) อยู่ที่ 12 เท่า โดยญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากเงินทุนไหลกลับและต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มธนาคารมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยที่ขาขึ้นนี้

 

จีน ได้รับผลกระทบจากเงินทุนต่างชาติและความเชื่อมั่นหากเงินดอลลาร์แข็งค่า

 

ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย มีโอกาสที่เงินทุนไหลออก ค่าเงินอ่อนและต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น

 

ช่วงครึ่งปีหลัง ตลาดสายแข็งยังต้องยกให้กับ Wall Street ที่กำลังสะท้อนการลงทุนข้ามช็อต เมื่อตลาดกำลังให้น้ำหนักกับ ‘อนาคต’ มากกว่า ‘ปัจจุบัน’ แม้จะมีบางกลุ่มยังติดใจกับกลุ่มหุ้น AI ว่า ‘ราคาหุ้น’ กับ ‘ปัจจัยพื้นฐาน’ กำลังเดินคนละทางหรือเปล่า

 

เรามาดู 5 เหตุผลที่ทำให้หุ้นสหรัฐฯ ยังน่าสนใจในระยะยาว

 

เหตุผลแรก แม้วันนี้ Fed จะยังไม่ลดดอกเบี้ยมากนัก แต่ตลาดหุ้นกำลังมองไปข้างหน้า 6-12 เดือน หากนักลงทุนเชื่อว่าเงินเฟ้อจะค่อยๆ ลดลง Fed จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่านี้ หรือมีโอกาสลดดอกเบี้ยในอนาคต ตลาดมักจะปรับตัวขึ้นล่วงหน้าก่อนเศรษฐกิจจริง

 

เหตุผลที่สอง กำไรของบริษัทใหญ่ในสหรัฐฯ ยังแข็งแรงมาก ตลาดคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ตัวเลขกำไรของไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของปีนี้ออกมาดีเกินคาด ภายใต้การนำของบริษัทขนาดใหญ่โดยเฉพาะ Microsoft, Amazon, Alphabet, Nvidia, Palantir วันนี้แรงซื้อในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มไม่ได้กระจุกแค่หุ้น AI แต่เริ่มขยายไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมการเงิน พลังงาน และกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม

 

เหตุผลที่สาม เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แม้ดอกเบี้ยสูงแต่การจ้างงานยังแข็งแกร่ง การลงทุนภาคธุรกิจยังเดินหน้าโดยเฉพาะธุรกิจ AI และงบลงทุนที่ไม่ใช่ AI ก็ยังเติบโต ควบคู่กับการปล่อยสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังไม่ทรุดแรง

 

ตลาดกำลังมองว่า ‘Higher for Longer แต่เศรษฐกิจยังโตได้’ ทำให้ตลาดยอมรับดอกเบี้ยสูงได้มากกว่าที่เคยคาดไว้ ทั้งนี้ Fed คาดการณ์ GDP ปีนี้ยังเติบโตได้ดี

 

เหตุผลที่สี่ เงินลงทุนทั่วโลกยังเลือก ‘สหรัฐฯ’ แม้หลายตลาดจะปรับตัวลง แต่สหรัฐฯ ยังถูกมองว่ามีความเป็นมหาอำนาจโลก เป็นเจ้าเทคโนโลยี วัฏจักร Super AI กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ล้วนเป็นแรงส่งให้ภาคธุรกิจมีกำไร บริษัทเติบโตต่อเนื่อง บริษัท AI ชั้นนำยังไปต่อ ตลาดมีสภาพคล่องสูงแม้อาจจะมีประเด็น Yen Carry Trade ตกค้างในตลาดก็ตาม แต่สหรัฐฯ ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลก จึงยังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก

 

เหตุผลสุดท้าย ตลาดมองข้ามข่าวลบระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นความยืดเยื้อของสงครามตะวันออกกลาง ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้น และการเมืองในช่วงการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ หากตัวแปรเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลลบกระทบต่อกำไรบริษัทโดยตรง

 

สิ่งที่ต้องระวังหลังจากนี้ แม้ว่าหุ้นสหรัฐฯ จะทำ All Time High แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องจับตาต่อไป ได้แก่

 

  • Valuation ของหุ้น AI ที่อยู่ในระดับสูง แม้ในวันนี้ราคาจะปรับฐานย่อลงมาในช่วงครึ่งปีแรก แต่ตลาดกำลังจับตาผลตอบแทนความคุ้มค่าในการลงทุน (Capex) ของบรรดาบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ที่ทุ่มเม็ดเงินกว่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • หากผลประกอบการของบริษัทเริ่มต่ำกว่าคาด ตลาดอาจปรับฐานได้แรงในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีน้ำหนักมากกว่า 1 ใน 3 ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำให้ผลประกอบการของหุ้น AI ยังคงเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนตลาด จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนติดตามอย่างใกล้ชิด
  • หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร กลับมาพุ่งขึ้นอีก อาจกดดันหุ้นเติบโตซึ่งหลักๆ คือกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์
  • หากการคลี่คลายของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สะดุดลง โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่จะกระทบให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นใหม่ และส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวกลับมาได้อีก อาจจะทำให้ Fed ต้องคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาดและจะกดดันความเชื่อมั่นได้

 

ฉะนั้น หากกำไรของบริษัทเติบโตเร็วกว่าราคาหุ้น ก็จะทำให้ Valuation ถูกลงในเชิงเปรียบเทียบ เท่ากับว่า S&P 500 กำลังถูกลงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก

 

ทำสิ่งที่ควบคุมได้ ‘กระจายความเสี่ยง-DCA-Rebalance’

 

ก่อนอื่น ผมต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่ได้เชียร์ให้ลงทุนหุ้นสหรัฐฯ อย่างเดียวนะครับ เพียงแต่ว่าการลงทุนใน S&P 500 ยังเป็นตัวเลือกที่ดี เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นเบอร์หนึ่งของโลก นักลงทุนชื่อดังของโลกอย่าง ‘Warren Buffett’ ย้ำตลอดว่า ไม่ว่าจะเกิดสงครามหรือวิกฤติใดๆ ขึ้น ให้ Stay Invested และหุ้นสหรัฐฯ ยังต้องมีติดพอร์ตไว้!

 

ยิ่งในวันที่โลกมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ไม่มีใครสามารถควบคุมตลาดได้ สิ่งที่ผมย้ำเสมอคือ ‘การจัดพอร์ตให้เป็น’ คือสิ่งที่ควบคุมความเสี่ยงได้ดีที่สุด

 

ในวันที่โลกมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เราไม่มีทางรู้ว่า…ตลาดจะขึ้นหรือลง ปีหน้าประเทศไหนจะให้ผลตอบแทนดีที่สุด หรือข่าวไหนจะทำให้ตลาดผันผวน

 

​

 

แต่สิ่งที่เราควบคุมได้คือ ‘วิธีลงทุน’ ของตัวเอง เน้นที่

 

  • กระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมเพราะโลกแบ่งขั้วมากขึ้น
  • ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ดี
  • หมั่น Rebalance พอร์ต เป็นการดูแลเก็บเกี่ยวผลกำไรเมื่อสุกแล้ว

 

เมื่อเราคาดเดาตลาดไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือจัดพอร์ตให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ และหนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจคือการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ซึ่งตอบโจทย์การกระจายความเสี่ยงได้ดีที่สุด​

 

พอร์ตแรกที่ต้องสร้างให้มั่นคงคือ Core Port (70-80%) เน้นลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพ กระจายทั่วโลกทั้งหุ้นและพันธบัตร โดยยังคงมีสหรัฐฯ เป็นแกนหลัก เพราะยังเป็นเศรษฐกิจและศูนย์กลางเทคโนโลยีที่สำคัญของโลก เมื่อพอร์ตหลักสามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและต่อเนื่อง

 

ก็ถึงเวลาจัดพอร์ตรองคือ Satellite Port (20-30%) เป็นส่วนที่ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากธีมการเติบโต เช่น AI, Semiconductor และ Data Center ที่กำลังขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และต้องกระจายลงทุนไปยังตลาดที่ยังมี Valuation น่าสนใจ นำโดยมหาอำนาจเบอร์สองของโลกอย่างจีนและฮ่องกง ส่วนอินเดียและเวียดนามเป็นฐานการผลิตของโลก

 

ข้อดีของการกระจายลงทุนทั้งในแง่ของภูมิภาค ตลาดหุ้นประเทศที่มีโอกาสเติบโต และในแง่ของสินทรัพย์ที่หลากหลาย ซึ่งตราสารหนี้ที่มักเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับหุ้นจะช่วยลดความผันผวนให้กับพอร์ต และเพิ่มโอกาสเติบโตในทุกสภาวะตลาด

 

สิ่งที่สำคัญในการจัดพอร์ต Core & Satellite ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของที่ปรึกษาการลงทุนหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุนครับ เพราะโลกการลงทุนมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงมากตามไปด้วย และแน่นอนตัวคุณเองต้องศึกษาการลงทุนในสินทรัพย์ที่อยากลงทุน ประเทศที่สนใจ หากคุณมีความรู้ความเข้าใจที่มากพอ จะช่วยให้ตัดสินใจลงทุนได้บนระดับความเสี่ยงที่รับไหว ซึ่งคุณต้องถามตัวเองให้ชัดว่า ลงทุนแบบนี้แล้วจะกินอิ่มนอนหลับหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่มองแค่ภาพระยะสั้นหรือวันที่ตลาดขาขึ้น แต่ต้องมองวันที่ตลาดตกลงเห็นตัวแดงติดลบ คุณมีความอดทนระดับใด

 

การลงทุนของปู่ Buffett ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง แก่นแท้สำคัญมาจากความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตัวเองในตลาด เพราะตลาดคือเวทีที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของมนุษย์ แกว่งไปมาระหว่างความโลภสุดขีดและความกลัวสุดขีด

 

“จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกลัว” เป็นคำเตือนใจนักลงทุนให้มีสติอยู่เสมอ ไม่ว่าสถานการณ์ของตลาดจะเป็นอย่างไร แต่นักลงทุนไม่น้อยยังแพ้อารมณ์ตลาด

 

กลยุทธ์ที่สอง DCA เป็นวิธีทยอยลงทุนต่อเนื่อง อาจไม่ได้ซื้อได้ในราคาที่ต่ำสุด แต่การลงทุนสม่ำเสมอคือสิ่งที่ทำให้เงินต้นและผลตอบแทนค่อยๆ ทบต้น และในเวลาที่ตลาดลง แม้มูลค่าพอร์ตจะหายไป แต่เงิน DCA ที่ใส่เพิ่มเข้าไปใหม่ อาจกำลังซื้อสินทรัพย์ในราคาที่ถูกลง เมื่อวันที่ตลาดเริ่มฟื้นกลับมา หุ้นที่เคยติดลบหนักก็ฟื้นแรงกว่าที่หลายคนคิด การ DCA ทำได้ทั้งในพอร์ตหลักและพอร์ตรอง ขึ้นอยู่กับการจัดสรรเงินของตัวคุณ​

 

ผมเองก็เคยมีช่วงที่พอร์ตติดลบหนักเกือบ -50% ในพอร์ต Thematic Optimize ที่ถึงจะใส่เงินเข้าไปเท่าไหร่ก็เหมือนเงินหายต่อหน้าต่อตา ‘DCA ปุ๊บ หุ้นก็ร่วง DCA อีก พอร์ตก็ยิ่งแดงกว่าเดิม’ แต่ก็ไม่ได้หยุด DCA ทั้งที่รู้ว่าพรุ่งนี้พอร์ตอาจลงต่ออีกก็ได้ ผลลัพธ์ในวันนี้ พอร์ตฟื้นกลับมากำไรมากกว่า +100%​

 

จริงๆ ในช่วงนั้นก็ไม่มีใครรู้หรอก ว่าตลาดจะกลับมาเมื่อไหร่ จุดไหนคือต่ำสุด และหลายคนกลัวการลงทุนและหยุดไปเลย เพราะเวลาพอร์ตติดลบหนักๆ เสียงในหัวจะเริ่มดัง ‘หรือเราคิดผิด?’ ‘หรือมันจะไม่กลับมาแล้ว?’ ‘หรือควรรอก่อนดี?’

 

นี่คือบทพิสูจน์ใจคน อาจไม่ได้มาตอนช่วงพอร์ตกำไร แต่มาตอนที่พอร์ตติดลบ -50% แล้วเรายังลงทุนต่อไหวหรือเปล่า ​

 

คนส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้ตลาด แต่แพ้อารมณ์ตัวเอง ขายตอนกลัว แล้วกลับไปซื้อใหม่ตอนทุกอย่างแพง

 

กลยุทธ์ Rebalance เป็นงานสำคัญของนักลงทุนที่ต้องให้เวลาในการดูแลสินทรัพย์ที่ลงทุนไปชั่วระยะหนึ่ง ว่าผลตอบแทนเป็นอย่างไรบ้าง หากตัวไหนได้ตามเป้าหมายก็สามารถแบ่งขายบางส่วนออกมา เพื่อรอจังหวะลงทุนรอบใหม่ในสินทรัพย์ที่สนใจต่อไป ซึ่งเรียกว่า ‘ให้เงินทำงาน’ ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างความมั่นคงมั่งคั่งรองรับการมีเงินใช้หลังเกษียณตลอดช่วงชีวิต

 

สุดท้ายนี้ ผมขอฝาก 3 สิ่งสำคัญที่ทุกคนควรลงทุนนอกเหนือจากตัวเงิน นั่นคือ ลงทุนในความรู้ เพราะต่อให้เงินหมด มีความรู้ก็หาใหม่ได้เสมอ และลงทุนในสุขภาพ ยิ่งร่างกายแข็งแรงและอายุยืนยาวมากเท่าไหร่ พลังของดอกเบี้ยทบต้นก็จะยิ่งทำงานได้มหาศาลมากขึ้นเท่านั้น สิ่งสุดท้ายคือ ลงทุนในความสัมพันธ์ เมื่อมีเงิน มีความรู้ มีสุขภาพดีแล้ว ก็ต้องมีคนรอบข้างที่รักและหวังดีด้วย ชีวิตถึงจะมีความสุขอย่างแท้จริง และมีฐานะการเงินที่ยั่งยืน

The post สู้ดอกเบี้ยสูงไปกับหุ้นสหรัฐฯ: ทำไม Wall Street ยังน่าลงทุนกว่าที่คิด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ FIFA อยากเป็น F1 – ทำไมแผนการขายหุ้น FIFA ถึงเป็นเทมเพลตเดียวกันกับ F1 เคยทำ https://thestandard.co/fifa-f1-business-model-clash/ Fri, 31 Jul 2026 11:37:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1236960 จานนี อินฟานติโน ประธาน FIFA ถือถ้วยรางวัลฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติ […]

The post เมื่อ FIFA อยากเป็น F1 – ทำไมแผนการขายหุ้น FIFA ถึงเป็นเทมเพลตเดียวกันกับ F1 เคยทำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จานนี อินฟานติโน ประธาน FIFA ถือถ้วยรางวัลฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังเพิ่งทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในฟุตบอลโลก 2026 นั่นทำให้เชื่อว่า FIFA น่าจะอยู่ในช่วงที่แข็งแกร่งที่สุด

 

 

แต่ FIFA กลับทำในสิ่งที่ทำให้องค์กรของพวกเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างอย่างรวดเร็ว เมื่อ จานนี อินฟานติโน เสนอให้แยกธุรกิจเชิงพาณิชย์ของ FIFA ออกมาเป็นบริษัทลูก ‘FIFA Forward Enterprise’ หรือ ‘FFE’

 

สิ่งที่ทำให้ FIFA โดนวิจารณ์อย่างหนักคือการที่ FFE จะเปิดขายหุ้นประมาณ 20% ให้กับนักลงทุนเอกชน มูลค่าประเมินราว 20,000 ล้านดอลลาร์ แม้อาจจะมองเหมือนการระดมทุน แต่คนในวงการมองว่านั่นเหมือนการนำฟุตบอลโลกไปวางขาย

 

อย่างไรก็ตาม หากใครติดตามกีฬาอื่นๆ ควบคู่กันมาจะพบว่า นี่เป็นโมเดลที่เคยเปลี่ยนประวัติศาสตร์ F1 มาแล้ว และชายที่อยู่เบื้องหลังทั้งสองโปรเจกต์คือ เกร็ก มาฟเฟย์

 

เกร็ก มาฟเฟย์ ผู้เปลี่ยน Formula 1 ให้กลายเป็นสินทรัพย์ระดับโลก

 

หาก เบอร์นี เอคเคิลสโตน คือคนสร้าง F1 ให้ยิ่งใหญ่ เกร็ก มาฟเฟย์ คือคนเปลี่ยน F1 ให้กลายเป็น “ธุรกิจ” หลัง ลิเบอร์ตี มีเดีย เข้ามาซื้อกิจการในปี 2017

 

เกร็ก มาฟเฟย์ เข้ามาปรับโครงสร้างสิทธิการค้าของ F1 สร้างบริษัทที่แยกธุรกิจออกจากการบริหารกีฬา เพิ่มรายได้จากสปอนเซอร์ สื่อดิจิทัล Netflix และการจัดอีเวนต์ จนมูลค่าของกีฬาเติบโตหลายเท่าตัว

 

และแนวคิดเดียวกันกำลังถูกนำมาใช้กับ FIFA นั่นคือแยก ‘ฟุตบอล’ ออกจาก ‘ธุรกิจฟุตบอล’ และนั่นเป็นที่มาของ FIFA Forward Enterprise หรือ FFE

 

FFE มีโครงสร้างแทบไม่ต่างจาก ฟอร์มูลาวัน กรุ๊ป ที่ดำเนินการเรื่องสิทธิถ่ายทอดสด สปอนเซอร์ ลิขสิทธิ์ การขายบัตร และสินค้าทางการค้า

 

โดยทาง FFE เปิดรับนักลงทุนถือหุ้นส่วนน้อย ขณะที่ FIFA ยังคงควบคุมกฎ การแข่งขัน และการบริหารกีฬาไว้ทั้งหมด เฉกเช่นเดียวกับที่ ฟอร์มูลาวัน กรุ๊ป จะไม่ไปยุ่งกับ สหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ หรือ FIA

 

กล่าวอีกแบบคือนักลงทุนจะได้ลงทุนใน ‘ธุรกิจฟุตบอลโลก’ ไม่ใช่ ‘ฟุตบอลโลก’ แต่คำถามคือ ในโลกแห่งความเป็นจริง ธุรกิจและกีฬาจะแยกออกจากกันได้จริงหรือ

 

นี่คือคำถามสำคัญที่สุด เพราะเมื่อมองไปยัง F1 มันเป็นกีฬาที่มีเจ้าของสิทธิ์เชิงพาณิชย์ชัดเจน การตัดสินใจรวมศูนย์จึงทำได้ง่าย

 

แต่ฟุตบอลโลกตั้งอยู่บนโครงสร้างของสมาคมฟุตบอล 211 ประเทศ และ 6 สมาพันธ์ การตัดสินใจทุกอย่างเกี่ยวพันกับการเมือง วัฒนธรรม และอำนาจ

 

การนำโมเดลธุรกิจของ F1 มาใช้กับ FIFA จึงอาจไม่ใช่แค่การเปลี่ยนวิธีหารายได้ หากเป็นการท้าทายโครงสร้างการปกครองของฟุตบอลโลกทั้งระบบ ซึ่งมันย่อมส่งผลกระทบในแง่การเมืองตามมา

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า FIFA จะขายหุ้นได้หรือไม่ แต่คือฟุตบอลโลกสามารถเดินตามรอย F1 ได้จริงหรือ ในเมื่อธรรมชาติของกีฬาทั้งสองแตกต่างกันตั้งแต่รากฐาน

 

ทำไม FIFA ถึงต้องการเงิน ทั้งที่เพิ่งทำกำไรสูงสุดในประวัติศาสตร์

 

นี่คือคำถามที่สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ UEFA ตั้งขึ้น เพราะฟุตบอลโลก 2026 ทำรายได้ราว 15,000 ล้านดอลลาร์ มากกว่าที่คาดไว้มาก

 

โดย FIFA ตอบว่า เป้าหมายไม่ใช่เงินวันนี้ แต่คือการสร้างมูลค่าระยะยาว และเพิ่มงบพัฒนาฟุตบอลจากประเทศละ 8 ล้านดอลลาร์ เป็น 20 ล้านดอลลาร์ต่อฟุตบอลโลก 1 ครั้ง พร้อมตั้งเป้าทุ่มงบพัฒนาทั่วโลกกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ในสี่ปีข้างหน้า

 

อย่างไรก็ตาม อนาคตของ FFE อาจจะจบลงเร็วกว่าที่คาด เพราะภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทั้ง UEFA รวมไปถึงสมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน หรือ CONCACAF และล่าสุดเป็น สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ AFC ก็ออกมาร่วมกันคัดค้านแนวคิดนี้แล้ว

 

แทบทุกสมาพันธ์ที่ออกมาคัดค้านไม่ได้เริ่มต้นจากคำว่า ‘ไม่เห็นด้วย’ แต่เริ่มจากคำว่า ‘ไม่เคยถูกถาม’

 

ทั้ง UEFA, CONCACAF และ AFC ต่างกล่าวตรงกันว่า FIFA ผลักดันโครงการขนาดมหึมาก่อนปรึกษาสมาชิก แม้แต่ FIFA Council ก็รู้รายละเอียดช้า ความไม่พอใจจึงเกิดจากกระบวนการบริหารมากกว่าตัวโมเดลธุรกิจ

 

ทำไม UEFA ถึงเป็นตัวตั้งตัวตีในการคัดค้าน

 

เหตุผลอยู่ที่ UEFA มองว่าฟุตบอลโลกมีคุณค่าเพราะรวมทีมที่ดีที่สุดจากทุกทวีป โดยเฉพาะยุโรปซึ่งส่งทีมระดับแชมป์โลกและแชมป์ยุโรปเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง

 

หากฟุตบอลโลกถูกมองเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ความสมดุลของอำนาจฟุตบอลอาจเปลี่ยนจาก ‘Europe-centric’ ไปสู่ “Global-centric” นั่นหมายถึง UEFA อาจสูญเสียอำนาจต่อรองทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ครอบครองมาหลายทศวรรษ

 

นอกจากนี้ การที่ศูนย์กลางของฟุตบอลระดับสโมสรยังอยู่ในยุโรป และมีการแข่งขันตลอดทุกปี แถมยังได้รับความสนใจจากทั่วโลก ยังทำให้ UEFA มั่นใจได้ว่า หากมีการบอยคอตต์เกิดขึ้นจริง พวกเขาก็ไม่ใช่ฝ่ายที่เสียหายมากที่สุดอย่างแน่นอน

 

หลายคนเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับยูโรเปียน ซูเปอร์ลีก ปี 2021 เพราะทั้งสองกรณีต่างถูกวิจารณ์ว่ามองฟุตบอลเป็นสินค้าเกินไป

 

แต่มีความแตกต่างสำคัญ ซูเปอร์ลีกพยายามสร้างการแข่งขันใหม่เพื่อเพิ่มรายได้ให้สโมสร ส่วน FIFA กำลังขายสิทธิในรายการแข่งขันที่มีอยู่แล้ว เป้าหมายจึงไม่ใช่การเปลี่ยนโครงสร้างกีฬา หากเป็นการเปลี่ยนโครงสร้าง “เจ้าของผลประโยชน์” ซึ่งอาจส่งผลลึกกว่าด้วยซ้ำ

 

คำถามที่ตามมาคือ หากยุโรปไม่เล่น ฟุตบอลโลกจะยังเป็นฟุตบอลโลกหรือไม่ ซึ่งอาวุธสำคัญที่สุดของ UEFA

 

ฟุตบอลโลกชาย ฟุตบอลโลกหญิง และสโมสรโลกล้วนมีทีมยุโรปอย่างน้อย 3 จาก 4 ทีมในรอบรองชนะเลิศ หากไม่มีทีมยุโรป มูลค่าทางการตลาด ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด และสปอนเซอร์จะลดลงมหาศาล

 

ความฝันของ FIFA ที่จะสร้างธุรกิจมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์อาจเกิดขึ้นไม่ได้เลย นี่คือเหตุผลที่หลายฝ่ายเชื่อว่าไม่มีฝ่ายใดอยากให้การแตกหักเกิดขึ้นจริง

 

อนาคตของอินฟานติโน หลังโครงการส่อแววล่ม

 

หลังการออกมายืนยันไม่เอาด้วยของ AFC ทำให้ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า FFE ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะตัวเลขผู้ไม่เห็นด้วยมีสูงถึง 135 เสียง จากสมาชิก FIFA จำนวน 211 เสียง ซึ่งเกินครึ่งไปแล้ว

 

ก่อนเรื่องนี้เกิดขึ้น หลายคนเชื่อว่าอินฟานติโนจะได้รับเลือกเป็นประธาน FIFA อีกสมัยแบบไร้คู่แข่ง แต่หลังเรื่องครั้งนี้ ความเชื่อมั่นเริ่มสั่นคลอน

 

มีการพูดถึงชื่อ นาสเซอร์ อัล-เคไลฟี แม้เจ้าตัวไม่สนใจลงสมัคร ขณะที่อดีตผู้บริหาร UEFA หลายคนเรียกร้องให้ปฏิรูประบบเลือกประธาน FIFA เพื่อลดการรวมศูนย์อำนาจ

 

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์บอกว่าประธาน FIFA ที่ดำรงตำแหน่งแทบไม่เคยแพ้การเลือกตั้ง หากยังครองเสียงสนับสนุนจากชาติสมาชิกส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนอกยุโรป

 

ภาพ: Chris Brunskill/Fantasista / Getty Images

อ้างอิง:

 

The post เมื่อ FIFA อยากเป็น F1 – ทำไมแผนการขายหุ้น FIFA ถึงเป็นเทมเพลตเดียวกันกับ F1 เคยทำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเทคฯ เอเชียดิ่งยกแผง! SK Hynix นำทีมร่วง แม้กำไรพุ่ง 557% แต่ยังต่ำกว่าคาด นักวิเคราะห์ชี้ตลาดกำลังล้าง ‘ฟองสบู่’ AI https://thestandard.co/asia-tech-stocks-ai-bubble/ Wed, 29 Jul 2026 05:18:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1236072

ตลาดหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาคเอเชียเผชิญ […]

The post หุ้นเทคฯ เอเชียดิ่งยกแผง! SK Hynix นำทีมร่วง แม้กำไรพุ่ง 557% แต่ยังต่ำกว่าคาด นักวิเคราะห์ชี้ตลาดกำลังล้าง ‘ฟองสบู่’ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาคเอเชียเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในวันนี้ (29 กรกฎาคม) ในทิศทางเดียวกันกับหุ้นชิปของสหรัฐฯ ในคืนก่อนหน้า โดยมีชนวนสำคัญมาจากผลประกอบการของหุ้นชิปความจำยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ อย่าง SK Hynix ที่แม้จะทำกำไรและรายได้เติบโตกว่า 500% แต่ตัวเลขยังไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความคาดหวังที่พุ่งสูงลิ่วของนักลงทุนในกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

SK Hynix โตทะลุฟ้า แต่ยังไม่ชนะคาดหวังมหาชน

 

SK Hynix รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 โดยมีรายได้พุ่งขึ้นถึง 257% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แแตะระดับ 79.32 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 1.83 ล้านล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานทะยานขึ้นเกือบ 557% แตะ 60.54 ล้านล้านวอน หรือราว 1.39 ล้านล้านบาท ส่งผลให้รายได้สะสมครึ่งปีแรกทะลุ 100 ล้านล้านวอนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์บริษัท สะท้อนถึงอุปสงค์ AI ที่แข็งแกร่งอย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังคงพลาดเป้าเมื่อเทียบกับประมาณการ LSEG SmartEstimates ที่คาดการณ์รายได้ไว้ที่ 84 ล้านล้านวอน และกำไรจากการดำเนินงานที่ 64 ล้านล้านวอน ส่งผลให้ราคาหุ้น SK Hynix ดิ่งลงรุนแรงมากกว่า 10%

 

จอช กิลเบิร์ต นักวิเคราะห์อาวุโสจาก eToro ชี้ว่า อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ของ SK Hynix ที่สูงถึง 83% แสดงให้เห็นว่าบริษัทยังคงมีอำนาจในการกำหนดราคาที่แข็งแกร่ง “สภาวะแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในตลาดที่อุปสงค์แห้งเหือด แต่มันเกิดขึ้นในตลาดที่ลูกค้ากำลังแย่งชิงอุปทานกันอย่างหนัก”

 

SK Hynix ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปความจำให้แก่มหาอำนาจเทคโนโลยีรวมถึง Nvidia ผ่านดีลระยะยาวมูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ เปิดเผยว่า ได้เริ่มจัดส่งชิป HBM4 ล็อตใหญ่ในไตรมาส 2 เพื่อเร่งการผลิตในครึ่งปีหลัง และได้ส่งมอบตัวอย่าง HBM4E ไปแล้วในครึ่งปีแรก พร้อมวางแผนงบลงทุน (CapEx) ปีนี้ในระดับเกือบ 50 ล้านล้านวอน

 

โดมิโนเทขายลามทั่วเอเชียและวอลล์สตรีท

 

ความผิดหวังจาก SK Hynix ได้ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังหุ้นเทคโนโลยีทั่วภูมิภาคเอเชีย อย่างในเกาหลีใต้ หุ้น Samsung Electronics ร่วงลงมากกว่า 4%, LG Innotek ดิ่งลง 9% และ Seoul Semiconductor ลดลงกว่า 6%

 

ในญี่ปุ่น หุ้น Kioxia ผู้ผลิตชิปความจำร่วงลง 10%, Tokyo Electron ลดลง 8.5% ขณะที่ SoftBank Group ซึ่งเป็นตัวแทนการลงทุน AI หลักผ่านการถือหุ้นใน Arm ร่วงลงไปมากกว่า 7%

 

ในไต้หวัน หุ้น TSMC ผู้ผลิตชิปสัญญาจ้างรายใหญ่ที่สุดของโลก ปรับตัวลดลง 1.32%

 

ในจีน ดัชนี ChiNext 300 ปรับตัวลง 1.83% ส่วนดัชนี Hang Seng China Semiconductor Chips ดิ่งลงมากกว่า 5%

 

ส่วนในไทยวันนี้เป็นวันหยุดทำการของตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ราคาหุ้น DELTA ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม AI ก็ปรับตัวลง 7.17% ทำให้ราคาหุ้นย่อตัวลงมาแล้วกว่า 23% ใน 1 เดือนที่ผ่านมา

 

ส่วนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในคืนก่อนหน้า หุ้นชิปเผชิญแรงเทขายถ้วนหน้า โดย Intel ร่วงเกือบ 6%, AMD ลดลง 8%, Micron และ Seagate ลดลงกว่า 8%, Western Digital ร่วงเกือบ 7% และ Sandisk ดิ่งลงถึง 14% ขณะที่หุ้น Nvidia ดิ่งลงในช่วงเปิดตลาดก่อนจะประคองตัวกลับมาปิดเสมอตัว

 

อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มอินเทอร์เน็ตของจีนที่จดทะเบียนในฮ่องกงกลับสามารถสวนทางตลาดภาพรวมได้ โดย Tencent บวก 3.6%, Meituan บวก 2.7% รวมถึง Alibaba, Baidu และ Kuaishou ต่างปิดในแดนบวก

 

ฟองสบู่หุ้น AI กำลังถูกล้าง

 

คีรอน ปูน ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนหุ้นเอเชียจาก Aberdeen Investments ระบุว่า ความอ่อนแอของหุ้นชิปเอเชียเกิดจาก “กระบวนการลดเลเวอเรจ (Deleveraging) ในเกาหลีใต้ และบรรยากาศการลงทุนที่อ่อนตัวลงต่อหุ้นเทคโนโลยีโลก” แต่ยืนยันว่าความผันผวนนี้ไม่ได้เปลี่ยนมุมมองเชิงบวกในระยะยาว พร้อมมองว่าการปรับฐานช่วยให้ราคาหุ้นย้อนกลับมาอยู่ในระดับที่ดึงดูดใจ และเปิดโอกาสให้เข้าซื้อธุรกิจคุณภาพสูงในราคาที่สมเหตุสมผล

 

ขณะที่ เดวิด ไรเดล ผู้ก่อตั้ง Riedel Research Group ให้ความเห็นกับ CNBC ว่า การร่วงลงของหุ้นชิป AI เป็นเพียงการที่นักลงทุน “ระบายความร้อนและฟองสบู่ส่วนเกินในตลาด AI ออกมาบางส่วน” แม้ความกังวลเรื่องการระดมทุน AI และการแข่งขันจากจีนจะกดดันตลาด แต่เขายืนยันว่าโครงสร้างตลาดยังคงแข็งแกร่ง และผู้ผลิตชิปความจำจะยังคงไปได้สวย เพียงแต่ต้องยอมคืนกำไรที่เคยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วออกมาก่อนเท่านั้น

 

อ้างอิง:

The post หุ้นเทคฯ เอเชียดิ่งยกแผง! SK Hynix นำทีมร่วง แม้กำไรพุ่ง 557% แต่ยังต่ำกว่าคาด นักวิเคราะห์ชี้ตลาดกำลังล้าง ‘ฟองสบู่’ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
CXMT ยักษ์ชิปจีนสร้างประวัติศาสตร์ IPO ไอพีโอพุ่ง 472% วันแรก มาร์เก็ตแคปทะลุ 3.3 ล้านล้านหยวน https://thestandard.co/cxmt-china-chip-ipo-surge/ Mon, 27 Jul 2026 05:22:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1235499 ภาพอาคารสำนักงาน CXMT ในเซี่ยงไฮ้

CXMT ค่ายชิปหน่วยความจำยักษ์ใหญ่ของจีน สร้างแรงสะเทือนท […]

The post CXMT ยักษ์ชิปจีนสร้างประวัติศาสตร์ IPO ไอพีโอพุ่ง 472% วันแรก มาร์เก็ตแคปทะลุ 3.3 ล้านล้านหยวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารสำนักงาน CXMT ในเซี่ยงไฮ้

CXMT ค่ายชิปหน่วยความจำยักษ์ใหญ่ของจีน สร้างแรงสะเทือนทั่วตลาดการเงินโลก หลังนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาด Shanghai STAR Market พุ่งทะยานถึง 472% หนุนมูลค่าบริษัทแตะ 3.3 ล้านล้านหยวน หลังระดมทุนใน IPO ใหญ่ที่สุดแห่งปีของเอเชีย สะท้อนแรงหนุนมหาศาลจากทั้งนักลงทุนรายย่อยและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเทคโนโลยีของปักกิ่ง

 

 

ราคาหุ้นของ CXMT Corp. (ChangXin Memory Technologies) ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำยักษ์ใหญ่ของจีน เปิดการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (STAR Market) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ด้วยการพุ่งขึ้นทันทีถึง 472% ส่งผลให้บริษัทขึ้นแท่นเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดหุ้นจีน onshore ทันที

 

ความร้อนแรงในการลงสนามวันแรก เกิดขึ้นหลังจากที่ CXMT สามารถระดมทุนจากการทำ IPO ได้สูงถึง 6.66 แสนล้านหยวน (ราว 9,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งนับเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นจีน เป็นรองเพียงการเสนอขายหุ้นมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ของ Agricultural Bank of China เมื่อปี 2010 เท่านั้น

 

ราคาหุ้น IPO ของ CXMT ที่กำหนดไว้ที่ 8.66 หยวน ทะยานขึ้นไปแตะระดับ 49.50 หยวน ณ ราคาเปิด ส่งผลให้มูลค่าบริษัท (Market Capitalization) พุ่งขึ้นสู่ระดับ 3.3 ล้านล้านหยวน

 

เบอร์ 4 ตลาด DRAM โลก หวังพึ่งพาตนเองสู้วิกฤต AI

 

CXMT ถือเป็น ‘แชมป์เทคโนโลยีแห่งชาติ’ และเป็นผู้ผลิตชิป DRAM (Dynamic Random-Access Memory) รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก โดยมีส่วนแบ่งในตลาด DRAM โลกอยู่ที่ 7.67% ณ ไตรมาส 4 ของปี 2025

 

ชิปชนิดนี้คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุปกรณ์ตั้งแต่สมาร์ทโฟน ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ประมวลผล AI ขนาดใหญ่

 

การเติบโตอย่างรวดเร็วของ CXMT กลายเป็นความหวังสูงสุดของรัฐบาลจีนในการลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์ต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่ม High-Bandwidth Memory (HBM) ซึ่งเป็นชิปหน่วยความจำขั้นสูงที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับศูนย์ข้อมูล AI

 

เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทระบุว่าจะนำไปใช้ในการขยายกำลังการผลิต Memory Wafer แบบมวลชน (Mass Production) รวมถึงการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีให้ทัดเทียมคู่แข่งระดับโลกอย่าง Samsung Electronics, SK Hynix และ Micron Technology

 

ยอดจองร้อยเท่า และตัวเลขนำโชค 6 และ 8

 

มุมมองเชิงบวกที่มีต่อหุ้น CXMT นั้น สะท้อนผ่านยอดจองซื้อของนักลงทุนรายย่อยที่เกินจำนวนเสนอขาย (Oversubscribed) สูงถึง 212 เท่า โดยมีคำสั่งซื้อจากนักลงทุนบุคคลรวมกันกว่า 9.4 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7.07 ล้านล้านหยวน ซึ่งมากกว่ายอดคำสั่งซื้อของนักลงทุนรายย่อยใน IPO ประวัติศาสตร์ของ SpaceX ถึงประมาณ 10 เท่า

 

นอกจากนี้ การกำหนดราคา IPO และจำนวนหุ้นของ CXMT ที่ลงท้ายด้วยเลข 6 และเลข 8 ซึ่งเป็นเลขมงคลตามความเชื่อของจีนที่สื่อถึงความมั่งคั่งและความราบรื่น ยังสะท้อนถึงความตั้งใจและความสำคัญของดีลนี้ ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความทะเยอทะยานด้านเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศจีน

 

ผลประกอบการพลิกจากขาดทุนสู่กำไรมหาศาล

 

ผลการดำเนินงานของ CXMT เติบโตอย่างก้าวกระโดดตามรอบการฟื้นตัวและราคาชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้น โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 บริษัทพลิกกลับมากำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 3.54 หมื่นล้านหยวน จากที่เคยขาดทุน 2.83 พันล้านหยวนในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

 

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีรายงานข่าวลือหนาหูว่า Apple ได้เริ่มทดสอบนำชิป DRAM ของ CXMT ไปใช้งานในอุปกรณ์ที่วางจำหน่ายภายในประเทศจีนแล้ว ซึ่งยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

 

นักวิเคราะห์จาก Huaxi Securities มองข้ามช็อต โดยประเมินว่ามูลค่าตลาดของ CXMT อาจเติบโตไปถึง 5 ล้านล้านหยวน โดยคาดการณ์ว่ารายได้ของบริษัทจะโตเกินสองเท่าแตะ 5.72 แสนล้านหยวนภายในปี 2028 ขณะที่กำไรสุทธิอาจสูงถึง 2.9 แสนล้านหยวน

 

จุดเริ่มต้นรอบใหม่ของเทคโนโลยีจีน

 

แม้ว่าการเข้าตลาดของหุ้นขนาดใหญ่ในอดีตของจีน มักจะตามมาด้วยแรงเทขายในภาพรวมของตลาด แต่บรรดานักลงทุนรายใหญ่และผู้จัดการกองทุนยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ CXMT ในระยะยาว

 

“ไม่เหมือนกับ Mega IPO หลายๆ ตัวในอดีต CXMT ยังไม่ได้โตจนชนเพดาน ทั้งในแง่ของเทคโนโลยีหรือส่วนแบ่งทางการตลาด บริษัทนี้ยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกมหาศาล” เซิง จี๋ฉิง (Zeng Jiqing) ผู้จัดการกองทุนจาก Beijing Nuohua Investment Management กล่าว

 

ความสำเร็จในการเข้าตลาดของ CXMT ยังถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกที่อาจช่วยจุดชนวนความคึกคักให้กับบริษัทเทคโนโลยีจีนรายอื่นๆ ที่รอคิวเข้า IPO ไม่ว่าจะเป็น YMTC (Yangtze Memory Technologies) ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ NAND, Kunlunxin บริษัทออกแบบชิปของ Baidu รวมถึงสตาร์ทอัพ AI ร้อนแรงอย่าง DeepSeek ที่มีข่าวลือว่าอาจยื่นจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นภายในปีนี้เช่นกัน

 

ภาพ: NurPhoto / Contributor / Getty Images

อ้างอิง:

 

The post CXMT ยักษ์ชิปจีนสร้างประวัติศาสตร์ IPO ไอพีโอพุ่ง 472% วันแรก มาร์เก็ตแคปทะลุ 3.3 ล้านล้านหยวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต่างชาติซื้อหุ้นไทย 13 วันติด ยาวสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง สัญญาณเตือนหรือขาขึ้น? https://thestandard.co/foreigners-buy-thai-stocks-longest-streak/ Tue, 21 Jul 2026 08:42:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1233298 ภาพกราฟแสดงข้อมูลการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยมีข้อความระบุถึง Fund Flow ต่างชาติที่ไหลเข้าหุ้นไทย 13 วันรวด

นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยติดต่อกัน 13 วันทำการ ต […]

The post ต่างชาติซื้อหุ้นไทย 13 วันติด ยาวสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง สัญญาณเตือนหรือขาขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงข้อมูลการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยมีข้อความระบุถึง Fund Flow ต่างชาติที่ไหลเข้าหุ้นไทย 13 วันรวด

นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยติดต่อกัน 13 วันทำการ ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม ถึง 20 กรกฎาคม 2026 ด้วยเม็ดเงินสะสมกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อต่อเนื่องยาวนานที่สุดในรอบกว่า 3 ปีครึ่ง ดันดัชนี SET ปรับขึ้น 3.3% จาก 1,593.56 จุด สู่ 1,646.00 จุด ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดในเอเชียที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าเป็นบวกในปีนี้ อย่างไรก็ตาม การซื้อยาวนานครั้งสุดท้าย 17 วันทำการ ในช่วงปลายปี 2022 ถึงต้นปี 2023 กลับเป็นจุดสูงสุดก่อนที่ดัชนีจะปรับตัวลงอย่างรุนแรง ทำให้เกิดคำถามว่าสถานการณ์รอบนี้จะซ้ำรอยอดีตหรือไม่

 

 
 

ส่องปัจจัยหนุนต่างชาติซื้อหุ้นไทย 13 วันติด

 

นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยติดต่อกัน 13 วันทำการ ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม จนถึง 20 กรกฎาคม 2026 คิดเป็นเม็ดเงินซื้อสุทธิสะสม ราว 4.5 หมื่นล้านบาท และในช่วงเวลาเดียวกัน ดัชนี SET ปรับขึ้นจาก 1,593.56 จุด สู่ 1,646.00 จุด หรือราว 3.3%

 

ขณะที่ยอดซื้อสุทธิเดือนกรกฎาคม (1-20 ก.ค.) อยู่ที่ 43,977 ล้านบาท และตั้งแต่ต้นปี (YTD) ซื้อสุทธิสะสม 71,150 ล้านบาท สวนทางกับนักลงทุนสามกลุ่มที่เหลือซึ่งขายสุทธิตั้งแต่ต้นปี ทั้งสถาบันในประเทศ (-78,471 ล้านบาท) และรายย่อย (-3,988 ล้านบาท)

 

ข้อมูล Foreign Portfolio Investment ใน Asia ex Japan ของ บล.ทรีนีตี้ ชี้ว่า ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าเป็นบวกในปีนี้ (+2,198 ล้านดอลลาร์) ขณะที่ตลาดใหญ่ในเอเชียเหนือถูกเทขายหนัก ทั้งเกาหลีใต้ (-102,632 ล้านดอลลาร์) และไต้หวัน (-38,835 ล้านดอลลาร์) รวมถึงอินเดีย (-27,546 ล้านดอลลาร์) และอินโดนีเซีย (-4,359 ล้านดอลลาร์)

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ อธิบายว่า Fund Flow รอบนี้เกิดจาก ‘country rotation’ ที่เม็ดเงินซึ่งเคยกระจุกในกลุ่มเทคโนโลยีและเอเชียเหนือ ถูกโยกออกมาหากลุ่มมูลค่าเหมาะสม (value play) และปันผลสูง (dividend play) โดยส่วนหนึ่งไหลเข้าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ทำให้ทั้ง flow และ performance ของกลุ่มประเทศเหล่านี้ดีขึ้น และตลาดหุ้นไทยก็ตอบโจทย์ในฐานะ value plays

 

ย้อนรอย 2022–2023 ต่างชาติซื้อ 17 วันรวด ก่อนกลายเป็นจุดพีก

 

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี ครั้งสุดท้ายที่ต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่องยาวนานกว่ารอบนี้ คือช่วง 27 ธันวาคม 2022 ถึง 19 มกราคม 2023 ซึ่งซื้อติดต่อกันถึง 17 วันทำการ คิดเป็นเม็ดเงินซื้อสุทธิสะสมราว 41,812 ล้านบาท ดันดัชนี SET จาก 1,643 จุด ขึ้นไปที่ 1,689 จุด (นับตั้งแต่มกราคม 2023 เป็นต้นมา ไม่เคยมีการซื้อของต่างชาติที่ยาวเกิน 8 วันทำการอีกเลย ทำให้ 13 วันรอบนี้คือยาวที่สุดในรอบกว่า 3 ปีครึ่ง)

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ไม่ใช่การพุ่งต่อ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของขาลงที่ลากยาว ดัชนี SET ทำจุดสูงสุดที่ 1,691 จุด เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2023 ก่อนจะค่อยๆ ไหลลงตลอดปี 2023–2024 และไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,063 จุด เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2025

 

ท่ามกลางแรงกดดันจากภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ คิดเป็นการปรับตัวลงราว 37% จากจุดสูงสุด ก่อนที่ดัชนีจะทยอยฟื้นตัวกลับมายืนเหนือ 1,600 จุดอีกครั้งในกลางปี 2026

 

บริบทที่ ‘เหมือน’ กับรอบปี 2022

 

นักวิเคราะห์ประเมินว่าจุดที่คล้ายกันของการซื้อสะสมของต่างชาติในรอบปี 2026 กับปี 2022 มีหลายจุด ได้แก่

 

  • Valuation ที่ตึงตัว ณัฐชาต ชี้ว่า จุดที่คล้ายกันที่สุดระหว่างสองรอบคือ ระดับ valuation ในปี 2022 ต่างชาติเข้าซื้อตอน P/E ราว 14.5 เท่า ก่อนดันดัชนีขึ้นไปที่ระดับ +1SD ราว 15.7 เท่า ซึ่งความแพงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ต่างชาติหยุดซื้อ ขณะที่รอบนี้ valuation ก็ re-rate ขึ้นมาอยู่เหนือ +1SD ตั้งแต่ก่อนแรงซื้อจะเข้า โดยข้อมูล บล.ทรีนีตี้ ระบุ SET forward PE ล่าสุดอยู่ที่ 16.42 เท่า
  • Rotation ออกจากกลุ่มเทคเอเชียเหนือ ทั้งสองรอบเกิดจากการโยกเงินออกจากกลุ่มเทคโนโลยี สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า รอบนี้เงินหมุนจากครึ่งปีแรกที่กระจุกในหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิป High Bandwidth Memory (HBM) และเอเชียเหนือ โดยในสหรัฐฯ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ถูกเทลงมาราว 22% ไหลเข้ากลุ่ม hyperscaler แทน ส่วนในเอเชียไหลเข้ากลุ่ม defensive growth เช่น ธนาคารและโรงไฟฟ้า
  • ความกลัวเงินเฟ้อและภูมิรัฐศาสตร์ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาปะทุอีกครั้ง ทั้งกรณีสหรัฐฯ-อิหร่าน และการที่กลุ่มฮูตีประกาศปิดล้อมเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง ซึ่งกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบโลก จุดชนวนความกลัวเรื่องเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง คล้ายบริบทปี 2022
  • ทุกคนมีกำไร ณัฐชาต เตือนว่า เมื่อ valuation อยู่ในโซนสูงมากในระดับที่นักลงทุนทุกคนมีกำไร ย่อมมีความเสี่ยงที่คนจะขายพร้อมกันได้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ตลาดอาจปรับลงแรง

 

บริบทที่ ‘ต่าง’ จากรอบปี 2022

 

อย่างไรก็ดี บริบทในรอบนี้ก็มีบางจุดที่ต่างออกไป และอาจเป็นปัจจัยที่ช่วยค้ำยันไม่ให้ตลาดหุ้นไทยปรับฐานรุนแรงคล้ายกับในอดีต

 

  • ตำแหน่งในวัฏจักรดอกเบี้ยของเฟด ในปี 2022–2023 เฟดอยู่กลางวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยที่รุนแรง (จาก 4.5% ไปถึง 5.5%) ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่วิกฤตปี 2008 และกดดัน fund flow อย่างหนัก ขณะที่รอบนี้เฟดยังไม่ได้เข้าสู่วัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ย ประเด็นจึงเปลี่ยนจาก ‘กลางทางของการขึ้น’ มาเป็น ‘ความเสี่ยงที่เฟดอาจเริ่มขึ้นดอกเบี้ย’ หากราคาน้ำมันดันเงินเฟ้อ
  • ค่าเงินและดุลการค้า สรพล ชี้ว่า ปี 2022 เงินไหลเข้าทั้งภูมิภาคเพราะเงินเฟ้อสหรัฐฯ กำลังผ่านจุดสูงสุดและดอลลาร์อ่อนค่า แต่รอบนี้เงินบาทกลับอ่อนค่า แม้ fund flow หุ้นและบอนด์รวมกันจะเกินแสนล้านบาท และไทยยังขาดดุลการค้าค่อนข้างมากเกิน 2 หมื่นล้านดอลลาร์จากการนำเข้าที่สูง
  • Flow กระจุกที่ไทย ไม่ใช่ทั้งภูมิภาค ต่างจากปี 2022 ที่เงินไหลเข้าทั้งภูมิภาค รอบนี้ สรพล มองว่าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ยังมีจุดอ่อนเยอะ ทำให้ไทยดูเด่นสุด ซึ่งเป็นดาบสองคม เพราะสะท้อนว่าแรงหนุนพึ่งพิงความ ‘ไม่มีทางเลือกอื่น’ มากกว่าพื้นฐานที่แข็งแรงขึ้นของไทยเอง
  • แนวโน้มกำไรที่ถูกปรับขึ้น จุดต่างที่สำคัญที่สุดอาจเป็นเรื่องกำไร ในปี 2022 ตลาดเทรดที่ P/E 17 เท่า บน EPS ระดับ 90 ปลายๆ แต่รอบนี้ EPS ขยับขึ้นมาที่ 99–102 บาท

 

สรพล คาดว่ากำไรไตรมาส 2/2026 มีโอกาสออกมาดีกว่าประมาณการ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและธนาคาร ซึ่งอาจทำให้นักวิเคราะห์ปรับ EPS ขึ้นสู่ 100–102 บาทต่อหุ้น จาก 98 บาท

 

สอดคล้องกับ บล.ทรีนีตี้ ที่ระบุว่าประมาณการกำไรตลาดกลับมาเร่งตัวอีกครั้งหลังเข้าเดือนกรกฎาคม และผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ของกลุ่มสถาบันการเงินออกมาดีต่อเนื่อง โดยหุ้นอย่าง KKP และ TTB รายงานกำไรดีกว่าตลาดคาด 16% และ 7% ตามลำดับ

 

“หากรอบนี้มีเพียงแรงกดดันเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย โดยไม่มีปัจจัยอื่นซ้ำเติมเหมือนปี 2022 ดัชนีหุ้นไทยน่าจะไม่ลงแรงแบบในอดีต โดยประเมินว่าค่าเฉลี่ยการปรับลงของ SET หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกอยู่ที่ราว 7% หรือคิดเป็นระดับ 1,530–1,540 จุด” ณัฐชาตกล่าว

 

ปัจจัยชี้ขาดทิศทางหุ้นไทยต่อจากนี้

 

ปัจจัยที่จะเป็นตัวตัดสินทิศทางหุ้นไทยระยะถัดไปผ่านมุมมองนักวิเคราะห์จากทรีนีตี้และกสิกรไทย สรุปได้ดังนี้

 

  • โทนการแถลงของเฟดและราคาน้ำมัน สรพล มองว่าจุดวัดแรกคือการประชุม FOMC ปลายเดือนนี้ ซึ่งเชื่อว่าเฟดจะคงดอกเบี้ย แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือโทนของการแถลง ขณะที่ณัฐชาตเตือนว่าสัญญาณจากกรรมการเฟดล่าสุดออกไปในทาง hawkish ชัดเจน และหากราคาน้ำมันยังสูงต่อเนื่อง อาจมีโอกาสเกินกว่า 50% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนนี้ โดยยังมีเวที Jackson Hole เป็นอีกจุดที่ต้องติดตาม
  • การแข่งขันในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ณัฐชาต ระบุว่า ปัจจัยที่อาจทำให้เงินไหลกลับไปฝั่งเอเชียเหนือและหุ้นเทคโนโลยี คือแรงแข่งขันจาก AI ฝั่งจีน คล้ายกรณี Deepseek ต้นปี 2025 ซึ่งเคยนำไปสู่แรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
  • ผลประกอบการไตรมาส 2/2026 หากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยประกาศออกมาไม่สะดุด โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวกับ AI จะเป็นปัจจัยช่วยประคองตลาด และหนุนการปรับประมาณการกำไรขึ้น
  • การ Rebalance ดัชนี MSCI สรพล ชี้ว่าจุดวัดที่สองคือ MSCI Indonesia ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอาจทำให้ fund flow ที่ไหลเข้าไทยสิ้นสุดลง เพราะปัจจุบันหุ้นไทยเทรดแพงกว่าอินโดนีเซียราว 2 เท่า (P/E 16 เท่า เทียบกับ 8 เท่า)
  • เพดาน 1,700 จุด กับ EPS 100 บาท สรพล ประเมินว่าหุ้นไทยยังไม่น่าจะทะลุ 1,700 จุด ตราบใดที่ EPS ยังไม่ทะลุ 100 บาทต่อหุ้นขึ้นไปอย่างแรง

 

ภาพ: Janews / Shutterstock

The post ต่างชาติซื้อหุ้นไทย 13 วันติด ยาวสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง สัญญาณเตือนหรือขาขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลังห้องแล็บคณิตศาสตร์ประกันภัย: ทำไมประกันสะสมทรัพย์ถึงให้ IRR เท่านั้น? (และมันถูกสร้างมาเพื่ออะไรกันแน่) https://thestandard.co/savings-insurance-low-irr-purpose/ Sun, 19 Jul 2026 03:14:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1232354

เวลาเห็นบทความแกะรอย IRR ประกันสะสมทรัพย์แล้วพบว่าตัวเล […]

The post เบื้องหลังห้องแล็บคณิตศาสตร์ประกันภัย: ทำไมประกันสะสมทรัพย์ถึงให้ IRR เท่านั้น? (และมันถูกสร้างมาเพื่ออะไรกันแน่) appeared first on THE STANDARD.

]]>

เวลาเห็นบทความแกะรอย IRR ประกันสะสมทรัพย์แล้วพบว่าตัวเลขการันตีเหลือไม่ถึง 1% หลายคนอาจจะรู้สึกโกรธฝั่งคนออกแบบ และตั้งคำถามว่า ‘พวกนักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuary) ดีไซน์ผลิตภัณฑ์แบบนี้ออกมาหน้าตาเฉยได้อย่างไร?’

 

ในฐานะคนที่นั่งอยู่ในห้องแล็บคำนวณตัวเลขเหล่านี้ ผมอยากมาชวนเปิดพิมพ์เขียวหลังบ้านดูครับ ว่าในทางคณิตศาสตร์ประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง

 

โครงสร้างที่ดู ‘เสียเปรียบ’ ในสายตาคนซื้อ แท้จริงแล้วมันถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกอะไร และทำไมมันถึงไม่ควรถูกนำไปเปรียบเทียบกับหุ้นหรือกองทุนรวมตั้งแต่แรก

 

  • 1. สัญญาประกันชีวิตคือ ‘พันธสัญญาระยะยาว เช่น 60 ปี’ ที่บริษัทถอยหลังกลับไม่ได้เวลาคนซื้อมองผลตอบแทนฝากประจำหรือพันธบัตรรัฐบาล เรามองกันที่ระยะเวลา 1 ปี 5 ปี หรือเต็มที่ 10 ปี แต่สำหรับนักคณิตศาสตร์ประกันภัย แบบประกันสะสมทรัพย์ยาวๆ คือ ‘ภาระผูกพันระยะยาว (Long-term Liabilities)’ ที่ยาวนานครึ่งค่อนชีวิตคน

 

สมมติ อายุ 48 ปี สัญญาคุ้มครองถึงอายุ 88 ปี แปลว่าบริษัทประกันกำลังเซ็นสัญญาค้ำประกันผลตอบแทนและจ่ายเงินคืนให้ผู้เอาประกันล่วงหน้ายาวนานถึง 40 ปี

 

ในโลกการเงิน ไม่มีใครรู้อนาคต อีก 30 ปีข้างหน้า ดอกเบี้ยนโยบายอาจจะติดลบเหมือนญี่ปุ่น หรือเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขั้นรุนแรงกี่ครั้งก็ได้แต่ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ตัวเลข ‘เงินคืนการันตี’ ที่เราเขียนไว้ในกรมธรรม์วันนี้ บริษัทต้องจ่ายตามนั้น ห้ามเบี้ยว ห้ามลดเด็ดขาด

 

ดังนั้น IRR ส่วนการันตีที่เห็นว่าต่ำ มันคือ ‘ต้นทุนของความปลอดภัยขั้นสูงสุด (Cost of Guarantee)’ ที่ถูกคำนวณมาเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในอีกครึ่งศตวรรษข้างหน้า ไม่ใช่เพราะบริษัทอยากเอาเปรียบ แต่เพราะบริษัทต้องอยู่รอดเพื่อจ่ายเงินก้อนนั้นให้คุณในวันที่ผู้เอาเประกันอายุ 88 ปีจริงๆ

 

  • 2. มายากลของ ‘ทุนประกันต่ำกว่าเบี้ย’ และการโอนย้ายความเสี่ยง (Insurance Risk) จุดที่คนมักสงสัยคือ ทำไมจ่ายเบี้ยปีละแสน แต่ได้ทุนประกันแค่แสนต้นๆ?

 

ในเชิง คณิตศาสตร์ประกันภัย เราพิจารณาสัญญาตาม สาระสำคัญของความเสี่ยง (Substance over Form) ตามมาตรฐานสากล (เช่น IFRS 17) ผลิตภัณฑ์สะสมทรัพย์ระยะยาวถูกออกแบบมาโดยมีโจทย์ผสม (Hybrid) คือต้องการให้เงินต้นของผู้ซื้ออยู่ครบ (Capital Preservation) ควบคู่ไปกับการมีความคุ้มครองชีวิต

 

เงินเบี้ยประกัน 100,000 บาทที่ผู้เอาประกันจ่ายในแต่ละปี ไม่ได้วิ่งเข้าพอร์ตลงทุนทั้งหมดทันที แต่มันถูกแตกออกเป็น 3 สายน้ำหลักๆ เช่น Cost of Insurance (ค่าความเสี่ยงภัย) ต้นทุนสำหรับซัพพอร์ตความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต เช่น 900% ของทุนประกัน (ซึ่งบริษัทต้องจ่ายเป็นล้านทันทีหากเกิดเหตุไม่คาดฝันตั้งแต่วันแรกๆ) และ Operating Expenses (ค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน) ซึ่งก็คงไม่พ้น ค่าคอมมิชชันตัวแทน ค่าบริหารจัดการ และค่าเงินกองทุนหรือเงินสำรองตามกฎหมาย Investment Component (ส่วนเงินออมเพื่อลงทุน)

 

เงินส่วนที่เหลือหลังจากหัก 2 ส่วนแรกแล้ว ถึงจะถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำจัด เช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เพื่อสร้างเงินคืนการันตีกลับมาให้ผู้เอาประกันเมื่อเงินออมตั้งต้นถูกหักต้นทุนความคุ้มครองและค่าบริหารจัดการออกไปตั้งแต่แรก จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสมการคณิตศาสตร์ประกันภัยถึงดันให้ IRR ตัวเลขสุดท้ายออกมาได้เท่านี้

 

  • 3. ‘เงินปันผลไม่รับรอง’ ไม่ใช่เรื่องขายฝัน แต่คือการแบ่งปันผลประโยชน์ (Profit Sharing) หลายคนมองดอกจันคำว่า ‘ไม่รับรองการจ่าย’ ด้วยความระแวง แต่ในมุมของคนดีไซน์แบบประกัน นี่คือเครื่องมือที่เรียกว่า Participating Policy (แบบประกันประเภทมีเงินปันผล) ซึ่งแฟร์กับผู้บริโภคมากที่สุดในสภาวะดอกเบี้ยผันผวนเนื่องจากเราไม่สามารถการันตี IRR สูงๆ ยาว 40 ปีได้ (เพราะเสี่ยงทำบริษัทเจ๊ง) บริษัทประกันจึงต้องตั้ง ‘พื้นการันตี’ ไว้ในระดับที่ปลอดภัยต่ำๆ ก่อน จากนั้นหากปีไหนพอร์ตลงทุนของบริษัท (ซึ่งบริหารโดยมืออาชีพและเน้นสินทรัพย์มั่นคง) ทำกำไรได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ บริษัทก็จะนำกำไรส่วนเพิ่มนั้นมา ‘แบ่งปัน’ กลับคืนให้ผู้ถือกรมธรรม์ในรูปแบบเงินปันผล

 

มันไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อปิดการขาย แต่คือการดีไซน์เพื่อให้สัญญายืดหยุ่นและเติบโตไปตามภาวะเศรษฐกิจจริง โดยที่ผู้ซื้อยังมี ‘ตาข่ายรองรับความปลอดภัย’ ของเงินต้นอยู่ตลอดเวลา

 

  • ทำไมประตูทางออก (เวนคืน) ถึงขาดทุนย่อยยับ? ประเด็นเรื่องการเวนคืนแล้วขาดทุนหนักในช่วง 10-20 ปีแรก ในภาษาประกันภัยเราเรียกว่าโครงสร้างแบบ Back-loaded เหตุผลทางคณิตศาสตร์ตรงตัวมากครับ คือบริษัทประกันมี ‘ต้นทุนเริ่มแรก (Initial Costs)’ ที่สูงมาก ทั้งค่าตรวจสุขภาพ ค่าออกกรมธรรม์ และค่าดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งบริษัทออกเงินก้อนนี้ล่วงหน้าไปก่อน โดยหวังว่าจะได้เงินเบี้ยประกันในปีต่อๆ มาช่วยเฉลี่ยต้นทุนหากผู้เอาประกันขอยกเลิกสัญญากลางคัน เงินสำรองที่สะสมอยู่ในกรมธรรม์จึงต้องถูกหักกลับเพื่อชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่วันแรก โครงสร้างนี้ไม่ได้ทำมาเพื่อกักขัง แต่ทำมาเพื่อปกป้องกองทุนรวมของผู้เอาประกันคนอื่นๆ ที่ยังถือสัญญาอยู่ ไม่ให้ต้องมาแบกรับภาระต้นทุนของคนที่เดินจากไปก่อนกำหนดครับ

 

บทสรุปจากห้องคำนวณ : เลือกใช้เครื่องมือให้ถูกประเภท

 

ในฐานะนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ผมมักจะพูดเสมอว่า ‘ไม่มีแบบประกันที่ไม่ดี มีแต่การนำเสนอขายที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์’

 

หากคุณต้องการ ความมั่งคั่ง (Wealth) ให้เดินไปหา หุ้น, กองทุนรวม หรืออสังหาริมทรัพย์ ที่นั่นมี IRR ระดับ 6 – 10% ให้เลือก (พร้อมความเสี่ยงที่เงินต้นจะลดลง)

 

หากคุณต้องการ ความมั่นคงสูงสุดและปกป้องเงินต้นยาวนานชั่วชีวิต (Security) ประกันสะสมทรัพย์คือคำตอบ เพราะไม่มีสินทรัพย์ไหนในโลกที่จะการันตีตัวเลขเงินคืนให้เราได้ยาวนานครึ่งค่อนศตวรรษขนาดนี้อีกแล้ว

 

ปัญหาในปัจจุบันไม่ใช่โครงสร้างคณิตศาสตร์ประกันภัยของผลิตภัณฑ์ แต่คือ ‘การเอาไม้บรรทัดของการลงทุน (เช่น การเค้นเอา IRR สูงๆ หรือสภาพคล่องสูง) มาตัดสินผลิตภัณฑ์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อความมั่นคงระยะยาว’

 

ครั้งต่อไปที่เปิดโบรชัวร์ประกัน ลองมองข้ามคำว่า ‘ผลตอบแทนกี่เท่า’ แล้วถามตัวเองคำเดียวครับว่า โจทย์ในชีวิตตอนนี้ของคนซื้อคือการ ‘เร่งเติบโตทรัพย์สิน’ หรือการ ‘สร้างหลุมหลบภัยที่ไม่มีวันพัง’

 

แล้วคนนั้นจะเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของตัวเลขที่นักคณิตศาสตร์ประกันภัยออกแบบมาครับ

 

ภาพ: Shutterstock.AI

The post เบื้องหลังห้องแล็บคณิตศาสตร์ประกันภัย: ทำไมประกันสะสมทรัพย์ถึงให้ IRR เท่านั้น? (และมันถูกสร้างมาเพื่ออะไรกันแน่) appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX พักฐาน แต่กำลังเติบโตไกลกว่าธุรกิจจรวด https://thestandard.co/opinion-spacex-growth-beyond-rockets/ Sat, 18 Jul 2026 07:53:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1232245 ภาพจรวด Starship ของ SpaceX บนฐานปล่อย

หลังสร้างประวัติศาสตร์ด้วย IPO ที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งข […]

The post SpaceX พักฐาน แต่กำลังเติบโตไกลกว่าธุรกิจจรวด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจรวด Starship ของ SpaceX บนฐานปล่อย

หลังสร้างประวัติศาสตร์ด้วย IPO ที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลก หุ้น SpaceX ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักลงทุนทั่วโลก ก่อนราคาจะค่อย ๆ ปรับฐานลงจนกลับมาใกล้ระดับ IPO ท่ามกลางแรงขายทำกำไรและความกังวลต่อการลงทุนมหาศาลที่บริษัทกำลังเร่งเดินหน้า

 

 

สำหรับนักลงทุนระยะสั้น การย่อตัวของราคาหุ้นอาจสะท้อนว่าโมเมนตัมเริ่มชะลอลง แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว คำถามสำคัญคือ SpaceX กำลังสร้างธุรกิจอะไรที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

 

หลายคนยังจดจำ SpaceX ในฐานะบริษัทจรวด เจ้าของ Falcon 9 และ Starship แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างรายได้ จะเห็นว่าบริษัทไม่ได้พึ่งพาธุรกิจจรวดเพียงอย่างเดียว

 

ในปี 2568 SpaceX มีรายได้รวม 18.7 พันล้านดอลลาร์ เติบโต 33% YoY โดยรายได้ 61% มาจากธุรกิจ Starlink เครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ขณะที่ Launch Services คิดเป็น 22% และอีก 17% มาจากธุรกิจ AI Infrastructure ที่บริษัทกำลังเร่งลงทุน

 

โครงสร้างรายได้ดังกล่าวสะท้อนว่า SpaceX กำลังเปลี่ยนผ่านสู่บริษัทเทคโนโลยีที่มีธุรกิจสร้างรายได้ประจำ (Recurring Revenue) พร้อมวางรากฐานการเติบโตในยุค AI

 

หัวใจสำคัญคือ Starlink ซึ่งเป็นธุรกิจแบบ Subscription ที่สร้างรายได้ประจำจากผู้ใช้งานทั่วโลก ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 10 ล้านราย และหลายสำนักวิจัยคาดว่าฐานลูกค้าอาจเพิ่มเป็น 16-17 ล้านรายในปี 2569 พร้อมสร้างรายได้แตะ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

 

กระแสเงินสดจาก Starlink จึงเป็นเสมือน ‘เครื่องจักรผลิตเงินสด’ ที่ช่วยให้ SpaceX เดินหน้าลงทุนในโครงการระยะยาว เช่น Starship การสำรวจอวกาศ และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพึ่งพารายได้จากการปล่อยจรวดเพียงอย่างเดียว

 

อีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตาคือ AI Infrastructure แม้ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ราว 17% แต่ถูกมองว่าเป็นเครื่องยนต์การเติบโตรอบใหม่ของบริษัท

 

ตลอดปีที่ผ่านมา SpaceX เร่งลงทุนใน AI Data Center ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ระบบประมวลผล และ Compute Infrastructure เพื่อรองรับการพัฒนาโมเดล AI ขนาดใหญ่ รวมถึงเชื่อมต่อ AI เข้ากับเครือข่ายดาวเทียมและโครงสร้างพื้นฐานของบริษัท โดยโครงการ Colossus และ Colossus II ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจนี้

 

แม้รายได้จาก AI จะยังไม่ใช่ธุรกิจหลักในปัจจุบัน แต่ตลาดให้ความสำคัญกับศักยภาพระยะยาว เนื่องจาก AI เป็น Mega Trend ที่อาจเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน การใช้ชีวิต และโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ไม่ต่างจากการเปลี่ยนแปลงที่อินเทอร์เน็ตเคยสร้างไว้เมื่อกว่าสองทศวรรษก่อนด้วยเหตุนี้ SpaceX จึงไม่ได้แข่งขันอยู่เพียงในอุตสาหกรรมอวกาศ แต่กำลังวางตำแหน่งตัวเองบน 3 เมกะเทรนด์สำคัญ ได้แก่

 

  1. Space Economy ผ่านธุรกิจปล่อยจรวดและระบบขนส่งอวกาศ
  2. Global Connectivity ผ่าน Starlink ที่สร้างรายได้ประจำจากผู้ใช้งานทั่วโลก
  3. AI Infrastructure ซึ่งมีศักยภาพเป็นเครื่องยนต์การเติบโตแห่งทศวรรษถัดไป

 

ข้อมูลจากทีม Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่าในมุมนี้ การที่ราคาหุ้นปรับฐานลงมาใกล้ระดับ IPO อาจสะท้อนเพียงการปรับความคาดหวังของตลาดในระยะสั้น มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน เพราะหาก SpaceX ยังขยายฐานผู้ใช้ Starlink เดินหน้าลงทุนด้าน AI และรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอวกาศได้ตามแผน การเติบโตของบริษัทอาจยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น

 

สำหรับนักลงทุนระยะยาว คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ ‘ราคาหุ้นลงมาแล้วหรือยัง’ แต่คือ ‘อีก 10 ปีข้างหน้า SpaceX จะมีมูลค่าใหญ่กว่าวันนี้หรือไม่’

 

สำหรับนักลงทุนไทย ปัจจุบันสามารถลงทุนใน SpaceX ผ่าน DR SPACEX01 ซึ่งซื้อขายบนตลาดหุ้นไทยด้วยเงินบาท ผ่านแอป Streaming ทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน โดยไม่ต้องเปิดบัญชีลงทุนต่างประเทศ

 

ท้ายที่สุด ความผันผวนของราคาหุ้นอาจเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้น แต่สิ่งที่น่าจับตาคือการเปลี่ยนผ่านของ SpaceX จาก ‘บริษัทจรวด’ สู่ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร อวกาศ และ AI ซึ่งอาจเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลกในอนาคต

 

ภาพ: Findaview / Shutterstock

The post SpaceX พักฐาน แต่กำลังเติบโตไกลกว่าธุรกิจจรวด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เร่งสอบข้อเท็จจริง กรณี TRUE ชี้แจงรายงานได้มาหุ้น 3.2% อาจไม่ถูกต้อง ยันปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ https://thestandard.co/sec-investigates-true-share-report/ Mon, 06 Jul 2026 07:51:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1227274 โลโก้ ก.ล.ต. และ TRUE พร้อมข้อความ ก.ล.ต. เร่งสอบ ปมรายงานซื้อหุ้น TRUE อาจคลาดเคลื่อน

ก.ล.ต. พร้อมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้แจ้งรายงานกา […]

The post ก.ล.ต. เร่งสอบข้อเท็จจริง กรณี TRUE ชี้แจงรายงานได้มาหุ้น 3.2% อาจไม่ถูกต้อง ยันปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ ก.ล.ต. และ TRUE พร้อมข้อความ ก.ล.ต. เร่งสอบ ปมรายงานซื้อหุ้น TRUE อาจคลาดเคลื่อน

ก.ล.ต. พร้อมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้แจ้งรายงานการได้มาซึ่งหุ้น บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) จนสัดส่วนถือครองแตะระดับกว่า 7% ข้อมูลอาจคลาดเคลื่อน หลัง TRUE ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ท้วงว่าข้อมูลในรายงานอาจไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะส่วนที่ระบุว่าเป็น ‘หุ้นบุริมสิทธิ’ ทั้งที่บริษัทยืนยันว่าปัจจุบันไม่มีหลักทรัพย์ประเภทดังกล่าวแล้ว

 

กรณีดังกล่าว มาจากสรุปแบบรายงานการได้มา/จำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ที่สำนักงาน ก.ล.ต. เผยแพร่ประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ซึ่งระบุว่า ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ได้มาซึ่งหุ้นของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 คิดเป็น 3.2174% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด ส่งผลให้ถือครองภายหลังการได้มาเพิ่มเป็น 7.0992%

 

ด้าน TRUE ทำหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ระบุว่าจำนวนที่ได้มารวม 3.2174% นั้น แบ่งเป็นหุ้นสามัญราว 3.1786% และ หุ้นบุริมสิทธิราว 0.0388% ซึ่งเป็นจุดที่บริษัทตั้งข้อสังเกต เพราะ TRUE ไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้บุคคลทั่วไป และปัจจุบันไม่มีหลักทรัพย์ประเภทหุ้นบุริมสิทธิแล้ว บริษัทจึงมองว่าข้อมูลในแบบ 246-2 อาจมีความไม่ถูกต้อง และได้แจ้งข้อเท็จจริงนี้ต่อ ก.ล.ต. ในวันเดียวกัน

 

อนึ่ง หุ้นบุริมสิทธิ คือ หุ้นที่ผู้ถือมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลก่อนหุ้นสามัญทั่วไป แต่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในการบริหารบริษัท

 

TRUE ยังย้ำว่า ตามหมายเหตุบนหน้าเว็บไซต์แบบ 246-2 ของ ก.ล.ต. ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นเพียง ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ กล่าวคือยังไม่ครบถ้วนและ/หรืออยู่ระหว่างการสอบทาน โดยบริษัทรับทราบว่า ก.ล.ต. จะติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้ยื่นแบบต่อไป พร้อมประเมินว่ารายการนี้จะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทิศทางธุรกิจ การบริหารจัดการ หรือการดำเนินงานของบริษัท

 

ขณะที่ เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. ระบุว่า ก.ล.ต. อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดยติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่มีการรายงานเข้ามา และพบข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูล จึงได้ทำเครื่องหมายเตือนผู้ลงทุนต่อรายงานแบบ 246-2 ฉบับดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ หากพบการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ก.ล.ต. จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

 

ภาพ: ก.ล.ต. เร่งสอบ

The post ก.ล.ต. เร่งสอบข้อเท็จจริง กรณี TRUE ชี้แจงรายงานได้มาหุ้น 3.2% อาจไม่ถูกต้อง ยันปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท.เร่งแผนออกเกณฑ์ดึงธุรกิจ New Economy เข้าตลาดหุ้น จ่อคลอดเกณฑ์ ใน Q3/69 พร้อมศึกษาแยกหุ้น Sector ‘กลุ่มเทคโนโลยี’ https://thestandard.co/set-new-economy-technology-sector/ Mon, 29 Jun 2026 10:13:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1224678 ภาพมือหุ่นยนต์กำลังแตะหน้าจอสมาร์ทโฟน สื่อถึงเทคโนโลยีและตลาดหุ้น

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยถึงยุแผนในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน […]

The post ตลท.เร่งแผนออกเกณฑ์ดึงธุรกิจ New Economy เข้าตลาดหุ้น จ่อคลอดเกณฑ์ ใน Q3/69 พร้อมศึกษาแยกหุ้น Sector ‘กลุ่มเทคโนโลยี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมือหุ่นยนต์กำลังแตะหน้าจอสมาร์ทโฟน สื่อถึงเทคโนโลยีและตลาดหุ้น

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยถึงยุแผนในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน โดยเริ่มต้นจากการมุ่งเน้นปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าเกณฑ์ความร่วมมือใหม่นี้จะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3 ของปีนี้

 

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับปรุงกฎเกณฑ์การเข้าจดทะเบียน (IPO) สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม New Economy ทั้ง 10 ประเภท ให้สอดคล้องกับภาวะตลาดปัจจุบันและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยมีการพิจารณาลดเงื่อนไขด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) หรือระยะเวลาการทำกำไร รวมถึงการลดระยะเวลาในขั้นตอนการเตรียมตัวทำ IPO ให้รวดเร็วขึ้นจากเดิม

 

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อพิจารณาให้การสนับสนุนเพิ่มเติมแก่ธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ให้เข้ามาจดทะเบียนระดมทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งคาดว่ากฎเกณฑ์ความชัดเจนในส่วนนี้จะออกมาในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้

 

โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการดึงดูดอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับกลุ่มธุรกิจเป้าหมายของ EEC เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซ็นเตอร์และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) โดยเปิดกว้างทั้งในรูปแบบการดึงบริษัทต่างชาติที่มาตั้งบริษัทย่อยในไทยเพื่อเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คล้ายกับกรณีของ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ซึ่งมีบริษัทแม่เป็นสัญชาติไต้หวัน รวมถึงการปรับเกณฑ์เพื่อเอื้อให้ บริษัทลูก ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดใหญ่ของไทยที่ทำอุตสาหกรรม New Economy Spin-off สามารถทำ IPO เข้าตลาดได้รวดเร็วขึ้น แม้ในบางเซกเตอร์บริษัทลูกจะยังไม่มีกำไรก็ตาม อย่างไรก็ดี กระบวนการดึงกลุ่มธุรกิจเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวอย่างน้อย 2 ปีจึงจะเริ่มเห็นผลบนกระดานเทรด

 

เล็งศึกษาแยก Sector จัดระเบียบหุ้น ‘กลุ่มเทคโนโลยี’

 

จากการผลักดันอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาใน ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงอยู่ระหว่างพิจารณาศึกษาการจัดหมวดหมู่กลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) ใหม่ โดยอาจมีการพิจารณาเพิ่มกลุ่มอุตสาหกรรมจาก 8 กลุ่มในปัจจุบัน เป็น 9 กลุ่ม เพื่อจัดระเบียบหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและ ICT ให้มีความชัดเจน ไม่ให้เข้ามาปะปนกันจนขาดความชัดเจน

 

ผลงานหุ้นไทยครึ่งปีแรกแกร่ง พุ่ง 25 % ติดอันดับ 2-3 ของภูมิภาคเอเชีย

 

สำหรับภาพรวมภาวะตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา ถือว่าให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นอย่างมาก โดยปรับตัวพุ่งขึ้นมาประมาณ 25% ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่สูงเป็นอันดับที่ 2 หรือ 3 ของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย เป็นรองเพียงแค่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และสูสีกับตลาดหุ้นไต้หวัน

 

โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการเมืองในประเทศที่มีความมั่นคงมากขึ้น รวมถึงกระแสเงินทุน (Fund Flow) ที่เริ่มเคลื่อนย้ายจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขั้นสูง (Advance Market) เข้าสู่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)

 

นอกจากนี้ อัตราแลกเปลี่ยนของไทยที่มีความมั่นคงและผันผวนน้อยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ยังทำให้ต่างชาติมองตลาดหุ้นไทยเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ท่ามกลางความผันผวนของภาวะสงครามทั่วโลก

 

ในด้านมุมมองต่อเศรษฐกิจ แม้นักลงทุนต่างชาติจะเคยตั้งคำถามถึงโอกาสที่ GDP ไทยจะเติบโตในระดับ 7% ซึ่ง ตลท. ได้ชี้แจงตามจริงว่าภายใต้โครงสร้างพื้นฐานปัจจุบันอาจเป็นไปได้ยาก แต่ด้วยศักยภาพและพื้นฐานที่ไทยมี โอกาสที่ GDP จะเติบโตระดับ 4% นั้นเป็นไปได้ ซึ่งความโปร่งใสนี้ทำให้นักลงทุนพอใจและตอบรับในเชิงบวก

 

เตรียมจัดบิ๊กอีเวนต์ Thailand Focus 2026 ครบรอบ 20 ปี

 

ในส่วนของแผนเชิงรุกช่วงครึ่งปีหลัง ตลท. เตรียมจัดงานใหญ่ประจำปี Thailand Focus 2026 ซึ่งปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 20 ปี โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 26-28 สิงหาคม 2569 ภายใต้ธีม ‘REIGNITE Thailand’ เพื่อเป็นเวทีสานต่อความสำเร็จจากการเดินสายโรดโชว์ที่ลอนดอนและฮ่องกง ซึ่งพบว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาให้ความสนใจธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

ภาพ: Koupei Studio / Shutterstock

The post ตลท.เร่งแผนออกเกณฑ์ดึงธุรกิจ New Economy เข้าตลาดหุ้น จ่อคลอดเกณฑ์ ใน Q3/69 พร้อมศึกษาแยกหุ้น Sector ‘กลุ่มเทคโนโลยี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ข้อควรรู้ SpaceX จะไปต่อได้แค่ไหน? โอกาสเข้าถึงหุ้นอวกาศระดับโลกผ่านตลาดหุ้นไทย https://thestandard.co/opinion-spacex-ipo-space-stock-future/ Sun, 21 Jun 2026 06:22:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1221131 โลโก้ SpaceX บนหน้าจอสมาร์ทโฟน

หลังเข้าเทรด หุ้น SpaceX ยังคงได้รับความสนใจอย่างมากจาก […]

The post 5 ข้อควรรู้ SpaceX จะไปต่อได้แค่ไหน? โอกาสเข้าถึงหุ้นอวกาศระดับโลกผ่านตลาดหุ้นไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ SpaceX บนหน้าจอสมาร์ทโฟน

หลังเข้าเทรด หุ้น SpaceX ยังคงได้รับความสนใจอย่างมากจากตลาด โดยราคาหุ้นปรับขึ้นเหนือราคา IPO อย่างมีนัยสำคัญ และผลักดันให้มูลค่าตลาดของบริษัททะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ SpaceX ไม่ใช่เพียงหนึ่งใน IPO ขนาดใหญ่ที่สุดของตลาด แต่กลายเป็นบททดสอบสำคัญว่า นักลงทุนควรตีมูลค่า ‘อนาคตของอวกาศ’ อย่างไร

 

ความยากคือ SpaceX ไม่ได้เป็นธุรกิจมิติเดียว ด้านหนึ่ง บริษัทยังมีรายได้เพียง 18.7 พันล้านดอลลาร์ และยังขาดทุนสุทธิ แต่อีกด้านหนึ่ง SpaceX คือผู้นำด้านจรวดนำกลับมาใช้ซ้ำ มี Starlink เป็นโครงข่ายดาวเทียมระดับโลก มีธุรกิจด้านความมั่นคง และมีโอกาสเติบโตเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจอวกาศในระยะยาว

 

ข้อที่ 1 SpaceX เป็นแค่หุ้นจรวด หรือเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก?

 

หากมองแบบผิวเผิน SpaceX คือบริษัทที่ปล่อยจรวดขึ้นสู่วงโคจร แต่ในมุมของตลาดทุน เรื่องราวใหญ่กว่านั้นมาก SpaceX กำลังถูกมองเป็นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจอวกาศ ตั้งแต่บริการปล่อยดาวเทียมและขนส่งนักบินอวกาศ ไปจนถึงอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ธุรกิจด้านกลาโหม และโอกาสในอนาคตอย่าง direct-to-cell หรือโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลบนวงโคจร

 

จุดแข็งสำคัญคือ SpaceX ไม่ได้มีเพียงไอเดีย แต่มีขนาดธุรกิจจริงรองรับ บริษัททำภารกิจปล่อยจรวดจำนวนมากในแต่ละปี มีจรวด reusable ที่ช่วยเปลี่ยนเศรษฐศาสตร์ของการเข้าถึงอวกาศ และมี Starlink เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ ต่างจากบริษัทอวกาศจำนวนมากที่ยังอยู่ในช่วงพิสูจน์โมเดลธุรกิจ

 

นี่คือเหตุผลที่ตลาดไม่ได้ตีมูลค่า SpaceX เหมือนบริษัทอุตสาหกรรมอวกาศแบบดั้งเดิม แต่ให้ค่ากับบริษัทในฐานะผู้เล่นที่อาจทำให้อวกาศกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ คล้ายกับยุค AI ที่ตลาดไม่ได้ให้มูลค่าเฉพาะบริษัทที่สร้างแอปพลิเคชันปลายทาง แต่ให้ค่ากับผู้เล่นที่เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ตั้งแต่ชิป ดาต้าเซ็นเตอร์ ไปจนถึงเครือข่ายที่ทำให้เทคโนโลยีทั้งหมดขยายตัวได้

 

ข้อที่ 2 ระยะสั้นหุ้นยังมีแรงส่งเหลืออยู่หรือไม่?

 

ในมุมมองของทีม BLS Global Investing ภาพระยะสั้นของ SpaceX ยังมีโอกาสเป็นบวกในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกหลังเข้าเทรด หนึ่งในแรงหนุนสำคัญไม่ใช่แค่กระแสความตื่นเต้นหลัง IPO แต่คือโอกาสที่หุ้นขนาดใหญ่ระดับนี้จะถูกนำเข้าดัชนีสำคัญเร็วกว่าหุ้น IPO ทั่วไป

 

จากข้อมูลเกณฑ์ดัชนีที่เกี่ยวข้อง FTSE Russell และ CRSP อาจเป็นกลุ่มแรกที่เปิดทางให้ SpaceX เข้าดัชนีได้เร็วที่สุดภายในราว 5 วันทำการ ตามด้วย MSCI ในราว 10 วันทำการ และ Nasdaq-100 ในราว 15 วันทำการ หากผ่านเงื่อนไขที่กำหนด ขณะที่ S&P 500 ยังเป็นข้อยกเว้นสำคัญ เพราะไม่มี fast-track สำหรับ mega-IPO และยังต้องใช้ประวัติการซื้อขาย รวมถึงเงื่อนไขด้านกำไรตามเกณฑ์ปกติ

 

ความหมายคือ SpaceX อาจได้แรงซื้อจากกองทุน ETF และกองทุน Passive ที่ต้องปรับพอร์ตเมื่อหุ้นถูกเพิ่มเข้าดัชนี กองทุนที่อ้างอิงดัชนีนั้นก็จำเป็นต้องซื้อ

 

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องระวังว่าแรงซื้อจากดัชนีเป็นแรงส่งที่มีกรอบเวลา หากตลาดรับรู้ล่วงหน้าและมีแรงซื้อดักหน้าไปแล้ว วันที่เข้าดัชนีจริงอาจไม่ได้สร้างแรงหนุนมากเท่าที่คาด ดังนั้น ระยะสั้นของ SpaceX อาจยังดูแข็งแรง แต่ไม่น่าจะเป็นการปรับขึ้นแบบไร้แรงต้าน

 

ข้อที่ 3 เมื่อแรงซื้อช่วงแรกจางลง ใครจะเป็นแรงขายรอบถัดไป?

 

หลังผ่านช่วงแรกของ IPO ตลาดจะเริ่มเปลี่ยนโฟกัสจากฝั่ง demand ไปสู่ฝั่ง supply นั่นคือ ‘หุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมที่ทยอยพ้นช่วง Lockup’

 

SpaceX เป็นบริษัทที่อยู่ในตลาด private มายาวนาน ผู้ถือหุ้นเดิมจำนวนมาก ทั้งพนักงาน นักลงทุนยุคแรก venture capital และกองทุน private market อาจถือหุ้นมาหลายปี และมีต้นทุนต่ำกว่าราคาตลาดอย่างมีนัยสำคัญ

 

จาก timeline ที่เปิดเผย การปลดล็อกหุ้นของ SpaceX ไม่ได้เกิดขึ้นทั้งหมดในคราวเดียว แต่ทยอยเป็นหลายรอบ ตั้งแต่ช่วงหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 เดือน ก.ค. ต่อเนื่องไปตามช่วงเวลาหลัง IPO และมีก้อนใหญ่ตามมาในช่วงหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 รวมถึงส่วนที่เหลือในช่วง 180 วันหลัง IPO ซึ่งคือช่วงต้นเดือน ธ.ค.

 

นี่ทำให้แนวโน้มหุ้นอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือช่วงที่ตลาดโฟกัสแรงซื้อจาก IPO และการเข้าดัชนี ส่วนช่วงถัดไปคือช่วงที่ตลาดต้องประเมินว่าแรงซื้อใหม่แข็งแรงพอจะรับแรงขายจากหุ้นที่ทยอยปลดล็อกได้หรือไม่ หากราคาหุ้นยังอยู่สูงกว่าราคา IPO มาก แรงขายทำกำไรจากผู้ถือหุ้นเดิมก็อาจเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ

 

ข้อที่ 4 มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สมเหตุสมผลแค่ไหน?

 

ถ้าตอบด้วยตัวเลขปัจจุบัน SpaceX ไม่ใช่หุ้นถูก บริษัทมีรายได้ปี 2025 ราว 18.7 พันล้านดอลลาร์ และยังขาดทุนสุทธิ ขณะที่มูลค่าตลาดหลังวันแรกทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ราคา IPO หุ้นซื้อขายบน price-to-sales ราว 95 เท่า ซึ่งสูงกว่าบริษัทเทคโนโลยี mega-cap หลายแห่ง

 

แต่เหตุผลที่ตลาดยอมจ่าย valuation สูงขนาดนี้ เพราะ SpaceX มีคุณสมบัติที่หาได้ยากในตลาดหุ้น

 

  • หนึ่งคือ scarcity นักลงทุนมีทางเลือกน้อยมากในการลงทุนโดยตรงกับเศรษฐกิจอวกาศขนาดใหญ่
  • สองคือ market leadership บริษัทมีความได้เปรียบด้านจรวด reusable และความถี่ในการปล่อยจรวด สามคือ Starlink ที่อาจถูกมองเป็น global connectivity platform มากกว่าธุรกิจดาวเทียมแบบเดิม
  • สี่คือ ธุรกิจกลาโหมและโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์
  • และห้าคือ Musk factor ที่ทำให้นักลงทุนบางส่วนยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อภาพอนาคต

 

คล้ายกับกรณี Tesla ที่ตลาดไม่เคยมองเป็นเพียงบริษัทรถยนต์ แต่ให้มูลค่าบริษัทในฐานะแพลตฟอร์มของ EV, battery, software, autonomy และ energy SpaceX เองก็อาจกำลังถูกตลาดมองในกรอบเดียวกัน คือไม่ใช่แค่บริษัทจรวด แต่เป็นแพลตฟอร์มของ launch, broadband, defence, direct-to-cell, AI infrastructure และเศรษฐกิจวงโคจรในอนาคต

 

ประเด็นคือ valuation สูงไม่ใช่เรื่องผิดโดยอัตโนมัติ หากบริษัทสามารถเติบโตทันความคาดหวังได้จริง แต่ valuation สูงทำให้พื้นที่สำหรับความผิดพลาดลดลงมาก หากรายได้โตช้ากว่าคาด margin ไม่ดีขึ้น หรือ capex ยังสูงต่อเนื่อง ราคาหุ้นอาจถูกกดดันได้ง่าย เพราะความสำเร็จในอนาคตจำนวนมากถูกสะท้อนเข้าไปในราคาแล้ว

 

ข้อที่ 5 SpaceX จะเปลี่ยนความฝันให้เป็นตัวเลขได้เร็วแค่ไหน?

 

นี่อาจเป็นคำถามสำคัญที่สุดในระยะยาว เพราะมูลค่าระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ไม่ได้สะท้อนแค่ธุรกิจที่มีอยู่ในวันนี้ แต่สะท้อนความคาดหวังว่า SpaceX จะกลายเป็นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจอวกาศในอนาคต

 

ตัวเลขที่ตลาดจะจับตามากที่สุดคือ Starlink เพราะเป็นธุรกิจที่ทำให้ SpaceX เปลี่ยนจากบริษัทที่มีรายได้จากโครงการหรือสัญญา เป็นธุรกิจที่มีรายได้ประจำจากผู้ใช้งานทั่วโลก หาก Starlink เติบโตต่อได้ ทั้งในกลุ่มผู้บริโภค องค์กร การบิน เรือเดินสมุทร รัฐบาล และ direct-to-cell ตลาดก็อาจยอมให้ multiple สูงต่อไปได้

 

แต่ Starlink ไม่ใช่คำตอบเดียว SpaceX ยังต้องพิสูจน์ว่าธุรกิจ launch สามารถรักษาความได้เปรียบด้านต้นทุนได้ Starship สามารถเดินหน้าจากโครงการที่ใช้เงินลงทุนมหาศาลไปสู่สินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าจริงได้ ธุรกิจกลาโหมสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงได้ และภาพรวมบริษัทสามารถค่อยๆ เปลี่ยนจากการเติบโตที่ใช้เงินลงทุนสูง ไปสู่กำไรและกระแสเงินสดที่ยั่งยืน

 

นี่คือจุดที่ตลาดจะเข้มงวดขึ้นหลัง IPO เพราะบริษัทจดทะเบียนต้องถูกประเมินทุกไตรมาส ความฝันระยะยาวยังสำคัญ แต่ตัวเลขรายได้ margin cash flow และ capex จะสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ดังนั้น ภาพรวมของ SpaceX หลังเข้าเทรดอาจสรุปได้ว่า ระยะสั้นยังมีแรงส่งจาก IPO และการเข้าดัชนี ระยะกลางต้องระวังแรงขายจากหุ้นที่ทยอยปลดล็อก ส่วนระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนความเป็นผู้นำด้านอวกาศให้กลายเป็นผลประกอบการที่สมกับมูลค่าตลาด

 

SpaceX อาจเป็นหนึ่งในหุ้นที่สำคัญที่สุดของทศวรรษนี้ เพราะเป็นบริษัทที่ทำให้เศรษฐกิจอวกาศกลายเป็นธีมลงทุนกระแสหลักของตลาดทุนโลก แต่หุ้นที่ยิ่งใหญ่มักมาพร้อมคำถามที่ใหญ่ไม่แพ้กัน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า SpaceX เป็นบริษัทที่น่าตื่นเต้นหรือไม่ เพราะคำตอบชัดเจนว่าใช่ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ราคาหุ้นวันนี้สะท้อนอนาคตที่น่าตื่นเต้นนั้นไปมากแค่ไหนแล้ว

 

สำหรับนักลงทุนไทยที่อยากมีส่วนร่วมกับโอกาสของ SpaceX ผ่านตลาดหุ้นไทย รอติดตาม DR อ้างอิงหุ้น SpaceX ที่ออกโดยหลักทรัพย์บัวหลวงเร็วๆ นี้ ในฐานะ DR ตัวแรกของไทยที่พานักลงทุนเข้าถึงหุ้นโครงสร้างพื้นฐานอวกาศระดับโลกได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ

 

ภาพกราฟหุ้น SpaceX ราย 15 นาที

 

โลโก้ SpaceX บนหน้าจอสมาร์ทโฟน 1

 

ภาพ: Below the Sky / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • BLS Global Investing, Bloomberg, SpaceX
  • แอป Trading View As of 19/06/2569

 

The post 5 ข้อควรรู้ SpaceX จะไปต่อได้แค่ไหน? โอกาสเข้าถึงหุ้นอวกาศระดับโลกผ่านตลาดหุ้นไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้น ‘เกาหลีใต้-เวียดนาม’ ลุ้นถูกอัปเกรดสถานะโดย MSCI สิ้นเดือนนี้ จับตาจุดเปลี่ยนเอเชีย https://thestandard.co/south-korea-vietnam-msci-upgrade/ Sun, 14 Jun 2026 07:41:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1218181 ภาพกราฟิกธงชาติเกาหลีใต้และเวียดนาม พร้อมข้อความตลาดหุ้นลุ้นเลื่อนสถานะโดย MSCI

บรรดานักลงทุนกำลังเฝ้ารอการทบทวนการจัดหมวดหมู่ตลาดประจำ […]

The post ตลาดหุ้น ‘เกาหลีใต้-เวียดนาม’ ลุ้นถูกอัปเกรดสถานะโดย MSCI สิ้นเดือนนี้ จับตาจุดเปลี่ยนเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกธงชาติเกาหลีใต้และเวียดนาม พร้อมข้อความตลาดหุ้นลุ้นเลื่อนสถานะโดย MSCI

บรรดานักลงทุนกำลังเฝ้ารอการทบทวนการจัดหมวดหมู่ตลาดประจำปีของ MSCI ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้จัดทำดัชนีจะตัดสินใจว่า เกาหลีใต้ เวียดนาม และตลาดอื่นๆ จะได้เปลี่ยนแปลงสถานะหรือไม่ โดยกลุ่มธุรกิจในเกาหลีใต้คาดหวังอย่างมากที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้จะได้รับการเลื่อนสถานะเป็นตลาดพัฒนาแล้ว (DM) หลังดัชนี Kospi พุ่งแรงในปีนี้

 

 

ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ กลายเป็นดัชนีอ้างอิงที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในโลกในปีนี้ โดยพุ่งขึ้นมากกว่า 90% เนื่องจากนักลงทุนแห่เข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้การพุ่งทะยานในครั้งนี้ก็ทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีความผันผวนมากที่สุดในโลกเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม การพุ่งทะยานรอบนี้ทำให้เกาหลีใต้ถูกจับตาว่า จะได้รับการบรรจุเข้าในรายชื่อกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามอง (Watchlist) สำหรับสถานะตลาดพัฒนาแล้ว (DM) ในที่สุดหรือไม่ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกไปสู่การยกระดับสถานะในท้ายที่สุด

 

โดยนักลงทุนและนักกลยุทธ์ส่วนใหญ่จากทั้งหมด 15 คนที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) คาดการณ์ว่า MSCI จะยังคงจัดให้เกาหลีใต้อยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ต่อไปในปัจจุบัน โดยให้เหตุผลว่ามาตรการปฏิรูปเมื่อเร็วๆ นี้ยังต้องการเวลามากกว่านี้เพื่อพิสูจน์ความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กังขาในทิศทางของการเปลี่ยนแปลงนี้

 

ขณะที่ ยอง แจ ลี ผู้จัดการฝ่ายการลงทุนอาวุโสของ Pictet Asset Management กล่าว “เกาหลีใต้จะกลายเป็นตลาดพัฒนา (DM) แล้วอย่างน้อยภายใน 2-3 ปีข้างหน้า นั่นคือสมมติฐานหลักของผม”

 

เกาหลีใต้ถือเป็นสมาชิกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในดัชนีตลาดเกิดใหม่ของ MSCI (MSCI Emerging Markets Index) ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เริ่มกลายเป็นสิ่งสะท้อนภาพการซื้อขายหุ้นกลุ่ม AI ระดับโลกอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยบริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics Co.) และบริษัท เอสเค ไฮนิกส์ (SK Hynix Inc.) มีสัดส่วนน้ำหนักรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของน้ำหนักในดัชนี Kospi

 

เมื่อพิจารณาจากเกณฑ์ชี้วัดแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่ เกาหลีใต้มีลักษณะเหมือนตลาดพัฒนาแล้วอยู่แล้ว โดยมูลค่าตลาดหุ้นของประเทศเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าในปีที่ผ่านมา สู่ระดับประมาณ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าอินเดียขึ้นมาเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกชั่วคราว

 

นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ ของเกาหลีใต้ยังมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ทั้งในด้านเซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ และการผลิต

 

เปิดปมปัญหาที่อาจขัดขวางเกาหลีใต้

 

ขณะที่ เชตัน เซธ นักยุทธศาสตร์ด้านหุ้นเอเชียของ Nomura Holdings Inc. ในสิงคโปร์ กล่าวว่า การที่ประเทศที่มีบทบาทและอิทธิพลสูงมากอย่างเกาหลีใต้จะเปลี่ยนการจัดหมวดหมู่นั้น ถือเป็นเรื่องที่ “ไม่เคยมีมาก่อน”

 

“ในช่วงที่ผ่านมา ไม่มีประเทศอื่นใดที่มีสัดส่วนน้ำหนักมหาศาลในดัชนีปัจจุบันเหมือนเกาหลีใต้ ที่จะย้ายจากหมวดหมู่ตลาดหนึ่งไปยังอีกหมวดหมู่หนึ่ง” เซธกล่าว

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน เกาหลีใต้ครองสัดส่วนน้ำหนัก 23% ในดัชนีตลาดเกิดใหม่ของ MSCI เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว กรีซและอิสราเอล ซึ่งเป็นสองประเทศล่าสุดที่ได้รับการปรับสถานะเป็นตลาดพัฒนาแล้ว มีขนาดเศรษฐกิจและน้ำหนักในดัชนีที่เล็กกว่ามากเมื่อครั้งที่ได้รับการเลื่อนสถานะ

 

นอกจากนี้ อีกประเด็นที่เป็นปัญหามาโดยตลอดคือเรื่อง ‘ความสามารถในการเข้าถึงตลาดของนักลงทุนต่างชาติ’

 

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ MSCI ได้ถอดเกาหลีใต้ออกจากรายชื่อกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองสำหรับตลาดพัฒนาแล้วในปี 2014 โดยอ้างถึงข้อจำกัดในการซื้อขายเงินตราต่างประเทศและปัญหาการเข้าถึงตลาดอื่นๆ และเมื่อปีที่แล้ว ผู้จัดทำดัชนีได้ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องในการปฏิรูปอัตราแลกเปลี่ยนและภาระผูกพันในการปฏิบัติตามกฎระเบียบอีกครั้ง

 

นับตั้งแต่นั้นมา เกาหลีใต้ได้กลับมาเปิดให้ทำธุรกรรมขายชอร์ต (Short Selling) อีกครั้ง และกำลังเตรียมขยายเวลาการซื้อขายเงินวอนในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นการปฏิรูปสองประการที่นักลงทุนระดับโลกเรียกร้องมานาน

 

นอกจากนี้ ประธานาธิบดี อี แจ มยอง ยังได้กำหนดให้การปฏิรูปตลาดทุนเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนอีกด้วย

 

อี้ ผิง เหลียว ผู้จัดการกองทุนของ Templeton Global Investments กล่าวว่า “มีโอกาสสูงขึ้นอย่างแน่นอนที่จะได้รับการบรรจุในดัชนีตลาดพัฒนาแล้ว (DM) เพียงเพราะรัฐบาลชุดนี้ได้กำหนดเป็นนโยบายที่จะผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากตลาดเกิดใหม่ (EM) ไปสู่ตลาดพัฒนาแล้ว”

 

การได้รับการยกระดับจ่อดูดเงินได้กว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์

 

การได้รับการยกระดับโดย MSCI จะนำมาซึ่งประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม โดย BNP Paribas Securities ประเมินว่าอาจดึงดูดเม็ดเงินไหลเข้าได้ราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากการที่กองทุนที่ลงทุนตามดัชนี (Benchmark-tracking funds) ทำการปรับสมดุลพอร์ตการลงทุน

 

นอกจากนี้ ยังอาจช่วยลดช่องว่างราคาที่เรียกว่า “Korea Discount” ซึ่งเป็นส่วนต่างของมูลค่าหุ้นที่ทำให้หุ้นเกาหลีใต้มีราคาต่ำกว่าหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดพัฒนาแล้วมาเป็นเวลานาน

 

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การเปลี่ยนกรอบความคิดของนักลงทุนจะช่วยสร้างความมั่นคงและลดความผันผวนลงได้ โดยนักลงทุนในตลาดพัฒนาแล้วมักจะมีวิสัยทัศน์การลงทุนในระยะยาวที่ยาวกว่า โดยมุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืนของบริษัท การกำกับดูแลกิจการ และผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น มากกว่าการเติบโตในระยะสั้น ตามข้อมูลจาก คีรอน พุน (Kieron Poon) ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนหุ้นเอเชียของ Aberdeen Investments

 

“ดังนั้น การจัดหมวดหมู่ใหม่จึงสามารถช่วยยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการในเกาหลีใต้ และช่วยลดความผันผวนของตลาดได้ในระยะยาว” พุนกล่าวเสริม

 

เวียดนามก็หวังเลื่อนขั้นโดย MSCI รอบนี้

 

ภายหลังได้รับการเลื่อนชั้นโดย FTSE Russell ที่ประกาศยกระดับสถานะตลาดหุ้นเวียดนาม ขึ้นเป็น Emerging Market จากตลาดชายขอบ (Frontier Market) อย่างเป็นทางการ โดยมีผลวันที่ 21 กันยายน 2026 นี้ ซึ่งจะมีหุ้นเวียดนามประมาณ 30 ตัวถูกเพิ่มเข้าไปในดัชนีอ้างอิงหลัก ทำให้เวียดนามหวังจะเข้าไปอยู่ในรายชื่อเฝ้าดู (Watch List) ของ MSCI ซึ่งนับเป็นขั้นตอนสำคัญในการดึงดูดกระแสเงินทุนต่างประเทศจำนวนมหาศาลเข้าสู่ตลาดทุนของประเทศ

 

ก่อนหน้านี้ ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์และนักวิเคราะห์ตลาดหลายรายคาดการณ์ว่า เวียดนามมีโอกาสสูงที่จะได้รับการเพิ่มชื่อเข้าในรายชื่อเฝ้าดูเพื่อยกระดับของ MSCI อย่างเร็วที่สุดภายในเดือนมิถุนายนปีนี้

 

โดยเจือง กวาง บิ่ญ (Truong Quang Binh) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยลูกค้าบุคคลของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า เวียดนาม (Yuanta Securities Vietnam) กล่าวว่า การจัดประเภทตลาดใหม่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดึงดูดกระแสเงินทุนต่างประเทศเข้าสู่ตลาดทุนของเวียดนาม

 

“ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นผู้ขายสุทธิ นอกเหนือจากความผันผวนของตลาดโลกแล้ว ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังเข้าสู่ช่วงก่อนการยกระดับ (Pre-upgrade Phase) ส่งผลให้กองทุนที่เน้นลงทุนในตลาดชายขอบ (Frontier Market) บางแห่งเริ่มทยอยถอนเงินทุนออกไป อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบเชิงบวกจะกลับมาในไม่ช้า” เจือง กวาง บิ่ญ ระบุ

 

เจือง กวาง บิ่ญ ได้อธิบายถึงความสำคัญของการยกระดับโดย MSCI ว่า เนื่องจากจำนวนกองทุนรวมที่ใช้ดัชนี MSCI เป็นเกณฑ์มาตรฐานมีมากกว่ากองทุนที่ติดตามดัชนี FTSE อย่างมหาศาล กระแสเงินทุนที่จะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนามจึงอาจมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยการนำระบบสำนักหักบัญชีกลาง (CCP) มาใช้ในปี 2027 จะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการดังกล่าว

 

ณ เดือนพฤษภาคม 2026 เวียดนามได้ผ่านเกณฑ์ของ MSCI แล้ว 10 ข้อจากทั้งหมด 18 ข้อ และใกล้ที่จะบรรลุข้อกำหนดเชิงคุณภาพ 17 ข้อจาก 18 ข้อ ซึ่งจำเป็นสำหรับการได้รับการบรรจุเข้าในรายชื่อเฝ้าดู อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเกิดการยกระดับจริง ตลาดจะต้องผ่านช่วงเวลาการอยู่ในรายชื่อเฝ้าดูก่อนเป็นเวลาประมาณ 2 ถึง 3 ปี

 

อย่างไรก็ตาม เจือง กวาง บิ่ญ เน้นย้ำว่า อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Sovereign Credit Rating) ของเวียดนามยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยวิกฤต โดยการได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต อาจช่วยผลักดันให้ประเทศก้าวเข้าสู่กลุ่ม ‘ระดับน่าลงทุน’ (Investment Grade) ซึ่งจะช่วยเปิดประตูต้อนรับกระแสเงินทุนจำนวนมหาศาลเข้าสู่ตลาดทุนของประเทศได้ในที่สุด

 

อ้างอิง:

The post ตลาดหุ้น ‘เกาหลีใต้-เวียดนาม’ ลุ้นถูกอัปเกรดสถานะโดย MSCI สิ้นเดือนนี้ จับตาจุดเปลี่ยนเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัทลูกแบงก์- Non Bank- บจ. เจราร่วมทุนถือหุ้น ‘Brandname Money’ แพลตฟอร์มสินเชื่อลักชัวรี หวังเจาะตลาด New Money https://thestandard.co/brandname-money-luxury-loan-ipo-2/ Sat, 13 Jun 2026 05:48:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1217951 ภาพประกอบข่าว Brandname Money แพลตฟอร์มสินเชื่อลักชัวรี พร้อมข้อความการเจรจาร่วมทุน

บริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) ผู้ให้บ […]

The post บริษัทลูกแบงก์- Non Bank- บจ. เจราร่วมทุนถือหุ้น ‘Brandname Money’ แพลตฟอร์มสินเชื่อลักชัวรี หวังเจาะตลาด New Money appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว Brandname Money แพลตฟอร์มสินเชื่อลักชัวรี พร้อมข้อความการเจรจาร่วมทุน

บริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) ผู้ให้บริการสินเชื่อและขายฝากสินค้าแบรนด์เนมแห่งเดียวในไทยและแห่งแรกของโลก ได้ประกาศวิสัยทัศน์ในโอกาสครบรอบ 2 ปี ด้วยผลประกอบการที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดสวนทางภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว พร้อมตั้งเป้าหมายขยายพอร์ตสินเชื่อทะยานแตะ 400 ล้านบาทภายในปี 2569

 

 
 
ปพน มนัสภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง Brandname Money กล่าวว่า ภาพรวมตลาดสินค้าแบรนด์เนมในประเทศไทยพบว่ามีมูลค่าสูงเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี และกลุ่มแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้หันมาทุ่มทำการตลาดในไทยเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียรองจากญี่ปุ่นและเกาหลี ปพนจึงเห็นโอกาสทางธุรกิจมหาศาล โดยมองว่าเพียงแค่บริษัทสามารถชิงส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ได้เพียง 1% ก็ถือเป็นมูลค่ามหาศาลแล้ว

 

3 โปรดักต์หลักเจาะกลุ่ม New Money ที่ดันพอร์ตโตทะยาน ปัจจุบัน

 

Brandname Money ให้บริการผ่านโมเดลธุรกิจ 3 รูปแบบหลัก ซึ่งครอบคลุมทุกความต้องการของคนรักแบรนด์เนม ได้แก่

 

  • สินเชื่อเช่าซื้อ (ผ่อนไป-ใช้ไป) โดยวางเงินดาวน์เริ่มต้น 30% ผ่อนสบายนานสูงสุด 24 เดือน ดอกเบี้ยเพียง 0.99% ต่อเดือน โดยลูกค้าสามารถรับสินค้าไปใช้ได้ทันที คล้ายกับการผ่อนรถยนต์
  • ผ่อนจบ-รับของ ซึ่งไม่ต้องยื่นเอกสารการเงิน ตรวจสอบเพียงบัตรประชาชนใบเดียว ดอกเบี้ย 1.25% ต่อเดือน อนุมัติไวภายใน 1 ชั่วโมง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการล็อกราคาสินค้าหรือจองสินค้า (Waiting List) ไว้ล่วงหน้า และรับของเมื่อผ่อนครบ
  • ขายฝาก (เปลี่ยนแบรนด์เนมเป็นทุน) โดยคิดอัตราดอกเบี้ยถูกกฎหมายไม่เกิน 1.25% ต่อเดือน รับเงินไวภายใน 1 ชั่วโมง พร้อมบริการย้ายค่าย หรือรีไฟแนนซ์จากแหล่งอื่นมาฝากไว้ที่บริษัทได้

 

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 สินเชื่อเช่าซื้อ (ผ่อนไป-ใช้ไป) มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด มียอดปล่อยสินเชื่อสูงถึง 53-54 ล้านบาท ซึ่งโตขึ้นมากกว่า 1 เท่าตัว เมื่อเทียบกับตัวเลขรวมตลอดทั้งปี 2568 ที่ 25.5 ล้านบาท

 

โดยการเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ของกลุ่ม New Money และกลุ่มลูกค้าอายุ 30-40 ปี ที่ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจ SME และมนุษย์เงินเดือน ที่ต้องการเข้าถึงสินค้าลักชัวรีโดยไม่ต้องกระทบสภาพคล่องทางการเงิน ทำให้ปัจจุบันสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อของบริษัทปรับเปลี่ยนมาเป็น สินเชื่อเช่าซื้อ 45% ขายฝาก 45% และผ่อนจบรับของ 10% จากเดิมที่เน้นบริการขายฝากเป็นหลัก

 

ปพน ยังกล่าวต่อว่า เพื่อยกระดับบริการและตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าในระดับมือ 1 Brandname Money ได้เปิดตัวบริการใหม่ Personal Assistant (PA) โดยทำหน้าที่เสมือนเลขาส่วนตัวที่ช่วยอำนวยความสะดวกตั้งแต่ให้คำปรึกษา ตรวจสอบราคา ดำเนินการสินเชื่อ ไปจนถึงเดินทางไปชำระเงินให้ที่ Official Shop เพื่อให้ลูกค้าได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์การซื้อของในช็อปอย่างเต็มที่

 

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ขยายเครือข่ายพันธมิตรร้านค้าแบรนด์เนมมือสอง จาก 40 ร้านค้า เพิ่มเป็น 70 ร้านค้าทั่วประเทศ และเปิดตัวโครงการ Agent ที่ให้ผู้ชื่นชอบสินค้าลักชัวรีสามารถสร้างรายได้เสริมด้วยการแนะนำลูกค้ามาใช้บริการสินเชื่อกับทางบริษัท

 

แผนคุมเข้มความเสี่ยง ดัน NPL 0% สู่การเติบโตที่ยั่งยืน

 

แม้พอร์ตสินเชื่อจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่จุดแข็งสำคัญที่ Brandname Money รักษาไว้ได้คือ อัตราหนี้เสีย (NPL) ที่ระดับ 0% ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงแบบจัดเต็มเทียบเท่าสถาบันการเงิน บริษัทใช้นโยบายแบบระมัดระวัง (Conservative) โดยปฏิเสธลูกค้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์เครดิตถึงกว่า 50% รวมถึงการมีระบบประเมินราคาสินทรัพย์อ้างอิงกับราคาตลาดรับซื้อคืน (Resale Market) ที่แม่นยำ เพื่อปกป้องความเสี่ยงในกรณีที่ต้องนำทรัพย์สินมาแปลงสภาพ

 

ก้าวต่อไป ตามหา Strategic Partner ปูทางสู่ตลาดหุ้น

 

สำหรับการเติบโตในระยะต่อไป Brandname Money ตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อให้แตะระดับ 400 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2569 และมีเป้าหมายระยะยาวที่จะดันพอร์ตสินเชื่อให้ถึง 1,000 ล้านบาท เพื่อกรุยทางสู่การเสนอขายหุ้น IPO เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ได้ภายในปี 2570

 

ปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับ Strategic Partner ประมาณ 3-4 ราย ซึ่งมีทั้งบริษัทลูกของสถาบันการเงิน (Bank), Non-bank และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยบริษัทต้องการเลือกพาร์ตเนอร์เพียง 1 ราย ที่ไม่ได้แค่มีเงินทุน (Source of Fund) ดอกเบี้ยต่ำมาสนับสนุนการขยายพอร์ตเท่านั้น แต่ต้องสามารถนำองค์ความรู้ด้านระบบหลังบ้าน หรือความเชี่ยวชาญด้านการตามหนี้ มาเสริมความแข็งแกร่งและติดปีกให้ Brandname Money สามารถเติบโตเป็นสถาบันการเงินเฉพาะทางสำหรับคนรักแบรนด์เนมได้อย่างครบวงจร

The post บริษัทลูกแบงก์- Non Bank- บจ. เจราร่วมทุนถือหุ้น ‘Brandname Money’ แพลตฟอร์มสินเชื่อลักชัวรี หวังเจาะตลาด New Money appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุบสถิติโลก! หุ้น SpaceX ปิดพุ่ง 19% ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ส่ง ‘อีลอน มัสก์’ ขึ้นแท่นเศรษฐีระดับ ‘ล้านล้าน’ คนแรกของโลก https://thestandard.co/spacex-elon-musk-trillionaire/ Sat, 13 Jun 2026 05:28:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1217944 อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ SpaceX

การก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นวันแรกของ SpaceX (Space Explorati […]

The post ทุบสถิติโลก! หุ้น SpaceX ปิดพุ่ง 19% ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ส่ง ‘อีลอน มัสก์’ ขึ้นแท่นเศรษฐีระดับ ‘ล้านล้าน’ คนแรกของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ SpaceX

การก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นวันแรกของ SpaceX (Space Exploration Technologies Corp.) ได้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับตลาดทุนโลก ไม่เพียงแต่เปลี่ยนสถานะจากสตาร์ทอัพสู่หนึ่งในบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก และสร้างผลตอบแทนวันแรกให้ผู้จองซื้อสูงถึง 19% แต่ยังส่งให้ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ผู้ก่อตั้ง กลายเป็น ‘เศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์’ (Trillionaire) คนแรกของโลกอย่างเป็นทางการ

 

 

ยิ่งไปกว่านั้น การเสนอขายหุ้น IPO มูลค่า 75,000 ล้านดอลลาร์ที่ทุบสถิติโลกในครั้งนี้ ยังช่วยให้ตลาดหุ้นในภาพรวมได้ ‘หายใจทั่วท้อง’ หลังจากที่ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสความคาดหวังในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาอย่างต่อเนื่องตลอดปีนี้

 

การที่ SpaceX ตัดสินใจควบรวมกิจการกับ xAI (บริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI ของมัสก์) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้การเข้าตลาดหุ้นครั้งนี้เปรียบเสมือน ‘บททดสอบ’ ของตลาด และเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับบริษัทคู่แข่งอย่าง Anthropic PBC และ OpenAI ที่มีแผนจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปีนี้เช่นกัน

 

“นี่เป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับตลาด และสำหรับ IPO ขนาดใหญ่ตัวอื่นๆ ที่กำลังจะตามมา” โรเบิร์ต กรูเอนไดค์ (Robert Gruendyke) ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโออาวุโสของ Allspring Global Investments กล่าว

 

“พวกเขาตั้งราคา IPO ได้ถูกต้อง อย่างน้อยก็สำหรับวันแรก ซึ่งมันช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นเติบโตสูง (Growth Stocks)”

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เทรดวันแรก ‘SPCX’ ร้อนแรงเทียบชั้น Facebook

 

หุ้น SpaceX เริ่มต้นซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ ‘SPCX’ โดยเปิดตลาดที่ราคา 150 ดอลลาร์ จากราคา IPO ที่ตั้งไว้ 135 ดอลลาร์ ระหว่างวันราคาหุ้นทะยานขึ้นไปสูงสุดถึง 176.52 ดอลลาร์ (พุ่งขึ้นราว 31%) ก่อนจะย่อตัวลงมาปิดตลาดปกติที่ราว 161 ดอลลาร์ (หรือ 160.95 ดอลลาร์) เพิ่มขึ้น 19%

 

ราคาปิดดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของบริษัทอยู่ที่ 2.1 – 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ รั้งตำแหน่งบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกในปัจจุบัน และความร้อนแรงยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะในการซื้อขายนอกเวลาทำการ ราคาหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อ ดันมาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นอีกราว 100,000 ล้านดอลลาร์

 

อีกหนึ่งสถิติที่น่าสนใจคือ ในวันแรกมีหุ้น SPCX เปลี่ยนมือกันมากกว่า 500 ล้านหุ้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับสถิติวันแรกของ Facebook ในปี 2012 ที่ทำไว้ราว 580 ล้านหุ้น

 

มัสก์ยอมรับ ‘เคยคิดว่าจะเจ็บตัว’

 

ที่ผ่านมา มีนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากที่แสดงความไม่มั่นใจในวิสัยทัศน์ที่ดูเกินตัวของมัสก์ อย่างไรก็ตาม คนที่ยอมรับว่าเซอร์ไพรส์ที่สุดกลับเป็นตัวของมัสก์เอง

 

“มันยากที่จะเชื่อจริงๆ ว่าบริษัทเล็กๆ ที่เริ่มต้นในโกดังที่เมืองเอล เซกุนโด (El Segundo) วันนี้จะกลายมาเป็นบริษัทมหาชนผ่านการ IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” มัสก์กล่าวระหว่างการถ่ายทอดสดเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมาผ่านแพลตฟอร์ม X

 

สำหรับบรรยากาศที่ Nasdaq MarketSite ในย่านไทม์สแควร์ นครนิวยอร์ก เต็มไปด้วยความคึกคัก โดยมี กวินน์ ช็อตเวลล์ (Gwynne Shotwell) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ, เบรต จอห์นเซน (Bret Johnsen) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน และเมย์ มัสก์ (Maye Musk) มารดาของอีลอน มัสก์ เดินฝ่าฝูงชนและช่างภาพเพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดการซื้อขาย

 

ขณะที่ตัวของ อีลอน มัสก์ เลือกที่จะอยู่ที่สำนักงานใหญ่ Starbase ในรัฐเท็กซัส และทำการสั่นระฆังเปิดตลาดจากระยะไกล ส่วนพนักงานคนอื่นๆ ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เพราะเพียง 1 ชั่วโมงก่อนตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดทำการ SpaceX ได้ทำการปล่อยจรวด Falcon 9 นำดาวเทียม Starlink จำนวน 29 ดวงขึ้นสู่วงโคจรจากฐานยิงที่ฟลอริดา

 

ดีมานด์ถล่มทลาย 3.5 แสนล้านดอลลาร์ รายย่อยแย่งชิง-ระบบโรบินฮู้ดล่ม

 

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การ IPO ครั้งนี้ดึงดูดเม็ดเงินความต้องการซื้อ (Demand) จากทั้งสถาบันและนักลงทุนรายย่อยรวมกันสูงกว่า 350,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สถาบันเกือบ 1 ใน 3 ที่ยื่นความจำนงนั้น ไม่ได้รับจัดสรรหุ้นเลยแม้แต่หุ้นเดียว

 

ขณะที่นักลงทุนรายย่อยสร้างปรากฏการณ์ส่งคำสั่งซื้อเข้ามามากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ (ตามรายงานของ Bloomberg) แต่เนื่องจากโควตาที่จัดสรรให้รายย่อยมีเพียง 15,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ส่วนใหญ่ต้องผิดหวัง

 

ข้อมูลเบื้องต้นจาก Vanda Research ระบุว่า SpaceX กลายเป็นหุ้นที่นักลงทุนรายย่อยเข้าซื้อสุทธิมากที่สุดในวันศุกร์ โดยมีปริมาณซื้อขายมากกว่าอันดับสองอย่าง Nvidia Corp. ถึง 3.5 เท่า ความร้อนแรงนี้ส่งผลให้ระบบของแอปพลิเคชันเทรดหุ้นชื่อดังอย่าง Robinhood เกิดการขัดข้องชั่วคราวในช่วงนาทีแรกๆ ของการซื้อขาย โดยมีรายงานระบบล่มกว่า 5,000 ครั้งบนเว็บไซต์ Downdetector

 

นักลงทุนทั่วโลกจับตา ‘ราคาแพงเกินไป’

 

แม้จะมีความยินดีทั่วตลาด แต่นักลงทุนอีกฟากหนึ่งยังคงมองว่า ราคาหุ้นในปัจจุบัน ‘เกินมูลค่าพื้นฐาน’ ไปมากสำหรับบริษัทที่ยังไม่มีผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 SpaceX รายงานผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 4,280 ล้านดอลลาร์

 

“ถ้าดูจากปัจจัยพื้นฐาน นักลงทุนกำลังซื้ออนาคตที่ไกลเกินไป” อะแมนดา ไลออนส์ (Amanda Lyons) หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก Energy Group Capital กล่าว พร้อมประเมินว่าหากคำนวณมูลค่าแบบแยกส่วนธุรกิจ มูลค่าที่แท้จริงควรจะอยู่ที่ราว 600,000 ล้านดอลลาร์ หรือเพียง 1 ใน 3 ของมาร์เก็ตแคปปัจจุบัน

 

“แต่คำว่า ‘แพงเกินไป’ ไม่เคยใช้ได้ผลกับ อีลอน มัสก์ และการเดิมพันฝั่งตรงข้ามกับเขาก็เป็นบทเรียนที่เจ็บปวดของนักลงทุนมาตลอดทศวรรษ” ไลออนส์ กล่าวย้ำ

 

ด้าน จิม เชนอส (Jim Chanos) นักลงทุนขาชอร์ตระดับตำนาน ออกมาเตือนผ่าน Bloomberg Television ว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเตือนให้เราต้องระวัง “ในศตวรรษที่ 20 และ 21 ทุกครั้งที่คุณเห็นการ IPO หรือการระดมทุนรอบสองที่มีขนาดใหญ่ยักษ์เมื่อเทียบกับขนาดของตลาดหรือเศรษฐกิจ มันคือสัญญาณที่เตือนให้นักลงทุนควรระมัดระวังหรือลดความเสี่ยง”

 

นอกจากนี้ การขึ้นแท่นเป็นเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลกของมัสก์ ยังจุดชนวนให้แกนนำพรรคเดโมแครต อย่าง สว. เอลิซาเบธ วอร์เรน (Elizabeth Warren) และ สส. โร คันนา (Ro Khanna) ออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Tax) กับกลุ่มคนรวยที่สุดในอเมริกาอีกครั้งด้วยเช่นกัน

 

บทพิสูจน์ที่เพิ่งเริ่มต้น

 

การพุ่งขึ้นในวันแรกของหุ้น IPO ขนาดใหญ่ไม่ได้เป็นเครื่องค้ำประกันอนาคตเสมอไป ข้อมูลจาก Bloomberg ชี้ว่า Figma Inc. ที่เคยทำสถิติหุ้น IPO พันล้านที่พุ่งแรงที่สุดในวันแรกถึง 250% เมื่อปี 2025 ปัจจุบันราคาหุ้นกลับร่วงลงต่ำกว่าราคา IPO ถึง 45%

 

ขณะที่รายงานจาก Trivariate Research ระบุว่า บริษัทที่เข้าตลาดทั้งที่ยังมีผลประกอบการติดลบ มักจะมีผลตอบแทนตามหลังกลุ่มบริษัทที่มีกำไรอยู่ราว 10% ในช่วง 18 เดือนแรก

 

หลังจากนี้ SpaceX ยังคงต้องพิสูจน์ตัวเองภายใต้แรงกดดันของตลาดทุน ทั้งการทำกำไรจากเทคโนโลยี AI, ภารกิจนำมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์และดาวอังคาร รวมถึงโครงสร้างการบริหารที่เบ็ดเสร็จให้อำนาจมัสก์อย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางเสียงเชียร์ของวอลล์สตรีทที่เริ่มทยอยปรับเป้าหมายราคาหุ้นของ SpaceX ขึ้นไปสูงถึง 190 ดอลลาร์แล้ว

 

ภาพ: Spencer Platt / Staff / Getty Images

อ้างอิง:

The post ทุบสถิติโลก! หุ้น SpaceX ปิดพุ่ง 19% ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ส่ง ‘อีลอน มัสก์’ ขึ้นแท่นเศรษฐีระดับ ‘ล้านล้าน’ คนแรกของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>