หุ้น Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/หุ้น/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 26 Feb 2026 11:14:23 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ปรากฏการณ์ ‘SaaSpocalypse’ วันสิ้นโลกของ SaaS จะเกิดขึ้นจริงไหม แล้วเราควรรับมืออย่างไร? https://thestandard.co/saas-apocalypse-ai-disruption/ Thu, 26 Feb 2026 11:13:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1182116 ภาพประกอบแนวคิด AI ดิสรัปต์ SaaS พร้อมข้อความ 'วันสิ้นโลกของ SaaS'

หุ้นกลุ่ม Software-as-a-service (SaaS) ถูกเทขายอย่างหนั […]

The post ปรากฏการณ์ ‘SaaSpocalypse’ วันสิ้นโลกของ SaaS จะเกิดขึ้นจริงไหม แล้วเราควรรับมืออย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด AI ดิสรัปต์ SaaS พร้อมข้อความ 'วันสิ้นโลกของ SaaS'

หุ้นกลุ่ม Software-as-a-service (SaaS) ถูกเทขายอย่างหนักอีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อเร็วๆ นี้ นักลงทุนกังวลว่าการผงาดขึ้นของ AI หุ้นกลุ่ม Software-as-a-service (SaaS) ถูกเทขายอย่างหนักอีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อเร็วๆ นี้ นักลงทุนกังวลว่าการผงาดขึ้นของ AI agents จะเข้ามาสั่นคลอนบริษัทเหล่านี้ ทำให้โมเดลธุรกิจแบบคิดเงินตามจำนวนผู้ใช้งาน (Per-employee-seat) กำลังจะล้าสมัย จนสถานการณ์นี้ถูกขนานนามว่า “SaaSpocalypse” หรือวันสิ้นโลกของธุรกิจซอฟต์แวร์

 

Claude AI ผู้สร้างความโกลาหลคนล่าสุด

 

Anthropic ผู้พัฒนา Claude AI กลายเป็นหนึ่งในผู้จุดชนวนหลักที่ทำให้เกิดการเทขายหุ้นเทคโนโลยีอย่างหนักหน่วงในช่วงเดือนที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวเครื่องมือใหม่ๆ โดยเฉพาะ Claude Cowork ที่สร้างความตื่นตระหนกชั่วข้ามคืน

 

แม้กระแสความตื่นตระหนกจะร้อนแรงช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา แต่จริงๆ แล้วความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ หลังฉุดให้หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์เข้าสู่ตลาดหมีอย่างเต็มตัว และส่งผลกระทบต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ขณะที่นักลงทุนต่างกังวลว่า AI จะเข้ามาดิสรัปต์ธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม

 

กองทุน iShares Expanded Tech-Software Sector ETF ปรับตัวลดลง 27% จากจุดสูงสุดเมื่อต้นเดือนมกราคม สะท้อนความเสียหายต่อหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 30 มกราคมที่ผ่านมา Anthropic เพิ่มเครื่องมือด้านกฎหมายให้กับ Claude Cowork ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้ใช้งานในอุตสาหกรรมกฎหมายในงานต่างๆ เช่น การติดตามการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการจัดการเอกสารทางกฎหมาย การเพิ่มฟีเจอร์ดังกล่าวได้กระพือความกังวลที่ว่า AI อาจกลืนกินตลาดของบริษัทผู้ให้บริการ SaaS หลายแห่งที่มีอยู่ในปัจจุบันได้อย่างง่ายดาย สร้างความเสี่ยงต่อธุรกิจกฎหมายและสิ่งพิมพ์โดยเฉพาะ

 

ถัดมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ Anthropic เปิดตัว Claude Code Security ซึ่งสามารถสแกนซอฟต์แวร์เพื่อหาปัญหาด้านความปลอดภัย ทำให้หุ้นกลุ่มความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ถูกกระทบอย่างหนัก

 

และเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Anthropic เผยแพร่โพสต์ที่ชูความสามารถของ Claude ในการปรับแต่งโค้ดให้ทันสมัย ซึ่งมีศักยภาพในการลดต้นทุนของระบบ COBOL (Common Business-Oriented Language) หลายระบบที่บริษัทต่างๆ ใช้อยู่ในปัจจุบัน

 

“การปรับปรุงระบบ COBOL ให้ทันสมัยนั้น ครั้งหนึ่งเคยต้องใช้กองทัพที่ปรึกษาใช้เวลานานหลายปีในการทำแผนผังกระบวนการทำงาน” บริษัทเขียนในบล็อกโพสต์เมื่อวันจันทร์ “AI ได้เปลี่ยนสิ่งนี้แล้ว”

 

ปรากฏว่า IBM คือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง หุ้นทำสถิติร่วงลงหนักที่สุดในรอบ 26 ปี โดยปรับตัวลดลง 13% นอกจากนี้ กองทุน iShares Expanded Tech Sector ETF ก็ร่วงลงอีก 4% ตลอดช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา

 

SaaSpocalypse ไม่ใช่ครั้งแรกของ Salesforce

 

หนึ่งในบริษัทที่ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้มากที่สุดบริษัทหนึ่งคือ Salesforce ในฐานะผู้นำของกลุ่ม SaaS

 

“คุณคงเคยได้ยินเรื่อง SaaSpocalypse มาบ้างแล้วใช่ไหม? และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกของเรา เราเคยเจอมาหลายครั้งแล้ว” Marc Benioff ซีอีโอ Salesforce กล่าว และเสริมในภายหลังว่า “ถ้ามี SaaSpocalypse จริง มันอาจจะถูก Sasquatch กินไปแล้ว เพราะมีหลายบริษัทที่ใช้งาน SaaS จำนวนมาก เนื่องจากมันทำงานได้ดีขึ้นเมื่อมี AI Agent เข้ามาช่วย”

 

ท่ามกลางความกังวลถึงวันสิ้นโลกที่เกิดขึ้น TechCrunch รายงานว่า Benioff พยายามที่จะโน้มน้าวให้โลกเห็นถึงความแข็งแกร่งของ Salesforce บริษัทเพิ่มเงินปันผลเกือบ 6% เป็น 0.44 ดอลลาร์ต่อหุ้น และเปิดตัวโครงการซื้อหุ้นคืนใหม่มูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ไม่เพียงแค่นั้น บริษัทยังได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแถลงผลประกอบการใหม่ หนึ่งในนั้นคือ Benioff ใช้วิธีสัมภาษณ์ลูกค้า Salesforce 3 รายผ่านกล้อง เพื่อให้พวกเขามาเป็นพยานยืนยันถึงความชื่นชอบที่มีต่อตัวเลือกเอเจนต์แบบใหม่ของบริษัท ได้แก่ ซีอีโอของบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน SharkNinja, ซีอีโอของ Wyndham Hotels and Resorts และซีอีโอของ SaaStr ซึ่งเป็นบริษัทสื่อและจัดงานประชุมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์

 

Salesforce ยังได้แนะนำมาตรวัดใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มเอเจนต์ นั่นคือ ‘หน่วยการทำงานของเอเจนต์’ หรือ Agentic work units (AWU) แนวคิดในที่นี้คือ แทนที่จะนับแค่ ‘โทเค็น’ ซึ่งเป็นหน่วยมาตรฐานของปริมาณการประมวลผล AI แบบเดิม AWU พยายามวัดสิ่งที่มีความหมายมากกว่านั้น เช่น เอเจนต์ได้ทำงานสำเร็จจริงหรือไม่ เช่น การเขียนข้อมูลลงในระบบ แทนที่จะแค่สร้างข้อความขึ้นมาเฉยๆ

 

ความเห็นของ Benioff เป็นหนึ่งในการตอบโต้โดยตรงต่อประเด็น SaaSpocalypse เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ OpenAI เปิดตัว Frontier ซึ่งเป็นเอเจนต์สำหรับองค์กร และวิวัฒนาการล่าสุดของ Claude Cowork ของ Anthropic ที่กำลังสั่นสะเทือนหุ้น SaaS ทั่วโลก

 

Buzzebees ชี้ SaaS ที่ไม่ซับซ้อนจะหายไป และระบบนิเวศคือหัวใจสำคัญ

 

ณัฐธิดา สงวนสิน กรรมการผู้จัดการ และผู้ร่วมก่อตั้ง Buzzebees หนึ่งในสตาร์ตอัปด้าน SaaS ของไทย กล่าวว่า ในระยะยาวถึงกลาง AI ยังไม่สามารถเข้ามาแทน SaaS ได้แบบครบทั้งกระบวนการทำงานทุกขั้นตอน เพราะ SaaS ระดับโลกมีความซับซ้อนสูงมาก

 

ขณะเดียวกันบริษัทผู้พัฒนา SaaS แต่ละแห่งไม่ได้หยุดนิ่ง หลายบริษัทลงทุน AI มูลค่ามหาศาล อย่าง Salesforce เป็นหนึ่งในบริษัท​ SaaS ที่พัฒนา AI อย่างหนัก เพราะฉะนั้นในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ใครจะเป็น SaaS ที่อยู่รอดหรือไม่รอด ยังเห็นภาพไม่ชัด

 

อย่างไรก็ตาม ณัฐธิดา มองว่า SaaS ที่ให้บริการแบบไม่ซับซ้อนอาจจะถูกดิสรัปต์ได้ง่ายกว่า เช่น ซอฟต์แวร์ที่ช่วยตรวจใบเสร็จเพียงอย่างเดียว “สิ่งสำคัญของ SaaS คือระบบนิเวศ ถ้า SaaS ไหนมีระบบนิเวศที่ AI ดิสรัปต์ไม่ได้ ก็จะอยู่รอด”​

 

สำหรับ Buzzebees มีทั้งจุดเสี่ยงและจุดแข็ง โดยจุดที่เสี่ยงจะถูกดิสรัปต์คือ แพลตฟอร์ม ถ้าเราไม่พัฒนาต่อยอดไปในอนาคต ก็อาจถูก AI เข้ามาแข่ง ซึ่งเราพยายามจะออกแพลตฟอร์มใหม่ที่เป็น AI Based Application ออกมาแทนแพลตฟอร์มเดิม

 

แต่สิ่งที่ถือเป็นจุดแข็งที่ AI เข้ามาทำแทนไม่ได้ อิงจากโมเดลธุรกิจของ Buzzebees คือ บริการในด้านการจัดซื้อของรางวัลและจัดส่งให้กับผู้บริโภค ต้องอาศัยสายสัมพันธ์กับผู้ขาย การต่อรองราคาให้ได้ระดับที่เหมาะสม

 

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิวัฒนาการของเทคโนโลยี AI ทำให้ซอฟต์แวร์มีราคาถูกลงเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น Buzzebees จึงขายซอฟต์แวร์ในราคาถูกไปเลย เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องเปรียบเทียบในจุดนี้กับการใช้งาน AI แต่หันมาเน้นเพิ่มมูลค่าผ่านระบบนิเวศและการขายสินค้าหรือบริการอื่นๆ เสริม

 

โอกาสช้อนซื้อ หรือ วันสิ้นโลก?

 

Business Insider ระบุว่า Bill Gurley นักลงทุนเวนเจอร์แคปิตอล (Venture Capitalist) กล่าวผ่าน Squawk Box ของช่อง CNBC โดยยอมรับถึงข้อกังวลเกี่ยวกับ SaaSpocalypse และได้เปรียบเทียบกับช่วงเวลาแห่งการถูกดิสรัปต์ทางเทคโนโลยีในอดีต

 

“ทันทีหลังจากที่ Facebook เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคมือถือ และหุ้นของพวกเขาก็ร่วงจาก 42 ดอลลาร์เหลือแค่ประมาณ 18 ดอลลาร์ นั่นคือความกลัวต่อการถูกดิสรัปต์ทางเทคโนโลยี” เขากล่าว

 

อย่างไรก็ตาม Gurley เน้นย้ำว่า ความกลัวต่อหุ้น SaaS ในปัจจุบันให้ความรู้สึกว่าแผ่ขยายออกไปในวงกว้างอย่างผิดปกติ

 

“ผมไม่เคยเห็นการดิสรัปต์ครั้งไหนที่มีความวิตกกังวลมากขนาดนี้ และส่งผลกระทบข้ามไปในหลายๆ บริษัทพร้อมกัน” เขากล่าว

 

แต่เขาตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่บริษัทที่เป็น AI-native ก็ไม่ได้ละทิ้งผู้ให้บริการซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม โดยระบุว่า Anthropic ซึ่งเป็นผู้สร้างแชตบอต Claude ก็ยังใช้เครื่องมือจาก Workday และ Salesforce

 

“พวกเขากำลังจ่ายเงินเพื่อใช้งานสิ่งเหล่านี้” Gurley กล่าว

 

หากราคาหุ้นยังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่อง Gurley แนะนำว่านักลงทุนที่เชื่อมั่นในบริษัท SaaS ควรทำตาม Warren Buffett ซึ่งมักให้เหตุผลมาตลอดว่า ช่วงเวลาแห่งความตื่นตระหนกคือเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเข้าซื้อ

 

สำหรับคนทำงานที่กังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อหน้าที่การงาน Gurley มองในแง่ดีกว่ามาก

 

เขาเรียก AI ว่าเป็น ‘เชื้อเพลิงเครื่องบินเจ็ต’ สำหรับคนที่มีความหลงใหลในงานของตนเอง และให้เหตุผลว่าเครื่องมือเหล่านี้สามารถเร่งทักษะและประสิทธิผลในการทำงานได้อย่างมหาศาล

 

“คุณสามารถเรียนรู้ได้เร็วกว่าที่คุณเคยเรียนรู้ได้ในจุดใดๆ ของประวัติศาสตร์ในตอนนี้ คุณสามารถเปิดเครื่องมือนี้ขึ้นมาแล้วให้มันมาอยู่ฝ่ายเดียวกับคุณได้” Gurley กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม Gurley ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับรูปแบบ ข้อตกลงที่มีลักษณะหมุนเวียน (Circularity of deals) ที่เพิ่มขึ้นระหว่างบริษัท AI กับบริษัทที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางขนาดใหญ่ โดยอ้างถึงธุรกรรมในช่วงแรกระหว่าง Microsoft และ OpenAI ซึ่งเกี่ยวข้องกับเครดิตคลาวด์ที่ไหลกลับเข้าไปในธุรกิจ Azure ของ Microsoft

 

หรือกรณีของ Meta และ Advanced Micro Devices (AMD) ประกาศข้อตกลงที่ Meta จะซื้อพลังประมวลผล 6 กิกะวัตต์จากผู้ผลิตชิปรายนี้ ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวยังอาจส่งผลให้ Meta ได้เป็นเจ้าของหุ้นของ AMD สูงสุดถึง 10%

 

Gurley เล่าว่า เขาเคยอธิบายโครงสร้างข้อตกลงด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานที่คล้ายคลึงกันนี้ให้ ChatGPT ฟัง โดยไม่ได้ระบุชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้อง

 

“AI พูดถึงคำอย่าง Enron และ WorldCom ออกมา ทั้งหมดที่ผมทำก็แค่อธิบายโครงสร้างของข้อตกลง ผมไม่ได้บอกเลยว่าเป็นบริษัทอะไร”

 

ทั้งนี้ หุ้น Enron และ WorldCom เป็นสองกรณีศึกษาคลาสสิกของหายนะทางบัญชีครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาต้นปี 2000 ที่เกิดจากการตกแต่งงบการเงินเพื่อซ่อนหนี้และสร้างกำไรเท็จ ส่งผลให้บริษัทล้มละลาย ทำให้นักลงทุนเสียหายมหาศาล และนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมาย Sarbanes-Oxley Act เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบัญชี

 

ภาพ: Summit Art Creations / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ปรากฏการณ์ ‘SaaSpocalypse’ วันสิ้นโลกของ SaaS จะเกิดขึ้นจริงไหม แล้วเราควรรับมืออย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมรภูมิ Athleisure เปลี่ยนมือ? เมื่อ Lululemon เริ่มอิ่มตัวในอเมริกา เปิดช่องให้ Alo และ Vuori แย่งชิงลูกค้ากลุ่มบนด้วยดีไซน์ที่สดใหม่กว่า https://thestandard.co/lululemon-athleisure-market-competition/ Wed, 25 Feb 2026 03:34:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1181499 ภาพชุดออกกำลังกาย Lululemon โดยมีโลโก้แบรนด์ Alo และ Vuori อยู่ใกล้ๆ สื่อถึงการแข่งขันในตลาด Athleisure

แบรนด์ชุดออกกำลังกายระดับพรีเมียมอย่าง Lululemon เคยเป็ […]

The post สมรภูมิ Athleisure เปลี่ยนมือ? เมื่อ Lululemon เริ่มอิ่มตัวในอเมริกา เปิดช่องให้ Alo และ Vuori แย่งชิงลูกค้ากลุ่มบนด้วยดีไซน์ที่สดใหม่กว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพชุดออกกำลังกาย Lululemon โดยมีโลโก้แบรนด์ Alo และ Vuori อยู่ใกล้ๆ สื่อถึงการแข่งขันในตลาด Athleisure

แบรนด์ชุดออกกำลังกายระดับพรีเมียมอย่าง Lululemon เคยเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่ไร้คู่ต่อสู้ในโลกของแฟชั่นแนว Athleisure (เทรนด์แฟชั่นที่ผสมผสานเสื้อผ้าสไตล์สปอร์ต (Athletic) เข้ากับความสบายของชุดลำลอง (Leisure)) มาอย่างยาวนาน ทว่าในปัจจุบันบริษัทกำลังเผชิญกับอุปสรรคหลายด้านที่อาจขัดขวางเส้นทางความสำเร็จในอนาคต

 

ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหูคือปัญหาเรื่องกางเกงเลกกิ้งที่โปร่งแสงเกินไปจนมองเห็นทะลุได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้กำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นของลูกค้าต่อแบรนด์ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1998 ด้วยดีไซน์นวัตกรรมและวัสดุที่มีคุณภาพ

 

นีล ซอนเดอร์ส (Neil Saunders) นักวิเคราะห์ด้านการค้าปลีกระบุว่า Lululemon กำลังพยายามรักษาที่ยืนในตลาดที่เริ่มอิ่มตัว ซึ่งมีคู่แข่งอย่าง Vuori และ Alo ที่กำลังดึงดูดลูกค้าไปด้วยดีไซน์ที่ดูแปลกใหม่และน่าสนใจกว่าเดิม

 

เขามองว่าบริษัทไม่ได้ทำมากพอที่จะรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเอาไว้ “หากสภาพแวดล้อมการแข่งขันตึงเครียดขึ้น แต่คุณกลับไม่ได้ทุ่มเทให้นวัตกรรมหรือรักษาฐานลูกค้าให้ดีพอ คุณอาจจะสูญเสียโอกาสไป แต่สิ่งที่บริษัททำคือการถอนคันเร่ง”

 

อย่างไรก็ตาม Lululemon ยังมีตัวเลขทางการเงินที่ดูแข็งแกร่ง โดยรายงานรายได้รวม 1.107 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.44 แสนล้านบาท) ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 9% จากปีก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

 

ทว่ายอดขายในไตรมาสล่าสุดกลับเริ่มอิ่มตัว โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือที่ยอดขายในร้านเดิมปรับตัวลดลงถึง 5% สวนทางกับรายได้ในตลาดต่างประเทศที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

 

สถานการณ์ดังกล่าวนทำให้นักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจ ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทดิ่งลงเกือบ 53% ในรอบปีที่ผ่านมา ในขณะที่ดัชนี S&P 500 กลับขยับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 12% ในช่วงเวลาเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ

 

โฆษกของบริษัทระบุว่าทีมงานกำลังมุ่งเน้นแผนการเพื่อเร่งยอดขายในสหรัฐฯ และรักษากระแสในตลาดต่างประเทศ พร้อมให้ความสำคัญกับการปกป้องอัตรากำไรจากการดำเนินงานเพื่อความสำเร็จในระยะยาวขององค์กร

 

ในการประชุมผลประกอบการเมื่อเดือนธันวาคม 2025 คาลวิน แมคโดนัลด์ (Calvin McDonald) อดีตซีอีโอได้กล่าวถึงนวัตกรรมเนื้อผ้าใหม่สำหรับการฝึกเวทเทรนนิ่ง และให้คำมั่นว่าจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทั้งโยคะ, วิ่ง, กอล์ฟ และเทนนิส

 

แมคโดนัลด์ได้ก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอเมื่อสิ้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา และในขณะนี้บริษัทยังไม่มีการประกาศชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนถาวร ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่แบรนด์เผชิญกับข้อร้องเรียนเรื่องกางเกงเลกกิ้งรุ่น Get Low

 

ประเด็นดังกล่าวถูก ชิป วิลสัน (Chip Wilson) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่แยกตัวไปนานกว่าทศวรรษ วิจารณ์ผ่าน LinkedIn อย่างรุนแรงว่าเป็น “ความผิดพลาดครั้งใหญ่ในการทำงาน” และกล่าวหาว่าคณะกรรมการบริษัทกำลังทำลายแบรนด์และราคาหุ้น

 

หลังจากถอนสินค้าออกจากหน้าเว็บชั่วคราว บริษัทก็นำกางเกงรุ่นดังกล่าวกลับมาขายใหม่พร้อมคำแนะนำให้ลูกค้าเลือกไซซ์ที่ใหญ่ขึ้นและสวมใส่ร่วมกับกางเกงชั้นในแบบไร้รอยต่อที่มีสีใกล้เคียงกับผิวแทนการสวมใส่ปกติ

 

นอกจากนี้ยังมีรายงานถึงความผิดพลาดครั้งที่สองในเลกกิ้งลาย Heart Scatter ซึ่งลูกค้าพบว่าเนื้อผ้าจะมองเห็นทะลุได้เมื่อต้องทำท่าก้มตัวหรือสควอท (Squat) จนกลายเป็นกระแสวิจารณ์ถึงมาตรฐานการผลิตที่ลดลง

 

ซอนเดอร์สกล่าวว่าปัญหาเหล่านี้สะท้อนถึงการขาดการควบคุมคุณภาพและความใส่ใจในรายละเอียด ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับแบรนด์ที่ตั้งราคาขายกางเกงสูงถึง 88 ถึง 198 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,738 ถึง 6,161 บาท)

 

เขามองว่าผลิตภัณฑ์เริ่มมีความเป็นสินค้าคุณภาพต่ำลง โดยบริษัทลดความสำคัญด้านเทคนิคแล้วหันไปเน้นการติดตราแบรนด์บนเสื้อผ้ามากขึ้น ซึ่งลดความน่าสนใจในสายตาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เคยชื่นชอบในคุณภาพ

 

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าสินค้าล็อตใหม่เกือบทั้งหมดจะกลับมาเน้นความเรียบง่าย โดยมีรุ่นที่ยังติดโลโก้หรือพิมพ์ลายหลงเหลืออยู่ไม่ถึง 3% เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทกำลังพยายามปรับปรุงคอลเลกชันเดิมให้มีความสดใหม่ควบคู่ไปกับการเปิดตัวรุ่นใหม่

 

ความกดดันจากคู่แข่งอย่าง Vuori และ Alo รวมถึงแบรนด์ Athleta ของเครือ Gap ทำให้ Lululemon ต้องพยายามปกป้องพื้นที่ของตนเอง โดยมีการฟ้องร้อง Costco ในข้อหาจำหน่ายสินค้าที่เลียนแบบดีไซน์ของทางแบรนด์จนทำให้ผู้บริโภคสับสน

 

การเปลี่ยนแปลงผู้นำในครั้งนี้อาจเป็นโอกาสในการฟื้นฟูแบรนด์ให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง แต่บริษัทจำเป็นต้องปรับปรุงทั้งส่วนผสมของผลิตภัณฑ์และการนำเสนอแบรนด์ให้มีความน่าสนใจและเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเหมือนในอดีต

 

คำถามสำคัญคือ Lululemon จะสามารถกลับมาเป็นผู้นำที่โดดเด่นได้อีกครั้งหรือไม่ ท่ามกลางสมรภูมิชุดออกกำลังกายที่เบียดเสียดมากขึ้นทุกวัน และความคาดหวังของลูกค้าที่ต้องการคุณภาพระดับพรีเมียมอย่างแท้จริง

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.12 บาท ณ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569

 

ภาพ : bluestork / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post สมรภูมิ Athleisure เปลี่ยนมือ? เมื่อ Lululemon เริ่มอิ่มตัวในอเมริกา เปิดช่องให้ Alo และ Vuori แย่งชิงลูกค้ากลุ่มบนด้วยดีไซน์ที่สดใหม่กว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Great Rotation: หุ้นนอกหลบไป หุ้นไทยมาแล้ว ! https://thestandard.co/the-great-rotation-thai-stocks/ Fri, 20 Feb 2026 03:14:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1180259 ภาพนักลงทุนกำลังจับตาการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นจากจอแสดงผล สะท้อนการไหลของเงินทุนในภาวะ The Great Rotation

ช้อคละสิ งงกันหมดละสิ เพราะ สุดเรื่องแสนจะเซอรไพรส์ในโล […]

The post The Great Rotation: หุ้นนอกหลบไป หุ้นไทยมาแล้ว ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักลงทุนกำลังจับตาการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นจากจอแสดงผล สะท้อนการไหลของเงินทุนในภาวะ The Great Rotation

ช้อคละสิ งงกันหมดละสิ เพราะ สุดเรื่องแสนจะเซอรไพรส์ในโลกการลงทุนปี 2026 คือ หุ้นไทยปรับตัวบวกทะลุ 10% ภายในระยะเวลา 2 เดือนแรกของปี ในขณะที่หุ้นเปลี่ยนโลก 7 นางฟ้าสหรัฐฯ ติดลบทุกตัว

 

นักลงทุนได้แต่อุทานว่า “พอแล้ว พอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว กันเลยทีเดียว”

 

เชื่อว่าถ้าพูดเรื่องนี้ในปีที่แล้ว คงยากจะหาใครเชื่อ ดังนั้นในบทความนี้ผมนำสามประเด็นมาชี้แจงแถลงไขครับว่าตอนนี้โลกการลงทุนเกิดอะไรขึ้นกันแน่

 

ประการแรกเลย ปี 2026 คือ ปีทองของ Emerging Market

 

อ้างอิงจากข้อมูลจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นน้ำของโลกล่าสุด ข้อมูลบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่จะเติบโตเฉลี่ย c.4% ในปี 2026 ขณะที่เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วโตเพียง c.1.5-2.5% เท่านั้น

 

มากไปกว่านั้น ประเด็นเงินดอลลาร์อ่อนยังคงเป็นธีมหลักเนื่องจากความเชื่อมั่นของหนี้ของสหรัฐฯยังอ่อน … การขายดอลลาร์, พันธบัตรสหรัฐฯ เข้าลงทุนทองคำยังคงอยู่

 

และ สำหรับประเทศไทย ปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่ชัดเจนที่สุด คือ

 

“นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่รัฐบาลไทยอาจจะมีเสียงเกิน 300 กว่าเสียง หรือ พูดง่ายๆ คือ โมเดล ไทยรักไทยสองนั่นเอง … ภาพรัฐบาลยิงยาว 4 ปี คือ สิ่งที่ตลาดชอบ”

 

ประการที่สอง Hyperscalers บ้าคลั่งลงทุนจนกระทบกระแสเงินสด (FCF)

 

หากพิจารณาจากภาพข้างต้น โดยเฉลี่ยบริษัทเทคโนโลยีเพิ่มงบลงทุน (Capex) เกี่ยวกับ AI เกือบ 100% ในปี 2026 … ซึ่งสิ่งนี้เริ่มสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนมากขึ้นๆ เพราะ ยิ่งลงทุนเยอะเท่าไหร่ในปีนี้ เงินที่งอกเงยก็ต้องรอเวลาไปอีก หรือ

 

พูดง่ายๆ กำไรจากกระแสเงินสดที่จะเก็บเกี่ยว … ดันกลับต้องไปใช้ในงบลงทุนอีกครั้งซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

 

และถึงแม้ว่ารายได้รวมของหุ้นกลุ่ม Tech ยังสูงกว่า 2ล้านล้านดอลลาร์ แต่ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า Capex ที่พุ่งขึ้นจะกระทบกำไรระยะสั้นหรือไม่ และ เมื่อดูผลตอบแทนราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี หุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวลงไปแล้ว c.8% YTD ในขณะที่ S&P 500 ที่ไม่รวม 7 นางฟ้ากลับบวกขึ้นราว c.4% ซึ่งสะท้อนว่าตลาดเริ่มหมดความตื่นเต้นกับการทุ่มลงทุน AI แบบไม่เห็นผลชัดเจน และ Rotate เข้าสู่ Non-Tech, Value Sector

 

 

ประการสุดท้าย Forward P/E (x) Gap

 

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ตลาดไทยน่าสนใจคือเรื่อง Valuation ปัจจุบันค่า Forward P/E (x) ของ S&P 500 อยู่ที่ประมาณ 22 เท่า ขณะที่ตลาดหุ้นไทย (SET) ซื้อขายกันที่เพียง 15 เท่า ซึ่งถือว่าถูกกว่ามาก

 

The Great Rotation จึงเกิดขึ้นอย่างที่เราเห็น อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่า The Great Rotation อาจจะไม่ได้เกิดไปตลอดทั้งปีแน่นอน

 

การ Rotation back หรือ เงินไหลกลับ (ซื้อคืน Tech ขายหุ้น Value) ก็เกิดขึ้นได้เช่นกันหากความกังวลประการที่สองคลายตัว หรือ มูลค่าหุ้นกลุ่ม Value ในประการที่สามเริ่มตึงตัว

 

ดังนั้นอย่ายึดติดเลย ไม่ว่าจะเน้นหุ้นนอก หรือ ชอบหุ้นไทย … มีทั้งคู่สบายใจกว่า

 

*การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น

 

ภาพ: RUMANA FERDOUSI / Shutterstock

The post The Great Rotation: หุ้นนอกหลบไป หุ้นไทยมาแล้ว ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Berkshire Hathaway ปรับพอร์ตก่อน Buffett อำลา CEO ขาย Amazon.com และ Apple หันซื้อ New York Times https://thestandard.co/buffett-final-portfolio-moves/ Wed, 18 Feb 2026 05:09:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1179628 ภาพกราฟหุ้นและสัญลักษณ์ตลาดหลักทรัพย์ สะท้อนการปรับพอร์ตลงทุนครั้งสำคัญของ Berkshire Hathaway โดย วอร์เรน บัฟเฟตต์

Berkshire Hathaway Inc. ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ตัดสินใจลดส […]

The post Berkshire Hathaway ปรับพอร์ตก่อน Buffett อำลา CEO ขาย Amazon.com และ Apple หันซื้อ New York Times appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟหุ้นและสัญลักษณ์ตลาดหลักทรัพย์ สะท้อนการปรับพอร์ตลงทุนครั้งสำคัญของ Berkshire Hathaway โดย วอร์เรน บัฟเฟตต์

Berkshire Hathaway Inc. ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ตัดสินใจลดสัดส่วนการถือครองหุ้น Amazon.com Inc. ลงมากกว่า 75% ในไตรมาส 4 และลดการถือครองหุ้น Apple ลง 4.3% เหลือมูลค่าประมาณ 61,960 ล้านดอลลาร์ แม้จะปรับลดลง แต่ Apple ยังคงเป็นหุ้นที่ Berkshire ถือครองมากที่สุด

 

ขณะเดียวกัน Berkshire ได้เข้าลงทุนใน New York Times Co. ซึ่งถือเป็นการเดิมพันหุ้นตัวใหม่ครั้งสุดท้ายของเขาในฐานะซีอีโอของอาณาจักรการลงทุนแห่งนี้ ทั้งนี้ ราคาหุ้นของ New York Times Co. พุ่งขึ้นมากกว่า 10% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ (Post-market trading) ที่นิวยอร์ก

 

ข้อมูลจากเอกสารที่แจ้งต่อหน่วยงานกำกับดูแลเมื่อวันอังคารระบุว่า Berkshire ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่โอมาฮา รัฐเนแบรสกา ได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทสื่อเจ้านี้จำนวน 5.1 ล้านหุ้นในช่วง 3 เดือนสิ้นสุดเดือนธันวาคม คิดเป็นมูลค่าหุ้นรวม 351.7 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.2 หมื่นล้านบาท) ณ สิ้นปี

 

Berkshire เริ่มเข้าซื้อหุ้น Amazon ครั้งแรกในปี 2019 โดยในขณะนั้น บัฟเฟตต์เคยกล่าวไว้ว่า แม้เขาจะไม่ค่อยชอบหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในอดีต แต่เขารู้สึกว่าตัวเองเป็น ‘คนงี่เง่า’ ที่ไม่ยอมซื้อหุ้นยักษ์ใหญ่ค้าปลีกออนไลน์รายนี้ให้เร็วกว่านี้ ปัจจุบันบริษัทเหลือถือครองหุ้น Amazon อยู่ราว 2.3 ล้านหุ้น

 

นอกจากนี้ ในไตรมาส 4 Berkshire ยังคงเดินหน้าลดสัดส่วนการถือครองหุ้นใน Bank of America Corp. และ Apple Inc. อย่างต่อเนื่อง เหลือสัดส่วน 7.1% และ 1.5% ตามลำดับ โดยบัฟเฟตต์เริ่มทยอยลดพอร์ตหุ้นเหล่านี้มาตั้งแต่ปี 2024

 

ก่อนหน้านี้ Berkshire ได้ลดสัดส่วนหุ้น Apple และเริ่มเข้าลงทุนใน Alphabet หนึ่งในกลุ่ม Magnificent Seven ตั้งแต่ไตรมาส 3 และยังได้ลดการถือครอง Apple ในไตรมาส 2 ของปีก่อน หลังจากเคยลดสัดส่วนลงถึง 2 ใน 3 ในปี 2024

 

ในทางกลับกัน Berkshire Hathaway ได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน Chevron Corp. ผู้ผลิตน้ำมัน และ Chubb Ltd บริษัทประกันภัย ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเพิ่มขึ้นเป็น 6.5% และ 8.7% ตามลำดับ

 

ทางกลุ่มบริษัทได้เปิดเผยการเข้าลงทุนใน Chubb ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 หลังจากแอบเก็บสะสมหุ้นเงียบๆ มาตั้งแต่ปีก่อนหน้า โดยหุ้นของ Chubb ปรับตัวขึ้นราว 11% ในช่วงไตรมาส 4 หลังจากมีรายงานข่าวว่าบริษัทได้ยื่นข้อเสนออย่างไม่เป็นทางการเพื่อเข้าซื้อกิจการ American International Group Inc. (AIG)

 

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีข้อเสนอดังกล่าวเกิดขึ้น

 

บัฟเฟตต์ ซึ่งก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอเมื่อปีที่แล้ว ดูเหมือนจะกลับมามองหาโอกาสในการซื้อกิจการอีกครั้งในช่วงไม่กี่ไตรมาสที่ผ่านมา โดยได้บรรลุข้อตกลงซื้อธุรกิจปิโตรเคมีของ Occidental Petroleum Corp. มูลค่า 9.7 พันล้านดอลลาร์ และเข้าสะสมหุ้น Alphabet Inc. (บริษัทแม่ Google) มูลค่า 5.6 พันล้านดอลลาร์

 

ภาพ: FotoField / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Berkshire Hathaway ปรับพอร์ตก่อน Buffett อำลา CEO ขาย Amazon.com และ Apple หันซื้อ New York Times appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. ชี้แจงกัลฟ์ถือหุ้น KBANK 10.03% ไม่ต้องขออนุญาตก่อน เพราะการคำนวณตามเกณฑ์ธปท. ถือว่ายังไม่ถึง 10% https://thestandard.co/bot-gulf-kbank-shareholding-approval/ Mon, 16 Feb 2026 03:52:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1178817 ธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้แจงกรณี GULF ถือหุ้น KBANK เกิน 10% ไม่ต้องขออนุญาต

ธปท. ชี้แจง ‘กัลฟ์’ ไม่ต้องขออนุญาตล่วงหน้า กรณีถือหุ้น […]

The post ธปท. ชี้แจงกัลฟ์ถือหุ้น KBANK 10.03% ไม่ต้องขออนุญาตก่อน เพราะการคำนวณตามเกณฑ์ธปท. ถือว่ายังไม่ถึง 10% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้แจงกรณี GULF ถือหุ้น KBANK เกิน 10% ไม่ต้องขออนุญาต

ธปท. ชี้แจง ‘กัลฟ์’ ไม่ต้องขออนุญาตล่วงหน้า กรณีถือหุ้นแบงก์เกิน 10% เพราะเกณฑ์คำนวณสัดส่วนการถือหุ้นของ ธปท. ต่างจาก ก.ล.ต. ทำให้สัดส่วนยังไม่ถึง 10%

 

จากกรณีที่ บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ผ่านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์​ (ก.ล.ต.) หลังทำรายการซื้อหุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จาก 4.53% เมื่อเดือนกันยายน 2568 กลายเป็น 10.0298%

 

ล่าสุด วิภาวิน พรหมบุญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า การนับสัดส่วนการถือหุ้นตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. และ ธปท. มีความแตกต่างกัน

 

สำหรับ ก.ล.ต. จะหักหุ้นที่ KBANK จำหน่ายแล้วและซื้อคืนมา (Treasury Stock) ออกจากฐานการคำนวณ ขณะที่หลักเกณฑ์ของ ธปท. คำนวณจากจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งการถือหุ้นใน KBANK ของบริษัทกัลฟ์ยังไม่ถึง 10% ภายใต้เกณฑ์ของ ธปท. และบริษัทได้เคยรายงานการถือหุ้นต่อ ธปท. แล้วตั้งแต่มีการถือหุ้น 5% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด

 

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงินกำหนดว่า การถือหุ้นในสถาบันการเงินเกิน 10% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ต้องได้รับอนุญาตจาก ธปท. ล่วงหน้าเพื่อป้องกันการเข้ามามีอำนาจครอบงำกิจการของสถาบันการเงิน ซึ่งหลักเกณฑ์ของ ธปท. อนุญาตให้เกิน 10% ได้เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นต่อการเพิ่มความมั่นคงหรือศักยภาพของสถาบันการเงินแห่งนั้น หรือการรักษาเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินในภาพรวม หรือกรณีหน่วยงานรัฐที่ถือหุ้นเพื่อรับผลตอบแทนจากการลงทุนโดยทั่วไป

The post ธปท. ชี้แจงกัลฟ์ถือหุ้น KBANK 10.03% ไม่ต้องขออนุญาตก่อน เพราะการคำนวณตามเกณฑ์ธปท. ถือว่ายังไม่ถึง 10% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัลฟ์ซื้อหุ้นกสิกรไทยเพิ่มเท่าตัว ทะลุ 10% ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 มูลค่ารวม 4.6 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/gulf-buys-kasikornbank-shares/ Sat, 14 Feb 2026 05:07:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1178450 โลโก้ GULF และ KBANK สื่อถึงการที่ GULF ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของธนาคารกสิกรไทย

‘กัลฟ์’ ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของธนาคารกสิกรไท […]

The post กัลฟ์ซื้อหุ้นกสิกรไทยเพิ่มเท่าตัว ทะลุ 10% ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 มูลค่ารวม 4.6 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ GULF และ KBANK สื่อถึงการที่ GULF ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของธนาคารกสิกรไทย

‘กัลฟ์’ ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของธนาคารกสิกรไทย หลังถือหุ้นเพิ่มเท่าตัวทะลุ 10%

 

บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ผ่านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์​ (ก.ล.ต.) หลังทำรายการซื้อหุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จาก 4.53% เมื่อเดือนกันยายน 2568 กลายเป็น 10.0298%

 

GULF ที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งคือ สารัชถ์ รัตนาวะดี มหาเศรษฐีที่ได้รับการจัดอันดับว่าร่ำรวยที่สุดของไทย ด้วยความมั่งคั่งกว่า 4 แสนล้านบาท จากการจัดอันดับของ Forbes

 

การถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นดังกล่าว ทำให้ GULF กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของ KBANK คิดเป็นมูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท หลังจากเริ่มเข้ามาลงทุนครั้งแรกในปี 2567

 

ล่าสุด ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์​ KBANK เป็นหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalizatoin) มากสุดเป็นอันดับ 8 ของไทย มูลค่า 4.63 แสนล้านบาท ส่วน GULF มีมาร์เก็ตแคปมากสุดเป็นอันดับ 4 ด้วยมูลค่า 8.85 แสนล้านบาท

The post กัลฟ์ซื้อหุ้นกสิกรไทยเพิ่มเท่าตัว ทะลุ 10% ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 มูลค่ารวม 4.6 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Western Digital รีแบรนด์ครั้งใหญ่สู่ ‘WD’ เร่งพัฒนาฮาร์ดดิสก์ความจุมากสุดในโลก ปูทางสู่ 100TB+ รับยุค AI https://thestandard.co/wd-rebrands-hdd-100tb-ai/ Wed, 04 Feb 2026 11:51:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1173788 Western Digital รีแบรนด์ WD

Western Digital ประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่สู่ WD พร้อมเปิด […]

The post Western Digital รีแบรนด์ครั้งใหญ่สู่ ‘WD’ เร่งพัฒนาฮาร์ดดิสก์ความจุมากสุดในโลก ปูทางสู่ 100TB+ รับยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
Western Digital รีแบรนด์ WD

Western Digital ประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่สู่ WD พร้อมเปิดตัวโรดแมปพัฒนานวัตกรรมการจัดเก็บข้อมูล จ่อเปิดตัวฮาร์ดดิสก์ 40TB ปูทางสู่เป้าหมาย 100TB+ รับความต้องการพุ่งสูงในยุค AI ขณะที่ราคาหุ้นทะยาน 6 เท่าตัวในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

 

ในงาน Innovation Day 2026 เมื่อวานนี้ (3 กุมภาพันธ์) Western Digital หรือ WDC ได้ประกาศเปิดตัวโรดแมปนวัตกรรมการจัดเก็บข้อมูลครั้งใหม่ โดยมุ่งเน้นการพลิกโฉมฮาร์ดดิสก์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมตอกย้ำสถานะการเป็นพาร์ตเนอร์เชิงกลยุทธ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสำหรับระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมกับการรีแบรนด์สู่ WD หลังก้าวสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว ซึ่งรายได้ 90% ของบริษัทจะมาจาก AI และคลาวด์

 

ไฮไลต์สำคัญจากงานดังกล่าวคือ การเร่งเครื่องโรดแมปความจุสูง โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ (HDD) รุ่นใหม่ 40TB UltraSMR ePMR ซึ่งมีความจุสูงที่สุดในโลก กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพกับลูกค้าแล้วในขณะนี้ พร้อมตั้งเป้าขยายความจุด้วยเทคโนโลยี HAMR ไปสู่ระดับ 100TB+ โดยยังคงเดินหน้าตรวจสอบคุณภาพเทคโนโลยี HAMR กับลูกค้าระดับไฮเปอร์สเกลอย่างต่อเนื่อง

 

รวมทั้งเทคโนโลยี High Bandwidth Drive และการออกแบบ Dual Pivot ให้แบนด์วิดท์เพิ่มขึ้น 2 เท่า และแบนด์วิดท์ในอนาคตสูงสุดถึง 8 เท่า พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพ IO สูงสุด 2 เท่า รองรับเวิร์กโหลด AI ในระดับต้นทุนของ HDD ลดการพึ่งพาแฟลช

 

ทั้งนี้ HDD รุ่นใหม่ที่ปรับแต่งด้านพลังงาน ใช้พลังงานน้อยลง 20% ลดช่องว่างระหว่าง warm storage และ cold storage ช่วยให้ลูกค้าลด TCO สร้าง tier ที่มีต้นทุนต่ำลง และพัฒนาความยั่งยืนสำหรับข้อมูลระดับ AI

 

หุ้นพุ่ง 500% ใน 1 ปี เข้าสู่กลุ่ม Nasdaq 100

 

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา หุ้น WDC เป็นหนึ่งในหุ้นที่เติบโตร้อนแรงที่สุดตัวหนึ่งของสหรัฐฯ ราคาหุ้น WDC พุ่งจากราว 48 ดอลลาร์ ขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 296.5 ดอลลาร์ ในวันนี้ (4 กุมภาพันธ์) หรือเพิ่มขึ้นราว 500%

 

การประกาศภายในงาน Innovation Day 2026 สะท้อนถึงยุคใหม่ของ WD ต่อเนื่องจากการดำเนินกลยุทธ์ตลอดปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนไปสู่ความร่วมมือระยะยาวกับลูกค้าภายใต้สัญญาหลายปี การยกระดับความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานผ่านการปฏิบัติที่มีวินัยที่ช่วยเพิ่มกำไรขั้นต้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบปีต่อปี และการปรับวัฒนธรรมองค์กรผ่านการเปลี่ยนแปลงผู้นำเพื่อเร่งการตัดสินใจ

 

ความสำเร็จเหล่านี้ส่งผลให้ WD ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี Nasdaq 100 และติดอันดับบริษัทที่มีผลงานโดดเด่นใน S&P 500 ประจำปี 2025

 

ล่าสุด คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติวงเงินเพิ่มเติมอีก 4 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1.25 แสนล้านบาท สำหรับการซื้อหุ้นคืน โดยบริษัทมีวงเงินคงเหลือจากการอนุมัติซื้อหุ้นคืนครั้งก่อนประมาณ 484 ล้านดอลลาร์ การอนุมัติซื้อหุ้นคืนเพิ่มเติมนี้มีผลทันที การซื้อหุ้นคืนอาจดำเนินการในตลาดเปิดหรือผ่านการเจรจาส่วนตัว และอาจดำเนินการตามแผน Rule 10b5-1

 

“การขยายวงเงินซื้อหุ้นคืนจำนวน 4.0 พันล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของเราที่มีต่ออนาคตของ WD และความมุ่งมั่นในการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น” เออร์วิง แทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) กล่าว “กลยุทธ์การจัดสรรเงินทุนของเราสร้างความสมดุลระหว่างการนำเงินกลับไปลงทุนในธุรกิจ, การลดหนี้สิน, และการคืนผลตอบแทนสู่ผู้ถือหุ้น”

 

จำนวนและช่วงเวลาของการซื้อหุ้นคืนจะขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและปัจจัยพิจารณาอื่นๆ ของบริษัท บริษัทอาจระงับหรือยุติโครงการซื้อหุ้นคืนได้ทุกเมื่อ

 

เส้นทางสู่ 100TB+

 

WD ย้ำจุดยืนผู้นำเทคโนโลยีคู่ขนานทั้ง ePMR และ HAMR โดยประกาศว่าฮาร์ดดิสก์ความจุสูงสุดในโลก 40TB UltraSMR ePMR กำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบคุณภาพกับลูกค้าไฮเปอร์สเกล 2 ราย และมีแผนผลิตเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 นอกจากนี้ การตรวจสอบคุณภาพฮาร์ดดิสก์ HAMR ของ WD ก็กำลังดำเนินการอยู่กับลูกค้าไฮเปอร์สเกล 2 รายเช่นกัน โดยคาดว่าจะเริ่มเพิ่มกำลังการผลิตในปี 2027

 

WD จะขยายขีดความสามารถของ ePMR ไปสู่ระดับ 60TB โดยอาศัยนวัตกรรมจาก HAMR โดยไม่เพิ่มการใช้พลังงาน ในขณะที่เทคโนโลยี HAMR จะขยายความจุไปถึง 100TB ภายในปี 2029 แนวทางแบบสองเส้นทางนี้ถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ เนื่องจากทั้ง ePMR และ HAMR สร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรมร่วมกัน ช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ได้ผลผลิต (Yield) ที่ดีขึ้น และช่วยให้การเปลี่ยนผ่านผลิตภัณฑ์ของลูกค้าเป็นไปอย่างราบรื่น

 

ผลลัพธ์ที่ได้คือความยืดหยุ่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน กลุ่มไฮเปอร์สเกลและองค์กรธุรกิจสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีใดก็ได้ตามกรอบเวลาของตนเอง พร้อมการวางแผนความจุที่คาดการณ์ได้และการขยายสเกลที่ไร้รอยต่อ ไม่มีการบังคับเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ไม่มีการหยุดชะงักของโครงสร้างพื้นฐาน มีเพียงการเติบโตของความจุที่ต่อเนื่องบนสถาปัตยกรรมที่พวกเขาไว้วางใจอยู่แล้ว

 

“ตลอดปีที่ผ่านมา WD ยังคงมุ่งเน้นการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและการเร่งนวัตกรรม ซึ่งทำให้เราสามารถจินตนาการฮาร์ดดิสก์ขึ้นใหม่อย่างแท้จริงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของ AI วันนี้ เรากำลังนำเสนอนวัตกรรมที่สะท้อนถึงความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับลูกค้าของเรา และแสดงให้เห็นว่า WD กำลังตอบสนองความต้องการด้านความจุ การขยายขนาด คุณภาพ ประสิทธิภาพที่ยกระดับขึ้น และความง่ายในการนำเทคโนโลยีไปใช้งานได้อย่างไร” เออร์วิงกล่าว

The post Western Digital รีแบรนด์ครั้งใหญ่สู่ ‘WD’ เร่งพัฒนาฮาร์ดดิสก์ความจุมากสุดในโลก ปูทางสู่ 100TB+ รับยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
กบข. เผยผลตอบแทนปี 2568 ดีตามคาด กำไรทอง 52.78% หุ้น ตปท. 17.47% ตั้งเป้าผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อบวก 2-3% https://thestandard.co/gpf-2025-returns-expected/ Sat, 31 Jan 2026 09:55:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1171825 รูปภาพแสดงผลตอบแทนการลงทุนของ กบข. ประจำปี 2568 โดยมีทองคำและหุ้นต่างประเทศเป็นสินทรัพย์เด่น

กบข. เผยผลตอบแทนปี 2568 ตามคาด กำไรทอง 52.78% หุ้น ตปท. […]

The post กบข. เผยผลตอบแทนปี 2568 ดีตามคาด กำไรทอง 52.78% หุ้น ตปท. 17.47% ตั้งเป้าผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อบวก 2-3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูปภาพแสดงผลตอบแทนการลงทุนของ กบข. ประจำปี 2568 โดยมีทองคำและหุ้นต่างประเทศเป็นสินทรัพย์เด่น

กบข. เผยผลตอบแทนปี 2568 ตามคาด กำไรทอง 52.78% หุ้น ตปท. 17.47% เผยปรับ SAA จัดกลุ่ม ‘สินทรัพย์เชิงรุก’ และ ‘สินทรัพย์เชิงรับ’ สู้เศรษฐกิจผันผวน ตั้งเป้าผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อบวก 2-3% ชี้สมาชิกพร้อมบรรลุเป้าหมายเงินก้อนเพิ่มขึ้นจาก 18% เป็น 25%

 

วานนี้ (30 มกราคม) ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เผยผลการดำเนินงานปี 2568 ว่า ผลตอบแทนการลงทุนของกองสมาชิกเป็นไปตามคาดในแต่ละแผน จากการปรับกลยุทธ์การลงทุนและนิยามประเภทสินทรัพย์ใหม่ เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ตระยะยาว

 

ทรงพลระบุว่า ภายใต้ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจประเทศหลักและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ กบข. ได้ปรับนโยบายจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Asset Allocation: SAA) โดยปรับกรอบการจำแนกสินทรัพย์ จากเดิมที่แบ่งเป็นสินทรัพย์มั่นคงสูงและสินทรัพย์เสี่ยง มาเป็นการจัดกลุ่ม ‘สินทรัพย์เชิงรุก’ และ ‘สินทรัพย์เชิงรับ’ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

 

ในปี 2568 ผลตอบแทนรายแผนส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยแผนทองคำให้ผลตอบแทนสูงสุดที่ 52.78% รองลงมาคือแผนหุ้นต่างประเทศ 17.47% แผนกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไทย 9.38% แผนเชิงรุก 65 ที่ 8.89% แผนสมดุลตามอายุ (สมาชิกอายุน้อยกว่า 55 ปี) 8.74% และแผนลงทุนพื้นฐานทั่วไป 4.31%

 

นอกจากนี้ กบข. ยังสามารถเพิ่มสัดส่วนสมาชิกที่มีโอกาสบรรลุเป้าหมายเงินก้อนหลังเกษียณในระดับดี (P75) จาก 18% ในปี 2567 เป็น 25% ในปี 2568

 

สำหรับแผนงานปี 2569 กบข. เตรียมศึกษาการลงทุนใหม่ผ่านโครงการนำร่อง ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย (Senior Housing Sandbox) และโอกาสลงทุนในเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) ควบคู่กับการส่งเสริมให้สมาชิกออมเงินเพิ่มและเลือกแผนการลงทุนให้เหมาะสมกับช่วงอายุ โดยตั้งเป้าผลตอบแทนระยะยาวให้ชนะอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปี บวก 2-3% ตามกรอบเป้าหมายการลงทุนของกองทุน

The post กบข. เผยผลตอบแทนปี 2568 ดีตามคาด กำไรทอง 52.78% หุ้น ตปท. 17.47% ตั้งเป้าผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อบวก 2-3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกกลยุทธ์รับมือ ‘โลกไม่แน่นอน’ เจอปัญหารุม ทั้ง Fed – การเมืองญี่ปุ่น – ปมกรีนแลนด์ ลงทุนแบบไหน จะได้ไปต่อ https://thestandard.co/investment-strategy-uncertain-world/ Wed, 28 Jan 2026 11:18:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1170697 ภาพแสดงกราฟการลงทุน หรือลูกโลกที่ล้อมรอบด้วยสัญลักษณ์ทางการเงิน แสดงถึงกลยุทธ์การลงทุนในสภาวะโลกไม่แน่นอน

ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ท […]

The post เจาะลึกกลยุทธ์รับมือ ‘โลกไม่แน่นอน’ เจอปัญหารุม ทั้ง Fed – การเมืองญี่ปุ่น – ปมกรีนแลนด์ ลงทุนแบบไหน จะได้ไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงกราฟการลงทุน หรือลูกโลกที่ล้อมรอบด้วยสัญลักษณ์ทางการเงิน แสดงถึงกลยุทธ์การลงทุนในสภาวะโลกไม่แน่นอน

ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ความผันผวนของตลาดเงินญี่ปุ่นจากการเลือกตั้ง และประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ๆ ซึ่งจะมีผลกระทบกับลงทุน และควรเตรียมรับมืออย่างไร

 

เกษรี อายุตตะกะ CFP SVP, Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า สำหรับการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รอบล่าสุด SCB CIO ประเมินว่า Fed จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ เพื่อรอดูความชัดเจนของการผ่อนคลายนโยบายการเงิน พัฒนาการของตลาดแรงงาน และเงินเฟ้อ โดยมองว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวลงแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้ภาคบริการจะยังดูหนืดอยู่บ้าง

 

อย่างไรก็ตาม มุมมองตลอดทั้งปี SCB CIO คาดว่า Fed มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อเข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) อย่างน้อย 1 ครั้ง หรืออาจถึง 2 ครั้ง หากตลาดแรงงานอ่อนแอเร็วกว่าคาด นอกจากนี้ ในด้านสภาพคล่อง คาดว่า Fed จะมีการเข้าซื้อตั๋วเงินคลัง เพื่อบริหารจัดการเงินสำรองประมาณ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน จนถึงช่วงฤดูยื่นภาษีกลางเดือนเมษายน ก่อนจะลดขนาดลง

 

ความเสี่ยง Fed ถูกแทรกแซงทางการเมือง

 

ประเด็นที่น่าจับตามากกว่าผลการประชุมคือ ‘ความเป็นอิสระของ Fed’ โดยเฉพาะกรณีการสอบสวนทางอาญาและการพยายามปลด ลิซ่า คุก กรรมการ Fed ซึ่งหากศาลสั่งพักงาน อาจสร้างความกังวลเรื่องการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

 

รวมถึงการสรรหาประธาน Fed คนใหม่แทน เจอโรม พาวเวลล์ ที่จะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม ซึ่งตัวเต็งอย่าง เควิน วอช หรือผู้บริหารจาก BlackRock อาจส่งผลต่อนโยบายที่แตกต่างกัน

 

  • กลยุทธ์ตราสารหนี้: ความกังวลเรื่องการแทรกแซง Fed อาจทำให้ Bond Yield ระยะยาวปรับตัวขึ้น ดังนั้น SCB CIO แนะนำให้เน้นลงทุนใน ตราสารหนี้ระยะสั้นถึงกลาง และ หลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว

 

หุ้นสหรัฐฯ จับตา Big Tech และกลุ่ม 7 นางฟ้า

 

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผลประกอบการของกลุ่ม Magnificent 7 ในไตรมาส 4 คาดว่าจะยังเติบโต แต่ในอัตราที่ชะลอลง โดยมี EPS Growth ประมาณ 20% เทียบกับ 30% ในช่วงก่อนหน้า ตลาดจะให้ความสำคัญกับ ‘คุณภาพการเติบโต’ มากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุน AI ที่ต้องมาพร้อมกับกำไรและกระแสเงินสดที่ดีขึ้น หากบริษัทใดทำไม่ได้ อาจถูกเทขาย

 

  • กลยุทธ์หุ้นสหรัฐฯ: พอร์ตระยะยาว (Core Port) ยังลงทุนได้ ส่วนพอร์ตระยะสั้น (Opportunistic) ยังเก็งกำไรได้ใน Nasdaq และกลุ่ม Semiconductor ที่รับอานิสงส์ AI รวมถึงตลาดหุ้นเกาหลีใต้

 

ญี่ปุ่น จุดเปลี่ยนการเมืองและค่าเงินเยน

 

ตลาดญี่ปุ่นกำลังเผชิญความผันผวนจากการยุบสภาและการเลือกตั้ง (ระบุวันที่ 8 กุมภาพันธ์ตามแหล่งข้อมูล) ซึ่ง SCB CIO มองฉากทัศน์ (Scenario) ไว้ดังนี้

 

  • Best Case: รัฐบาล LDP ชนะขาดลอย = นโยบายต่อเนื่อง หุ้นขึ้น เยนอ่อน
  • Base Case (ปัจจุบัน): LDP ได้เสียงไม่ถึงครึ่งแต่รวมพรรคร่วมแล้วอยู่รอด = หุ้นขึ้นได้แต่อาจต้องใช้นโยบายกระตุ้นเพิ่ม
  • Worst Case: ฝ่ายค้านชนะ = ความไม่แน่นอนสูง หุ้นร่วง Bond Yield พุ่งแรง

 

ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร SCB CIO ย้ำว่า Bond Yield ญี่ปุ่นระยะยาวมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น จากการทยอยถอนนโยบายผ่อนคลายของ BOJ และหนี้สาธารณะที่สูง ส่วนค่าเงินเยนยังมีแนวโน้มอ่อนค่า โดยกรอบการเข้าแทรกแซงของทางการอยู่ที่ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์

 

ภูมิรัฐศาสตร์ กรณีศึกษา ‘กรีนแลนด์’

 

อีกหนึ่งประเด็นความเสี่ยงคือความตึงเครียดเรื่อง ‘กรีนแลนด์’ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพยากรแรร์เอิร์ธ โดย SCB CIO ประเมินกรณีฐาน (Base Case) ว่าน่าจะเป็นการเจรจาผ่าน NATO และใช้กฎหมาย IEPA เพื่อจัดการภาษีมากกว่าการใช้กำลังทหาร

 

  • ผลกระทบ: หากเป็นกรณีฐาน หุ้นสหรัฐฯ และญี่ปุ่นยังเป็นแกนหลักในพอร์ตได้ เพราะสหรัฐฯ ยังเข้าถึงแร่หายากได้ ส่วนยุโรปต้องเลือกรายตัว (Selective) แต่หากเกิดกรณีเลวร้าย มีสงคราม ตราสารหนี้ระยะสั้นและทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สุด

 

กลยุทธ์จัดพอร์ตแบบ Selective On

 

เกษรีสรุปภาพรวมกลยุทธ์การลงทุนในช่วงเวลานี้ไว้ว่า ต้องเป็นลักษณะ Selective On คือพร้อมรับความเสี่ยงได้แต่ต้องเลือกเฟ้นสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง

 

  • Core Port : เน้น หุ้นสหรัฐฯ และ หุ้นญี่ปุ่น เป็นหลัก
  • ยุโรป : ลงทุนได้แต่ต้องคัดเลือกหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) และกลุ่มแบงก์
  • Fixed Income : เน้น ตราสารหนี้ระยะสั้น-กลาง หลีกเลี่ยงตัวยาว
  • Diversify : ต้องมี ทองคำ ติดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์

The post เจาะลึกกลยุทธ์รับมือ ‘โลกไม่แน่นอน’ เจอปัญหารุม ทั้ง Fed – การเมืองญี่ปุ่น – ปมกรีนแลนด์ ลงทุนแบบไหน จะได้ไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลุค Top Gun สร้างเรื่อง! หุ้นบริษัทแว่นที่ ‘มาครง’ ใส่ใน World Economic Forum 2026 เพิ่มขึ้น 28% https://thestandard.co/macron-top-gun-sunglasses-stock-surge/ Sat, 24 Jan 2026 09:31:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1168935 เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส สวมแว่นกันแดด Henry Jullien ในการประชุม World Economic Forum 2026 ที่เมืองดาวอส

หุ้น iVision Tech บริษัทแม่ของ Henry Jullien เพิ่มขึ้น […]

The post ลุค Top Gun สร้างเรื่อง! หุ้นบริษัทแว่นที่ ‘มาครง’ ใส่ใน World Economic Forum 2026 เพิ่มขึ้น 28% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส สวมแว่นกันแดด Henry Jullien ในการประชุม World Economic Forum 2026 ที่เมืองดาวอส

หุ้น iVision Tech บริษัทแม่ของ Henry Jullien เพิ่มขึ้น 28% หลังได้รับความสนใจล้นหลามจาก ‘ลุค Top Gun’ ของ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสในการประชุม World Economic Forum 2026

 

เมื่อวานนี้ (23 มกราคม) Forbes รายงานว่า หุ้น iVision Tech บริษัทสัญชาติอิตาลี ซึ่งเข้าซื้อกิจการ Henry Jullien แบรนด์แว่นตาฝรั่งเศสสุดเก่าแก่ มีมูลค่าหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 4.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 28% หลัง เอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ปรากฏตัวใน World Economic Forum 2026 ในลุคสุดแปลกตาใส่แว่นกันแดดสีเงิน

 

ทั้งนี้ สเตฟาโน ฟุลเคียร์ (Stefano Fulchir) CEO ของ iVision Tech ให้สัมภาษณ์กับ Reuters และ The Guardian ว่า ภาพดังกล่าวสร้างแรงกระเพื่อมต่อบริษัททันที โดยทันทีมาครงปรากฏตัวในแว่นกันแดดของ Henry Jullien ราคาหุ้น iVision Tech พุ่งขึ้นราว 28% เมื่อวันที่ 22 มกราคม จนต้องมีการสั่งพักการซื้อขายชั่วคราว และทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเพิ่มขึ้นประมาณ 3.5 ล้านยูโร (ประมาณ 130 ล้านบาท)

 

“ปฏิกิริยาแรกของผมสรุปได้ในสามตัวอักษร ว้าว! วันนี้ไม่ใช่วันธรรมดาเลย ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ประธานาธิบดีเลือกใส่แว่นของเรา” ฟุลเคียร์ระบุว่า หลังจากข่าวแพร่ออกไป เว็บไซต์ของบริษัทก็ล่มเกือบทั้งวัน

 

CEO ของ iVision Tech ยังเล่าว่า สำนักประธานาธิบดีฝรั่งเศสติดต่อบริษัทตั้งแต่ปี 2024 เพื่อขอซื้อแว่นกันแดดรุ่น Pacific S 01 Double Gold ราคา 659 ยูโร (ประมาณ 2.5 หมื่นบาท) เพื่อเป็นของขวัญทางการทูตในเวทีการประชุม G20 รวมถึงซื้ออีก 1 คู่แยกสำหรับผู้นำฝรั่งเศสเอง

 

ฟุลเคียร์เล่าว่า เขายินดีที่จะส่งแว่นกันแดดเป็นของขวัญให้มาครง แต่ทางการปฏิเสธและยืนยันว่า จะขอซื้อด้วยเงินเอง พร้อมตรวจสอบอย่างละเอียดว่า แว่นตาต้องผลิตทั้งในฝรั่งเศสทุกกระบวนการ

 

“นี่ไม่ใช่แว่นธรรมดา แต่เป็นสินค้าหรูที่ไม่พังใน 2 ปี และใช้ได้นาน มันคือการลงทุน เหมือนเครื่องประดับหรือนาฬิกา” CEO ของ iVision Tech เสริมว่า แว่นรุ่นนี้ยังวางจำหน่ายทั่วโลก แม้แต่ยูเครนในห้วงสงคราม หากแต่ยังไม่มีตัวแทนจำหน่ายในสหราชอาณาจักร

 

ที่ผ่านมา ในการประชุมดาวอสเต็มไปด้วยมีมและไวรัลในโลกออนไลน์มากมาย หนึ่งในนั้นคือลุคสวมแว่นกันแดดของมาครงที่จุดชนวนโซเชียลว่า เขาอยากจะสวมบทบาทเป็นตัวเอกของ Top Gun (1986) ภาพยนตร์สุดโด่งดังที่นำแสดงโดย ทอม ครูซ ไปจนถึงการแซวโยงไปถึงเหตุการณ์ที่ บริฌิต มาครง สตรีหมายเลขหนึ่งฝรั่งเศส ‘ตบหน้า’ เขาในเดือนพฤษภาคม 2025 ว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากเธอหรือไม่

 

ขณะที่มีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารทางการเมืองอย่าง ฟิลิปป์ โมโร เชฟโรเลต์ที่ตีความว่า การที่มาครงเลือกใส่แว่นกันแดดที่ผลิตในฝรั่งเศส เป็น ‘สัญญะทางการเมือง’ ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ไม่สู้ดีกับสหรัฐฯ นัก

 

อย่างไรก็ตามมีการเปิดเผยในภายหลังว่า มาครงมีอาการป่วยอย่างเส้นเลือดฝอยในตาขวาแตก ซึ่งไม่ได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด โดยก็เรียกรีแอกชันจากทรัมป์ที่กล่าวแซวบนเวทีสุนทรพจน์ว่า “ผมเห็นเขาใส่แว่นกันแดดเท่ๆ แบบนั้น แล้วสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับเขา”

 

อนึ่ง Henry Jullien เป็นแบรนด์แว่นตาที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1921 มีพนักงานทั้งสิ้นเพียง 10 คน โดยแว่นทุกคู่ประกอบด้วยมือ ผ่านการใช้เทคนิคโบราณ คือการยึดทองเข้ากับโลหะฐาน แทนการชุบทองทั่วไป ขณะที่ผลิตแว่นรุ่นเดียวกับที่มาครงประมาณ 1,000 ชิ้นต่อปี

 

ในอดีต แบรนด์นี้ยังเคยเป็นข่าวดังเมื่อปี 2024 หลังจาก ซิกอร์นีย์ วีเวอร์ (Sigourney Weaver) นักแสดงฮอลลีวูดสวมแว่นรุ่น Melrose 15 ขึ้นเวทีงาน Goya Awards ที่ประเทศสเปน

 

ภาพ: Denis Balibouse / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ลุค Top Gun สร้างเรื่อง! หุ้นบริษัทแว่นที่ ‘มาครง’ ใส่ใน World Economic Forum 2026 เพิ่มขึ้น 28% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทเลนอร์ส่อขายหุ้น TRUE ทั้งหมดให้ ศุภชัย เจียรวนนท์ มูลค่า 1.23 แสนล้านบาท โบรกชี้นักลงทุนอาจห่วงวินัยการเงิน กดหุ้น TRUE ดิ่ง 15% https://thestandard.co/telenor-sells-true-suphachai-shares/ Thu, 22 Jan 2026 10:49:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1168249 กราฟราคาหุ้น TRUE ที่ร่วงลง พร้อมโลโก้ Telenor และ TRUE

เทเลนอร์ขายหุ้น TRUE 24.95% ให้กับ ศุภชัย เจียรวนนท์ แล […]

The post เทเลนอร์ส่อขายหุ้น TRUE ทั้งหมดให้ ศุภชัย เจียรวนนท์ มูลค่า 1.23 แสนล้านบาท โบรกชี้นักลงทุนอาจห่วงวินัยการเงิน กดหุ้น TRUE ดิ่ง 15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟราคาหุ้น TRUE ที่ร่วงลง พร้อมโลโก้ Telenor และ TRUE

เทเลนอร์ขายหุ้น TRUE 24.95% ให้กับ ศุภชัย เจียรวนนท์ และตกลงให้มีสิทธิการซื้อขายหุ้น (put/call option) สําหรับหุ้นส่วนที่เหลือ 5.35% ของเทเลนอร์ภายหลังครบระยะเวลา 2 ปี

 

ราคาหุ้น บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) หรือ TRUE เปิดการซื้อขายช่วงบ่ายวันนี้ (22 มกราคม) ที่ 11.50 บาท ก่อนจะร่วงลงไปแตะระดับ 10.50 บาท (ณ เวลา 15.45 น.) ลดลง 15.32% จากวันก่อนหน้า

 

TRUE แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัทได้รับแจ้งจาก Telenor Thailand Investments Pte. Ltd. หรือ เทเลนอร์ ผู้ถือหุ้นของบริษัทว่า เทเลนอร์ได้ลงนามในสัญญากับบริษัท อะไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยคุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการของ TRUE เพื่อขายหุ้นของบริษัทในสัดส่วน 24.95%

 

นอกจากนี้ เทเลนอร์และอะไรซ์ยังได้ตกลงให้มีสิทธิการซื้อขายหุ้น (put/call option) สําหรับหุ้นส่วนที่เหลือ 5.35% ของเทเลนอร์ภายหลังครบระยะเวลา 2 ปีนับจากวันที่ปิดการขายครั้งแรก โดยการทํารายการขายดังกล่าวยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขตามแบบปฏิบัติทั่วไป บริษัทไม่คาดว่าการขายหุ้นของเทเลนอร์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อ บริษัทและการดําเนินธุรกิจของบริษัทแต่อย่างใด

 

สำหรับเทเลนอร์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งของ TRUE ในสัดส่วน 30.30% ตั้งแต่ต้นปี 2566 หลังจากการควบรวมกิจการระหว่าง TRUE และ DTAC

 

ด้าน ศุภชัย วัฒนวิเทศกุล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า การขายหุ้น TRUE ของเทเลนอร์เป็นหนึ่งในแผนของบริษัทมาหลายปี โดยต้องการจะลดสัดส่วนการลงทุนในเอเชีย แต่ไม่เคยบอกชัดเจนว่าจะขายหุ้น TRUE ออกมา

 

“หนึ่งในเป้าหมายของเทเลนอร์คือการลงทุนเพิ่มในยุโรป ตลาดคิดว่าเทเลนอร์อยากจะขายหุ้น TRUE แต่ไม่คิดว่าจะขายที่ระดับนี้ เพราะ TRUE กำลังดีขึ้น กำไรดีขึ้น และอุตสาหกรรมเหลือผู้เล่นแค่ 2 ราย”

 

อย่างไรก็ดี การที่คุณศุภชัยซื้อหุ้น TRUE ที่ระดับ 11.70 บาท หากมีการซื้อขายหุ้นทั้งหมดของเทเลนอร์ จะคิดเป็นมูลค่าราว 1.23 แสนล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อธุรกิจค่อนข้างมาก

 

ส่วนความกังวลว่าการขายหุ้นของเทเลนอร์ครั้งนี้ สะท้อนว่าอุตสาหกรรมเทเลคอมกำลังแย่ลงหรือไม่นั้น ศุภชัยมองว่า อาจจะเป็นคนละประเด็น เพราะช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ากำไรของธุรกิจเทเลคอมเติบโตสูงมาก เมื่อเทียบกับ GDP และยังน่าจะเห็นการเก็บเกี่ยวกำไรไปได้อีกอย่างน้อย 2-3 ปี

 

ดังนั้นราคาหุ้น TRUE ที่ร่วงลงแรงล่าสุด เป็นการตอบสนองที่ค่อนข้างรุนแรงกว่าความเป็นจริง เพราะอุตสาหกรรมยังเหมือนเดิม ขณะที่ผู้บริหารส่วนใหญ่ยังเป็นชุดเดิม

 

สิ่งที่ตลาดกังวลมีอย่างเดียว คือวินัยการเงินอาจจะลดลงหรือไม่ หากเทเลนอร์ขายหุ้นออกไปแล้ว ก็เป็นไปได้ว่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น

The post เทเลนอร์ส่อขายหุ้น TRUE ทั้งหมดให้ ศุภชัย เจียรวนนท์ มูลค่า 1.23 แสนล้านบาท โบรกชี้นักลงทุนอาจห่วงวินัยการเงิน กดหุ้น TRUE ดิ่ง 15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธาน ตลท. หวังรัฐบาลใหม่เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ยื่นฟ้องบริษัททุจริตคดีหุ้นโดยตรง ชงสานต่อ TISA พร้อมเปิดใช้หน่วยลงทุนเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ https://thestandard.co/set-sec-power-fraud-stocks/ Thu, 15 Jan 2026 10:38:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1165697 ประธาน ตลท. หวัง รัฐบาลใหม่เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ยื่นฟ้องบริษัททุจริตคดีหุ้นโดยตรง ชงสานต่อ TISA พร้อมเปิดใช้หน่วยลงทุนเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ ประธาน ตลท. หวังรัฐบาลใหม่เพิ่ […]

The post ประธาน ตลท. หวังรัฐบาลใหม่เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ยื่นฟ้องบริษัททุจริตคดีหุ้นโดยตรง ชงสานต่อ TISA พร้อมเปิดใช้หน่วยลงทุนเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธาน ตลท. หวัง รัฐบาลใหม่เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ยื่นฟ้องบริษัททุจริตคดีหุ้นโดยตรง ชงสานต่อ TISA พร้อมเปิดใช้หน่วยลงทุนเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ ประธาน ตลท. หวังรัฐบาลใหม่เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ให้สามารถยื่นฟ้องบริษัทที่ทุจริตได้โดยตรง ไม่ต้องรอกระบวนการศาล

 

วันนี้ (15 ม.ค.2569) ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึง ความคาดหวังต่อแนวทางนโยบายตลาดทุน ของรัฐบาลใหม่ ในงานสัมนา ‘ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใคร พาเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทยรอด’

 

กิติพงศ์ กล่าวว่า ตลท. คาดหวังให้รัฐบาลใหม่ ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดูแลเศรษฐกิจและตลาดทุน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคต่อการเสนอหลักทรัพย์ เพราะติดระเบียบข้อกำกับของหน่วยงานราชการ ถ้ารัฐบาลตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ทำเป็นวาระเร่งด่วน จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างประเทศ โดยกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อตลาดทุนที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ

 

1. การให้อำนาจคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ฟ้องร้องดำเนินคดีกับบริษัทจดทะเบียนที่ทุจริตได้โดยตรง ไม่ต้องรอกระบวนการศาล เนื่องจากในปัจจุบันมีหลายคดีใหญ่ที่ศาลยังไม่สั่งฟ้อง การจะเรียกคืนความเชื่อมั่น จากนักลงทุน ต้องแนวทางจัดการกับบริษัทที่ทุจริตโดยเร็ว และมีบทลงโทษที่เด็ดขาด

 

2. ปลดล็อกข้อจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศ เราจะให้สิทธิประโยชน์อย่างไรบ้าง

 

สร้างความโปร่งใสของบริษัทจดทะเบียนและคู่ค้าได้อย่างไร

 

“รัฐบาลต้องดูภาพรวมว่า จะทำอย่างไรให้ตลาดทุนไทยแข่งขันได้ โครงการ JUMP+ ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน เป็นโครงการ ที่เราก็รอดูซึ่งต้องใช้เวลา แต่เราสามารถเร่งรัดการให้สิทธิประโยชน์ภาษี กับบริษัทที่สนใจเข้ามาจดทะเบียน ต้องคิดระยะยาว 3-5 ปี ว่าเราจะฟื้นฟู โครงสร้างตลาดทุนไทยอย่างไร ซึ่งต้องมีการใช้ทั้งยาแรง ยาเบา พร้อมๆ กัน ถ้าพึ่งกระบวนการปกติจะต้องใช้เวลาแก้กฎหมายเฉลี่ย 8-12 เดือน ซึ่งไม่ทันการ เพราะเวลาเรามีน้อย”

 

ชงใช้ TISA เป็นหลักทรัพย์ให้คนไทยยื่นกู้เงิน

 

ขณะที่นโยบายผลักดันตลาดทุนเร่งด่วนที่ ตลท. อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่คือ การแก้กฎหมายที่เป็นข้อจำกัดการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ, กฎหมาย trust and confidence ที่ค้างอยู่ในรัฐบาลชุดที่แล้ว รวมถึงกิโยตินกฎหมาย ถ้ารัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ และสามารถดำเนินงานต่อโดยไม่คำนึง ว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลไหน ในส่วนของร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ในกฤษฎีกา หรือที่ผ่านวาระแล้วในสภา การผลักดันกฎหมายเหล่านี้ต่อก็จะทำให้การดำเนินการต่างๆ เร็วขึ้น

 

เช่น การสานต่อโครงการ TISA หรือ Thailand Individual Savings Account บัญชีการออมเพื่อการลงทุนส่วนบุคคล ที่นักลงทุนสามารถซื้อสินทรัพย์ทั้งใน และต่างประเทศตามเงื่อนไขของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี

 

สำหรับ TISA ต้องมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่งเสริมให้ประชาชนลงทุนในระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไร ไม่ควรมองเพียงประเด็นรายได้ที่หายไปในระยะสั้น รัฐบาลต้องสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจ และต้องออกแบบกองทุน เพื่อดึงดูดการลงทุนจากประชาชน โดยอาจพิจารณาเป็นกองทุนเฉพาะเรื่อง เช่น การลงทุนใน start up นอกจากนี้ แม้จะมีการกำหนดเงื่อนไขให้ถือครองหน่วยลงทุน จนอายุครบ 55 ปี แต่ระหว่างนี้อาจมีการเพิ่มเงื่อนไขให้ประชาชนขายหน่วยลงทุนคืนได้ เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อขอกู้เงินได้

 

สิ่งที่ต้องทำลำดับถัดมาคือ การปลดล็อกนำธุรกิจใน BOI เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้น ไทย รวมถึงโครงการอื่นๆ ที่เคยเสนอไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และข้อจำกัดทางกฎหมายอื่นๆ

 

ปรับโครงสร้างภาษี เพิ่มรายได้ ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุ

 

ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุน ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือน และรายได้ต่อหัวที่ไม่เพิ่มขึ้น รัฐบาลต้องเร่งปรับโครงสร้างภาษี โดยต้องพิจารณา ว่าจะต้องเพิ่มการจัดเก็บภาษีส่วนไหน และจะช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างไร

 

อย่างไรก็ตาม กิติพงศ์ เน้นย้ำว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายที่เน้นประชานิยม เช่น การแจกเงิน เพราะถ้าจะแจกเงินก็ต้องหารายได้เพิ่ม รวมถึงแจกแจงให้ได้ว่างบประมาณที่นำมาใช้ มีแหล่งที่มาจากไหน อย่างไรก็ตาม การหารายได้เข้ารัฐบาลเพิ่ม อาจมาจากการจัดเก็บภาษี ค่าธรรมเนียม ซึ่งมีไม่กี่แนวทางที่รัฐบาลสามารถทำได้ โดยที่เดือดร้อนน้อยที่สุด ก็หวังว่าทุกพรรคการเมืองจะเห็นชอบเรื่องนี้ร่วมกัน

 

การปรับโครงสร้างภาษีจะช่วยปลดล็อกปัญหาความเชื่อมั่น สร้างความมั่นคง จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีมุมมองบวกขึ้นว่า ประเทศไทย ไม่ได้มีหนี้ล้นพ้นตัว หรือขาดดุลทางการคลังจนเป็นปัญหา

 

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีเงินกองทุนจำนวนมาก จากหน่วยงานต่างๆ หากมีการรวมเงินกันจัดตั้งกองทุนประเทศแบบคล้ายกองทุนวายุภักษ์ เพื่อลงทุนในตลาดทุน แต่ต้องคัดเลือกบริษัทดีและมีคุณภาพ ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้

The post ประธาน ตลท. หวังรัฐบาลใหม่เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ยื่นฟ้องบริษัททุจริตคดีหุ้นโดยตรง ชงสานต่อ TISA พร้อมเปิดใช้หน่วยลงทุนเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Goldman Sachs คาด S&P 500 พุ่งต่อปี 2569 ลุ้นแตะ 7,600 จุด แรงหนุนกำไรหุ้น AI – เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว https://thestandard.co/goldman-sachs-sp-500-2569/ Thu, 08 Jan 2026 05:32:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1162733 Goldman Sachs คาด S&P 500 พุ่งต่อปี 2569 ลุ้นแตะ 7,600 จุด แรงหนุนกำไรหุ้น AI - เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว

Goldman Sachs สถาบันการเงินข้ามชาติชั้นนำระดับโลก เผยบท […]

The post Goldman Sachs คาด S&P 500 พุ่งต่อปี 2569 ลุ้นแตะ 7,600 จุด แรงหนุนกำไรหุ้น AI – เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Goldman Sachs คาด S&P 500 พุ่งต่อปี 2569 ลุ้นแตะ 7,600 จุด แรงหนุนกำไรหุ้น AI - เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว

Goldman Sachs สถาบันการเงินข้ามชาติชั้นนำระดับโลก เผยบทวิเคราะห์แนวโน้ม ตลาดหุ้นสหรัฐในปี 2569 โดยแบ่งคาดการณ์ออกเป็น 5 ประเด็นหลัก โดยนักวิเคราะห์วอลล์สตรีทส่วนใหญ่ ยังคงมุมมองในแง่บวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐ แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2565 โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 16% ในปี 2568 ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยในอดีตที่ 10% ต่อปี

 

1. ตลาดหุ้นสหรัฐยังเป็นขาขึ้น แต่โตชะลอลง

 

แม้ตลาดหุ้นสหรัฐจะยังคงอยู่ในสภาวะ ‘ตลาดกระทิง (Bull Market)’ ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 แต่จะลดความร้อนแรงลง Goldman Sachs ประเมินว่า ดัชนี S&P 500 จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 7,600 จุด หรือเติบโตขึ้น 12% ในปี 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก จากการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

 

2. หุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclicals) ผลตอบแทนโดดเด่น

 

ภาวะการเงินในช่วงต้นปี 2569 คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclical Investments) ซึ่งมักจะให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นเมื่อเศรษฐกิจขยายตัว โดย Goldman Sachs มองว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัว เนื่องจากหน่วยงานรัฐกลับมาดำเนินการตามปกติ หลังรัฐบาลกลางถูกชัตดาวน์ยาวนาน ที่สุดในประวัติศาสตร์เป็นเวลา 43 วัน ทั้งนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ ที่สำคัญได้แก่

 

  • แรงส่งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘Big Beautiful Bill’ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
  • ภาวะการเงินที่ผ่อนคลายลง
  • ผลกระทบจากภาษีศุลกากร (Tariffs) ที่น้อยกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้

 

“ภาคธุรกิจจะได้รับอานิสงส์จาก ‘ปัจจัยหนุนด้านรายได้’ (Revenue Tailwinds) ตามการเร่งตัวของเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านค่าแรง ที่พุ่งสูงขึ้น หรือการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งมักเป็นลักษณะเด่นของภาวะเศรษฐกิจช่วงปลายวัฏจักร (Late-cycle)”

 

อย่างไรก็ตาม แม้หุ้นกลุ่มวัฏจักรจะเริ่มขยับตัวขึ้นมานำตลาดตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 แต่เหล่านักกลยุทธ์มองว่า นักลงทุนยังไม่ได้สะท้อนปัจจัยบวก (Priced in) เข้าไปในราคาหุ้นอย่างเต็มที่

 

3. Big Tech ทุ่มเงินลงทุน AI 16 ล้านล้าน

 

ค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CapEx) ด้าน AI ของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Hyperscalers) จะยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดย Goldman Sachs คาดว่า เม็ดเงินลงทุนใน AI อาจพุ่งสูงขึ้น 36% สู่ระดับ 5.39 แสนล้านดอลลาร์ (16 ล้านล้านบาท) ในปี 2569 และเป็นแนวโน้มต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ซึ่งคาดว่าเม็ดเงินลงทุน จะเติบโตขึ้นอีก 17% จนแตะระดับ 6.29 แสนล้านดอลลาร์ (19 ล้านล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไปค่าใช้จ่ายการลงทุน AI มีแนวโน้มชะลอลง

 

“เมื่อตัวเลขรายจ่ายและภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น ในท้ายที่สุดผลกำไร จำเป็นต้องเติบโตล้อตามกันไป เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความสมเหตุสมผล และความคุ้มค่าของการลงทุนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

 

4. หมดยุคขายฝัน AI ต้องทำกำไรจริง

 

นักวิเคราะห์มองว่า หุ้นกลุ่ม AI กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตใหม่ ซึ่งเป็นเฟส 3 ในปี 2569 โดยมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังนี้

 

  • ค่าใช้จ่ายในการลงทุน AI ชะลอลง โดยในช่วง ‘เฟส 2’ ที่ผ่านมา ราคาหุ้น AI ถูกกำหนดด้วยการทุ่มงบประมาณลงทุนมหาศาลของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เช่น การสร้าง Data Center และซื้อชิปประมวลผล แต่ในเฟส 3 นี้ แนวโน้มค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะเติบโตในอัตราที่ช้าลง
  • หมดยุคขายฝัน AI ต้องทำกำไรได้จริง แม้ในเฟสที่ 3 บริษัทต่างๆ จะหันมาประยุกต์ใช้ AI ในธุรกิจมากขึ้น แต่นักลงทุนจะยังไม่ปักใจ เชื่อว่าบริษัทนั้นจะได้ประโยชน์ในระยะยาว จนกว่าบริษัทจะสามารถพิสูจน์ ให้เห็นในงบการเงินว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ได้จริง และประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นนั้น ทำให้กำไรเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม
  • ผู้ชนะกลุ่มใหม่ปรากฎตัว เมื่อการนำ AI มาประยุกต์ใช้ ขยายวงกว้างไปสู่ภาคธุรกิจต่างๆ มากขึ้น ตลาดจะเริ่มเห็นความชัดเจน ว่าหุ้นตัวไหนคือ ‘ผู้ชนะที่แท้จริง’ โดยไม่เหมารวมการเติบโตทั้งอุตสาหกรรม หลังผู้ชนะในเฟส 2 คือบริษัทผู้ผลิตชิป และโครงสร้างพื้นฐาน

 

5. ดีลควบรวม-ซื้อกิจการ(M&A) ยังแข็งแกร่ง

 

ในปี 2569 คาดว่าธุรกรรมการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) จะเติบโตขึ้น 15% โดยมีปัจจัยสนับสนุนต่างๆ เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง สภาพแวดล้อม การเงินที่ผ่อนคลายลง และความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในหมู่ผู้นำธุรกิจ ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้จะช่วยสนับสนุนให้ดีล (M&A) ประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้น

 

ทั้งนี้ กิจกรรม M&A เริ่มฟื้นตัวในปี 2568 โดยมูลค่าธุรกรรม M&A ขนาดใหญ่ในสหรัฐ ทั้งในกลุ่มผู้ซื้อเชิงกลยุทธ์ (Strategic Acquirers) และกลุ่มทุนสปอนเซอร์ (Sponsor Acquirors) พุ่งทะลุระดับ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 75% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

 

อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs เตือนให้นักลงทุนระมัดระวังเรื่องราคาหุ้นที่ค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง รวมถึงความผันผวนจากนโยบายภาษีศุลกากร และความไม่แน่นอนทางการคลัง ซึ่งอาจทำให้ตลาดเกิดการปรับฐาน (Correction) ได้เป็นระยะ แต่ในภาพรวมระยะยาวตลาดยังคงมีทิศทางเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน

 

ภาพ: Pavel Ignatov/Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Goldman Sachs คาด S&P 500 พุ่งต่อปี 2569 ลุ้นแตะ 7,600 จุด แรงหนุนกำไรหุ้น AI – เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเกาหลีใต้พุ่งทะลุ 4,500 จุด ครั้งแรก! คงสถานะตลาดหุ้นหลักที่ร้อนแรงสุดของโลก ต่างชาติเพิ่มถือครองมากสุดตั้งแต่ปี 2020 https://thestandard.co/korea-stocks-surge-4500/ Tue, 06 Jan 2026 08:03:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1161905 หุ้นเกาหลีใต้พุ่งทะลุ 4,500 จุด ครั้งแรก คงสถานะตลาดหุ้นหลักที่ร้อนแรงสุดของโลก ต่างชาติเพิ่มถือครองมากสุดตั้งแต่ปี 2020

ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ พุ่งขึ้น 7.4% ช่วง 3 วันทำการแ […]

The post หุ้นเกาหลีใต้พุ่งทะลุ 4,500 จุด ครั้งแรก! คงสถานะตลาดหุ้นหลักที่ร้อนแรงสุดของโลก ต่างชาติเพิ่มถือครองมากสุดตั้งแต่ปี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเกาหลีใต้พุ่งทะลุ 4,500 จุด ครั้งแรก คงสถานะตลาดหุ้นหลักที่ร้อนแรงสุดของโลก ต่างชาติเพิ่มถือครองมากสุดตั้งแต่ปี 2020

ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ พุ่งขึ้น 7.4% ช่วง 3 วันทำการแรกของปี 2026 ทะลุ 4,500 จุด เป็นครั้งแรก ถือเป็นดัชนีตลาดหุ้นหลักของโลกที่ปรับตัวขึ้นได้มากที่สุด ต่อเนื่องจากปีก่อน ส่งผลให้ 1 ปีที่ผ่ามมา ดัชนีพุ่งขึ้นมาแล้วกว่า 80%

 

นอกจากนี้ ตลาดในเอเชียอย่าง ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ก็เป็นตลาดที่ปรับตัวขึ้นได้ค่อนข้างโดดเด่นในช่วง 3 วันแรกของปีนี้ โดยเพิ่มขึ้นกว่า 4%

 

สัดส่วนการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ แตะระดับ 32.9% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 โดยศูนย์การเงินระหว่างประเทศของเกาหลี (KCIF) รายงานว่า นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นในประเทศสุทธิ 3.5 ล้านล้านวอน หรือราว 7.5 หมื่นล้านบาท เมื่อเดือนที่ผ่านมา

 

หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นกลุ่มที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติได้สูงถึง 4.5 ล้านล้านวอน ซึ่งมากกว่ายอดซื้อสุทธิรวมของทั้งตลาด โดย SK Hynix มีสัดส่วน 2.2 ล้านล้านวอน และ Samsung Electronics ดึงดูดเม็ดเงินได้ 1.4 ล้านล้านวอน ส่งผลให้สัดส่วนการถือครองหุ้นของต่างชาติใน SK Hynix เพิ่มขึ้นจาก 53.2% ในเดือนพฤศจิกายน เป็น 53.8% และ Samsung Electronics เพิ่มขึ้นจาก 52.2% เป็น 52.3%

 

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังเข้าซื้อพันธบัตรในประเทศมูลค่า 8.8 ล้านล้านวอนในเดือนธันวาคม ส่งผลให้ยอดคงค้างพันธบัตรที่ถือครองโดยชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นจาก 329.5 ล้านล้านวอน เป็น 339.3 ล้านล้านวอน โดยได้รับแรงหนุนจากการซื้อพันธบัตรระยะกลางและระยะสั้น

 

KCIF ระบุว่าการลงทุนที่พุ่งสูงขึ้นเกิดจากความคาดหวังว่าความต้องการชิปหน่วยความจำทั่วโลกที่แข็งแกร่งจะส่งผลดีต่อผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลี ประกอบกับนโยบายปฏิรูปตลาดหุ้นของรัฐบาลและการปรับปรุงมูลค่าองค์กรที่ช่วยดึงดูดเงินทุนต่างชาติ

 

ข้อมูลจากสำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงิน (FSS) ระบุว่าสัดส่วนการถือครองของต่างชาติอยู่ที่ 29.6% ในเดือนพฤศจิกายน เทียบกับ 31.5% ในเดือนเมษายน 2020 (FSS ยังไม่เปิดเผยตัวเลขเดือนธันวาคม)

 

ทำไมหุ้นเกาหลีใต้กลับมาร้อนแรงในปี 2025

 

ปัญหา ‘Korea discount’ หรือการที่มูลค่าหุ้นเกาหลีใต้ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งฝังรากลึกจากธรรมาภิบาลองค์กรที่ย่ำแย่ ทำให้ราคาหุ้นยังถือว่าไม่แพง ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ซื้อขายที่ค่า P/E ล่วงหน้าเฉลี่ย 10 เท่า เมื่อเทียบกับคู่แข่งด้านเทคโนโลยีอย่างไต้หวันที่ 17 เท่า ตามข้อมูลของ Paul Dmitriev ผู้จัดการพอร์ตลงทุนตลาดเกิดใหม่จาก Global X ETFs

 

ประเทศที่มีประชากร 52 ล้านคน และเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 14 ของโลกนี้ ขยับมาอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ได้เปรียบ นำโดยสองยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดรวมกันกว่า 40% ได้แก่ Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งทั้งสองบริษัทครองส่วนแบ่งตลาดชิปหน่วยความจำโลกรวมกันถึง 2 ใน 3 โดยรายที่สามคือ Micron Technology จากสหรัฐฯ

 

James Lim ผู้จัดการพอร์ตลงทุนสำหรับเกาหลีใต้จาก Dalton Investments ระบุว่า ราคาตามสัญญาของชิปหน่วยความจำ DRAM พุ่งขึ้นกว่า 20% ในไตรมาสที่ผ่านมา จากความต้องการของบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์และ AI ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) และด้วยการที่ผู้เล่นหลักทั้ง 3 รายจำกัดกำลังการผลิต เขาคาดการณ์ว่าราคาอาจสูงขึ้นได้อีก

 

นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังมีผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าชั้นนำที่มียอดสั่งซื้อและราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นจากความต้องการพลังงานของ AI บริษัทเด่นในกลุ่มนี้ได้แก่ Hyundai Electric และ Hyosung Heavy Industries

 

ข้อตกลงเมื่อเดือนตุลาคมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ระบุให้ลดภาษีนำเข้ารถยนต์จาก 25% เหลือ 15% (เท่ากับญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป) และสัญญาว่าการเก็บภาษีชิปจากเกาหลีใต้จะ ‘ไม่เสียเปรียบ’ เมื่อเทียบกับซัพพลายเออร์รายอื่นอย่างไต้หวัน

 

นอกจากนี้ ภายหลังประธานาธิบดี Lee Jae Myung ซึ่งได้รับเลือกตั้งในเดือนมิถุนายน ได้สร้างความพึงพอใจให้กับนักลงทุนด้วยการปฏิรูปธรรมาภิบาลองค์กรอย่างรวดเร็ว สมาชิกสภาจากพรรคประชาธิปไตยของเขาได้แก้ไขกฎหมายพาณิชย์เพื่อเพิ่มความรับผิดชอบของกรรมการบริษัทต่อผู้ถือหุ้น และเมื่อปลายปีที่แล้ว ได้มีการลดอัตราภาษีสูงสุดสำหรับเงินปันผลนิติบุคคลส่วนใหญ่จาก 50% เหลือ 30%

 

เป้าหมายการปฏิรูปหลักในปี 2026 คือการขจัดแรงจูงใจที่ทำให้ตระกูลผู้ถือหุ้นใหญ่กดราคาหุ้นให้ต่ำเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งให้รุ่นต่อไป แม้พรรคฝ่ายซ้ายของ Lee จะคัดค้านการลดภาษีมรดก (สูงสุด 60%) ตามนโยบาย แต่กำลังพิจารณาอีกวิธีหนึ่ง คือ การประเมินมูลค่าการโอนหุ้นที่อัตราคงที่ 0.8 เท่าของมูลค่าทางบัญชี (Book Value) เพื่อวัตถุประสงค์ทางภาษี ซึ่งปัจจุบันกลุ่มบริษัทแชบอล (Chaebol) หลายแห่งมีราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดินอยู่ที่ 0.3 เท่าของมูลค่าทางบัญชี

 

ภาพ: Daniel Ceng/Anadolu via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post หุ้นเกาหลีใต้พุ่งทะลุ 4,500 จุด ครั้งแรก! คงสถานะตลาดหุ้นหลักที่ร้อนแรงสุดของโลก ต่างชาติเพิ่มถือครองมากสุดตั้งแต่ปี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Buffett ลาตำแหน่ง CEO Berkshire โดยมีผลตอบแทนหุ้นสูงถึง 6,100,000% ตลอด 60 ปี https://thestandard.co/buffett-berkshire-ceo-resignation-2026/ Thu, 01 Jan 2026 09:13:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1160836 Buffett ลาตำแหน่ง CEO Berkshire โดยมีผลตอบแทนหุ้นสูงถึง 6,100,000% ตลอด 60 ปี

หุ้นของ Berkshire Hathaway ปิดตลาดร่วงลงเล็กน้อยในวันที […]

The post Buffett ลาตำแหน่ง CEO Berkshire โดยมีผลตอบแทนหุ้นสูงถึง 6,100,000% ตลอด 60 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Buffett ลาตำแหน่ง CEO Berkshire โดยมีผลตอบแทนหุ้นสูงถึง 6,100,000% ตลอด 60 ปี

หุ้นของ Berkshire Hathaway ปิดตลาดร่วงลงเล็กน้อยในวันที่ 31 ธันวาคม 2025 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ก่อนจะส่งมอบตำแหน่งให้เกร็ก เอเบล (Greg Abel) รับช่วงต่อในวันที่ 1 มกราคม 2026

 

โดยราคาหุ้น Berkshire Class A ลดลง 600 ดอลลาร์ หรือ 0.1% เหลือ 754,800 ดอลลาร์ ในวันที่ 31 ธันวาคม ขณะที่ราคาหุ้น Class B ลดลง 1.06 ดอลลาร์ หรือ 0.2% เหลือ 502.65 ดอลลาร์ ส่วนดัชนี S&P 500 ลดลง 0.7%

 

สำหรับนักลงทุนคนใดก็ตามที่ถือหุ้น Berkshire นับตั้งแต่บัฟเฟตต์เข้าครอบครองกิจการในปี 1965 จะได้รับผลตอบแทนเมื่อรวมเงินปันผลแล้วประมาณ 6,100,000% ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 ราว 46,000%

 

Berkshire ทำผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนีตลาดในปี 2025 และทำได้ต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่ง Berkshire ไม่เคยมีผลประกอบการตกต่ำแม้แต่ปีเดียว เนื่องจากบัฟเฟตต์พยายามอย่างหนักในการควานหากิจการเพื่อเข้าซื้อ (Acquisitions) มาเป็นส่วนหนึ่งในอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่กว่า 1.08 ล้านล้านดอลลาร์

 

บริษัทในเครือของ Berkshire ประกอบด้วย บริษัทประกันภัย Geico, บริษัททางรถไฟ BNSF, ธุรกิจการผลิตและพลังงานอีกหลายสิบแห่ง และแบรนด์ค้าปลีก เช่น Brooks, Dairy Queen, Fruit of the Loom และ See’s Candies ซึ่ง ณ สิ้นเดือนกันยายน บริษัทมีเงินสดและรายการเงินสดเทียบเท่าจำนวน 381.7 พันล้านดอลลาร์

 

อาเบล ซึ่งปัจจุบันอายุ 63 ปี ได้ร่วมงานกับ Berkshire นับตั้งแต่ปี 2000 หลังบริษัทเข้าซื้อกิจการ MidAmerican Energy ซึ่งต่อมาถูกรู้จักในชื่อ Berkshire Hathaway Energy โดยอาเบลดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหารธุรกิจ ในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับประกันภัยของ Berkshire มาตั้งแต่ปี 2018

 

ส่วนบัฟเฟตต์ในวัย 95 ปี จะยังคงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการไว้ และวางแผนที่จะเดินทางไปสำนักงานของ Berkshire ในโอมาฮา รัฐเนแบรสกาทุกวัน เพื่อช่วยเหลืออาเบล โดยสำนักงานของ Berkshire อยู่ห่างจากบ้านของบัฟเฟตต์ประมาณ 3.2 กิโลเมตรไปทางทิศตะวันออก

 

ขณะที่อาจิต เจน (Ajit Jain) รองประธานกรรมการ จะยังคงดูแลธุรกิจประกันภัยของ Berkshire ต่อไป และอาเบลจะยังคงติดตามธุรกิจ BNSF ธุรกิจด้านการผลิต และธุรกิจด้านพลังงานต่อไป

 

นอกจากนี้ อดัม จอห์นสัน (Adam Johnson) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ NetJets หน่วยธุรกิจเครื่องบินหรู จะเข้ามาดูแลธุรกิจในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ภาคบริการ และการค้าปลีกของ Berkshire โดยตรง ซึ่งก่อนหน้านี้ หน้าที่ดังกล่าวเป็นของอาเบลมาโดยตลอด

 

ทั้งนี้ Berkshire ยังไม่ได้ประกาศผู้บริหารพอร์ตการลงทุนในหุ้นคนใหม่ ซึ่งต้องดูแลพอร์ตมูลค่ากว่า 283.2 พันล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 30 กันยายน โดยมีหุ้นของ Apple และ American Express อยู่ในพอร์ตด้วย

 

โดยก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์กันว่า ท็อด ค็อมบ์ส (Todd Combs) และเท็ด เวชเลอร์ (Ted Weschler) ซึ่งเป็นผู้ช่วยบริหารพอร์ตการลงทุนของ Berkshire อาจเข้ามารับช่วงต่อ แต่อย่างไรก็ตาม ค็อมบ์ได้ลาออกไปทำงานที่ JPMorgan Chase แล้วในเดือนธันวาคม 2025 ขณะที่บัฟเฟตต์เคยพูดถึงอาเบลเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024ว่า สามารถรับมือกับงานดูแลพอร์ตได้

 

อ้างอิง:

The post Buffett ลาตำแหน่ง CEO Berkshire โดยมีผลตอบแทนหุ้นสูงถึง 6,100,000% ตลอด 60 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รีวิวผลตอบแทนสินทรัพย์ก่อนจบปี 2025 ปีแห่ง เงิน หุ้นเกาหลีใต้ และทองคำ https://thestandard.co/2025-money-korean-stock-gold/ Tue, 30 Dec 2025 12:50:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1160281 รีวิวผลตอบแทนสินทรัพย์ก่อนจบ ปี 2025 ปีแห่ง เงิน หุ้นเกาหลีใต้ และทองคำ

หากจะนิยามผลตอบแทนของสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกตลอดปี 2025 […]

The post รีวิวผลตอบแทนสินทรัพย์ก่อนจบปี 2025 ปีแห่ง เงิน หุ้นเกาหลีใต้ และทองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รีวิวผลตอบแทนสินทรัพย์ก่อนจบ ปี 2025 ปีแห่ง เงิน หุ้นเกาหลีใต้ และทองคำ

หากจะนิยามผลตอบแทนของสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา อาจจะเรียกได้ว่านี่คือ ปีแห่ง ‘เงิน’ และ ‘ทองคำ’

 

หลังจากทำสถิติสูงสุดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีกในปีนี้ ทำให้เงินและทองคำสร้างผลตอบแทนในระดับ 150% และ 65%

 

โรเบิร์ต ก็อตต์ลีบ ผู้บริหารอาวุโสในวงการโลหะมีค่า และอดีตกรรมการผู้จัดการฝ่ายค้าโลหะมีค่าของ JPMorgan และ HSBC บอกว่า ราคาที่พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงคือ “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ที่กำลังนิยามบทบาทของทองคำและเงินในพอร์ตการลงทุนทั่วโลกใหม่

 

1. จุดเปลี่ยนของทองคำ เกิดขึ้นในปี 2022 หลังจากสหรัฐฯ และพันธมิตรใช้เงินดอลลาร์เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย ผลที่ตามมาคือ ธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่ต่างแห่ซื้อทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงออกจากดอลลาร์สหรัฐฯ

 

การตัดสินใจซื้อของธนาคารกลางไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ราคา” แต่ขึ้นอยู่กับ “นโยบาย” และสถานการณ์ความมั่นคง ซึ่งแรงซื้อจากธนาคารกลางนี้เองที่เป็นฐานรับสำคัญช่วยพยุงราคาไว้แม้ในช่วงที่นักเก็งกำไรเทขาย

 

2. จุดเปลี่ยนของเงิน เพิ่งเกิดขึ้นชัดเจนในปีนี้ โดยนักลงทุนเพิ่งเริ่มตระหนักว่าปริมาณเงินที่พร้อมซื้อขายในตลาดโลกมีน้อยเพียงใด โดยความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมตลอด 5 ปีที่ผ่านมาทำให้สต็อกเงินบนดินลดลงสู่ระดับวิกฤต

 

อย่างไรก็ตาม ก็อตต์ลีบเตือนว่า ปี 2026 จะแตกต่างออกไป และคาดว่าเราจะไม่เห็นการพุ่งขึ้นมหาศาลแบบปีที่แล้วอีก สำหรับทองคำคงจะได้เห็นการพุ่งขึ้น 60-70% แต่เขาคาดหวังการเติบโตในระดับปานกลางที่ 10–15% สำหรับทองคำ ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่ดีมากสำหรับพอร์ตการลงทุนสถาบัน ขณะที่ราคาแร่เงินจะผันผวนกว่ามาก

 

‘เกาหลีใต้’ ร้อนแรงสุดเหนือทุกตลาดหุ้น

 

ดัชนี Kospi ซึ่งเป็นดัชนีหลักพุ่งขึ้นถึง 76% ในปีนี้ ส่งผลให้กลายเป็นดัชนีหลักที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในโลก โดยหุ้นยักษ์ใหญ่กลุ่มชิปอย่าง Samsung Electronics Co. และ SK Hynix Inc. มีส่วนช่วยผลักดันการเติบโตเกือบครึ่งหนึ่ง ในขณะที่บริษัทกลุ่มป้องกันประเทศและพลังงานนิวเคลียร์ก็เป็นผู้สนับสนุนหลักเช่นกัน

 

โบรกเกอร์ชั้นนำอย่าง Citigroup, JPMorgan และ Nomura ต่างคาดการณ์ว่าดัชนีจะปรับตัวขึ้นอีกอย่างน้อย 20% ในปีหน้า

 

ส่วนความร้อนแรงของหุ้นเกาหลีใต้ในปีนี้ได้แรงหนุนจาก

 

1. หุ้นที่ได้อานิสงส์จาก AI เช่น Hyosung Heavy Industries ผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า และ Doosan Enerbility ผู้ให้บริการพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 330% ทั้งคู่ เนื่องจากนักลงทุนมองว่าไม่มีทางเลือกอื่นที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและรวดเร็วพอที่จะรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาลของ Data Center สำหรับ AI ได้

 

2. ชิปหน่วยความจำ อย่าง Samsung และ SK Hynix มีปีที่ยอดเยี่ยม โดย Samsung พุ่งขึ้น 125% ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล และ SK Hynix ทะยานขึ้นราว 268% จากความต้องการชิปประสิทธิภาพสูงของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั่วโลก โมเมนตัมนี้ยังส่งผลดีต่อบริษัทที่เกี่ยวข้อง เช่น SK Square และ Korea Circuit ซัพพลายเออร์ของ Broadcom ที่พุ่งขึ้นกว่า 330%

 

3. กลุ่มป้องกันประเทศ การจัดระเบียบพันธมิตรความมั่นคงใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กระตุ้นการใช้จ่ายด้านกลาโหมในยุโรปและเอเชีย ส่งผลดีต่อผู้รับเหมาเกาหลีที่ขึ้นชื่อเรื่องการส่งมอบอาวุธได้รวดเร็วในราคาที่ต่ำกว่าอย่าง Hanwha Aerospace ผู้ผลิตปืนใหญ่อัตตาจร K9 หุ้นพุ่งเกือบ 200% ส่วนผู้ต่อเรือ Hanwha Ocean พุ่ง 210%

 

4. ผู้นำ K-Beauty ยุคใหม่ เพียงไม่ถึง 2 ปีหลังเข้าตลาด APR Corp. เจ้าของแบรนด์ Medicube และอุปกรณ์ความงามที่ใช้ในบ้าน มีมูลค่าตลาดแซงหน้ายักษ์ใหญ่อย่าง Amorepacific และ LG H&H โดยหุ้นพุ่งขึ้น 369% สูงที่สุดในดัชนี MSCI Korea

 

รีวิวผลตอบแทนสินทรัพย์ก่อนจบ ปี 2025 ปีแห่ง เงิน หุ้นเกาหลีใต้ และทองคำ 1

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post รีวิวผลตอบแทนสินทรัพย์ก่อนจบปี 2025 ปีแห่ง เงิน หุ้นเกาหลีใต้ และทองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ https://thestandard.co/asean-ipo-2025-quality-focus/ Mon, 29 Dec 2025 01:00:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1158614 IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่

หลังโควิด ตลาด IPO ไทย ซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากจ […]

The post IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่

หลังโควิด ตลาด IPO ไทย ซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนบริษัทจดทะเบียน และมูลค่าระดมทุนที่ตกต่ำลงจากระดับแสนล้าน มาอยู่ที่ระดับ 20,000-30,000 ล้านบาท สะท้อนภาวะตลาดที่ขาดสภาพคล่อง จากวิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดหุ้น โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตหุ้นภายในของ บจ.

 

นอกจากนี้ หุ้นที่เข้ามาระดมทุนในตลาดยังเป็นหุ้นขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอุตสาหกรรมเก่า ที่ไม่ได้มีแนวโน้มการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคต รวมถึง PE ที่ถูก ทำให้หุ้นไทยขาดความเซ็กซี่ในสายตานักลงทุน ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

 

คำถามคือ ในปี 2568 เมื่อเทียบกับอาเซียน ตลาด IPO ประเทศอื่นซบเซาแบบเดียวกันไหม อะไรคือปัจจัยเสี่ยง และอะไรคือข้อได้เปรียบที่สร้างแต้มต่อให้กับตลาดแต่ละประเทศ เมื่อเทียบผลการดำเนินไทยอยู่ตรงไหน ?

 

รายงานล่าสุดของ Deloitte พบว่า ในช่วง 10.5 เดือนของปี 2568 ตลาด IPO อาเซียน ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักดีลขนาดใหญ่ และการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมที่เข้ามาจดทะเบียนในสิงคโปร์, เวียดนาม, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่น่าสนใจคือ แม้จำนวนบริษัทที่เข้าจดทะเบียนจะลดลงเหลือ 102 บริษัท (ลดลงจาก 136 บริษัทในปี 2024) แต่เม็ดเงินระดมทุนรวมกลับพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.74 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 53% จากปี 2024 สะท้อนว่าตลาดให้ความสำคัญกับหุ้น IPO ที่ ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’

 

โดยขนาดดีล IPO โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากประมาณ 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ตลาดสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีมูลค่าระดมทุนรวมกันมากกว่า 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นกว่า 83% ของเงินระดมทุนทั้งหมดในอาเซียน

 

มูลค่าระดมทุนที่พุ่งสูงขึ้นในปีนี้ ได้รับแรงหนุนหลักจากดีลขนาดใหญ่ (blockbuster IPOs) ในภาคส่วนอสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงิน และสินค้าอุปโภคบริโภค

 

สิงคโปร์-เวียดนาม ผู้นำดีลยักษ์ IPO อาเซียน

 

ตลาด IPO อาเซียนกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีสิงคโปร์และเวียดนามเป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อน ‘มูลค่าระดมทุน’ ภูมิภาคในช่วง 10.5 เดือนของปี 2568

 

สิงคโปร์ยังครองอันดับ 1 ในแง่ของมูลค่าการระดมทุนตลาด IPO โดยมีบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 9 บริษัท มูลค่ารวมประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (49,840 ล้านบาท) ปัจจัยสำคัญมาจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการปฏิรูปโครงสร้างตลาดที่เอื้อต่อการลงทุน

 

  • ปัจจัยหนุน: ความสำเร็จในปีนี้ขับเคลื่อนโดยการจดทะเบียนของกองทรัสต์ เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ยักษ์ใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ NTT DC REIT และ Centurion Accommodation REIT ซึ่งแต่ละดีลระดมทุนได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อรวมกันแล้วคิดเป็น 88% ของมูลค่าการระดมทุน ทั้งหมดในสิงคโปร์ นอกจากนี้การปฏิรูปกฎระเบียบและโครงสร้างตลาดหุ้น โดยธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ที่กำกับดูแลโดยเน้นการเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก (Disclosure-based Regulatory Regime) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ตลาดประเทศพัฒนาแล้ว
  • มูลค่าระดมทุนสูงสุดรอบ 7 ปี: มูลค่าการระดมทุนในปี 2568 ของสิงคโปร์พุ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019
  • ผลตอบแทนโดดเด่น: หุ้น IPO ในปีนี้ให้ผลตอบแทนหลังเข้าจดทะเบียน (Post-IPO returns) ที่แข็งแกร่ง โดยปิดวันแรกให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 12% และให้ผลตอบแทนสะสมนับจากต้นปี (Year-to-Date) สูงถึง 29%

 

เทย์ ฮุย หลิง (Tay Hwee Ling) ผู้อำนวยการฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Southeast Asia ให้ความเห็นว่า “การฟื้นตัวของสิงคโปร์เป็นสัญญาณของการเรียกคืนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก ตลาดในปีนี้ เน้นดีลที่มีขนาดใหญ่ (Large-cap) แม้จำนวนบริษัทจดทะเบียนจะน้อยลง แต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ด้วยการสนับสนุนจากมาตรการของ MAS เช่น โครงการพัฒนาตลาดทุนมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง และตอกย้ำตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ในฐานะผู้นำการฟื้นตัว ของตลาดทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

 

เมื่อมองไปข้างหน้า คาดว่านักลงทุนจะยังให้ความสนใจกับตลาด IPO สิงคโปร์ จากจำนวนบริษัทที่เตรียมเข้าจดทะเบียน และบริษัทจดทะเบียนข้ามพรมแดน (Cross-border Listings) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงบริษัทในอาเซียนที่มีความสนใจจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์

 

เวียดนามกลับมาสร้างความฮือฮา ด้วยการเข้าระดมทุน 2 ดีลยักษ์ใหญ่ในภาคบริการทางการเงิน ได้แก่ Techcom Securities (TCBS) และ VP Bank Securities ซึ่งมียอดระดมทุนรวมกันถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (31,150 ล้านบาท) หลังจากเผชิญกับภาวะตลาดซบเซาที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2018

 

  • ปัจจัยหนุน: เศรษฐกิจมหภาคที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น ทั้งนี้ปัจจัยที่ต้องจับตามองในปีหน้า คือการที่เวียดนามยกระดับสถานะสู่ ‘ตลาดเกิดใหม่ในกลุ่มรอง’ (Secondary Emerging Market) ซึ่งจะมีผลในเดือนกันยายน 2026 คาดว่าจะช่วยดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติได้อีกมหาศาล

 

จิ่ง บุ่ย (Trinh BUI) หุ้นส่วนฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Vietnam กล่าวว่า

 

“ตลาด IPO ของเวียดนามกำลังเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตใหม่ที่มีคุณภาพสูง ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และเทคโนโลยี หัวใจสำคัญคือการปฏิรูปกฎระเบียบ การกำกับดูแล ที่มุ่งเน้นความโปร่งใส และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานตลาดหุ้น ซึ่งจะทำให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ที่น่าดึงดูดใจที่สุดในเอเชีย”

 

มาเลเซีย-อินโดนีเซีย ครองแชมป์จำนวน IPO

 

มาเลเซียยังคงครองแชมป์ ‘จำนวนบริษัทจดทะเบียน’ สูงสุดในภูมิภาค โดยมีบริษัทเข้า IPO ทั้งหมด 48 บริษัท มูลค่าระดมทุน 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (34,265 ล้านบาท) ซึ่งแรงขับเคลื่อนหลักมาจากตลาด ACE Market (ตลาดสำหรับธุรกิจขนาดกลางและย่อมที่มีศักยภาพสูง) แม้ว่าตัวเลขในเชิงมูลค่าหลักทรัพย์ (Market Cap) และเงินระดมทุนรวมจะปรับตัวลดลงบ้าง แต่แนวโน้มตลาดมาเลเซียยังอยู่ในทิศทางที่น่าพอใจ โดยปัจจุบันได้บรรลุเป้าหมายมีบริษัทจดทะเบียนครบ 60 บริษัทในปีนี้

 

  • ผลตอบแทนวันแรกปิดบวก

 

หุ้นในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค สร้างปรากฏการณ์ ‘หุ้นร้อน’ โดย THMY Holdings Berhad ปิดวันแรกบวกถึง 193.55% และ Oriental Kopi Holdings Berhad ปิดบวก 98.86%

 

  • ดีลข้ามพรมแดน

 

มาเลเซียเริ่มเห็นความหลากหลายจากการเข้ามาจดทะเบียนของบริษัทต่างชาติ เช่น UMS Integration Ltd (จดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์) และ Cuckoo International (MAL) Berhad ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Cuckoo Holdings จากเกาหลีใต้

 

ว่อง กา ชุน (Wong Kar Choon) หุ้นส่วนฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Malaysia กล่าวว่า “ตลาด IPO ของมาเลเซียมีความหลากหลายสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและพลังงาน แม้จะมีปัจจัยลบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีศุลกากรที่กระทบภาคการส่งออก แต่บริษัทที่เน้นอุปสงค์ภายในประเทศยังคงมีความแข็งแกร่ง และเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนอย่างดี”

 

ด้านตลาด IPO อินโดนีเซียมีการปรับตัวที่ชัดเจน โดยเน้นการนำบริษัทที่มีมูลค่าสูง เข้าจดทะเบียนแทนการเน้นจำนวน โดยปีนี้มีบริษัทจดทะเบียนใหม่ 24 บริษัท มีมูลค่าระดมทุนรวม 921 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (28,689 ล้านบาท)

 

  • พลังงาน

 

เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นหัวหอกในการระดมทุน ครอบคลุมทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเหมืองแร่ โดยมีดีลยักษ์ใหญ่คือ PT Merdeka Gold Resource Tbk (ระดมทุน 279 ล้านดอลลาร์) และ PT Chandra Daya Investasi Tbk (ระดมทุน 144 ล้านดอลลาร์)

 

  • อสังหาริมทรัพย์และสินค้าอุปโภคบริโภค

 

ตามมาเป็นอันดับสองและสาม โดยมีบริษัทชื่อดังอย่าง PT Bangun Kosambi Sukses Tbk (ในเครือ Agung Sedayu Group) และ PT Yupi Indo Jelly Gum Tbk เข้าจดทะเบียนเสริมความแข็งแกร่ง

 

เทย์ ฮุย หลิง (Tay Hwee Ling) ผู้อำนวยการฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Southeast Asia ให้ความเห็นว่า “นักลงทุนในอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีพื้นฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและ ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ”

 

IPO ไทย สภาพคล่องหาย มูลค่ารั้งท้าย

 

สำหรับผลงานตลาด IPO ไทย ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 23 ธ.ค.2568 พบว่ามีบริษัทจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด 18 บริษัท มูลค่าระดมทุนรวม 8,991.70 ล้านบาท โดยบริษัทเข้าระดมทุนลดลง 43.75% จากปี 2024 เช่นเดียวกับมูลค่าระดมทุน ที่ลดลงมากถึง 56% จากปี 2024 ทำให้มูลค่าระดมทุนต่ำสุดในรอบ 22 ปี

 

ซ้ำร้ายราคาหุ้นหลังเข้า IPO มี 12 จาก 18 ตัว ที่ราคาต่ำจองจากราคาเสนอขาย โดยส่วนใหญ่ราคาต่ำจองอยู่ที่ 30-50%

 

ทั้งนี้ สาเหตุที่ตลาด IPO ซบเซา หลักๆ เป็นผลมาจากภาวะตลาดที่ ‘สภาพคล่องลดลง’ จากการเปลี่ยนผ่านกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ไปสู่กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (ESG) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความแข็งแกร่งของนักลงทุนสถาบันและสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทย เมื่อกองทุน LTF ครบอายุไถ่ถอน ทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลไปยังตราสารหนี้ และการลงทุนต่างประเทศมากกว่าหุ้นไทย นักลงทุนสถาบันจึงขาด ‘เงินลงทุนใหม่’ จึงต้องขายหุ้นที่ถืออยู่ เพื่อซื้อหุ้นใหม่ โดยเน้นซื้อเก็บหุ้นตัวใหญ่ที่มีมูลค่าสูง

 

ประกอบกับแรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติสะสมกว่า 400,000 ล้านบาท จึงทำให้แรงซื้อสองเสาหลักที่ค้ำจุนตลาดหุ้นไทย ได้แก่ นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างประเทศอ่อนกำลังลง ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยก็เน้นซื้อหุ้น IPO เพื่อเกร็งกำไรในการซื้อขายวันแรก เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อข่าวร้ายมากกว่า

 

กองทุน PE กุญแจเร่งการเติบโตของตลาด IPO อาเซียน

 

การที่กองทุนส่วนบุคคล หรือ Private Equity (PE) เข้ามามีบทบาทในตลาด IPO อาเซียน กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงมูลค่าดีลเฉลี่ยให้สูงขึ้น พร้อมกับเสริมสร้างความเชื่อมั่น ให้แก่ตลาดทุนในภาพรวม

 

แม้ว่าจำนวนบริษัทจดทะเบียนในภาพรวมจะลดลง แต่มูลค่าการระดมทุนรวมกลับพุ่งสูงขึ้นถึง 54% สะท้อนว่าบริษัทที่มีกองทุน PE หนุนหลังมักเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างธุรกิจ แข็งแกร่งและเติบโตเต็มที่ ซึ่งมีเป้าหมายในการใช้ตลาดหลักทรัพย์เป็น ช่องทางหลักในการทำกำไรและถอนการลงทุน (Key Exit Route)

 

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านทิศทางตลาด IPO อาเซียนที่เน้น ‘คุณภาพมากกว่าปริมาณ’ โดย PE และนักลงทุนสถาบันกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ในการกำหนดทิศทางการเติบโตของตลาดหุ้นอาเซียน

 

ทั้งนี้ การฟื้นตัวในครั้งนี้ ไม่เพียงบ่งชึ้ถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังสะท้อนถึงบรรยากาศการถอนทุน (Exit Environment) ที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยกลุ่มธุรกิจที่ PE มักลงทุนได้แก่

 

  • โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: เช่น กองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ (REITs) และศูนย์ข้อมูล (Data Centers)
  • บริการทางการแพทย์ (Health Care)
  • ค้าปลีก (Consumer Retail)
  • เทคโนโลยี (Technology)

 

เทรนด์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจและแนวโน้มการลงทุนในอาเซียน กำลังมุ่งไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และการลงทุนสินทรัพย์ในโลกจริง (Real Assets)

 

ในด้านการระดมทุนของกองทุน PE เองยังคงมีเสถียรภาพ โดยมีการจัดสรรเงินลงทุน (Capital Deployment) ไปยังบริษัทในพอร์ตโฟลิโออย่างมีนัยสำคัญ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างและสร้าง ความพร้อมในการเข้าจดทะเบียน ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญ ให้มีบริษัทคุณภาพดีจ่อคิวเข้าตลาด อย่างต่อเนื่องไปถึงปี 2026

 

ดีลใหญ่หนุน IPO ไทยจ่อฟื้นปี 2569

 

สำหรับผลกระทบการเลือกตั้งต่อแนวโน้มตลาด IPO ปี 2569 ‘สรวิศ ไกรฤกษ์’ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และ สายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองว่า ข่าวการยุบสภา ตลาดรับรู้มาสักพักแล้วว่าจะเกิดขึ้น แม้ล่าสุดรัฐบาลอนุทินจะประกาศยุบสภาเร็วขึ้น 2 สัปดาห์ ตลาดก็คาดการณ์ไว้แล้ว

 

ทั้งนี้ ระยะเวลาการเข้า IPO เป็น Seasonal เหมือนเดิมทุกปี คือบริษัทที่สนใจระดมทุนจะรอปิดงบปีสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ และอัปเดตข้อมูลเพื่อยื่นไฟลิ่งช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งส่วนใหญ่มักยื่นก่อนวันหยุดสงกรานต์

 

ดังนั้น สำหรับบริษัทที่มีแผนเข้าระดมทุนอยู่แล้วไม่ได้กระทบอะไร เพราะกระบวนการพิจารณาจะต้องใช้เวลาขั้นต่ำอีก 6 เดือน กว่าจะได้วันเสนอขายก็เป็นช่วงสิ้นปี หรืออาจดีเลย์ได้ถึง 1 ปี

 

สำหรับปีหน้า ปัจจัยท้าทายต่อตลาด IPO ยังมีอยู่ แต่ที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ก็มีลูกค้าใน Pipeline ของตัวเอง ปัจจุบันบริษัทประมาณ 5-6 บริษัทที่ยื่นไฟลิ่งแล้วรออนุมัติคำขอเสนอขาย และบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างเตรียมยื่นไฟลิ่ง คาดว่าจะทำให้ Sentiment หุ้น IPO ฟื้นตัวทั้งจำนวนบริษัทจดทะเบียนและมูลค่าระดมทุน

 

อย่างไรก็ตาม หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 2 รอบในปี 2569 มีความเป็นไปได้ว่าเงินทุนจะไหลกลับเข้ามาในช่วงกลางปีถึงปลายปี ซึ่งจะกระตุ้นกิจกรรมหุ้น IPO ให้กลับมาคึกคัก

 

นอกจากนี้ ต้องรอดูนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะมีมาตรการสนับสนุน Incentive กองทุนลดหย่อนภาษี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถาบันหรือไม่ หากมีปัจจัยสนับสนุนครบทั้ง 2 ปัจจัย คาดว่าจะช่วยคลี่คลายปัญหา IPO ในอดีตได้

 

ขนาดดีล IPO เฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2024 โดยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ 1

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นตลาดเกิดใหม่พุ่ง 30% กลับมาชนะหุ้นโลกที่นำโดยหุ้นสหรัฐฯ ในรอบ 5 ปี อะไรคือสิ่งที่รออยู่ในปี 2026 https://thestandard.co/emerging-stocks-surge-30-2026/ Fri, 26 Dec 2025 05:34:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1158470 หุ้นตลาดเกิดใหม่พุ่ง 30% กลับมาชนะหุ้นโลกที่นำโดยหุ้นสหรัฐฯ ในรอบ 5 ปี อะไรคือสิ่งที่รออยู่ในปี 2026

ผลตอบแทนของหุ้นตลาดเกิดใหม่ (MSCI Emerging Market) กลับ […]

The post หุ้นตลาดเกิดใหม่พุ่ง 30% กลับมาชนะหุ้นโลกที่นำโดยหุ้นสหรัฐฯ ในรอบ 5 ปี อะไรคือสิ่งที่รออยู่ในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นตลาดเกิดใหม่พุ่ง 30% กลับมาชนะหุ้นโลกที่นำโดยหุ้นสหรัฐฯ ในรอบ 5 ปี อะไรคือสิ่งที่รออยู่ในปี 2026

ผลตอบแทนของหุ้นตลาดเกิดใหม่ (MSCI Emerging Market) กลับมาชนะตลาดหุ้นโลก (MSCI All Country World Index) และตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว (MSCI Developed Market) อีกครั้งในรอบ 5 ปี โดยครั้งสุดท้ายที่ดัชนี MSCI EM ให้ผลตอบแทนสูงกว่า MSCI ACWI และ MSCI WORLD คือเมื่อปี 2020

 

อีกนัยหนึ่งของสถิติดังกล่าวเป็นการสะท้อนว่าตลาดหุ้นของประเทศในกลุ่มเกิดใหม่ที่นำโดย จีน, ไต้หวัน, อินเดีย, เกาหลีใต้ และบราซิล สามารถกลับมาให้ผลตอบแทนชนะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้อีกครั้ง

 

สำหรับปี 2025 ดัชนี MSCI EM ให้ผลตอบแทนราว 30% ณ วันที่ 24 ธันวาคม ขณะที่ MSCI ACWI และ MSCI WORLD ซึ่งมีหุ้นสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วน 65% และ 72% ตามลำดับ ให้ผลตอบแทนราว 20%

 

สำหรับตลาดหุ้นที่ร้อนแรงมากที่สุดในปีนี้คือเกาหลีใต้ ซึ่งดัชนี KOSPI พุ่งขึ้นมากถึง 72% ช่วยให้ตลาดเกิดใหม่กำลังเตรียมปิดฉากปี 2025 อย่างสวยงาม และหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าโมเมนตัมนี้จะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า

 

ขณะที่บางประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่มีผลงานที่โดดเด่นเป็นพิเศษ เช่น Athens Composite ดัชนีหลักของกรีซ พุ่งขึ้นเกือบ 44% ตลอดทั้งปี และเตรียมได้รับการยกระดับสถานะเป็นตลาดพัฒนาแล้วในเดือนกันยายน 2026

 

อย่างไรก็ตาม การทะยานขึ้นของตลาดเกิดใหม่ในปีนี้ไม่ได้มาจากความสำเร็จของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงอย่างเดียว ดัชนีหุ้นหลักของชิลี และสาธารณรัฐเช็ก ต่างปรับตัวขึ้นราว 50.8% ตั้งแต่ต้นปี ในขณะที่ดัชนี BET ของโรมาเนียก็บวกไปกว่า 42%

 

ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง

 

สำนักข่าว CNBC ระบุว่า Varun Laijawalla ผู้จัดการพอร์ตลงทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ของบริษัทกล่าวว่า “หากจะสรุปปี 2025 ด้วยคำเดียว มันคือคำว่าการเปลี่ยนแปลง นี่คือปีแห่งการเปลี่ยนแปลงในหลายระดับ”

 

การเปลี่ยนแปลงระดับแรกคือ ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ตลาดมีการเก็งกำไรในทิศทางเดียว (One-way trade) นั่นคือตลาดพัฒนาแล้ว ซึ่งโดยหลักคือสหรัฐฯ แต่ปีนี้ทิศทางนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว

 

Laijawalla ยังตั้งข้อสังเกตว่า เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงในปีนี้ หลังจากแข็งค่ามาตลอด 15 ปี ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ปรับตัวลดลงราว 9% ตั้งแต่ต้นปี โดยจุดเริ่มมาจากการเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ ในเดือนเมษายน ที่เรียกว่าปรากฏการณ์ ‘Sell America trade’

 

ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ที่แข็งค่ามักกดดันเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่พึ่งพาเงินทุนต่างชาติ เพราะทำให้หนี้สกุลเงินดอลลาร์มีต้นทุนสูงขึ้นเมื่อแปลงเป็นเงินท้องถิ่น และอาจลดทอนกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศที่สำคัญในปี 2025 โดย Laijawalla ยกตัวอย่าง จีน และ เกาหลีใต้ โดยจีนเกิดการผงาดของ DeepSeek ซึ่งเป็นผู้ท้าชิงในสมรภูมิ AI ของสหรัฐฯ และมีการหันกลับมาสนับสนุนภาคเอกชนอีกครั้งในปีนี้ ขณะที่เกาหลีใต้นั้น รัฐบาลชุดใหม่ได้ดำเนินการปฏิรูปธรรมาภิบาลองค์กร (Corporate Governance) ที่จำเป็นอย่างมาก

 

“จาก 24 ตลาดที่เราลงทุนได้ เกาหลีใต้คือตลาดที่มีปัญหาธรรมาภิบาลอ่อนแอมาโดยตลอด ดังนั้นการจัดการปัญหาใหญ่ที่สุดของตลาดนี้ได้ ย่อมเป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางเชิงบวกที่ยิ่งใหญ่มาก” Laijawallaกล่าว

 

ปัจจัยหนุนสำคัญคือ Net Issuance หรือปริมาณหุ้นออกใหม่สุทธิ

 

Laijawalla ชี้ว่าปัจจัยหนุนที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงของ Net Issuance หรือปริมาณการนำหุ้นเข้าและออกจากตลาดมหาชน

 

“ทำไมสินทรัพย์กลุ่มนี้ (ตลาดเกิดใหม่) ถึงทำผลงานแย่กว่าตลาดพัฒนาแล้ว? มีเหตุผลเดียวเท่านั้น คือ Net Issuance หรือสิ่งที่เราเรียกว่า การลดทอนมูลค่าหุ้น (Dilution)” เขากล่าว

 

“ตลอด 15 ปีที่ผ่านมาในตลาดเกิดใหม่ แรงฉุดจาก Net Issuance นั้นมหาศาลมาก โดยเฉพาะคลื่นการทำ IPO ในจีน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หุ้นตลาดเกิดใหม่แพ้ตลาดสหรัฐฯ และตลาดพัฒนาแล้ว แต่ถ้าดูตัวเลข Net Issuance ของจีนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มันกำลังลดลงอย่างฮวบฮาบ”

 

เขาเสริมว่า ในปี 2024 จีนมีการซื้อหุ้นคืน (Buybacks) จำนวนมาก และมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดสรรเงินทุนขององค์กร รวมถึงการจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น

 

“สิ่งที่ผมจะบอกคือ ปัจจัยลบ (Headwind) กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว และในที่สุดจะกลายเป็นปัจจัยบวก (Tailwind) ผมคิดว่าตลาดไม่เข้าใจคอนเซปต์นี้เลย นี่คือจุดเปลี่ยนที่แท้จริง ผมคิดว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดเกิดใหม่ไม่เคยดูน่าดึงดูดขนาดนี้มาก่อนในรอบ 15 ปี”

 

ปี 2026 ตลาดเกิดใหม่จะชนะอีกครั้ง

 

Mislav Matejka หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หุ้นโลกและยุโรปของ JP Morgan กล่าวกับผู้สื่อข่าว CNBC ว่า ตลาดเกิดใหม่กำลังมุ่งหน้าสู่ปีที่สองของการทำผลงานได้ดีกว่าตลาดอื่น (Outperformance) ในปี 2026 หลังจากที่ตามหลังมาปีแล้วปีเล่า

 

“หลายปีที่ผ่านมา ฝั่งเรามองเหมือนเดิมตลอด คือ ซื้อตลาดพัฒนาแล้ว (Long DM) และ ขายตลาดเกิดใหม่ (Short EM) แต่ปีนี้เรากลับมุมมองโดยสิ้นเชิงต่อ EM และจีน ในมุมของหุ้น เราให้น้ำหนักมากกว่าตลาดในพอร์ตระดับภูมิภาค เราเป็นผู้ซื้อ ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลี หรืออินเดีย แต่เราซื้อตลาดเกิดใหม่ในภาพรวมด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน” Matejka กล่าว

 

ปัจจัยขับเคลื่อนรวมถึง มูลค่าหุ้นที่น่าสนใจ, การเคลื่อนไหวของค่าเงิน, และแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

Matejka เสริมว่า ความเชื่อมั่นในปีนี้ยังมาจากผลงานที่ดีขึ้นของค่าเงินและตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ และเรากำลังเข้าสู่ช่วงท้ายของวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน “แต่เมื่อผมมองมูลค่าของ EM เทียบกับ DM และมองในแง่สัมบูรณ์ เรายังเห็นส่วนลดอยู่ที่ 30%, 40% หรือ 50% เมื่อดูจากการวางเงินทุนของนักลงทุนทั่วโลก”

 

นอกจากนี้ JP Morgan มองว่าเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่หลายแห่งจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ทางอ้อมจากกระแส AI บูมทั่วโลก เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น โลหะและพลังงาน

 

ภาพ: Daniel Ceng/Anadolu via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post หุ้นตลาดเกิดใหม่พุ่ง 30% กลับมาชนะหุ้นโลกที่นำโดยหุ้นสหรัฐฯ ในรอบ 5 ปี อะไรคือสิ่งที่รออยู่ในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. กล่าวโทษกรณีทุจริตหุ้น JKN เพิ่มเป็น 12 ราย พร้อมชี้แจงสาเหตุสั่งอายัดและห้ามออกนอกประเทศ หลัง ‘แอน จักรพงษ์’ หลบหนีแล้ว https://thestandard.co/sec-jkn-fraud-anne-escape/ Thu, 25 Dec 2025 07:45:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1158158 ก.ล.ต. กล่าวโทษกรณีทุจริตหุ้น JKN เพิ่มเป็น 12 ราย พร้อมชี้แจงสาเหตุสั่งอายัดและห้ามออกนอกประเทศ หลัง ‘แอน จักรพงษ์’ หลบหนีแล้ว

ก.ล.ต. ขยายผลการตรวจสอบโดยกล่าวโทษผู้กระทำความผิด 12 รา […]

The post ก.ล.ต. กล่าวโทษกรณีทุจริตหุ้น JKN เพิ่มเป็น 12 ราย พร้อมชี้แจงสาเหตุสั่งอายัดและห้ามออกนอกประเทศ หลัง ‘แอน จักรพงษ์’ หลบหนีแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. กล่าวโทษกรณีทุจริตหุ้น JKN เพิ่มเป็น 12 ราย พร้อมชี้แจงสาเหตุสั่งอายัดและห้ามออกนอกประเทศ หลัง ‘แอน จักรพงษ์’ หลบหนีแล้ว

ก.ล.ต. ขยายผลการตรวจสอบโดยกล่าวโทษผู้กระทำความผิด 12 ราย ต่อ DSI กรณีทุจริตและตกแต่งงบการเงินของ JKN และกรณีขายหุ้น JKN โดยอาศัยข้อมูลภายใน รวมทั้งมีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สิน และห้ามมิให้ออกนอกราชอาณาจักรไว้ก่อนเป็นการชั่วคราว กับผู้กระทำผิดกรณีทุจริตและตกแต่งงบการเงิน 4 ราย

 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขยายผลการตรวจสอบโดยกล่าวโทษบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN รวมทั้งอดีตกรรมการและอดีตผู้บริหาร ผู้บริหาร และบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวม 12 ราย ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรณีส่งหรือเปิดเผยงบการเงินและแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1 One Report) โดยมีงบการเงินที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงในสาระสำคัญที่ควรแจ้ง

 

และกรณีร่วมกันทุจริตและตกแต่งงบการเงินของ JKN ในช่วงปี 2565 ถึงปี 2566 และกรณีขายหุ้น JKN โดยอาศัยข้อมูลภายใน (Insider Trading) ในช่วงปี 2566 รวมทั้งมีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิดกรณีทุจริตและตกแต่งงบการเงิน รวม 4 ราย พร้อมกันนี้ได้ส่งเรื่องต่อไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

 

จากการกล่าวโทษดังกล่าว ก.ล.ต. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ก.ล.ต. อาศัยอำนาจตามความมาตรา 267 พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ได้มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิดกรณีทุจริตและตกแต่งงบการเงิน รวม 4 ราย ได้แก่ (1) นายจักรพงษ์ (2) นางสาวพิมพ์อุมา (3) นางสาวพิสมัย และ (4) นางสาวกมลรัตน์ เป็นเวลา 180 วัน เนื่องจากปรากฏพฤติการณ์การกระทำผิดที่มีลักษณะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์ของประชาชนในวงกว้าง

 

โดยปรากฏมูลค่าความเสียหายจากเงินของบริษัท JKN ที่นำออกไปซื้อลิขสิทธิ์ที่ไม่มีจริง จำนวนประมาณ 557.63 ล้านบาท และจากการเปิดเผยงบการเงินและแบบ 56-1 One Report ที่มีงบการเงินอันเป็นเท็จ ไปประกอบการเสนอขายหุ้นกู้ รุ่น JKN255A ของ JKN เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2566 ได้รับเงินมาอีก 156.60 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหาย 714.23 ล้านบาท และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าผู้กระทำความผิดจะยักย้ายหรือจำหน่ายทรัพย์สินออกไป

 

นอกจากนี้ คณะกรรมการ ก.ล.ต. ยังมีคำสั่งห้าม (1) นายจักรพงษ์ (2) นางสาวพิมพ์อุมา (3) นางสาวพิสมัย และ (4) นางสาวกมลรัตน์ มิให้ออกนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว มีกำหนด 15 วัน โดยหลังจากนี้ ก.ล.ต. จะไปร้องขอต่อศาลอาญาเพื่อออกคำสั่งห้ามมิให้บุคคลดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรต่อไป

 

อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. ชี้แจงถึงสิ่งที่อาจเป็นข้อสงสัยของประชาชนในวงกว้าง รวมทั้งกรณีการสั่งอายัดและห้ามออกนอกราชอาณาจักร หลังจากที่นายจักรพงษ์เดินทางหลบหนีไปแล้ว

 

ทำไมเพิ่งมาอายัด และห้ามออกนอกราชอาณาจักร?

 

ก.ล.ต. ชี้แจงว่า ในครั้งที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษ JKN นายจักรพงษ์ และนางสาวพิมพ์อุมา ในเดือนมิถุนายน 2568 ก.ล.ต. ไม่พบว่า นายจักรพงษ์และนางสาวพิมพ์อุมามีพฤติการณ์หลบหนี และไม่พบพฤติการณ์สงสัยว่าจะมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน

 

โดยนายจักรพงษ์และนางสาวพิมพ์อุมาเดินทางเข้าออกราชอาณาจักรหลายครั้งในช่วงที่ ก.ล.ต. ตรวจสอบการกระทำความผิดดังกล่าว โดยนายจักรพงษ์และนางสาวพิมพ์อุมา มาให้ถ้อยคำและมีหนังสือชี้แจงต่อ ก.ล.ต. ทุกครั้งก่อนที่ ก.ล.ต. จะกล่าวโทษในเดือนมิถุนายน 2568 รวมทั้งนายจักรพงษ์ยังปรากฏตัวในสื่อต่างๆ ทำให้ไม่เข้าเหตุตามมาตรา 267 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ในการมีคำสั่งห้ามออกนอกราชอาณาจักร และมีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินในครั้งก่อน

 

ทั้งนี้ กระบวนการอายัดทรัพย์สินของ ก.ล.ต. เป็นไปเพื่อป้องกันการยักย้ายถ่ายเทของผู้กระทำความผิด โดยในส่วนของบริษัท JKN เนื่องจากปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลาย อยู่ในอำนาจศาลล้มละลายกลาง ซึ่งได้แต่งตั้งบริษัท แกรนท์ ธอนตัน สเปเซียลิสท์ แอ็ดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูของบริษัท ทำหน้าที่แทนคณะกรรมการและใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นตามกฎหมาย ในการบริหารจัดการและดูแลการดำเนินกิจการของบริษัทในระหว่างที่อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ โดย ก.ล.ต. ได้มีการประสานงานกับ บริษัทแกรนท์ ธอนตัน ในเรื่องที่เกี่ยวกับ JKN ภายหลังจากที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ทำแผน

 

การกล่าวโทษเพิ่มเติมในครั้งนี้ เป็นการขยายผลการตรวจสอบต่อจากที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ทำให้พบพยานหลักฐานเพิ่มเติมในความผิดเรื่องของการทุจริตจากที่เคยกล่าวโทษไปแล้ว และเมื่อปรากฏว่า นายจักรพงษ์ และนางสาวพิมพ์อุมา หลบหนีออกจากราชอาณาจักรแล้ว รวมทั้งพบพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และเป็นคดีที่มีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง จึงเข้าเหตุสั่งยึดอายัดทรัพย์สินและห้ามออกนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 267 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ

 

การสั่งการออกนอกราชอาณาจักรครอบคลุมบุคคลที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษครั้งนี้ ณ 25 ธันวาคม 2568 มีผู้ร่วมกระทำความผิดรวม 4 ราย ได้ร่วมกันทุจริต โดยเป็นการสั่งการเป็นเวลา 15 วัน และในทางขนาน ก.ล.ต. จะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอขยายเวลาการสั่งห้ามออกนอกราชอาณาจักรต่อไป

 

กรณีมีข่าวว่านายจักรพงษ์นำเงินไปซื้อคริปโต

 

จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่ามีการนำเงินออกจาก JKN ไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนและหุ้นกู้ของ JKN ซึ่งเป็นกรณีที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษในครั้งนี้ แต่ไม่พบเส้นทางเงินที่นำไปซื้อคริปโต

 

อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. ได้ประสานและมีหนังสือแจ้งการดำเนินคดีเรื่องการยักยอกหรือทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจเข้าข่ายการฉ้อโกงหรือยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระเป็นความผิดมูลฐาน และความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ไปยังสำนักงาน ปปง. ด้วย และพร้อมที่จะประสานความร่วมมือกับสำนักงาน ปปง. ในการติดตามยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป

 

กระบวนการหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

 

(1) ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้มีการประสานงานกับพนักงานสอบสวนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเร่งรัดกระบวนการบังคับใช้กฎหมายและช่องทางในการติดตามผู้กระทำความผิดที่เดินทางออกนอกราชอาณาจักรไปแล้ว

 

(2) การห้ามเดินทาง ในเบื้องต้น ก.ล.ต. ได้ประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อให้ดำเนินการตามคำสั่ง เป็นระยะเวลา 15 วัน ซึ่งในทางขนานกัน ก.ล.ต. จะต้องร้องขอต่อศาลเพื่อให้พิจารณาสั่งห้ามการห้ามเดินทางออกนอกประเทศเพิ่มเติม

 

(3) กรณีการอายัดทรัพย์สิน ก.ล.ต. ได้แจ้งคำสั่งไปยังหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการอายัดทรัพย์สิน เช่น บัญชีเงินฝาก หลักทรัพย์ รถยนต์ ที่ดิน เป็นต้น เป็นระยะเวลา 180 วัน และ ก.ล.ต. สามารถขยายระยะเวลาการอายัดทรัพย์สินได้เพิ่มอีก 180 วัน โดยร้องขอต่อศาล

 

(4) ในทางขนาน ก.ล.ต. จะร่วมมือกับพนักงานสอบสวนในการเร่งรัดกระบวนการเพื่อส่งฟ้องต่อศาล

 

ผู้ถูกกล่าวโทษ 12 ราย มีใครบ้าง?

 

สืบเนื่องจากกรณีที่เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ก.ล.ต. กล่าวโทษผู้กระทำความผิด 3 ราย ได้แก่ (1) บริษัท JKN (2) นายจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ และ (3) นางสาวพิมพ์อุมา จักราจุฑาธิบดิ์ ต่อ DSI กรณีร่วมกันกระทำหรือยินยอมให้มีการลงข้อความเท็จ และ/หรือทำบัญชีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง และไม่ตรงต่อความเป็นจริงในงบการเงินประจำปี 2566 และเอกสารบัญชีสำหรับงวดไตรมาส 1 ปี 2567 ของ JKN เพื่อลวงบุคคลใดๆ และนำส่งหรือเปิดเผยงบการเงินประจำปี 2566 และแบบ 56-1 One Report ที่มีงบการเงินเท็จ

 

ล่าสุด ก.ล.ต. ได้ขยายผลการตรวจสอบและพบว่า การซื้อขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ของ JKN กับนิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย มีกรรมการและผู้บริหาร* ของ JKN ในขณะเกิดเหตุ ได้แก่ (1) นายจักรพงษ์ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (2) นางสาวพิมพ์อุมา ในฐานะกรรมการบริหารและรองกรรมการผู้จัดการสายงานคอนเทนต์ (3) นางสาวพิสมัย ห่างไธสง ในฐานะกรรมการบริหารและรักษาการรองกรรมการผู้จัดการสายงานการเงินและบัญชี และ (4) นางสาวกมลรัตน์ มงคลครุธ ในฐานะกรรมการบริหารและรองกรรมการผู้จัดการสายงานขาย ได้ร่วมกันดำเนินการ
ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการซื้อขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ที่ไม่มีจริงของ JKN โดยพบเส้นทางเงินที่อ้างว่าเป็นการชำระค่าซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์ดังกล่าวจาก JKN เป็นเงินประมาณ 557.63 ล้านบาท ได้โอนต่อไปให้กับบุคคลซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นนอมินี (nominee) ของนายจักรพงษ์ เพื่อนำไปซื้อหุ้น JKN และหุ้นกู้ JKN แทนนายจักรพงษ์

 

อีกทั้ง นายจักรพงษ์และนางสาวพิมพ์อุมา ยังได้รับประโยชน์จากเงินดังกล่าวผ่านการโอนเข้าบัญชีตนเอง เป็นเหตุให้ JKN เสียหาย การกระทำของบุคคลทั้ง 4 ราย ข้างต้น เข้าข่ายเป็นการร่วมกันกระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต เบียดบังเอาทรัพย์ของบริษัทเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ JKN ได้รับความเสียหาย และบันทึกบัญชีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง หรือไม่ตรงต่อความเป็นจริงเพื่อลวงบุคคลใดๆ
อันเป็นความผิดตามมาตรา 281/2 วรรคสอง ประกอบมาตรา 89/7 มาตรา 307 มาตรา 308 มาตรา 311 มาตรา 312 มาตรา 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ) ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

 

จากกรณีดังกล่าว JKN ยังได้นำส่งงบการเงินงวดประจำปี 2565 และปี 2566 ซึ่งเป็นงบการเงินที่ได้บันทึกบัญชีเจ้าหนี้ และลูกหนี้กรณีนิติบุคคลในประเทศอันเป็นเท็จ และได้ส่งแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี/รายงานประจำปี 2565 และปี 2566 อันเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต. รวมทั้งได้เปิดเผยหรือเผยแพร่งบการเงินเท็จดังกล่าวต่อประชาชนทั่วไปผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ระบบ SETLink) โดยนายจักรพงษ์ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ได้ลงนามรับรองงบการเงินและข้อมูลดังกล่าว อันเป็นความผิดตามมาตรา 281/10 และตามมาตรา 281/10 ประกอบมาตรา 300 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ แล้วแต่กรณี

 

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และตรวจสอบเพิ่มเติม พบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่า บุคคล 9 ราย มีการขายหุ้น JKN โดยอาศัยข้อมูลภายใน และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ได้แก่ (1) นายจักรพงษ์ (กรรมการ/ผู้บริหารของ JKN) ได้ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของ (2) นายอชิระ สุธีสถาพร (บิดาของนายจักรพงษ์) (3) นางสาวปาริชาติ เนียมหอม และ (4) นางอริยพร ไทยจินดา ขายหุ้น JKN เพื่อหลีกเลี่ยงผลขาดทุน โดยอาศัยข้อมูลภายในเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ รุ่น JKN239A ของ JKN ซึ่งได้เปิดเผยสารสนเทศผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 31 สิงหาคม 2566 อันเป็นข้อมูลที่ยังมิได้เปิดเผยต่อประชาชนเป็นการทั่วไปซึ่งเป็นสาระสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหรือมูลค่า ของหุ้น JKN โดยมี (5) นายกฤติพัฒน์ ศรีเทพเอี่ยม (ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ JKN) ให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายจักรพงษ์ในการส่งคำสั่งขายหุ้น JKN ในบัญชีของนายอชิระ นางสาวปาริชาติและนางอริยพร

 

การกระทำข้างต้นของนายจักรพงษ์ เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 242 (1) ประกอบมาตรา 243 (1) แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ โดยมีนายอชิระและนายกฤติพัฒน์ ให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายจักรพงษ์ในการใช้ข้อมูลภายในขายหุ้น JKN ตามมาตรา 242 ประกอบมาตรา 315 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ และนางสาวปาริชาติและนางอริยพร ซึ่งได้ยินยอมให้นายจักรพงษ์ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์และบัญชีธนาคารที่ใช้ชำระค่าซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อปิดบังตัวตนของนายจักรพงษ์ เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 297 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ

 

ในกรณีของ (6) นายพรชัย มงคลครุธ ซึ่งเป็นน้องชายของ (7) นางสาวกมลรัตน์ มงคลครุธ (กรรมการ/ผู้บริหารของ JKN) มีพฤติกรรมการขายหุ้น JKN ที่ผิดไปจากปกติวิสัยของตน ในช่วงที่นางสาวกมลรัตน์ ได้รับทราบข้อมูลภายในเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้รุ่น JKN239A แล้ว จึงน่าเชื่อว่า นายพรชัยรับทราบข้อมูลภายในดังกล่าวจากนางสาวกมลรัตน์ การกระทำดังกล่าวของนายพรชัยเข้าข่ายเป็นความผิด ตามมาตรา 242 (1) ประกอบมาตรา 244 (4) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ และนางสาวกมลรัตน์ เข้าข่ายเป็นความผิดกรณีบอกกล่าวข้อมูลภายในแก่นายพรชัย ตามมาตรา 242 (2) ประกอบ 243 (1) แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ

 

อีกทั้ง จากการตรวจสอบพบบุคคลซึ่งน่าเชื่อว่าได้ยินยอมให้นายจักรพงษ์ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์และบัญชีธนาคารที่ใช้ชำระค่าซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อปิดบังตัวตนของนายจักรพงษ์ อีก 2 ราย ได้แก่ (8) นางสาวมลฤดี เอี่ยมโอฬาร และ (9) นายเชฎฐา จิตรมณี ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 297 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ

 

การถูกกล่าวโทษข้างต้นมีผลให้ผู้ถูกกล่าวโทษรายนายจักรพงษ์ นางสาวพิมพ์อุมา นางสาวพิสมัย และนางสาวกมลรัตน์ เข้าข่ายมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจและไม่สามารถดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนตลอดระยะเวลาที่ถูกกล่าวโทษดำเนินคดี นับตั้งแต่วันที่ ก.ล.ต. มีหนังสือกล่าวโทษบุคคลดังกล่าวต่อ DSI

 

ทั้งนี้ ภายหลังการกล่าวโทษของ ก.ล.ต. กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาต่อไปเป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรม ตามลำดับ โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ในกระบวนการภายหลัง ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษแล้ว

The post ก.ล.ต. กล่าวโทษกรณีทุจริตหุ้น JKN เพิ่มเป็น 12 ราย พร้อมชี้แจงสาเหตุสั่งอายัดและห้ามออกนอกประเทศ หลัง ‘แอน จักรพงษ์’ หลบหนีแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรณ์กระตุ้น ก.ล.ต. ออกคำเตือนซื้อ Big Lot หุ้นบางจาก เสี่ยงรับซื้อของโจร ชี้แก๊งฟอกเงินกำลังเร่ขายหุ้นก่อนเลือกตั้ง https://thestandard.co/korn-sec-big-lot-bangchak/ Wed, 24 Dec 2025 07:37:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1157846 กรณ์กระตุ้น ก.ล.ต. ออกคำเตือนซื้อ Big Lot หุ้นบางจาก เสี่ยงรับซื้อของโจร ชี้แก๊งฟอกเงินกำลังเร่ขายหุ้นก่อนเลือกตั้ง

กรณ์กระตุ้น ก.ล.ต. เตือนซื้อ Big Lot หุ้นบางจาก (BCP) เ […]

The post กรณ์กระตุ้น ก.ล.ต. ออกคำเตือนซื้อ Big Lot หุ้นบางจาก เสี่ยงรับซื้อของโจร ชี้แก๊งฟอกเงินกำลังเร่ขายหุ้นก่อนเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรณ์กระตุ้น ก.ล.ต. ออกคำเตือนซื้อ Big Lot หุ้นบางจาก เสี่ยงรับซื้อของโจร ชี้แก๊งฟอกเงินกำลังเร่ขายหุ้นก่อนเลือกตั้ง

กรณ์กระตุ้น ก.ล.ต. เตือนซื้อ Big Lot หุ้นบางจาก (BCP) เสี่ยงซื้อของโจร และช่วยกลุ่มสแกมเมอร์ขนเงินหนี ชี้แก๊งฟอกเงินกำลังเร่ขายหุ้นก่อนเลือกตั้ง พร้อมจี้บอร์ดบางจากร่วมรับผิดชอบกรณีแต่งตั้งผู้ถือหุ้นรายใหม่เป็นกรรมการ

 

เมื่อวานนี้ (23 ธันวาคม) กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “เป็นที่รู้กันในวงการหุ้นว่าช่วงนี้ (ก่อนเลือกตั้ง) มีความพยายามที่จะเร่งขายหุ้นโดยกลุ่มที่โยงกับแก๊งฟอกเงิน ซึ่งหุ้นที่ว่านี้ยังไม่ได้ถูกอายัด เพราะมีการแอบถืออยู่ในบัญชี nominee”

 

พร้อมระบุต่อว่า “เรื่องด่วนที่ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ต้องรีบดำเนินการคือ ต้องออกคำเตือนว่าการซื้อหุ้น 7 บริษัทที่ ก.ล.ต. อยู่ในช่วงการสอบสวน มีความสุ่มเสี่ยงที่จะมีผลเป็นการซื้อของโจร ซึ่งจะเป็นการช่วยให้กลุ่ม Scammer ขนเงินหนีไปได้ (โดยเฉพาะการซื้อหุ้นแบบ Big Lot) ก.ล.ต. ต้องยํ้าว่าการรับซื้อหุ้นจากกลุ่มฟอกเงิน อาจถูกตีความว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับโจร สุ่มเสี่ยงกับถูกการดำเนินการทางกฎหมาย”

 

ล่าสุดกรณ์เปิดเผยเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ช่วงเช้านี้ (24 ธันวาคม) ว่า 1 ใน 7 บริษัทที่กล่าวถึงนี้คือ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ที่เคยมีข่าวตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดหุ้น BCP มูลค่าราว 6 พันล้านบาท

 

“กลุ่มฟอกเงินจะพยายามผ่องถ่ายหุ้นและสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่ลงเงินไว้ ก่อนจะมีการอายัดเพิ่มเติม สิ่งนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีความพยายามขายหุ้นที่อยู่ในชื่อคนอื่น และไม่ได้อยู่ในบัญชีที่ถูกอายัดไป” กรณ์กล่าว

 

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวต่อว่า อยากกระตุ้นสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่าต้องปิดช่องโหว่เหล่านี้ให้ได้โดยเร็ว ในความเป็นจริงแล้วหุ้นที่เกี่ยวโยงกับการฟอกเงินมีมากกว่า 7 บริษัท

 

“ผมคิดว่า สิ่งที่ ก.ล.ต. ควรต้องเร่งดำเนินการคือ ออกคำเตือนให้ระมัดระวัง จริงๆ ที่อยากให้ทำเลยด้วยซ้ำไปคือฟรีซการซื้อขายหุ้นเหล่านี้เลย แต่ก็อาจจะไม่เป็นธรรมต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นขั้นต่ำเลยคือควรต้องออกมาเตือน” กรณ์กล่าว

 

นอกจากนี้โบรกเกอร์ต้องระมัดระวังว่าการทำหน้าที่นายหน้าในการขายหลักทรัพย์ของกลุ่มคนที่สุ่มเสี่ยงต่อการมีส่วนร่วมกับการฟอกเงิน ทำให้โบรกเกอร์อาจมีส่วนผิดด้วย

 

จับตาผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ของบางจาก

 

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ กรณีกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ของบางจาก

 

เมื่อ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา บางจากแจ้งเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท จากเดิมปรากฎชื่อของ ณัฐกร อธิธนาวานิช ก่อนจะถอนอำนาจลงนามออกไป

 

“กรณีบางจากมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้น เพราะกรรมการที่มีอำนาจลงนามท่านหนึ่งถอนอำนาจลงนาม และกรรมการขอลาประชุมกว่า 30 วัน รู้มาว่ากรรมการท่านนั้นไปต่างประเทศกับครอบครัวแล้ว กรรมการท่านนี้เป็นกรรมการในฐานะผู้ถือหุ้นทางอ้อมโดยกลุ่มที่ถูกอายัดไป” กรณ์กล่าว

 

สิ่งที่ต้องย้อนกลับไปถามบริษัทคือ กรรมการท่านนี้ได้เข้ามาซื้อหุ้นเมื่อเดือนเมษายนปี 2567 หลังจากนั้นเพียงสองวันมีการประชุมผู้ถือหุ้นบางจาก และอนุมัติแต่งตั้งกรรมการ 5 คน และหลังจากนั้น 7 วัน กรรมการ 2 คนที่ผู้ถือหุ้นแต่งตั้งไปลาออก เปิดทางให้ตัวแทนจากกองทุนที่ถูกอายัดเข้ามาเป็นกรรมการ ซึ่งเกิดขึ้นเร็วมากและไม่ต้องผ่านการอนุมัติโดยผู้ถือหุ้น และยังเป็นกรรมการที่มีอำนาจลงนามด้วย

 

“คำถามคือ ตอนแต่งตั้งคณะกรรมการของบางจากได้ตรวจสอบแล้วหรือยัง ที่มาที่ไปของกรรมการท่านนี้ รวมทั้งตัวแทนที่เข้ามาซื้อหุ้น ซึ่งมีทุนเพียง 50 ล้านบาท แต่สามารถซื้อหุ้นมูลค่าหมื่นล้านบาทได้ และเป็นบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาเมื่อต้นปีที่แล้ว ก่อนจะมาซื้อหุ้นเพียงไม่กี่เดือน” กรณ์กล่าว “สุดท้ายจะบอกว่าบริษัทหรือคณะกรรมการบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ได้ เพราะว่าท่านเป็นผู้อนุมัติให้เข้ามามีบทบาท”

 

เมื่อถูกถามว่า 7 บริษัทดังกล่าวนี้เชื่อมโยงกับ BIC Group หรือ ยิม เลียก ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม กรณ์ยืนยันว่า “ใช่”

The post กรณ์กระตุ้น ก.ล.ต. ออกคำเตือนซื้อ Big Lot หุ้นบางจาก เสี่ยงรับซื้อของโจร ชี้แก๊งฟอกเงินกำลังเร่ขายหุ้นก่อนเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>