หุ้นโรงไฟฟ้า Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/หุ้นโรงไฟฟ้า/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 28 May 2026 11:41:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 บอร์ด BCPG อนุมัติขายหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ https://thestandard.co/bcpg-sells-us-power-plant/ Thu, 28 May 2026 11:41:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1212024 ภาพกราฟิกแสดงการอนุมัติขายหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติของ BCPG ในสหรัฐฯ

คณะกรรมการบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG มีมติ […]

The post บอร์ด BCPG อนุมัติขายหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการอนุมัติขายหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติของ BCPG ในสหรัฐฯ

คณะกรรมการบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG มีมติเห็นชอบการจำหน่ายเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 2 แห่งในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา รวมกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 426 เมกะวัตต์ คิดเป็นมูลค่ากิจการรวมกว่า 575 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 18,754 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถโอนหุ้นและรับชำระเงินได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งจะช่วยเสริมสภาพคล่องและรองรับแผนการลงทุนตามยุทธศาสตร์ของบริษัทฯ ในอนาคต

 

รวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทย่อยของ BCPG ได้เข้าลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 25 ใน Hamilton Holdings II, LLC (Hamilton) ซึ่งถือหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 2 แห่ง ได้แก่ โครงการ Hamilton Liberty กำลังการผลิตติดตั้ง 848 เมกะวัตต์ และโครงการ Hamilton Patriot กำลังการผลิตติดตั้ง 857 เมกะวัตต์ ในรัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา คิดเป็นกำลังการผลิตตามสัดส่วนรวมประมาณ 426 เมกะวัตต์ นั้น

 

วันนี้ (28 พฤษภาคม 2569) ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 7/2569 ได้มีมติเห็นชอบให้เข้าทำธุรกรรมการจำหน่ายเงินลงทุนดังกล่าว และให้นำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติ โดยกำหนดจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 ในวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 น. ในรูปแบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting)

 

โดยการจำหน่ายหุ้นดังกล่าว เป็นการจำหน่ายหุ้นร่วมกับผู้ถือหุ้นใน Hamilton รายอื่นทั้งหมด ภายใต้เงื่อนไขสิทธิบังคับเข้าร่วมขายหุ้น (Drag-along Rights) ซึ่งบริษัทฯ ได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569

 

ทั้งนี้ การจำหน่ายหุ้นดังกล่าวจะทำให้บริษัทฯ ได้รับเงินสดประมาณ 354 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเมื่อรวมกับเงินปันผลที่บริษัทฯ ได้รับมาแล้วจากโครงการดังกล่าวอีกประมาณ 72 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะทำให้บริษัทฯ ได้รับเงินสดจากการลงทุนดังกล่าวรวมคิดเป็น 1.6 เท่าของเงินลงทุนที่เคยลงทุนไป

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการจำหน่ายหุ้นดังกล่าว บริษัทฯ ยังคงมีการลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกาอีกจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ Carroll County Energy LLC (CCE) และ South Field Energy LLC (SFE) รวมกำลังการผลิดติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้น 431 เมกะวัตต์ ซึ่งยังคงสนับสนุนความมั่นคงของผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ต่อไป

 

“การทำธุรกรรมนี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินและสภาพคล่องของบริษัทฯ พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินเพื่อรองรับโอกาสการทางธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต โดยคาดว่าจะสามารถรับรู้กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนดังกล่าวได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569” รวีกล่าวเพิ่มเติม

 

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนนำเงินที่ได้รับไปลงทุนตามยุทธศาสตร์ในธุรกิจพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวเนื่อง ตลอดจนชำระคืนเงินกู้บางส่วน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อสนับสนุนการเติบโตของบริษัทฯ อย่างยั่งยืนในระยะยาว

The post บอร์ด BCPG อนุมัติขายหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัทพลังงานไทยชิงโอกาสภาษีทรัมป์! EGCO ลุยซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าลม โซลาร์ ที่รัฐเมนและโอไฮโอ 251 เมกะวัตต์ ปตท. ซื้อก๊าซ LNG ระยะยาว https://thestandard.co/egco-wind-solar-investment/ Tue, 08 Apr 2025 13:26:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1062036 egco-wind-solar-investment

ทั่วโลกป่วนรับมือกับนโยบายขึ้นภาษี (Reciprocal Tariff) […]

The post บริษัทพลังงานไทยชิงโอกาสภาษีทรัมป์! EGCO ลุยซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าลม โซลาร์ ที่รัฐเมนและโอไฮโอ 251 เมกะวัตต์ ปตท. ซื้อก๊าซ LNG ระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
egco-wind-solar-investment

ทั่วโลกป่วนรับมือกับนโยบายขึ้นภาษี (Reciprocal Tariff) ในขณะเดียวกันยังเห็นโอกาสของบริษัทพลังงานไทยอย่าง EGCO Group เดินหน้าเพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐอเมริกาต่อเนื่อง เข้าถือหุ้น 49% ใน “กลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle ll” 2 แห่ง ที่รัฐเมนและโอไฮโอ 

 

ขณะที่กระทรวงพลังงาน ระบุว่า ขณะนี้มีบริษัทพลังงานไทยเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯในหลากหลายธุรกิจ อาทิ ปิโตรเคมี แบตเตอรี่ และเชื้อเพลิงชีวภาพ กว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์ โดยล่าสุด ปตท. ซื้อก๊าซ LNG ระยะยาว

 

ดร.จิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยว่า บริษัท EGCO Pinnacle II, LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EGCO ถือหุ้นในสัดส่วน 100% ในสหรัฐอเมริกา ได้ลงนามสัญญาการลงทุนของผู้ถือหุ้น (Equity Capital Contribution Agreement) กับบริษัท Apex Pinnacle II Member, LLC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท Apex Clean Energy Holdings, LLC เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 เพื่อเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 49% ในกลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle ll กำลังผลิตรวม 251 เมกะวัตต์ 

 

ประกอบด้วยบริษัท Downeast Wind, LLC เจ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานลม Downeast กำลังผลิต 126 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในรัฐเมน และบริษัท Wheatsborough Solar, LLC เจ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Wheatsborough กำลังผลิต 125 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในรัฐโอไฮโอ

 

โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Downeast และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Wheatsborough มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับกลุ่มผู้รับซื้อไฟฟ้าที่มีความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่น่าลงทุน และช่วยเพิ่มให้สหรัฐมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามเป้าในปี 2573 

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทั้ง 2 แห่ง อยู่ระหว่างการก่อสร้างในขั้นตอนสุดท้าย โดยหุ้นในสัดส่วน 49% ของโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งจะถูกโอนให้แก่ EGGO Group เมื่อโครงการเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์

 

การลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle II จะสร้างการเติบโตเพิ่มขึ้นให้แก่ EGCO Group พร้อมทั้งสนับสนุนการต่อยอดและขยายการลงทุนในตลาดพลังงานของสหรัฐอเมริกา สามารถเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ภายในปี 2573 ด้วย

 

“แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบในเรื่องการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาค่อนข้างมากจากนโยบายขึ้นภาษี (Reciprocal Tariff) อย่างไรก็ตาม EGCO Group ก็ยังมีพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partners) ในสหรัฐอเมริกา ที่พร้อมจะร่วมลงทุนในโครงการต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติมอีก ซึ่งถือว่า EGCO Group ยังมีโอกาสในการเติบโตในตลาดพลังงานของสหรัฐอเมริกา” ดร.จิราพร ย้ำ

 

บริษัทพลังงานไทยลงทุนสหรัฐฯ กว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์ ชี้ ปตท. ซื้อ LNG ระยะยาว

 

นอกจากนี้ สมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยและสหรัฐ ว่า มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและมีการค้าการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง 

 

โดยในปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันปิโตรเลียม น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติเหลวจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่มีปริมาณการนำเข้าสูงถึงกว่า 33 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ 

 

ที่ผ่านมาในช่วงปี 2565-2567 กลุ่มบริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐอเมริกาแล้วประมาณ 60 คาร์โก้ ปริมาณรวม 1.7 ล้านตัน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ 

 

ล่าสุด ปตท. ยังได้ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ระยะยาว 15 ปี กับสหรัฐฯ ปริมาณ 1 ล้านตันต่อปี มูลค่ารวม 7.5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาว

 

สมภพกล่าวเสริมว่า กลุ่ม ปตท. มีการลงทุนด้านพลังงานในสหรัฐอเมริการวมมูลค่ากว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ ในหลากหลายธุรกิจ อาทิ ปิโตรเคมี แบตเตอรี่ และเชื้อเพลิงชีวภาพ และปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อขยายการลงทุนเพิ่มเติมในโครงการที่มีศักยภาพ

 

ขณะเดียวกันภาคเอกชนไทยมีการลงทุนในสหรัฐอเมริกาในด้านพลังงานเป็นมูลค่ารวมกว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งครอบคลุมทั้งธุรกิจโรงไฟฟ้า เทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน และเชื้อเพลิงชีวภาพ

 

ภาพ: Cat_mint / Getty images

The post บริษัทพลังงานไทยชิงโอกาสภาษีทรัมป์! EGCO ลุยซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าลม โซลาร์ ที่รัฐเมนและโอไฮโอ 251 เมกะวัตต์ ปตท. ซื้อก๊าซ LNG ระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นโรงไฟฟ้าระส่ำ BGRIM-GPSC ร่วงต่ำสุดในรอบกว่า 7 ปี ‘ทักษิณ’ หวังกดค่าไฟเหลือ 3.7 บาทต่อหน่วย https://thestandard.co/bgrim-gpsc-stock-drop-7-years-low/ Mon, 06 Jan 2025 08:54:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1027514 bgrim-gpsc-stock-drop-7-years-low

ราคาหุ้น GPSC และ BGRIM ร่วงลงต่ำสุดในรอบกว่า 7 ปี หลัง […]

The post หุ้นโรงไฟฟ้าระส่ำ BGRIM-GPSC ร่วงต่ำสุดในรอบกว่า 7 ปี ‘ทักษิณ’ หวังกดค่าไฟเหลือ 3.7 บาทต่อหน่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
bgrim-gpsc-stock-drop-7-years-low

ราคาหุ้น GPSC และ BGRIM ร่วงลงต่ำสุดในรอบกว่า 7 ปี หลัง ‘ทักษิณ’ ให้สัมภาษณ์ว่าอยากเห็นค่าไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.7 บาทต่อหน่วย 

 

ราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าวันนี้ (6 มกราคม) ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะหุ้นของ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) และ บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) ที่ปรับตัวลดลงกว่า 7% ทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบกว่า 7 ปี 

 

ส่วนราคาหุ้นโรงไฟฟ้าอื่นๆ ในกลุ่ม (ณ เวลา 15.10 น.) เช่น บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ลดลง 1.25%, บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) ลดลง 1.30%, บมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH) ลดลง 1.71%, บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) ลดลง 2.91% และ บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) ลดลง 4.74% 

 

ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ามาจากการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีใจความสำคัญว่า อยากจะเห็นอัตราค่าไฟฟ้าลดลงไปต่ำกว่า 4 บาทต่อหน่วย และคิดว่าประมาณ 3.7 บาทต่อหน่วย น่าจะเป็นระดับที่เหมาะสม

 

ความเห็นของทักษิณยังสอดคล้องกับความเห็นของ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค​​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ต้องการลดราคาพลังงานในประเทศ

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า สำหรับ GPSC และ BGRIM ที่ปรับตัวลงแรงกว่า 7% มากที่สุดในกลุ่ม เป็นเพราะมีสัดส่วนรายได้จากโรงไฟฟ้าประเภท SPP มากที่สุด ซึ่งจะได้รับผลกระทบมากที่สุดหากค่าไฟฟ้าถูกปรับลดลงไปเหลือ 3.7 บาทต่อหน่วย 

 

ซึ่งหากค่าไฟฟ้าถูกปรับลดลงสู่ระดับ 3.7 บาทต่อหน่วย จะกระทบต่อกำไรของทั้ง GPSC และ BGRIM ราว 15-20% 

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องติดตามคือฝั่งต้นทุน เพราะข้อมูลที่ออกมาเป็นการพูดถึงเฉพาะฝั่งค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นรายได้ของธุรกิจ แต่ยังไม่ได้กล่าวถึงต้นทุนการซื้อก๊าซธรรมชาติจากภาครัฐ ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลอาจให้การชดเชยบางส่วนกับเอกชน

 

ภาดลกล่าวต่อว่า นอกจากผลกระทบต่อหุ้นโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่แล้ว วันนี้จะเห็นว่าราคาหุ้นของ บมจ.บีซีพีจี (BCPG) กลับปรับตัวขึ้นราว 6% เป็นผลจากการที่นักลงทุนโยกย้ายเงินลงทุนจากหุ้นโรงไฟฟ้าอื่นมาหาหุ้นโรงไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด 

 

BCPG เป็นหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีสัดส่วนหลักของ EBITDA จากโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ ราว 40% และมีรายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบหากภาครัฐปรับนโยบายค่าไฟฟ้าจริง

 

ภาพ: Valazarus-Studio / Shutterstock

The post หุ้นโรงไฟฟ้าระส่ำ BGRIM-GPSC ร่วงต่ำสุดในรอบกว่า 7 ปี ‘ทักษิณ’ หวังกดค่าไฟเหลือ 3.7 บาทต่อหน่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
EGCO จ่อรับกำไรพิเศษใน 1Q68 จากการขายหุ้นโรงไฟฟ้า RISEC ในสหรัฐฯ ให้กลุ่ม Shell ส่วนสิ้นปีนี้เล็งปิดดีล M&A โรงไฟฟ้าในประเทศ https://thestandard.co/egco-1q68-profit-risec/ Thu, 24 Oct 2024 10:58:06 +0000 https://thestandard.co/?p=999702 EGCO

EGCO เล็งปิดดีลโรงไฟฟ้า Conventional Energy ขนาดใหญ่ในป […]

The post EGCO จ่อรับกำไรพิเศษใน 1Q68 จากการขายหุ้นโรงไฟฟ้า RISEC ในสหรัฐฯ ให้กลุ่ม Shell ส่วนสิ้นปีนี้เล็งปิดดีล M&A โรงไฟฟ้าในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
EGCO

EGCO เล็งปิดดีลโรงไฟฟ้า Conventional Energy ขนาดใหญ่ในประเทศภายในสิ้นปีนี้ กำลังผลิตไฟฟ้าหลายร้อยเมกะวัตต์ ล่าสุดขายหุ้นโรงไฟฟ้า RISEC ในสหรัฐฯ ให้กลุ่ม Shell จ่อรับกำไรพิเศษใน 1Q68

 

จิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ผลิตไฟฟ้า หรือ EGCO ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา บริษัท EGCO RISEC II, LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EGCO ถือหุ้นทั้งหมดและจดทะเบียนในสหรัฐฯ ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นกับ Shell Energy North America (US). L.P. (SENA) รวมถึง Cogentrix RISEC CPOCP Holdings, LLC และ Cogentrix RISEC CPP II Holdings, LLC ซึ่ง 2 บริษัทหลังเป็นบริษัทย่อยของ Carlyle Group เพื่อขายเงินลงทุนของ EGCO RISEC II, LLC ในสัดส่วน 49% ใน RISEC Holdings, LLC (RISEC) ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ ให้แก่ SENA ในขณะเดียวกัน Carlyle Group จะขายหุ้นของตนในสัดส่วน 51% ให้แก่ SENA

 

ทั้งนี้ การขายหุ้น RISEC ในสัดส่วน 49% ดังกล่าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของบริษัทด้าน Portfolio Management กับ Asset Recycling

 

ดังนั้นหากการทำรายการดังกล่าวแล้วเสร็จ SENA จะเป็นเจ้าของ RISEC ในสัดส่วน 100% ในขณะที่ EGCO และ Carlyle จะสิ้นสุดการเป็นผู้ถือหุ้นของ RISEC เพื่อใช้เป็นนโยบายในการสร้างกำไรจากโครงการลงทุนที่มีอยู่เดิม โดยนำเงินที่ได้จากการขายสินทรัพย์ไปใช้ลงทุนต่อในโครงการใหม่ๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

 

การเข้าทำรายการดังกล่าวได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ในการประชุมเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2567 โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1/2568 หลังจากที่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องการขายเงินลงทุนในครั้ง

 

อย่างไรก็ดี สำหรับมูลค่าในการขายหุ้นของ RISEC ในสัดส่วน 49% ในขณะที่ ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงการเจรจารายละเอียดของราคากับฝั่งผู้ซื้อ แต่ยืนยันว่าบริษัทจะมีกำไรพิเศษจากธุรกรรมดังกล่าวนี้ซึ่งจะบันทึกเข้ามาในงบการเงินในไตรมาส 1/2568

 

จิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ผลิตไฟฟ้า หรือ EGCO

 

“การพิจารณาการขายสินทรัพย์ของบริษัทไม่มีการกำหนดไว้ว่าจะต้องมีกำไรขั้นต่ำเท่าไร แต่จะดูจากหลายปัจจัยมาประกอบกัน ทั้งจังหวะการลงทุนด้วย หากเราจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อลงทุนในโครงการใหม่ที่มีคนมาเสนอขาย แล้วเป็นโครงการที่ดีและมีผลตอบแทนที่สูงกว่า ก็ขายสินทรัพย์เดิมเพื่อนำเงินกับกำไรที่ได้ไปใช้ลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนต่อ” จิราพรกล่าว

 

ทั้งนี้ RISEC เป็นเจ้าของ Rhode Island State Energy Center, LP ซึ่งเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงขนาด 609 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่เมืองจอห์นสตัน รัฐโรดไอแลนด์ สหรัฐฯ โรงไฟฟ้า RISEC จำหน่ายไฟฟ้าในตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้านิวอิงแลนด์ (ISO-NE) และทำสัญญาขายกำลังการผลิตพร้อมจ่ายทั้งหมด รวมทั้งให้บริการเสริมความมั่นคงและระบบไฟฟ้า Black Start กับ ISO-NE

 

อีกทั้งโรงไฟฟ้าแห่งนี้ทำสัญญาจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดพร้อมทั้งให้บริการเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าอื่นๆ กับ SENA ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบรับจ้างแปลงพลังงาน (Energy Tolling Agreement)

 

จิราพรกล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าลงทุนควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในโครงการโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากฟอสซิล (Conventional Energy) ในประเทศขนาดใหญ่กำลังผลิตไฟฟ้าหลายร้อยเมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถปิดดีลได้ภายในสิ้นปี 2567

 

“ปัจจุบันบริษัทมีแผนเตรียมกำลังจะลงทุนโรงไฟฟ้าในประเทศเพิ่ม 2 ดีล แบ่งเป็นการทำ M&A โรงไฟฟ้าในประเทศที่เป็นโรงไฟฟ้า Conventional Energy ขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานกับการประมูลโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ที่จะนำเข้าร่วมประมูล RE Big Lot รอบที่ 2 อีกขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์ซึ่งทั้ง 2 ดีลนี้ คาดว่าจะสามารถปิดดีลได้ภายในสิ้นปีนี้” จิราพรกล่าว

 

นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนที่จะทำ M&A โครงการโรงไฟฟ้าในต่างประเทศเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในระดับที่ดี ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษารายละเอียดการลงทุนจำนวนหลายโครงการซึ่งคาดว่าจะสามารถทยอยประกาศปิดดีลได้ในปี 2568 อีกทั้งบริษัท เอเพ็กซ์ คลีน เอ็นเนอร์ยี โฮลดิ้ง แอลแอลซี (APEX) ผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการลงทุนใน Portfolio พลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ และ EGCO เข้าถือหุ้น 17.46% ใน APEX ตั้งแต่ปี 2564 เนื่องจากเห็นโอกาสการลงทุนในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดไฟฟ้าและพลังงานที่มีขนาดใหญ่ รวมทั้ง APEX ก็มีแผนงานที่จะลงทุนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

The post EGCO จ่อรับกำไรพิเศษใน 1Q68 จากการขายหุ้นโรงไฟฟ้า RISEC ในสหรัฐฯ ให้กลุ่ม Shell ส่วนสิ้นปีนี้เล็งปิดดีล M&A โรงไฟฟ้าในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค – มองบวกต่อการประมูลพลังงานหมุนเวียนรอบสอง https://thestandard.co/utilities-stocks-positive-outlook/ Tue, 10 Sep 2024 07:30:06 +0000 https://thestandard.co/?p=981761

เกิดอะไรขึ้น:   คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ. […]

The post หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค – มองบวกต่อการประมูลพลังงานหมุนเวียนรอบสอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า เตรียมเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) รอบสอง กำลังการผลิตรวม 3,668MW แบ่งเป็น โซลาร์บนพื้นดิน พลังงานลม ขยะอุตสาหกรรม และก๊าซชีวภาพ ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 โดยบอร์ด กกพ. มีการหารือระเบียบต่างๆ รวมทั้งรวบรวมความคิดเห็นหลังจากเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนไปแล้วเมื่อวันที่ 14-20 สิงหาคม 2567 เบื้องต้นคาดว่าหลักเกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวจะออกมาช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2567

 

สำหรับมติ กบง. ดังกล่าว จะให้สิทธิสำหรับผู้ยื่นคำเสนอที่ผ่านหลักเกณฑ์รอบแรกที่ไม่ได้รับการคัดเลือก จะได้รับการพิจารณารับซื้อเป็นลำดับแรก ปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานลมรวมไม่เกิน 600MW และพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินไม่เกิน 1,580MW รวมปริมาณไฟฟ้า 2,180MW ในกลุ่มนี้จะเป็นโครงการที่ผ่านหลักเกณฑ์แล้ว แต่ได้คะแนนน้อยจึงไม่ผ่านการคัดเลือกรอบแรก ดังนั้น กกพ. จะเรียกผู้ประกอบการมายืนยันความพร้อมว่าจะเข้าร่วมโครงการพลังงานหมุนเวียนรอบสองหรือไม่ ส่วนโควตาที่เหลืออีก 1,488MW ให้เป็นการเปิดรับซื้อเป็นการทั่วไป

 

InnovestX Research คาดว่าการประมูลรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรอบสองจะส่งผลดีต่อกลุ่มสาธารณูปโภคของไทยในระยะกลางถึงระยะยาว แผนใหม่นี้มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศไทย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมีความเสี่ยงต่ำ ให้ผลตอบแทนที่เป็นธรรม และสามารถควบคุมดูแลได้อย่างใกล้ชิดมากกว่าโครงการต่างประเทศ

 

เมื่ออิงกับการประมูลรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรอบแรก กำลังการผลิต 5.2GW ในปี 2566 GULF ชนะประมูลโครงการในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) และลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) เพื่อพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน กำลังการผลิต 2.4GW: โซลาร์ฟาร์ม 870MW, โซลาร์ฟาร์มร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) 1,526MW และโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมในประเทศไทย 20MW

 

GUNKUL ชนะการประมูล 832.4MWe: โซลาร์ 568.8MW, โซลาร์ 83.6MW + BESS และพลังงานลม 180MW และ BGRIM ชนะการประมูล 161.3MW: โซลาร์ 145.3MW และพลังงานลม 16MW เกณฑ์ใหม่ที่ให้สิทธิสำหรับผู้ยื่นคำเสนอที่ผ่านหลักเกณฑ์ในรอบแรกที่ไม่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับการพิจารณารับซื้อเป็นลำดับแรกจะส่งผลดีต่อ GPSC

 

นอกจากนี้ คาดว่าการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ FiT รอบสองจะคล้ายกับรอบแรกในปี 2566 โดยกำหนด FiT ในอัตราคงที่ที่ 2.17 บาทต่อ kWh สำหรับโซลาร์ฟาร์ม และ 3.10 บาทต่อ kWh สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานลม โดยประเมินต้นทุนการลงทุนได้ที่ 25 ล้านบาทต่อ MW สำหรับโซลาร์ฟาร์ม และ 60 ล้านบาทต่อ MW สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานลม ซึ่งจะทำให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในส่วนของผู้ถือหุ้น (EIRR) ที่ประเมินได้สำหรับโซลาร์ฟาร์มอยู่ที่ 10% และโรงไฟฟ้าพลังงานลมอยู่ที่ 9.5%

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทแต่ละแห่งยังมีปัจจัยผันแปร เช่น ต้นทุนทางการเงิน การบริหารจัดการต้นทุนการดำเนินงาน และการจัดซื้อ/จัดหาที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ EIRR ของแต่ละโครงการ

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน (SET ENERG) ปรับขึ้น 8.85% ราคาหุ้น GULF ปรับขึ้น 17.4% ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 10.1%

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research เลือก GULF เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มสาธารณูปโภค โดยคงคำแนะนำ Tactical Call ระยะ 3 เดือน ไว้ที่ Outperform ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสที่บริษัทจะชนะการประมูลโครงการบางส่วน ทั้งในการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรอบสอง และแผน PDP 2024 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

 

และคาดว่า GULF จะมีกำไรที่แข็งแกร่ง 2H67 จากการรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ GPD และ HKP เต็มไตรมาส รวมถึงการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตามแผนของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และโครงการโซลาร์รูฟท็อป กำลังการผลิตรวม 605MW ใน 2H67

 

สำหรับ GPSC และ BGRIM คงคำแนะนำ NEUTRAL แม้คาดว่ากำไร 2H67 อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้น HoH: ราคา Pool Gas เพิ่มขึ้น 4.1% MoM มาอยู่ที่ 321.844 บาทต่อล้านบีทียูในเดือนกรกฎาคม 2567 จาก 309.0391 บาทต่อล้านบีทียูในเดือนมิถุนายน 2567 อย่างไรก็ตาม มี Sentiment เชิงลบเกี่ยวกับแนวโน้มที่ต้นทุนก๊าซจะสูงขึ้นใน 3Q67 ซึ่งเป็นผลมาจากราคา LNG ที่สูงในปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับการ Trading คาดว่า GPSC จะให้ผลตอบแทนดีในระยะสั้น เนื่องจากคาดว่าบริษัทจะชนะการประมูลพลังงานหมุนเวียนในรอบสองมากกว่ารอบแรก

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ต้นทุนก๊าซสูงกว่าคาด ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การบริหารจัดการพลังงาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง และผลกระทบต่อชุมชนใกล้เคียง

The post หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค – มองบวกต่อการประมูลพลังงานหมุนเวียนรอบสอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาราคาน้ำมันโลกผันผวน หลังเศรษฐกิจโลกส่อชะลอฉุดดีมานด์หด แต่ติดตามความไม่สงบในตะวันออกกลาง หากรุนแรงอาจดันราคาพุ่ง https://thestandard.co/global-oil-prices-fluctuate/ Wed, 07 Aug 2024 02:01:25 +0000 https://thestandard.co/?p=968127

กังวลสหรัฐฯ เข้าภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลังตัวเลขว่างงานสูงก […]

The post จับตาราคาน้ำมันโลกผันผวน หลังเศรษฐกิจโลกส่อชะลอฉุดดีมานด์หด แต่ติดตามความไม่สงบในตะวันออกกลาง หากรุนแรงอาจดันราคาพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

กังวลสหรัฐฯ เข้าภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลังตัวเลขว่างงานสูงกว่าคาด ฉุดตลาดหุ้นสหรัฐฯ และญี่ปุ่นร่วงหนัก ดันตัวเลข Volatility Index พุ่ง

 

สุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาที่ปรับตัวลดลงแรงในช่วงปลายสัปดาห์ก่อน กับเอเชียที่ปรับตัวลดลงแรงในวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 สิงหาคม) เนื่องจากเริ่มมีความกังวลว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) หลังจากสหรัฐฯ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาพบว่าอัตราการว่างงานออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ รวมทั้งการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นต่ำกว่าคาดการณ์ อีกทั้งมีตัวเลข Volatility Index หรือ VIX ปรับเพิ่มขึ้น

 

ขณะที่ Bond Yield ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงมาต่ำกว่า 4% สะท้อนภาวะว่าเข้าสู่โหมด Risk Off อีกด้านคือในฝั่งเอเชีย ซึ่งในญี่ปุ่นมีการคืนเงินกู้ยืมในสกุลเยน (Unwind Yen Carry Trade) ส่งผลให้ค่าเงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่าเพิ่มขึ้น หลังจากช่วงสัปดาห์ก่อนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นดอกเบี้ย สวนทางกับธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลก

 

ทั้งนี้ ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นสร้างความกังวลว่าเดิมค่าเงินเยนที่เคยอ่อนค่าจะเป็นปัจจัยหนุนต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในญี่ปุ่น แต่หลังจากค่าเงินเยนมีทิศทางกลับมาแข็งค่า เป็นปัจจัยกดดันให้ผลประกอบการของ บจ. ญี่ปุ่นในอนาคตมีความเสี่ยงที่จะอ่อนแอลงได้

 

นอกจากนี้ พบข้อมูลว่าจากต้นปี 2024 ถึงปัจจุบัน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในระดับที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับภาพในฝั่งของตลาดหุ้นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหรือเซมิคอนดักเตอร์ ที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างแรง ส่งผลให้มีการขายทำกำไรออกมากดดันให้ภาพรวมของตลาดหุ้นทั้ง 3 ตลาดดังกล่าวปรับตัวลดลง

 

สหรัฐฯ มีสัญญาณ Recession แรงขึ้น

 

โดย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินว่า แม้สหรัฐฯ เริ่มจะมีแนวโน้มเกิด Recession เพิ่มมากขึ้น แต่อาจยังไม่เข้าสู่ Recession แบบเต็มตัว เนื่องจากหากดูข้อมูลตัวเลข GDP ของสหรัฐฯ ยังสามารถขยายตัวได้ในระดับที่แข็งแกร่ง โดยในไตรมาส 2 ปี 2024 ยังขยายตัวได้ในระดับ 2.8% สูงกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2.1%

 

ขณะที่ข้อมูลในฝั่งผลผลิตภาคอุตสาหกรรมยังดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ รวมทั้งภาพรวมของยอดขายค้าปลีกที่ยังออกมาในระดับทรงตัว ซึ่งเป็นข้อมูลที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะออกมาหดตัว

 

นอกจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐฯ ไตรมาส 2 ปี 2024 ซึ่งทยอยออกมาสัดส่วนประมาณ 3 ใน 4 ของทั้งหมด โดยข้อมูลล่าสุดที่ออกมายังมีตัวเลขดีกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่

 

ทั้งนี้ ประเมินว่าตลาดหุ้นโลกที่ปรับตัวลดลงค่อนข้างแรง เนื่องจากเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) จึงเร่งขายทำกำไรออกมาในช่วงของวันจันทร์ที่ผ่านมา

 

มองว่าราคาน้ำมันโลกผันผวน

 

สุทธิชัยประเมินว่าตลาดน้ำมันจะได้รับผลกระทบจากภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกให้มีการใช้น้ำมันลดลง ส่วนกรณีภาพเศรษฐกิจจีนที่เริ่มเห็นสัญญาณการอ่อนแอทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลกค่อนข้างผันผวนสูง เพราะมีทั้งปัจจัยลบและปัจจัยบวกที่รออยู่ในระยะต่อไป แต่ปัจจัยลบเริ่มมีน้ำหนักเพิ่มสูงขึ้น

 

ทั้งนี้ องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ยังคงประมาณการอุปสงค์การใช้น้ำมันของโลกอยู่ในระดับต่ำ โดยในปี 2024 ประเมินว่าอุปสงค์การใช้ของน้ำมันของโลกจะเติบโตไม่ถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจาก IEA มีมุมมองว่าอุปสงค์การใช้น้ำมันจากจีนยังถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง

 

ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันของจีนในเดือนกรกฎาคมปีนี้ที่ผ่านมายังคงลดลง และถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา อีกทั้งจีนยังมีแนวโน้มจะใช้รถ EV เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบให้ความต้องการใช้น้ำมันในรถสันดาปทยอยลดลง

 

อย่างไรก็ดี กลุ่ม OPEC ยังคงมาตรการในการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันแบบสมัครใจ ซึ่งยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ดังนั้นยังต้องติดตามว่าภาพของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและกระทบอุปสงค์การใช้น้ำมันของโลกให้ชะลอตัว จะส่งผลให้กลุ่ม OPEC ตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายในการลดกำลังการผลิตน้ำมันตามแผนเดิมหรือไม่

 

อย่างไรก็ดี หาก OPEC ยังคงแผนการผลิตน้ำมันตามที่เคยประกาศไว้ ประเมินว่าจะมีผลให้ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2024 มีความเสี่ยงจะเกิดภาพของอุปทานน้ำมันมากกว่าอุปสงค์ที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งถือเป็นปัจจัยต่อราคาน้ำมัน

 

จับตาความไม่สงบในตะวันออกกลาง

 

นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์ความไม่แน่นอนจากการสู้รบในตะวันออกกลาง จากการตอบโต้ที่อิสราเอลลอบสังหารผู้นำของฮามาส ซึ่งยังต้องติดตามความคืบหน้าว่าสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าวจะดำเนินต่อไปอย่างไร โดยประเมินกรอบราคาน้ำมันในช่วงไตรมาส 3 ปี 2024 จะอยู่ในระดับ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หาก OPEC กลับมาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในช่วงไตรมาส 3 ปี 2024 มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับลดลงมาเคลื่อนไหวในกรอบ 75-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ทั้งนี้ มองว่าหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาที่ระดับดังกล่าว ถือเป็นจุดที่มีความน่าสนใจในการทำ Hedging เพราะยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาน้ำมันในอนาคต

 

สำหรับกรณีที่มีข่าวว่ากระทรวงพลังงานของไทยมีแนวคิดที่จะออกกฎหมายควบคุมราคาพลังงานน้ำมัน ยังต้องติดตามว่ารายละเอียดของกฎหมายที่จะออกมาจะเป็นอย่างไร

 

แต่ยอมรับว่าตลาดมีความกังวลล่วงหน้า โดยเฉพาะธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งกระทรวงพลังงานอาจมีแนวคิดในการออกกฎหมายเพื่อมาควบคุมราคาน้ำมันได้ทั้งหมด ทั้งในด้านของภาษีสรรพสามิตกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันเป็นไปตามที่ต้องการ

 

ทั้งยังต้องติดตามว่ากฎหมายดังกล่าวจะนำไปสู่การลดภาษีได้หรือไม่ โดยยังต้องหารือร่วมกับกระทรวงการคลังซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตว่าจะบริหารจัดการอย่างไร

 

อย่างไรก็ดี มีความกังวลว่าประเด็นดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน โดยหากดูสถิติข้อมูลช่วง 10-20 ปีย้อนหลังที่ผ่านมา พบว่ามีความพยายามปรับสูตรราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากปัจจุบันสูตรราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันของไทยอ้างอิงสูตรราคาของตลาดน้ำมันสิงคโปร์ โดยคิดค่าขนส่งน้ำมันจากสิงคโปร์มาไทยที่ประมาณ 1- 2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

โดยหากถอดค่าขนส่งออกจากต้นทุนราคาน้ำมันของไทย ประเมินว่าหุ้นโรงกลั่น ได้แก่ BCP, TOP ซึ่งราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาในช่วงดังกล่าวได้สะท้อนความกังวลในประเด็นนี้ไปแล้ว ดังนั้นจึงมองว่าให้ทยอยสะสมในหุ้นทั้ง 2 ตัวดังกล่าว

 

หุ้นโรงไฟฟ้าได้ประโยชน์จากราคาก๊าซธรรมชาติไม่ขยับขึ้น

 

ส่วนหุ้นกลุ่มไฟฟ้าที่กระทรวงพลังงานประกาศให้คงราคางวดเดือนกันยายน-ธันวาคมปีนี้ไว้ที่ 4.18 บาท ประเมินว่าราคาหุ้นกลุ่มไฟฟ้าที่ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนข้อมูลเชิงลบดังกล่าวไปแล้ว

 

ขณะที่ในระยะสั้นราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นพลังงานหลักของกลุ่มโรงไฟฟ้า คาดว่าจะยังไม่ปรับเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากปัจจุบันยุโรปยังมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติอยู่ในระดับสูง ประกอบกับทั้งยุโรปกับจีนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ค่อนข้างดี ส่งผลให้จีนยังไม่มีความต้องการก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเพื่อนำมาผลิตไฟฟ้าในระยะสั้น

 

อย่างไรก็ตาม มองว่ามีความเสี่ยงเดียวต่อกลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าคือสมการความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง หากความรุนแรงกลับมาอาจส่งผลกระทบต่อราคาก๊าซธรรมชาติให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างแรง แต่ยังเชื่อว่าในเชิงของปัจจัยพื้นฐานระยะสั้นจะยังไม่เห็นการปรับขึ้นของราคาก๊าซธรรมชาติ

 

“โดยปกติราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าจะมีการเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลง หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ามักจะปรับตัวดีขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าถือเป็นหุ้นกลุ่ม Defensive มีการก่อหนี้สูง ดังนั้นหากดอกเบี้ยเริ่มลงก็จะทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลงตามไปด้วย และมีมูลค่าหุ้นดูดีขึ้น จึงแนะนำให้หาโอกาสทยอยสะสมหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า”

 

อีกทั้งหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ายังใช้ประโยชน์จากการที่รัฐบาลกำลังจะมีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรอบใหม่

 

สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย มีธีมแนะนำให้ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายของกองทุน ThaiESG ที่ขยายวงเงินในการลดหย่อนภาษีจาก 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท อีกทั้งลดระยะเวลาการถือครองจากเดิม 8 ปี เหลือ 5 ปี ได้แก่ GULF, ADVANC, AOT, CPALL, BDMS, BBL, KTB และแนะนำ PTTEP เพื่อใช้ Hedging ความไม่แน่นอนและความผันผวนของน้ำมัน

The post จับตาราคาน้ำมันโลกผันผวน หลังเศรษฐกิจโลกส่อชะลอฉุดดีมานด์หด แต่ติดตามความไม่สงบในตะวันออกกลาง หากรุนแรงอาจดันราคาพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กผลงาน 9 หุ้นโรงไฟฟ้า ไตรมาส 1/67 กำไรร่วง 35% https://thestandard.co/q1-2024-power-plant-stocks-profits-down-35-percent/ Mon, 13 May 2024 13:16:59 +0000 https://thestandard.co/?p=932942 power-plant-stocks

หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีบริษัทขนาดใหญ่หลา […]

The post เช็กผลงาน 9 หุ้นโรงไฟฟ้า ไตรมาส 1/67 กำไรร่วง 35% appeared first on THE STANDARD.

]]>
power-plant-stocks

หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีบริษัทขนาดใหญ่หลายราย จากหุ้นในกลุ่ม SET 50 ก็มีหุ้นโรงไฟฟ้าอยู่ถึง 6 ตัว ได้แก่ GULF, EA, GPSC, EGCO, RATCH และ BGRIM

 

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาอาจไม่น่าประทับใจนัก โดยเฉพาะหากพิจารณาจาก ‘บรรทัดสุดท้าย’ หรือกำไรสุทธิของแต่ละบริษัท 

 

จากการรวบรวมข้อมูลล่าสุดของ 9 บริษัทที่รายงานผลประกอบการออกมาแล้ว ปรากฏว่า กำไรรวมลดลงไปมากถึง 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะกำไรของบริษัทอย่าง EA, GPSC, TPIPP และ BPP ที่ลดลงในระดับ 20-60% 

 

ในรายของ EA รายงานกำไรลดลง 61.70% เป็นผลจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ที่หมดระยะเวลาการรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล (Adder) จำนวน 327 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ยังมีผลกระทบจากการปรับลดค่า Ft ของทางภาครัฐและปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานลมในจังหวัดชัยภูมิจำนวน 671 ล้านบาท 

 

ส่วนหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีมูลค่าตลาด (Market Capital) มากที่สุดของไทยอย่าง GULF แม้ว่ากำไรรวมจะลดลง 9% จากปีก่อน แต่หากมองเฉพาะธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติยังคงเติบโตได้ 18.70% จากปีก่อน ส่วนธุรกิจพลังงานหมุนเวียนเติบโต 59.50% แต่ในไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและตราสารอนุพันธ์มากถึง 653 ล้านบาท 

 

ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า ระบุว่า โดยภาพรวมกำไรของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในไตรมาสไม่ได้อ่อนแอมากอย่างที่เห็นจากตัวเลขกำไรสุทธิ แต่ต้องยอมรับว่าอ่อนแอลงจากปีก่อน เนื่องจากค่า Ft ที่ลดลงในปีนี้ ทำให้กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้รับผลกระทบ

 

ขณะที่หลายบริษัทก็มีปัจจัยเฉพาะตัว เช่น BPP มีการปิดซ่อมโรงไฟฟ้าในปีนี้ โดยที่ไม่มีการปิดซ่อมเมื่อปีก่อน หรือ GPSC ที่เมื่อปีก่อนมีกำไรค่อนข้างสูงกว่าปกติ

 

อย่างไรก็ดี ธุรกิจไฟฟ้าที่ขายให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมมีกำไรที่ค่อนข้างดีในปีนี้ แม้ว่าอัตราค่าไฟฟ้าตามที่รัฐบาลประกาศจะลดลง แต่ต้นทุนของก๊าซธรรมชาติลดลงเร็วกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่กลับด้านกับเมื่อปีก่อนที่ต้นทุนก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก

 

ส่วนแนวโน้มของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในช่วงที่เหลือของปีนี้ หากพิจารณากำไรจากการดำเนินงานปกติ เชื่อว่าจะยังเติบโตได้ หนุนจากกำไรของ GULF ทั้งในส่วนของโรงไฟฟ้าใหม่ การขายไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรม และส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจสื่อสาร 

 

ในมุมของการลงทุนหุ้นโรงไฟฟ้าหลังจากนี้น่าจะล้อไปกับทิศทางของบอนด์ยีลด์ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่จ่ายปันผลคงที่อย่าง EGCO และ RATCH ซึ่งนักลงทุนบางส่วนมองหุ้นเหล่านี้เป็นเหมือนกับการลงทุนในบอนด์ หากบอนด์ยีลด์ของสหรัฐฯ ปรับลดลง หุ้นโรงไฟฟ้าจะกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง

 

power-plant-stocks

 

หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีบริษัทขนาดใหญ่หลายราย จากหุ้นในกลุ่ม SET 50 ก็มีหุ้นโรงไฟฟ้าอยู่ถึง 6 ตัว ได้แก่ GULF, EA, GPSC, EGCO, RATCH และ BGRIM

 

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาอาจไม่น่าประทับใจนัก โดยเฉพาะหากพิจารณาจาก ‘บรรทัดสุดท้าย’ หรือกำไรสุทธิของแต่ละบริษัท 

 

จากการรวบรวมข้อมูลล่าสุดของ 9 บริษัทที่รายงานผลประกอบการออกมาแล้ว ปรากฏว่า กำไรรวมลดลงไปมากถึง 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะกำไรของบริษัทอย่าง EA, GPSC, TPIPP และ BPP ที่ลดลงในระดับ 20-60%

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post เช็กผลงาน 9 หุ้นโรงไฟฟ้า ไตรมาส 1/67 กำไรร่วง 35% appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 บริษัทไฟฟ้าใหญ่ รุกลงทุนนอก ‘ราช กรุ๊ป’ ทุ่ม 590.67 ล้านดอลลาร์ ซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าในอินโดฯ ด้าน บี.กริม ใช้งบ 3.39 ล้านดอลลาร์ ซื้อหุ้นบริษัทโรงไฟฟ้าโซลาร์ใน UAE https://thestandard.co/ratch-bgrim-indonesia-uae/ Thu, 02 May 2024 04:18:02 +0000 https://thestandard.co/?p=928973 ราช กรุ๊ป บี.กริม

RATCH- BGRIM เร่งเครื่องลงทุนต่างประเทศ ‘ราช กรุ๊ป’ ทุ่ […]

The post 2 บริษัทไฟฟ้าใหญ่ รุกลงทุนนอก ‘ราช กรุ๊ป’ ทุ่ม 590.67 ล้านดอลลาร์ ซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าในอินโดฯ ด้าน บี.กริม ใช้งบ 3.39 ล้านดอลลาร์ ซื้อหุ้นบริษัทโรงไฟฟ้าโซลาร์ใน UAE appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราช กรุ๊ป บี.กริม

RATCH- BGRIM เร่งเครื่องลงทุนต่างประเทศ ‘ราช กรุ๊ป’ ทุ่ม 590.67 ล้านดอลลาร์ ปิดดีลลงทุนโรงไฟฟ้าในอินโดฯ ด้าน บี.กริม ใช้งบ 3.39 ล้านดอลลาร์ ซื้อหุ้นบริษัทโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใน UAE

 

นิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ราช กรุ๊ป หรือ RATCH แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าขอรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการเข้าซื้อหุ้นเพื่อลงทุนในกิจการโรงไฟฟ้าพลังความร้อน Paiton Energy ในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ของ PT Paiton Energy และ Minejesa Capital B.V. ในสัดส่วน 36.26% และลงทุนในธุรกิจเดินเครื่องและบํารุงรักษาโรงไฟฟ้าของ IPM Asia Pte. Ltd. 65% ผ่านบริษัท อาร์เอช อินเตอร์เนชั่นแนล (สิงคโปร์) คอร์ปอเรชั่น จํากัด (RHIS) บริษัทย่อยทางอ้อมที่บริษัทฯ ถือหุ้นทั้งจํานวนมาเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 RHIS ได้บรรลุเงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาซื้อขายหุ้น

 

ทั้งนี้บริษัทฯ ขอรายงานให้ทราบว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 RHIS ได้ชําระเงินตามมูลค่าสัญญาซื้อขายหุ้น รวมเป็นเงินประมาณ 590.67 ล้านดอลลาร์ เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้บริษัทฯ ประสบผลสําเร็จในการเข้าลงทุนในกิจการโรงไฟฟ้าพลังความร้อน Paiton Energy ในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยผลสําเร็จในครั้งนี้สอดคล้องกับแผนการลงทุน และยังช่วยสร้างพันธมิตรรายใหม่โดยสร้างโอกาสในการร่วมทุนในธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่องให้แก่กลุ่มบริษัทในอนาคตต่อไป

 

BGRIM ทุ่ม 3.39 ล้านดอลลาร์ ซื้อหุ้น ‘Three Eight Six Holdings’ ใน UAE 

 

ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ หรือ BGRIM แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567 บริษัทได้เข้าซื้อหุ้น 40% ของหุ้นสามัญทั้งหมดใน Three Eight Six Holdings Ltd. ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีมูลค่าการซื้อขายหุ้นทั้งหมด 3.39 ล้านดอลลาร์

 

Three Eight Six Holdings Ltd. มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาที่มีกำลังการผลิตรวม 33.7 เมกะวัตต์ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย และประเทศบาห์เรน

 

โดยแบ่งออกเป็นโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 5 โครงการ มีกำลังผลิตติดตั้งรวม 4.1 เมกะวัตต์ และโครงการซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาและก่อสร้างอีก 10 โครงการ ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 29.6 เมกะวัตต์ โดยมีเป้าหมายเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการ (COD) ในช่วงปี 2567-2568 

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนของตะวันออกกลางได้กำหนดเป้าหมายที่สำคัญ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีนโยบายเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนจาก 3.7 กิกะวัตต์ในปี 2566 เป็น 19.8 กิกะวัตต์ในปี 2573 เช่นเดียวกับประเทศซาอุดีอาระเบียที่มีนโยบายเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนจากต่ำกว่า 1 กิกะวัตต์ในปี 2565 เป็น 58 กิกะวัตต์ในปี 2573 (อ้างอิงจากสำนักงานพัฒนาโครงการพลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงานของประเทศซาอุดีอาระเบีย)

 

สำหรับประเทศบาห์เรน ข้อมูลจากหน่วยงานพลังงานที่ยั่งยืนของประเทศบาห์เรนมีนโยบายพลังงานหมุนเวียนที่ชัดเจน มีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเป็น 710 เมกะวัตต์ในปี 2578

The post 2 บริษัทไฟฟ้าใหญ่ รุกลงทุนนอก ‘ราช กรุ๊ป’ ทุ่ม 590.67 ล้านดอลลาร์ ซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าในอินโดฯ ด้าน บี.กริม ใช้งบ 3.39 ล้านดอลลาร์ ซื้อหุ้นบริษัทโรงไฟฟ้าโซลาร์ใน UAE appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นโรงไฟฟ้ากับมูลค่าที่หายไปกว่า 5 แสนล้านบาท ทิศทางปีหน้าจะเป็นอย่างไร หากรัฐบาลยังตรึงค่าไฟ https://thestandard.co/power-plant-stocks-disappeared-for-5-hundred-billion-baht/ Thu, 21 Dec 2023 11:40:02 +0000 https://thestandard.co/?p=879624 หุ้นโรงไฟฟ้า

ผลงานของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าของไทยในปีนี้เรียกได้ว่าไม่สู้ […]

The post หุ้นโรงไฟฟ้ากับมูลค่าที่หายไปกว่า 5 แสนล้านบาท ทิศทางปีหน้าจะเป็นอย่างไร หากรัฐบาลยังตรึงค่าไฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นโรงไฟฟ้า

ผลงานของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าของไทยในปีนี้เรียกได้ว่าไม่สู้ดีนัก ด้วยมูลค่ารวมที่ลดลงไปราว 30% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท โดยเฉพาะหุ้นอย่าง บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) และ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ที่มูลค่าลดลงไป 1.14 แสนล้านบาท และ 1.94 แสนล้านบาทตามลำดับ 

 

THE STANDARD WEALTH ได้รวบรวมข้อมูลของหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) มากกว่า 2 หมื่นล้านบาท จำนวน 11 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2566) พบว่ามูลค่าของแต่ละบริษัทต่างลดลงจากปลายปี 2565 โดยหลายบริษัทมีมูลค่าลดลงไปมากถึง 30-50% 

 

 

จักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าถูกกดดันจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1. ผลการดำเนินงานที่อ่อนแอลง เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนเชื้อเพลิง ขณะเดียวกันค่า Ft ที่กำหนดจากภาครัฐก็ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เนื่องจากรัฐบาลต้องการตรึงราคาค่าไฟฟ้า และ 2. อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นกดดันให้มูลค่าหุ้นลดลง เนื่องจากธุรกิจโรงไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่มีกระแสเงินสดค่อนข้างคงที่ เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราคิดลด (Discount Rate) สูงขึ้น

 

“ทั้งสองปัจจัยทำให้มูลค่าหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาจะเห็นว่าราคาหุ้นกลุ่มนี้เริ่มฟื้นตัวได้บ้าง เนื่องจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยน่าจะผ่านจุดพีคไปแล้ว แต่ประเด็นที่ยังต้องติดตามคือ นโยบายของภาครัฐเกี่ยวกับเรื่องค่าไฟฟ้า” 

 

ล่าสุด รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาค่าไฟฟ้างวดใหม่สำหรับเดือนมกราคม – เมษายน 2567 ซึ่งมีความต้องการจะกำหนดไม่ให้เกิน 4.2 บาทต่อหน่วย ขณะที่นายกรัฐมนตรีต้องการจะกำหนดให้ไม่เกิน 4.1 บาทต่อหน่วย 

 

จักรพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นจาก 3.99 บาทต่อหน่วย เป็น 4.2 บาทต่อหน่วย ต้องพิจารณาร่วมกับต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติว่าจะเพิ่มขึ้นเท่าใด หากค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ปัจจัยดังกล่าวจะยังเป็นแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าต่อไป 

 

อย่างไรก็ตาม จุดที่แย่ที่สุดของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าน่าจะผ่านไปแล้ว จากอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มจะปรับลงในปีหน้า ขณะที่ต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เคยพุ่งขึ้นไปถึง 50 ดอลลาร์ต่อตัน ปัจจุบันก็ลดลงมาเหลือ 12-13 ดอลลาร์ต่อตัน

The post หุ้นโรงไฟฟ้ากับมูลค่าที่หายไปกว่า 5 แสนล้านบาท ทิศทางปีหน้าจะเป็นอย่างไร หากรัฐบาลยังตรึงค่าไฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟันธง! หุ้นโรงไฟฟ้าผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ลุ้นกำไรปี 66 แตะ 5.3 หมื่นล้านบาท ระยะยาวมี Upside จากการเปิดประมูลพลังงานหมุนเวียนกว่า 8,000 เมกะวัตต์ https://thestandard.co/power-plant-stocks-have-bottomed-out/ Mon, 17 Apr 2023 08:25:00 +0000 https://thestandard.co/?p=777742 หุ้น โรงไฟฟ้า

ธุรกิจกลุ่มพลังงานโรงไฟฟ้ากลับมาคึกคักและมีความหวังในกา […]

The post ฟันธง! หุ้นโรงไฟฟ้าผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ลุ้นกำไรปี 66 แตะ 5.3 หมื่นล้านบาท ระยะยาวมี Upside จากการเปิดประมูลพลังงานหมุนเวียนกว่า 8,000 เมกะวัตต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น โรงไฟฟ้า

ธุรกิจกลุ่มพลังงานโรงไฟฟ้ากลับมาคึกคักและมีความหวังในการสร้างการเติบโตของกำไรและรายได้อีกครั้ง หลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ออกประกาศว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ครั้งที่ 17/2566 (ครั้งที่ 845) วันที่ 5 เมษายน 2566 ได้พิจารณาเห็นชอบรายชื่อผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าที่ได้รับการคัดเลือกตามระเบียบ กกพ. สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 ซึ่งมีผู้ผ่านการพิจารณาคัดเลือก 175 ราย ปริมาณเสนอขายรวม 4,852.26 เมกะวัตต์ (MW) จากรายชื่อผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าที่ผ่านเกณฑ์คะแนนความพร้อมทางด้านเทคนิคขั้นต่ำ ตามเกณฑ์ผ่านหรือไม่ผ่าน (Pass/Fail Basis) รวมทั้งสิ้น 386 ราย 

 

สำหรับเชื้อเพลิงขยะอุตสาหกรรม ที่ผ่านมาสำนักงาน กกพ. ได้ประกาศรายชื่อผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าที่ผ่านเกณฑ์คะแนนความพร้อมทางด้านเทคนิคขั้นต่ำ ตามเกณฑ์ผ่านหรือไม่ผ่าน (Pass/Fail Basis) ตามระเบียบ กกพ. ว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565-2573 สำหรับขยะอุตสาหกรรม พ.ศ. 2565 ซึ่งมีผู้ผ่านการพิจารณา 18 ราย โดย กกพ. ในการประชุมครั้งที่ 17/2566 วันที่ 5 เมษายน 2566 ได้พิจารณาเห็นชอบรายชื่อผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าที่ได้รับการคัดเลือกตามระเบียบ กกพ. สำหรับขยะอุตสาหกรรม พ.ศ. 2565 ซึ่งมีผู้ผ่านการพิจารณาคัดเลือก 13 ราย ปริมาณเสนอขายรวม 100 เมกะวัตต์

 

โบรกเกอร์มองเป็นปัจจัยหนุนกำไรกลุ่มโรงไฟฟ้า

 

เบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า หลังจากที่ กกพ. ประกาศผลการประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยมีผู้ผ่านการคัดเลือก 4,852 เมกะวัตต์ 

 

ทั้งนี้จะมีหนังสือแจ้งให้ผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าที่ได้รับการคัดเลือกทราบและยอมรับเงื่อนไขการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายในวันที่ 19 เมษายน 2566 โดยโครงการที่ผ่านการคัดเลือกทั้งหมดจะต้องเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในปี 2573

 

โดยจากข้อมูลการรายงานข่าวผ่านสื่อพบว่า GULF ได้โครงการมากที่สุด บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ผ่านการประมูล ประกอบด้วย

 

  1. บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ หรือ GULF จำนวน 2,500 เมกะวัตต์
  2. บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง หรือ GUNKUL จำนวน 832 เมกะวัตต์
  3. บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ หรือ BGRIM จำนวน 339 เมกะวัตต์
  4. บมจ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น หรือ SSP จำนวน 170 เมกะวัตต์
  5. บมจ.เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ หรือ ETC จำนวน 80 เมกะวัตต์ โดยทั้งหมดเป็นโรงไฟฟ้าขยะ
  6. บมจ.ราช กรุ๊ป หรือ RATCH จำนวน 27 เมกะวัตต์
  7. บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC จำนวน 16 เมกะวัตต์
  8. บมจ.บีซีพีจี หรือ BCPG จำนวน 12 เมกะวัตต์

 

ส่วนบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้ารายใหญ่ คือ บมจ.ผลิตไฟฟ้า หรือ EGCO ไม่มีโครงการที่ชนะการประมูลในรอบนี้ 

 

อย่างไรก็ตาม จากผลการประมูลครั้งประเมินผลกระทบกำไรยังมีอย่างจำกัด โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ เช่น GULF, BGRIM, GPSC, RATCH, BCPG ภายในสมมติฐานกำไรของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 1.2 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ และโครงการพลังงานลมอีกประมาณ 3 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ 

 

นอกจากนี้ ประเมินว่าโอกาสของกำไรเติบโตก้าวกระโดดมากที่สุดคือ ETC จากฐานกำไรที่ต่ำ และ GUNKUL จากโครงการรับเหมาก่อสร้างที่คาดว่าจะเข้ามาอย่างมากในอีก 7 ปี เตรียมการประมูลรอบใหม่เป็นแรงหนุนต่อเนื่อง หลังจากการประมูลรอบแรกผ่านไป คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เตรียมจัดประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรอบใหม่ เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในประเทศไทย 

 

ประกอบด้วยโซลาร์ฟาร์มแบบติดตั้งบนพื้นดินและระบบการเก็บพลังงาน 2,632 เมกะวัตต์, พลังงานลม 1,000 เมกะวัตต์, ก๊าซชีวภาพ 335 เมกะวัตต์ และโครงการพลังงานขยะอุตสาหกรรม 30 เมกะวัตต์ การประมูลคาดว่าจะมีขึ้นในรัฐบาลชุดต่อไป โดยจะเป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญสำหรับกลุ่มโรงไฟฟ้า และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการด้านพลังงานทดแทน

 

กลุ่มโรงไฟฟ้ากำไรปี 2566 โตแรง 40%

 

นอกจากนี้ ประเมินว่ากำไรของกลุ่มโรงไฟฟ้าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 4/65 ด้วยต้นทุนก๊าซที่ทยอยลดลง อีกทั้งยังมีดีมานด์การใช้ไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง และไม่มีแผนการปิดซ่อมโรงไฟฟ้า  ดังนั้นประเมินว่าจะเห็นการฟื้นตัวของกำไรของกลุ่มโรงไฟฟ้าตั้งแต่ไตรมาส 1/66 เป็นต้นไป 

 

และคาดว่ากำไรของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในปี 2566 จะเพิ่มขึ้น 40% เป็นประมาณ 5.3 หมื่นล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากฐานกำไรปี 2565 ที่ต่ำ รวมทั้งต้นทุนก๊าซที่ลดลง และอุปสงค์ที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งหลังสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย

 

ดังนั้นยังคงมีมุมมองบวกต่อกลุ่ม และยังคงให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มโรงไฟฟ้าของไทยเป็นมากกว่าตลาด (Overweight) โดยปัจจัยบวกดังนี้

 

  1. ดอกเบี้ยขาขึ้นใกล้จะถึงจุดสูงสุดในไม่ช้า
  2. ต้นทุนพลังงานลดลงในปี 2566 
  3. กำไรของกลุ่มได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
  4. กระทรวงพลังงานจะมีการเปิดประมูลพลังงานทดแทนรอบใหม่อีก 3,660 เมกะวัตต์ โดยรอรัฐบาลชุดใหม่ที่จะมาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ดำเนินการ

 

โบรกเกอร์พร้อมใจยก GULF เป็น Top Pick

 

เบญจพลกล่าวว่า แนะนำ GULF เป็น Top Pick ของกลุ่ม เพราะเป็นบริษัทที่ชนะการประมูลจำนวนเมกะวัตต์มาสูงสุด ซึ่งหลังจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ชนะการประมูลมาจำนวน 2,500 เมกะวัตต์ เริ่ม COD จะช่วยให้ระหว่างปี 2567-2573 มีกำไรสุทธิเพิ่มเข้ามาอีกประมาณ 300-400 ล้านบาทต่อปี หรือมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอีกราว 1% ต่อปี 

 

กรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี พัฒนสิน กล่าวว่า หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ชนะการประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของ กกพ. ถือว่าเป็นปัจจัยบวกที่มี Upside ต่อกำไรของกลุ่ม โดย GULF เป็นบริษัทที่ชนะการประมูลได้จำนวนเมกะวัตต์ที่สูงสุดเป็นอันดับที่ 1 รองลงมาคือ GUNKUL ที่ได้จำนวนเมกะวัตต์ที่สูงสุดเป็นอันดับที่ 2 

 

อย่างไรก็ดี โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดขนาดกำลังผลิตรวมประมาณ 5,200 เมกะวัตต์ ยังต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างจึงจะเริ่มทยอย COD อย่างมีนัยสำคัญในระหว่างปี 2569-2573 ซึ่งเป็น Upside ต่อกำไรในระยะยาว

 

ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิของกลุ่มโรงไฟฟ้าในปี 2566-2567 มองว่า GULF มีความน่าสนใจ โดยแนะนำ GULF เป็น Top Pick ของกลุ่ม โดยให้ราคาเหมาะสมปี 2566 ที่ 55 บาท อีกทั้งมีโอกาสปรับขึ้นอีกจากปัจจัยบวกที่มีการชนะการประมูลได้เมกะวัตต์สูงสุดของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ขณะที่ฐานกำไรในปี 2566-2567 จะเติบโตเฉลี่ย 37% ต่อปีจากโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ที่ทยอย COD รวมถึงค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าขึ้นจะเป็นบวกกับกลุ่มโรงไฟฟ้า 

 

รวมถึง GPSC ที่มองว่าน่าสนใจในการลงทุน โดยให้ราคาเหมาะสมปี 2566 ที่ 84 บาท แม้ในการประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรอบนี้จะได้ชนะได้จำนวนเมกะวัตต์มาไม่มาก เนื่องจากประเมินว่าใน 2 ปีระหว่าง 2566-2567 กำไรสุทธิจะเติบโตสูงเฉลี่ยรวมประมาณ 600% เพราะเปรียบเทียบกับฐานที่ต่ำและมีผลการขาดทุนในปี 2565 อีกทั้งในปี 2566-2567 จะมีโครงการโรงไฟฟ้าจำนวนมากทยอย COD ในทุกไตรมาส 

 

GUNKUL คาดกำไร-รายได้ธุรกิจไฟฟ้าโตกว่า 100% 

 

โศภชา ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการบริหาร GUNKUL ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD WEALTH ว่า บริษัทชนะการประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของ กกพ. ได้สัญญาขายไฟฟ้าขนาดรวม 832 เมกะวัตต์ ถือเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ เพราะปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตโรงไฟฟ้ารวมประมาณ 700 เมกะวัตต์ 

 

ดังนั้นประเมินว่าจากปัจจัยดังกล่าวจะส่งต่อกำไรและรายได้ของธุรกิจโรงไฟฟ้าของบริษัทมีโอกาสเติบโตขึ้นมากกว่า 100% ในช่วง 5 ปี มาจากการที่โครงการไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาด 832 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 4 หมื่นล้านบาท โดยสำหรับแหล่งเงินลงทุนบริษัทเตรียมความพร้อมไว้แล้ว โดยจะเงินลงทุนในรูปแบบสินเชื่อโครงการ (Project Finance) โดยคาดว่าโครงการไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาด 832 เมกะวัตต์ จะเริ่มทยอย COD ในปี 2569 และจะทยอย COD ครบทั้งหมดในปี 2573 

 

นอกจากนี้บริษัทยังเตรียมความพร้อมในการยื่นเข้าประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรอบใหม่ที่กระทรวงพลังงานจะเปิดให้เอกชนยื่นประมูลเพิ่มเติมอีกประมาณ 3,600 เมกะวัตต์ ซึ่งมีความคาดหวังว่าจะสัญญาขายไฟฟ้าเพิ่มเติม จากในรอบล่าสุดที่เปิดประมูลไปแล้ว 4,852.26 เมกะวัตต์ โดยการประมูลทั้ง 2 รอบมีขนาดการรับซื้อไฟฟ้ารวมกันประมาณ 8,452 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าการเปิดประมูลรอบใหม่จะเกิดขึ้นได้ภายหลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งแล้วเสร็จ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ฟันธง! หุ้นโรงไฟฟ้าผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ลุ้นกำไรปี 66 แตะ 5.3 หมื่นล้านบาท ระยะยาวมี Upside จากการเปิดประมูลพลังงานหมุนเวียนกว่า 8,000 เมกะวัตต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 อันดับหุ้นโรงไฟฟ้าใหญ่ ผลตอบแทนราคาไตรมาส 1/65 เป็นอย่างไร https://thestandard.co/top-10-power-plant-stocks-1-2022/ Fri, 01 Apr 2022 15:06:44 +0000 https://thestandard.co/?p=613280 หุ้นโรงไฟฟ้า

ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มพลังงาน-สาธารณูปโภค […]

The post 10 อันดับหุ้นโรงไฟฟ้าใหญ่ ผลตอบแทนราคาไตรมาส 1/65 เป็นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นโรงไฟฟ้า

ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มพลังงาน-สาธารณูปโภค (ENERG) เป็นกลุ่มที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมสูงสุด และถ้าแยกย่อยออกไปจะพบว่า หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าได้รับความนิยมจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก เพราะมีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ และยังได้อานิสงส์จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนดันราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์พุ่ง โดยเฉพาะราคาค่าไฟฟ้าขยับตัวสูงขึ้นอย่างน่าสนใจ ซึ่งน่าจะส่งผลดีในอนาคตต่อหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า

 

ทีมงาน THE STANDARD WEALTH ได้รวบรวมข้อมูล 10 อันดับหุ้นโรงไฟฟ้า ที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงที่สุด เพื่อตรวจสอบว่าผลตอบแทนด้านราคา ในช่วงไตรมาส 1/65 (ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2564 ถึง 31 มีนาคม 2565) เป็นอย่างไร

 

The post 10 อันดับหุ้นโรงไฟฟ้าใหญ่ ผลตอบแทนราคาไตรมาส 1/65 เป็นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หุ้นไทย’ การฟื้นตัวยังเปราะบาง กังวลเศรษฐกิจชะลอตัวและโควิดกลับมาแพร่ระบาดในเอเชีย https://thestandard.co/thai-stocks-recovery-and-economy/ Mon, 21 Mar 2022 10:44:17 +0000 https://thestandard.co/?p=608103 หุ้นไทย

ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) เริ่มฟื้นตัว หลังหลุดต่ำกว่า 1,6 […]

The post ‘หุ้นไทย’ การฟื้นตัวยังเปราะบาง กังวลเศรษฐกิจชะลอตัวและโควิดกลับมาแพร่ระบาดในเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทย

ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) เริ่มฟื้นตัว หลังหลุดต่ำกว่า 1,600 จุดในช่วงสั้น จากข่าวสหรัฐฯ แบนการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง ส่งผลให้เกิดความกังวลเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวและเกิดภาวะเงินเฟ้อ กดดันให้ SET ปรับลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,580 จุด แต่ด้วยความคาดหวังเชิงบวกต่อข่าวการเจรจากันระหว่างรัสเซียและยูเครน Fed ส่งสัญญาณเรื่องนโยบายการเงินชัดเจนขึ้น และจีนเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวกลับขึ้นมาเคลื่อนไหวเหนือ 1,600 จุดได้ 

 

โดยมีแรงหนุนหลักจาก Fund Flow ไหลเข้า สะท้อนได้จากนักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิรายเดียวกว่า 1.8 หมื่นล้านบาทในช่วงระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 18 มีนาคม ทั้งนี้ แรงซื้อส่วนใหญ่เข้ามาในหุ้นธนาคาร (KBANK, BBL) หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ (KCE, HANA) หุ้นการแพทย์ (BDMS, BCH) รวมทั้งหุ้นโรงไฟฟ้า (GPSC, BGRIM) ที่ได้อานิสงส์รัฐมีมติปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) อีก 23.38 สตางค์ต่อหน่วยงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมนี้ 

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

ด้านแนวโน้ม SET ขึ้นมาเคลื่อนไหวใกล้บริเวณ 1,700 จุด ซึ่งมองเริ่มมี Upside จำกัด และมีโอกาสกลับมาอ่อนตัวอีกครั้ง หลังมีความกังวลภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงในระยะถัดไป และยังมีผลต่อเนื่องที่ต้องติดตามจากการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมทั้งนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากกว่า คาดอาจนำไปสู่ความเสี่ยงใหม่ได้ 

 

ขณะเดียวกันสถานการณ์การแพร่ระบาดหนักของโควิดในประเทศการผลิตอย่างจีน เกาหลีใต้ และเวียดนาม ยังเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญที่อาจนำไปสู่การชะงักของห่วงโซ่อุปทานในระยะสั้นได้ ทำให้ภายใต้การฟื้นตัวของตลาดที่ยังเปราะบาง โดยมีประเด็นที่ต้องติดตามทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมทั้งสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิดที่รุนแรงขึ้นของหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ และเวียดนาม 

 

รวมทั้งในไทย ซึ่งอาจกดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจ ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ Selective Buy ในหุ้นเชิงรับที่มีคุณภาพและมีปัจจัยบวกเฉพาะ ได้แก่ 

 

  1. กลุ่มหุ้นที่ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มเติบโตดี มีผลกระทบจำกัดจากปัจจัยภายนอกอย่าง KBANK, AMATA, LH, GULF, ADVANC และ ONEE 
  2. กลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะมีการฟื้นตัวจากสถานการณ์ในยูเครนคลี่คลายอย่าง DELTA, MINT, IVL และ SCGP 
  3. กลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นหรือทนทานต้นทุนที่สูงขึ้นได้ และมีอำนาจกำหนดราคาสูงอย่าง BDMS, CPALL, BJC, ADVANC และ OSP  
  4. กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานชะงักระยะสั้น (Supply Disruption) อย่างหุ้นเดินเรือ RCL และ PSL ส่วนกลุ่มหุ้นที่ควรเพิ่มความระมัดระวังการลงทุนหรือลดน้ำหนักถือครอง ได้แก่ กลุ่มหุ้นที่คาดได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงานที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างกลุ่มรับเหมาฯ, กลุ่มยานยนต์, กลุ่มเกษตร และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ 

 

ทั้งนี้ ในบรรดากลุ่มหุ้นต่างๆ ที่แนะนำ ผมนำมาจัดพอร์ตหุ้นจำนวน 5 ตัว เพื่อเป็นแนวทางสำหรับท่านนักลงทุน ดังนี้ 

 

  1. IVL มีโมเมนตัมบวกจากราคาฝ้ายฟื้นตัวขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความต้องการที่มากขึ้นใน PTA และคาดว่ากำไรเติบโต 48%YoY ในปี 2565 
  2. OSP คาดว่ากำไรฟื้นตัวขึ้นในปี 2565 และมองเป็นหุ้นที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นหรือทนทานต่อต้นทุนที่สูงขึ้นได้ และมีอำนาจกำหนดราคาสูง 
  3. BDMS หุ้นทนทานต่อความผันผวนของตลาดได้ดีและมีพื้นฐานแกร่ง โดยปี 2565 คาดว่ากำไรเติบโต 21%YoY จากจำนวนผู้ป่วยทั้งไทยและต่างชาติที่เพิ่มขึ้นหลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย 
  4. PSL หุ้นเดินเรือที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานชะงักงันระยะสั้น (Supply Disruption) และได้อานิสงส์จากค่าระวางเรือมีโมเมนตัมปรับขึ้น หลังการปิดน่านฟ้าของรัสเซียทำให้ค่าขนส่งทางอากาศเพิ่มขึ้น 
  5. AMATA หุ้นที่ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มเติบโตดี โดยคาดว่ากำไรในปี 2565 เติบโตขึ้น 38%YoY และมองเป็นหุ้นที่มีผลกระทบจำกัดจากปัจจัยภายนอก 

 

ติดตามข่าวสารศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน เพิ่มเติมได้ที่ Facebook: THE STANDARD WEALTH และ YouTube: THE STANDARD

The post ‘หุ้นไทย’ การฟื้นตัวยังเปราะบาง กังวลเศรษฐกิจชะลอตัวและโควิดกลับมาแพร่ระบาดในเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘PTC’ เข้าเทรดวันแรกแกร่ง ราคาพุ่งเหนือจอง 92.85% ผู้บริหารย้ำเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าต่อเนื่อง https://thestandard.co/ptc-set-traded/ Tue, 15 Feb 2022 05:04:07 +0000 https://thestandard.co/?p=594530 PTC

หุ้น บมจ.พรีเมียร์ แทงค์ คอร์ปอเรชั่น หรือ PTC เข้าซื้อ […]

The post ‘PTC’ เข้าเทรดวันแรกแกร่ง ราคาพุ่งเหนือจอง 92.85% ผู้บริหารย้ำเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTC

หุ้น บมจ.พรีเมียร์ แทงค์ คอร์ปอเรชั่น หรือ PTC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai วันนี้ (15 กุมภาพันธ์) วันแรก ราคาเปิดการซื้อขายปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าราคาจองซื้อ 92.85% ด้านผู้บริหารย้ำแผนศึกษาโครงการโรงไฟฟ้าต่อเนื่อง หวังได้ข้อสรุปปีนี้หากนโยบายรัฐชัดเจน 

 

หุ้น PTC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai วันนี้วันแรก บรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างคึกคัก โดยเปิดการซื้อขายที่ 6.75 บาท เพิ่มขึ้น 3.25 บาท หรือ 92.85% จากราคา IPO ที่ 3.50 บาท จากนั้นราคาไต่ระดับแตะราคาสูงสุดที่ 6.85 บาท มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นระดับ 770 ล้านบาท 

 

ทั้งนี้ บมจ.พรีเมียร์ แทงค์ คอร์ปอเรชั่น หรือ PTC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 1,435 ล้านบาท

 

บริษัทดำเนินธุรกิจคลังน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 17 ของพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 โดยมีบริการหลักคือ รับ เก็บ และจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ปัจจุบันมีคลังน้ำมัน 2 แห่ง ได้แก่ คลังน้ำมันเชื้อเพลิงที่จังหวัดขอนแก่น มีถังเก็บน้ำมัน 10 ถัง ปริมาตรรวมประมาณ 9.0 ล้านลิตร มีความสามารถรับและจ่ายน้ำมันได้ปีละ 1,400 ล้านลิตร และ 1,400 ล้านลิตร ตามลำดับ และคลังน้ำมันเชื้อเพลิงที่จังหวัดศรีสะเกษ มีถังเก็บน้ำมัน 10 ถัง ปริมาตรรวมประมาณ 9.7 ล้านลิตร มีความสามารถรับและจ่ายน้ำมันได้ปีละ 830 ล้านลิตร และ 770 ล้านลิตร ตามลำดับ 

 

กลุ่มลูกค้าของ PTC แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ



1. ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 รายใหญ่ (ลูกค้าทางตรง) ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการหลัก คือ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) รายเดียว

2. สถานีบริการน้ำมัน (ลูกค้าทางอ้อม) กลุ่มเป้าหมายหลัก คือสถานีบริการน้ำมันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและตอนล่าง 

 

ทั้งนี้ บริษัทได้เพิ่มบริการผสมน้ำมันเชื้อเพลิงพื้นฐานตามสูตรที่ผู้ค้าน้ำมันต้องการที่คลังศรีสะเกษ ส่งผลให้บริษัทสามารถให้บริการแก่สถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของผู้ค้าน้ำมันได้หลายราย

 

PTC มีทุนชำระแล้ว 205 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 300 ล้านหุ้น และหุ้น IPO 110 ล้านหุ้น โดยเสนอขายในราคาหุ้นละ 3.50 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 385 ล้านบาท 

 

ทั้งนี้ การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E Ratio) ที่ 13.81 เท่า คำนวณจากกำไรสุทธิใน 4 ไตรมาสล่าสุด (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 – 30 กันยายน 2564) ซึ่งเท่ากับ 103.93 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (Fully Diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.25 บาท 

 

PTC มีผู้ถือหุ้นใหญ่หลัง IPO ได้แก่ กลุ่มครอบครัวบูรพพัฒนพงศ์ ถือหุ้น 51.16%, บริษัท ซีโฟร์ คอร์ปอเรชั่น (บริษัทย่อยถือหุ้น 100% โดย TAPAC) ถือหุ้น 16.83% บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะกิจการ ภายหลังจากหักเงินทุนสำรองต่างๆ ตามกฎหมาย  

 

วีรวัฒน์ บูรพพัฒนพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พรีเมียร์ แทงค์ คอร์ปอเรชั่น หรือ PTC กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการระดมทุนครั้งนี้ เพื่อนำเงินไปชำระคืนเงินกู้แก่สถาบันการเงิน ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจของบริษัท นอกจากนี้ PTC มีโครงการก่อสร้างจุดรับน้ำมันทางรถไฟที่คลังศรีสะเกษ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการแก่ลูกค้าทั้งในด้านการลดต้นทุนการขนส่งน้ำมันของลูกค้า

 

ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้าศึกษาธุรกิจโรงไฟฟ้าตามแผน ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่ และลดความเสี่ยงเรื่องการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน โดยคาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับธุรกิจโรงไฟฟ้าได้ในปีนี้หากภาครัฐมีความชัดเจนด้านนโยบาย

 

“เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV มองเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส โดยจากงานวิจัยและตัวเลขสถิติต่างๆ ทำให้เชื่อว่าความต้องการใช้น้ำมันยังคงมีสูงอย่างต่อเนื่องในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม บริษัทก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและศึกษาโอกาสธุรกิจใหม่ๆ ต่อเนื่อง และโอกาสจากการสร้างรายได้เพิ่มจากคอนเซปต์ Revenue Sharing ที่บริษัทค่อนข้างแข็งแกร่ง เพราะหลายธุรกิจมองน้ำมันเป็น Sunset จึงไม่มีแผนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันเพิ่ม ก็เป็นโอกาสของเรา” วีรวัฒน์กล่าว  

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘PTC’ เข้าเทรดวันแรกแกร่ง ราคาพุ่งเหนือจอง 92.85% ผู้บริหารย้ำเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น ‘โรงไฟฟ้า’ รูดยกแผง พิษต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่ง กดดันกำไรยาวถึงไตรมาส 4 นักวิเคราะห์แนะลดน้ำหนักลงทุน รอดูราคาพลังงานต้นปีหน้า https://thestandard.co/power-plant-shares-declined/ Mon, 08 Nov 2021 11:03:41 +0000 https://thestandard.co/?p=557566 Power plant shares

หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าปรับตัวลดลงถ้วนหน้า โดยหุ้น GUNKUL ดิ่ […]

The post หุ้น ‘โรงไฟฟ้า’ รูดยกแผง พิษต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่ง กดดันกำไรยาวถึงไตรมาส 4 นักวิเคราะห์แนะลดน้ำหนักลงทุน รอดูราคาพลังงานต้นปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Power plant shares

หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าปรับตัวลดลงถ้วนหน้า โดยหุ้น GUNKUL ดิ่ง 12% รับความกังวลต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่ม กดดันความสามารถในการทำกำไร ขณะที่ GPSC แจ้งผลประกอบการไตรมาส 3 กำไร 1.88 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ ฉุดหุ้นอื่นๆ ในกลุ่มร่วงตาม

 

วันนี้ (8 พฤศจิกายน) ราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าปรับตัวลดลงอย่างหนัก นำโดย

 

GUNKUL ลดลง 12.22% ปิดการซื้อขายที่ 4.74 บาท

GPSC ลดลง 3.18% ปิดการซื้อขายที่ 76 บาท

GULF ลดลง 2.34% ปิดการซื้อขายที่ 41.75 บาท 

BGRIM ลดงลง 2.86% ปิดการซื้อขายที่ 42.50 บาท  

RATCH ลดลง 2.22% ปิดการซื้อขายที่ 44 บาท

SOLAR ลดลง 2.20% ปิดการซื้อขายที่ 1.78 บาท 

EGCO ลดลง 0.85% ปิดการซื้อขายที่ 175 บาท

 

เอกรินทร์ วงษ์ศิริ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า ราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก สาเหตุหลักน่าจะมาจากความกังวลเรื่องต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญที่จะกดดันต่อศักยภาพการทำกำไรของโรงไฟฟ้า 

 

โดยการปรับเพิ่มขึ้นของต้นทุนเชื้อเพลิง ทั้งราคาน้ำมันและราคาแก๊ส จะทำให้แนวโน้มกำไรของโรงไฟฟ้าในไตรมาส 4 อ่อนแอต่อเนื่อง เพราะผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าไม่สามารถผลักภาระค่าไฟฟ้าให้กับลูกค้าได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ กลุ่มโรงไฟฟ้าที่จะได้รับผลกระทบหนักจากประเด็นนี้คือผู้ที่ขายไฟให้กับลูกค้าภาคอุตสาหกรรม (IU) เป็นหลัก 

 

นอกจากนี้ยังมีประเด็นความกังวลกรณีที่ภาคเอกชนเรียกร้องให้ กฟผ. ตรึงค่าไฟ (FT) ไม่ให้สูงขึ้น ซึ่งกดดันต่อราคาขายไฟที่โรงไฟฟ้าขายให้กับ กฟผ. เช่นกัน 

 

เขากล่าวว่า ผลประกอบการของ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ในไตรมาส 3/64 ที่มีกำไรสุทธิ 1.88 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ส่วนใหญ่ของนักวิเคราะห์ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้หุ้นโรงไฟฟ้าปรับลดลงในวันนี้ เพราะนักลงทุนอาจจะใช้ผลประกอบการ GPSC เป็นไกด์ไลน์ไปสู่หุ้นอื่น 

 

“ปัจจัยเรื่องต้นทุนเชื้อเพลิงจะกดดันผู้ประกอบการกลุ่มโรงไฟฟ้าไปจนถึงไตรมาส 4 ปีนี้ เพราะผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายไฟให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงได้ ซึ่งจะทำให้แนวโน้มกำไรกลุ่มนี้ย่อตัว หรือต่ำกว่าคาดการณ์ในไตรมาส 3 และ 4” 

 

ทั้งนี้ แนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุน และรอดูทิศทางราคาพลังงานในช่วงปลายปีนี้ก่อน ค่อยทยอยเข้าลงทุนใหม่ในต้นปีหน้า 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post หุ้น ‘โรงไฟฟ้า’ รูดยกแผง พิษต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่ง กดดันกำไรยาวถึงไตรมาส 4 นักวิเคราะห์แนะลดน้ำหนักลงทุน รอดูราคาพลังงานต้นปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
TTCL ราคาวิ่ง 10% หลังคว้างานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะที่เวียดนาม มูลค่า 2 พันล้านบาท https://thestandard.co/ttcl-stock-increase-after-grabbing-construction-of-waste-power-plant-in-vietnam/ Mon, 13 Sep 2021 06:07:24 +0000 https://thestandard.co/?p=535988 TTCL

ราคาหุ้น บมจ.ทีทีซีแอล หรือ TTCL วันนี้ (13 กันยายน) ปร […]

The post TTCL ราคาวิ่ง 10% หลังคว้างานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะที่เวียดนาม มูลค่า 2 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
TTCL

ราคาหุ้น บมจ.ทีทีซีแอล หรือ TTCL วันนี้ (13 กันยายน) ปรับตัวเพิ่มขึ้นทันทีที่เปิดการซื้อขาย จากนั้นราคายังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและปิดการซื้อขายช่วงเช้าที่ระดับ 4.92 บาท เพิ่มขึ้น 0.48 บาท หรือ 10.81% มูลค่าการซื้อขาย 245.59 ล้านบาท

 

โดยการซื้อขายช่วงเช้าราคาหุ้นแตะระดับสูงสุดที่ 5.05 บาท เพิ่มขึ้น 0.61 บาท หรือ 13.74%

 

ฮิโรโนบุ อิริยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีทีซีแอล หรือ TTCL เปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า บริษัทและ TTCL Vietnam Corporation Limited (TVC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้รับหนังสือแจ้งเจตจำนงสำหรับโครงการก่อสร้างใหม่ในประเทศเวียดนามจาก Thang Long Energy Environment JSC

 

โดยเป็นการออกแบบวิศวกรรม, การจัดซื้อเครื่องจักรและวัสดุอุปกรณ์, การก่อสร้างและทดสอบการเดินเครื่อง โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ Municipal Solid Waste to Energy in Bac Ninh ตั้งอยู่ที่เขต Bac Ninh มูลค่าโครงการ 60 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาโครงการประมาณ 24 เดือน

 

ด้านผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/64 บริษัทมีกำไรสุทธิ 114.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 228.83% จากไตรมาส 2/63 ที่ขาดทุนสุทธิ 88.64 ล้านบาท เนื่องจากกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อย GNE Tsuno และ BNE

 

รวมถึงกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน สาเหตุมาจากการอ่อนค่าของสกุลเงินบาทระหว่างงวด อีกทั้งมีส่วนแบ่งกำไรจากการร่วมทุนจากการลงทุนใน TTGP เพิ่มขึ้น เนื่องจากโรงไฟฟ้าในประเทศเมียนมาได้เดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต

 

ด้านต้นทุนทางการเงินลดลงเนื่องจากการชำระคืนหุ้นกู้จำนวน 2,400 ล้านบาท ในเดือนพฤษภาคม 2563 และ 1,075 ล้านบาท ในเดือนมกราคม 2564 มีส่วนช่วยลดต้นทุนทางการเงินของบริษัทและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้

 

ส่วนผลงานในงวดครึ่งแรกปี 2564 บริษัทมีกำไรสุทธิ 67.28 ล้านบาท ลดลง 46.58% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 125.94 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากการก่อสร้างและให้บริการ (EPC) ลดลง โดยภาพรวมรายได้ในงวดครึ่งแรกปี 2564 อยู่ที่ 3,186 ล้านบาท

The post TTCL ราคาวิ่ง 10% หลังคว้างานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะที่เวียดนาม มูลค่า 2 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘BANPU-BPP’ ทุ่มซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซฯ Temple I ในสหรัฐอเมริกา มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท หวังต่อยอดระบบนิเวศภายในกลุ่มบริษัท https://thestandard.co/banpu-bpp-buy-gas-power-plant-temple-i/ Wed, 11 Aug 2021 04:11:48 +0000 https://thestandard.co/?p=524077 Temple I

BANPU จับมือ BPP เข้าซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Templ […]

The post ‘BANPU-BPP’ ทุ่มซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซฯ Temple I ในสหรัฐอเมริกา มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท หวังต่อยอดระบบนิเวศภายในกลุ่มบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Temple I

BANPU จับมือ BPP เข้าซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I จำนวน 100% กำลังผลิต 768 MW ตั้งอยู่ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา มูลค่ารวม 14,147 ล้านบาท คาดดำเนินการตามเงื่อนไขเสร็จในไตรมาส 4/64 เสริมกำลังผลิตของ ‘BPP’ ตามสัดส่วนลงทุน 384 เมกะวัตต์

 

บมจ.บ้านปู หรือ BANPU เปิดเผยข้อมูลผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า BKV Corporation (BKV) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทที่ถือหุ้นในอัตรา 96.3% และ Banpu Power US Corporation (BPPUS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ หรือ BPP ที่ถือหุ้นในอัตรา 100% ได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัท BKV-BPP Power LLC (BKV-BPP) โดย BKV และ BPPUS ถือหุ้นในสัดส่วนที่เท่ากันคือ 50%

 

และเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2564 บริษัท BKV-BPP Power LLC ได้ลงนามในสัญญาเพื่อเข้าซื้อหุ้น 100% ในบริษัท Temple Generation Intermediate Holdings II, LLC ซึ่งถือหุ้น 100% ในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I ตั้งอยู่ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา มีมูลค่าการลงทุนรวม 430 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่า 14,147 ล้านบาท โดยเป็นเงินลงทุนของ BPP ตามสัดส่วนการลงทุน 215 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่า 7,074 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนตามเงื่อนไขในสัญญาซื้อขาย โดยเงินลงทุนสำหรับโครงการนี้มาจากกระแสเงินสดของบริษัท และการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน โดยการลงทุนดังกล่าวอยู่ในระหว่างปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องในสัญญาคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2564

 

สำหรับโรงไฟฟ้า Temple I เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง มีขนาดกำลังการผลิต 768 เมกะวัตต์ (MW) เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2557 ตั้งอยู่ในรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์รวมเศรษฐกิจและประชากรที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในสหรัฐอเมริกา

 

โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้เป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยี Combined Cycle Gas Turbines หรือ CCGT ที่มีประสิทธิภาพสูง มีการติดตั้งระบบการจัดการมลภาวะให้อยู่ในระดับตํ่า มีความยืดหยุ่นในการเดินเครื่องเพื่อผลิตไฟฟ้า ให้สอดรับกับรูปแบบความต้องการใช้ไฟฟ้า อยู่ในลำดับการเรียกจ่ายไฟฟ้า (Merit Order) ที่ดี ซึ่งเหมาะกับสภาพและการแข่งขันในตลาดซื้อขายไฟฟ้าแบบเสรีของ Electric Reliability Council of Texas หรือ ERCOT อีกทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแห่งนี้เป็นโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการผลิตอยู่แล้ว จึงสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันที

 

การลงทุนครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการดำเนินตามแผนกลยุทธ์เพื่อสร้างรากฐานการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าในประเทศสหรัฐอเมริกา และยังเป็นการก้าวสู่ตลาดซื้อขายไฟฟ้าที่มีความก้าวหน้าและเป็นตลาดซื้อขายไฟฟ้าที่เปิดเสรีอีกด้วย และเป็นการลงทุนที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ Greener & Smarter ของบริษัท รวมทั้งเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านขององค์กร (Banpu Transformation) ให้ก้าวลํ้านำหน้าและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานแห่งอนาคต เพื่อส่งมอบอนาคตพลังงานเพื่อความยั่งยืน (Smarter Energy for Sustainability)

 

การร่วมลงทุนในครั้งนี้เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการผนวกกำลัง (Synergy) ระหว่าง BKV และ BPP ซึ่งทั้งสองบริษัทเป็น Flagship ที่สำคัญภายใต้กลุ่ม BANPU โดยผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทรัพยากรที่มีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการลงทุน ซึ่ง BKV 1 ใน 20 ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ทั้งการบริหารจัดการ (Operational Management) แหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ การติดต่อประสานงานกับทางภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านธุรกิจพลังงาน รวมไปถึงการดูแลชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายและมีความเข้าใจในตลาดซื้อขายไฟฟ้าแบบเสรีของตลาด ERCOT

 

ในขณะที่ BPP มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค (Technical Know-how) และมุ่งเน้นการพัฒนาลงทุนในโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ High Efficiency, Low Emission (HELE) ซึ่งมีเป้าหมายการเติบโตอย่างชัดเจน การร่วมลงทุนในโรงไฟฟ้าแห่งนี้ตามโครงสร้างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นได้ผ่านการพิจารณาอย่างครอบคลุมรอบด้าน โดยคำนึงถึงความสามารถในการเพิ่มศักยภาพเพื่อสร้างผลตอบแทนอย่างสูงสุดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้น

The post ‘BANPU-BPP’ ทุ่มซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซฯ Temple I ในสหรัฐอเมริกา มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท หวังต่อยอดระบบนิเวศภายในกลุ่มบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
GUNKUL ในวันที่ราคาหุ้น All Time High! ตั้งเป้าธุรกิจไฟฟ้าโตอย่างน้อย 15% ต่อปี ส่วนธุรกิจกัญชงอาจเห็น Synergy กับ COM7 https://thestandard.co/gunkul-stock-price-all-time-high/ Wed, 23 Jun 2021 01:00:57 +0000 https://thestandard.co/?p=503501 หุ้น GUNKUL

ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ บมจ.กันกุลเอ็นจิ […]

The post GUNKUL ในวันที่ราคาหุ้น All Time High! ตั้งเป้าธุรกิจไฟฟ้าโตอย่างน้อย 15% ต่อปี ส่วนธุรกิจกัญชงอาจเห็น Synergy กับ COM7 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น GUNKUL

ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) เป็นหนึ่งในหุ้นที่ปรับขึ้นได้ค่อนข้างโดดเด่น โดยราคาขยับขึ้นมาเกือบ 40% จนสามารถทำสถิติสูงสุดใหม่หลังพุ่งทะลุ 4.71 บาท (ราคาหุ้นหลังรวมผลของการ Dilute แล้ว) 

 

ธุรกิจหลักของ GUNKUL คือโรงไฟฟ้า ทั้งในส่วนของการเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าเอง และรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้า ขณะเดียวกันปัจจัยบวกอย่างหนึ่งที่หนุนให้ราคาหุ้น GUNKUL เป็นที่สนใจในระยะหลัง คงหนีไม่พ้นการประกาศรุกธุรกิจเกี่ยวกับกัญชงอย่างจริงจัง 

 

โศภชา ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการบริหารของ GUNKUL เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจไฟฟ้ายังคงเป็นธุรกิจหลักของบริษัท ซึ่งยังมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในระยะ 3-5 ปีข้างหน้านี้ 

 

“ปีนี้บริษัทคาดหวังว่าจะเห็นรายได้แตะ 1 หมื่นล้านบาทจากการเติบโตของธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งอย่างน้อยจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% ต่อปี แต่การขยายโรงไฟฟ้าในปัจจุบันจะเห็นการเติบโตจากต่างประเทศในอัตราที่สูงกว่า” 

 

ที่ผ่านมาจะเห็นว่าแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) เลื่อนมาตลอดหรือเปิดเพิ่มน้อยมาก ทำให้หลายบริษัทในธุรกิจนี้ขยายไปต่างประเทศ รวมถึงการขยายไปให้บริการกับภาคเอกชนแทน ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงของโซลาร์ ทำให้บริษัทสามารถขายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ได้แล้ว 

 

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ในประเทศยังคงสูงกว่าต่างประเทศ ขณะที่กำลังการผลิตต่างประเทศอยู่ที่ราว 270 เมกะวัตต์ ส่วนในประเทศอยู่ที่กว่า 400 เมกะวัตต์ แต่ด้วยเงินอุดหนุนในประเทศที่สูงกว่า ทำให้รายได้จากในประเทศยังสูงกว่ามาก แต่การขยายตัวของธุรกิจต่างประเทศจะดีกว่า 

 

“อย่างปีก่อนบริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มจากต่างประเทศ 160 เมกะวัตต์ ขณะที่ในประเทศเพิ่มจากการทำกับภาคเอกชน 50 เมกะวัตต์ ส่วนการได้ใบอนุญาตจากภาครัฐไม่มีเลย” 

 

ที่ผ่านมาเราได้เข้าไปให้บริการติดตั้งไฟฟ้ากับภาคเอกชนมากขึ้น เช่น ต้นปีที่ผ่านมาร่วมกับ CJ Express สำหรับติดโซลาร์บนหลังคาของสาขากว่า 500 แห่ง หรือติดโซลาร์กับโรงงานของซีพีกว่า 20 โครงการ รวมถึงร่วมกับโฮมโปรอีก 18 สาขา 

 

“ในปี 2567 บริษัทตั้งเป้าจะมี EBITDA ไม่ต่ำกว่า 6,500 ล้านบาท ภายใต้งบลงทุน 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทยังมีสภาพคล่องค่อนข้างมาก และยังมีวงเงินกับธนาคารอีกราว 1.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ IBD/EBITDA ยังอยู่ที่เพียง 1.4 เท่า จากเพดานที่ 3 เท่า” 

 

นอกจากธุรกิจไฟฟ้าแล้ว ธุรกิจ ‘กัญชง’ คือสิ่งที่จะเริ่มต้นในปีนี้ ซึ่งบริษัทตั้งใจจะทำตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ คือลงมือปลูกในเฟสแรก 50 ไร่ และจะขยายเป็น 150 ไร่ ภายในประมาณ 1 ปีครึ่ง หลังจากนั้นคือการสกัดและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป 

 

“ตอนนี้บริษัทได้เตรียมที่ดินและโรงเรือนเพาะปลูกไว้แล้ว รอเพียงใบอนุญาตในการปลูก ซึ่งคาดว่าจะทราบผลในอีกไม่นาน และน่าจะเริ่มเห็นช่อดอกในปีนี้” 

 

สำหรับรายได้จากกัญชงนี้ บริษัทยังไม่ได้รวมเข้ามาไว้ในเป้าหมายที่กล่าวไปข้างต้น เพราะยังคาดการณ์ได้ยากเกี่ยวกับราคาขาย แต่บริษัทคาดหวังว่าธุรกิจกัญชงจะเข้ามาช่วยเสริมอัตรากำไรของบริษัทให้ดีขึ้น 

 

ทั้งนี้ ช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกัญชงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งในส่วนนี้ผู้บริหารของ GUNKUL บอกว่า มีโอกาสที่จะได้เห็นการร่วมธุรกิจกันระหว่าง GUNKUL และ COM7 ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายอุปกรณ์ไอทีที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ 

 

โดยล่าสุด ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของ COM7 อย่าง สุระ คณิตทวีกุล ได้เข้ามาถือหุ้น GUNKUL ในระดับ 200-300 ล้านหุ้น 

 

“ในอนาคตมีโอกาสที่จะเห็นการ Synergy ทางธุรกิจระหว่าง GUNKUL และ COM7 ด้วยจุดแข็งของ COM7 ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งมีโอกาสที่ผลิตภัณฑ์ในอนาคตของ GUNKUL จะขายผ่านสาขาของ COM7” 

 

ในมุมของราคาหุ้น GUNKUL ที่ขยับขึ้นมาทำจุดสูงสุดที่ระดับ 5.10 บาท เป็นระดับที่อาจจะเรียกได้ว่าสูงกว่าราคาพื้นฐานจากการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ส่วนมากไปแล้ว 

 

ด้าน สุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร COM7 เปิดเผยว่า การลงทุนในหุ้น GUNKUL เป็นการลงทุนส่วนตัว ซึ่งตั้งใจจะถือลงทุนระยะยาวอย่างแน่นอน สำหรับโอกาส Synergy ทางธุรกิจในอนาคต จะเป็นในส่วนของธุรกิจกัญชงที่ทาง GUNKUL อยู่ระหว่างการพัฒนา

 

“ในอนาคตมีโอกาสที่เราจะเข้าไปเป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ซึ่งอาจจะเป็นส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือการจัดจำหน่าย โดยเฉพาะในส่วนของการกระจายสินค้าซึ่งเราถนัดอยู่แล้วในธุรกิจรีเทล ทำให้เราสามารถที่จะขยายธุรกิจไปนอกเหนือจากเฉพาะแค่ไอที” 

 

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นคงจะยังไม่สามารถบอกได้ว่าการร่วมมือกันทางธุรกิจจะออกมาในรูปแบบใด ต้องรอให้มีความชัดเจนในหลายๆ เรื่องก่อน

 

อย่าง บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า มีมุมมองเป็นกลางต่อ GUNKUL แม้การเริ่มสกัดสาร CBD มีแนวโน้มล่าช้ากว่าเดิมที่เคยแจ้งไว้ว่าภายในช่วงปลายปีนี้ เป็นช่วงต้นปี 2565 แทน แต่กรอบเวลาไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนธุรกิจไฟฟ้าและรับเหมาก่อสร้างยังมีพัฒนาการที่ดีตามเดิม

 

เรายังคงประมาณการกำไรปกติปีนี้ที่ 2.3 พันล้านบาท เติบโต 60% จากปีก่อน ทั้งนี้แนวโน้มครึ่งปีหลังจะเติบโตได้ดีกว่าครึ่งปีแรก จากการเข้าช่วงไฮซีซันของโรงไฟฟ้าพลังงานลมและการส่งมอบงานรับเหมาที่มากขึ้น ประเมินราคาเป้าหมาย 4.50 บาท โดยอัปไซด์คือการได้โครงการโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันรอผลเจรจา 100-150 เมกะวัตต์ คาดเห็นความคืบหน้าในปีนี้ รวมถึงความคืบหน้าของธุรกิจกัญชง

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post GUNKUL ในวันที่ราคาหุ้น All Time High! ตั้งเป้าธุรกิจไฟฟ้าโตอย่างน้อย 15% ต่อปี ส่วนธุรกิจกัญชงอาจเห็น Synergy กับ COM7 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กลุ่มบ้านปู’ เข้าซื้อ 2 โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในออสเตรเลีย มูลค่า 2.3 พันล้านบาท https://thestandard.co/banpu-buy-2-solar-power-plants-in-australia/ Mon, 07 Jun 2021 04:41:22 +0000 https://thestandard.co/?p=497069 บ้านปู

บมจ.บ้านปู หรือ BANPU และ บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ หรือ BPP […]

The post ‘กลุ่มบ้านปู’ เข้าซื้อ 2 โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในออสเตรเลีย มูลค่า 2.3 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านปู

บมจ.บ้านปู หรือ BANPU และ บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ หรือ BPP รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ เรื่องการจัดตั้งหน่วยลงทุน Banpu Energy Hold Trust เพื่อเข้าซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศออสเตรเลีย 2 แห่ง ในสัดส่วน 100% จากบริษัท New Energy Solar Limited (NEW) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน เรียบร้อยแล้ว มูลค่าการลงทุน 97.5 ล้านออสเตรเลียดอลลาร์ หรือ 2,332 ล้านบาท 

 

สมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BANPU แจ้งว่า Banpu Energy Australia Pty Ltd (BEN) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ BANPU โดยถือหุ้นในสัดส่วน 100% และ Banpu Renewable Australia Pty Ltd (BREA) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท บ้านปู เน็กซ์ จํากัด (Banpu NEXT มี BANPU และ BPP ถือหุ้นในสัดส่วน 50:50) ถือหุ้นในอัตรา 100% ได้จัดตั้งหน่วยลงทุน Banpu Energy Hold Trust โดย BEN ถือหุ้น 80% และ BREA ถือหุ้น 20% เพื่อเข้าซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศออสเตรเลีย 2 แห่ง ได้แก่ Beryl (BSF) และ Manildra (MSF) ในสัดส่วนร้อยละ 100 ซึ่งได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายหลักทรัพย์หุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าวกับ NEW เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน เรียบร้อยแล้ว โดยมีมูลค่าการลงทุน 97.5 ล้านออสเตรเลียดอลลาร์ หรือเทียบเท่า 2,332 ล้านบาท 

 

โรงไฟฟ้า 2 แห่งมีกําลังการผลิตรวม 166.8 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ BSF กําลังการผลิต 110.9 เมกะวัตต์ เปิดดําเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนมิถุนายน 2562 และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ MSF กําลังการผลิต 55.9 เมกะวัตต์ เปิดดําเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนธันวาคม 2561 

 

โรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งตั้งอยู่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีปริมาณความต้องการและการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง กอปรกับทางภาครัฐได้มีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบสายส่งของประเทศ หรือ National Electricity Market (NEM) ตามสัญญาการซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ระยะยาว โดยผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งมีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในกลุ่มน่าลงทุน (Investment Grade) ซึ่งสะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่มีกระแสเงินสดที่มั่นคงในระยะยาว 

 

การลงทุนในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสําคัญในการดําเนินตามแผนกลยุทธ์ Greener & Smarter เพื่อสร้างรากฐานการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในประเทศออสเตรเลีย และยังเป็นการก้าวสู่ตลาดซื้อขายไฟฟ้าที่มีความก้าวหน้าและเป็นตลาดขายส่ง (Wholesale Electricity Market) ที่เปิดเสรีอีกด้วย

 

บริษัทยังคงเดินหน้าในการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายกําลังการผลิต 6,100 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 โดยมองหาโอกาสการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในตลาดที่มีความเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าและมีนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาล

 

ขณะที่ ดร.กิรณ ลิมปพยอม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BPP กล่าวว่า บริษัทยังคงเดินหน้าในการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายกําลังการผลิต 5,300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ‘กลุ่มบ้านปู’ เข้าซื้อ 2 โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในออสเตรเลีย มูลค่า 2.3 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องทิศทางหุ้น ‘ท่องเที่ยว-โรงแรม’ หลังราคาวิ่งนำดัชนี SET กูรูห่วงกำไรอาจไล่ตามไม่ทัน https://thestandard.co/travel-hotel-shares-direction/ Wed, 17 Feb 2021 09:01:35 +0000 https://thestandard.co/?p=455601 ทิศทางหุ้น ท่องเที่ยว-โรงแรม

ดูเหมือนว่า ‘วัคซีนโควิด-19’ ที่ทยอยฉีดในหลายๆ ประเทศ จ […]

The post ส่องทิศทางหุ้น ‘ท่องเที่ยว-โรงแรม’ หลังราคาวิ่งนำดัชนี SET กูรูห่วงกำไรอาจไล่ตามไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิศทางหุ้น ท่องเที่ยว-โรงแรม

ดูเหมือนว่า ‘วัคซีนโควิด-19’ ที่ทยอยฉีดในหลายๆ ประเทศ จะเริ่มส่งผลเชิงบวก สะท้อนผ่านจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลกที่ลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดจำนวนผู้ติดเชื้อต่อวันเฉลี่ยย้อนหลัง 7 วันทั่วโลก ทยอยลดลงมาอยู่ที่ 3.79 แสนราย เทียบกับช่วงสัปดาห์ก่อนหน้าที่อยู่ระดับ 4.38 แสนราย ซึ่งถือเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่อง 

 

สำหรับประเทศไทย แม้ว่าจะยังไม่ได้เริ่มฉีดวัคซีน แต่มาตรการควบคุมโควิด-19 ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ก็เริ่มเห็นจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงต่อเนื่องเช่นกัน ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พบผู้ติดเชื้อใหม่เพียง 72 ราย ต่ำสุดในรอบ 26 วัน แม้ตัวเลขวันนี้ (17 กุมภาพันธ์) จะขยับขึ้นมาบ้างเป็น 175 ราย แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุก 

 

ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขยังมอบหมายให้การบินไทยรับหน้าที่ขนส่งวัคซีนซิโนแวคจากจีน โดยคาดว่าวัคซีนจะมาถึงไทยในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ก่อนที่จะเริ่มฉีดให้ประชาชนเข็มแรกในวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งเป็นไปตามกรอบเวลาที่วางไว้

 

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส ระบุว่า จากจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลง และการกระจายวัคซีนที่เป็นไปตามกรอบเวลา ส่งผลให้ภาครัฐเริ่มพิจารณาผ่อนคลายการล็อกดาวน์กิจกรรมเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยให้น้ำหนักในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ประชุม ศบค. ชุดเล็กจะพิจารณาผ่อนคลายใน 2 รูปแบบ ได้แก่ 

  1. การผ่อนคลายกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการแข่งขันกีฬามีผู้ชม สถานศึกษา และสถานบันเทิง ในบางพื้นที่ 
  2. การเปลี่ยนสีพื้นที่ควบคุม เช่น ปัจจุบัน กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่สีแดงอ่อน ซึ่งปิดสถานบันเทิง อาจพิจารณาเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีส้ม ซึ่งสถานบันเทิงสามารถเปิดได้ โดยคาดว่าจะเสนอต่อที่ประชุม ศบค. ชุดใหญ่ต่อไปในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564

 

โดยภาพรวม มองว่าความคืบหน้าการผ่อนคลายกิจกรรมเศรษฐกิจจะช่วยหนุน Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเมือง เช่น หุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีก เช่น CPN, CRC, HMPRO, CPALL และ SPVI กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม เช่น MINT, CENTEL และ ERW และกลุ่มอาหาร คือ M เป็นต้น

 

ทิศทางหุ้น ท่องเที่ยว-โรงแรม

อ้างอิง: WHO ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 

 

ทั้งนี้ หากมองไปที่กลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ดัชนีหมวดท่องเที่ยว (TOURISM) เมื่อปีก่อนติดลบไป -19% เทียบกับดัชนี SET เมื่อปีก่อนที่ติดลบ -8% แต่ในช่วงต้นปี 2564 ซึ่งดัชนี SET ฟื้นตัวได้ราว +5% ดัชนีของหมวด TOURISM สามารถฟื้นตัวได้มากกว่าที่ระดับ +12% โดยหุ้นในกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นได้ดี คือ CENTEL +23.4%, ERW +18.9% และ LRH +14% 

 

ขณะที่หุ้นสายการบินปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นกว่า SET เช่นกัน ได้แก่ THAI +16.5%, BA +11.7% และ AAV +6.8% แต่ในส่วนของหุ้นสนามบินอย่าง AOT ปรับขึ้นได้เพียง +1.6% 

 

ทิศทางหุ้น ท่องเที่ยว-โรงแรม

ราคาหุ้นของกลุ่มโรงแรมและการบินในช่วงต้นปี 2564 ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นได้ค่อนข้างโดดเด่นกว่าภาพรวมตลาด อย่างดัชนีหมวดท่องเที่ยว (TOURISM) ปรับขึ้นมาได้ถึง 12% สูงกว่าดัชนี SET ที่เพิ่มขึ้น 5.1% โดยได้ Sentiment เชิงบวกจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ลดลงต่อเนื่องทั่วโลก พร้อมกับการเร่งกระจายวัคซีน

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า การฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว ส่วนหนึ่งปรับขึ้นตาม Sentiment ของหุ้นกลุ่มเหล่านี้ทั่วโลก รับข่าวบวกในเรื่องของการกระจายวัคซีนและจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลง ซึ่งในบางประเทศเริ่มเห็นดีมานด์ต่อธุรกิจฟื้นตัวได้จริง โดยเฉพาะประเทศที่เริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยว 

 

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มนี้ในไทย เป็นไปตาม Sentiment มากกว่าเรื่องของกำไรฟื้นตัว โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวซึ่งมีฐานในประเทศเป็นหลัก ส่วนบริษัทที่มีธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศหรือมีธุรกิจอาหารรวมอยู่ด้วย จะเริ่มเห็นกำไรฟื้นตัวได้เร็วกว่า 

 

“ราคาหุ้นกลุ่มนี้ในปัจจุบันขึ้นนำกำไรไปล่วงหน้า 2-3 ปี ทำให้อัปไซด์ในระยะถัดไปค่อนข้างจำกัด ในมุมของกำไรน่าจะฟื้นตัวได้จริงในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า แต่ราคาหุ้นตอบรับไปหมดแล้ว และในมุมกลับกัน หากมีสิ่งที่ล่าช้าออกไปกว่าที่คาด ก็อาจจะเป็นความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อหุ้นกลุ่มนี้” 

 

ด้าน กรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า หุ้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มเห็นการฟื้นตัวมาแล้วก่อนหน้านี้ในระดับหนึ่ง ซึ่งหากมีการผ่อนคลายการควบคุมมากขึ้นก็น่าจะเห็นการรีบาวด์ต่อได้อีกระลอก แต่หลังจากนั้นตลาดจะเริ่มให้ความสำคัญกับการฟื้นตัวของกำไรมากขึ้น ทำให้หุ้นเหล่านี้อาจจะมีจังหวะปรับฐานตามมาได้ เพราะการฟื้นตัวของกำไรกลับสู่ระดับปกติอาจจะต้องรอไปจนถึงปีหน้า 

 

“ในระยะสั้นเชื่อว่าหุ้นที่ถูกกระทบจากโควิด-19 ก่อนหน้านี้ ยังสามารถซื้อขายเก็งกำไรได้ เช่น กลุ่มโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และสายการบิน แต่ก็อาจจะเห็นการพักฐานตามมา ในกรณีต้องการลงทุนระยะยาวควรเลือกหุ้นที่มีความแข็งแกร่ง เช่น มีหนี้สินต่อทุนต่ำ ทั้งนี้ มองว่าหุ้นเด่นของแต่ละอุตสาหกรรม คือ CRC, CENTEL และ AAV” 

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล 

The post ส่องทิศทางหุ้น ‘ท่องเที่ยว-โรงแรม’ หลังราคาวิ่งนำดัชนี SET กูรูห่วงกำไรอาจไล่ตามไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หุ้นไทย’ พุ่ง 38.41 จุด รับแรงซื้อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า นักวิเคราะห์ประสานเสียงราคายังไปต่อ รับ 3 ปัจจัยบวกหลัก https://thestandard.co/thai-stocks-jumped-38-41-points/ Tue, 05 Jan 2021 11:21:19 +0000 https://thestandard.co/?p=439566 หุ้นไทย

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวันนี้ (5 มกราคม) ปรับตัวขึ้นร้อน […]

The post ‘หุ้นไทย’ พุ่ง 38.41 จุด รับแรงซื้อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า นักวิเคราะห์ประสานเสียงราคายังไปต่อ รับ 3 ปัจจัยบวกหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทย

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวันนี้ (5 มกราคม) ปรับตัวขึ้นร้อนแรงในช่วงท้ายตลาด โดยดัชนีปิดการซื้อขายที่ระดับสูงสุดของวันต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ที่ระดับ 1,506.65 จุด เพิ่มขึ้น 38.41 จุด หรือ +2.62​% มูลค่าการซื้อขาย 115,299.85 ล้านบาท

 

โดยหุ้นโรงไฟฟ้าปรับตัวขึ้นโดดเด่นแบบยกแผง และถือเป็นกลุ่มนำตลาด ประกอบด้วย 

 

  • บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ปิดที่ 64 บาท เพิ่มขึ้น 19.63% หนุนดัชนีหุ้นไทยเพิ่มขึ้น 3.5 จุด 
  • บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ปิดที่ 84.75 บาท เพิ่มขึ้น 7.28% หนุนดัชนี 1.5 จุด 
  • บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) ปิดที่ 54.25 บาท เพิ่มขึ้น 6.37% หนุนดัชนี 0.7 จุด 
  • บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ปิดที่ 37.25 บาท เพิ่มขึ้น 4.93% หนุนดัชนี 1.8 จุด

 

ณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ปรับเพิ่มขึ้นมารอบนี้เกิดจาก 3 ปัจจัยหลักคือ 

  • กระแสนโยบาย Green Energy ของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน 
  • การกระตุ้นภาคเศรษฐกิจของไทย โดยการออกนโยบายสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการทรัพยากรไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  • ค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้กลุ่มโรงไฟฟ้าได้รับอานิสงส์เชิงบวก คือมีกำไรจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน 

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องราคาหุ้นที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ เพราะได้รับผลกระทบจากความกังวลในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอดปีที่แล้ว และปัจจัยจากพฤติกรรมนักลงทุนที่เริ่มเฟ้นหาหุ้น Defensive 

 

ทั้งนี้ ประเมินว่าปัจจัยบวกหลักๆ จะสนับสนุนราคาหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าต่อไปในระยะ 1-2 สัปดาห์จากนี้ หรือจนกว่าโจ ไบเดน จะขึ้นรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้วประกาศนโยบายอออกมาอย่างชัดเจน 

 

ขณะเดียวกัน เชื่อว่ากลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็กต่างๆ หรือ บจ. ที่มีการกระจายธุรกิจไปทำธุรกิจพลังงานทดแทน ก็จะได้รับความสนใจเข้าลงทุนเพิ่มมากขึ้นในเร็วๆ นี้ 

 

“การปรับขึ้นรอบนี้ นอกจากกลุ่มโรงไฟฟ้าแล้ว ยังมีกลุ่มที่ Underperform ตลาดเมื่อปีที่แล้ว ก็ค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นมาด้วย ทั้งกลุ่มค้าปลีก สื่อสาร ธนาคาร อย่างไรก็ตาม กลุ่มธนาคารถือว่าปรับเพิ่มขึ้นมาสักระยะหนึ่งแล้ว ในช่วงต้นปีจึงไม่ได้ปรับขึ้นมากนัก” 

 

สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า นักลงทุนเริ่มมองหาหุ้นที่เป็น Defensive Stoc​k และโรงไฟฟ้าก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายการลงทุน ประกอบกับอยู่ในธีมการลงทุนในปีนี้ที่ควรเน้นการลงทุนในหุ้นพลังงานทดแทนและรถยนต์ไฟฟ้า ตามนโยบายของสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นทั่วโลก 

 

สำหรับหุ้นที่เป็น Defensive Stock และราคาหุ้นยังต่ำกว่ากลุ่มอื่นๆ ในตลาดหุ้นไทยยังมีกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มเฮลท์แคร์ และกลุ่มสื่อสาร 

 

“ในช่วงนี้การจะมองหาว่าหุ้นกลุ่มไหนเป็น Defensive Stock ที่แท้จริง ควรประเมินปัจจัยเรื่องผลกระทบจากโควิด-19 ประกอบไปด้วย กลุ่มไหนหรือบริษัทใดที่ได้รับผลกระทบน้อยมาก ก็จัดเป็น Defensive Stock อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงปัจจัยพื้นฐาน และแนวโน้มการเติบโตด้วยเช่นกัน”​

 

สำหรับดัชนีที่ 1,500 จุด บล.ไทยพาณิชย์ ประเมินว่าเป็นระดับที่สมเหตุสมผล สอดรับกับปัจจัยด้านจิตวิทยาที่นักลงทุนคลายกังวลเรื่องมาตรการล็อกดาวน์ อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามเรื่องผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ ซึ่งแม้จะใช้มาตรการล็อกดาวน์บางพื้นที่ แต่ก็ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมอ่อนแอลงเช่นกัน ฉะนั้นจึงมองว่าการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีรอบนี้น่าจะเกิดในช่วงสั้น 

 

ขณะที่ สรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย ประเมินว่า การปรับขึ้นของกลุ่มโรงไฟฟ้ารอบนี้ค่อนข้างใกล้เคียงกับปี 2563 ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดรอบใหม่ พบว่ากลุ่มที่ปรับตัวได้สูงกว่าดัชนีคือกลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มปิโตรเคมี และกลุ่มบริหารสินทรัพย์ 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2563 กลุ่มโรงไฟฟ้าอาจจะไม่ใช่ Defensive Stock อย่างแท้จริง เพราะรัฐบาลประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั้งประเทศ ทำให้ลูกค้าของกลุ่มโรงไฟฟ้าไม่มีการซื้อไฟสำหรับภาคการผลิต จึงนับเป็นการขาดรายได้ แต่สถานการณ์ในปี 2564 แตกต่างออกไป เพราะรอบนี้เป็นการล็อกดาวน์บางส่วน และภาคการผลิตก็ยังคงดำเนินการผลิตต่อ นักลงทุนจึงเห็นเป็นจุดน่าเข้าลงทุน

 

ทั้งนี้ ประเมินแนวโน้มราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ายังมีอัปไซด์เฉลี่ยอยู่ราว 10% บนการประเมินจากผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย เทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี อย่างไรก็ตาม หลายบริษัทค่อนข้างเต็มมูลค่าไปแล้ว จึงแนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่ยังมีอัปไซด์อยู่ เช่น GPSC, BCPG 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ‘หุ้นไทย’ พุ่ง 38.41 จุด รับแรงซื้อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า นักวิเคราะห์ประสานเสียงราคายังไปต่อ รับ 3 ปัจจัยบวกหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>