หุ้นโรงแรม Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/หุ้นโรงแรม/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 12 Jul 2024 07:37:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ERW – ตลาดกังวลเกี่ยวกับค่าเช่าที่จะเพิ่มขึ้นมากเกินไป https://thestandard.co/erw-market-concerned-rising-lease-costs/ Fri, 12 Jul 2024 07:36:47 +0000 https://thestandard.co/?p=956888

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา หน […]

The post ERW – ตลาดกังวลเกี่ยวกับค่าเช่าที่จะเพิ่มขึ้นมากเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ทันหุ้นรายงานว่า กระทรวงการคลังโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้มอบหมายให้บริษัท สหโรงแรมไทยและการท่องเที่ยว จำกัด (100% ถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง) หาแนวทางในการบริหารสินทรัพย์คือที่ดินโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาต่อสัญญาเช่าให้เกิดความคุ้มค่า

 

รายละเอียดการเช่าโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ถือหุ้นโดย ERW สัดส่วน 73.64% และบริษัท สหโรงแรมไทยและการท่องเที่ยว จำกัด สัดส่วน 26.36% (เป็นเจ้าของที่ดินและอาคารโรงแรม) ERW เป็นผู้เช่าเพื่อดำเนินกิจการโรงแรม โดยโรงแรมนี้เป็นโรงแรมหลัก คิดเป็น 15-20% ของรายได้ ERW

 

สัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี สิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคม 2564 และ ERW มีสิทธิต่อสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปได้อีก 20 ปี สัญญาระยะยาว 20 ปียังอยู่ในระหว่างการเจรจา ซึ่งในระหว่างนี้ ERW ได้ทำการต่อสัญญาเช่าลักษณะปีต่อปี

 

ข่าวนี้ทำให้ตลาดเกิดความกังวลเกี่ยวกับค่าเช่าที่มีแนวโน้มปรับขึ้นหลังจากต่อสัญญา อย่างไรก็ดี InnovestX Research เชื่อว่าการขึ้นค่าเช่าสะท้อนในการดำเนินงานของโรงแรมไปแล้ว เมื่ออิงกับที่ได้ประเมิน ค่าเช่ารายปีในปัจจุบันของโรงแรมดังกล่าวอยู่ที่ ~100 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าจำนวน ~14 ล้านบาท ในปี 2564 (ปีสุดท้ายของสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี) ค่อนข้างมากแล้ว การต่อสัญญาเช่ามีแนวโน้มจะทำให้ค่าเช่าปรับเพิ่มขึ้น

 

แต่การวิเคราะห์ความอ่อนไหวบ่งชี้ว่าค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น 10% จะสามารถชดเชยได้ด้วยการปรับ ARR ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 1% ซึ่งมองว่าสามารถทำได้ เพราะอัตราการเข้าพักของโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ อยู่ในระดับสูงที่ ~80% ในปี 2566 และสามารถปรับ ARR เพิ่มขึ้นได้ผ่านการปรับปรุงห้องพัก

 

กระทบอย่างไร:

 

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา ราคาหุ้น ERW ปรับลง 2.79% สู่ระดับ 4.18 บาท ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 0.25% สู่ระดับ 1,323.28 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

 

InnovestX Research คาดการณ์กำไรปกติ 2Q67 ของ ERW ที่ 142 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7%YoY แต่ลดลง 51%QoQ จากปัจจัยฤดูกาล ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญคือกลุ่มโรงแรม 3-5 ดาว ซึ่งได้ประเมินว่า RevPAR จะเติบโต 5%YoY (แต่ลดลง 14%QoQ) โดยได้รับการสนับสนุนจาก ARR ที่เพิ่มขึ้น 6%YoY (แต่ลดลง 9%QoQ) และอัตราการเข้าพักที่แข็งแกร่งที่ 80% สำหรับปี 2567 ยังคงประมาณการกำไรปกติไว้ที่ 873 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 17%YoY)

 

กลยุทธ์การลงทุน:

 

ให้คำแนะนำ Tactical Call ระยะ 3 เดือน สำหรับ ERW ที่ OUTPERFORM ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2567 ที่ 6.20 บาทต่อหุ้น ราคาหุ้น ERW ปรับตัวลดลง 3% เมื่อวานนี้ (11 กรกฎาคม) โดยซื้อขายที่ PE ปี 2567 ระดับ 23 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (38 เท่า) และค่า Median ของหุ้นกลุ่มโรงแรม (31 เท่า)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต้องการเดินทาง, ความไม่แน่นอนทางการเมือง และต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร ความเสี่ยง ESG คือการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ (E)

The post ERW – ตลาดกังวลเกี่ยวกับค่าเช่าที่จะเพิ่มขึ้นมากเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ERW – ราคาหุ้นที่ลดลงเปิดโอกาสให้เข้าซื้อ https://thestandard.co/market-focus-erw-2/ Thu, 28 Mar 2024 09:51:06 +0000 https://thestandard.co/?p=916640

เกิดอะไรขึ้น: ตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นต้นมา ในกลุ่มผู้ประ […]

The post ERW – ราคาหุ้นที่ลดลงเปิดโอกาสให้เข้าซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

ตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นต้นมา ในกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรม ERW ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุด โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลง 12% Underperform หุ้นโรงแรมรายอื่นๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1-16% และ SET ที่ลดลง 2% ซึ่งมองว่าสะท้อนถึงมุมมองเชิงลบที่ตลาดมีต่อการที่บริษัทเข้าไปลงทุนในประเทศญี่ปุ่นเมื่อไม่นานมานี้ และการที่กำไรจะกลับมาเติบโตในระดับปกติในปี 2567 โดยมองว่าประเด็นลบสะท้อนในราคาหุ้นไปมากพอสมควรแล้ว เนื่องจากหุ้น ERW ซื้อขายที่ P/E ปี 2567 ระดับ 28 เท่า ซึ่งเท่ากับระดับเกือบ -1SD ของ P/E เฉลี่ยในอดีต 

 

InnovestX Research คาดว่ากำไรปกติปี 2567 ของ ERW จะเติบโต 10%YoY สู่ 818 ล้านบาท Upside ของกำไรจะเกิดจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งกว่าคาดของโรงแรมในประเทศญี่ปุ่น ประมาณการดังกล่าวรวมขาดทุนซึ่งประเมินได้ที่ 30-40 ล้านบาท (3-5% ของประมาณการกำไรปี 2567) จากการดำเนินงานเต็มปีเป็นปีแรกของโรงแรม 4 แห่งในประเทศญี่ปุ่น 

 

โดยอิงกับอัตราการเข้าพักที่ 75% และ ARR ที่ 3,000 บาทต่อห้อง เข้ามาแล้ว ERW คาดการณ์ถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่งของการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการสนับสนุนอุปสงค์ระดับสูงจากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ในขณะที่อุปทานมีจำกัดเนื่องจากขาดแคลนที่ดินในทำเลที่มีศักยภาพ

 

1Q67 ช่วงไฮซีซันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ช่วยสนับสนุนให้ RevPAR (กลุ่มโรงแรมระดับ 3-5 ดาว, 80% ของรายได้) ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ อยู่ที่ ~2,900 บาทต่อห้อง เพิ่มขึ้น 13%YoY และ 9%QoQ หลักๆ ได้แรงหนุนจาก ARR ที่ ~3,400 บาทต่อห้อง เพิ่มขึ้น 12%YoY และ 6%QoQ ในขณะที่อัตราการเข้าพักยังอยู่ในระดับสูงที่ 85% (เทียบกับ 84% ใน 1Q66 และ 83% ใน 4Q66) ซึ่งประเมินได้ว่ากำไรปกติ 1Q67 ของ ERW จะเติบโต YoY และ QoQ

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น ERW ปรับลง 2.93% สู่ระดับ 4.64 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 0.92% สู่ระดับ 1,380.83 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

InnovestX Research มองว่าราคาหุ้น ERW ที่ปรับตัวลดลง โดย Valuation ต่ำกว่าระดับที่เหมาะสม บ่งชี้ถึงความคาดหวังระดับต่ำของตลาด ซึ่งสวนทางกับกำไรที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้นใน 1Q67 และแนวโน้มกำไรขาขึ้นในปี 2567 ซึ่งมองว่าตอนนี้เป็นโอกาสในการเข้าสะสมหุ้น ERW และ ERW เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มท่องเที่ยว 

 

โดยให้คำแนะนำ Tactical Call ระยะ 3 เดือนสำหรับ ERW ที่ Outperform ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2567 ที่ 6 บาทต่อหุ้น อ้างอิง EV/EBITDA ที่ 13 เท่า (ค่าเฉลี่ยระยะยาวในปี 2548-2562) 

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต้องการเดินทาง, ความไม่แน่นอนทางการเมือง และต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร ความเสี่ยง ESG คือ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ (E)

 

The post ERW – ราคาหุ้นที่ลดลงเปิดโอกาสให้เข้าซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว-โรงแรม ปัจจัยสนับสนุนจะช่วยผลักดันให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น https://thestandard.co/market-focus-travel-and-hotel-stocks/ Mon, 08 Jan 2024 13:57:44 +0000 https://thestandard.co/?p=885501 หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว-โรงแรม

เกิดอะไรขึ้น:   ใน 2566 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที […]

The post หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว-โรงแรม ปัจจัยสนับสนุนจะช่วยผลักดันให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว-โรงแรม

เกิดอะไรขึ้น:

 

ใน 2566 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนจำนวน 28 ล้านคน (70% ของระดับก่อนเกิดโควิด) โดยความต้องการเดินทางเร่งตัวขึ้นในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวหลังเหตุการณ์กราดยิงในเดือนตุลาคม เมื่อแยกตามตลาด การฟื้นตัวในตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่รวมประเทศจีน ได้แก่ มาเลเซีย เกาหลีใต้ อินเดีย และรัสเซีย ค่อนข้างแข็งแกร่งที่ 24.5 ล้านคนในปี 2566 (85% ของระดับก่อนเกิดโควิด) ในขณะที่ตลาดจีนอยู่ที่ 3.5 ล้านคน (32% ของระดับก่อนเกิดโควิด) 

 

สำหรับปี 2567 คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยที่ 35 ล้านคน (87% ของระดับก่อนเกิดโควิด) ซึ่งส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวในตลาดจีน (ที่ 8 ล้านคน, 70% ของระดับก่อนเกิดโควิด) ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่รวมประเทศจีนจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่จะเติบโตตามภาวะปกติ (ที่ 27 ล้านคน หรือ 94% ของระดับก่อนเกิดโควิด)

 

ด้านมาตรการเพื่อกระตุ้นตลาดจีน รัฐบาลไทยยังคงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะตลาดจีน ปัจจุบันประเทศไทยมีการยกเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 – กุมภาพันธ์ 2567 และจะขยายมาตรการนี้ออกไป หลังจากรัฐบาลประกาศว่าไทยและจีนจะยกเว้นวีซ่าให้แก่พลเมืองของกันและกันอย่างถาวร ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป 

 

โดยพบกระแสตอบรับที่ดีจากมาตรการยกเว้นวีซ่าในปัจจุบัน จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนเพิ่มขึ้นจาก 34% ของระดับก่อนเกิดโควิด ในเดือนสิงหาคม สู่ 50% ในเดือนธันวาคม สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือเศรษฐกิจจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคและความต้องการเดินทางไปต่างประเทศ

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว (SETTOURISM) ปรับขึ้น 7.65%, ราคาหุ้น ERW ปรับขึ้น 2.94% ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 3.21%

 

กลยุทธ์และคำแนะนำการลงทุน:

 

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาหุ้นผู้ประกอบการโรงแรมปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8% ดีกว่า SET ที่เพิ่มขึ้น 1% และเชื่อว่าปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล โดยเฉพาะตลาดจีน และผลประกอบการ 4Q66 ที่แข็งแกร่ง จะช่วยผลักดันให้ราคาหุ้นกลุ่มโรงแรมปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับพรีวิวผลประกอบการ 4Q66 บ่งชี้ว่าผู้ประกอบการโรงแรมจะรายงานผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้น YoY และ QoQ ยกเว้น AWC ซึ่งจะรายงานผลประกอบการปกติลดลง YoY และผลประกอบการจะมี Downside อยู่บ้างจากดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้น 

 

โดยหุ้นเด่นของกลุ่มคือ ERW เนื่องจากธุรกิจของบริษัทขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยวไทยเป็นหลัก และ Valuation ยังอยู่ในระดับที่ไม่แพง โดยเทรดที่ EV/EBITDA ปี 2567 ระดับ 12 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (ปี 2548-2562) ที่ 13 เท่า ขณะที่มีมุมมองระมัดระวังในระยะสั้นต่อ AWC หลังจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา   

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคและความต้องการเดินทาง การขาดแคลนแรงงาน ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมไม่สามารถตอบสนองความต้องการเดินทางได้อย่างทันท่วงที และต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร 

 

ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก พลังงาน น้ำเสีย และขยะ ที่มีประสิทธิภาพ (E)

The post หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว-โรงแรม ปัจจัยสนับสนุนจะช่วยผลักดันให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ERW – 3Q66 ไตรมาสที่แข็งแกร่งตามคาด https://thestandard.co/erw-3q23-strong-quarter/ Thu, 16 Nov 2023 10:21:54 +0000 https://thestandard.co/?p=866413

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 บมจ. […]

The post ERW – 3Q66 ไตรมาสที่แข็งแกร่งตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) รายงานกำไรสุทธิที่แข็งแกร่งใน 3Q66 ที่ 148 ล้านบาท ฟื้นตัวจากขาดทุนสุทธิ 12 ล้านบาท ใน 3Q65 และเพิ่มขึ้น 4%QoQ หากไม่รวมรายการพิเศษซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายก่อนเปิดดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับโรงแรมในญี่ปุ่นจำนวน 8 ล้านบาท กำไรปกติอยู่ที่ 156 ล้านบาท ฟื้นตัวจากขาดทุนปกติใน 3Q65 และเพิ่มขึ้น 17%QoQ ผลประกอบการที่แข็งแกร่งได้แรงหนุนจากอัตราการเข้าพักและ ARR ที่สูงขึ้น

 

สำหรับประเด็นสำคัญจากการประชุมนักวิเคราะห์มีดังนี้

 

  1. การดำเนินงานแข็งแกร่งขึ้นใน 4Q66 อัตราการเข้าพักของ ERW อยู่ที่ 81-82% ใน 4Q66TD ค่อนข้างทรงตัวจาก 3Q66 เนื่องจากการดำเนินงานชะลอตัวในเดือนหลังจากเกิดเหตุกราดยิงที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน แต่ปรับตัวดีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ปัจจัยขับเคลื่อนเชิงบวก คือ ARR ที่เพิ่มขึ้น ~5% จาก 3Q66 ERW ยังคงเป้าอัตราการเข้าพักที่ 78-80% และ ARR เพิ่มขึ้น 20%YoY ในปี 2566

 

  1. คาดโรงแรมในญี่ปุ่นจะมี EBITDA เป็นบวกในปีแรกของการดำเนินงาน ERW มองว่าแนวโน้มการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นแข็งแกร่งซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในขณะที่อุปทานมีจำกัดเนื่องจากขาดแคลนที่ดินในทำเลที่มีศักยภาพ โรงแรม HOP INN 4 แห่งในญี่ปุ่นจะเริ่มเปิดดำเนินการใน 1Q67 โดยตั้งเป้าหมายว่าในปี 2567 จะมีอัตราการเข้าพัก 75% และ ARR ที่ 3,500 บาทต่อห้อง 

 

ซึ่ง InnovestX Research คาดว่าโรงแรมในญี่ปุ่นจะมี EBITDA เป็นบวกในปีแรกของการดำเนินงาน และสร้างผลขาดทุนเล็กน้อยให้กับ ERW ในปี 2567 โดยประเมินผลขาดทุนได้ที่ 30-40 ล้านบาท ในปี 2567 คิดเป็น 4-5% ของประมาณการกำไรปี 2567 

 

  1. โรงแรม HOP INN 150 แห่งในปี 2573 ERW ยังคงกลยุทธ์ระยะยาวที่มุ่งเน้นกลุ่มโรงแรมบัดเจ็ต HOP INN แต่จะขยายออกไปในต่างประเทศมากขึ้น โดยในปี 2573 บริษัทตั้งเป้าดำเนินงานโรงแรม HOP INN 150 แห่ง จำนวนห้องพัก 14,000 ห้อง แบ่งเป็น 105 แห่งในประเทศไทย (จาก 51 แห่งในปัจจุบัน) 15 แห่งในญี่ปุ่น (จาก 4 แห่งในปัจจุบัน) 14 แห่งในฟิลิปปินส์ (จาก 7 แห่งในปัจจุบัน) และที่เหลืออยู่ในประเทศที่มีศักยภาพ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ เวียดนาม และออสเตรเลีย  

 

กระทบอย่างไร:

 

ตั้งแต่การรายงานผลประกอบการ 3Q66 ราคาหุ้น ERW ปรับขึ้น 6.80% สู่ระดับ 5.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 0.51% สู่ระดับ 1,379.04 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566

 

InnovestX Research คาดว่ากำไรปกติของ ERW จะปรับตัวดีขึ้น YoY และ QoQ ใน 4Q66 โดยได้แรงหนุนจากฤดูกาลท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งขึ้นและ ARR ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ERW จะบันทึกค่าใช้จ่ายก่อนเปิดดำเนินการของโรงแรม 4 แห่งในญี่ปุ่น ~30 ล้านบาท ใน 4Q66 (เพิ่มขึ้นจาก 8 ล้านบาท ใน 3Q66) ซึ่งจะส่งผลทำให้กำไรสุทธิลดลง YoY 

 

กลยุทธ์การลงทุนให้เรตติ้ง Outperform สำหรับ ERW ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2567 ที่ 6 บาทต่อหุ้น และเลือก ERW เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มท่องเที่ยว

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ 1. ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต้องการเดินทาง 2. ความไม่แน่นอนทางการเมือง และ 3. ต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร

The post ERW – 3Q66 ไตรมาสที่แข็งแกร่งตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ERW – 2Q66 กำไรดีเกินคาด https://thestandard.co/erw-2q66-profit-better-than-expected/ Wed, 16 Aug 2023 12:24:39 +0000 https://thestandard.co/?p=830077 หุ้น ERW

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 บมจ.ดิ เอราวั […]

The post ERW – 2Q66 กำไรดีเกินคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น ERW

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) รายงานกำไรสุทธิที่แข็งแกร่งใน 2Q66 ที่ 142 ล้านบาท หากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรปกติอยู่ที่ 133 ล้านบาท ฟื้นตัวจากขาดทุนปกติ 131 ล้านบาทใน 2Q65 แต่ลดลง 41%QoQ จากปัจจัยฤดูกาล อีกทั้งตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่ากำไรปกติ 2Q62 ที่ 11 ล้านบาทอย่างมากด้วย กำไรปกติสูงกว่าคาดมากถึง 90% และสูงกว่า Consensus คาด 45% โดยได้รับการสนับสนุนจาก RevPAR EBITDA Margin และส่วนแบ่งกำไรที่แข็งแกร่ง

 

สำหรับรายการที่สำคัญมีดังนี้

 

  • หากไม่รวมกลุ่มโรงแรมบัดเจ็ต HOP INN รายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) ใน 2Q66 อยู่ที่ 2,361 บาทต่อห้อง เพิ่มขึ้นเท่าตัว YoY จากฐานต่ำ แต่ลดลง 9%QoQ ซึ่งบ่งชี้ถึงช่วงโลว์ซีซันที่แข็งแกร่ง โดยได้รับการสนับสนุนจาก ARR ที่แข็งแกร่ง (เพิ่มขึ้น 40%YoY, ลดลง 5%QoQ) และอัตราการเข้าพักที่ 80% (เทียบกับ 55% ใน 2Q65 และ 84% ใน 1Q66) ทั้งนี้ใน 2Q66 RevPAR โดยรวมสูงกว่าระดับก่อนเกิดโควิดอยู่ 18% หลักๆ เกิดจาก ARR ที่สูงกว่าระดับก่อนเกิดโควิดอยู่ 17% ในขณะที่อัตราการเข้าพักแตะระดับก่อนเกิดโควิด การดำเนินงานดีขึ้นในโรงแรมทุกกลุ่มทั้งลักชัวรี ระดับกลาง และชั้นประหยัด

  • กลุ่มโรงแรมบัดเจ็ต HOP INN (20% ของรายได้): RevPAR ในประเทศไทยเติบโต 18%YoY และทรงตัว QoQ ในขณะที่ RevPAR ในฟิลิปปินส์เติบโต 43%YoY และทรงตัว QoQ

 

  • EBITDA Margin อยู่ที่ 29.2% ใน 2Q66 ปรับตัวดีขึ้นจาก 18.0% ใน 2Q65 แต่ลดลงจาก 32.3% ใน 1Q66

  • ส่วนแบ่งกำไรอยู่ที่ 21 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 9 ล้านบาทใน 2Q65 และ 3 ล้านบาทใน 1Q66 จากการเพิ่มขึ้นของการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ของ ERWPF

  • อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนอยู่ที่ 1.58 เท่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 ดีขึ้นจาก 1.67 เท่า ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566 และต่ำกว่า Debt Covenant ที่ 2.5 เท่า          

 

กระทบอย่างไร:

วันที่ 16 สิงหาคม ณ เวลา 12.30 น. ราคาหุ้น ERW ปรับเพิ่มขึ้น 2.49%DoD สู่ระดับ 4.94 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลดลง 0.74%DoD อยู่ที่ระดับ 1,509.51 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566:

InnovestX Research ปรับประมาณการกำไรปกติของ ERW เพิ่มขึ้น 43% ในปี 2566 และ 16% ในปี 2567 เพื่อสะท้อนผลประกอบการที่ดีเกินคาด ทั้งนี้หลังจากปรับประมาณการกำไร โดยประเมินกำไรปกติปี 2566 ได้ที่ 718 ล้านบาท สูงกว่าระดับก่อนเกิดโควิดอยู่ 47% โดยอิงกับ RevPAR ที่เติบโต 72%YoY ในปี 2566 สูงกว่าระดับก่อนเกิดโควิดอยู่ 24% และคาดว่าการดำเนินงานและผลประกอบการ 3Q66 ของ ERW จะเติบโต YoY และ QoQ อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับภาคการท่องเที่ยวไทยที่ปรับตัวดีขึ้น 

 

อย่างไรก็ดี ด้วยมุมมองเชิงบวกต่อการปรับเพิ่มประมาณการกำไรและกำไรที่แข็งแกร่งใน 3Q66 น่าจะช่วยสนับสนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยกลยุทธ์การลงทุนให้เรตติ้ง Outperform สำหรับ ERW ด้วยราคาเป้าหมายใหม่สิ้นปี 2567 ที่ 6 บาทต่อหุ้น อ้างอิง EV/EBITDA ที่ 13 เท่า (เพิ่มขึ้นจากราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ที่ 5.50 บาทต่อหุ้น หลังจากปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น และปรับปีฐานที่ใช้ประเมินมูลค่า) และเลือก ERW เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มท่องเที่ยว

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต้องการเดินทาง, ความไม่แน่นอนทางการเมือง และต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร

The post ERW – 2Q66 กำไรดีเกินคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว – ฟื้นตัวแรงในปี 2565 เติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2566 https://thestandard.co/travel-stocks-see-strong-growth-in-2023/ Fri, 17 Mar 2023 10:48:15 +0000 https://thestandard.co/?p=764677

เกิดอะไรขึ้น: ในปี 2566 เป้าหมายของผู้ประกอบการโรงแรมบ่ […]

The post หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว – ฟื้นตัวแรงในปี 2565 เติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

ในปี 2566 เป้าหมายของผู้ประกอบการโรงแรมบ่งชี้ถึงการดำเนินงานที่แข็งแกร่งมากขึ้น เนื่องจาก ARR จะปรับตัวดีขึ้นและอัตราการเข้าพักจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง InnovestX Research มองว่าอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ARR) ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีกในปี 2566 เนื่องจาก ARR เพิ่งเริ่มปรับตัวดีขึ้นใน 3Q65 หลังจากประเทศไทยเปิดประเทศเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 นอกจากนี้เมื่ออิงกับข้อมูลจากผู้ประกอบการโรงแรมชั้นนำระดับโลก ARR ของโรงแรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังฟื้นตัวช้ากว่าภูมิภาคอื่นๆ ที่เปิดพรมแดนเร็วกว่า ผู้ประกอบการโรงแรมมีอัตราการเข้าพักสูงใน 4Q65

 

และคาดว่าอัตราการเข้าพักจะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยไว้ที่ 25 ล้านคน ในปี 2566 (63% ของระดับก่อนเกิดโควิด) โดย 20% หรือ 5 ล้านคน จะเป็นนักท่องเที่ยวจากจีน

 

สำหรับการขยายธุรกิจ ในปี 2566-2568 งบลงทุนของผู้ประกอบการโรงแรมเพิ่มขึ้นจากปี 2563-2565 ซึ่งบ่งชี้ถึงการกลับมาขยายธุรกิจอีกครั้ง งบลงทุนที่ผู้ประกอบการโรงแรมทั้งสี่รายภายใต้การวิเคราะห์ (AWC, CENTEL, ERW และ MINT) ตั้งเป้าไว้ทั้งหมดในปี 2566 อยู่ที่ ~2.8 หมื่นล้านบาท สูงกว่าปี 2562 อยู่ 25%

 

โดยจะนำไปใช้ขยายธุรกิจและปรับปรุงโรงแรมที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนการเติบโตในอนาคต การดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้นพร้อมกับหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงของผู้ประกอบการโรงแรมจะช่วยคลายความกังวลทางการเงินท่ามกลางภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น

 

กระทบอย่างไร:

ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ราคาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว (SETTOURISM) ปรับเพิ่มขึ้น 6.02% และราคาหุ้น ERW ปรับเพิ่มขึ้น 8.48% ขณะที่ SET Index ปรับลดลง 6.83%

 

มุมมองและกลยุทธ์การลงทุน:

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการ ด้วยอัตราการเข้าพักและ ARR ปรับตัวดีขึ้นในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2566 สะท้อนถึงผลประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้น YoY แต่ทิศทาง QoQ จะแตกต่างกัน

 

InnovestX Research คาดว่า AWC, CENTEL และ ERW จะรายงานผลประกอบการที่ดีขึ้น QoQ ในขณะที่ MINT จะรายงานผลประกอบการลดลง QoQ เพราะไตรมาส 1 เป็นช่วง Low Season ของการท่องเที่ยวในยุโรป อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการโรงแรมรายงานการดำเนินงานและผลประกอบการฟื้นตัวแรงในปี 2565 และคาดว่าโมเมนตัมจะแข็งแกร่งต่อเนื่องด้วยกำไรที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดในปี 2566

 

โดยคาดว่ากำไรปกติปี 2566 ของ AWC และ ERW จะสูงกว่าระดับก่อนเกิดโควิด ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญสำหรับ AWC คือพอร์ตโรงแรมที่ใหญ่ขึ้น ในขณะที่มีมุมมองเชิงบวกต่อรายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPar) ที่แข็งแกร่งของ ERW ส่วนผลประกอบการของ CENTEL และ MINT จะฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนเกิดโควิด ในปี 2567

 

หุ้นเด่นกลุ่มท่องเที่ยวคือ ERW ในฐานะที่ประกอบธุรกิจโรงแรมเพียงอย่างเดียว โดยดำเนินงานในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ ERW จึงน่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมากที่สุด

 

อย่างไรก็ดี ราคาหุ้น ERW ที่ปรับตัวขึ้นบ่งชี้ว่ามุมมองเชิงบวกที่ตลาดมีต่อการเปิดประเทศของไทยสะท้อนในราคาหุ้นแล้ว แต่เชื่อว่าการฟื้นตัวของผลประกอบการที่มีความน่าเชื่อมั่นสูงจากภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่เป็นบวกจะหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นต่อไปได้อีก

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงและความกังวลที่ต้องติดตามคือ ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคและความต้องการเดินทาง การขาดแคลนแรงงาน ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมไม่สามารถตอบสนองความต้องการเดินทางได้อย่างทันท่วงที และต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว – ฟื้นตัวแรงในปี 2565 เติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปัจจัยหนุนรอบตัว! โบรกมองหุ้นกลุ่ม ‘ท่องเที่ยว-โรงแรม’ ยังมีโอกาสขยับขึ้นต่อ แต่อัปไซด์อาจไม่กว้างอีกแล้ว https://thestandard.co/travel-hotels-stocks-2/ Mon, 26 Sep 2022 01:58:46 +0000 https://thestandard.co/?p=686474 หุ้นท่องเที่ยว-โรงแรม

หุ้นในกลุ่มที่เชื่อมโยงกับการเปิดประเทศไม่ว่าจะเป็นการผ […]

The post ปัจจัยหนุนรอบตัว! โบรกมองหุ้นกลุ่ม ‘ท่องเที่ยว-โรงแรม’ ยังมีโอกาสขยับขึ้นต่อ แต่อัปไซด์อาจไม่กว้างอีกแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นท่องเที่ยว-โรงแรม

หุ้นในกลุ่มที่เชื่อมโยงกับการเปิดประเทศไม่ว่าจะเป็นการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ในประเทศ รวมทั้งการที่ประเทศอื่นๆ ส่งสัญญาณว่าจะอนุญาตให้มีการเดินทางเข้าออกประเทศได้ง่ายขึ้น เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮ่องกง 

 

สำหรับปัจจัยบวกต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ศุภชัย วัฒนวิเทศกุล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า หลักๆ แล้วมีอยู่ 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 

 

  1. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ออกแคมเปญ ‘ลดทั่วฟ้า บินทั่วไทย’ ร่วมกับ 6 สายการบิน ให้ส่วนลด 300 บาทต่อ 1 เที่ยวบิน 
  2. การประกาศขยายเวลา Visa on Arrival จากเดิมที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติอยู่ในไทยได้ไม่เกิน 15 วัน เพิ่มเป็น 30 วัน 
  3. กระทรวงสาธารณสุขประกาศยกเลิกโควิดเป็นโรคติดต่ออันตราย โดยลดชั้นเป็นเพียงโรคเฝ้าระวัง และการเดินทางเข้าไทยอาจไม่ต้องตรวจเชื้ออีกแล้ว 
  4. การประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้ Sentiment ในสายตาชาวต่างชาติดีขึ้น 
  5. หลายประเทศเริ่มเดินหน้าเปิดรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง 

 

หลายประเทศเริ่มส่งสัญญาณว่าจะเปิดประเทศในช่วงต้นไตรมาส 4 ที่จะถึงนี้ ย่อมเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม

 

“แต่ต้องระวัง เพราะไม่ใช่หุ้นทุกตัวจะซื้อได้หมด หุ้นเหล่านี้เล่นต่อเนื่องมาเป็นปีแล้ว ทำให้ราคารับรู้ล่วงหน้าไปมากแล้ว หุ้นบางตัวอาจจะยังพอไปได้ แต่หลายตัวก็เริ่มตึงแล้ว” 

 

อย่างกรณีของ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) เชื่อว่ายังมีอัปไซด์จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวปีหน้าที่คาดว่าจะแตะ 20 ล้านคน ในขณะที่ยังมีอัปไซด์จากมูลค่าพื้นฐานที่ราว 80 บาท 

 

ส่วนโรงแรมในไทยยังน่าจะเด่นกว่าบริษัทที่มีโรงแรมต่างประเทศ อย่าง บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) แต่หากราคาขึ้นไปเกินกว่า 4.60 บาท อาจจะเริ่มเต็มมูลค่าแล้ว หากราคาย่อลงมาถึงจะเริ่มน่าสนใจอีกครั้ง 

 

“ในมุมการลงทุน หุ้นกลุ่มนี้ยังพอเล่นได้ แต่หากราคาปรับขึ้นแรงในไตรมาส 4 มองว่าควรจะเริ่มขายทำกำไรออกมาบ้าง” 

 

ด้าน เบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้ช่วยกรรมการจัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเชีย เวลท์ เปิดเผยว่า หุ้นเปิดเมืองโดยภาพรวมยังมีแนวโน้มจะปรับขึ้นต่อได้ โดยเฉพาะความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวในประเทศ หนุนให้โรงแรมในประเทศได้ประโยชน์มากกว่า 

 

สำหรับหุ้นที่เรามองว่ายังมีโอกาสแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มสนามบินและสายการบิน ซึ่งหุ้นอย่าง AOT และ BAFS เป็นตัวที่ยังมีอัปไซด์ ส่วนกลุ่มสายการบินแม้จะมีปัจจัยหนุน แต่ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงทำให้ราคาหุ้นอาจจะยังถูกกดดันอยู่ 

 

อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มโรงแรมที่อิงกับการท่องเที่ยวในประเทศเป็นหลัก ส่วนโรงแรมต่างประเทศอาจถูกกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้กำไรที่ได้อาจยังไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย 

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนต้องระมัดระวังคือ เศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวลง และการที่นักลงทุนเริ่มกลับมาคาดหวังมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ อย่างกรณีของจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศ ช่วงต้นปีคาดหวังไว้ 4-5 ล้านคน ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 7-8 ล้านคน และไปถึง 10 ล้านคน

 

“ปัจจุบันเริ่มมีการมองไปถึง 14-15 ล้านคน ซึ่งเมื่อนักลงทุนเริ่มคาดหวังมากขึ้น หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาดก็จะเป็น Sentiment เชิงลบต่อราคาหุ้น”


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post ปัจจัยหนุนรอบตัว! โบรกมองหุ้นกลุ่ม ‘ท่องเที่ยว-โรงแรม’ ยังมีโอกาสขยับขึ้นต่อ แต่อัปไซด์อาจไม่กว้างอีกแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น ‘ท่องเที่ยว-โรงแรม’ คึกสวนตลาด รับกระแสรัฐผ่อนคลายมาตรการด้านท่องเที่ยว เตรียมหนุนธุรกิจ MICE https://thestandard.co/travel-hotels-stocks/ Mon, 20 Jun 2022 09:32:21 +0000 https://thestandard.co/?p=644070 หุ้นท่องเที่ยว-โรงแรม

หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรมปรับตัวในแดนบวกถ้วนหน้า รับ […]

The post หุ้น ‘ท่องเที่ยว-โรงแรม’ คึกสวนตลาด รับกระแสรัฐผ่อนคลายมาตรการด้านท่องเที่ยว เตรียมหนุนธุรกิจ MICE appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นท่องเที่ยว-โรงแรม

หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรมปรับตัวในแดนบวกถ้วนหน้า รับกระแสรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการด้านการท่องเที่ยวเพิ่ม ทั้งปรับพื้นที่ทั่วประเทศเป็นสีเขียว เตรียมยกเลิก Thailand Pass ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม และจ่อสนับสนุนด้านภาษีสำหรับการจัดประชุม สัมมนา และอีเวนต์ 

 

ความเคลื่อนไหวหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรมวันนี้ (20 มิถุนายน) ราคาหุ้นส่วนใหญ่ปรับขึ้นถ้วนหน้า สวนทาง SET Index ที่เคลื่อนไหวในแดนลบตลอดการซื้อขายช่วงเช้า 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


โดยหุ้นกลุ่มสายการบิน คือ AAV ที่ปรับเพิ่มขึ้น 5.19%, BA เพิ่มขึ้น 3.85% ขณะที่หุ้นสนามบินหลักของประเทศอย่าง AOT ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.11% เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มโรงแรมที่ราคาบวกถ้วนหน้า โดย ERW ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.62% MINT ปรับเพิ่มขึ้น 1.53% และ CENTEL ปรับเพิ่มขึ้น 1.18% 

 

มงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.เคทีบีเอสที กล่าวว่า ราคาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรมวันนี้ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น เนื่องจากกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรมเป็นกลุ่มเดียวในขณะนี้ที่ยังมีกระแสข่าวเชิงบวกคอยสนับสนุน เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การผ่อนคลายมาตรการด้านการเดินทางท่องเที่ยว และมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่ากลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรมยังเหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้นตามกระแสข่าวเชิงบวกเท่านั้น เนื่องจากราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว ขณะที่การเติบโตของผลประกอบการจะยังไม่เห็นการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่ง บล.เคทีบีเอสที ประเมินว่ากลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรมน่าจะฟื้นตัวและมีกำไรเทียบเท่ากับระดับก่อนเกิดโควิดในอีก 2 ปีข้างหน้า 

 

“ส่วนหุ้นการบินที่วันนี้ปรับเพิ่มขึ้นมา ก็เป็นกระแสการเก็งกำไรระยะสั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งฝ่ายวิจัยยังไม่เลือกเป็นหุ้นเด่น เนื่องจากกลุ่มการบินมีประเด็นเรื่องความแข็งแกร่งด้านการเงินที่ต้องจับตามองต่อเนื่อง” มงคลกล่าว 

 

ทั้งนี้ สำหรับนักลงทุนที่เน้นเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำหุ้นเด่นคือ CENTEL เนื่องจากเป็นโรงแรมที่ได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยวในประเทศมากที่สุด และ AOT ที่ได้รับอานิสงส์ในเชิง Sentiment และเชิงปัจจัยพื้นฐานจากการเปิดประเทศรับท่องเที่ยวมากขึ้น 

 

ทั้งนี้ อ้างอิงจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่าข้อมูลนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย (รายเดือน) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อเนื่อง 6 เดือนแล้ว หรือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 – เมษายน 2565

 

ด้านฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า กรณีรายงานข่าวว่า กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการสนับสนุนการจัดประชุม สัมมนา และอีเวนต์ ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนได้ หากเป็นการจัดในจังหวัดหลัก (22 จังหวัด เช่น กรุงเทพมหานคร) สามารถนำรายจ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า และหากจัดในจังหวัดรองสามารถลดหย่อยภาษีได้ 2 เท่านั้น หากได้รับการอนุมัติจะส่งผลเชิงบวกต่อธุรกิจกลุ่ม MICE (Meetings, Incentives, Conferences,

Exhibitions) ในประเทศ ซึ่งสอดรับกับการปรับโควิดเป็นโรคประจำถิ่น ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 สร้างความมั่นใจให้ประชาชนกลับสู่วิถีชีวิตใกล้เคียงก่อนเกิดโควิดมากขึ้น

 

โดยหุ้นที่จะได้ประโยชน์สูงสุดหากมาตรการดังกล่าวได้รับการอนุมัติคือ CENTEL ซึ่งเมื่อพิจารณารายได้จาก Convention Hall ที่ centralwOrld ช่วงปี 2561-2562 เฉลี่ยอยู่ประมาณ 600 ล้านบาท (สัดส่วน 6-7% ของรายได้โรงแรม) ก่อนจะลดลงเหลือ 45 ล้านบาทในปี 2564 เพราะโควิด ขณะที่ข้อมูลงวด 5 เดือนแรกปี 2565 เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวมาอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาท หลังจากการแพร่ระบาดของโควิดเริ่มคลี่คลาย 

 

ส่วนหุ้นโรงแรมที่ได้อานิสงส์ทางอ้อมอย่าง ERW ที่มีโครงสร้างรายได้จากโรงแรมไทยราว 93% ของรายได้ปี 2562 สำหรับ MINT ฝ่ายวิจัยให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวของโรงแรมในต่างประเทศ (สัดส่วน 62% ของรายได้ปี 2562)

 

ดังนั้น จึงแนะนำหุ้นเด่นคือ CENTEL ราคาเหมาะสมปี 2565-2566 ที่ 44 บาท และ 50 บาท เนื่องจากมีงบดุลที่แข็งแกร่ง ณ สิ้นไตรมาส 1/65 มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (IBD/E) ที่ 0.87 เท่า ต่ำกว่า ERW และ MINT ที่ 2 เท่า และ 1.7 เท่า ตามลำดับ ทำให้ทนทานสภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นและ Macro Risk ดีกว่ากลุ่ม 

 

ขณะที่ประเมินมูลค่าเหมาะสมของ MINT ที่ 42.5 บาท จากการฟื้นตัวใน EU ส่วน ERW ประเมินราคาเหมาะสมปี 2565-2566 ที่ 3.9 บาท และ 4.6 บาท ซึ่งเหมาะกับการเก็งกำไรยามมีข่าวบวกต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

 

ด้านฝ่ายวิจัย บล.อาร์เอชบี ระบุว่ากรณีที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) มีมติผ่อนคลายเพิ่มเติม มีการปรับพื้นที่ทั่วประเทศเป็นสีเขียว เตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาใช้ชีวิตแบบเป็นปกติก่อนเกิดโควิด-19 โดยจะยกเลิก Thailand Pass การเดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ รวมทั้งยกเลิกการกำหนดเงินประกันการเดินทางสำหรับชาวต่างชาติ จะเป็นผลเชิงบวกต่อหุ้นท่องเที่ยว โรงแรม และกลุ่มเปิดประเทศ ประกอบด้วย AOT, MINT, CENTEL, ERW, BEM, BTS, CPN

The post หุ้น ‘ท่องเที่ยว-โรงแรม’ คึกสวนตลาด รับกระแสรัฐผ่อนคลายมาตรการด้านท่องเที่ยว เตรียมหนุนธุรกิจ MICE appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไมเนอร์’ ขายหุ้นโรงแรมในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเกาะสมุย รับเงิน 3,500 ล้านบาท มาเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระหนี้ https://thestandard.co/mint-selling-shares-in-hotels-in-bangkok-phuket-and-koh-samui/ Wed, 22 Dec 2021 04:31:22 +0000 https://thestandard.co/?p=574266

บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MIN […]

The post ‘ไมเนอร์’ ขายหุ้นโรงแรมในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเกาะสมุย รับเงิน 3,500 ล้านบาท มาเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัทย่อยใหม่ และการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อย โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

การจัดตั้งบริษัทย่อยใหม่ บริษัท สยาม ซัคเซส เรียลตี้ จำกัด (SSR) MINT ถือหุ้น 100% ด้วยทุนจดทะเบียน 626.1 ล้านบาท โดยตั้งมาเพื่อเข้าถือหุ้นในบริษัท เจ้าพระยา รีซอร์ท จำกัด (CPR) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่เดิม MINT ถือหุ้นอยู่ 81.2%

 

การจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยในไตรมาส 4/64 โดย MINT จำหน่ายเงินลงทุน 40% ใน SSR ให้แก่ Dana Hospitality RSC Limited ซึ่ง SSR ถือหุ้นใน CPR ซึ่งเป็นเจ้าของ 1. โรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท 2. โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ และศูนย์การค้าริเวอร์ไซด์ พลาซ่า

 

นอกจากนี้ MINT ยังจำหน่ายเงินลงทุน 40% ในบริษัท เอ็มเอชจี ภูเก็ต จำกัด (MHGP) ให้แก่ Dana Hospitality RSC Limited อีกด้วย ซึ่ง MHGP เป็นเจ้าของ โรงแรมอนันตรา ลายัน ภูเก็ต และโรงแรมโฟร์ซีซั่น รีสอร์ท เกาะสมุย

 

MINT แจ้งว่า มูลค่ารายการ 104.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา หรือประมาณ 3,500 ล้านบาท ซึ่งนี่เป็นการดำเนินตามกลยุทธ์การหมุนเวียนสินทรัพย์ของ MINT ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับคือการเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระหนี้

 

ก่อนหน้านี้ในช่วงกลางปี MINT ได้ขายโรงแรม Tivoli สุดหรู 2 แห่งในภูมิภาค Algarve บนชายฝั่งทางใต้ของโปรตุเกสให้กับ Azora European Hotel & Lodging กองทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในสเปน ด้วยมูลค่า 148 ล้านยูโร หรือประมาณ 5,700 ล้านบาท โดยเงินจำนวนนี้จะถูกนำมาเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระหนี้

 

สำหรับ MINT นั้น ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 มีรายได้รวม 49,044 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังขาดทุน 11,609 ล้านบาท ซึ่งนี่เป็นตัวเลขที่ลดลง 27% เมื่อเทียบกับ 9 เดือนแรกของปี 2563 เฉพาะธุรกิจโรงแรมมีรายได้รวม 30,843 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% ด้วยกัน

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

ภาพ: Anantara Layan Phuket Resort / Facebook 

The post ‘ไมเนอร์’ ขายหุ้นโรงแรมในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเกาะสมุย รับเงิน 3,500 ล้านบาท มาเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์กลุ่ม ‘โรงแรม’ และ ‘สายการบิน’ ในช่วงเวลาที่ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมารอ ‘การเปิดประเทศ’ https://thestandard.co/analyze-hotel-and-airline-groups-while-waiting-for-opening-of-the-country/ Mon, 22 Mar 2021 11:08:38 +0000 https://thestandard.co/?p=467624 วิเคราะห์กลุ่ม ‘โรงแรม’ และ ‘สายการบิน’ ในช่วงเวลาที่ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมารอ ‘การเปิดประเทศ’

ภาพของหุ้นกลุ่มที่พึ่งพิงการท่องเที่ยว อย่างธุรกิจโรงแร […]

The post วิเคราะห์กลุ่ม ‘โรงแรม’ และ ‘สายการบิน’ ในช่วงเวลาที่ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมารอ ‘การเปิดประเทศ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์กลุ่ม ‘โรงแรม’ และ ‘สายการบิน’ ในช่วงเวลาที่ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมารอ ‘การเปิดประเทศ’

ภาพของหุ้นกลุ่มที่พึ่งพิงการท่องเที่ยว อย่างธุรกิจโรงแรมและสายการบิน ในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2564 ราคาหุ้นในกลุ่มเหล่านี้ถือว่าฟื้นตัวขึ้นได้ค่อนข้างโดดเด่นเทียบกับภาพรวมของตลาด หลังจากที่ช่วงปีก่อนหน้านี้ถูกกดดันอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 

 

จะเห็นได้จากดัชนีของกลุ่มท่องเที่ยว (TOURISM) ซึ่งประกอบไปด้วยโรงแรมต่างๆ ฟื้นตัว +23% นำโดย 3 หุ้นหลัก ได้แก่ CENTEL +44%, SHR +35% และ ERW +22% ขณะที่อีกหนึ่งหุ้นที่ทำธุรกิจโรงแรมอย่าง MINT ฟื้นตัว +20% 

 

ตัดภาพมาที่หุ้นสายการบิน BA ฟื้นตัว +32%, THAI +29%, AAV +18% ส่วน AOT ที่ฟื้นตัวน้อยสุด +8% ก็ยังสามารถทำได้ดีกว่า SET ที่ +7.9% 

 

การฟื้นตัวของหุ้นสองกลุ่มนี้ได้แรงหนุนจากความคาดหวังต่อการอัตราการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการกระจายวัคซีนที่เพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ 

 

ขณะที่ในไทยเริ่มเห็นมาตรการต่างๆ ที่จะนำไปสู่การเปิดประเทศในปีนี้ อย่างการเปิดให้ต่างชาติที่มีใบรับรองฉีดวัคซีนลดเวลากักตัวเหลือ 7 วัน ส่วนผู้ที่ไม่มีใบรับรองให้ลดเวลากักตัวเหลือ 10 วัน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้ นอกจากนี้ คาดว่าในบางพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต จะเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะถัดไป 

 

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของผลประกอบการของแต่ละบริษัทอาจจะยังไม่เร็วนัก ศุภชัย วัฒนวิเทศกุล บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า หากจำกันได้ ช่วงต้นปีที่ผ่านมาเกิดการแพร่ระบาดระลอกสองในประเทศ ทำให้ผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มโรงแรม รวมถึงสนามบินอย่าง AOT น่าจะแย่ลงอีกในไตรมาส 1 ปีนี้ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจากปกติ 40 ล้านคน ปัจจุบันอาจจะเรียกได้ว่าเป็นศูนย์ 

 

แต่เมื่อมองไปยังราคาหุ้นในกลุ่มนี้จะเห็นว่าปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนโควิด-19 เพียง 20-30% ก็ต้องยอมรับว่าราคาหุ้นปรับขึ้นมาค่อนข้างเร็ว

 

“ถามว่าราคาหุ้นจะไปต่อได้อีกหรือไม่ เชื่อว่าได้แน่นอน แต่อาจจะต้องเห็นการเริ่มกลับมาเปิดประเทศได้บ้างในช่วงครึ่งปีแรก และสุดท้ายหากกลับมาได้จริง หุ้นเหล่านี้อาจจะทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะที่ผ่านมาแต่ละบริษัทลดขนาดองค์กรลงไปเยอะมาก ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กก็ลดลงไปมาก” 

 

การวิ่งขึ้นของราคาหุ้นในระยะถัดไปอาจจะไม่ได้เร็วเท่ากับช่วงฟื้นตัวก่อนหน้านี้ และหากไทยยังไม่สามารถเปิดประเทศได้เลยภายในครึ่งปีแรก ก็อาจจะเห็นการพักฐานของราคาหุ้นได้ 

 

“เมื่อลองดูหุ้นโรงแรมต่างประเทศจะเห็นว่าราคาพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่กัน อย่างเช่น Booking.com หรือ Marriott หลังจากที่ฝั่งยุโรปเริ่มกระจายวัคซีนกันได้ราว 50% ในขณะที่ของไทยยังต้องรอการเปิดประเทศและกระจายวัคซีนที่มากขึ้น” 

 

ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน ก่อนหน้านี้มองว่าหุ้น CENTEL โดดเด่นที่สุด แต่ราคาปัจจุบันขึ้นมาสูงเกินระดับก่อนโควิด-19 แล้ว เพราะฉะนั้นอาจจะเลือกมองไปยังหุ้นอื่นๆ ในกลุ่มที่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้เช่นกัน 

 

สำหรับ MINT และ SHR มองว่าจะฟื้นตัวได้ดีในระยะถัดไป เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากโรงแรมในต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปที่น่าจะเริ่มเปิดประเทศได้ก่อน ขณะที่ ERW จะได้ประโยชน์มากสุดจากการเปิดประเทศของไทย แต่จะมีเรื่องของการเพิ่มทุนที่ต้องคำนึงด้วยเช่นกัน ด้าน AOT เป็นหุ้นที่แข็งแรงที่สุดด้วยเงินสด 3 หมื่นล้านบาท แต่อาจจะฟื้นตัวได้ช้าสุดเช่นกัน ส่วนหุ้นอย่าง SPA ซึ่งโดยปกติมีรายได้ 60% จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็น่าจะฟื้นตัวได้ดีเมื่อมีการเปิดประเทศ

 

“โดยภาพรวม หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวปรับขึ้นมาเยอะจริง แต่ยังไปต่อได้หากเริ่มเปิดประเทศช่วงครึ่งปีแรก แต่ถ้าเปิดไม่ทันก็อาจเห็นราคาปรับลงก่อน นักลงทุนที่จะลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ต้องมองข้ามผลประกอบการระยะสั้นได้ เพราะกว่าจะเห็นแต่ละบริษัทกลับมาทำกำไรคงเป็นช่วงไตรมาส 4 แต่ในระยะยาวแล้วบริษัทเหล่านี้จะรอดแน่นอน และการจะเข้าลงทุนหากรอจนกว่าจะเปิดเมือง ราคาหุ้นจะสะท้อนไปหมดแล้ว” 

 

คาดผลงานหุ้นกลุ่ม ‘โรงแรม’ และ ‘สายการบิน’ ปี 2564 

ผลกระทบของโควิด-19 ดูเหมือนจะยังไม่หมดไป แม้ทั่วโลกจะเริ่มกระจายวัคซีนและทยอยเปิดประเทศได้บ้างแล้ว แต่สำหรับประเทศไทยการเริ่มเปิดประเทศอย่างจริงจัง อาจต้องรอถึงช่วงปลายปีนี้ ทำให้หุ้นกลุ่มโรงแรมและสายการบินของไทยในปี 2564 ยังมีแนวโน้มจะขาดทุนต่อเนื่องจากปีก่อน 

 

ในมุมของ บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า ยังคงน้ำหนัก Bullish ต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว โดยมองข้ามผลประกอบการที่อ่อนแอในปีนี้ และคาดหวังต่อการฟื้นตัวในปี 2565 สำหรับหุ้นเด่นในกลุ่มคือ CENTEL และ MINT โดย CENTEL น่าสนใจในระยะสั้นจากผลประกอบการไตรมาส 1 ที่น่าจะออกมาดี เพราะประเด็นการตั้งด้อยค่าถูกปลดล็อกแล้ว และมีฐานะการเงินแกร่งสุดในกลุ่ม รวมถึงการเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของมัลดีฟส์

 

ขณะที่ MINT เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยคาดว่าการท่องเที่ยวในยุโรปเริ่มทยอยฟื้นตัวตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 นี้ ซึ่งเป็นช่วงเริ่มเข้าสู่ไฮซีซัน และฟื้นตัวได้เร็วกว่าการท่องเที่ยวไทย หลังจากที่กลุ่มประเทศยุโรปได้สั่งซื้อวัคซีนเป็นจำนวนมาก และกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึง 

 

ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้ของ 3 บริษัทโรงแรมในไทย อย่าง CENTEL มีรายได้จากกรุงเทพฯ 35%, ภูเก็ต 15%, พัทยา 13%, หัวหิน 7%, สมุย 4%, กระบี่ 6% และอื่นๆ 3% ขณะที่อีก 17% มาจากมัลดีฟส์ ด้าน ERW มีรายได้จากกรุงเทพฯ 60% จังหวัดอื่นๆ 36% และฟิลิปปินส์ 4% ส่วน MINT มีรายได้จากในไทย 14% ยุโรป 64% ทวีปอเมริกา 6% ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ 6% มัลดีฟส์และตะวันออกกลาง 3% อื่นๆ 7% 

 

ด้านแนวโน้มของหุ้นกลุ่มสายการบินซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่พึ่งพิงรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ไม่น้อย ส่วนนี้ บล.โนมูระ พัฒนสิน ประเมินว่า ธุรกิจการบินเริ่มเห็น ‘แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์’ จากการทยอยฉีดวัคซีนให้ประชากรทั่วโลกตั้งแต่ปลายปี 2563 ทำให้อัตราการแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มชะลอตัวลง 

 

อย่างไรก็ตาม ต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 1 ปี ถึงจะเกิด Herd Immunity ทั่วโลก หรือสถานการณ์ที่สัดส่วนของประชากรที่มีภูมิคุ้มกันมีจำนวนมากพอจนเชื้อไวรัสไม่สามารถแพร่กระจายได้ โดยสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) คาดการณ์ช่วงเวลาของการเกิด Herd Immunity ในภูมิภาคต่างๆ ดังนี้ 

 

  • สหรัฐฯ  ช่วงไตรมาส 2 ปี 2564 
  • สหราชอาณาจักร ช่วงไตรมาส 3 ปี 2564 
  • ยุโรป ช่วงไตรมาส 3 ปี 2564 
  • ญี่ปุ่น ช่วงไตรมาส 2 ปี 2565
  • จีน ช่วงไตรมาส 4 ปี 2565 
  • อินเดีย ช่วงไตรมาส 1 ปี 2566 

 

ทั้งนี้ จึงคาดว่ากลุ่มสายการบินจะยังคงรายงานผลขาดทุนหนักต่อเนื่องอีก -16,375 ล้านบาท (ไม่รวม THAI) แต่คาดว่าผลขาดทุนของ AAV และ BA จะลดลงจากปีก่อน ตามปริมาณผู้โดยสารที่ฟื้นตัวดีขึ้น (คาดผู้โดยสารในประเทศฟื้นตัว +29% ส่วนระหว่างประเทศคาดฟื้นตัว +3%) 

 

ขณะที่ AOT คาดว่าจะพลิกเป็นขาดทุนสุทธิ 9,617 ล้านบาท เป็นผลจากการปิดงบการเงินไม่ตรงกับปีปฏิทิน โดย AOT ปิดงบปีในเดือนกันยายน ทำให้ผลประกอบการปี 2564 จะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากกว่าปี 2563 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post วิเคราะห์กลุ่ม ‘โรงแรม’ และ ‘สายการบิน’ ในช่วงเวลาที่ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมารอ ‘การเปิดประเทศ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ส่องทิศทางหุ้น ‘ท่องเที่ยว-โรงแรม’ หลังยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกลดฮวบ https://thestandard.co/morning-wealth-18022021-4/ Thu, 18 Feb 2021 05:30:37 +0000 https://thestandard.co/?p=455877

วิเคราะห์การฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว จากก […]

The post ชมคลิป: ส่องทิศทางหุ้น ‘ท่องเที่ยว-โรงแรม’ หลังยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกลดฮวบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิเคราะห์การฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว จากการปรับขึ้นตามเซนทิเมนต์ของหุ้นกลุ่มเหล่านี้ทั่วโลก รวมถึงรับข่าวบวกในเรื่องของการกระจายวัคซีนและจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ลดลง ติดตามได้ใน Highlight นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ส่องทิศทางหุ้น ‘ท่องเที่ยว-โรงแรม’ หลังยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกลดฮวบ appeared first on THE STANDARD.

]]>