หุ้นเทคโนโลยี Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/หุ้นเทคโนโลยี/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 28 Feb 2026 03:28:43 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 หมดยุคหุ้นเทคฯ โตยกแผง? ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมกำลังถูก AI เข้ามาแทนที่ นักลงทุนต้องรับมืออย่างไร https://thestandard.co/ai-traditional-software-investment/ Sat, 28 Feb 2026 03:28:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1182670 ภาพประกอบแสดงถึงเทคโนโลยี AI ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และการลงทุน

ท่ามกลางกระแสการลงทุนใน AI ที่เปลี่ยนแปลงไป ตลาดทุนกำลั […]

The post หมดยุคหุ้นเทคฯ โตยกแผง? ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมกำลังถูก AI เข้ามาแทนที่ นักลงทุนต้องรับมืออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงเทคโนโลยี AI ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และการลงทุน

ท่ามกลางกระแสการลงทุนใน AI ที่เปลี่ยนแปลงไป ตลาดทุนกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อบรรยากาศการลงทุนไม่ได้ส่งผลบวกต่อหุ้นเทคโนโลยีแบบเหมารวม เหมือนที่ผ่านมา แต่เริ่มปรากฏการณ์เทขาย หุ้นบางกลุ่มที่เคยอิงกับกระแส AI ปรากฏการณ์นี้ กำลังบอกอะไร

 

นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ ผู้อำนวยการ Wealth and Investment Advisory SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth โดยวิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ จุดเริ่มต้นของการเทขายหุ้นในรอบนี้ มาจากการเปิดตัว AI Agent ที่มีความสามารถและประสิทธิภาพสูงมากแบบเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย การเงิน การเขียนโค้ด (Coding) หรือการจัดการงานแบบ B2B

 

สิ่งนี้ทำให้ตลาดเริ่มมองว่าธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม (Software as a Service) กำลังตกเป็นเป้าหมายของการถูกดิสรัปต์ (Disrupt) ในอดีต บริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่สามารถผูกขาดลูกค้าไว้ได้ด้วยต้นทุนการเปลี่ยนผู้ให้บริการ (Switching Cost) ที่สูง

 

แต่เมื่อ AI Agent สามารถทำงานแทนได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนที่ถูกลง จึงเกิดความกังวลว่ารายได้ของบริษัทซอฟต์แวร์อาจลดลง และอัตรากำไร (Margin) อาจถูกกดดันจากการที่ลูกค้ามีอำนาจในการต่อรองราคามากขึ้น ส่งผลให้เราเห็นความแตกต่างของผลตอบแทน (Performance) โดยกลุ่มซอฟต์แวร์ถูกเทขายอย่างหนัก ในขณะที่กลุ่มฮาร์ดแวร์และเซมิคอนดักเตอร์ยังคงยืนหยัดได้

 

ตามรอยก้อนเงินมหาศาลของ Hyper Scaler สู่ ‘ผู้ชนะ’ ตัวจริง

 

ในขณะที่กลุ่มซอฟต์แวร์เผชิญความท้าทาย บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการคลาวด์ (Hyper Scaler) กลับกำลังเดินหน้าเพิ่มงบลงทุนด้าน AI อย่างมหาศาลและต่อเนื่อง เพราะทุกบริษัททราบดีว่า AI คือของจริง และไม่อยากตกขบวนในเทรนด์นี้ นิสารัตน์ ระบุว่า เม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI (AI Infrastructure) อาจพุ่งสูงถึง 6.6 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2026 หรือคิดเป็นการเติบโตสูงถึง 60%

 

ผู้ที่ได้ประโยชน์และเป็นผู้ชนะ จากกระแสเม็ดเงินลงทุนนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

 

  • กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ธุรกิจต้นน้ำอย่างอุตสาหกรรมชิป (Chip) และหน่วยความจำ (Memory) ที่มีความต้องการพุ่งสูงขึ้นตามความต้องการประมวลผลของ AI ส่งผลให้เกิดภาวะซัพพลายตามไม่ทัน (Shortage) และดันให้ราคาของ RAM หรือ NAND ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 70-100% เมื่อเทียบกับช่วงปลายปีที่ผ่านมา

 

  • กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI (AI Infrastructure) การทำงานของ AI ต้องอาศัยการประมวลผลข้อมูลมหาศาล ทำให้ความต้องการศูนย์ข้อมูล (Data Center) มีแนวโน้มเติบโตขึ้นถึงเท่าตัว รวมไปถึงกลุ่มพลังงานไฟฟ้าและสาธารณูปโภค (Utility Grid) ที่ต้องขยายตัวเพื่อรองรับปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สหรัฐฯ คือ ‘สถาปนิก’ แต่เอเชียคือ ‘สายพานการผลิต’

 

เมื่อเจาะลึกถึงภูมิภาคที่ได้ประโยชน์ นิสารัตน์ เปรียบเทียบภาพให้เห็นชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาทำหน้าที่เหมือน ‘สถาปนิก’ หรือผู้คิดค้นนวัตกรรม AI แต่หากดูในส่วนของซัพพลายเชนและฐานการผลิตทั้งหมดจะกระจุกตัวอยู่ในทวีปเอเชีย

 

  • ไต้หวัน เป็นผู้นำด้านธุรกิจ GPU และ Foundry โดยมีบริษัทอย่าง TSMC เป็นผู้ผลิตหลักของโลก ครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 50% และเป็นผู้ผลิตชิปเบอร์หนึ่งให้กับ Nvidia
  • เกาหลีใต้ เป็นผู้นำด้านธุรกิจหน่วยความจำ (NAND และ RAM) โดยบริษัทชั้นนำอย่าง Samsung และ SK Hynix ครองส่วนแบ่งการตลาดโลกสูงถึง 50-70%
  • ญี่ปุ่น มีความโดดเด่นในฐานะผู้ผลิตเครื่องจักรและเครื่องมือที่ใช้ในการผลิตชิป

 

แนะนำการปรับพอร์ต โฟกัส เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น-กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน นิสารัตน์ แนะนำว่าในปีนี้ต้องเลือกลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง (Selective) อย่างชัดเจน โดยหากเลือกลงทุนแบบ Sector Fund ควรเน้นไปที่กลุ่ม Semiconductor และกลุ่ม AI Infrastructure (เช่น กองทุนที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานหรือพลังงาน)

 

ในมิติของรายประเทศ แม้สหรัฐฯ จะยังเป็นแกนหลักของการลงทุน AI แต่ด้วยปัจจัยค่าเงินดอลลาร์ที่มีโอกาสอ่อนค่า อาจทำให้เห็นกระแสเงินทุน (Fund Flow) ไหลเข้าสู่การลงทุนนอกสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งแนะนำ 2 ตลาดหลักที่น่าสนใจ ได้แก่

 

  • ตลาดเกาหลีใต้ แม้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) จะเติบโตเป็น Top Performer บวกมาแล้วเกือบ 50% แต่ Valuation อย่างค่า P/E ยังคงถูกและอยู่ต่ำกว่า 10 เท่า สาเหตุหลักมาจากการปรับประมาณการกำไร (Earnings Revision) ของบริษัทจดทะเบียนขึ้นกว่า 100% จากอานิสงส์ของธุรกิจหน่วยความจำ

 

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากการที่รัฐบาลพยายามผลักดันการปฏิรูปตลาดทุน โดยมีมาตรการลดหย่อนภาษี 20% แบบจำกัดวงเงิน สำหรับนักลงทุนที่นำเงินจากต่างประเทศกลับมาลงทุนในหุ้นภายในประเทศในช่วงไตรมาสที่ 1 นี้

 

  • ตลาดญี่ปุ่น นอกจากโครงสร้างพื้นฐานประเทศที่ดีและการเป็นผู้นำด้านเครื่องมือผลิต AI แล้ว รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ ซานเอะ ยังได้แถลงนโยบายที่สนับสนุนธุรกิจ AI อย่างชัดเจน โดยมองว่าเป็น Next Curve ที่จะสร้างการเติบโตให้ประเทศ ส่งผลให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีโอกาสเติบโตและไปต่อได้

 

นิสารัตน์ ยังกล่าวเสริมว่า นักลงทุนอาจเลือกลงทุนผ่านกองทุนหุ้นเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่น (Asia Ex-Japan) เพื่อให้ครอบคลุมสัดส่วนการลงทุนในไต้หวัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญของ AI Supply Chain ด้วยเช่นกัน

 

ภาพ: Summit Art Creations / Shutterstock

The post หมดยุคหุ้นเทคฯ โตยกแผง? ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมกำลังถูก AI เข้ามาแทนที่ นักลงทุนต้องรับมืออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Great Rotation: หุ้นนอกหลบไป หุ้นไทยมาแล้ว ! https://thestandard.co/the-great-rotation-thai-stocks/ Fri, 20 Feb 2026 03:14:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1180259 ภาพนักลงทุนกำลังจับตาการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นจากจอแสดงผล สะท้อนการไหลของเงินทุนในภาวะ The Great Rotation

ช้อคละสิ งงกันหมดละสิ เพราะ สุดเรื่องแสนจะเซอรไพรส์ในโล […]

The post The Great Rotation: หุ้นนอกหลบไป หุ้นไทยมาแล้ว ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักลงทุนกำลังจับตาการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นจากจอแสดงผล สะท้อนการไหลของเงินทุนในภาวะ The Great Rotation

ช้อคละสิ งงกันหมดละสิ เพราะ สุดเรื่องแสนจะเซอรไพรส์ในโลกการลงทุนปี 2026 คือ หุ้นไทยปรับตัวบวกทะลุ 10% ภายในระยะเวลา 2 เดือนแรกของปี ในขณะที่หุ้นเปลี่ยนโลก 7 นางฟ้าสหรัฐฯ ติดลบทุกตัว

 

นักลงทุนได้แต่อุทานว่า “พอแล้ว พอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว กันเลยทีเดียว”

 

เชื่อว่าถ้าพูดเรื่องนี้ในปีที่แล้ว คงยากจะหาใครเชื่อ ดังนั้นในบทความนี้ผมนำสามประเด็นมาชี้แจงแถลงไขครับว่าตอนนี้โลกการลงทุนเกิดอะไรขึ้นกันแน่

 

ประการแรกเลย ปี 2026 คือ ปีทองของ Emerging Market

 

อ้างอิงจากข้อมูลจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นน้ำของโลกล่าสุด ข้อมูลบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่จะเติบโตเฉลี่ย c.4% ในปี 2026 ขณะที่เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วโตเพียง c.1.5-2.5% เท่านั้น

 

มากไปกว่านั้น ประเด็นเงินดอลลาร์อ่อนยังคงเป็นธีมหลักเนื่องจากความเชื่อมั่นของหนี้ของสหรัฐฯยังอ่อน … การขายดอลลาร์, พันธบัตรสหรัฐฯ เข้าลงทุนทองคำยังคงอยู่

 

และ สำหรับประเทศไทย ปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่ชัดเจนที่สุด คือ

 

“นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่รัฐบาลไทยอาจจะมีเสียงเกิน 300 กว่าเสียง หรือ พูดง่ายๆ คือ โมเดล ไทยรักไทยสองนั่นเอง … ภาพรัฐบาลยิงยาว 4 ปี คือ สิ่งที่ตลาดชอบ”

 

ประการที่สอง Hyperscalers บ้าคลั่งลงทุนจนกระทบกระแสเงินสด (FCF)

 

หากพิจารณาจากภาพข้างต้น โดยเฉลี่ยบริษัทเทคโนโลยีเพิ่มงบลงทุน (Capex) เกี่ยวกับ AI เกือบ 100% ในปี 2026 … ซึ่งสิ่งนี้เริ่มสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนมากขึ้นๆ เพราะ ยิ่งลงทุนเยอะเท่าไหร่ในปีนี้ เงินที่งอกเงยก็ต้องรอเวลาไปอีก หรือ

 

พูดง่ายๆ กำไรจากกระแสเงินสดที่จะเก็บเกี่ยว … ดันกลับต้องไปใช้ในงบลงทุนอีกครั้งซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

 

และถึงแม้ว่ารายได้รวมของหุ้นกลุ่ม Tech ยังสูงกว่า 2ล้านล้านดอลลาร์ แต่ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า Capex ที่พุ่งขึ้นจะกระทบกำไรระยะสั้นหรือไม่ และ เมื่อดูผลตอบแทนราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี หุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวลงไปแล้ว c.8% YTD ในขณะที่ S&P 500 ที่ไม่รวม 7 นางฟ้ากลับบวกขึ้นราว c.4% ซึ่งสะท้อนว่าตลาดเริ่มหมดความตื่นเต้นกับการทุ่มลงทุน AI แบบไม่เห็นผลชัดเจน และ Rotate เข้าสู่ Non-Tech, Value Sector

 

 

ประการสุดท้าย Forward P/E (x) Gap

 

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ตลาดไทยน่าสนใจคือเรื่อง Valuation ปัจจุบันค่า Forward P/E (x) ของ S&P 500 อยู่ที่ประมาณ 22 เท่า ขณะที่ตลาดหุ้นไทย (SET) ซื้อขายกันที่เพียง 15 เท่า ซึ่งถือว่าถูกกว่ามาก

 

The Great Rotation จึงเกิดขึ้นอย่างที่เราเห็น อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่า The Great Rotation อาจจะไม่ได้เกิดไปตลอดทั้งปีแน่นอน

 

การ Rotation back หรือ เงินไหลกลับ (ซื้อคืน Tech ขายหุ้น Value) ก็เกิดขึ้นได้เช่นกันหากความกังวลประการที่สองคลายตัว หรือ มูลค่าหุ้นกลุ่ม Value ในประการที่สามเริ่มตึงตัว

 

ดังนั้นอย่ายึดติดเลย ไม่ว่าจะเน้นหุ้นนอก หรือ ชอบหุ้นไทย … มีทั้งคู่สบายใจกว่า

 

*การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น

 

ภาพ: RUMANA FERDOUSI / Shutterstock

The post The Great Rotation: หุ้นนอกหลบไป หุ้นไทยมาแล้ว ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากยุคซอฟต์แวร์กินโลก สู่ยุคที่ AI กำลังกินซอฟต์แวร์ https://thestandard.co/ai-eating-software-investment/ Thu, 19 Feb 2026 09:59:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1180084 ภาพประกอบแสดง AI กำลังเข้ามาแทนที่ซอฟต์แวร์ พร้อมกราฟดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลก

ตลาดหุ้นโลกเริ่มปี 2026 อย่างน่าสงสัย เมื่อหุ้นเทคโนโลย […]

The post จากยุคซอฟต์แวร์กินโลก สู่ยุคที่ AI กำลังกินซอฟต์แวร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดง AI กำลังเข้ามาแทนที่ซอฟต์แวร์ พร้อมกราฟดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลก

ตลาดหุ้นโลกเริ่มปี 2026 อย่างน่าสงสัย เมื่อหุ้นเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ต่างปรับตัวลงสวนทางกับรายได้และกำไรที่กำลังเติบโต กลายเป็นคำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนช่วงนี้ว่า

 

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่และอนาคตหุ้นเทคฯ จะเป็นอย่างไรต่อจากนี้?”

 

คำตอบสั้นๆ คือ ความเชื่อมั่นในมูลค่าระยะยาวของธุรกิจซอฟต์แวร์ลดลงอย่างรวดเร็วในยุค AI เหตุการณ์นี้เป็นเหมือนวัฏจักรของตลาดทุนที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนรอบของธุรกิจ

 

คำตอบแบบเต็ม เกิดจากการศึกษาอดีต วิเคราะห์ความแตกต่างในปัจจุบัน เพื่อตีความผลกระทบในอนาคต

 

เริ่มต้นที่เข้าใจอดีต ซอฟต์แวร์คือ Disrupter ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษ 2010s แต่เมื่อเป็นธุรกิจที่เคยถูกดิสรัป ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกดิสรัปด้วยเช่นกัน

 

ย้อนกลับไปปี 2011 Marc Andreessen ผู้ร่วมก่อตั้ง Andreessen Horowitz ได้เขียนบทความชื่อดังว่า ‘Software is Eating the World’ เสนอแนวคิดว่า ซอฟต์แวร์จะเข้าไปแทนที่ธุรกิจดั้งเดิมแทบทุกอุตสาหกรรม เพราะต้นทุนการพัฒนาและกระจายซอฟต์แวร์ลดลงอย่างมากจากการมีอินเทอร์เน็ต

 

เรื่องนี้เป็นจริงอย่างไม่ต้องสงสัยในทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทซอฟต์แวร์ใช้ความได้เปรียบเรื่องต้นทุนส่วนเพิ่มเมื่อขยายฐานผู้ใช้ (per-seat) เป็นตัวแปรหลักในการเติบโต กลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่หลายแห่งจึงมี Net Margin สูงกว่า 25-40%

 

นักลงทุนที่เข้าใจธีมและลงทุนตั้งแต่ต้น ได้ประโยชน์จากการขยายตัวทั้งของกำไรและ Multiple เพราะตลาดเชื่อว่าซอฟต์แวร์จะเติบโตสูง 15–20% ต่อปีต่อเนื่องอย่างยั่งยืน P/E ระดับ 30-40 จึงถูกมองว่าสมเหตุสมผล

 

อย่างไรก็ดี ความได้เปรียบนี้ดูจะหมดไปอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าสู่ยุคที่ AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจได้โดยไม่ต้องเพิ่มผู้ใช้งาน

 

ล่าสุดในยุค Agentic AI ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือเสริม แต่สามารถทำหน้าที่ควบคุมการทำงานได้แบบกึ่งอัตโนมัติ จนบางครั้งผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงซอฟต์แวร์โดยตรง

 

โมเดลธุรกิจแบบ per-seat เดิมจึงถูกตั้งคำถามถึงโอกาสในอนาคต เช่นถ้า AI ทำให้บริษัทใช้พนักงานน้อยลง 10-20% รายได้ที่ผูกกับจำนวนบัญชีก็จะลดลงตาม ในขณะที่ต้นทุนใหม่ เช่น ค่าใช้โมเดลหรือ GPU ยังคงอยู่ ตลาดจึงเริ่มประเมินว่ากำไรในอีก 3-5 ปีข้างหน้าจะไม่เติบโตในอัตราเดิม

 

คำถามไม่ใช่แค่ ‘ทำไม’ แต่คือ ‘เมื่อไหร่’

 

ในมุมเทคโนโลยี การพัฒนาโมเดลภาษาและ AI agent ก้าวหน้าเร็วมาก ต้นทุนการประมวลผลต่อหน่วยลดลงหลายสิบเท่าตั้งแต่การเปิดตัว ChatGPT ล่าสุดปี 2026 บางองค์กรเริ่มทดลองนำ AI ใช้แทนที่พนักงานบ้างแล้ว

 

ส่วนในมุมมองด้าน Valuation หากต้นทุน AI คิดเป็นเพียง 1-2% ของรายได้ แต่บริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพนักงานลงได้ถึงปีละ 5-10% การตัดสินใจนำ AI มาใช้จะยิ่งเกิดขึ้นเร็ว หมายความว่าผลกระทบต่อซอฟต์แวร์แบบเดิมจะสะท้อนในงบการเงินทันที หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปจะมีหลายธุรกิจที่ราคาหุ้นไม่คุ้มค่า Multiple ของกำไรระดับสูง

 

ในเชิงปริมาณนักลงทุนสามารถจับตาไปที่ 3 ตัวชี้วัดหลัก

 

หนึ่ง อัตราการเติบโตของ EPS หากลดจาก 20% เหลือ 10% ค่า P/E ที่เหมาะสมอาจลดจาก 35 เท่า เหลือประมาณ 20 เท่า

 

สอง แนวโน้มของ Margin หาก Gross Margin ลดลง 3-5% ต่อเนื่อง ตลาดจะตีความว่าโครงสร้างกำไรเปลี่ยนถาวร

 

สาม Free Cash Flow หากกระแสเงินสดอิสระต่ำกว่า 4-5% ของมูลค่าตลาด ความเสี่ยงด้าน Valuation จะเร่งตัวขึ้นทันที

 

สำหรับนักลงทุน ผมมองว่าความเสี่ยงครั้งนี้มีโอกาสซ่อนอยู่ เพียงแค่เราปรับกลยุทธ์ไปเป็นการคัดเลือกตามโครงสร้างรายได้

 

ซอฟต์แวร์ที่มีโมเดลรายได้แบบคิดตามจำนวนคน (Per-Seat) คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดและยากที่กระแสเทคโนโลยีจะย้อนกลับ

 

กลยุทธ์หลักควรเป็นการเปลี่ยนกลุ่ม ไปลงทุนในซอฟต์แวร์ที่มีโมเดลรายได้แบบอื่นๆ

 

แบบผูกกับมูลค่าธุรกรรม (Transaction-based) หรือสินทรัพย์ (Asset-based) เช่น ระบบชำระเงิน หรือรายได้จาก hardware ถือว่าดีกว่า แต่มีข้อเสียด้านความสัมพันธ์กับวัฏจักรเศรษฐกิจที่สูง

 

ส่วนโมเดลที่คิดตามปริมาณการใช้ (Consumption) เช่น คลาวด์หรือฐานข้อมูล มีความเสี่ยงน้อยที่สุดเพราะ AI หนุนการเพิ่มปริมาณการประมวลผล แต่มีการลงทุนสูง โอกาสสร้างผลตอบแทนต่ำกว่ากลุ่มอื่น

 

ท้ายที่สุด AI จะกินโลกหรือไม่ อาจไม่ใช่คำถามที่ถูกต้อง เพราะประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีใหญ่ทุกครั้งจะขยายขนาดเศรษฐกิจโดยรวม มากกว่าจะทำลายมันทั้งหมด

 

“มูลค่าจะไหลไปอยู่ตรงไหน และเราจ่ายราคาเท่าไรสำหรับกำไรในอนาคต” เป็นคำถามที่สำคัญกว่า

 

เพราะยุค AI ผู้ชนะคือผู้ที่เข้าใจว่า กำไรจะย้ายจากชั้นบนของซอฟต์แวร์ ลงไปสู่ชั้นข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และผู้ที่นำ AI ไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุดครับ

 

 

 

ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลก (Rebased Sep 2025 =100)

 

ที่มา: Bloomberg and FSS

 

ภาพ: Summit Art Creations / Shutterstock

The post จากยุคซอฟต์แวร์กินโลก สู่ยุคที่ AI กำลังกินซอฟต์แวร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หากรัฐบาลใหม่ตั้งเร็ว ขณะที่โลกจับตา ‘Kevin Warsh’ ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom https://thestandard.co/set-rally-government-kevin-warsh-ai/ Mon, 09 Feb 2026 05:29:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1176320 ภาพกราฟดัชนีตลาดหุ้นไทยและภาพสัญลักษณ์แสดงถึงการตัดสินใจนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแส AI

The post Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หากรัฐบาลใหม่ตั้งเร็ว ขณะที่โลกจับตา ‘Kevin Warsh’ ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟดัชนีตลาดหุ้นไทยและภาพสัญลักษณ์แสดงถึงการตัดสินใจนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแส AI

The post Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หากรัฐบาลใหม่ตั้งเร็ว ขณะที่โลกจับตา ‘Kevin Warsh’ ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom appeared first on THE STANDARD.

]]>
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ https://thestandard.co/fed-us-inflation-gold-5000-surge/ Tue, 20 Jan 2026 03:01:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1167022 บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

The post บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

The post บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องโลกการเงินปี 2026 ยุค ‘Great Divergence’ เมื่อ Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปกลางปี สวนทาง ธปท. จ่อหั่น 2 รอบ รับมือตลาดแรงงานอ่อนแอและเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน https://thestandard.co/2026-great-divergence-fed-bot/ Mon, 29 Dec 2025 08:29:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1159733 ส่องโลกการเงินปี 2026 ยุค ‘Great Divergence’ เมื่อ Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปกลางปี สวนทาง ธปท. จ่อหั่น 2 รอบ รับมือตลาดแรงงานอ่อนแอและเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน

The post ส่องโลกการเงินปี 2026 ยุค ‘Great Divergence’ เมื่อ Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปกลางปี สวนทาง ธปท. จ่อหั่น 2 รอบ รับมือตลาดแรงงานอ่อนแอและเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องโลกการเงินปี 2026 ยุค ‘Great Divergence’ เมื่อ Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปกลางปี สวนทาง ธปท. จ่อหั่น 2 รอบ รับมือตลาดแรงงานอ่อนแอและเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน

The post ส่องโลกการเงินปี 2026 ยุค ‘Great Divergence’ เมื่อ Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปกลางปี สวนทาง ธปท. จ่อหั่น 2 รอบ รับมือตลาดแรงงานอ่อนแอและเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องพอร์ต ‘จอร์จ โซรอส’ ไล่เก็บหุ้นเทคโนโลยีเพิ่ม https://thestandard.co/soros-adds-tech-stocks/ Wed, 26 Nov 2025 10:28:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1148069 ส่องพอร์ต ‘จอร์จ โซรอส’ ไล่เก็บหุ้นเทคโนโลยีเพิ่ม

กองทุน Soros Fund Management ภายใต้การบริหารของ George […]

The post ส่องพอร์ต ‘จอร์จ โซรอส’ ไล่เก็บหุ้นเทคโนโลยีเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องพอร์ต ‘จอร์จ โซรอส’ ไล่เก็บหุ้นเทคโนโลยีเพิ่ม

กองทุน Soros Fund Management ภายใต้การบริหารของ George Soros หนึ่งในนักลงทุนชื่อดัง ได้มีการเปิดเผยเอกสารการซื้อขายหุ้น (13-Form) ประจำไตรมาส 3 ของปี 2025 พบว่ามีการเข้าเก็บหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Amazon และ Google (Alphabet) เป็นต้น เช่นเดียวกับ Warren Buffett ที่เริ่มทยอยเก็บหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Google เข้าพอร์ต จนสัดส่วนการถือหุ้นมีนัยสำคัญต่อพอร์ตการลงทุน

 

ในเอกสาร (13-Form) เปิดเผยว่า Soros เข้าลงทุนในหุ้น Amazon (AMZN) เพิ่มจำนวน 1,843,329 หุ้น คิดเป็นการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 481.47% จนมีสัดส่วนการถือครองรวม 2,226,187 หุ้น มูลค่ารวมกว่า 488 ล้านดอลลาร์​ หรือประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 7.96% ของพอร์ตการลงทุน

 

ตามมาด้วยการซื้อหุ้น Alphabet (GOOGL) เพิ่มจำนวน 631,397 หุ้น จนมีส่วนการถือครองรวม 658,367 หุ้น เพิ่มขึ้นกว่า 2,341.11% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 160 ล้านดอลลาร์​หรือประมาณ 5 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.15% ของพอร์การลงทุนทั้งหมด

 

ไม่เพียงเท่านั้นเอกสารดังกล่าว ยังเผยว่า Soros ได้มีการเพิ่มหุ้นเข้าพอร์ตทั้งหมด 66 ตัว เป็น Invesco S&P500 Weight ETF (RSP) ที่มีการซื้อเข้าใหม่เพิ่มมากที่สุด มูลค่าราว 157 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5 พันล้านบาท แต่ถึงอย่างนั้นก็คิดเป็นสัดส่วน 3.09% ของพอร์ตรวม ตามมาด้วยหุ้น Figure Solution Technology (FIGR) ที่มีการซื้อเพิ่มมากสุดเป็นอันดับสอง คิดเป็นมูลค่า 81 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.4 พันล้านบาท และ หุ้น Walt Disney Co (DIS) ที่เข้าซื้อเพิ่มมากเป็นอันดับสาม คิดเป็นมูลค่าราว 75 ล้านดอลลาร์​ หรือประมาณ 2.2 พันล้านบาท

 

ในบทความนี้ทางทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปสำรวจพอร์ตการลงทุนของ Soros Fund Management ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

 

ส่องพอร์ต ‘จอร์จ โซรอส’ ไล่เก็บหุ้นเทคโนโลยีเพิ่ม 1

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post ส่องพอร์ต ‘จอร์จ โซรอส’ ไล่เก็บหุ้นเทคโนโลยีเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
แรงงานสหรัฐสะดุด ว่างงานพุ่งสูงสุดรอบ 4 ปี นักวิเคราะห์มอง Fed ยังมีโอกาสลดดอกเบี้ย ธ.ค. ขณะเศรษฐกิจไทยปี 2025–26 ถูกหั่นคาดการณ์โตเหลือ 1.8% และ 1.4% https://thestandard.co/us-unemployment-thai-growth-cut/ Tue, 25 Nov 2025 12:50:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1147531 แรงงานสหรัฐสะดุด ว่างงานพุ่งสูงสุดรอบ 4 ปี นักวิเคราะห์มอง Fed ยังมีโอกาสลดดอกเบี้ย ธ.ค. ขณะเศรษฐกิจไทยปี 2025–26 ถูกหั่นคาดการณ์โตเหลือ 1.8% และ 1.4%

The post แรงงานสหรัฐสะดุด ว่างงานพุ่งสูงสุดรอบ 4 ปี นักวิเคราะห์มอง Fed ยังมีโอกาสลดดอกเบี้ย ธ.ค. ขณะเศรษฐกิจไทยปี 2025–26 ถูกหั่นคาดการณ์โตเหลือ 1.8% และ 1.4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
แรงงานสหรัฐสะดุด ว่างงานพุ่งสูงสุดรอบ 4 ปี นักวิเคราะห์มอง Fed ยังมีโอกาสลดดอกเบี้ย ธ.ค. ขณะเศรษฐกิจไทยปี 2025–26 ถูกหั่นคาดการณ์โตเหลือ 1.8% และ 1.4%

The post แรงงานสหรัฐสะดุด ว่างงานพุ่งสูงสุดรอบ 4 ปี นักวิเคราะห์มอง Fed ยังมีโอกาสลดดอกเบี้ย ธ.ค. ขณะเศรษฐกิจไทยปี 2025–26 ถูกหั่นคาดการณ์โตเหลือ 1.8% และ 1.4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
อะไรเอ่ย… มาก่อนวิกฤติตลาดหุ้น https://thestandard.co/stock-market-crisis-bubble-sign/ Sat, 22 Nov 2025 07:07:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1146167 อะไรเอ่ย… มาก่อนวิกฤติตลาดหุ้น

การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของหุ้นเทคโนโลยีและตลาดหุ้นอเมริก […]

The post อะไรเอ่ย… มาก่อนวิกฤติตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
อะไรเอ่ย… มาก่อนวิกฤติตลาดหุ้น

การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของหุ้นเทคโนโลยีและตลาดหุ้นอเมริกาในช่วงเร็วๆ นี้ทำให้เกิดความวิตกกังวลกันว่าหุ้นและตลาดกำลังเกิด ‘ฟองสบู่’ และในไม่ช้าก็จะ ‘แตก’ และตลาดหุ้นก็จะเกิด ‘วิกฤติ’ ดังนั้น เราควรมาดูกันหน่อยว่าตลาดหุ้นในรอบนี้จะเกิดวิกฤติหรือไม่?

 

มองจากประวัติศาสตร์ของวิกฤติตลาดหุ้นผมพบว่า ก่อนการเกิดวิกฤตินั้น ภาวะของตลาดมักจะมี 2 แบบที่อยู่กันคนละขั้ว คือแบบแรก ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจรุ่งเรืองสดใสมากและนำโดยภาคเศรษฐกิจ ‘ยุคใหม่’ ที่จะก่อให้เกิดความรุ่งเรืองและเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นมากเกินไปและเกินพื้นฐานที่ควรจะเป็นมาก และเมื่อถึงจุดหนึ่ง คนก็เริ่มตระหนักและเทขายหุ้นจนกลายเป็นวิกฤติ

 

และแบบที่สองก็คือ เศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็ปกติ แต่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น อาจจะเกิดจากการกระทำของรัฐหรือองค์กรหรือสถาบัน หรือเกิดขึ้นเนื่องจากความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจมหภาค ที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำหรือสภาพคล่องทางการเงินมีปัญหารุนแรงมาก จนทำให้คนขาดความมั่นใจเทขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง และนั่นทำให้ตลาดหุ้นตกต่ำจนเป็นวิกฤติ

 

เริ่มจากวิกฤติครั้งใหญ่ของโลกหรือ ‘The Great Depression’ ในปี 1929 ที่ตลาดหุ้นดาวโจนส์ตกลงมาจาก 380 จุดเหลือเพียง 43 จุด ในปี 1932 หรือตกลงมาประมาณ 90% ภายในเวลา 3 ปี และใช้เวลาประมาณ 25 ปี ก่อนที่ดัชนีจะกลับมาเท่าเดิม และในช่วงที่เลวร้ายที่สุดนั้น คนตกงานมากกว่า 20% ของคนทำงานทั้งหมด

 

แต่ก่อนวันวิกฤตินั้น เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของอเมริกากำลังรุ่งเรืองสุดยอด สหรัฐกำลังกลายเป็นประเทศ ‘มหาอำนาจ’ ของโลกเพราะเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างแรง อุตสาหกรรมกำลังเติบโตและแซงประเทศอื่นๆ อย่างอังกฤษ ฝรั่งเศสและประเทศในยุโรปที่เป็นมหาอำนาจเดิม นอกจากนั้น อเมริกากำลังก้าวหน้าและนำในด้านของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในโลก อานิสงส์ส่วนหนึ่งเพราะยุโรปต่างก็บอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ในขณะที่อเมริกาสงบและทำแต่เรื่องค้าขายกับประเทศเหล่านั้นเป็นหลัก

 

อุตสาหกรรมที่กำลังรุ่งเรืองที่สุดอย่างหนึ่งก็คือรถยนต์ซึ่งกำลังเติบโตมหาศาลเพราะคนอเมริกันเริ่มใช้รถยนต์กันมากขึ้น ถนนหนทางที่เคยมีแต่รถม้าเริ่มเต็มไปด้วยรถยนต์ของบริษัท General Motor หรือ GM ที่กลายเป็นผู้ชนะ หุ้นของ GM ที่เคยมีราคา 9.6 เหรียญในต้นทศวรรษปรับตัวขึ้นไปเป็น 97.9 เหรียญหรือปรับขึ้น 10 เท่าตอนสิ้นปี 1928

 

แต่ที่โดดเด่นที่สุดในช่วงเวลาเดียวกันคือหุ้นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี ‘เปลี่ยนโลก’ คือหุ้น RCA หรือ Radio Corporation of America บริษัทเจ้าของสิทธิบัตรวิทยุที่ขายทั้งเครื่องรับวิทยุและเป็นเจ้าของสถานีวิทยุกระจายเสียงที่เป็นเครื่องมือสื่อสารใหม่ที่จะ ‘เปลี่ยนโลก’ ไปอย่างสิ้นเชิง

 

RCA กลายเป็น ‘หุ้น 100 เด้ง’ และในช่วงปี 1926 ถึง 1929 ก่อนวิกฤติ 2-3 เดือน ราคาก็ขึ้นจาก 43 เหรียญเป็น 568 เหรียญ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าในเวลา 3-4 ปี ซึ่งช่วงเวลานั้นก็เป็นยุคแห่งการเก็งกำไรในตลาดหุ้นอย่าง ‘บ้าคลั่ง’ ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยนักลงทุนส่วนบุคคลที่ซื้อหุ้นด้วยมาร์จิ้นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

เช่นเดียวกับภาวะตลาดหุ้นที่ร้อนแรงต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้นจาก 68.4 จุดในปี1921 กลายเป็น380.3 ในปี 1929 หรือเพิ่มขึ้น 456% ในเวลา 8 ปี หรือให้ผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 22.4% เป็น ‘ยุคทอง’ ของการลงทุนในตลาดหุ้น ดัชนีตลาดหุ้นขึ้นไปสูงและแพงมาก คิดเป็นค่า PE น่าจะประมาณ 30-40 เท่าขึ้นไป

 

อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้น ถึงแม้ว่าจะมีคนกลัวกันว่าหุ้นอาจจะตกลงมาแรงเป็น งวิกฤติง แต่ ‘เซียน’ ซึ่งรวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังอย่าง Irving Fisher ในช่วงก่อนวิกฤติเพียง 2-3 เดือนกลับ ‘ยอมรับ’ ว่า ตลาดหุ้นคราวนี้ ‘ไม่เหมือนเดิม’ และ ‘หุ้นก็จะราคาสูงแบบนี้อย่างถาวร’ แล้ว

 

วิกฤติใหญ่ครั้งที่ 2 ก็คือ วิกฤติในปี 1973-74 ซึ่งเป็นวิกฤติแบบที่ 2 คือ เศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก อานิสงส์จากวิกฤติน้ำมันที่เกิดขึ้นเนื่องจากประเทศกลุ่ม OPEC ซึ่งควบคุมการผลิตน้ำมันใหญ่ที่สุดของโลกประกาศแซงก์ชันไม่ขายน้ำมันให้อเมริกาที่หนุนอิสราเอลในสงคราม Yom Kippur ระหว่างชาติอาหรับกับอิสราเอล ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 300% และส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลกที่เรียกว่า ‘Stagflation’

 

อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของเฟดเพิ่มขึ้นสูงลิ่วกว่า 10% จากระดับ 3-4% ก่อนหน้านั้น ซึ่งทำให้สภาพคล่องทางการเงินในตลาดลดลงไปมากและทำให้ดัชนีตลาดหุ้นตกต่ำลงไปประมาณกว่า 40% ในเวลา 2 ปี และใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปี กว่าดัชนีจะกลับมาที่เดิม

 

วิกฤติครั้งที่ 3 คือ วิกฤติ ‘ดอทคอม’ ในปี 2000 ที่หุ้นเทคโนโลยีโดยเฉพาะดิจิทัล-อินเทอร์เน็ต เจริญเติบโตขึ้นในโลก อินเทอร์เน็ตที่แต่เดิมเป็นของรัฐบาลนั้น กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปสามารถใช้ได้ และหลังจากนั้น ผลิตภัณฑ์สารพัดชนิดก็เกิดขึ้น โลกทั้งโลกเชื่อมต่อกันได้ภายในเสี้ยววินาที ‘โลกใหม่’ กำลังเกิดขึ้น ชีวิตของคนทั่วโลกจะ ‘ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป’ และบริษัทเทคโนโลยีที่เป็นผู้นำอย่างเช่น อะมาซอน จะครองโลก ราคาหุ้นเทคโนโลยีทั้งหลายวิ่งขึ้น ‘ทะลุฟ้า’ แม้ว่าจำนวนมากยังไม่มีกำไรและมีรายได้น้อยมาก ขอให้มีชื่อต่อท้ายว่า ‘ดอทคอม’ ก็พอ

 

ดัชนีหุ้น Nasdaq ปรับตัวขึ้นจาก 1,614 จุดในช่วงปลายปี 1998 ขึ้นเป็น 4,963 ในช่วงต้นปี 2000 หรือเพิ่มขึ้น 207% ในเวลาเพียง 1 ปี 3 เดือน ก่อนที่จะเกิดวิกฤติและดัชนีตกลงมาเหลือเพียง 1,687 จุดในปี 2001 หรือลดลงถึง 66% ในเวลา 1 ปี 6 เดือน โดยที่หุ้นจำนวนมากรวมถึงหุ้นอะมาซอนตกลงมากว่า 90% และหุ้นจำนวนที่มากกว่ากลายเป็น 0

 

เหตุผลของวิกฤติก็คือ ราคาหุ้นสูงเกินไป และแม้จะมีสตอรี่ว่ารายได้และกำไรจะโตแบบระเบิดเมื่อมีผู้ใช้มากขึ้นและมี ‘Network Effect’ ที่สามารถยึดกุมลูกค้าไว้ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป รายได้และกำไรกลับมาไม่ทัน ทำให้คนคิดว่าหุ้นแพงเกินไปมาก ตลาดโดยรวมมีค่า PE สูงมากระดับน่าจะเกิน 40 เท่า

 

นักลงทุนก็ขาดความมั่นใจเทขายหุ้นทำให้หุ้นตกลงมาแรงทำให้คนอื่นที่ต่างก็เป็นนักเก็งกำไรขายตาม กลายเป็น ‘Snowball Effect’ หรือเหมือน ‘หิมะถล่ม’ และนี่ก็เป็นกรณีที่สภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่ ‘ดีเกินไป’ ที่ก่อให้เกิดวิกฤติแบบที่ 1

 

วิกฤติสุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือ วิกฤติ ‘ซับไพร์ม’ ในปี 2008 ที่เกิดขึ้นจาก ‘ระบบ’ และเศรษฐกิจที่ผิดพลาด ไม่ใช่ดัชนีตลาดที่สูงหรือเศรษฐกิจที่ดีเกินไป หรือเป็นวิกฤติแบบที่ 2

 

ก่อนวิกฤติ 2-3 ปี เศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้มีอะไรโดดเด่นนัก ตลาดหุ้นวัดโดยดัชนี S&P ก็ทรงๆ มาเป็นปีๆ แล้ว ที่ประมาณ1,300-1,400 จุด เงินในตลาดส่วนใหญ่ก็เน้นไปที่การลงทุนในตลาดเงินและตลาดพันธบัตรเป็นหลัก แต่แล้วในวันหนึ่ง ก็มี ‘นวัตกรรมการเงิน’ ใหม่เกิดขึ้นเรียกว่า CDO (Credit Default Swaps) ที่สามารถแปลงหนี้ลูกหนี้เงินกู้ซื้อบ้านที่มีคุณภาพต่ำ (Sub Prime) ให้เป็นตราสารการเงินที่มี ‘คุณภาพสูง’ เอาไปขายให้กับนักลงทุนสถาบันรวมถึงธนาคารต่างๆ

 

ตราสารได้รับการยอมรับและมีการเติบโตขึ้นอย่างมาก ลูกหนี้ที่ไม่มีศักยภาพในการใช้หนี้ต่างก็เข้ามาซื้อบ้านเพราะแบงก์ก็อยากปล่อยกู้เพราะสามารถนำไปขายต่อเพื่อทำเป็น CDO ได้ นั่นทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เฟื่องฟูและราคาบ้านเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็ส่งผลให้คนซื้อบ้านมีกำไรทั้งๆ ที่ผ่อนต่อไม่ไหว

 

แต่แล้ว ในที่สุด อัตราการเป็นหนี้เสียก็เพิ่มขึ้นจนระบบและการทำ CDO รับไม่ไหว ราคาของตราสารตกลงมาจนทำให้สถาบันการเงินที่เข้ามาลงทุนหรือเกี่ยวข้องด้วยล้มละลายเป็นจำนวนมาก ผลกระทบส่งถึงเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงอย่างแรงและทำให้ตลาดหุ้นวิกฤติตามมา

 

ดัชนี S&P 500 ร่วงลงจากประมาณ 1,300 จุดในช่วงเดือนสิงหาคม 2008 เหลือเพียง 750 จุดในเดือนมีนาคม 2009 หรือลดลง 42% ในเวลาเพียง 7 เดือน อานิสงส์จากการที่เงินหรือสภาพคล่องในระบบที่หายไปทันทีจากการ ‘ล่มสลาย’ ของสถาบันการเงินจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การทำ QE หรือการเพิ่มสภาพคล่องด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลของรัฐบาลในเวลาต่อมา ได้ทำให้ดอกเบี้ยลดลงมาเหลือใกล้ 0% และทำให้หุ้นฟื้นขึ้นอย่างรวดเร็วและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

 

ที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาสูงสุดในประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งนำโดยหุ้นไฮเทคที่ร้อนแรงเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการปรากฏขึ้นของ AI ที่มีความฉลาด ‘เหนือมนุษย์’ และกำลังจะมา ‘เปลี่ยนโลก’ อย่างที่เราจะไม่เคยเห็นในอนาคตอันใกล้ นั่นคือเรื่องแรก

 

ประเด็นที่ 2 ก็คือ ดัชนี Nasdaq ในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นมา 100% แล้วและทำให้ค่า PE สูงกว่า 30 เท่า ตลาดหุ้นเองก็ร้อนแรงมากและเต็มไปด้วยนักลงทุนส่วนบุคคลที่ใช้มาร์จินในการลงทุนน่าจะสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ข้อ 3 ก็คือ หุ้นที่ร้อนแรงมากที่สุดตัวหนึ่งก็คือ TESLA ซึ่งผลิตรถไฟฟ้าที่กำลังขับเคลื่อนบนท้องถนนด้วยตนเอง คล้ายๆ กับหุ้น GM ในปี 1929 เช่นเดียวกับหุ้น NVIDIA ที่ร้อนยิ่งกว่าเพราะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนโลกใหม่คล้ายกับหุ้น RCA และผมคงไม่ต้องพูดว่าหุ้นทั้งสองตัวนั้นเป็นหุ้นกี่เด้งไปแล้ว?

 

แต่ ‘เซียน’ จำนวนมากก็บอกว่า ‘ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม’ เพราะบริษัท ‘เทคนางฟ้า’ ทั้ง 7 มีกำไรรองรับเพียงพอ คล้ายๆ กับพูดว่า หุ้นไม่ได้แพงและ ‘ราคาหุ้นก็คงขึ้นมาอย่างถาวรแล้ว’ ไม่ตกลงไปแบบวิกฤติเดิมหรอก ไม่ว่าจะเป็นปี 1929 หรือ 2000

 

แต่ผมเองก็รู้สึก ‘หนาว’ เพราะคำว่า ‘ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม’ ในความคิดของผมกลับเป็นว่า เพราะครั้งนี้เรายังมีเรื่องการ ‘เปลี่ยนแปลงภาษีศุลกากรครั้งใหญ่’ ที่อาจจะเป็นเหตุของวิกฤติแบบที่ 2 ที่ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงด้วย

 

ภาพ: SARINYAPINNGAM/Getty Images

The post อะไรเอ่ย… มาก่อนวิกฤติตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมงบ Nvidia ที่ออกมาดี ถึงหยุดการไหลลงของตลาดในเวลานี้ไม่ได้? https://thestandard.co/nvidia-good-earnings-market-fall/ Fri, 21 Nov 2025 09:45:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1145911 ทำไม งบ Nvidia ที่ออกมาดี ถึงหยุด การไหลลงของตลาด ในเวลานี้ไม่ได้?

ดัชนี Nasdaq ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นเทคโนโลยีขอ […]

The post ทำไมงบ Nvidia ที่ออกมาดี ถึงหยุดการไหลลงของตลาดในเวลานี้ไม่ได้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม งบ Nvidia ที่ออกมาดี ถึงหยุด การไหลลงของตลาด ในเวลานี้ไม่ได้?

ดัชนี Nasdaq ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นเทคโนโลยีของโลก ร่วงลง 2.15% เมื่อวานนี้ (20 พฤศจิกายน) สู่ระดับ 22,078 จุด ต่ำสุดในรอบ 2 เดือน แม้หุ้นที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกอย่าง Nvidia Corp. จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ออกมาดีกว่าคาด

 

ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังจะปิดสัปดาห์ด้วยผลงานที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา โดยดัชนี MSCI All Country World Index ร่วงลงเกือบ 3% ในสัปดาห์นี้ หลังจากดัชนี S&P 500 เกิดการกลับตัวระหว่างวัน (Intraday Reversal) ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน โดยเปิดตลาดบวกกว่า 1% แต่กลับปิดลบถึง 3.6%

 

แรงเทขายระลอกใหม่ถูกจุดชนวนจากความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่ตึงตัวจนเกินไป และคำถามสำคัญที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า “การลงทุนมหาศาลใน AI จะคุ้มทุนหรือไม่”

 

นอกจากหุ้นเทคสหรัฐฯ ดัชนีหุ้นเอเชียในช่วงเช้านี้ก็ปรับตัวลดลง 1.6% เช่นกัน โดยเฉพาะดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ ร่วงลงหนักถึง 4.2% ในช่วงแรกของการซื้อขาย ขณะที่ราคา Bitcoin ร่วงหลุดระดับ 86,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามทิศทางสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ขณะที่ดัชนี Cboe Volatility Index (VIX) หรือดัชนีชี้วัดความกลัวในตลาด พุ่งขึ้นแตะระดับ 26.42 สูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน

 

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า “หุ้นเทคโนโลยียังไม่ได้จบรอบ แต่มีโอกาสในการปรับฐาน หลังจากเริ่มปรับตัวลงมา 5-10% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา”

 

ปัจจัยระยะสั้นมาจากมุมมองต่อนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งเดิมทีตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมแน่นอน แต่หลังจากตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ไม่ได้แย่มาก และการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจย้อนหลังของสหรัฐฯ ที่เลื่อนไปเป็น 16 ธันวาคม หลังจากการประชุมของเฟดในวันที่ 11 – 12 ธันวาคม ทำให้ตลาดเริ่มมองว่าเฟดอาจจะไม่ลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม

 

สรพลกล่าวต่อว่า สถิติอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ ตั้งแต่ช่วงปี 1980 – 1990 จนถึงปัจจุบัน วัฏจักรของอุตสาหกรรมเซมิคอนดัคเตอร์หลังจากการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร หรือสมาร์ทโฟน จากจุดเริ่มต้นจนมักจะใช้เวลาเฉลี่ย 28 – 33 เดือน ก่อนที่จะจบรอบวัฏจักร

 

“รอบนี้ตั้งแต่การเปิดตัวของ OpenAI จะครบรอบ (ใกล้เคียงกับสถิติในอดีต) ช่วงปีหน้า ส่วนตัวยังไม่คิดว่าจะเป็นการจบรอบทันที แม้มูลค่าหุ้นปัจจุบันค่อนข้างสูง แต่รอบนี้เห็นหลายบริษัทที่กำไรยังเติบโตทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง” สรพลกล่าว

 

ด้าน เดวิด โรเซนเบิร์ก นักเศรษฐศาสตร์และประธาน Rosenberg Research ระบุว่า “นานหลายทศวรรษแล้วที่หุ้นเพียงตัวเดียวสามารถขับเคลื่อนตลาดได้เหมือน Nvidia จงจำไว้ว่า นี่ยังคงเป็นฟองสบู่ในระดับมหากาพย์ ผมขอเป็นคนหนึ่งที่สงสัยว่าขนาดตลาด AI โดยรวมจะขยายตัวได้ถึง 8 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจริงหรือ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่กำลังสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นขณะนี้”

 

เคธี วูด เข้าซื้อ Nvidia หลังประกาศงบ Q3

 

เคธี วูด นักลงทุนและผู้ก่อตั้ง ARK Invest ตัดสินใจเข้าซื้อหุ้น Nvidia Corp. (NVDA) ล็อตใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน หลังราคาหุ้นปรับตัวลดลง แม้จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ที่แข็งแกร่งเกินคาด

 

ข้อมูลจากกองทุนเปิดเผยว่า ARK Innovation ETF (ARKK) ซึ่งเป็นกองทุนเรือธงของวูด ได้เข้าซื้อหุ้น Nvidia เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (20 พฤศจิกายน) จำนวนกว่า 93,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่าราว 17.5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 600 ล้านบาท)

 

การเข้าซื้อครั้งนี้ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ เพราะเป็น การซื้อครั้งแรกของกองทุน ARK นับตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม เป็นต้นมา ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณย้ำจุดยืนของวูดที่ยังคงเชื่อมั่นในทิศทางขาขึ้น (Bullish) ของ Nvidia และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มเปี่ยม โดยปัจจุบันกองทุนต่างๆ ของ ARK ถือครองหุ้น Nvidia รวมกันราว 1 ล้านหุ้น ซึ่งเป็นสัดส่วนการถือครองที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 19 ของพอร์ต

 

แม้ Nvidia จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ดีกว่าคาด แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลง 3.2% ในการซื้อขายเมื่อวันพฤหัสบดี ท่ามกลางความผันผวนอย่างหนัก เนื่องจากความกังวลของนักลงทุนใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ ระดับสินค้าคงคลังที่เพิ่มสูงขึ้น (Rising Inventory Levels) และความกลัวเรื่อง “การระดมทุนแบบงูกินหาง” (Circular Financing) ซึ่งหมายถึงความกังวลว่ารายได้ของ Nvidia อาจมาจากการที่บริษัทเข้าไปลงทุนในสตาร์ทอัพ (เช่น OpenAI) แล้วสตาร์ทอัพเหล่านั้นก็นำเงินกลับมาซื้อชิปของ Nvidia ซึ่งอาจไม่ใช่ดีมานด์ที่แท้จริง

 

แม้ เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia จะพยายามออกมาลดกระแสความกังวลเรื่องฟองสบู่และ Circular Financing แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนส่วนใหญ่กลับมาได้ทันที

 

การเข้าซื้อของวูดในครั้งนี้ สวนทางกับความเคลื่อนไหวของนักลงทุนชื่อดังรายอื่นๆ อาทิ Michael Burry นักลงทุนดังจากภาพยนตร์ The Big Short ได้ออกมาเตือนเรื่องฟองสบู่หุ้นเทคฯ และเปิดเผยสถานะขายชอร์ต (Short Position) ใน Nvidia เช่นเดียวกับ SoftBank Group และ Peter Thiel นักลงทุนและผู้ร่วมก่อตั้ง Founders Fund, PayPal และ Palatir Technologies ต่างเทขายหุ้น Nvidia ออกไปก่อนหน้านี้

 

ภาพ: Woohae Cho/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ทำไมงบ Nvidia ที่ออกมาดี ถึงหยุดการไหลลงของตลาดในเวลานี้ไม่ได้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
(END) NVIDIA?! … No, we are not done yet. https://thestandard.co/opinion-nvidia-not-done-yet/ Thu, 20 Nov 2025 07:05:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1145430 (END) NVIDIA? … No, we are not done yet.

ทุกสายตาจ้องมองไปที่จุดเดียว เป้าหมายเดียว หุ้นตัวเดียว […]

The post (END) NVIDIA?! … No, we are not done yet. appeared first on THE STANDARD.

]]>
(END) NVIDIA? … No, we are not done yet.

ทุกสายตาจ้องมองไปที่จุดเดียว เป้าหมายเดียว หุ้นตัวเดียว …

 

ไม่ว่าคุณจะลงทุน S&P500 ค้าทองคำ หรือ เทรดบิตคอยน์ …

 

นั่นคือ งบกำไร FY3Q26 ของ NVIDIA (NVDA) ซึ่งใช่ครับ … งบ NVIDIA ดีกว่านักวิเคราะห์หรือตลาดคาดการณ์อีกแล้ว รายละเอียดเป็นอย่างไร ไปตามในบทความนี้กันครับ

 

ประการแรก: รายได้และกำไรมาหมด

 

รายได้รวมของ NVIDIA แตะ 57,006 ล้านดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดใหม่ เติบโต 62% yoy และ 22% qoq แม้ฐานเดิมจะสูงอยู่แล้ว

 

นี่คือจุดที่ตลาดมองว่า ‘ดีกว่าคาด’ เพราะ ตลาดประเมินรายได้ไว้เพียง 55,000 ล้านดอลลาร์

 

โดย กลุ่มที่ตลาดสนใจ คือ กลุ่มธุรกิจ Data Center ซึ่งคิดเป็น 90% ของรายได้รวมทั้งหมดของ NVIDIA เติบโตโดดเด่นที่สุดด้วยยอดขาย 51,215 ล้านดอลลาร์ +66% yoy ถือเป็นตัวเลขที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาด

 

กำไรสุทธิก็แรงไม่แพ้กัน ทำได้ 31,910 ล้านดอลลาร์

 

ประการที่สอง: ยาหวานจาก CEO

 

Jensen Huang CEO กล่าวย้ำอีกว่า

 

GPU ตระกูล Blackwell ขายดีจนของหมด และ ดีมานด์ฝั่งคลาวด์ยังคงเร่งขึ้นต่อเนื่อง”

 

จุดนี้ตอกย้ำและสะท้อนวัฏจักรการเติบโตของ AI ว่ายังอยู่ในเฟสขยายตัวอย่างรวดเร็ว และ NVIDIA ยังคงเป็นผู้เล่นที่ครอง Supply ที่สำคัญที่สุดของโลก

 

ประการที่สาม: ยุคทองของ AI … หาใช่ฟองสบู่

 

ต้องยอมรับจริงๆว่า ปัจจุบัน Hyperscale cloud (AWS, Azure, Google Cloud) ยังคงแห่ลงทุนใน AI และ ความต้องการฝึกโมเดล (Training) และรันโมเดล (Inference) ยังคงเพิ่มขึ้นทุกไตรมาส

 

ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ ฝึกให้ ChatGPT ฉลาดขึ้นนั้นแหละ รวมถึง การไปสู่จุดที่สูงขึ้น หรือ กลายเป็น AGI หรือ Artificial ‘Generative’ Intelligence

 

ในมุมมองของผมและตลาด … Ecosystem ของ NVIDIA แน่นที่สุด ทำให้ลูกค้ายังย้ายไปค่ายอื่นยาก

 

จาก GPU ตระกูล Hopper → Blackwell … NVIDIA จึงกลายเป็น ‘มาตรฐานกลาง’ หรือ ‘The Standard’ ของอุตสาหกรรมทั้งในด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

 

พูดง่ายๆ ใครจะลงทุน AI จะขาด NVIDIA ไม่ได้เลย

 

ดังนั้น กองแช่งหุ้นสหรัฐฯ หรือ 7 นางฟ้าหุ้นเทคโนโลยีที่บอกกันว่าแพงแล้ว แพงอยู่ แพงต่อ และ รอให้ฟองสบู่แตก … ต้องคิดให้ดี

 

เพราะ ฟองสบู่ ในมุมมองของผม ประกอบจากสองส่วน

 

หนึ่ง คือ ราคาที่ลอยขึ้นมา

 

สอง คือ การลอยขึ้นมานั้นไม่ได้มีอะไรมารองรับ

 

แต่พออ่านงบ NVIDIA ที่แข็งแกร่งมากๆ ขนาดนี้ … ประการที่สอง ผมขอตัดทิ้ง เพราะ ‘ราคาที่แพง’ ‘มีกำไรรองรับ’

 

องค์ประกอบของฟองสบู่ตอนนี้จึงยังไม่ครบ

 

*การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น

 

ภาพ: Mijansk786/Shutterstock

The post (END) NVIDIA?! … No, we are not done yet. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว https://thestandard.co/opinion-global-market-10-stocks/ Sun, 16 Nov 2025 05:51:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1143853 ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ตลาดหุ้นอเมริกาโดยเฉพาะ Nasdaq มีการ […]

The post ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ตลาดหุ้นอเมริกาโดยเฉพาะ Nasdaq มีการปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่โดดเด่นและเห็นได้ชัดกว่าก็คือ หุ้นเทคโนโลยีโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI ที่เป็นผู้นำและมีขนาดใหญ่จำนวนประมาณ 7-10 ตัวที่นักลงทุนเรียกว่า “หุ้น 7 นางฟ้า” มีการปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าดัชนีและหุ้นอื่นๆ มาก

 

การปรับตัวขึ้นต่อเนื่องยาวนานโดยที่มีช่วงปรับตัวลงน้อยกว่ามากนั้น ทำให้หุ้นดังกล่าวมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับหุ้นอื่น จนถึงนาทีนี้เราคงต้องเรียกว่าเป็น “หุ้นยักษ์” ที่มีมูลค่าตลาดของหุ้นสูงมาก หุ้นตัวใหญ่ที่สุดคือ Nvidia นั้นมีมูลค่าถึงกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับ 162.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 10 เท่าของ Market Cap. ของมูลค่าหุ้นทั้งหมด 700-800 ตัวของตลาดหุ้นไทย

 

และถ้าเปรียบบริษัทเหมือนกับประเทศๆ หนึ่งในโลกที่ผลิตสินค้าและบริการให้กับโลก หุ้น NVIDIA ก็ใหญ่ขนาดที่เรียกว่าใหญ่กว่าทุกประเทศในโลกยกเว้นสหรัฐฯ และจีนในแง่ของ GDP พูดง่ายๆ Market Cap. ของ Nvidia ใหญ่กว่า GDP ของประเทศเยอรมันที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลกที่ประมาณ 5 ล้านล้านดอลลาร์เช่นเดียวกัน

 

“หุ้นยักษ์” ที่เป็นหุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัวในดัชนี S&P 500 ที่ส่วนใหญ่เป็นหุ้นเทคโนโลยีทางด้าน AI กลุ่ม 7 นางฟ้าซึ่งประกอบไปด้วยหุ้น Nvidia, Apple, Microsoft, Alphabet (Google), Amazon, Broadcom, Meta, Tesla, Berkshire Hathaway และ JPMorgan มี Market Cap. รวมกันประมาณ 25.7 ล้านล้านดอลลาร์ นับที่วันสิ้นเดือนตุลาคม 2025 เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดของหุ้นในดัชนี S&P 500 ที่ 61 ล้านล้านดอลลาร์ ก็เท่ากับว่าหุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัวรวมกันมีมูลค่าเท่ากับ 42.2% ของหุ้นทั้งตลาด และหุ้น เอนวิเดียที่เป็นหุ้นตัวใหญ่ที่สุดเพียงตัวเดียวก็มีมูลค่าประมาณ 8.2% ในดัชนี S&P 500 แล้ว

 

พูดอย่างหยาบๆ ก็คือ หุ้นตัวใหญ่ที่สุดในตลาด 10 ตัวนั้น ได้ “Dominate” หรือ “ครอบงำ” ตลาด S&P 500 ซึ่งเป็นตัวแทนประเทศสหรัฐอเมริกาไปแล้ว คือหุ้นอเมริกาจะขึ้นหรือลงก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มหุ้น 10 ตัวนี้ เป็นหลัก ตลาดหุ้นจะบูมหนักหรือเกิดวิกฤติในอนาคต ก็ขึ้นอยู่กับ “หุ้นนางฟ้า” เหล่านี้ และประเทศสหรัฐจะแพ้หรือชนะจีนในการต่อสู้แข่งขัน ก็ขึ้นอยู่กับผลงานของหุ้นกลุ่มนี้

 

นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญต่างก็เชื่อกันว่า อนาคตของสหรัฐก็คือการเติบโตของสินค้าบริการที่นำโดย AI ที่แทบจะ “กินรวบ” กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมด เพราะถ้ามองจากสัดส่วนของ Market Cap. ที่สูงถึง 42.2% นั้นก็อาจจะแปลว่า ในอนาคต คนก็จะใช้หรือทำอะไรเกี่ยวกับ AI มากมายในชีวิตประจำวัน รายจ่ายต่างๆ ที่จ่ายไปก็อาจจะจ่ายให้กับ AI เกือบครึ่งหนึ่งของรายจ่ายทั้งหมด โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

แต่หลายคนก็อาจจะคิดว่าจริงหรือ? จำนวนไม่น้อยก็อาจจะคิดว่า “คิดเวอร์กันไปเอง” โลกยังไปไม่ถึงจุดนั้น จริงอยู่ AI นั้นมีความสำคัญสุดยอด การปฎิวัติ AI กำลังเกิดขึ้นก็จริง แต่มันคงต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าที่มันจะมาทำงานแทนคนมากเสียจนคนเริ่มไร้ความหมายและตกงานกันไปหมด สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตอนนี้กับหุ้นก็คือ การเก็งกำไรอย่างบ้าคลั่งที่ดันให้ราคาหุ้นขึ้นไปแบบหลุดโลกและไม่ช้าหุ้นก็อาจจะปรับตัวลงอย่างแรงจนอาจจะเกิดหายนะได้

 

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ดูเหมือนคนจะคิดกันว่า ตลาดหุ้นอเมริกากำลัง “กระจุกตัว” มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ อานิสงค์จากการที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี AI ขนาดใหญ่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทบจะ “กลืนกิน” ธุรกิจรุ่นเก่าที่แทบจะไม่โตอีกต่อไปแล้ว

 

แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ตลาดหุ้นอื่นๆ ในโลกก็คงไม่เหมือนอเมริกา เพราะประเทศอื่นส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ได้มีหุ้นเทค AI ที่ยิ่งใหญ่เท่า ไม่ต้องพูดถึงตลาดหุ้นไทยที่เราเป็น “เศรษฐกิจเก่า” ดังนั้น หุ้นไทยก็คง “ไม่กระจุกตัว” และหุ้นตัวใหญ่ที่สุดก็คงไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับตลาด จริงไหม? ลองมาดูกัน

 

ตลาดหุ้นไทย ณ ประมาณสิ้นเดือนตุลาคม 2568 มี Market Cap. ประมาณ 16.8 ล้านล้านบาท หุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัวมีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 7.8 ล้านล้านบาท คิดแล้วเท่ากับ 46.3% ซึ่งสูงกว่าตลาด S&P 500 ที่อยู่ที่ 42.2% น่าตกใจใช่ไหมครับ และหุ้นใหญ่ที่สุดตัวเดียวคือหุ้นเดลต้ามี Market Cap. 2.73 ล้านล้านบาทหรือเท่ากับ 16.2% เทียบกับหุ้น Nvidia ที่ 8.2% งงไหมครับ? ที่ตลาดหุ้นไทยนั้น หุ้นยักษ์ 10 ตัวก็ครอบงำตลาดหุ้นไทย และครอบงำมากกว่าตลาดหุ้นอเมริกาด้วยซ้ำ

 

ลองมาดูตลาดหุ้นเวียตนามที่คนไทยไปลงทุนกันมาก “อัตราการครอบงำ” ของหุ้นยักษ์ Top 10 ของเวียตนามก็คือ หุ้นยักษ์ 10 ตัว มีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 4 ล้านล้านบาท ในขณะที่ตลาดมี Market Cap. รวมประมาณ 9.33 ล้านล้านบาท คิดแล้วเท่ากับ 42.6% หุ้นที่ใหญ่ที่สุดคือหุ้น VIC หรือวินกรุ๊ปมีมูลค่าประมาณ 9.5 แสนล้านบาท คิดเป็น 10.2% ของตลาดทั้งหมด นี่ก็กระจุกตัวสูงกว่า S&P 500 เช่นเดียวกันแม้จะน้อยกว่าตลาดหุ้นไทย

 

มาดูตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ก็มีหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่จำนวนมากแม้ว่าจะไม่ใช่ AI มากนักยกเว้นหุ้น Samsung หุ้น Top 10 จำนวน 10 ตัว มี Market Cap. รวมกันเท่ากับ 1.05 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่มูลค่าหุ้นทั้งตลาดเท่ากับ 2.45 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้น อัตราการกระจุกตัวของหุ้นยักษ์ก็คือ 43% สูงกว่า S&P 500 ที่ 42.2% และหุ้นซัมซุงที่ใหญ่ที่สุดมี Market Cap. 4.54 แสนล้านดอลลาร์เท่ากับ 18.53% ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ทั้งหมด

 

ตลาดหุ้นไต้หวันนั้น ถ้าจะพูดไปก็คล้ายๆ ตลาดเกาหลีในแง่ที่มีหุ้นยักษ์ AI ระดับโลกจริงๆ ก็คือหุ้น TSMC ที่มี Market Cap. ใหญ่มโหฬารที่ 1.52 ล้านล้านดอลลาร์หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 49 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณเกือบ 3 เท่าของมูลค่าหุ้นทั้งตลาดของไทย และคิดเป็น 58.8% ของตลาดหุ้นไต้หวันที่มีมูลค่า 2.59 ล้านล้านดอลลาร์

 

หุ้นยักษ์ 10 ตัวของไต้หวันมี Market Cap. รวมกันเท่ากับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้มีสัดส่วนเท่ากับ 76.8% ของตลาดหุ้นทั้งหมด และจึงน่าจะเป็นตลาดหุ้นที่มีอัตราการกระจุกตัวสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ถ้าจะพูดไปก็คือ ตลาดหุ้นไต้หวันนั้นถูกครอบงำสมบูรณ์แบบด้วยหุ้น 10 ตัว หรือบางทีอาจจะบอกได้ด้วยว่าถูกครอบงำด้วยหุ้นตัวเดียวคือ TSMC

 

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเป็นตลาดที่น่าสนใจในแง่ที่ว่าเป็นประเทศที่มีบริษัทไฮเทคจำนวนมากแต่มักอยู่ในเทคโนโลยียุคก่อนอย่างเช่น รถยนต์สันดาป เครื่องจักรกล หรืออิเลคโทรนิกส์รุ่นก่อนๆ

 

หุ้นยักษ์ 10 ตัวซึ่งนำโดยโตโยต้าและหุ้นซอฟแบ้งค์ที่เป็นผู้นำทางด้านการลงทุนในธุรกิจดิจิทัลรวมถึง AI มี Market Cap. รวมกัน 1.52 ล้านล้านดอลลาร์ จากตลาดหุ้นทั้งหมดที่มีมูลค่าตลาดของหุ้น 5.54 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้น อัตรากระจุกตัวจึงอยู่ที่ 27.4% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ทั้งหมดที่กล่าวมา หุ้น Toyota ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดก็มี Market Cap. เพียง 2.68 แสนล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับ 8.71 ล้านล้านบาท คิดเป็นแค่ 4.84% ของมูลค่ารวมของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นในขณะนี้ ไม่ได้มีอาการของการเก็งกำไรและการกระจุกตัวของหุ้นใหญ่แต่อย่างใด

 

สุดท้ายก็คือตลาดหุ้นจีนที่นักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อยเข้าไปลงทุน ตลาดจีนนั้นมีความซับซ้อนในแง่ที่ว่ามีตลาดหุ้นหลายแห่งรวมถึงตลาดฮ่องกงซึ่งมักจะแยกออกจากจีน และหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงที่เป็นหุ้นเทคและหุ้นขนาดใหญ่ก็มักจะไปจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ด้วยการเปรียบเทียบต่างๆ เรื่องของการกระจุกตัวของหุ้นจึงเป็นเรื่องยากและไม่แม่นยำ อย่างไรก็ตาม ผมเองพยายามจะทำและใช้ข้อมูลแบบหยาบๆ เพื่อจะดูว่าตลาดหุ้นจีนนั้นเป็นอย่างไรเทียบกับตลาดอื่นๆ ที่กล่าวมาแล้ว

 

หุ้น Top10 ที่ผมเลือกนั้นเริ่มจากตัวที่ใหญ่ที่สุดคือหุ้น Tencent ที่มี Market Cap. 5.94 แสนล้านดอลลาร์ ตามด้วย Alibaba และหุ้นอื่นๆ เช่น ธนาคารขนาดใหญ่ หุ้นให้บริการโทรศัพท์มือถือ หุ้น PetroChina และตบท้ายด้วยหุ้น Xiaomi ที่อยู่อันดับ 10 ผลรวมของ Market Cap. เท่ากับ 2.79 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่ตลาดหุ้นนั้นคิดจากตลาดในแผ่นดินใหญ่จีนไม่รวมฮ่องกงมีมูลค่าตลาดที่ประมาณ 11.87 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้อัตราการกระจุกอยู่ที่ 23.5% น้อยกว่าของตลาดญี่ปุ่นด้วยซ้ำ ในขณะที่หุ้นตัวใหญ่ที่สุดก็มีสัดส่วนแค่ 5% ของตลาดหุ้นโดยรวม

 

โดยสรุปแล้ว ตลาดหุ้นที่ดูเหมือนว่าจะมีหุ้นที่วิ่งขึ้นไปมากเทียบกับหุ้นอื่นๆ ในตลาดเดียวกันจนทำให้หุ้นเหล่านั้นมีขนาดใหญ่ขึ้นมากมายแบบเหลือเชื่อ และทำให้หุ้นมีการกระจุกตัวสูงในแง่ที่ว่าหุ้นแค่ 10 ตัวรวมกันมีสัดส่วนหรือมีน้ำหนักสูงมากในตลาด เช่น 40% ขึ้นไปนั้น คือตลาดหุ้นไต้หวัน ไทย เกาหลีใต้ เวียดนาม และสหรัฐฯ ที่มา “รั้งท้าย” ไม่ใช่อันดับ 1 อย่างที่คิด

 

ส่วนหุ้นที่ไม่มีอาการกระจุกตัวของหุ้นเลยน่าจะเป็นตลาดหุ้นญี่ปุ่นกับตลาดหุ้นจีน ที่ไม่มีหุ้นที่วิ่งขึ้นรุนแรงต่อเนื่องจนกลายเป็นหุ้นยักษ์ระดับโลกและทำให้หุ้นมีการกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่เพียง 10 ตัว ที่จะกำหนดชะตากรรมของตลาดหุ้นทั้งหมด

 

มองอีกด้านหนึ่งก็คือ หุ้นของตลาดที่มีการกระจุกตัวสูงอาจจะเป็นสัญญาณว่าหุ้นยักษ์ 10 ตัวนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วราคาอาจจะแพงจัดเป็นฟองสบู่ที่อาจจะแตกได้ในเร็ววัน เพราะราคาขึ้นมาจากการเก็งกำไรใน “อนาคต” ของบริษัทที่อิงอยู่กับธุรกิจระดับที่ปฏิวัติโลกที่อาจจะไม่จริง หรือถึงจะจริง แต่บริษัทเหล่านั้นก็อาจจะไม่ได้กำไรมากมายอย่างที่คิดเพราะบริษัทอาจจะพ่ายแพ้ในการแข่งขันที่ยังไม่รู้ว่าใครจะชนะ ดังนั้น จึงเป็นความเสี่ยงสำหรับคนที่เข้าไปลงทุนในหุ้นเหล่านั้น

The post ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Berkshire ทุ่ม 1.4 แสนล้านบาท ซื้อหุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google แต่ยังทยอยขายหุ้น Apple ต่อเนื่อง https://thestandard.co/berkshire-buys-alphabet-sells-apple/ Sat, 15 Nov 2025 02:51:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1143590 Berkshire ทุ่ม 1.4 แสนล้านบาท ซื้อหุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google แต่ยังทยอยขายหุ้น Apple ต่อเนื่อง

Berkshire Hathaway ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เปิดเผยการเข […]

The post Berkshire ทุ่ม 1.4 แสนล้านบาท ซื้อหุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google แต่ยังทยอยขายหุ้น Apple ต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Berkshire ทุ่ม 1.4 แสนล้านบาท ซื้อหุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google แต่ยังทยอยขายหุ้น Apple ต่อเนื่อง

Berkshire Hathaway ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เปิดเผยการเข้าถือหุ้นใหม่ใน Alphabet (GOOGL) ซึ่งทำให้บริษัทแม่ของ Google กลายเป็นหุ้นที่มีการถือครองใหญ่เป็นอันดับ 10 ของกลุ่มบริษัท ณ สิ้นเดือนกันยายน ตามเอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแล

 

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า Berkshire เปิดเผยการถือครองหุ้นมูลค่า 4.3 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1.4 แสนล้านบาท ในหุ้น Alphabet ณ สิ้นไตรมาสที่สาม ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าประหลาดใจ เมื่อพิจารณาถึงปรัชญาการลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investing) แบบดั้งเดิมของบัฟเฟตต์ และความลังเลของเขาต่อหุ้นเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูง

 

แม้ว่า Berkshire จะถือหุ้น Apple (AAPL) มานานหลายปี แต่บัฟเฟตต์ก็เรียกมันว่าเป็นบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคมากกว่าที่จะเป็นหุ้นเทคโนโลยีแท้ๆ

 

การซื้อครั้งนี้ยังมีความเป็นไปได้สูงว่าดำเนินการโดยผู้จัดการการลงทุนของ Berkshire อย่าง ท็อดด์ โคมส์ หรือ เท็ด เวชเลอร์ ซึ่งมีบทบาทในการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีมากกว่า โดยหนึ่งในนั้นเป็นผู้ริเริ่มการลงทุนใน Amazon (AMZN) เมื่อปี 2019 และ Berkshire ยังคงถือครองหุ้นอีคอมเมิร์ซดังกล่าวอยู่ 2.2 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 7 หมื่นล้านบาท

 

Alphabet เป็นผู้ชนะที่โดดเด่นของตลาดในปีนี้ โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้น 46% ความต้องการที่แข็งแกร่งสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ขับเคลื่อนโมเมนตัมที่มั่นคงในธุรกิจคลาวด์ของ Alphabet

 

ก่อนหน้านี้บัฟเฟตต์เคยยอมรับว่าเขา “พลาดไปแล้ว” ที่ไม่ได้ลงทุนใน Google ตั้งแต่เนิ่นๆ แม้ว่าเขาจะมองเห็นศักยภาพด้านการโฆษณาของมันก็ตาม Geico หน่วยธุรกิจประกันภัยรถยนต์ของ Berkshire เป็นลูกค้ารายแรกๆ ของ Google โดยจ่ายเงินให้เครื่องมือค้นหา 10 เหรียญทุกครั้งที่มีคนคลิกโฆษณาในเวลานั้น

 

“ผมเห็นว่าผลิตภัณฑ์มันเวิร์ก และผมรู้ว่าพวกเขามีมาร์จิ้นแบบไหน” บัฟเฟตต์กล่าวในปี 2018 “แต่ผมไม่รู้เรื่องเทคโนโลยีดีพอที่จะรู้ว่านี่คือผู้ที่จะหยุดการแข่งขันได้”

 

การลดสัดส่วนหุ้น Apple

 

Berkshire ยังคงเดินหน้าลดสัดส่วนการถือหุ้น Apple ขนาดใหญ่ลงอย่างต่อเนื่อง โดย ลดตำแหน่งการถือครองลงอีก 15% ในไตรมาสนี้ เหลือ 6.07 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 2 ล้านล้านบาท

 

บัฟเฟตต์ได้เริ่มการเทขาย Apple อย่างมีนัยสำคัญในปี 2024 โดยลดจำนวนหุ้นที่ Berkshire ถือครองลงถึงสองในสาม Berkshire ยังได้ลดการถือครองในไตรมาสที่สองของปีนี้ด้วย แม้จะมีการขายอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ผลิต iPhone ก็ยังคงเป็นหุ้นที่ Berkshire ถือครองใหญ่ที่สุด

 

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังได้ ลดสัดส่วนการถือหุ้นใน Bank of America (BAC) ลง 6% เหลือมูลค่าการถือครองต่ำกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์เล็กน้อย หรือราว 9.9 แสนล้านบาท นอกจากนี้ Berkshire ยังลดการถือครองใน Verisign และ DaVita ในไตรมาสที่สามด้วย

 

Berkshire อยู่ในฐานะ ‘ผู้ขายสุทธิ’ มานานถึง 12 ไตรมาสติดต่อกัน ในขณะที่มูลค่าหุ้นยังคงไต่ระดับสูงขึ้นในตลาดกระทิงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

 

บัฟเฟตต์ วัย 95 ปี กำลังจะก้าวลงจากตำแหน่ง CEO ในสิ้นปีนี้ โดยมี เกร็ก เอเบล ผู้ช่วยที่ร่วมงานกันมานาน เตรียมเข้ารับตำแหน่งต่อ นักลงทุนต่างกำลังจับตาดูการปรับตำแหน่งของ Berkshire อย่างใกล้ชิดเพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับยุคต่อไปของการเป็นผู้นำ และแนวทางการลงทุนของบริษัทอาจจะพัฒนาไปอย่างไร

 

อ้างอิง:

The post Berkshire ทุ่ม 1.4 แสนล้านบาท ซื้อหุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google แต่ยังทยอยขายหุ้น Apple ต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมตั้งรับ! เศรษฐกิจโลกกำลังเจอ 3 ความเสี่ยงใหญ่พร้อมกัน ตั้งแต่สงครามภาษีรอบใหม่ ฟองสบู่ AI จนถึงภาวะหนี้ทั่วโลกพุ่งเรื้อรัง https://thestandard.co/three-global-economic-risks/ Mon, 13 Oct 2025 06:08:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1129825 เตรียมตั้งรับ เศรษฐกิจโลกกำลังเจอ 3 ความเสี่ยงใหญ่พร้อมกัน ตั้งแต่ สงครามภาษีรอบใหม่ ฟองสบู่ AI จนถึง ภาวะหนี้ทั่วโลกพุ่งเรื้อรัง

ในช่วงที่เหลือของปีนี้ เศรษฐกิจโลกอาจกำลังเผชิญ 3 ความเ […]

The post เตรียมตั้งรับ! เศรษฐกิจโลกกำลังเจอ 3 ความเสี่ยงใหญ่พร้อมกัน ตั้งแต่สงครามภาษีรอบใหม่ ฟองสบู่ AI จนถึงภาวะหนี้ทั่วโลกพุ่งเรื้อรัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมตั้งรับ เศรษฐกิจโลกกำลังเจอ 3 ความเสี่ยงใหญ่พร้อมกัน ตั้งแต่ สงครามภาษีรอบใหม่ ฟองสบู่ AI จนถึง ภาวะหนี้ทั่วโลกพุ่งเรื้อรัง

ในช่วงที่เหลือของปีนี้ เศรษฐกิจโลกอาจกำลังเผชิญ 3 ความเสี่ยงใหญ่ ได้แก่ สงครามกำแพงภาษีรอบใหม่ ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ภาวะฟองสบู่ AI และปัญหาหนี้สินทั่วโลกที่พุ่งสูงต่อเนื่อง

 

จนถึงขณะนี้เศรษฐกิจโลกสามารถยืนหยัดต้านทานการถาโถมของมาตรการภาษีศุลกากรจากสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1930 ได้ เห็นได้จากผู้บริโภคชาวอเมริกันยังคงใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง หลังจากบริษัทต่างๆ ยอมดูดซับต้นทุนที่สูงขึ้นไป และกระแสความนิยมในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้จุดประกายความเชื่อมั่นของนักลงทุนขึ้นมา

 

อย่างไรก็ตาม คำขู่รอบล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะบังคับใช้มาตรการทางภาษีครั้ง ‘มหาศาล’ กับสินค้าจากจีน ได้จุดประกายความกลัวระลอกใหม่ว่าจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ซ้ำเติมความกังวลเรื่องหนี้ภาครัฐที่พุ่งสูงขึ้นและภาวะฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

 

โดยย้อนกลับไป เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาสหรัฐฯ) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า จะขึ้นภาษีกับจีนเพิ่มอีก 100% ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์ส่งสัญญาณไม่ต้องการให้ความขัดแย้งทางการค้ากับจีนบานปลาย โดยกล่าวผ่านโพสต์บน Truth Social ว่า “อย่ากังวลเรื่องจีนเลย ทุกอย่างจะเรียบร้อยดี”

 

พร้อมระบุว่า “ประธานาธิบดีสีที่น่าเคารพ เพียงแค่กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ย่ำแย่ และเขาไม่ต้องการให้ประเทศของเขาเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Depression) และผมก็เช่นกัน”

 

ความกังวลเหล่านี้คาดว่า จะเป็นหัวข้อหลักในการประชุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางต่างๆ ซึ่งจะเดินทางมารวมตัวกันที่กรุงวอชิงตันในสัปดาห์นี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (The World Bank and IMF Annual Meetings 2025)

 

จับตา! หนี้สินทั่วโลกพุ่งสูง

 

นอกจากนี้ หนี้สินที่พุ่งสูงขึ้นทั้งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ จะเป็นประเด็นสำคัญในการหารือที่วอชิงตัน โดยตามข้อมูลจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) ระบุว่า ยอดหนี้สินทั่วโลกโดยรวม (Total Global Debt) เพิ่มขึ้นมากกว่า 21 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เกือบ 338 ล้านล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 2

 

โดยขนาดของการเพิ่มขึ้นนี้เทียบเคียงได้กับการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วที่เคยเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่มาตรการเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับการระบาดใหญ่จากโควิด ได้ขับเคลื่อนให้เกิดการก่อตัวของหนี้สินทั่วโลกในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

 

ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้ส่งผลให้รัฐบาลหลายประเทศหันมานิยมการออกตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อธนาคารกลางให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

 

หลายฝ่ายห่วง! ความเปราะบางของกลุ่มเทคโนโลยี

 

นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกยังความกังวลในระยะสั้นอีกประการคือ การกลับตัวของกระแสความคลั่งไคล้ใน AI โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน คริสตาลินา กิออร์กิเอวา กรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพิ่งกล่าวเกี่ยวถึงภาวะที่ดูเหมือนจะอ้างอิงถึงภาวะฟองสบู่ดอทคอมเมื่อปี 2000

 

โดยระบุว่า “การประเมินมูลค่าทรัพย์สินในปัจจุบันกำลังมุ่งไปสู่ระดับเดียวกับที่เราเคยเห็นท่ามกลางกระแสความนิยมอินเทอร์เน็ตเมื่อ 25 ปีก่อน หากเกิดการปรับฐานอย่างรุนแรง ภาวะการเงินที่ตึงตัวสูงขึ้นอาจฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก เผยให้เห็นความเปราะบาง และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรในประเทศกำลังพัฒนายากลำบากเป็นพิเศษ”

 

โดยในแบบจำลองของ Oxford Economics กล่าวว่า การชะลอตัวของกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ จะทำให้เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกเข้าใกล้ภาวะถดถอย และฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้เหลือ 2% ในปี 2026 แทนที่จะเป็น 2.5% ตามที่คาดการณ์ไว้ และยังมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับผลกระทบหนักกว่านั้น

 

ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์กำลังจับตาดูความเปราะบางในภาคเทคโนโลยีมากขึ้น ควบคู่ไปกับความไม่แน่นอนที่ยังคงเชื่อมโยงกับมาตรการภาษี อเล็กซิส โครว์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ PwC US กล่าวว่า กระแสความคลั่งไคล้ใน AI ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่กลไกการเติบโตในระยะยาวเสมอไป โดยระบุว่า “ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่ากระแสการลงทุนนี้จะนำไปสู่การปรับปรุงผลิตภาพอย่างยั่งยืน และส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่”

 

ภาพ: Andriy Onufriyenko / GettyImages

 

อ้างอิง:

The post เตรียมตั้งรับ! เศรษฐกิจโลกกำลังเจอ 3 ความเสี่ยงใหญ่พร้อมกัน ตั้งแต่สงครามภาษีรอบใหม่ ฟองสบู่ AI จนถึงภาวะหนี้ทั่วโลกพุ่งเรื้อรัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
The (Tech) Avengers สหรัฐฯ vs จีน: ศึกเทคโนโลยีสองขั้วอำนาจโลก https://thestandard.co/opinion-the-tech-avengers/ Wed, 17 Sep 2025 04:21:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1119906

โลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ […]

The post The (Tech) Avengers สหรัฐฯ vs จีน: ศึกเทคโนโลยีสองขั้วอำนาจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

โลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 เมื่อเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่คือสนามรบเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองขั้วมหาอำนาจของโลกอย่าง “สหรัฐฯ และจีน”

 

ข้อมูลจากทีม Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า ในปี 2025 เราได้เห็นสองเหตุการณ์ที่สะท้อนท่าทีของแต่ละประเทศได้อย่างชัดเจน สำหรับฝั่งจีน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ สี จิ้นผิง เปิดการประชุมใหญ่กับผู้นำเอกชนและเทคโนโลยี โดยมีทั้งผู้ก่อตั้ง Huawei, BYD, Xiaomi และสตาร์ทอัพป AI อย่าง DeepSeek เข้าร่วม พร้อมการปรากฏตัวของ Jack Ma ผู้ก่อตั้ง Alibaba ที่หายไปนานในช่วงจัดระเบียบบริษัทเทคโนโลยี ถึงแม้ว่าการประชุมครั้งนั้นอาจไม่ได้มีนโยบายใหม่ที่เป็นรูปธรรมมากนัก แต่ถือว่าเป็นการส่งสารเชิงสัญลักษณ์ว่าจีนกำลัง “ปิดฉาก” ยุคการควบคุมเข้มงวด และเข้าสู่ช่วง “การฟื้นฟู” สนับสนุนให้ภาคเอกชนกลับมาเป็นเสาหลักของประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

 

สิ่งที่แฝงอยู่เบื้องหลังไม่ใช่เพียงการเรียกร้องความร่วมมือ แต่คือการยอมรับว่า จีนไม่สามารถพึ่งพาเครื่องยนต์เดิมอย่างอสังหาริมทรัพย์หรือการลงทุนภาครัฐได้อีกต่อไป หากต้องหันมาสร้างรากฐานใหม่ที่วางอยู่บนเทคโนโลยีและนวัตกรรม ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและประชาชนคือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งกอบกู้ การให้ Jack Ma กลับเข้าสู่เวทีสาธารณะจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการแสดงออกว่ารัฐบาลต้องการพลิกบทบาทเอกชนจากผู้ถูกควบคุม มาเป็นพลังหลักในการแข่งขันระดับโลก

 

เพียงไม่กี่เดือนถัดมา ในช่วงต้นเดือนกันยายน ฝั่งสหรัฐฯ ก็มีภาพสะท้อนที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จัดดินเนอร์หรูที่ทำเนียบขาว เชิญผู้นำ Big Tech ระดับโลก ตั้งแต่ Mark Zuckerberg แห่ง Facebook, Tim Cook แห่ง Apple, Bill Gates แห่ง Microsoft, Sergey Brin ผู้ร่วมก่อตั้ง Google, Sam Altman แห่ง OpenAI ไปจนถึง Safra Catz CEO ของ Oracle มานั่งร่วมโต๊ะ อาหารค่ำครั้งนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศเป็นกันเองและการยืนยันร่วมกันว่าประเทศจะต้องรักษาตำแหน่งผู้นำด้าน AI และนวัตกรรมโลกเอาไว้

 

แม้ทั้งสองเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในบรรยากาศที่แตกต่าง จีนเลือกเวทีการประชุมที่เป็นทางการ ขณะที่สหรัฐฯ ใช้ดินเนอร์อันหรูหรา แต่สารที่ส่งออกมากลับไม่ต่างกันมากนัก เพราะทั้งสองต่างตระหนักว่า “เทคโนโลยี” คือหัวใจในการกำหนดอำนาจของชาติในศตวรรษนี้ สิ่งที่ต่างออกไปคือวิธีการเล่าเรื่องและโครงสร้างของอำนาจที่หนุนอยู่เบื้องหลัง

 

จีนเลือกใช้การขับเคลื่อนจาก “บนลงล่าง” รัฐบาลชี้เป้าหมาย กำหนดทิศทาง แล้วดึงเอกชนเข้ามาเป็นฟันเฟืองเชิงยุทธศาสตร์ โดยไม่ปล่อยให้เดินนอกกรอบ แนวทางนี้สะท้อนถึงความพยายามของจีนในการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากการชะลอตัวภายในและการถูกกีดกันทางเทคโนโลยีจากภายนอก 

 

ในอีกด้าน สหรัฐฯ วางตัวต่างออกไป รัฐบาลเปิดเวทีให้ Big Tech “ร่วมกัน” กำหนดอนาคต แนวทางนี้ทำให้ Big Tech ของอเมริกาสามารถเติบโตอย่างอิสระและก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกได้ แต่ก็มีความท้าทายตรงที่รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์กับบรรดาบริษัทเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพราะอำนาจของกลุ่ม Big Tech นั้น อาจใหญ่เกินกว่าจะละเลย

 

เมื่อนำสองภาพนี้มาวางคู่กัน จะเห็นได้ชัดว่า สิ่งที่ทั้งสองประเทศกำลังทำคือการ “จัดทัพ” เพื่อศึกยาวในอนาคต เพราะเทคโนโลยีไม่ใช่แค่ภาคธุรกิจที่สร้างกำไร หากแต่เป็นหัวใจของทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การทหาร และการเมืองระหว่างประเทศ จีนรู้ว่าการแข่งขันครั้งนี้จะตัดสินว่า ประเทศจะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้หรือไม่? สหรัฐฯ เองก็รู้ว่าหากเสียความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีไป ตำแหน่งมหาอำนาจโลกจะสั่นคลอนทันที

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดทุนปีนี้สะท้อนภาพได้ชัดเจน ดัชนี Nasdaq 100 ของสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนผ่าน “DR NDX01” ยังคงเติบโตอย่างมั่นคงบนพื้นฐานของบริษัทที่ครองความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลก ทั้ง AI คลาวด์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล แม้ผลตอบแทนในรูปเงินบาทจะดูต่ำกว่าฝั่งจีน แต่ส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ขณะที่ในสกุลเงินดอลลาร์ ดัชนี Nasdaq 100 ยังคงทำจุดสูงสุดใหม่ได้

 

ด้านจีน “CNTECH01” ซึ่งอ้างอิงกับดัชนี Hang Seng TECH ที่รวมบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน และ “STAR5001” ซึ่งอ้างอิงกับดัชนี STAR 50 ที่สะท้อนกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงในตลาด A-share ต่างปรับตัวขึ้นแรงกว่าสหรัฐฯ แรงหนุนสำคัญมาจากสัญญาณเชิงนโยบายที่รัฐบาลส่งออกมาตลอดปี โดยเฉพาะการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ที่สะท้อนความตั้งใจฟื้นบทบาทภาคเอกชนให้กลับมาเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ ความเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยสร้างแรงส่งความเชื่อมั่นจนสะท้อนในราคาหุ้นอย่างรวดเร็ว

 

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่านักลงทุนจะมองว่าฝั่งใดจะเป็นผู้กุมบังเหียนในศตวรรษที่ 21 สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ “เทคโนโลยี” ได้กลายเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของทั้งสองขั้วมหาอำนาจ นักลงทุนจึงอาจไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง หากแต่สามารถใช้โอกาสนี้เกาะไปกับการเติบโตระยะยาวของทั้งสองจักรวาลได้อย่างสะดวกผ่านตลาดหุ้นไทย ไม่ว่าจะเป็น NDX01 ที่สะท้อนพลังของ Big Tech สหรัฐฯ หรือ CNTECH01 และ STAR5001 ที่สะท้อนแรงส่งจากการสนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของจีน ทั้งหมดล้วนเป็นประตูสู่อนาคตที่เทคโนโลยีคือหัวใจของโลกเศรษฐกิจใหม่

 

กราฟแสดงผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปีของ CNTECH01 STAR5001 และ NDX01

 

ที่มา: BLS Global Investing, Bloomberg ณ วันที่ 12 กันยายน 2568

 

ภาพ: da-kuk/Getty Images

The post The (Tech) Avengers สหรัฐฯ vs จีน: ศึกเทคโนโลยีสองขั้วอำนาจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐีหน้าใหม่สหรัฐฯ พุ่งวันละ 1,000 คน รวยขึ้นจากหุ้นเทคโนโลยี แต่ปีหน้าอาจชะลอตัวรับเศรษฐกิจถดถอย https://thestandard.co/us-millionaires-ubs-report/ Sun, 22 Jun 2025 07:29:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1087696 us-millionaires-ubs-report

ธนาคาร UBS ของสวิตเซอร์แลนด์ รายงานว่า ในปี 2024 ที่ผ่า […]

The post เศรษฐีหน้าใหม่สหรัฐฯ พุ่งวันละ 1,000 คน รวยขึ้นจากหุ้นเทคโนโลยี แต่ปีหน้าอาจชะลอตัวรับเศรษฐกิจถดถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-millionaires-ubs-report

ธนาคาร UBS ของสวิตเซอร์แลนด์ รายงานว่า ในปี 2024 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ มีเศรษฐีหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 379,000 คน หรือเฉลี่ยมากกว่าวันละ 1,000 คน คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้น 1.5% ทำให้ตัวเลขภาพรวมกลุ่มคนที่ร่ำรวยแตะ 23.8 ล้านคน เรียกว่ามากที่สุดในโลก โดยปัจจัยที่ทำให้มีเศรษฐีหน้าใหม่ มาจากแรงหนุนของตลาดการเงินและค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่ง

 

ถึงอย่างนั้น ประเมินว่าในปี 2025 จำนวนเศรษฐีหน้าใหม่อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลง ตลาดการเงินไม่มั่นคงเท่าเดิม บวกกับสงครามการค้าภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทั้งหมดล้วนสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงิน และกดดันค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งปรับตัวลดลงประมาณ 9% แล้วในปีนี้

 

เจมส์ มาโซ นักเศรษฐศาสตร์ของ UBS กล่าวว่า ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าความมั่งคั่งของชาวอเมริกันจะลดลง แม้ดอลลาร์อ่อนค่าจะกระทบในสหรัฐฯ แต่กลับเป็นผลดีต่อความมั่งคั่งในประเทศอื่นที่ใช้สกุลเงินแข็งกว่า เท่ากับว่าทรัพย์สินที่มีมูลค่าเป็นดอลลาร์จะดูมีค่ามากขึ้นในสายตาของผู้ถือเงินต่างสกุล ซึ่งจะทำให้เศรษฐีในประเทศอื่นๆ ดูรวยมากขึ้น

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

รองลงมาคือจีนแผ่นดินใหญ่ ตามมาเป็นอันดับสอง มีเศรษฐีหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 141,000 คน รวมๆ แล้วเพิ่มขึ้น 2.3% จากปีก่อน ทำให้มีกลุ่มคนร่ำรวยอยู่ทั้งหมด 6.3 ล้านคน

 

ขณะเดียวกัน ตุรกี ก็เริ่มเป็นประเทศที่มีเศรษฐีเพิ่มขึ้นเร็วที่สุด โดยพุ่งขึ้นถึง 8.4% ทำให้มีเศรษฐีรวม 87,000 คน แสดงให้เห็นว่าแม้ตุรกีจะมีเศรษฐีรวมไม่มากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ หรือจีน แต่สัดส่วนการเติบโตของจำนวนเศรษฐีในประเทศกลับสูงที่สุด

 

รวมไปถึงสวิตเซอร์แลนด์ แม้จะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่กลับมีเศรษฐีหนาแน่น สะท้อนจากคนวัยทำงาน 1 ใน 7 คน มีทรัพย์สินเกิน 1 ล้านดอลลาร์

 

แต่สวนทางกับประเทศญี่ปุ่น มีจำนวนเศรษฐีลดลงถึง 33,000 คน จากปัญหาประชากรหดตัว

 

ทั้งนี้ โดยรวมแล้ว จำนวนเศรษฐีทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะ 60 ล้านคนในปีที่ผ่านมา แม้จำนวนโดยรวมจะเพิ่มขึ้น แต่มีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงสูง เช่น บางคนหลุดจากสถานะมหาเศรษฐี และบางคนเพิ่งขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีหน้าใหม่

 

สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่ในกลุ่มเศรษฐี ความมั่งคั่งก็ยังไม่กระจายเท่ากัน โดยธนาคาร UBS ของสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า มีแค่คนรวย 60 ล้านคนเท่านั้นที่ถือครองทรัพย์สินในสัดส่วนเกือบครึ่งของทรัพย์สินทั่วโลก โดยในจำนวนนั้น มีเพียง 15 คนที่ร่ำรวยระดับ centi-billionaire ที่ถือเงินรวมกันถึง 2.4 ล้านล้านดอลลาร์

 

พร้อมย้ำว่า ความเหลื่อมล้ำนี้เกิดจากความสำเร็จของหุ้นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและผู้ประกอบการรายใหญ่ที่รวยแบบก้าวกระโดด

 

ภาพ: Kitreel / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เศรษฐีหน้าใหม่สหรัฐฯ พุ่งวันละ 1,000 คน รวยขึ้นจากหุ้นเทคโนโลยี แต่ปีหน้าอาจชะลอตัวรับเศรษฐกิจถดถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเทคสหรัฐฯ ร่วงหนักสุดตั้งแต่ปี 2022 มูลค่าหายกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/us-tech-stocks-biggest-drop-since-2022/ Tue, 11 Mar 2025 07:28:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1050854

ตลาดหุ้นเทคโนโลยีเผชิญแรงเทขายหนัก ส่งผลให้ดัชนี Nasdaq […]

The post หุ้นเทคสหรัฐฯ ร่วงหนักสุดตั้งแต่ปี 2022 มูลค่าหายกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหุ้นเทคโนโลยีเผชิญแรงเทขายหนัก ส่งผลให้ดัชนี Nasdaq 100 ดิ่งลง 3.8% ในวันเดียว มูลค่าตลาดหายไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือกว่า 34 ล้านล้านบาท ขณะที่ดัชนี Bloomberg Magnificent 7 ซึ่งวัดหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วงลง 5.4% และเข้าสู่ภาวะตลาดขาลง (Bear Market) หลังจากปรับตัวลดลงมากกว่า 20% จากจุดสูงสุดในเดือนธันวาคมปีก่อน

 

ราคาหุ้น Tesla ร่วงหนักถึง 15% ส่งผลให้ทั้งปีนี้ราคาลดลงไปแล้วถึง 45% ส่วน Nvidia ลดลง 5.1% จนมูลค่าตลาด (Market Cap.) ลดลงไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

 

การดิ่งลงของหุ้นเทคเกิดขึ้นหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจกำลังชะลอตัว คำพูดเหล่านี้สวนทางกับคำปราศรัยบนเวทีหาเสียงในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ที่เคยกล่าวว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าโดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดต้องเร่งประเมินความเสี่ยงใหม่

 

Michael Bailey ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Fulton Breakefield Broenniman กล่าวว่า “ถึงเวลาขายหุ้นที่เคยชนะตลาด ยอมรับแนวโน้มขาลง และหาที่หลบภัยจากพายุเศรษฐกิจ”

 

ก่อนหน้านี้ หุ้นเทคขนาดใหญ่ครองตลาดด้วยมูลค่าที่พุ่งทะลุ 3 ล้านล้านดอลลาร์ ไม่ว่าจะเป็น Nvidia, Microsoft และ Apple ขณะที่ Amazon และ Alphabet ก็ตามมาติดๆ แม้แต่ Tesla เองก็เคยมีมูลค่าตลาดเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์

 

ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนเริ่มโยกเงินออกจากหุ้นเทคไปสู่หุ้นกลุ่ม Defensive เช่น สาธารณูปโภคและสินค้าอุปโภคบริโภค ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ และอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงสูง แต่แรงขายเร่งตัวขึ้นในวันจันทร์ หลังถ้อยแถลงของทรัมป์สร้างความกังวลเพิ่มขึ้น

 

ไม่เพียงแค่หุ้นเทคขนาดใหญ่ หุ้นในกลุ่มที่มีผลประกอบการขาดทุนก็ร่วงแรงถึง 6.6% ในวันเดียว และปรับตัวลดลง 23% ตั้งแต่ต้นปี ทำให้ไตรมาสนี้อาจเป็นไตรมาสที่เลวร้ายที่สุดของตลาดตั้งแต่ปี 2022

 

ทรัมป์ตอบคำถามเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยว่า “ผมไม่อยากทำนายอะไรแบบนี้ แต่นี่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะสิ่งที่เรากำลังทำมันใหญ่มาก” ขณะที่ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังกล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังอยู่ใน “ช่วงดีท็อกซ์” จากการพึ่งพาการใช้จ่ายภาครัฐ

 

ปัจจุบันหุ้น Magnificent 7 ส่วนใหญ่ปรับตัวลงตั้งแต่ต้นปี เหลือเพียง Meta ที่ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวก ขณะที่ Nvidia ติดลบกว่า 10% และ Tesla สูญเสียมูลค่าตลาดไปเกือบ 600,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้

 

James Abate ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Centre Asset Management กล่าวสรุปว่า “ก่อนหน้านี้ หุ้นเหล่านี้ถูกตั้งราคาสูงเกินไปจากความคาดหวังที่สมบูรณ์แบบ ตอนนี้ตลาดกำลังอยู่ในช่วงลดความเสี่ยงครั้งใหญ่”

 

คริปโตร่วงหนักตามหุ้นสหรัฐฯ 

 

ตลาดคริปโตเผชิญแรงขายอย่างหนัก หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีดิ่งลงแรง ราคา Bitcoin ร่วงกว่า 3% ในเช้าวันนี้ (11 มีนาคม) ขณะที่ Ethereum ร่วงถึง 6% แตะระดับต่ำสุดระหว่างวันที่ 1,756 ดอลลาร์ ต่ำสุดนับแต่เดือนตุลาคม 2023 

 

Joshua Lim หัวหน้าฝ่ายตลาดของ FalconX Global กล่าวว่า “ตอนนี้ตลาดไม่มีปัจจัยบวกใหม่มาหนุนราคาคริปโตแล้ว เราจึงต้องเผชิญความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจมหภาคเพียงอย่างเดียว”  

 

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเพื่อจัดตั้ง ‘Bitcoin Reserve’ หรือกองทุนสำรอง Bitcoin ของสหรัฐฯ และเตรียมสำรองเหรียญคริปโตอื่นๆ อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวอนุญาตให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์พัฒนา “กลยุทธ์การซื้อ Bitcoin ที่ไม่กระทบงบประมาณ” ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลจะไม่ซื้อคริปโตเพิ่มจริงๆ  

 

Hayden Hughes หัวหน้าฝ่ายการลงทุนคริปโทฯ ของ Evergreen Growth ให้ความเห็นว่า “ตลาดดูเหมือนจะตอบสนองในทางลบต่อข่าวนี้ แต่ในมุมมองของผม นี่เป็นการตีความเกินจริง และตอนนี้ตลาดอยู่ในภาวะขายมากเกินไป”  

 

หนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากแรงเทขายรอบนี้คือกองทุน ETF ที่ใช้กลยุทธ์ Leverage เพื่อลงทุนในคริปโทฯ โดยเฉพาะกองทุนที่เดิมพันกับหุ้นของ Strategy ชื่อเดิมคือ MicroStrategy ซึ่งถือครอง Bitcoin เป็นจำนวนมาก ร่วงลงมากกว่า 30% ในวันเดียว  

 

ภาพ: DNY59 / Getty Images 

อ้างอิง:

The post หุ้นเทคสหรัฐฯ ร่วงหนักสุดตั้งแต่ปี 2022 มูลค่าหายกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Alibaba มูลค่าพุ่งกว่า 4.6 ล้านล้านบาท ตั้งแต่ต้นปี 2025 หลังรัฐบาลจีนกลับมาหนุนบริษัทเทค https://thestandard.co/alibaba-shares-jump-7-after-unveiling-latest-deepseek-contender/ Thu, 06 Mar 2025 10:17:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1049366 Alibaba

เมื่อวันพฤหัสบดี Alibaba Group Holding Ltd. ได้เปิดตัว […]

The post Alibaba มูลค่าพุ่งกว่า 4.6 ล้านล้านบาท ตั้งแต่ต้นปี 2025 หลังรัฐบาลจีนกลับมาหนุนบริษัทเทค appeared first on THE STANDARD.

]]>
Alibaba

เมื่อวันพฤหัสบดี Alibaba Group Holding Ltd. ได้เปิดตัว QwQ-32B โมเดล AI แบบโอเพนซอร์สตัวล่าสุด โดยแพลตฟอร์มใหม่นี้ถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่จากเวอร์ชันก่อนหน้า แม้ใช้ข้อมูลน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับที่ DeepSeek R1 ใช้

 

ขณะเดียวกัน Manus AI ก็ได้เปิดตัว AI agent ทั่วไป หรือบอตที่สามารถทำงานต่างๆ ได้ โดยอ้างว่าโมเดลของตัวเองทำงานได้ดีกว่า DeepResearch ของ OpenAI ในบางด้าน

 

หุ้น Alibaba ในตลาดหุ้นฮ่องกงพุ่งขึ้นมากถึง 8.2% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นสูงสุดระหว่างวันในรอบเกือบ 2 สัปดาห์ ดันดัชนีหุ้นเทคโนโลยีจีนพุ่งขึ้นราว 5% สูงสุดนับแต่ปี 2021 ส่วนในตลาดจีนแผ่นดินใหญ่หุ้นของ Focus Technology Co. ซึ่งเป็นบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ AI agent ปรับขึ้นแตะเพดานสูงสุดรายวันที่ 10% ขณะที่หุ้นที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น Client Service International Inc. ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน

 

ก่อนหน้านี้ การพัฒนา AI ของ DeepSeek ได้จุดกระแสตลาดกระทิงให้กับหุ้นจีน และภาคเทคโนโลยีได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมในสัปดาห์นี้ หลังจากจีนประกาศในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติว่า จะสนับสนุนการใช้โมเดล AI ขนาดใหญ่ รวมถึงการพัฒนาอุปกรณ์อัจฉริยะยุคใหม่และเครื่องมือการผลิต

 

รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ Senior Vice President Wealth Products & Strategy Division บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า จากการประชุมของรัฐบาลจีนเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ค่อนข้างเป็นบวกต่อหุ้นเทคโนโลยีของจีนโดยภาพรวม จากการที่รัฐบาลจีนส่งสัญญาณสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยี รวมทั้งการพัฒนา AI หรือแม้แต่หุ่นยนต์มนุษย์ก

 

ขณะที่ Alibaba เป็นหนึ่งในบริษัทที่น่าจะกลับมาได้รับการสนับสนุนอีกครั้ง หลังปรากฏภาพของ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จับมือกับ แจ๊ค หม่า ผู้ก่อตั้ง Alibaba ในช่วงก่อนหน้านี้ เป็นการส่งสัญญาณว่าการจัดระเบียบบริษัทเทคจีนจบลงแล้ว 

 

การฟื้นตัวอย่างร้อนแรงของ Alibaba ในช่วงที่ผ่านมา รัฐศรัณย์มองว่า เป็นผลจากการฟื้นตัวของธุรกิจหลักแต่ละส่วน ทำให้รายได้ของบริษัทโตได้ 8% ขณะที่กำไรเติบโตถึง 300% เมื่อปีก่อน ทั้งจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีส่วนแบ่งการตลาด 20-30% ในประเทศ ธุรกิจคลาวด์ และส่วนแบ่งกำไรจาก Ant Group 

 

แต่จุดหนึ่งที่ต้องติดตามคือ การที่รัฐบาลจีนพยายามผลักดันให้บริษัทเทคจีนขยายไปต่างประเทศมากขึ้น ว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหน เพราะในมุมหนึ่งรัฐบาลจีนไม่อยากให้เกิดการผูกขาดในประเทศ 

 

Alibaba มูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 1.35 แสนล้านดอลลาร์

Alibaba ได้ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นถึง 135,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.6 ล้านล้านบาท ตั้งแต่ต้นปี 

 

เวย์-เซิร์น หลิง (Vey-Sern Ling) กรรมการผู้จัดการจาก Union Bancaire Privee กล่าวว่า “Alibaba มีปัจจัยบวกหลายประการ โดยโมเดลโอเพนซอร์สตัวใหม่ถือเป็นตัวเร่งล่าสุด ขณะที่ธุรกิจหลักของพวกเขากำลังฟื้นตัว และจะได้รับประโยชน์จากการผลักดันการบริโภคของจีน นักลงทุนเริ่มตระหนักถึงมูลค่าที่ AI สามารถนำมาสู่ธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้งของ Alibaba”

 

แม้หุ้นเทคโนโลยีจีนจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การประเมินมูลค่าหุ้นยังไม่สูงเกินไป โดยดัชนี Hang Seng Tech Index มีอัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า (forward P/E) อยู่ที่ 19 เท่า เทียบกับ 45 เท่า เมื่อ 4 ปีก่อน

 

เคน หว่อง (Ken Wong) ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ้นเอเชียจาก Eastspring Investments กล่าวว่า “เรามองว่ามีโอกาสที่ตลาดจะปรับมูลค่าใหม่ เนื่องจากหุ้นเทคโนโลยีจีนจำนวนมากยังมีราคาถูกกว่าหุ้นสหรัฐฯ มาก ความตื่นตัวของนักลงทุนสะท้อนให้เห็นจากการที่หุ้นเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์บางตัวที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยเคลื่อนไหว กลับมาปรับตัวขึ้น”

 

ทั้งนี้ Alibaba ตั้งเป้าลงทุนมากกว่า 3.80 แสนล้านหยวน หรือราว 1.7 ล้านล้านบาท ในโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ภายใน 3 ปีข้างหน้า 

 

อ้างอิง:

 

The post Alibaba มูลค่าพุ่งกว่า 4.6 ล้านล้านบาท ตั้งแต่ต้นปี 2025 หลังรัฐบาลจีนกลับมาหนุนบริษัทเทค appeared first on THE STANDARD.

]]>
หาคำตอบ นโยบายทรัมป์เดินหน้า ‘ปฏิรูป’ ลดขนาดหน่วยงานภาครัฐ สะเทือนผลประกอบการหุ้นกลุ่มไหนบ้าง https://thestandard.co/trump-2-0-stock-impact/ Tue, 25 Feb 2025 12:34:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1045665

จากนโยบายลดขนาดปฏิรูปหน่วยงานรัฐสหรัฐฯ ของ โดนัลด์ ทรัม […]

The post หาคำตอบ นโยบายทรัมป์เดินหน้า ‘ปฏิรูป’ ลดขนาดหน่วยงานภาครัฐ สะเทือนผลประกอบการหุ้นกลุ่มไหนบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากนโยบายลดขนาดปฏิรูปหน่วยงานรัฐสหรัฐฯ ของ โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเป็นอีกความเสี่ยงที่จะมาเขย่าผลประกอบการกับบริษัทที่เกี่ยวข้อง และมีความเสี่ยงที่ทำให้ตัวเลขการว่างงานของสหรัฐฯ สูงขึ้น 

 

สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า ประเด็นที่สหรัฐฯ มีนโยบายปฏิรูปหน่วยงานภาครัฐ โดยจะลดขนาดของหน่วยงานภาครัฐลงจากปัจจุบันมองว่าใหญ่เกินไป โดยคาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณรายจ่ายได้ประมาณ 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

 

ทั้งนี้ มาจากนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมทั้งข้อเสนอของ อีลอน มัสก์ เนื่องจากก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยเรียนรู้โครงสร้างของหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ ตั้งแต่ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยแรก โดยในช่วงดังกล่าวมีเหตุการณ์ Government Shutdown ทำให้ทราบถึงความจำเป็นในการทำงานของหน่วยงานต่างๆ 

 

นโยบายลดงบประมาณรายจ่ายสหรัฐฯ สะเทือนใครบ้าง

 

โดยจากนโยบายดังกล่าวจะมีการดำเนินการเรื่องสำคัญ ได้แก่ การลดงบประมาณรายจ่ายทางการทหารลง การลดงบประมาณรายจ่ายด้านไอที การลดงบประมาณรายจ่ายของสวัสดิการทหารผ่านศึกของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสวัสดิการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก

 

ขณะที่ประเด็นการลดงบประมาณรายจ่ายด้านไอทีของสหรัฐฯ จะผลกระทบให้มีการเปลี่ยนแปลงสัญญาเกี่ยวกับงานระบบ IT and Services ให้มีแนวโน้มการใช้งานลดลง ซึ่งอาจจะมีผลกระทบผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีความเกี่ยวข้อง

 

อย่างไรก็ดี จากนโยบายลดขนาดหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ ดังกล่าว งบประมาณรายจ่ายประมาณ 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยหากเปรียบเทียบกับงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กับจำนวนหนี้คงค้างของสหรัฐฯ ที่มีจำนวน 29 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากนโยบายดังกล่าวถือว่าไม่มาก จึงเชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มากนัก

 

นโยบายทรัมป์ส่อดันตัวเลขว่างงานสหรัฐฯ ขยับขึ้น

 

สิทธิชัยยังประเมินต่อว่า ประเด็นการลดขนาดหน่วยงานและงบประมาณของของภาครัฐดังกล่าวของสหรัฐฯ จะมีผลต่ออัตราการว่างงานให้เพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง แต่บุคคลกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่ม Skilled Labour

 

สำหรับภาพต่อมา ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แนะนำให้มีความระมัดระวังในกลุ่มที่มีการพึ่งพิงรายได้จากภาครัฐของสหรัฐฯ ในสัดส่วนที่สูง เช่น กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศและไอที

 

หุ้นเทคสหรัฐฯ กับจีน ตลาดไหนน่าลงทุนมากกว่ากัน

 

สำหรับผลประกอบการในหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 หรือบริษัท 7 หุ้นนางฟ้า ผลประกอบการในไตรมาส 4/24 ที่รายงานออกมาอยู่ในทิศทางที่ดี สะท้อนภาพถึงปัจจัยพื้นฐานของหุ้นแต่ละตัวในกลุ่มนี้ โดยมีการเติบโตของรายได้ที่เติบโตขึ้นในทุกบริษัทที่ทยอยประกาศผลประกอบการออกมา

 

ทั้งนี้ หากเทียบเคียงกับหุ้น 8 บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของตลาดหุ้นจีนซึ่งมีผลประกอบการที่ออกมาในภาพที่คล้ายกันสะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานที่ยังเติบโต ขณะที่ภาพการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มอัตราการเติบโตที่สูงกว่า บจ. กลุ่มเทคของจีนซึ่งมีอัตราการเติบโตของรายได้ที่ยังต่ำกว่า 10%

 

อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างร้อนแรงในช่วงก่อนหน้านี้มีสัดส่วนประมาณ 50% มาจากแรงผลักดันของหุ้น 2 ตัว คือ Tencent กับ Alibaba โดยการแนะนำการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีของจีน แนะนำให้ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ เพราะมีความเสี่ยงทางฐานะการเงินที่ต่ำ อีกทั้งมีความทนทานจากปัจจัยภายนอกมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบของหุ้นขนาดเล็ก

 

ส่วนกรณีของผลกระทบการเข้ามาของ DeepSeek มองว่าเป็นสัญญาณเตือนว่า การพัฒนาการแข่งขันของ AI จะมีความชัดเจนขึ้น เนื่องจากมองว่าหลังจากสหรัฐฯ กดดันจีนบีบให้มีข้อจำกัดในการพัฒนา AI ซึ่งหากจีนสามารถทลายข้อจำกัดดังกล่าว และสามารถพัฒนา AI ออกมาได้ ส่งผลให้สามารถพัฒนา AI ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง

 

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ Tencent กับ Alibaba นำโมเดลการพัฒนา AI ของ DeepSeek ไปศึกษาและประยุกต์พัฒนา AI ของบริษัทในอนาคตข้างหน้า

 

อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่สนับสนุนให้ผู้พัฒนา AI สามารถประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก ดังนี้ 

 

  1. การมีใช้บริการจำนวนมาก
  2. การมีผลิตภัณฑ์จำนวนมากให้กับผู้ใช้บริการ

 

ทั้งนี้ แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่ม Magnificent 7 มากกว่า 8 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีน โดยมีมุมมองว่ามีแนวโน้มการเติบโตที่มีความชัดเจนมากกว่า

 

อีกทั้งภาพของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีทิศทางและภาพที่ดีกว่าเศรษฐกิจของจีน รวมถึงรัฐบาลของสหรัฐฯ ยังมีนโยบายเชิงรุกในการจำกัดการพัฒนาเทคโนโลยีของจีน ดังนั้นจึงมีมุมมองว่าหุ้น Magnificent 7 จะมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าแม้จะมีมูลค่าหุ้นหรือราคาที่แพงกว่า แต่มีมุมมองว่ามีปัจจัยพื้นฐานที่มีความแข็งแรงมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ 8 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีน

 

ขณะที่มุมมองต่อตลาดหุ้นจีน A-Shares หากพิจารณาถึงภาพจากการท่องเที่ยวในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา รวมถึงตัวเลขข้อมูลของตลาดที่อยู่อาศัยของจีนจะพบว่า การฟื้นตัวของตลาดหุ้นจีนจะเป็นลักษณะฐานฟื้นตัวแบบยูเชฟ ซึ่งการฟื้นตัวยังต้องใช้ระยะเวลาที่นาน ขณะที่ความเสี่ยงของ Downside ของเศรษฐกิจคาดว่าจะไม่ได้ย่ำแย่ไปกว่าปัจจุบันที่เป็นอยู่

 

“ภาพรวมของตลาดหุ้นจีนยังตอบได้ยาก เพราะขึ้นกับ Sentiment ของเศรษฐกิจจีนว่าจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าถามว่าตลาดหุ้นจีนยังลงทุนได้ไหม ก็อยากให้เริ่มลงทุนจากสินค้าอุตสาหกรรมที่มีความชัดเจนอยู่อย่าง เช่น หุ้น Xiaomi หรือกลุ่มที่ทำโทรศัพท์มือถือก็ยังมีแนวโน้มที่จะมีอัตราการเติบโตได้เช่นกัน”

 

ภาพ: Phil Mistry / Shutterstock

The post หาคำตอบ นโยบายทรัมป์เดินหน้า ‘ปฏิรูป’ ลดขนาดหน่วยงานภาครัฐ สะเทือนผลประกอบการหุ้นกลุ่มไหนบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เทียบฟอร์มหุ้นเทคยักษ์จาก 2 ขั้วมหาอำนาจโลก ‘สหรัฐฯ-จีน’ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-25022025-2/ Tue, 25 Feb 2025 06:30:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1045471 morning-wealth-25022025-2

วิเคราะห์การปฏิรูประบบราชการสหรัฐฯ ครั้งใหญ่กับผลกระทบต […]

The post ชมคลิป: เทียบฟอร์มหุ้นเทคยักษ์จาก 2 ขั้วมหาอำนาจโลก ‘สหรัฐฯ-จีน’ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-25022025-2

วิเคราะห์การปฏิรูประบบราชการสหรัฐฯ ครั้งใหญ่กับผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ กับตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเทียบฟอร์มหุ้นเทคสหรัฐฯ vs. จีน พูดคุยกับ สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวนและศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เทียบฟอร์มหุ้นเทคยักษ์จาก 2 ขั้วมหาอำนาจโลก ‘สหรัฐฯ-จีน’ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>