หุ้นธนาคาร Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/หุ้นธนาคาร/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 20 Apr 2026 07:36:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 4 หุ้นแบงก์ ‘TTB – KKP – TISCO – LHFG’ เผยกำไรไตรมาส 1/69 เติบโตเทียบปีก่อนทั้งหมด https://thestandard.co/ttb-kkp-tisco-lhfg-q1-profit/ Mon, 20 Apr 2026 07:36:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1199130 โลโก้ธนาคาร TTB, KKP, TISCO, LHFG บนพื้นหลังพร้อมข้อความ '4 หุ้นแบงก์เผยงบ Q1/69 กำไรโตทั้งหมด ท่ามกลางดอกเบี้ยขาลง'

กำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 ของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BA […]

The post 4 หุ้นแบงก์ ‘TTB – KKP – TISCO – LHFG’ เผยกำไรไตรมาส 1/69 เติบโตเทียบปีก่อนทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ธนาคาร TTB, KKP, TISCO, LHFG บนพื้นหลังพร้อมข้อความ '4 หุ้นแบงก์เผยงบ Q1/69 กำไรโตทั้งหมด ท่ามกลางดอกเบี้ยขาลง'

กำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 ของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BANK) ดูเหมือนจะเป็นไตรมาสที่ดีของหลายบริษัท หลังจาก 4 หุ้นแบงก์อย่าง TTB, KKP, TISCO และ LHFG รายงานกำไรออกมาเติบโตทั้งหมด เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568

 

 
 

แม้ว่าแต่ละแบงก์จะมีรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น แต่ทั้ง 4 บริษัทต่างมีรายได้ดอกเบี้ยลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยที่เป็นขาลง สวนทางกับรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่ปรับตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

KKP กำไรฟื้นตัวแรง 84%

 

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ที่ 1,955 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 84.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่พุ่งขึ้น 64.7% หนุนโดยธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ธุรกิจบริการทางการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัลของ Dime! รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมจัดการกองทุน และกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน

 

นอกจากนี้ KKP ยังมีผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องถึง 52.3% ตามปริมาณรถยึดที่ลดลง รวมถึงการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ลดลง 12.9% สะท้อนถึงคุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ยังทรงตัวได้ที่ 4.6% จากการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะปรับลดลง 5.2% ตามกลยุทธ์การคัดกรองสินเชื่อคุณภาพสูงก็ตาม

 

TTB กำไรยังโตได้ 1.4% แม้ดอกเบี้ยลงเร็วกว่าคาด

 

ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ทำกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ได้ 5,170 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% YoY ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการปรับโครงสร้างต้นทุนทางการเงินอย่างเหมาะสม ทำให้ NIM ทรงตัวอยู่ที่ 3.02% แม้บริษัทจะมองว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเร็วกว่าคาด

 

ขณะเดียวกัน รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยของ TTB เติบโตอย่างแข็งแกร่ง 37.4% YoY จากกำไรเครื่องมือทางการเงินและค่าธรรมเนียมหลัก เช่น แบงก์แอสชัวรันส์ กองทุนรวม และบัตรเครดิต นอกจากนี้ ธนาคารยังสามารถบริหารคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี ส่งผลให้การตั้งสำรองฯ (ECL) ลดลง 12.8% YoY แม้จะมีการตั้งสำรองเพิ่มเติมผ่าน Management Overlay เพื่อรองรับความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางแล้วก็ตาม

 

TISCO เผยกำไร 1.7 พันล้านบาท NIM เพิ่มขึ้นแตะ 4.95%

 

บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO รายงานกำไรสุทธิ 1,733.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% YoY โดยได้รับอานิสงส์หลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 3.4% ตามต้นทุนเงินฝากที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ NIM ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.95% จาก 4.83% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยก็เติบโต 27.2% จากการฟื้นตัวของทุกกลุ่มธุรกิจ

 

อย่างไรก็ตาม TISCO ได้ตั้งสำรองฯ (ECL) เพิ่มขึ้นเป็น 775 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 100.9% YoY คิดเป็น 1.3% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย เพื่อรองรับความเสี่ยงจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงาน ทั้งนี้ NPL ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 2.11% จาก 2.28% เมื่อสิ้นปี 2568 และมี Coverage Ratio สูงถึง 191.4%

 

LHFG กำไรพุ่ง 47.9% ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองลดลง

 

บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG ทำกำไรสุทธิในไตรมาสแรกได้ 842.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.9% YoY ปัจจัยหลักมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 95.5% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงิน (FVTPL) และกำไรจากเงินลงทุน

 

ในส่วนของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังคงเติบโต 5.9% YoY เป็นผลมาจากการที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยปรับตัวลดลงถึง 10.2% สำหรับธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank) มี NIM อยู่ที่ระดับ 1.85% ด้านคุณภาพสินทรัพย์ LHFG มีหนี้เสีย (NPL) หรือสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม ลดลงมาอยู่ที่ 2.30% จาก 2.44% ในปี 2568 ส่งผลให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ของกลุ่มลดลง 1.7% YoY มาอยู่ที่ 189 ล้านบาท ขณะที่ LH Bank มี Coverage Ratio อยู่ที่ 160.21% สะท้อนการบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

 

ภาพ: UNIKYLUCKK / Shutterstock

The post 4 หุ้นแบงก์ ‘TTB – KKP – TISCO – LHFG’ เผยกำไรไตรมาส 1/69 เติบโตเทียบปีก่อนทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มธนาคาร – พรีวิว 1Q68 คาดกำไรเพิ่มขึ้น QoQ, ทรงตัว YoY https://thestandard.co/bank-stocks-1q68-preview/ Thu, 03 Apr 2025 05:09:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1060070 bank-stocks-1q68-preview

เกิดอะไรขึ้น:   InnovestX Research จัดทำบทวิเคราะห […]

The post หุ้นกลุ่มธนาคาร – พรีวิว 1Q68 คาดกำไรเพิ่มขึ้น QoQ, ทรงตัว YoY appeared first on THE STANDARD.

]]>
bank-stocks-1q68-preview

เกิดอะไรขึ้น:

 

InnovestX Research จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการใน 1Q68 ของกลุ่มธนาคาร โดยคาดว่ากำไรของกลุ่มธนาคารจะเพิ่มขึ้น 8% QoQ (opex ลดลงตามฤดูกาล) แต่จะอยู่ในระดับทรงตัว YoY (NIM ที่หดตัวลงจะถูกชดเชยโดย ECL ที่ลดลง) ทั้งนี้เมื่อเทียบ QoQ คาดว่าธนาคารต่างๆ จะมี credit cost ในระดับทรงตัว โดย NPL จะอยู่ในระดับทรงตัว NIM จะหดตัวลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย สินเชื่อจะหดตัวลง non-NII จะอ่อนแอลง และ opex จะลดลงตามฤดูกาล ทั้งนี้ คาดว่า BBL จะเป็นธนาคารที่รายงานกำไรเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มธนาคารที่ 14% YoY และ 16% QoQ

 

คุณภาพสินทรัพย์ทรงตัว แต่ความเสี่ยงสูงขึ้น โดยคาดว่าคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมจะอยู่ในระดับทรงตัวใน 1Q68 และคาดว่า credit cost จะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างทรงตัว QoQ แต่จะลดลง YoY (จากการตั้งสำรอง management overlay น้อยลง) ซึ่งคาดว่า credit cost ของกลุ่มธนาคารจะลดลง 17 bps ในปี 2568 อันเป็นผลมาจากการตั้งสำรอง management overlay น้อยลง อย่างไรก็ดี เล็งเห็นความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่สูงขึ้นจากสงครามการค้าและเหตุแผ่นดินไหว

 

ใน 1Q68 NIM ของกลุ่มธนาคารจะลดลง 4 bps QoQ (เทียบกับ ลดลง 6 bps QoQ ใน 4Q67) ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้หลังจากที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง 25 bps ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ธนาคารต่างๆ ก็ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง 10-25 bps (5-25 bps สำหรับ BBL) แต่ยังคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้ไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง 25 bps ในเดือนตุลาคม 2567 ธนาคารส่วนใหญ่ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง 12.5-25 bps  (5-20 bps สำหรับ BBL) ขณะที่ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ลดลง 5 bps (20 bps สำหรับ BBL) และปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำลดลง 10-35 bps (15-30 bps สำหรับ BBL) 

 

ทั้งนี้ คาดว่า NIM ของกลุ่มธนาคารจะลดลง 15 bps ในปี 2568 โดยใช้สมมติฐานว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง 50 bps และปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำลดลง 25 bps 

 

ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2568 สินเชื่อของกลุ่มธนาคารหดตัวลง 0.9% QTD และ 1.4% YoY มีเพียง BBL และ SCB ที่พบสินเชื่อเติบโต YTD อย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าสินเชื่อจะลดลง 1% QoQ ใน 1Q68 และคาดว่าสินเชื่อจะเติบโต 1% ในปี 2568

 

ด้าน Non-NII ใน 1Q68 จะลดลง QoQ และ YoY โดยมีทิศทางที่แตกต่างกันในแต่ละธนาคารขึ้นอยู่กับกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ซึ่งคาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมจะอยู่ในระดับทรงตัว YoY และลดลงเล็กน้อย QoQ ตามฤดูกาล ขณะที่อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ ใน 1Q68 คาดว่าธนาคารส่วนใหญ่จะเห็นอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ลดลง QoQ ตามฤดูกาล และจะอยู่ในระดับทรงตัว YoY

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร (SET BANK) ปรับขึ้น 2.80% ราคาหุ้น BBL ปรับลง 2.6% ขณะที่ SET Index ปรับลง 4.0% สู่ 1,155.05 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2568:

 

สำหรับปี InnovestX Research คาดว่ากำไรของกลุ่มธนาคารจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างทรงตัว โดยเกิดจากสินเชื่อที่เติบโต 1% NIM ที่หดตัวลง 15 bps credit cost ที่ลดลง 17 bps และ non-NII ที่เติบโตเล็กน้อย โดย BBL จะเป็นธนาคารที่รายงานกำไรเติบโตแข็งแกร่งที่สุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ ยังคงเลือก BBL เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร เนื่องจาก: valuation ถูกที่สุด, ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำที่สุด และ สินเชื่อมีแนวโน้มเติบโตสูงที่สุด

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง, ความเสี่ยงด้าน NIM จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก และ ความเสี่ยงด้าน ESG จากการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม

 

หุ้นกลุ่มธนาคาร – พรีวิว 1Q68 คาดกำไรเพิ่มขึ้น QoQ, ทรงตัว YoY 

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/industry-analysis/industry-analysis/bank-update-20250401

The post หุ้นกลุ่มธนาคาร – พรีวิว 1Q68 คาดกำไรเพิ่มขึ้น QoQ, ทรงตัว YoY appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBANK – 3Q67 กำไรสุทธิสูงกว่าคาดจากกำไร FVTPL https://thestandard.co/kbank-3q24-net-profit-higher-than-expected/ Wed, 23 Oct 2024 03:17:19 +0000 https://thestandard.co/?p=999169

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา บมจ […]

The post KBANK – 3Q67 กำไรสุทธิสูงกว่าคาดจากกำไร FVTPL appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา บมจ.ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) รายงานกำไรสุทธิ 3Q67 อยู่ที่ 1.197 หมื่นล้านบาท (ลดลง 5%QoQ, เพิ่มขึ้น 6%YoY) เป็นไปตามที่ Consensus คาด แต่สูงกว่า InnovestX Research คาด 13% หลักๆ เกิดจากกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านทางกำไรหรือขาดทุน (FVTPL)

 

ใน 3Q267 มีรายการที่สำคัญ ดังนี้ 

 

  1. คุณภาพสินทรัพย์: NPL เพิ่มขึ้น 1%QoQ โดยอัตราส่วน NPL เพิ่มขึ้น 10 bps QoQ ใน 3Q67 ถ้านำยอดตัดหนี้สูญบวกกลับเข้ามา NPL จะเพิ่มขึ้น 14%QoQ ใน 3Q67 เทียบกับ 12%QoQ ใน 2Q67 Credit Cost เพิ่มขึ้น 1 bps QoQ (ลดลง 20 bps YoY) มาอยู่ที่ 1.89% ใน 3Q67 LLR Coverage ลดลงมาอยู่ที่ 139% จาก 141% ใน 2Q67 โดยยังคงประมาณการ Credit Cost ไว้ที่ 1.9% (ลดลง 18 bps) ในปี 2567 KBANK ยืนยันว่า Credit Cost จะลดลงกลับสู่ระดับปกติที่ 1.4-1.6% ในปี 2568

 

InnovestX Research ปรับประมาณการ Credit Cost ปี 2568 ลดลง 10 bps สู่ 1.6% (ลดลง 30 bps) 

 

  1. การเติบโตของสินเชื่อลดลง 2.2%QoQ, 0.2%YoY และ 2.3%YTD การหดตัวของสินเชื่อเกิดจากกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs และลูกค้ารายย่อย ทั้งนี้ ปรับประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปี 2567 ลดลงจากเพิ่มขึ้น 1% สู่ลดลง 2% 

 

  1. NIM ลดลง 5 bps QoQ (ลดลง 14 bps YoY) ใน 3Q67 อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ลดลง 10 bps QoQ ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นจากการทำธุรกรรมชั่วคราวที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกองทุนกองหนึ่ง ต้นทุนทางการเงินลดลง 6 bps QoQ

 

  1. Non-NII ลดลง 11%QoQ (เพิ่มขึ้น 26%YoY) ใน 3Q67 หลักๆ เกิดจากรายได้สุทธิจากการรับประกันภัยที่ลดลง รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิเพิ่มขึ้น 4%QoQ (เพิ่มขึ้น 8%YoY) จากการบริหารความมั่งคั่ง

 

  1. อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้เพิ่มขึ้น 91 bps QoQ (เพิ่มขึ้น 212 bps YoY) สู่ 44.49% OPEX ลดลง 2%QoQ (เพิ่มขึ้น 8%YoY) 

 

กระทบอย่างไร:

 

หลังรายงานผลประกอบการ 3Q67 ราคาหุ้น KBANK ปรับลง 2.33% อยู่ที่ 146.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 1.01% อยู่ที่ 1,473.62 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

 

InnovestX Research ปรับประมาณการกำไรของ KBANK เพิ่มขึ้น 9% สำหรับปี 2567 (หลักๆ เกิดจากกำไร FVTPL) และ 10% สำหรับปี 2568 (หลักๆ เกิดจากการปรับประมาณการ Credit Cost ลดลง) กำไร 9M67 คิดเป็น 79% ของประมาณการกำไรปี 2567 และคาดว่ากำไร 4Q67 จะลดลง QoQ (NIM แคบลง และ OPEX เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล) แต่จะเพิ่มขึ้น YoY (ECL ลดลง) 

 

ทั้งนี้ คาดว่ากำไรปี 2568 จะเพิ่มขึ้น 6% โดยเกิดจากสินเชื่อที่เติบโต 2% NIM ที่แคบลง 10 bps Credit Cost ที่ลดลง 30 bps Non-NII ที่ลดลง 2% (กำไร FVTPL ลดลง) และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ที่สูงขึ้น

 

กลยุทธ์การลงทุนยังคงคำแนะนำ Neutral สำหรับ KBANK อย่างไรก็ดี ได้ปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นสู่ 160 บาทต่อหุ้น (อิงกับ PBV ปี 2568 ที่ 0.64 เท่า) เนื่องจากปรับ Valuation เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพื่อสะท้อน ROE ที่สูงขึ้นจาก Credit Cost ที่ลดลงกลับสู่ระดับปกติในปี 2568

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว, การขยายสินเชื่อได้ช้ากว่าคาด เนื่องจากความต้องการสินเชื่อชะลอตัวและการแข่งขันสูง รวมทั้งความเสี่ยงด้าน ESG จากความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct)

The post KBANK – 3Q67 กำไรสุทธิสูงกว่าคาดจากกำไร FVTPL appeared first on THE STANDARD.

]]>
9 หุ้นแบงก์มีกำไร 5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อน แบงก์ใหญ่โตสวนทางแบงก์เล็ก https://thestandard.co/9-bank-stocks-profit/ Sun, 21 Apr 2024 07:19:53 +0000 https://thestandard.co/?p=925082 หุ้นแบงก์

กำไรสุทธิของ หุ้น ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ประจำไตรมาส 1 ปี […]

The post 9 หุ้นแบงก์มีกำไร 5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อน แบงก์ใหญ่โตสวนทางแบงก์เล็ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นแบงก์

กำไรสุทธิของ หุ้น ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ประจำไตรมาส 1 ปี 2567 ล่าสุดประกาศออกมาแล้ว 9 บริษัท โดยขาดเพียงธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ที่ยังไม่ได้ประกาศออกมา 

 

สำหรับ 9 ธนาคารที่ประกาศออกมาแล้ว ได้แก่ 

 

 

โดยหนึ่งในปัจจัยบวกที่ช่วยให้หุ้นกลุ่มแบงก์มีกำไรเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน เป็นผลจากการตั้งสำรองหนี้ที่ลดลงราว 16% โดยตั้งสำรองไปประมาณ 4.6 หมื่นล้านบาทในไตรมาสแรกที่ผ่านมา 

 

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ภาพรวมกำไรจะค่อนข้างทรงตัว แต่จะเห็นว่าหุ้นแบงก์ขนาดใหญ่และขนาดกลางเติบโตได้ค่อนข้างโดดเด่น ทั้งในส่วนของ บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB), ธนาคารกรุงเทพ (BBL), ธนาคารกรุงไทย (KTB), และธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) ยกเว้นเพียงธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ที่กำไรหดตัว 13% ซึ่งเป็นผลจากการตั้งสำรองที่สูงขึ้นถึง 111%

The post 9 หุ้นแบงก์มีกำไร 5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อน แบงก์ใหญ่โตสวนทางแบงก์เล็ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
KTB – NIM ขยายตัวมากที่สุด Valuation น่าสนใจ https://thestandard.co/ktb-nim-is-growing-the-most/ Mon, 28 Aug 2023 10:54:09 +0000 https://thestandard.co/?p=834746 หุ้น KTB

เกิดอะไรขึ้น: ในปี 2566 คาดว่า บมจ.ธนาคารกรุงไทย (KTB) […]

The post KTB – NIM ขยายตัวมากที่สุด Valuation น่าสนใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น KTB

เกิดอะไรขึ้น:

ในปี 2566 คาดว่า บมจ.ธนาคารกรุงไทย (KTB) จะเป็นธนาคารที่มี NIM ขยายตัวมากที่สุดและคุณภาพสินทรัพย์ทรงตัว ขณะที่ 2H66 คาดว่าการเติบโตของสินเชื่อจะเร่งตัวขึ้น NIM จะขยายตัวต่อเนื่อง Credit Cost จะอยู่ในระดับทรงตัว และ OPEX จะเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล 

 

โดยมีปัจจัยกระตุ้นดังนี้

 

  • คุณภาพสินทรัพย์ของ KTB ยังทรงตัวจนถึงปัจจุบันในปีนี้ ดังนั้น KTB จึงคาดว่า Credit Cost ใน 2H66 จะอยู่ในระดับทรงตัว HoH ส่วน InnovestX Research ประมาณการ Credit Cost ปี 2566 ไว้ที่ 1.25% (เพิ่มขึ้น 32 bps) เทียบกับ 1.23% ใน 1H66 การเพิ่มขึ้นของ Credit Cost ในปี 2566 เป็นเพราะ KTB เปลี่ยนมาเน้นปล่อยสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูงเพิ่มมากขึ้น

 

อย่างไรก็ดี KTB มีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำกว่าธนาคารอื่นๆ เพราะมีเงินให้สินเชื่อภาครัฐที่มีความเสี่ยงต่ำและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ปล่อยให้กับข้าราชการและลูกค้าที่มีบัญชีเงินเดือนกับ KTB ในสัดส่วนสูง KTB ตั้งเป้าคง LLR Coverage ไว้ที่ระดับสูงกว่า 170% เทียบกับ 171% ณ 2Q66

 

  • NIM ปี 2566 จะขยายตัวมากที่สุด การขึ้นอัตราดอกเบี้ยและการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนสินเชื่อทำให้ KTB เป็นธนาคารที่มี NIM ขยายตัว QoQ มากที่สุดที่ 35 bps ใน 1Q66 และ 24 bps ใน 2Q66 สู่ 3.2% KTB คาดว่า NIM จะเพิ่มขึ้นอีกใน 3Q66 อันเป็นผลมาจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 bps ในเดือนสิงหาคม NIM มี Upside จากการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก และการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 25 bps สู่ 2.5% 
  • การเติบโตของสินเชื่อจะเร่งตัวขึ้นใน 2H66 KTB คาดว่าการเติบโตของสินเชื่อ (ไม่รวมสินเชื่อภาครัฐ) ในปี 2566 จะอยู่ที่ ~3% ซึ่งเป็นตัวเลขขอบล่างของเป้าที่ธนาคารวางไว้ที่ 3-5% ธนาคารคาดว่าการเติบโตของสินเชื่อจะเร่งตัวขึ้นใน 2H66 เทียบกับ -0.6%YTD ใน 1H66 

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น KTB ปรับลดลง 4.46%MoM อยู่ที่ระดับ 19.30 บาท ขณะที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 2.22%MoM สู่ระดับ 1,560.20 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566:


InnovestX Research ประเมิน 2H66 ว่าการเติบโตของสินเชื่อจะเร่งตัวขึ้น, NIM จะขยายตัวต่อเนื่อง, Credit Cost จะอยู่ในระดับทรงตัว และ OPEX จะเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ส่วน 3Q66 คาดว่ากำไรของ KTB จะเพิ่มขึ้น 22%YoY (NII สูงขึ้น) และ 2%QoQ (NII สูงขึ้น, ECL สูงขึ้น, OPEX สูงขึ้น) สำหรับปี 2566 คาดว่ากำไรจะเติบโต 22% โดยได้รับการสนับสนุนจากการเติบโตของสินเชื่อที่ 2% NIM ที่เพิ่มขึ้น 61 bps Non-NII ในระดับทรงตัว และ Credit Cost ที่เพิ่มขึ้น 32 bps 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ ยังคงเลือก KTB เป็นหนึ่งในหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร โดยคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 25 บาทต่อหุ้น (P/BV 0.8 เท่า หรือ P/E ปี 2567 ที่ 8.2 เท่า) เนื่องจาก 1. Valuation ถูก ที่ P/BV 0.6 เท่า เทียบกับ ROE 10% และ P/E 6.3 เท่า สำหรับปี 2567 2. ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำกว่าธนาคารอื่นๆ และ 3. NIM จะขยายตัวมากที่สุด

 

ส่วนความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ 1. ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง 2. การขยายสินเชื่อได้ช้ากว่าคาด เนื่องจากความต้องการสินเชื่อชะลอตัวและการแข่งขันสูง และ 3. Non-NII ได้รับแรงกดดันจากตลาดทุนที่ผันผวนและแนวโน้มที่ ธปท. จะใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น

The post KTB – NIM ขยายตัวมากที่สุด Valuation น่าสนใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TTB – 2Q66 กำไรดีเกินคาด เพราะ NIM Non-NII และ Credit Cost https://thestandard.co/ttb-2q66-profit-better-than-expected/ Fri, 21 Jul 2023 07:42:30 +0000 https://thestandard.co/?p=820179 หุ้น TTB

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 บมจ.ธนาคารทหา […]

The post TTB – 2Q66 กำไรดีเกินคาด เพราะ NIM Non-NII และ Credit Cost appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น TTB

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 บมจ.ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) รายงานกำไรสุทธิ 2Q66 จำนวน 4.57 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6%QoQ, 33%YoY) ออกมาสูงกว่าคาด หลักๆ เกิดจาก NII (NIM ดีกว่าคาด) Non-NII และคุณภาพสินทรัพย์ (Credit Cost และ NPL ต่ำกว่าคาด)


รายการสำคัญ:

  1. คุณภาพสินทรัพย์: NPL ลดลง 3%QoQ หรือ 1.3 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 7.4% ถ้านำยอดตัดหนี้สูญบวกกลับเข้ามา) ซึ่งเป็นผลมาจากการตัดหนี้สูญ 4.3 พันล้านบาท (เทียบกับ 2.9 พันล้านบาทใน 1Q66) และการขาย NPL 1.8 พันล้านบาท (เทียบกับ 1.4 พันล้านบาทใน 1Q66) Credit Cost อยู่ในระดับทรงตัว QoQ ที่ 1.25% เทียบกับเป้าหมายปี 2566 ของธนาคารที่ 1.25-1.35% LLR Coverage เพิ่มขึ้นจาก 140% ณ 1Q66 สู่ 144% ทั้งนี้ สำหรับปี 2566 ยังคงประมาณการ Credit Cost ตามหลักความระมัดระวังไว้ที่ 1.3% 

 

  1. การเติบโตของสินเชื่อ: เพิ่มขึ้น 0.4%QoQ, ลดลง 2.1%YoY และ 0.9%YTD ต่ำกว่าเป้าหมายปี 2566 ของธนาคารที่ 3% ค่อนข้างมาก สินเชื่อรายย่อยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.5%QoQ และ 0.3%YTD หลักๆ เกิดจากสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อรถแลกเงิน และสินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อบรรษัทลูกค้าธุรกิจเพิ่มขึ้น 0.7%QoQ แต่หดตัวลง 2.6%YTD สินเชื่อ SMEs หดตัวลงต่อเนื่องอีก 0.9%QoQ และ 2.7%YTD สำหรับปี 2566 ได้ปรับประมาณการการเติบโตของสินเชื่อลดลงจาก 3% สู่ 1% 

 

  1. NIM: เพิ่มขึ้น 14 bps QoQ เนื่องจากผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น 22 bps QoQ (สัดส่วนสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูงเพิ่มขึ้น) มากกว่าต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 10 bps QoQ สำหรับปี 2566 ได้ปรับประมาณการ NIM เพิ่มขึ้น 15 bps ซึ่งสะท้อนถึง NIM ที่ขยายตัว 20 bps 

 

  1. Non-NII: เพิ่มขึ้น 10%QoQ (เพิ่มขึ้น 6%YoY) หลักๆ เกิดจากรายได้อื่นและรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เพิ่มขึ้น (เพิ่มขึ้น 4%QoQ และ 1%YoY) รายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น QoQ เกิดจากค่าธรรมเนียม Bancassurance บัตรเครดิต และวาณิชธนกิจ

 

  1. อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้: เพิ่มขึ้น 107 bps QoQ และ 136 bps YoY สู่ 44.53% ซึ่งเป็นผลมาจาก OPEX ที่สูงขึ้น (เพิ่มขึ้น 8%QoQ และ YoY)

 

กระทบอย่างไร:

วันที่ 20 กรกฎาคม ณ เวลา 12.30 น. ราคาหุ้น TTB ปรับเพิ่มขึ้น 1.23%DoD สู่ระดับ 1.65 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลดลง 0.27%DoD อยู่ที่ระดับ 1,532.56 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566:

InnovestX Research ปรับประมาณการกำไรปี 2566 เพิ่มขึ้น 10% หลักๆ เกิดจากการปรับประมาณการ NIM เพิ่มขึ้น สำหรับกำไร 1H66 คิดเป็น 52% ของประมาณการกำไรปี 2566 (เพิ่มขึ้น 20%) ส่วน 3Q66 คาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ (เพราะตั้งสำรองและ OPEX เพิ่มขึ้น) 

 

กลยุทธ์การลงทุน InnovestX Research ยังคงเรตติ้ง Neutral สำหรับ TTB และปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 1.5 สู่ 1.7 บาทต่อหุ้น (PBV ปี 2567 ที่ 0.7 เท่า) เพื่อสะท้อนการปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้นและการปรับปีฐานที่ใช้ประเมินมูลค่าเป็นปี 2567 ปัจจุบันหุ้น TTB เทรดที่ PBV ปี 2566 ระดับ 0.6 เท่า (เทียบกับ ROE 7%) และ PER ปี 2566 ระดับ 9 เท่า Valuation ของ TTB ดูน่าสนใจน้อยกว่าหุ้นธนาคารตัวอื่นๆ และ Valuation ไม่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และการขยายสินเชื่อได้ช้ากว่าคาดเนื่องจากความต้องการสินเชื่อชะลอตัวและการแข่งขันสูง

The post TTB – 2Q66 กำไรดีเกินคาด เพราะ NIM Non-NII และ Credit Cost appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: หุ้นแบงก์ไทยสิ้นมนตร์ขลัง ไร้พลังดึง Fund Flow | Morning Wealth 9 พ.ค. 2566 https://thestandard.co/morning-wealth-09052023/ Tue, 09 May 2023 01:32:23 +0000 https://thestandard.co/?p=787236 หุ้นแบงก์ไทย

จับตาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ นักวิเคราะห์มองสิ้นเสน่ห์ ต […]

The post ชมคลิป: หุ้นแบงก์ไทยสิ้นมนตร์ขลัง ไร้พลังดึง Fund Flow | Morning Wealth 9 พ.ค. 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นแบงก์ไทย

จับตาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ นักวิเคราะห์มองสิ้นเสน่ห์ ต่างชาติทยอยลดน้ำหนักลงทุน หุ้นแบงก์ใหญ่หลุดโผ MSCI ทำ Fund Flow ไม่เข้าไทย รายละเอียดเป็นอย่างไร

มองข้ามช็อต ‘ตลาดหุ้นไทยหลังเลือกตั้ง’ ฟื้นหรือฟุบ? พูดคุยกับ ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: หุ้นแบงก์ไทยสิ้นมนตร์ขลัง ไร้พลังดึง Fund Flow | Morning Wealth 9 พ.ค. 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาหุ้น ‘เทค-แบงก์’ ชี้ทางตลาดหุ้นหลังเข้าสู่ฤดูประกาศงบ คาดกำไรโค้งแรกต่ำกว่าปีที่แล้ว https://thestandard.co/tech-bank-stock/ Tue, 11 Apr 2023 03:06:37 +0000 https://thestandard.co/?p=775349

การประกาศผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ จะเ […]

The post จับตาหุ้น ‘เทค-แบงก์’ ชี้ทางตลาดหุ้นหลังเข้าสู่ฤดูประกาศงบ คาดกำไรโค้งแรกต่ำกว่าปีที่แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

การประกาศผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ จะเริ่มต้นตั้งแต่สัปดาห์นี้ โดยนักลงทุนกำลังจับตามองว่าบริษัทต่างๆ จะรักษาระดับกำไรได้มากน้อยเพียงใด หลังมีการคาดการณ์ว่ากำไรจะถดถอยลงเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะการปรับตัวลงกว่า 20% ของหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ที่หลายฝ่ายคาดว่าการประกาศงบอาจทำให้การพุ่งขึ้นของราคาหุ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมาต้องยุติลง

 

นักวิเคราะห์คาดว่าบริษัทในดัชนี S&P 500 จะรายงานผลประกอบการรายไตรมาสที่ลดลงติดต่อกันเป็นครั้งที่สอง ผลกำไรในไตรมาสแรกของปี 2023 คาดว่าจะลดลง 6.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นั่นถือเป็นการลดลงของกำไรที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2020 เมื่อการระบาดของโควิดเริ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้กำไรในเวลานั้นลดลง 32%

 

ขณะเดียวกันภาคธุรกิจต้องต่อสู้กับความท้าทายมากมาย ทั้งอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความกังวลของสถานะระบบการเงินหลังจากเหตุการณ์การล่มสลายของ Silicon Valley Bank ทำให้แต่ละบริษัทต่างมีมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน

 

ล่าสุด รายงานการจ้างงานประจำเดือนมีนาคมที่ประกาศเมื่อวันศุกร์ (7 เมษายน) แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจยังคงสร้างงานอย่างต่อเนื่องในเดือนมีนาคม ทำให้บรรดานักลงทุนคาดว่า Fed อาจจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไปในเดือนพฤษภาคม


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 ‘หุ้นเทค’ ไปต่อหรือพอแค่นี้?

รายงานผลประกอบการของหุ้นเทคจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อตลาดหุ้นโดยรวม หลังจากที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 7% ในไตรมาสแรก ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มเทคยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่ราย นักวิเคราะห์ประเมินว่ารายได้บริษัทเทคของสหรัฐฯ ลดลง 15% ในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้ โดยบริษัทเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นและอุปสงค์ที่ชะลอตัว

 

ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเทคเต็มไปด้วยข่าวเชิงลบ ทั้งการเลิกจ้างในวงกว้างของอุตสาหกรรมที่ส่งสัญญาณถึงการชะลอตัว หุ้น Tesla ปรับตัวลงในเดือนนี้หลังจากที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามีกำไรเพียงเล็กน้อยในการส่งมอบรถยนต์ในไตรมาสที่แล้ว สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน

 

นอกจากนี้ หุ้นเทคยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพง ดัชนี Nasdaq 100 ซื้อขายที่ P/E 24 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 19 เท่า ขณะที่ดัชนี S&P 500 ซื้อขายที่ระดับ P/E 18 เท่า ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg

 

วิกฤตแบงก์ล้มยังเสี่ยงอยู่หรือไม่ ผ่านเลนส์งบหุ้นธนาคาร

ในขณะที่หุ้นเทคมีผลตอบแทนที่ดีในเวลาที่ผ่านมา แต่หุ้นธนาคารนั้นอยู่ในทางตรงกันข้าม ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนจับตามองคือผลกระทบจากวิกฤตแบงก์ล้มในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบต่อหุ้นธนาคารยักษ์ใหญ่ เช่น JPMorgan Chase, Citigroup, และ Wells Fargo มากน้อยเพียงใด ซึ่งผลประกอบการของธนาคารเหล่านี้จะถูกเปิดเผยในวันที่ 14 เมษายนนี้

 

Ron Saba ผู้จัดการพอร์ตอาวุโสของ Horizon Investments กล่าวว่า “จากสิ่งที่เรารู้ในตอนนี้ และข้อเท็จจริงที่ว่าวิกฤตในธนาคารเมื่อเร็วๆ นี้เกิดจากปัญหาสภาพคล่อง ไม่ใช่ปัญหาด้านเครดิต เราไม่คิดว่าผลกระทบดังกล่าวจะส่งผลต่อธนาคารขนาดใหญ่”

 

นอกจากนี้ นักลงทุนจำนวนมากกำลังจับตามองว่า ผู้บริหารธนาคารจะมีแผนควบคุมการปล่อยสินเชื่อหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้มการเติบโตในอุตสาหกรรมต่างๆ และอาจส่งผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ Fed

 

ข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg Intelligence คาดการณ์ว่าหุ้นกลุ่มธนาคารในสหรัฐฯ จะมีกำไรเพิ่มขึ้น 4.2% ไตรมาสแรก ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องจับตามากที่สุดคือสภาวะทางการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น ตามมาด้วยการชะลอตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในอนาคต

 

อ้างอิง: 

The post จับตาหุ้น ‘เทค-แบงก์’ ชี้ทางตลาดหุ้นหลังเข้าสู่ฤดูประกาศงบ คาดกำไรโค้งแรกต่ำกว่าปีที่แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลสหรัฐฯ​ หวังให้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เข้าลงทุนในหุ้นแบงก์เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา https://thestandard.co/usa-wish-warren-buffett-invest-in-banks/ Sun, 19 Mar 2023 03:45:13 +0000 https://thestandard.co/?p=765156 วอร์เรน บัฟเฟตต์

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ร่วมหารือกับทีมรัฐบาลของ โจ ไบเดน ในช่ […]

The post รัฐบาลสหรัฐฯ​ หวังให้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เข้าลงทุนในหุ้นแบงก์เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
วอร์เรน บัฟเฟตต์

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ร่วมหารือกับทีมรัฐบาลของ โจ ไบเดน ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เกี่ยวกับวิกฤตภาคการธนาคารที่กำลังเกิดขึ้น

 

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการสนทนาระหว่างทีมของไบเดนและบัฟเฟตต์หลายครั้ง โดยประเด็นหลักของการพูดคุยเหล่านี้เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่บัฟเฟตต์จะเข้ามาลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่บัฟเฟตต์เองก็ได้ให้คำแนะนำและแนวทางที่กว้างกว่านั้นเกี่ยวกับความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้น 

 

ในอดีตที่ผ่านมา บัฟเฟตต์เคยเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์ของวิกฤตภาคธนาคารหลายครั้ง โดยการเข้ามาลงทุนและเรียกความเชื่อมั่นกลับมา อย่างกรณีของ Bank of America Corp. ได้รับเงินลงทุนจากบัฟเฟตต์ในปี 2011 หลังจากที่หุ้นดิ่งลงอย่างหนักท่ามกลางผลขาดทุนจากสินเชื่อซับไพรม์ หรือกรณีของ Goldman Sachs Group ที่บัฟเฟตต์ใส่เงินลงทุนเข้าไป 5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2008 เพื่อช่วยไม่ให้ธนาคารล้มลงไปตาม Lehman Brothers Holdings 

 

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน หน่วยงานกำกับของสหรัฐฯ พยายามเข้ามาเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนโดยการประกาศรับประกันเงินฝากเต็มจำนวน แต่ราคาหุ้นของธนาคารต่างๆ ยังคงดิ่งลงต่อ จากความกังวลที่ว่าปัญหาอาจจะลุกลาม 

 

ขณะเดียวกันธนาคารขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ได้ฝากเงินรวมกัน 3 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อกู้สถานการณ์ของ First Republic Bank 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

The post รัฐบาลสหรัฐฯ​ หวังให้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เข้าลงทุนในหุ้นแบงก์เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น ‘Credit Suisse’ เปิดพุ่งกว่า 30% ขานรับข่าวแบงก์ชาติสวิสช่วยเสริมสภาพคล่อง ด้าน J.P. Morgan มองมีโอกาสถูกเทกโอเวอร์สูง https://thestandard.co/credit-suisse-shares-30-higher/ Thu, 16 Mar 2023 13:36:12 +0000 https://thestandard.co/?p=764266

หุ้นธนาคาร Credit Suisse เปิดตลาดบวกกว่า 30% หลังจากที่ […]

The post หุ้น ‘Credit Suisse’ เปิดพุ่งกว่า 30% ขานรับข่าวแบงก์ชาติสวิสช่วยเสริมสภาพคล่อง ด้าน J.P. Morgan มองมีโอกาสถูกเทกโอเวอร์สูง appeared first on THE STANDARD.

]]>

หุ้นธนาคาร Credit Suisse เปิดตลาดบวกกว่า 30% หลังจากที่ปิดลบไป 30% เมื่อวันก่อน ขานรับข่าวธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ให้กู้ยืมเงินจำนวน 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อเสริมสภาพคล่อง ขณะที่ทีมนักวิเคราะห์ J.P. Morgan มอง Credit Suisse มีโอกาสถูกเทกโอเวอร์สูงโดยธนาคารคู่แข่งอย่าง UBS

 

Credit Suisse ออกแถลงการณ์ระบุว่า ธนาคารจะกู้ยืมเงินจากธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ภายใต้วงเงินสินเชื่อและวงเงินเสริมสภาพคล่องระยะสั้นตามที่ระบุไว้ตามเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


นอกจากนี้ธนาคารยังเสนอซื้อคืนหนี้มูลค่าประมาณ 3 พันล้านฟรังก์สวิส ซึ่งเกี่ยวข้องกับตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและตราสารหนี้สกุลเงินยูโร

 

Ulrich Körner ซีอีโอของ Credit Suisse กล่าวในการแถลงข่าวว่า มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการดำเนินการที่เด็ดขาดเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของ Credit Suisse ในขณะที่ธนาคารดำเนินการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ

 

“เราขอขอบคุณธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ และ FINMA (หน่วยงานกำกับสถาบันการเงินของสวิตเซอร์แลนด์) ที่ให้ความช่วยเหลือกับเรา ทีมงานของเรามุ่งมั่นที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นธนาคารที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า” Körner กล่าว

 

หุ้นของ Credit Suisse เริ่มร่วงลงในช่วงต้นสัปดาห์ เช่นเดียวกับธนาคารหลายแห่งในยุโรป จากความกังวลว่าการล่มสลายของ Silicon Valley Bank ในสหรัฐอเมริกาจะลุกลามไปยังธนาคารอื่นๆ

 

ราคาหุ้นปรับลดลงรุนแรงในวันอังคาร หลังจากธนาคารประกาศในรายงานประจำปีว่าพบ ‘จุดอ่อนที่สำคัญ’ ในรายงานทางการเงินปี 2021 และ 2022 แม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อความถูกต้องของงบการเงินของธนาคาร

 

ต่อมาในวันพุธ หุ้นของ Credit Suisse ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากธนาคารกลางซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่ ออกมาระบุว่าจะไม่อัดฉีดเงินสดให้ Credit Suisse อีกจากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ

 

ปัจจุบันธนาคารกลางซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ถือหุ้นสัดส่วน 9.9% ใน Credit Suisse และเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนเงินทุนจำนวน 4.2 พันล้านดอลลาร์สำหรับแผนปรับโครงสร้างเชิงกลยุทธ์ขนาดใหญ่ของธนาคาร ซึ่งมีเป้าหมายในการปรับปรุงประสิทธิภาพบริการด้านวาณิชธนกิจ การบริหารความเสี่ยงและความล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ ในช่วงก่อนหน้านี้

 

J.P. Morgan มอง Credit Suisse มีโอกาสถูกเทกโอเวอร์ 

ทีมนักวิเคราะห์ของ JPMorgan Chase & Co. นำโดย Kian Abouhossein มองว่ามี 3 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นสำหรับ Credit Suisse ท่ามกลางความวุ่นวายเร็วๆ นี้ พร้อมระบุว่าการเทกโอเวอร์โดยมีคู่แข่งอย่าง UBS Group มีแนวโน้มเป็นไปได้มากที่สุด

 

สำหรับความเป็นไปได้อีก 2 ฉากทัศน์ได้แก่ แบงก์ชาติสวิตเซอร์แลนด์จะก้าวเข้ามารับประกันเงินฝากเต็มจำนวน หรือมีการอัดฉีดหุ้น (Equity) ซึ่งจะทำให้ Credit Suisse มีเวลาในการปรับโครงสร้างใหม่ แต่อาจจะทำให้ราคาหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมลดลงอย่างมาก เนื่องจากการเพิ่มจำนวนหุ้น (Dilution Effect)

 

ส่วนอีกฉากทัศน์คือการช่วยเหลือตนเองด้วยการปิดหน่วยวาณิชธนกิจ อย่างไรก็ตามวิธีนี้อาจไม่เพียงพอต่อการลดความกังวลของตลาด

 

โดย Credit Suisse ยังปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ขณะที่ UBS ก็ยังไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นในทันที

  

Abouhossein เคยเตือนตั้งแต่เดือนที่แล้วว่า แฟรนไชส์ของ Credit Suisse กำลังตกต่ำเร็วกว่าที่คาดไว้ โดยหุ้นของ Credit Suisse ก็ตกลงราว 25% ตั้งแต่นั้น

 

ในบันทึกวันนี้ (16 มีนาคม) Abouhossein ระบุอีกว่า สถานะเงินทุนของ Credit Suisse ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือความเชื่อมั่นของตลาด และการพังทลายของแฟรนไชส์อย่างต่อเนื่อง

 

ถึงกระนั้นนักวิเคราะห์ของ Bank of America ซึ่งยังจัดอันดับ Credit Suisse อยู่ในระดับ ‘ซื้อ’ กล่าวว่า พวกเขาเชื่อว่าการสนับสนุนจากธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์เป็นข้อความที่ชัดเจนว่าธนาคารจะยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบปัจจุบัน

 

สำหรับมุมมองอื่นๆ นักวิเคราะห์ของ KBW กล่าวว่า การเลิกกิจการก็เป็นทางออกที่เป็นไปได้มากที่สุด ด้วยการขายสินทรัพย์เพิ่มเติม

 

อ้างอิง: 

The post หุ้น ‘Credit Suisse’ เปิดพุ่งกว่า 30% ขานรับข่าวแบงก์ชาติสวิสช่วยเสริมสภาพคล่อง ด้าน J.P. Morgan มองมีโอกาสถูกเทกโอเวอร์สูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรดาหุ้นแบงก์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ถูกถล่มขายกว่า 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หวั่นวิกฤต ‘Bank Run’ กระทบสภาพคล่องรุนแรง https://thestandard.co/us-bank-stocks/ Fri, 10 Mar 2023 12:24:16 +0000 https://thestandard.co/?p=761215 ธนาคารสหรัฐ

ธนาคารที่ใหญ่ที่สุด 4 แห่งของสหรัฐอเมริกาถูกนักลงทุนเทข […]

The post บรรดาหุ้นแบงก์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ถูกถล่มขายกว่า 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หวั่นวิกฤต ‘Bank Run’ กระทบสภาพคล่องรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารสหรัฐ

ธนาคารที่ใหญ่ที่สุด 4 แห่งของสหรัฐอเมริกาถูกนักลงทุนเทขาย ทำให้มูลค่าตลาดลดลงไปกว่า 5.24 หมื่นล้านดอลลาร์ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ท่ามกลางการขายหุ้นธนาคารและภาคการเงินอย่างกว้างขวาง นักวิเคราะห์เชื่อว่าสถานการณ์นี้เชื่อมโยงกับความกลัวของนักลงทุนถึงมูลค่าพอร์ตตราสารหนี้ของผู้ให้กู้

 

การเทขายหุ้น JPMorgan Chase, Bank of America, Citigroup และ Wells Fargo ดูเหมือนจะเกิดจากปัญหาของ Silicon Valley Bank (SVB) ซึ่งเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อรายเล็กให้สตาร์ทอัพ เปิดเผยว่าบริษัทสูญเสียสินทรัพย์จากการขายเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ หลังจากเงินฝากของธนาคารลดลงมากกว่าที่คาดไว้

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

ขณะเดียวกันการปิดตัวอย่างกะทันหันของ Silvergate Capital และการระดมทุนอย่างเร่งด่วนของ SVB Financial Group ได้สร้างความกังวลต่อหุ้นธนาคารสหรัฐฯ ทั่วทั้งอุตสาหกรรม จนนำไปสู่การตั้งคำถามของนักลงทุนในวงกว้างว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ใหญ่กว่าที่คาดไว้หรือไม่?

 

เกิดอะไรขึ้นในภาคธนาคารของสหรัฐฯ ?

เมื่อช่วงสายของวันพุธที่ผ่านมา (8 มีนาคม) SVB เปิดเผยว่าบริษัทขาดทุนประมาณ 1.8 พันล้านดอลลาร์ หลังจากการขายพอร์ตหลักทรัพย์มูลค่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อปรับสภาพคล่องตามเงินฝากของลูกค้าที่ลดลง การขาดทุนนี้ทำให้ธนาคารประกาศขายหุ้นเพื่อพยุงฐานะเงินทุน 

 

ในปี 2021 เป็นช่วงที่มีอัตราดอกเบี้ยนโยบายตํ่า เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนัก ทำให้สินทรัพย์และเงินฝากของ SVB เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า หลังธนาคารสามารถระดมทุนได้เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้น SVB นำเงินไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และตราสารหนี้อื่นๆ ที่รัฐบาลสนับสนุนเป็นจำนวนมาก แต่หลังจากนั้นไม่นานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก็เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้ทุกอย่างพลิกผันไป

 

สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีและบริษัทร่วมทุนที่ธนาคาร SVB ให้บริการอยู่ เงินฝากลดลงเกินคาดและยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ VC จำนวนมาก เช่น Founders Fund ภายใต้การบริหารของ Peter Thiel และผู้ร่วมทุนรายใหญ่รายอื่นๆ แนะนำให้บรรดาธุรกิจที่เป็นลูกค้าถอนเงินของพวกเขาจาก SVB อย่างไรก็ตาม ธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งยังคงไม่มีท่าทีใดๆ ต่อเหตุการณ์นี้

 

การขาดทุนที่สูงลิ่วจากการขายหลักทรัพย์ของ SVB ได้เบนความสนใจของนักลงทุนไปยังความเสี่ยงที่อาจแฝงตัวอยู่ในพอร์ตพันธบัตรขนาดใหญ่ที่ถือโดยธนาคารอื่นๆ ของสหรัฐฯ ซึ่งหลายแห่งได้ลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีอายุยืนยาวนับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด 

 

หุ้น SVB ดิ่งตัวลงกว่า 60% ภายในวันเดียว ขณะที่ดัชนี KBW Bank ซึ่งเป็นดัชนีเกณฑ์มาตรฐานของหุ้นธนาคารในสหรัฐฯ ลดลงมากกว่า 7% โดยเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020 หลังนักลงทุนเทขายหุ้นธนาคาร เพราะกังวลว่าจะเกิดภาวะช็อกทางการเงินเหมือนในช่วงต้นของการแพร่ระบาดของโควิด

 

การเทขายนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังข้อมูลจาก Federal Deposit Insurance Corporation ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านการธนาคารของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าผู้ให้กู้ในสหรัฐฯ กำลังเผชิญการขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงรวมกันประมาณ 6.2 แสนล้านดอลลาร์ ในพอร์ตหลักทรัพย์ของพวกเขา 

 

อย่างไรก็ตาม การขาดทุนที่เพิ่มขึ้นนั้นมาพร้อมกับการลดลงของเงินฝากธนาคาร เนื่องจากผู้ออมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในช่วงเวลาที่ Fed ยังคงขึ้นอัตราดอกเบี้ย สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับธนาคารคือพวกเขาอาจต้องปฏิบัติตาม SVB โดยการขายหลักทรัพย์บางส่วนที่ขาดทุนเพื่อให้ครอบคลุมการถอนเงินฝาก 

 

นับเป็นสัปดาห์ที่รุนแรงต่ออุตสาหกรรมธนาคารของสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้มีการประกาศหยุดดำเนินการของ Silvergate Capital ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารชั้นนำของวงการคริปโตเคอร์เรนซี เนื่องจากการหดตัวของอุตสาหกรรมคริปโต ทำให้เกิดการแห่ถอนเงินเป็นจำนวนมาก ซึ่งธนาคารไม่สามารถแบกภาระขาดทุนจากการขายสินทรัพย์หลายพันล้านดอลลาร์ได้

 

โลกการลงทุนกำลังตั้งคำถามว่าใครจะเป็นรายต่อไป? 

นักวิเคราะห์กล่าวว่าความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกะทันหันสำหรับธนาคารหลายแห่งอาจไม่มี แต่ก็มีโอกาสได้รับผลกระทบได้ โดยแทนที่จะต้องเผชิญกับการถอนเงินฝากจำนวนมาก ธนาคารอาจจะถูกบังคับให้แข่งขันกันรุนแรงขึ้น เช่น ธนาคารจะเสนอการจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้นให้กับผู้ออม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้จากการให้กู้ยืมและทำให้รายได้ลดลง

 

โดยปกติแล้วเงินทุนของธนาคารขนาดเล็กและขนาดกลางจะมีการกระจายตัวน้อยกว่า ทำให้อาจได้รับแรงกดดันเป็นพิเศษ ซึ่งจะบังคับให้ธนาคารเหล่านี้ขายหุ้นมากขึ้น และส่งสัญญาณให้นักลงทุนถอยห่างจากธนาคารเหล่านี้

 

Christopher Whalen ประธานบริษัท Whalen Global Advisors เชื่อว่า SVB จะเป็นเพียงแค่ส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็ง และยังทิ้งท้ายว่า “ผมไม่กังวลธนาคารขนาดใหญ่มากเท่าไร แต่บรรดาธนาคารขนาดเล็กจำนวนมากกำลังจะเผชิญปัญหาที่รายล้อมและจำเป็นจะต้องเพิ่มทุนอย่างไม่ต้องสงสัย”

 

ที่ผ่านมาหน่วยงานกำกับดูแลเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าได้ใช้เวลาในการตรวจสอบงบดุลของธนาคารขนาดเล็กน้อยลง และนำเวลาเหล่านั้นไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เช่น การสร้างแพลตฟอร์มเทคโนโลยีทางการเงินหรือสกุลเงินดิจิทัล

 

ในทางกลับกันทางการกลับให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับเสถียรภาพของธนาคารขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อระบบการเงิน เช่น J.P. Morgan และ Bank of America ตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008

 

Michael Barr รองประธานฝ่ายกำกับดูแลของ Fed กล่าวว่า พวกเขาได้บังคับให้ผู้ให้กู้รายใหญ่ที่สุดกันเงินทุนจำนวนมากเอาไว้ ซึ่งบางครั้งอาจมาจากเสียงบ่นของนายธนาคาร เพื่อให้ธนาคารยังดูปลอดภัยในช่วงเวลาเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ามีสถาบันขนาดใหญ่ที่เผชิญกับความเสี่ยงเหล่านี้เช่นกัน แต่ความเสี่ยงเหล่านี้มักจะเป็นส่วนเล็กๆ ของงบดุล ดังนั้นแม้ว่าพวกเขาจะประสบกับการไหลออกของเงินฝากเท่ากัน แต่พวกเขาก็ยังมีเกราะป้องกันที่ดีกว่า

 

อ้างอิง:

The post บรรดาหุ้นแบงก์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ถูกถล่มขายกว่า 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หวั่นวิกฤต ‘Bank Run’ กระทบสภาพคล่องรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จัดพอร์ตหุ้นรับการเลือกตั้ง! สถิติชี้ SET มีโอกาสวิ่งขึ้น 6-7% โบรกชูกลุ่มธนาคารและค้าปลีก https://thestandard.co/stock-portfolios-for-elections/ Tue, 10 Jan 2023 12:07:43 +0000 https://thestandard.co/?p=735366

กระแสของการเลือกตั้งครั้งที่ 29 ของไทยเริ่มชัดเจนมากขึ้ […]

The post จัดพอร์ตหุ้นรับการเลือกตั้ง! สถิติชี้ SET มีโอกาสวิ่งขึ้น 6-7% โบรกชูกลุ่มธนาคารและค้าปลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระแสของการเลือกตั้งครั้งที่ 29 ของไทยเริ่มชัดเจนมากขึ้น หลังเริ่มมีการเคลื่อนไหวของทั้งพรรคการเมืองและนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนโยบาย การย้ายสังกัดพรรค ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกตั้งมักจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยไม่มากก็น้อย 

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า จากสถิติในอดีตนับแต่ปี 2535 มีการเลือกตั้ง 9 ครั้ง สถิติในอดีตบ่งบอกว่าการเลือกตั้งส่งผลต่อหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญครอบคลุมช่วงเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ คือ 2 สัปดาห์ก่อนหน้า และ 1 สัปดาห์หลังการเลือกตั้ง โดยระหว่าง 3 สัปดาห์นี้ ดัชนี SET ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ส่วนช่วงเวลาก่อนหน้านั้น ไม่ว่าจะเป็น 1 เดือน, 3 เดือน หรือ 6 เดือน สถิติไม่ได้ชี้ชัดว่าหุ้นไทยจะวิ่งขึ้น 

 

“แต่ครั้งนี้อาจไม่เหมือนในอดีตทีเดียว เพราะหากจะมองแง่บวก ในอดีตการเลือกตั้งจะเกิดทุกๆ 4 ปี แต่ครั้งนี้ไม่เลือกตั้งมา 8 ปีเต็ม อาจทำให้เกิดความคาดหวังสูงกว่าครั้งก่อนๆ ส่งผลให้เรามองเชิงบวกต่อหุ้นไทยในไตรมาสแรก” 

 

นอกจากนี้ จากการศึกษาแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมย้อนหลังตั้งแต่ปี 2548 (ก่อนหน้านั้นข้อมูลของแต่ละกลุ่มมีค่อนข้างน้อย และบางกลุ่มยังไม่ถูกจัดตั้งขึ้นมา) พบว่ากลุ่มที่โดดเด่นในช่วงของการเลือกตั้ง แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ สื่อ อสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ พาณิชย์ และธนาคาร 

 

“อีกแพตเทิร์นหนึ่งที่น่าสนใจคือ หุ้นมักจะปรับตัวลงหลังการเลือกตั้ง 2 สัปดาห์ เพราะความคาดหวังที่นำมาก่อน แต่ครั้งนี้หากผลการเลือกตั้งออกมาเป็นภาพของรัฐบาลเสียงข้างมากถล่มทลาย มีโอกาสที่หุ้นจะตอบรับเชิงบวก” 

 

ด้านภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่า ดัชนี SET มีโอกาสจะวิ่งไปถึงระดับ 1,800 จุด หลังการเลือกตั้งเกิดขึ้น จากสถิติในอดีต หากซื้อหุ้นก่อนเลือกตั้ง 2 สัปดาห์ และขายหลังจากเลือกตั้งเสร็จสิ้น 1 เดือน จะให้ผลตอบแทนดีที่สุด 

 

โดยปกติแล้วกลุ่มหุ้นที่ปรับขึ้นได้ดีในช่วงเลือกตั้งคือ พาณิชย์ เช่าซื้อ และธนาคาร ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่อิงกับการบริโภคในประเทศ นอกจากนี้กลุ่มสื่อสารก็มักจะปรับตัวขึ้นได้ดีเช่นกัน เนื่องจากในอดีตมักจะเป็นกลุ่มที่อิงกับขั้วการเมือง 

 

“ปัจจุบันเชื่อว่าตลาดจะยังมองหุ้นที่อิงกับกลุ่มการเมืองอยู่เช่นเดิม อย่างหุ้น SC หรือ SIRI ที่เราเห็นแรงเก็งกำไรมาตั้งแต่เดือนธันวาคม หลังเริ่มมีความชัดเจนในเรื่องของการเลือกตั้งครั้งใหม่” 

 

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า หากยึดเวลาครบวาระของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กำหนดแผนจัดการเลือกตั้งทั่วไปจะตรงกับวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 แต่ถ้ามีการยุบสภา ต้องกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปตั้งแต่ 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ มีผลบังคับใช้ แสดงว่าปัจจุบันเหลือเวลาประมาณ 3 เดือนเศษ จะมีการเลือกตั้งครั้งที่ 29 เกิดขึ้น

 

ฝ่ายวิจัย เอเซีย พลัส ศึกษาผลตอบแทนตลาดหุ้นช่วงก่อนและหลังวันเลือกตั้งที่ดีที่สุดในปี 2544-2562 พบว่า ดัชนี SET มักให้ผลตอบแทนที่ดีในช่วง 3 เดือนก่อนการเลือกตั้งเฉลี่ย 3.9% และในช่วงสัปดาห์แรกของการเลือกตั้งให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มอีก 3.8% 

 

สรุปคือ SET มักปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงที่มีกระแสเลือกตั้ง โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ถึงหลังเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ SET มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงถึง 7.7%

 

นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยศึกษากลุ่มอุตสาหกรรมและหุ้นที่มักจะโดดเด่นกว่า (Outperform) ดัชนี SET ได้ดีในช่วง 3 เดือนก่อนการเลือกตั้งปี 2544-2562 โดยไม่รวม 1 สัปดาห์แรกหลังการเลือกตั้ง โดยกลุ่มหุ้นที่โดดเด่นคือ สื่อสาร +9.4%, สื่อ +7.8%, พาณิชย์ +6.4%, อาหาร +5.5%, ไฟแนนซ์ +5.2%, วัสดุก่อสร้าง +4.8%, ธนาคาร +4.3% และรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งก่อนปี 2557 รวมอยู่ในกลุ่ม CONMAT

 

ส่วนหุ้นที่เพิ่มขึ้นโดดเด่น คือ STPI +21.5%, SC +18.7%, BEC +16.8%, MAKRO +16.5%, TKS +16.3%, MAJOR +14.7%, INTUCH +13.8%, ADVANC +13.3%, MINT +12.4%, THCOM +12.2%, CENTEL +11.6%, STEC +10.5%, NWR +9.2%, BBL +7.7%, PLANB +7.6%, AP +7.2%, SCC +5.9% และ AMATA +4.6%


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post จัดพอร์ตหุ้นรับการเลือกตั้ง! สถิติชี้ SET มีโอกาสวิ่งขึ้น 6-7% โบรกชูกลุ่มธนาคารและค้าปลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มธนาคาร – การเติบโตของสินเชื่อในเดือนสิงหาคม BBL, KKP และ TISCO เติบโตแข็งแกร่งสุด https://thestandard.co/market-focus-banking-stocks/ Thu, 22 Sep 2022 13:28:57 +0000 https://thestandard.co/?p=685350 หุ้นกลุ่มธนาคาร

เกิดอะไรขึ้น: ในเดือนสิงหาคม สินเชื่อของกลุ่มธนาคารเติบ […]

The post หุ้นกลุ่มธนาคาร – การเติบโตของสินเชื่อในเดือนสิงหาคม BBL, KKP และ TISCO เติบโตแข็งแกร่งสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มธนาคาร

เกิดอะไรขึ้น:

ในเดือนสิงหาคม สินเชื่อของกลุ่มธนาคารเติบโต 0.3%MoM, 5.3%YoY และ 2.9%YTD (เทียบกับประมาณการปี 2565 ที่ 5.5%) การเติบโตของสินเชื่อ MoM หลักๆ ได้แรงหนุนจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อรายย่อย ซึ่งทิศทางการเติบโตของสินเชื่อเดือนนี้ในกลุ่มธนาคารคละเคล้ากัน 

 

โดย BBL, KKP และ TISCO มีการเติบโตของสินเชื่อ MoM แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ ในขณะที่ KTB, KBANK และ SCB พบสินเชื่อหดตัวลง MoM ซึ่งเชื่อว่าการเติบโตของสินเชื่อที่แข็งแกร่งของ BBL ส่วนหนึ่งเกิดจากสินเชื่อกิจการต่างประเทศ 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


สำหรับ KTB การหดตัว MoM ของสินเชื่ออาจเกิดจากการชำระคืนสินเชื่อที่เกี่ยวกับภาครัฐ ประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปี 2565 ที่คาดการณ์ไว้สำหรับ BBL (6% เทียบกับ 7.1%YTD) TISCO (3% เทียบกับ 3.7%YTD) และ KKP (16% เทียบกับ 14.3%YTD) มี Upside เพิ่มเติม

 

กระทบอย่างไร: 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร (SETBANK) ปรับเพิ่มขึ้น 1.59%MoM ขณะที่ SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.32%MoM 

 

แนวโน้มผลประกอบการในปี 2565:

InnovestX Research คาดว่าธนาคารทุกแห่งจะรายงานกำไรฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องใน 2H65 โดยได้แรงหนุนจากการตั้งสำรองลดลงและ NIM ที่ดีขึ้น ขณะที่เมื่อเทียบ HoH คาดว่ากำไร 2H65 จะอยู่ในระดับทรงตัวสำหรับ SCB, KBANK, BAY และ TISCO จะลดลงสำหรับ KTB, TTB และ KKP จากการตั้งสำรองเพิ่มในช่วงครึ่งปีหลังเป็นหลัก 

 

และเพิ่มขึ้นสำหรับ BBL จากการตั้งสำรองเพิ่มในช่วงครึ่งปีแรกเป็นหลัก NII น่าจะเพิ่มขึ้นใน 2H65 โดยเกิดจากการเติบโตของสินเชื่อที่เร่งตัวขึ้นตามฤดูกาลและ NIM ที่ดีขึ้นเพราะได้อานิสงส์จากอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะปรับขึ้น

 

ส่วนกำไรปี 2565 ของกลุ่มธนาคารคาดจะฟื้นตัว 13% (17% หากไม่รวมกำไรจากการขายหุ้น TIDLOR ของ BAY) เทียบกับ 26% (21% หากไม่รวมกำไรจากการขายหุ้น TIDLOR ของ BAY) ในปี 2564 โดยได้แรงหนุนจาก Credit Cost ที่ลดลง พร้อมกับคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวแย่ลงในระดับที่สามารถจัดการได้ โดยที่ปัญหานี้จะบรรเทาลงได้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวแบบเบ็ดเสร็จ 

 

สินเชื่อที่เติบโต 5.5% (มีแนวโน้ม Upside) NIM ที่ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย (การมีสัดส่วนสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่ให้ผลตอบแทนสูงมากขึ้นและประโยชน์จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย) Non-NII ที่ลดลง (กำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียวลดลง และรายได้ค่าธรรมเนียมค่อนข้างทรงตัว) และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ในระดับทรงตัว

 

สำหรับความเสี่ยง Upside/Downside: NIM มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นใน 2H65 จากอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะปรับขึ้น โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ ทั้งนี้ใน 2H65 จะใช้สมมติฐานว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้น 75 bps อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (MLR, MOR, MRR) จะปรับขึ้น 25 bps อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำจะปรับขึ้น 50 bps 

 

ส่วนในปี 2566 ใช้สมมติฐานว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้น 75 bps อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (MLR, MOR, MRR) จะปรับขึ้น 25 bps อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำจะปรับขึ้น 50 bps และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ไม่เปลี่ยนแปลง

 

ทั้งนี้ InnovestX Research เล็งเห็น Upside ต่อประมาณการกำไรปี 2565 สำหรับ KTB, TTB และ KKP จากแนวโน้มการตั้งสำรองต่ำกว่าคาด เนื่องจาก Credit Cost ใน 1H65 ของธนาคารเหล่านี้ต่ำกว่าคาดและเป้าหมายเต็มปี ในขณะเดียวกัน เล็งเห็น Downside ต่อประมาณการกำไรปี 2565 จากการตั้งสำรองสำหรับ KBANK โดยมีสาเหตุมาจาก NPL ที่ไหลเข้าเร่งตัวขึ้น

 

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันหุ้นธนาคารมี Valuation ไม่แพง (-2SD PBV และ -1SD PE) โดยกำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องพร้อมกับ Upside ต่อ NIM ดังนั้น InnovestX Research เลือก KTB, BBL และ KBANK เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร เพราะ 1. มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และ 2. Valuation น่าสนใจ

The post หุ้นกลุ่มธนาคาร – การเติบโตของสินเชื่อในเดือนสิงหาคม BBL, KKP และ TISCO เติบโตแข็งแกร่งสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นธนาคาร แข็งกว่าตลาด! หวัง กนง. ขึ้นดอกเบี้ยตามคาดวันที่ 10 ส.ค. นี้ https://thestandard.co/bank-shares/ Mon, 08 Aug 2022 08:16:51 +0000 https://thestandard.co/?p=664430 หุ้นธนาคาร

ความเคลื่อนไหว หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BANK) วันนี้ (8 […]

The post หุ้นธนาคาร แข็งกว่าตลาด! หวัง กนง. ขึ้นดอกเบี้ยตามคาดวันที่ 10 ส.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นธนาคาร

ความเคลื่อนไหว หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BANK) วันนี้ (8 สิงหาคม) โดยภาพรวมปรับตัวขึ้นจากวันก่อนหน้า สวนทางกับดัชนี SET ที่ปรับตัวลง 5.77 จุด ในครึ่งวันแรก โดยหุ้นธนาคารขนาดใหญ่อย่างธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เพิ่มขึ้น 1.02% ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เพิ่มขึ้น 0.97% ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เพิ่มขึ้น 0.37%

 

ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้จัดการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ที่ปรับตัวได้ดีกว่าตลาดในวันนี้น่าจะเป็นผลจากการเก็งกำไรก่อนที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะประชุมเรื่องดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ โดยคาดว่า กนง. น่าจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ต่อเนื่อง 3 ครั้ง ส่งผลให้ดอกเบี้ย ณ สิ้นปีนี้จะขยับไปอยู่ที่ 1.25%


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อย่างไรก็ตาม ผลบวกต่อกำไรของหุ้นกลุ่มธนาคารในปี 2565 อาจจะยังไม่มากนัก แต่จะเป็นบวกเต็มปีสำหรับปี 2566

 

“แนวโน้มหุ้นแบงก์ในระยะกลางน่าจะฟื้นตัวได้ตามการฟื้นตัวของ GDP ในปี 2565 และ 2566 แม้จะมีปัจจัยกดดันจากภายนอก แต่ GDP ของไทยยังมีแนวโน้มเติบโตได้ โดยหลักหนุนจากการท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็น 15% ของ GDP โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติคิดเป็น 10% ของ GDP”

 

ส่วนแนวโน้มกำไรของหุ้นธนาคารในครึ่งปีหลังน่าจะใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก แต่จะเติบโตได้เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เพราะก่อนหน้านี้ธนาคารต่างๆ ตั้งสำรองไว้ค่อนข้างมาก ขณะที่แรงหนุนจากการขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นบวกต่อธนาคารขนาดใหญ่มากกว่า

 

ด้าน กรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ประเมินว่า หุ้นกลุ่มธนาคารจะได้ประโยชน์จากเทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้น เนื่องจากสินเชื่อของลูกค้าส่วนใหญ่เป็นแบบลอยตัว แต่การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารต่างๆ อาจจะยังไม่เกิดขึ้นทันที และการขึ้นดอกเบี้ยอาจจะไม่ได้มากเท่ากับดอกเบี้ยนโยบาย 

 

“แนวโน้มเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น นักท่องเที่ยวเดือนกรกฎาคมเพิ่มสูงขึ้นและมากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ ขณะที่แบงก์จะได้ประโยชน์จากทั้งการเติบโตของสินเชื่อและการตั้งสำรองที่ลดลง”

 

โดยรวมยังให้น้ำหนักกลุ่มธนาคารมากกว่าตลาด แต่จะเน้นไปที่ธนาคารขนาดใหญ่ เช่น SCB, BBL และ KTB ขณะที่การบริหารหนี้เสีย (NPL) ยังทำได้ดีในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้ปัญหา NPL ที่กังวลกันก่อนหน้านี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น 

 

ในมุมของการลงทุน ปัจจุบันหุ้นกลุ่มธนาคารยังซื้อขายที่ราว 0.7 เท่า ของมูลค่าทางบัญชี (BV) ซึ่งเป็นระดับต่ำกว่าช่วงโควิดและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ในขณะที่ ROE ค่อยๆ ดีขึ้นมาอยู่ในระดับ 7-8% ซึ่งเป็นระดับที่หุ้นธนาคารจะขยับขึ้นมาซื้อขายที่ราว 1 เท่า ของมูลค่าทางบัญชี

 

ส่วนความเสี่ยงในเรื่องเศรษฐกิจถดถอย (Recession) หากเกิดขึ้นจริงหุ้นกลุ่มธนาคารจะถูกกระทบแน่นอน แต่ก็น่าจะถูกกระทบทั้งตลาด อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่อการเกิด Recession สำหรับเศรษฐกิจไทยยังไม่มากนัก เพราะนักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

 

สำหรับแนวโน้มกำไรของกลุ่มธนาคารไตรมาส 3 อาจชะลอลงจากไตรมาส 2 ที่ผ่านมาแม้ว่ารายได้จะดีขึ้นแต่ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการจะสูงขึ้น หลังจากแต่ละบริษัทเริ่มให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ ขณะที่ค่าเช่าของสาขาก็ไม่ได้ส่วนลดอีกแล้ว แต่แนวโน้มของไตรมาส 4 จะกลับมาฟื้นตัวเป็นจุดสูงสุดของปี จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการตั้งสำรองสูงไปก่อนหน้านี้

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post หุ้นธนาคาร แข็งกว่าตลาด! หวัง กนง. ขึ้นดอกเบี้ยตามคาดวันที่ 10 ส.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มธนาคาร – สรุปผลประกอบการ 2Q65 กำไรสุทธิดีเกินคาดเล็กน้อย เพราะรายการตั้งสำรองและ NIM https://thestandard.co/market-focus-banking-group-2q65-operating-results/ Wed, 27 Jul 2022 11:15:20 +0000 https://thestandard.co/?p=659739 หุ้นกลุ่มธนาคาร

เกิดอะไรขึ้น: SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์สรุปผลประกอบการ 2 […]

The post กลุ่มธนาคาร – สรุปผลประกอบการ 2Q65 กำไรสุทธิดีเกินคาดเล็กน้อย เพราะรายการตั้งสำรองและ NIM appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มธนาคาร

เกิดอะไรขึ้น:

SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์สรุปผลประกอบการ 2Q65 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ภายใต้การวิเคราะห์ของ SCBS 

 

กระทบอย่างไร: 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร (SETBANK) ปรับตัวลดลง 1.25%MoM ขณะที่ SET Index ปรับตัวลดลง 0.40%MoM 

 

สรุปผลประกอบการ 2Q65:

ใน 2Q65 กำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารลดลง 1%QoQ แต่เพิ่มขึ้น 2%YoY (22%YoY หากไม่รวมกำไรจากการขายหุ้น TIDLOR ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวใน 2Q64 ของ BAY) กำไรสุทธิของธนาคารส่วนใหญ่ออกมาดีกว่า SCBS และ Consensus คาดอยู่เล็กน้อย หลักๆ เกิดจากรายการตั้งสำรองและ NIM

 

สำหรับกลุ่มธนาคารโดยรวม ผลประกอบการ 2Q65 สะท้อนถึง: 

 

  1. คุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวแย่ลงเล็กน้อย พร้อมกับ Credit Cost ที่เพิ่มขึ้นจากการตั้งสำรองตามหลักความระมัดระวังโดยธนาคารขนาดใหญ่ เพื่อรับมือกับแรงกดดันเงินเฟ้อ

 

  1. การเติบโตของสินเชื่อที่ฟื้นตัวที่ 1.2%QoQ, 2.2%YTD และ 5.7%YTD หลักๆ ได้แรงหนุนจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อรายย่อย

 

  1. เซอร์ไพรส์เชิงบวกจาก NIM ที่เพิ่มขึ้น 8 bps QoQ หลักๆ เกิดจากผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อที่ดีขึ้น

 

  1. Non-NII ที่มีทิศทางคละเคล้ากัน (กำไรจากเครื่องมือทางการเงินและเงินลงทุนมีทิศทางคละเคล้ากัน) และรายได้ค่าธรรมเนียมที่อ่อนแอลงเล็กน้อย (หลักๆ เกิดจากรายได้ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับตลาดทุน)

 

  1. อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ที่ค่อนข้างทรงตัว

 

อย่างไรก็ดี กำไรสุทธิ 1H65 คิดเป็นสัดส่วน 51% ของประมาณการกำไรเต็มปีของ SCBS ซึ่งเมื่อเทียบ YoY คาดว่ากำไรสุทธิ 2H65 ของธนาคารทุกแห่งจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง หลักๆ เกิดจากการตั้งสำรองลดลงและ NIM ที่ดีขึ้น 

 

ขณะที่เมื่อเทียบ HoH คาดว่ากำไรสุทธิ 2H65 จะอยู่ในระดับทรงตัวสำหรับ SC, KBANK, BAY และ TISCO แต่ลดลงสำหรับ KTB, TTB และ KKP หลักๆ เกิดจากการตั้งสำรองเพิ่มในช่วงครึ่งปีหลังเป็นหลัก และเพิ่มขึ้นสำหรับ BBL หลักๆ เกิดจากการตั้งสำรองเพิ่มในช่วงครึ่งปีแรกเป็นหลัก 

 

ส่วน NII คาดว่าจะแข็งแกร่งขึ้นใน 2H65 โดยเกิดจากการเติบโตของสินเชื่อที่เร่งตัวขึ้นตามฤดูกาล และ NIM ที่ดีขึ้นเพราะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

 

แนวโน้มผลประกอบการในปี 2565:

SCBS คาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารจะฟื้นตัว 13% ในปี 2565 (17% หากไม่รวมกำไรจากการขายหุ้น TIDLOR ของ BAY) เทียบกับ 26% (21% หากไม่รวมกำไรจากการขายหุ้น TIDLOR ของ BAY) ในปี 2564 โดยได้แรงหนุนจาก Credit Cost ที่ลดลง พร้อมกับคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวแย่ลงในระดับที่สามารถจัดการได้ โดยที่ปัญหานี้จะบรรเทาลงได้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวแบบเบ็ดเสร็จ 

 

สินเชื่อจะเติบโต 5% (มีแนวโน้ม Upside), NIM ในระดับทรงตัว (ผลกระทบเชิงลบจากการปรับโครงหนี้ระยะยาวแบบเบ็ดเสร็จ จะได้รับการชดเชยจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนสินเชื่อมามีสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่ให้ผลตอบแทนสูงมากขึ้น), Non-NII ที่ลดลง (กำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียวลดลง และรายได้ค่าธรรมเนียมค่อนข้างทรงตัว) และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ในระดับทรงตัว

 

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันราคาหุ้นธนาคารมี Valuation ไม่แพง (-2SD PBV และ -1SD PE) และกำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องพร้อมกับ Upside ต่อ NIM

 

สำหรับหุ้นเด่นกลุ่มธนาคาร SCBS เพิ่ม KTB (ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำ และอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นที่กำลังจะมาถึง) เข้ามานอกเหนือจาก BBL (ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำ และอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นที่กำลังจะมาถึง) และ KBANK (ผู้นำด้านดิจิทัลแบงกิ้ง และอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นที่กำลังจะมาถึง)

 

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามคือ แรงกดดันจากเงินเฟ้อ ซึ่งเป็น Downside ต่อประมาณการกำไรปี 2565 การตั้งสำรองเพิ่มขึ้น โดยมีสาเหตุมาจาก NPL ที่เร่งตัว รวมถึงสินเชื่อชะลอตัว จากการใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อใหม่

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post กลุ่มธนาคาร – สรุปผลประกอบการ 2Q65 กำไรสุทธิดีเกินคาดเล็กน้อย เพราะรายการตั้งสำรองและ NIM appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มธนาคาร – สินเชื่อเติบโตต่ำในเดือนพฤษภาคม 2022 https://thestandard.co/market-focus-banking-stocks-credit-growth-may-2022/ Wed, 22 Jun 2022 11:49:36 +0000 https://thestandard.co/?p=645138 หุ้นกลุ่มธนาคาร

เกิดอะไรขึ้น: ในเดือนพฤษภาคม 2022 สินเชื่อของกลุ่มธนาคา […]

The post หุ้นกลุ่มธนาคาร – สินเชื่อเติบโตต่ำในเดือนพฤษภาคม 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มธนาคาร

เกิดอะไรขึ้น:

ในเดือนพฤษภาคม 2022 สินเชื่อของกลุ่มธนาคารเติบโต 0.2%MoM, 5.5%YoY และ 1.5%YTD โดยการเติบโตของสินเชื่อ MoM หลักๆ ได้แรงหนุนจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อรายย่อย ขณะที่ KKP, TTB และ KBANK มีการเติบโตของสินเชื่อ MoM แข็งแกร่งที่สุดในแง่เปอร์เซ็นต์ 

 

ส่วน KTB และ BBL เป็นธนาคารเพียง 2 แห่งที่สินเชื่อหดตัว MoM สำหรับ KTB การหดตัว MoM ของสินเชื่อ เชื่อว่าอาจเกิดจากการชำระคืนสินเชื่อที่เกี่ยวกับภาครัฐ ขณะที่การเติบโตของสินเชื่อ YTD ของ TISCO พลิกกลับมาเป็นบวกในเดือนพฤษภาคม หลักๆ ได้แรงหนุนจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก) และสินเชื่อ SMEs (สินเชื่อ Floor Plan สำหรับตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เป็นหลัก) 

 

อย่างไรก็ตาม SCBS ยังคงประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปี 2022 ไว้ที่ 5.4% เทียบกับ 1.5% ใน 5M22

 

ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มีแนวโน้มปรับขึ้นเร็วกว่าคาด SCBS ได้ปรับประมาณการผลประกอบการหุ้นกลุ่มธนาคาร เพื่อสะท้อนการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้น 50 bps เป็น 1% ใน 2H22 และปรับขึ้น 100 bps เป็น 2% ในปี 2023 เรียบร้อยแล้ว 

 

โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นบวกเล็กน้อยต่อ Net Interest Margin (NIM) ของธนาคารขนาดใหญ่ แต่จะเป็นลบต่อ NIM ของธนาคารที่มีเงินให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยคงที่ (สินเชื่อเช่าซื้อ บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล) ในสัดส่วนสูง และเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) ในสัดส่วนต่ำอย่าง TISCO, KKP และ BAY

 

กระทบอย่างไร: 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร (SETBANK) ปรับตัวลดลง 0.46%MoM ขณะที่ SET Index ปรับตัวลดลง 3.64%MoM

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS คาดว่ากำไร 2Q22 ของกลุ่มธนาคารจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างทรงตัว QoQ และจะฟื้นตัวต่อเนื่อง YoY ทั้งนี้เมื่อเทียบ QoQ คาดว่ากำไรจะค่อนข้างทรงตัว อันเป็นผลมาจากการเติบโตของสินเชื่อที่ค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้น NIM ในระดับทรงตัว และการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 

 

ขณะที่เมื่อเทียบ YoY คาดว่าการฟื้นตัวของกำไรส่วนใหญ่จะเกิดจากการตั้งสำรองลดลง และ NII ที่เพิ่มขึ้น แต่จะถูกฉุดรั้งโดย Non-NII ที่ลดลง

 

ปัจจุบันหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ส่วนใหญ่มี Valuation ไม่แพง โดยเทรดที่ระดับ PBV ระดับ -1SD ถึง -2SD เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ขณะที่หุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร SCBS เลือก BBL (มีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำที่สุด และเป็นหุ้น Laggard Play) และ KBANK (ผู้นำด้านดิจิทัลแบงกิ้งและสินเชื่อเติบโตโดดเด่น)

 

มุมมองระยะยาว:

SCBS คาดว่ากำไรกลุ่มธนาคารจะฟื้นตัว 13% ในปี 2022 (17% หากตัดกำไรจากการขายหุ้น TIDLOR ของ BAY ออกไป) โดยได้รับการสนับสนุนจากการคาดการณ์ว่า Credit Cost จะลดลง 24 bps พร้อมกับคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวแย่ลงในระดับที่สามารถจัดการได้ โดยที่ปัญหานี้จะบรรเทาลงได้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวแบบเบ็ดเสร็จ 

 

ส่วนสินเชื่อที่เติบโต 5%, NIM ในระดับทรงตัว (ผลกระทบเชิงลบจากการปรับโครงหนี้ระยะยาวแบบเบ็ดเสร็จ จะได้รับการชดเชยจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนสินเชื่อมามีสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่ให้ผลตอบแทนสูงมากขึ้น), Non-NII ที่ลดลง (กำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียวลดลง และรายได้ค่าธรรมเนียมค่อนข้างทรงตัว) และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ที่ลดลงเล็กน้อย (รายได้ดีขึ้น และสามารถควบคุม OPEX ได้)

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความเสี่ยง Downside ต่อคุณภาพสินทรัพย์ จากแรงกดดันเงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่กำลังจะเกิดขึ้น


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post หุ้นกลุ่มธนาคาร – สินเชื่อเติบโตต่ำในเดือนพฤษภาคม 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ หุ้นประกันภัย และหุ้นท่องเที่ยว – มุมมองผลกระทบดอกเบี้ยขาขึ้นและแนวโน้มของอุตสาหกรรม 2Q-4Q22 https://thestandard.co/market-focus-bank-stock/ Mon, 13 Jun 2022 11:52:04 +0000 https://thestandard.co/?p=641302 หุ้นธนาคาร

เกิดอะไรขึ้น: เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตเงินเฟ้อ […]

The post หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ หุ้นประกันภัย และหุ้นท่องเที่ยว – มุมมองผลกระทบดอกเบี้ยขาขึ้นและแนวโน้มของอุตสาหกรรม 2Q-4Q22 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นธนาคาร

เกิดอะไรขึ้น:

เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้นในรอบหลายทศวรรษ ผลจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และมาตรการล็อกดาวน์ของจีน ทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ย รวมทั้งประเทศไทย ทั้งนี้ SCBS ตั้งสมมติฐานเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และดอกเบี้ย ดังนี้ 

 

  1. เงินเฟ้อจะทำจุดสูงสุดใน 3Q22 ที่ 8% ก่อนปรับลดลงไปแตะ 2% ในปลายปี 2023

 

  1. GDP ไทยจะเร่งตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดใน 4Q22 ที่ 4% ก่อนจะชะลอลงในปี 2023 ทำให้ GDP ปี 2022-2023 เติบโต 3.4 และ 3.0% ตามลำดับ

 

  1. การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปีนี้ดอกเบี้ยนโยบายอาจปรับขึ้น 1-2 ครั้ง ไปอยู่ที่ 0.75-1.00% ขณะที่ปี 2023 อาจปรับขึ้นได้ 3-5 ครั้ง ทำให้ดอกเบี้ยไปทำจุดสูงสุดที่ 1.5-2.0%

 

สำหรับมุมมองในอุตสาหกรรม จากข้อมูลในอดีตพบว่า ตลาดหุ้นไทยชอบการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าลดดอกเบี้ย โดยช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัว ตลาดมีแนวโน้มตอบสนองเชิงบวกหลังปรับขึ้นดอกเบี้ย 1-3 เดือน ซึ่ง SCBS มองว่า 2H22 เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาพฟื้นตัว ทำให้การขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้งในปีนี้จะไม่ส่งผลลบกับเศรษฐกิจมากนัก 

 

ซึ่งจะสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์พื้นฐานของ SCBS ที่ประเมินว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยปีนี้จะไม่ได้กระทบอย่างมีนัยฯต่อประมาณการกำไรปีนี้ของแต่ละอุตสาหกรรม เพราะบริษัทส่วนใหญ่ได้ล็อกต้นทุนการเงินปีนี้ไว้แล้ว แต่การก้าวสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นย่อมกระทบต่อประมาณการกำไรแต่ละอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 2023 

 

โดยการวิเคราะห์ Sensitivity พบว่า ภายใต้ดอกเบี้ยขาขึ้น หุ้นกลุ่มที่ได้ผลบวกมากสุด ได้แก่ หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ (KTB, KBANK, BBL) และหุ้นประกัน (BLA) ส่วนกลุ่มที่ได้ผลลบมากสุด (เกิน 5%) ได้แก่ หุ้นที่มีพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อสูง (THANI, AEONTS, MTC, TISCO, KKP) และหุ้นที่มีภาระหนี้สินสูง เช่น กลุ่มอาหาร กลุ่มขนส่งบก กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มโรงไฟฟ้า (CPF, BTS, BEM, CRC, CPALL, BGRIM)

 

กระทบอย่างไร: 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 1.6%MoM ขณะที่หุ้นปรับตัวดีมากที่สุดคือ หุ้นกลุ่มแฟชั่น (SETFASHION) ปรับเพิ่มขึ้น 12.5%MoM หุ้นกลุ่มประกันภัย (SETINSUR) ปรับตัวขึ้น 10.4%MoM และหุ้นกลุ่มวัสดุอุตสาหกรรม (SETIMM) ปรับตัวขึ้น 8.8%MoM 

 

ส่วนหุ้นที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดคือ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (SETICT) ปรับลดลง 5.3%MoM หุ้นกลุ่มของใช้ส่วนตัว (SETPERSON) ปรับลดลง 3.9%MoM และหุ้นกลุ่มการแพทย์ (SETHELTH) ปรับลดลง 3.4%MoM

 

กลยุทธ์การลงทุน:

ภายใต้เศรษฐกิจที่อยู่ในภาพการฟื้นตัว SCBS คาดการขึ้นดอกเบี้ยจะมีผลกระทบจำกัดและตลาดจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้ ซึ่งสอดคล้องกับสถิติในอดีตที่ SET Index จะปรับตัวขึ้นหลังมีการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเศรษฐกิจยังเติบโต ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนา ‘หาจังหวะซื้อสะสม’ สำหรับ 

 

  1. หุ้นธนาคารขนาดใหญ่อย่าง KTB, KBANK และ BBL และหุ้นประกันอย่าง BLA ซึ่งคาดราคาหุ้นจะตอบสนองเชิงบวกต่อการขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วกว่าคาดของ ธปท. และยังเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มกาไรช่วง 2Q-4Q22 ปรับตัวดีขึ้นทั้ง YoY และ QoQ 

 

  1. หุ้นท่องเที่ยวอย่าง AOT และ AWC ซึ่งแม้ได้รับผลลบจากดอกเบี้ยขาขึ้นบ้างแต่ยังจำกัด ขณะที่ช่วงที่เหลือของปีนี้คาดจะเห็นภาพผลประกอบการที่ฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ

The post หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ หุ้นประกันภัย และหุ้นท่องเที่ยว – มุมมองผลกระทบดอกเบี้ยขาขึ้นและแนวโน้มของอุตสาหกรรม 2Q-4Q22 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะดีล KBANK ซื้อหุ้นธนาคารในอินโดนีเซีย โบรกชี้ เสริมแกร่งพอร์ตสินเชื่อรายย่อย ปูทางธุรกิจสู่อาเซียน https://thestandard.co/kbank-deal-buys-shares-in-banks-in-indonesia/ Mon, 30 May 2022 09:41:20 +0000 https://thestandard.co/?p=635653 KBANK

นักวิเคราะห์มองธนาคารกสิกรไทยเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นธนาคารเ […]

The post เจาะดีล KBANK ซื้อหุ้นธนาคารในอินโดนีเซีย โบรกชี้ เสริมแกร่งพอร์ตสินเชื่อรายย่อย ปูทางธุรกิจสู่อาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBANK

นักวิเคราะห์มองธนาคารกสิกรไทยเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นธนาคารเมสเปี้ยนเป็น 67.5% ส่งผลดีระยะยาว เสริมแกร่งพอร์ตสินเชื่อ SMEs และรายย่อย แต่ยังคงประมาณการกำไรปีนี้ เนื่องจากแบงก์เมสเปี้ยนเป็นธนาคารขนาดกลางเล็ก มีกำไรราว 200 ล้านบาท พร้อมแนะจับตากลุ่มแบงก์เริ่มสยายปีกอาเซียนเพิ่ม หลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลายและแนวโน้มเศรษฐกิจฟื้นตัว

 

วันนี้ (30 พฤษภาคม) ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัท กสิกร วิชั่น ไฟแนนเชียล จำกัด (KVF) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ธนาคารถือครองหุ้นทั้งหมด ได้เข้าทำสัญญาซื้อ-ขายหุ้นแบบมีเงื่อนไข เพื่อเข้าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในธนาคารเมสเปี้ยน (PT Bank Maspion Indonesia Tbk) ในประเทศอินโดนีเซีย โดย KVF จะดำเนินการเข้าทำรายการภายใต้เงินลงทุนไม่เกิน 220 ล้านดอลลาร์ หรือเทียบเท่าประมาณ 7,556 ล้านบาท

 

หลังจากธุรกรรมนี้ ธนาคารและ KVF จะเข้าถือหุ้นรวมกันเป็นสัดส่วนไม่น้อยกว่า 67.5% ทั้งนี้ การซื้อ-ขายหุ้นดังกล่าวจะแล้วเสร็จได้หลังได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานทางการที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2565

 

มองกสิกรไทยรับอานิสงส์ระยะยาว 

ตฤณ สิทธิสวัสดิ์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า การเข้าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในธนาคารเมสเปี้ยนของ KBANK เป็นไปตามแผนธุรกิจเดิมของ KBANK ที่ต้องการทยอยลงทุนในธุรกิจธนาคารในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจ โดย KBANK ได้เริ่มเข้าลงทุนในธนาคารเมสเปี้ยนตั้งแต่ปี 2560 ในสัดส่วน 9.99% จนล่าสุดวันนี้ที่มีรายงานว่าจะเข้าถือหุ้นเพิ่มเป็น 67.50% 

 

ตฤณกล่าวว่า ดีลนี้มีขนาดรายการไม่ใหญ่มาก โดยหากเทียบเป็นเงินลงทุนต่อสินทรัพย์ของ KBANK แล้วจะอยู่ที่ราว 0.8% ของสินทรัพย์เท่านั้น และทาง KBANK คาดว่าการทำรายการเข้าถือหุ้นเพิ่มน่าจะแล้วเสร็จปลายปี จึงประเมินว่าดีลครั้งนี้จะมีผลต่อกำไรของ KBANK ในปีนี้น้อยมากๆ 

 

ทั้งนี้ ประเทศอินโดนีเซียมีความโดดเด่นด้านจำนวนประชากรที่มากเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาค หรือราว 250 ล้านคน มีอัตราการเติบโตของ GDP ที่น่าสนใจ ขณะที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับต่ำ และระดับ NPL ไม่สูง จึงเป็นโอกาสที่ KBANK มองเห็นและเข้ามีส่วนร่วมในตลาดอินโดนีเซียมากขึ้น ในเบื้องต้นคาดว่า KBANK จะเข้าไปให้บริการด้านสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อผู้ประกอบการ SMEs ก่อน ซึ่งเป็นตลาดที่ KBANK มีความแข็งแกร่งในประเทศไทยอยู่แล้ว จึงสามารถส่งต่อบริการสู่ตลาดต่างประเทศได้ง่าย

 

“มองเป็นการต่อยอดแผนการขยายธุรกิจสู่อาเซียนมากกว่า โดยก่อนหน้านี้ KBANK เคยให้เป้าหมายว่าจะมีรายได้จากธุรกิจต่างประเทศราว 5% การเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นในเมสเปี้ยนคือการนำแผนธุรกิจเดิมมาสานต่อ ซึ่งมองว่าเป็นจังหวะที่ดี เพราะปัจจุบันสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย และ GDP ของประเทศในอาเซียนก็ฟื้นตัว และนอกจาก KBANK แล้ว เราเชื่อว่าหลายๆ ธนาคารของไทยก็น่าจะเริ่มโฟกัสการขยายธุรกิจในต่างประเทศกันมากขึ้น” ตฤณกล่าว

 

สำหรับการเคลื่อนไหวของหุ้น KBANK ล่าสุด วันนี้ (30 พฤษภาคม) ณ เวลา 15.30 น. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.37% มาเคลื่อนไหวที่ระดับ 148.5 บาท 

 

คาดจุดกระแส ‘แบงก์ไทย’ ปัดฝุ่นแผนรุกอาเซียน

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า แม้การเข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในธนาคารเมสเปี้ยนของ KBANK จะไม่ทำให้ บล.เอเซีย พลัส ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของ KBANK ในปีนี้ แต่เชื่อว่าจะส่งผลดีในระยะยาว โดยจะทำให้ KBANK มีฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซียที่มีประชากรจำนวนมากและยังมีหนี้ครัวเรือนในระดับต่ำ ทำให้ KBANK มีโอกาสขยายสินเชื่ออีกจำนวนมาก

 

นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าหลังจากนี้ธนาคารไทยจะเริ่มขยายสู่ตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะอาเซียนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้น อีกทั้ง GDP ของประเทศกลุ่มอาเซียนก็มีการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง โดยประเทศปลายทางที่น่าลงทุนก็คงเป็นอินโดนีเซียและเวียดนาม 

 

ขณะที่ฝ่ายวิจัย บล.เคทีบีเอสที ระบุว่า มีมุมมองเป็นกลางต่อดีลที่ KBANK เข้าถือหุ้นธนาคารเมสเปี้ยนเป็น 67.50% เนื่องจากเป็นดีลเล็กและสร้าง Upside ต่อกำไรสุทธิได้เพียง 0.3%

 

ฝ่ายวิจัยระบุว่า KBANK เข้าซื้อหุ้นเพิ่มในธนาคารเมสเปี้ยน (BMAS) อีก 57.51% (ปี 2560 ถือ 9.99%) โดยเงินลงทุนรอบนี้อยู่ที่ 7,556 ล้านบาท คิดเป็น PBV ที่ 4.2 เท่า ซึ่งถูกกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 4.9 เท่า แต่แพงกว่าดีลที่ BBL ซื้อ Permata ซึ่งคิดเป็น PBV ที่ 1.77 เท่า

 

ทั้งนี้ มูลค่าสินทรัพย์ของธนาคารเมสเปี้ยนอยู่ที่ 3.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.8% ของสินทรัพย์ KBANK และมีสินเชื่ออยู่ที่ 1.9 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.8% ของสินเชื่อ KBANK และมีกำไรสุทธิในปี 2564 อยู่ที่ 179 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 0.3% ของกำไรสุทธิ KBANK ซึ่งถือว่าเล็กมาก

 

ฝ่ายวิจัยระบุว่า จากการสอบถามกับทาง IR ของ KBANK พบว่าดีลนี้จะซื้อเพียงเท่านี้และจะไม่มีการทำ Tender Offer โดย KBANK มุ่งเป็น Strategic Partner

 

จึงแนะนำซื้อ KBANK ราคาเป้าหมายที่ 190 บาท โดยยังคงเลือก KBANK เป็น Top Pick ของกลุ่มธนาคาร เพราะ Valuation ยังไม่แพง ซื้อขายเพียง 0.7 เท่าของ PBV และแนวโน้มกำไรสุทธิในไตรมาส 2/65 จะเพิ่มขึ้น YoY ได้ต่อ จากการตั้งสำรองที่ลดลง

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post เจาะดีล KBANK ซื้อหุ้นธนาคารในอินโดนีเซีย โบรกชี้ เสริมแกร่งพอร์ตสินเชื่อรายย่อย ปูทางธุรกิจสู่อาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘9 แบงก์พาณิชย์’ กวาดกำไรสุทธิไตรมาสแรก 5.28 หมื่นล้านบาท โบรกชี้ดีกว่าคาด มองหนี้เสียยังไม่น่ากังวล https://thestandard.co/9-commercial-banks-first-quarter-profit/ Fri, 22 Apr 2022 00:23:29 +0000 https://thestandard.co/?p=619951 9 แบงก์พาณิชย์

9 ธนาคารพาณิชย์ของไทยแจ้งกำไรไตรมาส 1/65 รวมกว่า 5.28 ห […]

The post ‘9 แบงก์พาณิชย์’ กวาดกำไรสุทธิไตรมาสแรก 5.28 หมื่นล้านบาท โบรกชี้ดีกว่าคาด มองหนี้เสียยังไม่น่ากังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
9 แบงก์พาณิชย์

9 ธนาคารพาณิชย์ของไทยแจ้งกำไรไตรมาส 1/65 รวมกว่า 5.28 หมื่นล้านบาท นักวิเคราะห์ระบุดีตามคาดการณ์ มองแนวโน้มไตรมาส 2 กำไรยังเติบโตได้ ขณะที่ระดับหนี้เสียยังไม่น่ากังวล เชื่อแบงก์ส่วนใหญ่ตั้งสำรองไว้แล้ว แต่แนะจับตาสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐในครึ่งปีหลัง 

 

ธนาคารพาณิชย์ไทย 9 แห่งได้รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/65 กำไรสุทธิรวมประมาณ 5.28 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่กำไรสุทธิปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว (YoY) และจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) เหตุผลหลักมาจากการตั้งสำรองหนี้เสียที่ลดลง การเติบโตของสินเชื่อ รวมถึงรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

วิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ผลประกอบการแบงก์ส่วนใหญ่ที่ประกาศออกมา มีการเติบโตตามที่คาดการณ์ไว้ บางแห่งก็ดีกว่าที่คาดการณ์ สาเหตุหลักมาจากการเติบโตของสินเชื่อ ส่งผลให้รายได้จากดอกเบี้ยดีตามคาด แม้ว่ารายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจะแผ่วลง แต่ก็เป็นไปตามที่ประมาณการไว้ 

 

นอกจากนี้ คุณภาพสินทรัพย์ส่วนมากออกมาดี ขณะที่การตั้งสำรองในทุกแบงก์ต่างลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/64 ส่วนระดับหนี้เสียก็ลดลงเช่นกัน แต่มีบางธนาคารที่ทรงตัว

 

สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/65 ฝ่ายวิจัยยังเชื่อว่ากำไรกลุ่มแบงก์จะเติบโตต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ โดยเชื่อว่ารัฐบาลน่าจะออกมาตรการกระตุ้นมาอย่างต่อเนื่อง 

 

“ส่วนความเสี่ยงและผลกระทบจากปัจจัยสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนนั้น ประเมินว่ากระทบกับกลุ่มแบงก์ไม่มาก และแบงก์น่าจะประเมินความเสี่ยงจากลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสงครามดังกล่าวไปตั้งแต่ไตรมาส 1แล้ว” วิจิตรกล่าว 

 

เขากล่าวเพิ่มว่า ความเสี่ยงระยะสั้นของกลุ่มแบงก์คือความสามารถในการประคองระดับ NPL ไว้ให้ใกล้เคียงกับไตรมาส 1/65 แต่เชื่อว่าแบงก์น่าจะรับมือได้เพราะอัตราส่วนสำรองที่ตั้งไว้ค่อนข้างสูง 

 

“สำหรับกลยุทธ์ลงทุนกลุ่มแบงก์ ประเมินว่าราคาซื้อขายปัจจุบันค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน จึงแนะนำให้ลงทุนโดยฝ่ายวิจัยแนะนำหุ้นเด่นคือ KBANK ที่โดดเด่นจากการเป็นแบงก์ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและบริการมากที่สุด และ KKP ที่มีการเติบโตของรายได้ทุกช่องทางที่โดดเด่น และมีคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีมากๆ รวมถึงมีดีลด้าน IB อยู่ในมือหลายดีล” วิจิตรกล่าว 

 

แนะจับตามาตรการรัฐงัดเศรษฐกิจ 

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า สัญญาณหนึ่งที่เป็นสัญญาณที่ดีของทุกแบงก์คือการตั้งสำรองที่ลดลงในไตรมาส 1/65 ซึ่งสะท้อนถึงระดับ NPL ที่น่าจะทรงตัวและไม่ปรับเพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้ในไตรมาส 2 เนื่องจากในช่วงไตรมาส 1/65 ประเทศไทยยังคงเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิดอยู่ การเปิดเมืองยังทำไม่ได้เต็มที่ กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังไม่ได้เต็มร้อย แต่กลุ่มแบงก์ก็ยังสามารถบริหารจัดการ NPL ได้  

 

เขากล่าวว่า ฝ่ายวิจัยยังคงมุมมองต่อกลุ่มแบงก์ไว้ตามเดิม แต่จะจับตาสถานการณ์ NPL และความสามารถในการเติบโตของสินเชื่อในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยว่าเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ ขณะเดียวกันต้องติดตามเรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจว่าจะเป็นอย่างไร และจะช่วยการหมุนรอบทางเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ 

 

“เรื่อง NPL ในไตรมาส 2 อาจจะไม่กังวลมาก แต่หากมองยาวไปถึงครึ่งปีหลังที่เศรษฐกิจถูกคาดหวังว่าจะต้องฟื้นตัวอย่างแท้จริง ซึ่งหากไม่เป็นไปตามนั้น NPL ก็จะกลับมาเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอีกครั้ง เพราะในสิ้นเดือนมิถุนายน ก็จะสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้แล้ว” วิกิจกล่าว 

 

นอกจากนี้ กรณีที่ S&P ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์ไทย 4 แห่ง และคงความน่าเชื่อถือไว้ 2 แห่ง ด้วยมีมุมมองว่าหนี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มสูงขึ้น และกฎเกณฑ์ของทางการเอื้อให้การช่วยเหลือลูกหนี้ของไทยทำได้มากกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ส่งผลให้มีลูกหนี้ภายใต้มาตรการช่วยเหลือจำนวนมาก ก็จะกลับมีน้ำหนักต่อมุมมองต่อหุ้นกลุ่มแบงก์อีกครั้ง หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มีผลเพียงพอ 

 

ธนาคารพาณิชย์

 

9 แบงก์พาณิชย์ไทยโกยกำไรไตรมาสแรก 5.28 หมื่นล้านบาท 

 

ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ไทยทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/65 ออกมาแล้ว 9 แห่ง รวมกัน 5.28 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่กำไรปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว (YoY) และไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) เหตุผลหลักมาจากการตั้งสำรองหนี้เสียที่ลดลง การเติบโตของสินเชื่อ รวมถึงรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ดังนี้ 

 

  • ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยผลการดำเนินงานของธนาคารและบริษัทย่อยสำหรับไตรมาส 1/65 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1/64 มีกำไรสุทธิจำนวน 11,211 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 584 ล้านบาท หรือ 5.50% 

 

  • ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCBB) และบริษัทย่อยประกาศผลกำไรสุทธิในไตรมาส 1/65 จำนวน 10,193 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

 

  • ธนาคารกรุงไทย (KTB) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/65 มีกำไรสุทธิ 8,780.34 ล้านบาท คิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น 57.40% จากไตรมาส 1/64

 

  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/65 มีกำไรสุทธิจำนวน 7,418 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,033 ล้านบาท หรือ 16.2% จากไตรมาส 4/64 และเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/64 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 913 ล้านบาท หรือ 14% 

 

  • ธนาคารกรุงเทพ (BBL) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/65 มีกำไรสุทธิ 7,118.06 ล้านบาท คิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.82% จากไตรมาส 1/64 

 

  • ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ ทีเอ็มบีธนชาต (TTB) แจ้งผลประกอบการไตรมาส 1/65 โดยธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ หรือ PPOP 8,818 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อนหน้า หนุนโดยการบริหารจัดการด้านต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

  • ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) แจ้งผลการดำเนินงานสำหรับธนาคารและบริษัทย่อยในไตรมาส 1/65 มีกำไรสุทธิจำนวน 2,055 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/64 และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวมจำนวน 1,954 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.6% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 

 

  • ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 1/65 มีกำไรสุทธิจำนวน 1,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% จากไตรมาส 1/64 จากค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่ลดลง 

 

  • ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) แจ้งผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคาร สำหรับงวด 3 เดือน สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2565 มีกำไรสุทธิจำนวน 1,061.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 719.7 ล้านบาท หรือ 210.9% เมื่อเปรียบเทียบผลกำไรสุทธิของงวดเดียวกันปี 2564

 

ภาพประกอบ: พุทธิพงศ์ โรจน์ศตพงค์

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ‘9 แบงก์พาณิชย์’ กวาดกำไรสุทธิไตรมาสแรก 5.28 หมื่นล้านบาท โบรกชี้ดีกว่าคาด มองหนี้เสียยังไม่น่ากังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มธนาคาร – สินเชื่อเติบโตต่ำขยายตัวเพียง 0.4%MoM ในเดือนกุมภาพันธ์ https://thestandard.co/market-focus-banking-stocks-and-credit/ Tue, 22 Mar 2022 13:09:21 +0000 https://thestandard.co/?p=608656 หุ้นกลุ่มธนาคาร

เกิดอะไรขึ้น: ในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 สินเชื่อของกลุ่มธน […]

The post หุ้นกลุ่มธนาคาร – สินเชื่อเติบโตต่ำขยายตัวเพียง 0.4%MoM ในเดือนกุมภาพันธ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มธนาคาร

เกิดอะไรขึ้น:

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 สินเชื่อของกลุ่มธนาคารขยายตัวตามฤดูกาล 0.4%MoM (เทียบกับ -0.2%MoM ในเดือนมกราคม) โดยมีทิศทางที่คละเคล้ากันในแต่ละธนาคาร KBANK, KTB, SCB และ KKP มีการเติบโตของสินเชื่อที่ดีในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่ง SCBS เชื่อว่าส่วนใหญ่เกิดจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ สินเชื่อรายย่อย และสินเชื่อที่เกี่ยวกับภาครัฐ (สำหรับ KTB) สินเชื่อของธนาคารอื่นๆ ค่อนข้างทรงตัว หรือหดตัวลงเล็กน้อย 

 

ทั้งนี้เมื่อเทียบ YoY พบว่าสินเชื่อของกลุ่มธนาคารเติบโตปานกลางที่ 6.1% ขณะที่ YTD พบว่าสินเชื่อของกลุ่มธนาคารเติบโตเพียง 0.1% โดย KKP เป็นธนาคารที่รายงานการเติบโตของสินเชื่อแข็งแกร่งที่สุดในทุกรูปแบบของการเปรียบเทียบ (MoM, YoY และ YTD) สอดคล้องกับการเป็นธนาคารที่ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อปี 2565 สูงที่สุดในกลุ่มที่ 12%

 

นอกจากนี้ SCBS เล็งเห็นความเสี่ยง Downside ต่อคุณภาพสินทรัพย์จากอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะสร้างความเสี่ยงต่อคุณภาพสินทรัพย์สำหรับสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคมากกว่าสินเชื่อธุรกิจ เนื่องจากผู้บริโภคไม่สามารถส่งผ่านค่าครองชีพที่สูงขึ้น 

 

สำหรับผลกระทบต่อการเติบโตของสินเชื่อ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจส่งผลให้ธนาคารใช้นโยบายปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น ในขณะเดียวกันจะกระตุ้นให้ความต้องการสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าคาด เพื่อรับมือกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาด 

 

ซึ่งหาก ธปท. ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 bps ใน 4Q65 จะสร้างความเสี่ยง Upside เล็กน้อย (2-4 bps) ต่อ NIM ของธนาคารขนาดใหญ่ แต่จะสร้างความเสี่ยง Downside เล็กน้อย (2-4 bps) ต่อ NIM ของธนาคารขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งเน้นปล่อยสินเชื่อด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่ (สินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อบัตรเครดิต) สะท้อนถึงความเสี่ยง Upside/Downside 1-2% ต่อประมาณการกำไรปี 2565 

 

กระทบอย่างไร: 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร (SETBANK) ปรับลดลง 4.9%MoM โดย

ราคาหุ้น TCAP ปรับเพิ่มขึ้น 1.8%MoM สู่ระดับ 41.75 บาท

ราคาหุ้น TISCO ปรับเพิ่มขึ้น 1.0%MoM สู่ระดับ 99.25 บาท

ราคาหุ้น BAY ปรับลดลง 2.1%MoM อยู่ที่ระดับ 34.75 บาท

ราคาหุ้น KKP ปรับลดลง 2.2%MoM อยู่ที่ระดับ 67.25 บาท 

ราคาหุ้น KTB ปรับลดลง 3.6%MoM อยู่ที่ระดับ 13.50 บาท 

ราคาหุ้น BBL ปรับลดลง 3.9%MoM อยู่ที่ระดับ 135.00 บาท 

ราคาหุ้น KBANK ปรับลดลง 3.9%MoM อยู่ที่ระดับ 158.50 บาท 

ราคาหุ้น TTB ปรับลดลง 5.1%MoM อยู่ที่ระดับ 1.31 บาท 

 

แนวโน้มผลประกอบการ 1Q65 และปี 2565:

SCBS คาดการณ์แนวโน้ม 1Q65 ในเบื้องต้นว่า กำไรของกลุ่มธนาคารจะฟื้นตัวเล็กน้อยทั้ง YoY และ QoQ เมื่อเทียบ YoY โดยคาดว่า Credit Cost จะอยู่ในระดับทรงตัว สินเชื่อจะเติบโตปานกลาง NIM จะอยู่ในระดับทรงตัว และ Non-NII จะลดลง ในขณะที่เมื่อเทียบ QoQ คาดว่า Credit Cost จะลดลงเล็กน้อย สินเชื่อจะเติบโตเล็กน้อย NIM จะอยู่ในระดับทรงตัว และ OPEX จะลดลงตามฤดูกาล 

 

หากตัดกำไรจากการขายหุ้น TIDLOR ของ BAY ออกไป คาดว่ากำไรจะฟื้นตัว 17% ในปี 2565 เทียบกับ 21% ในปี 2564 โดยได้รับการสนับสนุนจาก Credit Cost ที่ลดลง การเติบโตของสินเชื่อที่ 5% NIM ที่ลดลงเล็กน้อย (จากการปรับโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จในระยะยาว) Non-NII ที่เติบโตเล็กน้อย และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ที่ลดลง

 

ส่วนด้าน Valuation ของราคาหุ้นไม่แพง ซึ่งสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กดดันให้ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวลดลง 9% นับตั้งแต่ทำจุดสูงสุดในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ส่วนใหญ่มี Valuation ไม่แพง โดยเทรดที่ระดับ PBV ระดับ -1SD ถึง -2SD เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต โดยเลือกหุ้นเด่นสำหรับกลุ่ม คือ BBL (มีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำที่สุดและเป็นหุ้น Laggard Play) และ KBANK (ผู้นำด้านดิจิทัลแบงกิ้งและสินเชื่อเติบโตโดดเด่น) 

The post หุ้นกลุ่มธนาคาร – สินเชื่อเติบโตต่ำขยายตัวเพียง 0.4%MoM ในเดือนกุมภาพันธ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>